FBI Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/fbi/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 13 Jan 2026 03:56:14 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ https://thestandard.co/thai-police-shield-cybercrime/ Tue, 13 Jan 2026 03:53:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1164461 ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์

วันนี้ (13 มกราคม) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญ […]

The post ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์

วันนี้ (13 มกราคม) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศตคม.ตร.) เป็นประธานการประชุมระดับสูงว่าด้วยการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานในขบวนการอาชญากรรมทางไซเบอร์ (High-Level Meeting on Combating Trafficking for Forced Criminality in Cyber Scam Compounds) เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นระบบ

 

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. โดยมีผู้แทนระดับสูงจากสถานทูตและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายรวม 18 ประเทศเข้าร่วม อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน, ญี่ปุ่น, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย และประเทศในกลุ่มอาเซียน

 

พร้อมด้วยองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญอย่าง FBI และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เพื่อร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์การค้ามนุษย์ที่เกี่ยวเนื่องกับฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน

 

จากการอัปเดตข้อมูลล่าสุด พบว่าขบวนการเหล่านี้มีฐานที่ตั้งสำคัญในประเทศเมียนมาและกัมพูชา แม้จะมีการหลอกลวงเหยื่อจากทั่วโลก แต่เป้าหมายหลักยังคงเป็นประชาชนในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา, ยุโรป, สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งมักถูกล่อลวงมาบังคับใช้แรงงานเพื่อกระทำผิดกฎหมาย

 

ไฮไลต์สำคัญของการประชุมคือการนำเสนอระบบ SHIELD (SCAM & Human Trafficking Information Exchange and Linked Database) ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลที่ตำรวจไทยริเริ่มพัฒนาขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ:

 

  • ยกระดับการจัดเก็บข้อมูล: บันทึกและแสดงผลข้อมูลการค้ามนุษย์ที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ
  • วิเคราะห์ความเชื่อมโยง: สนับสนุนการวิเคราะห์พฤติการณ์ของคนร้ายและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
  • แลกเปลี่ยนข้อมูลสากล: เปิดช่องทางให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศเข้าถึงและแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อประสิทธิภาพในการสืบสวนและดำเนินคดีข้ามพรมแดน

 

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวเน้นย้ำว่า ความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การแบ่งปันข้อมูลระหว่างประเทศที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกล่อลวงไปเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ และถูกบังคับให้กระทำความผิดในขบวนการมิจฉาชีพ พร้อมทั้งสนับสนุนการสืบสวนเพื่อจับกุมตัวการใหญ่และผู้ร่วมขบวนการมาลงโทษตามกฎหมายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ 1ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ 2ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ 3

The post ตร. ไทย ยกระดับความร่วมมือ 18 ประเทศ เปิดตัวระบบ SHIELD ฐานข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มหากาพย์คดีเอปสตีน กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ พบหลักฐานเพิ่มเติมอีกกว่า 1 ล้านฉบับ https://thestandard.co/epstein-justice-dept-1m-evidence/ Thu, 25 Dec 2025 07:36:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1158154 มหากาพย์คดีเอปสตีน กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ พบหลักฐานเพิ่มเติมอีกกว่า 1 ล้านฉบับ *(Based on the rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this specific headline where a proper noun immediately follows a verb. เอปสตีน follows a noun คดี, and หลักฐานเพิ่มเติม follows the verb พบ but is not a proper noun.)*

เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกา ค้นพบเอกสารเพิ่มเติมอีกกว่า 1 ล […]

The post มหากาพย์คดีเอปสตีน กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ พบหลักฐานเพิ่มเติมอีกกว่า 1 ล้านฉบับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มหากาพย์คดีเอปสตีน กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ พบหลักฐานเพิ่มเติมอีกกว่า 1 ล้านฉบับ *(Based on the rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this specific headline where a proper noun immediately follows a verb. เอปสตีน follows a noun คดี, and หลักฐานเพิ่มเติม follows the verb พบ but is not a proper noun.)*

เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกา ค้นพบเอกสารเพิ่มเติมอีกกว่า 1 ล้านฉบับ ที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องโทษคดีอาชญากรรมทางเพศผู้ล่วงลับ ซึ่งส่งผลให้กระทรวงยุติธรรม (DoJ) ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลของคดีทั้งหมดได้ทันเส้นตายวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมาตามที่กฎหมายกำหนด

 

ทางการระบุว่าต้องใช้เวลาอีกไม่กี่สัปดาห์ เพื่อให้ทนายความและนักวิเคราะห์กว่า 200 คนตรวจสอบและทำการคาดแถบดำข้อมูล เพื่อปกป้องเหยื่อตามกฎหมายสหรัฐฯ

 

ที่ผ่านมา คดีนี้เผชิญแรงกดดันทางการเมืองและข้อครหาเรื่องการปกปิดข้อมูล มีความไม่พอใจอย่างมากจากฝ่ายการเมือง โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทั้งสองพรรคขู่ว่าจะไต่สวนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหากไม่ปฏิบัติตามเส้นตาย ขณะที่สมาชิกพรรคเดโมแครตบางคนกล่าวหาว่า ทำเนียบขาวอาจกำลังพยายามกักเก็บไฟล์คดีนี้อย่างผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีข้อถกเถียงเรื่องการเซ็นเซอร์ข้อมูลที่มากเกินไป ซึ่งกฎหมายระบุให้ทำได้เฉพาะเพื่อคุ้มครองเหยื่อหรือรูปคดีเท่านั้น ห้ามทำเพื่อรักษาชื่อเสียงของใคร

 

เอกสารของ FBI ในปี 2019 ระบุถึงผู้สมรู้ร่วมคิดที่เป็นไปได้ 10 คน ซึ่งชื่อที่ปรากฏชัดเจน ได้แก่ กิสเลน แม็กซ์เวลล์ คนสนิทของเอปสตีนที่ถูกตัดสินจำคุกแล้ว, ฌอง-ลุค บรูเนล นายหน้าจัดหานางแบบ (เสียชีวิตแล้ว) และ เลสลี เว็กซ์เนอร์ มหาเศรษฐีพันล้านที่ปฏิเสธความเกี่ยวข้องและระบุว่าตนเองก็ถูกเอปสตีนฉ้อโกง

 

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อบุคคลระดับสูงอื่นๆ เช่น เจ้าชายแอนดรูว์ แห่งอังกฤษที่ถูกถอดพระยศและถูกขับออกจากที่ประทับ รวมถึง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเอกสารระบุว่า เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวของเอปสตีนบ่อยกว่าที่มีการรายงานก่อนหน้านี้

 

ทรัมป์เคยเป็นเพื่อนกับเอปสตีนมานานหลายปี แต่ทรัมป์กล่าวว่า พวกเขาห่างเหินกันในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งเป็นเวลาสองปีก่อนที่เอปสตีนจะถูกจับกุมครั้งแรก ทรัมป์ยืนยันมาโดยตลอดว่า ‘เขาไม่ได้ทำผิดใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเอปสตีน’

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ ในบรรดาเอกสารที่ปล่อยออกมามี ‘เอกสารปลอม’ ปะปนอยู่ด้วย เช่น จดหมายปลอม และวิดีโอการฆ่าตัวตายปลอมของเอปสตีน ทางการสหรัฐฯ ชี้แจงว่า จำเป็นต้องปล่อยเอกสารออกมาเพราะกฎหมายบังคับให้เปิดเผยทุกอย่างที่อยู่ในความครอบครองของเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นของจริงหรือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาก็ตาม

 

แฟ้มภาพ: U.S. Justice Department / Reuters

 

อ้างอิง:

The post มหากาพย์คดีเอปสตีน กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ พบหลักฐานเพิ่มเติมอีกกว่า 1 ล้านฉบับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ประกาศระงับรับผู้อพยพ ‘ประเทศโลกที่สาม’ หลังเกิดเหตุชายชาวอัฟกันสังหารสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ https://thestandard.co/trump-immigrants-third-world/ Fri, 28 Nov 2025 07:34:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1149011 ทรัมป์ประกาศระงับรับผู้อพยพ ‘ประเทศโลกที่สาม’ หลังเกิดเหตุชายชาวอัฟกันสังหาร สมาชิก กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศระงับรับผ […]

The post ทรัมป์ประกาศระงับรับผู้อพยพ ‘ประเทศโลกที่สาม’ หลังเกิดเหตุชายชาวอัฟกันสังหารสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ประกาศระงับรับผู้อพยพ ‘ประเทศโลกที่สาม’ หลังเกิดเหตุชายชาวอัฟกันสังหาร สมาชิก กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศระงับรับผู้อพยพจาก ‘ประเทศโลกที่สาม’ ชี้สร้างความเสื่อมโทรมทางสังคม หลังเกิดเหตุสังหารสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่า ผู้ก่อเหตุมาจากประเทศอัฟกานิสถาน

 

วันนี้ (28 พฤศจิกายน) ทรัมป์โพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า เขาจะระงับการรับผู้อพยพจากประเทศโลกที่สามทั้งหมด เพื่อให้สังคมสหรัฐฯ ได้ฟื้นฟูจากความเสื่อมโทรมที่เกิดขึ้นจากผู้ลี้ภัย โดยอ้างถึง โจ ไบเดน อดีตผู้นำสหรัฐฯ คนก่อนหน้านี้ ซึ่งได้อนุมัติให้คำร้องการเข้าเมืองหลายล้านคนว่า เป็นคน ‘ไร้สติ’

 

“ผมจะระงับการอพยพย้ายถิ่นจากประเทศโลกที่สามทั้งหมดอย่างถาวร เพื่อให้สังคมของสหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ โดยยกเลิกการรับผู้ย้ายถิ่นผิดกฎหมายหลายล้านคน รวมถึงผู้ที่ได้รับการอนุมัติผ่านลายเซ็นด้วยเครื่องลงลายมือชื่ออัตโนมัติของ โจ ไบเดน”

 

ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า เขาจะยกเลิกสิทธิประโยชน์และเงินอุดหนุน สำหรับกลุ่มที่ไม่ใช่พลเมืองอเมริกัน พร้อมทั้งเพิกถอนสัญชาติผู้อพยพที่ ‘ทำลาย’ ความสงบสุขของชาติ หรือกลุ่มที่เป็นภัยต่อความไม่มั่นคง และทำพฤติกรรมไม่สอดคล้องกับอารยธรรมตะวันตก

 

ทรัมป์ยังโพสต์ข้อความเสริมต่ออีกว่า ที่ผ่านมา พลเมืองอเมริกันได้ปล่อยให้ประเทศถูกทำลายจากผู้อพยพ ซึ่งมาจากประเทศที่ล้มเหลวทางสังคม หรือเป็นพวก ‘ตัวปัญหา’ เช่น ติดคุก หรือเป็นแก๊งค้ายาเสพติด ที่มาพึ่งพิงสวัสดิการของประชาชนในประเทศ โดยยกตัวอย่างว่า ชาวโซมาเลียกำลังยึดรัฐมินนิโซตา แต่ ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐจากพรรคเดโมแครตกลับนิ่งเฉย ไม่ทำอะไร

 

อนึ่ง ทรัมป์ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ประเทศโลกที่สามหมายถึงประเทศใดกันแน่ หากแต่ท่าทีของเขาเกิดขึ้น หลังเหตุสังหารสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ กลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งมีการสืบสวนแล้วพบว่า ผู้ต้องสงสัยคือชายชาวอัฟกันวัย 29 ปี ที่เคยทำงานกับกองทัพสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน และได้รับสถานะลี้ภัยอย่างเป็นทางการภายในรัฐบาลทรัมป์ โดยเดินทางเข้าสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 2021 ผ่านโครงการรับตั้งถิ่นฐานใหม่ (Resettlement Program) ในยุคไบเดน

 

นอกจากนี้ เหตุสังหารดังกล่าวได้ทำให้สำนักงานบริการสัญชาติและตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (U.S. Citizenship and Immigration Services: USCIS) ประกาศยุติการพิจารณาคำขอทุกประเภทของชาวอัฟกันทั้งหมด

 

ด้าน แคช พาเทล (Kash Patel) ผู้อำนวยการ FBI ระบุว่า เหตุการณ์สังหารกลางเมืองหลวงสหรัฐฯ เป็นการใช้ความรุนแรงที่น่าสะพรึงกลัว และคดีนี้จะถูกพิจารณาในฐานทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง ขณะที่ขั้นตอนการสอบสวนจะเริ่มต้นขึ้น ซึ่งอาจเข้าข่ายการก่อการร้าย

 

ภาพ: Anna Rose Layden / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ประกาศระงับรับผู้อพยพ ‘ประเทศโลกที่สาม’ หลังเกิดเหตุชายชาวอัฟกันสังหารสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจฟฟรีย์ เอปสตีน กับไฟล์ลับที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงทำเนียบขาว https://thestandard.co/jeffrey-epstein-secret-files/ Thu, 20 Nov 2025 07:23:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1145442

ชื่อของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 201 […]

The post เจฟฟรีย์ เอปสตีน กับไฟล์ลับที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงทำเนียบขาว appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชื่อของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2019 กลับมาเป็นที่พูดถึงในสื่ออีกครั้ง เมื่อแฟ้มคดีอาญชากรรมทางเพศต่อผู้เยาว์และการค้ามนุษย์ของเขา (Epstein’s file) กลายมาเป็นสายล่อฟ้าทางการเมืองของสหรัฐฯ ที่แสดงให้เห็นถึงรอยร้าวระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน กับ สส. ในพรรครีพับลิกันของเขา

 

บทความนี้จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับเอปสตีนและอาชญากรรมของเขา รวมถึงเหตุผลที่ว่าทำไมแฟ้มคดีของเอปสตีนอาจจะส่งแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงไปยังทำเนียบขาว

 

เจฟฟรีย์ เอปสตีน คือใคร?

 

เอปสตีนเป็นชาวเมืองนิวยอร์กที่เกิดในครอบครัวชาวยิว มีฐานะปานกลางก่อนที่เขาจะสร้างฐานะขึ้นมาด้วยตัวยน้ำมือเขาเองผ่านธุรกิจไฟแนนซ์และการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอปสตีนประสบความสำเร็จอย่างมากจนมีทรัพย์สินมากถึง 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เขามีคฤหาสน์หรูกลางเกาะแมนฮัตตัน, ในเมืองไมอามี, เกาะส่วนตัวในทะเลแคริบเบียน, รถหรูหลายสิบคัน รวมถึงเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว เรียกได้ว่าเอปสตีนมีทุกอย่างที่มหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในชีวิตพึงจะมี

 

ที่สำคัญเอปสตีนยังเป็นคนที่ชอบเข้าสังคม ทำให้เขามีมิตรสหายคนรู้จักผู้มีชื่อเสียงในหลายวงการมากมาย เช่น อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ (พระราชโอรสของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2), บิลล์ เกตต์, บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐฯ, รวมทั้งโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ที่เคยพูดยกย่องเขาไว้ในอดีตว่า “เป็นคนมหัศจรรย์ อยู่ด้วยแล้วสนุก”

 

ธุรกิจค้ามนุษย์

 

แม้ว่าภาพในเบื้องหน้าจะดูเหมือนว่าเอปสตีนเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงและเป็นที่นับหน้าถือตาในวงสังคม แต่ในเบื้องหลังแล้วเขาเป็นบุคคลที่น่ารังเกียจเพราะมีพฤติกรรมชอบมีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์ (pedophile) และอยู่เบื้องหลังธุรกิจค้ามนุษย์

 

เบื้องหลังอันน่ารังเกียจของเอปสตีนถูกเปิดเผยเป็นครั้งแรกในปี 2005 เมื่อผู้ปกครองของเด็กหญิงวัย 14 ปี ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจว่าเอปสตีนได้ล่อลวงให้เธอไปขายบริการทางเพศให้เขาในคฤหาสน์ที่เมืองปาล์มบีช รัฐฟลอริดา ในที่สุดเขาก็ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในปี 2008 แต่ว่าเอปสตีนถูกตัดสินให้จำคุกเพียง 18 เดือนเท่านั้น เพราะเขาได้ประนีประนอม ให้การสารภาพกับอัยการในขั้นตอนการส่งฟ้อง (plea deal) ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่าอัยการในคดีนี้ ในเวลาต่อมาก็ได้ดิบได้ดีถึงขั้นได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในสมัยของประธานาธิบดีทรัมป์เทอมแรก

 

เอปสตีนนั้นไม่เข็ดกับการถูกจับกุมในครั้งแรก เขายังคงสนุกกับการมีเพศสัมพันธ์กับเด็กสาว รวมถึงเริ่มทำตัวเป็นพ่อเล้าด้วยการส่งเด็กสาวเหล่านั้นไปให้เพื่อนและลูกค้าของเขา โดยมีคนสนิทของเขาอย่างจีเลน แม็กเวลล์เป็นคนช่วยเสาะหาเด็กสาวมาให้

 

เขามีพฤติกรรมเช่นนี้เป็นเวลาอีกนับสิบปี ก่อนถูกจับกุมอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2019 ผ่านการแจ้งความของเหยื่อและการบุกค้นคฤหาสต์ของเขากลางเกาะแมนฮัตตัน ซึ่งพบภาพเปลือยและวิดีโอของบรรดาเหยื่อของเอปสตีนที่เขาถ่ายเก็บไว้

 

เขาถูกจับกุมตัวทันทีระหว่างที่รอศาลตัดสินคดี แต่เพียง 19 วันหลังจากที่เอปสตีนถูกจับกุมตัวเขาก็ได้ทำการอัตวินิบาตกรรมด้วยการแขวนคอในคุก ซึ่งก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าเป็นการอัตวินิบาตกรรมจริงหรือไม่ หรือเป็นการฆ่าปิดปากกันแน่ เพราะตอนที่เกิดเหตุกล้องวงจรปิดในคุกนั้นขัดข้องและเจ้าหน้าที่สองคนที่เฝ้าหน้าเรือนจำก็เผลอหลับพอดี

 

รายชื่อลูกค้าของเอปสตีน

 

สาเหตุที่เกิดทฤษฏีสมคบคิดว่า เอปสตีนอาจจะถูกฆ่าปิดปากมากกว่าฆ่าตัวตายเป็นเพราะเขามีลูกค้าที่เป็นนักการเมืองและผู้มีชื่อเสียงในสังคมที่กังวลว่าการถูกจับกุมของเอปสตีน อาจจะเป็นโดมิโนตัวแรกที่สุดท้ายแล้วจะลามมาเปิดโปงพวกเขาว่ามีส่วนร่วมในกระบวนการค้ามนุษย์

 

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่า FBI มีรายชื่อของลูกค้าของเอปสตีนที่ยึดมาได้จากการบุกค้นคฤหาสน์ของเขากลางมหานครนิวยอร์กในปี 2019 ดังนั้นจึงเกิดกระแสกดดันให้ FBI เปิดเผยแฟ้มคดีของเอปสตีนสู่สาธารณชน

 

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าแปลกใจว่าทรัมป์กลับมีความลังเลที่จะสั่งให้ FBI เปิดเผยแฟ้มคดีของเอปสตีน ทั้งๆ ที่ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งเขาก็เคยให้คำมั่นว่าจะเปิดเผยแฟ้มคดีอย่างแน่นอน ในเวลาต่อมาทรัมป์ถึงกับกล่าวว่ารายชื่อลูกค้าเอปสตีนเป็นเรื่องลวงโลก (a big hoax)

 

การกลับคำของทรัมป์ในครั้งนี้ทำให้สส. หลายคนของพรรคไม่พอใจ เพราะมันเหมือนกับว่าทรัมป์เข้าข้างและกำลังปกป้องผู้มีอิทธิพลและมหาเศรษฐีที่มีพฤติกรรมแบบใคร่เด็ก (pedophile) และทำให้เกิดความแคลงใจว่า หรือทรัมป์เองจะเป็นหนึ่งในรายชื่อของลูกค้าเอปสตีน (ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็ส่งแรงสั่นสะเทือนระดับสูงที่ทำให้คะแนนนิยมของทรัมป์ตกต่ำลงไปอีก)

 

ในที่สุด สส. ของพรรครีพับลิกัน 4 คน อันประกอบด้วย โทมัส แมซซี, ลอเรน โบเบิร์ท, มาจอรี เทย์เลอร์ กรีน และแนนซี เมซ ก็ได้แตกแถวไปร่วมกับเดโมแครต ผ่านร่างกฎหมายที่มีชื่อว่า Epstein Files Transparency Act เพื่อบังคับให้ FBI เปิดเผยแฟ้มคดีต่อสาธารณชน (แต่ตอนที่โหวตจริงๆ สส. ของรีพับลิกันเกือบทุกคนก็ยอมโหวตให้ร่างกฏหมายนี้ เพราะคืนก่อนโหวตทรัมป์ประกาศให้ สส. ทุกคนให้โหวตรับร่างเป็นการแก้เกี้ยว เพราะเขารู้ว่าเสียงค้านนั้นถึงอย่างไรก็ไม่พอ) และเมื่อวานนี้เอง (19 พฤศจิกายน) ทรัมป์ก็ได้ลงนามรับร่างนี้และประกาศให้เป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ

 

ซึ่งการที่ สส. รีพับลิกัน 4 คนแตกแถวและทำในสิ่งที่ทรัมป์ไม่ต้องการนั้น ถือว่ามีนัยสำคัญทางการเมืองพอสมควร เพราะในยุคทรัมป์ 1.0 นั้น ไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน เหตุการณ์นี้อาจจะเป็นสัญญานแรกที่บอกว่า ทรัมป์ไม่ได้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในพรรคได้เหมือนเคย (ซึ่งก็เป็นเหตุการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นในการครองตำแหน่งสมัยที่สองของประธานาธิบดี เพราะ สส. รู้ว่าไม่มีสมัยที่ 3 ของเขาอีกต่อไปแล้ว)

 

อย่างไรก็ตาม ก็มีความเป็นไปได้สูงมากว่าทรัมป์และ FBI จะเซ็นเซอร์ข้อความบางส่วนอยู่ดี ด้วยการอ้างเหตุว่าข้อความบางอย่างอาจจะกระทบต่อรูปคดีที่ยังดำเนินการอยู่ และเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของเหยื่อบางคนที่ไม่พร้อมจะเปิดเผยเรื่องนี้ในที่สาธารณะ

 

ภาพ: Davidoff Studios / Getty Images

The post เจฟฟรีย์ เอปสตีน กับไฟล์ลับที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงทำเนียบขาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยื่นฟ้องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา ยึด Bitcoin มูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท https://thestandard.co/us-doj-seizes-bitcoin-cambodia/ Wed, 15 Oct 2025 05:09:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1130734 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยื่นฟ้อง แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในกัมพูชา ยึด Bitcoin มูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ​ (Department of Justice) เปิดเผยค […]

The post กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยื่นฟ้องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา ยึด Bitcoin มูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยื่นฟ้อง แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในกัมพูชา ยึด Bitcoin มูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ​ (Department of Justice) เปิดเผยคำฟ้องในวันนี้ที่ศาลรัฐบาลกลางในบรุกลิน นิวยอร์ก โดยตั้งข้อหา เฉิน จื้อ (Chen Zhi) หรือที่รู้จักในชื่อ วินเซนต์ (Vincent) วัย 37 ปี สัญชาติอังกฤษและกัมพูชา ผู้ก่อตั้งและประธานของ Prince Holding Group (Prince Group) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่มีฐานอยู่ในประเทศกัมพูชา ในข้อหาสมคบคิดกันฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และสมคบคิดกันฟอกเงิน จากการบงการเครือข่าย ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ ที่ใช้แรงงานที่ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวโดยไม่สมัครใจ ในการหลอกลวงการลงทุนคริปโตในรูปแบบ ‘Pig Butchering’ สร้างความเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์จากเหยื่อในสหรัฐฯ และทั่วโลก

 

พร้อมกันนี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ยื่นฟ้องเพื่อริบทรัพย์สินทางแพ่งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยการยึด Bitcoin จำนวนประมาณ 127,271 BTC ซึ่งมีมูลค่าปัจจุบันราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5 แสนล้านบาท โดยระบุว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด และปัจจุบันอยู่ในความดูแลของรัฐบาลสหรัฐฯ แล้ว

 

แคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI กล่าวว่า “วันนี้ FBI และพันธมิตรได้ปฏิบัติการทลายเครือข่ายการฉ้อโกงทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ นี่คือบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าดำเนินการเครือข่ายอาชญากรรมขนาดใหญ่ข้ามหลายทวีป ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งการใช้แรงงานทาส, การฟอกเงิน และหลอกลวงผ่านการลงทุน”

 

จอห์น เอ. ไอเซนเบิร์ก ผู้ช่วยรัฐมนตรียุติธรรมฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า “ตามข้อกล่าวหา จำเลยคือผู้บงการเบื้องหลังอาณาจักรการฉ้อโกงทางไซเบอร์ที่กว้างขวางภายใต้ร่มของ Prince Group ซึ่งเป็นองค์กรอาชญากรรมที่สร้างขึ้นบนความทุกข์ทรมานของมนุษย์ เหยื่อที่ถูกค้ามนุษย์จะถูกกักขังในสถานที่ที่เหมือนเรือนจำและถูกบังคับให้ก่อเหตุหลอกลวงออนไลน์ในระดับอุตสาหกรรม”

 

โจเซฟ โนเซลลา จูเนียร์ อัยการสหรัฐฯ เขตตะวันออกของนิวยอร์ก กล่าวว่า “การหลอกลวงการลงทุนของ Prince Group ได้สร้างความเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์และความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสแก่เหยื่อทั่วโลก รวมถึงที่นี่ในนิวยอร์ก โดยเหยียบย่ำบนชีวิตของบุคคลที่ถูกค้ามนุษย์และถูกบังคับให้ทำงานโดยไม่สมัครใจ คำฟ้องและการริบทรัพย์ครั้งประวัติศาสตร์นี้ส่งสารที่แข็งกร้าวไปยังนักต้มตุ๋นทุกหนแห่งว่า เราจะไล่ล่าคุณไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร และไม่ว่าวิธีการอันชั่วร้ายของคุณจะเป็นอย่างไร และเราจะไม่มีวันหยุดต่อสู้เพื่อเหยื่อ”

 

เบื้องหลัง Prince Group จากกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่สู่อาณาจักรอาชญากรรม

 

ตามเอกสารคำฟ้อง ตั้งแต่ประมาณปี 2015 จำเลยเป็นผู้ก่อตั้งและประธานของ Prince Group กลุ่มบริษัทในกัมพูชาที่ดำเนินธุรกิจหลายสิบแห่งในกว่า 30 ประเทศ

 

แม้ Prince Group จะมีภาพลักษณ์ภายนอกเป็นกลุ่มบริษัทที่มุ่งเน้นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริการทางการเงิน แต่เบื้องหลังกลับดำเนินการ ‘ศูนย์บัญชาการแก๊งคอลเซ็นเตอร์’ (Scam Compounds) หลายแห่งทั่วกัมพูชา

 

พฤติกรรมของเครือข่ายนี้ประกอบด้วย การใช้แรงงานทาสโดยมีการค้ามนุษย์นำแรงงานหลายร้อยคนมากักขังในสถานที่ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงและลวดหนาม และบังคับให้ทำงานหลอกลวงเหยื่อภายใต้การข่มขู่และความรุนแรง โดย เฉิน จื้อ มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการบริหารจัดการและสั่งการให้มีการทำร้ายร่างกายผู้ที่สร้างปัญหา

 

การใช้กลลวง ‘Pig Butchering’ โดยมิจฉาชีพจะติดต่อเหยื่อผ่านแอปพลิเคชันส่งข้อความหรือโซเชียลมีเดีย สร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจ (เปรียบเหมือนการ ‘ขุนหมู’) ก่อนจะหลอกล่อให้โอนเงินคริปโตไปยังบัญชีที่กำหนด โดยอ้างว่าจะนำไปลงทุนและสร้างผลกำไรให้ แต่ในความเป็นจริง เงินเหล่านั้นจะถูกขโมยและนำไปฟอก

 

พร้อมกันนี้ ยังมีการฟอกเงินอย่างซับซ้อน โดยใช้เทคนิคการฟอกเงินคริปโตขั้นสูง เช่น Spraying หรือการกระจายเงินจำนวนมากไปยัง Wallet นับร้อย และ Funneling หรือการรวบรวมเงินกลับเข้ามาใน Wallet ไม่กี่แห่ง) เพื่อปกปิดที่มาของเงิน ก่อนจะนำไปลงทุนต่อในธุรกิจถูกกฎหมายของกลุ่ม เช่น การพนันออนไลน์ และการขุดคริปโต โดยเฉิน จื้อ เคยโอ้อวดว่าธุรกิจขุดคริปโตของเขามีกำไรมหาศาลเพราะไม่มีต้นทุนเนื่องจากใช้เงินที่ขโมยมาจากเหยื่อ

 

รวมไปถึงการใช้อิทธิพลและติดสินบน ใช้สายสัมพันธ์ทางการเมืองในหลายประเทศเพื่อปกป้ององค์กรอาชญากรรมของตน และจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบ

 

เงินที่ได้จากการกระทำผิดถูกนำไปใช้จ่ายอย่างหรูหรา ทั้งการเดินทาง, ซื้อนาฬิกา, เรือยอชต์, เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว และงานศิลปะหายาก รวมถึงภาพวาดของปิกัสโซที่ซื้อผ่านการประมูลในนครนิวยอร์ก

 

การดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยหน่วยงานของสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการประสานงานในระดับนานาชาติ โดย กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศขึ้นบัญชี Prince Group เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมทั้งประกาศคว่ำบาตรต่อตัวเฉิน จื้อ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ขณะที่สหราชอาณาจักรก็ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ Prince Group เช่นกัน

 

ปัจจุบัน เฉิน จื้อ ยังคงหลบหนีการจับกุม หากถูกตัดสินว่ามีความผิด เขาอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 40 ปี FBI ได้เปิดช่องทางสำหรับผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับ เฉิน จื้อ หรือ Prince Group ให้สามารถแจ้งเบาะแสได้ และเรียกร้องให้ผู้ที่เชื่อว่าตนเองตกเป็นเหยื่อของการหลอกลงทุนคริปโตติดต่อศูนย์รับเรื่องร้องเรียนอาชญากรรมทาง www.ic3.gov

 

คำฟ้องเป็นเพียงข้อกล่าวหา จำเลยทุกคนถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ว่ามีความผิดจริงในชั้นศาล

 

อ้างอิง:

The post กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยื่นฟ้องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา ยึด Bitcoin มูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-อังกฤษ จับมือคว่ำบาตร Prince Group องค์กรสแกมเมอร์รายใหญ่กัมพูชา ยึดทรัพย์บิตคอยน์ 4.8 แสนล้านบาท https://thestandard.co/us-uk-sanctions-prince-group/ Wed, 15 Oct 2025 04:40:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1130652 สหรัฐฯ-อังกฤษ จับมือคว่ำบาตร Prince Group องค์กรสแกมเมอร์รายใหญ่กัมพูชา ยึดทรัพย์ บิตคอยน์ 4.8 แสนล้านบาท

ทางการสหรัฐฯ​ และสหราชอาณาจักร ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรและ […]

The post สหรัฐฯ-อังกฤษ จับมือคว่ำบาตร Prince Group องค์กรสแกมเมอร์รายใหญ่กัมพูชา ยึดทรัพย์บิตคอยน์ 4.8 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-อังกฤษ จับมือคว่ำบาตร Prince Group องค์กรสแกมเมอร์รายใหญ่กัมพูชา ยึดทรัพย์ บิตคอยน์ 4.8 แสนล้านบาท

ทางการสหรัฐฯ​ และสหราชอาณาจักร ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรและฟ้องริบทรัพย์สินของเฉิน จื้อ นักธุรกิจเชื้อสายจีนสัญชาติกัมพูชาวัย 38 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Group ในฐานะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และเครือข่ายสแกมเมอร์รายใหญ่ในกัมพูชา จากการดำเนินธุรกิจเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติผ่านการหลอกลวงลงทุนทางออนไลน์ รวมถึงฟอกเงินและบังคับใช้แรงงานในศูนย์สแกมเมอร์กว่า 10 แห่งทั่วกัมพูชา

 

สำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตตะวันออกของนิวยอร์ก และกองความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม ได้ยื่นฟ้องริบทรัพย์สินทางแพ่งของเฉิน จื้อ เป็นสกุลเงินดิจิทัลบิตคอยน์ (Bitcoin) จำนวนประมาณ 127,271 บิตคอยน์ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 4.8 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้จากเครือข่ายสแกมเมอร์และฟอกเงิน และถือเป็นการริบทรัพย์สินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงฯ

 

นอกจากนี้ เฉินจื้อ ซึ่งมีทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากอยู่ในสหราชอาณาจักร คาดว่าจะถูกอายัดทรัพย์สิน ที่ประกอบด้วยคฤหาสน์หรูมูลค่า 16 ล้านดอลลาร์ บนถนนอเวนิว ซึ่งเป็นหนึ่งในที่อยู่อาศัยราคาแพงที่สุดในกรุงลอนดอน และอาคารสำนักงานมูลค่า 126 ล้านดอลลาร์ ในใจกลางย่านการเงินของกรุงลอนดอน ตลอดจนห้องพักในอาคารหลายแห่งใจกลางกรุงลอนดอน

 

การฟ้องริบทรัพย์ดังกล่าว ยังเป็นความร่วมมือกับสำนักงานสอบสวนกลางหรือ FBI โดย แคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI กล่าวในการแถลงข่าวว่า “FBI และพันธมิตรได้ดำเนินการกวาดล้างการฉ้อโกงทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ นี่คือบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าดำเนินการเครือข่ายอาชญากรรมขนาดใหญ่ข้ามหลายทวีป ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้แรงงาน การฟอกเงิน แผนการลงทุน และทรัพย์สินที่ถูกขโมย โดยมีเป้าหมายเป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์หลายล้านคนในกระบวนการนี้”

 

ขณะที่สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) และเครือข่ายบังคับใช้กฎหมายอาชญากรรมทางการเงิน (FinCEN) กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังได้ประสานงานกับสำนักงานต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนา (FCDO) ของสหราชอาณาจักร กำหนดมาตรการคว่ำบาตรและห้ามเดินทางต่อเป้าหมาย 146 รายภายในกลุ่มบริษัท Prince Group รวมถึงเฉินจื้อ และผู้บริหารชาวจีนอีกหลายคน

 

นอกเหนือจากมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) และเครือข่ายบังคับใช้กฎหมายอาชญากรรมทางการเงิน (FinCEN) ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายภายใต้มาตรา 311 ของกฎหมาย USA PATRIOT Act ให้ตัด Huione Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทบริการทางการเงินในกัมพูชาออกจากระบบการเงินสหรัฐฯ จากกรณีที่ Huione Group ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการฟอกเงินที่ได้จากการโจรกรรมทางไซเบอร์ที่ดำเนินการโดยเกาหลีเหนือ และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กระทำการหลอกลวงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

 

หลอกเหยื่ออเมริกันสูญเสีย 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์

 

กรณีการหลอกลวงทางออนไลน์ที่ส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชาวอเมริกันคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระตุ้นให้เกิดการดำเนินการระหว่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร

 

โดยในปี 2024 รัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินว่า มีชาวอเมริกันสูญเสียเงินอย่างน้อย 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับการหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเพิ่มขึ้น 66% จากปีก่อนหน้า

 

เส้นสายระดับสูงผู้นำกัมพูชา

 

สำหรับเฉิน จื้อ ซึ่งฉากหน้าเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชื้อสายจีนที่เปลี่ยนสัญชาติมาเป็นพลเมืองกัมพูชาตั้งแต่ปี 2014 ถือเป็นนักธุรกิจชั้นแนวหน้าที่มีเส้นสายระดับสูงในแวดวงการเมืองกัมพูชา โดยมีตำแหน่งเป็นถึงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต และอดีตนายกรัฐมนตรีฮุนเซน

 

ขณะที่กลุ่มบริษัท Prince Group ของเขาซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในทำเลทองใจกลางกรุงพนมเปญ ดำเนินโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ๆ ทั้งอาคารและหมู่บ้านหรู รวมถึงห้างสรรพสินค้าหรูหลายแห่งในหลายเมืองทั่วประเทศ รวมถึงกรุงพนมเปญและได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่บุกเบิกการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองสีหนุวิลล์ จนเฟื่องฟูในช่วงก่อนวิกฤตโควิด

 

ทางการสหรัฐฯ ชี้ว่าบริษัทลูกของ Prince Group อย่าง Jin Bei Group ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาโรงแรมและคาสิโนระดับหรูที่เบื้องหลังดำเนินกิจการศูนย์สแกมเมอร์หลายแห่งทั่วกัมพูชา มีความเชื่อมโยงกับรายงานการกรรโชกทรัพย์ หลอกลวง บังคับใช้แรงงาน รวมถึงกรณีการฆาตกรรม หยี่หมิงต้าหลี่ (Yi Ming Dali) ชายชาวจีนวัย 25 ปี ที่ถูกพบเป็นศพยัดในกระเป๋าเดินทาง ที่จังหวัดกันดาลในปี 2023

The post สหรัฐฯ-อังกฤษ จับมือคว่ำบาตร Prince Group องค์กรสแกมเมอร์รายใหญ่กัมพูชา ยึดทรัพย์บิตคอยน์ 4.8 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
FBI เผยคลิป-ภาพ ล่าตัวมือปืนลอบยิงชาร์ลี เคิร์ก https://thestandard.co/fbi-hunt-charlie-kirk-shooter-video/ Fri, 12 Sep 2025 03:32:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1118425 FBI เผยคลิปวงจรปิดผู้ต้องสงสัยลอบยิง ชาร์ลี เคิร์ก ที่ยูทาห์

สำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ของสหรัฐฯ แถลงข่าวความคืบหน้าก […]

The post FBI เผยคลิป-ภาพ ล่าตัวมือปืนลอบยิงชาร์ลี เคิร์ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
FBI เผยคลิปวงจรปิดผู้ต้องสงสัยลอบยิง ชาร์ลี เคิร์ก ที่ยูทาห์

สำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ของสหรัฐฯ แถลงข่าวความคืบหน้าการสืบสวนและติดตามตัวมือปืนที่ก่อเหตุลอบยิงสังหารชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อดังวัย 31 ปี และพันธมิตรคนสำคัญของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งถูกลอบยิงเข้าที่ลำคอระหว่างปราศรัยภายในงาน American Comeback Tour ที่มหาวิทยาลัย Utah Valley ในเมืองโอเรม รัฐยูทาห์ เมื่อวันพุธ (10 กันยายน) ที่ผ่านมา ท่ามกลางฝูงชนหลายพันคน โดยมือปืนยังอยู่ระหว่างการหลบหนีจนถึงตอนนี้

 

สเปนเซอร์ ค็อกซ์ ผู้ว่าการรัฐยูทาห์ ซึ่งเป็นผู้แถลง ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอวงจรปิด ซึ่งเป็นภาพขณะที่ชายผู้ต้องสงสัยในชุดสีดำ กำลังวิ่งอยู่บนหลังคาของอาคารที่เป็นจุดก่อเหตุลอบยิงซึ่งสูงไม่มากนัก ก่อนจะตรงไปยังมุมหนึ่งของอาคาร และปีนจากขอบอาคารลงมาที่พื้นหญ้า จากนั้นจึงเดินไปยังถนนที่อยู่ใกล้เคียงและข้ามถนนเพื่อหลบหนีเข้าไปในบริเวณป่า 

 

โดย FBI ยังได้เผยแพร่ภาพของผู้ต้องสงสัยรายนี้ ซึ่งพบว่าสวมแว่นกันแดด รองเท้าคอนเวิร์ส และเสื้อยืดสีดำที่มีลายค่อนข้างเด่น เป็นธงชาติอเมริกันและรูปนกอินทรี 

 

ขณะที่ โรเบิร์ต โบห์ลส์ เจ้าหน้าที่พิเศษ FBI ผู้รับผิดชอบการสืบสวนเผยว่า เจ้าหน้าที่ยังพบปืนไรเฟิลแบบลูกเลื่อนกำลังสูง ในพื้นที่ป่าใกล้จุดเกิดเหตุ โดย FBI ได้ส่งปืนไรเฟิลดังกล่าวไปวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการเพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติมแล้ว

 

ทั้งนี้ ผลการสืบสวน คาดว่ามือปืนไปถึงมหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่นาทีก่อนที่งานจะเริ่มขึ้น โดยคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิด พบชายต้องสงสัยกำลังเดินขึ้นบันไดเพื่อขึ้นไปบนหลังคาของอาคาร ก่อนที่จะเกิดเหตุลอบยิงเคิร์ก

 

ก่อนหน้านี้ โบ เมสัน กรรมาธิการความปลอดภัยสาธารณะแห่งรัฐยูทาห์ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า มือปืนรายนี้ดูเหมือนจะอยู่ในวัยเรียนมหาวิทยาลัยและค่อนข้างกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัย

 

อย่างไรก็ตาม ทางการยังคงไม่เปิดเผยชื่อและประวัติของมือปืน แม้ว่าจะมีกระแสข่าวลือและการคาดเดาจำนวนมากเกี่ยวกับแรงจูงใจของมือปืนเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย

 

ด้านผู้ว่าการรัฐยูทาห์ เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้ FBI ได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชนแล้วมากกว่า 7,000 เบาะแส ซึ่งมากที่สุดที่ FBI เคยได้รับนับตั้งแต่เหตุระเบิดที่งานบอสตันมาราธอนในปี 2013

 

อย่างไรก็ตาม ค็อกซ์เตือนว่ามีข้อมูลเท็จจำนวนมหาศาล แพร่กระจายทางออนไลน์ และขอความร่วมมือไม่ให้ประชาชนเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ โดยจำนวนมากพบว่าเป็นการใช้ bot แพร่กระจายข่าวจากรัสเซียและจีน 

 

ขณะที่ยังมี “หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จำนวนมาก” ที่เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการ และพยายามรวบรวมหลักฐานที่จำเป็นเพื่อดำเนินคดีมือปืนให้ได้รับโทษประหารชีวิต

 

ภาพ: Reuters

อ้างอิง: 

The post FBI เผยคลิป-ภาพ ล่าตัวมือปืนลอบยิงชาร์ลี เคิร์ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจไซเบอร์ลุยค้น 7 จุด ขยายผลเครือข่าย ก๊ก อาน พร้อมออกหมายจับ 3 ทายาท ก่อนหารือ FBI ขอหมายแดง https://thestandard.co/transnational-callcenter-bust/ Tue, 15 Jul 2025 05:29:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1096510 transnational-callcenter-bust

วันนี้ (15 กรกฎาคม) ความคืบหน้าคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามช […]

The post ตำรวจไซเบอร์ลุยค้น 7 จุด ขยายผลเครือข่าย ก๊ก อาน พร้อมออกหมายจับ 3 ทายาท ก่อนหารือ FBI ขอหมายแดง appeared first on THE STANDARD.

]]>
transnational-callcenter-bust

วันนี้ (15 กรกฎาคม) ความคืบหน้าคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ล่าสุดเมื่อช่วงเช้ามืดวันนี้ ตำรวจไซเบอร์ นำโดย พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) ได้นำหมายศาลเข้าตรวจค้น 7 จุดทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นเครือข่ายของ ก๊ก อาน สมาชิกวุฒิสภาและคนสนิทของ สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา

 

การตรวจค้นครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับบุคคลสำคัญในเครือข่ายเพิ่มเติม ได้แก่ จุรี คล่องกิจกล, ภูเฌอหลิน คล่องกิจกล และ กิตติศักดิ์ คล่องกิจกล โดยทั้งสามคนเป็นบุตรของ ก๊ก อาน ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

 

สำหรับเป้าหมายการตรวจค้น ได้แก่ บ้านพักใน อำเภออรัญประเทศ, บ้านพัก อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว, บ้านพักและบริษัท ในพื้นที่เขตประเวศ เขตบางพลัด และเขตสาทร กรุงเทพฯ

 

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการขยายผลจากการตรวจค้น 19 จุด และยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 1,170 ล้านบาท เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ ตำรวจ บช.สอท. ยังได้ประสานกับกรมการปกครองเพื่อตรวจสอบความผิดปกติของบัตรประชาชนของบุคคลทั้งสาม ที่อาจมีการสวมสิทธิ์อย่างผิดกฎหมาย

 

ในช่วงบ่ายวันนี้ พล.ต.อ. ธัชชัย และ พล.ต.ท. ไตรรงค์ จะเดินทางไปหารือกับเจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) เพื่อขยายผลและเตรียมดำเนินการขอออกหมายแดงของตำรวจสากล (Interpol Red Notice) เพื่อติดตามตัวผู้ต้องหาต่อไป

 

ตำรวจบุกค้นแก๊งคอลเซ็นเตอร์เครือข่ายก๊กอาน ตำรวจบุกค้นแก๊งคอลเซ็นเตอร์เครือข่ายก๊กอาน ตำรวจบุกค้นแก๊งคอลเซ็นเตอร์เครือข่ายก๊กอาน ตำรวจบุกค้นแก๊งคอลเซ็นเตอร์เครือข่ายก๊กอาน

The post ตำรวจไซเบอร์ลุยค้น 7 จุด ขยายผลเครือข่าย ก๊ก อาน พร้อมออกหมายจับ 3 ทายาท ก่อนหารือ FBI ขอหมายแดง appeared first on THE STANDARD.

]]>
FBI เร่งล่าตัวผู้ต้องสงสัย ลอบยิง สส. และ สว. เดโมแครต ในรัฐมินนิโซตา เสียชีวิต 2 คน สาหัส 2 คน https://thestandard.co/fbi-hunt-minnesota-political-shooting/ Sun, 15 Jun 2025 04:07:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1085220 เจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐตรวจสอบจุดเกิดเหตุลอบยิงนักการเมืองในรัฐมินนิโซตา

เกิดเหตุลอบสังหารนักการเมืองในรัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา […]

The post FBI เร่งล่าตัวผู้ต้องสงสัย ลอบยิง สส. และ สว. เดโมแครต ในรัฐมินนิโซตา เสียชีวิต 2 คน สาหัส 2 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐตรวจสอบจุดเกิดเหตุลอบยิงนักการเมืองในรัฐมินนิโซตา

เกิดเหตุลอบสังหารนักการเมืองในรัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ (14 มิถุนายน) ส่งผลให้ เมลิสซา ฮอร์ตแมน อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรรัฐ และ มาร์ก ฮอร์ตแมน สามี เสียชีวิตภายในบ้านพักที่ Brooklyn Park ขณะเดียวกัน จอห์น ฮอฟฟ์แมน วุฒิสมาชิกรัฐ และภรรยา ถูกโจมตีที่บ้านในเมือง Champlin โดยทั้งคู่ได้รับการผ่าตัดและอาการทรงตัว

 

ตำรวจได้รับแจ้งเหตุที่บ้านของฮอฟฟ์แมนเวลาประมาณตีสอง ก่อนจะเดินทางไปตรวจสอบบ้านของฮอร์ตแมนในอีกประมาณ 90 นาทีถัดมา ที่นั่นเจ้าหน้าที่พบชายแต่งกายคล้ายตำรวจเดินออกจากบ้าน เขายิงใส่ตำรวจแล้วหลบหนี

 

ผู้ต้องสงสัยคือ วานซ์ ลูเธอร์ โบลเตอร์ วัย 57 ปี ผมและตาสีน้ำตาล ขณะก่อเหตุสวมหมวกคาวบอยสีอ่อน เสื้อแขนยาวสีเข้ม กางเกงสีอ่อน และถือกระเป๋าสีดำ แต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีทั้งเสื้อเกราะ ป้ายตรา เครื่องช็อตไฟฟ้า และรถติดไฟฉุกเฉินพร้อมป้ายทะเบียนที่ระบุว่า ‘Police’

 

FBI ระบุว่าโบลเตอร์ยังมีอาวุธ และอาจเป็นอันตรายต่อสาธารณะ จึงเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ พร้อมประกาศรางวัลนำจับสูงสุด 50,000 ดอลลาร์

 

การสืบสวนพบว่า ในรถของผู้ต้องสงสัยมีบัญชีรายชื่อบุคคลประมาณ 50-70 คน ซึ่งเป็นนักการเมืองจากพรรคเดโมแครตและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิการทำแท้ง โดยเหยื่อทั้งสี่รายมีชื่ออยู่ในบัญชีดังกล่าว

 

ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐ ระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็น ‘การลอบสังหารทางการเมือง’ และเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อประชาธิปไตยในประเทศ โดยโบลเตอร์เคยมีบทบาทในคณะกรรมการพัฒนากำลังแรงงานของรัฐ และเคยเกี่ยวข้องกับภารกิจด้านความมั่นคงระดับนานาชาติ แม้ยังไม่ชัดเจนว่าเขารู้จักผู้เสียชีวิตเป็นการส่วนตัว แต่เชื่อว่าเคยเข้าร่วมประชุมสาธารณะร่วมกัน

 

ธงรัฐมินนิโซตาถูกลดลงครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัยต่อการเสียชีวิต ขณะที่ชุมชนท้องถิ่นแสดงความเสียใจ และเรียกร้องให้มีมาตรการคุ้มครองนักการเมืองอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดทางการเมืองในสหรัฐฯ ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

ภาพ: Senate / Handout via REUTERS, Minnesota House of Representatives / Handout via REUTERS

อ้างอิง:

The post FBI เร่งล่าตัวผู้ต้องสงสัย ลอบยิง สส. และ สว. เดโมแครต ในรัฐมินนิโซตา เสียชีวิต 2 คน สาหัส 2 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำเนียบขาวชี้ เหตุขับรถพุ่งชนฝูงชนในนิวออร์ลีนส์ไม่พบหลักฐานการโจมตีจากต่างประเทศ ด้าน FBI เชื่อ ก่อเหตุคนเดียว https://thestandard.co/new-orleans-car-crash-fbi-investigation/ Fri, 03 Jan 2025 03:02:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1026676 new-orleans-car-crash-fbi-investigation

ทำเนียบขาวชี้ เหตุขับรถพุ่งชนฝูงชนในนิวออร์ลีนส์เมื่อวั […]

The post ทำเนียบขาวชี้ เหตุขับรถพุ่งชนฝูงชนในนิวออร์ลีนส์ไม่พบหลักฐานการโจมตีจากต่างประเทศ ด้าน FBI เชื่อ ก่อเหตุคนเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
new-orleans-car-crash-fbi-investigation

ทำเนียบขาวชี้ เหตุขับรถพุ่งชนฝูงชนในนิวออร์ลีนส์เมื่อวันขึ้นปีใหม่ (1 มกราคม) ไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการโจมตีจากต่างประเทศ หลัง โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงแห่งชาติเป็นระยะเวลากว่า 1 ชั่วโมง โดยได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์อย่างละเอียดจาก FBI ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม

 

ไบเดนระบุว่า หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางและชุมชนข่าวกรองกำลังสอบสวนการติดต่อและการเชื่อมโยงในต่างประเทศหรือภายในประเทศที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุระทึกที่เกิดขึ้น 

 

ก่อนหน้านี้ FBI สันนิษฐานว่า แชมซูด ดิน จับบาร์ (Shamsud-Din Jabbar) พลเมืองอเมริกันวัย 42 ปีจากรัฐเท็กซัส ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุในครั้งนี้ อาจไม่ได้ลงมือเพียงลำพัง ก่อนที่ FBI จะออกมาระบุว่า จับบาร์ที่สนับสนุนแนวทางของกลุ่ม IS น่าจะลงมือก่อเหตุเพียงคนเดียว 

 

นอกจากนี้ FBI ยังยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าเหตุขับรถพุ่งชนฝูงชนในนิวออร์ลีนส์เชื่อมโยงกับเหตุรถ Tesla Cybertruck ระเบิดบริเวณหน้าโรงแรม Trump Hotel ในลาสเวกัส รัฐเนวาดา แต่อย่างใด 

 

ความคืบหน้าล่าสุด บรรดาธุรกิจห้างร้านและร้านอาหารบริเวณ Bourbon Street กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง หลังตำรวจปิดกั้นพื้นที่บางส่วนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน โดยเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งเชื่อว่า ย่าน Bourbon Street จะกลับมาคึกคักอีกครั้งและก้าวผ่านความเจ็บปวดนี้ไปได้

 

ภาพ: Octavio Jones / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทำเนียบขาวชี้ เหตุขับรถพุ่งชนฝูงชนในนิวออร์ลีนส์ไม่พบหลักฐานการโจมตีจากต่างประเทศ ด้าน FBI เชื่อ ก่อเหตุคนเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปเหตุขับรถพุ่งชนฝูงชนในนิวออร์ลีนส์: สัญญาณเตือน ‘ก่อการร้าย’ ไม่เคยหายไปไหน? https://thestandard.co/key-messages-new-orleans-attack/ Thu, 02 Jan 2025 13:54:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1026629

เกิดเหตุระทึกในวันขึ้นปีใหม่ 2025 หลังมีคนขับรถยนต์พุ่ง […]

The post สรุปเหตุขับรถพุ่งชนฝูงชนในนิวออร์ลีนส์: สัญญาณเตือน ‘ก่อการร้าย’ ไม่เคยหายไปไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดเหตุระทึกในวันขึ้นปีใหม่ 2025 หลังมีคนขับรถยนต์พุ่งชนฝูงชนบน Bourbon Street ย่านชุมชนฝรั่งเศส (French Quarter) ในเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนาของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 คน และได้รับบาดเจ็บอีกราว 35 คน

 

เจ้าหน้าที่ FBI รายงานว่า ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุถูกตำรวจวิสามัญแล้วหลังเกิดการปะทะกัน ทราบชื่อภายหลังคือ แชมซูด ดิน จับบาร์ พลเมืองอเมริกันวัย 42 ปีจากรัฐเท็กซัส เป็นอดีตทหารในกองทัพสหรัฐฯ นานกว่า 10 ปี โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งยังเคยถูกส่งตัวไปประจำการที่อัฟกานิสถานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2009 – มกราคม 2010 ก่อนที่เขาจะเป็นกองกำลังสำรอง (Army Reserve) ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2015 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2020 และผันตัวมาทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ในเวลาต่อมา

 

FBI ยังเผยอีกว่า ตรวจพบธงของ ‘กลุ่มรัฐอิสลาม’ (IS) ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่เคลื่อนไหวอยู่ในตะวันออกกลางและมีเครือข่ายอยู่ในหลายทวีปทั่วโลก แม้ว่าจะสูญเสียผู้นำคนสำคัญอย่าง อาบู บักร์ อัล-บักห์ดาดี ไป แต่กลุ่ม IS ก็ยังคงปฏิบัติการในรูปแบบสาขา หรือเป็นผู้ที่ได้รับอิทธิพลจากอุดมการณ์ของกลุ่ม IS อยู่เป็นระยะๆ อย่างไรก็ตาม ทางการยังอยู่ในระหว่างตรวจสอบว่าผู้ก่อเหตุมีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม IS จริงหรือไม่ หรือมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร 

 

นอกจากธงแล้ว ตำรวจยังพบอาวุธปืนและอุปกรณ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับระเบิดแสวงเครื่องในรถคันดังกล่าวและในบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุ ตำรวจสันนิษฐานว่าจับบาร์อาจไม่ได้ลงมือก่อเหตุเพียงลำพัง 

 

อลีเทีย ดันแคน ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่พิเศษ FBI ระบุว่า “เราไม่เชื่อว่าจับบาร์จะเป็นผู้รับผิดชอบต่อเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียว เรากำลังตามรอยทุกเบาะแสอย่างแข็งขัน รวมถึงซักถามเพื่อนร่วมงานและบุคคลใกล้ชิดของเขา”

 

สำนักข่าว CNN อ้างถึงเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน 2 นายที่เปิดเผยว่าจับบาร์เคยอัดคลิปวิดีโอเล่าถึงความฝันที่อยากจะเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม IS มาตั้งนานแล้ว รวมถึงแผนการที่จะสังหารครอบครัวของเขาหลังจากที่หย่าร้างกับภรรยา ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนใจและหันมาใช้แนวทางของกลุ่ม IS หลังเข้าเป็นสมาชิก

 

ทางการนิวออร์ลีนส์เริ่มทยอยเปิดเผยรายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยส่วนใหญ่เป็นชาวเมืองนิวออร์ลีนส์ที่ออกมาร่วมฉลองวันขึ้นปีใหม่ ในจำนวนนี้มีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลได้รับบาดเจ็บ 2 คน ขณะที่หนึ่งในผู้เสียชีวิตมีอดีตนักฟุตบอลดาวดังของ Princeton University รวมอยู่ด้วย

 

ด้านสำนักข่าว BBC รายงานว่า บริษัทของแอปพลิเคชันให้เช่ารถอย่าง Turo กำลังให้ความร่วมมือในการสืบสวนอย่างแข็งขัน หลังรถกระบะที่ใช้ก่อเหตุขับพุ่งชนฝูงชนในเมืองนิวออร์ลีนส์ รวมถึงรถ Cybertruck ที่ระเบิดบริเวณหน้า Trump Hotel ถูกเช่าผ่านแอปพลิเคชันดังกล่าว 

 

ท่าทีผู้นำสหรัฐฯ 

 

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความเสียใจต่อเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า เป็นการกระทำที่ ‘น่ารังเกียจ’ ไบเดนยังได้รับรายงานจาก FBI ว่า จับบาร์ได้โพสต์วิดีโอบนโซเชียลมีเดียเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนลงมือก่อเหตุ ซึ่งมีเนื้อหาบ่งชี้ว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจาก IS และแสดงความปรารถนาที่จะสังหารผู้อื่น 

 

เบื้องต้นไบเดนระบุว่ายังไม่มีรายงานที่แน่ชัดว่าเหตุขับรถพุ่งชนฝูงชนในนิวออร์ลีนส์นี้เชื่อมโยงกับเหตุรถ Cybertruck ระเบิดบริเวณหน้า Trump Hotel ในลาสเวกัส รัฐเนวาดา ในวันเดียวกันนั้นหรือไม่

 

ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เตรียมหวนคืนทำเนียบขาวในวันที่ 20 มกราคมนี้ วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลสหรัฐฯ และหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายว่า ‘ไม่มีประสิทธิภาพ’ และ ‘ไม่มีความเป็นผู้นำ’

 

ทรัมป์ยังได้กล่าวโจมตีด้วยว่า FBI และกระทรวงยุติธรรมยังไม่ได้ทำงานของพวกเขาในการปกป้องพลเมืองอเมริกัน พร้อมแนะนำให้ “CIA เข้ามาร่วมสืบสวน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” อีกทั้งยังระบุว่า “สหรัฐฯ กำลังล่มสลาย ความปลอดภัย ความมั่นคงของชาติ และประชาธิปไตย กำลังพังทลายลงทั่วทั้งประเทศของเรา 

 

“ความแข็งแกร่งและความเป็นผู้นำเท่านั้นที่จะหยุดยั้งเหตุการณ์นี้ได้ เจอกันวันที่ 20 มกราคม ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง!”

 

การกลับมาของกระแสเกลียดกลัว IS และการก่อการร้าย?

 

ผศ. ดร.มาโนชญ์ อารีย์ ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระบุว่า กระแสเกลียดกลัว IS โดยเฉพาะจากเหตุก่อการร้าย จะยิ่งเพิ่มกระแสสนับสนุนของฝ่ายขวาที่มีต่อทรัมป์ ไม่ว่าเหตุการณ์นี้จะเชื่อมโยงหรือถูกโยงกับกลุ่ม IS ผ่านธงสัญลักษณ์ของกลุ่มหรือไม่ก็ตาม โดยอาจารย์เชื่อว่ากลุ่ม IS คงจะออกมาอ้างความรับผิดชอบอย่างแน่นอน

 

ผศ. ดร.มาโนชญ์ ยกตัวอย่างเหตุการณ์กราดยิงที่งานคอนเสิร์ตชายทะเลในลาสเวกัส รัฐเนวาดา เมื่อปี 2017 ที่ผู้ก่อเหตุเป็นชายชาวอเมริกันวัย 64 ปี ซึ่งในครั้งนั้นกลุ่ม IS ก็ออกมาอ้างความรับผิดชอบ แต่ปรากฏว่าผู้ที่ก่อเหตุไม่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มไหนเลย เราจึงมองได้ว่า IS อาจอ้างความรับผิดชอบไม่ว่าเขาจะทำหรือไม่ทำก็ตาม ยิ่งครั้งนี้ตรวจพบธงในที่เกิดเหตุด้วย ยิ่งทำให้กลุ่ม IS สามารถอ้างความรับผิดชอบได้ง่ายขึ้น และอาจจะอ้างถึงเหตุรุนแรงอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ด้วย

 

ส่วนประเด็นที่ว่าทำไมต้องเลือกเวลานี้ในการก่อเหตุนั้น ก็เพราะมีความเหมาะเจาะใน 2 เรื่อง คือ เป็นช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่และเป็นช่วงเวลาที่ทรัมป์จะกลับมานั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

 

ผศ. ดร.มาโนชญ์ ยังแสดงความเห็นอีกว่า ในสมัยที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งครั้งแรกด้วยการปั่นกระแสเกลียดกลัวอิสลามและแบ่งแยกทางสังคม กลุ่มคนที่ดีใจที่สุดเมื่อทรัมป์ชนะการเลือกตั้งคือกลุ่ม IS เพราะกลุ่มนี้ต้องการปั่นกระแสความขัดแย้งทางความเชื่ออยู่แล้ว ซึ่งมันจะไปกระตุ้นฝ่ายขวาให้ต่อต้านโลกมุสลิมมากยิ่งขึ้น และจะเกิด ‘แนวร่วมมุมกลับ’ ที่ดึงมุสลิมที่ถูกฝ่ายขวาต่อต้านให้ไปร่วมกับกลุ่ม IS 

 

ดังนั้นการกลับมาของทรัมป์อาจต้องระวัง 2 เรื่องที่สัมพันธ์กัน คือ เรื่องการเพิ่มขึ้นของฝ่ายขวาหัวรุนแรงและการก่อการร้ายของกลุ่มที่มีแนวคิดสุดโต่ง 

 

ส่วนเหตุรถ Cybertruck ระเบิดที่หน้า Trump Hotel อาจารย์มองว่า ทั้งสององค์ประกอบนี้สะท้อนนัยสำคัญถึงทั้งทรัมป์กับ อีลอน มัสก์ อย่างชัดเจน หากสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการก่อวินาศกรรม

 

ขณะที่ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ทหาร และความมั่นคง มองว่า การก่อเหตุร้ายกับตลาดคริสต์มาสชื่อดังในเยอรมนีเมื่อช่วงปลายปี 2024 รวมถึงเหตุขับรถพุ่งชนฝูงชนในนิวออร์ลีนส์ เป็นตัวอย่างสัญญาณเตือนที่สะท้อนว่า ‘การก่อการร้ายไม่เคยหายไปไหน’ และอาจกลับมาให้เราเห็นบ่อยขึ้นในปีใหม่ (2025) แม้ว่าในช่วงก่อนโควิดเราจะเห็นว่าการก่อการร้ายจากกลุ่มอัลกออิดะห์หรือกลุ่ม IS จะมีแนวโน้มลดลงก็ตาม

 

ภาพ: Eduardo Munoz / Reuters

อ้างอิง:

The post สรุปเหตุขับรถพุ่งชนฝูงชนในนิวออร์ลีนส์: สัญญาณเตือน ‘ก่อการร้าย’ ไม่เคยหายไปไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
FBI ยืนยัน ว่าที่ ครม. ทรัมป์ 2.0 ตกเป็นเป้าขู่วางระเบิด-ทำร้ายร่างกาย https://thestandard.co/fbi-confirms-trump-cabinet-picks-targeted-with-bomb-threats-swatting/ Thu, 28 Nov 2024 04:20:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1013731 FBI

สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) ยืนยันว่า ว่าท […]

The post FBI ยืนยัน ว่าที่ ครม. ทรัมป์ 2.0 ตกเป็นเป้าขู่วางระเบิด-ทำร้ายร่างกาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
FBI

สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) ยืนยันว่า ว่าที่สมาชิกคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่หวนคืนทำเนียบขาวได้สำเร็จ หลังได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กำลังตกเป็นเป้าขู่วางระเบิดและขู่ทำร้ายร่างกายก่อนเตรียมเข้ารับตำแหน่งใหม่ช่วงต้นปี 2025

 

ก่อนหน้านี้ แคโรไลน์ เลวิตต์ ว่าที่โฆษกทำเนียบขาวคนใหม่ในรัฐบาลทรัมป์ 2.0 เผยว่า มีผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นว่าที่คณะรัฐมนตรีของทรัมป์ และผู้ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่ายบริหารหลายคนตกเป็นเป้าในการข่มขู่ที่รุนแรง เช่น ลี เซลดิน ว่าที่ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (EPA) และ เอลลิส สเตฟานิก ว่าที่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติคนใหม่

 

ขณะที่สื่อต่างประเทศหลายสำนักระบุว่า ซูซี ไวลส์ ว่าที่หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว และ แพม บอนดี ว่าที่อัยการสูงสุดหรือว่าที่รัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ คนใหม่ในรัฐบาลชุดหน้า รวมถึงสมาชิกในครอบครัวของว่าที่คณะรัฐมนตรีอีกหลายคนก็ตกเป็นเป้าโจมตีด้วยเช่นเดียวกัน

 

ความกังวลเกี่ยวกับความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น หลังจากเกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 ผู้สนับสนุนทรัมป์หลายพันคนบุกโจมตีรัฐสภา เพื่อพยายามขัดขวางการรับรองผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2020 โดยสำนักข่าว Reuters ระบุว่า มีคดีที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางการเมืองมากถึง 213 คดีที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปี นับตั้งแต่เหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาครั้งนั้น

 

ความกังวลดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากหลังทรัมป์ถูกลอบสังหารหลายครั้งในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง โดยทรัมป์กล่าวหาว่า วาทกรรมของ โจ ไบเดน และ คามาลา แฮร์ริส จากพรรคเดโมแครตทำให้เขาถูกลอบยิง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการโจมตีหรือลอบสังหารทรัมป์ได้รับแรงบันดาลใจจากคู่แข่งทางการเมืองจากพรรคเดโมแครต

 

ที่ผ่านมามีความพยายามลดอุณหภูมิทางการเมืองระหว่างสองพรรคการเมืองใหญ่ โดยต่อจากนี้ FBI และหน่วยงานความมั่นคงจะเฝ้าระวังประเด็นนี้อย่างใกล้ชิดและเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับบุคคลสำคัญทางการเมืองมากยิ่งขึ้น

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

ภาพ: Leah Millis / File Photo / Reuters

อ้างอิง:

 

The post FBI ยืนยัน ว่าที่ ครม. ทรัมป์ 2.0 ตกเป็นเป้าขู่วางระเบิด-ทำร้ายร่างกาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ขอรอผลชันสูตร 6 ศพเวียดนาม คาดเป็นเรื่องส่วนตัว รับ FBI ตรวจสอบ เหตุมีผู้เสียชีวิตสัญชาติอเมริกัน https://thestandard.co/thai-pm-vietnamese-deaths-investigation/ Wed, 17 Jul 2024 02:51:10 +0000 https://thestandard.co/?p=958907 เวียดนาม

วันนี้ (17 กรกฎาคม) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถ […]

The post นายกฯ ขอรอผลชันสูตร 6 ศพเวียดนาม คาดเป็นเรื่องส่วนตัว รับ FBI ตรวจสอบ เหตุมีผู้เสียชีวิตสัญชาติอเมริกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวียดนาม

วันนี้ (17 กรกฎาคม) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการพบ 6 ศพชาวต่างชาติเสียชีวิตที่โรงแรมย่านราชประสงค์ว่า รอหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากพิสูจน์หลักฐานและจากนิติเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่ทำการผ่าชันสูตรศพอยู่ จากการสันนิษฐานเบื้องต้นเป็นเรื่องภายในกันเอง ไม่ได้เกี่ยวกับการปล้นทรัพย์หรือความมั่นคง

 

นายกฯ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เมื่อคืนนี้ได้คุยกับเอกอัครราชทูตเวียดนามแล้ว พอท่านทราบก็เดินทางมาลงพื้นที่ด้วย เพื่อพูดคุยกันและเป็นเหตุผลหลักที่ตนเองเดินทางไป เพราะให้ความมั่นใจว่าเราให้ความเป็นธรรมกับทุกอย่าง อย่างน้อยหากมีข้อมูลเบื้องต้นเป็นอย่างไรจะได้แจ้งให้เขาทราบ เพื่อเขาจะได้รายงานให้กับญาติพี่น้องทราบ จะได้หมดความกังวล จะได้เคลียร์ไปทีละเปลาะ

 

ส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เดินทางเข้าไทยเป็นประจำหรือไม่ นายกฯ ระบุว่า ขอให้ตำรวจเป็นคนบอกดีกว่า เพราะเวียดนามกับไทยเป็นประเทศใกล้เคียงกัน เหมือนเราไปสิงคโปร์ ฮ่องกง รอให้ตำรวจแถลงข่าวโดยรวมดีกว่า อย่าจับจุดเล็กๆ มาต่อกัน เพราะจะทำให้เกิดความสับสน

 

ส่วนเจ้าหน้าที่ FBI ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุเมื่อช่วงเช้าวันนี้เขาเป็นห่วงเรื่องใด นายกฯ กล่าวว่า เป็นธรรมดา เพราะมีคนสัญชาติอเมริกัน 2 คน แต่เป็นคนเวียดนาม

 

เมื่อถามว่าวันนี้มีการประชุมของรัฐมนตรีพลังงานรัสเซียที่โรงแรมดังกล่าว จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่น่าจะเปลี่ยน เพราะไม่เกี่ยวข้องกันกับเรื่องการก่อการร้ายหรือเรื่องความหละหลวมของการรักษาความปลอดภัย ตนเองคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามปกติ

The post นายกฯ ขอรอผลชันสูตร 6 ศพเวียดนาม คาดเป็นเรื่องส่วนตัว รับ FBI ตรวจสอบ เหตุมีผู้เสียชีวิตสัญชาติอเมริกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
FBI ยิงสังหารชายที่ขู่ทำร้ายไบเดน ทราบภายหลังเป็นผู้สนับสนุนทรัมป์ https://thestandard.co/fbi-shot-trump-supporter/ Thu, 10 Aug 2023 01:44:43 +0000 https://thestandard.co/?p=827649 FBI

วานนี้ (9 สิงหาคม) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสอบสวนกลางสหรั […]

The post FBI ยิงสังหารชายที่ขู่ทำร้ายไบเดน ทราบภายหลังเป็นผู้สนับสนุนทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
FBI

วานนี้ (9 สิงหาคม) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐอเมริกาหรือ FBI ยิงสังหารชายจากรัฐยูทาห์เสียชีวิต หลังจากที่เขาข่มขู่ว่าจะทำร้ายประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่เตรียมเดินทางเยือนรัฐดังกล่าว

 

เจ้าหน้าที่ของ FBI พยายามออกหมายค้นเพื่อเข้าตรวจสอบบ้านของ เคร็ก เดลีว โรเบิร์ตสัน (Craig Deleeuw Robertson) ในเมืองโพรโว (Provo) ของรัฐยูทาห์ หลังจากที่ยิงชายคนดังกล่าวเมื่อเวลาประมาณ 06.15 น. ของวานนี้ตามเวลาท้องถิ่น

 

คูเปอร์ โรบินสัน (Cooper Robinson) หนึ่งในเพื่อนบ้านของโรเบิร์ตสันเล่าว่า ขณะที่เขากำลังพาสุนัขไปเดินเล่นในช่วงเวลาประมาณ 05.30 น. หรือก่อนเกิดเหตุราว 45 นาที เขาเห็นรถตำรวจ 5-6 คันกำลังล้อมรอบบ้านของโรเบิร์ตสันอยู่ และหลังจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น ซึ่งเขาเข้าใจว่าเป็นระเบิดแฟลช (Flashbang) 

 

“หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พูดใส่ไมโครโฟน โดยบอกว่า เคร็ก โรเบิร์ตสัน กรุณายกมือขึ้นและเดินออกมาข้างหน้า เจ้าหน้าที่พูดแบบนี้อยู่ประมาณ 2-3 ครั้ง”

 

เอกสารของศาลระบุว่า โรเบิร์ตสันกล่าวอ้างถึง ‘การลอบสังหารประธานาธิบดี’ อีกทั้งยังมีการกล่าวข่มขู่ไปถึง อัลวิน แบรกก์ อัยการเขตแมนฮัตตัน, เมอร์ริก การ์แลนด์ อัยการสูงสุด และ เลติเทีย เจมส์ อัยการสูงสุดของนิวยอร์ก

 

โรเบิร์ตสันโพสต์ข้อความบนโลกออนไลน์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (7 สิงหาคม) ว่า เขาได้ยินว่าไบเดนจะเดินทางมายังยูทาห์ ซึ่งเขาเตรียมที่จะหยิบชุดลายพรางออกมาปัดฝุ่น รวมถึงนำ ‘ปืนไรเฟิลซุ่มยิง M24 ออกมาเช็ดทำความสะอาด’ ขณะที่อีกโพสต์หนึ่งเขาได้เรียกตัวเองว่าเป็นผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วย

 

โพสต์ดังกล่าวบ่งชี้ว่าเขามีปืนไรเฟิลในครอบครอง ตลอดจนอาวุธอื่นๆ อีกมากมาย อีกทั้งยังมีชุดอุปกรณ์สำหรับพรางตัวพร้อมสรรพ

 

นอกจากนี้ เขายังเคยโพสต์ข้อความที่น่ากลัวอื่นๆ เช่น “ในความฝันของฉัน ฉันเห็นร่างของโจ ไบเดน อยู่ในมุมมืดของโรงจอดรถในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยศีรษะของเขามีแผลฉกรรจ์และนอนจมกองเลือดท่วม” หรือ “นี่เป็นเวลาที่เหมาะจะลอบสังหารประธานาธิบดีสัก 1 หรือ 2 คน คนแรกคือโจ ต่อมาก็คามาลา!!!”

 

แซนดรา บาร์เกอร์ (Sandra Barker) โฆษกสำนักงาน FBI ในยูทาห์กล่าวว่า “FBI ให้ความสำคัญกับเหตุยิงทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่หรือสมาชิกหน่วยเฉพาะกิจของเราอย่างจริงจัง ตามนโยบายของ FBI เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบเหตุการณ์ครั้งนี้ และเนื่องจากเรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ เราจึงขอยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมใดๆ”

 

ภาพ: George Frey / Getty Images

อ้างอิง:

The post FBI ยิงสังหารชายที่ขู่ทำร้ายไบเดน ทราบภายหลังเป็นผู้สนับสนุนทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
FBI เผยข้อมูลใหม่แผนลอบปลงพระชนม์ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ระหว่างเสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ ปี 1983 https://thestandard.co/queen-elizabeth-ii-assassination-plot/ Fri, 26 May 2023 06:54:24 +0000 https://thestandard.co/?p=795549 ควีนเอลิซาเบธที่ 2

สำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยข้อมูลใ […]

The post FBI เผยข้อมูลใหม่แผนลอบปลงพระชนม์ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ระหว่างเสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ ปี 1983 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ควีนเอลิซาเบธที่ 2

สำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยข้อมูลใหม่เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร อาจเผชิญภัยคุกคามจากแผนลอบปลงพระชนม์ระหว่างเสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเมื่อปี 1983

 

การเปิดเผยข้อมูลสำคัญในประเด็นนี้มีขึ้นภายหลังควีนเอลิซาเบธที่ 2 สวรรคตช่วงต้นเดือนกันยายน ปี 2022 โดยข้อมูลดังกล่าวนี้ระบุถึงความกังวลใจของ FBI ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ช่วยปกป้องและรักษาความปลอดภัยให้กับสมาชิกราชวงศ์อังกฤษ โดยเฉพาะภัยคุกคามจากกลุ่ม IRA ที่ต้องการให้ไอร์แลนด์เหนือแยกตัวเป็นเอกราชจากสหราชอาณาจักร

 

ไฟล์เอกสารรายงานเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งที่ได้รับข้อมูลสำคัญขณะกำลังตรวจตราความสงบเรียบร้อยในผับไอริชแห่งหนึ่งในซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย แล้วพบกับชายคนหนึ่งที่ระบุว่า ตนเองกำลังหาทางล้างแค้นให้กับลูกสาวที่เสียชีวิตด้วยกระสุนยางในไอร์แลนด์เหนือ ก่อนที่จะรายงานให้กับทางการสหรัฐฯ รับทราบ

 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 1983 หรือประมาณ 1 เดือนก่อนควีนเอลิซาเบธที่ 2 พร้อมด้วยเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ พระราชสวามีของพระองค์ จะเสด็จฯ เยือนรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา อย่างเป็นทางการ และเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความตึงเครียดเกี่ยวกับกรณีไอร์แลนด์เหนือที่ต้องการจะแยกตัวเป็นอิสระ

 

เอกสารยังระบุอีกว่า ชายคนดังกล่าวพยายามที่จะทำร้ายควีนเอลิซาเบธที่ 2 โดยตั้งใจจะทิ้งวัตถุบางอย่างลงจากบนสะพาน Golden Gate ใส่เรือพระที่นั่งของราชวงศ์อังกฤษ ขณะที่เรือกำลังแล่นผ่านใต้ท้องสะพาน หรืออาจมุ่งลอบสังหารควีนเอลิซาเบธที่ 2 ขณะเสด็จฯ เยือนอุทยานแห่งชาติ Yosemite

 

หลังจากที่ทราบข้อมูลดังกล่าว หน่วยสืบราชการลับได้วางแผนที่จะปิดเส้นทางที่เชื่อมต่อกับสะพาน Golden Gate ชั่วคราว เมื่อเรือยอชต์พระที่นั่งแล่นเข้ามาใกล้บริเวณใต้ท้องสะพาน ขณะที่แผนการของหน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ ที่ใช้รับมือกับแผนลอบสังหารพระองค์ที่อุทยานแห่งชาติ Yosemite ไม่เป็นที่แน่ชัด แต่การเสด็จฯ เยือนอุทยานแห่งชาติแห่งนั้นก็ยังคงดำเนินไปตามปกติ และไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดถึงการจับกุมคนร้ายหรือไม่ อย่างไร

 

โดยเอกสารทั้งหมด 102 หน้า ถูกอัปโหลดขึ้นเว็บไซต์ของ FBI ตามคำร้องขอของสื่อหลายสำนักที่ปฏิบัติตามสิทธิที่ระบุไว้ในกฎหมาย Freedom of Information Act ของสหรัฐอเมริกา

 

แฟ้มภาพ: Anwar Hussein / Getty Images

อ้างอิง:

The post FBI เผยข้อมูลใหม่แผนลอบปลงพระชนม์ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ระหว่างเสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ ปี 1983 appeared first on THE STANDARD.

]]>
FBI ร่วมมือบริษัทสหรัฐฯ รวบรวมหลักฐานการก่ออาชญากรรมสงครามในยูเครน https://thestandard.co/fbi-companies-war-crime-ukraine/ Wed, 26 Apr 2023 10:50:59 +0000 https://thestandard.co/?p=781753

ยูเครนอยู่ระหว่างประสานงานกับสำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐ […]

The post FBI ร่วมมือบริษัทสหรัฐฯ รวบรวมหลักฐานการก่ออาชญากรรมสงครามในยูเครน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ยูเครนอยู่ระหว่างประสานงานกับสำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐอเมริกา หรือ FBI และบริษัทสัญชาติอเมริกันอีกหลายเจ้า เพื่อร่วมกันรวบรวมหลักฐานการก่ออาชญากรรมสงครามที่เกิดจากฝีมือของรัสเซีย เช่น ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ และข้อมูลโทรศัพท์มือถือ

 

อเล็กซ์ โคบซาเน็ตส์ (Alex Kobzanets) ผู้แทนพิเศษของ FBI ที่เคยทำงานเป็นผู้ช่วยทางกฎหมายของหน่วยงานในยูเครน เปิดเผยว่า ทางการยูเครนกำลังรวบรวมข้อมูลดิจิทัลจากสมรภูมิรบและเมืองต่างๆ ที่ถูกกองกำลังของรัสเซียถล่มโจมตีตั้งแต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 

 

โคบซาเน็ตส์กล่าวว่า “การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการทำงานกับข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งที่ FBI มีประสบการณ์มาก่อน” โดยภารกิจเหล่านี้รวมถึงการตรวจสอบข้อมูลโทรศัพท์มือถือ การวิเคราะห์ทางนิติเวชของตัวอย่าง DNA ตลอดจนการวิเคราะห์ชิ้นส่วนของร่างกายมนุษย์ในสนามรบ ก่อนที่จะประสานงานกับบริษัทผู้ให้บริการระดับชาติของสหรัฐฯ 

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ และยูเครนได้กระชับความร่วมมือด้านไซเบอร์เพิ่มขึ้นจากเดิม เพื่อต่อสู้กับรัสเซียซึ่งเป็นปรปักษ์กับทั้งสองชาติ โดย FBI ยังกล่าวด้วยว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีครึ่ง ทางหน่วยงานได้ช่วยเหลือยูเครนในการระบุตัวผู้สมคบคิดและสายลับของรัสเซียที่แฝงตัวเข้ามาปฏิบัติการในยูเครน รวมถึงกองกำลังรัสเซียที่ปฏิบัติภารกิจนอกกรุงเคียฟในช่วงที่มีการบุกรุกเกิดขึ้น

 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า บริษัทด้านความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ถือเป็นพันธมิตรรายสำคัญที่มีส่วนช่วยยูเครนในการรับมือกับการโจมตีทางไซเบอร์ของรัสเซีย โดยอิเลีย วิทูค (Illia Vitiuk) หัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงทางไซเบอร์ของยูเครนกล่าวว่า ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ยูเครนตกเป็นเป้าการโจมตีทางไซเบอร์ของรัสเซียมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ความถี่ในการโจมตีได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

 

แฟ้มภาพ: Diego Herrera Carcedo / Anadolu Agency via Getty Images

อ้างอิง:

The post FBI ร่วมมือบริษัทสหรัฐฯ รวบรวมหลักฐานการก่ออาชญากรรมสงครามในยูเครน appeared first on THE STANDARD.

]]>
FBI จับกุมสมาชิกรักษาดินแดน Air Guard ต้องสงสัยปล่อยเอกสารลับสุดยอดว่อนอินเทอร์เน็ตจนสะเทือนสหรัฐฯ https://thestandard.co/fbi-arrests-documents-leaked-suspect/ Fri, 14 Apr 2023 02:49:08 +0000 https://thestandard.co/?p=776687

สื่อหลายสำนักของสหรัฐฯ รายงานว่า สำนักงานสอบสวนกลาง (FB […]

The post FBI จับกุมสมาชิกรักษาดินแดน Air Guard ต้องสงสัยปล่อยเอกสารลับสุดยอดว่อนอินเทอร์เน็ตจนสะเทือนสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สื่อหลายสำนักของสหรัฐฯ รายงานว่า สำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ได้เข้าจับกุมสมาชิกคนหนึ่งของกองกำลังรักษาดินแดนทางอากาศแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Air National Guard) เมื่อวานนี้ (13 เมษายน) เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีเอกสารข่าวกรองลับสุดยอดของเพนตากอนรั่วไหลและถูกนำไปเผยแพร่ทางออนไลน์จนสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลกตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

การจับกุม แจ็ค เทเซรา วัย 21 ปี มีขึ้นหลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ เร่งค้นหาตัวผู้ปล่อยเอกสารลับหลุดออกไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมในหมู่นักเล่นวิดีโอเกม โดยก่อนการจับกุม The New York Times เป็นสื่อเจ้าแรกที่รายงานว่าเทเซราเป็นผู้นำของกลุ่มที่มีการโพสต์เอกสารลับ

 

แหล่งข่าวเผยว่า FBI จำกัดวงบุคคลที่พวกเขาเชื่อว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรั่วไหลของเอกสารลับให้แคบลง แม้ว่ามีคนจำนวนมากที่สามารถเข้าถึงเอกสารได้ แต่เจ้าหน้าที่สามารถพุ่งเป้าการตรวจสอบไปที่บุคคลจำนวนหนึ่ง เนื่องจากผู้โพสต์ทิ้งร่องรอยทางนิติวิทยาศาสตร์ไว้

 

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้บอกเป็นนัยก่อนหน้าการจับกุมว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ใกล้ที่จะระบุตัวผู้ปล่อยเอกสารลับรั่วไหลได้แล้ว

 

“มีการสอบสวนเต็มรูปแบบเกิดขึ้นอย่างที่คุณทราบกัน” ไบเดนกล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างเยือนไอร์แลนด์ เมื่อถูกถามความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ข่าวกรองรั่วไหล “ชุมชนข่าวกรองและกระทรวงยุติธรรม พวกเขาเข้าใกล้แล้ว ผมไม่มีคำตอบให้คุณ” พร้อมทั้งกล่าวด้วยว่าเขาไม่กังวลเกี่ยวกับเนื้อหาข่าวกรองที่รั่วไหล แต่กังวลที่มันเกิดขึ้นมากกว่า ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ไบเดนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

ด้าน เจฟฟรีย์ คาสโตร โฆษกกองสอบสวนคดีอาญาของกองทัพบก (Army Criminal Investigation Division) เปิดเผยกับ CNN ก่อนหน้านี้ว่า ทางหน่วยงานกำลังช่วยกระทรวงกลาโหมสอบสวนคดีเอกสารข่าวกรองรั่วไหล

 

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (12 เมษายน) Washington Post รายงานว่า บุคคลที่อยู่เบื้องหลังเอกสารข่าวกรองรั่วไหลทำงานอยู่ที่ฐานทัพทหาร และโพสต์ความลับด้านความมั่นคงของชาติที่มีความอ่อนไหวในกลุ่มคนรู้จักทางออนไลน์

 

รายงานข่าวของ Washington Post กล่าวถึงผู้ปล่อยเอกสารลับว่า เป็นชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยวที่มีความคลั่งไคล้ปืน เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกราว 20 กว่าคนของห้องสนทนากลุ่มคนรักปืนและอุปกรณ์ทางทหารบน Discord ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมในหมู่นักเล่นเกม โดย Washington Post ได้สัมภาษณ์เพื่อนของผู้ต้องสงสัย ซึ่งเพื่อนคนนี้เป็นสมาชิกของห้องแชตดังกล่าวด้วย

 

แหล่งข่าววงในเผยกับ CNN ว่า หลังจากเกิดเหตุเอกสารลับรั่วไหล เพนตากอนได้เริ่มจำกัดว่าบุคคลใดบ้างในรัฐบาลที่ได้รับข้อมูลสรุปข่าวกรองรายวันที่มีความลับสูง เจ้าหน้าที่บางคนที่เคยได้รับเอกสารบรรยายสรุปทุกวันได้หยุดรับเอกสารเหล่านี้ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

 

คณะเสนาธิการร่วมซึ่งประกอบด้วยผู้นำระดับสูงสุดของกระทรวงกลาโหมที่ให้คำปรึกษาแก่ประธานาธิบดี เริ่มพิจารณาตรวจสอบรายชื่อการเผยแพร่เอกสารทันทีหลังจากทราบเรื่องเอกสารลับรั่วไหล ซึ่งหลายฉบับมีเครื่องหมายระบุว่าจัดทำโดยหน่วยข่าวกรองของเสนาธิการร่วมที่เรียกว่า J2

 

ทั้งนี้ สำนักงานของ FBI ในวอชิงตันเป็นผู้นำการสอบสวนคดีอาญา ประกอบด้วยทีมสอบสวนการต่อต้านการข่าวกรอง (Counterintelligence) ที่มีประสบการณ์ในการแกะร่องรอยการรั่วไหล โดยเจ้าหน้าที่ของ FBI กำลังทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของเพนตากอนในการประเมินความเสียหาย ซึ่งจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานที่จะใช้ในการดำเนินคดีใดๆ ที่อาจเป็นผลตามมา

 

ภาพ: Matt Stone / MediaNews Group / Boston Herald via Getty Images

อ้างอิง:

The post FBI จับกุมสมาชิกรักษาดินแดน Air Guard ต้องสงสัยปล่อยเอกสารลับสุดยอดว่อนอินเทอร์เน็ตจนสะเทือนสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
FBI เตือนชาวอเมริกันอย่าเสียบมือถือตามที่ชาร์จฟรี อาจโดนแฮ็กข้อมูลได้ง่ายๆ https://thestandard.co/fbi-usa-public-phone-charger/ Tue, 11 Apr 2023 07:24:13 +0000 https://thestandard.co/?p=775549 FBI

สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐอเมริกา หรือ FBI ได้ออกมาเตือ […]

The post FBI เตือนชาวอเมริกันอย่าเสียบมือถือตามที่ชาร์จฟรี อาจโดนแฮ็กข้อมูลได้ง่ายๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
FBI

สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐอเมริกา หรือ FBI ได้ออกมาเตือนชาวอเมริกันไม่ให้เสียบชาร์จโทรศัพท์มือถือตามตู้ชาร์จไฟฟรี เนื่องจากอาจโดนมัลแวร์หรือซอฟต์แวร์อื่นๆ ที่ทำให้แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์ แท็บแล็ต หรือคอมพิวเตอร์ที่เสียบชาร์จเอาไว้ได้

 

บัญชีทวิตเตอร์ของ FBI ในเมืองเดนเวอร์ ได้โพสต์ข้อความว่า “โปรดหลีกเลี่ยงการชาร์จมือถือตามตู้ชาร์จฟรีในสนามบิน โรงแรม หรือศูนย์การค้า เนื่องจากคนร้ายค้นพบวิธีที่จะใช้พอร์ต USB ตามสถานที่สาธารณะเพื่อปล่อยมัลแวร์และซอฟต์แวร์ต่างๆ ไปยังอุปกรณ์ของประชาชน ทางการขอแนะนำให้พกที่ชาร์จและสาย USB ของตัวเอง และใช้งานกับเต้ารับปลั๊กไฟโดยตรงแทน”

 

นอกจากนี้ FBI ยังได้โพสต์คำแนะนำที่คล้ายคลึงกันลงบนเว็บไซต์ขององค์กรด้วย แต่ไม่ได้ระบุว่ามีการแฮ็กข้อมูลในลักษณะดังกล่าวกับประชาชนแล้วหรือไม่ โดย FBI ในเมืองเดนเวอร์ชี้แจงภายหลังว่า การประกาศดังกล่าวเป็นเพียงคำแนะนำเท่านั้น ไม่ใช่ว่ามีการแฮ็กข้อมูลประชาชนเกิดขึ้นจนต้องประกาศแจ้งเตือน

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารสหรัฐฯ (FCC) เคยได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับ Juice Jacking หรือการขโมยข้อมูลผ่านที่ชาร์จมือถือตามที่สาธารณะมาตั้งแต่ปี 2021 โดยในสหรัฐฯ มักจะมีที่ชาร์จสาธารณะอยู่ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ผู้คนได้ใช้งานฟรี ซึ่ง FCC เตือนว่าผู้ใช้งานอาจถูกแฮ็กข้อมูลผ่านการเสียบมือถือเข้ากับสาย USB ตามที่ชาร์จเหล่านี้ เนื่องจากคนร้ายจะปล่อยซอฟต์แวร์ที่สามารถดูดยูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ดต่างๆ ออกไปได้อย่างง่ายดาย

 

ภาพ: The Image Party Via Shutterstock

อ้างอิง:

The post FBI เตือนชาวอเมริกันอย่าเสียบมือถือตามที่ชาร์จฟรี อาจโดนแฮ็กข้อมูลได้ง่ายๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ สืบสวนการล้มของ 3 แบงก์ ตั้งข้อสงสัย ‘ฟอกเงิน-ใช้อินไซด์ขายหุ้น’ ขณะที่ผู้บริหาร SVB ชิงขายหุ้นก่อนเฉียด 3 พันล้านบาท https://thestandard.co/usa-probes-3-banks-collapses/ Wed, 15 Mar 2023 05:04:52 +0000 https://thestandard.co/?p=763191

อัยการสหรัฐอเมริกาอยู่ระหว่างการสืบสวนกระบวนการทำงานของ […]

The post สหรัฐฯ สืบสวนการล้มของ 3 แบงก์ ตั้งข้อสงสัย ‘ฟอกเงิน-ใช้อินไซด์ขายหุ้น’ ขณะที่ผู้บริหาร SVB ชิงขายหุ้นก่อนเฉียด 3 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

อัยการสหรัฐอเมริกาอยู่ระหว่างการสืบสวนกระบวนการทำงานของ Signature Bank กับลูกค้าในกลุ่มคริปโตเคอร์เรนซี ก่อนที่หน่วยงานกำกับจะเข้ามาควบคุมการปล่อยกู้ของบริษัทในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา 

 

ฝ่ายสืบสวนของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ในวอชิงตันและแมนฮัตตันตั้งข้อสงสัยว่า ดำเนินการดีเพียงพอหรือไม่สำหรับการตรวจสอบในเรื่องของการฟอกเงินของลูกค้าต่างๆ เช่น การกลั่นกรองบุคคลที่มาเปิดบัญชี และสอดส่องธุรกรรมที่มีสัญญาณว่าอาจจะเป็นเรื่องของอาชญากรรม ขณะที่ ก.ล.ต. สหรัฐฯ อยู่ระหว่างการตรวจสอบเช่นกัน 

 

อย่างไรก็ตาม ธนาคารและพนักงานของธนาคารยังไม่ได้ถูกตั้งข้อหาว่ากระทำความผิดใดๆ และการสืบสวนอาจจบลงโดยที่ไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ตามมาอีกก็เป็นได้ ทั้งนี้หน่วยงานกำกับได้เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่าพวกเขาหมดความเชื่อถือในทีมบริหาร หลังจากที่ธนาคารไม่สามารถให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือและสอดคล้องกันได้ 

 

ด้าน Michael Driscoll ผู้ช่วยผู้อำนวยการของ FBI สาขานิวยอร์ก กล่าวว่า “FBI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงมุ่งมั่นที่จะทำให้ตลาดคริปโตเป็นตลาดที่ปราศจากการทำผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับตลาดการเงินอื่นๆ” 

 

ล่าสุดธนาคารทั้ง 3 แห่งที่ต้องปิดตัวลง ได้แก่ Silvergate Capital, Silicon Valley Bank และ Signature Bank กำลังเผชิญกับการสืบสวนสอบสวนโดยหน่วยงานยุติธรรมของสหรัฐฯ 

 

โดย Silvergate Capital อยู่ระหว่างการสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำธุรกรรมกับ Sam Bankman-Fried ผู้ก่อตั้ง FTX และ Alameda Research ขณะที่อัยการและ ก.ล.ต. สหรัฐฯ กำลังตรวจสอบว่าการล้มละลายของ SVB เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นโดยผิดกฎการซื้อขายหรือไม่

 

ขณะที่ผู้บริหารของ Signature Bank กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ทีมบริหารตั้งใจที่จะลดการปล่อยเงินกู้มากถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่ปล่อยให้กับลูกค้าในกลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งจำนวนดังกล่าวคิดเป็นกว่า 1 ใน 5 ของฐานเงินฝาก แต่ล่าสุดบริษัทยังคงเก็บบางส่วนในจำนวนนี้เอาไว้ 

 

ขณะที่ซีอีโอของ SVB อย่าง Greg Becker ขายหุ้นของบริษัทออกไปเกือบ 30 ล้านหุ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าเป็นการใช้ข้อมูลภายในเพื่อซื้อขายหุ้นหรือไม่ (Insider Trading) 

 

โดยรายงานระบุว่า Becker ขายหุ้นคิดเป็นมูลค่า 3.6 ล้านดอลลาร์ หรือราว 124 ล้านบาท เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพียงแค่ไม่กี่วันก่อนที่ธนาคารจะเปิดเผยผลขาดทุนจำนวนมากจนนำไปสู่การร่วงลงอย่างหนักและต้องปิดตัวลงในที่สุด และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา Becker ขายหุ้นออกไปคิดเป็นมูลค่ารวม 29.5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1 พันล้านบาท อิงจากข้อมูลของ Smart Insider โดยขายหุ้นที่ราคาระหว่าง 287-598 ดอลลาร์ต่อหุ้น 

 

นอกจากนี้ Michelle Draper ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด (CMO), Daniel Beck ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) และ Philip Cox ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ยังได้ขายหุ้นออกมาคิดเป็นมูลค่าหลายล้านดอลลาร์นับแต่ปี 2021 

 

รวมทั้งหมดแล้วผู้บริหารของ SVB และผู้อำนวยการของบริษัท ขายหุ้นรับเงินสดไปรวม 84 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.89 พันล้านบาท ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ สืบสวนการล้มของ 3 แบงก์ ตั้งข้อสงสัย ‘ฟอกเงิน-ใช้อินไซด์ขายหุ้น’ ขณะที่ผู้บริหาร SVB ชิงขายหุ้นก่อนเฉียด 3 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ พบชาวอเมริกันที่ถูกลักพาตัวในเม็กซิโกแล้ว รอด 2 ราย ตาย 2 ราย https://thestandard.co/usa-finds-abducted-person-in-mexico/ Wed, 08 Mar 2023 09:11:16 +0000 https://thestandard.co/?p=760060

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโกรายงานความคืบหน้าก […]

The post สหรัฐฯ พบชาวอเมริกันที่ถูกลักพาตัวในเม็กซิโกแล้ว รอด 2 ราย ตาย 2 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโกรายงานความคืบหน้ากรณีที่ชาวอเมริกา 4 คนถูกลักพาตัวในเม็กซิโกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมี 2 คนที่รอดชีวิต ส่วนอีก 2 คนเสียชีวิต

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ชาวอเมริกัน 4 คนถูกกลุ่มชายติดอาวุธใช้ปืนขู่บังคับพาตัวไปขณะที่กำลังขับรถข้ามชายแดนจากรัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ มุ่งหน้าสู่เมืองมาตาโมโรส (Matamoros) รัฐตาเมาลีปัสของเม็กซิโก โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่า ชาวอเมริกันกลุ่มดังกล่าวได้เดินทางไปเม็กซิโกเพื่อศัลยกรรมความงาม แต่ในขณะที่กำลังขับรถอยู่นั้นก็มีชายกลุ่มหนึ่งยิงปืนขึ้น ก่อนจะลากตัวพวกเขาขึ้นหลังรถกระบะ

 

ผู้รอดชีวิต 2 คนได้เดินทางมาถึงสหรัฐฯ เรียบร้อยวานนี้ (7 มีนาคม) ด้วยความช่วยเหลือจากสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเมืองมาตาโมโรส ภายใต้การคุ้มกันอย่างแน่นหนาของกองทหารเม็กซิโก และในภายหลัง FBI ได้ยืนยันว่าชาวอเมริกันอีก 2 คนที่เหลือเสียชีวิต และกำลังนำส่งร่างกลับประเทศ ล่าสุดนั้นมีชายหนึ่งคนซึ่งมีชื่อว่า โจเซ เอ็น (José N) อายุ 24 ปี จากรัฐตาเมาลีปัส ถูกจับกุมตัวแล้ว

 

จอห์น เคอร์บี โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาวกล่าวว่า “เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเพื่อนฝูงและครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากเหตุการโจมตีครั้งนี้”

 

แถลงการณ์จาก FBI ระบุว่า ทางหน่วยงานจะประสานความร่วมมือกับพันธมิตรจากนานาชาติ และหน่วยงานด้านกฎหมายเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดในคดีอุกฉกรรจ์นี้มารับโทษให้ได้

 

อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ (Andrés Manuel López Obrador) ประธานาธิบดีเม็กซิโก กล่าวว่า “เราเสียใจอย่างยิ่งที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศของเรา และเราขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของเหยื่อ รวมถึงเพื่อนๆ และรัฐบาลสหรัฐฯ เราจะเดินหน้าดำเนินการต่อไปเพื่อสร้างหลักประกันถึงสันติภาพและความสงบสุขในพื้นที่”

 

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สืบสวนคาดการณ์ว่า ผู้ที่ก่อเหตุคือสมาชิกของกลุ่ม Gulf Cartel ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มอาชญากรที่เก่าแก่ที่สุดในเม็กซิโก แต่ยังไม่ชัดเจนว่าสาเหตุที่ชาวอเมริกันถูกโจมตีนั้นเป็นเพราะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติดคู่แข่งหรือไม่ หรืออาจเป็นเพราะชาวอเมริกันกลุ่มดังกล่าวกำลังอยู่ท่ามกลางการต่อสู้กันของคนร้าย ซึ่งขณะนี้การสืบสวนยังเพิ่งอยู่ในชั้นต้นเท่านั้น

 

อนึ่ง เมืองมาตาโมโรสเป็นหนึ่งในเมืองที่อันตรายที่สุดในเม็กซิโก เนื่องจากมีแก๊งค้ายายักษ์ใหญ่เป็นเจ้าถิ่นที่คุมพื้นที่ดังกล่าวอยู่ กล่าวกันว่าพวกเขามีอำนาจมากกว่าผู้ที่บังคับใช้กฎหมายเสียด้วยซ้ำ

 

ภาพ: Hector Vivas / Getty Images

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ พบชาวอเมริกันที่ถูกลักพาตัวในเม็กซิโกแล้ว รอด 2 ราย ตาย 2 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>