FIFA World Cup 2022 ฟุตบอลโลก 2022 Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/fifa-world-cup-2022/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 03 Jul 2026 08:47:47 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Trionda ลูกฟุตบอลที่ช่วย VAR ตัดสินจังหวะสำคัญได้ยังไง? https://thestandard.co/trionda-football-var-sensor/ Fri, 03 Jul 2026 08:47:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1226348 ภาพลูกฟุตบอล Trionda ที่เผยให้เห็นชิปเซนเซอร์ภายใน พร้อมฉากหลังเป็นจอ VAR

ฟุตบอลโลก 2026 การตัดสินจังหวะสำคัญ ไม่ได้อาศัยแค่ VAR […]

The post Trionda ลูกฟุตบอลที่ช่วย VAR ตัดสินจังหวะสำคัญได้ยังไง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพลูกฟุตบอล Trionda ที่เผยให้เห็นชิปเซนเซอร์ภายใน พร้อมฉากหลังเป็นจอ VAR

ฟุตบอลโลก 2026 การตัดสินจังหวะสำคัญ ไม่ได้อาศัยแค่ VAR เพราะ ‘ลูกฟุตบอล’ ก็กำลังมีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน

 

ในเกม โปรตุเกส พบ โครเอเชีย หนึ่งในจังหวะดราม่าท้ายเกม ถูกเคลียร์ด้วยข้อมูลจาก Adidas Trionda ลูกฟุตบอลที่ฝังเซนเซอร์ไว้ภายใน

 

เซนเซอร์ดังกล่าวช่วยยืนยันว่า บอลสัมผัส อิกอร์ มาตาโนวิช ก่อนนำไปสู่จังหวะล้ำหน้า และทำให้ประตูตีเสมอของโครเอเชียถูกริบคืน

 

มาดูกันว่า ลูกฟุตบอลลูกนี้มีส่วนช่วยตัดสินจังหวะสำคัญในเกมได้อย่างไร

 

ภาพลูกฟุตบอล Trionda ที่เผยให้เห็นชิปเซนเซอร์ภายใน พร้อมฉากหลังเป็นจอ VAR 1ภาพลูกฟุตบอล Trionda ที่เผยให้เห็นชิปเซนเซอร์ภายใน พร้อมฉากหลังเป็นจอ VAR 2ภาพลูกฟุตบอล Trionda ที่เผยให้เห็นชิปเซนเซอร์ภายใน พร้อมฉากหลังเป็นจอ VAR 3ภาพลูกฟุตบอล Trionda ที่เผยให้เห็นชิปเซนเซอร์ภายใน พร้อมฉากหลังเป็นจอ VAR 4ภาพลูกฟุตบอล Trionda ที่เผยให้เห็นชิปเซนเซอร์ภายใน พร้อมฉากหลังเป็นจอ VAR 5ภาพลูกฟุตบอล Trionda ที่เผยให้เห็นชิปเซนเซอร์ภายใน พร้อมฉากหลังเป็นจอ VAR 6

The post Trionda ลูกฟุตบอลที่ช่วย VAR ตัดสินจังหวะสำคัญได้ยังไง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลูกา โมดริช ฉลองเกมนัดที่ 200 ในนามทีมชาติโครเอเชีย https://thestandard.co/luka-modric-200th-croatia-cap/ Wed, 24 Jun 2026 03:47:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1222066 ลูกา โมดริช กัปตันทีมชาติโครเอเชีย กำลังฉลองกับเพื่อนร่วมทีม

ลูก้า โมดริช กัปตันทีมชาติโครเอเชีย ลงสนามนัดที่ 200 ใน […]

The post ลูกา โมดริช ฉลองเกมนัดที่ 200 ในนามทีมชาติโครเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลูกา โมดริช กัปตันทีมชาติโครเอเชีย กำลังฉลองกับเพื่อนร่วมทีม

ลูก้า โมดริช กัปตันทีมชาติโครเอเชีย ลงสนามนัดที่ 200 ในนามทีมชาติ ในเกมรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก 2026 ที่โครเอเชีย เอาชนะ ปานามา 1-0 ณ เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา

 

มิดฟิลด์วัย 40 ปี จะกลายเป็นนักฟุตบอลชายคนที่ 4 ของโลกที่ลงเล่นให้ทีมชาติครบ 200 นัด ต่อจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้, ลิโอเนล เมสซี่ และ บาเดอร์ อัล-มูตาวา ตำนานทีมชาติคูเวต

 

ฟุตบอลโลก 2026 ถือเป็นการร่วมทัวร์นาเมนต์สมัยที่ 5 ของ โมดริช หลังประเดิมรายการนี้ครั้งแรกในปี 2006 ที่เยอรมนี

 

แม้ โครเอเชีย จะพลาดผ่านเข้ารอบสุดท้ายในปี 2010 แต่เจ้าตัวกลับมาเล่นในฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล ก่อนสร้างผลงานระดับตำนานในปี 2018 ด้วยการพาทีมทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ และคว้ารางวัลโกลเด้น บอล ในฐานะนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์

 

ความสำเร็จดังกล่าวยังส่งให้เขาคว้ารางวัล บัลลง ดอร์ 2018 กลายเป็นผู้เล่นคนแรกในรอบกว่าทศวรรษที่สามารถสอดแทรกการผูกขาดของ โรนัลโด้ และ เมสซี่ ได้สำเร็จ

 

ในฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ โมดริช ยังพา โครเอเชีย คว้าอันดับ 3 ของรายการได้อีกครั้ง

 

 

ลูกา โมดริช กัปตันทีมชาติโครเอเชีย กำลังฉลองกับเพื่อนร่วมทีม 1ลูกา โมดริช กัปตันทีมชาติโครเอเชีย กำลังฉลองกับเพื่อนร่วมทีม 2ลูกา โมดริช กัปตันทีมชาติโครเอเชีย กำลังฉลองกับเพื่อนร่วมทีม 3ลูกา โมดริช กัปตันทีมชาติโครเอเชีย กำลังฉลองกับเพื่อนร่วมทีม 4

 

ภาพ: Ezra Shaw – FIFA, Michael Reaves, Megan Briggs / Getty Images

อ้างอิง

The post ลูกา โมดริช ฉลองเกมนัดที่ 200 ในนามทีมชาติโครเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรเบิร์ต ‘บ๊อบบี’ วูดเวิร์ด บาริสตา ผู้ทำให้ทัพซ็อกเกอร์รูส์ตื่นเต็มตา https://thestandard.co/socceroos-barista-bobby-woodward-coffee/ Sat, 20 Jun 2026 03:18:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1220901 โรเบิร์ต ‘บ๊อบบี’ วูดเวิร์ด บาริสตาประจำทีมชาติออสเตรเลียกำลังชงกาแฟ

ในฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ เราได้เห็นเทคโนโลยี และการจัด […]

The post โรเบิร์ต ‘บ๊อบบี’ วูดเวิร์ด บาริสตา ผู้ทำให้ทัพซ็อกเกอร์รูส์ตื่นเต็มตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรเบิร์ต ‘บ๊อบบี’ วูดเวิร์ด บาริสตาประจำทีมชาติออสเตรเลียกำลังชงกาแฟ

ในฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ เราได้เห็นเทคโนโลยี และการจัดการทีมที่น่าสนใจมากมาย ส่วนใหญ่นอกจากเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักเตะทีมชาติของตัวเองแล้ว ยังมีผลทางจิตใจต่อนักเตะโดยตรงด้วย

 

และในบรรดาชาติทั้งหมด ออสเตรเลีย ถูกพูดถึงในฐานะชาติที่นำ ‘บาริสตา’ ของตัวเองมาพร้อมกับทีม โดยพวกเขาไม่ต้องพึ่งพากาแฟอย่าง สตาร์บักส์ หรือ กาแฟท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกา เหมือนชาติอื่นๆ

 

เบื้องหลังเรื่องนี้ คือความร่วมมือของสหพันธ์ฟุตบอลออสเตรเลีย กับ บลูสโตนเลน แบรนด์ร้านกาแฟสัญชาติออสเตรเลีย ในฐานะพันธมิตรกาแฟอย่างเป็นทางการ

 

บลูสโตนเลน จะเข้าไปมีส่วนช่วยยกระดับความเป็นอยู่และประสิทธิภาพของนักเตะ โดยการจัดเตรียมโปรแกรมเครื่องดื่มเอสเปรสโซและมัทฉะระดับพรีเมียมแบบครบวงจรให้ทีมชาติโดยตรง เพื่อเตรียมความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีระดับโลก

 

ภายใต้ดีลนี้ บลูสโตนเลน ได้ตัดสินใจส่ง บ๊อบบี้ หรือ โรเบิร์ต วูดเวิร์ด บาริสตาชาวเมลเบิร์น ให้ไปรับหน้าที่ดูแลบริการภายในแคมป์ทีมชาติโดยตรง

 

บ็อบบี้ ต้องเดินทางไปในทุกสถานที่พร้อมกับทัพซ็อกเกอร์รูส์ เขาจะตื่นเช้ามาก่อนใคร เพื่อมา Setup บาร์กาแฟของเขาให้พร้อมเพื่อบริการนักเตะทุกคนที่จะเดินมารับอาหารเช้า

 

การอยู่กับทีมมากว่า 2 สัปดาห์ ทำให้ บ็อบบี้ แค่มองหน้า ก็รู้แล้วว่าใครจะรับเมนูอะไร และไม่ว่าจะเป็น เอสเปรสโซ, แฟล็ตไวท์ หรือ อเมริกาโน และอื่นๆ เขาจะเป็นคนจัดการให้อย่างพิถีพิถัน

 

บ็อบบี้ เข้ามาทำงานที่ บลูสโตนเลน ตั้งแต่ปี 2022 ก่อนมารับหน้าที่ต่อเนื่องเป็น Event Specialist ควบคู่ไปกับการเป็นบาริสตา

 

ในตำแหน่งนี้เอง ที่ทำให้เขาต้องเดินทางไปในหลายสถานที่ พบปะผู้คนมากมาย และทำกาแฟที่หลากหลาย อาจจะถึงกับพูดได้ว่า บ็อบบี้ คือคนที่ถนัดที่สุดในการทำกาแฟนอกสถานที่ของบลูสโตนเลน

 

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่เมื่อเป็นอีเวนต์อย่างฟุตบอลโลก และต้องมีใครสักคนจากบลูสโตนเลนเดินทางไปพร้อมกับทีม โอกาสนั้นจะตกมาอยู่กับเขา

 

กิจวัตรประจำวันของบ็อบบี้ นอกจากจะเตรียมกาแฟให้กับนักเตะตอนเช้าแล้ว เขายังต้องเตรียมกาแฟให้กับ สตาฟฟ์โค้ช และทีมงานคนอื่นๆ ด้วย

 

แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะดื่มกาแฟวันละแก้ว เพราะทีมงานหลายคน มักจะดื่มกาแฟวันละ 2 แก้ว ส่วนนักเตะบางคน จะดื่มเอสเปรสโซ ถึงวันละ 6 ช็อต

 

นั่นทำให้บ็อบบี้ อาจจะต้องชงกาแฟถึง 70-80 แก้ว ภายใน 1 วัน แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่บ็อบบี้รู้สึกมีความสุขที่ได้ทำ และไม่มีปัญหาใดๆ ที่จะเสิร์ฟกาแฟให้กับนักเตะของเขา

 

อย่างไรก็ตาม บ็อบบี้ ยังมีผู้ช่วยฝีมือดี นั่นคือ วินิ คาโปวิลลา เชฟประจำทีมชาติ ที่คอยดูแลเรื่องอาหาร (มื้อเช้า กลางวัน และเย็น) ให้กับทีมงานกว่า 60 ชีวิต

 

นอกจากเป็นบาริสตาแล้ว บ็อบบี้ ยังต้องเดินทางไปกับสตาฟฟ์ทีมทุกครั้งที่ทีมชาติลงสนาม เพื่อไปเชียร์ทัพออสซีรูส์อย่างใกล้ชิดในทุกๆ นัด เพราะเขาก็ถูกนับว่าเป็นหนึ่งในทีมงานของทีมชาติเช่นเดียวกัน

 

อันที่จริงแล้ว การพาบาริสตาไปกับทีมด้วย ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับทีมชาติออสเตรเลีย เพราะพวกเขาก็ได้ทำเรื่องนี้มาแล้วก่อนหน้านี้ในฟุตบอลโลก 2022

 

ในตอนนั้น ทัพออสซีรูส์ ได้จ้าง อเล็กเซีย ราเลฟสกี บาริสตาสาวจากซิดนีย์ บินตรงไปยังกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อรับหน้าที่ชงกาแฟคุณภาพสูงให้กับทีมชาติออสเตรเลียตลอดการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022

 

โดยแนวคิดการนำบาริสตามาดูแลทีม ได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของทีมนักกีฬาออสเตรเลียในการแข่งขันโอลิมปิกโตเกียว 2020 ซึ่งมีการจัดเตรียมรถเข็นกาแฟไว้ในหมู่บ้านนักกีฬาเช่นกัน

 

ในแง่ของวิทยาศาสตร์การกีฬา คาเฟอีนถือเป็นสารช่วยเพิ่มสมรรถภาพที่ถูกกฎหมาย ซึ่งช่วยเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อและความตื่นตัวของสมองในระหว่างการฝึกซ้อมและการแข่งขัน

 

แนวคิดนี้แสดงให้เห็นว่า ทีมชาติออสเตรเลีย ให้ความสำคัญกับสภาวะทางจิตใจของนักเตะเป็นสำคัญ โดยพวกเขาต้องการให้นักเตะได้ผ่อนคลายเต็มที่ จากการได้ชิมกาแฟในรสชาติที่พวกเขาคุ้นเคยจากเมลเบิร์น

 

ขณะที่ วินิ คาโปเอลลา ที่เป็นเชฟ ต้องทำงานร่วมกับทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อจัดเตรียมโภชนาการให้เหมาะสมกับความต้องการและอาการแพ้อาหารของนักเตะทุกคน

 

นอกเหนือจากโซนคาเฟ่และห้องอาหารแล้ว ภายในแคมป์ยังมีพื้นที่พักผ่อนที่มีทั้งโต๊ะพูล ปิงปอง แอร์ฮอกกี้ และวิดีโอเกม ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีและมิตรภาพระหว่างนักเตะที่พักร่วมกัน

 

นั่นอาจจะเป็นแนวคิดสำคัญที่ทำให้นักเตะออสเตรเลีย รู้สึกสบายใจ และรู้สึกเหมือนอยู่บ้านมากที่สุดนั่นเอง

 

อ้างอิง

 

ภาพ: bluestonelane / Instagram

The post โรเบิร์ต ‘บ๊อบบี’ วูดเวิร์ด บาริสตา ผู้ทำให้ทัพซ็อกเกอร์รูส์ตื่นเต็มตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
รอยยิ้มของ ‘ราชาลูกหนัง’ ลิโอเนล เมสซี่ https://thestandard.co/messi-world-cup-dream-champion/ Thu, 11 Jun 2026 10:54:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1217299 ลิโอเนล เมสซี ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมชูถ้วยฟุตบอลโลก

“ข้อความจากผมถึงแฟนๆ ทุกคนคือ” ลิโอเนล เมสซี กล่าวด้วยส […]

The post รอยยิ้มของ ‘ราชาลูกหนัง’ ลิโอเนล เมสซี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลิโอเนล เมสซี ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมชูถ้วยฟุตบอลโลก

“ข้อความจากผมถึงแฟนๆ ทุกคนคือ” ลิโอเนล เมสซี กล่าวด้วยสีหน้าที่สงบนิ่ง หลังจากที่อาร์เจนตินาแพ้ต่อซาอุดีอาระเบียแบบช็อกโลกในเกมแรกของพวกเขาของศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์

 

“ขอให้มีศรัทธา พวกเราจะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง”

 

แต่เวลานั้นความพ่ายแพ้ในวันนั้นของอาร์เจนตินาไม่ได้ทำลายความศรัทธาของใคร ในทางตรงกันข้ามสำหรับคนอีกไม่น้อยที่รักในสีฟ้าขาวและราชาลูกหนังตัวน้อยของพวกเขากลับเข้าใจในความเป็นและไปของชีวิต

 

บางครั้งคนเราอาจเกิดมาเพื่อทำได้ทุกสิ่ง แต่อาจจะมีสักสิ่งนึงที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็จะไม่มีวันทำได้

 

ไม่ว่าเมสซีจะเก่งกาจสักแค่ไหน บางทีเขาอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นแชมป์โลก และเราอาจต้องยอมรับมันร่วมกัน

 

เพราะว่าด้วยขุมกำลังของอาร์เจนตินาในฟุตบอลโลก 2022 หากต้องยอมรับตามความเป็นจริงแล้วเมื่อเทียบกับทีมอย่างฝรั่งเศส สเปน เยอรมนี บราซิล หรืออังกฤษ พวกเขาก็ยังเป็นรอง ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าโดดเด่นหรือชวนให้เชื่ออยู่ลึกๆ ว่าเก่งและแกร่งพอจะเป็นแชมป์โลกได้

 

แต่ตรงนี้แหละที่ทำให้เรื่องราวนี้แสนพิเศษ

 

ลิโอเนล เมสซี ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมชูถ้วยฟุตบอลโลก 1

 

ลิโอเนล เมสซี เกิดในเมืองโรซาริโอ เมืองหนึ่งในอาร์เจนตินาที่มีความพิเศษบางอย่าง

 

คนฟุตบอลผู้เก่งกาจมักจะมาจากเมืองแห่งนี้

 

เมืองแห่งนี้มี ‘มาเอสโตร’ (Maestro) ผู้ยิ่งใหญ่ถึง 2 คน คือเซซาร์ หลุยส์ เมนอตติ โค้ชคนแรกผู้พาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จในปี 1978 และ ‘เอล โลโค’ มาร์เซโล บิเอลซา หนึ่งในแรงบันดาลใจผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคสมัยใหม่

 

นักฟุตบอล? โรซาริโอคือบ้านเกิดของมาริโอ เคมเปส, เนสเตอร์ เซนซินี, ฮอร์เก วัลดาโน, กาเบรียล บาติสตูตา, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน เรื่อยมาจนถึงอังเคล ดิ มาเรีย, มักซี โรดริเกวซ, เมาโร อิคาร์ดี, เอเซเกวียล การาย

 

ผืนดินหรืออากาศหรืออะไรบางอย่างทำให้เมสซีมีความแตกต่างจากคนอื่น

 

เขาเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการเล่นฟุตบอลในระดับฟ้าประทาน และนั่นนำไปสู่การเดินทางที่มหัศจรรย์ แม้ว่ามันจะเริ่มต้นด้วยอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่อย่างขีดจำกัดของร่างกายที่เกือบทำให้เขาต้องละทิ้งทุกอย่างไปแล้ว เพราะร่างกายของเขาจะไม่เติบโตและสูงใหญ่ด้วยภาวะขาดโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone Deficiency หรือ GHD)

 

แต่ด้วยความตั้งใจของทุกคนทั้งพ่อ ที่เริ่มสังเกตอาการก่อนจะขอรับคำปรึกษาจากคุณหมอและพบว่ามันมีหนทางที่พอจะรักษาอาการนี้ได้อยู่ เพียงแต่ราคาที่ต้องจ่ายนั้นสูง และสูงเกินกว่าที่ครอบครัวชนชั้นธรรมดาอย่างบ้านเมสซีจะสู้ไหว

 

ถึงอย่างนั้นฮอร์เก เมสซี ผู้เป็นพ่อก็สู้สุดใจ เพราะไม่อยากให้ทุกอย่างจบตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม

 

“หมอไม่สัญญาว่าหนูจะสูงขึ้นแค่ไหน แต่หนูจะสูงกว่ามาราโดนาแน่ๆ”

 

ยารักษาเข็มนั้นได้ผล ถึงเมสซีไม่ได้สูงใหญ่อะไรมากมายนักแต่อย่างน้อยเขาก็สูงกว่ามาราโดนาจริง (เมสซีสูง 5 ฟุต 7 นิ้ว ส่วนมาราโดนาสูง 5 ฟุต 5 นิ้ว) และทำให้พัฒนาการทางร่างกายของเขาเริ่มโตทันความสามารถทางการเล่นฟุตบอล

 

ขณะนั้นเมสซีอยู่ในระบบอคาเดมีของนีเวลล์ โอลด์ บอยส์ สโมสรฟุตบอลดังของโรซาริโอแล้ว แต่ฮอร์เกคิดว่าเขาจำเป็นจะต้องหาสโมสรที่สามารถช่วยออกค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ด้วย และนั่นทำให้เกิดการเดินทางข้ามทวีปของ 2 พ่อลูกจากโรซาริโอไป บาร์เซโลนา ในการทดสอบฝีเท้าที่กลายเป็นตำนาน

 

ทั้งสองได้พบกับอีกคนที่สำคัญคือการ์เลส เรซัค ผู้อำนวยการสโมสรของบาร์เซโลนา ที่แม้จะภารกิจรัดตัวและบ่ายเบี่ยงจะมาดูฟอร์มการทดสอบฝีเท้าของเด็กคนนี้ซึ่งเดินทางข้ามโลกมารอเขาอยู่นานถึงร่วม 2 สัปดาห์แล้วที่ลามาเซีย (โดยที่ต้องบอกว่าเมสซีถล่มลามาเซียราบคาบไปนานแล้ว)

 

แต่แค่เพียงได้เห็นปราดเดียวเขาก็รู้ดีว่าเมสซีคือบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษ การลงทุนดูแลเด็กคนนี้จะเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดในโลก และเขาต้องรีบ!

 

ความรีบนั้นทำให้เรซัชใช้ปากกาเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษทิชชูแผ่นหนึ่งก่อนจะส่งมาให้ฮอร์เก เมสซี โดยข้อความบนกระดาษทิชชูแผ่นนั้นมีข้อความลายมือขยุกขยุยว่า “ที่บาร์เซโลนา วันที่ 14 ธ.ค. 2000 ข้าพเจ้าการ์เลส เรซัค ผู้อำนวยการสโมสรบาร์เซโลนา ขอรับรองการเซ็นสัญญากับลิโอเนล เมสซี ภายใต้ความรับผิดชอบของข้าพเจ้าเอง”

 

ลิโอเนล เมสซี ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมชูถ้วยฟุตบอลโลก 2

 

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ประวัติศาสตร์ แต่เป็นตำนาน เมสซีกลายเป็นนักฟุตบอลผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรบาร์เซโลนาในปี 1899

 

ในสีเสื้อเบลากรานา เขากวาดแชมป์ทุกอย่างมาครองได้หมดแล้ว เช่นกันกับเกียรติประวัติส่วนตัวมากมายนับไม่หวาดไม่ไหว

 

อย่างไรก็ดีเมสซียังไม่อาจเทียบความสูงกับมาราโดนาได้ในเชิงที่ไม่ใช่สรีระ แต่เป็นความสูงของความยิ่งใหญ่ที่ไม่ว่าเขาจะคว้าแชมป์กับบาร์ซาได้สักกี่รายการ ได้บัลลงดอร์มาสักกี่ใบ ทำสถิติยิงประตูถล่มทลายแค่ไหน (เมสซีเคยยิงถึง 91 ประตูในปฏิทินเดียวมาแล้ว)

 

ตราบใดที่เขายังไม่เคยได้แชมป์ฟุตบอลโลก เขาก็ไม่มีสิทธิ์ยืนอยู่เคียงข้างเทพเจ้าลูกหนังของชาวอาร์เจนไตน์

 

เรื่องนี้กลายเป็นปมในใจของเมสซีมาตลอด เพราะไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหนเขาก็ไม่เคยได้รับความรักและการยอมรับจากคนในบ้านเกิด ด้วยข้อหาที่ไม่ยุติธรรมสักเท่าไรนัก เพราะชาวอาร์เจนไตน์มองว่าเมสซีเหมือนไม่ได้เป็นคนอาร์เจนไตน์

 

เขาแค่เป็นคนอาร์เจนไตน์ที่ไปได้ดีที่คาตาลัน ไม่ได้ผ่านตราประทับจากการเล่นฟุตบอลอาชีพในประเทศมาก่อน และเวลาเล่นในสีสีเสื้อ ‘อัลบิเชเลสเต’ ฟอร์มการเล่นก็ไม่เห็นเทพเหมือนเวลาเล่นในเสื้อสีเลือดหมูกรมท่าของบาร์ซา

 

ที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่เคยพาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์อะไรได้เลย

 

ในนามทีมชาติเมสซีเริ่มต้นประเดิมทัวร์นาเมนต์แรกกับทีมชาติชุดใหญ่ในฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมนี ในทีมชุดที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดยุคหนึ่งของอาร์เจนตินาเลยก็ว่าได้ ด้วยขุนพลระดับอ๋องอย่าง ฮวน โรมัน ริเกลเม, ปาโบล ไอมาร์, คาร์ลอส เตเวซ, ฮาเวียร์ มาสเชราโน, ฮาเวียร์ ซาวิโอลา, เอสเตบัน กัมบิอัสโซ และหนึ่งในผู้เล่นธรรมดาไม่โดดเด่นแต่สำคัญกับเมสซีที่สุดในเวลาต่อมาคือ ลิโอเนล สกาโลนี

 

ครั้งนั้นเมสซียังเป็นเด็กดาวรุ่งอยู่ แต่ก็ได้รับยอมรับและการดูแลอย่างดีจากรุ่นพี่ เพียงแต่โอกาสในการลงสนามยังน้อยด้วยโค้ชอย่างโฮเซ เปเกร์มาน มีขุนพลเก่งกาจในมือมากมาย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็นคนที่ให้โอกาสเมสซีลงสนามจนได้ เป็นการสัมผัสกับฟุตบอลโลกหนแรก

 

ลิโอเนล เมสซี ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมชูถ้วยฟุตบอลโลก 3

 

โดยเขาได้โอกาสลงสนามในเกมกับเซอร์เบียที่ชนะถึง 6-0 หนึ่งในนั้นคือประตูที่สวยงามที่สุดของทัวร์นาเมนต์จากการต่อบอลทำทางของทั้งทีมและจบที่สกอร์ของกัมบิอัสโซ และอีกหนึ่งคือประตูของเมสซี ที่ได้โอกาสเปลี่ยนตัวลงสนามไปไม่กี่อึดใจก็ทำประตูได้เลย

 

อาร์เจนตินาชุดนั้นยอดเยี่ยมจริง เล่นสวยงาม แต่พวกเขาก็มาเสียท่าคู่ปรับเก่าอย่างเยอรมนีชาติ อดีตคู่ชิงชนะเลิศในฟุตบอลโลก 1986 และ 1990 (ขณะนั้นคือเยอรมนีตะวันตก) ที่ผลัดกันแพ้ชนะ โดยในรอบ 8 ทีมสุดท้ายขุนพลอินทรีเหล็กเอาชนะได้ในการดวลจุดโทษ

 

เพียงแต่เยอรมนีไม่ได้ทำแสบแค่ครั้งนั้น เพราะในอีก 4 ปีฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกา อาร์เจนตินาซึ่งได้ดีเอโก มาราโดนา มาเป็นโค้ชของทีมบนความหวังว่าบารมีของเอล ดิเอโก จะช่วยปลดล็อกเมสซีและทีมได้ ซึ่งก็ทำได้ดีชนะรวด 3 นัดในรอบแรกแบบสวยหรู แต่สุดท้ายโดนเยอรมนีที่กำลังสร้างทีมชุดใหม่ถล่มขาดลอยถึง 4-0

 

ร้ายกว่านั้นเมสซีที่รอเวลาถึง 4 ปี และอยู่ในช่วงที่สภาพร่างกายของเขาท็อปพีคที่สุด สามารถพาตัวเองและทีมในสภาพที่ไม่ได้ดูดีเท่าไรนักมาถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลได้แล้ว เรียกว่าเข้าใกล้กับถ้วยฟุตบอลโลกสีทองมากที่สุดแล้ว

 

แต่สุดท้ายไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหนตลอดทั้งเกม เมสซีก็ทำได้แค่มองถ้วยที่มาราโดนาเคยถือไว้ เพราะเยอรมนีเอาชนะได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษจากประตูชัยทีเด็ดของมาริโอ เกิตเซ

 

เวลานั้นโลกฟุตบอลเริ่มตั้งคำถามถึงสิ่งที่ยากจะอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า ‘วาสนา’

 

เมสซีเหมือนไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นแชมป์กับอาร์เจนตินา ซึ่งสำหรับหลายคนมันเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจได้ นักฟุตบอลผู้เก่งกาจที่สุดระดับประวัติการณ์ ทำได้ทุกอย่างในสนาม แต่เมื่อลงเล่นกับทีมชาติแล้วมันเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ขัดและขืนเขาอยู่

 

ความเสียใจจากความผิดหวังก็ร้ายแล้ว ความชิงชังจากคนร่วมชาติยิ่งร้ายกว่า

 

เมสซีกลายเป็นจำเลยของชาวอาร์เจนไตน์ที่โกรธแค้น ไม่ให้การยอมรับ และมันเคยทำให้เมสซีคิดถอดใจถอดเสื้อฟ้าขาวเอาไว้ที่พื้นแล้ว โดยหลังจากที่พลาดแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 และยังมาพลาดแชมป์โกปา อเมริกาอีก 2 ครั้งติดต่อกัน ฟางเส้นสุดท้ายของ ‘ลีโอ’ ก็ขาดลง

 

เขาทนกับความผิดหวังและแรงกดดันไม่ไหว ประกาศอำลาทีมชาติหลังแพ้ชิลีในนัดชิงโกปา อเมริกา 2016 ด้วยความรู้สึกไม่เอาแล้ว ไม่ทนแล้ว ไม่ไหวแล้ว

 

เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นวาระระดับชาติ และเป็นครั้งแรกที่คนอาร์เจนตินาเริ่มหันกลับมาถามตัวเองว่าพวกเขาทำเกินไปหรือเปล่ากับเมสซี ในขณะที่หวังจะให้เขาพาทีมไปสู่ความสำเร็จ กลับตั้งคำถามมากมายที่มันดูไม่ยุติธรรมสักเท่าไร

 

การที่อาร์เจนตินาจะไม่ได้แชมป์อะไร ไม่ใช่ความผิดของเมสซีแค่คนเดียว

 

เพราะฟุตบอลคือกีฬาที่เล่นเป็นทีม

 

ลิโอเนล เมสซี ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมชูถ้วยฟุตบอลโลก 4

 

หลังใช้เวลารักษาใจห่างจากอาร์เจนตินาสักระยะ และด้วยความพยายามเกลี้ยกล่อมของคนมากมาย โดยเฉพาะเอ็ดการ์โด เบาซา ซึ่งได้ตำแหน่งโค้ชอัลบิเชเลสเต เดินทางไปเพื่อพบเป็นการส่วนตัวและขอร้องให้เมสซีกลับมา เขายอมกลับมาเล่นให้ทีมชาติอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก

 

โดยที่คราวนี้ไม่มีใครคาดหวังอะไรสักเท่าไรแล้ว เพราะด้วยวัยที่มากขึ้นของเมสซี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมอาร์เจนตินาเวลานั้นอ่อนแอเกินกว่าที่จะไปคาดหวังความสำเร็จอะไรได้อีกแล้ว ทีมขาดขุนพลชั้นยอดเหมือนในอดีตจากปัญหาการตกต่ำของลีกภายในประเทศ อคาเดมีขายผู้เล่นไปสโมสรต่างชาติก่อนเวลาอันควร

 

สุดท้ายถึงเมสซีจะกลับมา เขาก็อ่อนแอเกินกว่าจะแบกทั้งทีมได้ไหว อาร์เจนตินาไปได้แค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย พวกเขาพ่ายต่อฝรั่งเศสด้วยลูกยิงสุดมหัศจรรย์ของเบนจาแมง ปาวาร์ แต่อย่างน้อยทีมเลส์ เบลอส์ชุดนั้นก็ไปถึงแชมป์ และพอจะเป็นเหตุผลปลอบใจได้

 

อย่างไรก็ดีเมสซีตัดสินใจขอห่างจากทีมชาติอีกครั้งหลังฟุตบอลโลก 2018

 

แต่ถึงตรงนั้นไม่มีใครคิดว่าเมสซีจะได้แชมป์โลกจริงๆ อีกแล้ว

 

ลิโอเนล เมสซี ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมชูถ้วยฟุตบอลโลก 5

 

ความพ่ายแพ้ในเกมกับซาอุดีอาระเบียยิ่งตอกย้ำความรู้สึกนี้ให้ชัดเจนขึ้น

 

อาร์เจนตินาชุดฟุตบอลโลก 2022 มีความแตกต่างจากเมื่อ 4 ปีก่อนหน้าบ้าง พวกเขามีสายเลือดใหม่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักหลายคนไม่ว่าจะเป็น เอ็นโซ เฟอร์นันเดส, อเล็กซิส แม็คคัลลิสเตอร์ (ลูกชายของการ์ลอส หรือ “โกโล” แม็คคัลลิสเตอ์ ที่เคยเล่นกับมาราโดนาในฟุตบอลโลก 1982), โรดริโก เด ปอล, เลาตาโร มาร์ติเนซ และฮูเลียน อัลวาเรซ

 

แต่โดยรวมแล้วทีมก็ไม่ได้ชวนให้รู้สึกแข็งแกร่งขึ้นมากนักเมื่อเทียบกับทีมตัวเต็งอย่างฝรั่งเศส สเปน เยอรมนี อังกฤษ หรือบราซิล

 

อย่างไรก็ดี 1 ปีเศษก่อนหน้าจะถึงฟุตบอลโลก ทีมชุดนี้เพิ่งปลดล็อกได้สำเร็จด้วยการบุกไปคว้าแชมป์โกปา อเมริกา 2021 ได้ที่ประเทศบราซิล ในนัดชิงชนะเลิศที่เข้มข้นเพราะต้องเจอกับเจ้าภาพ (ซึ่งเดิมอาร์เจนตินาต้องเป็นเจ้าภาพแต่ภาวะโควิดในประเทศทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นบราซิล)

 

การดวลกันของเมสซีและเนย์มาร์ สองราชาไร้มงกุฎจบลงด้วยชัยชนะของเมสซี ซึ่งทิ้งตัวลงไปคุกเข่ากับพื้นด้วยน้ำตานองหน้า

 

แชมป์รายการนี้เป็นการปลดเปลื้องตัวเขาจากความรู้สึกผิดที่ติดตัวมาทั้งชีวิต

 

เมสซีให้อภัยตัวเองแล้ว และชาวอาร์เจนไตน์ที่ให้อภัยเขานานแล้วก็ตอบรับแชมป์นี้ด้วยความรัก โดยที่ไม่พยายามคาดหวังหรือคาดคั้นอะไรอีก

 

แต่ถึงอย่างนั้นการแพ้ซาอุดีอาระเบียเป็นการจี้ไปที่แผลเป็นซึ่งไม่เคยหายดี เมสซีพอจะรู้ว่าคนในบ้านเกิดจะรู้สึกอย่างไรและจะมีอะไรที่เกิดขึ้นตามมาบ้าง ถึงอย่างนั้นจิตใจของเขายังคงความสงบ เขารู้จักนักเตะในทีมนี้ดี เขารู้จักกับสกาโลนีเป็นอย่างดี และเพราะอดีตแบ็กขวาชุดปี 2006 คนนี้เองที่เป็นคนขอให้เขากลับมาอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2022

 

การเต้นแทงโก้เป็นครั้งสุดท้ายของนายไงลีโอ

 

ถึงอย่างนั้นเมสซีรู้ว่าอาร์เจนตินาจะพลาดไม่ได้อีกแล้ว การแพ้หรือต่อให้เสมอก็อาจหมายถึงการตกรอบแรกได้ทันที ไม่ว่าจะอย่างไรเขายอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้

 

ในเกมต่อมากับเม็กซิโก เกมนี้คือจุดพลิกผันที่สำคัญที่สุด ขุนพลนักเตะจังโก้สู้ยิบตากับทีมฟ้าขาว เกมรับที่เหนียวแน่นของพวกเขา โดยเฉพาะไอคอนของฟุตบอลโลกอย่างกิลเยร์โม โอชัว ทำให้ความกดดันทับและถมจนเริ่มอึดอัดมองไม่เห็นความหวัง

 

เวลานั้นเองที่มีบางอย่างเกิดขึ้นกับเมสซี

 

ในวัย 34 ปี ไม่มีใครคาดหวังความเร็วและการกระชากบอลที่ครั้งหนึ่งไม่มีใครเคยหยุดได้ แต่สิ่งที่เมสซียังเหลืออยู่คือเท้าซ้ายที่มหัศจรรย์ และเท้าซ้ายนั้นถูกขัดเกลามาอย่างดีไม่ต่างอะไรจากยอดมือกระบี่ ไม่จำเป็นต้องออกท่วงท่ามากมาย ไม่จำเป็นต้องร่ายรำ แต่ขอแค่ครั้งเดียวที่จะปลิดชีพคู่แข่ง

 

ในนาทีที่ 64 ของการแข่งขันเมสซีได้บอลผ่านมาให้จากดิ มาเรีย คู่ขวัญของชีวิตที่ระยะราว 25 หลา เขาจับบอลได้นุ่มนวลก่อนที่จะตะบันด้วยซ้ายเต็มเหนี่ยวในจังหวะที่ไม่มีใครทันได้คิด ลูกบอลนั้นพุ่งไปข้างหน้าแม้ว่าจะเหมือนไม่แรงแต่มันแรงและแม่นยำพอที่จะเสียบเสาเข้าประตูไป

 

ประตูนี้เป็นประตูขึ้นนำ 1-0 ของอาร์เจนตินาที่ทลายกำแพงบางอย่างในใจของพวกเขา และเป็นการจุดประกายบางอย่างของเมสซีเป็นการส่วนตัว

 

ก่อนที่เราจะได้เห็นเมสซี ในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดที่มีมาในฟุตบอลโลกที่แม้จะไม่ได้รวดเร็วปราดเปรียวเท่าเก่า แต่ความเร็วของสมองทำให้เขาล้ำหน้าคู่แข่งเสมอ และเท้าซ้ายของเขาคือความมหัศจรรย์อย่างแท้จริงที่แสดงให้ทุกคนได้เห็นเต็มตา

 

ลูกทำชิ่งก่อนยิงประตูในเกมกับออสเตรเลีย การผ่านบอลด้วยทิศทางองศาที่ไม่มีใครอยากเชื่อว่าในเกมกับเนเธอร์แลนด์ให้กอนซาโล มอนทีลทำประตู จังหวะการโยกหลบยอสโก กวาร์ดิโอล กองหลังดาวรุ่งที่ทำผลงานดีที่สุดคนหนึ่งในฟุตบอลโลกครั้งนั้น

 

เมสซีอยู่ในห้วงอารมณ์ของเขา อารมณ์ของคนที่ไม่มีใครหยุดอยู่

 

แต่ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดจากฟุตบอลโลก 4 ครั้งก่อนหน้าคือการที่เขาไม่ได้สู้เพียงลำพัง เพราะเวลานี้เมสซีมีทีมที่พร้อมจะสู้เพื่อเขา เคียงข้างเขา และจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเขาอีกแล้ว

 

ลิโอเนล เมสซี ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมชูถ้วยฟุตบอลโลก 6

 

อาร์เจนตินาได้ล้างตากับฝรั่งเศสอีกครั้ง แต่คราวนี้เปลี่ยนเป็นนัดชิงชนะเลิศแทน ซึ่งโดยสภาพแล้วเลส์ เบลอส์ แชมป์เก่าเมื่อ 4 ปีก่อนแข็งแกร่งกว่ามากบนหน้ากระดาษ แต่อาร์เจนตินาฉวยจังหวะทำประตูขึ้นนำไปก่อนถึง 2 ลูก

 

เมสซียิงลูกจุดโทษเข้าไปก่อนตั้งแต่นาทีที่ 23 ก่อนที่ดิ มาเรีย ผู้มีปมจากการพลาดนัดชิงในปี 2014 ซึ่งสำหรับบางคนการหายไปของเขาในวันนั้น (เพราะการบาดเจ็บและการเตรียมย้ายออกจากเรอัล มาดริด) อาจหมายถึงการที่เมสซีไม่มี ‘Angel’ เทวดาคุ้มครอง แต่นัดชิงครั้งนี้ปีกที่ดีที่สุดคนหนึ่งตลอดกาลของอาร์เจนตินาก็เป็นอีกคนที่ปลดล็อกตัวเองได้สำเร็จโดยทำประตูหนีห่าง 2-0 ได้

 

มันเหมือนอาร์เจนตินาจะสมหวังสักที แต่คีลิยัน เอ็มบัปเป เพื่อนร่วมทีมปารีส แซงต์-แชร์แมงของเมสซีไม่ยอมง่ายๆ และเขาใช้เวลาแค่ 2 นาทีในการตามตีเสมอในช่วงท้ายของเกม โดยยิงจุดโทษตีเสมอในนาทีที่ 80 และโชว์ความพระกาฬด้วยการยิงวอลเล่ย์สุดสวยเข้าไปในนาทีที่ 81

 

ความรู้สึกเหมือนฝันร้ายกำลังจะตามกลับมาหลอกหลอน

 

แต่สิ่งที่อาร์เจนตินามีคือพวกเขามีเมสซีและมีทีมที่พร้อมจะเล่นเพื่อเมสซี อัลบิเชเลสเตประคองตัวจนจบปกติได้สำเร็จซึ่งสำคัญอย่างมากเพราะโอกาสเพลี่ยงพล้ำสูง ก่อนที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงของการต่อเวลาและลีโอก็มาทำประตูขึ้นนำได้อีกครั้งจากจังหวะการทำเกมบุกที่หาได้ยากยิ่ง โดยเป็นประตูจากการพยายามเซ็ตเกมกันขึ้นไป และจบที่การตามซ้ำของเมสซีหน้าปากประตู

 

มันไม่ใช่ประตูที่สวยงามแต่มันควรจะเป็นประตูที่พาเขาเป็นแชมป์โลกได้

 

แต่! ในช่วงสุดท้ายดูเหมือนเอ็มบัปเปจะจองเวรเขาเป็นพิเศษ อาร์เจนตินาเสียลูกจุดโทษก่อนหมดเวลาแค่ 2 นาที และเอ็มบัปเปเหี้ยมหาญพอที่จะยิงเข้าไปทำให้สกอร์กลับมาเสมอกันที่ 3-3 โดยที่เขากลายเป็นผู้เล่นคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่ยิงแฮตทริกได้ในนัดชิงชนะเลิศ

 

ไม่มีอะไรที่เมสซีทำได้อีกแล้วในเวลาที่เหลือนั้น และฝรั่งเศสก็เกือบจะพลิกชนะได้ด้วยเมื่อร็องดอลล์ โคโล-มัวนี กองหน้าร่างยักษ์ที่ลงมาสร้างปัญหาให้แนวรับอาร์เจนตินาได้โอกาสหลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับเอมิเลียโน มาร์ติเนซ

 

ลูกนี้ถ้าหากยิงเข้าไปประวัติศาสตร์จะพลิกไปอีกด้านทันที

 

แต่มาร์ติเนซออกมาป้องกันประตูได้ รักษาความหวังให้เมสซี ทีม และชาวอาร์เจนตินาได้ไปต่อในการดวลจุดโทษ

 

สิ่งสุดท้ายที่เมสซีทำได้ในวันนั้นคือการรับหน้าที่เป็นคนยิงจุดโทษคนแรกให้กับทีมหลังเอ็มบัปเปที่ขอยิงเป็นคนแรกให้ฝรั่งเศสนำไปก่อน และเขายังทำหน้าที่ได้ไม่ผิดพลาดเหมือนเดิม สกอร์ในการดวลจุดโทษกลับมาเสมอกัน 1-1

 

ส่วนที่เหลืออยู่ในมือของทุกคนแล้ว

 

และทุกคนก็ทำได้ มาร์ติเนซใช้เกมจิตวิทยาใส่คิงส์ลีย์ โกม็อง เหมือนที่เคยป่วนประสาทนักเตะ เนเธอร์แลนด์ ในการดวลจุดโทษรอบ 8 ทีมสุดท้ายจนประสาทเสีย ก็ทำได้สำเร็จอีกครั้ง เขาเซฟจุดโทษของโกม็องได้ ก่อนที่ เปาโล ดีบาลา จะยิงไม่พลาดให้ทีมได้เปรียบ 2-1 ตามด้วยการยิงออกของโอเลเรียง ชูอาเมนี ซึ่งเลอันโดร ปาเรเดส กองกลางที่เริ่มทัวร์นาเมนต์ในฐานะตัวจริงแต่เสียตำแหน่งในเวลาต่อมาแต่ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมในช่วงต่อเวลาพิเศษจะไม่ปล่อยโอกาสทองยิงเข้าไปให้อาร์เจนตินาหนีเป็น 3-1

 

โคโล-มัวนี อาจจะยิงไล่ตามมาเป็น 3-2 แต่มอนทีล แบ็กขวาผู้ยิงประตูในเกมกับเนเธอร์แลนด์แต่ทำพลาดเสียจุดโทษในนัดชิงชนะเลิศ จะแก้ตัวได้สำเร็จด้วยการยิงเบียดเสาเข้าไปให้อาร์เจนตินาชนะในการดวลจุดโทษ 4-2 โดยไม่จำเป็นต้องยิงกันถึงคนที่ 5

 

เมสซีทำทุกอย่างเพื่ออาร์เจนตินา

 

ถึงวันที่อาร์เจนตินาได้ทำเพื่อเมสซีบ้างแล้ว

 

ลิโอเนล เมสซี ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมชูถ้วยฟุตบอลโลก 7

 

ในขณะที่นักเตะฟ้าขาวหลายคนออกวิ่งเพื่อไปฉลองกับมอนทีล เมสซีทิ้งตัวลงคุกเข่ากับพื้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้ร้องไห้เหมือนคนที่ถูกปลดปล่อยแล้ว เพราะเขาถูกปลดปล่อยมาก่อนหน้านั้น แต่บนใบหน้านั้นคือรอยยิ้มของคนที่มีความสุขที่สุดในโลก ก่อนที่เพื่อนจะโผเข้ามาสวมกอดกันด้วยความดีใจ

 

สำหรับแฟนฟุตบอลมากมายทั่วโลก นี่คือ ‘ฉากจบ’ ที่สวยงามสำหรับหนึ่งในเรื่องราวที่ดีที่สุดเท่าที่โลกของฟุตบอลเคยมีมา

 

สำหรับแฟนบอลอีกหลายคน พวกเขาเชื่อว่าคำถามว่าใครคือผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลได้รับคำตอบแล้ว (แม้ว่าจะมีอีกส่วนที่ยังสนุกกับการโต้วาทีกัน)

 

แต่สำหรับเมสซี ชีวิตของเขาสมบูรณ์แล้ว และนั่นคือที่มาของรอยยิ้มนั้น

 

รอยยิ้มของ ‘ราชาลูกหนัง’

 

The post รอยยิ้มของ ‘ราชาลูกหนัง’ ลิโอเนล เมสซี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
23 สุดยอดเหตุการณ์กีฬาประจำปี 2023 https://thestandard.co/23-best-sports-moments-of-2023/ Wed, 20 Dec 2023 14:17:01 +0000 https://thestandard.co/?p=879208

ปี 2023 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป นับเป็นปีที่มีเหตุการณ์โดดเ […]

The post 23 สุดยอดเหตุการณ์กีฬาประจำปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2023 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป นับเป็นปีที่มีเหตุการณ์โดดเด่นเกี่ยวกับวงการกีฬาเกิดขึ้นมากมาย 

 

ในบรรดาเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ มีทั้งเหตุการณ์ที่เป็นประวัติศาสตร์ด้านความสำเร็จ ความล้มเหลว ความสุข และความทุกข์ ปะปนกันไป เหมือนชีวิตของเราที่ต้องเจอเรื่องราวเหล่านั้นมากมายในแต่ละปี

 

และเพื่อเป็นการบอกลาต่อปีเก่าและเดินหน้าเข้าสู่ปีใหม่ THE STANDARD จะพาไปทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ในวงการกีฬาของปี 2023 ที่กำลังจะผ่านไปว่ามีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้นกับโลกกีฬาบ้าง

 

 

การคว้า 3 แชมป์ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลายเป็นทีมที่ 2 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษที่คว้าเทรเบิลแชมป์ ซึ่งก็คือการได้แชมป์ 3 รายการในฤดูกาลเดียวเมื่อฤดูกาล 2022/23 ที่ผ่านมาได้สำเร็จ โดยนอกจากจะเป็นสโมสรที่ 2 ในอังกฤษแล้ว พวกเขายังเป็นสโมสรที่ 8 ในยุโรปที่ทำสถิตินี้ได้ด้วย  

 

แมนฯ ซิตี้ เบียดแซงอาร์เซนอลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยคะแนนรวม 89 คะแนน ขณะที่ในเอฟเอคัพก็เอาชนะแมนฯ ยูไนเต็ด ไปได้ 2-1 และคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกด้วยการเอาชนะอินเตอร์ มิลาน 1-0

 

โดยนักเตะที่โชว์ฟอร์มโดดเด่นในฤดูกาลที่ผ่านมานั้นเห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์ ที่ยิงรวมทุกรายการไปถึง 52 ประตู 

 

 

บัลลงดอร์ของ ลิโอเนล เมสซี

 

การประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 2023 จบลงไปด้วยการที่ ลิโอเนล เมสซี คว้ารางวัลนี้เป็นสมัยที่ 8 ตามความคาดหมาย หลังพาทีมชาติอาร์เจนตินาคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จในฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ โดยผลงานดังกล่าวถูกคิดรวมกับฤดูกาลที่ผ่านมา จนมาเป็นผลลัพธ์ของบัลลงดอร์ในคราวนี้

 

ว่ากันว่านี่จะเป็นรางวัลบัลลงดอร์ครั้งสุดท้ายของเมสซีแล้ว เพราะด้วยวัยที่มากขึ้น ประกอบกับการที่เขาตัดสินใจย้ายไปเล่นยังลีกระดับรองแบบเมเจอร์ลีกซอกเกอร์ หรือ MLS ด้วยแล้ว ทำให้ยากที่จะกลับมาคว้ารางวัลนี้ได้อีกครั้ง

 

อย่างไรก็ตาม ในการรับรางวัลคราวนี้เมสซีได้บอกเป็นนัยว่า รางวัลนี้จะถูกส่งต่อไปยังผู้ท้าชิงคู่ใหม่อย่าง เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์ และ คีเลียน เอ็มบัปเป ที่ได้รับการโหวตเป็นอันดับที่ 2 และ 3 ในปีนี้ด้วย

 

 

ปรากฏการณ์ตลาดนักเตะซาอุดีอาระเบีย

 

หนึ่งในข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้นในวงการฟุตบอลคือ การเปิดตัวสู่สายตาชาวโลกอย่างเป็นทางการของลีกซาอุดีอาระเบีย หรือซาอุดีโปรลีก ที่เข้ามาเขย่าโลกของฟุตบอลด้วยการดึงนักเตะยุโรปชื่อดังไปร่วมทีมหลายต่อหลายราย หลังจากประสบความสำเร็จในการดึงตัว คริสเตียโน โรนัลโด ไปร่วมทีมเมื่อช่วงปลายปีก่อน

 

นักเตะอย่าง คาริม เบนเซมา, เนย์มาร์, เอ็นโกโล กองเต, ริยาด มาห์เรซ, ยาสซีน บูนู และอีกมากมาย ตบเท้าเข้าไปโกยเงินในลีกดังแห่งตะวันออกกลางภายในตลาดซื้อ-ขายนักเตะแค่ครั้งเดียว และนั่นทำให้มีคนจับตาลีกฟุตบอลของซาอุดีอาระเบียมากมายอย่างรวดเร็ว

 

จนถึงปัจจุบันการแข่งขันในฤดูกาลนี้ของซาอุดีโปรลีกยังไม่จบลง แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าลีกดังแห่งตะวันออกกลางลีกนี้ กลายเป็นหนึ่งในลีกฟุตบอลที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเรียบร้อยแล้ว

 

 

โนวัค ยอโควิช กับการคว้าแชมป์ 24 แกรนด์สแลม

 

สำหรับแฟนเทนนิสคงทราบกันดีว่า ปีนี้เป็นปีที่ โนวัค ยอโควิช ประกาศศักดาในการทวงความยิ่งใหญ่ของเขา แม้จะมีช่วงเวลาสั้นๆ ที่ คาร์ลอส อัลการาซ ดาวรุ่งจากสเปน แซงขึ้นไปครองตำแหน่งนักเทนนิสหมายเลข 1 ของโลก แต่โดยภาพรวมแล้วนักหวดวัย 36 ปียังคงเป็นหมายเลข 1 ของวงการอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะยอโควิชคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้ถึง 3 จาก 4 รายการในฤดูกาลนี้ ไล่ตั้งแต่ออสเตรเลียนโอเพน, เฟรนช์โอเพน และยูเอสโอเพน ทำให้เขาได้แชมป์แกรนด์สแลมรวมแล้วถึง 24 สมัย มากที่สุดตลอดกาลเทียบเท่ากับนักเทนนิสหญิงระดับตำนานอย่าง มาร์กาเร็ต คอร์ต

 

เท่านั้นยังไม่พอ เขายังมาปิดท้ายฤดูกาลด้วยแชมป์ Year End อย่าง ATP Finals ทำให้เขาปิดฉากฤดูกาลด้วยตำแหน่งมือ 1 ของโลกอีกครั้ง หลังปีก่อนหล่นไปจบฤดูกาลด้วยอันดับ 5 ซึ่งเจ้าตัวเปิดเผยว่า ปีหน้าที่จะมาถึงซึ่งก็คือปี 2024 เขาตั้งเป้าที่จะคว้าโกลเดนสแลมให้ได้เลยทีเดียว

 

 

เควิน คิปตัม ทำลายสถิติโลกมาราธอนอย่างราบคาบ

 

ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวใหญ่ของวงการวิ่งระยะไกล เมื่อ เควิน คิปตัม นักวิ่งวัย 23 ปีจากเคนยา ทำลายสถิติโลกระยะมาธอน 42.195 กิโลเมตร หลังเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกในชิคาโกมาราธอน ด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 35 วินาที ทำลายสถิติเดิมของ เอเลียด คิปโชเก ที่เคยทำไว้ 2 ชั่วโมง 1 นาที 9 วินาที ลงอย่างราบคาบ

 

นั่นกลายเป็นพาดหัวข่าวใหญ่ทันที เพราะก่อนหน้านี้สถิติ 2 ชั่วโมง 1 นาที 9 วินาที ของ EK เชื่อกันว่าจะอยู่ไปอีกยาวนานร่วมทศวรรษ แต่กลับถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว แถมผู้ทำลายสถิตินี้ไม่ได้ทำลายมันที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการทำลายสถิติโลกอย่างเบอร์ลินมาราธอน แต่กลับทำได้ที่ชิคาโกมาราธอนแทน

 

การทำลายสถิติโลกของคิปตัมจึงเป็นการสร้างความหวังใหม่ที่จะได้เห็นมนุษย์สามารถทำลายกำแพง 2 ชั่วโมงในการวิ่งระยะ 42.195 กิโลเมตรในการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ได้มีหวังที่จะเห็นการทุบสถิตินี้เกิดขึ้นจริงอีกครั้ง

 

 

เดมาร์ แฮมลิน หมดสติระหว่างศึกคนชนคน

 

เรื่องราวสุดระทึกขวัญของ เดมาร์ แฮมลิน ตัวคุมปีกของบัฟฟาโล บิลล์ส กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่มีตอนจบงดงามมากที่สุดเรื่องหนึ่งในโลกกีฬาปีที่ผ่านมา เมื่อเจ้าตัวหมดสติและหยุดหายใจในเกมมันเดย์ไนต์สัปดาห์ที่ 17 ของ NFL ฤดูกาลก่อน เมื่อวันที่ 2 มกราคม

 

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตกใจให้กับทุกฝ่าย แต่ไม่กี่วันต่อมาก็มีการยืนยันว่าแฮมลินปลอดภัยและออกจากโรงพยาบาลได้ในที่สุด โดยเขาตั้งเป้าที่จะกลับมาลงสนามในศึก NFL อีกครั้งด้วย

 

ล่าสุดในฤดูกาลนี้แฮมลินก็กลับมาลงสนามให้บิลล์สได้แล้ว และกลับมาเล่นได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง โดยเรื่องราวของเขาเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก จนชื่อของ เดมาร์ แฮมลิน กลายเป็นนักกีฬาที่ถูกนำไปค้นหาบน Google มากที่สุดในปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว

 

 

ปีของโจ๊กเกอร์และเดนเวอร์ นักเก็ตส์ ในศึก NBA

 

โจ๊กเกอร์-นิโกลา โจคิช พาเดนเวอร์ นักเก็ตส์ คว้าแชมป์บาสเกตบอล NBA ได้สำเร็จ หลังเอาชนะไมอามี ฮีต ใน NBA Finals ไปได้ 4-1 เกม ซึ่งโจคิชก็สามารถคว้ารางวัล MVP ในรอบชิงชนะเลิศมาครองได้สำเร็จด้วย

 

แน่นอนว่าแม้โจคิชจะโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่หากขาดการสนับสนุนจากเพื่อนในทีม การคว้าแชมป์ NBA ก็คงเป็นไปได้ยาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องยอมรับว่าเดนเวอร์เล่นได้อย่างแข็งแกร่งในรอบเพลย์ออฟภายใต้การคุมทีมของโค้ช ไมค์ มาโลน ซึ่งทีมชุดนี้ก็มีโจคิชเป็นหัวใจสำคัญ

 

โดยนี่ยังเป็นการคว้าแชมป์ NBA ครั้งแรกของแฟรนเชส์ เดนเวอร์ นักเก็ตส์ อีกด้วย ทำให้ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา การบริหารงานของกลุ่ม Kroenke Sports & Entertainment ประสบความสำเร็จอย่างมาก หลังทีมในความดูแลทั้งแอลเอ แรมส์ ใน NFL, โคโลราโด อวาแลนซ์ ใน NHL และนักเก็ตส์ ได้แชมป์ไปแล้วทั้งหมด ขาดแค่เพียงอาร์เซนอลทีมเดียวเท่านั้นที่ยังเล่นในลีกระดับสูง แต่ทว่ายังไม่ได้แชมป์เสียที

 

 

สปริงบ็อกส์ ทีมแรกคว้าแชมป์รักบี้โลก 4 สมัย

 

รักบี้ชิงแชมป์โลกวนกลับมาจัดการแข่งขันอีกครั้ง หลังเมื่อ 4 ปีก่อนจัดการแข่งขันกันที่ญี่ปุ่น ซึ่งสปริงบ็อกซ์ ทีมรักบี้ทีมชาติแอฟริกาใต้ คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ  ทำให้ในปีนี้พวกเขาเข้าร่วมในฐานะแชมป์เก่าและกลับมาแข่งขันเพื่อป้องกันแชมป์โลก

 

โดยการแข่งขันที่ฝรั่งเศสกินเวลายาวนานกว่า 1 เดือน ก่อนที่สุดท้ายคู่ชิงชนะเลิศจะเป็นการพบกันของ 2 ทีมแชมป์ 3 สมัยอย่างสปริงบ็อกส์ แอฟริกาใต้ กับออล แบล็กส์ นิวซีแลนด์ 

 

ผลการแข่งขันจบลงด้วยชัยชนะของแอฟริกาใต้เหนือนิวซีแลนด์ด้วยสกอร์ 12 ต่อ 11 ทำให้พวกเขาเป็นชาติแรกที่ได้แชมป์โลก 4 สมัย และเป็นทีมที่ 2 ที่ป้องกันแชมป์โลกได้สำเร็จต่อจากนิวซีแลนด์ด้วย

 

 

แชมป์ที่สมบูรณ์แบบของ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน กับเรดบูลล์

 

F1 ฤดูกาล 2023 ที่จบลงแบบมีพระเอกคนเดียวโดยไร้พระรองของ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน นักขับชาวดัตช์ของทีมเรดบูลล์ เรซซิง ที่นำม้วนเดียวจบในการแข่งขันฤดูกาลนี้ พร้อมทำสถิติต่างๆ มากมาย เช่น การเก็บคะแนนได้มากที่สุด 575 คะแนนจากทั้งหมด 620 คะแนน, คว้าแชมป์ได้มากที่สุด 19 จาก 22 สนาม, ขึ้นโพเดียมมากที่สุด 21 จาก 22 สนาม เป็นต้น

 

สถิติทั้งหมดแม้จะยอดเยี่ยมแต่ก็ทำให้ศึก F1 ฤดูกาลที่ผ่านมาออกจะขาดความสนุกตื่นเต้นไปอย่างเห็นได้ชัด

 

แม้ใช่แค่สถิติของเวอร์สแตพเพนเท่านั้น แต่ทีมเรดบูลล์ เรซซิง เองก็นับว่าเอาชนะคู่แข่งทีมอื่นไปอย่างขาดลอยเช่นกัน หลังคว้าชัยได้ถึง 21 จาก 22 สนาม โดยเป็นการคว้าแชมป์ต่อเนื่องกันถึง 15 สนาม ซึ่งทั้งสองตัวเลขดังกล่าวเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลด้วย และยังเก็บคะแนนรวมไปถึง 860 คะแนน มากที่สุดตลอดกาลในฐานะทีมผู้ผลิตด้วย

 

 

MotoGP ลุ้นแชมป์ถึงสนามสุดท้าย แต่ได้แชมป์แบบจืดๆ

 

เป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกันที่ MotoGP ต้องลุ้นแชมป์ถึงสนามสุดท้าย และก็เป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกันที่ เป็กโก ฟรานเชสโก บัญญายา นักบิดชาวอิตาเลียนจากทีมดูคาติ คว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ

 

แม้ว่าในตอนต้นฤดูกาล เป็กโกดูเหมือนจะคว้าแชมป์แบบไม่ยากเย็น แต่ในครึ่งหลังของฤดูกาล ฮอร์เก มาร์ติน นักบิดสเปนจากทีมพรีมา พราแม็ก ก็ค่อยๆ ลดช่องว่างมาเรื่อยๆ จนเหลือแค่ 14 คะแนนก่อนการแข่งขันเมนเรซในสนามสุดท้ายที่บาเลนเซียกรังด์ปรีซ์

 

แต่สุดท้ายการขับเคี่ยวที่ใครหลายคนคาดหวังให้เกิดกลับไม่เกิด เมื่อมาร์ตินพลาดท่าไปเกี่ยวกับ มาร์ค มาร์เกวซ ล้มลงในช่วงต้นการแข่งขัน ส่งผลให้การตัดสินแชมป์โลกจบลงไปพร้อมๆ กับที่มาร์ตินต้องออกจากสนามไป และเป็น เป็กโก ฟรานเชสโก บัญญายา ที่ป้องกันแชมป์โลกได้สำเร็จ

 

ขณะที่ในศึก Moto2 ก้อง-สมเกียรติ จันทรา ก็ทำผลงานได้ดีกว่าปีก่อน หลังคว้าแชมป์ได้ 1 สนามในเจแปนิสกรังด์ปรีซ์ และสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการขึ้นโพเดียมในโฮมเรซที่ไทยแลนด์กรังด์ปรีซ์ ก่อนจะจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 6 เก็บคะแนนทั้งหมดไปได้ 173.5 คะแนน

 

 

ดราม่าวงการฟุตบอลหญิงของสเปน

 

นิยามของเหตุการณ์นี้สามารถสรุปสั้นๆ ได้ว่า ‘จูบสะท้านโลก’ หลัง หลุยส์ รูเบียเลส ประธานสหพันธ์ฟุตบอลสเปนในตอนนั้น ไปจูบ เจนนี เอร์โมโซ นักเตะของทีม ระหว่างการฉลองแชมป์โลกที่เพิ่งได้มาสดๆ ร้อนๆ หลังสเปนเอาชนะอังกฤษ 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศ

 

เรื่องราวดังกล่าวเป็นดราม่าต่อเนื่องหลายสัปดาห์ และมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องไล่มาตั้งแต่แฟนบอล นักเตะ ไปจนถึงคนใหญ่คนโตอย่างรัฐบาลสเปนและสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA ก็ออกมาเท็กแอ็กชันบางอย่าง

 

จนท้ายที่สุดเรื่องไปจบลงหลังจากที่รูเบียเลสตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง ส่วนเรื่องคดีความที่เกิดขึ้นก็ยังอยู่ในชั้นการตัดสินของศาล

 

 

โชเฮ โอตานิ กับสัญญามูลค่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ปิดท้ายกีฬาต่างประเทศกันกับเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นและกลายเป็นไวรัลในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เมื่อ โชเฮ โอตานิ นักเบสบอลชาวญี่ปุ่น ตกลงเซ็นสัญญากับแอลเอ ดอดเจอร์ส ด้วยมูลค่าระดับประวัติศาสตร์ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 25,000 ล้านบาท

 

ดีลดังกล่าวทำให้โชเฮกลายเป็นนักกีฬาที่มีค่าเหนื่อยมากที่สุดและถูกพูดถึงมากที่สุดไปพร้อมๆ กัน กระแสของเขาได้รับการตอบรับอย่างดี จนเสื้อของเขาถูกขายมากที่สุดตลอดกาลใน 48 ชั่วโมงแรกที่มีการวางขาย ทำลายสถิติเดิมของ ลิโอเนล เมสซี ในตอนที่ย้ายไปยังอินเตอร์ ไมอามี ลงได้สำเร็จด้วย

 

 

เทนนิส พาณิภัค กับปีทองก่อนโอลิมปิกเกมส์

 

เรื่องแรกของข่าวกีฬาไทย คงหนีไม่พ้นข่าวใหญ่ในการคว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ของ เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ ที่นอกจากจะต้องสู้กับคู่แข่งอย่างกั๊วจิงแล้ว เธอยังต้องสู้กับเกราะของตัวเองที่อยู่ดีๆ คะแนนก็ดีดไปทำให้เธอโดนนำ 0-23 แต่สุดท้ายเธอก็งัดวลีเด็ดอย่าง “ช่างแม่ง” มาใช้ปลุกใจตัวเอง ก่อนเอาชนะไปได้ 2-1 ยก สกอร์ 7-6, 1-2 และ 12-9 คว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ

 

โดยเหตุการณ์ดังกล่าว นอกจากจะเป็นการคว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ของเธอแล้ว ยังเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความสุขและความสะใจให้กับแฟนกีฬาชาวไทยเป็นอย่างมาก

 

นอกจากแชมป์เอเชียนเกมส์แล้ว เทนนิสยังคว้าแชมป์เทควันโดเวิลด์กรังด์ปรีซ์มาครองได้อีกรายการในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังเอาชนะ อาเดรียนา เซเรโซ คู่ปรับจากสเปน 2-0 ยก คว้าแชมป์เวิลด์กรังด์ปรีซ์ไฟนอลเป็นสมัยที่ 3 พร้อมกวาดแชมป์เวิลด์กรังด์ปรีซ์ไปแล้ว 12 รายการด้วย

 

 

วิว กุลวุฒิ คว้าแชมป์โลกแบดมินตันชายเดี่ยว

 

นับเป็นปีทองอย่างแท้จริงของ วิว-กุลวุฒิ วิทิตศานต์ เพราะในปีนี้เขาสามารถเอาชนะ วิคเตอร์ อักเซลเซน นักแบดมินตันมือ 1 ของโลกจากเดนมาร์ก ได้สำเร็จตั้งแต่ต้นปี ในศึกอินเดียโอเพน นับเป็นการปลดล็อกครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งในอาชีพของเขา 

 

แต่เท่านั้นยังไม่พอ เขายังสร้างประวัติศาสตร์ต่อเนื่องด้วยการคว้าแชมป์โลกมาครองได้สำเร็จ หลังเอาชนะ โคได นาราโอกะ นักแบดมินตันจากญี่ปุ่น ไปได้ 2-1 เกมแบบสนุก สกอร์ 19-21, 21-18 และ 21-7 ล้างตาจากปีก่อนที่เขาได้แค่รองแชมป์ไปได้อย่างหมดจด

 

โดยหลังจากนี้วิวตั้งเป้าไปที่รายการใหญ่อย่างออลอิงแลนด์และแบดมินตันโอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่กำลังจะมาถึงในปีหน้านั่นเอง

 

 

บิว ภูริพล พาทีม 4×100 เมตรชาย คว้าแชมป์เอเชีย 

 

แม้จะมีดราม่าในเอเชียนเกมส์ 2022 ที่หางโจว ประเทศจีน เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จากปัญหาอาการบาดเจ็บ จนพลาดเหรียญรางวัลที่น่าจะได้ไปหลายรายการ แต่อย่าลืมว่าปีนี้ เทพบิว-ภูริพล บุญสอน ก็สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับทัพกรีฑาไทยได้สำเร็จ

 

โดยบิวพร้อมด้วย ไฟเตอร์-ณฐวรรธ เอี่ยมอุดม, ต้า-สรอรรถ ดาบบัง และ เฉาก๊วย-ชยุตม์ คงประสิทธิ์ คว้าแชมป์เอเชียที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ณ สนามศุภชลาศัย ในการแข่งขันวิ่ง 4×100 เมตรชาย ได้สำเร็จ หลังทำเวลาได้ 38.55 วินาที 

 

นอกจากจะคว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จแล้ว ทีมวิ่งผลัด 4×100 ชุดนี้ยังทำลายสถิติประเทศไทยที่เคยทำไว้ 38.56 วินาทีลงได้สำเร็จด้วย 

 

 

วอลเลย์บอลสาวไทยคว้าแชมป์เอเชีย

 

อีกหนึ่งตัวตึงของวงการกีฬาไทยก็ต้องยกให้ทัพวอลเลย์บอลสาวไทย ที่ปีนี้พวกเธอทำงานหนักเหลือเกิน ทั้งการแข่งขันวอลเลย์บอลเนชันลีก หรือ VNL 2023, ศึกชิงแชมป์เอเชีย AVC 2023, คัดเลือกโอลิมปิกเกมส์ และศึกเอเชียนเกมส์ 2022 ที่หางโจว ประเทศจีน

 

แต่ถึงจะทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง แต่ทัพวอลเลย์บอลสาวไทยก็คว้าแชมป์เอเชียไปครองเป็นสมัยที่ 3 ถัดจากปี 2009 และ 2013 ได้สำเร็จ หลังเอาชนะจีนในรอบชิงชนะเลิศ AVC 2023 ไปอย่างสนุก 3-2 เซ็ต 25-21, 25-27, 25-19, 20-25 และ 16-14 ในการแข่งขันที่จังหวัดนครราชสีมา

 

นอกจากนี้พวกเธอยังสามารถคว้าเหรียญทองแดงจากเอเชียนเกมส์มาครองได้สำเร็จ หลังย้ำแคนเวียดนามในรอบชิงอันดับที่ 3 ไป 3 เซ็ตรวด 25-19, 25-23 และ 25-20 อีกด้วย

 

 

ไทยคว้า 2 เหรียญทองเทคบอลชิงแชมป์โลก 2023

 

อีกหนึ่งกีฬาใหญ่ที่จัดการแข่งขันกันที่ประเทศไทยคือเทคบอลชิงแชมป์โลก 2023 ซึ่งเพิ่งแข่งขันจบลงไปในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยทัพเทคบอลไทยก็โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมในรายการดังกล่าว ด้วยการได้ 2 แชมป์โลกจากประเภทหญิงคู่และคู่ผสม, 1 รองแชมป์โลกจากประเภทหญิงเดี่ยว และอันดับ 3 อีก 1 ประเภทในประเภทชายคู่

 

โดยในประเภทหญิงคู่ จุฑาทิพย์ กันทะธง และ สุภาวดี วงศ์คำจันทร์ เอาชนะคู่จากฮังการีในรอบชิงชนะเลิศได้ 2 เซ็ตรวด 12-8 และ 12-6 ขณะที่ในประเภทคู่ผสมไทยอย่าง สุภาวดี วงศ์คำจันทร์ และ พักตร์พงษ์ เดชเจริญ ก็เอาชนะบราซิลไปได้ 2 เซ็ตรวด สกอร์ 12-4 และ 12-9 คว้าแชมป์โลกไปครองได้อีก 1 ประเภท

 

โดยนี่นับเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของทัพเทคบอลไทย หลังเพิ่งเข้าร่วมศึกชิงแชมป์โลกเป็นครั้งที่ 2 เท่านั้น 

 

 

แฟลกฟุตบอลไทยคว้าแชมป์ทวีปเอเชีย-โอเชียเนีย

 

ขณะที่แฟลกฟุตบอลก็สร้างความสำเร็จระดับทวีปเช่นเดียวกัน หลังเอาชนะนิวซีแลนด์ 31-25 คว้าแชมป์ทวีปเอเชีย-โอเชียเนียได้สำเร็จ พร้อมคว้าโควตาไปแข่งขันในศึกชิงแชมป์โลกปีหน้าด้วย

 

การแข่งขันแมตช์นี้ค่อนข้างสูสี โดยไทยตามหลังก่อนในครึ่งแรก 6-13 ก่อนที่จะมาตีเสมอได้เป็น 13-13 ในครึ่งหลัง โดยหลังจากนั้นเสมอกันอีก 2 ครั้งที่ 19-19 และ 25-25 แต่ในช่วงท้ายเกมไทยมาเอาชนะได้ในไดรฟ์สุดท้ายจากการปาทัชดาวน์ของ พิทยา สราญเลิศ ไปให้ วุฒิกร หาญวงศ์ไพบูลย์ แซงเอาชนะไปได้ 31-25 ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก

 

นั่นทำให้ทีมแฟลกฟุตบอลชายไทยคว้าโควตาไปแข่งขันในศึกชิงแชมป์โลกได้อีก 1 สมัย โดยก่อนหน้านี้ไทยเคยทำได้ดีที่สุดคือการจบอันดับที่ 3 ในปี 2006 มาแล้ว

 

 

EA Sports FC Online อีสปอร์ตไทยได้เหรียญทองและเหรียญเงินในเอเชียนเกมส์

 

อีกหนึ่งความน่าประทับใจที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาก็ต้องยกให้การแข่งขันอีสปอร์ตในเอเชียนเกมส์ ในกีฬา EA Sports FC Online ที่มี Dream Final จากประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อ ธีเดช ทรงสายสกุล หรือ TDKeane พบกับ พัฒนศักดิ์ วรนันท์ หรือ JUBJUB นั่นหมายความว่าทั้งเหรียญทองและเหรียญเงินในการแข่งขันจะตกเป็นของไทยอย่างแน่นอน

 

โดยผลการแข่งในรอบชิงฯ เกมแรกปรากฏว่า ธีเดชเอาชนะพัฒนศักดิ์ไปได้ 2-0 เกม พร้อมคว้าเหรียญทองไปครอง ส่วนพัฒนศักดิ์ได้รับเหรียญเงินจากการแข่งขันในครั้งนี้เช่นกัน

 

โดยนี่เป็นหนึ่งในโมเมนต์น่าประทับใจที่ได้เห็นธงชาติไทยถึงสองผืนถูกเชิญขึ้นเสาในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ และในภายหลังธีเดชก็ยังได้รับรางวัลรองนักกีฬาสมัครเล่นชายดีเด่นประจำปีนี้อีกด้วย

 

 

ดราม่าหัวคิวตะกร้อไทย

 

จากเรื่องน่าประทับใจ ย้ายมาดูโมเมนต์สำคัญที่น่าปวดหัวกันบ้าง เริ่มกันที่ข่าวฉาวเกี่ยวกับการหักหัวคิวตะกร้อไทยที่ พ.ต.ท. สืบศักดิ์ ผันสืบ อดีตนักกีฬาเซปักตะกร้อทีมชาติไทย ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนถึงการทำหน้าที่ของผู้จัดการทีมและผู้ฝึกสอนทีมตะกร้อทีมชาติไทยว่า มีการหักเงินนักกีฬาที่ไม่เป็นธรรม โดยได้ยื่นเรื่องต่อสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทยไปเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

 

ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวยังไม่กระจ่าง ซึ่งทางสมาคมกีฬาตะกร้อฯ ได้มีการตั้งทีมสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้ว โดยคาดว่าน่าจะรู้ผลในช่วงต้นปีหน้า ขณะที่อีกทางหนึ่ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ก็มีการเรียกนักกีฬาจำนวนหนึ่งเข้าไปให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมาแล้วเช่นกัน

 

 

วิกฤตศรัทธาบอลไทยกับโค้ชใหม่อย่าง มาซาทาดะ อิชิอิ

 

อีกเรื่องน่าปวดหัวก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของฟุตบอลชายทีมชาติไทยที่มีดราม่ามากมาย ไล่ตั้งแต่การได้อุ่นเครื่องกับทีมระดับยุโรปอย่างจอร์เจียและเอสโตเนีย แต่เรียกทีมชุดเล็กไปเล่น ก่อนโดนถล่มยับ 8-0 ลุกลามต่อเนื่องมาถึงความพ่ายแพ้คาบ้านต่อจีน 1-2 ในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย

 

ปัญหาทั้งหมดนำมาสู่การแยกทางกับ มาโน โพลกิง หัวหน้าโค้ชทีมชาติไทยคนเก่า และดึงตัว มาซาทาดะ อิชิอิ หัวหน้าโค้ชชาวญี่ปุ่น เข้ามาทำทีมแทน โดยเป็นการเซ็นสัญญาระยะสั้น 

 

ซึ่งอิชิอิจะได้โชว์ฝีมือเกมแรกในเกมวันปีใหม่ที่ทัพช้างศึกจะอุ่นเครื่องกับทีมชาติญี่ปุ่น ซึ่งเกมนัดดังกล่าวนับได้ว่าฟุตบอลทีมชาติไทยเข้าสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริง

 

 

ปัญหาลิขสิทธิ์ไทยลีก ถ่ายกันเอง ดูกันเอง

 

เรื่องต่อไปก็ยังวนอยู่กับวงการฟุตบอลไทย แต่ย้ายฝั่งไปที่สโมสรกันบ้าง เมื่อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีก 1 ฤดูกาล 2023/24 ขายไม่ได้ และนำไปสู่บทสรุปที่สโมสรทั้ง 16 ทีมจะเป็นผู้นำสัญญาณไปถ่ายทอดในช่องทางสโมสร หรือนำไปเผยแพร่เพื่อสร้างรายได้ในการสนับสนุนสโมสร

 

ค่าลิขสิทธิ์ไทยลีกเคยพุ่งสูงไปถึงกว่าฤดูกาลละ 1 พันล้านบาท แต่ด้วยปัญหาในการบริหารจัดการ บวกกับการระบาดของโรคโควิดเมื่อช่วงต้นปี 2563 ทำให้ไทยลีกเริ่มเสื่อมความนิยมลง

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเสื่อมความนิยมลงแค่ไหน ตัวเลขค่าลิขสิทธิ์ก็ไม่ควรจะได้แค่ 50 ล้านบาทต่อฤดูกาล ซึ่งนี่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่รอการแก้ไขจากสมาคมฟุตบอลชุดใหญ่ที่จะเข้ามาดูแลฟุตบอลไทยในปีหน้า

 

 

เกมสเปอร์ส-เลสเตอร์ยกเลิก เพราะราชมังคลากีฬาสถานระบายน้ำไม่ทัน

 

ปิดท้ายเรื่องที่ 23 ของโมเมนต์กีฬาปี 2023 ด้วยเรื่องที่ไม่ซีเรียสแต่ก็ขำไม่ออก อย่างการที่ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ กับเลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งมีคิวเดินทางมาอุ่นเครื่องที่ไทย แต่ไม่ได้เตะเพราะฝนตกหนักจนสนามราชมังคลากีฬาสถานระบายน้ำไม่ทัน

 

เรื่องดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในเรื่องงามหน้าแห่งปี ที่หลังจากนั้นเมื่อสเปอร์สเดินทางไปอุ่นเครื่องที่สิงคโปร์ พวกเขาก็โพสต์รูปสนามลงให้แฟนบอลชาวไทยเจ็บใจกันเล่นๆ ที่ไม่ได้ดูทีมระดับพรีเมียร์ลีกลงเล่นไม่พอ ยังต้องช้ำใจเพราะสนามดูเหมือนจะมาตรฐานสู้เพื่อนบ้านไม่ได้อีก

 

นั่นจึงเป็นการย้ำเตือนอีกครั้งเกี่ยวกับการบริหารจัดการสนามที่เป็นปัญหามาอย่างเนิ่นนานสำหรับวงการฟุตบอลไปพร้อมๆ กัน

The post 23 สุดยอดเหตุการณ์กีฬาประจำปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครบรอบ 1 ปี ความมหัศจรรย์ของเมสซี ในรอบชิงฯ ฟุตบอลโลก 2022 https://thestandard.co/1-year-messi-world-cup-2022/ Mon, 18 Dec 2023 10:21:43 +0000 https://thestandard.co/?p=878167

เป็นเวลา 1 ปีแล้วที่ ลิโอเนล เมสซี นำทัพอาร์เจนตินาเอาช […]

The post ครบรอบ 1 ปี ความมหัศจรรย์ของเมสซี ในรอบชิงฯ ฟุตบอลโลก 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เป็นเวลา 1 ปีแล้วที่ ลิโอเนล เมสซี นำทัพอาร์เจนตินาเอาชนะฝรั่งเศส ในการดวลลูกโทษที่จุดโทษ 4-2 หลังเสมอกันในเกมรอบชิงชนะเลิศแบบสุดมัน 3-3 และคว้าแชมป์ที่เขารอคอยที่สุดในอาชีพนักเตะมาครองได้ในที่สุด

 

แล้วคุณมีความทรงจำอะไรกับฟุตบอลโลกเมื่อ 1 ปีที่แล้วอีกบ้าง?

 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

The post ครบรอบ 1 ปี ความมหัศจรรย์ของเมสซี ในรอบชิงฯ ฟุตบอลโลก 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โชกยูซอง’ หนึ่งปีที่ผ่านมา หลังการแจ้งเกิดในฟุตบอลโลก 2022 https://thestandard.co/cho-gue-sung-after-world-cup-2022/ Thu, 14 Dec 2023 08:13:34 +0000 https://thestandard.co/?p=876715 Cho Gue-sung

ในเกาหลีใต้มีนักเตะไม่กี่คนที่ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงอย่างรว […]

The post ‘โชกยูซอง’ หนึ่งปีที่ผ่านมา หลังการแจ้งเกิดในฟุตบอลโลก 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cho Gue-sung

ในเกาหลีใต้มีนักเตะไม่กี่คนที่ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากค่ายทหารไปสู่หน้าปกนิตยสาร Vogue Korea ได้ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน

 

แต่นั่นแหละคือชีวิตที่ผ่านมาของ โชกยูซอง ดาวยิงหน้าหยกที่กลายเป็นดาวดังในหมู่แฟนฟุตบอลทั่วโลก (โดยเฉพาะสาวๆ) หลังแจ้งเกิดได้ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022

 

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา โชกยูซองต้องเจอกับเรื่องราวมากมาย กับการค้นพบความหมายของชีวิตในแบบที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิงในฐานะซูเปอร์สตาร์อีกคนของประเทศในระดับน้องๆ ของซนฮึงมินเลยทีเดียว

 

 

ชื่อของโชกยูซองไม่ได้เป็นชื่อที่คุ้นหูของแฟนฟุตบอลทั่วโลกมากเท่าไรนัก เพราะเขาไม่ได้เป็นนักเตะที่ได้โอกาสในการย้ายไปค้าแข้งในลีกสโมสรยุโรปเหมือนกับซูเปอร์สตาร์คนอื่นๆ อย่างเช่น ซนฮึงมินหรือฮวังฮีชานที่โด่งดังในพรีเมียร์ลีก ลีกฟุตบอลที่ได้รับความนิยมสูงสุดของโลก

 

แต่ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ชื่อของโชกยูซองกลายเป็นชื่อที่แฟนบอลทั่วโลกให้ความสนใจอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

 

ไม่เพียงแต่จะมีบทบาทในฐานะกองหน้าตัวสำรองทีเด็ดของทีมชาติเกาหลีใต้ แต่เขายังกลายเป็นขวัญใจของแฟนบอลอย่างง่ายดาย ด้วยรูปร่างหน้าตาที่หล่อในระดับเป็นดาราได้สบายๆ

 

“หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายตั้งแต่ปีที่แล้ว” โช ซึ่งปัจจุบันอายุ 25 ปี ให้สัมภาษณ์กับ The Athletic “แต่ผมก็สนุกไปกับมันนะ”

 

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดสำหรับตัวเขาย่อมเป็นเรื่องของชื่อเสียงที่เกิดขึ้นเหมือนดอกไม้ไฟที่ถูกจุดขึ้นกลางอากาศ ที่แม้ประกายของมันจะหายไปจากสายตา แต่ความทรงจำที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ในจิตใจของผู้คน

 

ถึงแม้ว่าเกมที่ดีที่สุดของโชในฟุตบอลโลก 2022 จะเป็นการลงสนามแล้วทำ 2 ประตูให้ทีมชาติเกาหลีใต้ในเกมที่แพ้กานา 3-2 แต่เขากลายเป็นนักเตะที่กลายเป็น ‘ไวรัล’ ตั้งแต่ในเกมนัดแรกที่ทัพนักเตะแทฮันมินกุกลงสนามพบกับทีมชาติอุรุกวัยแล้ว

 

ในเกมนั้นโชได้ลงเล่นแค่ 16 นาทีก็จริง แต่เขากลายเป็นจุดสนใจตั้งแต่ในช่วงที่ยังไม่ได้ลงสนามด้วยซ้ำ เมื่อกล้องโทรทัศน์จับภาพของเขาที่นั่งอยู่ข้างสนามบ้าง กำลังวอร์มอัพอยู่บ้าง จนทำให้แฟนๆ ที่ติดตามชมเกมดังกล่าวอยู่ต่างพากันอยากรู้ว่าพ่อหนุ่มคนนี้คือใคร

 

 

ช่วงเวลานั้นบนโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มอย่าง TikTok เต็มไปด้วยคลิปวิดีโอของโชกยูซองในอิริยาบถต่างๆ เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเดินเข้าสนาม นั่งเฉยๆ หรือจะทำอะไรก็ตาม มันช่างดูดีไปเสียหมด เขากลายเป็นพ่อหนุ่มในฝันสำหรับกองเชียร์ไปเป็นที่เรียบร้อย

 

และนั่นทำให้จำนวนยอดผู้ติดตามของโชเพิ่มจาก 20,000 คน เป็น 1.6 ล้านแอ็กเคานต์บน Instagram ในช่วงฟุตบอลโลก และปัจจุบันยอดผู้ติดตามไปไกลถึง 2.7 ล้านแอ็กเคานต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งแน่นอนไม่ว่าโชจะทำอะไรก็ตาม แฟนๆ ของเขาต่างรอที่จะกด Like ให้ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วย Love

 

มีข่าวว่า ในช่วงฟุตบอลโลกโชถึงกับต้องปิดโทรศัพท์มือถือของเขา เพราะไม่อย่างนั้นจะโดนบอมบ์ด้วย Notification มากมายจากแฟนบอลที่เข้ามาปฏิสัมพันธ์ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ตัวของเขาไม่คุ้นชินเอาเสียเลย แต่ดาวยิงหน้าหยกปฏิเสธข่าวดังกล่าว

 

เพราะเขาปิดการแจ้งเตือนทุกอย่างตั้งแต่เข้าแคมป์เก็บตัวฟุตบอลโลกแล้ว เพื่อให้มีสมาธิพร้อมที่สุดสำหรับการลงแข่งขันในรายการที่สำคัญที่สุดในโลก

 

“ผมปิดการแจ้งเตือนไปแล้ว (ก่อนฟุตบอลโลก) เพื่อให้มีสมาธิกับทัวร์นาเมนต์” โชยืนยัน

 

ชื่อเสียงและการกลายเป็นจุดสนใจในเรื่องนอกสนามอาจเป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจสำหรับนักฟุตบอลสมัยนี้ไม่น้อย แต่โชกยูซองยืนยันว่าเขาไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ความกดดันเดียวที่เขามีคือแรงกดดันจากภายในใจของเขาเองที่อยากจะทำผลงานให้ดีที่สุด

 

“ในช่วงฟุตบอลโลกผมไม่เจออุปสรรคอะไรมากนัก ผมสนใจแค่เรื่องของฟุตบอล ผมไม่ได้สนใจเรื่องความคาดหวังมหาศาลจากคนอื่น แต่ผมเป็นคนที่ชอบกดดันตัวเอง และมันก็กลายเป็นปัญหาเล็กน้อย”

 

 

ซูเปอร์สตาร์คนใหม่ที่ถือกำเนิดบนดินแดนทะเลทรายกลายเป็นดาวดังในบ้านเกิดที่เกาหลีใต้ เขาได้รับเชิญจากนิตยสารแฟชั่นอย่าง Vogue Korea ให้เป็นนายแบบขึ้นปก ซึ่งกลายเป็นการเบิกทางไปสู่เส้นทางบันเทิงด้วย โดยได้ออกรายการโทรทัศน์อย่าง I Live Alone รวมถึงรายการตอบคำถามสุดฮิตอย่าง You Quiz on the Block

 

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โชได้รับการโหวตให้ติดอันดับ 2 ของชายที่น่าหลงใหลมากที่สุดในประเทศเกาหลีใต้ เป็นรองเพียงแค่ดาราดังอย่างซงคังเท่านั้น

 

สิ่งเหล่านี้แม้ว่าเขาจะรับมือกับมันได้ค่อนข้างดี แต่ก็มีบ้างที่เจอสถานการณ์ที่กระอักกระอ่วนใจ เช่น เมื่อครั้งเดินทางร่วมไปกับทีมชาติเพื่อลงอุ่นเครื่องในสหราชอาณาจักร เขาเจอแฟนคลับที่อยู่ในลอนดอนเข้ามาทักทาย

 

แต่ที่หนักที่สุดคือเมื่ออยู่ในบ้านเกิด ตอนนี้โชจำเป็นต้องพรางตัวเพียงเพื่อไปดื่มกาแฟ และแม้ว่าจะสวมหน้ากากอนามัยกับใส่หมวกแล้ว แต่แฟนบอลก็ยังคงจำเขาได้ หนักข้อเข้าก็ถึงขั้นเดินตามบนถนนเลยทีเดียว

 

นั่นเป็นเรื่องนอกสนาม สำหรับเรื่องในสนามโชกยูซองกลายเป็นชื่อที่ได้รับความสนใจจากหลายสโมสรทั่วโลก ซึ่งรวมถึงในอังกฤษและสกอตแลนด์อย่างเลสเตอร์ ซิตี้, วัตฟอร์ด และกลาสโกว์ เซลติก ที่ต้องการได้ตัวกองหน้าดาวซัลโวของทีมชอนบุก ฮุนได ไปร่วมทีมให้ได้ในช่วงตลาดการซื้อ-ขายฤดูหนาวเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

 

แทนที่จะรีบคว้าข้อเสนอเหล่านั้นมาพิจารณา เขาเลือกที่จะรอจนถึงตลาดการซื้อ-ขายในรอบฤดูร้อนแทน เพื่อพิจารณาทุกอย่างอย่างดีที่สุดในการเลือกเส้นทางที่เหมาะสมสำหรับก้าวต่อไปของเขาซึ่งมีความสำคัญมาก

 

ปรากฏว่าโชสร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคน เพราะแทนที่จะเลือกย้ายมาเล่นในลีกที่มีชื่อเสียงอย่างในอังกฤษ เขากลับเลือกข้อเสนอของเอฟซี มิดทัลแลนด์ สโมสรในลีกเดนมาร์ก ที่คว้าตัวเขาไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 2.6 ล้านปอนด์

 

 

หลายคนคิดว่าที่เขาเลือกไปเดนมาร์กเพราะอยากได้ชีวิตส่วนตัวที่เงียบสงบกลับคืนมา แต่โชยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องพวกนี้

 

“ผมไม่ได้กลัวการเป็นที่สนใจของสื่อ ผมแค่อยากจะทุ่มเทในการเล่นฟุตบอล ผมอยากอยู่กับสโมสรที่ผมจะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงทุกนัด และผมมั่นใจว่ามิดทิลแลนด์สามารถเสนอสิ่งเหล่านี้ให้กับผมได้ และพวกเขาก็เป็นสโมสรที่สนใจผมที่สุดด้วย ดังนั้นผมจึงเลือกพวกเขา”

 

สิ่งที่เขาพูดไม่ได้เกินเลยไปจากความเป็นจริง มิดทิลแลนด์ตอนนี้นำจ่าฝูงเดนิชซูเปอร์ลีกา ในขณะที่ตัวของเขาเองทำไปแล้ว 8 ประตู จากการลงสนาม 16 นัด

 

มันทำให้เริ่มมีการพูดถึงขั้นต่อไปว่าจะมีโอกาสที่เขาจะได้เติบโตไปอยู่ในลีกระดับท็อปของยุโรปเหมือนรุ่นพี่อย่างซนฮึงมิน, ฮวังฮีชาน หรือแม้แต่พัคจีซอง นักเตะระดับตำนานที่เป็นผู้อำนวยการสโมสรชอนบุก ทีมเก่าของเขา และเป็นคนที่สอนวิธีการรับมือชื่อเสียงให้ รวมถึงเป็นคนแนะนำให้เลือกย้ายไปเล่นในทีมที่จะได้โอกาสในการลงสนามเหมือนที่ตัวของพัคไปแจ้งเกิดกับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟน

 

แต่อปป้าบ้าบอลคนนี้ยืนยันว่าเขาไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้น

 

“ผมสนใจแค่การใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างมีความสุขมากกว่าจะคิดไปถึงอนาคต ดังนั้นตอนนี้ผมยังไม่ได้คิดไปขนาดนั้น”

 

อ้างอิง:

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

The post ‘โชกยูซอง’ หนึ่งปีที่ผ่านมา หลังการแจ้งเกิดในฟุตบอลโลก 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟาน ไดจ์ค ไม่เห็นด้วยกับ หลุยส์ ฟาน กัล หลังกล่าวหาว่ามีการเอื้อให้เมสซีได้แชมป์ฟุตบอลโลก https://thestandard.co/van-dijk-disagrees-with-louis-van-gaal/ Wed, 06 Sep 2023 02:14:56 +0000 https://thestandard.co/?p=837950 ฟาน กัล ฟาน ไดจ์ค

เมื่อวานนี้ (5 กันยายน) หลุยส์ ฟาน กัล หัวหน้าโค้ชทีมชา […]

The post ฟาน ไดจ์ค ไม่เห็นด้วยกับ หลุยส์ ฟาน กัล หลังกล่าวหาว่ามีการเอื้อให้เมสซีได้แชมป์ฟุตบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟาน กัล ฟาน ไดจ์ค

เมื่อวานนี้ (5 กันยายน) หลุยส์ ฟาน กัล หัวหน้าโค้ชทีมชาติเนเธอร์แลนด์จุดประเด็นร้อน หลังกล่าวผ่าน NOS สื่อในเนเธอร์แลนด์ว่า การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 ของทีมชาติอาร์เจนตินามีการตกลงกันเอาไว้ก่อนแล้ว

 

โดยหัวหน้าโค้ชวัย 72 ปี กล่าวว่า “ผมไม่อยากพูดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่คุณก็เห็นว่าอาร์เจนตินาได้ประตูอย่างไรและเราต้องเจออะไรบ้าง นักเตะอาร์เจนตินาบางคนล้ำเส้นแล้วก็ไม่ถูกลงโทษ

 

“นั่นแหละที่ทำให้ผมคิดว่าทั้งหมดมันมีการตกลงกันไว้ก่อนแล้ว และผมหมายความตามทุกอย่างที่พูด

 

“เมสซีควรต้องเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกมั้ยหรือ? ผมคิดว่าอย่างนั้น…ใช่!” 

 

ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นเรื่องร้อนแรงในวงการฟุตบอล โดยแฟนบอลต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้กันอย่างคับคั่ง และผลกระทบดังกล่าวลามไปจนถึงนักเตะในทัพอัศวินสีส้มที่กำลังเข้าแคมป์ทีมชาติกันอยู่ด้วย

 

โดยทาง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค กัปตันทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ก็ถูกถามถึงเรื่องนี้เช่นกันในช่วงค่ำที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย แต่เขายืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของฟาน กัล สักเท่าไร

 

แนวรับจากลิเวอร์พูลกล่าวว่า “ผมได้ยิน (ความเห็นของฟาน กัล) เมื่อเช้านี้ แน่นอนว่าเป็นความคิดเห็นของเขา ทุกคนได้รับอนุญาตให้มีความคิดเห็นได้ ส่วนผมเองก็ไม่ได้มีความคิดเห็นแบบเดียวกัน”

 

อ้างอิง: 

The post ฟาน ไดจ์ค ไม่เห็นด้วยกับ หลุยส์ ฟาน กัล หลังกล่าวหาว่ามีการเอื้อให้เมสซีได้แชมป์ฟุตบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
โมเมนต์สุดประทับใจของโลกกีฬาในปี 2022 https://thestandard.co/sports-best-moments-2022/ Tue, 27 Dec 2022 12:16:52 +0000 https://thestandard.co/?p=729459

ปี 2022 กำลังจะจบลงไปพร้อมกับเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิ […]

The post โมเมนต์สุดประทับใจของโลกกีฬาในปี 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2022 กำลังจะจบลงไปพร้อมกับเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกกีฬาตลอดปีที่ผ่านมา 

 

ตั้งแต่ ลิโอเนล เมสซี คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกกับทีมชาติอาร์เจนตินาได้สำเร็จ, โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ อดีตนักเทนนิสมือ 1 ของโลกประเภทชาย ประกาศแขวนแร็กเก็ต ไปจนถึงการก้าวขึ้นมือหนึ่งของโลกของ โปรจีน-อาฒยา ฐิติกุล โปรกอล์ฟสาวไทยวัย 19 ปี 

 

ในการแข่งขันกีฬา เรื่องราวคือสิ่งที่สร้างความประทับใจและแรงบันดาลใจ แต่โมเมนต์สำคัญเพียงช่วงวินาทีเดียวคือสิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำเรื่องราวของคุณได้ตลอดไป

 

วันนี้ THE STANDARD ได้สรุปโมเมนต์สุดประทับใจในโลกกีฬาที่เกิดขึ้นในปี 2022 มาให้ทุกท่านแล้ว 

 


 

 

1. ‘A kiss to build a dream on’ การจูบถ้วยแชมป์โลกครั้งแรกของ ลิโอเนล เมสซี 

 

ฟุตบอลโลก 2022 รอบชิงชนะเลิศจะถูกจดจำไปตลอดกาล ในฐานะเกมฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศที่สนุกที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่ออาร์เจนตินาขึ้นนำฝรั่งเศสไปก่อน 2-0 ไปจนถึงนาทีที่ 80 ที่ คีเลียน เอ็มบัปเป ยิง 2 ประตูให้ฝรั่งเศสภายในเวลา 97 วินาที ทำให้จบเกมเสมอกัน 2-2 ในเวลาปกติ ก่อนจะที่ทั้งสองทีมจะยิงประตูกันได้อีกฝั่งละลูกในช่วงต่อเวลาพิเศษ จนต้องตัดสินแชมป์ด้วยการดวลจุดโทษ และเป็นอาร์เจนตินาที่เอาชนะการดวลจุดโทษไปได้ 4-2 

 

แต่ภาพที่ทุกคนรอคอยคือการสัมผัสถ้วยแชมป์โลกของ ลิโอเนล เมสซี ที่ถูกปูเรื่องมาตั้งแต่ก่อนทัวร์นาเมนต์ที่กาตาร์จะเริ่มต้น ว่านี่จะเป็นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของเขา จนทำให้นักเตะและทีมงานของอาร์เจนตินาร่วมกันต่อสู้แบบ One for All และ All for One เพื่อสร้างความฝันแชมป์โลกของเมสซีให้กลายเป็นจริง 

 

และสุดท้ายเมื่อพวกเขาได้รับเหรียญรางวัลแชมป์โลก ก่อนที่พิธีมอบถ้วยจะเริ่มต้นขึ้น เมสซีก็เดินไปสัมผัสและจูบถ้วยแชมป์โลก เพื่อส่งสัญญาณบ่งบอกว่า ฝันที่เคยร่วมกันวาดไว้ ตอนนี้กลายเป็นความจริงแล้ว 

 


 

 

2. ‘Secret Thank You’ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ กล่าวอำลาสังเวียนเทนนิส พร้อมขอบคุณ ราฟาเอล นาดาล คู่ปรับ/เพื่อนรักตลอดกาล

 

โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ นับเป็นหนึ่งในตำนานของวงการกีฬาโลก ที่โปรโมตกีฬาเทนนิสให้เข้าไปอยู่ในใจของแฟนกีฬาหลายคน ด้วยสไตล์การเล่นที่มีคลาสและการเป็นต้นแบบที่ดีให้กับนักกีฬารุ่นต่อๆ ไป บวกกับความสำเร็จด้วยแชมป์แกรนด์สแลม 20 สมัย 

 

แน่นอนว่าในการลงเล่นเทนนิสอาชีพครั้งสุดท้ายของเขาจะได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งเฟเดอเรอร์เลือกที่จะลงแข่งขันศึกเลเวอร์คัพ ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในประเภทชายคู่กับ ราฟาเอล นาดาล อีกหนึ่งนักกีฬาระดับตำนานที่เป็นคู่แข่งอีกฝั่งของคอร์ตตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา 

 

บรรยากาศภายในวันสุดท้ายของการเป็นนักเทนนิสอาชีพของเฟเดอเรอร์เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม จนกระทั่งการแข่งขันจบลง เฟเดอเรอร์นั่งลงร้องไห้คู่กับ ราฟาเอล นาดาล พร้อมภาพของทั้งคู่จับมือให้กำลังใจกันเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่เป็นโมเมนต์ประวัติศาสตร์ 

 

พวกเขาพบกันในสนามแข่งขันครั้งแรกเมื่อปี 2004 และลงสนามไปเจอกันเองทั้งหมด 40 ครั้ง ซึ่งเป็นรอบชิงแกรนด์สแลมทั้งหมด 9 ครั้ง และเป็นนาดาลที่เอาชนะไปได้มากกว่าที่ 24-16 ครั้ง 

 

ในเวลาต่อมาเฟเดอเรอร์ได้เปิดเผยว่า การจับมือช่วงเวลาสั้นๆ นั้นเพื่อบอกกับนาดาลว่า “ขอบคุณนะ” 

 

“ตอนนั้นผมต้องการจะบอกว่าขอบคุณแบบลับๆ ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ผมกำลังร้องไห้อย่างหนัก และผมไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่บ้าง แค่รู้ว่ามีความสุขที่ได้ใช้เวลานี้อยู่กับทุกคน 

 

“ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่งดงามที่ได้นั่งอยู่ตรงนั้น ซึมซับบรรยากาศระหว่างที่ดนตรีกำลังบรรเลงไป และคุณก็อาจจะลืมไปแล้วว่ากำลังถูกจับภาพอยู่ 

 

“ตอนนั้นที่เสียงเพลงกำลังดังขึ้น ผมจึงไม่สามารถพูดอะไรได้ ผมแค่เอื้อมมือไปจับมือเขา เพื่อบอกว่าขอบคุณนะ” 

 


 

 

3. No War Please สารต่อต้านสงครามจาก อังเดร รูเบลฟ นักเทนนิสรัสเซีย 

 

นับตั้งแต่การส่งกำลังทหารรัสเซียบุกเข้าสู่ยูเครนตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 วงการกีฬาได้ตัดสินใจลุกขึ้นต่อต้านการทำสงครามในครั้งนี้ ไม่ต่างกับภาคส่วนอื่นๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง 

 

โดยทั้งสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) และคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ต่างก็มีบทลงโทษที่ทำให้ทั้งสโมสรฟุตบอลและนักกีฬาจากทั้งรัสเซียและเบลารุสถูกแบนจากการแข่งขันนานาชาติหลายระดับ 

 

แต่ในขณะเดียวกันนักกีฬารัสเซียหลายคนที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ต่างก็ออกมาเรียกร้องให้ยุติสงคราม หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นคือ อังเดร รูเบลฟ นักเทนนิสรัสเซีย ที่เดินไปเขียนบนกล้องถ่ายทอดสดการแข่งขัน Dubai Tennis Championship ว่า ‘No War Please’ หรือ ขอให้ไม่มีสงคราม เพียง 1 วันหลังจากที่รัสเซียบุกเข้าสู่ยูเครน 

 

พร้อมให้สัมภาษณ์กับทาง Tennis TV ในงานแถลงข่าวว่า 

 

“ในช่วงเวลานี้ คุณรู้ว่าแมตช์การแข่งขันไม่มีความสำคัญ ดังนั้นนี่ไม่ได้เกี่ยวกับแมตช์ของผม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นสิ่งที่แย่กว่ามาก คุณรู้ว่านี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่เราต้องมีสันติภาพในโลก และเคารพซึ่งกันและกัน และร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว

 

“เราควรที่จะดูแลโลกของเรา และดูแลกันและกัน นี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด” 

 


 

 

4. Happy Tears เซเรนา วิลเลียมส์ เตรียมพัฒนาออกจากการแข่งขันเทนนิส 

 

เซเรนา วิลเลียมส์ หลังจากที่ประกาศผ่านบทสัมภาษณ์กับ Vogue นิตยสารสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนสิงหาคม ว่าเธอจะพัฒนาตัวเองออกจากวงการเทนนิส ทุกสายตาก็จับจ้องไปที่การแข่งขันยูเอสโอเพน 2022 ศึกแกรนด์สแลมรายการสุดท้ายของปี และเป็นรายการที่เซเรนาเคยคว้าแชมป์เมเจอร์รายการแรกได้ที่นี่เมื่อปี 1999 

 

ด้วยการที่เซเรนาลงแข่งขันไปเพียง 4 แมตช์ก่อนจะเข้ามาแข่งขันรายการนี้ที่นิวยอร์ก ทำให้ทุกคนเฝ้าติดตามว่าผลงานของเธอในครั้งนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และทำให้ตั๋วเข้าชมการแข่งขันขายหมดทุกที่นั่งสำหรับเกมของเซเรนา 

 

ก่อนที่เซเรนาจะไปจบการแข่งขันในรอบที่ 3 ด้วยความพ่ายแพ้ให้กับ อัจลา ทอมยาโนวิช นักหวดจากออสเตรเลีย 

 

บรรยากาศในสนามเต็มไปด้วยน้ำตาจากทั้งเซเรนา ทีมงาน และแฟนกีฬาในสนาม ด้วยผลงานแชมป์เมเจอร์ 23 รายการ เธอคือหนึ่งในนักเทนนิสหญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล พร้อมกับสไตล์การเล่นที่ทำให้วงการเทนนิสหญิงเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล ซึ่งเซเรนายืนยันว่านี่ไม่ใช่น้ำตาของความเสียใจ แต่คือน้ำตาของความสุขที่เกิดขึ้น 

 

“นี่คือน้ำตาแห่งความสุข และฉันจะไม่ได้เป็นเซเรนาในวันนี้ ถ้าไม่มีวีนัส (วีนัส วิลเลียมส์ ผู้เป็นพี่สาว) ดังนั้นขอบคุณมาก วีนัส เธอคือเหตุผลที่ทำให้ เซเรนา วิลเลียมส์ เกิดขึ้นมาได้ ที่ผ่านมาเป็นการเดินทางที่สนุกมากที่สุดที่ฉันเคยได้ร่วมเดินทางมา” เซเรนากล่าวหลังจบแมตช์อำลาสนาม 

 

แต่เซเรนาได้ให้สัมภาษณ์หลังจากนั้นว่า เธอยังมีโอกาสที่จะกลับมาลงแข่งขัน เมื่อเธอเห็น ทอม เบรดี ควอเตอร์แบ็กของ แทมปา เบย์ บัคคาเนียร์ส ตัดสินใจกลับมาลงแข่งขันแม้ว่าจะประกาศวางมือไปแล้ว ทำให้ในปี 2023 เราอาจจะได้เห็นเซเรนากลับมาลงแข่งขันอีกครั้งหนึ่ง 

 


 

 

5. Coming Home วันที่ บริตต์นีย์ ไกรเนอร์ นักกีฬาสหรัฐอเมริกาได้กลับบ้าน หลังถูกรัสเซียจับกุมเป็นเวลาเกือบ 10 เดือน 

 

วันที่ 9 ธันวาคม 2022 คือวันที่ บริตต์นีย์ ไกรเนอร์ นักบาสเกตบอลหญิงชาวอเมริกัน เดินทางกลับถึงสหรัฐอเมริกา หลังถูกศาลรัสเซียสั่งจำคุกมาเกือบ 10 เดือน ภายใต้แผนการแลกตัวนักโทษที่เป็นประเด็นดังในช่วงที่ผ่านมา 

 

โดยเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ไกรเนอร์ เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัย ถูกรัสเซียควบคุมตัว หลังจากเดินทางถึงรัสเซียเพื่อเตรียมแข่งขันบาสเกตบอล เนื่องจากถูกตรวจพบว่าในกระเป๋ามีเครื่องสูบบุหรี่ไฟฟ้า และมีน้ำมันกัญชาที่เป็นสารต้องห้ามผิดกฎหมายในรัสเซีย 

 

ไกรเนอร์ถูกศาลสั่งจำคุกทั้งหมด 9 ปี ข้อหามีสารเสพติดในครอบครอง เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 

 

กรณีของไกรเนอร์ถูกจับตามอง เนื่องจากการรุกรานของทหารรัสเซียที่บุกเข้ายูเครน ทำให้การจับกุมไกรเนอร์กลายเป็นประเด็นที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น 

 

“ฉันกลัวว่าฉันจะต้องอยู่ที่นี่ตลอดไป” ส่วนหนึ่งของจดหมายที่ไกรเนอร์ส่งถึง โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 

 

จนสุดท้ายได้เกิดการแลกตัวนักโทษขึ้น เมื่อสหรัฐฯ ยอมปล่อยตัว วิกเตอร์ บูต เจ้าของฉายา พ่อค้าอาวุธชาวรัสเซีย ที่ถูกทางการไทยจับกุมตัวเมื่อปี 2008 และส่งตัวมาจำคุกอยู่ที่สหรัฐฯ 

 

สุดท้ายเธอได้ก้าวเท้าลงที่สนามบินในซาน อันโตนิโอ และเดินทางต่อไปยังค่ายทหารแซม ฮิวสตัน เพื่อตรวจสุขภาพและให้คำปรีกษาด้านสภาพจิตใจ 

 

หลังจากที่เธอได้ขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยเหลือให้เธอได้กลับประเทศ ตั้งแต่ประธานาธิบดีจนถึงทีมงานทุกฝ่าย ไกรเนอร์ยืนยันว่าจะกลับมาลงแข่งขันบาสเกตบอลต่อไป 

 


 

 

6. Record Breaker เอเลียด คิปโชเก คว้าแชมป์เบอร์ลิน มาราธอน พร้อมสร้างสถิติโลกใหม่อีกครั้ง 

 

วันที่ 25 กันยายน เป็นวันที่แฟนนักวิ่งทั่วโลกเกือบได้เห็นการทำลายกำแพงการวิ่งระยะมาราธอนในการแข่งขันระดับโลกด้วยเวลาที่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงได้สำเร็จ เมื่อ เอเลียด คิปโชเก นักวิ่งชาวเคนยาที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักวิ่งมาราธอนที่ดีที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ลงแข่งขันเบอร์ลิน มาราธอน 2022 

 

โดยก่อนรายการนี้ คิปโชเกได้สร้างประวัติศาสตร์ทำลายกำแพงวิ่งมาราธอนภายในเวลาต่ำกว่า 2 ชั่วโมงสำเร็จไปแล้วในโครงการ INEOS 1:59 ที่ออสเตรีย เมื่อปี 2019 โดยทำเวลาในครั้งนั้นได้ 1.59.40 ชั่วโมง แต่ในโครงการนั้นมีการสลับตัวเพซเซอร์ระหว่างวิ่ง จึงไม่นับว่าเป็นการทำลายสถิติโลก 

 

แต่มาในรายการระดับเมเจอร์ที่เบอร์ลินครั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของระยะมาราธอน คิปโชเกสามารถวิ่งทำเวลาได้ดีพอที่จะจบการแข่งขันในเวลาต่ำกว่า 2 ชั่วโมงได้ ทำให้ทั่วโลกเฝ้าติดตามว่าวันนี้จะได้เห็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการวิ่งอีกหรือไม่ 

 

สุดท้ายแม้ว่าคิปโชเกจะทำลายสถิติวิ่งมาราธอน หรือระยะประมาณ 42.195 กิโลเมตร ภายในเวลาต่ำกว่า 2 ชั่วโมงไม่ได้ แต่เขาก็สามารถจบการแข่งขันด้วยเวลา 2.01.09 ชั่วโมง สร้างสถิติโลกระยะมาราธอนใหม่อีกครั้ง และก้าวเข้าใกล้เวลาต่ำกว่า 2 ชั่วโมงขึ้นไปอีก 

 

ในปี 2023 คิปโชเกยังได้ประกาศลงแข่งขันบอสตัน มาราธอน การแข่งขันมาราธอนระดับเมเจอร์ที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งน่าสนใจว่าในปีหน้านี้ คิปโชเกจะสร้างประวัติศาสตร์อะไรให้กับวงการวิ่ง จากมนุษย์ที่มีความเชื่อว่า No Human is Limited 

 


 

 

7. World No.1 โปรจีน-อาฒยา ฐิติกุล โปรกอล์ฟสาวไทยคนที่ 2 ที่ก้าวขึ้นเป็นนักกอล์ฟมือหนึ่งของโลก 

 

วันที่ 31 ตุลาคม เป็นวันที่โปรจีน-อาฒยา ฐิติกุล โปรกอล์ฟหญิงไทยวัย 19 ปี ก้าวขึ้นเป็นนักกอล์ฟหญิงมือหนึ่งของโลกคนที่ 2 ต่อจาก โปรเม-เอรียา จุฑานุกาล ที่เคยทำได้เมื่อปี 2017 

 

โดยการก้าวขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลกครั้งนี้ ทำให้โปรจีนกลายเป็นมือหนึ่งของโลกคนที่ 2 ที่ก้าวขึ้นอันดับหนึ่งในวัยไม่ถึง 20 ปี ด้วยอายุเพียง 19 ปี 8 เดือน ต่อจาก ลิเดีย โค โปรกอล์ฟจากนิวซีแลนด์ ที่เคยทำไว้เมื่อปี 2015 ด้วยอายุ 17 ปี 9 เดือน 

 

สำหรับผลงานในปีนี้ของโปรจีน เธอคว้าแชมป์ได้ 2 รายการคือ JTBC Classic และ NW Arkansas Championship รวมถึงจบภายใน 10 อันดับแรกได้อีก 12 รายการ แม้ว่าจะเพิ่งขึ้นมาเล่นในทัวร์เป็นปีแรก 

 


 

 

8. New Generation วอลเลย์บอลสาวไทยกับผลงานดีที่สุดในศึก VNL 

 

ศึก Volleyball Nations League หรือ VNL 2022 คือครั้งแรกที่วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยเข้าร่วมการแข่งขันพร้อมกับนักกีฬาที่ขึ้นชื่อว่าเป็นรุ่นต่อจากยุค 7 เซียนอย่างเป็นทางการ 

 

เนื่องจากเมื่อปี 2021 ที่วางแผนจะส่งชุดนี้ไปแข่งขัน แต่เกิดการติดโควิดภายในแคมป์ทีมชาติ ทำให้ต้องส่งชุด 7 เซียนไปแข่งขัน และได้รับพิธีการอำลาสนามอย่างเป็นทางการในการแข่งขัน 

 

แต่มาในปีนี้เจนใหม่ของวอลเลย์บอลสาวไทยสร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจอีกครั้ง ด้วยการผ่านเข้ารอบลึกที่สุดในรายการนี้ที่รอบ 8 ทีมสุดท้าย พร้อมเอาชนะทีมอย่างจีนและเซอร์เบียได้ในสัปดาห์แรก 

 

ในปี 2023 ยังมีข่าวดีเมื่อไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน VNL สัปดาห์ที่ 3 ช่วงเดือนมิถุนายน ที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรายการนี้ 

 

นอกจากนี้ปี 2023 ทุกการแข่งขันของวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย มีส่วนสำคัญในการเก็บคะแนนเพื่อไปแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส 

 

 

The post โมเมนต์สุดประทับใจของโลกกีฬาในปี 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟีฟ่ากำลังสอบสวน กรณีดราม่า ซอลต์ เบ ลงไปสัมผัสถ้วยแชมป์โลก ร่วมกับทีมชาติอาร์เจนตินา https://thestandard.co/worldcup2022-salt-bae-argentina/ Fri, 23 Dec 2022 03:11:53 +0000 https://thestandard.co/?p=727763

วานนี้ (22 ธันวาคม) สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) กำลัง […]

The post ฟีฟ่ากำลังสอบสวน กรณีดราม่า ซอลต์ เบ ลงไปสัมผัสถ้วยแชมป์โลก ร่วมกับทีมชาติอาร์เจนตินา appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (22 ธันวาคม) สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) กำลังทำการสอบสวนกรณีที่ เชฟเซเลบริตี้ชื่อดังอย่าง ซอลต์ เบ หรือ นูสเรต โกคเช เจ้าของภัตตาคารชื่อดังระดับโลก ได้ถือวิสาสะในการเดินลงไปในสนามลูเซลหลังจบเกมนัดชิงชนะเลิศ และได้ถือโอกาสในการสัมผัสกับถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก หลังจบการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่กาตาร์ 

 

โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากที่อาร์เจนตินาเอาชนะทีมชาติฝรั่งเศสการดวลจุดโทษไป 4-2 หลังทั้งสองทีมเสมอกันเมื่อจบช่วงต่อเวลาพิเศษ 3-3 ส่งให้อาร์เจนตินาคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 ได้สำเร็จ และนับเป็นแชมป์โลกสมัยแรกของ ลิโอเนล เมสซี ศูนย์หน้าของอาร์เจนตินาวัย 35 ปี 

 

แต่เกิดเสียงวิจารณ์ขึ้นอย่างหนัก หลังจากที่มีภาพของ ซอลต์ เบ ลงไปในสนามระหว่างที่ทีมชาติอาร์เจนตินากำลังฉลองแชมป์โลก พร้อมมีภาพการสัมผัสถ้วย ‘FIFA World Cup Trophy’ ซึ่งกฎของฟีฟ่าระบุว่า มีเพียงแค่คนบางกลุ่มที่ได้รับเลือกเท่านั้น ที่จะสามารถสัมผัสถ้วยแชมป์โลกได้ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านั้นมีเพียงนักเตะชุดแชมป์โลก เจ้าหน้าที่ของฟีฟ่า และผู้นำประเทศ 

 

ล่าสุดทางฟีฟ่าได้แถลงผ่านโฆษกมายัง BBC Sport ว่า 

 

“หลังจากที่ได้รีวิวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฟีฟ่ากำลังหาสาเหตุที่บุคคลดังกล่าวสามารถลงไปในพื้นที่สนามหลังพิธีปิดการแข่งขันที่สนามลูเซล เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม

 

“การดำเนินการที่เหมาะสมจะถูกบังคับใช้หลังจากนี้” 

 

สำหรับ ซอลต์ เบ หรือ นูสเรต โกคเช เจ้าของภัตตาคารชื่อดังระดับโลก ก้าวขึ้นมามีชื่อเสียงเมื่อปี 2017 จากเทคนิคการโรยเกลือที่กลายเป็นมีมในโลกออนไลน์ 

 

ที่ผ่านมานักฟุตบอลระดับโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน ตั้งแต่ ลิโอเนล เมสซี, คริสเตียโน โรนัลโด และ เดวิด แบ็คแฮม รวมถึง จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่าคนปัจจุบัน  ต่างก็เคยรับประทานอาหารที่ร้านอาหารของซอลต์ เบ มาแล้ว 

 

สำหรับ FIFA World Cup Trophy หรือถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก ทำจากทองคำ 18 กะรัต มีส่วนสูง 36.8 เซนติเมตร น้ำหนัก 6.175 กิโลกรัม โดยเป็นผลงานออกแบบของบริษัท Stabilimento Artistico Bertoni จากประเทศอิตาลี 

 

อ้างอิง: 

The post ฟีฟ่ากำลังสอบสวน กรณีดราม่า ซอลต์ เบ ลงไปสัมผัสถ้วยแชมป์โลก ร่วมกับทีมชาติอาร์เจนตินา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช่างสักเผย ชาวอาร์เจนตินาแห่สักรูปเมสซีไม่หยุด ตั้งแต่พาทีมชาติคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 https://thestandard.co/argentina-messi-tattoo/ Thu, 22 Dec 2022 10:47:29 +0000 https://thestandard.co/?p=727507 สักรูปเมสซี

ดูเหมือนว่ากระแสความปลื้มปีติของชาวอาร์เจนตินาจากฟุตบอล […]

The post ช่างสักเผย ชาวอาร์เจนตินาแห่สักรูปเมสซีไม่หยุด ตั้งแต่พาทีมชาติคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สักรูปเมสซี

ดูเหมือนว่ากระแสความปลื้มปีติของชาวอาร์เจนตินาจากฟุตบอลโลกจะยังไม่คลาย เพราะช่างสักหลายคนได้ออกมาเปิดเผยกับสำนักข่าว Reuters ว่า ตั้งแต่ที่ทีมชาติอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ในศึกการแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อค่ำคืนวันที่ 18 ธันวาคม ตอนนี้แฟนบอลยังแห่กันมาสักรูป ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา กันอย่างไม่ขาดสาย

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ศึกการแข่งขันฟุตบอลโลก FIFA World Cup Qatar 2022 นัดชิงชนะเลิศระหว่างอาร์เจนตินาและฝรั่งเศสนั้น เป็นแมตช์ที่ทุกคนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือเกมนัดประวัติศาสตร์ที่ดุเด็ดเผ็ดมันจนถึงวินาทีสุดท้าย โดยการแข่งขันจบลงด้วยชัยชนะของอาร์เจนตินา ที่เอาชนะแชมป์เก่าอย่างฝรั่งเศสในช่วงดวลจุดโทษ 4-2 หลังจากที่เสมอกันด้วยสกอร์ 3-3 จากการแข่งขันที่ต่อเวลาพิเศษไปถึง 120 นาที โดยชัยชนะครั้งนี้นอกจากจะเป็นการพาทีมชาติอาร์เจนตินากลับมาคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 ในรอบ 36 ปี ยังเป็นการอำลาแมตช์ฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของลิโอเนล เมสซี อย่างยิ่งใหญ่และน่าประทับใจ 

 

หลังจากคืนแห่งความสนุกสนานและน้ำตาที่หลั่งไหลออกมาด้วยความตื้นตัน แฟนบอลหลายคนต่างแห่กันไปที่ร้านสักในเมือง เพื่อให้ช่างสักรูปเมสซีไว้บนร่างกายของพวกเขาอย่างถาวร

 

เซบาสเตียน อาร์กูเอลโล ปาซ ช่างสักชาวอาร์เจนตินา กล่าวว่า “ผมรู้ตั้งแต่แรกว่าหลายคนต้องการสักรูปเมสซีและนักบอลคนอื่นๆ ในทีม เพราะพวกเขาจองคิวไว้ตั้งแต่ก่อนรอบชิงชนะเลิศ แต่ผมไม่คิดไม่ฝันว่าพอชนะแล้ววันต่อมาจะถึงกับมีคนต่อแถวอยู่หน้าร้าน” พร้อมเล่าว่าในวันนั้นโทรศัพท์ของร้านมีสายเข้าไม่หยุด เพราะหลายคนอยากสอบถามจองคิวเพื่อสักรูปเมสซี ถ้วยฟุตบอลโลก และธงชาติอาร์เจนตินา

 

รามิโร โซลิส วัย 44 ปี ที่เข้ามาสักรูปเมสซีเช่นเดียวกับอีกหลายคนกล่าวว่า “ผมคิดว่าจะไม่สักอะไรเพิ่มแล้วนะ แต่หลังจากที่เห็นเมสซีชูถ้วย ผมก็คิดว่าต้องมีรูปชายคนนี้ที่ตัว”

 

และนี่คือรอยสักสวยๆ ของชาวอาร์เจนตินา กับชัยชนะที่มีความหมายกับคนทั้งประเทศ

 

สักรูปเมสซี สักรูปเมสซี สักรูปเมสซี

 

ภาพ: Reuters

The post ช่างสักเผย ชาวอาร์เจนตินาแห่สักรูปเมสซีไม่หยุด ตั้งแต่พาทีมชาติคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แม็ค อัลลิสเตอร์’ สายเลือดคู่บุญเทพเจ้าลูกหนังอาร์เจนตินา (เป้าหมายต่อไปของอาร์เซนอล?) https://thestandard.co/alexis-mac-allister-world-cup-2022/ Thu, 22 Dec 2022 08:02:21 +0000 https://thestandard.co/?p=727421

ลิโอเนล เมสซี คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองได้สำเร็จ ก็เพราะ […]

The post ‘แม็ค อัลลิสเตอร์’ สายเลือดคู่บุญเทพเจ้าลูกหนังอาร์เจนตินา (เป้าหมายต่อไปของอาร์เซนอล?) appeared first on THE STANDARD.

]]>

ลิโอเนล เมสซี คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองได้สำเร็จ ก็เพราะมีขุนพลรอบกายที่ยอดเยี่ยม คนที่พร้อมสู้ด้วยหัวใจเพื่อพากัปตันและทีมชาติอาร์เจนตินาของพวกเขาคว้าแชมป์มาครองให้ได้

 

ชื่อของ ฮูเลียน อัลวาเรซ, เอนโซ เฟร์นันเดซ, โรดริโก เด ปอล จนถึง เอมิเลียโน มาร์ติเนซ จึงถูกกล่าวถึงมากเป็นพิเศษ จากผลงานที่โดดเด่นของพวกเขาในฟุตบอลโลกที่ผ่านมา เพียงแต่ยังมีอีกหนึ่งคนที่มีความสำคัญไม่ได้น้อยไปกว่ากัน และบางทีหากไม่มีเขาคนนี้ อาร์เจนตินาอาจจะไปไม่ถึงฝันก็ได้

 

นักเตะคนดังกล่าวคือ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ มิดฟิลด์สมองเพชรที่เล่นได้สารพัดตำแหน่งและบทบาท เรียกว่าเป็น Unsung Hero ที่ปิดทองอยู่หลังพระตัวจริง และเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยพลิกฟอร์มของทีม โดยนับจากได้ลงตัวจริงครั้งแรกในเกมกับเม็กซิโก อาร์เจนตินาก็ชนะรวดทุกนัดโดยที่เจ้าตัวเองทำได้หนึ่งประตูด้วยในเกมกับโปแลนด์

 

เพียงแต่ผลงานที่โดดเด่นของเขาตลอดรายการที่กาตาร์ ทำให้เวลานี้ แม็ค อัลลิสเตอร์ กลายเป็นนักเตะที่แฟนฟุตบอลให้ความสนใจ เพราะมันมีหลายอย่างที่หากไม่ได้ติดตามมาก่อนก็อาจจะทำความเข้าใจได้ตั้งแต่ทำไมชื่อ นามสกุล ไปจนถึงรูปลักษณ์ถึงดูไม่เหมือนนักเตะจากลาตินอเมริกานัก ไปจนถึงทำไมนักเตะจากทีมเล็กๆ อย่างไบรท์ตันถึงกลายเป็นกำลังสำคัญของอาร์เจนตินาได้

 

ความจริงแล้ว แม็ค อัลลิสเตอร์ เป็นหนึ่งในดาวเด่นของพรีเมียร์ลีกในฐานะกองกลางตัวทำเกมที่มีความสามารถโดดเด่น ไม่เพียงแต่สร้างสรรค์เกมได้อย่างชาญฉลาด แต่ยังมีความสามารถในการจบสกอร์ได้ด้วย และมีทีเด็ดโดยเฉพาะจากลูกฟรีคิก

 

อเล็กซิสเป็นสายเลือดของครอบครัวแม็ค อัลลิสเตอร์ ซึ่งมีเชื้อสายชาวสกอตติช-ไอริช โดยพื้นเพของตระกูลนี้อยู่ที่เมืองคูเชนดอลล์ (Cushendall) ก่อนจะย้ายไปอยู่หมู่บ้านโดนาเบต (Donabate) ซึ่งอยู่ทางเหนือของกรุงดับลินไปราว 10 ไมล์

 

จนกระทั่งในปี 1868 ที่คุณชวดของตระกูลตัดสินใจที่จะอพยพย้ายถิ่นฐานจากโดนาเบตไปอยู่ลาตินอเมริกาเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ และเป็นการเริ่มต้นของตระกูลแม็ค อัลลิสเตอร์ในอาร์เจนตินา ซึ่งแตกแขนงออกไปทั้งในบัวโนสไอเรส และลาปัมปา (La Pampa) ซึ่งอยู่ทางตอนกลางของอาร์เจนตินา

 

โดยมีเกร็ดที่น่าสนใจคือ ในตระกูลแม็ค อัลลิเสตอร์ ที่แตกออกไปนั้นมีการสะกดนามสกุลที่แตกต่างกันด้วย มีทั้งในแบบ L ตัวเดียว (McAlister), L สองตัว (McAllister) และแยกพยางค์กัน (Mac Allister) ซึ่งก็คือครอบครัวของ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ นั่นเอง

 

สิ่งที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินแล้วคือ บ้าน แม็ค อัลลิสเตอร์ นั้นถือเป็นตระกูลคู่บุญเทพเจ้าลูกหนังอาร์เจนตินา เพราะพ่อของเขา คาร์ลอส แม็ค อัลลิสเตอร์ เคยเล่นร่วมกับ ดิเอโก อาร์มันโด มาราโดนา ผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยพาทีมฟ้าขาวพิชิตแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อปี 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก แม้ว่าจะไม่ได้มีชื่อทีมติดชุดนั้นก็ตาม

 

โดยในยุคนั้นมาราโดนาจะเรียกคาร์ลอสว่า ‘โคโล’ ซึ่งแปลว่า ‘ขิง’ ที่มาจากสีผมจิงเจอร์เฮดแบบชาวไอริชที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้านนี้นั่นเอง

 

​​

คาร์ลอส แม็ค อัลลิสเตอร์ (เสื้อขาวยืนหลังสุด) คุณพ่อที่เคยคว้าแชมป์โลกกับมาราโดนา มาร่วมฉลองแชมป์โลกของลูกชายด้วย

 

ความจริงบ้านนี้จัดว่าเตะฟุตบอลเก่งทั้งบ้าน โดยนอกจากคาร์ลอสแล้ว ปาตริซิโอ พี่ชายของเขาก็เคยเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสรในอาร์เจนตินา เม็กซิโก และไปไกลถึงญี่ปุ่นด้วย ในขณะที่ตัวของอเล็กซิสเอง พี่ชายของเขาอย่าง ฟรานซิส และ เควิน แม็ค อัลลิสเตอร์ ก็เป็นนักฟุตบอลอาชีพเหมือนกัน

 

สโมสรแรกของพวกเขาทุกคนคืออาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ซึ่งเป็นสโมสรที่ปั้นโคตรนักบอลอย่าง มาราโดนา, ฮวน โรมัน ริเกลเม และ เอสเตบัน กัมบิอัสโซ มาก่อน โดยที่มีวันพิเศษอย่างยิ่งสำหรับพี่น้องทั้ง 3 คนเมื่อ ฟรานซิส, เควิน และอเล็กซิส ได้ลงเล่นให้ทีมพร้อมกันในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2017

 

“วันนั้นเป็นวันที่เราสามคนได้โอกาสลงเล่นพร้อมกัน มันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อครอบครัวของเขา ทุกคนยังภูมิใจกับเรื่องนี้จนถึงวันนี้ และเราก็สนุกกันมาก”

 

จากวันนั้น อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ได้ถูกไบรท์ตันคว้าตัวมาร่วมทีม ซึ่งแม้จะต้องเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบากมายาวนาน ถึงขั้นที่แม่และพี่ชายทั้งสองต้องเดินทางมาให้กำลังใจในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว แต่สุดท้ายเขาก็เอาชนะทุกสิ่งได้

 

“ปีแรกมันยากมากสำหรับผม มันเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ตอนที่ผมมาอยู่ที่นี่ผมรู้ตัวทันทีว่าสภาพร่างกายผมไม่พร้อมสำหรับจะเล่นในพรีเมียร์ลีก หรือในทีมที่อยากได้ตัวผม ผมเจ็บปวดมาก ร้องไห้ตลอด คิดถึงครอบครัวกับเพื่อนๆ แต่ผมรู้ว่าผมมีความสามารถที่จะเล่นที่นี่ได้แน่” อเล็กซิสเล่า

 

“แม่กับพี่ชายสองคนของผมมาเยี่ยมเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว และพวกเขาก็เป็นคนที่มอบความเข้มแข็งให้กับผม เพราะมันมีช่วงเวลาหลายเดือนที่ผมไม่ได้ลงเล่นเลยแม้แต่นาทีเดียว แต่พอหลังจากเกมในวันที่ 26 ธันวาคม (บ็อกซิ่งเดย์) ผมก็ได้ลงตัวจริงนัดแรก และหลังจากนั้นผมก็ได้ลงตัวจริงทุกนัด”

 

ถึงตอนนี้เขากลายเป็นแชมป์โลกไปแล้ว และในวัย 23 ปี เส้นทางของเขายังอีกยาวไกล ซึ่งตอนนี้ทำนายได้ไม่ยากว่าไบรท์ตันจะได้รับข้อเสนอจากทีมใหญ่สักทีมที่พร้อมจะดึงตัวนักเตะกองกลางเทคนิคดี เบสิกแน่น และฉลาดเป็นกรดอย่างเขาไปร่วมทีม

 

หนึ่งในนั้นคืออาร์เซนอลที่มีข่าวให้ความสนใจอยากได้ตัวมาร่วมทีมนี้ ซึ่งเรื่องความสนใจจากทีมกันเนอร์สเป็นความจริงไหมนั้นยังบอกยาก นอกจากนี้ยังมีท็อตแนม ฮอตสเปอร์ รวมถึงแอตเลติโก มาดริด ที่พร้อมจะแย่งตัวมาร่วมทีมด้วย

 

แต่สิ่งที่บอกได้แน่ๆ คือ ทีมไหนได้ตัวนักเตะรายนี้ไปคุ้มค่าอย่างแน่นอน เพราะนี่คือนักเตะดีกรีแชมป์โลก เล่นเคียงบ่าเคียงไหล่กับ ลิโอเนล เมสซี มาแล้ว

 

เท่าไรก็จ่ายไปเถอะ!

 

อ้างอิง:

 

ถึงจะเล่นทีมเดียวกันแต่ไม่กล้าคุยด้วยเท่าไร

The post ‘แม็ค อัลลิสเตอร์’ สายเลือดคู่บุญเทพเจ้าลูกหนังอาร์เจนตินา (เป้าหมายต่อไปของอาร์เซนอล?) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียน ลิโอเนล เมสซี พาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในวัย 35 ปีได้อย่างไร? https://thestandard.co/lionel-messi-world-cup-2022/ Wed, 21 Dec 2022 06:25:38 +0000 https://thestandard.co/?p=726818

ภาพของ ลิโอเนล เมสซี ที่นั่งอยู่บนรถแห่ฉลองแชมป์ฟุตบอลโ […]

The post ถอดบทเรียน ลิโอเนล เมสซี พาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในวัย 35 ปีได้อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>

ภาพของ ลิโอเนล เมสซี ที่นั่งอยู่บนรถแห่ฉลองแชมป์ฟุตบอลโลก ท่ามกลางแฟนฟุตบอลชาวอาร์เจนไตน์ที่มาต้อนรับมืดฟ้ามัวดินถึง 5 ล้านคน เต็มพื้นที่ถนนในกรุงบัวโนสไอเรส เป็นภาพที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง

 

แชมป์ฟุตบอลโลกครั้งนี้มีความหมายเท่าความฝันของชาวอาร์เจนไตน์ ที่ต้องบอกว่ามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบากจากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ ฟุตบอลคือความสุขไม่กี่อย่าง หรืออาจจะเป็นอย่างเดียวของพวกเขา การได้แชมป์โลกครั้งแรกในรอบ 36 ปีนับจากยุคสมัยของ ดิเอโก อาร์มันโด มาราโดนา ทำให้พวกเขามีความสุขถึงขีดสุด

 

มากกว่านั้นคือการที่คนที่เป็นผู้นำทัพเบียงคิเชเลสเต (แปลว่า สีฟ้า-ขาว) คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้คือ ลิโอเนล เมสซี ผู้ที่พวกเขาเชื่อกันว่าเป็นทายาทของมาราโดนาที่พระเจ้าประทานมาให้ชาวอาร์เจนไตน์ ซึ่งหลังจากที่ผ่านความเจ็บช้ำมามากมาย ผ่านการหมดรัก การตัดใจ การปรับความเข้าใจ กว่าที่เมสซีจะได้มีที่ในใจของชาวอาร์เจนไตน์ก็ใช้เวลาหลายปี

 

ต่างฝ่ายต่างรออย่างยาวนาน จนบางครั้งก็มีช่วงเวลาที่คิดว่าจะไม่มีวันนั้นแล้ว

 

แต่วันนี้เราจะไม่ได้มาบอกเล่าเรื่องราวซาบซึ้งอะไรกันครับ อยากจะมาชวนกันถอดบทเรียนทิ้งท้ายสักนิดดีกว่าว่าแล้ว ลิโอเนล เมสซี เขาทำอย่างไรจึงสามารถกลับมาพาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จ

 

เมสซีหัวใจสลาย หลังพ่ายชิลีในศึกโคปา อเมริกา 2015

 

1. ครูที่ยิ่งใหญ่คือคำว่าความพ่ายแพ้

 

ชั่วชีวิตของเมสซี เขาพิชิตความสำเร็จในเกมฟุตบอลมามากมายนับไม่ถ้วน

 

รางวัลส่วนตัวอย่างบัลลงดอร์ 7 สมัย, นักเตะยอดเยี่ยม FIFA 2 สมัย, นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของอาร์เจนตินา 14 จาก 17 ปีหลังสุด, ดาวซัลโวลาลีกา 7 สมัย, รางวัลดาวซัลโวยุโรป 6 สมัย, รางวัลลอริอุส (Laureus) รางวัลนักกีฬาอันทรงเกียรติ 1 สมัย

 

รางวัลกับสโมสรยิ่งไม่ต้องพูดถึง แชมป์ลาลีกา 10 สมัย, แชมป์โกปา เดล เรย์ 7 สมัย, แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก อีก 4 สมัย

 

แต่สิ่งที่เป็นปมด้อยในชีวิตของเขาคือความสำเร็จในระดับทีมชาติ และเป็นสิ่งที่เขารู้สึกผิดหวังมาตลอดที่ไม่สามารถพาอาร์เจนตินาเป็นแชมป์ได้สักที และมันยิ่งเจ็บมากขึ้นเมื่อถูกนำไปเปรียบเทียบกับมาราโดนา ที่ชาวอาร์เจนไตน์ยกให้เป็นเทพเจ้าลูกหนัง

 

เมสซีเคยถอดใจไปแล้วจากทีมชาติ หลังจากที่พาทีมเข้าชิงแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2014 และชิงแชมป์โคปา อเมริกาอีก 2 สมัย เท่ากับแพ้ในนัดชิง 3 รายการติดต่อกัน ความผิดหวังทำให้เจ้าตัวประกาศอำลาทีมชาติทันที

 

แต่ความพ่ายแพ้เหล่านี้เองก็ได้กลายเป็นครูที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ชนะมาตลอดอย่างเขา

 

 

เมสซี บอกทุกคนหลังแพ้ซาอุดีอาระเบียว่า “ขอให้ศรัทธาในทีม”

 

2. อย่าหมดศรัทธา

 

หลังจากที่ทุกฝ่าย (รวมถึง เมาริซิโอ มากรี ประธานาธิบดีในขณะนั้น) พยายามเกลี้ยกล่อมให้เมสซีเปลี่ยนใจกลับมาเล่นให้ทีมชาติอาร์เจนตินาอีกครั้ง เขาก็กลับมาใหม่

 

ท่าทีจากแฟนบอลเริ่มเปลี่ยนแปลง มีความเห็นอกเห็นใจเมสซีมากขึ้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าอะไรๆ มันจะดีขึ้นง่ายๆ

 

ในฟุตบอลโลก 2018 เมสซียังเป็นคนแบกอาร์เจนตินาเหมือนเดิม และด้วยสภาพร่างกายที่เริ่มโรยราในวัย 31 ปี ประกอบกับมีทีมที่ไม่ดีนัก สุดท้ายเส้นทางของพวกเขาก็จบลงแค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ด้วยการพ่ายแพ้ต่อฝรั่งเศส 3-4 ซึ่งต่อมา ‘เลส์ เบลอส์’ ก็กลายเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก

 

ถึงจุดนั้นมันง่ายมากที่จะถอดใจ แต่เมสซีก็ยังไม่ยอมแพ้ และดูเหมือนคราวนี้พระเจ้าจะได้ยินเสียงจากหัวใจของเขาบ้าง

 

ทีมอาร์เจนตินายุคใหม่ภายใต้การนำของ ลิโอเนล สกาโลนี รุ่นพี่ที่เคยเล่นเคียงข้างกันมาตั้งแต่เกมแรกที่เมสซีลงเล่นในนามทีมชาติอาร์เจนตินาชุดใหญ่นัดพบกับฮังการี (และโดนใบแดงตั้งแต่ยังไม่ครบนาที!) ค่อยๆ ประกอบร่างกลับมา

 

จนมาปลดล็อกได้ในปี 2021 เมื่อคว้าแชมป์โคปา อเมริกา ซึ่งเป็นแชมป์ระดับชาติรายการแรกได้ด้วยการล้มบราซิล ซึ่งมีเนย์มาร์รุ่นน้องคนสนิทนำทัพคาสนามในตำนานมาราคานา


การคว้าแชมป์ครั้งนี้ปลดเปลื้องความกดดันให้เมสซีที่หลั่งน้ำตาแบบไม่อายใคร ก่อนจะกลับมาฉลองร่วมกันกับแฟนๆ ที่ให้การยอมรับเขาแบบเต็มหัวใจแล้ว

 

จนมาถึงฟุตบอลโลกครั้งนี้ แม้อาร์เจนตินาจะแพ้นัดแรกแบบช็อกโลกต่อซาอุดีอาระเบีย แต่สิ่งที่เมสซีพยายามบอกกับแฟนบอลทุกคนคือ “ขอให้อย่าละศรัทธาจากทีมชุดนี้ เราจะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน”

 

และเมสซีก็ทำตามคำมั่นที่ให้ไว้จริงๆ

 

ในวัย 35 ปี เมสซียังดูแลสภาพร่างกายเป็นอย่างดี ดีกว่าหลายปีที่ผ่านมาด้วย

 

3. ดูแลตัวเองให้ดี

 

สิ่งที่เมสซีทำให้หลายคนประหลาดใจในฟุตบอลโลกครั้งนี้คือ การที่ถึงจะเข้าสู่วัย 35 ปีแล้ว แต่ยังพลิ้วไหวได้อยู่ มีจังหวะโซโล่สวยๆ หลายครั้งเรียกเสียงฮือฮาจากแฟนบอลได้

 

รวมถึงจังหวะโยกหลอก ยอสโก กวาร์ดิโอล กองหลังวัย 20 ปีของโครเอเชีย ซึ่งเป็นหนึ่งในกองหลังที่เล่นดีที่สุดในฟุตบอลโลกครั้งนี้จนหลง ก่อนเลื้อยไปส่งบอลให้ ฮูเลียน อัลวาเรซ กองหน้ารุ่นน้องจบสกอร์อย่างสวยงามในเกมรอบรองชนะเลิศ

 

เมสซีจะทำแบบนี้ไม่ได้แน่หากไม่มีการดูแลสภาพร่างกายของตัวเองมาเป็นอย่างดี ซึ่งสภาพร่างกายของเขาในเวลานี้กลับมาอยู่ในจุดที่น่าจะดีที่สุดในรอบหลายปี ทำให้แม้ความเร็วจะลดลงมากแต่ก็ยังดีเกินพอที่จะลากเลื้อยหลบคู่แข่งได้อย่างพลิ้วไหว

 

ร่างกายท่อนบนที่ทำมาอย่างแข็งแกร่งทำให้การเบียดแซะนักเตะที่ได้เปรียบในเรื่องศูนย์ถ่วงต่ำยิ่งเป็นไปได้ยากมาก ซึ่งนั่นหมายถึงเมสซีไม่ได้คิดจะใช้พรสวรรค์การเล่นของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่เขาดูแลตัวเองมาเป็นอย่างดีเพื่อให้มีสภาพร่างกายพร้อมที่สุดในศึกที่สำคัญที่สุดของชีวิต

 

ความเข้มแข็งของอาร์เจนตินาคือการที่พวกเขามีกันและกันเสมอ

 

4. ข้าไม่ได้มาคนเดียว

 

ปัญหาหนึ่งของคนที่เก่งมากๆ เก่งแบบโคตรเก่งคือ การที่พวกเขามักจะคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น ไม่มีใครจะทำได้ดีเท่า

 

ในบางอย่างบางเรื่องแนวทางแบบ ‘ข้ามาคนเดียว’ มันก็อาจจะใช้ได้ แต่บางทีมันก็พังได้เหมือนกัน ซึ่งกรณีตัวอย่างชัดเจนคือ คริสเตียโน โรนัลโด คู่ปรับฟ้าประทานของเขา ที่ประสบปัญหาอย่างหนักไม่ว่าจะกับสโมสรหรือทีมชาติ เพราะคิดว่าทีมต้องปรับตัวเข้าหา

 

สำหรับเมสซีถือเป็นโชคดีของชาวอาร์เจนตินาที่เขามาคนละแนว เพราะแม้จะเป็นคีย์แมนคนสำคัญของทีมที่มีความสำคัญสูงสุด จังหวะทีเด็ดทีขาด การตัดสินเกมอย่างไรเสียก็ต้องยกให้ แต่เมสซีไม่คิดที่จะทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว

 

สิ่งที่เมสซีจะทำคือ การทำประโยชน์ที่สุดให้กับทีม หากมันจะเป็นการต้องยิงประตูเองก็ยิง แต่ถ้าผ่านบอลให้เพื่อนได้ก็ทำ

 

ด้วยเหตุนี้ทำให้คู่แข่งจับทางอาร์เจนตินาได้ยากขึ้น เพราะงานนี้เมสซีไม่ได้มาคนเดียว แต่ยังมี ฮูเลียน อัลวาเรซ, อเล็กซิส แมค อัลลิสเตอร์, โรดริโก เด ปอล, เอนโซ เฟร์นันเดซ, อังเคล ดิ มาเรีย หรือแม้แต่แบ็กอย่างนาอูเอล โมลินา มาด้วย

 

จะไปรุมเมสซีคนอื่นก็ว่าง จะไปจับคนอื่นเมสซีก็ว่าง ทำตัวไม่ถูก

 

ที่สำคัญคือ เมื่อเมสซีเชื่อใจทุกคน ทุกคนก็พร้อมที่จะสู้เพื่อเมสซีเหมือนกัน เหมือนคำขวัญของ ‘สามทหารเสือ’ ในตำนานที่ว่า All for one, One for all

 

The Last Dance ก็ต้องรอเพลงสุดท้ายเท่านั้น

 

5. Save the Last Dance

 

สิ่งสุดท้ายที่มีความสำคัญมากๆ ที่ทำให้เมสซีคว้าแชมป์โลกได้ นั่นคือการรู้จักเก็บทีเด็ดของตัวเองเอาไว้ใช้ในเวลาสำคัญ

 

พูดง่ายๆ คือเมสซีจะสงวนแรงของตัวเองเอาไว้เพื่อใช้ในวินาทีที่มีความหมายเท่านั้น การเล่นของเขาจึงเป็นการเล่นในแบบน้อยแต่มาก (Less is more) ไม่เก็บบอลไว้กับตัวนาน ไม่เล่นคนเดียว และบ่อยครั้งที่เหมือนเดินเล่นในสวนมากกว่าวิ่งในสนามฟุตบอล

 

เขาทำแบบนี้เพราะรู้จักตัวเองดีว่าตัวเองในวัย 35 ปีมีแรงแค่ไหน ซึ่งก็โชคดีที่น้องๆ ในทีมพร้อมสู้ตายถวายชีวิตให้ทุกคน ทำให้เมสซีสามารถเก็บแรงที่มีจำกัดของตัวเองเอาไว้เพื่อรอช่วงเวลา ‘Messi Magic Moment’ ที่จะทำให้ทุกคนต้องตะลึง

 

ลูกยิงไกล 25 หลาในเกมกับเม็กซิโก, ลูกยิงในกรอบเขตโทษในเกมกับออสเตรเลีย, ลูกจ่ายให้โมลินาหลุดเข้าไปยิงในเกมกับเนเธอร์แลนด์, ลูกเลื้อยหนีกวาร์ดิโอลในเกมกับโครเอเชีย และจังหวะเซ็ตอัพเพลย์ประตูที่ 2 ของอาร์เจนตินา กับลูกที่เติมขึ้นไปยิงประตูนำ 3-2 ที่เกือบเป็นประตูชัยในนัดชิงชนะเลิศกับฝรั่งเศส

 

ไม่นับจังหวะแพรวพราวที่จะถูกงัดมาใช้เป็นระยะแต่ไม่พร่ำเพรื่อ

 

ประหนึ่งชายหนุ่มที่ยืนอดทนรอหญิงสาวที่แอบรักมานาน เพื่อรอที่จะได้เต้นรำกับเธอในบทเพลงสุดท้ายก่อนที่งานเลี้ยงจะเลิกรา

 

สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้เด็กชายตัวเล็กๆ จากโรซาริโอ ที่แบกความหวังของคนทั้งประเทศมายาวนานเกือบ 2 ทศวรรษ สามารถทำความฝันให้กลายเป็นความจริงได้

 

หวังว่าจะมีสักอย่างสองอย่างที่สามารถจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครได้บ้างนะครับ 🙂   

The post ถอดบทเรียน ลิโอเนล เมสซี พาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในวัย 35 ปีได้อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวโมร็อกโกหลายพันคน ต้อนรับ ‘ฮีโร่’ กลับบ้าน หลังสร้างประวัติศาสตร์จบที่ 4 ในศึกฟุตบอลโลก 2022 https://thestandard.co/worldcup2022-21122022/ Wed, 21 Dec 2022 05:09:47 +0000 https://thestandard.co/?p=726738 โมร็อกโก

หลังทัพ ‘ราชสีห์แห่งแอตลัส’ โมร็อกโกสร้างประวัติศาสตร์ใ […]

The post ชาวโมร็อกโกหลายพันคน ต้อนรับ ‘ฮีโร่’ กลับบ้าน หลังสร้างประวัติศาสตร์จบที่ 4 ในศึกฟุตบอลโลก 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โมร็อกโก

หลังทัพ ‘ราชสีห์แห่งแอตลัส’ โมร็อกโกสร้างประวัติศาสตร์ในศึกฟุตบอลโลก 2022 กาตาร์ ด้วยการเป็นทีมจากทวีปแอฟริกาที่สามารถทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้เป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ และจบที่อันดับ 4 ในท้ายที่สุด

 

ล่าสุดวันนี้ (21 ธันวาคม) พลพรรคนักเตะและทีมงานสตาฟฟ์โค้ชของทีมชาติโมร็อกโกเดินทางกลับถึงโมร็อกโกเป็นที่เรียบร้อย ท่ามกลางประชาชนชาวโมร็อกโกหลายพันชีวิตต่างพากันโบกธง จุดดอกไม้ไฟสีแดง ตีกลอง และโห่ร้องเพลง “ole, ole, ole, ole, Maghreb, Maghreb” ซึ่งเป็นภาษาอาหรับสำหรับโมร็อกโก เพื่อต้อนรับนักเตะชุดประวัติศาสตร์ จนเนืองแน่นเมืองราบัต เมืองหลวงของโมร็อกโก

 

สำหรับโมร็อกโกในการดูแลของ ‘วาลิด เรกรากุย’ ชุดนี้ได้เริ่มสร้างความมหัศจรรย์ตั้งแต่ในรอบแบ่งกลุ่ม ด้วยการทำผลงานชนะ 2 เสมอ 1 (ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการชนะทีมชาติเบลเยียม 2-0) จนจบรอบแบ่งกลุ่มในฐานะแชมป์กลุ่ม F และช็อกโลกต่อด้วยการปราบทีมที่ชื่อชั้นเหนือกว่าอย่างสเปน (รอบ 16 ทีมสุดท้าย) และโปรตุเกส (รอบ 8 ทีมสุดท้าย) จนสร้างประวัติศาสตร์คว้าอันดับ 4 ในศึกฟุตบอลโลก 2022 ในที่สุด

 

โมร็อกโก โมร็อกโก โมร็อกโก โมร็อกโก

 

อ้างอิง:

The post ชาวโมร็อกโกหลายพันคน ต้อนรับ ‘ฮีโร่’ กลับบ้าน หลังสร้างประวัติศาสตร์จบที่ 4 ในศึกฟุตบอลโลก 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Salt Bae กับดราม่าถ้วยฟุตบอลโลก คำถามที่ FIFA ยังไม่กล้าตอบ https://thestandard.co/salt-bae-world-cup-trophy/ Tue, 20 Dec 2022 14:17:48 +0000 https://thestandard.co/?p=726508

ฟุตบอลโลกจบลงไปแล้วแต่ดูเหมือนจะมีเรื่องดราม่าเป็นควันห […]

The post Salt Bae กับดราม่าถ้วยฟุตบอลโลก คำถามที่ FIFA ยังไม่กล้าตอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ฟุตบอลโลกจบลงไปแล้วแต่ดูเหมือนจะมีเรื่องดราม่าเป็นควันหลงที่แฟนฟุตบอลทั่วโลกวิพากษ์วิจารณ์กันต่อ และดูเหมือนจะเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ต้องปวดหัวอย่างแน่นอน

 

โดยเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของผ้าคลุมหรือ ‘บิชต์’ ที่เอมีร์แห่งกาตาร์ได้สวมใส่ให้แก่ ลิโอเนล เมสซี ในพิธีรับถ้วยฟุตบอลโลกที่สนามลูเซล หลังอาร์เจนตินาเอาชนะฝรั่งเศสได้ในการดวลลูกจุดโทษเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (18 ธันวาคม) ซึ่งทางเจ้าภาพยืนยันว่าเป็นการ ‘ให้เกียรติสูงสุด’ ตามวัฒนธรรมของชาวอาหรับ

 

แต่เป็นเรื่องที่เชฟเซเลบริตี้ชื่อดังอย่าง Sale Bae หรือ นุสเรต กอคซ์ เจ้าของภัตตาคารชื่อดังระดับโลก ได้ถือวิสาสะในการเดินลงไปในสนามลูเซลหลังจบเกมนัดชิงชนะเลิศ และได้ถือโอกาสในการสัมผัสกับโทรฟี่ฟุตบอลโลก

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เพราะเป็นการทำผิดกฎที่ FIFA บัญญัติเอาไว้อย่างร้ายแรง โดยหลังจากที่มีการยกเลิกการใช้ถ้วยชูลส์ ริเมต์ เพื่อมอบให้เป็นสมบัติถาวรของทีมชาติบราซิลที่เป็นชาติแรกที่ได้แชมป์ฟุตบอลโลก 3 สมัยในปี 1970 ทางด้านองค์กรลูกหนังโลกได้จัดสร้างถ้วยรางวัลใบใหม่ขึ้นมา

 

ถ้วยใบนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า FIFA World Cup Trophy หรือเรียกกันง่ายๆ ว่าถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก ซึ่งทำจากทองคำ 18 กะรัต มีส่วนสูง 36.8 เซนติเมตร น้ำหนัก 6.175 กิโลกรัม โดยเป็นผลงานออกแบบของบริษัท Stabilimento Artistico Bertoni จากประเทศอิตาลี

 

เพื่อความปลอดภัยของถ้วยและความขลัง FIFA ได้บัญญัติกฎข้อหนึ่งเกี่ยวกับถ้วยใบนี้ที่สำคัญอย่างยิ่ง

 

“ถ้วยใบนี้จะถูกสัมผัสและถูกได้เพียงกลุ่มคนที่ถูกเลือกเท่านั้น ซึ่งรวมถึงอดีตแชมป์โลกและประมุขของรัฐ”

 

ในความหมายคือห้ามคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับทีมที่ได้แชมป์ฟุตบอลโลกแตะต้องอย่างเด็ดขาด

 

แต่ Salt Bae ซึ่งเป็นแขกในระดับ VVIP ของ จานนี อินฟานติโน ประธาน FIFA คนปัจจุบันที่มีความสนิทสนมกันอย่างมาก ได้ถือวิสาสะลงไปในสนามหลังจบพิธีมอบโทรฟี่ทั้งๆ ที่มีข้อห้ามอย่างชัดเจนว่าไม่สามารถลงไปได้ 

 

เชฟวัย 39 ปีได้พยายามที่จะขอเข้าไปถ่ายภาพกับ ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา ซึ่งในทีแรกเมสซีพยายามไม่สนใจแต่ถูกตื๊อจนต้องถ่ายรูปร่วมด้วย

 

หลังจากนั้น Salt Bae ได้ละเมิดกฎเหล็กของ FIFA ด้วยการพยายามขอสัมผัสและชูถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกในกลุ่มนักเตะอาร์เจนตินา โดยได้โพสท่า ‘โรยเกลือ’ อันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองด้วย

 

เรื่องนี้ FIFA ไม่มีคำตอบให้ว่าทำไม Salt Bae ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ จึงสามารถลงไปและทำในสิ่งที่ FIFA ห้ามไม่ให้ใครทำได้ (ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง ก็ฝ่าฝืนลงไปในสนามเพื่อปลอบใจ คีเลียน เอ็มบัปเป เช่นกัน) 

 

หรือเพราะคิดว่าเป็นเพื่อนท่านประธานจึงทำได้? 

 

 

แล้วถ้วยที่เห็นถ้วยจริงหรือถ้วยปลอม?

สำหรับถ้วยฟุตบอลโลกสีทองที่เห็นในนัดชิงชนะเลิศที่เมสซีชูและพากลับไปอาร์เจนตินาแล้วนั้นคือถ้วยใบจริง

 

ถ้วยใบจริงนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1974 ซึ่งตามธรรมเนียมเดิมจะมอบให้แชมป์เก็บรักษาไว้เป็นเวลา 4 ปี ก่อนจะมีการส่งมอบกลับมาให้ FIFA เพื่อมอบให้แก่แชมป์ทีมใหม่ต่อไป แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมใหม่เพื่อความปลอดภัยของถ้วยเองหลังเกิดเหตุถ้วยชูลส์ ริเมต์ ถูกขโมยถึง 2 ครั้งก่อนถูกนำไปหลอมละลาย

 

ถ้วยใบนี้ถูกเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ของ FIFA ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และจะถูกนำออกมาเพื่อการทัวร์ถ้วยแชมป์โลกในช่วงก่อนการแข่งขันและในพิธีการจับสลากแบ่งสายฟุตบอลโลกเท่านั้น และในช่วงฟุตบอลโลกในเกมนัดเปิดสนามและนัดชิงชนะเลิศเพื่อรอมอบแก่แชมป์โลก

 

แชมป์โลกจะมีสิทธิ์นำถ้วยกลับไปร่วมฉลอง แต่หลังจากนั้นจะต้องนำถ้วยส่งคืน โดย FIFA จะส่งมอบถ้วยใบจำลองให้เก็บรักษาไว้เป็นเวลา 4 ปีด้วยกัน โดยถ้วยจำลองไม่ได้ทำจากทองคำแล้วแต่ทำจากทองแดงและชุบสีทองแทน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

 

The post Salt Bae กับดราม่าถ้วยฟุตบอลโลก คำถามที่ FIFA ยังไม่กล้าตอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
PHOTO JOURNAL: Buen día! https://thestandard.co/worldcup2022-20122022-4/ Tue, 20 Dec 2022 13:22:29 +0000 https://thestandard.co/?p=726485

กลายเป็นภาพที่ทำให้แฟนฟุตบอลอมยิ้มกันทั่วโลกเมื่อ ลิโอเ […]

The post PHOTO JOURNAL: Buen día! appeared first on THE STANDARD.

]]>

กลายเป็นภาพที่ทำให้แฟนฟุตบอลอมยิ้มกันทั่วโลกเมื่อ ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาเผยภาพตอนงีบหลับและตื่นมาพร้อมกับถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกที่ไม่ยอมให้ห่างมือเลย! 

 

โดยหลังจากที่ทัพนักเตะทีมชาติอาร์เจนตินา เดินทางจากกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ กลับมาถึงสนามบินนานาชาติเอเนอิซา กรุงบัวโนสไอเรส ในเวลา 02.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น ได้มีการขึ้นรถแห่ฉลองแชมป์โลกท่ามกลางแฟนฟุตบอลทีมฟ้าขาวที่ออกมาต้อนรับเหล่าวีรบุรุษของชาติจำนวนมากมายมหาศาล

 

จากนั้นทัพนักเตะแชมป์โลกทุกคนได้เข้าพักที่ศูนย์ฝึกซ้อมของสมาคมฟุตบอลอาร์เจนตินา เพื่อพักผ่อนหลังการเดินทางไกลถึง 21 ชั่วโมงด้วยกัน ซึ่งเมสซีก็ได้นอนพักผ่อนด้วยเช่นกัน และเป็นที่มาของภาพชุดประวัติศาสตร์ที่น่าประทับใจชุดนี้

 

 

ภาพ: Leo Messi

The post PHOTO JOURNAL: Buen día! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพฉลองแชมป์ของ ‘ลิโอเนล เมสซี’ กลายเป็นโพสต์ที่มีผู้คนกดถูกใจมากที่สุดตลอดกาลบน Instagram https://thestandard.co/worldcup2022-20122022-3/ Tue, 20 Dec 2022 12:18:53 +0000 https://thestandard.co/?p=726440 Lionel Messi World Cup 2022

นอกจากชัยชนะในสนามฟุตบอลที่นำมาสู่แชมป์โลกสมัยที่ 3 ของ […]

The post ภาพฉลองแชมป์ของ ‘ลิโอเนล เมสซี’ กลายเป็นโพสต์ที่มีผู้คนกดถูกใจมากที่สุดตลอดกาลบน Instagram appeared first on THE STANDARD.

]]>
Lionel Messi World Cup 2022

นอกจากชัยชนะในสนามฟุตบอลที่นำมาสู่แชมป์โลกสมัยที่ 3 ของทีมชาติอาร์เจนตินา และเป็นการส่งท้ายการเล่นในรายการฟุตบอลโลกอย่างยิ่งใหญ่ของ ‘ลิโอเนล เมสซี’ แล้ว

 

ล่าสุด (20 ธันวาคม) ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา ได้ทำลายสถิติใหม่ในสนามโซเชียลมีเดียบน Instagram หลังภาพฉลองแชมป์ที่ดาวเตะวัย 35 ปี ได้โพสต์ไว้เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (18 ธันวาคม) ได้ทำสถิติเป็นโพสต์ที่มีผู้คนมากดถูกใจให้มากที่สุดในโลก ด้วยจำนวน 57 ล้านไลก์ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 วัน

 

แทนที่สถิติเดิมของ ‘world_record_egg’ ที่ถูกโพสต์ไว้เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2019 ซึ่งมียอดการกดถูกใจจำนวน 56 ล้านไลก์ ไปเป็นที่เรียบร้อย

 

หมายเหตุ: ข้อมูลดังกล่าวอัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2022 เวลา 18.11 น.

 

ชมภาพฉลองแชมป์ของ ‘ลิโอเนล เมสซี’ บน Instagram ได้ที่

 

 

The post ภาพฉลองแชมป์ของ ‘ลิโอเนล เมสซี’ กลายเป็นโพสต์ที่มีผู้คนกดถูกใจมากที่สุดตลอดกาลบน Instagram appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟนบอลแห่ต้อนรับแข้ง ‘อาร์เจนตินา’ กลับบ้าน ฉลองแชมป์โลกสมัยที่ 3 https://thestandard.co/worldcup2022-20122022-2/ Tue, 20 Dec 2022 10:10:00 +0000 https://thestandard.co/?p=726255 อาร์เจนตินา

หลังแมตช์การแข่งขันสุดมันในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2022 […]

The post แฟนบอลแห่ต้อนรับแข้ง ‘อาร์เจนตินา’ กลับบ้าน ฉลองแชมป์โลกสมัยที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์เจนตินา

หลังแมตช์การแข่งขันสุดมันในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2022 ซึ่งผลปรากฏว่าทีมชาติอาร์เจนตินาสามารถสยบแชมป์เก่าฝรั่งเศสในช่วงการดวลจุดโทษ 4-2 (หลังเสมอในเวลา 120 นาที 3-3) ส่งผลให้ทัพฟ้า-ขาวผงาดคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 ในรอบ 36 ปี มาครองอย่างยิ่งใหญ่

 

ล่าสุดวันนี้ (20 ธันวาคม) ทัพนักเตะทีมชาติอาร์เจนตินาได้เดินทางถึงบ้านเกิดเป็นที่เรียบร้อย ในช่วงเวลา 02.24 น. ตามเวลาท้องถิ่นของอาร์เจนตินา ท่ามกลางชาวอาร์เจนไตน์ที่แห่มาตั้งขบวนต้นรับฮีโร่ของประเทศกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง 

 

ทั้งนี้ รัฐบาลอาร์เจนตินาได้ประกาศให้วันนี้เป็นวันหยุด เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมฉลองแชมป์ร่วมกับนักเตะ ซึ่งมีพื้นที่หลักสำหรับการฉลองอยู่ที่เสาโอเบลิสก์ กลางเมืองบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งจะเริ่มในช่วง 12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

 

อาร์เจนตินา อาร์เจนตินา อาร์เจนตินา อาร์เจนตินา

The post แฟนบอลแห่ต้อนรับแข้ง ‘อาร์เจนตินา’ กลับบ้าน ฉลองแชมป์โลกสมัยที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 นักเตะแจ้งเกิดในศึกฟุตบอลโลก 2022 https://thestandard.co/worldcup2022-20122022/ Tue, 20 Dec 2022 09:36:54 +0000 https://thestandard.co/?p=726294

  🇦🇷 เอนโซ เฟร์นันเดซ | สโมสร: เบนฟิกา   แจ้ง […]

The post 8 นักเตะแจ้งเกิดในศึกฟุตบอลโลก 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

🇦🇷 เอนโซ เฟร์นันเดซ | สโมสร: เบนฟิกา

 

แจ้งเกิดแบบเต็มตัว สำหรับ ‘เอนโซ เฟร์นันเดซ’ มิดฟิลด์วัย 21 ปีของเบนฟิกา แม้ในช่วงต้นของทัวร์นาเมนต์อาจจะไม่ใช่ผู้เล่นตามแผน 11 ตัวจริงชุดแรกของ ลิโอเนล สกาโลนี แต่การที่เจ้าตัวเริ่มได้พิสูจน์ตัวจากการเป็นตัวสำรองหลังนาทีที่ 50 ใน 2 นัดแรก ด้วยการเค้นฟอร์มเก่ง ทำหน้าที่เชื่อมเกมแดนกลางให้กับทีมได้เป็นอย่างดี ทำให้นัดที่พบกับโปแลนด์ลากยาวมาถึงนัดชิงชนะเลิศ แข้งหนุ่มจากซาน มาร์ติน ถูกเลือกให้เป็นผู้เล่นกำลังหลักในแดนกลางมาโดยตลอด จนได้รับรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์มาครองในที่สุด

 

 

 

🇳🇱 โคดี กักโป | สโมสร: พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน

 

นับเป็นนักเตะที่ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของทัพ ‘อัศวินสีส้ม’ เนเธอร์แลนด์ สำหรับ ‘โคดี กักโป’ แนวรุกวัย 23 ปีของพีเอสวี ไอนด์โฮเฟน แม้ทีมจะยุติเส้นทางตั้งแต่รอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่ผลงานสร้างชื่อของเจ้าตัวในทัวร์นาเมนต์บอลโลกครั้งนี้คงหนีไม่พ้นการจบทัวร์นาเมนต์ด้วยการเป็นดาวซัลโวของทีมชาติที่ 3 ประตู ซึ่งทั้ง 3 ประตูนั้นส่งผลให้กักโป กลายเป็นนักเตะเนเธอร์แลนด์คนแรกที่ทำประตูได้จาก 3 นัดแรก (รอบแบ่งกลุ่ม) ในศึกฟุตบอลโลก

 

 

 

🏴󠁧󠁢󠁥󠁮󠁧󠁿 จูด เบลลิงแฮม | สโมสร: โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

 

แม้จะลงเล่นในสีเสื้อ ‘ทรีไลออนส์’ มาประมาณหนึ่งแล้ว สำหรับ ‘จูด เบลลิงแฮม’ มิดฟิลด์วันเดอร์คิดของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แต่ผลงานในฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้สร้างชื่อให้เบลลิงแฮมแบบเต็มตัวในฐานะนักเตะกำลังหลักของทีมชาติอังกฤษในแผงแดนกลางด้วยวัยเพียง 19 ปีเท่านั้น โดยมีผลงานลงเล่น 5 นัด ยิง 1 และแอสซิสต์อีก 1 ครั้ง และแม้อังกฤษจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่อย่างน้อยชื่อของเด็กคนนี้ได้เป็นที่จดจำของแฟนบอลทั่วโลกไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

 

🇲🇦 ยาสซีน บูนู | สโมสร: เซบียา

 

ถึงอายุอานามจะล่วงเลยเข้าวัย 31 ปี แต่ผู้รักษาประตูของเซบียารายนี้ถือเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่มาสร้างชื่อได้เป็นอย่างดี ไม่แพ้เด็กดาวรุ่งรุ่นใหม่ ด้วยผลงานการเซฟประตูแบบอุตลุดตั้งแต่ในรอบแบ่งกลุ่ม จนทีมสามารถจบ 3 นัดแรกด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม ก่อนจะมาช็อกโลกด้วยการไล่เขี่ยทีมที่มีชื่อชั้นเหนือกว่าอย่างสเปน ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย และโปรตุเกส ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย 

 

ซึ่งผลงานเหล่านี้ เครดิตส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับ ยาสซีน บูนู ที่สามารถช่วยทีมเซฟในจังหวะสำคัญๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม จนทำให้ทีมม้ามืดอย่างโมร็อกโกจบอันดับ 4 ในศึกฟุตบอลโลก 2022 ไปอย่างประทับใจแฟนบอล

 

 

 

🇭🇷 ยอสโก กวาร์ดิโอล | สโมสร: แอร์เบ ไลป์ซิก

 

เป็นผู้เล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กอีกรายที่สร้างความประทับใจให้แฟนบอลในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ภายใต้หน้ากากกันกระแทกสีดำอย่าง ‘ยอสโก กวาร์ดิโอล’ หลังเป็นหนึ่งในนักเตะสายเลือดใหม่ของทัพโครแอตที่ถูก ซลัตโก ดาลิช เลือกใช้บริการเป็นตัวจริง 7 นัดติดต่อกันด้วยวัยเพียง 20 ปีเท่านั้น และด้วยรูปร่าง ความสามารถ รวมถึงความคล่องตัวที่หยุดเกมรุกคู่แข่งได้ดี ถือเป็นส่วนสำคัญให้ทีมตาหมากรุกจบฟุตบอลโลกหนนี้ด้วยการเป็นอันดับที่ 3

 

 

 

🇵🇹 กอนซาโล รามอส | สโมสร: เบนฟิกา

 

อาจไม่ได้เป็นทัวร์นาเมนต์ที่ดีอย่างที่คาดหวังสำหรับทีมชาติโปรตุเกส หลังต้องตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยน้ำมือของโมร็อกโก แต่สิ่งที่นับเป็นหมุดหมายที่ดีของทีมคือการที่กองหน้าวัย 21 ปีของเบนฟิกาอย่าง ‘กอนซาโล รามอส’ สามารถแจ้งเกิดได้เต็มตัว ด้วยการตะบันแฮตทริกในเกมกับสวิตเซอร์แลนด์ และด้วยความยอดเยี่ยมนี้เองที่สามารถทำให้เจ้าตัวขยับขึ้นเป็นตัวเลือกแรกๆ ของทีมแทนที่ดาวเตะซูเปอร์สตาร์อย่าง คริสเตียโน โรนัลโด ในช่วงหลัง

 

 

 

🇦🇷 ฮูเลียน อัลวาเรซ | สโมสร: แมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

ทำผลงานได้สมราคาหมายเลข 9 ของทีมมากๆ สำหรับกองหน้าวัย 22 ปีจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ‘ฮูเลียน อัลวาเรซ’ ที่เข้ามาเป็นกำลังหลักในแผงเกมรุกของทัพฟ้า-ขาว และประสานงานกับ ลิโอเนล เมสซี รวมถึงแข้งรายอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี จนนำไปสู่การทำผลงานลงเล่น 7 นัด ยิงไป 4 ประตู และทำอีก 1 แอสซิสต์ ซึ่งแข้งรายนี้นับเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้อาร์เจนตินาเถลิงแชมป์โลกสมัย 3 อย่างยิ่งใหญ่

 

 

 

🇭🇷 โดมินิก ลิวาโควิช | สโมสร: ดินาโม ซาเกร็บ

 

เข้ามาเป็นมือหนึ่งของทีมชาติโครเอเชียได้อย่างไม่มีตกหรือบกพร่องเลยสำหรับ ‘โดมินิก ลิวาโควิช’ มือกาววัย 27 ปีจากดินาโม ซาเกร็บ ที่ต้องมารับช่วงต่อจากนายทวารรุ่นพี่อย่าง ดานิเยล ซูบาซิช หลังทำผลงานเซฟลูกยิงคู่แข่งได้มากถึง 24 ครั้งในฟุตบอลโลกหนนี้ ซึ่งมากกว่าผู้รักษาประตูทุกคน รวมถึงช็อตเซฟจุดโทษที่เขี่ยญี่ปุ่นและบราซิลตกรอบมาแล้ว นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สื่อต่างประเทศหลายสำนักเทใจยกให้ ลิวาโควิช ติดทีมยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ แม้เจ้าของรางวัล Golden Glove (ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม) จะเป็นของ เอมิเลียโน มาร์ติเนซ ก็ตาม

The post 8 นักเตะแจ้งเกิดในศึกฟุตบอลโลก 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงคราม ภัยพิบัติธรรมชาติ การจากลา และคราบน้ำตาจากโศกนาฏกรรม ประมวลเหตุการณ์ที่สุดแห่งปี 2022 https://thestandard.co/most-significant-world-events-in-2022/ Tue, 20 Dec 2022 06:27:01 +0000 https://thestandard.co/?p=726135 เหตุการณ์ที่สุดแห่งปี

เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่อึดใจก็จะก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่กันแ […]

The post สงคราม ภัยพิบัติธรรมชาติ การจากลา และคราบน้ำตาจากโศกนาฏกรรม ประมวลเหตุการณ์ที่สุดแห่งปี 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุการณ์ที่สุดแห่งปี

เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่อึดใจก็จะก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่กันแล้ว หลายคนอาจจะกำลังรู้สึกว่าเผลอแป๊บเดียวเวลาก็ล่วงเลยไปแล้วอีก 1 ปี ดังที่มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ‘ช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปไวเสมอ’

 

แต่หากทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบโลกในปี 2022 ซึ่งมีทั้งโรคระบาด การจากไปของบุคคลสำคัญอันเป็นที่รัก และคราบน้ำตาของประชาชนที่หลั่งไหลออกมาจากโศกนาฏกรรม ความขัดแย้ง ไฟสงคราม และภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นติดๆ กันแบบไม่เว้นช่วงให้ได้พักหายใจ ก็อาจทำให้ปี 2022 นั้นเป็นช่วงที่เวลาที่ยาวนานเสียเหลือเกินสำหรับใครอีกหลายคน

 

อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าฟ้าหลังฝนนั้นจะงดงามกว่าที่เคย THE STANDARD ขอยกให้ปี 2022 เป็นปีแห่งการเรียนรู้ ที่หลายคน หลายประเทศ จะร่วมกันถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อสร้างอนาคตที่เข้มแข็งและสดใสกว่าสำหรับเราทุกคน

 

เหตุการณ์ที่สุดแห่งปี

 

รัสเซียเปิดฉากสงครามในยูเครน

 

เปิดศักราช 2022 มาได้ไม่ถึง 2 เดือนดี ก็เกิดเหตุการณ์ใหญ่ที่ทั่วโลกหวาดผวา เมื่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน สั่งเปิดฉากสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘ปฏิบัติการทางทหารพิเศษ’ ในยูเครน เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ โดยได้ส่งทหารเข้ามาในพื้นที่ พร้อมถล่มยิงด้วยอาวุธใส่ยูเครนต่อเนื่องจนเวลาล่วงเลยมาสู่เดือนที่ 10 ทำให้มีทหารและพลเรือนจากทั้งสองฝ่ายต้องบาดเจ็บล้มตายลงอย่างน่าเศร้า ขณะที่ประชาชนหลายล้านคนต้องอพยพย้ายถิ่นฐานออกจากบ้านเกิดของตนเอง ท่ามกลางเสียงประณามและการกระหน่ำคว่ำบาตรจากนานาชาติ 

 

แต่สิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึงนั้นคือ ชาติเล็กๆ อย่างยูเครนกลับมีความห้าวหาญและสามารถตั้งรับการรุกรานได้อย่างเหนียวแน่น (จากความช่วยเหลือของชาติพันธมิตรซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา) สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนที่ชัดเจนของเกมภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบันที่แตกออกเป็นสองขั้ว ซึ่งไม่มีใครรู้เลยว่าสงครามที่เกิดขึ้นนี้จะจบลงเช่นไร

 

ภาพ: Bulent Kilic / AFP


เหตุการณ์ที่สุดแห่งปี

 

ฝีดาษลิงระบาดทั่วโลก 

 

ในช่วงเวลาที่คนทั่วโลกเพิ่งจะเริ่มทำใจอยู่ร่วมกับโควิดได้ แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อในช่วงเดือนพฤษภาคมโลกเผชิญกับโรคระบาดใหม่อย่าง mpox หรือชื่อเก่าคือฝีดาษลิง โดยพบผู้ป่วยคลัสเตอร์แรกในอังกฤษเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ก่อนที่จะเริ่มแพร่ระบาดไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลก โชคดีที่ประเทศไทยของเราพบการระบาดในระดับที่ค่อนข้างบางเบาเมื่อเทียบกับหลายประเทศ

 

ภาพ: CDC/IMAGE POINT FR/BSIP/Universal Images Group via Getty Images


 

 

 

ประท้วงศรีลังกา

ศรีลังกาเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุด นับตั้งแต่แยกตัวเป็นเอกราชจากอังกฤษในปี 1948 ตามด้วยการประท้วงขับไล่รัฐบาลที่กินเวลายาวนานหลายเดือน ส่งผลให้สถานการณ์บ้านเมืองของประเทศที่มีประชากรราว 22 ล้านคนตกอยู่ท่ามกลางวังวนแห่งความโกลาหลตลอดปี 2022

 

ประชาชนชาวศรีลังกาต่างโกรธแค้นรัฐบาลที่ไม่สามารถจัดการกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ได้ ส่งผลให้หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความอดอยาก ขาดแคลนแม้กระทั่งอาหาร รวมถึงสิ่งของจำเป็นอย่างเชื้อเพลิงและยารักษาโรค จนนำไปสู่การลุกฮือประท้วงทั่วประเทศ 

 

จนที่สุดในวันที่ 9 กรกฎาคม ผู้ประท้วงชาวศรีลังกาหลายพันคนได้บุกเข้าไปในบ้านพักของโกตาบายา ราชปักษา ประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งในห้วงเวลานั้น ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งได้จุดไฟเผาบ้านพักส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีรานิล วิกรมสิงเห โดยผู้ประท้วงได้หลั่งไหลเข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านพักผู้นำศรีลังกาทั้ง 2 แห่ง ภาพจากวิดีโอเผยให้เห็นผู้ประท้วงบางคนที่กำลังว่ายน้ำอย่างสบายใจในบ้านพักของประธานาธิบดี ขณะที่บางคนเล่นเกมกระดาน ณ Temple Trees ที่พำนักอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีศรีลังกา ส่วนคนอื่นๆ นอนเล่นอยู่บนโซฟาและเตียงนอนที่นุ่มสบายและหรูหรา สวนทางกับสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากของประชาชน ก่อนที่ท้ายที่สุดราชปักษาจะลี้ภัยไปต่างประเทศในวันที่ 13 กรกฎาคม และยอมลาออกในเวลาต่อมา

 

ภาพ: Arun Sankar / AFP


 

 

น้ำท่วมใหญ่ปากีสถาน

 

นี่คือภาพนาทีที่เฮลิคอปเตอร์ขององค์การสหประชาชาติ (UN) เข้ามอบความช่วยเหลือให้แก่ประชาชนชาวปากีสถานที่ไร้ที่อยู่อาศัย หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่จนพื้นที่กว่า 1 ใน 3 ของประเทศจมหายไปอยู่ใต้บาดาล นับเป็นอุทกภัยครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ที่มีประชาชนกว่า 230 ล้านคนต้องรับกรรมร่วมกัน โดยผู้เชี่ยวชาญพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ภาวะโลกรวน’ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ปากีสถานเผชิญกับฝนที่ตกหนักผิดปกติ 

 

เหตุน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,760 คน ขณะภาพความทุกข์ยากมีให้เห็นทุกหย่อมหญ้า ผู้คนมากมายที่ไร้บ้าน ไร้น้ำดื่ม ไร้อาหารประทังชีวิต ต้องเดินเท้าเพื่อหาที่แห้งอาศัยอยู่ชั่วคราว หลายครอบครัวต้องใช้น้ำที่ท่วมขังมาดื่มประทังชีพ จนร่างกายติดเชื้อและป่วยในที่สุด

 

รายงานดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศโลกปี 2021 โดย Germanwatch ระบุว่า ปากีสถานรั้งอันดับ 8 ใน 10 ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความเสี่ยงด้านภาวะโลกรวน โดยภูมิภาคเอเชียใต้ถือเป็นจุดเสี่ยงสูงสุด ซึ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมีสิทธิ์ตายเพราะผลกระทบจากโลกรวนสูงกว่าคนในพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลกถึง 15 เท่า แต่น่าเศร้าว่าหากมาดูตัวเลขกันจริงๆ แล้ว ปากีสถานกลับเป็นชาติที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของยอดการปล่อยก๊าซทั้งหมดทั่วโลก แต่กลับต้องมารับเคราะห์กรรมที่น่าเศร้าเช่นนี้ จนถึงกับมีผู้กล่าวว่า ปากีสถานคือเหยื่อจากการกระทำอันไร้ความรับผิดชอบของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

 

ภาพ: Rizwan Tabassum / AFP


 

 

 

ลอบสังหารชินโซ อาเบะ

 

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 67 ปี หลังถูกลอบยิงขณะกำลังกล่าวปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาสูงให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ในเมืองนารา สร้างความตกตะลึงให้กับคนทั่วโลก

 

อาเบะถือเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองญี่ปุ่น ในช่วงปี 2006-2007 และปี 2012-2020 โดยเขาเป็นนายกฯ สายเหยี่ยวที่มุ่งมั่นสร้างให้ญี่ปุ่นมีบทบาทบนเวทีโลกมากขึ้น รวมถึงเป็นผู้สร้างยุทธศาสตร์ Abenomics ซึ่งเป็นนโยบายที่หวังกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่อยู่ในภาวะซบเซามายาวนาน 

 

เหตุอาชญากรรมจากอาวุธปืนถือว่าแทบไม่เคยเกิดขึ้นเลยในสังคมญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นประเทศที่มีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนเข้มงวดมาก เหตุการณ์ลอบสังหารอดีตผู้นำจึงถือเป็นเรื่องสะเทือนขวัญ และก่อให้เกิดคำถามที่ว่า แล้วความปลอดภัยของประชาชนและนักการเมืองอยู่ตรงไหน

 

ภาพ: Sam Panthaky / AFP


 

 

เจมส์ เว็บบ์ เผยภาพห้วงอวกาศลึกครั้งแรก 

 

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม NASA ได้แถลงข่าวร่วมกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อเปิดเผยภาพแรกที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ของโครงการศึกษาดาราศาสตร์อินฟราเรดที่แพงที่สุดและทันสมัยที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเป็นภาพสีแบบ Deep Field ที่คมชัดและมีรายละเอียดมากที่สุดของกระจุกกาแล็กซี SMACS 0723 ซึ่งอยู่ห่างออกจากโลกออกไปถึง 4.6 พันล้านปีแสงในทิศทางของกลุ่มดาวโวลันใต้

 

ประธานาธิบดีโจ ไบเดนกล่าวถึงความสำเร็จนี้ว่า “ภาพเหล่านี้ได้ย้ำเตือนโลกว่า สหรัฐฯ สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่นี้ได้ และยังย้ำเตือนคนอเมริกัน โดยเฉพาะลูกหลานของเราว่าไม่มีอะไรเกินความสามารถของเรา เราสามารถเห็นความเป็นไปได้ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน เราสามารถไปในที่ที่ไม่มีใครเคยไปมาก่อนได้”

 

ภาพ: NASA via Getty Images


 

 

อังกฤษเปลี่ยนนายกฯ 3 คนใน 2 เดือน

 

ปี 2022 นับเป็นหนึ่งในปีประวัติศาสตร์ที่ต้องถูกจารึกลงหน้าการเมืองของอังกฤษว่ามีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีของประเทศถึง 3 คนด้วยกัน 

 

เริ่มจากวันที่ 7 กรกฎาคม บอริส จอห์นสัน ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้นำพรรคคอนเซอร์เวทีฟ หลังรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของจอห์นสัน พร้อมด้วยผู้ดำรงตำแหน่งอื่นๆ ในรัฐบาลรวมมากกว่า 40 ตำแหน่ง ยื่นหนังสือลาออก เพราะหมดความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของจอห์นสัน โดยสาเหตุหลักๆ มาจากการจัดการกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการประพฤติผิดทางเพศของรองประธานวิปรัฐบาล ที่จอห์นสันแต่งตั้งขึ้น

 

หลังจากนั้นในวันที่ 8 กันยายน ลิซ ทรัสส์ ก็รับไม้ต่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดไปอย่างเป็นทางการ หลังจากชนะโหวตจากสมาชิกพรรคคอนเซอร์เวทีฟด้วยคะแนน 81,326 เสียงต่อ 60,399 เสียง แต่ท้ายที่สุดนั้นเธอก็ไม่สามารถต้านมรสุมและสารพัดแรงกดดันบนถนนการเมืองได้ไหว จากปมปัญหาด้านนโยบายเศรษฐกิจ จนทำให้ต้องประกาศลาออก สร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นผู้นำอังกฤษที่มีอายุงานที่สั้นที่สุดเพียงแค่ 45 วันเท่านั้น

 

ต่อมาในวันที่ 25 ตุลาคม ริชี ซูนัค อดีตรัฐมนตรีคลังวัย 42 ปี จากพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ก็ได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ สร้างประวัติศาสตร์เป็นนายกฯ เชื้อสายอินเดียคนแรกของประเทศ และนายกฯ ที่มีอายุน้อยที่สุดในรอบเกือบ 200 ปี โดยเขาให้คำมั่นที่จะซ่อมแซมความเสียหายจากผลการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของทรัสส์ และยืนยันว่าจะวางนโยบายเศรษฐกิจโดยมีเสถียรภาพและความเชื่อมั่นเป็นหัวใจหลัก แต่อีกหนึ่งประเด็นที่เป็นที่จับตาคือ ซูนัคเป็นนายกฯ ที่รวยที่สุดแห่งดาวนิงสตรีท ด้วยทรัพย์สินรวมกับภรรยาที่มากกว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เกือบ 2 เท่า ทำให้หลายคนแคลงใจว่าผู้นำที่รวยล้นฟ้าจะเข้าใจถึงความยากลำบากของประชาชนคนทั่วไปหรือไม่ 

 

ภาพ: Adrian Dennis / AFP และ Daniel Leal / AFP


 

 

 

แนนซี เพโลซี เดินทางเยือนไต้หวัน ส่งผลให้จีนเปิดฉากการซ้อมรบครั้งใหญ่ที่สุด

 

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกา ได้ตัดสินใจเดินทางเยือนไต้หวัน ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยถึงแม้เพโลซีจะอยู่บนเกาะไต้หวันได้ไม่ถึง 24 ชั่วโมง แต่การเยือนครั้งนั้นก็ได้สร้างความขุ่นเคืองให้กับจีนอย่างมาก ถึงขั้นที่จีนเปิดฉากการซ้อมรบใหญ่ 6 จุดรอบพื้นที่เกาะไต้หวันต่อเนื่องนานหลายวัน อีกทั้งยังสั่งระงับนำเข้าสินค้ากว่า 2,000 รายการ เพื่อสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจของไต้หวันอีกทางหนึ่ง

 

แม้สุดท้ายการซ้อมรบจะปิดฉากลงโดยไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น แต่ความกังวลในประเด็นที่จีนอาจใช้ความรุนแรงเข้ายึดไต้หวันนั้นก็ยังไม่จางหาย ทำให้เกิดคำถามว่า ในอนาคตข้างหน้าจีนจะใช้กำลังเข้ารุกรานไต้หวันจริงอย่างที่เคยขู่ไว้หรือไม่

 

ภาพ: Chien Chih-Hung/Office of The President via Getty Images


 

 

ควีนเอลิซาเบธที่ 2 สวรรคต

 

นับเป็นข่าวเศร้าของชาวอังกฤษและคนทั่วโลก หลังเมื่อช่วงบ่ายของวันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พระราชวังบักกิงแฮมออกแถลงการณ์ยืนยันว่า สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 สวรรคตแล้ว ณ พระตำหนักบัลมอรัล สกอตแลนด์ ขณะทรงมีพระชนมพรรษา 96 พรรษา ทรงครองสิริราชสมบัติ 70 ปี

 

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงมีบทบาทในการนำพาประเทศ และเป็นประจักษ์พยานต่อการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในยุคสมัยต่างๆ โดยในช่วงเวลาที่ผ่านมาพระองค์ได้รับการถวายการรับใช้จากนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรทั้งสิ้น 15 คน และทรงได้พบกับประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา 13 คน อีกทั้งยังทรงเผชิญกับเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมือง ตั้งแต่การล่มสลายของจักรวรรดิอังกฤษ ไปจนถึงการถือกำเนิดขึ้นของยุคโลกาภิวัตน์ ตลอดจนเรื่องราวทั้งดีและร้ายของราชวงศ์สหราชอาณาจักร ซึ่งพระองค์ยังทรงยืนหยัดอย่างมั่นคง และเป็นขวัญกำลังใจในการนำพาประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤตและความไม่แน่นอนตลอดมา

 

ภาพ: Chris Jackson – WPA Pool/Getty Images


 

 

การตายของมาห์ซา อามินี ปลุกกระแสการประท้วงทั่วอิหร่าน

 

การเสียชีวิตของ มาห์ซา อามินี หญิงสาวชาวเคิร์ดวัย 22 ปี เมื่อวันที่ 16 กันยายน ได้โหมไฟให้เกิดกระแสการประท้วงเรียกร้องสิทธิสตรีปะทุขึ้นทั่วอิหร่าน โดยอามินีถูกตำรวจศีลธรรมจับกุม ฐานไม่สวมฮิญาบในที่สาธารณะ ก่อนที่จะนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ โดยมีรายงานบางแหล่งที่อ้างว่าเธอถูกตำรวจศีลธรรมทำร้ายร่างกายก่อนที่จะเข้าจับกุม ซึ่งค้านกับแถลงการณ์ของตำรวจที่ระบุว่าเธอเสียชีวิตเพราะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ขณะที่สังคมอิหร่านเองก็ไม่เชื่อในคำชี้แจงดังกล่าว

 

การเสียชีวิตของอามินีนำไปสู่การชุมนุมประท้วงตามเมืองต่างๆ ในอิหร่านและโลกออนไลน์ เพื่อเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพให้กับบรรดาผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในรัฐศาสนา สิ่งที่เราไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นก็เกิดขึ้น เมื่อบรรดาผู้ประท้วงทั้งหญิงและชายหลายคนพร้อมใจกันตัดผม โกนศีรษะ และเผาฮิญาบ เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าพวกเขาจะไม่ยอมถูกกดขี่อีกต่อไป ก่อนที่การประท้วงจะยกระดับความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนลุกลามไปไกลกว่าประเด็นสิทธิสตรี แต่เป็นการขับไล่รัฐบาลเผด็จการ นับเป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษที่ผู้นำอิหร่านต้องเผชิญ 

 

ภาพ: Ozan Kose / AFP


 

 

 

สีจิ้นผิงรวบอำนาจเด็ดขาดในการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน

 

การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งปิดฉากลงเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม สะท้อนถึงอำนาจที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนของสีจิ้นผิง หลังเขาได้รับเลือกให้นั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรคเป็นสมัยที่ 3 ปูทางไปสู่การเป็นประธานาธิบดีต่อเนื่องรวม 15 ปี หรืออาจยาวนานไปตลอดชีวิตอย่างที่สื่อตะวันตกคาดการณ์ไว้ ทำให้สีจิ้นผิงเตรียมก้าวขึ้นเป็นผู้นำจีนที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดและมีอำนาจสูงสุดนับตั้งแต่ยุคของเหมาเจ๋อตุง

 

ขณะเดียวกันการกระชับอำนาจของสีจิ้นผิงได้ปรากฏชัดเจนในการประกาศรายชื่อ 7 คีย์แมนในโปลิตบูโร ซึ่งล้วนแวดล้อมไปด้วยพันธมิตรและคนใกล้ชิด ชัดเจนว่าเขาพยายามเดินหน้ารวบอำนาจไว้ในมืออย่างเด็ดขาด และเตรียมการอุดช่องโหว่ไม่ให้ใครขึ้นมาท้าทายได้ 

 

แต่ถึงเช่นนั้นหนทางสู่อำนาจของสีจิ้นผิงต่อจากนี้คงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะการที่เขากุมอำนาจไว้ยาวนานเกินไปได้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะปัญญาชนและคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากเห็นลัทธิการบูชาตัวบุคคลในโลกการเมืองปัจจุบัน จนทำให้ในปีนี้เราได้เห็นภาพการประท้วงในจีนที่เกิดขึ้นหลายครั้ง รวมถึงการเขียนข้อความต่อต้านสีจิ้นผิงด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมจีน ซึ่งต้องรอดูกันต่อไปว่า ในปี 2023 ผู้นำจีนจะเลือกเดินหมากไปในทิศทางใด

 

ภาพ: Lintao Zhang / Getty Images


 

 

อีลอน มัสก์ ซื้อ Twitter

 

เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของ Tesla และ SpaceX ได้เข้าซื้อกิจการ Twitter เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากผ่านมหากาพย์ความพยายามในการเข้าซื้อกิจการมาตั้งแต่ต้นปี โดยมีรายงานว่าเขาได้ลงดาบไล่ พารัก อักราวาล ซีอีโอคนเก่าออก และโละผู้บริหารอีกหลายคนทันที โดยอ้างว่าผู้บริหารกลุ่มนี้หลอกลวงเขาและนักลงทุนคนอื่นเกี่ยวกับจำนวนบัญชีปลอมบน Twitter 

 

โดยหลังจากที่ปิดดีลได้แล้ว มัสก์ก็ได้เดินเข้าไปในสำนักงานของ Twitter พร้อมกับซิงก์ล้างหน้า ซึ่งเป็นการล้อสำนวนภาษาอังกฤษที่ว่า Let that sink in! ถ้าแปลตรงตัวก็คือ ‘เอาซิงก์เข้ามา’ แต่ถ้าแปลตามสำนวนคือ ‘ฉันกำลังเข้าสำนักงาน Twitter! ดูแล้วจำเอาไว้ด้วย!’ เรียกได้ว่าเป็นการเข้าซื้อกิจการที่แสบสันสุดๆ

 

ภาพ: Elon Musk/AFP via Getty Images


 

 

 

โศกนาฏกรรมอิแทวอน

 

คืนวันที่ 29 ตุลาคม อาจมีหลายคนที่หลับไม่ลง หลังได้เห็นข่าวสะเทือนใจจากเหตุการณ์ความแตกตื่นที่นำไปสู่การเสียชีวิตของผู้คนนับร้อยรายในงานปาร์ตี้ฮาโลวีนในย่านอิแทวอนของเกาหลีใต้ หลังบรรดานักท่องเที่ยวที่อัดอั้นจากสถานการณ์โควิดมายาวนาน แห่กันไปฉลองงานปาร์ตี้ฮาโลวีนในย่านดังกล่าว ซึ่งมีลักษณะเป็นตรอกซอยเล็กๆ จนผู้คนแน่นขนัดเกินกว่าพื้นที่จะรับไหว

 

และแล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อผู้คนจำนวนมากที่เบียดเสียดกันอยู่เกิดล้มทับและเหยียบกันจนขาดอากาศหายใจ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 158 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบ โดยคลิปวิดีโอที่แชร์กันในโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่และพลเมืองดีที่พยายามทำ CPR ให้กับผู้คนจำนวนมากที่ล้มลงหมดสติบนพื้นถนน จนแทบไม่น่าเชื่อว่านี่เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในย่านท่องเที่ยวชื่อดังของกรุงโซล นับเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในรอบเกือบทศวรรษของเกาหลีใต้ หลังจากเกิดเหตุเรือเซวอลล่มระหว่างเดินทางออกจากอินชอนสู่เกาะเชจูเมื่อปี 2014 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 300 รายในเหตุการณ์ครั้งนั้น 

 

ภาพ: Anthony Wallace/AFP via Getty Images


 

 

ที่ประชุม COP27 เห็นพ้องตั้งกองทุน Loss and Damage 

 

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 27 หรือ COP27 เห็นพ้องให้มีการจัดตั้งกองทุนพิเศษว่าด้วยการรับมือกับความสูญเสียและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (Loss and Damage Fund) เพื่อช่วยเหลือประเทศยากจนให้มีกำลังรับมือกับภัยพิบัติจากภาวะโลกรวน

 

โดยบรรยากาศในที่ประชุมนั้น เหล่าผู้แทนได้ปรบมือเสียงดังกึกก้องหลังจากที่ประชุมมีฉันทามติให้จัดตั้งกองทุนดังกล่าว จากที่ใช้เวลาเจรจากันนานถึง 2 สัปดาห์ โดยที่ผ่านมานั้นฝั่งของประเทศกลุ่มเปราะบางและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมมองว่าประเทศร่ำรวยเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาโลกรวน เนื่องจากมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องมานานหลายปี พวกเขาจึงสมควรที่จะต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้กับประเทศกำลังพัฒนาที่มียอดการปล่อยคาร์บอนต่ำกว่ามาก

 

แม้วาระดังกล่าวจะไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาหารืออย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงแรกของการประชุม COP27 ในอียิปต์ แต่ในท้ายที่สุดนั้นความพยายามร่วมกันของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการผลักดันให้ประเด็นด้านกองทุนดังกล่าวเป็นวาระสำคัญของการประชุม ก็สามารถเอาชนะการต่อต้านจากประเทศร่ำรวยได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศให้กับโลกใบนี้

 

ภาพ: Mohamed Abdel Hamid/Anadolu Agency via Getty Images


 

 

อาร์เจนตินาคว้าแชมป์บอลโลก

 

ส่งท้ายปี 2022 กับข่าวที่ทำให้หลายคนยิ้มได้ ในศึกการแข่งขันฟุตบอลโลก FIFA World Cup Qatar 2022 นัดชิงเมื่อค่ำคืนวันที่ 18 ธันวาคม ที่ใครๆ ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือแมตช์ประวัติศาสตร์ที่ดุเผ็ดเผ็ดมันจนถึงวินาทีสุดท้ายจริงๆ โดยการแข่งขันจบลงด้วยชัยชนะของอาร์เจนตินา ที่เอาชนะแชมป์เก่าอย่างฝรั่งเศสในช่วงดวลจุดโทษ 4-2 หลังจากที่เสมอกันด้วยคะแนน 3-3 จากการแข่งขันที่ต่อเวลาพิเศษไปถึง 120 นาที 

 

ชัยชนะครั้งนี้นอกจากจะเป็นการพาทีมชาติอาร์เจนตินากลับมาคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 ในรอบ 36 ปี ยังเป็นการอำลาแมตช์ฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของลิโอเนล เมสซี อย่างยิ่งใหญ่และน่าประทับใจ 

 

ภาพ: Marvin Ibo Guengoer – GES Sportfoto/Getty Images

The post สงคราม ภัยพิบัติธรรมชาติ การจากลา และคราบน้ำตาจากโศกนาฏกรรม ประมวลเหตุการณ์ที่สุดแห่งปี 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>