Fantastic Four Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/fantastic-four/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 06 Aug 2025 04:07:27 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 แต่งบ้านล้ำๆ ด้วยลุค Mid-Century Modern จากหนัง Fantastic Four https://thestandard.co/life/mid-century-modern-fantastic-four/ Wed, 06 Aug 2025 04:06:13 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1104205 Mid-Century Modern

แต่งบ้านล้ำๆ ด้วยลุค Mid-Century Modern จากหนัง Fantast […]

The post แต่งบ้านล้ำๆ ด้วยลุค Mid-Century Modern จากหนัง Fantastic Four appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mid-Century Modern

แต่งบ้านล้ำๆ ด้วยลุค Mid-Century Modern จากหนัง Fantastic Four

 

ใครได้ชม Fantastic Four: First Steps แล้วคงสะดุดตากับดีไซน์บ้านของครอบครัวซูเปอร์ฮีโร่ ที่ไม่ได้ล้ำแค่พลัง แต่ยังล้ำในสไตล์การตกแต่ง หนังเรื่องนี้พาเราย้อนกลับไปในยุค 1960s ผ่านการตีความใหม่ในสไตล์ mid-century modern ผสมกลิ่นอาย retro-futuristic ได้อย่างมีเสน่ห์ ทุกองค์ประกอบของบ้านในเรื่องไม่ได้เน้นแค่ความสวยงาม แต่ยังสะท้อน “ความหวังแห่งอนาคต” และ “ความผูกพันของครอบครัว” ได้อย่างลงตัว

 

 

สิ่งที่ทำให้บ้านในเรื่องนี้ดูโดดเด่นคือองค์ประกอบคลาสสิกของ mid-century modern ที่ถูกดึงมาใช้อย่างร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็น เส้นสายโค้งมนพลิ้วไหว แบบ Organic form, รูปทรงเรขาคณิตที่เรียบแต่โดดเด่น, วัสดุที่ดูเงา มีสีสันที่ชัดเจน สื่อถึงความล้ำยุคและความใหม่

 

 

รวมถึงการจัดแปลนแบบ open plan ที่เปิดโล่งทั้งพื้นที่ครัว ห้องกินข้าว และห้องนั่งเล่นไว้ในพื้นที่เดียวเพื่อให้ทุกคนมองเห็นกัน และยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ของคนในบ้าน อีกหนึ่งไฮไลต์ที่น่าจดจำคือมุมที่นั่งแบบลดระดับ ซึ่งออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการพูดคุยแบบตัวต่อตัว ถือเป็นกิมมิกเล็กๆ ที่บอกอะไรได้มากถึงความใกล้ชิดและความเป็นมนุษย์ ท่ามกลางโลกที่ล้ำขึ้นทุกวัน

 

 

ภาพ: Mid-Century Home

The post แต่งบ้านล้ำๆ ด้วยลุค Mid-Century Modern จากหนัง Fantastic Four appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ฉันปล่อยวางเก่ง ฉันเป็นคนประเภทที่เชื่อสุดใจเลยว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเหตุผลเสมอ” Julia Garner https://thestandard.co/julia-garner-silver-surfer/ Sat, 19 Jul 2025 12:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1097896 julia-garner-silver-surfer

Julia Garner เคยกล่าวในบทสัมภาษณ์กับนิตยสาร W Magazine […]

The post “ฉันปล่อยวางเก่ง ฉันเป็นคนประเภทที่เชื่อสุดใจเลยว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเหตุผลเสมอ” Julia Garner appeared first on THE STANDARD.

]]>
julia-garner-silver-surfer

Julia Garner เคยกล่าวในบทสัมภาษณ์กับนิตยสาร W Magazine เมื่อปี 2017 ว่า โดยปกติแล้วเธอเป็นคนที่คิดว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนเรามีเหตุผลเสมอ เธอไม่ได้ยึดติดกับอะไรมากนัก ถ้าชีวิตของเราเป็นนักแสดงไปแคสต์บทแล้วพลาดไป เธอก็จะคิดอยู่เสมอว่าในอนาคตคงมีโอกาสใหม่รอคอยอยู่ในวันข้างหน้า 

 

“ฉันเป็นคนปล่อยวางเก่งนะ ชีวิตจะมีอะไรใหม่เข้ามาตลอดแหละ ฉันเป็นคนประเภทที่เชื่อสุดใจเลยว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเหตุผลเสมอ”

 

Julia Garner เพิ่งรับบทเป็น Silver Surfer ในภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ Fantastic Four ซึ่งเธอถูกวิจารณ์จากการที่ภาพยนตร์เปลี่ยนคาแรกเตอร์ตัวละครนี้ให้เป็นผู้หญิง (Gender Swap) แต่เธอก็ตอบกลับอย่างมืออาชีพถึงคำวิจารณ์เหล่านี้ว่า เธอให้เกียรติและทุ่มเทกับทุกบทบาทที่ได้รับเสมอ ซึ่งแฟนๆ และสื่อหลายแห่งก็สนับสนุนนักแสดงหญิงรายนี้เช่นเดียวกันว่า ในคอมิกดั้งเดิมตัวละครเป็นผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชาย และเธอก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีอีกด้วย

 

ภาพ: Taylor Hill / FilmMagic

The post “ฉันปล่อยวางเก่ง ฉันเป็นคนประเภทที่เชื่อสุดใจเลยว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเหตุผลเสมอ” Julia Garner appeared first on THE STANDARD.

]]>
Chris Evans เผยว่ามีโอกาสที่เขาจะกลับมารับบทตัวละคร Human Torch มากกว่า Captain America https://thestandard.co/chris-evans-chance-return-as-character-human-torch/ Mon, 27 Jun 2022 09:47:05 +0000 https://thestandard.co/?p=647079 Chris Evans

Chris Evans ให้สัมภาษณ์กับ MTV News ว่า เขาค่อนข้างเปิด […]

The post Chris Evans เผยว่ามีโอกาสที่เขาจะกลับมารับบทตัวละคร Human Torch มากกว่า Captain America appeared first on THE STANDARD.

]]>
Chris Evans

Chris Evans ให้สัมภาษณ์กับ MTV News ว่า เขาค่อนข้างเปิดกว้างสำหรับการกลับมารับบท Johnny Storm หรือ Human Torch ซูเปอร์ฮีโร่พลังเพลิง ในแฟรนไชส์ภาพยนตร์ Fantastic Four อีกครั้ง พร้อมบอกด้วยว่าโอกาสที่เขาจะกลับมารับบทตัวละครนี้ มีมากกว่าการกลับมารับบทเป็น Captain America เสียอีก

 

“มันไม่ดีเหรอ? ไม่มีใครเคยติดต่อมาหาผมเพื่อพูดคุยถึงเรื่องนี้เลย ผมหมายถึงรูปร่างผมมันไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป เวลามันผ่านมาตั้ง 15 ปี (นับตั้งแต่ภาพยนตร์ Fantastic Four ภาคแรกเข้าฉาย) พระเจ้า ผมแก่แล้ว แต่ผมรักตัวละครนั้นจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ว่าตอนนี้พวกเขากำลังทำอะไรเกี่ยวกับ Fantastic Four อยู่หรอกเหรอ?

 

“ผมอยากให้มันเกิดขึ้นนะ สำหรับผมการกลับไปสวมบท Human Torch มันง่ายกว่าการกลับไปสวมบท Captain America เสียอีก คุณเข้าใจที่ผมสื่อไหม คือ Captain America เป็นตัวละครที่มีคุณค่ากับผมมาก แต่กับ Johnny Storm ผมรู้สึกว่าเขายังไม่ได้มีช่วงเวลาของตัวเองจริงๆ นั่นเป็นช่วงเวลา (ตอน Fantastic Four ภาคแรกออกฉาย) ก่อนที่ Marvel จะพบรากฐานของตัวเอง ผมรักตัวละครนี้”

 

สำหรับตัวละคร Johnny Storm หรือ Human Torch นั้น นับเป็นหนึ่งในบทบาทที่ช่วยสร้างชื่อและทำให้ Chris Evans โด่งดังมีชื่อเสียง โดยเจ้าตัวแสดงเป็นซูเปอร์ฮีโร่พลังเพลิงในภาพยนตร์ทั้งหมด 2 เรื่อง ได้แก่ Fantastic Four (2005) และ Fantastic Four: Rise of the Silver Surfer (2007) ซึ่งทำรายได้รวมกันไปมากกว่า 630 ดอลลาร์สหรัฐ 

 

ขณะที่ปัจจุบันก็มีข่าวลือออกมาเรื่อยๆ ว่า แฟรนไชส์ Fantastic Four จะถูกหยิบมาทำใหม่ พร้อมกับกระแสเรียกร้องให้ Chris Evans กลับมารับบท Human Torch อีกครั้ง แต่มันจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่อย่างไรนั้น เราก็คงต้องรอติดตามกันต่อไป

 

ภาพ: Marvel

อ้างอิง:

The post Chris Evans เผยว่ามีโอกาสที่เขาจะกลับมารับบทตัวละคร Human Torch มากกว่า Captain America appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนทำหนังจะทำอย่างไร เมื่อหนังที่สร้างมากำลังร่วงลงเหวตั้งแต่ยังไม่เข้าฉาย https://thestandard.co/movie-do-not-success/ https://thestandard.co/movie-do-not-success/#respond Thu, 21 Dec 2017 12:39:31 +0000 https://thestandard.co/?p=57038

  หลังจากเควิน สเปซีย์ ต้องคดีล่วงละเมิดทางเพศ หนั […]

The post คนทำหนังจะทำอย่างไร เมื่อหนังที่สร้างมากำลังร่วงลงเหวตั้งแต่ยังไม่เข้าฉาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

หลังจากเควิน สเปซีย์ ต้องคดีล่วงละเมิดทางเพศ หนังเรื่อง All the Money in the World (2017) ที่เขานำแสดงก็ได้รับผลกระทบทันที เพราะตัวหนังมีแผนฉายช่วงวันที่ 22 ธันวาคมนี้ ซึ่งทุกอย่างถูกโปรโมตออกไปหมดแล้ว และมีแววว่าโรงหนังจะประท้วงจนไม่ยอมฉายหนังเรื่องนี้ ทางผู้กำกับ ริดลีย์ สก็อตต์ และโปรดิวเซอร์นั้นเห็นด้วยกับมาตรการลงโทษสเปซีย์ พวกเขาคิดว่าถูกต้องแล้วที่หนังเรื่องนี้จะไม่มีสเปซีย์อีกต่อไป แต่พวกเขาก็ต้องรีบหาทางออกใหม่เพื่อรักษาหนังเรื่องนี้เอาไว้ เพราะทั้งคู่เห็นว่าหนังเรื่องนี้จะต้องไม่ล้มตายเพราะคนคนเดียว และมันคือหนังของทีมงานทั้ง 800 ชีวิต ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจไปเจรจากับทางสตูดิโอเพื่อขอ reshoot จนสำเร็จและได้งบมา 10 ล้านเหรียญสหรัฐ (ซึ่งคิดเป็น 1/4 ของต้นทุนหนังจำนวน 40 ล้านเหรียญสหรัฐ) พวกเขามีเวลาเพียง 8 สัปดาห์ก่อนหนังฉาย โดยที่ได้คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ มาแสดงแทนทุกฉากที่เควิน สเปซีย์ เคยแสดงไว้ -แม้จะมีข้อจำกัดสุดโหดทั้งเรื่องงบและเวลาที่มี แต่สุดท้ายพวกเขาก็ทำสำเร็จทันฉาย

 

การสร้างภาพยนตร์เป็นการชนกันระหว่างคนจำนวนมากมาย คนปะทะกับสถานที่ถ่ายทำ ตัวหนังสือบนแผ่นกระดาษบทภาพยนตร์ปะทะกับความจริงในการถ่ายทำ ว่าง่ายๆ คือคนทำหนังเจอกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ตลอดเวลา ก่อนหน้าจะไปออกกองถ่าย ก็ได้เผชิญเพียงจินตนาการในหัวว่ามันน่าจะออกมาเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่หลายๆ ครั้งพอมาอยู่ในกองถ่ายจริง นักแสดงเตรียมแสดงแล้ว บางทีก็ยังพบว่าไม่เป็นเหมือนที่คิดเลย จนกระทั่งถ่ายทำเสร็จ ตัดต่อเสร็จถึงค่อยมานั่งช็อกว่า อ้าว เฮ้ย ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่นา ตอนเขียนบทนี่ชอบมาก มั่นใจมาก แต่พอถ่ายออกมาเป็นหนัง ทำไมไม่เศร้าเท่าที่คิด ทำไมไม่ฮาเท่าที่คิด, ลุงวู้ดดี้ อัลเลน เคยพูดไว้ว่า การตัดต่อหนังนี่มันคือการเอาตัวรอดจากความฉิบหายของฟุตเทจที่มีอยู่ในมือ บางครั้งหนังไม่ค่อยฮา พอเอาไปตัดต่อใหม่ดีๆ นี่ฮาขึ้น แต่หลายๆ ครั้งการตัดต่อก็ไม่สามารถเซฟชีวิตใครได้ ถ้าไม่มีช็อตใหม่ๆ หรือซีนใหม่ๆ มาเสริม หนังก็จะเป็นอย่างเดิมอยู่วันยังค่ำ

 

เขาจึงมีกระบวนการ reshoot ขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์ได้มีโอกาสแก้ตัวและต่อชีวิต

 

All the Money in the World (2017)

 

การ reshoot เป็นวันสำรองถ่ายที่มีเผื่อไว้ตามปกติ จริงๆ น่าจะเป็นกระบวนการกันช็อกสำหรับเจ้าของสตูดิโอ เพราะเจ้าของไม่สามารถลงไปดูด้วยได้ทุกขั้นตอน หรือต่อไปให้ไปออกกองด้วย บางทีก็คิดไม่ออกหรอกว่าหนังจะออกมาเป็นยังไง ดังนั้นวันพวกนี้จะถูกสำรองไว้เผื่อแก้เสมอ ซึ่งการ reshoot อาจจะเป็นการยกกองถ่ายกลับไปถ่ายแก้ไขบางฉากให้สนุกหรือซึ้งขึ้นโดยการถ่ายช็อตเล็กๆ เพิ่มเติม (เช่น หนังยังขาดช็อตพระเอกทำหน้าเจ็บปวดมากๆ เพื่อจะได้ทำให้ฉากนั้นเศร้ากว่าเดิม) หรือถ่ายซีนใหม่ขึ้นมาเพื่อเอากลับไปเสริมหนัง (เช่น หนังยังขาดซีนพระเอกไปหาแม่ เพื่อจะให้คนดูเข้าใจเหตุผลในการกระทำของพระเอกมากขึ้น ก็ต้องเขียนบทและออกไปถ่ายเพิ่ม) หลายๆ ครั้งมันก็มีไว้แก้ปัญหาอันใหญ่หลวง เช่น นักแสดงบาดเจ็บขณะถ่ายทำ หรือนักแสดงเสียชีวิต

 

แต่บางครั้งการ reshoot ก็ไม่ได้เป็นแค่การซ่อมหนัง แต่มันคือการเปลี่ยนหนังครั้งยิ่งใหญ่ เป็นการต่อสู้ของผู้กำกับและสตูดิโอ ตัวอย่างเช่น ที่ผ่านมาทางดิสนีย์สั่งแก้หนังชุด Rogue One: A Star Wars Story (2016) แบบเละเทะ อาจจะด้วยหนังที่ออกมาไม่ได้เป็นไปตามทิศทางที่สตูดิโอต้องการ (ไม่ใช่เรื่องความต้องการส่วนตัวของผู้กำกับ) จนต้องมีการสั่งถ่ายใหม่แบบยกเครื่อง หรือหนังบางเรื่อง ตอนแรกผู้กำกับอาจจะคุยกับสตูดิโอไว้ว่าหนังมันจะเป็นผีจิตวิทยาช้าๆ ค่อยๆ เล่านะครับ ทุกคนก็เห็นชอบ แต่พอถ่ายเสร็จ สตูดิโอดูแล้วช็อก และอาจนอยด์ว่ามันช้าเกินไปสำหรับหนังสตูดิโอ เลยขอถ่ายใหม่หมดเลย เอาแบบเร็วกว่านี้ ขอผีตูมตามแบบประเพณีนิยมกลับมาอีกครั้งดีกว่า (เจอแบบนี้ก็เซ็งนะ ก็คุยกันแล้วนี่หว่า ไม่ใช่ไม่เคยคุยว่ามันจะช้าๆ)

 

การซ่อมหนังตามใจสตูดิโอแบบนี้ หลายๆ ครั้งนี่คือการลามไปถึงการถ่ายฉากจบแบบใหม่ การจ้างคนเขียนบทและผู้กำกับคนอื่นมาทำแทนผู้กำกับเดิม หรือการยอมถ่ายย้อนหลังใหม่หมด เพราะเกิดจากการเปลี่ยนนักแสดงกลางคัน เช่น หนังเรื่อง Back to the Future (1985) ที่ตอนแรกนั้นไม่ได้นำแสดงโดยไมเคิล เจ. ฟ็อกซ์ อย่างที่เราเห็นอยู่ แต่เป็นเอริก สโตลท์ซ, ซึ่งหลังจากถ่ายเอริกไป 5 สัปดาห์ถึงค่อยมีการเปลี่ยนตัว ด้วยเหตุผลทางแอ็กติ้งของพี่เอริกที่เครียดเกิน เพราะหนังอยากให้มีมู้ดคอเมดี้ พี่เอริกคงเสียใจไปหลายจำนวน เพราะสุดท้ายออกมาประสบความสำเร็จจนกลายเป็นหนังคลาสสิก

 

Fantastic Four (2015)

 

ดังนั้นไม่น่าแปลกที่การ reshoot นั้นมักก่อให้เกิดดราม่าได้ง่ายๆ ผู้กำกับหลายคนออกมาประกาศความไม่พอใจในสื่อไปเลย ตัวอย่างเช่น จอช แทรงก์ ผู้กำกับ Fantastic Four เวอร์ชัน 2015 ที่หนังโดนสตูดิโอแก้เละจนเขาทวีตประกาศก่อนหนังฉายไม่กี่วันเลยว่า น่าเสียดายที่เวอร์ชันที่เขาทำนั้นไม่ได้ฉายสู่สายตาผู้ชม แต่หลายๆ สายข่าวก็บอกว่าตัวจอชนั้นเอาหนังไม่อยู่ เลยออกมาแย่จนสตูดิโอต้องหาทาง reshoot แก้ไข -เอาจริงๆ เรื่องนี้ไม่สามารถสรุปความจริงใดๆ ได้เลย การสร้างหนังเป็นเรื่องที่วัดผลความดีความงามได้ยากมาก อาจจะเป็นที่จอชจริงๆ หรืออาจเป็นที่สตูดิโอก็ได้

 

แต่อีกเหตุผลสำคัญคือ ที่การทำหนังเรื่องหนึ่งมีราคาแพงและคล้ายการพนันสูงมากเพราะเรามีโอกาสเดียวในการฉาย และจะแก้ไขไม่ได้อีก เราไม่สามารถเข้าฉายแล้วค่อยอัพเดตเฟิร์มแวร์เพื่อปรับปรุงบางฉากให้ดีขึ้น มันฉายแล้วฉายเลย ดีก็ดีเลย เจ๊งก็เจ๊งเลย ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกถ้าเจ้าของสตูดิโอจะขี้นอยด์ เพราะเขาลงเงินไปแล้วหลายสิบหลายร้อยล้าน หนึ่งในเหตุผลของริดลีย์ สก็อตต์ ในการซ่อม All the Money in the World ก็คือเขาไม่อยากให้คนที่ลงทุนไปกับหนังเรื่องนี้เสียเงินฟรี ดังนั้นเขาไปต่อสู้เพื่อให้ได้เงินอีก 10 ล้านเหรียญสหรัฐมากู้ชีวิตหนังเรื่องนี้ขึ้นมาดีกว่า

 

การทำหนังนั้นจึงไม่มีโอกาสแก้ตัวมากนัก และโชคร้ายที่มันเป็นสื่อที่พัวพันกับคน เวลา สถานที่อย่างมาก มีสิทธิ์ผิดพลาดและไม่เป็นไปตามที่คิดสูงมาก คนทำหนังจึงต้องมีสติพร้อมแก้ไขหนังตลอดเวลา ตัวริดลีย์ สก็อตต์ เองก็ยังพูดว่า ด้วยความที่แต่ก่อนผมทำโฆษณามามาก ในกองถ่ายโฆษณานั้นจะมีปัญหาเกิดขึ้นตลอดเวลา และเวลาปัญหาเกิดขึ้น ผมไม่ได้มานั่งเศร้าหรอก ผมจะคิดต่อไปเลยว่าเราจะทำอย่างไรดี

 

คิดดีๆ อีกทีก็อาจจะเป็นโชคดีของคนทำหนังเหมือนกัน เพราะนี่คืออาชีพที่ทำให้เราระลึกถึงสติมากที่สุด

 

 

The post คนทำหนังจะทำอย่างไร เมื่อหนังที่สร้างมากำลังร่วงลงเหวตั้งแต่ยังไม่เข้าฉาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/movie-do-not-success/feed/ 0
ดีลประวัติศาสตร์ Disney รวบ 21st Century Fox บอกอะไรเรามากกว่าเงิน 52,400 ล้านเหรียญ? https://thestandard.co/deal-walt-disney-21st-century-fox/ https://thestandard.co/deal-walt-disney-21st-century-fox/#respond Fri, 15 Dec 2017 08:27:04 +0000 https://thestandard.co/?p=55728

วินาทีที่ Walt Disney (วอลต์ ดิสนีย์) ประกาศข่าวสำคัญขอ […]

The post ดีลประวัติศาสตร์ Disney รวบ 21st Century Fox บอกอะไรเรามากกว่าเงิน 52,400 ล้านเหรียญ? appeared first on THE STANDARD.

]]>

วินาทีที่ Walt Disney (วอลต์ ดิสนีย์) ประกาศข่าวสำคัญของบริษัทหลังเข้าถือครองหุ้นบริษัท 21st Century Fox แบบ 100% ด้วยการทุ่มเงินจำนวนกว่า 52,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท! เชื่อแน่ว่าบริษัทที่โด่งดังและครองใจผู้คนทั่วโลกจากการผลิตการ์ตูนและแอนิเมชันเจ้าชาย-เจ้าหญิงแห่งนี้ได้มองแผนการในระยะยาวของการดำเนินธุรกิจไว้เบ็ดเสร็จแล้ว

 

เช้าวันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม บริษัท The Walt Disney ได้ประกาศข่าวให้สาธารณชนได้รับทราบ กรณีบรรลุข้อตกลงเจราจาซื้อหุ้นบริษัท 21st Century Fox ด้วยเงินจำนวน 52,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ทั้งหมดของ Fox ตกทอดกลายเป็นกรรมสิทธิ์ของดิสนีย์แต่เพียงผู้เดียวทันที!

 

ด้วยขนาดของงบการลงทุนซื้อบริษัทที่สูงเช่นนี้ จึงทำให้ดีลดังกล่าวขึ้นแท่นกลายเป็นอันดับ 2 ดีลใหญ่สุดวงการสื่อทันที เป็นรองแค่เพียงดีลซื้อขายระหว่าง AOL และ Time Warner เมื่อปี 2000 ที่มีมูลค่าประมาณ 165,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

ความจริงเราเชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่รู้สึกช็อกและตะลึงกับการออกมาประกาศครั้งนี้ของดิสนีย์สักเท่าไร เพราะทุกคนคงใจเต้นตั้งแต่วันแรกที่ได้ยินข่าวดิสนีย์เข้าเจรจา Fox อย่างจริงจังเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนแล้ว ซึ่งกระบวนการต่างๆ ก็ดำเนินไปได้ด้วยดี เหลือแค่รอเวลาที่จะประกาศปิดดีลอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรออกมาเท่านั้น

 

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากดีลสั่นสะท้านวงการฮอลลีวูดที่หลายคนน่าจะพอทราบกันดีอยู่แล้วคือการที่เหล่าฮีโร่มนุษย์กลายพันธ์ุ X-Men, สี่พลังคนกายสิทธิ์ Fantastic Four และแอนตี้ฮีโร่เกรียนแตก Deadpool จะได้กลับคืนสู่อ้อมอก Marvel Entertainment ค่ายการ์ตูนฮีโร่ที่ดิสนีย์ซื้อมาเมื่อปี 2009 อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งหนึ่งโดยไม่ต้องรอ 5 ปีที่แสนยาวนาน (หากค่ายหนังเจ้าของสิทธิ์ตัวละครไม่ผลิตผลงานสื่อของฮีโร่ตัวนั้นออกมาภายใน 5 ปี กรรมสิทธิ์การถือครองตัวละครจะกลับคืนสู่ Marvel เหมือนกรณี Daredevil และ The Punisher)

 

แต่นอกจากฮีโร่จะได้กลับสู่บ้านเกิดแล้ว เคสดิสนีย์ฮุบ Fox ยังมีผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมความบันเทิงและวงการสื่ออีกมาก แน่นอนว่าดิสนีย์ออกหมัดครั้งนี้ได้เข้าเป้าและยอดเยี่ยมเช่นเคย ชนิดที่ว่าหลายฝ่ายต้องติดตามผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากดีลครั้งประวัติศาตร์นี้ให้ดี!

 

 

มากกว่า ‘ฮีโร่คืนถิ่น’ คือสิทธิ์การครอบครองแม่เหล็กวงการฮอลลีวูด

สิ่งที่ดิสนีย์จะได้รับพ่วงมาจากการเข้ามาเป็นเจ้าของ 21st Century Fox คือการถือสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของบริษัทลูกในเครือทั้งหมด ได้แก่ 20th Century Fox หนึ่งในสตูดิโอผลิตภาพยนตร์ชื่อดังของฮอลลีวูด ผู้สร้าง Avatar, The Simpson, Ice Age, หนังจักรวาล Planet of the Apes และ X-Men

 

นอกจากนี้ยังได้เป็นเจ้าของ Fox 21, FX Networks, National Geographic, Fox Sports (ต่างประเทศ), Fox Networks Group International, Star India และสตรีมมิงวิดีโอออนดีมานด์ Hulu (ฮูลู) ในอัตราส่วน 30% แต่ไม่นับรวมสื่อผลิตข่าวและสื่อกีฬาของ Fox เช่น Fox News Channel, Fox Business Network, Fox Sport 1, Fox Sport 2 และ Big Ten Network ที่ไม่ได้ถูกซื้อไปและจะแยกไปเปิดบริษัทใหม่กับผู้ถือหุ้นเดิม

 

บ็อบ ไอเกอร์ (Bob Iger) ประธานกรรมการบริหาร The Walt Disney ให้สัมภาษณ์ผ่านเว็บไซต์บริษัทว่า การที่ดิสนีย์ได้เข้าครอบครองธุรกิจในเครือ 21st Century Fox ทั้งหมดจะสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นกับประสบการณ์ด้านความบันเทิงที่หลากหลาย น่าสนใจมากขึ้น เข้าถึงได้ง่ายและสะดวกสบายกว่าที่เคย

 

“พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติมากๆ ที่ รูเพิร์ต เมอร์ดอช (Rupert Murdoch: ประธานกรรมการบริหารร่วม 21st Century Fox) ไว้วางใจเราให้เป็นเจ้าของอนาคตธุรกิจสื่อที่เขาสละเวลาทั้งชีวิตปลุกปั้นมันขึ้นมา พวกเราตื่นเต้นมากๆ กับโอกาสสุดพิเศษที่จะได้เพิ่มผลงานลงในพอร์ตโฟลิโอผ่านแฟรนไชส์ซึ่งเป็นที่รักยิ่งและคอนเทนต์ดังๆ เพื่อยกระดับการให้บริการโดยตรงสู่ผู้บริโภคของเรา

 

“ดีลนี้ยังช่วยให้ดิสนีย์ขยายขอบเขตการเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วโลก ทำให้เราสามารถนำเสนอการเล่าเรื่องระดับโลกและนวัตกรรมแพลตฟอร์มจัดจำหน่ายให้กับผู้บริโภคที่มากขึ้นในตลาดสำคัญๆ ทั่วโลก”

 

ด้านรูเพิร์ตกล่าวเปิดใจหลังขายบริษัทที่ตนสร้างมากับมือให้ดิสนีย์ว่า “พวกเราภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้สร้าง 21st Century Fox ขึ้นมา และผมก็เชื่อมั่นว่าการผนวกเข้าด้วยกันกับดิสนีย์จะเป็นการปลดล็อกมูลค่าการถือหุ้นที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับดิสนีย์โฉมใหม่ที่ยังคงเป็นผู้กำหนดจังหวะของสิ่งที่น่าสนใจและความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมนี้

 

“ยิ่งไปกว่านั้นผมเชื่อว่าการรวมกันในครั้งนี้ภายใต้ความเป็นผู้นำของบ็อบ ไอเกอร์จะทำให้ดิสนีย์กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ดีที่สุดในโลก”

 

มีการเปิดเผยเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ดีลใหญ่นี้ลุล่วงไปด้วยดี บอร์ดบริหารดิสนีย์ก็ตกลงปลงใจที่จะต่อสัญญายืดอายุงานให้กับบ็อบเพิ่มจนถึงปี 2021 เพื่อให้เจ้าตัวยังคงพาบริษัทเติบโตไปในทิศทางที่เหมาะสมและยั่งยืนตามแผนการที่วางเอาไว้

 

 

Fox วิกฤตหรือไม่ ทำไมถึงเทขายบริษัทตัวเองทิ้ง?

ท่ามกลางกระแสข่าวที่ 21st Century Fox ถูกดิสนีย์ทุ่มเงินซื้อไป นอกจากฝั่งดิสนีย์จะถูกสรรเสริญถึงวีรกรรมบ้าระห่ำในครั้งนี้ ประเด็นที่น่าจับตาไม่แพ้กันก็คือความน่าเชื่อถือในตัว Fox ว่าในฐานะบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ว่ายังคงหลงเหลืออยู่ไหม? พวกเขาจะดำเนินธุรกิจด้วยกิจการเพียงหยิบมือที่เหลืออยู่อย่างไร?

 

ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคมเป็นต้นไป สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไปชัดเจนที่สุดคือ Business Model ของ Fox (ที่เหลืออยู่) ซึ่งจะหันไปให้ความสำคัญกับการผลิตข่าวและสื่อกีฬาอย่างเข้มข้นและพิถีพิถัน เพราะพวกเขายังเหลือ Fox News Channel, Fox Business Network, Fox Sport 1, Fox Sport 2 และ Big Ten Network อย่างที่เราได้กล่าวไว้ในตอนต้น คล้ายกับว่าพวกเขาก็แค่เบนเข็มไปจับธุรกิจสื่อข่าวและสื่อกีฬาเท่านั้น

 

ที่สำคัญยังมีการเผยเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ผู้ถือหุ้นเดิมของ 21st Century Fox จะได้รับหุ้นดิสนีย์ในสัดส่วน 0.2745 หุ้นตามจำนวนหุ้นแต่ละตัวที่พวกเขาถือในบริษัท 21st Century Fox เดิม ขณะที่ Fox ก็ยังได้รับประโยชน์จากการเข้ามาเทกโอเวอร์ของดิสนีย์ เพราะหนี้สินมหาศาลจำนวน 13,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 445,606 ล้านบาท ที่ฝั่งดิสนีย์จะเป็นผู้ชำระให้เองทั้งหมด (มูลค่าดีลดิสนีย์ฮุบ 21st Century Fox จึงอาจจะไปจบที่มูลค่า 66,100 ล้านเหรียญสหรัฐ)

 

ยังมีกระแสข่าวลืออีกขั้วหนึ่งที่ระบุว่า เมอร์ดอชคนลูก เจมส์ เมอร์ดอช (James Murdoch) ซีอีโอบริษัท 21st Century Fox เตรียมจะเข้ารับตำแหน่งระดับสูงในดิสนีย์ต่อไป และจะมีการหารือเรื่องตำแหน่งของเจ้าตัวในเร็วๆ นี้ ส่วน ลัชลัน เมอร์ดอช (Lachlan Murdoch) พี่ชายของเจมส์จะยังรับตำแหน่งผู้บริหารของ 21st Century Fox โฉมใหม่

 

ซีอีโอจากดิสนีย์บอกว่า “ผมและเจมส์ได้คุยกันหลายครั้งแล้วถึงอนาคตของบริษัทเหล่านี้ (Fox ฝั่งที่ถูกซื้อไป) เขาจะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญช่วยเหลือพวกเราในการประสานบริษัทเหล่านั้นเข้าด้วยกันในหลายๆ เดือนข้างหน้า ซึ่งในระหว่างนั้นพวกเราจะหารือกันว่าเขาจะอยู่ในตำแหน่งใดของดิสนีย์หรือไม่”

 

จริงอยู่ว่าการเฉือนอวัยวะร่างกายส่วนใหญ่ของตัวเองไปปลูกถ่ายให้กับดิสนีย์อาจดูคล้ายกับว่า Fox ล้มเหลวในการทำธุรกิจโดยสิ้นเชิง แต่ในขณะเดียวกันย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าการสละกำลังสำคัญของบริษัทออกไปในครั้งนี้ก็คือการผลักดันให้ Fox โฉมใหม่ยังคงดำเนินกิจการด้านสื่อมวลชนต่อไปได้โดยไม่มีอุปสรรคมาถ่วงรั้ง

 

 

‘Hulu’ เกมเชนจ์เจอร์ที่แท้จริงและแผนการอันแยบยลของดิสนีย์ในศึกสตรีมมิงวิดีโอออนดีมานด์

การที่ดิสนีย์ได้ 21st Century Fox มาครองก็ยังทำให้พวกเขากลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของ Hulu สตรีมมิงวิดีโอออนดีมานด์ในอัตราส่วน 60% (เดิมถือหุ้นอยู่แล้ว 30% ในนามสถานีโทรทัศน์ ABC Television Group + หุ้นอีก 30% ที่จะได้มาจาก Fox) ร่วมกับ Comcast และ Time Warner อีก 30% และ 10% ตามลำดับ

 

เมื่อกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วนขนาดนี้ก็เพียงพอจะส่งผลให้สิทธิ์ขาดและอำนาจในการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงนโยบายบริหารทั้งหมดของบริษัท Hulu ตกไปอยู่ในมือของดิสนีย์ทันที

 

ที่สำคัญ ด้วยเจตนารมณ์ชัดเจนที่มุ่งเป้าจะเป็นผู้ให้บริการสตรีมมิงวิดีโอออนดีมานด์อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2019 หลังถอดผลงานในเครือบริษัททั้งหมดออกจาก Netflix เมื่อเดือนสิงหาคม ก็ทำให้พวกเขายกระดับความจริงจังในการเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดนี้ร่วมกับ Netflix, Amazon Prime และ HBO ขึ้นไปอีกขั้น

 

เว็บไซต์ Hollywood Reporter ได้ยกคำกล่าวของบ็อบ ประธานบริหารดิสนีย์ที่กล่าวถึง Hulu และการจับตลาดสตรีมมิงวิดีโอออนดีมานด์ขึ้นมาชูประเด็นว่าดิสนีย์ได้กระชับวงล้อมการแข่งขันในตลาดนี้ให้เข้มข้นขึ้นไปอีกระดับ และยังเป็นการประกาศอย่างอ้อมๆ ว่า “ข้าเอาจริงแน่”

 

“Hulu เป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมในการขยายขอบเขตการให้บริการโดยตรงสู่ผู้บริโภค การได้เป็นเจ้าของสัดส่วน 1 ใน 3 ของบริษัทถือเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม แต่การได้ควบคุมมันจะช่วยทำให้เราเร่งสปีด Hulu ในตลาดดังกล่าว และยังก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่ทำงานได้รอบด้านมากขึ้นกับผู้เล่นรายอื่นๆ ที่อยู่ในตลาดนี้อยู่แล้ว

 

“พวกเราจะไม่ได้แค่จะทำให้ทิศทางการผลิตคอนเทนต์ Hulu ลื่นไหลมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังสามารถควบคุมบริหาร Hulu ได้ชัดเจนขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย”

 

สื่อหลายสำนักฟันธงไปในทิศทางเดียวกันว่า ดิสนีย์มีแพลนจะเปิดตัวบริการสตรีมมิงวิดีโอออนดีมานด์ออกมาอีก 2 แบรนด์ ได้แก่ สตรีมมิงวิดีโอกีฬาในเครือ ESPN (ปีหน้า) และบริการสตรีมมิงวิดีโอออนดีมานด์ของดิสนีย์เองที่จะมุ่งเน้นผลิตคอนเทนต์สำหรับครอบครัว (ปี 2019) ขณะที่ต่อจากนี้ Hulu จะถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตคอนเทนต์ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่เน้นเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่มากขึ้น

 

หากดิสนีย์ทำได้ตามแผนการที่วางไว้ และนับรวมถึงความโหดในการถอดคอนเทนต์ของตัวเองออกจาก Netflix ทั้งหมดเพื่อเตรียมออกฉายเฉพาะช่องทางตัวเองเท่านั้น ลองจินตนาการถึงการที่ดิสนีย์สั่งให้ผู้ให้บริการสตรีมมิงวิดีโอออนดีมานด์เจ้าอื่นๆ ถอดคอนเทนต์ของ Fox อย่างภาพยนตร์และการ์ตูนยอดฮิตออกทั้งหมดดูสิว่าพวกเขาจะเรืองอำนาจและผูกขาดในตลาดนี้มากแค่ไหน

 

การเข้ามาฮุบ Fox ของดิสนีย์จึงไม่ใช่แค่การได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ผลงานภาพยนตร์และทีวีซีรีส์ในเครือ Fox ทั้งหมด แต่ยังเป็นการพลิกกระดานครั้งสำคัญศึกสตรีมมิงวิดีโอออนดีมานด์ สะท้อนให้เห็นภาพความเป็นอภิมหาอำนาจที่แท้จริงของพวกเขาในวงการสื่อระดับโลก

 

สถานการณ์นับตั้งแต่ที่ดิสนีย์ไล่เจรจาซื้อ Marvel, Lucasfilm และ 21st Century Fox มาอยู่ในมือก็คงไม่ต่างจากการเตรียมหมากเด็ดไว้รอวันรุกฆาตคู่แข่งรายอื่นๆ ในตลาดให้ราบเป็นหน้ากลอง!

 

อ้างอิง:

The post ดีลประวัติศาสตร์ Disney รวบ 21st Century Fox บอกอะไรเรามากกว่าเงิน 52,400 ล้านเหรียญ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/deal-walt-disney-21st-century-fox/feed/ 0