Facebook Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/facebook/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 14 Oct 2026 01:43:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Mikey Madison และ Jeremy Allen White รู้สึกกดดันกับการแสดงหนัง The Social Reckoning https://thestandard.co/mikey-madison-and-jeremy-allen-white-felt-pressured/ Wed, 14 Oct 2026 01:37:13 +0000 https://thestandard.co/mikey-madison-and-jeremy-allen-white-felt-pressured/ Jeremy Allen White และ Mikey Madison ถ่ายภาพร่วมกัน

เมื่อ Mikey Madison และ Jeremy Allen White ได้มาแสดงภาพ […]

The post Mikey Madison และ Jeremy Allen White รู้สึกกดดันกับการแสดงหนัง The Social Reckoning appeared first on THE STANDARD.

]]>
Jeremy Allen White และ Mikey Madison ถ่ายภาพร่วมกัน

เมื่อ Mikey Madison และ Jeremy Allen White ได้มาแสดงภาพยนตร์ The Social Reckoning หนังภาคต่อของ The Social Network ที่ผู้กำกับ Quentin Tarantino ถึงกับออกปากชมว่าเป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดแห่งยุค 2010 หนึ่งในนักแสดงจึงรู้สึกกดดันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

The Social Reckoning เขียนบทและกำกับโดย Aaron Sorkin เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลัง The Social Network เป็นเวลาเกือบ 20 ปี โดยว่าด้วยเรื่องราวการเขียนบทความเปิดโปง Facebook นาม The Facebook Files ของ Jeff Horwitz (รับบทโดย Jeremy Allen White) อดีตนักข่าวจาก The Wall Street Journal โดยมี Frances Haugen (รับบทโดย Mikey Masidon) นักวิศวกรของ Facebook ในขณะนั้นเป็นผู้แอบให้ข้อมูลลับเกี่ยวกับการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์บริษัทมากกว่าความปลอดภัยของผู้ใช้งาน Facebook

 

Mikey Madison นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ พูดถึงความกดดันในการทำงานครั้งนี้ผ่าน The Hollywood Reporter ว่า “แน่นอนว่าฉันรู้สึกกดดันอยู่แล้ว ฉันมักจะมีอาการแพนิกเล็กๆ ก่อนการถ่ายทำหนัง แต่ความคิดที่ว่าฉันรู้สึกกลัวเมื่อเริ่มต้นทำโปรเจกต์ใหม่ อาจหมายความถึงความเป็นไปได้ว่าฉันกำลังจะทำงานบางอย่างที่น่าสนใจและผลักดันให้ออกจากเซฟโซนของตัวเองอยู่”

 

ทางด้าน Jeremy Allen White ผู้ชนะรางวัล Emmy Awards 2 สมัย มีความรู้สึกที่แตกต่างจาก Mikey Madison เล็กน้อย เพราะเขามองว่า The Social Reckoning เป็นเหมือนภาพยนตร์ที่ถูกสร้างควบคู่กับหนังภาคแรก มากกว่าการเป็นหนังภาคต่อ เขาเผยผ่าน The Hollywood Reporter ว่า

 

“โฟกัสของผมและสิ่งที่ผมสนใจจริงๆ ก็คือ ‘ฉันจะอยากดูหนังเรื่องนี้ไหม?’ หนังน่าดึงดูดพอหรือเปล่า? หนังสามารถสื่อสารได้ไหม? ตัวละครมีความน่าสนใจหรือไม่”

 

The Social Reckoning มีกำหนดเข้าฉายในประเทศไทยวันที่ 22 ตุลาคมนี้

 

ภาพ: Yaro Roland/Getty Images

 

อ้างอิง: https://www.hollywoodreporter.com/movies/movie-features/social-reckoning-mikey-madison-jeremy-allen-white-1236726479/

The post Mikey Madison และ Jeremy Allen White รู้สึกกดดันกับการแสดงหนัง The Social Reckoning appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meta แบนโฆษณาจาก ByteDance ใน 7 ประเทศรวมถึงไทย ศึกชิงผู้ใช้กับ TikTok ร้อนแรงขึ้น https://thestandard.co/meta-bans-tiktok-ads/ Sat, 10 Oct 2026 06:05:17 +0000 https://thestandard.co/meta-bans-tiktok-ads/ ภาพหน้าจอสมาร์ทโฟนแสดงข้อความ Meta สั่งแบนโฆษณาจาก TikTok ใน 7 ประเทศรวมไทย

Meta Platforms เจ้าของ Facebook และ Instagram เริ่มสั่ง […]

The post Meta แบนโฆษณาจาก ByteDance ใน 7 ประเทศรวมถึงไทย ศึกชิงผู้ใช้กับ TikTok ร้อนแรงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหน้าจอสมาร์ทโฟนแสดงข้อความ Meta สั่งแบนโฆษณาจาก TikTok ใน 7 ประเทศรวมไทย

Meta Platforms เจ้าของ Facebook และ Instagram เริ่มสั่งห้ามโฆษณาจาก ByteDance บริษัทจีนเจ้าของ TikTok บนแพลตฟอร์มของตัวเองในสหรัฐฯ และอีก 6 ประเทศ รวมถึงไทย ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม ทำให้การแข่งขันระหว่าง Meta กับ TikTok ที่ยืดเยื้อมาหลายปีดุเดือดขึ้นอีกขั้น

 

 

Bloomberg เป็นสำนักข่าวแรกที่รายงานเรื่องนี้ ก่อนที่โฆษกของ Meta จะยืนยันกับ Reuters ว่าคำสั่งห้ามครอบคลุมทั้งโฆษณาและข้อความการตลาดที่ ByteDance จ่ายเงินลงบนแพลตฟอร์มของ Meta โดยมีผลทันทีในสหรัฐฯ, แคนาดา, อียิปต์, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, ไทย และเวียดนาม

 

คำสั่งนี้ยังรวมถึงผู้ลงโฆษณารายอื่นที่ทำแคมเปญโดยลิงก์ไปยัง TikTok หรือบริการอื่นของ ByteDance ในประเทศเหล่านี้ด้วย

 

“เราไม่จำเป็นต้องลงโฆษณาให้คู่แข่งที่ต้องการดึงผู้ใช้ออกไปจากแอปของเรา การปฏิเสธให้บริการโฆษณาแก่คู่แข่งเป็นเรื่องปกติทางธุรกิจที่ทำกันในทุกอุตสาหกรรม เราจะยังคงแข่งขันกันที่คุณภาพของผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ของผู้ใช้” คริส สโกร โฆษกของ Meta ระบุในแถลงการณ์

 

ขณะที่ TikTok และ ByteDance ยังไม่ได้ตอบกลับคำขอความเห็นจากสื่อในทันที

 

ปัจจุบัน TikTok ในสหรัฐฯ ดำเนินงานในรูปแบบบริษัทร่วมทุนที่ชาวอเมริกันถือหุ้นส่วนใหญ่ หลังมีดีลเพื่อปกป้องข้อมูลผู้ใช้ชาวอเมริกันและเลี่ยงการถูกแบนในสหรัฐฯ ซึ่งมีผู้ใช้กว่า 200 ล้านคน โดย Engadget ระบุว่าผู้ถือหุ้นคือกลุ่มนักลงทุนจากสหรัฐฯ และ UAE รวมถึง Oracle ของ แลร์รี เอลลิสัน

 

ByteDance จึงเหลือสถานะเพียงผู้ถือหุ้นส่วนน้อยของ TikTok ในสหรัฐฯ แต่ Bloomberg รายงานว่าบริษัทยังคงดูแลส่วนสำคัญหลายด้านของ TikTok ในสหรัฐฯ อยู่

 

ข้อตกลงคุ้มครองเด็กจุดชนวนศึกรอบใหม่

 

Meta และ TikTok แข่งขันกันอย่างสูสีมาหลายปี ทั้งการแย่งเวลาของผู้ใช้ ครีเอเตอร์ และเม็ดเงินโฆษณา แต่ทั้งคู่ไม่ได้แข่งกันบนสนามที่เท่าเทียม เพราะ TikTok ทำธุรกิจในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่สุดของ Meta ได้ ขณะที่ Meta เข้าไปทำธุรกิจในจีนซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่สุดของ TikTok ไม่ได้

 

การแข่งขันร้อนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม หลัง Meta ยอมทำข้อตกลงกับรัฐต่างๆ ในสหรัฐฯ มูลค่าสูงสุด 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.04 แสนล้านบาท) เพื่อยุติข้อพิพาทเรื่องโซเชียลมีเดียสร้างผลเสียต่อเด็ก

 

ภายใต้ข้อตกลงนี้ Meta ต้องจำกัดเวลาการใช้งานในแต่ละวัน และจำกัดการใช้งานช่วงกลางคืนของผู้ใช้ที่เป็นเด็กบน Facebook และ Instagram รวมถึงเพิ่มมาตรการป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงเนื้อหาที่จำกัดอายุ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมองว่าอาจกดดันให้คู่แข่ง โดยเฉพาะ TikTok และ YouTube ต้องปรับแอปตามไปด้วย

 

หลังจากนั้น Meta ก็เดินหน้ากดดันให้ TikTok และ YouTube ของ Google ทำแบบเดียวกัน โดยชี้ว่า Meta ไม่สามารถแก้ปัญหาความปลอดภัยของเด็กที่เกิดขึ้นทั้งอุตสาหกรรมได้เพียงลำพัง พร้อมลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ชั้นนำเพื่อเพิ่มแรงกดดัน

 

ผู้บริหารของ Meta ยังออกมาวิจารณ์ TikTok ต่อสาธารณะว่าไม่มาร่วมงานของสำนักงาน Surgeon General หน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ว่าด้วยผลเสียของการใช้หน้าจอมากเกินไป

 

นอกจากนี้ยังวิจารณ์ว่า TikTok ถอนตัวจากการประชุมด้านความมั่นคงของชาติกับคณะกรรมาธิการพิเศษว่าด้วยจีนของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงการถูกตรวจสอบในวงกว้าง ระหว่างที่ TikTok เผชิญคดีความเรื่องความปลอดภัยของเด็ก

 

ส่วน TikTok ยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งยิ่งทำให้ความตึงเครียดระหว่าง 2 บริษัทเพิ่มขึ้น เพราะ Meta มองว่านี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ตัวเองเสียเปรียบในการแข่งขัน

 

TikTok ตัดลิงก์ Instagram ออกจากโปรไฟล์

 

ในเดือนกันยายน TikTok ได้ออกมาตรการหลายอย่างที่ทำให้ผู้ใช้ย้ายจากแอปของตัวเองไปยังโซเชียลมีเดียอื่นได้ยากขึ้น รวมถึงการยกเลิกช่องใส่ลิงก์ Instagram บนโปรไฟล์ของผู้ใช้

 

เว็บไซต์ของ TikTok ระบุว่าไม่รองรับลิงก์ที่เปิดหรือล็อกอินเข้าแอปโซเชียลมีเดียอื่น แต่ผู้ใช้ยังใส่ลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของแพลตฟอร์มเหล่านั้นบนโปรไฟล์ได้อยู่ นอกจากนี้ TikTok ยังปฏิเสธไม่รับลงโฆษณาของ Meta ที่เรียกร้องให้ TikTok ทำตามมาตรการด้านความปลอดภัยของเด็กแบบเดียวกัน

 

การกีดกันคู่แข่งลักษณะนี้เกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีรายอื่นด้วย โดย The Information รายงานเมื่อเดือนกันยายนว่า OpenAI แจ้งพันธมิตรด้านโฆษณาว่าจะไม่รับโฆษณาผลิตภัณฑ์สร้างภาพและเสียงที่แข่งขันกับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง

 

TikTok เจอแรงกดดันจากหน่วยงานรัฐด้วย

 

นอกจาก Meta แล้ว TikTok ยังถูกหน่วยงานรัฐกดดันเรื่องความปลอดภัยของเด็ก

 

เช่นกัน โดยในเดือนกันยายน TikTok ทำข้อตกลงยุติข้อพิพาทกับรัฐแอละแบมา ซึ่งกำหนดให้ต้องจำกัดการใช้งานและเพิ่มมาตรการยืนยันอายุของผู้ใช้ในรัฐนี้ เพื่อยุติข้อกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มสร้างอันตรายต่อเด็กและให้ข้อมูลที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเรื่องความปลอดภัย

 

ขณะที่ช่วงกลางปี หน่วยงานกำกับดูแลของยุโรประบุว่า TikTok ยังทำไม่มากพอในการดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้ที่เป็นเด็ก และอาจถูกปรับสูงสุด 6% ของรายได้ทั้งปี

 

Engadget มองว่าสถานการณ์นี้ทำให้ TikTok และ YouTube ตกเป็นฝ่ายตั้งรับ เพราะถูกกดดันทั้งจากหน่วยงานรัฐและจาก Meta ให้ทำตามมาตรการความปลอดภัยของเด็กแบบเดียวกับที่ Meta ทำ

 

ภาพ: richeri / Shutterstock

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.54 บาท ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569

 

อ้างอิง:

The post Meta แบนโฆษณาจาก ByteDance ใน 7 ประเทศรวมถึงไทย ศึกชิงผู้ใช้กับ TikTok ร้อนแรงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เขาใหญ่สั่งปิด ‘น้ำตกโกรกอีดก-แก่งหินเพิง’ ชั่วคราว หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำป่าไหลหลาก ลำห้วยเชี่ยวกราก https://thestandard.co/khao-yai-close-waterfall-rapids-flood/ Fri, 25 Sep 2026 08:51:49 +0000 https://thestandard.co/khao-yai-close-waterfall-rapids-flood/ ภาพน้ำตกหรือลำห้วยในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่มีน้ำป่าไหลหลากและกระแสน้ำเชี่ยวกราก

วันนี้ (25 กันยายน) อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ออกประกาศปิดกา […]

The post เขาใหญ่สั่งปิด ‘น้ำตกโกรกอีดก-แก่งหินเพิง’ ชั่วคราว หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำป่าไหลหลาก ลำห้วยเชี่ยวกราก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพน้ำตกหรือลำห้วยในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่มีน้ำป่าไหลหลากและกระแสน้ำเชี่ยวกราก

วันนี้ (25 กันยายน) อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ออกประกาศปิดการท่องเที่ยวน้ำตกโกรกอีดก จังหวัดสระบุรี และแก่งหินเพิง จังหวัดปราจีนบุรี เป็นการชั่วคราว หลังฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ จนเกิดน้ำป่าไหลหลากและกระแสน้ำในลำห้วยเชี่ยวกราก ซึ่งอาจกระทบต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

 

ประกาศระบุว่า น้ำตกโกรกอีดกจะปิดระหว่างวันที่ 26-27 กันยายน 2569 รวม 2 วัน ส่วนแก่งหินเพิงจะปิดระหว่างวันที่ 25-27 กันยายน 2569 รวม 3 วัน โดยอุทยานฯ อาศัยอำนาจตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ในการประกาศปิดพื้นที่ทั้งสองแห่ง เพื่อลดความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวและประชาชนที่เดินทางเข้าพื้นที่

 

ผู้ที่มีแผนเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าวสามารถติดตามข้อมูลและสถานการณ์ล่าสุดได้ทาง Facebook ‘อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ – Khao Yai National Park’

The post เขาใหญ่สั่งปิด ‘น้ำตกโกรกอีดก-แก่งหินเพิง’ ชั่วคราว หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำป่าไหลหลาก ลำห้วยเชี่ยวกราก appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิว ภูริพล เตรียมแข่ง 4 อีเวนต์ 6 วันติด ในเอเชียนเกมส์ 2026 รวมอาจต้องวิ่งถึง 9 รอบ https://thestandard.co/puripol-asian-games-schedule/ Mon, 21 Sep 2026 09:18:42 +0000 https://thestandard.co/puripol-asian-games-schedule/ บิว ภูริพล บุญสอน นักกรีฑาทีมชาติไทยกำลังวิ่ง

บิว-ภูริพล บุญสอน ลมกรดทีมชาติไทยวัย 20 ปี ยืนยันโปรแกร […]

The post บิว ภูริพล เตรียมแข่ง 4 อีเวนต์ 6 วันติด ในเอเชียนเกมส์ 2026 รวมอาจต้องวิ่งถึง 9 รอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิว ภูริพล บุญสอน นักกรีฑาทีมชาติไทยกำลังวิ่ง

บิว-ภูริพล บุญสอน ลมกรดทีมชาติไทยวัย 20 ปี ยืนยันโปรแกรมการแข่งขันของตัวเองในเอเชียนเกมส์ 2026 โดยเตรียมลงแข่งขันทั้งหมด 4 อีเวนต์ ตลอด 6 วันติดต่อกัน ระหว่างวันที่ 24-29 กันยายน ที่นาโกยา ซิตี้ มิซูโฮะ ปาร์ก

 

ภูริพลมีโปรแกรมลงแข่งขันวิ่ง 100 เมตร, 200 เมตร, ผลัด 4×100 เมตรชาย และผลัดผสม 4×100 เมตร โดยหากผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศทุกรายการ จะมีโปรแกรมรวมทั้งหมด 10 รอบ อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวอาจไม่ได้ลงวิ่งผลัดผสม 4×100 เมตรในรอบแรก ทำให้มีโอกาสต้องลงสนามจริง 9 รอบภายในเวลาเพียง 6 วัน

 

โปรแกรมของบิว-ภูริพล บุญสอน (เวลาไทย)

 

24 ก.ย. เวลา 18.08 น. เป็นต้นไป – 100 เมตร รอบแรก

 

25 ก.ย. เวลา 17.33 น. – 100 เมตร รอบรองชนะเลิศ

 

25 ก.ย. เวลา 20.15 น. – 100 เมตร รอบชิงชนะเลิศ

 

26 ก.ย. เวลา 10.15 น. – 200 เมตร รอบแรก

 

26 ก.ย. เวลา 18.16 น. – 200 เมตร รอบรองชนะเลิศ

 

27 ก.ย. เวลา 17.45 น. – 200 เมตร รอบชิงชนะเลิศ

 

27 ก.ย. เวลา 20.12 น. – ผลัด 4×100 เมตรชาย รอบแรก

 

28 ก.ย. เวลา 16.50 น. – ผลัดผสม 4×100 เมตร รอบแรก (อาจไม่ได้ลงแข่งขัน)

 

28 ก.ย. เวลา 20.23 น. – ผลัด 4×100 เมตรชาย รอบชิงชนะเลิศ

 

29 ก.ย. เวลา 18.48 น. – ผลัดผสม 4×100 เมตร รอบชิงชนะเลิศ

 

นั่นหมายความว่า หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ภูริพลอาจต้องลงแข่งขันถึง 9 รอบจาก 4 อีเวนต์ภายใน 6 วันติดต่อกัน ซึ่งจะเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่หนักที่สุดของนักกรีฑาทีมชาติไทยในเอเชียนเกมส์ครั้งนี้

 

ภาพ: สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยฯ – Athletics Association of Thailand / Facebook

The post บิว ภูริพล เตรียมแข่ง 4 อีเวนต์ 6 วันติด ในเอเชียนเกมส์ 2026 รวมอาจต้องวิ่งถึง 9 รอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงาน UNICEF เผย เด็ก 20 ล้านคนต่อปี เผชิญภัยคุกคามทางเพศ ผ่านช่องทางออนไลน์ https://thestandard.co/unicef-online-child-abuse/ Fri, 04 Sep 2026 09:21:11 +0000 https://thestandard.co/unicef-online-child-abuse/ ภาพเด็กวัยรุ่นกำลังใช้โทรศัพท์มือถือในห้องนอน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเข้าถึงโลกออนไลน์

วันนี้ (4 กันยายน) รายงานฉบับล่าสุดจาก UNICEF ระบุว่า ม […]

The post รายงาน UNICEF เผย เด็ก 20 ล้านคนต่อปี เผชิญภัยคุกคามทางเพศ ผ่านช่องทางออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเด็กวัยรุ่นกำลังใช้โทรศัพท์มือถือในห้องนอน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเข้าถึงโลกออนไลน์

วันนี้ (4 กันยายน) รายงานฉบับล่าสุดจาก UNICEF ระบุว่า มีเด็กประมาณ 20 ล้านคนต่อปี ใน 21 ประเทศ ต้องเผชิญกับการล่วงละเมิดหรือถูกแสวงประโยชน์ทางเพศในโลกออนไลน์ โดยมากกว่า 1 ใน 5 ของเด็กอายุ 12-17 ปี ในกลุ่มประเทศที่ทำการศึกษา ครอบคลุมภูมิภาคแอฟริกา เอเชีย ละตินอเมริกา แคริบเบียน และยุโรปตะวันออก ตกเป็นเป้าหมายบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

 

 

สถิติความเสียหายที่เกิดขึ้นระบุว่า มีเด็กกว่า 15 ล้านคน ที่ต้องเผชิญกับเนื้อหาทางเพศที่ไม่พึงประสงค์ โดย 9 ล้านคน ถูกร้องขอให้มีส่วนร่วมในการสนทนาทางเพศหรือแบ่งปันภาพทางเพศโดยไม่เต็มใจ ขณะที่ 4 ล้านคน ถูกนำภาพทางเพศของตนเองไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับความยินยอม

 

แพลตฟอร์มออนไลน์ที่เป็น ‘พื้นที่เกิดเหตุ’

 

การล่วงละเมิดมักเริ่มต้นในพื้นที่ชีวิตจริง เช่น โรงเรียนหรือละแวกบ้าน ก่อนจะย้ายช่องทางเข้าสู่โลกดิจิทัล โดยมากกว่าร้อยละ 60 ของกรณีศึกษา เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยมีสัดส่วนสูงสุดบนช่องทางเหล่านี้ Facebook (ร้อยละ 50), WhatsApp (ร้อยละ 29), Instagram (ร้อยละ 24), Snapchat (ร้อยละ 13) และ TikTok (ร้อยละ 12)

 

อุปสรรคในการแจ้งเหตุและการปิดบังข้อมูล (Underreporting)

 

น้อยกว่าร้อยละ 1 ของกรณีการล่วงละเมิดทั้งหมด ได้รับการรายงานไปยังหน่วยงานทางการ เช่น ตำรวจ นักสังคมสงเคราะห์ หรือสายด่วนช่วยเหลือ ขณะที่มากกว่า 4 ใน 10 กรณี ‘ถูกเก็บเงียบ’ โดยไม่บอกใครเลย

 

อุปสรรคสำคัญคือ เด็กหลายคนไม่ตระหนักว่า พฤติกรรมดังกล่าวคือ ‘การล่วงละเมิด’ ไม่ทราบว่าควรรายงานอย่างไร หรือกลัวผลกระทบตามมา นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคทางวัฒนธรรมในบางพื้นที่ เช่น ปากีสถาน ที่ความกังวลเรื่อง ‘เกียรติยศของครอบครัว’ บีบให้เด็กเงียบ โดยเด็กผู้หญิงเสี่ยงต่อการถูกยึดโทรศัพท์ ถูกระงับการเรียน หรือกระทั่งความปลอดภัยส่วนตัว หากพูดความจริงออกมา ขณะที่เด็กผู้ชายมักถูกคาดหวังให้เผชิญหน้ากับปัญหานี้อย่างเงียบๆ

 

ผลกระทบทางจิตใจที่ร้ายแรง

 

เด็กที่ตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศออนไลน์ มีแนวโน้มที่จะมีความคิดฆ่าตัวตาย และมีพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง ‘สูงกว่า’ เด็กทั่วไปถึง 4 เท่า ร่วมกับมีภาวะวิตกกังวลในระดับสูง

 

ในบางพื้นที่ความเสี่ยงนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ เช่น ในเม็กซิโกและมาซิโดเนียเหนือ เด็กที่เผชิญการล่วงละเมิดมีความเสี่ยงต่อความคิดหรือพฤติกรรมฆ่าตัวตายสูงขึ้นถึง 8 เท่า ส่วนในปากีสถานมีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตัวเองเพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่า

 

ข้อเรียกร้องและการปรับปรุงเชิงนโยบาย

 

UNICEF เน้นย้ำว่า รัฐบาลและบริษัทเทคโนโลยีต้องร่วมกันรับผิดชอบในการปรับปรุงการออกแบบพื้นที่ออนไลน์และการควบคุมกฎระเบียบ เพื่อความปลอดภัย

 

ตัวอย่างความเคลื่อนไหวที่สำคัญคือ กรณีที่ Meta ยอมความในคดีใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ด้วยการจ่ายเงินชดเชย 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากข้อกล่าวหาเรื่องการออกแบบแพลตฟอร์มที่ส่งผลเสียและเป็นอันตรายต่อเด็ก ซึ่งส่งผลให้บริษัทตกลงที่จะปรับปรุงฟีเจอร์ความปลอดภัยของแพลตฟอร์มขนานใหญ่ เช่น การตั้งค่าบัญชีส่วนตัวเป็นค่าเริ่มต้นให้กับผู้ใช้ที่เป็นวัยรุ่น และบล็อกไม่ให้ผู้ใหญ่ส่งข้อความหาวัยรุ่นที่ไม่ได้เชื่อมต่อกัน

 

รายงานของ UNICEF ฉบับนี้สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดของเด็กนับล้านคนที่ต้องเผชิญภัยคุกคามทางเพศและทนทุกข์อยู่บนโลกออนไลน์อย่างเงียบงัน ซึ่งนี่ไม่ใช่ภาระที่เด็กจะแบกรับหรือแก้ไขได้ด้วยตัวเอง หากแต่เป็นความรับผิดชอบอันเร่งด่วนของทุกฝ่าย โดยเฉพาะภาครัฐและบริษัทเทคโนโลยีที่ต้องปฏิรูปกฎระเบียบและปรับเปลี่ยนการออกแบบแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและปกป้องอนาคตของเยาวชนอย่างแท้จริง

 

แฟ้มภาพ: Volodymyr Tverdokhlib / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post รายงาน UNICEF เผย เด็ก 20 ล้านคนต่อปี เผชิญภัยคุกคามทางเพศ ผ่านช่องทางออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนเน่ รอยัล ขอบคุณ แอ๊ด คาราบาว ที่อยากมอบเงิน 1 ล้านบาท ช่วยค่าใช้จ่ายแข่งขัน AGT https://thestandard.co/nene-royal-add-carabao-agt-support/ Tue, 01 Sep 2026 03:46:38 +0000 https://thestandard.co/nene-royal-add-carabao-agt-support/ ภาพ เนเน่ รอยัล นักร้องสาวไทยผู้เข้าแข่งขัน America's Got Talent

สร้างความประทับใจอย่างต่อเนื่องสำหรับ Nene Royal หรือ เ […]

The post เนเน่ รอยัล ขอบคุณ แอ๊ด คาราบาว ที่อยากมอบเงิน 1 ล้านบาท ช่วยค่าใช้จ่ายแข่งขัน AGT appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เนเน่ รอยัล นักร้องสาวไทยผู้เข้าแข่งขัน America's Got Talent

สร้างความประทับใจอย่างต่อเนื่องสำหรับ Nene Royal หรือ เนเน่ รอยัล สาวไทยมากความสามารถที่กำลังอยู่ในระหว่างการแข่งขันรายการ America’s Got Talent 2026 โดยล่าสุด ศิลปินรุ่นใหญ่ในตำนานอย่าง แอ๊ด คาราบาว ได้ออกมาโพสต์ข้อความชื่นชมพร้อมติดต่อขอสนับสนุนเงิน 1 ล้านบาทเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการแข่งขันในครั้งนี้

 

โดย แอ๊ด คาราบาว พูดถึงความประทับใจหลังจากได้เห็นผลงานของสาว เนเน่ รอยัล พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เขาได้พบกับแฟนเพลงหลังเวทีว่า “หลังเวทีคอนเสิร์ตลุงแอ๊ด จะมีคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยๆ พร้อมหอบหิ้วกีตาร์มาขอลายเซ็นลุง นี่เป็นปรากฏการณ์ที่มันหนาตาขึ้นผิดปกติ เพราะกระแสจากความนิยมในความสามารถของหนูนี่แหละ ถ้าเป็นหลังเวทีของหนู ลองนึกดูเอาละกันว่ามันจะถล่มทลายขนาดไหน”

 

อีกทั้งเจ้าตัวยังตั้งใจมอบเงินสดส่วนตัวจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อเป็นแรงสนับสนุนสำหรับค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายเพื่อใช้เดินตามเส้นทางความฝันในครั้งนี้ ทั้งยังส่งกำลังใจให้ เนเน่ รอยัล คว้าชัยชนะมาฝากชาวไทยอีกด้วย โดยหลังจากโพสต์ดังกล่าว ทางด้าน เนเน่ รอยัล ก็ออกมาโพสต์ขอบคุณแรงสนับสนุนในครั้งนี้เช่นกัน

 

สำหรับ เนเน่ รอยัล เป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันรายการระดับโลกอย่าง America’s Got Talent 2026 ที่สร้างความประทับใจทุกครั้งที่เธอปรากฏตัว โดยล่าสุดในรอบ Quarterfinals เธอได้รับ Golden Buzzer จากหนึ่งในคณะกรรมการอย่าง Mel B ด้วยสเตจโชว์เพลง Black Hole Sun จาก Soundgarden ทำให้เธอเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศทันทีโดยไม่ต้องรอผลโหวต นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของคนไทย ที่เชื่อว่าทุกคนพร้อมจะสนับสนุนเธอ ให้เส้นทางแห่งความฝันในครั้งนี้ไปได้ไกลที่สุดอย่างแน่นอน

 

ภาพ: Add Bao, Nene Royal / Facebook

 

อ้างอิง: https://www.facebook.com/share/p/1FVrzdphUW/

The post เนเน่ รอยัล ขอบคุณ แอ๊ด คาราบาว ที่อยากมอบเงิน 1 ล้านบาท ช่วยค่าใช้จ่ายแข่งขัน AGT appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก Amazon สู่แอนฟิลด์ ‘เจฟฟ์ เบโซส’ จับมือมหาเศรษฐี ซื้อหุ้นลิเวอร์พูล 30% ดันมูลค่าสโมสร 5.5 พันล้านปอนด์ https://thestandard.co/jeff-bezos-to-buy-liverpool-stake/ Sat, 15 Aug 2026 04:53:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1242255 ภาพ เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon

สำนักข่าว BBC รายงานว่า เจ้าของสโมสรลิเวอร์พูล Fenway S […]

The post จาก Amazon สู่แอนฟิลด์ ‘เจฟฟ์ เบโซส’ จับมือมหาเศรษฐี ซื้อหุ้นลิเวอร์พูล 30% ดันมูลค่าสโมสร 5.5 พันล้านปอนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon

สำนักข่าว BBC รายงานว่า เจ้าของสโมสรลิเวอร์พูล Fenway Sports Group (FSG) บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย ในการขายหุ้นเชิงกลยุทธ์หนึ่งในสามของสโมสรให้แก่ 1892 โฮลดิ้งส์ กลุ่มทุนที่มีมหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon

 

โดยมีรายงานว่าข้อตกลงดังกล่าวประเมินมูลค่าสโมสรลิเวอร์พูลไว้ระหว่าง 5,000-6,000 ล้านปอนด์

 

FSG ระบุในแถลงการณ์ว่า การทำธุรกรรมครั้งนี้เป็นการขายบางส่วนให้แก่ 1892 โฮลดิ้งส์ ซึ่งนำโดย อามิต บาเทีย นักธุรกิจชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดีย และยังมีกลุ่มนักลงทุนที่รวมถึง เอดูอาร์โด ซาเวริน มหาเศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook

 

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว บาเทียจะเข้ารับตำแหน่งรองประธานสโมสรลิเวอร์พูล และเข้าร่วมคณะกรรมการบริหารที่ขยายใหญ่ขึ้น โดยยังอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล

 

บาเทียเป็นบุตรเขยของ ลักษมี มิตตัล มหาเศรษฐีชาวอินเดีย และมีประสบการณ์ในวงการฟุตบอลจากการดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้ร่วมเป็นเจ้าของสโมสรควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส (QPR) เป็นเวลา 18 ปี ก่อนสละหุ้นในสโมสรเมื่อเดือนที่ผ่านมา

 

สำหรับ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon ถือเป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 4 ของโลก ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิราว 256,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 192,000 ล้านปอนด์

 

การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสรกีฬาครั้งแรกของเขา แม้เจ้าตัวจะไม่ได้เข้าร่วมเป็นกรรมการบริหารของลิเวอร์พูลก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม ไบรอัน บอม ผู้ก่อตั้ง K5 Sports ซึ่งเป็นบริษัทที่เบโซสลงทุนผ่าน จะเข้าร่วมเป็นกรรมการบริหารของลิเวอร์พูล เช่นเดียวกับ เอเลน ภรรยาของซาเวอริน โดยเบโซสถือเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดของ K5 Sports

 

บีบีซี สปอร์ต รายงานว่า การเข้ามาลงทุนครั้งนี้จะไม่ส่งผลต่อแนวทางการซื้อขายนักเตะของลิเวอร์พูล และไม่ได้มาพร้อมกับงบประมาณเสริมสำหรับการซื้อขายนักเตะ หรือการจัดสรรงบประมาณก้อนใหม่แยกต่างหาก

 

ข้อตกลงยังเปิดทางให้กลุ่มผู้ลงทุนสามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนได้ในอนาคต ซึ่งทำให้กลุ่มทุนดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ หาก FSG ตัดสินใจขายกิจการทั้งหมดในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ที่ FSG จะต้องขายสโมสร

 

ดีลครั้งนี้จึงไม่เพียงสะท้อนมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก แต่ยังเป็นการเปิดประตูให้กลุ่มทุนระดับมหาเศรษฐีเข้ามามีส่วนร่วมในโครงสร้างผู้ถือหุ้นของลิเวอร์พูลมากขึ้น โดยมีมูลค่ากิจการที่ประเมินกันไว้สูงถึง 6,000 ล้านปอนด์

 

สะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าของสโมสรที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งการเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนที่มี เจฟฟ์ เบโซส ร่วมอยู่ด้วย กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการฟุตบอลอังกฤษ

 

สอดคล้อง The guardian รายงานว่า เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป เจ้าของสโมสรลิเวอร์พูล ยืนยันว่าได้ตกลงขายหุ้น 30% ของสโมสรให้กับกลุ่มทุนซึ่งรวมถึง อามิต บาเทีย, เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon และเอดูอาร์โด ซาเวริน ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook

 

คาดว่าข้อตกลงนี้มีมูลค่า 1.65 พันล้านปอนด์ ทำให้มูลค่าของลิเวอร์พูลอยู่ที่ 5.5 พันล้านปอนด์ และบาเทียจะดำรงตำแหน่งรองประธานสโมสรคนใหม่ในคณะกรรมการบริหารที่ขยายใหญ่ขึ้น

 

ภาพ : lev radin / Shutterstock

 

อ้างอิง

The post จาก Amazon สู่แอนฟิลด์ ‘เจฟฟ์ เบโซส’ จับมือมหาเศรษฐี ซื้อหุ้นลิเวอร์พูล 30% ดันมูลค่าสโมสร 5.5 พันล้านปอนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เหมือนโรงงานปล่อยมลพิษ’ สรุปคดีศาลนิวเม็กซิโก สั่งปรับ Meta ชี้กระทบสุขภาพจิตเด็ก คุมเข้ม AI Chatbot https://thestandard.co/new-mexico-court-fines-meta-child-health/ Fri, 07 Aug 2026 03:37:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1239179 โลโก้ Meta บนพื้นหลังสีน้ำเงิน

ศาลนิวเม็กซิโกสั่ง Meta จ่าย 567 ล้านดอลลาร์ พร้อมยกเคร […]

The post ‘เหมือนโรงงานปล่อยมลพิษ’ สรุปคดีศาลนิวเม็กซิโก สั่งปรับ Meta ชี้กระทบสุขภาพจิตเด็ก คุมเข้ม AI Chatbot appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Meta บนพื้นหลังสีน้ำเงิน

ศาลนิวเม็กซิโกสั่ง Meta จ่าย 567 ล้านดอลลาร์ พร้อมยกเครื่องมาตรการคุ้มครองเด็ก หลังชี้แพลตฟอร์มสร้างความเสียหายต่อสุขภาพจิตเยาวชน จนเข้าข่ายสร้าง ‘เหตุเดือดร้อนต่อสาธารณะ’ ขณะที่ยังออกมาตรการจำกัดหลายอย่าง ทำให้คำตัดสินดังกล่าวถูกจับตาถึงการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่อาจเกิดขึ้นกับเยาวชนในการใช้ AI Chatbot

 

 

ศาลตัดสินอะไร

 

วันนี้ (7 สิงหาคม) สื่อต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่า Meta บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram กำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่ หลังศาลรัฐนิวเม็กซิโกมีคำสั่งให้บริษัทจ่ายเงิน 567 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท) โดยระบุว่า ผลกระทบจากแพลตฟอร์มของบริษัทสร้างความเสียหายต่อสุขภาพจิตของเยาวชน จนเข้าข่าย ‘เหตุเดือดร้อนต่อสาธารณะ’

 

ทั้งนี้ ไบรอัน บีดชีด (Bryan Biedscheid) ผู้พิพากษาศาลรัฐนิวเม็กซิโก มีคำสั่งให้ Meta จ่ายเงินมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์เข้าสู่กองทุนสำหรับเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตสุขภาพจิตของเยาวชน โดยคำสั่งดังกล่าวจะมีผลเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งเงินส่วนนี้จะถูกนำไปใช้สนับสนุนบริการรักษาและช่วยเหลือเด็กและวัยรุ่น รวมถึงการป้องกัน การสร้างความตระหนักรู้ และบริการคัดกรองปัญหาสุขภาพจิต

 

อนึ่ง คำตัดสินดังกล่าวทำให้ Meta ต้องปรับมาตรการคุ้มครองผู้ใช้งานอายุน้อยในรัฐนิวเม็กซิโก เช่น ต้องลบบัญชีของผู้ใช้งานอายุต่ำกว่า 13 ปี และข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดที่บริษัทเก็บรวบรวมจากบัญชีเหล่านั้น ขณะที่ต้องปิดการแจ้งเตือนแอปพลิเคชันระหว่างเวลา 08.00-15.00 น. ในวันธรรมดาระหว่างปีการศึกษา และเวลา 22.00-07.00 น. ในวันอื่น

 

ขณะเดียวกัน ศาลยังให้ Meta ป้องกันผู้ใช้งานในรัฐจากการมีปฏิสัมพันธ์ใน ‘เชิงชู้สาวหรือทางเพศ’ กับแชตบอท AI ของบริษัท โดยสะท้อนว่า ความกังวลเรื่องความปลอดภัยของเด็กกำลังขยายจากโซเชียลมีเดียแบบดั้งเดิมไปถึงเทคโนโลยี AI

 

อย่างไรก็ตาม Meta ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาล และเตรียมยื่นอุทธรณ์ โดยยืนยันว่า บริษัททำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความปลอดภัยของผู้ใช้งาน รวมถึงตรวจจับและนำผู้ไม่ประสงค์ดีและเนื้อหาที่เป็นอันตรายออกจากแพลตฟอร์ม

 

น่าสนใจว่า ในการพิจารณาคดีครั้งนี้ ศาลรัฐนิวเม็กซิโกตอบคำถามว่า แพลตฟอร์มของ Meta สามารถเข้าข่ายเป็นเหตุเดือดร้อนต่อสาธารณะได้ โดยเปรียบเทียบกับโรงงานที่ปล่อยมลพิษ เช่นเดียวกับผลกระทบจากแพลตฟอร์มของ Meta ที่กำลังลุกลามเข้าสู่ชีวิตจริง และสร้างภาระต่อเด็ก ครอบครัว โรงเรียน โรงพยาบาล ตลอดจนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

 

มีการมองว่า กรอบการมองของศาลรัฐนิวเม็กซิโก กำลังขยายกรอบความรับผิดชอบของบริษัทเทคโนโลยี โดยจากเดิมที่ถูกมองว่า เป็นเพียงผู้ให้บริการพื้นที่ออนไลน์ ไปสู่คำถามว่า บริษัทควรต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสังคมที่เกิดจากการออกแบบและการทำงานของแพลตฟอร์มมากเพียงใด

 

ทำไม Meta ถูกฟ้องในรัฐนิวเม็กซิโก?

 

ในปี 2023 ราอูล ตอร์เรซ อัยการสูงสุดรัฐนิวเม็กซิโก ยื่นฟ้อง Meta ในข้อกล่าวหาว่า บริษัทออกแบบ Facebook และ Instagram ให้จงใจทำให้ผู้ใช้งานอายุน้อยเกิดการเสพติด ขณะที่ยังล้มเหลวในการปกป้องเด็กจากการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

 

ตอร์เรซเคยกล่าวหาว่า แพลตฟอร์มของ Meta กลายเป็น ‘แหล่งเพาะพันธุ์’ สำหรับผู้ที่มุ่งแสวงหาประโยชน์จากเด็ก ซึ่งบริษัทปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ถูกแบ่งการพิจารณาออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรก คือ ในเดือนมีนาคม คณะลูกขุนพิจารณาว่า Meta ให้ข้อมูลที่ทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยของ Facebook และ Instagram หรือไม่

 

ผลคือคณะลูกขุนตัดสินว่า Meta มีความรับผิดในข้อกล่าวหาทั้งหมด รวมถึงการดำเนินแนวทางทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและหลอกลวง และไม่เป็นธรรมอย่างร้ายแรง พร้อมสั่งให้บริษัทจ่ายค่าเสียหาย 375 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.26 หมื่นล้านบาท)

 

ส่วนการพิจารณาระยะที่ 2 ไม่มีคณะลูกขุน โดยมุ่งตอบคำถามว่า แพลตฟอร์มของ Meta ก่อให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญสาธารณะหรือไม่ ก่อนที่ศาลจะมีคำตัดสินล่าสุดให้บริษัทจ่ายอีก 567 ล้านดอลลาร์ พร้อมดำเนินมาตรการคุ้มครองเด็กเพิ่มเติม

 

ศาลไม่ได้สั่ง Meta ได้ทุกอย่าง

 

อย่างไรก็ตาม แม้คำตัดสินจะกำหนดมาตรการควบคุมหลายด้าน แต่ศาลไม่ได้ตอบรับข้อเรียกร้องทั้งหมดจากฝ่ายอัยการ หนึ่งในนั้น คือข้อเสนอเปลี่ยนแปลงการออกแบบอัลกอริทึม ซึ่งผู้พิพากษาระบุว่า อาจขัดต่อบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาฉบับที่ 1 ที่รับรองเสรีภาพในการแสดงออก และมาตรา 230 ของกฎหมายสหรัฐฯ ที่ให้ความคุ้มครองบางประการแก่แพลตฟอร์มออนไลน์ในเนื้อหาที่ผู้ใช้งานสร้างขึ้น

 

อนึ่ง คดีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการตรวจสอบบริษัทโซเชียลมีเดียอย่างเข้มข้นในสหรัฐฯ ตั้งแต่ Meta, YouTube, Snap และ TikTok หลังบริษัทเหล่านี้กำลังเผชิญคดีจากหลายรัฐ เขตการศึกษา และหน่วยงานท้องถิ่น

 

เช่น เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทดังกล่าวตกลงยุติคดีกับเขตการศึกษาแห่งหนึ่งในรัฐเคนทักกี หลังถูกกล่าวหาว่า แพลตฟอร์มมีส่วนทำให้เด็กเกิดการเสพติด โดยคดีนี้เดิมถูกจับตาว่า จะเป็นคดีแรกในคดีลักษณะเดียวกันหลายร้อยคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของศาล

 

ภาพ: Francis Mascarenhas / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ‘เหมือนโรงงานปล่อยมลพิษ’ สรุปคดีศาลนิวเม็กซิโก สั่งปรับ Meta ชี้กระทบสุขภาพจิตเด็ก คุมเข้ม AI Chatbot appeared first on THE STANDARD.

]]>
US Dollar 101 ทำไมเงินสกุลเดียวกุมการเงินโลก และนักลงทุนต้องรู้อะไรบ้าง? https://thestandard.co/us-dollar-global-finance-investors/ Thu, 06 Aug 2026 10:01:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1238150 ภาพประกอบบทความเกี่ยวกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และบทบาทในการเงินโลก

เวลาพูดถึงเงินดอลลาร์ นักลงทุนจำนวนมากมักนึกถึงอัตราแลก […]

The post US Dollar 101 ทำไมเงินสกุลเดียวกุมการเงินโลก และนักลงทุนต้องรู้อะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบบทความเกี่ยวกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และบทบาทในการเงินโลก

เวลาพูดถึงเงินดอลลาร์ นักลงทุนจำนวนมากมักนึกถึงอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริง อำนาจของดอลลาร์ไปไกลกว่าตัวเลขบนกระดานแลกเงินมาก

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ขนาดอิทธิพลนี้เห็นได้ชัดจากตลาด FX เดือนเมษายน 2025 ที่มีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยราว 9.6 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน ดอลลาร์อยู่ในฝั่งใดฝั่งหนึ่งของธุรกรรมถึง 89.2% และในปี 2024 ครองสัดส่วนราว 58% ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ สูงกว่ายูโรอย่างชัดเจน

 

ที่น่าสนใจคือบทบาทดอลลาร์ใหญ่กว่าสัดส่วนเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพราะระบบการค้า หนี้ สภาพคล่อง และตลาดทุนโลกล้วนหมุนรอบดอลลาร์ เมื่อ Fed ขึ้นดอกเบี้ย ผลกระทบจึงส่งถึง Bond Yield กระแสเงินทุน ค่าเงินตลาดเกิดใหม่ ต้นทุนนำเข้า หนี้บริษัท และราคาสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งน้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์ หรือตราสารหนี้ต่างอ้างอิงดอลลาร์ อีกทั้งยังเป็นแหล่งพักเงินยามตลาดเสี่ยง ดอลลาร์จึงแฝงอยู่ในพอร์ตผ่านหุ้นส่งออก ต้นทุน หนี้ต่างประเทศ ทองคำ และเงินเฟ้อ แม้ไม่ได้ถือดอลลาร์โดยตรง

 

บทความนี้จะพาไปเข้าใจการก้าวสู่ศูนย์กลางการเงินโลกของดอลลาร์ เหตุผลที่โลกยังคงใช้สกุลเงินนี้แม้ไม่ได้ผูกกับทองคำแล้ว และวิธีวิเคราะห์ทิศทางค่าเงินสำหรับนักลงทุน โดยไม่ด่วนสรุปผลกระทบต่อสินทรัพย์ลงทุนว่าดีหรือร้ายเพียงอย่างเดียว

 

ดอลลาร์ขึ้นมาเป็นศูนย์กลางโลกได้อย่างไร?

 

หากย้อนกลับไปก่อนศตวรรษที่ 20 โลกเคยมีปอนด์สเตอร์ลิงและลอนดอนเป็นฟันเฟืองหลัก แต่พายุสงครามโลกทั้งสองครั้งได้ทิ้งภาระหนี้และรอยร้าวไว้ให้ยุโรป สวนทางกับสหรัฐฯ ที่ขยายฐานการผลิตจนกลายเป็นผู้ส่งออกและเจ้าหนี้รายใหญ่ การเคลื่อนย้ายศูนย์กลางเศรษฐกิจจากซีกโลกเก่าสู่ซีกโลกใหม่จึงเริ่มต้นขึ้น

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1944 เมื่อตัวแทน 44 ชาติร่วมวางรากฐานระบบ Bretton Woods โดยกำหนดให้ทุกสกุลเงินผูกติดกับดอลลาร์ และสหรัฐฯ การันตีการแลกคืนทองคำที่ 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่งผลให้ดอลลาร์ทำหน้าที่เชื่อมทองคำกับเศรษฐกิจโลก และก้าวเป็นกระดูกสันหลังของระบบการเงินระหว่างประเทศอย่างมั่นคง

 

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างเริ่มปรากฏ เมื่อความต้องการดอลลาร์ในตลาดโลกขยายตัวตามการค้าและการลงทุน ปริมาณเงินที่กระจายออกไปนอกประเทศกลับเพิ่มขึ้นจนเกินกว่าปริมาณทองคำสำรองที่จะรองรับได้

 

จนกระทั่งปี 1971 ประธานาธิบดี Richard Nixon ตัดสินใจประกาศตัดขาดการแลกเปลี่ยนดอลลาร์กับทองคำ หรือที่โลกรู้จักในนาม Nixon Shock ซึ่งเป็นจุดอวสานของระบบเดิมและนำพาโลกเข้าสู่ยุคอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว

 

แม้ไร้ทองคำหนุนหลัง ดอลลาร์ยังคงครองทุนสำรองระหว่างประเทศสูงสุดและเป็นมาตรฐานตั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์รวมถึงตราสารหนี้โลก เนื่องจากระบบการค้า ธนาคาร และตลาดทุนหยั่งรากลึกรอบสกุลเงินนี้อย่างเหนียวแน่นจนยากจะยกเลิก หลังปี 1971 อำนาจของดอลลาร์จึงแปรสภาพจากทองคำไปสู่สภาพคล่อง ความน่าเชื่อถือของสถาบัน และเครือข่ายผู้ใช้งานที่ทรงอิทธิพลทั่วโลกแทน

 

อำนาจของดอลลาร์ไม่ได้อยู่ที่ธนบัตร แต่อยู่ที่ระบบ

 

หลังสหรัฐฯ ยุติการแลกดอลลาร์เป็นทองคำ ระบบการเงินโลกได้เข้ามาค้ำจุนสถานะดอลลาร์แทน ทั้งกำหนดราคา ชำระการค้า กู้ยืม เก็บสำรอง และเสริมสภาพคล่องยามวิกฤต แม้แต่น้ำมันและทองคำก็ตั้งราคาเป็นดอลลาร์แม้คู่ค้านอกสหรัฐฯ ส่งผลให้ดอลลาร์กลายเป็นสกุลเงินตัวกลางหลักที่มีสภาพคล่องและมีฐานผู้ใช้งานสูงทั่วโลก

 

ดอลลาร์ยังเป็นสกุลเงินหลักของการกู้ยืมระหว่างประเทศ บริษัท ธนาคาร และรัฐบาลนอกสหรัฐฯ จำนวนมากออกหนี้เป็นดอลลาร์เพื่อเข้าถึงตลาดทุนขนาดใหญ่ แต่หากรายได้เป็นเงินท้องถิ่น ขณะที่หนี้เป็นดอลลาร์ การแข็งค่าของดอลลาร์จะทำให้ภาระชำระหนี้เพิ่มขึ้นทันที

 

ณ สิ้นปี 2025 สินเชื่อดอลลาร์แก่ผู้กู้นอกสหรัฐฯ มีมูลค่าประมาณ 14.3 ล้านล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ช่วยอธิบายว่า เหตุใดค่าเงินและดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จึงส่งผลต่องบดุลของบริษัทและประเทศต่างๆ ได้ แม้ผู้กู้เหล่านั้นจะไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ ก็ตาม

 

อีกบทบาทคือการเป็นทุนสำรองของธนาคารกลางผ่านการถือดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อดูแลค่าเงินและสภาพคล่อง โดยมี US Treasury Yield เป็นเกณฑ์อ้างอิงต้นทุนการเงินและราคาสินทรัพย์ทั่วโลก ยิ่งในยามวิกฤต ความต้องการดอลลาร์จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นจากการเร่งชำระหนี้ เพิ่มหลักประกัน และถือเงินสดของนักลงทุน แม้วิกฤตจะเริ่มในสหรัฐฯ เองก็ตาม

 

นี่คือเหตุผลที่ Fed ต้องส่งสภาพคล่องดอลลาร์ไปยังธนาคารกลางต่างประเทศผ่าน Currency Swap Lines ในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 และโควิด-19 เพื่อช่วยลดความตึงตัวของระบบ

 

เมื่อรวมทุกบทบาทเข้าด้วยกัน จะเกิดวงจรที่เสริมแรงตัวเองโลกใช้ดอลลาร์ตั้งราคาและชำระการค้า

 

  • ธุรกิจต้องมีรายได้และเงินกู้เป็นดอลลาร์
  • ธนาคารและธนาคารกลางต้องถือสภาพคล่องดอลลาร์
  • เงินไหลกลับเข้าสู่ตลาดทุนสหรัฐฯ
  • ตลาดดอลลาร์ยิ่งใหญ่และซื้อขายง่าย
  • ผู้เล่นรายใหม่ยิ่งเลือกใช้ดอลลาร์ต่อไป

 

เมื่อดอลลาร์ขยับ โลกกำลังบอกอะไรเรา

 

นักลงทุนมักผูกทิศทางดอลลาร์ไว้กับดอกเบี้ยของ Fed แต่ในความเป็นจริง ค่าเงินนี้ถูกขับเคลื่อนจากหลายมิติพร้อมกัน หากต้องการถอดรหัสอย่างเป็นระบบ สามารถพิจารณาผ่าน 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ Growth, Rate, Risk, Funding และ Trust

 

  • Growth การเปรียบเทียบความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ กับภูมิภาคอื่น หากสหรัฐฯ เติบโตอย่างโดดเด่น เม็ดเงินจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ดอลลาร์ แต่ถ้าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวทั่วถึง เงินทุนจะไหลออกไปหาโอกาสในตลาดอื่นแทน
  • Rate ส่วนต่างดอกเบี้ยนโยบายและ Bond Yield หากผลตอบแทนของสินทรัพย์ดอลลาร์ดึงดูดกว่า แรงซื้อดอลลาร์จะเพิ่มขึ้น แต่อย่าลืมประเมินว่าตลาดรับรู้ความคาดหวังนั้นไปมากน้อยเพียงใดแล้ว
  • Risk สภาวะอารมณ์ของตลาด ยามที่นักลงทุนเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) เงินจะไหลไปสู่ตลาดเกิดใหม่ แต่หากกังวลเรื่องความไม่แน่นอน (Risk-off) แรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจะพุ่งขึ้นทันที
  • Funding ตัวชี้วัดสภาพคล่อง เมื่อสถาบันการเงินและธุรกิจทั่วโลกต้องการดอลลาร์เพื่อชำระหนี้หรือวางหลักประกัน ความต้องการดอลลาร์จะพุ่งสูงทันทีโดยไม่พึ่งพิงว่าพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในเวลานั้นจะแข็งแกร่งหรือไม่
  • Trust ความเชื่อมั่นระยะยาวต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ นโยบายคลัง และสถาบันการเงินของสหรัฐฯ ตราบใดที่เสถียรภาพยังไม่สั่นคลอน ดอลลาร์จะคงอิทธิพลไว้ได้ แต่หากระบบเกิดรอยร้าว ผลลัพธ์อาจต่างจากเดิม

 

ดังนั้น การแข็งหรืออ่อนค่าของดอลลาร์จากดอกเบี้ย สภาพคล่อง นโยบายการเงิน หรือความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ล้วนสะท้อนความเสี่ยงโลกที่แท้จริงมากกว่าแค่ทิศทางเงินทุนไหลเข้าออก นักลงทุนจึงต้องประเมินการแฝงตัวของดอลลาร์ในพอร์ต และผลกระทบต่อกำไร ต้นทุน หรือภาระหนี้สิน

 

ดอลลาร์ซ่อนอยู่ตรงไหนในพอร์ตของเรา

 

นักลงทุนจำนวนมากมองความเสี่ยงจากดอลลาร์ผ่านค่าเงินบาทเพียงอย่างเดียว แต่ในความจริง Dollar Exposure สามารถซ่อนอยู่ในพอร์ตได้อย่างน้อย 4 ทาง ได้แก่ ค่าเงิน รายได้ ต้นทุน และหนี้

 

  • Currency Exposure ผลตอบแทนลงทุนต่างประเทศขึ้นอยู่กับทั้งสินทรัพย์และค่าเงิน เช่น หากหุ้นสหรัฐฯ บวก 8% แต่ดอลลาร์อ่อนค่า 5% เมื่อแปลงกลับเป็นบาทจะเหลือราว 3% กลับกันหากดอลลาร์แข็งจะช่วยพยุงพอร์ต นักลงทุนจึงต้องดูว่ากองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedge) หรือไม่ เพราะให้ผลตอบแทนต่างกันมาก
  • Revenue Exposure บริษัทรายได้ดอลลาร์จะได้ประโยชน์เมื่อดอลลาร์แข็ง เพราะรายได้แปลงกลับเป็นเงินท้องถิ่นได้สูงขึ้น แต่ประโยชน์อาจถูกหักล้างบางส่วนหากต้นทุน วัตถุดิบ หรือหนี้ของบริษัทอยู่ในรูปดอลลาร์ด้วย
  • Cost Exposure แม้ขายในประเทศ แต่อาจกระทบหากต้องนำเข้าน้ำมัน วัตถุดิบ หรือบริการที่ตั้งราคาเป็นดอลลาร์ ซึ่งดอลลาร์แข็งค่าจะกดดันต้นทุนและกำไร ความรุนแรงขึ้นอยู่กับอำนาจส่งผ่านต้นทุนและการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน
  • Funding Exposure หากรายได้เป็นบาทแต่มีหนี้เป็นดอลลาร์ ดอลลาร์ที่แข็งค่าจะเพิ่มภาระการชำระหนี้ ยิ่งถ้าดอกเบี้ยดอลลาร์สูงขึ้นด้วย บริษัทจะต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงค่าเงินและต้นทุนดอกเบี้ยพร้อมกัน

 

ดังนั้น การวิเคราะห์บริษัทจึงต้องมองลึกกว่าการเป็นผู้ส่งออกหรือนำเข้า โดยต้องพิจารณาสกุลเงินของรายได้ ต้นทุน และหนี้สิน เช่น บริษัทส่งออกที่รับรายได้เป็นดอลลาร์แต่มีต้นทุนเป็นบาทจะได้ประโยชน์จากดอลลาร์แข็ง ส่วนบริษัทที่ขายในประเทศแต่นำเข้าวัตถุดิบและกู้เงินดอลลาร์จะถูกกดดันทั้งต้นทุนและภาระหนี้ กรอบนี้สะท้อนว่านักลงทุนเกือบทุกคนล้วนมี Dollar Exposure บางรูปแบบ แม้ไม่ได้ถือเงินดอลลาร์โดยตรง

 

ดอลลาร์แข็งหรืออ่อน ส่งผลต่อสินทรัพย์อย่างไร

 

ทิศทางดอลลาร์ไม่ได้ส่งผลต่อทุกสินทรัพย์ด้วยสูตรสำเร็จตายตัวอย่าง “ดอลลาร์แข็ง-ทองลง” หรือ “ดอลลาร์อ่อน-หุ้นขึ้น” เสมอไป

 

หัวใจสำคัญคือ “เหตุผล” เบื้องหลัง หากแข็งค่าเพราะ Fed ตึงตัวจน Bond Yield พุ่ง จะเพิ่มต้นทุนการเงินโลกและกดดันตลาดเกิดใหม่กับหุ้นเติบโตทันที แต่ในทางกลับกัน หากแข็งค่าเพราะสภาวะ Risk-off นักลงทุนจะแห่ถือดอลลาร์เพื่อความปลอดภัยและเทขายสินทรัพย์เสี่ยง โดยมีพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นหลุมหลบภัย

 

ทองคำและน้ำมันก็อาจพุ่งขึ้นพร้อมดอลลาร์ได้ หากเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นในเงินกระดาษ ภัยสงคราม หรือปัญหาอุปทานรุนแรง หากดอลลาร์อ่อนค่าเพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวหรือนโยบายผ่อนคลาย สภาพคล่องจะไหลกลับสู่ตลาดเกิดใหม่ สินค้าโภคภัณฑ์ และหุ้น แต่หากความอ่อนแอมาจากความคลางแคลงใจต่อฐานะการคลังหรือเสถียรภาพของสหรัฐฯ เอง ความผันผวนจะพุ่งสูงจนอาจเห็นการทิ้งสินทรัพย์ดอลลาร์ทั้งหมด

 

สำหรับนักลงทุนไทย การลงทุนต่างประเทศโดยไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินบาทอาจได้ผลลัพธ์ต่างกันมาก ทิศทางดอลลาร์เป็นเพียงเข็มทิศ แต่สาเหตุเบื้องหลังคือตัวบ่งชี้โอกาสและความเสี่ยงที่แท้จริง ดังนั้น ก่อนปรับพอร์ต นักลงทุนต้องแยกแยะให้ออกว่าการเคลื่อนไหวเกิดจากดอกเบี้ย การเติบโต ความกลัว สภาพคล่อง หรือเสถียรภาพระบบการเงินสหรัฐฯ

 

4 ความเข้าใจผิดที่ทำให้นักลงทุนอ่านดอลลาร์ผิด

 

แม้ดอลลาร์จะเป็นหนึ่งในตัวแปรที่ถูกติดตามมากที่สุดในตลาดการเงิน แต่การอ่านดอลลาร์จากสัญญาณเพียงตัวเดียวมักนำไปสู่ข้อสรุปที่ผิดได้ง่าย

 

  • ดอลลาร์แข็งไม่ได้แปลว่ามีอำนาจเพิ่มขึ้น Dollar Strength คือมูลค่าเทียบสกุลเงินอื่นชั่วคราว แต่ Dollar Dominance คือบทบาทโครงสร้างด้านการค้า หนี้ ทุนสำรอง และสภาพคล่องโลก ดอลลาร์จึงอาจอ่อนค่าชั่วคราวแต่ยังเป็นสกุลเงินหลักได้ และการแข็งค่าก็ไม่ได้เพิ่มบทบาทเชิงโครงสร้างเสมอไป
  • Fed ลดดอกเบี้ย ดอลลาร์ไม่อ่อนค่าเสมอไป เพราะค่าเงินเป็นราคาเปรียบเทียบ หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่งกว่าหรือธนาคารกลางอื่นลดดอกเบี้ยเร็วกว่า ดอลลาร์ก็อาจแข็งค่าได้ อีกทั้งยามหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ความต้องการถือดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอาจส่งผลมากกว่าปัจจัยดอกเบี้ย
  • แม้วิกฤตเริ่มในสหรัฐฯ ดอลลาร์ก็อาจแข็งค่าสวนทาง เพราะสถาบันการเงินและธุรกิจทั่วโลกที่มีหนี้เป็นดอลลาร์จะแย่งกันหาดอลลาร์เพื่อถือเงินสดและชำระหนี้ยามตื่นตระหนก
  • สัดส่วนดอลลาร์ในทุนสำรองที่ลดลงยังไม่สามารถสรุปเรื่อง De-dollarization ได้ เนื่องจากเป็นเพียงสัญญาณหนึ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กับมิติอื่น ทั้งการตั้งราคาสินค้า การชำระเงิน ตลาด FX หนี้ข้ามพรมแดน ระบบธนาคาร สินทรัพย์ปลอดภัย และสภาพคล่องยามวิกฤต

 

De-dollarization เกิดขึ้นจริง แต่ไม่ได้เกิดพร้อมกันทั้งระบบ

 

แม้กระแส De-dollarization จะชัดเจนขึ้นผ่านการใช้สกุลเงินท้องถิ่น การเพิ่มทองคำหรือสกุลเงินทางเลือก และการสร้างระบบการเงินใหม่เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และการคว่ำบาตร แต่ก็ยังไม่มีสกุลเงินใดทดแทนดอลลาร์ได้ในทันที เนื่องจากอิทธิพลของดอลลาร์ยังหยั่งรากลึกในตลาด FX การตั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ การออกตราสารหนี้ต่างประเทศ และการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย โดยครองสัดส่วนทุนสำรองโลกเกินครึ่งและเกี่ยวข้องกับธุรกรรม FX เกือบ 90% ขณะที่เงินหยวนยังมีสัดส่วนน้อยมาก

 

ด้านสกุลเงินคู่แข่ง ยูโรยังขาดสินทรัพย์หนุนหลังที่มั่นคงและมีสภาพคล่องสูงเท่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่วนหยวนยังติดเงื่อนไขการควบคุมเงินทุนและตลาดทุนที่ไม่เปิดเสรีเต็มที่ ขณะที่ Stablecoin ส่วนใหญ่ยังผูกมูลค่ากับดอลลาร์ จึงเป็นการขยายการเข้าถึงดอลลาร์มากกว่าลดความสำคัญ ระบบการเงินโลกจึงกำลังขยับสู่ระบบหลายขั้วอำนาจที่ดอลลาร์ยังเป็นแกนกลาง ทำให้ De-dollarization เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่เกิดขึ้นไม่เท่ากันในแต่ละภาคส่วน

 

สำหรับนักลงทุน โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การรอวันดอลลาร์หมดอำนาจ แต่คือการเข้าใจว่าบทบาทในมิติใดกำลังลดถอยหรือยังเหนียวแน่น และการเปลี่ยนแปลงนี้จะกระทบสภาพคล่อง ต้นทุนการเงิน และมูลค่าสินทรัพย์ในพอร์ตอย่างไร

 

นักลงทุนไม่ต้องทายดอลลาร์ทุกครั้ง แต่ต้องอ่านแรงที่อยู่เบื้องหลังให้ได้

 

ดอลลาร์เป็นตัวแปรทรงอิทธิพลในตลาดการเงิน การตัดสินใจลงทุนจึงต้องเข้าใจแรงขับเคลื่อนเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทิศทางดอกเบี้ยของ Fed หรือความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยยามเกิดวิกฤต ซึ่งแต่ละปัจจัยจะส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์แต่ละประเภทแตกต่างกันไป

 

นักลงทุนจึงควรวิเคราะห์ Dollar Cycle ผ่านกรอบ 5 มิติ ได้แก่ Growth, Rate, Risk, Funding และ Trust พร้อมประเมินพอร์ตของตนเองว่ามีความเสี่ยงจากดอลลาร์แฝงอยู่ตรงจุดใดบ้าง ทั้งผ่านค่าเงิน รายได้ ต้นทุน หรือภาระหนี้สิน เพื่อเตรียมรับมือผลกระทบได้อย่างตรงจุด

 

เนื่องจากอำนาจของดอลลาร์ฝังลึกในระบบการตั้งราคา ชำระเงิน กู้ยืม และทุนสำรองโลก การเข้าใจทิศทางดอลลาร์จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการอ่านสภาพคล่องและความเสี่ยงทั่วโลก เพื่อให้รู้เท่าทันสัญญาณเตือนเมื่อดอลลาร์ขยับและเตรียมพอร์ตลงทุนให้พร้อมรับมือ

 

*ข้อมูลนี้มิใช่คำแนะนำด้านการลงทุน การตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาจากความเข้าใจและระดับความเสี่ยงของนักลงทุน

 

 

The post US Dollar 101 ทำไมเงินสกุลเดียวกุมการเงินโลก และนักลงทุนต้องรู้อะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออสเตรเลียป้องนโยบายแบนโซเชียลเยาวชน หลังผลการศึกษาพบว่า แม้บังคับใช้ 3 เดือน เด็กกว่า 8 ใน 10 ยังเข้าถึง https://thestandard.co/australia-youth-social-media-ban-access/ Sat, 01 Aug 2026 07:53:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1237173 เด็กกำลังใช้โทรศัพท์มือถือเล่นโซเชียลมีเดีย

รัฐบาลออสเตรเลียออกมาปกป้องมาตรการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 1 […]

The post ออสเตรเลียป้องนโยบายแบนโซเชียลเยาวชน หลังผลการศึกษาพบว่า แม้บังคับใช้ 3 เดือน เด็กกว่า 8 ใน 10 ยังเข้าถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เด็กกำลังใช้โทรศัพท์มือถือเล่นโซเชียลมีเดีย

รัฐบาลออสเตรเลียออกมาปกป้องมาตรการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย หลังผลการศึกษาล่าสุดพบว่า วัยรุ่นมากกว่า 8 ใน 10 คนยังคงเข้าถึงแพลตฟอร์มเหล่านี้ แม้กฎหมายมีผลบังคับใช้มาแล้ว 3 เดือน

 

 
 

เมื่อวานนี้ (31 กรกฎาคม) แอนดรูว์ ลีห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังออสเตรเลีย ออกมากล่าวถึงนโยบายจำกัดอายุเยาวชนในโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า รัฐบาลไม่เคยคาดหวังว่า ทุกคนจะปฏิบัติตามมาตรการได้ทั้งหมด แต่กฎหมายฉบับนี้ทำให้ผู้ปกครองหันมาพูดคุยเรื่องความปลอดภัยออนไลน์ของเด็กมากขึ้น

 

“เราไม่เคยคาดหวังว่า ทุกคนจะปฏิบัติตามมาตรการนี้ 100% กฎหมายกำหนดอายุขั้นต่ำในการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ไม่ได้รับการปฏิบัติตาม 100% เช่นกัน แต่การมีกฎหมายดังกล่าวบังคับใช้ก็ยังเป็นเรื่องเหมาะสม” ลีห์กล่าว พร้อมระบุว่า มีบัญชีผู้ใช้งานหลายล้านบัญชีถูกปิดลงแล้ว

 

รัฐบาลออสเตรเลียยืนยันว่า นโยบายนี้ไม่ได้มีเป้าหมายให้เด็กเลิกใช้โซเชียลมีเดียทั้งหมดในทันที แต่ต้องการเพิ่มมาตรการคุ้มครองเด็ก และผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยีรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานที่เป็นเด็กมากขึ้น

 

ท่าทีของรัฐบาลมีขึ้นหลังสำนักงานคณะกรรมาธิการความปลอดภัยทางออนไลน์ของออสเตรเลีย (eSafety) เปิดเผยผลการศึกษาว่า เด็กอายุ 10-15 ปียังคงใช้โซเชียลมีเดียในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในเดือนธันวาคม 2025

 

ผลการศึกษาพบอะไร

 

eSafety รายงานว่า ก่อนกฎหมายมีผล เด็กอายุ 10-15 ปี เกือบ 86% ยังคงใช้โซเชียลมีเดียอย่างน้อยหนึ่งแพลตฟอร์ม ขณะที่หลังบังคับใช้กฎหมายครบ 3 เดือน ตัวเลขลดลงเพียงเล็กน้อย หรืออยู่ที่ราว 81%

 

นอกจากนี้ วัยรุ่นออสเตรเลียราว 58% ระบุว่า ใช้โซเชียลมีเดียทุกวันหรือบ่อยกว่านั้น ลดลงเพียงเล็กน้อยจากประมาณ 60% ก่อนบังคับใช้มาตรการ

 

แม้สัดส่วนเด็กที่มีบัญชีโซเชียลมีเดียเป็นของตนเองจะลดลงจาก 52% เหลือ 42% ขณะที่จำนวนผู้ใช้งาน YouTube, Snapchat และ TikTok ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่เด็กจำนวนมากยังคงเข้าถึงแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้

 

รายงานยังพบว่า มาตรการดังกล่าวแทบไม่ทำให้พฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเด็กเปลี่ยนแปลง ทั้งการเล่นกีฬา การออกกำลังกาย การทำกิจกรรมด้านศิลปะและดนตรี การใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัว รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชน

 

ทำไมเด็กยังใช้โซเชียลมีเดียได้

 

eSafety ระบุว่า เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีส่วนใหญ่ยังคงใช้บัญชีเดิมได้ เพราะมีบัญชีก่อนกฎหมายมีผล ไปจนถึงการสร้างบัญชีใหม่ได้หลังผ่านไป 3 เดือน เนื่องจากแพลตฟอร์มยังไม่มีระบบตรวจสอบอายุที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

 

ทั้งนี้ เด็กประมาณครึ่งหนึ่งที่ยังคงใช้บัญชีเดิมระบุว่า แพลตฟอร์มไม่เคยตรวจสอบอายุของพวกเขา ซึ่งเป็นเหตุผลที่พบมากที่สุด ขณะที่มีบางส่วนกรอกข้อมูลในบัญชีว่า พวกเขามีอายุ 16 ปีขึ้นไป ส่วนบางรายผ่านระบบตรวจสอบอายุ เพราะระบบประเมินผิดว่า พวกเขามีอายุมากกว่าความเป็นจริง

 

eSafety ระบุว่า แม้บริษัทเทคโนโลยีจะปรับปรุงมาตรการบางส่วนแล้ว แต่ยังมีข้อกังวลว่า แพลตฟอร์มรายใหญ่อาจยังปฏิบัติตามกฎหมายได้ไม่ครบถ้วน

 

แพลตฟอร์มใดกำลังถูกตรวจสอบ

 

หลังเผยแพร่ข้อมูลเบื้องต้นเมื่อปลายเดือนมีนาคม eSafety ประกาศตรวจสอบแพลตฟอร์ม 5 แห่งที่อาจไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ได้แก่ Facebook, Instagram, Snapchat, TikTok และ YouTube

 

เบื้องต้น รัฐบาลออสเตรเลียประกาศเมื่อเดือนมิถุนายนว่า จะเพิ่มโทษปรับสูงสุดเป็นสองเท่าสำหรับบริษัทเทคโนโลยีที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการ พร้อมเพิ่มอำนาจให้ eSafety เรียกข้อมูลจากแพลตฟอร์มมาตรวจสอบได้มากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทแม่ของแพลตฟอร์มอย่าง Meta, Snapchat, TikTok และ Google ยังไม่ได้ตอบกลับคำขอให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการศึกษาล่าสุดในทันที

 

มีผลกระทบที่รัฐบาลไม่ได้คาดคิดหรือไม่

 

ผลการศึกษาพบว่า เด็กหันไปใช้แอปพลิเคชันส่งข้อความและเกมออนไลน์เพิ่มขึ้น ขณะที่สัดส่วนเด็กที่ใช้ Reddit เพิ่มจาก 6% เป็นมากกว่า 9% ไม่ว่าจะมีบัญชีผู้ใช้งานหรือไม่ก็ตาม

 

อนึ่ง Reddit เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้มาตรการห้าม และกำลังยื่นฟ้องต่อศาลสูงออสเตรเลีย เพื่อคัดค้านการรวมแพลตฟอร์มของตนไว้ในกฎหมายดังกล่าว

 

นอกจากนี้ รายงานยังเตือนว่า มาตรการนี้อาจทำให้เกิดผลกระทบที่รัฐบาลไม่ได้คาดคิด เนื่องจากผู้ปกครองรับรู้พฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของบุตรหลานน้อยลง

 

eSafety ระบุว่า เมื่อผู้ปกครองไม่ทราบว่า เด็กทำอะไรบนโลกออนไลน์ อาจทำให้เด็กขอความช่วยเหลือได้ยากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ใหญ่ก็อาจตรวจพบอันตรายทางออนไลน์และเข้าไปช่วยเหลือได้ช้าลง

 

นโยบายนี้ส่งผลต่อสุขภาพจิตเด็กอย่างไร

 

ก่อนมาตรการมีผล เด็กบางส่วนคาดว่า การถูกจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของตนเอง อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจหลังผ่านไป 3 เดือนพบว่า เด็กมากกว่า 65% ระบุว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพวกเขา

 

รายงานฉบับนี้จัดทำจากข้อมูลของเด็กและครอบครัวมากกว่า 4,000 คน โดยเปรียบเทียบข้อมูลช่วงก่อนกฎหมายมีผลกับข้อมูลหลังบังคับใช้กฎหมายครบ 3 เดือน และถือเป็นรายงานฉบับแรกภายใต้โครงการศึกษาระยะเวลา 2 ปี ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อประเมินผลของมาตรการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย

 

ออสเตรเลียเป็นประเทศแรกของโลกที่บังคับใช้ข้อจำกัดลักษณะดังกล่าว ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเด็ก ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศกำลังจับตาผลขอ

 

ภาพ: JEREMY PIPER / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ออสเตรเลียป้องนโยบายแบนโซเชียลเยาวชน หลังผลการศึกษาพบว่า แม้บังคับใช้ 3 เดือน เด็กกว่า 8 ใน 10 ยังเข้าถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน เผยมอบทนายฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ แล้ว หลังขอภูมิใจไทยทบทวนทบทวนการฟ้องหมิ่นประมาท https://thestandard.co/anutin-sues-yingcheep/ Thu, 23 Jul 2026 05:02:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1233974 ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (23 กรกฎาคม) เวลา 09.50 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายก […]

The post อนุทิน เผยมอบทนายฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ แล้ว หลังขอภูมิใจไทยทบทวนทบทวนการฟ้องหมิ่นประมาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (23 กรกฎาคม) เวลา 09.50 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการฟ้องร้อง ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ซึ่งโพสต์ข้อความผ่าน Facebook ส่วนตัว ภายหลังพรรคภูมิใจไทยประกาศเดินหน้าดำเนินคดีหมิ่นประมาท จากกรณีที่ยิ่งชีพกล่าวถึงบุคคล 9 รายที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 โดยขอให้พรรคภูมิใจไทยทบทวนการตัดสินใจและไม่ดำเนินคดีกับตน

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้มอบหมายให้ทนายความไปดำเนินการแล้ว แต่จะเป็นในสัปดาห์นี้หรือไม่ ตนไม่ทราบ

 

ก่อนหน้านี้ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ส่วนตัว ภายหลังพรรคภูมิใจไทยประกาศเดินหน้าดำเนินคดีหมิ่นประมาท จากกรณีที่ยิ่งชีพกล่าวถึงบุคคล 9 รายที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 โดยขอให้พรรคภูมิใจไทยทบทวนการตัดสินใจและไม่ดำเนินคดีกับตน

 

ยิ่งชีพระบุว่า ไม่เคยต้องการถูกฟ้องร้องและไม่ต้องการใช้เวทีคดีหมิ่นประมาทในฐานะจำเลยเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพราะกลัวแพ้คดี แต่เห็นว่าการใช้กฎหมายในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่มาตรฐานที่ถูกต้องและไม่สง่างาม

 

ยิ่งชีพยืนยันว่า สิ่งที่ตนนำเสนอเกี่ยวกับกระบวนการทุจริตการเลือก สว. ไม่ใช่ข้อมูลใหม่ แต่เป็นข้อมูลที่มีผู้รู้เห็นเหตุการณ์และพยานที่เกี่ยวข้องออกมาพูดต่อสาธารณะหลายครั้งแล้ว หากเห็นว่าข้อมูลไม่เป็นความจริง ก็สามารถชี้แจงต่อสังคมได้ และให้สังคมเป็นผู้พิจารณา

 

พร้อมระบุว่า สิ่งที่ทำเป็นเพียงการรวบรวมข้อเท็จจริงจากคำให้การของพยานจำนวนมาก เพื่อนำเสนอให้ฝ่ายค้านใช้อำนาจตรวจสอบในรัฐสภา ในฐานะประชาชนที่ต้องการมีส่วนร่วมตรวจสอบว่ามีการทุจริตโดยบุคคลในรัฐบาลหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริง เรื่องก็ยุติลง และตนไม่มีอำนาจดำเนินการใดมากกว่านั้น

 

ยิ่งชีพยังเห็นว่า ข้อสงสัยต่อการกระทำของบุคคลในรัฐบาลสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ผู้ที่รับรู้ข้อเท็จจริงย่อมมีสิทธิออกมาพูดตามบทบาทของตน และกฎหมายควรทำหน้าที่คุ้มครองการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวต่อการถูกดำเนินคดี

 

อย่างไรก็ตาม ยิ่งชีพระบุว่า หากพรรคภูมิใจไทยเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินคดีหมิ่นประมาทจริง เพราะเห็นว่ามีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและการชี้แจงต่อสาธารณะไม่สามารถเยียวยาความเสียหายได้ ตนก็พร้อมนำข้อเท็จจริงและหลักฐานที่มี รวมถึงหลักฐานที่จะได้เพิ่มเติมในอนาคต เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ในชั้นศาล

 

นอกจากนี้ ยิ่งชีพยังเสนอ 4 ข้อ หากพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจดำเนินคดี ได้แก่

 

  • ขออย่าใช้ตำรวจหรือกลไกของรัฐเป็นผู้ดำเนินคดีแทน แต่ให้จ้างทนายความยื่นฟ้องต่อศาลด้วยตนเอง เนื่องจากคดีหมิ่นประมาทเป็นความผิดต่อส่วนตัว และไม่ควรใช้ทรัพยากรของรัฐสนับสนุนการดำเนินคดีเรื่องชื่อเสียงส่วนบุคคล
  • ขออย่าฟ้องแยกหลายคดี เพราะการกระทำเกิดขึ้นครั้งเดียว หากผู้เสียหายทั้ง 9 คนเห็นว่าตนได้รับความเสียหาย ก็สามารถร่วมกันเป็นโจทก์ในคดีเดียว เพื่อลดภาระเรื่องพยาน หลักฐาน และการเดินทาง
  • ขออย่าฟ้องคดีในต่างจังหวัด แม้บุคคลที่ถูกกล่าวถึงบางรายมีทะเบียนบ้านอยู่ต่างจังหวัด แต่ต่างก็ปฏิบัติหน้าที่ในกรุงเทพมหานคร จึงควรยื่นฟ้องต่อศาลอาญาในกรุงเทพฯ เพื่อไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายและเวลาให้จำเลย
  • ขอให้ผู้กล่าวหามาเบิกความด้วยตนเอง เนื่องจากข้อกล่าวหาหลายประเด็นเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมส่วนบุคคล การให้ตัวแทนหรือทนายความมาเบิกความแทนจะทำให้จำเลยไม่สามารถซักค้านเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงได้อย่างเต็มที่

 

ช่วงท้าย ยิ่งชีพย้ำว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดต่อส่วนตัว หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รู้สึกเสียหายก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินคดี แต่หากเห็นว่าจำเป็นต้องฟ้องร้อง ตนก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในศาล โดยขอให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของทั้งผู้ฟ้องและจำเลย

The post อนุทิน เผยมอบทนายฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ แล้ว หลังขอภูมิใจไทยทบทวนทบทวนการฟ้องหมิ่นประมาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI ของ Meta กลายเป็น ‘ฝันร้าย’ ของผู้ลงโฆษณา ถ้า ‘ผิดพลาด’ ขึ้นมา เป็นเรื่องของคุณ ไม่ใช่ของเรา https://thestandard.co/meta-ai-ads-chaos/ Fri, 17 Jul 2026 12:33:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1232087 ภาพ iPad แสดงข้อความเกี่ยวกับ AI ของ Meta ที่สร้างปัญหาให้ผู้ลงโฆษณา

Meta กำลังไล่ผลักดันให้ผู้ลงโฆษณาหันมาใช้เครื่องมือ AI […]

The post AI ของ Meta กลายเป็น ‘ฝันร้าย’ ของผู้ลงโฆษณา ถ้า ‘ผิดพลาด’ ขึ้นมา เป็นเรื่องของคุณ ไม่ใช่ของเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ iPad แสดงข้อความเกี่ยวกับ AI ของ Meta ที่สร้างปัญหาให้ผู้ลงโฆษณา

Meta กำลังไล่ผลักดันให้ผู้ลงโฆษณาหันมาใช้เครื่องมือ AI ของบริษัท แต่สิ่งที่แบรนด์ได้กลับมากลายเป็น ‘ฝันร้าย’ ทั้งแขนขาที่บิดผิดรูป, ตัวหนังสือที่อ่านไม่ออก และสินค้าที่ถูกแปลงร่างเป็นคนละชิ้น

 

ที่หนักกว่านั้นคือคำตอบของ Meta เมื่อแบรนด์ร้องเรียน โฆษกของบริษัทยกเงื่อนไขการใช้งานขึ้นมาชี้ว่า AI ‘ผิดพลาดได้’ และเป็นหน้าที่ของผู้ลงโฆษณาเองที่ต้องตรวจทานสิ่งที่ AI สร้างออกมา พูดง่ายๆ คือความผิดพลาดนี้เป็นเรื่องของคุณ ไม่ใช่ของเรา

 

 

หลายเดือนที่ผ่านมา Meta ยัดฟีเจอร์ AI เข้าไปในระบบโฆษณาชนิดที่นับแทบไม่ทัน โดยในทางทฤษฎี มันควรช่วยปรับโฆษณาให้มีโอกาสถูกคลิกมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ลงโฆษณากลับบอกว่าเครื่องมือพวกนี้ทั้งใช้ยากและพ่วง ‘ความเพี้ยน’ มาให้

 

Business Insider คุยกับผู้ลงโฆษณาและผู้บริหารเอเจนซี 8 ราย คำตอบตรงกันหมดคือการตามเก็บกวาดปัญหา AI ของ Meta กลายเป็นงานประจำไปแล้ว และเรื่องนี้ก็ไม่ได้ไกลตัวคนไทย เพราะ Meta คือแพลตฟอร์มที่กินเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลมากที่สุดในบ้านเรา

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

เมื่อ AI แก้โฆษณาให้เอง จนสินค้ากลายเป็นคนละอย่าง

 

ความผิดพลาดที่แบรนด์เจอแบ่งได้เป็น 3 แบบ และแบบแรกคือ AI ไปแตะ ‘ตัวสินค้า’ เสียเอง

 

เจสสิกา ไกลม์ ที่ปรึกษาด้านโฆษณาซึ่งดูแลแบรนด์ที่มีผู้หญิงเป็นผู้ก่อตั้ง เล่าว่าลูกค้าแบรนด์ชุดนอนของเธอกำลังขาย ‘ชุดนอนแบบเดรส’ แต่ภาพที่ Meta แนะนำขึ้นมาให้กลับกลายเป็นเสื้อกับกางเกงคนละแบบ ซึ่งเป็นสินค้าที่แบรนด์ไม่ได้ขายด้วยซ้ำ

 

แบบที่ 2 คือ AI ไปแก้ ‘คน’ ในภาพ ลูกค้าอีกรายของไกลม์เป็นกลุ่มเครือข่ายสำหรับผู้หญิงในรัฐมอนแทนา แต่ไอเดียที่ Meta เสนอให้คือการเติมผู้ชายเข้าไปในโฆษณา ทั้งที่ทั้งกลุ่มตั้งขึ้นมาเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ

 

“มันใช้ไม่ได้เลยในแง่ที่จะช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าฉันเติบโต” ไกลม์สรุป

 

แบบที่ 3 คือ AI สร้างของที่ไม่มีอยู่จริงบนโลก และกรณีที่ดังที่สุดตกเป็นของ REI ร้านขายอุปกรณ์กิจกรรมกลางแจ้ง ที่โดนผู้บริโภควิจารณ์เมื่อเดือนมิถุนายน หลังปล่อยโฆษณาบน Instagram ที่มีจักรยานประหลาดซึ่งมีแฮนด์ 2 อัน โดย REI ชี้แจงว่า Meta ‘ลงทะเบียนอัตโนมัติ’ ให้บริษัทเข้าร่วมฟีเจอร์ AI ตัวหนึ่งโดยที่ไม่ได้สมัครเอง จนได้ภาพที่ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสมออกมา

 

แต่ถ้าอยากเห็นภาพว่าความผิดพลาดพวกนี้ทำอะไรกับคนทำงานจริงบ้าง ให้ดูที่ อบิเกล โฮก ช่างภาพและนักการตลาดของธุรกิจเล็กๆ ชื่อ Quite Literally Books

 

ใกล้วันวาเลนไทน์ โฮกลงมือจัดฉากและถ่ายภาพแคมเปญเองทั้งหมด ทั้งช็อกโกแลต, มาการอง, เทียนหอม และหนังสือ ก่อนอัปโหลดขึ้น Meta ด้วยความภูมิใจ แต่ราว 12 ชั่วโมงต่อมา หลังโฆษณาผ่านการอนุมัติและเริ่มรัน มือถือของเธอก็เด้งขึ้นมาเป็นชุด

 

“ฉันเริ่มได้รับข้อความจากเพื่อนและคนรู้จัก พร้อมภาพหน้าจอของโฆษณาที่กำลังรันอยู่ แซวฉันว่าทำ ‘AI slop'” โฮกเล่า โดยคำนี้ใช้เรียกงานคุณภาพต่ำที่สร้างออกมาด้วย AI แบบขอไปที

 

ภาพ iPad แสดงข้อความเกี่ยวกับ AI ของ Meta ที่สร้างปัญหาให้ผู้ลงโฆษณา 1

 

สิ่งที่ AI ทำกับภาพของเธอคือเปลี่ยนตัวหนังสือบนสินค้าให้กลายเป็นอักขระที่อ่านไม่ออก ส่วนสินค้าจริงที่เธอถ่ายมาเองก็ดูเหมือนของเลียนแบบตัวเอง

 

โฮกรีบเข้าไปปิดฟีเจอร์ AI ทั้งหมดในระบบจัดการโฆษณาแล้วเผยแพร่ใหม่ จากนั้นก็ใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงไล่คุยกับฝ่ายบริการลูกค้าของ Meta ซึ่งคำตอบที่ได้คือเรื่องนี้ ‘เกิดขึ้นนานๆ ครั้ง’ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว และเป็นเพียง ‘ความขัดข้องชั่วคราว’ ตามภาพหน้าจอบทสนทนาที่ Business Insider ได้เห็น

 

เธอขอเงินคืน Meta รับทราบคำขอ แต่จนถึงบ่ายวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม Quite Literally Books ยืนยันว่ายังไม่เห็นเงินก้อนนั้น

 

บั๊กที่เปิดฟีเจอร์ AI เอง กับภาระที่ตกอยู่กับแบรนด์

 

Meta ยืนยันว่าฟีเจอร์ AI บางตัวถูกตั้งมาให้ ‘ปิด’ อยู่แล้วตั้งแต่แรก ใครอยากใช้ต้องกดเปิดเอง แต่ผู้ลงโฆษณากลับเจอบั๊กที่เปิดมันขึ้นมาเองโดยไม่มีใครสั่ง

 

คาริสซา ทุชโช ผู้อำนวยการฝ่ายโซเชียลและอินฟลูเอนเซอร์ของ Mediassociates ดูแลโฆษณา Meta ให้ลูกค้า 15 ราย และบั๊กตัวนี้เล่นงานลูกค้าของเธอไปเกือบทั้งหมด โดยเธอเพิ่งแจ้งเรื่องกับตัวแทน Meta อีกครั้งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม

 

ผลที่ตามมาคือภาระงานที่ไม่มีใครขอ ผู้ลงโฆษณาต้องไล่ตรวจฟีเจอร์ AI ทุกตัวในทุกแคมเปญ เพื่อดูว่ามีอะไรเปิดขึ้นมาเองหรือเพี้ยนไปหรือเปล่า และเมื่อบางเอเจนซีรันโฆษณาทีละหลักร้อยหรือหลักพันชิ้น การไล่ตรวจก็กลายเป็น ‘งานก้อนใหญ่’ ที่กินเวลาไปเปล่าๆ

 

“ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร เราก็ยอมรับให้มันกลายเป็นขั้นตอนการทำงานปกติไปแล้ว” ร็อก ฮลาดนิก ซีอีโอเอเจนซี Flat Circle ที่ดูแลงบโฆษณา Meta ราวปีละ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,704 ล้านบาท) ให้แบรนด์ที่ขายสินค้าตรงถึงผู้บริโภคโดยไม่ผ่านคนกลาง กล่าว

 

ความเสียหายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เวลาที่เสียไป แต่อยู่ที่ ‘ภาพลักษณ์’ เพราะ ‘โฆษณาเพี้ยน’ อาจเป็นเรื่องขำขันบนอินเทอร์เน็ต แต่สำหรับเจ้าของแบรนด์มันคือหน้าตาของธุรกิจที่อุตส่าห์สร้างมา

 

“เวลาที่ AI เริ่มสร้างงานโฆษณาแปลกๆ ขึ้นมาเอง หรือแก้ไขอะไรโดยไม่ได้รับอนุมัติ มันกัดกร่อนภาพลักษณ์แบรนด์แบบเงียบๆ โดยเฉพาะกับแบรนด์ที่พยายามรักษาภาพลักษณ์ให้ไปในทิศทางเดียวกันตลอด” โรเบิร์ต เว็บสเตอร์ ซีอีโอ TAU Marketing ซึ่งดูแลงบโฆษณารวมหลายแพลตฟอร์มราวปีละ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16,760 ล้านบาท) กล่าว

 

เว็บสเตอร์มองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ ‘อุบัติเหตุ’ แต่เป็นผลจากการออกแบบระบบตั้งแต่ต้น “ค่าที่ตั้งมาให้ตั้งแต่แรกเปิดฟีเจอร์ AI ไว้แทบหมด ปุ่มปิดก็มองข้ามได้ง่าย และระบบถูกออกแบบมาให้ใช้งานลื่นจนคนแทบไม่ต้องหยุดคิด เพื่อให้เม็ดเงินไหลเข้าแพลตฟอร์มได้มากขึ้นโดยแทบไม่ต้องผ่านมือคน”

 

ฝั่ง Meta ยืนยันสวนกลับว่า “ผู้ลงโฆษณาหลายล้านรายกำลังพบทั้งคุณค่าและประสิทธิภาพที่ดีขึ้นจากการใช้เครื่องมือครีเอทีฟ Advantage+ ในการสร้างโฆษณา” พร้อมย้ำว่าเครื่องมือสร้างภาพด้วย AI ซึ่งแตกภาพหลายแบบออกมาจากภาพต้นแบบที่ผู้ลงโฆษณาใส่เข้าไปเองนั้น ถูกตั้งให้ปิดไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

 

แต่ทางแก้ที่ Meta เสนอกลับบอกอะไรบางอย่าง ทุชโชเล่าว่าตัวแทนของ Meta แจ้งเธอเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าบริษัททำแดชบอร์ดควบคุมคุณภาพขึ้นมาให้ลูกค้ารายใหญ่ หากมีแคมเปญใหญ่กำลังจะปล่อย ก็ให้ส่งรหัสโฆษณาทั้งหมดมาให้ทีมงานช่วยตรวจว่าฟีเจอร์ AI ถูกปิดหมดจริง

 

“นั่นทำให้ฉันเชื่อว่ามันยังไม่ได้ถูกแก้ไข” ทุชโชกล่าว

 

เพื่อความเป็นธรรม Meta ไม่ใช่รายเดียวที่ปล่อยให้ AI แก้ครีเอทีฟของลูกค้าเอง Google ก็ทำเช่นกันและเปิดฟีเจอร์บางตัวไว้ตั้งแต่แรกเหมือนกัน เพียงแต่ยังไม่เคยเจอปัญหาระดับที่กลายเป็นข่าวใหญ่แบบ Meta

 

ภาพ iPad แสดงข้อความเกี่ยวกับ AI ของ Meta ที่สร้างปัญหาให้ผู้ลงโฆษณา 2

 

เบื้องหลังการเร่งเครื่อง AI ที่ซักเคอร์เบิร์กยอมรับเองว่ายังไม่ได้ผล

 

ความวุ่นวายที่แบรนด์เจออยู่นี้ บังเอิญเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ Meta กำลังเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทกับ AI และเป็นการเดิมพันที่คนตัดสินใจเองออกมายอมรับแล้วว่ายังไม่ได้ผลอย่างที่คิด

 

TechCrunch รายงานเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 โดยอ้างรายงานของ Reuters ว่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta บอกกับพนักงานในการประชุมภายในว่าการพัฒนา AI agent ไม่ได้ “เร่งความเร็วในแบบที่” ผู้บริหารเคยคาดหวังไว้

 

คำพูดนี้มีน้ำหนัก เพราะเมื่อต้นปี Meta เพิ่งปลดพนักงานราว 8,000 คน หรือราว 10% ของพนักงานส่วนองค์กร แล้วย้ายอีก 7,000 คนไปยังกลุ่มงาน AI รวมถึงหน่วยที่ชื่อ Agent Transformation ตามรายงานของ Bloomberg โดยซักเคอร์เบิร์กเองยอมรับว่าการปลดคนรอบนั้นไม่ได้ “เรียบร้อย” อย่างที่ควรจะเป็น และที่ต้องตัดเพราะผู้บริหารระดับสูง “กังวลว่าเราจะปรับตัวไม่เร็วพอ” กับความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม

 

เขายังยอมรับด้วยว่าข้อดีที่คาดไว้จากโครงสร้างองค์กรใหม่ที่เน้น AI ยัง “ไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม” แม้จะเชื่อว่าจะเริ่มเห็นผลในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ขณะที่ Reuters ประเมินว่าปีนี้ปีเดียว Meta อาจใช้เงินกับโครงสร้างพื้นฐาน AI สูงถึง 1.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.86 ล้านล้านบาท)

 

ราคาที่จ่ายไปกับการเร่งเครื่องครั้งนี้ปรากฏในอีกรายงานของ Business Insider เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ซึ่งชี้ว่าพนักงานที่ยังเหลืออยู่ใน Meta กำลังไปถึงจุดที่ทนกันไม่ไหว หลังต้องผ่านทั้งการปลดคนเป็นระลอก, การถูกย้ายไปทำงานที่ไม่ได้เลือกเอง และการถูกบริษัทเฝ้าดูการทำงานอย่างใกล้ชิด

 

ภาพที่ชัดที่สุดคือคำพูดของ แอนดรูว์ บอสเวิร์ธ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี ที่เปลี่ยนไปคนละขั้วภายในเวลาปีเดียว เมื่อต้นปี 2568 เขาเคยบอกพนักงานที่ร้องว่าถูกปฏิบัติอย่างย่ำแย่ว่า “คุณควรลาออกถ้ารู้สึกแบบนั้น” และบอกอีกคนที่ตั้งคำถามกับการเปลี่ยนแปลงในบริษัทว่า “คุณควรพิจารณาไปทำงานที่อื่น” พร้อมสรุปว่า “คุณจะออกไปก็ได้ หรือจะอยู่ต่อแล้วทำตามที่บริษัทตัดสินใจ ถึงจะไม่เห็นด้วยก็ตาม”

 

แต่เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 บอสเวิร์ธคนเดิมกลับบอกในบันทึกและที่ประชุมพนักงานว่าขวัญกำลังใจ “น่าจะแย่ที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา” และบริษัททำ “งานที่ห่วยแตก” กับการปรับโครงสร้างครั้งล่าสุด พร้อมยอมรับว่า “เราได้บั่นทอนความเชื่อมั่นที่คุณมีว่าความเชี่ยวชาญและสิ่งที่คุณทุ่มเทลงไปจะมีค่า”

 

สิ่งที่เกิดขึ้นข้างในหนักกว่าที่เห็นจากข้างนอก พนักงานในอังกฤษกำลังพยายามตั้งสหภาพแรงงาน พร้อมประณาม “พฤติกรรมที่โหดร้ายและมองแค่ระยะสั้น” ของผู้บริหาร ขณะที่พนักงานกว่า 1,600 คนลงชื่อในคำร้องให้ Meta เลิกติดตามการกดแป้นพิมพ์ของพนักงานเพื่อเอาไปฝึกโมเดล AI

 

Wired รายงานว่าถึงขั้นมีพนักงานป่วนการประชุมที่ถ่ายทอดสด ด้วยการระเบิดอารมณ์ใส่ผู้บริหารด้วยถ้อยคำหยาบคาย ส่วนอีกคนเปรียบหน่วยฝึก AI ที่ตั้งขึ้นใหม่ว่าเหมือนอยู่ใน ‘gulag’ (ค่ายกักกันแรงงานของสหภาพโซเวียต) ขณะที่บางคนหมดหวังถึงขั้นภาวนาให้ตัวเองถูกปลด จะได้ออกไปพร้อมเงินชดเชย

 

 

 

ภาพ iPad แสดงข้อความเกี่ยวกับ AI ของ Meta ที่สร้างปัญหาให้ผู้ลงโฆษณา 3

ภาพ : Alex Brandon-Pool/Getty Images

 

ผู้บริหารหลายคนจึงออกมากู้สถานการณ์ คริส ค็อกซ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ ยอมรับถึง “ความบ้าคลั่งของบริษัทนี้” ที่สร้างสภาพแวดล้อมที่ ‘ยาก’ และ ‘โหด’ ส่วนซักเคอร์เบิร์กก็ยอมรับสั้นๆ ว่า “เราทำผิดพลาดไป”

 

แซนดรา ซูเชอร์ ศาสตราจารย์ด้านการบริหารจัดการจาก Harvard Business School มองว่าสิ่งที่ Meta กำลังเจอคือกรรมตามสนอง เพราะบริษัทไล่ทำลายความไว้วางใจของพนักงานไปทีละอย่างจนแทบไม่เหลือ และตอนนี้ก็กำลังดิ้นหาทางขุดตัวเองออกจากหลุมที่ขุดเอาไว้เอง

 

จุดที่ย้อนแย้งที่สุดคือ เป้าหมายของการบริหารแบบบุกตะลุยนี้ตั้งแต่แรก คือการเร่งให้พนักงานสร้างนวัตกรรมเร็วขึ้นเพื่อไล่ตาม OpenAI, Anthropic และ Google ในศึก AI ให้ทัน แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นการถอยห่างออกไปเรื่อยๆ เพราะปีที่แล้ว Meta เลื่อนและสุดท้ายก็ไม่เคยปล่อยโมเดล AI เรือธงที่วางไว้ ส่วนปีนี้ก็เลื่อนกำหนดปล่อยอีกโมเดลให้นักพัฒนาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งนี้ Meta ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นกับรายงานชิ้นนี้

 

รู้ว่ามีปัญหาแต่เดินจากไม่ได้ ขณะที่เม็ดเงินในไทยเริ่มไหลไปทางอื่น

 

คำถามที่ค้างอยู่คือ ถ้าแบรนด์ไม่พอใจขนาดนี้ ทำไมไม่เลิกใช้ Meta ไปเสีย คำตอบซ่อนอยู่ในตัวเลข

 

ธุรกิจโฆษณาของ Meta ทำรายได้ราว 1.96 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.57 ล้านล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว และยังเป็นหัวใจของการหาลูกค้าใหม่ให้แบรนด์ส่วนใหญ่ ด้วยฐานผู้ใช้ 3.5 พันล้านคนต่อวัน บวกกับระบบเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ละเอียดจนหาคู่แข่งยาก การถอนตัวจึงแทบเป็นไปไม่ได้ แม้จะรู้ทั้งรู้ว่ามีปัญหา

 

“นั่นแปลว่า Meta จะตัดสินใจอะไรที่ทำให้คนไม่พอใจเพื่อเพิ่มกำไรให้ตัวเองก็ได้ โดยแทบไม่ต้องกลัวผลที่จะตามมา เพราะผู้ลงโฆษณาส่วนใหญ่เดินจากไปจริงๆ ไม่ได้” เว็บสเตอร์กล่าว

 

และยังมีความจริงอีกข้อที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือโฆษณาบน Meta ยังทำเงินให้แบรนด์ได้จริง “Meta ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ดีที่สุด มันมีตัวเลือกที่ครบที่สุด และมีข้อมูลมากที่สุด” ไกลม์ ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่บ่นเรื่องคำแนะนำ AI ยอมรับ

 

ลุค โจนาส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเติบโตของเอเจนซี Nest Commerce จึงเน้นว่าต้องมีมนุษย์คอยกำกับเสมอเวลาทดสอบโฆษณาที่สร้างด้วย AI “เครื่องจักรที่ต้องปรับให้เหมาะกับผู้ลงโฆษณา 6 ล้านราย ย่อมมีบ้างที่จะให้แฮนด์คุณมา 2 อัน” โจนาสกล่าว โดยอ้างถึงโฆษณาของ REI

 

แต่พอหันกลับมามองประเทศไทย ภาพกลับเล่าอีกเรื่องหนึ่ง

 

ตลาดโฆษณาดิจิทัลของไทยโตต่อเนื่องมาตลอดทศวรรษ จากฐาน 2,783 ล้านบาทในปี 2555 ขึ้นสู่จุดสูงสุด 32,247 ล้านบาทในปี 2568 แต่กำลังจะเจอสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT ร่วมกับ Kantar คาดว่าเม็ดเงินปี 2569 จะหดตัว 0.3% เหลือ 32,145 ล้านบาท กลายเป็นสัญญาณ ‘ติดลบ’ ครั้งแรกในรอบ 14 ปีนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูล

 

สาเหตุที่ปี 2568 โตเพียง 2% ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ที่ 5% มาจากความไม่แน่นอนทั้งข้อพิพาทชายแดนและการเปลี่ยนรัฐบาล โดยรายงานฉบับนี้รวบรวมจากเอเจนซีชั้นนำ 27 ราย ครอบคลุมสื่อดิจิทัล 18 ประเภท และ 80 กลุ่มอุตสาหกรรม

 

ที่น่าจับตาคือแผนที่การแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มในไทยกำลังเปลี่ยนไป Meta ซึ่งรวมทั้ง Facebook และ Instagram ยังนำอยู่ด้วยเม็ดเงิน 8,493 ล้านบาท หรือ 26% ของตลาด แต่เริ่มชะลอ โดยหดลง 3% เทียบปีก่อน และคาดว่าจะลดต่ออีก 2% เหลือ 8,289 ล้านบาทในปี 2569

 

ภาพ iPad แสดงข้อความเกี่ยวกับ AI ของ Meta ที่สร้างปัญหาให้ผู้ลงโฆษณา 4

ภาพ : Jakub Porzycki/NurPhoto via Getty Images

 

ขณะที่ TikTok โตถึง 61% ในปี 2568 ขยับเม็ดเงินจาก 4,167 ล้านบาทในปี 2567 ขึ้นมาแตะ 6,697 ล้านบาท คว้าส่วนแบ่ง 21% ไล่ติด Meta ในระยะประชิด โดยกลุ่มสกินแคร์คือลูกค้ารายใหญ่ที่สุดที่เทเงินให้ TikTok ถึง 2,361 ล้านบาท มากกว่าที่ให้ Meta ซึ่งอยู่ที่ 1,226 ล้านบาท เกือบ 2 เท่า

 

ต้องย้ำว่ารายงานของ DAAT ไม่ได้ระบุว่าการชะลอตัวของ Meta ในไทยเกี่ยวข้องกับปัญหาเครื่องมือ AI แต่อย่างใด เรื่องเครื่องมือ AI ที่สร้างปัญหาให้แบรนด์ทั่วโลก กับเรื่องเม็ดเงินโฆษณาในไทยที่เริ่มไหลออกจาก Meta ไปหา TikTok เป็นคนละเรื่องที่บังเอิญเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันเท่านั้น

 

กระนั้น เมื่อวางทุกภาพเรียงกัน คำถามที่ยังไม่มีคำตอบก็คือ Meta จะแก้ปัญหาเครื่องมือโฆษณาที่ยังสร้างงานผิดเพี้ยนให้แบรนด์อยู่ทุกวันนี้ได้ทันหรือไม่ ในวันที่บริษัทเองก็ยอมรับแล้วว่าการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดกับ AI ยังไม่ให้ผลอย่างที่วาดฝันไว้

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.52 บาท ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2569

 

ภาพปก : Bangla press / Shutterstock

อ้างอิง:

The post AI ของ Meta กลายเป็น ‘ฝันร้าย’ ของผู้ลงโฆษณา ถ้า ‘ผิดพลาด’ ขึ้นมา เป็นเรื่องของคุณ ไม่ใช่ของเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
NUVO เพิ่มรอบคอนเสิร์ต NUVORIGINAL CONCERT หลังบัตรรอบแรก Sold Out เตรียมกลับขึ้นเวทีใหญ่ในรอบ 7 ปี https://thestandard.co/nuvo-concert-added-show/ Mon, 06 Jul 2026 07:55:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1227283 ภาพวง NUVO บนเวทีคอนเสิร์ต

CI Showbiz ประกาศเพิ่มรอบการแสดงคอนเสิร์ต CIMBweBOND Pr […]

The post NUVO เพิ่มรอบคอนเสิร์ต NUVORIGINAL CONCERT หลังบัตรรอบแรก Sold Out เตรียมกลับขึ้นเวทีใหญ่ในรอบ 7 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพวง NUVO บนเวทีคอนเสิร์ต

CI Showbiz ประกาศเพิ่มรอบการแสดงคอนเสิร์ต CIMBweBOND Presents NUVORIGINAL CONCERT ของวง NUVO เป็นรอบที่ 2 ในวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2569 หลังจากบัตรรอบแรกในวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2569 ได้รับการตอบรับจากแฟนเพลงจน Sold Out อย่างรวดเร็ว

 

คอนเสิร์ตครั้งนี้ถือเป็นการกลับมาขึ้นเวทีใหญ่ของ NUVO ในรอบ 7 ปี โดยจะพาแฟนเพลงย้อนกลับไปฟังผลงานสำคัญตลอดเส้นทางดนตรีของวง ตั้งแต่ยุคที่ NUVO เป็นหนึ่งในวงดนตรีป๊อปร็อกที่มีอิทธิพลต่อวงการเพลงไทยช่วงปลายยุค 80 ต่อเนื่องถึงยุค 90 พร้อมบทเพลงที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของแฟนเพลงหลายรุ่น

 

สำหรับ NUVORIGINAL CONCERT ถูกวางคอนเซปต์ให้เป็นการกลับมาของ NUVO ในรูปแบบ “ออริจินอล” ทั้งบรรยากาศ บทเพลง และตัวตนของวงที่แฟนเพลงคุ้นเคย โดยการเพิ่มรอบในครั้งนี้สะท้อนกระแสความสนใจของผู้ชมที่ต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งสำคัญของวง

 

บัตรคอนเสิร์ตเปิดจำหน่ายวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ผ่านทางเว็บไซต์ Thaiticketmajor และเคาน์เตอร์ Thaiticketmajor ทุกสาขา

 

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: NUVOofficial และ CI Showbiz

The post NUVO เพิ่มรอบคอนเสิร์ต NUVORIGINAL CONCERT หลังบัตรรอบแรก Sold Out เตรียมกลับขึ้นเวทีใหญ่ในรอบ 7 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป.ป.ส. แกะรอยดิจิทัลตามล่าเครือข่ายจ้างแอร์สาวขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย พบ 2 แก๊งข้ามชาติใช้ไทยเป็นทางผ่าน https://thestandard.co/oncb-hunt-transnational-drug-gang-thailand/ Thu, 02 Jul 2026 04:48:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1225862 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. แถลงข่าวความคืบหน้าการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ

ความคืบหน้ากรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของประเทศไทย ถ […]

The post ป.ป.ส. แกะรอยดิจิทัลตามล่าเครือข่ายจ้างแอร์สาวขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย พบ 2 แก๊งข้ามชาติใช้ไทยเป็นทางผ่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. แถลงข่าวความคืบหน้าการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ

ความคืบหน้ากรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของประเทศไทย ถูกทางการออสเตรเลียจับกุมเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ในข้อหาลักลอบขนเฮโรอีนซุกซ่อนในกระเป๋าผ้า วันนี้ (2 กรกฎาคม) คณิศร ภาพีรนนท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. ได้เปิดเผยข้อมูลผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ถึงความคืบหน้าและการขยายผลจับกุมเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

 

จากการประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างทางการออสเตรเลีย (AFP และ ABF) กับ ป.ป.ส. ของไทย พบข้อมูลสำคัญจากคำให้การของผู้ต้องหาว่า ได้รับจ้างหิ้วสิ่งของผ่านการติดต่อจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อโรส โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อเดินทางถึงเมืองเมลเบิร์น จะมีผู้หญิงชื่อเล่นว่าเดียร์ มารับพัสดุต่อที่โรงแรม ซึ่งขณะนี้ทางการออสเตรเลียกำลังตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกทางนิติวิทยาศาสตร์จากโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา เพื่อแกะรอยหาตัวผู้รับปลายทางอย่างเร่งด่วน

 

สำหรับความเคลื่อนไหวในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ที่ คอนโดมิเนียมที่พักของผู้ต้องหา พบเบาะแสเป็นชายสวมชุดสีดำและเสื้อฮู้ด ขับรถยนต์เก๋งสีดำ นำกล่องพัสดุมาส่งให้ ในส่วนของบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ โรส ที่ถูกปิดหนีไปแล้วนั้น ทางการไทยกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับบริษัทแม่ของ Facebook ที่สหรัฐอเมริกา และหน่วยปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เพื่อแกะรอยข้อมูลทางดิจิทัล (Digital Footprint) ในการระบุตัวตนผู้ว่าจ้างที่แท้จริง

 

คณิศร เปิดเผยถึงรูปแบบการลักลอบขนยาเสพติดของเครือข่ายนี้ว่า ใช้วิธีการดัดแปลงเฮโรอีนจากรูปแบบแท่งให้กลายเป็นแผ่นบางๆ เพื่อนำไปซุกซ่อนแนบกับซับในของกระเป๋าผ้าหรือพรมเช็ดเท้า ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ตบตาเจ้าหน้าที่และเครื่องสแกน

 

จากการสืบสวนของ ป.ป.ส. พบว่ามีเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติอย่างน้อย 2 เครือข่าย ที่ใช้เส้นทางลักลอบนำเข้ายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านทางตอนบนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย จากนั้นจะนำยาเสพติดมาพักไว้ในพื้นที่ชั้นในอย่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อทำการบรรจุหีบห่อและเตรียมลักลอบส่งต่อไปยังประเทศออสเตรเลีย

The post ป.ป.ส. แกะรอยดิจิทัลตามล่าเครือข่ายจ้างแอร์สาวขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย พบ 2 แก๊งข้ามชาติใช้ไทยเป็นทางผ่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สร้างแบรนด์กันแดด 2,700 ล้านด้วยเงินหลักแสน ไม่พึ่งทุนใหญ่ เส้นทาง MizuMi ของวริษฐา สืบพันธ์วงษ์ https://thestandard.co/mizumi-warittha-selfmade-sunscreen-brand/ Mon, 22 Jun 2026 01:46:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1221224 ภาพวริษฐา สืบพันธ์วงษ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ MizuMi

ในวันที่เริ่มต้นธุรกิจ วริษฐา สืบพันธ์วงษ์ หรือหนุย มีเ […]

The post สร้างแบรนด์กันแดด 2,700 ล้านด้วยเงินหลักแสน ไม่พึ่งทุนใหญ่ เส้นทาง MizuMi ของวริษฐา สืบพันธ์วงษ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพวริษฐา สืบพันธ์วงษ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ MizuMi

ในวันที่เริ่มต้นธุรกิจ วริษฐา สืบพันธ์วงษ์ หรือหนุย มีเงินเก็บเพียงหลักแสนบาทที่ต้องใช้ทั้งลงทุนและกินอยู่ ช่วงเวลานั้นถึงกับต้องลดมาตรฐานชีวิตลงจนกินอาหารตลาดนัดถุงละ 20-30 บาท และปิดโซเชียลมีเดียเพื่อไม่ให้ตัวเองไขว้เขวกับการเปรียบเทียบไลฟ์สไตล์กับเพื่อนในองค์กรระดับโลก

 

 
 

วันนี้แบรนด์ครีมกันแดดที่สร้างเองอย่าง MizuMi เติบโตสู่ยอดขายระดับ 2,700 ล้านบาท วริษฐาเล่าเส้นทางจากเงินหลักแสนสู่หลักพันล้านนี้ใน Session ‘Scale Up ด้วยมือเรา สร้างเอง โตเอง นักเลงพอ’ ในงาน WTF Festival: Into the World of Outliers ซึ่งสะท้อนการปั้นแบรนด์ด้วยทุนและสองมือของตัวเองโดยไม่พึ่งทุนใหญ่

 

รู้จักตัวเองดีพอ จนกล้าตัดทางเลือกของตัวเอง

 

จุดเริ่มต้นของวริษฐามาจากการรู้จักตัวเอง (Self-awareness) ที่ดีพอจะรู้ว่าตนเองเป็นคนแบบไหนและมีแรงขับเคลื่อนสไตล์ใด ในช่วงที่ทำงานประจำในองค์กรระดับโลก เธอไม่รู้สึกอินกับการเป็นพนักงาน โดยเฉพาะความอึดอัดในห้องประชุมที่แสดงความเห็นได้ไม่เต็มที่ เพราะความคิดหลายอย่างต้องผ่านการกลั่นกรองและรออนุมัติตามลำดับชั้น

 

ด้วยความเป็นนักคิดและนักสร้างสรรค์ที่อยากลงมือทำและลองผิดลองถูกอย่างรวดเร็ว วริษฐาจึงตัดสินใจลาออกมาทำธุรกิจของตัวเอง ทั้งที่มีประสบการณ์ทำงานเพียงเกือบสองปี

 

สิ่งที่น่าสนใจคือการเลือกลาออกทันทีโดยไม่ทำธุรกิจควบคู่กับงานประจำเพื่อลดความเสี่ยง เพราะมองว่าการตัดทางเลือกของตัวเองจะบังคับให้ต้องทุ่มเทเต็มที่ และหากยังทำงานประจำต่อไปก็อาจมีปัจจัยรบกวนอย่างการเลื่อนตำแหน่งที่ทำให้ตัดสินใจออกมายากขึ้น

 

เลือกสิ่งที่รักในตลาดที่ยังเปิด แล้วทำให้สินค้าพูดแทนตัวเอง

 

ครีมกันแดดไม่ได้อยู่ในแผนของวริษฐาตั้งแต่ต้น จุดเริ่มมาจากการประเมินสองด้าน คือทักษะทางธุรกิจที่มีอยู่ กับสิ่งที่ตัวเองหลงใหล ในฐานะคนรักสกินแคร์ จึงมองว่าถ้าเลือกทำธุรกิจที่กำลังเป็นกระแสอย่างชานมไข่มุกซึ่งตัวเองไม่อิน ก็คงอยู่กับมันไม่ได้ในวันที่ไม่มีอะไรสนับสนุน

 

เมื่อสำรวจตลาด ครีมกันแดดยังเปิดกว้าง ผู้เล่นในประเทศแทบไม่มี อีกทั้งยังเป็นปัญหาของตัวเองที่ผิวระคายเคืองง่ายจากแอลกอฮอล์และสารกันแดดบางตัว จนต้องเปลี่ยนยี่ห้อบ่อย เธอจึงเชื่อว่าถ้าแก้ปัญหาของตัวเองได้ ก็น่าจะมีตลาดรองรับ

 

ส่วนชื่อแบรนด์ที่เป็นภาษาญี่ปุ่น มาจากความตั้งใจให้ภาพลักษณ์สื่อถึงเทคโนโลยีญี่ปุ่น ในยุคที่ยังไม่มี TikTok ช่องทางหลักคือชั้นวางในร้านค้าปลีก สินค้าจึงต้องสื่อสารด้วยตัวเอง เมื่อลูกค้าเห็นต้องรู้ทันทีว่าขายอะไรและให้ความรู้สึกแบบไหน

 

แนวคิดนี้ส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ในบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค ถึงขั้นเคยนำสินค้าต้นแบบไปแอบวางเทียบกับแบรนด์อื่นบนชั้นในห้างสรรพสินค้า เพื่อทดสอบว่าจะแข่งขันได้หรือจมหายไป

 

ลงมือเองทุกอย่าง จากบูธตลาดนัดสู่ชั้นวางวัตสัน

 

กว่าจะได้สินค้าจริง วริษฐาต้องโน้มน้าวโรงงานให้ร่วมงาน แม้ถูกปฏิเสธหลายครั้งเพราะเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีบริษัทใหญ่หนุนหลัง และมีทุนจำกัดสำหรับยอดสั่งผลิตขั้นต่ำหลักหมื่นชิ้น สุดท้ายเลือกใช้ความจริงใจเสนอวิสัยทัศน์ต่อทีมวิจัยและพัฒนาโดยตรง จนมีคนเชื่อมั่นและยอมร่วมงาน

 

เมื่อได้สินค้า ก็เริ่มขายผ่าน LINE และ Facebook โดยลงมือทำเองทุกอย่าง ทั้งแต่งภาพ, ยิงโฆษณา และตอบแชท ก่อนจะออกไปเช่าบูธตามตลาดนัดและหน้าตึกออฟฟิศ มีช่วงที่ยืนขายสองชั่วโมงแต่ได้เพียงสองหลอด

 

ประสบการณ์นั้นสอนให้รู้ว่าผู้บริโภคต้องการใจความเพียง 1-2 ประโยคที่โดนใจ มากกว่าคำอธิบายยาวเหยียด ทำให้ต้องถอดหมวกความเป็นพนักงานองค์กรออกแล้วสวมบทแม่ค้าเต็มตัว การตอบแชทเองยังทำให้ได้ฟังเสียงลูกค้า รู้ว่าชอบอะไร และขอคำชมมาต่อยอดเป็นข้อความรับรองทางการตลาด

 

แบรนด์เริ่มเห็นแสงสว่างเมื่อมีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ และจุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงเมื่อขายได้ราว 8 เดือน วัตสันติดต่อเข้ามาให้นำสินค้าไปวางจำหน่าย ด้วยเวลาพิสูจน์ตัวเองเพียง 3-6 เดือน วริษฐาจึงทุ่มทำการตลาดเต็มที่ ทั้งจัดโปรโมชั่น, เพิ่มการมองเห็นในร้าน และสื่อสารให้แฟนแบรนด์ตามไปอุดหนุนถึงสาขา จนกระจายสินค้าได้รวดเร็ว

 

สู่องค์กร 2,700 ล้าน

 

เมื่อองค์กรเติบโตสู่ยอดขายหลักพันล้าน โจทย์ของวริษฐาเปลี่ยนจากการลงมือเองทุกอย่าง ไปสู่การบริหารคนและวางระบบ ทั้งการเริ่มกระจายอำนาจ สร้างความไว้วางใจให้ทีม และใช้ระบบเข้ามาวัดผลการทำงาน

 

จากความอึดอัดในอดีตที่ต้องผ่านการกลั่นกรองความคิดหลายลำดับชั้น วริษฐาออกแบบวัฒนธรรมองค์กรให้เปิดกว้าง สนับสนุนให้พนักงานเสนอไอเดียและตั้งคำถามได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องกลัวการข้ามหน้าเจ้านาย พร้อมเปิดประตูห้องทำงานให้ทุกคนเดินเข้ามาคุยได้โดยตรงเพื่อลดช่องว่างในการทำงาน

 

ความกล้าตัดสินใจยังเห็นได้จากโปรเจกต์ใหญ่อย่างการใช้ซูเปอร์สตาร์ชาวจีน เฉินเจ๋อหยวน เป็นพรีเซนเตอร์ แม้เป็นการลงทุนที่ใช้ทรัพยากรสูงและทีมถกเถียงกันหนัก แต่ด้วยคำถามที่ตั้งกับตัวเองว่าหากไม่ทำตอนนี้ก็จะไม่มีวันรู้ผล จึงเลือกลงมือโดยไม่รอให้พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์

 

ผลตอบรับดีเกินคาด ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างและกลายเป็นกระแสในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา และเมื่อทุกคนในทีมกอดคอกันร้องไห้ด้วยความภูมิใจหลังงานสำเร็จ มันคือภาพที่สะท้อนว่าการกล้าลงมือก่อนความพร้อมจะสมบูรณ์ คือสิ่งที่พาทั้งตัวเธอและ MizuMi เติบโตขึ้นทีละขั้นมาจนถึงวันนี้

 

ภาพ : MizuMi_Official, WTF Festival Thailand / Facebook

The post สร้างแบรนด์กันแดด 2,700 ล้านด้วยเงินหลักแสน ไม่พึ่งทุนใหญ่ เส้นทาง MizuMi ของวริษฐา สืบพันธ์วงษ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมรัฐบาลอังกฤษสั่งแบนเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้โซเชียลมีเดีย https://thestandard.co/uk-ban-social-media-under-16s/ Wed, 17 Jun 2026 05:42:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1219438 เด็กกำลังมองโทรศัพท์มือถือพร้อมสัญลักษณ์ห้ามใช้โซเชียลมีเดีย

สหราชอาณาจักรประกาศห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลม […]

The post ทำไมรัฐบาลอังกฤษสั่งแบนเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้โซเชียลมีเดีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เด็กกำลังมองโทรศัพท์มือถือพร้อมสัญลักษณ์ห้ามใช้โซเชียลมีเดีย

สหราชอาณาจักรประกาศห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า เป็นนโยบายปกป้องเยาวชนจากภัยคุกคามในโลกออนไลน์ พร้อมวางแผนดำเนินมาตรการเข้มงวดกว่าหลายประเทศในโลก เช่น ห้ามเยาวชนไลฟ์สตรีมหรือการสื่อสารกับคนแปลกหน้า

 

 

มาตรการแบนโซเชียลฯ อังกฤษเป็นอย่างไร

 

มาตรการแบนโซเชียลฯ เยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี เกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังรัฐบาลอังกฤษเปิดแบบสำรวจรับฟังความคิดเห็นของผู้ปกครอง ปรากฏว่า มีผู้ปกครอง 9 ใน 10 คนที่สนับสนุนมาตรการดังกล่าว ขณะที่เยาวชน 2 ใน 3 เห็นด้วยว่า สื่อสังคมออนไลน์บางประเภทก่อให้เกิดอันตราย

 

ทั้งนี้ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ระบุที่มาที่ไปของนโยบายนี้ว่า การมีอยู่ของโซเชียลฯ กำลังทำให้เด็กๆ ไม่มีความสุข ทั้งเปิดช่องให้เกิดการกลั่นแกล้ง คุกคาม และล่วงละเมิด ไปจนถึงการทำลายสุขภาพจิต พร้อมกับย้ำว่า แพลตฟอร์มเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้รู้สึกเสพติด

 

“ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า เราต้องใช้พลังของเทคโนโลยีเพื่อสร้างสหราชอาณาจักรที่แข็งแกร่งและยุติธรรมยิ่งขึ้น แต่ขณะเดียวกัน เราก็ต้องปกป้องเด็กๆ ด้วย” นายกฯ อังกฤษยังย้ำว่า มาตรการแบนของประเทศจะเข้มงวดกว่าหลายประเทศในโลก หรือแม้แต่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดนโยบายดังกล่าว

 

ตามรายงานของ BBC และ TIME นโยบายแบนโซเชียลฯ จะมีผลบังคับใช้ในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม หรือฤดูใบไม้ผลิของปี 2027 โดยรัฐบาลต้องยื่นร่างกฎหมายต่อรัฐสภาก่อนวันคริสต์มาสในปีนี้

 

รัฐบาลยังระบุว่า จะนำระบบตรวจสอบอายุเข้ามาเพื่อให้มั่นใจได้ว่า เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี จะไม่สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มได้ ส่วนผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่า 18 ปี ขึ้นไป อาจใช้วิธีตรวจสอบอย่างการสแกนใบหน้า

 

สำหรับแพลตฟอร์มที่ถูกแบน ได้แก่ Instagram, YouTube, TikTok, Snapchat, Facebook และ X ส่วน YouTube Kids, Google Classroom, WhatsApp และ Signal จะได้รับการยกเว้น

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังวางแนวทางแบนแชทบอต AI ที่สามารถพูดคุยเชิงชู้สาว หรือฟังก์ชันที่สามารถใช้งานในลักษณะเดียวกัน โดยจะอนุญาตให้บุคคลที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปใช้ได้เท่านั้น

 

ในประเด็นนโยบายเข้มงวดกว่าหลายประเทศ มาตรการของสหราชอาณาจักรจะครอบคลุมไปถึงเกมออนไลน์และแพลตฟอร์มสตรีมมิง โดยสตาร์เมอร์ให้เหตุผลว่า คนแปลกหน้าสามารถติดต่อเยาวชนคนใดก็ได้โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบ ทำให้เด็กๆ ตกอยู่ในความเสี่ยงครั้งสำคัญ

 

อนึ่ง TIME ยังรายงานว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาข้อห้ามเพิ่มเติม เช่น การจำกัดเวลาใช้งานตอนกลางคืน หรือการบังคับให้พักฟังก์ชันที่สามารถเลื่อนหน้าจอแบบไม่มีสิ้นสุด (Infinite Scrolling) ซึ่งคาดว่า รายละเอียดจะชัดเจนในเดือนกรกฎาคม 2026

 

ทำไมสหราชอาณาจักรจึงแบนโซเชียลฯ

 

ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรถือเป็นประเทศล่าสุดที่กำลังพิจารณานโยบายการแบนโซเชียลฯ ในหมู่เยาวชน หลังออสเตรเลียเป็นประเทศแรกในโลกที่ประกาศใช้มาตรการดังกล่าวในช่วงต้นปี 2026 โดยห้ามเยาวชนต่ำกว่า 16 ปี เข้าถึง 10 แพลตฟอร์มสำคัญ

 

การแบนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลทางการเมืองว่า เยาวชนกำลังเผชิญกับภัยคุกคามครั้งสำคัญบนโลกออนไลน์ เช่น การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying), การเข้าถึงเนื้อหาอันตราย และการถูกล่อลวง ขณะที่ระบบของโซเชียลฯ ยังออกแบบมาให้เกิดการเสพติด เช่น อัลกอริทึมแนะนำเนื้อหาที่สนใจ หรือระบบเลื่อนหน้าจอไม่มีที่สิ้นสุด

 

นอกจากนี้ สังคมอังกฤษยังกังวลว่า โซเชียลฯ ทำให้เด็กเกิดปัญหาทางสุขภาพจิต และความเป็นอยู่ในชีวิตแย่ลง โดย ดร. เจเน็ตต์ ดิกสัน ประธานสถาบัน Academy of Medical Royal Colleges ระบุว่า อัลกอริทึมเป็นสิ่งอันตรายสำหรับเด็ก ทั้งเข้าถึงสื่อลามก มีความรุนแรง และเป็นอุปสรรคไม่ให้เด็กๆ ทำกิจกรรมอย่างอื่น เช่น ไม่เข้าสังคม ไม่ออกไปข้างนอก ไม่เรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับเพื่อนคนอื่น

 

ส่วน นาโอมิ ลอตต์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านกฎหมายและสิทธิเด็ก มหาวิทยาลัยเรดดิงชี้ว่า แม้จะยังมีช่องว่างประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพจิตกับโซเชียลฯ แต่การเปิดรับเนื้อหารุนแรงและอันตราย สามารถส่งผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจของเด็กๆ ขณะที่ระบบเลื่อนหน้าจอที่ไม่มีที่สิ้นสุดยังกระตุ้นให้เกิดอาการเสพติดการใช้งาน

 

ข้อวิจารณ์และเสียงต่อต้าน

 

อย่างไรก็ดี นโยบายดังกล่าวได้รับเสียงต่อต้านจากกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย โดย เคอร์รี มอสโกจิอูรี ผู้อำนวยการใหญ่ของ Amnesty International ในสหราชอาณาจักรออกมาวิจารณ์ว่า เป็นการวินิจฉัยโรคถูกต้อง แต่จ่ายยาผิด

 

เธอระบุว่า รัฐบาลสหราชอาณาจักรคิดถูกที่มองเห็นว่า โซเชียลฯ เป็นภัยคุกคามสำหรับเด็กๆ แต่การแบนไม่ได้แก้ปัญหา เพราะไม่ได้เข้าไปจัดการกับบริษัทเทคโนโลยีที่สร้างแพลตฟอร์มไม่ปลอดภัยตั้งแต่แรก พร้อมย้ำว่า โซเชียลฯ คือพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่ใช้เรียนรู้ ติดต่อเครือข่ายทางสังคม ค้นหาแรงบันดาลใจ และขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม

 

“คุณไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดจากการออกแบบด้วยการสั่งห้ามเข้าถึงได้ หากผลวินิจฉัยบอกว่า แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกำลังทำร้ายเด็ก วิธีรักษาคือการควบคุมแพลตฟอร์ม ไม่ใช่การขับไล่เด็กออกไป” มอสโกจิอูรีระบุ

 

นอกจากนี้ Amnesty International ยังเสนอให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรหยุดเก็บข้อมูลทำโพรไฟล์เด็ก, ยุติฟีเจอร์ที่ทำให้เกิดอาการเสพติด และปกป้องความเป็นส่วนตัวของเยาวชน

 

ขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังออกมาวิจารณ์แผนการรัฐบาลอังกฤษ โดย Meta ระบุว่า มาตรการดังกล่าวทำให้เยาวชนโดดเดี่ยวจากกลุ่มวัยรุ่นในโลกออนไลน์ และผลักดันไปสู่ทางเลือกที่ไม่มีการควบคุม รวมถึงขาดมาตรการป้องกัน

 

อนึ่ง BBC ยังตั้งข้อสังเกตต่อมาตรการของอังกฤษว่า บริษัทเทคโนโลยีอาจไม่ยอมและรวมตัวกันฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขอให้ทบทวนกฎหมาย ทำให้นโยบายดังกล่าวอาจถูกลากยาวและเลื่อนออกไป

 

ภาพ: Vasin Lee / ShutterStock

อ้างอิง:

The post ทำไมรัฐบาลอังกฤษสั่งแบนเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้โซเชียลมีเดีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น SpaceX พุ่ง 42% หลังเข้าเทรดสองวันแรก มูลค่าเพิ่ม 4.1 แสนล้านดอลลาร์ จ่อแซง Amazon ขึ้น Top 5 หุ้นมูลค่าสูงสุดของโลก https://thestandard.co/spacex-stock-surge-amazon-top5/ Tue, 16 Jun 2026 03:40:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1218849 จรวด SpaceX กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

หุ้น SpaceX พุ่งขึ้นในการซื้อขายเป็นวันที่สอง (15 มิถุน […]

The post หุ้น SpaceX พุ่ง 42% หลังเข้าเทรดสองวันแรก มูลค่าเพิ่ม 4.1 แสนล้านดอลลาร์ จ่อแซง Amazon ขึ้น Top 5 หุ้นมูลค่าสูงสุดของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จรวด SpaceX กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

หุ้น SpaceX พุ่งขึ้นในการซื้อขายเป็นวันที่สอง (15 มิถุนายน) โดยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอีก 20% หลังจากพุ่งขึ้นมาแล้ว 19% ในวันศุกร์ (14 มิถุนายน) ซึ่งเป็นวันแรกของการซื้อขาย ส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) เพิ่มขึ้น 4.12 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 13.4 ล้านล้านบาท

 

 
 

ล่าสุด ราคาหุ้น SpaceX ปิดที่ 192.46 ดอลลาร์ สูงกว่าราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์มากกว่า 42% การเคลื่อนไหวดังกล่าวช่วยดันมูลค่าตลาดของบริษัทให้ทะลุ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือกว่า 81 ล้านล้านบาท ส่งผลให้บริษัทติดอันดับ 1 ใน 6 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

ด้วยมูลค่าตามราคาตลาดในปัจจุบัน ทำให้บริษัทมีมูลค่าน้อยกว่าอันดับ 5 อย่าง Amazon.com ซึ่งมีมูลค่าราว 2.64 ล้านล้านดอลลาร์ อยู่ไม่ถึง 1.4 แสนล้านดอลลาร์

 

ทั้งนี้ SpaceX ได้ใช้สิทธิการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-allotment option) ของการทำ IPO ซึ่งเปิดทางให้ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย (Underwriters) สามารถขายหุ้นเพิ่มเติมได้อีก 83.3 ล้านหุ้น ตามแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ สิทธิดังกล่าว หรือที่เรียกกันว่า Greenshoe ทำให้ยอดการระดมทุนเพิ่มขึ้นเป็น 8.62 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 8.57 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ 500 ล้านดอลลาร์ที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนออกไปแล้ว

 

ข้อมูลจาก Vanda Research ระบุว่า นักลงทุนรายย่อยเข้าซื้อหุ้น SpaceX ในช่วง 2 วันแรกของการซื้อขายมากเท่ากับที่ซื้อหุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งตลาดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

การทำ IPO ครั้งนี้ส่งผลให้ Elon Musk ผู้ก่อตั้ง กลายเป็นเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์ (Trillionaire) คนแรกของโลก โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิมากกว่า Larry Page ผู้ร่วมก่อตั้ง Google ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีอันดับสองของโลกถึงกว่า 3 เท่า

 

เทรดสนั่น 500 ล้านหุ้น ในวันแรก!

 

การซื้อขายหุ้น SpaceX ในวันแรกที่เข้าซื้อขาย มีหุ้นถูกเปลี่ยนมือไปราว 244 ล้านหุ้น ปริมาณการซื้อขายเมื่อวันศุกร์ทะลุ 500 ล้านหุ้น เข้าใกล้สถิติการเปิดตัวของ Facebook ในปี 2012 ซึ่งมีการซื้อขายเกือบ 580 ล้านหุ้น

 

Elon Musk ซีอีโอของ SpaceX โพสต์บนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอาทิตย์ว่า บริษัท ‘อาจจะสามารถทำรายได้แตะระดับประมาณ’ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030

 

“และผมคงจะแปลกใจถ้ารายได้ไม่มากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2031”

 

ทั้งนี้ SpaceX รายงานรายได้ 1.87 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 โดยมีธุรกิจหลักจากการให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink และดำเนินงานกองยานจรวดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ในเดือนกุมภาพันธ์ Musk ได้ควบรวมบริษัทเข้ากับ xAI ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ของเขา SpaceX ขาดทุนเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และการทำ IPO ที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงกันว่า มูลค่าอันมหาศาลของบริษัทนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทวิจัย CFRA ได้เริ่มต้นให้คำแนะนำ ‘ขาย’ (Sell) และให้ราคาเป้าหมายในระยะ 12 เดือนที่ 115 ดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นความเสี่ยงราว 40% จากราคาปิดล่าสุด เนื่องจากกลยุทธ์การเติบโตที่ทะเยอทะยานอย่างมาก ความคาดหวังต่อการประเมินมูลค่าที่สูงลิ่ว และความเข้มข้นในการใช้เงินทุนอย่างมีนัยสำคัญของบริษัท

 

ขณะที่ค่าใช้จ่ายฝ่ายทุน (Capital expenditures) ของ SpaceX ในช่วง 3 เดือนสิ้นสุดเดือนมีนาคม มีมูลค่ารวม 1.01 หมื่นล้านดอลลาร์ เทียบกับ 4.1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนใหญ่ของเม็ดเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์

 

Nicolas Owens นักวิเคราะห์จาก Morningstar ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน โดยเขาระบุว่าทางบริษัทประเมินมูลค่าของ SpaceX ไว้ที่ 63 ดอลลาร์ต่อหุ้น และอธิบายว่าหุ้นตัวนี้มีมูลค่าสูงเกินจริง (Overvalued)

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์รายอื่นๆ มีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นตัวนี้มากกว่า เช่น NewStreet Research เริ่มต้นให้คำแนะนำครอบคลุม SpaceX ด้วยราคาเป้าหมายที่ 165 ดอลลาร์

 

James Ratzer หุ้นส่วนและนักวิเคราะห์อาวุโสจาก NewStreet Research กล่าวกับ CNBC ว่า คุณต้องมองข้ามไปในกรอบเวลาประมาณ 20 – 25 ปี ผมคิดว่าองค์ประกอบหลายอย่างถูกวางไว้เพื่อความสำเร็จแล้ว แต่มันเป็นเรื่องราวของหุ้นที่มีระยะเวลายาวนานกว่าปกติทั่วไปมากอย่างแน่นอน

 

Ratzer กล่าวว่า SpaceX มีความได้เปรียบอย่างน้อย 10 ปี เหนือคู่แข่งในแง่ของขีดความสามารถในการปล่อยจรวด ศูนย์ข้อมูลในวงโคจร ทุกสิ่งล้วนต้องเชื่อมโยงกลับไปสู่ความสำเร็จในการปล่อยจรวด และคุณดูในสิ่งที่พวกเขากำลังสร้างด้วย Starship ความได้เปรียบที่พวกเขาจะมีจากสิ่งนั้น มวลที่พวกเขาสามารถส่งขึ้นสู่วงโคจรได้ถือเป็นข้อได้เปรียบมหาศาล

 

ภาพ: berni0004 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post หุ้น SpaceX พุ่ง 42% หลังเข้าเทรดสองวันแรก มูลค่าเพิ่ม 4.1 แสนล้านดอลลาร์ จ่อแซง Amazon ขึ้น Top 5 หุ้นมูลค่าสูงสุดของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุบสถิติโลก! หุ้น SpaceX ปิดพุ่ง 19% ดันมาร์เก็ตแคปทะลุ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ส่ง ‘อีลอน มัสก์’ ขึ้นแท่นเศรษฐีระดับ ‘ล้านล้าน’ คนแรกของโลก https://thestandard.co/spacex-elon-musk-trillionaire/ Sat, 13 Jun 2026 05:28:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1217944 อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ SpaceX

การก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นวันแรกของ SpaceX (Space Explorati […]

The post ทุบสถิติโลก! หุ้น SpaceX ปิดพุ่ง 19% ดันมาร์เก็ตแคปทะลุ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ส่ง ‘อีลอน มัสก์’ ขึ้นแท่นเศรษฐีระดับ ‘ล้านล้าน’ คนแรกของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ SpaceX

การก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นวันแรกของ SpaceX (Space Exploration Technologies Corp.) ได้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับตลาดทุนโลก ไม่เพียงแต่เปลี่ยนสถานะจากสตาร์ทอัพสู่หนึ่งในบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก และสร้างผลตอบแทนวันแรกให้ผู้จองซื้อสูงถึง 19% แต่ยังส่งให้ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ผู้ก่อตั้ง กลายเป็น ‘เศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์’ (Trillionaire) คนแรกของโลกอย่างเป็นทางการ

 

 

ยิ่งไปกว่านั้น การเสนอขายหุ้น IPO มูลค่า 75,000 ล้านดอลลาร์ที่ทุบสถิติโลกในครั้งนี้ ยังช่วยให้ตลาดหุ้นในภาพรวมได้ ‘หายใจทั่วท้อง’ หลังจากที่ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสความคาดหวังในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาอย่างต่อเนื่องตลอดปีนี้

 

การที่ SpaceX ตัดสินใจควบรวมกิจการกับ xAI (บริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI ของมัสก์) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้การเข้าตลาดหุ้นครั้งนี้เปรียบเสมือน ‘บททดสอบ’ ของตลาด และเป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับบริษัทคู่แข่งอย่าง Anthropic PBC และ OpenAI ที่มีแผนจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปีนี้เช่นกัน

 

“นี่เป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับตลาด และสำหรับ IPO ขนาดใหญ่ตัวอื่นๆ ที่กำลังจะตามมา” โรเบิร์ต กรูเอนไดค์ (Robert Gruendyke) ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโออาวุโสของ Allspring Global Investments กล่าว

 

“พวกเขาตั้งราคา IPO ได้ถูกต้อง อย่างน้อยก็สำหรับวันแรก ซึ่งมันช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นเติบโตสูง (Growth Stocks)”

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เทรดวันแรก ‘SPCX’ ร้อนแรงเทียบชั้น Facebook

 

หุ้น SpaceX เริ่มต้นซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ ‘SPCX’ โดยเปิดตลาดที่ราคา 150 ดอลลาร์ จากราคา IPO ที่ตั้งไว้ 135 ดอลลาร์ ระหว่างวันราคาหุ้นทะยานขึ้นไปสูงสุดถึง 176.52 ดอลลาร์ (พุ่งขึ้นราว 31%) ก่อนจะย่อตัวลงมาปิดตลาดปกติที่ราว 161 ดอลลาร์ (หรือ 160.95 ดอลลาร์) เพิ่มขึ้น 19%

 

ราคาปิดดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของบริษัทอยู่ที่ 2.1 – 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ รั้งตำแหน่งบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกในปัจจุบัน และความร้อนแรงยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะในการซื้อขายนอกเวลาทำการ ราคาหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อ ดันมาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นอีกราว 100,000 ล้านดอลลาร์

 

อีกหนึ่งสถิติที่น่าสนใจคือ ในวันแรกมีหุ้น SPCX เปลี่ยนมือกันมากกว่า 500 ล้านหุ้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับสถิติวันแรกของ Facebook ในปี 2012 ที่ทำไว้ราว 580 ล้านหุ้น

 

มัสก์ยอมรับ ‘เคยคิดว่าจะเจ็บตัว’

 

ที่ผ่านมา มีนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากที่แสดงความไม่มั่นใจในวิสัยทัศน์ที่ดูเกินตัวของมัสก์ อย่างไรก็ตาม คนที่ยอมรับว่าเซอร์ไพรส์ที่สุดกลับเป็นตัวของมัสก์เอง

 

“มันยากที่จะเชื่อจริงๆ ว่าบริษัทเล็กๆ ที่เริ่มต้นในโกดังที่เมืองเอล เซกุนโด (El Segundo) วันนี้จะกลายมาเป็นบริษัทมหาชนผ่านการ IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” มัสก์กล่าวระหว่างการถ่ายทอดสดเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมาผ่านแพลตฟอร์ม X

 

สำหรับบรรยากาศที่ Nasdaq MarketSite ในย่านไทม์สแควร์ นครนิวยอร์ก เต็มไปด้วยความคึกคัก โดยมี กวินน์ ช็อตเวลล์ (Gwynne Shotwell) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ, เบรต จอห์นเซน (Bret Johnsen) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน และเมย์ มัสก์ (Maye Musk) มารดาของอีลอน มัสก์ เดินฝ่าฝูงชนและช่างภาพเพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดการซื้อขาย

 

ขณะที่ตัวของ อีลอน มัสก์ เลือกที่จะอยู่ที่สำนักงานใหญ่ Starbase ในรัฐเท็กซัส และทำการสั่นระฆังเปิดตลาดจากระยะไกล ส่วนพนักงานคนอื่นๆ ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง เพราะเพียง 1 ชั่วโมงก่อนตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดทำการ SpaceX ได้ทำการปล่อยจรวด Falcon 9 นำดาวเทียม Starlink จำนวน 29 ดวงขึ้นสู่วงโคจรจากฐานยิงที่ฟลอริดา

 

ดีมานด์ถล่มทลาย 3.5 แสนล้านดอลลาร์ รายย่อยแย่งชิง-ระบบโรบินฮู้ดล่ม

 

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การ IPO ครั้งนี้ดึงดูดเม็ดเงินความต้องการซื้อ (Demand) จากทั้งสถาบันและนักลงทุนรายย่อยรวมกันสูงกว่า 350,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สถาบันเกือบ 1 ใน 3 ที่ยื่นความจำนงนั้น ไม่ได้รับจัดสรรหุ้นเลยแม้แต่หุ้นเดียว

 

ขณะที่นักลงทุนรายย่อยสร้างปรากฏการณ์ส่งคำสั่งซื้อเข้ามามากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ (ตามรายงานของ Bloomberg) แต่เนื่องจากโควตาที่จัดสรรให้รายย่อยมีเพียง 15,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ส่วนใหญ่ต้องผิดหวัง

 

ข้อมูลเบื้องต้นจาก Vanda Research ระบุว่า SpaceX กลายเป็นหุ้นที่นักลงทุนรายย่อยเข้าซื้อสุทธิมากที่สุดในวันศุกร์ โดยมีปริมาณซื้อขายมากกว่าอันดับสองอย่าง Nvidia Corp. ถึง 3.5 เท่า ความร้อนแรงนี้ส่งผลให้ระบบของแอปพลิเคชันเทรดหุ้นชื่อดังอย่าง Robinhood เกิดการขัดข้องชั่วคราวในช่วงนาทีแรกๆ ของการซื้อขาย โดยมีรายงานระบบล่มกว่า 5,000 ครั้งบนเว็บไซต์ Downdetector

 

นักลงทุนทั่วโลกจับตา ‘ราคาแพงเกินไป’

 

แม้จะมีความยินดีทั่วตลาด แต่นักลงทุนอีกฟากหนึ่งยังคงมองว่า ราคาหุ้นในปัจจุบัน ‘เกินมูลค่าพื้นฐาน’ ไปมากสำหรับบริษัทที่ยังไม่มีผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ โดยในไตรมาสแรกของปี 2026 SpaceX รายงานผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 4,280 ล้านดอลลาร์

 

“ถ้าดูจากปัจจัยพื้นฐาน นักลงทุนกำลังซื้ออนาคตที่ไกลเกินไป” อะแมนดา ไลออนส์ (Amanda Lyons) หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก Energy Group Capital กล่าว พร้อมประเมินว่าหากคำนวณมูลค่าแบบแยกส่วนธุรกิจ มูลค่าที่แท้จริงควรจะอยู่ที่ราว 600,000 ล้านดอลลาร์ หรือเพียง 1 ใน 3 ของมาร์เก็ตแคปปัจจุบัน

 

“แต่คำว่า ‘แพงเกินไป’ ไม่เคยใช้ได้ผลกับ อีลอน มัสก์ และการเดิมพันฝั่งตรงข้ามกับเขาก็เป็นบทเรียนที่เจ็บปวดของนักลงทุนมาตลอดทศวรรษ” ไลออนส์ กล่าวย้ำ

 

ด้าน จิม เชนอส (Jim Chanos) นักลงทุนขาชอร์ตระดับตำนาน ออกมาเตือนผ่าน Bloomberg Television ว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเตือนให้เราต้องระวัง “ในศตวรรษที่ 20 และ 21 ทุกครั้งที่คุณเห็นการ IPO หรือการระดมทุนรอบสองที่มีขนาดใหญ่ยักษ์เมื่อเทียบกับขนาดของตลาดหรือเศรษฐกิจ มันคือสัญญาณที่เตือนให้นักลงทุนควรระมัดระวังหรือลดความเสี่ยง”

 

นอกจากนี้ การขึ้นแท่นเป็นเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลกของมัสก์ ยังจุดชนวนให้แกนนำพรรคเดโมแครต อย่าง สว. เอลิซาเบธ วอร์เรน (Elizabeth Warren) และ สส. โร คันนา (Ro Khanna) ออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบภาษีความมั่งคั่ง (Wealth Tax) กับกลุ่มคนรวยที่สุดในอเมริกาอีกครั้งด้วยเช่นกัน

 

บทพิสูจน์ที่เพิ่งเริ่มต้น

 

การพุ่งขึ้นในวันแรกของหุ้น IPO ขนาดใหญ่ไม่ได้เป็นเครื่องค้ำประกันอนาคตเสมอไป ข้อมูลจาก Bloomberg ชี้ว่า Figma Inc. ที่เคยทำสถิติหุ้น IPO พันล้านที่พุ่งแรงที่สุดในวันแรกถึง 250% เมื่อปี 2025 ปัจจุบันราคาหุ้นกลับร่วงลงต่ำกว่าราคา IPO ถึง 45%

 

ขณะที่รายงานจาก Trivariate Research ระบุว่า บริษัทที่เข้าตลาดทั้งที่ยังมีผลประกอบการติดลบ มักจะมีผลตอบแทนตามหลังกลุ่มบริษัทที่มีกำไรอยู่ราว 10% ในช่วง 18 เดือนแรก

 

หลังจากนี้ SpaceX ยังคงต้องพิสูจน์ตัวเองภายใต้แรงกดดันของตลาดทุน ทั้งการทำกำไรจากเทคโนโลยี AI, ภารกิจนำมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์และดาวอังคาร รวมถึงโครงสร้างการบริหารที่เบ็ดเสร็จให้อำนาจมัสก์อย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางเสียงเชียร์ของวอลล์สตรีทที่เริ่มทยอยปรับเป้าหมายราคาหุ้นของ SpaceX ขึ้นไปสูงถึง 190 ดอลลาร์แล้ว

 

ภาพ: Spencer Platt / Staff / Getty Images

อ้างอิง:

The post ทุบสถิติโลก! หุ้น SpaceX ปิดพุ่ง 19% ดันมาร์เก็ตแคปทะลุ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ส่ง ‘อีลอน มัสก์’ ขึ้นแท่นเศรษฐีระดับ ‘ล้านล้าน’ คนแรกของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องดีล IPO ของ SpaceX ผ่านบทเรียน Facebook ปี 2012 ที่หุ้นเคยดิ่ง 50% เมื่อมูลค่าแพงและวงในจ่อเทขายคือความเสี่ยง https://thestandard.co/spacex-ipo-facebook-lesson/ Fri, 12 Jun 2026 03:41:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1217457 ภาพกราฟิกแสดงการเปรียบเทียบดีล IPO ของ SpaceX กับ Facebook ปี 2012

SpaceX บริษัทจรวดและดาวเทียมของ อีลอน มัสก์ กำลังจะเสนอ […]

The post ส่องดีล IPO ของ SpaceX ผ่านบทเรียน Facebook ปี 2012 ที่หุ้นเคยดิ่ง 50% เมื่อมูลค่าแพงและวงในจ่อเทขายคือความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการเปรียบเทียบดีล IPO ของ SpaceX กับ Facebook ปี 2012

SpaceX บริษัทจรวดและดาวเทียมของ อีลอน มัสก์ กำลังจะเสนอขายหุ้น IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ในสัปดาห์นี้ โดยตั้งเป้าระดมทุน 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.48 ล้านล้านบาท) ที่ระดับมูลค่ากิจการสูงถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 57.75 ล้านล้านบาท)

 

 
 

ท่ามกลางกระแสความคาดหวังที่ร้อนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในตลาดทุน Business Insider ได้เปรียบเทียบดีลดังกล่าวกับการ IPO ของ Facebook เมื่อปี 2012 ซึ่งเคยเป็นการเสนอขายหุ้นเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้น แต่กลับจบลงด้วยราคาหุ้นที่ดิ่งลงกว่า 50% ในช่วงหลายเดือนหลัง IPO เนื่องจากนักลงทุนมองว่ามูลค่าบริษัทสูงเกินจริง

 

4 ความเสี่ยงที่คล้ายกับ Facebook

 

ประเด็นที่นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับ SpaceX หลายเรื่องมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เคยฉุดหุ้น Facebook ในอดีต โดยเรื่องแรกคือสัดส่วนหุ้นที่จัดสรรให้นักลงทุนรายย่อย เช่นเดียวกับ Facebook ที่เคยจัดสรรหุ้นให้รายย่อยสูงถึง 15% SpaceX ก็กันหุ้น IPO ไว้ให้กลุ่มนักลงทุนรายย่อยมากถึง 30%

 

แม้มัสก์และบริษัทในเครือจะมีฐานแฟนคลับนักลงทุนรายย่อยอยู่แล้ว แต่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยมองว่าการเน้นขายให้รายย่อยอาจสะท้อนว่าความต้องการจากนักลงทุนสถาบันอ่อนแอกว่าที่คาด ขณะที่ในฟอรัมออนไลน์เองก็เริ่มมีความกังวลว่ารายย่อยอาจกลายเป็น ‘ผู้รับเคราะห์’ หรือสภาพคล่องให้นักลงทุนรุ่นแรกได้ถอนทุนออกไป

 

เรื่องที่ 2 คือธุรกิจที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ว่าจะทำกำไรได้จริง แผนงานหลายอย่างของ SpaceX ทั้งศูนย์ข้อมูลในวงโคจรและการทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อย ฟังดูราวกับหลุดมาจากนิยายวิทยาศาสตร์

 

โดยบริษัทประเมินว่าจะคว้าส่วนแบ่ง 21% ของความต้องการประมวลผลทั่วโลกได้ แต่ Morningstar บริษัทวิจัยการลงทุนมองว่าโอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นมีเพียง 7% และน่าจะทำได้จริงราว 4% ภายในปี 2040 มากกว่า

 

เรื่องที่ 3 คือมูลค่าบริษัทที่สูงเกินปัจจัยพื้นฐาน ก่อนหน้า IPO มูลค่าของ Facebook เคยไต่ขึ้นเรื่อยๆ จนนักลงทุนมองว่าปัจจัยพื้นฐานไม่สามารถรองรับราคาได้

 

ส่วน SpaceX กำลังจะเข้าตลาดด้วยมูลค่าที่ใหญ่พอจะติดอันดับบริษัทมูลค่าสูงสุดของโลกทันที ทั้งที่เพิ่งขาดทุนไป 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.65 แสนล้านบาท) เมื่อปีก่อน โดย Morningstar ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมไว้ที่ 63 ดอลลาร์ต่อหุ้น (ประมาณ 2,079 บาท) ซึ่งต่ำกว่าราคาเสนอขายถึง 53%

 

เรื่องสุดท้ายคือสัดส่วนหุ้นที่หมุนเวียนซื้อขายในตลาดจริง (Free Float) มีน้อยมาก โดย SpaceX เปิดขายหุ้นให้สาธารณชนเพียง 5% ของหุ้นทั้งหมดเท่านั้น ต่างจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อื่นๆ ที่มักปล่อยหุ้นให้ซื้อขายได้เกือบทั้งบริษัท

 

เมื่อหุ้นในตลาดมีจำนวนจำกัด ราคาก็มีแนวโน้มผันผวนสูงในช่วงเริ่มซื้อขาย และยังต้องจับตาแรงเทขายจากคนวงในที่จะตามมา เมื่อหุ้นล็อตที่ติดเงื่อนไขห้ามขายทยอยเข้าสู่ตลาดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

บทเรียนสำคัญจากซัปพลายหุ้นล็อตใหม่

 

เบเนดิกต์ วิก อาจารย์ด้านการเงินจากมหาวิทยาลัย Washington & Lee ชี้ว่าความคล้ายคลึงสำคัญระหว่าง SpaceX กับ Facebook คือภาวะ ‘หุ้นล้นตลาด’ ในอนาคต

 

วิกอธิบายว่า Facebook ในช่วงแรกปล่อยหุ้นเข้าตลาดเพียงส่วนน้อย ส่วนที่เหลือติดเงื่อนไขห้ามขาย (Lock-up) นานถึง 1 ปี และเมื่อหุ้นล็อตใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาด ราคาหุ้นจึงค่อยปรับลงไปสู่ระดับที่แท้จริง

 

ซึ่งสถานการณ์ของ SpaceX ก็คล้ายกันแต่ในขนาดที่ใหญ่กว่ามาก โดยบทพิสูจน์ที่แท้จริงจะมาถึงก็ต่อเมื่อช่วงเวลา Lock-up สิ้นสุดลงและหุ้นเริ่มทยอยเข้าตลาดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

เสียงส่วนใหญ่จากผู้เชี่ยวชาญแนะให้รอ

 

นอกจากบทเรียนจาก Facebook แล้ว Business Insider ยังรวบรวมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่แนะนำให้นักลงทุนชะลอการซื้อหุ้นในวันแรก โดยให้เหตุผลด้านมูลค่าที่สูงเกินปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

 

โรเบิร์ต อาร์. จอห์นสัน ศาสตราจารย์ด้านการเงินจากมหาวิทยาลัย Creighton ระบุว่าเขา “จะไม่แตะ” หุ้น IPO ตัวนี้ และแนะนำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ทำเช่นเดียวกัน เพราะมูลค่าบริษัทตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าทุกอย่างจะเติบโตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

จอห์นสันยังเตือนว่าแฟนคลับของมัสก์เคยดันมูลค่า Tesla ให้สูงเกินปัจจัยพื้นฐานมาแล้ว และ SpaceX ก็อาจเจอภาวะเดียวกัน

 

อีกหนึ่งเสียงเตือนที่น่าสนใจมาจาก คีธ ฟิตซ์-เจอรัลด์ ผู้ก่อตั้งกองทุน Fitz-Gerald Must Have Portfolio ที่มองว่านักลงทุนรายย่อย “แทบจะต้องเสียใจอย่างแน่นอน” ที่เข้าซื้อหุ้น IPO ขนาดใหญ่อย่าง SpaceX

 

เพราะรายย่อยมักไม่พร้อมรับมือกับสนามที่ถูกครอบงำด้วยนักลงทุนสถาบันและระบบเทรดอัตโนมัติที่ใช้คอมพิวเตอร์คำนวณ ซึ่งมีเครื่องมือซับซ้อนทั้งตราสารอนุพันธ์และการวิเคราะห์เชิงเทคนิคที่ได้เปรียบกว่า จนอาจทำให้ราคาหุ้นผันผวนรุนแรงในระยะสั้น

 

ด้าน แอนดี แวนเดนเบิร์ก ผู้ก่อตั้ง VDB Wealth อ้างอิงข้อมูลจาก Truist ว่าจากการ IPO ของหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ 30 ครั้งล่าสุด แม้ 57% จะปรับขึ้นในสัปดาห์แรก แต่กลับมีการปรับฐานลงเฉลี่ยสูงสุดถึง 55% ในปีแรก จึงมองว่าน่าจะมีจังหวะที่ดีกว่าในการเข้าลงทุน

 

อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้เชี่ยวชาญบางส่วนที่มองต่าง เช่น สเตฟานี ลิงก์ จาก Hightower Advisors ที่จะซื้อหุ้นในวันแรกทันที แต่แนะนำให้ถือในสัดส่วนเล็กๆ เพียง 2% ของพอร์ตแล้วลืมมันไป เพราะมองว่าไม่ควรพลาดโอกาสในธีมการลงทุนครั้งใหญ่ครั้งต่อไป

 

สอดคล้องกับ โจเอล ชูลแมน ผู้ก่อตั้ง ERShares ที่เชื่อว่าหุ้นจะเปิดตลาดด้วยราคาที่สูงกว่าราคา IPO อย่างแน่นอน เพราะคำสั่งซื้อล้นเกินจำนวนหุ้นที่เสนอขายไปแล้ว สะท้อนความต้องการที่แข็งแกร่ง

 

ทั้งนี้ ไมก์ เซริโอ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Trilogy Financial ทิ้งท้ายด้วยมุมมองที่น่าสนใจว่า การ IPO ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในอดีต มักเป็นเพียง ‘การปลดล็อกสภาพคล่อง’ ให้ผู้ถือหุ้นเดิม มากกว่าจะเป็นโอกาสลงทุนครั้งเดียวในชีวิต

 

โดยยกตัวอย่างว่าหุ้น Meta กว่าจะเริ่มทำผลตอบแทนชนะดัชนี S&P 500 ก็ใช้เวลานานกว่า 10 ปีหลัง IPO ดังนั้นหากใครสนใจหุ้นกลุ่มนี้จริง สุดท้ายก็มักจะมีโอกาสเข้าซื้อในจังหวะที่ดีกว่าเสมอ

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.00 บาท ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569

 

ภาพ: Steve Travelgui / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ส่องดีล IPO ของ SpaceX ผ่านบทเรียน Facebook ปี 2012 ที่หุ้นเคยดิ่ง 50% เมื่อมูลค่าแพงและวงในจ่อเทขายคือความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ความปลอดภัยของเด็ก ไม่ควรเป็นเรื่องคิดได้ในภายหลัง” แคนาดาเตรียมแบนโซเชียลเด็กอายุ 16 ปี https://thestandard.co/canada-ban-social-media-kids-16/ Thu, 11 Jun 2026 05:01:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1217023 เด็กกำลังใช้โทรศัพท์มือถือที่มีไอคอนโซเชียลมีเดีย

รัฐบาลแคนาดาเสนอร่างกฎหมายความปลอดภัยดิจิทัล เตรียมแบนไ […]

The post “ความปลอดภัยของเด็ก ไม่ควรเป็นเรื่องคิดได้ในภายหลัง” แคนาดาเตรียมแบนโซเชียลเด็กอายุ 16 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เด็กกำลังใช้โทรศัพท์มือถือที่มีไอคอนโซเชียลมีเดีย

รัฐบาลแคนาดาเสนอร่างกฎหมายความปลอดภัยดิจิทัล เตรียมแบนไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, TikTok และ Instagram พร้อมจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแล หวังแก้ไขปัญหาโรคซึมเศร้า อาการเสพติดโซเชียล และการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ในหมู่เยาวชน หลังเกิดเหตุการณ์กราดยิงสะเทือนหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศ

 

 
 

ร่างกฎหมายแบนโซเชียลเด็กอายุ 16 ปีคืออะไร

 

เมื่อวานนี้ (10 มิถุนายน) รัฐบาลแคนาดานำโดย มาร์ค มิลเลอร์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม เสนอร่างกฎหมายความปลอดภัยดิจิทัล (Safe Social Media Act) หรือ ‘Bill-34’ โดยมีเนื้อหาห้ามเด็กและวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, TikTok และ Instagram

 

ทั้งนี้ มิลเลอร์ให้เหตุผลว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นการจัดการกับภัยคุกคามในโลกออนไลน์ ถือเป็นวาระสำคัญที่เร่งด่วนสำหรับรัฐบาลแคนาดา เพราะเด็กกำลังเสียชีวิตจากการมีอยู่ของโซเชียลฯ

 

“เราได้เห็นแล้วว่า อันตรายบนโลกออนไลน์สามารถส่งผลกระทบร้ายแรงได้อย่างไร ความปลอดภัยของเด็กไม่ควรเป็นแค่เรื่องที่มาคิดได้ในภายหลัง

 

“กล่าวสั้นๆ คือ เราจะใช้มาตรการที่สมเหตุสมผลทุกวิถีทาง เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กๆ ในประเทศนี้จะปลอดภัย”

 

เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับเยาวชนแคนาดา ช่วยส่งเสริมมิตรภาพ โฟกัสการเรียน และเรียนรู้ทักษะโลกความเป็นจริง เพื่อให้เยาวชนเติบโตได้อย่างเต็มที่

 

มิลเลอร์ยังกล่าวว่า ปัจจุบัน แพลตฟอร์มโซเชียลฯ และแชตบอต AI ถูกออกแบบมาเพื่อแย่งชิงความสนใจจากเยาวชน โดยสิ่งเหล่านี้ไม่ได้สนับสนุนพัฒนาการในวัยเด็กที่เหมาะสม และเป็นต้นตอของความวิตกกังวล ความโดดเดี่ยว ภาวะซึมเศร้า และปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ อีกมากมาย

 

สำหรับเนื้อหาของกฎหมายดังกล่าว รัฐบาลจะจัดตั้งคณะกรรมาธิการความปลอดภัยดิจิทัลแห่งแคนาดา (Digital Safety Commission of Canada) ซึ่งสมาชิกได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลบริการดิจิทัล เช่น ควบคุมแชตบอต AI และเนื้อหาที่เป็นอันตราย ตลอดจนควบคุมระบบอัลกอริทึม ฟีดโซเชียล วิดีโอบนโซเชียล รวมถึงระบบ Endless scrolling ที่ผู้ใช้สามารถเลื่อนหน้าจอรับชมเนื้อหาได้แบบไม่รู้จบ

 

อนึ่ง ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังได้ระบุหมวดหมู่เนื้อหาที่เป็นอันตรายไว้ 7 ประเภท รวมถึงเนื้อหาที่กลั่นแกล้งเด็ก ยุยงให้เกิดความเกลียดชัง และปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง ขณะที่โทษสูงสุด คือ การปรับเงินมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 260 ล้านบาท) หากบริษัทใดไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้

 

อย่างไรก็ตาม BBC รายงานว่า ร่างกฎหมายของแคนาดาต่างจากออสเตรเลีย เพราะบริษัทเทคโนโลยีสามารถหลีกเลี่ยงการถูกแบน หากพิสูจน์ได้ว่า มีนโยบายที่ช่วยลดความเสี่ยงหรืออันตรายต่อผู้เยาว์

 

เบื้องหลังกฎหมายควบคุมโซเชียล ปมเด็กคุย ChatGPT สู่กราดยิง

 

การนำเสนอร่างกฎหมายครั้งนี้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์กราดยิงในช่วงต้นปี 2026 หลัง เจสซี แวน รูตเซอลาร์ เยาวชนข้ามเพศวัย 18 ปี ใช้อาวุธปืนยิงมารดาและน้องชายต่างมารดาวัย 11 ปีเสียชีวิตที่บ้าน ก่อนบุกเข้าไปในโรงเรียนมัธยมทัมเบลอร์ ริดจ์ สังหารนักเรียน 5 คน และครู 1 คน จากนั้นจึงตัดสินใจปลิดชีพตนเอง

 

ตามรายงานในหน้าสื่อ รูตเซอลาร์สร้างเกมจำลองเหตุกราดยิงในห้างสรรพสินค้าบน Roblox แพลตฟอร์มเกมออนไลน์ ขณะที่ใช้ ChatGPT ปรึกษาวิธีการก่ออาชญากรรม โดยบรรยายความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืน จนบริษัท OpenAI แบนแอ็กเคานต์ ทำให้พนักงานในองค์กรราวสิบคนถกเถียงกันว่า ควรทำอย่างไรต่อ เช่น แจ้งตำรวจหรือไม่ เพราะเนื้อหามีความสุ่มเสี่ยงที่จะก่อความรุนแรงในชีวิตจริง

 

แต่สุดท้าย ผู้บริหารตัดสินใจไม่ติดต่อทางการแคนาดา โดยอ้างว่า ยังไม่พบกิจกรรมที่เข้าเกณฑ์จะเกิดความรุนแรงและสุ่มเสี่ยง และย้ำว่า การแทรกแซงในสถานการณ์เช่นนี้อาจสร้างความทุกข์ใจให้กับเยาวชนและครอบครัว อีกทั้งยังก่อให้เกิดข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัว

 

ต่อมา รัฐบาลแคนาดางัดไม้แข็งใส่ว่า หากไม่มีนโยบายควบคุมความปลอดภัย รัฐบาลจะออกกฎหมายดูแลเอง ท้ายที่สุด แซม อัลต์แมน ผู้บริหาร OpenAI ต้องส่งจดหมายขอโทษครอบครัวผู้ก่อเหตุในภายหลัง

 

ทั้งนี้ ซารา ออสติน (Sara Austin) ผู้แทนจากองค์กร Children First Canada กล่าวว่า การที่แคนาดาตัดสินใจเปิดช่องให้มี ‘ข้อยกเว้น’ ต่อบริษัทเทคโนโลยีอาจเป็นเรื่องดี เนื่องจากเป็นแรงจูงใจให้บริษัทต่างๆ ออกนโยบายด้านความปลอดภัยที่ดีขึ้นในภาพรวม

 

ออสตินกล่าวเสริมว่า แม้ที่ผ่านมา แคนาดาจะออกนโยบายตามหลังประเทศอื่นๆ ในการรับมือกับความปลอดภัยออนไลน์ แต่เธอหวังว่า ร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ก่อนการประชุมสุดยอด G7 จะมาถึง

 

อย่างไรก็ตาม ประชาชนบางส่วนเห็นต่างว่า ร่างกฎหมายฉบับใหม่อาจเป็นการให้อำนาจรัฐบาลขยายขอบเขตการเซ็นเซอร์เนื้อหากว้างขึ้น

 

ในช่วงปีที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ได้แก่ อังกฤษ มาเลเซีย ฝรั่งเศส กรีซ และสเปน ได้พิจารณาร่างกฎหมายในลักษณะเดียวกัน โดยมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาสุขภาพจิต ภาวะซึมเศร้า อาการเสพติดโซเชียลฯ ตลอดจนการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ และอาการขาดสมาธิในโรงเรียน

 

แฟ้มภาพ: Primakov / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

 

The post “ความปลอดภัยของเด็ก ไม่ควรเป็นเรื่องคิดได้ในภายหลัง” แคนาดาเตรียมแบนโซเชียลเด็กอายุ 16 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>