FIFA Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/fifa/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 01 Sep 2026 01:55:10 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เมสซี อำลา ฟ้าขาว ปิดฉากความยิ่งใหญ่กว่า 20 ปี ในนามทีมชาติอาร์เจนตินา https://thestandard.co/messi-argentina-retirement/ Tue, 01 Sep 2026 01:53:27 +0000 https://thestandard.co/messi-argentina-retirement/ ภาพ ลิโอเนล เมสซี ในชุดทีมชาติอาร์เจนตินา

🌎🏆World Cup 2022   🏆🏆Copa América 2021, 2024 &nbsp […]

The post เมสซี อำลา ฟ้าขาว ปิดฉากความยิ่งใหญ่กว่า 20 ปี ในนามทีมชาติอาร์เจนตินา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ลิโอเนล เมสซี ในชุดทีมชาติอาร์เจนตินา

🌎🏆World Cup 2022

 

🏆🏆Copa América 2021, 2024

 

🇦🇷🇮🇹Finalissima 2022

 

🥇Olympic Games 2008

 

ภาพ: Julian Finney, David Ramos – FIFA, Carmen Mandato, Clive Rose, Buda Mendes, El Grafico / Getty Images

 

ภาพ ลิโอเนล เมสซี ในชุดทีมชาติอาร์เจนตินา 1ภาพ ลิโอเนล เมสซี ในชุดทีมชาติอาร์เจนตินา 2ภาพ ลิโอเนล เมสซี ในชุดทีมชาติอาร์เจนตินา 3ภาพ ลิโอเนล เมสซี ในชุดทีมชาติอาร์เจนตินา 4ภาพ ลิโอเนล เมสซี ในชุดทีมชาติอาร์เจนตินา 5ภาพ ลิโอเนล เมสซี ในชุดทีมชาติอาร์เจนตินา 6

The post เมสซี อำลา ฟ้าขาว ปิดฉากความยิ่งใหญ่กว่า 20 ปี ในนามทีมชาติอาร์เจนตินา appeared first on THE STANDARD.

]]>
UEFA, CONCACAF และ AFC ร่วมแถลงโจมตี FIFA กรณีแผนขายหุ้นฟุตบอลโลก https://thestandard.co/uefa-concacaf-afc-attack-fifa-world-cup/ Mon, 10 Aug 2026 12:14:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1240498 จานนี อินฟานติโน ประธาน FIFA กำลังกล่าวสุนทรพจน์

สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ UEFA, สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนื […]

The post UEFA, CONCACAF และ AFC ร่วมแถลงโจมตี FIFA กรณีแผนขายหุ้นฟุตบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จานนี อินฟานติโน ประธาน FIFA กำลังกล่าวสุนทรพจน์

สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ UEFA, สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน หรือ CONCACAF และสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ AFC ออกจดหมายเปิดผนึกร่วมกัน กล่าวหา FIFA ว่าทำลายความไว้วางใจขั้นพื้นฐาน จากกรณีแผนขายหุ้นบางส่วนในฟุตบอลโลกให้แก่นักลงทุนเอกชน

 

ทั้งสามหน่วยงานวิจารณ์กระบวนการของ จานนี อินฟานติโน ประธาน FIFA ว่าขาดการปรึกษาหารืออย่างเหมาะสม และพยายามเร่งผลักดันโครงการ FIFA Forward Enterprise หรือ FFE ซึ่งมีแนวคิดขายหุ้นประมาณ 20% ให้ภาคเอกชน

 

แถลงการณ์ระบุว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดด้านกระบวนการ แต่เป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือและธรรมาภิบาลของผู้นำฟุตบอลโลก พร้อมเรียกร้องให้มีองค์กรอิสระจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบโครงการ แทนการให้ FIFA ตรวจสอบตัวเอง

 

นอกจากนี้ Press Association ยังรายงานว่า UEFA, CONCACAF และ AFC ได้เริ่มหารือเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้ในการจัดการแข่งขันร่วมกันเอง เพื่อเตรียมทางเลือกสำหรับชาติสมาชิก หากวิกฤตความขัดแย้งกับ FIFA ยกระดับขึ้น

 

ทั้งสามองค์กรยังต้องการเปิดโอกาสให้ อินฟานติโน ตัดสินใจลงจากตำแหน่ง และไม่ลงสมัครชิงตำแหน่งประธาน FIFA อีกครั้งในการเลือกตั้งเดือนมีนาคมปีหน้าด้วย

 

อ้างอิง

 

ภาพ: Harold Cunningham – FIFA

The post UEFA, CONCACAF และ AFC ร่วมแถลงโจมตี FIFA กรณีแผนขายหุ้นฟุตบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟุตบอลไม่ได้มีไว้ขาย สรุปดราม่าประธาน FIFA พับแผนขายหุ้น 2 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังโดนสมาชิก 3 ทวีปจับมือคว่ำบาตร https://thestandard.co/fifa-scraps-share-sale-plan/ Sat, 01 Aug 2026 05:22:59 +0000 https://thestandard.co/fifa-scraps-share-sale-plan/ ภาพกราฟิกสรุปดราม่า FIFA พับแผนขายหุ้น 2 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังถูกคว่ำบาตร

หลังจาก FIFA ประกาศแผนการขายหุ้นให้กับนักลงทุนภายนอกเพื […]

The post ฟุตบอลไม่ได้มีไว้ขาย สรุปดราม่าประธาน FIFA พับแผนขายหุ้น 2 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังโดนสมาชิก 3 ทวีปจับมือคว่ำบาตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปดราม่า FIFA พับแผนขายหุ้น 2 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังถูกคว่ำบาตร

หลังจาก FIFA ประกาศแผนการขายหุ้นให้กับนักลงทุนภายนอกเพื่อระดมทุน แต่ล่าสุด จานนี อินฟันติโน่ ประธาน FIFA ได้ตัดสินใจยุติข้อเสนอดังกล่าว พร้อมกล่าวว่า หลังฟังความเห็นจากทุกฝ่าย พบว่าข้อเสนอนี้ได้ก่อให้เกิดความแตกแยกที่รุนแรงจนไม่สอดคล้องกับเป้าหมายหลักขององค์กร จึงเห็นว่าไม่ควรเดินหน้าต่อ

 

เดิมที FIFA วางแผนจะจัดตั้งหน่วยงานใหม่ชื่อ FIFA Forward Enterprise (FFE) ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ และจะขายหุ้นราว 20% เพื่อระดมเงินประมาณ 4.2 พันล้านดอลลาร์ เงินก้อนนี้จะนำไปใช้พัฒนากีฬาและโครงการด้านฟุตบอลทั่วโลก

 

เมื่อประกาศออกมา ข้อเสนอดังกล่าวกลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ทันที โดยเฉพาะจากสมาคมหลักของยุโรป และสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป (UEFA) ซึ่งมีสมาชิก 55 ประเทศ ได้ประกาศลงมติเป็นเอกฉันท์เมื่อกลางสัปดาห์ว่าจะคว่ำบาตรทุกรายการแข่งขันของ FIFA จนกว่าข้อเสนอนี้จะถูกยกเลิก โดยให้เหตุผลว่า ฟุตบอลโลกไม่ควรถูกมองเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน

 

ขณะที่ CONCACAF ซึ่งครอบคลุมอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน มีสมาชิก 41 ประเทศ ก็ปฏิเสธข้อเสนอในการประชุม และต่อมาสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (AFC) ที่มีสมาชิก 47 ประเทศ ก็ประกาศยืนเคียงข้าง UEFA และ CONCACAF

 

นอกจากนี้ การต่อต้านยังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะ UEFA, CONCACAF และ AFC รวมกันมีสมาชิกถึง 143 ประเทศ ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกรวม FIFA 211 ประเทศ ทั้งนี้ ข้อเสนอต้องการเสียงสนับสนุนจากสมาชิกส่วนใหญ่จึงจะผ่าน ทำให้โอกาสเดินหน้าแทบเป็นไปไม่ได้หลังจากมีการรวมตัวคว่ำบาตรเช่นนี้

 

ที่สำคัญ ความขัดแย้งไม่ได้มีเพียงภายนอกองค์กรเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นภายในด้วย เมื่อวันที่ประกาศยุติ แหล่งข่าวยืนยันว่าที่ปรึกษาอาวุโสของ อินแฟนติโน คาร์ลอส คอร์เดโร ได้ลาออกทันที โดยกล่าวว่าข้อเสนอนี้เป็นข้อตกลงที่ไม่ดีต่อฟุตบอล

 

ขณะที่ เควิน ลาเมอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ FIFA กล่าวว่าพนักงานรู้สึกว่าถูกหลอกและมองว่าเป็นโปรเจกต์ของบุคคลคนเดียว ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในแนวทางการบริหารภายในองค์กร

 

หากย้อนไปก่อนหน้านี้ จานนี อินฟันติโน่ เคยส่งจดหมายแจ้งสมาคมสมาชิกว่า หากเห็นชอบภายในวันที่ 19 กันยายน FIFA เตรียมจ่ายเงินให้สมาคมละ 40 ล้านดอลลาร์เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง

 

หลังกระแสคัดค้านรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จานนี อินฟันติโน่ ได้ออกมาบอกว่า ตัวเขาต้องการเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับมาหารือร่วมกันโดยเร็ว เพื่อหาทางพัฒนาฟุตบอลทั่วโลกต่อไป โดยเฉพาะในประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด

 

ทั้งนี้ แผนการดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับกองทุนและบุคคลที่มีความสนใจจากภายนอก กล่าวคือ กองทุน Thrive Eternal ซึ่งบริหารโดย Thrive Capital ของโจชัว คุชเนอร์ ถูกรายงานว่าจะเป็นผู้นำกลุ่มนักลงทุน ขณะที่โจชัวเป็นน้องชายของจาเร็ด คุชเนอร์ ผู้เป็นลูกเขยของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ จานนี อินฟันติโน่ และสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2026

 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เคยปฏิเสธว่าเขาไม่ได้พูดคุยกับ จานนี อินฟันติโน่ เกี่ยวกับแผนการระดมทุนดังกล่าว

 

ด้านความเคลื่อนไหวทางการเมืองก็มีปรากฏขึ้น แอนดี้ เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ออกมาวิจารณ์ว่า จานนี อินฟันติโน่ ไม่เหมาะสมที่จะนำองค์กรนี้ ขณะที่มีรายงานว่าผู้บริหารฟุตบอลจากทวีปอเมริกาเหนือ วิคเตอร์ มอนตาเกลิอานี กำลังพิจารณาที่จะท้าชิงตำแหน่งประธาน FIFA ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2027 ซึ่งทำให้สถานการณ์ทางการเมืองภายในวงการฟุตบอลยิ่งมีความร้อนแรงขึ้นไปอีก

 

ภาพ:EasyCreations/hutterstock

อ้างอิง:

The post ฟุตบอลไม่ได้มีไว้ขาย สรุปดราม่าประธาน FIFA พับแผนขายหุ้น 2 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังโดนสมาชิก 3 ทวีปจับมือคว่ำบาตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
UEFA-CONCACEF-AFC ไม่เห็นด้วย FIFA ขายหุ้นบอลโลก https://thestandard.co/fifa-world-cup-shares-opposition/ Fri, 31 Jul 2026 12:38:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1236987 ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ FIFA, UEFA, CONCACAF และ AFC ประกอบข่าวการคัดค้านขายหุ้นบอลโลก

FIFA ประกาศแผนจัดตั้งบริษัท FIFA Forward Enterprise (FF […]

The post UEFA-CONCACEF-AFC ไม่เห็นด้วย FIFA ขายหุ้นบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ FIFA, UEFA, CONCACAF และ AFC ประกอบข่าวการคัดค้านขายหุ้นบอลโลก

FIFA ประกาศแผนจัดตั้งบริษัท FIFA Forward Enterprise (FFE) เพื่อบริหารฟุตบอลโลกและฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก พร้อมเปิดให้นักลงทุนภายนอกถือหุ้นส่วนน้อย โดยตั้งเป้าระดมทุน 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

แต่แนวคิดนี้ถูกคัดค้านอย่างรุนแรงจาก UEFA ก่อนที่สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน หรือ CONCACAF และล่าสุดเป็นสหพันธ์ฟุตบอลเอเชีย หรือ AFC ที่ไม่เห็นด้วยอีกราย

 

และนี่คือสถานการณ์ในปัจจุบันของสมาชิกทั้ง 193 ชาติจากฟีฟ่า

 

ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ FIFA, UEFA, CONCACAF และ AFC ประกอบข่าวการคัดค้านขายหุ้นบอลโลก 1

The post UEFA-CONCACEF-AFC ไม่เห็นด้วย FIFA ขายหุ้นบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ FIFA อยากเป็น F1 – ทำไมแผนการขายหุ้น FIFA ถึงเป็นเทมเพลตเดียวกันกับ F1 เคยทำ https://thestandard.co/fifa-f1-business-model-clash/ Fri, 31 Jul 2026 11:37:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1236960 จานนี อินฟานติโน ประธาน FIFA ถือถ้วยรางวัลฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติ […]

The post เมื่อ FIFA อยากเป็น F1 – ทำไมแผนการขายหุ้น FIFA ถึงเป็นเทมเพลตเดียวกันกับ F1 เคยทำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จานนี อินฟานติโน ประธาน FIFA ถือถ้วยรางวัลฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังเพิ่งทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในฟุตบอลโลก 2026 นั่นทำให้เชื่อว่า FIFA น่าจะอยู่ในช่วงที่แข็งแกร่งที่สุด

 

 

แต่ FIFA กลับทำในสิ่งที่ทำให้องค์กรของพวกเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างอย่างรวดเร็ว เมื่อ จานนี อินฟานติโน เสนอให้แยกธุรกิจเชิงพาณิชย์ของ FIFA ออกมาเป็นบริษัทลูก ‘FIFA Forward Enterprise’ หรือ ‘FFE’

 

สิ่งที่ทำให้ FIFA โดนวิจารณ์อย่างหนักคือการที่ FFE จะเปิดขายหุ้นประมาณ 20% ให้กับนักลงทุนเอกชน มูลค่าประเมินราว 20,000 ล้านดอลลาร์ แม้อาจจะมองเหมือนการระดมทุน แต่คนในวงการมองว่านั่นเหมือนการนำฟุตบอลโลกไปวางขาย

 

อย่างไรก็ตาม หากใครติดตามกีฬาอื่นๆ ควบคู่กันมาจะพบว่า นี่เป็นโมเดลที่เคยเปลี่ยนประวัติศาสตร์ F1 มาแล้ว และชายที่อยู่เบื้องหลังทั้งสองโปรเจกต์คือ เกร็ก มาฟเฟย์

 

เกร็ก มาฟเฟย์ ผู้เปลี่ยน Formula 1 ให้กลายเป็นสินทรัพย์ระดับโลก

 

หาก เบอร์นี เอคเคิลสโตน คือคนสร้าง F1 ให้ยิ่งใหญ่ เกร็ก มาฟเฟย์ คือคนเปลี่ยน F1 ให้กลายเป็น “ธุรกิจ” หลัง ลิเบอร์ตี มีเดีย เข้ามาซื้อกิจการในปี 2017

 

เกร็ก มาฟเฟย์ เข้ามาปรับโครงสร้างสิทธิการค้าของ F1 สร้างบริษัทที่แยกธุรกิจออกจากการบริหารกีฬา เพิ่มรายได้จากสปอนเซอร์ สื่อดิจิทัล Netflix และการจัดอีเวนต์ จนมูลค่าของกีฬาเติบโตหลายเท่าตัว

 

และแนวคิดเดียวกันกำลังถูกนำมาใช้กับ FIFA นั่นคือแยก ‘ฟุตบอล’ ออกจาก ‘ธุรกิจฟุตบอล’ และนั่นเป็นที่มาของ FIFA Forward Enterprise หรือ FFE

 

FFE มีโครงสร้างแทบไม่ต่างจาก ฟอร์มูลาวัน กรุ๊ป ที่ดำเนินการเรื่องสิทธิถ่ายทอดสด สปอนเซอร์ ลิขสิทธิ์ การขายบัตร และสินค้าทางการค้า

 

โดยทาง FFE เปิดรับนักลงทุนถือหุ้นส่วนน้อย ขณะที่ FIFA ยังคงควบคุมกฎ การแข่งขัน และการบริหารกีฬาไว้ทั้งหมด เฉกเช่นเดียวกับที่ ฟอร์มูลาวัน กรุ๊ป จะไม่ไปยุ่งกับ สหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ หรือ FIA

 

กล่าวอีกแบบคือนักลงทุนจะได้ลงทุนใน ‘ธุรกิจฟุตบอลโลก’ ไม่ใช่ ‘ฟุตบอลโลก’ แต่คำถามคือ ในโลกแห่งความเป็นจริง ธุรกิจและกีฬาจะแยกออกจากกันได้จริงหรือ

 

นี่คือคำถามสำคัญที่สุด เพราะเมื่อมองไปยัง F1 มันเป็นกีฬาที่มีเจ้าของสิทธิ์เชิงพาณิชย์ชัดเจน การตัดสินใจรวมศูนย์จึงทำได้ง่าย

 

แต่ฟุตบอลโลกตั้งอยู่บนโครงสร้างของสมาคมฟุตบอล 211 ประเทศ และ 6 สมาพันธ์ การตัดสินใจทุกอย่างเกี่ยวพันกับการเมือง วัฒนธรรม และอำนาจ

 

การนำโมเดลธุรกิจของ F1 มาใช้กับ FIFA จึงอาจไม่ใช่แค่การเปลี่ยนวิธีหารายได้ หากเป็นการท้าทายโครงสร้างการปกครองของฟุตบอลโลกทั้งระบบ ซึ่งมันย่อมส่งผลกระทบในแง่การเมืองตามมา

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า FIFA จะขายหุ้นได้หรือไม่ แต่คือฟุตบอลโลกสามารถเดินตามรอย F1 ได้จริงหรือ ในเมื่อธรรมชาติของกีฬาทั้งสองแตกต่างกันตั้งแต่รากฐาน

 

ทำไม FIFA ถึงต้องการเงิน ทั้งที่เพิ่งทำกำไรสูงสุดในประวัติศาสตร์

 

นี่คือคำถามที่สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ UEFA ตั้งขึ้น เพราะฟุตบอลโลก 2026 ทำรายได้ราว 15,000 ล้านดอลลาร์ มากกว่าที่คาดไว้มาก

 

โดย FIFA ตอบว่า เป้าหมายไม่ใช่เงินวันนี้ แต่คือการสร้างมูลค่าระยะยาว และเพิ่มงบพัฒนาฟุตบอลจากประเทศละ 8 ล้านดอลลาร์ เป็น 20 ล้านดอลลาร์ต่อฟุตบอลโลก 1 ครั้ง พร้อมตั้งเป้าทุ่มงบพัฒนาทั่วโลกกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ในสี่ปีข้างหน้า

 

อย่างไรก็ตาม อนาคตของ FFE อาจจะจบลงเร็วกว่าที่คาด เพราะภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทั้ง UEFA รวมไปถึงสมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน หรือ CONCACAF และล่าสุดเป็น สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ AFC ก็ออกมาร่วมกันคัดค้านแนวคิดนี้แล้ว

 

แทบทุกสมาพันธ์ที่ออกมาคัดค้านไม่ได้เริ่มต้นจากคำว่า ‘ไม่เห็นด้วย’ แต่เริ่มจากคำว่า ‘ไม่เคยถูกถาม’

 

ทั้ง UEFA, CONCACAF และ AFC ต่างกล่าวตรงกันว่า FIFA ผลักดันโครงการขนาดมหึมาก่อนปรึกษาสมาชิก แม้แต่ FIFA Council ก็รู้รายละเอียดช้า ความไม่พอใจจึงเกิดจากกระบวนการบริหารมากกว่าตัวโมเดลธุรกิจ

 

ทำไม UEFA ถึงเป็นตัวตั้งตัวตีในการคัดค้าน

 

เหตุผลอยู่ที่ UEFA มองว่าฟุตบอลโลกมีคุณค่าเพราะรวมทีมที่ดีที่สุดจากทุกทวีป โดยเฉพาะยุโรปซึ่งส่งทีมระดับแชมป์โลกและแชมป์ยุโรปเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง

 

หากฟุตบอลโลกถูกมองเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ความสมดุลของอำนาจฟุตบอลอาจเปลี่ยนจาก ‘Europe-centric’ ไปสู่ “Global-centric” นั่นหมายถึง UEFA อาจสูญเสียอำนาจต่อรองทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ครอบครองมาหลายทศวรรษ

 

นอกจากนี้ การที่ศูนย์กลางของฟุตบอลระดับสโมสรยังอยู่ในยุโรป และมีการแข่งขันตลอดทุกปี แถมยังได้รับความสนใจจากทั่วโลก ยังทำให้ UEFA มั่นใจได้ว่า หากมีการบอยคอตต์เกิดขึ้นจริง พวกเขาก็ไม่ใช่ฝ่ายที่เสียหายมากที่สุดอย่างแน่นอน

 

หลายคนเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับยูโรเปียน ซูเปอร์ลีก ปี 2021 เพราะทั้งสองกรณีต่างถูกวิจารณ์ว่ามองฟุตบอลเป็นสินค้าเกินไป

 

แต่มีความแตกต่างสำคัญ ซูเปอร์ลีกพยายามสร้างการแข่งขันใหม่เพื่อเพิ่มรายได้ให้สโมสร ส่วน FIFA กำลังขายสิทธิในรายการแข่งขันที่มีอยู่แล้ว เป้าหมายจึงไม่ใช่การเปลี่ยนโครงสร้างกีฬา หากเป็นการเปลี่ยนโครงสร้าง “เจ้าของผลประโยชน์” ซึ่งอาจส่งผลลึกกว่าด้วยซ้ำ

 

คำถามที่ตามมาคือ หากยุโรปไม่เล่น ฟุตบอลโลกจะยังเป็นฟุตบอลโลกหรือไม่ ซึ่งอาวุธสำคัญที่สุดของ UEFA

 

ฟุตบอลโลกชาย ฟุตบอลโลกหญิง และสโมสรโลกล้วนมีทีมยุโรปอย่างน้อย 3 จาก 4 ทีมในรอบรองชนะเลิศ หากไม่มีทีมยุโรป มูลค่าทางการตลาด ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด และสปอนเซอร์จะลดลงมหาศาล

 

ความฝันของ FIFA ที่จะสร้างธุรกิจมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์อาจเกิดขึ้นไม่ได้เลย นี่คือเหตุผลที่หลายฝ่ายเชื่อว่าไม่มีฝ่ายใดอยากให้การแตกหักเกิดขึ้นจริง

 

อนาคตของอินฟานติโน หลังโครงการส่อแววล่ม

 

หลังการออกมายืนยันไม่เอาด้วยของ AFC ทำให้ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า FFE ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะตัวเลขผู้ไม่เห็นด้วยมีสูงถึง 135 เสียง จากสมาชิก FIFA จำนวน 211 เสียง ซึ่งเกินครึ่งไปแล้ว

 

ก่อนเรื่องนี้เกิดขึ้น หลายคนเชื่อว่าอินฟานติโนจะได้รับเลือกเป็นประธาน FIFA อีกสมัยแบบไร้คู่แข่ง แต่หลังเรื่องครั้งนี้ ความเชื่อมั่นเริ่มสั่นคลอน

 

มีการพูดถึงชื่อ นาสเซอร์ อัล-เคไลฟี แม้เจ้าตัวไม่สนใจลงสมัคร ขณะที่อดีตผู้บริหาร UEFA หลายคนเรียกร้องให้ปฏิรูประบบเลือกประธาน FIFA เพื่อลดการรวมศูนย์อำนาจ

 

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์บอกว่าประธาน FIFA ที่ดำรงตำแหน่งแทบไม่เคยแพ้การเลือกตั้ง หากยังครองเสียงสนับสนุนจากชาติสมาชิกส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนอกยุโรป

 

ภาพ: Chris Brunskill/Fantasista / Getty Images

อ้างอิง:

 

The post เมื่อ FIFA อยากเป็น F1 – ทำไมแผนการขายหุ้น FIFA ถึงเป็นเทมเพลตเดียวกันกับ F1 เคยทำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสื้อ Jimin วง BTS ที่ใส่แสดงช่วงพักครึ่งฟุตบอลโลก ถูกประมูลไปในราคา 3.7 ล้านบาท https://thestandard.co/jimin-bts-world-cup-shirt-auction/ Fri, 31 Jul 2026 03:33:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1236670 Jimin วง BTS กำลังแสดงบนเวทีในชุดที่ถูกประมูล

สื่อสหรัฐอเมริกาอย่าง The Athletic รายงานว่าไอเท็มต่างๆ […]

The post เสื้อ Jimin วง BTS ที่ใส่แสดงช่วงพักครึ่งฟุตบอลโลก ถูกประมูลไปในราคา 3.7 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Jimin วง BTS กำลังแสดงบนเวทีในชุดที่ถูกประมูล

สื่อสหรัฐอเมริกาอย่าง The Athletic รายงานว่าไอเท็มต่างๆ ของวง BTS ที่พวกเขาสวมใส่ในโชว์พักครึ่งของการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศถูกประมูลออกไปด้วยมูลค่ามหาศาล ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเสื้อของ Jimin ที่ถูกประมูลไปด้วยราคา 110,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.7 ล้านบาท

 

ในการประมูลออนไลน์ของ Christie’s ที่มีชื่อว่า One Goal: A FIFA Global Citizen Education Fund Auction ที่ทำการประมูลไอเท็มต่างๆ หลังจากการแข่งขันจบลงแล้วหนึ่งสัปดาห์ สามารถระดมทุนไปได้ทั้งหมด 652,630 ดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าที่ทำราคาสูงสุดก็คือเสื้อของ Jimin ที่ทำรายได้ไปกว่า 110,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเทียบเท่ากับมูลค่าของลูกฟุตบอล FIFA ที่ถูกใช้ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ

 

ส่วนของใช้อื่นๆ ของสมาชิกวง BTS ก็ถูกประมูลออกไปในราคาสูงเช่นกัน โดยผ้าพันคอของ V และแจ็กเกตของ Jung Kook มีมูลค่า 46,200 ดอลลาร์ ส่วนกางเกงของ SUGA มีมูลค่า 33,000 ดอลลาร์ และถุงมือของ j-hope นั้นขายได้ในราคา 28,600 ดอลลาร์ ดังนั้นเมื่อรวมแล้วทั้ง 7 ชิ้นก็ถือว่าพวกเขาสร้างมูลค่ารวมแล้วกว่า 300,300 ดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 46% ของรายได้ทั้งหมดจากการประมูล

 

รายได้จากการประมูลทั้งหมดนี้จะถูกบริจาคให้กับกองทุน Global Citizen ของ FIFA ที่พวกเขาจะนำเงินไปสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนด้อยโอกาสกว่า 200 ประเทศ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและเปิดโอกาสให้พวกเขาทำความรู้จักกับกีฬาฟุตบอล โดยที่โปรเจกต์นี้มีการตั้งเป้ามูลค่าการระดมทุนสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย

 

ภาพ: BIGHIT Music

 

อ้างอิง:
https://www.koreatimes.co.kr/entertainment/20260730/bts-jimins-world-cup-final-halftime-shirt-fetches-110000-at-us-charity-auction

The post เสื้อ Jimin วง BTS ที่ใส่แสดงช่วงพักครึ่งฟุตบอลโลก ถูกประมูลไปในราคา 3.7 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
FFE คืออะไร? ทำไม UEFA ถึงบอกว่า FIFA กำลัง “ขายจิตวิญญาณของฟุตบอล” https://thestandard.co/fifa-uefa-ffe-sell-football-soul/ Wed, 29 Jul 2026 07:37:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1236138 ภาพโลโก้ FIFA และ UEFA พร้อมสัญลักษณ์เงินและลูกฟุตบอล สื่อถึงความขัดแย้งเรื่องการแปรรูปธุรกิจฟุตบอล

แม้ฟุตบอลโลก 2026 จะปิดฉากลงไปแล้ว แต่แรงสั่นสะเทือนระล […]

The post FFE คืออะไร? ทำไม UEFA ถึงบอกว่า FIFA กำลัง “ขายจิตวิญญาณของฟุตบอล” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ FIFA และ UEFA พร้อมสัญลักษณ์เงินและลูกฟุตบอล สื่อถึงความขัดแย้งเรื่องการแปรรูปธุรกิจฟุตบอล

แม้ฟุตบอลโลก 2026 จะปิดฉากลงไปแล้ว แต่แรงสั่นสะเทือนระลอกใหม่ในวงการลูกหนังดูเหมือนจะเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

 

 
 

เพราะตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา FIFA ได้เดินหน้าผลักดันแนวคิดเปลี่ยนโลกหลายเรื่อง ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายฟุตบอลโลกปี 2030 จาก 48 ทีม เป็น 64 ทีม ไปจนถึงการเปิดตัวโครงการ FIFA Forward Enterprise (FFE) ที่พร้อมเปิดประตูให้นักลงทุนภายนอกเข้ามาถือหุ้นในฝั่งธุรกิจและการค้าของ FIFA อย่างเต็มตัว

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าทันที โดยเฉพาะฝั่ง UEFA ที่ออกแถลงการณ์ตอบโต้ด้วยถ้อยคำดุเดือดว่า FIFA กำลัง “ขายจิตวิญญาณของฟุตบอล”

 

อะไรคือสิ่งที่ FIFA กำลังนำไปขาย และทำไมมูฟนี้ของ FIFA ถึงถูกมองว่าอาจเปลี่ยนโฉมหน้าฟุตบอลโลกไปตลอดกาล?

 

FIFA กำลังขายอะไรกันแน่?

 

เพื่อความเข้าใจตรงกัน FIFA ไม่ได้ประกาศขายทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกตรงๆ หากแต่กำลังเตรียมจัดตั้ง ‘บริษัทใหม่’ ขึ้นมาบริหารจัดการสิทธิประโยชน์และธุรกิจทั้งหมดเกี่ยวกับการแข่งขัน จากนั้นจึงเปิดให้นักลงทุนภายนอกเข้ามาถือหุ้นส่วนน้อยในบริษัทแห่งนี้

 

สิทธิทางการค้าที่จะถูกโยกเข้าไปอยู่ภายใต้ FFE ครอบคลุมรายได้ก้อนโตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น

 

  • ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดทั่วโลก
  • สิทธิการดูแลสปอนเซอร์และการตลาด
  • การผลิตและจำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์
  • รายได้จากแพ็กเกจ Hospitality ในสนาม
  • ขอบเขตครอบคลุมทั้งฟุตบอลโลกชาย, ฟุตบอลโลกหญิง ไปจนถึง Club World Cup

 

สรุปให้เห็นภาพ คือรายได้แทบทุกบาททุกสตางค์ที่เกิดจากทัวร์นาเมนต์ระดับโลกของ FIFA จะถูกมัดรวมไว้ในบริษัทใหม่แห่งนี้ ก่อนจะซอยหุ้นขายให้แก่นักลงทุน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายฝ่ายนิยามปรากฏการณ์นี้ว่า FIFA กำลังเอาฟุตบอลโลกไปแปรรูปขาย

 

เม็ดเงินมหาศาลที่ FIFA จะได้รับ

 

FIFA ประเมินมูลค่าของ FFE ไว้สูงถึงราว 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

เงินทุนก้อนโตจากนักลงทุนจะถูกอัดฉีดกลับเข้าสู่ระบบ โดย FIFA ยืนยันว่าจะนำเม็ดเงินนี้กระจายไปพัฒนาวงการฟุตบอลทั่วโลก

 

ตามแผนการ สมาคมฟุตบอลสมาชิกทั้ง 211 ประเทศ จะได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากเดิมปีละ 8 ล้านดอลลาร์ พุ่งสูงขึ้นเป็นสูงสุด 20 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งสำหรับประเทศขนาดเล็ก เงินจำนวนนี้ถือเป็นงบประมาณที่พลิกโฉมวงการฟุตบอลบ้านเขาได้ข้ามคืน

 

แล้วทำไม UEFA ถึงไม่เห็นด้วย?

 

UEFA ไม่ได้ขัดขาเพราะไม่อยากเห็น FIFA มีรายได้เพิ่มขึ้น

 

ทว่าสิ่งที่พวกเขากังวลใจอย่างหนัก คือธรรมชาติของนักลงทุนที่เมื่อเข้ามาถือหุ้นแล้ว ย่อมคาดหวังผลตอบแทนและกำไรที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี

 

เมื่อบริษัทต้องสร้างกำไรให้ผู้ถือหุ้น แรงกดดันมหาศาลย่อมบีบให้ฟุตบอลโลกต้องขยายตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้ เช่น

 

  • จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนทีมแข่ง?
  • ต้องจัดโปรแกรมให้เตะถี่ขึ้น?
  • ต้องย้ายไปจัดในประเทศที่ทำเงินได้สูงสุดเท่านั้น?
  • หรือต้องขยายโปรแกรม Club World Cup ให้ใหญ่โตขึ้นไปอีก?

 

แม้ FIFA จะออกมายืนยันว่า ตัวองค์กรยังคงเป็นผู้ถืออำนาจเด็ดขาดในการควบคุมกฎระเบียบ และตารางแข่งขันทั้งหมด แต่ทาง UEFA มองโลกตามจริงว่า เมื่อมีนายทุนเข้ามานั่งในโครงสร้าง ย่อมไม่มีทางหลีกเลี่ยงแรงกดดันทางธุรกิจได้พ้น

 

ทำไมถึงเรียกว่า “ขายจิตวิญญาณของฟุตบอล”?

 

ประโยคเด็ดในแถลงการณ์ของ UEFA ระบุไว้ว่า “The soul and governance of football are not assets to trade” (จิตวิญญาณและการบริหารจัดการฟุตบอล ไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อซื้อขาย)

 

สำหรับ UEFA ฟุตบอลโลกคือสมบัติส่วนรวมของมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่สินทรัพย์ทางธุรกิจที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะตัดเกรดแบ่งขายให้นักลงทุนเพื่อแลกกับเงินก้อนโต

 

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไป

 

เพราะอีกด้านของแนวคิด FFE กำลังตั้งคำถามถึงอนาคตของฟุตบอลโลก ดังที่ UEFA ระบุไว้ ว่าจะเดินต่อไปในฐานะการแข่งขันกีฬาที่ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของ หรือจะก้าวสู่โมเดลธุรกิจที่ผู้ถือหุ้นเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

 

หาก FFE ผ่านการอนุมัติจากชาติสมาชิกทั้ง 211 ประเทศ นี่จะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยุค จานนี อินฟานติโน

 

และผลกระทบของมัน อาจจะตกอยู่กับทั้งตารางการแข่งขัน นักกีฬา ความถี่ของทัวร์นาเมนต์ ไปจนถึงทิศทางของเกมลูกหนังโลกไปอีกหลายสิบปีข้างหน้าแน่นอน

 

อ้างอิง:

 

The post FFE คืออะไร? ทำไม UEFA ถึงบอกว่า FIFA กำลัง “ขายจิตวิญญาณของฟุตบอล” appeared first on THE STANDARD.

]]>
สเปน กับแชมป์โลกสมัยที่ 2 ในรอบ 16 ปี https://thestandard.co/spain-wins-second-world-cup/ Mon, 20 Jul 2026 06:02:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1232786 นักฟุตบอลทีมชาติสเปนกำลังชูถ้วยแชมป์โลกฉลองชัยชนะ

ทีมชาติสเปนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าแชมป์ […]

The post สเปน กับแชมป์โลกสมัยที่ 2 ในรอบ 16 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักฟุตบอลทีมชาติสเปนกำลังชูถ้วยแชมป์โลกฉลองชัยชนะ

ทีมชาติสเปนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ในการแข่งขันที่จัดขึ้นในสหรัฐอเมริกา โดยนักเตะทั้ง 26 คนได้เดินหน้ารับเหรียญรางวัลและชูถ้วยแชมป์เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์นี้

 

วินาทีแห่งความสำเร็จของทีมชาติสเปน กับการชูถ้วยแชมป์โลกสมัยที่ 2 ในแผ่นดินสหรัฐอเมริกา หลังเดินหน้ารับเหรียญรางวัลกันครบทั้ง 26 คน

 

นักฟุตบอลทีมชาติสเปนกำลังชูถ้วยแชมป์โลกฉลองชัยชนะ 1นักฟุตบอลทีมชาติสเปนกำลังชูถ้วยแชมป์โลกฉลองชัยชนะ 2นักฟุตบอลทีมชาติสเปนกำลังชูถ้วยแชมป์โลกฉลองชัยชนะ 3นักฟุตบอลทีมชาติสเปนกำลังชูถ้วยแชมป์โลกฉลองชัยชนะ 4นักฟุตบอลทีมชาติสเปนกำลังชูถ้วยแชมป์โลกฉลองชัยชนะ 5นักฟุตบอลทีมชาติสเปนกำลังชูถ้วยแชมป์โลกฉลองชัยชนะ 6นักฟุตบอลทีมชาติสเปนกำลังชูถ้วยแชมป์โลกฉลองชัยชนะ 7นักฟุตบอลทีมชาติสเปนกำลังชูถ้วยแชมป์โลกฉลองชัยชนะ 8นักฟุตบอลทีมชาติสเปนกำลังชูถ้วยแชมป์โลกฉลองชัยชนะ 9

 

ภาพ: Carl Recine, Alex Pantling – FIFA, Hector Vivas – FIFA, Andrew Harnik, Michael Regan – FIFA, Tom Weller, ANP / Getty Images

The post สเปน กับแชมป์โลกสมัยที่ 2 ในรอบ 16 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อังกฤษ คว้าที่ 3 กลับบ้านหลังชนะ ฝรั่งเศส ในฟุตบอลโลก2026 https://thestandard.co/england-france-world-cup-third-place/ Sun, 19 Jul 2026 06:56:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1232455 นักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษกำลังฉลองชัยชนะหลังคว้าอันดับ 3 ในฟุตบอลโลก 2026

แม้อังกฤษจะพลาดแชมป์ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ แต่การได้อันดับ […]

The post อังกฤษ คว้าที่ 3 กลับบ้านหลังชนะ ฝรั่งเศส ในฟุตบอลโลก2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษกำลังฉลองชัยชนะหลังคว้าอันดับ 3 ในฟุตบอลโลก 2026

แม้อังกฤษจะพลาดแชมป์ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ แต่การได้อันดับที่ 3 ด้วยการคว้าชัยเหนือฝรั่งเศส 6-4 ก็นับเป็นความสำเร็จสูงสุดในฟุตบอลโลกของพวกเขา นับตั้งแต่ได้แชมป์โลกปี 1966 เลยทีเดียว

 

พวกเขายังร่วมกับฝรั่งเศส สร้างอีก 1 สถิติในฟุตบอลโลก คือการเป็นแมตช์ยิงอันดับ 3 ที่มีประตูรวมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ถึง 10 ประตูในแมตช์เดียวด้วย

 

นักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษกำลังฉลองชัยชนะหลังคว้าอันดับ 3 ในฟุตบอลโลก 2026 1นักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษกำลังฉลองชัยชนะหลังคว้าอันดับ 3 ในฟุตบอลโลก 2026 2นักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษกำลังฉลองชัยชนะหลังคว้าอันดับ 3 ในฟุตบอลโลก 2026 3

 

ภาพ: Sarah Stier – FIFA, Luke Hales, Kevin C. Cox, Buda Mendes / Getty Images

The post อังกฤษ คว้าที่ 3 กลับบ้านหลังชนะ ฝรั่งเศส ในฟุตบอลโลก2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมเรื่องน่ารู้ ก่อนนัดชิงฟุตบอลโลก 2026 สเปน vs อาร์เจนตินา https://thestandard.co/world-cup-final-spain-argentina/ Sun, 19 Jul 2026 02:40:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1232333 ตราสัญลักษณ์ทีมชาติสเปนและอาร์เจนตินา พร้อมถ้วยฟุตบอลโลก

ก่อนเสียงนกหวีดเริ่มเกมนัดชิงฟุตบอลโลก 2026 ระหว่าง สเป […]

The post รวมเรื่องน่ารู้ ก่อนนัดชิงฟุตบอลโลก 2026 สเปน vs อาร์เจนตินา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตราสัญลักษณ์ทีมชาติสเปนและอาร์เจนตินา พร้อมถ้วยฟุตบอลโลก

ก่อนเสียงนกหวีดเริ่มเกมนัดชิงฟุตบอลโลก 2026 ระหว่าง สเปน และ อาร์เจนตินา

 

ยังมีอีกหลายเรื่องที่น่าจับตา ทั้งการพบกันครั้งแรกของ เมสซี กับ ยามาล สถิติที่อาจถูกจารึกเป็นประวัติศาสตร์ พิธีการสุดพิเศษ

 

และอีกหลายเกร็ดที่ทำให้เกมนี้มีความหมายมากกว่าการลุ้นหาแชมป์โลกเพียงอย่างเดียว

 

ตราสัญลักษณ์ทีมชาติสเปนและอาร์เจนตินา พร้อมถ้วยฟุตบอลโลก 1ตราสัญลักษณ์ทีมชาติสเปนและอาร์เจนตินา พร้อมถ้วยฟุตบอลโลก 2ตราสัญลักษณ์ทีมชาติสเปนและอาร์เจนตินา พร้อมถ้วยฟุตบอลโลก 3ตราสัญลักษณ์ทีมชาติสเปนและอาร์เจนตินา พร้อมถ้วยฟุตบอลโลก 4ตราสัญลักษณ์ทีมชาติสเปนและอาร์เจนตินา พร้อมถ้วยฟุตบอลโลก 5ตราสัญลักษณ์ทีมชาติสเปนและอาร์เจนตินา พร้อมถ้วยฟุตบอลโลก 6ตราสัญลักษณ์ทีมชาติสเปนและอาร์เจนตินา พร้อมถ้วยฟุตบอลโลก 7ตราสัญลักษณ์ทีมชาติสเปนและอาร์เจนตินา พร้อมถ้วยฟุตบอลโลก 8ตราสัญลักษณ์ทีมชาติสเปนและอาร์เจนตินา พร้อมถ้วยฟุตบอลโลก 9ตราสัญลักษณ์ทีมชาติสเปนและอาร์เจนตินา พร้อมถ้วยฟุตบอลโลก 10ตราสัญลักษณ์ทีมชาติสเปนและอาร์เจนตินา พร้อมถ้วยฟุตบอลโลก 11ตราสัญลักษณ์ทีมชาติสเปนและอาร์เจนตินา พร้อมถ้วยฟุตบอลโลก 12

The post รวมเรื่องน่ารู้ ก่อนนัดชิงฟุตบอลโลก 2026 สเปน vs อาร์เจนตินา appeared first on THE STANDARD.

]]>
FIFA เตรียมมอบ “แหวนแชมป์” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ให้ทีมแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 https://thestandard.co/fifa-world-cup-2026-ring/ Fri, 17 Jul 2026 02:03:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1231674 แหวนแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ที่ FIFA จะมอบให้ทีมชนะเลิศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA ประกาศว่า ทีมแชมป์ฟุตบอ […]

The post FIFA เตรียมมอบ “แหวนแชมป์” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ให้ทีมแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
แหวนแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ที่ FIFA จะมอบให้ทีมชนะเลิศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA ประกาศว่า ทีมแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 จะได้รับ “แหวนแชมป์” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นอกเหนือจากถ้วยแชมป์และเหรียญทอง เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของผู้ชนะ

 

แหวนแชมป์ชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมเนียมของวงการกีฬาอาชีพในสหรัฐอเมริกา และถือเป็นครั้งแรกที่ฟีฟ่านำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ในการแข่งขันฟุตบอลรายการขององค์กร

 

แหวนแต่ละวงผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 2,026 วง เพื่อสื่อถึงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 โดย 30 วง จะมอบให้กับทีมแชมป์ ส่วนอีก 1,996 วง จะเปิดจำหน่ายให้แฟนฟุตบอลทั่วโลกในฐานะสินค้าลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการของฟีฟ่า

 

ตัวแหวนด้านหนึ่งประดับรูปถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก ส่วนอีกด้านจะออกแบบให้สะท้อนอัตลักษณ์ของทีมแชมป์ พร้อมสลักหมายเลขประจำวง ผลิตตามขนาดนิ้วของผู้รับแต่ละคน และมาพร้อมใบรับรองของแท้

 

ภายหลังจบรอบชิงชนะเลิศในวันที่ 19 กรกฎาคม กัปตันทีมและหัวหน้าผู้ฝึกสอนของทีมแชมป์จะได้รับแหวนชั่วคราวในพิธีฉลองแชมป์ ก่อนที่แหวนทั้ง 30 วง ซึ่งได้รับการปรับแต่งเฉพาะบุคคล จะถูกส่งมอบอย่างเป็นทางการในภายหลัง

 

ศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศ จะแข่งขันที่ นิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์ สเตเดียม โดยเป็นทาง สเปน พบกับ อาร์เจนตินา ซึ่งจะลงสนามในวันอาทิตย์ที่ 19 ต่อเช้ามืดวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคมนี้

 

อ้างอิง

 

 

The post FIFA เตรียมมอบ “แหวนแชมป์” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ให้ทีมแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ฟุตบอลโลกยังต้องมีนัดชิงอันดับ 3 ทั้งที่แทบไม่มีใครอยากเล่น? https://thestandard.co/world-cup-third-place-playoff/ Fri, 17 Jul 2026 02:01:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1231675 ภาพนักฟุตบอลกำลังแข่งขันในฟุตบอลโลก

ในโลกฟุตบอล มีแมตช์บางประเภทที่ผู้เล่นใฝ่ฝันอยากมีส่วนร […]

The post ทำไม ฟุตบอลโลกยังต้องมีนัดชิงอันดับ 3 ทั้งที่แทบไม่มีใครอยากเล่น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักฟุตบอลกำลังแข่งขันในฟุตบอลโลก

ในโลกฟุตบอล มีแมตช์บางประเภทที่ผู้เล่นใฝ่ฝันอยากมีส่วนร่วมตั้งแต่เด็ก เกมนัดชิงชนะเลิศคือหนึ่งในนั้น ขณะที่เกมชิงอันดับ 3 อาจอยู่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะแทบไม่มีใครตั้งเป้าหมายว่าจะเดินทางมาถึงฟุตบอลโลกเพื่อจบอันดับ 3 หรือ 4

 

อังกฤษและฝรั่งเศสต่างมาถึงเกมนี้หลังเพิ่งผ่านความผิดหวังครั้งใหญ่ อังกฤษเสียโอกาสเข้าชิงหลังถูกอาร์เจนตินาแซงชนะช่วงท้ายเกม ส่วนฝรั่งเศสถูกสเปนหยุดเส้นทางสู่แชมป์โลกอย่างหมดจด

 

นักเตะทั้งสองทีมจึงไม่ได้ลงสนามพร้อมความรู้สึกว่า ‘กำลังจะคว้ารางวัล’ แต่เหมือนถูกขอให้ลุกขึ้นมาแข่งขันอีกครั้ง ทั้งที่ความฝันเพิ่งพังทลายไปไม่กี่วันก่อน

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าอังกฤษหรือฝรั่งเศสจะคว้าอันดับ 3 แต่คือ ‘เหตุใดฟุตบอลโลกยังต้องมีแมตช์นี้อยู่’

 

เกมชิงอันดับ 3 ถูกมองได้หลายแบบ บางคนเรียกมันว่าเกมปลอบใจที่โด่งดังที่สุดในโลก บางคนเห็นว่าเป็นโอกาสให้ตัวสำรองได้ลงสนาม ขณะที่บางฝ่ายมองอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นเพียงการแข่งขันที่เพิ่มรายได้อีกหนึ่งนัดให้กับ FIFA และเมืองเจ้าภาพ

 

ความจริงอาจประกอบด้วยทุกเหตุผลเหล่านี้ เพราะการแข่งขันหนึ่งเกมไม่ได้หมายถึงแค่ 90 นาทีในสนาม แต่หมายถึงตั๋วเข้าชม ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด โฆษณา การท่องเที่ยว การใช้จ่ายในเมือง และพื้นที่ทางการตลาดที่ยังขายได้ก่อนถึงนัดชิงชนะเลิศในวันถัดไป

 

ในเชิงประวัติศาสตร์ เกมชิงอันดับ 3 ไม่ใช่สิ่งที่มีมาตั้งแต่ฟุตบอลโลกครั้งแรก เพราะเมื่อปี 1930 สหรัฐอเมริกาและยูโกสลาเวีย ซึ่งแพ้ในรอบรองชนะเลิศ ไม่ได้ลงเล่นกันอีกครั้ง ก่อนที่สหรัฐฯ จะถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 3 จากผลงานที่ดีกว่า

 

เกมนี้เพิ่งถูกนำมาใช้ในฟุตบอลโลก 1934 เมื่อเยอรมนีชนะออสเตรีย 3-2 จากนั้นมีการจัดอีกครั้งในปี 1938 หายไปในปี 1950 เพราะใช้ระบบรอบสุดท้ายแบบพบกันหมด และกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของฟุตบอลโลกอย่างถาวรตั้งแต่ปี 1954 เป็นต้นมา

 

ตรงกันข้ามกับฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ซึ่งยกเลิกเกมชิงอันดับ 3 หลังปี 1980 และไม่เคยนำกลับมาใช้อีก

 

หากมองจากมุมของผู้จัดการแข่งขัน เหตุผลที่เกมนี้ยังอยู่ก็ไม่ซับซ้อน ฟุตบอลโลกคือมหกรรมกีฬาขนาดใหญ่ที่ทุกแมตช์มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง

 

นัดระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสยังคงขายได้ในฐานะเกมระดับโลก เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ และเป็นแมตช์สุดท้ายของทั้งสองชาติในทัวร์นาเมนต์ นอกจากนี้

 

เกมชิงอันดับ 3 ยังช่วยเติมช่องว่างระหว่างรอบรองชนะเลิศกับรอบชิง ทำให้กระแสฟุตบอลโลกไม่หายไปยาวนานเกินไป ด้านสถานีโทรทัศน์มีคอนเทนต์สำคัญให้ถ่ายทอด ผู้สนับสนุนมีพื้นที่เพิ่ม และเมืองก็ได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวซึ่งเดินทางมาชมการแข่งขัน

 

ยังมีเหตุผลทางการแข่งขันที่ถูกพูดถึงน้อยกว่ารายได้ นั่นคือคะแนนสะสมอันดับโลกของ FIFA เกมชิงอันดับ 3 มีน้ำหนักมากกว่าเกมอุ่นเครื่อง

 

การชนะจึงอาจช่วยให้ทีมขยับอันดับโลก ซึ่งมีผลต่อการจัดโถหรือเส้นทางในทัวร์นาเมนต์ต่อไป รวมถึงการจับสลากรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกและรายการระดับทวีป

 

แม้มันอาจไม่ใช่แรงจูงใจที่เร้าใจสำหรับนักเตะซึ่งเพิ่งพลาดนัดชิง แต่สำหรับสมาคมฟุตบอลและฝ่ายวางแผนระยะยาว ผลการแข่งขันนี้ยังมีคุณค่าอยู่

 

อีกด้านหนึ่ง ฟุตบอลโลกก็ใช้แนวคิดคล้ายโอลิมปิก คือมอบเหรียญทองแดงให้ทีมอันดับ 3 เพื่อรับรองว่าการผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศไม่ควรถูกจดจำเพียงในฐานะ ‘หนึ่งในทีมที่แพ้’

 

รางวัลของผู้ชนะเกมนี้อาจไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าถ้วยแชมป์ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งว่างเปล่า ทีมอันดับ 3 จะได้รับเหรียญทองแดงและเงินรางวัลรวม 29 ล้านดอลลาร์ มากกว่าทีมอันดับ 4 ซึ่งได้รับ 27 ล้านดอลลาร์อยู่ 2 ล้านดอลลาร์

 

ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่เปลี่ยนชีวิตนักเตะทีมชาติอังกฤษหรือฝรั่งเศส แต่มีความหมายต่อสมาคมฟุตบอลและโครงสร้างการพัฒนาทีม

 

นอกจากนี้ นักเตะบางคนยังมีเป้าหมายส่วนบุคคล คีลิยัน เอ็มบัปเป้ และ แฮร์รี เคน ยังสามารถใช้เกมนี้เพิ่มโอกาสในตำแหน่งดาวซัลโว เหมือนที่ ยูเซบิโอ, โตโต สคิลลาชี, ดาวอร์ ซูเคอร์ และ โธมัส มุลเลอร์ เคยทำประตูในเกมชิงอันดับ 3 ก่อนคว้ารางวัลรองเท้าทองคำ

 

ประวัติศาสตร์ยังพิสูจน์ว่า แมตช์ซึ่งถูกมองว่าไม่มีความหมายมากนักสามารถสร้างสถิติสำคัญได้ ในปี 1958 ฌุสต์ ฟงแตน ยิงสี่ประตูช่วยฝรั่งเศสชนะเยอรมนีตะวันตก 6-3 ส่งให้เขาจบทัวร์นาเมนต์ด้วย 13 ประตู ซึ่งยังเป็นสถิติการทำประตูสูงสุดในฟุตบอลโลกหนึ่งสมัย

 

ส่วนปี 2002 ฮาคาน ซูเคอร์ ยิงให้ตุรกีนำเกาหลีใต้หลังเริ่มเกมเพียง 11 วินาที กลายเป็นประตูที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

 

เกมชิงอันดับ 3 จึงอาจไม่ใช่สนามของความฝันสูงสุด แต่กลับมีพื้นที่มากพอให้เรื่องราวที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ

 

อย่างไรก็ตาม เหตุผลทั้งหมดเหล่านี้อาจไม่เพียงพอสำหรับคนที่ต้องลงเล่นจริง เพราะในมุมของนักเตะและโค้ช เกมชิงอันดับ 3 คือการถูกบังคับให้กลับไปเผชิญหน้ากับความผิดหวังทันที

 

หลุยส์ ฟาน กัล เคยบอกว่าเกมนี้ไม่ควรถูกจัด เพราะทีมอาจต้องแพ้สองนัดติดต่อกันและกลับบ้านในฐานะผู้แพ้ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นทำผลงานยอดเยี่ยมมาตลอดทัวร์นาเมนต์

 

แกเร็ธ เซาธ์เกต ก็เคยพูดก่อนเกมชิงอันดับ 3 ปี 2018 ว่า “นี่ไม่ใช่เกมที่ทีมใดอยากเล่น” ขณะที่ อลัน เชียเรอร์ เรียกการแข่งขันประเภทนี้ว่าไร้สาระ เพราะสิ่งสุดท้ายที่นักเตะต้องการคือการลงเล่นอีกครั้งหลังจากฝันสลาย

 

การจัดทีมในเกมชิงอันดับ 3 จึงมักสะท้อนความรู้สึกเหล่านั้น หลายทีมโรเตชันผู้เล่น เปิดโอกาสให้ตัวสำรอง และพักกำลังหลักที่เหนื่อยล้าหรือบาดเจ็บ

 

ฝรั่งเศสเคยไม่ส่ง มิเชล พลาตินี ลงเล่นในเกมชิงอันดับ 3 ทั้งปี 1982 และ 1986 เพราะมองว่าการแข่งขันไม่ได้มีความสำคัญพอจะเสี่ยงกับผู้เล่นคนสำคัญ

 

สำหรับอังกฤษและฝรั่งเศสในปี 2026 ประเด็นนี้ยิ่งชัด เพราะผู้เล่นบางคนผ่านเกมหนักมาตลอดเกือบหนึ่งเดือน และต้องกลับไปเตรียมตัวกับสโมสรในเวลาไม่นาน การบังคับลงเล่นอีก 90 นาทีจึงอาจถูกมองว่าเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

 

แต่เกมนี้ก็ไม่ได้ไร้ความหมายสำหรับทุกชาติ สวีเดนฉลองอันดับ 3 ในปี 1994 อย่างภาคภูมิ เพราะเป็นความสำเร็จที่เกินความคาดหมาย

 

โครเอเชียในปี 1998 มองเหรียญทองแดงฟุตบอลโ,กเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของประเทศเกิดใหม่ ขณะที่ในฟุตบอลโลก 2022 โครเอเชียก็ฉลองชัยชนะเหนือโมร็อกโกอย่างจริงจัง

 

ความหมายของเกมชิงอันดับ 3 จึงขึ้นอยู่กับบริบท สำหรับชาติซึ่งไม่ค่อยผ่านเข้ารอบลึก การจบบนโพเดียมคือเกียรติประวัติครั้งใหญ่

 

แต่สำหรับทีมที่ตั้งเป้าเป็นแชมป์อย่างอังกฤษและฝรั่งเศส มันอาจถูกมองเป็นเพียงหลักฐานว่าพวกเขาเข้าใกล้ถ้วย แต่ยังดีไม่พอ

 

ดังนั้น คำตอบว่าทำไมฟุตบอลโลกยังต้องมีเกมชิงอันดับ 3 อาจไม่ได้อยู่ในเหตุผลข้อใดข้อหนึ่ง มันดำรงอยู่เพราะสร้างรายได้ มีคุณค่าต่ออันดับโลก มอบเหรียญและเงินรางวัล เปิดพื้นที่ให้สถิติส่วนบุคคล และรักษาธรรมเนียมของการแข่งขันระดับโลกเอาไว้

 

แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ยังเป็นเกมที่ขัดแย้งกับความรู้สึกของผู้เล่นอย่างรุนแรง เพราะไม่มีใครอยากลงสนามเพื่อยืนยันว่าตัวเองคือทีมที่ดีที่สุดในบรรดาผู้แพ้

 

นัดระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสจึงอาจมีฟุตบอลคุณภาพสูง มีประตูมาก และมีเรื่องราวให้จดจำ แต่ต่อให้นัดนี้สนุกเพียงใด มันก็ยังเป็นเกมที่ทั้งสองทีมอยากให้ตัวเองไม่ต้องมาเล่นตั้งแต่แรก

 

อ้างอิง

 

ภาพ: BSR Agency, Ian MacNicol / Getty Images

The post ทำไม ฟุตบอลโลกยังต้องมีนัดชิงอันดับ 3 ทั้งที่แทบไม่มีใครอยากเล่น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Post Malone เตรียมขึ้นแสดงในพิธีปิดฟุตบอลโลก 2026 https://thestandard.co/post-malone-world-cup-closing/ Thu, 16 Jul 2026 05:02:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1231375 Post Malone กำลังแสดงดนตรีบนเวที

ศิลปินและแรปเปอร์ชื่อดัง Post Malone จะขึ้นแสดงในพิธีปิ […]

The post Post Malone เตรียมขึ้นแสดงในพิธีปิดฟุตบอลโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Post Malone กำลังแสดงดนตรีบนเวที

ศิลปินและแรปเปอร์ชื่อดัง Post Malone จะขึ้นแสดงในพิธีปิดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ในฐานะเฮดไลเนอร์ร่วมกันกับศิลปินคนอื่นๆ ที่ประกาศไปก่อนหน้านี้อย่าง Jennifer Hudson ที่เธอจะร้องเพลงชาติ, Robbie Williams, Nicole Scherzinger, Laura Pausini, Tom Cruise และอีกมากมาย

 

ประธาน FIFA กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ในช่วงเวลาที่กีฬา วัฒนธรรม และความสนใจจากผู้คนทั่วโลกมาบรรจบกัน Post Malone จะสร้างสรรค์การแสดงที่ถูกออกแบบมาเพื่อเฉลิมฉลองการเดินทางของทัวร์นาเมนต์ และจุดประกายบรรยากาศก่อนที่ผู้คนจะโฟกัสไปยังสองทีมคู่ชิงชนะเลิศ”

 

“เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นเหล่าคนดังมากมายจากทั้งวงการฟุตบอลและวงการบันเทิงมาร่วมพิธีปิดการแข่งขัน ซึ่งพิธีปิดนี้จะเป็นการนิยามบรรยากาศการแข่งขันฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศครั้งประวัติศาสตร์ โดยจะรวบรวมความรักในกีฬาของ 48 ทีม 16 เมืองเจ้าภาพ และแฟนบอลนับล้านคนมาไว้ที่เวทีที่น่าจดจำแห่งนี้”

 

การแข่งขันชิงชนะเลิศรอบสุดท้ายจะเกิดขึ้นในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ ณ สนาม MetLife Stadium สหรัฐอเมริกา ซึ่งนอกจากจะมีพิธีปิดแล้ว ในช่วงระหว่างพักครึ่งการแข่งขันก็จะมีศิลปินชื่อดังอย่าง BTS, Justin Bieber, Madonna และ Shakira จะมาร่วมแสดงโชว์พักครึ่งเป็นเวลา 11 นาทีด้วยเช่นกัน

 

ภาพ: Derek White/Getty Images for TNT Sports

 

อ้างอิง:
https://www.billboard.com/music/music-news/2026-world-cup-post-malone-headline-closing-ceremony-1236294756/

The post Post Malone เตรียมขึ้นแสดงในพิธีปิดฟุตบอลโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Louis Vuitton เผยโฉมหีบถ้วยรางวัล ฟุตบอลโลก 2026 https://thestandard.co/louis-vuitton-world-cup-trophy-trunk/ Wed, 15 Jul 2026 04:20:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1230892 หีบใส่ถ้วยรางวัล FIFA World Cup 2026 จาก Louis Vuitton

Louis Vuitton เปิดตัวหีบใส่ถ้วยรางวัล FIFA World Cup 20 […]

The post Louis Vuitton เผยโฉมหีบถ้วยรางวัล ฟุตบอลโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หีบใส่ถ้วยรางวัล FIFA World Cup 2026 จาก Louis Vuitton

Louis Vuitton เปิดตัวหีบใส่ถ้วยรางวัล FIFA World Cup 2026 หลังจากที่แบรนด์ได้รับตำแหน่งเป็น Official Supplier และ Branded Licensee ให้กับการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกที่ขณะนี้การต่อสู้อันดุเดือดได้ดำเนินมาถึงรอบ Semi-Finals และกำลังจะเข้าสู่รอบไฟนอลในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้แล้ว

 

หีบบรรจุถ้วยรางวัลสำหรับรอบชิงแชมป์งาน FIFA World Cup 2026 จะเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมและกิจกรรมในด้านดนตรี เอ็นเตอร์เทนเมนต์ และพิธีการต่างๆ โดยหีบสุดไอคอนิกจะถูกนำเข้าสนามอย่างสง่างามโดยแอมบาสเดอร์ของ Louis Vuitton เคียงข้างนักฟุตบอล FIFA ระดับตำนาน นับเป็นการสานต่อประเพณีดั้งเดิมที่ทำกันมาตั้งแต่ปี 2010 และในโอกาสนี้ทางแบรนด์ยังได้เปิดตัวหีบกระเป๋าคอลเล็กชันลิมิเตดเอดิชัน อันประกอบไปด้วยหีบกระเป๋า 3 ดีไซน์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหีบบรรจุถ้วยรางวัล

 

หีบบรรจุถ้วยรางวัลการแข่งขัน FIFA World Cup 2026 ได้รับการรังสรรค์ขึ้นโดยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญของ Louis Vuitton ณ เวิร์กช็อปในตำนานของแบรนด์ในเทศบาล Asniéres-sur-Seine ที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากกรุงปารีสเท่าไหร่นัก

 

โดยหีบห่อหุ้มด้วยแคนวาสลายโมโนแกรมคลาสสิกของ Louis Vuitton อันเป็นที่จดจำได้มายาวนานมากกว่า 100 ปี ด้านหน้าของหีบที่ประกอบด้วยบานพับ 2 ฝั่งมีอักษรตัว V ที่เป็นทั้งตัวแทนของคำว่า Victory และ Vuitton ซึ่งถูกวาดขึ้นด้วยมืออย่างประณีตปรากฏอยู่อย่างโดดเด่น ส่วนตัวล็อกทางแบรนด์ยังคงเลือกใช้ดีไซน์ดั้งเดิมจากปี 1860 ในขณะที่ด้านในหีบมีโลโก้การเป็นพาร์ตเนอร์ชิปของแบรนด์กับงาน FIFA ประทับอยู่ด้วย ปีนี้นับเป็นครั้งที่ 5 แล้วที่ Louis Vuitton เป็นพาร์ตเนอร์ชิปกับการแข่งขันดังกล่าว

 

ภาพ: Louis Vuitton

 

อ้างอิง https://inside.fifa.com/organisation/media-releases/louis-vuitton-trophy-trunk-world-cup-2026-final-official-supplier-branded-licensee

The post Louis Vuitton เผยโฉมหีบถ้วยรางวัล ฟุตบอลโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หรือนี่คือ ‘เสื้อตัวเก่ง’? ทำไมอาร์เจนตินา เลือกใส่ชุดน้ำเงินดวลอังกฤษ https://thestandard.co/argentina-england-blue-kit-world-cup/ Wed, 15 Jul 2026 01:00:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1230757 ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งสีน้ำเงินกำลังฉลองประตู

ทุกครั้งที่ อาร์เจนตินา ดวลกับ อังกฤษ บนเวทีฟุตบอลโลก ม […]

The post หรือนี่คือ ‘เสื้อตัวเก่ง’? ทำไมอาร์เจนตินา เลือกใส่ชุดน้ำเงินดวลอังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งสีน้ำเงินกำลังฉลองประตู

ทุกครั้งที่ อาร์เจนตินา ดวลกับ อังกฤษ บนเวทีฟุตบอลโลก มักมีเรื่องราวให้ถูกพูดถึงเสมอ ตั้งแต่ ‘หัตถ์พระเจ้า’ ของ ดิเอโก มาราโดนา ไปจนถึงเกมสุดเดือดในปี 1998

 

และในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ อาร์เจนตินาเลือกกลับมาใช้ชุดเยือนสีน้ำเงิน อีกครั้ง จนหลายสื่อในอาร์เจนตินาหลายแห่งตั้งข้อสังเกตว่า การเลือกชุดน้ำเงินอาจมีเรื่องความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะสองครั้งที่พวกเขาเขี่ยอังกฤษตกรอบฟุตบอลโลก ต่างก็ลงสนามด้วยชุดสีนี้

 


 

ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งสีน้ำเงินกำลังฉลองประตู 1ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งสีน้ำเงินกำลังฉลองประตู 2ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งสีน้ำเงินกำลังฉลองประตู 3ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งสีน้ำเงินกำลังฉลองประตู 4ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งสีน้ำเงินกำลังฉลองประตู 5ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งสีน้ำเงินกำลังฉลองประตู 6

The post หรือนี่คือ ‘เสื้อตัวเก่ง’? ทำไมอาร์เจนตินา เลือกใส่ชุดน้ำเงินดวลอังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
FIFA ขายหญ้าสนามนัดชิงฟุตบอลโลก 2026 เริ่มต้น 16,000 บาท https://thestandard.co/fifa-world-cup-grass-sale/ Mon, 13 Jul 2026 04:47:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1229984 ชิ้นส่วนหญ้าจากสนามนัดชิงฟุตบอลโลก 2026 บรรจุในเรซินอะคริลิก

FIFA เปิดขายชิ้นส่วนหญ้าจากสนาม New York New Jersey Sta […]

The post FIFA ขายหญ้าสนามนัดชิงฟุตบอลโลก 2026 เริ่มต้น 16,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชิ้นส่วนหญ้าจากสนามนัดชิงฟุตบอลโลก 2026 บรรจุในเรซินอะคริลิก

FIFA เปิดขายชิ้นส่วนหญ้าจากสนาม New York New Jersey Stadium ซึ่งจะใช้จัดนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ในวันที่ 19 กรกฎาคม โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 450 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16,000 บาท) และสูงสุดถึง 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 109,000 บาท)

 

ชิ้นส่วนหญ้าจะถูกบรรจุในเรซินอะคริลิก พร้อมสลักโลโก้ฟุตบอลโลก 2026 สถานที่แข่งขัน วันที่ และสกอร์ของนัดชิง ขณะที่แต่ละชุดยังมาพร้อม USB สำหรับยืนยันของแท้

 

ของสะสมมีทั้งหมด 4 ระดับ ราคา 450, 900, 1,200 และ 3,000 ดอลลาร์ โดยผลิตจำกัดระดับละ 2,026 ชิ้น หากขายหมดทั้งหมด คาดว่าจะสร้างรายได้มากกว่า 11.2 ล้านดอลลาร์

 

รุ่นแพงสุด ‘Hero Edition’ จะได้ชิ้นหญ้าขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมตั๋วที่ระลึกโลหะ บอลจำลองนัดชิง และถ้วยฟุตบอลโลกแก้วเจียระไน

 

โดยสินค้าจะเริ่มจัดส่งหลังจบนัดชิงชนะเลิศ และในเบื้องต้น FIFA เปิดให้จัดส่งเฉพาะผู้ซื้อที่มีที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และประเทศในยุโรปเท่านั้น

 

อ้างอิง:

 

The post FIFA ขายหญ้าสนามนัดชิงฟุตบอลโลก 2026 เริ่มต้น 16,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อเสียงดนตรีและเพลงป๊อปกลายเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ในศึกฟุตบอลโลก https://thestandard.co/world-cup-music-12th-player/ Sat, 11 Jul 2026 12:28:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1229570 ภาพคอลลาจแสดง LISA บรรยากาศในสนามฟุตบอลโลก และนักเตะอังกฤษ พร้อมชื่อเพลง Waka Waka และ Oasis

หากคุณลองนึกภาพฟุตบอลโลกที่ไม่มีเพลงเปิดสนาม ไม่มีเพลงฉ […]

The post เมื่อเสียงดนตรีและเพลงป๊อปกลายเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ในศึกฟุตบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคอลลาจแสดง LISA บรรยากาศในสนามฟุตบอลโลก และนักเตะอังกฤษ พร้อมชื่อเพลง Waka Waka และ Oasis

หากคุณลองนึกภาพฟุตบอลโลกที่ไม่มีเพลงเปิดสนาม ไม่มีเพลงฉลองยิงประตู และไม่มีโมเมนต์แฟนบอลนับหมื่นร่วมร้องเพลงประสานเสียงไปพร้อมกัน บรรยากาศของเกมลูกหนังคงไม่เร้าใจและทำให้ผู้ชมไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับงานอย่างเคย

 

 

นั่นเพราะดนตรีไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง ‘เสียงประกอบ’ การแข่งขันเท่านั้น แต่มันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเติมพลังใจให้นักเตะ ปลุกเร้าอารมณ์ของแฟนบอลให้เต็มอิ่ม และเชื่อมโยงผู้คนจากหลายเชื้อชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกันผ่านเนื้อเพลงและท่วงทำนองด้วย

 

แล้วคุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า FIFA เลือกเพลงมาเปิดในสเตเดียมอย่างไร และทำไมปีนี้ถึงมีโมเมนต์ไวรัลของการร้องเพลง Wonderwall ของ Oasis หรือเพลง Country Road ของ John Denver? แล้วทำไมเพลง Waka Waka ของ Shakira ยังคงเป็นตำนานของฟุตบอลโลกจนถึงทุกวันนี้?

 

ดังนั้นสำหรับคอลัมน์ POP PULSE ประจำสัปดาห์นี้ THE STANDARD POP อยากชวนคุณมาสำรวจเบื้องหลังการสร้างสรรค์เพลงในศึกลูกหนังโลก 2026 ไล่เรียงไปตั้งแต่บทบาทของเพลงป๊อปในสเตเดียม, วิธีการคัดเลือกเพลงของ FIFA, การสร้างอัลบั้มเพลงธีมงานที่ร่วมงานกับไอคอนแห่งยุคอย่าง LISA, Anitta หรือแม้แต่ Andrea Bocelli รวมทั้งเจาะลึกปรากฏการณ์แฟนบอลร้องเพลงฮิตในตำนาน เพื่อค้นหาคำตอบว่าเหตุใด ‘เสียงดนตรี’ จึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ของฟุตบอลโลกในยุคปัจจุบัน

 

ภาพคอลลาจแสดง LISA บรรยากาศในสนามฟุตบอลโลก และนักเตะอังกฤษ พร้อมชื่อเพลง Waka Waka และ Oasis 1

ภาพ: heisrema / Instagram

 

FIFA เลือกเพลงมาใช้ในงานฟุตบอลโลกอย่างไร?

 

หนึ่งในคำถามที่ใครหลายๆ คนอยากรู้ และนิตยสาร Billboard ก็มีคำตอบให้ เพราะพวกเขาเพิ่งทำสกู๊ปพิเศษนี้ด้วยการพูดคุยกับ DJ Grayson Repp ดีเจระดับโลกที่เปิดเพลงให้งานกีฬามาแล้วมากมาย ทั้งกับงานของ FIFA, Olympics, NBA และ NFL โดยเขาก็เผยเบื้องหลังเกี่ยวกับการเลือกเพลง การทำงานดีเจ รวมทั้งอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อการแข่งขันและผู้ชมฟุตบอลด้วย

 

ในอดีต FIFA จะใช้ดีเจมาเปิดแผ่นมิกซ์เพลงต่างๆ ในการแข่งขันแต่ละประเทศ ซึ่งแต่ละเพลงที่ดีเจเปิดจะต้องมีการทำการบ้านล่วงหน้า ทั้งเรื่องการศึกษาประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน การเมือง หรือความเหมาะสมในด้านต่างๆ ซึ่ง Grayson ก็เผยว่าเวลาเขาเดินทางไปทำงานที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็ต้องศึกษาว่าแต่ละประเทศมีวัฒนธรรมการเชียร์อย่างไร คนชอบดนตรีแบบไหน รวมทั้งคำนึงถึงประเด็นอ่อนไหวต่างๆ ด้วย ซึ่งการทำการบ้านแบบนี้ก็ทำให้เขาสามารถทำงานได้ดี แฟนบอลในหลายๆ ประเทศก็ชื่นชอบเขา และเขาก็ได้ทำงานสายนี้ต่อไปเรื่อยๆ จากการทำงานที่สนุกและมีคุณภาพ

 

ภาพคอลลาจแสดง LISA บรรยากาศในสนามฟุตบอลโลก และนักเตะอังกฤษ พร้อมชื่อเพลง Waka Waka และ Oasis 2

ภาพ: ejae_k / Instagram

 

อย่างไรก็ดี สำหรับศึกฟุตบอลโลกในปีนี้ไม่ได้มีการใช้ดีเจเปิดแผ่น แต่พวกเขาเปลี่ยนเป็นการเปิดเพลงจากเพลย์ลิสต์ โดยทีมงาน FIFA Stadium Entertainment Team มีทรัพย์สินทางดนตรีให้ใช้งานกว่า 750 ชิ้น ทั้งจากการร่วมงานกับศิลปินท้องถิ่น เพื่อให้เพลงสะท้อนคัลเจอร์ของพื้นที่นั้นๆ รวมทั้งการสร้างสรรค์อัลบั้มประกอบฟุตบอลโลกปี 2026 ที่มีศิลปินชื่อดังมาร่วมแจมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Shakira, LISA, Anitta, EJAE, Andrea Bocelli, Meghan Thee Stallion ฯลฯ เพื่อให้ภาพรวมของงานมีความหลากหลายและมีวัฒนธรรมของประเทศเจ้าภาพฝั่งอเมริกาเหนือผสมผสานไปด้วย

 

นอกจากนี้ ทีมฟุตบอลของแต่ละประเทศก็สามารถส่งเพลงต่างๆ ที่อยากให้ FIFA เปิดมาใช้ในงานได้ (แต่ก็ต้องมีการคัดกรองเนื้อหา) โดยในปีนี้ก็มีการรวบรวมเพลงมาถึง 350 เพลงเพื่อมาใช้ในจังหวะไฮไลต์ เช่น ตอนนักกีฬาวอร์มร่างกาย การเฉลิมฉลองตอนทำประตูได้ และการฉลองหลังจบเกม ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มความผูกพันระหว่างนักเตะกับแฟนบอลให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นจากเพลงฮิตที่พวกเขารู้จักกันอยู่แล้ว โดยในปีนี้ก็มีทั้งเพลง Mi Gente จากโคลอมเบีย, Burning Up (FIRE) ของ BTS สำหรับทีมเกาหลี, Stromae’s Alors on danse สำหรับเบลเยียม เป็นต้น

 

ภาพคอลลาจแสดง LISA บรรยากาศในสนามฟุตบอลโลก และนักเตะอังกฤษ พร้อมชื่อเพลง Waka Waka และ Oasis 3

ภาพ: Getty Images

 

เพลงที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์แต่ FIFA จัดให้ก็มีเช่นกัน เพราะอย่างเพลง Wonderwall ของวง Oasis ที่นักเตะและผู้ชมอังกฤษร่วมร้องกันกระหึ่มสนามนั้นก็ไม่ได้มาจากการส่งเพลงมาตั้งแต่แรก แต่ผู้จัดเปิดให้เพราะคิดว่าเพลงเป็นกระแสเหมาะกับสถานการณ์และยังเข้ากับบรรยากาศของแฟนบอล เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าคนอังกฤษชื่นชอบฟุตบอลและวงบริตป๊อประดับตำนานนี้เป็นอย่างมาก และหลังจากที่เพลงนี้เปิดตัวในสนามหลังจากอังกฤษชนะโครเอเชีย พวกเขาก็ทำแบบนี้ในทุกแมตช์ที่ชนะ จนกลายเป็นว่าเพลงก็มียอดฟังพุ่งทะลุ 306% หลังจบเกมที่เฉือนชนะเม็กซิโกด้วย

 

เจ้าของบทเพลงในตำนานนี้อย่าง Noel Gallagher ยังให้สัมภาษณ์ว่าเพลงนี้คู่ควรที่จะเป็นของประชาชนจริงๆ ซึ่งเขาเองก็ไม่คิดว่านักเตะรุ่นใหม่อย่าง Jude Bellingham จะร้องเพลงนี้ได้ด้วยซ้ำ ส่วนฟรอนต์แมนวง Oasis ผู้เป็นน้องชายอย่าง Liam ถึงกับออกปากว่าถ้าหากอังกฤษเข้ารอบชิงชนะเลิศ เขาก็พร้อมที่จะบินไปร้องเพลงนี้ที่สหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว

 

 

 

 

บทบาทของดนตรีที่ทรงพลังในงานกีฬาและฟุตบอลโลก

 

Grayson Repp อธิบายว่าเพลงที่ดีเจเปิดไม่ได้สร้างแค่ความบันเทิงในงาน แต่ดนตรีมีบทบาทสำคัญมากกว่านั้น โดยเฉพาะกับเรื่องการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ซึ่งโจทย์ของการจัดสรรเพลงมาเปิดในงานกีฬาระดับโลกก็คือการต้องทำให้คนจากทั่วทุกมุมโลกอินและสนุกไปด้วยกันได้ แต่ก็ต้องเคารพวัฒนธรรมของพวกเขาด้วย

 

บางครั้งดีเจก็ต้องอ่านบรรยากาศให้ออก ถ้าคนดูเหงาก็ต้องเปิดเพลงให้สนุก ถ้าพวกเขาอยากร้องกันเองสนุกๆ ก็ต้องปิดเพลง หรือถ้าอากาศหนาวเหน็บเหมือนตอนที่เขาไปเปิดเพลงให้กับโอลิมปิกฤดูหนาวบนเทือกเขาแอลป์ เขาก็ต้องเปิดเพลงแดนซ์ให้กองเชียร์ขยับร่างกายเพื่อสร้างความอบอุ่น

 

ภาพคอลลาจแสดง LISA บรรยากาศในสนามฟุตบอลโลก และนักเตะอังกฤษ พร้อมชื่อเพลง Waka Waka และ Oasis 4

ภาพ: england / Instagram

 

ในขณะเดียวกัน เพลงก็ต้องเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มจังหวะและบิลด์อารมณ์ให้กับงานเพื่อให้งานไม่กร่อย เพราะเขาก็เคยผ่านประสบการณ์การไปเปิดแผ่นเสียงในรอบการแข่งขันที่คนดูน้อยมากในช่วงแรกๆ ที่ทำงานเป็นดีเจ FIFA แต่เขาก็เลือกที่จะเปิดเพลงให้สนุกสุดเหวี่ยงโดยไม่แคร์ว่าจะไม่มีคนดู แต่กลายเป็นว่าความเต็มที่ของเขาในครั้งนั้นก็ทำให้ FIFA สนใจในตัวเขา และเขาก็ได้ทำงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

 

Grayson ยังเผยว่าเขาเคยต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าครั้งหนึ่ง เพราะเคยมีเหตุการณ์ที่นักเตะชาวบราซิล Ronaldo มาถึงงานช้า เขาจึงต้องเปิดเพลงบิลด์บรรยากาศให้ผู้ชมไปเรื่อยๆ และพอถึงคิวที่นักเตะต้องปรากฏตัวบนเวที เพลงที่เขาเลือกมาดันเกิดปัญหาล่มกลางคัน เขาจึงตัดสินใจวินาทีสุดท้ายเปลี่ยนไปเปิดเพลงธีม FIFA ของ Hans Zimmer ซึ่งผลที่ออกมาก็คือ Ronaldo เดินออกมาพร้อมรอยยิ้มท่ามกลางบรรยากาศเพลงสุดยิ่งใหญ่ และวิกฤตนี้ก็ผ่านพ้นไปได้โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่ามีปัญหา นั่นจึงทำให้เขารู้ว่าการเลือกเพลงให้เหมาะสมกับช่วงเวลาต่างๆ นั้นเป็นเรื่องสำคัญ และดนตรีมีบทบาทสำคัญกับงานฟุตบอลโลกจริงๆ

 

ภาพคอลลาจแสดง LISA บรรยากาศในสนามฟุตบอลโลก และนักเตะอังกฤษ พร้อมชื่อเพลง Waka Waka และ Oasis 5

ภาพ: Getty Images

 

บันทึกประวัติศาสตร์ผ่านบทเพลงฮิตก้องโลก

 

ดนตรีเป็นสิ่งสำคัญในโลกป๊อปคัลเจอร์ฉันใด ในโลกฟุตบอลก็ฉันนั้น เพราะเพลงบอลโลกแต่ละยุคล้วนสะท้อนให้เห็นสภาพสังคมและสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกเรา ถ้าหากเราไปไล่ย้อนฟังเพลงบอลโลกแต่ละยุค เราก็จะมองเห็นภาพได้คร่าวๆ ว่าคนยุคนั้นสนใจกับอะไร อย่างเช่นยุค 90 โลกของเราให้ความสำคัญกับเรื่องการเติบโตและความหวัง เพลงบอลโลกก็จะมีความยิ่งใหญ่ ทำให้คนรู้สึกฮึกเหิม เหมือนกับเพลง Un’ Estate Italiana จากปี 1990 ที่อิตาลีเป็นเจ้าภาพ ซาวนด์ดนตรีที่พวกเขาใช้ก็จะมีความยิ่งใหญ่ ทำให้คนรู้สึกถึงพลังและความแข็งแกร่ง

 

จนกระทั่งในช่วงปลายยุค 90 ที่ฟุตบอลกลายเป็นส่วนหนึ่งของป๊อปคัลเจอร์ เพลงก็จะมีความสนุกมากขึ้น สเตเดียมก็กลายเป็นฟลอร์เต้นรำขนาดใหญ่ที่ทุกคนพร้อมใจกันเต้นเพลง La Copa De La Vida ของ Ricky Martin จนช่วงปี 2000 โลกเริ่มเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี เพลงฟุตบอลโลกก็จะมีความล้ำสมัยและดูดุดัน

 

ในขณะที่ยุค 2010 ก็ต้องบอกว่าเป็นจุดสูงสุดของเพลงบอลโลก เพราะยุคนั้นสังคมโลกกำลังเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยความเป็นไวรัล การเฉลิมฉลอง และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งเพลง Waka Waka ก็เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนสิ่งนั้นอย่างชัดเจน เพราะในปีนั้นคงไม่มีเพลงไหนที่คนทั่วโลกจะร้องและเต้นตามกันได้อย่างสนุกสนานเท่านั้นอีกแล้ว

 

 

 

 

จนมาถึงยุค 2020 เพลงก็เริ่มเล่าถึงความหลากหลายและความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่อยู่ด้วยกันอย่างลงตัว อย่างในปีนี้ที่มีเพลงธีมอย่าง DNA ก็เน้นเล่าถึงความหลากหลายของผู้คนและเชื้อชาติเพื่อสะท้อนภาพโลกยุคใหม่และสเกลการจัดงานที่ครอบคลุมทั้งทวีปอเมริกาเหนือ ดังนั้นหากเราจะกล่าวว่าเพลงบอลโลกเป็นแคปซูลกาลเวลาหรือเป็นไทม์แมชชีนที่พาเราย้อนเวลาไปศึกษาโลกในอดีตก็คงไม่ใช่เรื่องผิดนัก

 

นิตยสาร Forbes ยังกล่าวคำพูดหนึ่งถึงประเด็นนี้ว่า “ผู้ชนะเปลี่ยนไปทุกๆ 4 ปี แต่เพลงเหล่านี้ไม่เคยเกษียณเลย” เพราะบางครั้งเราอาจจะลืมไปว่าปีไหนใครเป็นผู้ชนะ ใครยิงจุดโทษพลาด หรือนักเตะคนใดเป็นคนทำประตู แต่ไม่ว่าเมื่อใดที่เราได้ยินเพลง Waka Waka หรือเพลง La Copa de la Vida ความทรงจำต่างๆ จะหวนกลับคืนมาอีกครั้ง เพราะเพลงเหล่านี้ไม่เคยตายไปจากโลกใบนี้เลยนั่นเอง

 

 

 

ปรากฏการณ์ที่ดนตรีทลายกำแพงภาษา

 

หนึ่งในเพลงที่สร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับฟุตบอลโลกปีนี้ก็คือเพลง Take Me Home, Country Roads ของศิลปินผู้ล่วงลับ John Denver โดยอเมริกาเป็นฝ่ายที่เลือกเพลงนี้มาให้ FIFA เปิดในงาน และเมื่อเพลงนี้เปิดหลังจากที่อเมริกาชนะออสเตรเลียได้ ผู้คนนับพันนับหมื่นก็ร้องเพลงนี้ดังกระหึ่มสนาม จนทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงชาติของสหรัฐอเมริกาโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

จุดเด่นของเพลงนี้คือร้องตามง่ายจากเนื้อเพลงและทำนองติดหู ดังนั้นไม่ว่าแฟนบอลจากประเทศใดก็สามารถอินและร้องตามไปได้ ส่วนเนื้อเพลงก็เป็นความรู้สึกสากลที่ใครก็เข้าถึงและเข้าใจ เพราะมนุษย์ทุกคนบนโลกต่างมีความรู้สึกโหยหาอดีตกันอยู่แล้ว

 

ดังนั้นแม้ว่าเพลงจะมีความเป็นอเมริกันจ๋าหรือพูดถึงรัฐเวอร์จิเนียที่ใครหลายคนก็ยังไม่เคยไปเยือน แต่ความรู้สึกคิดถึงบ้านเกิดนั้นเป็นของคนทั้งโลก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเพลงนี้ถึงได้รับความนิยมในการแข่งขันปีนี้ เพราะนี่คือบทพิสูจน์ว่าเราทุกคนบนโลกต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน และ ‘ดนตรีเป็นสิ่งที่ทลายกำแพงทางภาษา’ อย่างแท้จริง

 

ภาพคอลลาจแสดง LISA บรรยากาศในสนามฟุตบอลโลก และนักเตะอังกฤษ พร้อมชื่อเพลง Waka Waka และ Oasis 6

ภาพ: usmnt / Instagram

 

Jeffrey Montez de Oca ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดยังกล่าวถึงปรากฏการณ์นี้ว่า “เมื่อคุณร่วมร้องเพลงในสเตเดียมไปกับผู้คนนับพัน คุณจะค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของฝูงชน และเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราเอง ซึ่งนั่นก็จะทรงพลังและคล้ายกับประสบการณ์ทางศาสนาเลยก็ว่าได้”

 

อีกหนึ่งเกร็ดที่น่าสนใจก็คือ เพลงนี้ได้รับอานิสงส์จากความนิยมฟุตบอลโลกจนมียอดสตรีมเพิ่มขึ้น 380% ทั้งยังกลับขึ้นชาร์ต U.S Viral 50 บน Spotify และมีการคาดการณ์ว่าต้นสังกัดของศิลปินหรือผู้ได้รับผลประโยชน์จากค่าลิขสิทธิ์นั้นน่าจะได้รับเงินค่าตอบแทนมากกว่าเพลงยุคใหม่เสียอีก

 

 

 

หลังจากนี้จะยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ทางดนตรีที่สำคัญและน่าตั้งตารอ เพราะในวันที่ 19 กรกฎาคม 2026 พวกเขาจะมีโชว์พักครึ่ง ‘ครั้งแรก’ ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ซึ่งโชว์นี้สร้างสรรค์โดย Chris Martin แห่งวง Coldplay และมีศิลปินเฮดไลเนอร์เป็นศิลปินแห่งยุคหลายคน ไม่ว่าจะเป็น BTS, Madonna, Shakira และ Justin Bieber ซึ่งรายได้จากการจัดโชว์ครั้งนี้ก็จะถูกนำไปบริจาคให้กับองค์กรการกุศล Global Citizen เพื่อสนับสนุนเรื่องการศึกษาและกีฬาฟุตบอลให้กับเด็กๆ ทั่วโลกอีกด้วย

 

ทั้งหมดนี้เป็นบทสรุปว่าเพลงที่เปิดในสเตเดียมนั้นไม่ใช่เพลงที่เปิดขึ้นมาโดยบังเอิญ แต่ทุกบทเพลงล้วนมีความหมายซ่อนอยู่ และดนตรีเป็นสิ่งที่มีพลังมากกว่านั้น เพราะมันเปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมโยงบรรยากาศของการแข่งขัน นักเตะ และคนสำคัญที่สุดอย่าง ‘แฟนบอล’ ที่พวกเขามารวมตัวกันเพื่อส่งเสียงเชียร์ทีมที่รักให้ดังก้องไปทั่วสนาม ในขณะที่บทเพลงธีมฟุตบอลโลกในทุกๆ ปี ก็จะยังคงเป็นภาพสะท้อนสังคมในแต่ละยุคและบรรเลงอยู่ในโลกดนตรีและวงการฟุตบอลไปอย่างยาวนานเช่นกัน

 

ภาพ: ejae_k, england, heisrema, lalalalisa_m, usmnt / Instagram & Getty Images

อ้างอิง:

The post เมื่อเสียงดนตรีและเพลงป๊อปกลายเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ในศึกฟุตบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จัสติน บีเบอร์ ร่วมโชว์พักครึ่งนัดชิงฟุตบอลโลก 2026 พร้อม BTS, มาดอนน่า และชากีรา https://thestandard.co/justin-bieber-world-cup-halftime-2/ Thu, 09 Jul 2026 04:39:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1228591 จัสติน บีเบอร์ ศิลปินชาวแคนาดา

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA ประกาศเพิ่ม จัสติน บีเบ […]

The post จัสติน บีเบอร์ ร่วมโชว์พักครึ่งนัดชิงฟุตบอลโลก 2026 พร้อม BTS, มาดอนน่า และชากีรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
จัสติน บีเบอร์ ศิลปินชาวแคนาดา

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA ประกาศเพิ่ม จัสติน บีเบอร์ ซูเปอร์สตาร์ชาวแคนาดา เป็นศิลปินร่วมแสดงในโชว์พักครึ่งนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ที่สนาม เม็ตไลฟ์ สเตเดียม มลรัฐนิวเจอร์ซีย์ วันที่ 19 กรกฎาคมนี้

 

บีเบอร์จะขึ้นเวทีร่วมกับ BTS, มาดอนนา และ ชากีรา ในโชว์ความยาว 11 นาที ซึ่งมี คริส มาร์ติน นักร้องนำวง Coldplay รับหน้าที่คิวเรตและดูแลการแสดงทั้งหมด

 

นอกจาก 4 เฮดไลเนอร์แล้ว ยังมีศิลปินและแขกรับเชิญอีกหลายราย ได้แก่

 

เบอร์นา บอย ศิลปินแนว Afrobeats จากไนจีเรีย และกุสตาโว ดูดาเมล วาทยกรชื่อดัง

 

การเพิ่มชื่อของบีเบอร์ ทำให้โชว์ครั้งนี้อัดแน่นไปด้วยศิลปินระดับโลก แม้หลายฝ่ายจะแซวว่าศิลปินแต่ละคนอาจมีเวลาร้องเพลงเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

 

บีเบอร์กล่าวถึงการเข้าร่วมงานครั้งนี้ว่า “ฟุตบอลโลกคืออีเวนต์ที่รวมผู้คนจากทั่วโลกได้อย่างไม่มีอะไรเทียบได้”

 

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ Halftime Show และยิ่งดีใจที่งานนี้จะช่วยสนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาของเด็กๆ ทั่วโลก”

 

รายได้และการรณรงค์จากโชว์พักครึ่งจะสนับสนุน FIFA Global Citizen Education Fund ซึ่งมีเป้าหมายขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กทั่วโลก

 

หนึ่งในเพลงที่คาดว่าจะเป็นไฮไลต์ของการแสดงคือ “Dai Dai” เพลงประจำฟุตบอลโลก 2026 ที่ขับร้องโดย ชากีร่และเบอร์นาบอย

 

ซึ่งทั้งคู่เคยนำเพลงนี้เปิดตัวในพิธีเปิดการแข่งขันที่เม็กซิโก ซิตี้ มาแล้ว

 

ก่อนหน้านี้ บีเบอร์ ยังเดินทางไปชมเกมระหว่าง สหรัฐอเมริกา พบ ปารากวัย ที่สนามโซไฟ สเตเดียม และสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการแสดงเพลง “Yukon” แบบไม่เป็นทางการหลังเวทีอีกด้วย

 

ภาพ: Bruce Bennett, Kevin Mazur, Kevin Mazur/MG25, Buda Mendes / Getty Images

อ้างอิง:

 

จัสติน บีเบอร์ ศิลปินชาวแคนาดา 1จัสติน บีเบอร์ ศิลปินชาวแคนาดา 2จัสติน บีเบอร์ ศิลปินชาวแคนาดา 3จัสติน บีเบอร์ ศิลปินชาวแคนาดา 4จัสติน บีเบอร์ ศิลปินชาวแคนาดา 5

The post จัสติน บีเบอร์ ร่วมโชว์พักครึ่งนัดชิงฟุตบอลโลก 2026 พร้อม BTS, มาดอนน่า และชากีรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
คำเหยียดผิวต่อ เอ็มบัปเป้ ไฟแห่งความเกลียดชังที่กำลังลุกลามไปมากกว่าแค่ในสนามฟุตบอล https://thestandard.co/mbappe-racism-world-cup-paraguay-2/ Wed, 08 Jul 2026 04:12:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1228068 คีลิยัน เอ็มบัปเป้ นักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศสในสนาม

ชัยชนะ 1-0 ของฝรั่งเศสเหนือปารากวัยในรอบ 16 ทีมสุดท้าย […]

The post คำเหยียดผิวต่อ เอ็มบัปเป้ ไฟแห่งความเกลียดชังที่กำลังลุกลามไปมากกว่าแค่ในสนามฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
คีลิยัน เอ็มบัปเป้ นักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศสในสนาม

ชัยชนะ 1-0 ของฝรั่งเศสเหนือปารากวัยในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026 ควรเป็นเรื่องของฟุตบอลล้วนๆ ควรเป็นเรื่องของเกมที่ยากลำบาก ความอดทนของทีมเต็งแชมป์ และความเยือกเย็น

 

มันควรถูกพูดถึงในแง่ที่ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่สังหารจุดโทษพาทีมผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ พร้อมขยับไปลุ้นดาวซัลโวร่วมกับ ลิโอเนล เมสซี และ เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์

 

แต่หลังเสียงนกหวีดจบเกม สิ่งที่โลกพูดถึงกลับไม่ใช่ความกล้าหาญของปารากวัย ไม่ใช่การป้องกันอย่างมีวินัยของทีมจากอเมริกาใต้ และไม่ใช่เส้นทางของฝรั่งเศสในฟุตบอลโลก

 

หากแต่เป็นถ้อยคำเหยียดผิวจาก เซเลสเต อามาริยา สมาชิกวุฒิสภาปารากวัย ที่โจมตีเอ็มบัปเป้ผ่านโซเชียลมีเดียด้วยภาษาที่ทั้งลดทอนความเป็นมนุษย์ เหยียดเชื้อชาติ และตั้งคำถามต่อความเป็นฝรั่งเศสของเขาอย่างน่ารังเกียจ

 

เรื่องนี้เริ่มต้นจากเกมที่เดือดอยู่แล้วในสนาม ฝรั่งเศสเจอปารากวัยที่เล่นด้วยความดุดัน เข้าใกล้เส้นแบ่งระหว่างเกมรับที่แข็งแกร่งกับการยั่วยุหลายครั้ง

 

เอ็มบัปเป้ถูกปะทะ ถูกเข้าหนัก และต้องรับมือกับบรรยากาศที่กดดันตลอดเกม ก่อนจะเป็นคนยิงจุดโทษประตูเดียวของแมตช์ ส่งฝรั่งเศสเข้ารอบและหยุดเส้นทางอันน่าภูมิใจของปารากวัยไว้เพียงเท่านั้น

 

ความพ่ายแพ้ในฟุตบอลโลกย่อมเจ็บปวดเสมอ โดยเฉพาะเมื่อทีมหนึ่งต่อสู้มาถึงจุดที่ประเทศทั้งประเทศเริ่มเชื่อว่าปาฏิหาริย์อาจเกิดขึ้นได้

 

แต่ความเจ็บปวดจากเกมกีฬาไม่เคยเป็นใบอนุญาตให้ใครใช้ถ้อยคำเหยียดผิว และยิ่งไม่ควรมาจากผู้ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรติในรัฐสภา

 

อามาริยาเรียกเอ็มบัปเป้ว่าเป็น “ชาวแคเมอรูนที่ถูกล่าอาณานิคมและพยายามแสร้งเป็นฝรั่งเศส” รวมถึงใช้ถ้อยคำดูหมิ่นต่อรูปลักษณ์ ต้นกำเนิด การศึกษา และพื้นเพของเขา

 

นี่ไม่ใช่เพียงการด่าทอหลังเกมฟุตบอล แต่คือการปฏิเสธอัตลักษณ์ของชายคนหนึ่งที่เกิดและเติบโตในกรุงปารีส จนกลายมาเป็นกัปตันทีมชาติฝรั่งเศส

 

มันสะท้อนปัญหาเก่าแก่ในฟุตบอลยุโรปและสังคมโลก นั่นคือเมื่อผู้เล่นผิวดำหรือผู้เล่นที่มีรากเหง้าจากครอบครัวผู้อพยพประสบความสำเร็จ พวกเขามักถูกยกย่องว่าเป็นตัวแทนของชาติ แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งหรือมีคนต้องการโจมตี พวกเขากลับถูกผลักออกไปเป็น “คนนอก” อย่างรวดเร็ว

 

เอ็มบัปเป้ตอบโต้ด้วยถ้อยคำที่แรงแต่ชัดเจน เขาเรียกอามาริลาว่าเป็นผู้หญิงที่น่ารังเกียจและไม่คู่ควรกับตำแหน่ง พร้อมยืนยันว่าเธอไม่ได้เป็นตัวแทนของปารากวัย ประเทศที่เขามองว่าเล่นด้วยแพสชันและเกียรติยศตลอดทัวร์นาเมนต์

 

นี่คือจุดสำคัญ เพราะเอ็มบัปเป้ไม่ได้โจมตีปารากวัยทั้งประเทศ ตรงกันข้าม เขาพยายามแยกคนคนหนึ่งออกจากนักฟุตบอลและประชาชนที่ควรได้รับเครดิตจากเส้นทางฟุตบอลโลกครั้งนี้

 

และเขาก็พูดออกมาอย่างชัดเจนว่า จะไม่ปล่อยให้คนที่เผยแพร่ความเกลียดชังและการเหยียดผิวมีพื้นที่โดยไม่ถูกตอบโต้

 

สหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส หรือ FFF จึงประกาศดำเนินคดี โดยระบุว่าถ้อยคำดังกล่าว “น่ารังเกียจอย่างยิ่งและไม่อาจยอมรับได้” พร้อมยื่นเรื่องต่ออัยการฝรั่งเศส ซึ่งต่อมาได้เปิดการสอบสวนในข้อหาดูหมิ่นสาธารณะแบบมีเหตุจากเชื้อชาติ ชาติกำเนิด หรือสัญชาติ รวมถึงการยุยงให้เกิดความเกลียดชังหรือความรุนแรง

 

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะมันทำให้การเหยียดผิวไม่ถูกทิ้งไว้ในหมวด “ดราม่าออนไลน์” หรือ “อารมณ์หลังเกม” อีกต่อไป แต่ถูกยกระดับเป็นเรื่องของกฎหมาย ความรับผิดชอบ และบรรทัดฐานของสังคม

 

เสียงสนับสนุนเอ็มบัปเป้เริ่มดังขึ้นจากหลายทิศทาง เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส โพสต์สนับสนุนกัปตันทีมชาติด้วยข้อความว่า “อีกหนึ่งประตูของเอ็มบัปเป้ ครั้งนี้คือประตูต่อการเหยียดผิว” ขณะที่ มารีนา เฟอร์รารี รัฐมนตรีกีฬา และทีมงานของฝรั่งเศสต่างออกมาประณามเหตุการณ์นี้

 

รัฐบาลปารากวัยเองก็รีบออกแถลงการณ์แยกตัวจากคำพูดของอามาริยา โดยยืนยันว่าถ้อยคำดังกล่าวขัดต่อคุณค่าเรื่องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ใช่จุดยืนของรัฐบาลหรือประชาชนปารากวัย

 

แม้แต่เพื่อนร่วมทีมฝรั่งเศสก็แสดงจุดยืนชัดเจน ดาโยต์ อูปาเมกาโน บอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้ และทีมทั้งทีมอยู่ข้างเอ็มบัปเป้ พร้อมหวังว่าผู้กระทำจะได้รับผลจากสิ่งที่พูด

 

โรบิน ริสเซอร์ นายทวารตัวสำรองของฝรั่งเศส ก็พูดในทิศทางเดียวกันว่าเขาหวังว่าความเห็นเหล่านี้จะไม่ถูกปล่อยผ่าน และต้องมีความยุติธรรมเกิดขึ้น

 

ส่วน ฌอง-ฟิลิปป์ มาเตตา ย้ำว่าในเกมกับปารากวัย ทุกคนในทีมพร้อมปกป้องกัปตัน ไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองคน แต่คือทั้งทีม นี่คือภาพสะท้อนว่าฝรั่งเศสกำลังมองเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การปกป้องนักเตะคนหนึ่ง แต่เป็นการปกป้องหลักการที่ทีมชาติฝรั่งเศสยืนอยู่

 

ต่อมา FIFA และองค์การสหประชาชาติออกแถลงการณ์ประณามเช่นกัน โดย UN ระบุว่าถ้อยคำที่เหยียดผิวและลดทอนความเป็นมนุษย์ต่อเอ็มบัปเป้เป็นเรื่องน่ารังเกียจ โดยเรื่องนี้ยังสะท้อนปัญหากว้างกว่าในฟุตบอลและกีฬา

 

ส่วน FIFA Players’ Voice Panel นำโดย จอร์จ เวอาห์ ยืนยันว่าการเหยียดผิวไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเกมฟุตบอล แต่มันคืออาชญากรรม

 

ประโยคนี้สำคัญ เพราะฟุตบอลใช้คำว่า “No to Racism” มานานหลายปี แต่ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์แบบนี้ คำถามคือองค์กรฟุตบอลพร้อมทำมากกว่าการชูป้ายหรือไม่

 

อามาริยาในเวลาต่อมาลบโพสต์บางส่วนและแสดงความเสียใจต่อคำพูดบางประโยค แต่ขณะเดียวกันกลับกล่าวว่าเอ็มบัปเป้ควรขอโทษเธอ และขู่จะฟ้องกลับจากคำที่เขาใช้ตอบโต้

 

สิ่งนี้ยิ่งทำให้ประเด็นลุกลาม เพราะแทนที่จะเป็นการรับผิดชอบอย่างจริงใจ กลับกลายเป็นการเบี่ยงประเด็นจากแก่นแท้ของเรื่อง นั่นคือผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะใช้ภาษาที่เหยียดเชื้อชาติใส่นักฟุตบอลคนหนึ่งหลังเกมฟุตบอลโลก

 

สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเหตุการณ์ระหว่างเอ็มบัปเป้กับวุฒิสมาชิกคนหนึ่ง แต่มันคือบททดสอบของฟุตบอลโลก 2026 ว่าในทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก กีฬานี้จะปกป้องนักเตะจากการเหยียดผิวได้จริงหรือไม่

 

เอ็มบัปเป้ทำประตูพาฝรั่งเศสเข้ารอบ แต่สิ่งที่เขากำลังต่อสู้นอกสนามใหญ่กว่าผลการแข่งขันหนึ่งเกมมาก เพราะมันคือการต่อสู้เพื่อสิทธิที่จะเป็นตัวเอง

 

เอ็มบเปเป้เป็นคนฝรั่งเศส เขาอาจจะเป็นลูกหลานของผู้อพยพ เป็นนักฟุตบอลผิวดำ และเป็นกัปตันทีมชาติ โดยไม่ต้องถูกใครลดทอนคุณค่าจากรากเหง้าของเขาเอง

 

ฟุตบอลอาจจบลงเมื่อผู้ตัดสินเป่านกหวีด แต่บางเกมยังดำเนินต่อในสังคม แต่สำหรับผู้คนในโลกฟุตบอลแล้ว เราเชื่อว่าเกมเกมนี้ เอ็มบัปเป้ไม่ได้ยืนอยู่คนเดียวอย่างแน่นอน

 

ภาพ: picture alliance / Getty Images

อ้างอิง:

 

The post คำเหยียดผิวต่อ เอ็มบัปเป้ ไฟแห่งความเกลียดชังที่กำลังลุกลามไปมากกว่าแค่ในสนามฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์เจนตินาโกงความตาย หรือ FIFA อยากให้เมสซีไปต่อ? https://thestandard.co/argentina-messi-fifa-question/ Wed, 08 Jul 2026 01:49:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1227908 ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินา

หากใครได้ชมเกมเมื่อคืนที่ผ่านมา คงเดาได้ไม่ยากว่า นี่คื […]

The post อาร์เจนตินาโกงความตาย หรือ FIFA อยากให้เมสซีไปต่อ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินา

หากใครได้ชมเกมเมื่อคืนที่ผ่านมา คงเดาได้ไม่ยากว่า นี่คือเกมที่อียิปต์จะไม่มีวันลืม และอาร์เจนตินาจะไม่มีวันอยากลืมเช่นกัน

 

รอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026 ที่แอตแลนตา อียิปต์นำอาร์เจนตินา 2-0 จนถึงนาทีที่ 78 พวกเขาอยู่ห่างจากชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของชาติไม่ถึง 15 นาที

 

อียิปต์อยู่ห่างจากรอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลกครั้งแรกแค่เอื้อม และอยู่ห่างจากการส่ง ลิโอเนล เมสซี กลับบ้านในฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของเขาเพียงไม่กี่ลมหายใจ

 

แต่ฟุตบอลมีวิธีเขียนบทที่โหดร้ายเสมอ

 

คริสเตียน โรเมโร โหม่งตีตื้นในนาทีที่ 79 เมสซียิงตีเสมอในอีก 4 นาทีถัดมา และ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ โหม่งประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ พาอาร์เจนตินาแซงชนะ 3-2 แบบแทบไม่น่าเชื่อ

 

นี่คือชัยชนะที่ทำให้เมสซีร้องไห้กลางสนาม ไม่ใช่เพราะความสวยงามของเกม แต่เพราะเขาเกือบเห็นปลายทางของตัวเองมาอยู่ตรงหน้าแล้วจริงๆ

 

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของทีมชาติอียิปต์ สิ่งที่เกิดขึ้นในเกมนี้ไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้ธรรมดา แต่พวกเขามองว่ามันคือความอยุติธรรม

 

ฮอสซัม ฮัสซัน กุนซือของทีมออกมาพูดตรงๆ ว่าอียิปต์ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และตั้งคำถามว่า FIFA หรือผู้ตัดสินอาจต้องการให้อาร์เจนตินาและเมสซีอยู่ในทัวร์นาเมนต์ต่อไปหรือไม่

 

ฮัสซันมองไปยังสองจังหวะสำคัญ หนึ่งคือประตูของ มอสตาฟา ซิโก ที่ถูก VAR ริบคืนจากจังหวะปะทะของ มาร์วาน อัตติยา กับ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ตั้งแต่ต้นทางของเกมบุก และสองคือจังหวะที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ล้มในเขตโทษก่อนอาร์เจนตินาสวนกลับไปได้ประตูชัย

 

คำถามคือ ข้อกล่าวหานี้มีน้ำหนักแค่ไหน?

 

หากมองเฉพาะจังหวะประตูที่ถูกริบ อียิปต์มีเหตุผลให้โกรธอย่างมาก เพราะการปะทะของอัตติยากับลิซานโดรเป็นการปะทะที่เบามาก มีทั้งการดึงเสื้อเล็กน้อยและเหยียบเท้ากันบางจังหวะ

 

แต่ถ้ามาตรฐานของฟุตบอลโลกครั้งนี้คือการปล่อยให้เกมไหลและยอมรับการปะทะตามธรรมชาติ การย้อน VAR ไปตัดสินจังหวะที่เกิดไกลจากประตูมาก และอาร์เจนตินายังมีเวลาตั้งรับหลายวินาที ดูจะเป็นการแทรกแซงที่หนักเกินไปจริง

 

แต่จังหวะซาลาห์ก่อนประตูชัยต่างออกไป แม้จะมีการสัมผัสจาก ฮูเลียน อัลวาเรซ แต่ระดับความชัดเจนของการฟาวล์ในเขตโทษต้องสูงกว่า เพราะ VAR ต้องมั่นใจพอจะเปลี่ยนเป็นจุดโทษได้ จังหวะนั้นจึงอาจมองว่า ‘ไม่พอที่จะจุดโทษ’ มากกว่า

 

นี่คือพื้นที่สีเทาของฟุตบอลยุค VAR ที่ทำให้ฝ่ายแพ้รู้สึกเหมือนถูกทำร้าย และฝ่ายชนะบอกว่าเป็นเพียงรายละเอียดของเกม

 

ดังนั้น หากถามว่า FIFA ล็อกผลให้อาร์เจนตินาชนะหรือไม่ คำตอบที่ยุติธรรมที่สุดคือ ไม่มีหลักฐานพอจะพูดเช่นนั้น แต่ถ้าถามว่าอียิปต์มีสิทธิ์รู้สึกว่ามาตรฐานการตัดสินไม่สม่ำเสมอหรือไม่ คำตอบคือ มีเต็มที่

 

เพราะฟุตบอลไม่ได้ตัดสินแค่จากกฎในหนังสือ แต่ตัดสินจากความรู้สึกของผู้เล่นในสนามด้วย และในค่ำคืนนี้ อียิปต์รู้สึกว่าพวกเขาทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว แต่ยังถูกพรากบางอย่างไป

 

อย่างไรก็ตาม การอธิบายเกมนี้ด้วยทฤษฎีว่า ‘โลกต้องการเมสซี’ เพียงอย่างเดียว อาจเป็นการลดทอนสิ่งที่อาร์เจนตินาทำในช่วงท้ายเกมมากเกินไป เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นหลังนาทีที่ 79 ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนทีมที่ถูกอุ้ม แต่มันเหมือนทีมที่ยังไม่ยอมตาย

 

เมสซีพลาดจุดโทษในครึ่งแรก นั่นเป็นจุดโทษที่ มอสตาฟา โชเบียร์ เซฟได้ยอดเยี่ยม และทำให้เมสซีกลายเป็นนักเตะคนแรกที่พลาดจุดโทษ 2 ครั้งในฟุตบอลโลกครั้งเดียวหากไม่นับการดวลจุดโทษ

 

เมสซี่ในวัย 39 ปี เดินมากกว่าวิ่ง และในหลายช่วงของเกมดูเหมือนชายคนหนึ่งที่กำลังถูกเวลาไล่ทัน แต่เมื่อเกมมาถึงจุดที่อาร์เจนตินาต้องการเขาที่สุด เมสซีก็ยังทำในสิ่งที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่ทำได้

 

เขาครอสให้โรเมโรโหม่งตีตื้น จากนั้นยิงบอลตกพื้นด้วยเท้าซ้ายเข้าใต้คานอย่างเฉียบขาดเพื่อทำประตูตีเสมอ นั่นคือประตูที่ 21 ของเขาในฟุตบอลโลก และเป็นประตูที่ทำให้เขายิงในรอบน็อกเอาต์ได้ 6 นัดติดต่อกัน มากกว่าสถิติใดๆ

 

มันคือสัญญาณว่าต่อให้ร่างกายเสื่อมลง สมองและหัวใจของเมสซียังทันเกมเสมอ

 

สิ่งที่น่ากลัวของอาร์เจนตินาไม่ใช่แค่มีเมสซี แต่คือพวกเขามีความเชื่อแบบที่ยากจะอธิบายได้ ซึ่งมันเป็นส่วนสำคัญในการพลิกแซงชนะในเกมนี้ด้วย

 

ทีมของ ลิโอเนล สกาโลนี ถูกเคปเวิร์ดลากไปถึงช่วงต่อเวลาในรอบก่อนหน้า และเกือบถูกอียิปต์เขี่ยตกรอบในเกมนี้ นี่ไม่ใช่ทีมที่สมบูรณ์แบบ

 

แนวรับมีรอยแผล เกมรับถูกสวนกลับจนเสียหาย และอารมณ์ของทีมยังแกว่งมากเกินไปสำหรับทีมที่หวังป้องกันแชมป์โลก แต่แชมป์โลกหลายครั้งไม่ได้ชนะเพราะเล่นดีที่สุดตลอด 90 นาที พวกเขาชนะเพราะรู้ว่าจะไม่ยอมแพ้ตอนไหน

 

อียิปต์ควรได้รับการยกย่อง พวกเขาไม่ได้เล่นเหมือนทีมรองบ่อน แต่เล่นเหมือนทีมที่เชื่อว่าตัวเองอยู่ระดับเดียวกับแชมป์โลก ประตูของ ยาสเซอร์ อิบราฮิม ในครึ่งแรกมาจากความกล้าหาญ ส่วนประตูของซิโกในครึ่งหลังคือผลลัพธ์ของเกมโต้กลับที่มีระเบียบ มีความเร็ว และมีความเด็ดขาด

 

โชเบียร์ก็เล่นเหมือนผู้รักษาประตูระดับโลก เซฟทั้งจุดโทษของเมสซี ลูกโหม่งของ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และโอกาสของ ฮูเลียน อัลวาเรซ

 

แต่นั่นคือความโหดร้ายของฟุตบอลโลก คุณสามารถเล่นดีเกือบทั้งเกม คุณสามารถทำให้แชมป์โลกจนมุม คุณสามารถทำให้คนทั้งประเทศลุกขึ้นเชื่อได้ แต่ถ้าคุณหลุดเพียงไม่กี่นาที ประวัติศาสตร์อาจเปลี่ยนทันที

 

สำหรับอียิปต์ เกมนี้จะถูกจำในฐานะคืนแห่งความเจ็บปวด ความภาคภูมิใจ และคำถามที่อาจไม่มีวันได้รับคำตอบครบถ้วน

 

สำหรับอาร์เจนตินา เกมนี้คืออีกหนึ่งหลักฐานว่า พวกเขาอาจไม่ได้ไร้เทียมทาน แต่ยังมีหัวใจของแชมป์โลก

 

และสำหรับเมสซี นี่คืออีกหนึ่งบทที่บอกเราว่า ตำนานไม่ได้ถูกสร้างจากวันที่ทุกอย่างง่ายดาย แต่ถูกสร้างจากวันที่เกือบพังทลาย

 

มันถูกสร้างขึ้น เพราะเขายังลุกขึ้นมาเปลี่ยนชะตาของเกมได้อีกครั้ง

 

อ้างอิง

 

ภาพ: VCG / Getty Images

The post อาร์เจนตินาโกงความตาย หรือ FIFA อยากให้เมสซีไปต่อ? appeared first on THE STANDARD.

]]>