Facebook Algorithm Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/facebook-algorithm/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 10 Jun 2022 04:52:22 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘Facebook’ ถูกฟ้อง 8 เรื่องในสหรัฐฯ โดยอ้างว่า ‘อัลกอริทึม’ ได้ดึงดูดเยาวชนและทำลายชีวิตพวกเขา บางคนถึงขั้นฆ่าตัวตายก็มี https://thestandard.co/meta-hit-with-8-suits-claiming-algorithms-hook-youth-ruin-lives/ Fri, 10 Jun 2022 04:52:22 +0000 https://thestandard.co/?p=640311 Facebook ถูกฟ้อง

ปัจจุบัน Meta Platforms, Inc. กลายเป็นผู้นำเทรนด์บนโลกโ […]

The post ‘Facebook’ ถูกฟ้อง 8 เรื่องในสหรัฐฯ โดยอ้างว่า ‘อัลกอริทึม’ ได้ดึงดูดเยาวชนและทำลายชีวิตพวกเขา บางคนถึงขั้นฆ่าตัวตายก็มี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Facebook ถูกฟ้อง

ปัจจุบัน Meta Platforms, Inc. กลายเป็นผู้นำเทรนด์บนโลกโซเชียลมีเดียอีกแล้ว นั่นก็คือคดีที่อ้างว่าบริษัทสร้างอัลกอริทึมในแพลตฟอร์มที่หลอกเยาวชนให้เสพติดการทำลายล้าง

 

การร้องเรียน 8 เรื่องที่ยื่นฟ้องในศาลทั่วสหรัฐอเมริกาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมากล่าวหาว่า การเปิดรับแพลตฟอร์มมากเกินไปทั้ง Facebook และ Instagram นั้นนำไปสู่การพยายามฆ่าตัวตายหรือการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นจริง ความผิดปกติของการกิน และการนอนไม่หลับ รวมถึงปัญหาอื่นๆ

 

แอนดี้ เบริชฟิลด์ ทนายความจาก Beasley Allen สำนักงานกฎหมายที่ร่างคำฟ้อง กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า “แอปพลิเคชันเหล่านี้สามารถออกแบบมาเพื่อลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่กลับมีการตัดสินใจที่จริงจังเพื่อ ‘การเสพติดของวัยรุ่น’ เพื่อผลกำไรของบริษัท”

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

การร้องเรียนได้เพิ่มความระอุต่อกรณีล่าสุดของ Meta และ Snap Inc. รวมถึงบางกรณียื่นฟ้องโดยผู้ปกครองที่ลูกๆ ฆ่าตัวตายด้วย 

 

การดำเนินคดีดังกล่าวเกิดขึ้นตามคำให้การของอดีตพนักงาน Facebook ในสภาคองเกรสว่า บริษัทปฏิเสธที่จะรับผิดชอบต่อการทำร้ายสุขภาพจิตของผู้ใช้ที่อายุน้อยที่สุด

 

โฆษกของ Meta ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีนี้ แต่ตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทได้พัฒนาเครื่องมือสำหรับผู้ปกครองในการติดตามกิจกรรมของบุตรหลานบน Instagram รวมถึงการจำกัดเวลาเล่น

 

Meta ยังเสนอการเตือน Take A Break ที่กระตุ้นให้ผู้ใช้อยู่ห่างจากโซเชียลมีเดียสักครู่

 

นอกจากนี้ บริษัทยังจัดหาแหล่งข้อมูลเฉพาะสำหรับความผิดปกติของการกิน ทำให้เจอเนื้อหาที่มีความละเอียดอ่อนได้ยากขึ้น และพัฒนาการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีไม่สามารถสมัครใช้งาน Facebook หรือ Instagram ได้ โฆษกระบุ

 

นาโอมิ ชาร์ลส์ หญิงวัย 22 ปีผู้ยื่นฟ้องหนึ่งในชุดคดีใหม่ เธอบอกว่าเธอเริ่มใช้แพลตฟอร์ม Meta ตั้งแต่ยังเด็ก และการเสพติดของเธอทำให้เธอพยายามฆ่าตัวตายและเกิดความทุกข์ทรมานอื่นๆ

 

ชาร์ลส์ก็เหมือนกับผู้ใช้รายอื่นๆ ที่ต้องการค่าเสียหายเป็นตัวเงินเพื่อชดเชยความปวดร้าวทางจิต สูญเสียความเพลิดเพลินในชีวิต ค่ารักษาตัวในโรงพยาบาล และค่ารักษาพยาบาล

 

การเรียกร้องในคดีนี้ครอบคลุมถึงการออกแบบที่บกพร่อง การไม่เตือน การฉ้อโกง และความประมาทเลินเล่อ การร้องเรียนดังกล่าวยื่นฟ้องในศาลรัฐบาลกลางในรัฐเท็กซัส, เทนเนสซี, โคโลราโด, เดลาแวร์, ฟลอริดา, จอร์เจีย, อิลลินอยส์ และมิสซูรี

 

อ้างอิง:

The post ‘Facebook’ ถูกฟ้อง 8 เรื่องในสหรัฐฯ โดยอ้างว่า ‘อัลกอริทึม’ ได้ดึงดูดเยาวชนและทำลายชีวิตพวกเขา บางคนถึงขั้นฆ่าตัวตายก็มี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้นหลัง Facebook ปรับลด Reach https://thestandard.co/effect-after-facebook-reach-change/ https://thestandard.co/effect-after-facebook-reach-change/#respond Wed, 22 Aug 2018 11:26:08 +0000 https://thestandard.co/?p=115568

  ภาพประกอบ: Pichamon Wannasan

The post เกิดอะไรขึ้นหลัง Facebook ปรับลด Reach appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

ภาพประกอบ: Pichamon Wannasan

The post เกิดอะไรขึ้นหลัง Facebook ปรับลด Reach appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/effect-after-facebook-reach-change/feed/ 0
เมื่อ Facebook ไม่แคร์วงการสื่อ เปรียบเป็นผู้ป่วยใกล้ตาย แบรนด์และเพจควรปรับตัวอย่างไร https://thestandard.co/facebooks-message-not-interested-about-media-traffic/ https://thestandard.co/facebooks-message-not-interested-about-media-traffic/#respond Wed, 22 Aug 2018 04:33:06 +0000 https://thestandard.co/?p=115383

    สัปดาห์ที่แล้ว (14 ส.ค.) ประเด็นฮือฮาที่ถ […]

The post เมื่อ Facebook ไม่แคร์วงการสื่อ เปรียบเป็นผู้ป่วยใกล้ตาย แบรนด์และเพจควรปรับตัวอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

สัปดาห์ที่แล้ว (14 ส.ค.) ประเด็นฮือฮาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นหวั่นไหวในแวดวงสื่อสารมวลชน และคนทำคอนเทนต์หนีไม่พ้นกรณีหนังสือพิมพ์ ‘ดิ ออสเตรเลียน (The Australian)’ ของออสเตรเลียหยิบวาทะเด็ดของแคมป์เบล บราวน์ (Campbell Brown) หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรข่าวทั่วโลกของเฟซบุ๊ก ที่อ้างว่านโยบายต่อจากนี้ของซีอีโอบริษัทเธอจะไม่ให้ความสำคัญกับสื่ออีกต่อไป

 

ดิ ออสเตรเลียน อ้างว่า ในการประชุมแบบปิด (Off the record meeting) กับสื่อในออสเตรเลียมากกว่า 20 แห่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งกินระยะเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรข่าวทั่วโลกของเฟซบุ๊กอ้างว่านโยบายของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ต่อจากนี้จะไม่ให้ความสำคัญกับสื่อและผู้ผลิตคอนเทนต์

 

“มาร์กไม่ได้สนใจสื่ออีกแล้ว แต่ได้มอบหมายงานมากมายให้ฉันมาจัดการเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

(Mark doesn’t care about publishers but is giving me a lot of leeway and concessions to make these changes)

 

“พวกเราต้องการช่วยให้วงการสื่อมวลชนแข็งแกร่งมากขึ้น อีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ มันจะดูเหมือนเราจะจับมือช่วยเหลือพวกคุณกับธุรกิจที่กำลังจะตาย ประหนึ่งว่าอยู่ในสถานพักพิงสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย

(We will help you revitalise journalism … in a few years the ­reverse looks like I’ll be holding your hands with your dying ­business like in a hospice)

 

“เราไม่สนใจจะคุยกับคุณในประเด็นทราฟฟิกคนเข้าเยี่ยมชมเพจหรือเว็บอีกต่อไป เพราะนั่นคือโลกใบเก่าและไม่มีทางที่จะย้อนกลับไปอีกแล้ว”

(We are not interested in talking to you about your traffic and referrals any more. That is the old world and there is no going back)

 

เป็นการประกาศกร้าวที่แรงเอาเรื่องเลยทีเดียว ยิ่งเมื่อพิจารณาว่านี่คือคำพูดที่หลุดออกมาจากปากของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการระดับหัวหน้าฝ่ายพันธมิตรข่าวทั่วโลกของเฟซบุ๊กก็อาจจะตีความได้ว่าพวกเขาอาจไม่ให้ความสำคัญกับสื่อ และผู้ผลิตคอนเทนต์จริงๆ ก็ได้

 

ที่สำคัญดูเหมือนมาร์กจะกลืนนำ้ลายก้อนโตของตัวเองด้วย เพราะในช่วงเวลาเดียวกันนี้เมื่อปี 2017 เขาเคยโพสต์ข้อความบนหน้านิวส์ฟีดในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือกับอุตสาหกรรมสื่อ (Facebook Journalism Project) ใจความส่วนหนึ่งระบุว่า

 

“เราจะดำเนินการทดลองหลายๆ วิธีเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสื่อ และทำให้แน่ใจว่าบรรดาผู้สื่อข่าว ผู้ตีพิมพ์ทุกคนบนโลกใบนี้จะยังทำหน้าที่ที่สำคัญของตัวเองต่อไปได้”

 

แคมป์เบล บราวน์ (Campbell Brown) หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรข่าวทั่วโลกของเฟซบุ๊ก

(ภาพ: Wikimedia Commons)

 

เฟซบุ๊กโต้ไม่ได้ทอดทิ้งสื่อ แต่หวังสร้างโมเดลธุรกิจสื่อยุคใหม่ที่ยั่งยืน ชี้หนังสือพิมพ์ออสเตรเลียนำเสนอข้อมูลคลาดเคลื่อน

หลังคำพูดของแคมป์เบลถูกตีพิมพ์บนหน้าหนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ทั่วโลก เธอก็ออกมาปฏิเสธว่าประโยคของเธอที่ถูกเผยแพร่ออกไปนั้นคลาดเคลื่อนมาก แต่ก็ไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงอีกเช่นกันว่าจริงๆ แล้วเธอพูดอะไรกับสื่อออสเตรเลียกว่า 20 เจ้าในการประชุมครั้งนั้นกันแน่

 

“การโควตคำพูดเหล่านั้นไม่ได้มีความถูกต้องไปทั้งหมด แล้วก็ไม่ได้สะท้อนถึงสิ่งที่พวกเราคุยกันในการประชุม

 

“พวกเรารู้ว่ายังมีอะไรอีกหลายๆ อย่างที่ต้องทำ แต่เป้าหมายของเฟซบุ๊ก และสิ่งที่ทีมงานของเราทำร่วมกับผู้เผยแพร่และนักข่าวทั่วโลก คือการช่วยให้นักสื่อสารมวลชนประสบความสำเร็จและยังเติบโตได้เรื่อยๆ ทั้งในแพลตฟอร์มของเรา และนอกแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก

 

“นั่นหมายความว่าสิ่งที่เราจะให้ความสำคัญต่อจากนี้คือการสร้างโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน และนั่นคือส่ิงที่เราคุยกันในงานประชุมครั้งนั้น”

 

นอกจากนี้ทางเฟซบุ๊กยังแย้มอีกด้วยว่าพวกเขาได้บันทึกบทสนทนาในครั้งนั้นไว้ทั้งหมด แต่ท้ายที่สุดก็เลือกที่จะไม่เปิดเผยมันออกมา ดิ ออสเตรเลียน จึงสวนกลับว่าในการพบปะกับหัวหน้าฝ่ายพันธมิตรข่าวทั่วโลกของเฟซบุ๊กครั้งนั้น ตนมีทีมงานเข้าประชุมทั้งหมดถึง 5 คน คล้ายๆ กับจะตอกหน้าโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ของโลกว่าพวกตนคงไม่พลาดให้ข้อมูลผิดแน่นอน

 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับวงการสื่อมวลชนโลกหลังถูกปรับลดอัลกอริทึมบนหน้านิวส์ฟีดผู้ใช้

‘Bringing People Closer Together’ หรือนำผู้คนเข้ามาใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นคือนโนบายเปลี่ยนโลก (สื่อ) ที่เฟซบุ๊กประกาศออกมาเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2018 โดยมีใจความคือต้องการเปลี่ยนให้หน้านิวส์ฟีดของผู้ใช้แต่ละคนแสดงผลคอนเทนต์ของผู้ใช้ด้วยกันมากขึ้น และลดการเห็นเนื้อหาจากเพจต่างๆ น้อยลง

 

ผลการศึกษาจาก Buffer ทีมงานที่ศึกษาด้านการเพิ่มเอ็นเกจเมนต์ และทราฟฟิกบนโลกโซเชียลมีเดียระบุว่า โพสต์กว่า 43 ล้านโพสต์จากเพจกว่า 20,000 เพจบนเฟซบุ๊กมีเอ็นเกจเมนต์โดยรวมลดลงถึง 50% หลังการเปลี่ยนนโยบายแสดงผลบนหน้านิวส์ฟีดของเฟซบุ๊กเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

 

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงจำนวนโพสต์ของแบรนด์บนเฟซบุ๊กในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 25% ด้วยซ้ำ จากคอนเทนต์ที่เคยถูกโพสต์ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2017 ที่จำนวน 6.5 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้นเป็น 8.1 ล้านชิ้น ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2018

กราฟแสดงเอ็นเกจเมนต์บนเฟซบุ๊กบนเพจต่างๆ ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง (ภาพ: bufferapp)

 

ในผลการศึกษาชุดนี้ ประเด็นที่น่าสนใจคือคอนเทนต์ประเภท ‘วิดีโอ’ ที่น่าจะถูกเลือกแสดงผลบนหน้านิวส์ฟีดถี่ก็ได้รับผลกระทบที่ย่ำแย่ไม่แพ้กัน จากเอ็นเกจเมนต์ที่เคยได้รับเฉลี่ยที่ 5,486 ต่อโพสต์ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2017 ลดลงไปกว่า 47.7% มาอยู่ที่ 2,867 ต่อโพสต์ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2018

 

ส่วนคอนเทนต์แบบภาพยังได้รับเอ็นเกจเมนต์สูงสุดเฉลี่ยประมาณ 3,453 ต่อโพสต์ (ลดจาก 9,370 ต่อโพสต์ในช่วงไตรมาส 1 / 2017) ส่วนการแปะลิงก์คือประเภทโพสต์ที่มีเอ็นเกจเมนต์ย่ำแย่ที่สุดเฉลี่ยประมาณ 763 ต่อโพสต์เท่านั้น (ลดจาก 2,577 ต่อโพสต์ในช่วงไตรมาส 1 / 2017)

กราฟแสดงเอ็นเกจเมนต์บนเฟซบุ๊ก

ที่สัมพันธ์กับความถี่ในการโพสต์คอนเทนต์ต่อวัน 

(ภาพ: bufferapp)

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจ และไม่ควรมองข้ามเด็ดขาดคือ ‘จำนวนคอนเทนต์สัมพันธ์กับเอ็นเกจเมนต์ที่เพจได้รับ’ โดยในช่วงระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายนที่ผ่านมา (ไตรมาส 2 / 2018) เพจที่โพสต์คอนเทนต์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 ชิ้นต่อวันกลับได้รับเอ็นเกจเมนต์เฉลี่ยโดยรวมต่อชิ้นมากกว่าเพจที่โพสต์คอนเทนต์มากกว่าวันละ 10 ชิ้นที่ 3,127:1,202

 

ส่วนจำนวนโพสต์ที่ bufferapp แนะนำว่าอยู่ในเกณฑ์ ‘พอดี’ ไม่มากและไม่น้อยเกินไปอยู่ที่ประมาณ 5 โพสต์ต่อวัน เพราะจะได้รับเอ็นเกจเมนต์รวมทั้งสิ้น 12,330

 

คนทำสื่อและแบรนด์ต้องรับมืออย่างไร

นี่คือคำถามที่คาใจหลายคนมาตลอดเกือบ 7 เดือนที่ผ่านมา จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้รับการทำให้กระจ่างเสียที

 

ถ้ายึดจากคำแนะนำของเฟซบุ๊กในช่วงที่เพิ่งดำเนินนโยบายใหม่ปรับลดการแสดงเนื้อหาจากเพจบนหน้านิวส์ฟีดได้ไม่นานก็จะสามารถสรุปออกมาเป็น 5 ข้อที่เข้าใจง่ายๆ ดังนี้

 

1. โพสต์ทั่วไปหรือแม้แต่วิดีโอจะถูกปรับลดเอ็นเกจเมนต์ลง

 

2. โพสต์ที่มีเอ็นเกจเมนต์มากจะได้รับการแสดงผลบนหน้านิวส์ฟีดบ่อย โดยเฉพาะโพสต์ที่มีผู้ใช้มาคอมเมนต์พูดคุยถกเถียงกันเป็นจำนวนมาก

 

3. โพสต์ประเภท Engagement Bait หวังเรียกยอดไลก์ยอดแชร์ หรือสร้างเอ็นเกจเมนต์เยอะๆ โดยให้คนมากดโหวตผ่าน React ไอคอนต่างๆ จะถูกปรับลดรีชให้น้อยลง

 

4. การแนะนำให้ผู้ใช้กด See First เพจจะช่วยให้ยอดเอ็นเกจเมนต์ และการเห็นเพจนั้นๆ บนหน้านิวส์ฟีดของผู้ใช้แต่ละรายยังพอไปวัดไปวา

 

5. คอนเทนต์ประเภทไลฟ์อาจได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เพราะเฟซบุ๊กมองว่าคอนเทนต์ประเภทนี้มีจำนวนการแสดงความคิดเห็นของผู้ใช้มากกว่าวิดีโอทั่วไปถึง 6 เท่า

 

ไม่นานมานี้ทีมข่าว THE STANDARD มีโอกาสคุยกับแหล่งข่าวซึ่งเป็นทีมงานเฟซบุ๊กไทยที่ประจำการอยู่ ณ สำนักงานใหญ่ในประเทศสิงคโปร์ โดยได้รับคำตอบว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพจใหม่ๆ เกิดขึ้นบนเฟซบุ๊กเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับอัตราการเพิ่มของเพจที่เติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง

 

ด้วยเหตุนี้ การให้อัลกอริทึมเลือกปรับลดการแสดงคอนเทนต์ของเพจต่างๆ ให้น้อยลงก็เป็นไปเพื่อต้องการรักษาสมดุลบนหน้านิวส์ฟีดของผู้ใช้ ที่สำคัญแหล่งข่าวของเรายังบอกอีกด้วยว่าโพสต์ที่จะได้รับเอ็นเกจเมนต์สูงคือโพสต์ที่มีผู้ใช้งานเข้ามาคอมเมนต์เป็นจำนวนมาก และแท็กผู้ใช้งานรายอื่นให้มามีปฏิสัมพันธ์ร่วมด้วย

 

ถ้าสรุปสั้นๆ จากผลวิจัยโดย bufferapp และข้อมูลที่เราได้รับจากแหล่งข่าวก็จะเข้าใจได้ว่าเพจที่โพสต์คอนเทนต์เยอะอาจจะไม่ได้รับเอ็นเกจเมนต์ที่เยอะเสมอไป ตรงกันข้ามกับเพจที่อาจจะโพสต์คอนเทนต์แค่ 1 ชิ้นต่อวัน แล้วเป็นโพสต์ที่ตรงกับความสนใจกับผู้ใช้งานเฟซบุ๊กส่วนใหญ่

 

‘ไม่มีของฟรีบนโลกใบนี้’ อาจเป็นนิยามที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ในยุคที่มีจำนวนเพจหน้าใหม่ๆ เกิดขึ้นมามากมายจนแทบจะแซงหน้าจำนวนผู้ใช้งานไปแล้ว

 

เมื่อสื่อทุกสำนัก และเพจทุกเพจได้รับผลกระทบจากอัลกอริทึมที่เอาแน่เอานอนไม่ได้กันถ้วนหน้า มากน้อยต่างกรรมต่างวาระกันไป ทางออกที่ดีที่สุดคือคงต้องลองหากลยุทธ์ปรับเนื้อหา และรูปแบบคอนเทนต์ให้หลากหลาย แล้วถอดบทเรียนกันแบบวันต่อวันเพื่อหาวิธีเอาตัวรอดที่ดีที่สุดเพื่อก้าวผ่านปัญหานี้ไปพร้อมๆ กัน

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สื่อต้องปรับตัวอีกครั้ง? Facebook ประกาศปรับนิวส์ฟีดใหม่ ลดการเห็นโพสต์จากเพจน้อยลง ไลฟ์สดอาจไม่โดน

 

ภาพประกอบ: Nisakorn Rittapai

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post เมื่อ Facebook ไม่แคร์วงการสื่อ เปรียบเป็นผู้ป่วยใกล้ตาย แบรนด์และเพจควรปรับตัวอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebooks-message-not-interested-about-media-traffic/feed/ 0
Facebook เริ่มให้คะแนนความน่าเชื่อถือผู้ใช้งาน หวังกวาดล้างข่าวปลอม https://thestandard.co/facebook-trust-ratings-fake-news-reporting-score/ https://thestandard.co/facebook-trust-ratings-fake-news-reporting-score/#respond Wed, 22 Aug 2018 03:54:03 +0000 https://thestandard.co/?p=115386

มีรายงานว่าเฟซบุ๊กได้เริ่มให้คะแนนผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มแ […]

The post Facebook เริ่มให้คะแนนความน่าเชื่อถือผู้ใช้งาน หวังกวาดล้างข่าวปลอม appeared first on THE STANDARD.

]]>

มีรายงานว่าเฟซบุ๊กได้เริ่มให้คะแนนผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มแล้ว เริ่มต้นจาก 0 ไปถึง 1 เพื่อเป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือของผู้ใช้แต่ละราย และนำไปสู่กลยุทธ์กวาดล้างข่าวปลอมที่ถูกแชร์ต่อหรือโพสต์โดยผู้ใช้

 

หนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์ จุดประเด็นนี้ขึ้นมาหลังจากได้สัมภาษณ์ เทสซา ลียงส์ (Tessa Lyons) ผู้จัดการด้านผลิตภัณฑ์ของเฟซบุ๊กที่รับหน้าที่ดูแลการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน รวมถึงกำจัดข่าวปลอมบนแพลตฟอร์ม โดยเชื่อว่าเฟซบุ๊กทดสอบระบบนี้มาเป็นระยะเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว เพื่อใช้คะแนนความน่าเชื่อถือของผู้ใช้งานแต่ละรายเป็นเครื่องมือปราบผู้ใช้เฟซบุ๊กที่มีเจตนาร้ายสร้างข่าวปลอมชี้นำผู้ใช้รายอื่น

 

ด้าน The Verge เชื่อว่าการคำนวณคะแนนความน่าเชื่อถือของผู้ใช้แต่ละรายจะยึดจากประวัติการใช้งานที่ผ่านๆ มา โดยเฉพาะการแจ้งรายงานคอนเทนต์ต่างๆ ที่ถูกแชร์บนเฟซบุ๊กเข้าไปยังระบบ  

 

หากมีการแจ้งว่าโพสต์ดังกล่าวเป็นข่าวปลอม แล้วทีมเช็กข้อมูลของเฟซบุ๊กตรวจพบว่าเป็นข่าวปลอมจริง ผู้ใช้ที่รายงานเข้ามาก็จะได้รับคะแนนเพิ่มขึ้น ส่วนกรณีที่โพสต์ดังกล่าวให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่ข่าวปลอม ผู้ใช้ที่แจ้งเรื่องร้องเรียนเข้ามาก็จะถูกปรับลดคะแนนลง

 

นี่คือหนึ่งในวิธีที่เฟซบุ๊กจะใช้ปราบข่าวปลอมที่ระบาดจากผู้ใช้บนแพลตฟอร์มของพวกเขา ส่วนจะได้ผลหรือไม่ แล้วจะสร้างผลกระทบต่อคนใช้งานมากน้อยอย่างไร นี่คือเรื่องที่เราต้องติดตามกันต่อไป

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post Facebook เริ่มให้คะแนนความน่าเชื่อถือผู้ใช้งาน หวังกวาดล้างข่าวปลอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebook-trust-ratings-fake-news-reporting-score/feed/ 0
ลือ Facebook เล็งเก็บเงินรายเดือน ซุ่มพัฒนาเวอร์ชันไร้โฆษณา https://thestandard.co/facebook-researching-ad-free-subscription-based-version/ https://thestandard.co/facebook-researching-ad-free-subscription-based-version/#respond Sat, 05 May 2018 05:52:28 +0000 https://thestandard.co/?p=88690

โดยปกติแล้วช่องทางรายได้ของ Facebook ส่วนใหญ่มาจากการที […]

The post ลือ Facebook เล็งเก็บเงินรายเดือน ซุ่มพัฒนาเวอร์ชันไร้โฆษณา appeared first on THE STANDARD.

]]>

โดยปกติแล้วช่องทางรายได้ของ Facebook ส่วนใหญ่มาจากการที่แบรนด์ต่างๆ พร้อมใจกันมาลงโฆษณาบนแพลตฟอร์ม (ปีที่แล้วรายได้กว่า 41,000 ล้านเหรียสหรัฐ มาจากการลงโฆษณา) เหมือนที่มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เคยตอบคำถามบิล เนลสัน วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต ในระหว่างให้การเป็นพยานต่อวุฒิสภาสหรัฐฯ ไว้ว่า

 

“เราไม่ได้มีฟีเจอร์ให้ผู้คนจ่ายเงินเพื่อปิดกั้นการแสดงผลโฆษณา พวกเราคิดว่าการนำเสนอบริการสนับสนุนโฆษณาคือสิ่งที่สอดคล้องกับพันธกิจหลักของเราในการเชื่อมต่อทุกๆ คนในโลกใบนี้เข้าด้วยกัน เพราะเราต้องการให้บริการแบบ ‘ฟรี’ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้”

 

แม้ตอนนั้นมาร์กจะย้ำหนักแน่นว่าเขาจะไม่ทำฟีเจอร์บล็อกการแสดงผลโฆษณาใน Facebook เวอร์ชันเสียค่าใช้บริการแน่นอน เพราะต้องการให้บริการผู้ใช้ฟรี แต่ดูเหมือน Bloomberg จะไม่เชื่อเช่นนั้น

 

Bloomberg ออกมาเผยว่าโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ที่มีผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 2 พันล้านรายเจ้านี้กำลังวิจัยและศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแพลตฟอร์มไร้โฆษณาที่ผู้ใช้จะต้องแลกกับการสมัครเสียค่าใช้บริการ และเชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยดึงคนมาเล่น Facebook มากขึ้น

 

ข้อมูลที่ Bloomberg ได้มานี้เชื่อกันว่ามาจากคนวงในที่เกี่ยวข้องกับโปรเจกต์วิจัยดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้ Facebook ก็เคยศึกษาการทำฟีเจอร์นี้ขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ขณะที่ Facebook ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใดๆ ในกรณีนี้เพิ่มเติม

 

ถึงอย่างนั้นก็ยังเร็วไปที่จะตัดสินว่า Facebook คิดจะเปิดให้บริการฟีเจอร์และแพลตฟอร์มเวอร์ชันเสียเงินและไร้โฆษณาจริง เพราะกระบวนการดูจะขัดกับจุดมุ่งหมายและความต้องการของตัวมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก อยู่พอสมควรเลย

 

อ้างอิง:

The post ลือ Facebook เล็งเก็บเงินรายเดือน ซุ่มพัฒนาเวอร์ชันไร้โฆษณา appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebook-researching-ad-free-subscription-based-version/feed/ 0
เราต้องรู้อะไรในการปรับอัลกอริทึมของเฟซบุ๊ก โดย หนุ่ย พงศ์สุข และ บี สโรจ https://thestandard.co/nui-pongsuk-b-saroj-talk-with-thestandarddaily/ https://thestandard.co/nui-pongsuk-b-saroj-talk-with-thestandarddaily/#respond Mon, 23 Apr 2018 23:38:30 +0000 https://thestandard.co/?p=85691

The post เราต้องรู้อะไรในการปรับอัลกอริทึมของเฟซบุ๊ก โดย หนุ่ย พงศ์สุข และ บี สโรจ appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post เราต้องรู้อะไรในการปรับอัลกอริทึมของเฟซบุ๊ก โดย หนุ่ย พงศ์สุข และ บี สโรจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/nui-pongsuk-b-saroj-talk-with-thestandarddaily/feed/ 0
อยู่อย่างไรในยุคที่ Facebook ปรับอัลกอริทึมตลอดเวลา! – THE STANDARD Daily 3 เมษายน 2561 https://thestandard.co/thestandarddaily03042561/ https://thestandard.co/thestandarddaily03042561/#respond Wed, 04 Apr 2018 06:12:34 +0000 https://thestandard.co/?p=82058

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 3 เมษายน 2561 เวลา 20.00 […]

The post อยู่อย่างไรในยุคที่ Facebook ปรับอัลกอริทึมตลอดเวลา! – THE STANDARD Daily 3 เมษายน 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 3 เมษายน 2561 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป

 

  • ฟังการวิเคราะห์สดๆ ในทุกแง่มุมของการปรับอัลกอริทึมของ Facebook รวมทั้งคำถามคาใจว่าเราจะรักษาข้อมูลความลับส่วนตัวได้อย่างไร และทิศทางการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของโลกโซเชียลโดยสองกูรูแห่งแวดวงโซเชียลมีเดียและการตลาดออนไลน์ หนุ่ย-พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ แห่งแบไต๋ไฮเทค และบี-สโรจ เลาหศิริ แห่งแรบบิทส์เทลล์
  • พร้อมด้วยประเด็นน่าสนใจ สรุปยอดทุจริตเงินคนไร้ที่พึ่งทะลุ 53 จังหวัด และมีข้าราชการเอี่ยวกว่า 90 คน!

 

สามารถติดตาม THE STANDARD Daily ได้เป็นประจำทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ที่ Facebook Live และ Youtube Live ของ thestandardth

The post อยู่อย่างไรในยุคที่ Facebook ปรับอัลกอริทึมตลอดเวลา! – THE STANDARD Daily 3 เมษายน 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thestandarddaily03042561/feed/ 0
เปิดใจ เบลล์ ขอบสนาม ทำเพจฟุตบอลอย่างไรให้ได้เกือบ 4 ล้านไลก์ใน 3 ปี https://thestandard.co/bell-khobsanam/ https://thestandard.co/bell-khobsanam/#respond Mon, 02 Apr 2018 10:59:01 +0000 https://thestandard.co/?p=81514

วันที่ 29 มีนาคม 2561 เป็นวันที่เจ้าของเพจออนไลน์หลายคน […]

The post เปิดใจ เบลล์ ขอบสนาม ทำเพจฟุตบอลอย่างไรให้ได้เกือบ 4 ล้านไลก์ใน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันที่ 29 มีนาคม 2561 เป็นวันที่เจ้าของเพจออนไลน์หลายคนมารวมตัวกันที่โรงแรมย่านสาทร เพื่อร่วมฉลองให้กับเพจ ขอบสนาม ซึ่งวันนี้มีอายุครบ 3 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2015

 

THE STANDARD ก็เป็นหนึ่งในสื่อที่ได้รับเชิญมาเข้าร่วมงานนี้ และเมื่อเราเดินทางไปถึงสถานที่จัดงานก่อนกิจกรรมต่างๆ จะเริ่มต้นขึ้น เราก็มองเห็น เบลล์-อรรถพล ไข่ทอง อดีตพนักงานประจำที่กล้าออกจากงานประจำมาทำเพจในโลกออนไลน์ กำลังนั่งรอต้อนรับเพจต่างๆ พร้อมกับทีมงานของเขาอย่างตื่นเต้น

 

 

เบลล์เป็นคนที่มีบุคลิกโดดเด่นและสามารถมองเห็นได้ในระยะไกล ทำให้เราไม่แปลกใจว่าทำไมเพจของเขาในวันนี้ถึงมีผู้ติดตามถึง 3.8 ล้านคน และแม้ว่าในวันที่พี่มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก ได้ปรับเปลี่ยนทดลองสิ่งที่สมาชิกเฟซบุ๊กเห็นบนฟีด บุคลิกของเพจและความนิยมของขอบสนามก็ไม่ได้ดูน้อยลงแต่อย่างใด

 

“จะให้ผมพูดเหมือนในหนัง Thor Ragnarok ก็ได้ ขอบสนามมันไม่ใช่เพจ แต่มันคือผู้คน สิ่งที่ผมต้องการให้ขอบสนามเป็นคือสังคม”

 

เป็นประโยคแรกที่เบลล์ได้กล่าวกับเราเมื่อเริ่มต้นการพูดคุยถึงขอบสนาม และทำให้เราเริ่มเข้าใจวิธีการทำงาน ระบบความคิด และจุดประสงค์ของการก่อตั้งเพจที่ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ตัวเลขยอดไลก์จะขึ้นไปเกือบ 4 ล้านไลก์หลังจากที่ผ่านไปทั้งหมด 3 ปี จากทีมงานที่มีในวันแรกทั้งหมด 3 คน

 

จากวันแรกถึงวันนี้ที่ครบ 3 ปี ความรู้สึกแตกต่างกันอย่างไร

ผมรู้สึกว่าวันแรกมันเป็นแค่งานอดิเรก เป็นงานที่ผมทำคู่กับงานประจำ สักพักถึงรู้สึกว่ามันเป็นอาชีพ และจากอาชีพสุดท้ายมันกลายเป็นชีวิตของผมไปแล้ว ขอบสนามคือชีวิต พอเวลาผ่านไป 3 ปี ขอบสนามคือทุกอย่างในชีวิตผม

 

เรามีความสุขกับการทำงานมาก ทุกวันนี้ผมไม่เหมือนมาทำงาน ผมเหมือนตื่นมาให้ความสุขกับคน ผมมีความสุขมาก ไม่เคยรู้สึกเหนื่อยเลยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เพราะว่าผมมีความสุขตั้งแต่วันแรก และผมมีวิธีคิดหนึ่งเลยคือการส่งความสุขให้คนอื่นทุกวัน ดังนั้นต้นขั้วต้องมีความสุขไว้ก่อน เพราะหากต้นขั้วไม่บวก พลังที่ส่งออกไปก็จะไม่บวก คอนเทนต์ที่ส่งออกไปก็จะไม่บวก

 

ถ้าเปรียบขอบสนามเป็นเหมือนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง คนที่เข้ามาในดาวดวงนี้จะเจออะไร

ในวันแรกผมอยากให้เขาได้เจออะไรที่แปลกใหม่ วันแรกๆ ขอบสนามเป็นเพจแรกที่เอาข่าวบอลมาอ่านให้ฟัง มีพากย์บอลด้วยภาษาคล้องจองที่ไม่มีใครทำมาก่อน แต่มาถึงวันนี้ผมอยากให้ขอบสนามเป็นเหมือนคอมมูนิตี้ของคนที่ชอบฟุตบอล ชอบในเรื่องกีฬา และเราสื่อสารกันด้วยภาษาเพื่อน ภาษาคุยของวัยรุ่น เราไม่ได้เป็นทางการ ไม่ได้อยู่ในทีวี เราใช้ภาษาที่วัยรุ่นฟังเข้าใจ นี่คือสิ่งที่เป็นตัวตนของขอบสนามมาตั้งแต่วันแรกและผมก็ยังคงตรงนี้อยู่ แม้ว่าวันนี้จะมีพี่เดียร์ มี Spring News เข้ามาช่วยในการส่งเสริมเรื่องอื่นๆ แต่ความเป็นตัวตนของขอบสนามยังคงอยู่

 

ยังมีคำหยาบคาย แต่คำหยาบคายนี้คือคำหยาบคายในคอนเทนต์ ทุกวันนี้คำว่า ไอ้เหี้ย ของผม เป็นเหมือนคำว่าไอ้เหี้ยของน้าค่อมไปแล้ว คือใครฟังมันฮามากกว่าเป็นคำด่า นั่นคือสิ่งที่เราทำมาเรื่อยๆ ซึ่งยอมรับว่าใช้เวลาตอกย้ำเหมือนกัน

 

ผมไม่เคยวางตัวว่าผมเป็นกูรูฟุตบอล เพราะผมไม่ใช่คนกูรูฟุตบอล ไม่ได้ดูบอลมา 20-30 ปี ผมชอบพากย์บอล เวลาตอนเด็กๆ เพื่อนๆ อาจจะแย่งกันเล่น Winning แต่ผมกลับขออยู่ตรงกลาง พากย์เสียงเวลาเพื่อนๆ เล่นแล้วกัน ผมเป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่งที่เอาเรื่องมาเล่าให้คนอื่นฟัง ด้วยภาษาที่เราชอบ ผมเป็นคนโรคจิตถ้าเขียนอะไรแล้วออกมาไม่คล้องจองไม่ได้ ต้องฟังแล้วลื่นหู มันติดมาจากตอนที่เราเป็นครีเอทีฟ และตอนที่สมัยเราเรียน ฝึกเขียนสคริปต์ถ้าไม่คล้องจองนี่ไม่ได้ มันต้องลื่นไปเลย พอเรามาทำงานตรงนี้มันก็เลยติดมา

 

3 ปีที่ผ่านมาคิดว่าคอนเทนต์แบบไหนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด

คอนเทนต์ที่ผมทำออกมาในวันแรก เรามีแค่ข่าวบอลอ่านให้ฟัง ดังนั้น คนที่เป็นแฟนขอบสนามก็จะเป็นคนที่ดูบอลอยู่แล้ว ทั้งคนที่เป็นแฟนบอลลิเวอร์พูล แมนฯ ยู บาร์เซโลนา หรือเรอัล มาดริด ทีมใดทีมหนึ่ง แต่เมื่อวันหนึ่งที่ขอบสนามเริ่มประสบความสำเร็จผมเริ่มอยากต่อยอดคือ ทำอย่างไรให้มันแมสขึ้น หมายถึงคนที่ไม่ดูบอลก็รู้จัก ผู้หญิง ลูกเด็กเล็กแดงที่ไม่เคยดูบอลก็รู้จัก ผมเลยคิดว่าบ้านเรา คอนเทนต์อะไรก็ตามที่มีความสนุกหรือบันเทิงคนจะชอบ วันนี้ผมเลยตั้งโจทย์ว่า ถ้าผมเอาฟุตบอลมาผนวกกับความสนุก เราหวังว่าจะตีโจทย์ตรงนี้แตกและคนอาจจะชอบมากขึ้น

 

ผมจึงทำช่วง ขอบสนาม Top 10 ขึ้นมา คอนเซปต์ง่ายๆ คุณไม่ต้องดูบอล ไม่ต้องรู้จักนักเตะว่าอยู่ทีมไหน ผมแค่หยิบจังหวะที่มันสนุกๆ ลูกยิงสวยๆ มาพากย์ให้เขาฟัง ถ้าคนชอบหรือมันสนุก เดี๋ยวเขาไปสืบหาต่อเอง เหมือนเวลาเราได้ยินเพลงที่ไม่รู้จัก แล้วเราสงสัยว่าเพลงนี้ของวงอะไรวะ เพราะว่ะ เราก็จะไปตามหามันเอง เราจะไปศึกษาเพิ่มเองถ้าสนใจ อันนั้นคือสิ่งที่ผมคิด ดังนั้นคนที่ติด ขอบสนาม Top 10 อาจจะไม่ต้องดูบอลก็ได้ เขาแค่รู้สึกว่ามันฮากับลูกยิงจังหวะนู้นจังหวะนี้มากกว่า นั่นคือสิ่งที่เป็นตัวตนและทำให้ขอบสนามดังเร็วมาก เพราะว่าหลังจากทำ Top 10 3 เดือนได้ 1 ล้านไลก์เลย

 

 

ในช่วงหลังมีหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าขอบสนามเปลี่ยนไป โดยเฉพาะเมื่อมีทีมงานใหม่ๆ เข้ามา ซึ่งทำให้มีรูปแบบที่เป็นทางการมากขึ้น คุณมองอย่างไร

จริงๆ ไม่เปลี่ยน ขอบสนามไม่เคยเปลี่ยน ผมคุยกับพี่เดียร์ตั้งแต่วันแรก พี่เดียร์เขาเข้ามาก็เพราะเขาชอบแบบนี้ มันไม่เหมือนใคร เขาสนับสนุนทุกอย่างที่เราเป็น เพียงแต่ว่าภาพลักษณ์ที่ออกไปตอนนี้มันเกี่ยวกับเฟซบุ๊กเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมพอดี ลองคิดภาพง่ายๆ คนเมื่อก่อนมีแต่คลิปคนก็เสพคลิปทั้งวัน แต่วันนี้เรามีคอนเทนต์ ทั้งคลิป ทั้งอ่าน ทำให้การเห็นไม่ทั่วถึง บวกกับการปรับอัลกอริทึมพอดี ดังนั้นคนที่ชอบดูคลิปไม่ชอบอ่าน พอคอนเทนต์เด้งขึ้นมาเป็นแบบอ่าน เขาอาจจะนึกว่าเราเลิกทำคลิปแล้วหรือเปล่า เช่นเดียวกับคนที่ชอบอ่านก็อาจจะเห็นแต่คลิปก็มีเหมือนกัน ดังนั้นถ้าเป็นแฟนขอบสนามให้เข้ามาที่หน้าเพจ และจะเห็นว่าจริงๆ เรามีคอนเทนต์เยอะ เราทำ 10 คลิปต่อวันเท่าเดิมมาตลอด

 

เมื่อก่อนเราเห็นจากนิวส์ฟีดเยอะ เพราะเมื่อก่อนมาร์กอาจจะปล่อย Reach เยอะ ทำให้คนติดมาก แต่พอเขาไม่ได้กดไลก์นานเข้า สักเดือนหนึ่งก็อาจจะหายไปจากหน้าฟีด ดังนั้นเราต้องย้ำเสมอว่าหากดูแล้วชอบใจกดไลก์ เพราะยิ่งกดไลก์ เฟซบุ๊กจะจำได้ว่าคุณชอบเพจนี้ มันจะขึ้นนิวส์ฟีดบ่อยๆ นั้นคือสิ่งที่เราต้องคอยสื่อสารคอยตอกย้ำกันคนดูเสมอ

 

นี่คือหนทางปรับตัวให้เข้ากับ เฟซบุ๊กมากขึ้นหรือเปล่า

เราต้องมีหลายอย่างแล้ว เผื่อวันหนึ่งเฟซบุ๊กมีปัญหา เราจะได้ยังมีพื้นที่ สมมติเราติดการ์ตูนสักเรื่อง คุณรับได้เหรอถ้าอยู่ดีๆ การ์ตูนหายไป เราต้องเตรียมพื้นที่เผื่อวันหนึ่งรัฐบาลแบนเฟซบุ๊กขึ้นมา เราก็ยังมีเว็บไซต์ เรายังมีสังคมของเราอยู่ ดังนั้นเราฝากชีวิตไว้กับพี่มาร์กอย่างเดียวไม่ได้

 

แล้วเราจะรับมืออย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงในเฟซบุ๊ก

เรามีแผนทำคอนเทนต์ให้ถูกใจครับ เพราะเราเชื่อว่า Content is a King ยังไงก็แล้วแต่ถ้าให้คนเห็นน้อยต่อให้พันคนเห็น แต่ถ้าคอนเทนต์นั้นดีมันจะส่งโอกาสให้คนเห็นมากกว่าเดิม ผมคิดว่าแม้อัลกอริทึมเปลี่ยน แต่คอนเทนต์ถ้ามันเจ๋งจริงๆ คนก็ยังจะกดไลก์ ช่วยแชร์ และมันยังไปได้อยู่ เหมือนที่ขอบสนามยังไปได้เหมือนทุกวันนี้ เพจอื่นๆ อาจจะหายไปบ้าง แต่เพจขอบสนามจะยังอยู่เพราะว่าเราทำคอนเทนต์ทุกวัน เราสม่ำเสมอมาตลอด 3 ปี

 

คอนเทนต์เจ๋งในแบบของคุณหมายถึงอะไร

สำหรับผมถ้าให้ผมชมตัวเองนะ ผมว่าผมเจ๋งในเรื่องของความสม่ำเสมอ ผมทำ 7 วันต่อสัปดาห์ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ยกเว้นเวลาป่วยหรือไปต่างประเทศ แต่แม้เวลาไปต่างประเทศผมก็ยังพกมือถือไปอัดเสียง เพราะผมรู้สึกห่วงคนดู อันนี้คือสิ่งที่ทำให้ขอบสนามประสบความสำเร็จ

 

ผมถามหน่อยมีใครไหมที่จะลาออกจากงานประจำมาทำเพจ ทั้งๆ ที่วันนั้นไม่มีรายได้ แต่ผมมีความเชื่อตั้งแต่แรกว่าประสบความสำเร็จแน่ แค่ทำเต็มที่ ทำสม่ำเสมอ ทำทุกวัน ตื่นเช้ามาเพื่อทำ ดังนั้น ผมมองว่าความเจ๋งของขอบสนามคือความสม่ำเสมอและความทุ่มเท เพราะว่าหายากนะครับคนที่จะทำเพจทุกวันโดยไม่หยุด เที่ยวก็น้อย 3 ปีมาผมแลกชีวิตไปเยอะมาก แต่สิ่งที่ได้มาคือคนดู สังคม และความแข็งแกร่งของคอนเทนต์ที่เราสร้างไว้

 

ถ้าคุณไม่มีพลังบวกเลย คุณจะส่งพลังบวกให้ใครก็ไม่ได้ ดังนั้นผมมีวิธีบริการจัดการความสุข กับการใช้ชีวิตไป เพราะว่าผมต้องแบกความสุขไว้เยอะ เพื่อจะไปทุ่มให้คนอื่นต่อในวันต่อไปครับ

 

ขอบสนาม Top 10

 

สะสมความสุขอะไรบ้างที่คุณแบกไว้เพื่อมาทุ่มลงกับคอนเทนต์

สำหรับผมคืออ่านเยอะ ดูเยอะ มีเพื่อน ผมไม่ชอบอยู่คนเดียว เพราะว่าต้องมีคนไว้ฟังไว้คุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผมมีเพื่อนๆ และครอบครัว จุดที่ทำให้ผมอยู่ได้คือทัศนคติและความสุขในการได้เจอคนที่รู้จักเรา อันนี้คือการเพิ่มพลังของผมเล็กๆ น้อยๆ เข้ามาขอถ่ายรูปหรือทักทาย แค่นี้ผมก็รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำไม่ไร้ค่านะ

 

ฟุตบอลมีความหมายอะไรสำหรับคุณ

โอ้โห ถ้าผมจะกราบใคร ผมจะกราบนักฟุตบอลทุกคนเลย เพราะว่าเขาทำให้ผมมีวันนี้ ฟุตบอลสำหรับวันนี้คือสิ่งที่ผมต้องนำไปเสนอกับคนรุ่นใหม่ๆ ผมมีหน้าที่ทำให้เด็กตัวเล็กๆ อยากจะเล่นฟุตบอล รู้สึกว่าอยากเป็นนักฟุตบอลมากกว่าไปทำอย่างอื่น เห็นพี่เบลล์พากย์แล้วอยากยิงประตูสวยๆ ให้พี่เบลล์พากย์สักวัน อยากส่งแพสชันนี้ออกไปเรื่อยๆ

 

อยากให้สัก 10 ปีผ่านไปให้ขอบสนามเป็นที่พูดคุยในแคมป์ฟุตบอลว่า วันนี้อยากจะยิงลูกสวยๆ เพื่อให้พี่เบลล์พากย์ลูกที่ยิง เหมือนที่ทุกๆ คนอยากออกทีวี เราก็อยากเห็นทุกๆ คนอยากออกขอบสนาม เพราะว่าเขาออกแล้วเขามีชื่อเสียงและมีโอกาสเติบโตในอาชีพมากขึ้น

 

วิกฤตที่เคยเจอหนักที่สุดในการทำเพจมา 3 ปีคืออะไร​

ผมไม่มีวิกฤตเลย เพราะปัญหามีไว้แก้ ส่วนปัญหาหนักสุดที่เคยเจอ ก็นี่แหละอัลกอริทึมเฟซบุ๊กเปลี่ยนไป แต่หนักถึงขั้นเครียดคงไม่มี ผมมีความสุขไว้ก่อน คนเอาความสุขจากผมไปไม่ได้

 

ผมไม่สนใจคอมเมนต์ด่า ใครด่านะ ผมเข้าไปคุยกับเขาดีๆ เพราะผมเชื่อว่าน้ำเย็น ดับไฟได้หมด คนถือไม้จะตีเรา เราไหว้เขา เขายังจะตีอีกเหรอ ดังนั้นผมมีวิธีง่ายๆ ในการจัดการคอมเมนต์ลบๆ อธิบายเขาด้วยความจริงใจ และผมเชื่อว่าวันเวลาจะบอกเองว่าเราเป็นคนอย่างไร คุณไปบอกเขาไม่ได้หรอก มีแค่ผลงาน ความสม่ำเสมอเท่านั้นจะเป็นตัวบอก เหมือนนักฟุตบอลไปบอกหนังสือพิมพ์ไม่ได้หรอกว่าเขาเก่ง  นอกจากเขายิงประตูเยอะๆ เท่านั้นหนังสือพิมพ์ถึงจะลงชื่อเขา

 

ปี 2018 นี้มีแผนการอะไรบ้าง

เรามีคอมมูนิตี้ เราจะไม่หยุดแค่แฟนเพจ เรามีอีเวนต์ ถึงเวลาแล้วที่จะดึงคนออกจากหน้าคอมฯ มาเจอกัน มานั่งพากย์บอลกัน มาร่วมสนุก ทำให้เขาคิดว่าขอบสนามเป็นสังคมที่น่าอยู่ อยากจะมาอีก และเป็นพื้นที่จริง คุณเชียร์บอลจริงๆ มีนักบอลจริงๆ ทีมชาติไทยจริงๆ มาร่วมด้วย

 

ปีนี้มีโครงการหลายอย่าง ผมอยากจะตอบแทนสังคม วันนี้ผมก็ประกาศโครงการ  The Same Old Shoe เป็นโครงการที่คิดว่าอยากเอารองเท้าที่ผมมีที่บ้านเป็นสิบคู่แต่ใส่จริงๆ แค่ 2 คู่ ที่เหลือปล่อยให้ฝุ่นจับ ไปบริจาคให้น้องๆ ในต่างจังหวัดที่ใส่รองเท้าที่ขาดแล้วขาดอีกแต่ยังต้องใส่ เพราะอะไร โอกาสไม่เหมือนกันครับ ดังนั้นผมคิดว่า ผมมีคนตามตั้งสามล้าน ลองชวนคนมา ขอรองเท้าคนละคู่ เอาแค่ 10% ก็ได้สามแสนคู่ละ เพราะฉะนั้นจะมีเด็กกี่ชีวิตที่ได้รองเท้าไปเตะบอล สร้างโอกาสให้เขา แล้วเราจะไปแจกกันถึงที่ จัดกิจกรรมกับพวกเขา น้องๆ จะได้สัมผัสว่า เฮ้ย เป็นนักฟุตบอลก็สนุกดีว่ะ แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว ถ้าโครงการดังขึ้นมา ก็จะมีแบรนด์ต่างๆเข้ามาสนับสนุนไปกับขอบสนาม ผมไม่สนใจว่าจะแบรนด์ไหน ผมรู้ว่าขอเถอะ จะเก่าหรือใหม่ คือการส่งโอกาสให้เด็กๆ

 

อะไรที่คุณเห็นว่าสำคัญที่สุดเวลาโพสต์คอนเทนต์หนึ่งไป ยอดไลก์ ยอดแชร์ หรือ คุณค่าที่ได้จากมัน

สำหรับผม ผมคิดสโลแกนขึ้นมาคือ หากดูแล้วชอบใจ ปุ่มไลก์ปุ่มแชร์อยู่ใกล้ๆ อย่าลืมกดให้ขอบสนามหน่อยนะครับ ยอดไลก์ยอดแชร์มันคือส่วนหนึ่งสำหรับผม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคอมเมนต์ ต่อให้คุณไลก์ไปแสนกว่า แต่คอมเมนต์พันกว่าด่าหมด ผมมองว่านั่นคือไม่ประสบความสำเร็จนะ ผมต้องการให้คนชอบคอนเทนต์มากกว่าจะมานั่งด่าคอนเทนต์ ออกความคิดเห็นเถียงดีกว่ามานั่งด่าคอนเทนต์ เห็นว่าไม่สนุก ขยะ กระจอก

 

คอมเมนต์สำคัญที่สุด เพราะว่าขอบสนามประสบความสำเร็จได้ทุกวันนี้เพราะผมอ่านทุกคอมเมนต์ตั้งแต่วันแรกว่าคนเขาอยากดูอะไร ผมไม่ทำตามใจตัวเอง ผมทำตามใจคนดู เพราะถ้าทำตามใจตัวเองคุณก็ดูคนเดียว ผมต้องเช็กกระแสเสมอ เฮ้ยคนดูชอบแบบนี้ว่ะ ถ้าคุณไม่สนใจคอมเมนต์แสดงว่าคุณไม่สนใจคนดู คุณสนแต่ตัวเอง คุณจะมานั่งสนใจยอดไลก์ไม่ได้ คนไลก์เป็นแสนคุณดีใจ แต่คุณเห็นคอมเมนต์หรือยัง เขาชอบหรือเปล่า อันนี้สำคัญมากครับ

 

บทสนทนาจบลงพร้อมกับรอยยิ้มของเบลล์ที่ยังกว้างเหมือนวันแรกที่เขาเริ่มทำเพจใหม่ๆ พร้อมกับคำขอบคุณจากทั้งสองฝ่ายที่ต่างต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงบนโลกออนไลน์ที่เรานิยามกันว่าเฟซบุ๊กฟีด

 

 

วันนี้ขอบสนามได้มากไกลพอๆ กับพัฒนาการของการสื่อสารที่เปิดโอกาสให้คนที่เริ่มต้นจากความรักการพากย์บอลได้มีโอกาสทำในสิ่งที่เขารักพร้อมกับมีรายได้และมีทีมงานมาร่วมส่งเสริมฝันการสร้างสังคมกีฬาในรูปแบบของเขาให้เป็นจริง

 

เฟซบุ๊กจะอยู่หรือไป รูปแบบการสื่อสารจะเปลี่ยนแปลงไปอีกขนาดไหน คงเป็นคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นคำตอบจากการพูดคุยในวันนี้คือ หากคุณมีความสม่ำเสมอในสิ่งที่คุณเชื่อและลงมือทุ่มเทกับมัน วันหนึ่งคุณก็อาจจะเริ่มสร้างสังคมที่คุณต้องการได้เช่นกัน

 

Photo: ขอบสนาม / facebook

The post เปิดใจ เบลล์ ขอบสนาม ทำเพจฟุตบอลอย่างไรให้ได้เกือบ 4 ล้านไลก์ใน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/bell-khobsanam/feed/ 0
THE STANDARD Calendar: กิจกรรมน่าทำระหว่างวันที่ 24-30 มีนาคม 2561 https://thestandard.co/calendar-24-30-march-2561/ https://thestandard.co/calendar-24-30-march-2561/#respond Thu, 22 Mar 2018 09:41:21 +0000 https://thestandard.co/?p=79158

หมดไปอีกหนึ่งเดือนกับเดือนมีนาคม สัปดาห์สุดท้ายของเดือน […]

The post THE STANDARD Calendar: กิจกรรมน่าทำระหว่างวันที่ 24-30 มีนาคม 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>

หมดไปอีกหนึ่งเดือนกับเดือนมีนาคม สัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้จะมีกิจกรรมอะไรให้เราไปสนุก น่าสนใจ นอกบ้านกันบ้าง ไปดูกัน

 

 

นิทรรศการ I Am You

What: นิทรรศการศิลปะโดย วสันต์ สิทธิเขตต์ ผลงานของเขามีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ใช้การเสียดสี ล้อเลียน เปรียบเปรยในการแสดงออกถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม และทำให้เรารู้ว่า เราทุกคนล้วนถูกกระทำไม่ต่างกัน

Where: หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ถนนพระราม 1 กรุงเทพฯ

When: 23 มีนาคม ถึง 27 พฤษภาคม 2561

Why: นิทรรศการนี้เคยจัดแสดงครั้งแรกเมื่อปี 2536 และนำกลับมาให้เรามีโอกาสได้ชมงานนี้อีกครั้ง อ่านบทสัมภาษณ์ของวสันต์ สิทธิเขตต์ได้ที่นี่

How: www.facebook.com/IAmYouBACCExhibition

Stop: BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ

 

Photo: theislandfuneral / facebook

 

Doc Club Theater: มหาสมุทรและสุสาน + เสวนาผ่านเลยอย่าผ่านไป

What: ภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งและความรุนแรงของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เล่าผ่านผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินทางไปยังจังหวัดปัตตานี ซึ่งช่วงเวลาในภาพยนตร์จะเป็นเวลาที่สถานการณ์ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังคุกรุ่น

Where: Doc Club Theater Warehouse 30 ถนนเจริญกรุง แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ

When: 24 มีนาคม 2561

Why: เนื้อเรื่องที่สะท้อนปัญหาสังคมและเรื่องราวที่น่าติดตาม ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลมากมายจากเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศ นับว่าเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่น่าสนใจ

How: www.facebook.com/events/110914453082313

Stop: BTS สถานีสะพานตากสิน, MRT สถานีหัวลำโพง หรือนั่งเรือมาลงที่ท่าเรือด่วนสี่พระยา

 

 

Open Market: Arts & Crafts For Charity

What: ถ้ารักหรือสนใจงานทำมือและศิลปะ DIY งานนี้เราจะได้สร้างสรรค์และสนุกไปกับเวิร์กช็อปดีๆ จากอาร์ตสตูดิโอทั้ง 10 แห่ง กิจกรรมที่น่าสนใจอย่างเช่น จัดต้นไม้ในขวดโหล จัดดอกไม้หรือวาดรูป ส่วนรายได้จากกิจกรรมจะนำไปช่วยเหลือโครงการอนุรักษ์พะยูน

Where: ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี กรุงเทพฯ

When: วันนี้ถึง 25 มีนาคม 2561

Why: ได้สนุกแล้วยังได้ช่วยเหลือสัตว์ นอกจากงานเวิร์กช็อปก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกเพียบ รับรองว่าไม่มีเบื่อ

How: www.facebook.com/events/1963510740581259

Stop: BTS สถานีเพลินจิต

 

 

BKK On Air

What: กิจกรรมฉลอง Air Max Day รองเท้าคู่ใจใครหลายคน งานนี้มีเวิร์กช็อปจากศิลปินให้ร่วมสนุกหลากหลายแนว อาทิ การดีไซน์ถุงใส่รองเท้า Air Bag ในแบบของคุณเอง ออกแบบภาพขยับได้ไฟล์ GIF ด้วยเทคนิคสตอปโมชัน แถมยังได้สนุกไปกับการถ่ายภาพแบบ Large Format และการบันทึกภาพถ่ายลงบนแผ่นอะลูมิเนียมด้วยนะ

Where: โกดัง The Link อโศก มักกะสัน กรุงเทพฯ

When: 25 มีนาคม 2561

Why: สาวก Nike ไม่ควรพลาดกิจกรรมดีๆ แบบนี้ รีบจองแล้วใส่ Nike คู่โปรดไปเดินเล่นในงานกัน

How: www.nike.com/events-registration/event?id=98803  

Stop: MRT สถานีเพชรบุรี

 

 

The fin. + Yogee New Waves Live in Bangkok

What: คอนเสิร์ตวงอินดี้ป๊อปจากญี่ปุ่น ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่พวกเขากลับมาเล่นเพลงดีๆ ให้เราฟัง แต่ครั้งนี้ไม่ได้มาแค่วงเดียว เพราะวงน้องใหม่ Yogee New Waves ที่กำลังมาแรงในญี่ปุ่นก็มาด้วย ส่วนวงเปิดของคอนเสิร์ตนี้คือวงสมเกียรติ ที่จะมาวอร์มอัปให้เราพร้อมก่อนไปฟังเพลงจากวงคุณภาพอีก 2 วงด้วยกัน

Where: Voice Space อาคารบีบีดี ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

When: 25 มีนาคม 2561

Why: งานคอนเสิร์ตที่พาศิลปินเจ๋งๆ มาแบบนี้ไม่ใช่จะมีบ่อย ดังนั้นห้ามพลาดเชียว

How: www.facebook.com/events/351697581965505

Stop: BTS สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรือ BTS สถานีอารีย์ ต่อด้วยรถเมล์สาย 24, 69, 92, 538, 504, 555

 

 

Open House # 9: เมื่อ Facebook ปรับ Algorithm… เราจะปรับตัวกันอย่างไร?

What: ฟังจากปากผู้อยู่เบื้องหลังการทำคอนเทนต์ทั้ง 3 ท่าน จาก Wavemakers และ Soimilk ผู้ผลิต Online Content กับการปรับอัลกอริทึมของเฟซบุ๊กว่าปรับตัวกันอย่างไรจึงจะอยู่รอด

When: 27 มีนาคม 2561 เวลา 18.30-21.30 น.

Where: Tencent (Thailand) Company อาคารเมืองไทยภัทรคอมเพล็กซ์ อาคาร A ชั้น 15-16 ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

Why: คนทำเพจที่อยากรับมือและเอาชนะการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของแพลตฟอร์มดิจิทัลแล้วแต่ใจมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ไม่ควรพลาด รายละเอียดเพิ่มเติม และเริ่มสมัครได้ผ่าน www.eventpop.me/e/3184 เวลาเที่ยงตรง วันศุกร์ที่ 23 มีนาคมนี้ และเช่นเคยงานของเราฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อนๆ สามารถร่วมกันสนับสนุนงานของเราได้โดยการแชร์อีเวนต์นี้ลงเฟซบุ๊ก

How: สมัครเข้าร่วมฟังผ่าน www.eventpop.me/e/3184 ได้จนถึงเวลา 12.00 น. วันศุกร์ที่ 23 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ www.facebook.com/events/1048677511946628

Stop: MRT สถานีรัชดาภิเษก

 

 

Study in Germany

What: ฟังการสนทนาและหาข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาต่อ ณ เมืองเบียร์อย่างเยอรมนี โดยในงานมีทั้งการบรรยายเกี่ยวกับข้อมูลและการวิจัยต่างๆ ในเยอรมนีเกี่ยวกับการศึกษาต่อ

When: 29 มีนาคม 2561 เวลา 18.00-19.30 น.

Where: ห้องประชุม Goethe Saal มูลนิธิวัฒนธรรมไทย-เยอรมัน (ชั้น 2 อาคารแรกทางขวามือจากทางเข้า) ซอยสาทร 1 (บริเวณเดียวกับสถาบันเกอเธ่) กรุงเทพฯ

Why: งานนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ และไม่ต้องลงทะเบียนก่อนก็มาได้ ทั้งการบรรยายยังเป็นภาษาไทยด้วยนะ

How: www.facebook.com/events/156047121778405

Stop: MRT สถานีลุมพินี

 

Photo: thehouseonsathorn / faceboook

 

Gin Couture at The House on Sathorn

What: สาวกและนักดื่มจินต้องไม่พลาดงานนี้ มาดื่มจินเกรดพรีเมียม Caorunn Gin ที่นำเข้าจากประเทศสกอตแลนด์ในบรรยากาศเอาต์ดอร์สบายๆ บริเวณคอร์ทยาร์ดใจกลางกรุงตั้งแต่เวลาเย็นเป็นต้นไป

Where: The House on Sathorn ถนนสาทรเหนือ บางรัก กรุงเทพฯ

When: 30 มีนาคม 2561

Why: นอกจากจินรสชาติดีแล้ว แนะให้ชิมหอยนางรมสดๆ และอิเบอริโกแฮมอร่อยๆ แกล้มไปพลาง ฟังดนตรีเพราะๆ กลางสวนไปพลางได้ด้วย

How: www.facebook.com/events/297219510808406

Stop: BTS สถานีช่องนนทรี

 

 

Samui Coconut Fest 2018

What: งานกิจกรรมเกี่ยวกับมะพร้าวที่มาพร้อมกิจกรรมสนุกๆ มากมาย อย่างเช่น การประกวด Coconut King & Queen รวมไปถึงมีอาหารทั้งคาวหวานในบรรยากาศท้องถิ่นให้ชิมกันด้วย และถ้าใครได้ไปก็อย่าลืมถ่ายรูปกับแลนด์มาร์กลิงถือมะพร้าวกว่า 100 ตัวด้วยนะ

Where: ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล สมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

When: วันนี้ถึง 31 มีนาคม 2561

Why: งานนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ทุกคนได้ร่วมสนุก ถ้าใครอยากไปพักผ่อนพร้อมหากิจกรรมสบายๆ ก็ลองไปงานนี้ดูนะ  

How: www.facebook.com/CentralFestivalSamui

Stop: เกาะสมุย

 

 

SOS Exhibition

What: นิทรรศการโดยศิลปินไทยและต่างชาติกว่า 10 ชีวิตที่มาจัดแสดงผลงานสร้างสรรค์สะท้อนความเป็นไปของชุมชน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยนำเสนอผ่านสัตว์ จินตนาการ และโลกความเป็นจริงผสมผสานกันได้น่าสนุกและน่าสนใจ

Where: Bangkok Citycity Gallery สาทรซอย 1 สาทรใต้ กรุงเทพฯ

When: วันนี้ถึง 1 เมษายน 2561

Why: มาเดินชมเมืองจำลองที่เกิดจากจินตนาการได้ที่นี่ รับรองว่าคุณจะต้องเพลิดเพลินไปกับเมืองที่เต็มไปด้วยจินตนาการสะท้อนสังคม และหนึ่งในศิลปินที่เข้าร่วมคือ Alex Face อีกด้วย แฟนๆ ของเขาห้ามพลาด!

How: www.facebook.com/bangkokcitycity  

Stop: MRT สถานีลุมพินี ทางออก 2

 

 

เช้า CHARM เย็น CHARM: An exhibition by KHAE

What: นิทรรศการที่น่ารักและอบอุ่น ที่เล่าเรื่องราวชีวิตคนทำงานออกมาได้เรียบง่าย น่ารักน่าหยิกและน่าสนุกไม่น้อย ใครกำลังเบื่อหรืออยากพักผ่อนจากการทำงานสักเดี๋ยว ก็ลองมาเดินชมงานศิลปะจากชีวิตจริงได้ที่นี่

Where: 10ml. Cafe Gallery ซอยวิภาวดี 16/6 ถนนวิภาวดี จอมพล จตุจักร กรุงเทพฯ

When: วันนี้ถึง 4 เมษายน 2561

Why: นิทรรศการสนุกๆ เบาสมอง เดินชมแล้วยิ้มตาม แอบบอกว่าเราเขียนระบายความในใจได้ด้วย…

How: www.facebook.com/events/345554099282827

Stop: MRT สถานีรัชดาภิเษก หรือสถานีหมอชิต

 

The post THE STANDARD Calendar: กิจกรรมน่าทำระหว่างวันที่ 24-30 มีนาคม 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/calendar-24-30-march-2561/feed/ 0
หุ้นตก ขู่เลิกเล่น วิกฤตใหญ่เฟซบุ๊ก เมื่อข้อมูลผู้ใช้ 50 ล้านรายรั่วไหล https://thestandard.co/facebook-stock-falling/ https://thestandard.co/facebook-stock-falling/#respond Wed, 21 Mar 2018 12:10:52 +0000 https://thestandard.co/?p=78958

จนถึงตอนนี้ต้องบอกว่าประเด็นข้อพิพาทที่โซเชียลมีเดียเฟซ […]

The post หุ้นตก ขู่เลิกเล่น วิกฤตใหญ่เฟซบุ๊ก เมื่อข้อมูลผู้ใช้ 50 ล้านรายรั่วไหล appeared first on THE STANDARD.

]]>

จนถึงตอนนี้ต้องบอกว่าประเด็นข้อพิพาทที่โซเชียลมีเดียเฟซบุ๊ก ถูกกล่าวหาว่าเปิดช่องให้บริษัทวิจัยข้อมูลเพื่อการเลือกตั้ง Cambridge Analytica เข้ามาล้วงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานมากกว่า 50 ล้านรายชื่อได้กลายเป็นปัญหาไฟลามทุ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ไม่ใช่แค่ทำให้หุ้นบริษัทตกกว่า 7% หรือมูลค่าบริษัทหายไปกว่า 36,000 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น (1.12 ล้านล้านบาท) แต่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเฟซบุ๊กก็ถูกคณะกรรมาธิการสอบข้อเท็จจริงของสภาสามัญชนสหราชอาณาจักร และรัฐสภายุโรป (European Parliament) เรียกตัวเพื่อทำการสอบสวนและชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้ว แม้ว่าเวลานี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ออกมาจากฝั่งมาร์กก็ตาม

 

ขณะที่ความเคลื่อนไหวล่าสุดช่วงค่ำของวันอังคารที่ 20 มีนาคม สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งไล่ตั้งแต่ The Guardian, Time, Telegraph, CNN, The Verge หรือแม้แต่ผู้ร่วมก่อตั้ง WhatsApp ก็ออกมารวมตัวบอยคอตต์ผ่านแคมเปญ ‘#DeleteFacebook’ ให้ผู้ใช้งานลบบัญชีและแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กกันแล้ว

 

หลายคนอาจสงสัยว่าข้อพิพาทระหว่างเฟซบุ๊กและ Cambridge Analytica ครั้งนี้หนักแค่ไหน ปัญหาที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ THE STANDARD ได้สรุปเหตุการณ์ทั้งหมดแบบคร่าวๆ ให้คุณได้ลองทบทวนกันไปพลางๆ ก่อนติดตามสถานการณ์และบทสรุปของประเด็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้

 

ปัญหาเกิดจากอะไร?

จุดกำเนิดของปัญหาทั้งหมดมีต้นตอมาจาก Cambridge Analytica (CA) บริษัทวิจัยข้อมูลเพื่อการเลือกตั้งที่ก่อตั้งเมื่อปี 2013 หรือ 4 ปีที่แล้ว โดย SCL Group บริษัทแม่ที่ศึกษาข้อมูลด้านกลยุทธ์การสื่อสารซึ่งตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร (หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทคือ สตีฟ แบนนอน (Steve Bannon) อดีตที่ปรึกษาอาวุโสของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์)

 

ว่ากันว่า Cambridge Analytica มีบทบาทสำคัญต่อเบื้องหลังความสำเร็จในการคว้าตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของโดนัลด์ ทรัมป์ และการประกาศแยกตัวจากสหภาพยุโรปจากเหตุการณ์ Brexit

 

แล้ว CA ไปเกี่ยวพันกับเฟซบุ๊กได้อย่างไร? พวกเขาล้วงข้อมูลมาจากเฟซบุ๊กด้วยวิธีไหน?

 

ในปี 2015 ดร.อเล็กซานเดอร์ โคแกน (Dr. Aleksandr Kogan) ศาสตราจารย์วิชาจิตวิทยาประจำมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้ทำการยื่นขอข้อมูลผู้ใช้งานจากเฟซบุ๊ก โดยให้เหตุผลว่าจะนำข้อมูลทั้งหมดนี้ไปใช้เพื่อการศึกษาสำหรับพัฒนาแอปพลิเคชันทายบุคลิกภาพโดยอ้างอิงข้อมูลทางหลักจิตวิทยาในชื่อ ‘thisisyourdigitallife’

 

แอปฯ thisisyourdigitallife ได้รับความนิยมล้นหลาม ถูกดาวน์โหลดโดยผู้ใช้งานเฟซบุ๊กไปมากกว่า 270,000 ราย แต่ในเวลาเดียวกันมันก็เป็นช่องทางลับให้โคแกนสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานได้เกือบทุกคนบนแพลตฟอร์ม ทั้งข้อมูลการกดไลก์ สถานที่พำนักไปจนถึงข้อมูลส่วนตัว ‘ทุกอย่าง’ ของผู้ดาวน์โหลดแอปฯ

 

ที่แย่กว่านั้นคือมันยังแอบเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานเฟซบุ๊กรายอื่นๆ ที่เป็นเพื่อนกับบุคคลจำนวนกว่า 2 แสนรายชื่อที่ดาวน์โหลดแอปฯ นี้ไปอีกด้วย ในที่สุดโคแกนก็มีข้อมูลของผู้ใช้งานเฟซบุ๊กกว่า 50 ล้านบัญชีอยู่ในมือ และในเวลาต่อมาเจ้าตัวก็ส่งต่อชุดข้อมูลทั้งหมดนี้ไปให้กับบริษัท Cambridge Analytica

 

จากการเปิดเผยของ The New York Times และหนังสือพิมพ์ The Observer ในสหราชอาณาจักรเมื่อวันเสาร์ที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมาได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววงการสื่อและการเมืองระดับโลก เพราะสำนักข่าวทั้ง 2 แห่งได้เปิดประเด็นว่า Cambridge Analytica แอบนำข้อมูลของผู้ใช้งานเฟซบุ๊กกว่า 50 ล้านคนที่ได้จากโคแกนไปใช้ออกแบบซอฟต์แวร์ทำนายผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อปี 2016 ซึ่งมีส่วนช่วยให้ทรัมป์เข้าวินเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผ่านการออกแบบกลยุทธ์การโฆษณาให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย

 

ฝั่งคริสโตเฟอร์ ไวลีย์ (Christopher Wylie) อดีตพนักงานของ CA ในตำแหน่งวิศวกรเทคโนโลยี (ลาออกจากบริษัทเมื่อปี 2014) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CBC ในแคนาดาเมื่อเร็วๆ นี้ว่าบริษัท Cambridge Analytica ที่ตนเคยร่วมงานด้วยนั้นเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานได้โดยไม่ได้รับความยินยอมจริง ทั้งยังให้สัมภาษณ์กับสื่ออีกหลายสำนักว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่พลเมืองสหรัฐอเมริกาควรจะได้ทราบว่าบริษัทเหล่านี้นำข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาไปใช้ประโยชน์ในทางใดบ้าง เช่นเดียวกับกรณีของ Cambridge Analytica ที่แทรกแซงกระบวนการประชาธิปไตยในสหรัฐอมริกา

 

ไวลีย์ยังให้สัมภาษณ์กับรายการ Today Show เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 19 มีนาคมอีกด้วยว่า “บริษัทแห่งนี้ได้ยกระดับข่าวปลอมขึ้นไปอีกขั้นด้วยระบบอัลกอริทึม”

 

Facebook และ Cambridge Analytica ตอบโต้อย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

หลังเหตุการณ์นี้ถูกเผยแพร่และนำเสนอออกไปในวงกว้าง เฟซบุ๊กให้ข้อมูลว่าพวกเขาได้ดำเนินการแบนบัญชีผู้ใช้งาน Cambridge Analytica, SCL Group และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมถึงคริสโตเฟอร์ ไวลีย์แล้ว และยืนกรานให้ 2 บริษัทดังกล่าวลบข้อมูลผู้ใช้งานส่วนตัวที่ดึงออกมาจากระบบให้เกลี้ยง

 

ขณะที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก และเชอรีล แซนด์เบิร์ก (Sheryl Sandberg) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการของเฟซบุ๊กยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ เพิ่มเติม ด้านเว็บไซต์ thenextweb ตีข่าวว่า อเล็กซ์ สตามอส (Alex Stamos) หัวหน้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำบริษัทเฟซบุ๊กมีแพลนจะอำลาตำแหน่งในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

อย่างไรก็ดีเฟซบุ๊กยังได้ว่าจ้างบริษัท Stroz Friedberg ขึ้นมาเป็นหน่วยงานนิติวิทยาศาสตร์ด้านดิจิทัลให้กับบริษัทชั่วคราว เพื่อดำเนินการสอบสวนเรื่องราวเบื้องลึกกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว

 

เฟซบุ๊กกล่าวว่า “Cambridge Analytica ได้ตกลงที่จะปฏิบัติตามคำร้องและยินยอมให้บริษัทเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์และระบบของพวกเขาแล้ว ทั้งนี้พวกเรายังได้ติดต่อบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องรวมถึงคริสโตเฟอร์ ไวลีย์ และอเล็กซานเดอร์ โคแกนเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการตรวจสอบแล้วเช่นกัน โดยนายโคเกนได้ตอบตกลงที่จะให้ความร่วมมือแล้ว แต่นายไวลีย์ปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ”

 

เฟซบุ๊กยังยืนยันตามนโยบายเดิมว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการปกป้องข้อมูลความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานอย่างมาก เพราะเดิมทีโคแกนได้ติดต่อขอข้อมูลหลังบ้านของเฟซบุ๊กเพื่อนำไปใช้สำหรับวิจัยและการศึกษา แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับคลาดเคลื่อนกับจุดประสงค์ของเจ้าตัวไปพอสมควร

 

ส่วนฝั่งผู้ถูกกล่าวหาอย่าง Cambridge Analytica ก็ออกมาโต้ข้อพิพาททุกกรณี โดยระบุว่าบริษัทของตนไม่ได้นำข้อมูลของผู้ใช้เฟซบุ๊กไปใช้ประโยชน์ในทางที่มิชอบ เช่นการออกแบบเคมเปญสนับสนุนโหวตเลือกตั้งโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปี 2016 และยังได้ลบข้อมูลทุกอย่างที่ได้รับมาจากบริษัท Global Science Research (GSR) ทันทีที่ทราบว่าข้อมูลที่ได้มาผิดกับเงื่อนไขการให้บริการของเฟซบุ๊ก

 

โดยต่อจากนี้จะให้ความร่วมมือกับโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่างใกล้ชิดเพื่อทำให้แน่ใจว่าตนไม่ได้ละเมิดนโยบายการให้บริการทุกข้อของบริษัท และได้กำจัดข้อมูลที่ได้รับส่งต่อมาไปเรียบร้อยแล้ว

 

“Cambridge Analytica จะรับแต่ข้อมูลที่ได้รับมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น นโยบายป้องกันข้อมูลของเราที่เข้มแข็งเป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับระดับชาติของสหรัฐอเมริกา นานาชาติ และสหภาพยุโรป” บริษัท Cambridge Analytica กล่าวผ่านแถลงการณ์

 

ถึงอย่างนั้นก็คงปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีว่าเฟซบุ๊กไม่มีส่วนรู้เห็นต่อเหตุการณ์ข้อมูลผู้ใช้งาน 50 ล้านรายชื่อรั่วไหล ขณะที่การแก้ปัญหาหลังเหตุการณ์เกิดขึ้นไปแล้วของพวกเขาก็ดูจะเข้าข่ายสำนวนสุภาษิต ‘วัวหายล้อมคอก’ เพราะ ณ เวลานี้ทุกคนก็คงได้เห็นถึงผลลัพธ์ด้านลบที่เกิดขึ้นกับเฟซบุ๊กกันแล้ว

 

อาจจะยังไม่สายที่เฟซบุ๊กจะคิดหาหนทางกู้ศรัทธาจากผู้ใช้งานบางส่วนคืนมา ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือพวกเขาจะต้องทำให้ผู้ใช้ทุกรายมั่นใจได้ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำรอยขึ้นอีกในอนาคต

 

Photo: karin foxx

อ้างอิง:

The post หุ้นตก ขู่เลิกเล่น วิกฤตใหญ่เฟซบุ๊ก เมื่อข้อมูลผู้ใช้ 50 ล้านรายรั่วไหล appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebook-stock-falling/feed/ 0
Facebook อ่วม! หุ้นร่วงเกือบ 7% เซ่นข่าวฉาวเผยแพร่ข้อมูลผู้ใช้งาน https://thestandard.co/facebook-stock-fall/ https://thestandard.co/facebook-stock-fall/#respond Tue, 20 Mar 2018 12:45:24 +0000 https://thestandard.co/?p=78720

หุ้น Facebook ร่วงหนักจากผลกระทบข่าวฉาวขายข้อมูลในช่วงเ […]

The post Facebook อ่วม! หุ้นร่วงเกือบ 7% เซ่นข่าวฉาวเผยแพร่ข้อมูลผู้ใช้งาน appeared first on THE STANDARD.

]]>

หุ้น Facebook ร่วงหนักจากผลกระทบข่าวฉาวขายข้อมูลในช่วงเลือกตั้งสหรัฐฯ นักวิเคราะห์ประเมินอาจดิ่งแตะ 20%

 

นับเป็นฝันร้ายที่สุดในรอบ 4 ปีของ Facebook เมื่อราคาหุ้นดิ่งลง 6.77% ปิดที่ 172.56 ดอลลาร์ต่อหุ้น ร่วงแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา มูลค่าตลาดหายไปกว่า 3.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.2 ล้านล้านบาท หลังจากเกิดข่าวฉาวที่สื่ออังกฤษ ‘Channel 4 News’ ขุดคุ้ยเจอเกมการเมืองสกปรกของ Cambridge Analytica ซึ่งเป็นองค์กรด้านข้อมูลที่โดนัลด์ ทรัมป์ว่าจ้างในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าบริษัทแห่งนี้ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ซื้อจาก Facebook มาใช้งานและนำไปสื่อสารเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 50 ล้านคน

 

ในสารคดีที่เปิดโปงเรื่องนี้อ้างอิงการสัมภาษณ์ของ Alexander Nix ผู้บริหารระดับสูงของ Cambridge Analytica ที่บอกว่า บริษัทมีลูกเล่นที่แพรวพราวเพื่อล่อให้นักการเมืองติดกับด้วยการใช้สาวสวยหลอกล้วงข้อมูลหรือกระทั่งเสนอสินบนในบางกรณี นอกจากนี้ยังแชร์เรื่องการทำลายชื่อเสียงของคู่แข่งทางการเมืองของลูกค้าผ่านการโพสต์คอนเทนต์หลายรูปแบบบนโซเชียลมีเดียด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดข่าวฉาวออกไป ผู้บริหารคนดังกล่าวเลือกกลับลำปฏิเสธและตอบเลี่ยงว่าเป็นการยกตัวอย่างแบบสุดโต่งให้ฟังเท่านั้น

 

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า เป็นไปได้ที่บริษัทแห่งนี้จะนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน Facebook นับล้านรายไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและ ‘ล้ำเส้น’ กฎหมายเพื่อสร้างแคมเปญที่ช่วยสนับสนุนให้โดนัลด์ ทรัมป์ได้รับเลือกเป็นผู้นำสหรัฐฯ ชนิดหักปากกาเซียน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นแรงกดดันอย่างสูงสุดต่อ Facebook เรื่องการหาประโยชน์กับข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน

 

ผู้เชี่ยวชาญจาก Investopedia ประเมินว่า นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่ Facebook ต้องรีบจัดการโดยเร็วและเป็นไปได้ที่หุ้นของโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อาจร่วงลงถึง 20% และตอนนี้ส่งผลถึงราคาหุ้นของบริษัทในธุรกิจเดียวกันอย่าง Alphabet (Google) ที่ราคาตกลงกว่า 3% หรือ Amazon ที่หุ้นตก 1.7% เป็นต้น

 

อ้างอิง:

The post Facebook อ่วม! หุ้นร่วงเกือบ 7% เซ่นข่าวฉาวเผยแพร่ข้อมูลผู้ใช้งาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebook-stock-fall/feed/ 0
สรุปข้อมูลโซเชียลมีเดียไทยปี 2017 วัยรุ่นหนีพ่อแม่มาเล่นทวิตเตอร์มากขึ้น เฟซบุ๊กแตะ 49 ล้านราย อันดับ 8 โลก https://thestandard.co/thailand-social-media-statistics-2017/ https://thestandard.co/thailand-social-media-statistics-2017/#respond Fri, 02 Mar 2018 12:32:55 +0000 https://thestandard.co/?p=74587

พุธที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โธธ โซเชียล และวันบิต แมท […]

The post สรุปข้อมูลโซเชียลมีเดียไทยปี 2017 วัยรุ่นหนีพ่อแม่มาเล่นทวิตเตอร์มากขึ้น เฟซบุ๊กแตะ 49 ล้านราย อันดับ 8 โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

พุธที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โธธ โซเชียล และวันบิต แมทเทอร์ ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลได้ร่วมกันจัดงาน Thailand Zocial Awards 2018 ครั้งที่ 6 ขึ้น ภายในงานมีการสรุปข้อมูลการใช้งานโซเชียลมีเดียท่ีน่าสนใจของคนไทยตลอดรอบปี 2017 ที่ผ่านมาจากข้อความเกือบๆ 3,600 ล้านข้อความบนโซเชียลมีเดียแต่ละแพลตฟอร์ม (Facebook, Instagram, Twitter, LINE, Google และ Pantip) พบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

 

จากการคัดกรองข้อมูลดิบบนโลกโซเชียลมีเดียไทยปีที่ผ่านมา กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โธธ โซเชียล จำกัด เผยว่า แต่ละแพลตฟอร์มมีการเปลี่ยนแปลงไปมากมายเช่นเดียวกับพฤติกรรมของผู้บริโภค และเมื่อจำแนกตามชาร์ตความถี่ของแต่ละวันจะพบว่า เดือนตุลาคมหรือช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จะมีข้อความปรากฏบนโซเชียลมีเดียของคนไทยมากเป็นพิเศษ

 

 

เมื่อแยกตามไตรมาสในแต่ละปีจะปรากฏเป็นคียเวิร์ดที่สำคัญดังนี้

  • ไตรมาสที่ 1 (มกราคม-มีนาคม) ปรากฏการณ์ Facebook Live และ Youtube Live ของรายการเกมโชว์ The Mask Singer ซีซัน 1, แฮชแท็ก #Missuniverse ร่วมเชียร์ น้ำตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์ บนทวิตเตอร์
  • ไตรมาสที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน) แมว, สุนัข, หน้ากากหอยนางรม (โอม-ปัณฑพล ประสารราชกิจ) จากรายการ The Mask Singer ซีซัน 2 และเจ้านาย-จินเจษฎ์ วรรธนะสิน (จากการออกซิงเกิล คนละชั้น)
  • ไตรมาสที่ 3 (กรกฎาคม-กันยายน) โรคซึมเศร้ากับการจากไปของเชสเตอร์ เบนนิงตัน นักร้องนำวง Linkin Park, ซีเกมส์ (ซีโกง), ต่ำตมไม่หยุด (โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน), เพลงประกอบภาพยนตร์ ส่ม ภัค เสี่ยน ที่มียอดวิวกว่า 50 ล้านครั้งในเดือนที่หนังฉาย
  • ไตรมาสที่ 4 (ตุลาคม-ธันวาคม) แฮชแท็ก #MissUniverse ร่วมเชียร์ มารีญา พูลเลิศลาภ บนทวิตเตอร์ และก้าวคนละก้าว

 

 

เมื่อแยกเป็นประเด็นย่อยต่างๆ จะพบว่าประเด็นส่วนใหญ่ที่ถูกพูดถึงบนโลกโซเชียลมีเดียจะอยู่ในวงการ ‘บันเทิง’ เป็นหลัก สะท้อนให้เห็นว่าวงการบันเทิงสำคัญกับสังคมไทยมากๆ มีการเปรียบเทียบกันคร่าวๆ ว่าประเด็นบันเทิงจะถูกพูดถึงมากกว่าประเด็นทางธุรกิจกว่า 10 เท่าตัว (300 ล้านข้อความ : 30 ล้านข้อความ) ในจำนวนนี้ 52.5% คือการพูดถึงศิลปินชาย, 29.7% พูดถึงรายการทีวี และอีก 5.9% พูดถึงตัวนักแสดง

 

 

Twitter คือโซเชียลมีเดียที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในไทย เด็กวัยรุ่นหนีพ่อแม่มาจากแพลตฟอร์มอื่น

พเนิน อัศววิภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วันบิต แมทเทอร์ จำกัด สรุปภาพรวมการใช้งานโซเชียลมีเดียจำแนกตามแต่ละแพลตฟอร์มหลักๆ และพบว่า Twitter คือแพลตฟอร์มที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดด้านยอดผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 33% มีจำนวนผู้ใช้รวมมากกว่า 12 ล้านราย แบ่งเป็น Active User ที่ 5.7 ล้านราย เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 80% (ปี 2017 มี Active User 3.6 ล้านราย)

 

 

เหตุผลส่วนใหญ่ที่ทำให้ Twitter มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดนั้น ทีมงาน Twitter ประเทศไทย บอกว่าเป็นเพราะวัยรุ่นไทยในช่วงวัย 16-24 ปี ใช้แพลตฟอร์มของตนเป็นที่ลี้ภัยจากการถูกคุกคามของผู้ปกครอง พ่อแม่ และผู้ใหญ่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ จนทำให้กลุ่มวัยรุ่นไทยมีสัดส่วนการใช้งาน Twitter มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก

 

อย่างไรก็ดี เมื่อมองกลับไปยัง Facebook และ Instagram สองแพลตฟอร์มเจ้าสำคัญในตลาด จะพบว่าปีที่ผ่านมา Facebook ในไทยมียอดผู้ใช้รวมอยู่ที่ 49 ล้านราย เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วแค่ 4% เท่านั้น ด้าน Instagram มียอดผู้ใช้รวม 13.6 ล้านราย คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 24% ซึ่งพเนินมองว่าเมื่อแพลตฟอร์มมีอัตราการเติบโตที่ช้าลง แต่จำนวนแบรนด์ที่ต้องการลงโฆษณากลับมีมากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้มีการแย่งพื้นที่สื่อกันเอง ส่งผลให้ค่าโฆษณาแพงขึ้น และทำให้แบรนด์-เอเจนซีหลายๆ เจ้าต้องเปลี่ยนกลยุทธ์การทำการตลาดในปี 2018 ใหม่กันทั้งหมด

 

 

  • ปัจจุบัน Facebook มีผู้ใช้งานทั่วโลกรวมกว่า 2.13 พันล้านราย โตขึ้นจากปีที่แล้ว 10% โดยประเทศไทยมียอดผู้ใช้รวมอยู่ในอันดับที่ 8
  • 5 จังหวัดที่มีจำนวนผู้ใช้สูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ชลบุรี, นครราชสีมา และสงขลา
  • จุดที่น่าสนใจคืออินเดียแซงสหรัฐอเมริกาขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งด้วยยอดผู้ใช้งานรวม 240 ล้านราย สาเหตุมาจากจำนวนประชากรและอัตราการใช้สมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และยังเป็นโอกาสที่เหมาะสมกับการที่แบรนด์ต่างๆ จะใช้ Facebook เจาะตลาดผู้ใช้ในอินเดีย
  • Facebook Messenger มีอัตราการใช้งานโตขึ้นจากเดิมที่ 22% มีผู้ใช้งานรวม 886 ล้านราย ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 8 มีจำนวนผู้ใช้เท่าเดิมเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สอดคล้องกับสัดส่วนการเติบโตของแพลตฟอร์ม Facebook ที่เริ่มช้าลง

 

 

  • สัดส่วนเอ็นเกจเมนต์ยอดนิยมของคนไทยคือการคลิกไลก์ที่ 89% กดแชร์ 5% คลิกแสดงความคิดเห็นและกดรีแอ็กชันเท่ากันที่อย่างละ 3%
  • ช่วงเวลาที่คนไทยนิยมใช้ Facebook มากที่สุดคือ 6 โมงเย็นถึง 5 ทุ่ม

 

 

 

  • Instagram มีสัดส่วนผู้ใช้ทั่วโลกโตขึ้น 14% มีผู้ใช้ในปี 2018 ที่ 800 ล้านราย โดยสหรัฐอเมริกานำขาดเป็นอันดับหนึ่งด้วยยอดผู้ใช้ 117 ล้านราย ขณะที่ไทยรั้งอยู่ในอันดับ 14
  • ช่วงเวลาที่คนไทยนิยมเล่น Instagram มากที่สุดคือช่วงปลายสัปดาห์ ในระยะเวลาตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม เพราะชอบถ่ายภาพแนวไลฟ์สไตล์ ขณะที่วันธรรมดา ช่วงเวลาพีกไทม์จะอยู่ที่ 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม
  • ประเภทโพสต์ที่ได้รับความนิยมากที่สุดคือ ภาพ 71% ส่วนโพสต์แบบอัลบั้ม (Carossel) อยู่ที่ 24%, วิดีโอ 5% โดย Carossel มีแนวโน้มจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

  • ช่วงเวลาที่คนไทยนิยมใช้ Twitter มากที่สุดคือ 2 ทุ่มถึงเที่ยงคืน และปีนี้เริ่มลามไปจนถึงช่วงเวลาตี 1 และการที่ผู้ใช้  Twitter ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นยังสะท้อนให้เห็นว่าเด็กไทยรุ่นใหม่มีแนวโน้มจะนอนดึกมากขึ้น ซึ่งแบรนด์ที่ขายสินค้า-บริการ 24 ชั่วโมงอาจจะใช้เป็นช่องทางทำประโยชน์ได้

 

***หมายเหตุ: ข้อมูลทั้งหมดนับจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2018 เท่านั้น

 

 

Facebook ปรับหน้าฟีดใหม่ ทำเอ็นเกจเมนต์ต่อโพสต์ตก 27%!

หลังการปรับนโยบายเปลี่ยนการแสดงผลหน้านิวส์ฟีดบน Facebook ของผู้ใช้งานแบบใหม่ โดยเน้นให้โชว์โพสต์จากแบรนด์น้อยลงเพื่อให้เห็นโพสต์จากเพื่อนๆ หรือผู้ใช้งานคนอื่นๆ มากขึ้นนั้น พเนินบอกว่าเมื่อเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วและปีนี้ (มกราคม 2017, 2018) พบว่าแบรนด์มีอัตราการโพสต์คอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียมากขึ้น 52% มีอัตราการได้รับเอ็นเกจเมนต์รวมเพิ่มขึ้น 12%

 

ถึงแม้จำนวนโพสต์และเอ็นเกจเมนต์จะสูงขึ้น แต่เมื่อจำแนกแยกตามเอ็นเกจเมนต์ต่อโพสต์จะพบว่าสัดส่วนกลับลดลงจากเดิมที่ 27% เลยทีเดียว นั่นหมายความว่าแต่ละแบรนด์ต้องแข่งขันกันหนักมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อแย่งเอ็นเกจเมนต์กัน ต้องขยันปล่อยโพสต์ให้ถี่ขึ้นกว่าเดิมเพื่อดันตัวเองให้กลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิมบนโลกออนไลน์

 

 

ส่วนประเภทของคอนเทนต์ที่ได้รับเอ็นเกจเมนต์เฉลี่ยสูงสุดบน Facebook จากการเก็บข้อมูลบนเพจ 100,000 เพจใน 27 หมวดอุตสาหกรรม มีดังนี้  

  • อันดับ 1 วิดีโอ 2,556 เอ็นเกจเมนต์
  • อันดับ 2 ภาพ 1,273 เอ็นเกจเมนต์
  • อันดับ 3 ลิงก์ 1,199 เอ็นเกจเมนต์
  • อันดับ 4  อีเวนต์ 387 เอ็นเกจเมนต์
  • อันดับ 5 โน้ต 115 เอ็นเกจเมนต์
  • อันดับ 6 สเตตัส 32 เอ็นเกจเมนต์

 

จากข้อมูลและผลลัพธ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับแพลตฟอร์ม Facebook ในปัจจุบันนั้นได้นำไปสู่การตั้งคำถามว่า แบรนด์ต่างๆ ควรจะกระจายช่องทางการสื่อสารของตัวเองไปยังแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น Twitter หรือไม่

 

 

พเนินตอบในข้อสงสัยนี้โดยยกจำนวนยอดผู้ใช้แบบ Active User ที่เพิ่มขึ้นระหว่างช่วงปี 2016-2017 ที่ 83%, จำนวนทวีตของแบรนด์เพิ่มขึ้น 124% และจำนวนรีทวีตโพสต์ของแต่ละแบรนด์โดยผู้ใช้ทั่วไปเพิ่มขึ้น 101% มาประกอบ โดยชี้ว่าถึงเวลาแล้วที่แบรนด์ต่างๆ อาจจะเริ่มหันมาใช้แพลตฟอร์มนี้ แต่สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายของแต่ละแบรนด์ด้วย

 

ภาพรวมและนโนบายการให้ความสำคัญของ 6 แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในปี 2018

 

เว็บไซต์ Pantip.com – อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ ตัวแทนจากเว็บไซต์พันทิป

ภาพรวมปี 2017

  • ห้องที่คนเข้าไปดูหน้าฟีดมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งคือ ห้องบางขุนพรหม (ละคร) เหตุผลเพราะเป็นเรื่องความบันเทิง คนสามารถเข้าไปคุยหรือแลกเปลี่ยนความเห็นได้ทุกวัน รองลงมาคือห้องศุภชลาศัย (กีฬา) โดยวอลเลย์บอลเป็นกีฬาที่คนให้ความสนใจมากที่สุด ส่วนห้องกระทู้ที่มีคนอ่านมากที่สุดอยู่ใน 3 ห้อง ได้แก่ ห้อง Blue Planet (ท่องเที่ยว), ห้องโต๊ะเครื่องแป้ง (เครื่องสำอาง) และห้องสวนลุมพินี (ดูแลสุขภาพ)
  • ห้องที่มีเอ็นเกจเมนต์สูงสุด (เข้ามาคอมเมนต์มากที่สุด) คือห้องสาระประชาชน เป็นห้องที่พูดคุยเรื่องกฎหมาย ความเดือดร้อนผู้บริโภค กระทู้ร้องเรียนปัญหา รวบรวมเอากระทู้ร้องเรียนจากทุกห้องมารวมไว้ด้วยกัน โดยกระทู้ที่มีคนคอมเมนต์มากที่สุดอยู่ที่ประมาณหลายหมื่นคอมเมนต์
  • แบรนด์ต่างๆ เริ่มมีการมาใช้ฟีเจอร์กระทู้ Advertorial ที่เขียนโดยทีมงาน Pantip มากขึ้น

 

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ

  • Brand Expert Account ฟีเจอร์ที่เปิดให้แบรนด์ต่างๆ เข้ามาตอบปัญหาของผู้ใช้งานที่เขามาตั้งกระทู้ร้องเรียน สามารถใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ห้ามโฆษณาขายสินค้า

 

สิ่งที่เราจะได้เห็นในปี 2018 นี้

  • ฟีเจอร์ใหม่ Pantip Branded Content ที่เปิดให้แบรนด์เข้ามาเขียนกระทู้ของตัวเอง หรือใช้สมาชิกที่เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ เขียนแล้ว ‘ซื้อ’ ในราคาหลักหมื่นบาทเพื่อบูสต์ให้ปรากฏในตำแหน่งพิเศษ 7 วัน (หลังจากจบ 7 วันกระทู้ยังอยู่) เปิดใช้ในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งแบรนด์สามารถเลือกปิดคอมเมนต์แง่ลบได้

 

Twitter – ชนะชัย ไชยปัญญา จากบริษัท มีเดียโดนัทส์ จำกัด ตัวแทนอย่างเป็นทางการของ Twitter ประเทศไทย

ภาพรวมปี 2017

  • อัตราการเติบโตของผู้ใช้งาน Twitter ในประเทศไทยสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัย 16-24 ปี ที่ใช้เป็นที่ลี้ภัยจากการถูกสอดส่องของผู้ใหญ่
  • อินฟลูเอนเซอร์หน้าใหม่อย่าง เป๊ก-ผลิตโชค อายนบุตร และโอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน มีส่วนช่วยทำให้บรรยากาศใน Twitter คึกคักมากขึ้น ดึงแฟนคลับเข้ามาในแพลตฟอร์ม โดย #เป๊กผลิตโชค อยู่ในอันดับ 3 ของแฮชแท็กยอดฮิตในประเทศไทย ปี 2017
  • มีสัดส่วนการเติบโตของรายรับจากค่าโฆษณาโตขึ้นเป็นเท่าตัวในทุกๆ ไตรมาส
  • อยากให้มองเป็นสำนักข่าวของโลกที่มีหน้า Trends เป็นหน้าหนึ่ง โดยมีผู้ใช้ทุกคนเป็นบรรณาธิการในการอัพเดตข้อมูลข่าวสารและสถานการณ์สดๆ ที่เกิดขึ้น

 

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ

  • Promote Trend แบรนด์สามารถซื้อตำแหน่งเทรนด์อันดับ 1 ของ Twitter ได้แล้วในราคา 180,000 บาทต่อวัน (ไม่รวม Vat) และจำกัดแบรนด์เดียวเท่านั้นต่อวัน โดยตอนนี้แบรนด์ต่างๆ เข้ามาลงโฆษณาได้แล้วโดยไม่ต้องผ่านเอเจนซีอีกต่อไป
  • Key Word Targeting โฆณาตามคีย์เวิร์ดแต่ละคำ เช่น เมื่อเสิร์ชคำว่า ‘หิว’ จะเจอสินค้าหมวดบริโภค

 

สิ่งที่เราจะได้เห็นในปี 2018 นี้

  • Content Partnership ที่ Twitter จะเข้ามาร่วมงานสนับสนุนกับแบรนด์ในแต่ละหมวดอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยทำการตลาด

 

LINE – นรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร ตัวแทนจาก LINE ประเทศไทย

ภาพรวมปี 2017

  • ผู้ใช้แบบ Active User ยังอยู่ที่ 41 ล้านคน โดยผู้ใช้หน้าใหม่จะเริ่มมีอายุมากขึ้น (เบบี้ บูมเมอร์, เจนเอ็กซ์) ทำให้สัดส่วนประชากรเริ่มขยายและมีแบรนด์เข้ามาทำตลาดมากขึ้น
  • แบรนด์ไม่ได้แค่ตอบคำถามหรือส่งข้อความไปหาลูกค้า แต่เริ่มมีการทำ Business Connect หรือบริการที่เชื่อมต่อกับหลังบ้านมากขึ้นเพื่อเอ็นเกจกับผู้บริโภค เช่น แอ็กเคานต์ธนาคารที่เชื่อมต่อกับการแจ้งเตือนการทำธุรกรรม

 

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ

  • Data Management Solution เชื่อมต่อกับระบบหลังบ้านของแบรนด์เพื่อส่งแคมเปญโปรโมชันที่เฉพาะเจาะจงถึงลูกค้าแต่ละคนตามพฤติกรรมการบริโภคสินค้าและบริการ

 

สิ่งที่เราจะได้เห็นในปี 2018 นี้

  • การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค เพราะ LINE ไม่มีนโยบายเก็บข้อมูลของผู้ใช้เลย
  • เป็นช่องทางช่วยให้แบรนด์ทำตลาดแบบ Customer on Demand กับผู้บริโภค เช่น การแจ้งเตือนบริการหลังการขายผ่าน Brand Official Account
  • เข้าไปเจาะตลาดอินฟลูเอนเซอร์ในชื่อ ‘LINE Idol’

 

ไมเคิล จิตติวาณิชย์ Google ประเทศไทย

ภาพรวมปี 2017

  • เทรนด์ Xylo Cast การถ่ายทอดสดพร้อมกันบนโทรทัศน์และช่อง Youtube Official Account เริ่มมีให้เห็นมากขึ้น ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จคือช่องเวิร์คพอยท์ ด้านผู้ใช้ต่างจังหวัดก็เริ่มเข้ามาใช้แพลตฟอร์มมากขึ้น
  • ประเภทชาแนลที่มีสัดส่วนยอดผู้ติดตามมากขึ้นสูงสุดใน 3 หมวด ได้แก่ Gaming, Family, Beauty

 

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ

  • การศึกษาข้อมูลความสนใจของผู้บริโภคที่ดึงข้อมูลจากแพลตฟอร์มบริการทั้ง 7 อย่างของ Google ออกมาวิเคราะห์ให้กับแบรนด์ต่างๆ

 

สิ่งที่เราจะได้เห็นในปี 2018 นี้

  • ปีนี้ Youtube จะเน้นการทำโฆษณารูปแบบใหม่ผ่าน ‘True View for Action’ เพื่อดึงคนดูคลิปโฆษณาต่างๆ ให้คลิกเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ของแบรนด์นั้นๆ โดยตรง

 

Facebook – ดวงพร พรหมอ่อน ตัวแทนจาก Facebook ประเทศไทย

ภาพรวมปี 2017

  • เทรนด์การนำแพลตฟอร์มไปใช้เป็นโซเชียลคอมเมิร์ซทำธุรกิจขายสินค้าเป็นจำนวนมาก รวมถึงการไลฟ์ขายของ
  • ผู้ใช้มีแนวโน้มจะเลื่อนหน้าฟีดเร็วมาก นับเป็นหลักวินาทีเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นแบรนด์ต่างๆ ควรเลือกใช้ภาพประกอบ ภาพเปิดคอนเทนต์ต่างๆ ให้เหมาะกับพฤติกรรมของคนเพื่อดึงดูดความสนใจ
  • ฟีเจอร์ Instagram Story มีสัดส่วนการใช้งานสูงมากๆ ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการทำตลาดผ่านฟีเจอร์นี้

 

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ

  • Instragram Story Ad และ Messenger Ad ที่มาพร้อมกับ Messenger Bot ผู้ช่วยแชตบอตในการให้บริการข้อมูลต่างๆ

 

สิ่งที่เราจะได้เห็นในปี 2018 นี้

  • ฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่จะช่วยให้แบรนด์อีคอมเมิร์ซรายเล็กๆ ทำการตลาดของตัวเองเพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคได้ดีขึ้น

 

ในแต่ละปี ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มย่อมมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการของตัวเองอยู่เสมอ ระดับความเปลี่ยนแปลงในบางปีอาจจะเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่บางปีอาจจะเปลี่ยนไปแบบเหนือความคาดหมาย (เหมือน Facebook กับการเปลี่ยนอัลกอริทึมหน้าฟีดในปี 2018) แต่ส่ิงที่สำคัญที่สุดซึ่งสปีกเกอร์ทุกๆ คนเน้นย้ำคือการที่แบรนด์และคนทำคอนเทนต์ก็ต้อง ‘ปรับตัว’ ด้วยเช่นกัน

 

เหตุผลที่ต้องปรับตัวไม่ใช่แค่เพื่อให้วิ่งตามแพลตฟอร์ม คู่แข่ง และผู้บริโภคให้ทันเท่านั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณหยุดอยู่กับที่ นั่นเท่ากับว่าคุณจะเสียโอกาสโดยสูญเปล่า ทำให้คุณล้าหลังกว่าชาวบ้านอยู่เสมอ และหนักที่สุดคือคุณจะหลุดจากวงโคจรเดิมของตัวเองอย่างน่าเสียดาย

 

สำคัญที่สุดคือหากเกิดกระบวนการนำ ‘ข้อมูล’ ที่มีมาประมวลผลเพื่อออกแบบและวางกลยุทธ์สื่อสารให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อแบรนด์ได้เมื่อไร ก็จะช่วยผ่อนแรงการทำงานได้มหาศาลตามไปด้วย

The post สรุปข้อมูลโซเชียลมีเดียไทยปี 2017 วัยรุ่นหนีพ่อแม่มาเล่นทวิตเตอร์มากขึ้น เฟซบุ๊กแตะ 49 ล้านราย อันดับ 8 โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thailand-social-media-statistics-2017/feed/ 0
Facebook ปรับ… แบรนด์ต้องเปลี่ยน สรุปความเปลี่ยนแปลงของ Facebook ในรอบปี และวิธีรับมือของแบรนด์ต่างๆ https://thestandard.co/the-facebook-algorithm-change-2018/ https://thestandard.co/the-facebook-algorithm-change-2018/#respond Tue, 20 Feb 2018 08:38:27 +0000 https://thestandard.co/?p=71814

อย่างที่เราทราบและเห็นกันอย่างกว้างขวางถึงการเปลี่ยนแปล […]

The post Facebook ปรับ… แบรนด์ต้องเปลี่ยน สรุปความเปลี่ยนแปลงของ Facebook ในรอบปี และวิธีรับมือของแบรนด์ต่างๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>

อย่างที่เราทราบและเห็นกันอย่างกว้างขวางถึงการเปลี่ยนแปลงชนิด ‘เขย่าวงการ’ ของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก และเฟซบุ๊ก (Facebook) ที่หลายแบรนด์ หลายเอเจนซี หลายกูรูออกมาแนะนำ ตักเตือน หรือแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางต่อกรณีการปรับยกเครื่อง เพื่อทำให้เฟซบุ๊กเป็นพื้นที่ที่คนสามารถใช้เวลาได้อย่างทรงคุณค่า และที่สำคัญคือสร้างสรรค์เรื่องดีๆ ให้กับโลก ถึงแม้ปัจจุบันความพยายามดังกล่าวยังอยู่ในขั้นพัฒนาเท่านั้น เพราะปัญหาข่าวปลอม การปลุกปั่น หรือการกลั่นแกล้งกันทางออนไลน์ยังคงมีอยู่

 

แต่กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เฟซบุ๊กเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภคในยุคนี้ ที่ตรงจุดและได้ผลมาก เป็นหนึ่งใน Digital Big 5 (ประกอบไปด้วย Google, Facebook, Apple, Amazon และ Alibaba) ซึ่งถูกวัดแบ่งด้วยจำนวนประชากรที่มีตัวตนและเข้าถึงได้ที่อยู่ในระบบของพวกเขา ดังนั้นเราควรทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงเสียก่อนจะทำให้เราสามารถรับมือกับมันได้มากขึ้น

 

และต่อไปนี่คือการเปลี่ยนแปลงใน 1 ปีที่ผ่านมา และคำแนะนำต่อแบรนด์หรือ Publishers ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เพื่อรับมือและคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ๆ

 

26 มกราคม 2560: ปรับ Reach ให้กับวิดีโอที่มีคนดูเป็นเวลานานหรือดูจบเพิ่ม (Video Completion Rate)

กระทบกับ: Brand, Publisher ที่ชอบโพสต์วิดีโอ

ระดับผลกระทบ: ปานกลาง

 

เฟซบุ๊กปรับให้วิดีโอที่มีคนดูจนจบหรือดูเป็นเวลานานได้รับ Reach เพิ่มขึ้น ดังนั้นควรทำวิดีโอคอนเทนต์ที่น่าสนใจชวนให้คนดูจนจบ

 

31 มกราคม 2560: ปรับระบบการตรวจสอบเนื้อหาที่เป็นเนื้อหาจริง (Authentic Content)

กระทบกับ: Publisher

ระดับผลกระทบ: ปานกลาง

 

ใช้อัลกอริทึมจับพวกโพสต์ SPAM หรือ Clickbait โดยอิงกับการปฏิสัมพันธ์ของเพื่อนเราที่มีต่อโพสต์นั้นแบบเรียลไทม์ ดังนั้นไม่ควรทำเนื้อหาประเภทล่อให้คนกดไลก์ แชร์ และหากโพสต์ของคุณมีคนมาไลก์ คอมเมนต์ แชร์จำนวนมากในระยะเวลาสั้นๆ จะส่งผลดีต่อ Reach

 

25 เมษายน 2560: ทดสอบระบบ Related Article

กระทบกับ: Publisher

ระดับผลกระทบ: น้อย

 

คำแนะนำบทความที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เราอ่านในฟีดของเรา ไม่ส่งผลกระทบต่อการโพสต์ของแบรนด์โดยตรง แต่เป็นผลดีต่อบทความดีๆ ที่เขียนถึงประเด็นที่เป็นที่พูดถึงในโซเชียล ณ ขณะนั้น จะมีคนเข้ามาอ่านมากขึ้นจากการแนะนำของฟีเจอร์ตัวนี้

 

10 พฤษภาคม 2560: ปรับอัลกอริทึม ลด Reach กับลิงก์ที่ส่งไปยังเว็บที่โหลดช้า หรือลิงก์เสีย

กระทบกับ: Brand และ Publisher ที่แชร์ลิงก์มาจากเว็บไซต์ตัวเอง

ระดับผลกระทบ: ปานกลาง

 

การปรับครั้งนี้ เพื่อสร้างคุณภาพของเนื้อหาในฟีดมากขึ้น ส่งผลให้แบรนด์ที่โพสต์ลิงก์ไปยังหน้าเว็บไซต์ ต้องทำเว็บไซต์ให้ดี มีคุณภาพ โหลดเร็ว รองรับมือถือ และลิงก์ไม่เสีย ถึงจะได้รับ Reach มากขึ้น

 

17 พฤษภาคม 2560: ลด Reach โพสต์ประเภท Clickbait

กระทบกับ: Publisher

ระดับผลกระทบ: ปานกลาง

 

ด้วยอัลกอริทึมตรวจหัวข้อล่อคลิก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ Publishers ที่มีแต่หัวข้อข่าว Clickbait ให้ Reach ลดลง

 

30 มิถุนายน 2560: เพิ่ม Reach โพสต์คุณภาพที่มีข้อมูลและข่าวที่น่าสนใจ ถูกต้อง

กระทบกับ: Publisher

ระดับผลกระทบ: ปานกลาง

 

เฟซบุ๊กกล่าวเพิ่มเติมว่า จริงๆ ก็เหมือนการลด Reach พวกเพจที่ชอบโพสต์ข่าวปลอม หรือสแปมข่าวบ่อยๆ แต่พอคลิกเข้าไปกลับมีเนื้อหานิดเดียว หรือเนื้อหาที่ไม่ตรงกับที่โพสต์ไว้ เพื่อเพิ่มคุณภาพข่าวหรือคอนเทนต์ที่ดีมากขึ้น

 

2 สิงหาคม 2560: ลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่โหลดเร็วจะได้แต้มต่อมากกว่าเดิม

กระทบกับ: Brand และ Publisher ที่แชร์ลิงก์มาจากเว็บไซต์ตัวเอง

ระดับผลกระทบ: ปานกลาง

 

เฟซบุ๊กกล่าวว่า โดยปกติคนจะรู้สึกหงุดหงิดถ้าเว็บไซต์ที่เราคลิกไปดูโหลดช้ากว่า 3 วินาที และเพื่อประสบการณ์การใช้งานที่แฮปปี้ของคนแล้ว เฟซบุ๊กจึงได้นำเอาความเร็วในการโหลดมาคำนวณในการขึ้น Newsfeed

 

สำหรับความเร็วในการโหลดเว็บ เฟซบุ๊กยังยกตัวอย่างอีกว่า พวกเขาเอาความเร็วการเชื่อมต่อของมือถือ หรือ Wi-Fi ในขณะนั้นมาคำนวณด้วยว่าจะเลือกแสดงผลอะไรให้เราเห็น เช่น ถ้าความเร็วเน็ตเราช้า โหลดวิดีโอนาน Newsfeed ของเราก็จะไม่แสดงวิดีโอให้เราเห็นมากนัก รวมไปถึงการทำ ‘Prefetch’ หรือการดาวน์โหลดเนื้อหาบางส่วนล่วงหน้าก่อนคนคลิกลิงก์ เพื่อความเร็วในการโหลดจะเร็วขึ้นกว่า 25% ทีเดียว ดังนั้นการทำเว็บเราให้โหลดเร็วกว่า 3 วินาทีในความเร็วการเชื่อมต่อระดับ 3G น่าจะเป็นผลดีที่สุด

 

9 สิงหาคม 2560: ใช้ AI ตรวจจับโพสต์ โฆษณาที่ฝ่าฝืนกฎ แต่ใช้วิธีใส่หน้ากากให้โฆษณา (Cloaking)

กระทบกับ: Brand ประเภทขายของฝ่าฝืนกฎเฟซบุ๊ก เช่น อาหารเสริม, ยาลดความอ้วน, ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม, ศัลยกรรม, อาวุธ, ของมึนเมา, สินค้าผิดลิขสิทธิ์, สินค้าลามกอนาจาร หรือยาเสพติดผิดกฎหมายทุกชนิด

ระดับผลกระทบ: สูง

 

การปรับครั้งนี้ส่งผลกระทบเต็มๆ โดยเฉพาะบ้านเราที่ตลาดอาหารเสริมและครีมใหญ่มาก โดยเฟซบุ๊กมีกฎชัดเจนต่อการโฆษณาสิ่งเหล่านี้ ซึ่งหลายๆ แบรนด์ใช้วิธีหักหลบกันด้วยเทคนิคสายมืดต่างๆ เช่น ในโฆษณาบอกอีกอย่าง แต่เข้าไปเป็นอีกอย่าง การใช้สัญลักษณ์ตัวอักษรแปลกๆ แทนคำพูดตรงๆ เช่น ยาลดความอ้วน สระอา ใช้สัญลักษณ์แทน หรือ อ. อ่าง ถูกแทนที่ด้วย o ท. ทหาร แทนที่ด้วย n เป็นการหลอก AI ที่ตรวจโฆษณาของเฟซบุ๊ก ซึ่งตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว แต่กระนั้น นี่ก็เป็นผลดีต่อผู้ใช้งานมากขึ้น เพราะเป็นการทำมาเพื่อป้องกันการหลอกลวงโดยเฉพาะ

 

15 สิงหาคม 2560: ปรับ UI ให้อ่านง่ายขึ้น

กระทบกับ: Brand, Publisher

ระดับผลกระทบ: ต่ำ

 

การปรับการแสดงผลใหม่ให้คนอ่านง่ายขึ้นเฉยๆ ไม่ได้ส่งผลต่อ Reach แต่อย่างใด

15 สิงหาคม 2560: จัดการวิดีโอ Clickbait

กระทบกับ: Publisher

ระดับผลกระทบ: ปานกลาง

 

เฟซบุ๊กปรับการตรวจจับ Clickbait ที่นอกเหนือจากบทความแล้วมายังวิดีโอด้วยเช่นเดียวกัน

28 สิงหาคม 2560: บล็อกโฆษณาที่มาจากเพจที่แชร์ข่าวปลอมบ่อยๆ

กระทบกับ: Brand, Publisher

ระดับผลกระทบ: ปานกลาง

 

เฟซบุ๊กจัดการยกระดับมาตรการอีกขั้นเพื่อจัดการเพจที่ชอบแชร์ข่าวปลอม ข่าว Clickbait มากขึ้น ด้วยการป้องกันไม่ให้เพจเหล่านี้โฆษณาได้ ส่วนแบรนด์ที่ชอบใช้เพจเหล่านี้โฆษณาบ่อยๆ ก็ทำไม่ได้แล้ว

 

5 ตุลาคม 2560: เพิ่มฟีเจอร์เพื่อกดดูข้อมูลของบทความนั้น เพื่อวิจารณญาณในการรับชมบทความ

กระทบกับ: Publisher

ระดับผลกระทบ: ปานกลาง

 

เป็นสิ่งที่ดีมาก แต่คนไม่รู้กันว่าเฟซบุ๊กได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่อยู่ในระหว่างการทดลอง เป็นการให้คนสามารถตรวจสอบแหล่งที่มา ข้อคิดเห็นที่มีต่อบทความของคนอื่นๆ ข้อมูลของ Publisher ที่โพสต์คอนเทนต์ดังกล่าว ดูว่าคอนเทนต์นี้เป็น Trending Articles หรือเปล่า ซึ่งทำให้คนมีวิจารณญาณในการเสพข่าวมากขึ้นโดยสามารถตรวจสอบได้

24 ตุลาคม 2560: ออก Publisher Guideline สำหรับบรรดานักผลิตคอนเทนต์

กระทบกับ: Publisher

ระดับผลกระทบ: ปานกลาง

 

เฟซบุ๊กออกคู่มือสำหรับบรรดา Publisher เพื่อการใช้งาน ความเข้าใจ และให้ทุกคนได้ทำตาม เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพในเฟซบุ๊ก โดยแนะนำทั้ง Ranking, Algorithm, Inventory, Signal และคำแนะนำ

 

โดยสรุป เฟซบุ๊กสอนระยะเวลาการโพสต์ของคอนเทนต์นั้น, ความน่าเชื่อถือของคนโพสต์, รีแอ็กชันของคนที่มีต่อโพสต์ เช่น คนแจ้งว่าเป็นข่าวปลอมเยอะไหม, คนรีพอร์ตเยอะไหม หรือคนคอมเมนต์มากไหม ละเอียดไปถึงสัญญาณมือถือว่าเวลาเข้าคอนเทนต์ดังกล่าวใช้เวลาโหลดนานไหม ซึ่งสามารถไปอ่านกันได้ที่ www.facebook.com/help/publisher/newsfeedguidelines

 

 

15 ธันวาคม 2560: ฟีเจอร์ใหม่ Snooze งดรับข่าวสารจากคน กรุ๊ป หรือเพจเป็นเวลา 30 วัน

กระทบกับ: Brand, Publisher

ระดับผลกระทบ: น้อย

 

สำหรับใครที่เบื่อข่าวการเมืองหรือข่าวที่น่ารำคาญมากๆ แต่ไม่อยาก Unfollow หรือ Unfriend ก็กด Snooze ได้เพื่องดรับข่าวไป 30 วัน

 

14 ธันวาคม 2560: เฟซบุ๊กเตรียมหยุดจ่ายเงินเพจดังสร้างคอนเทนต์ แต่ปรับเป็นโฆษณาต้นคลิปและแทรกกลางแทน

กระทบกับ: Brand, Publisher

ระดับผลกระทบ: มาก

 

จากเดิมโมเดลการทำธุรกิจกับ Publisher จะเป็นการจ้างผลิตคอนเทนต์ แต่ตอนนี้ปรับใหม่ โดยมุ่งเน้นการใช้โฆษณาคั่นแทนการสร้างวิดีโอ โดยมีการปรับ 3 อย่าง คือ ปรับอัลกอริทึมให้แสดงวิดีโอเพิ่มขึ้นอีก โดยคัดจากวิดีโอที่มีความนิยมสูง รวมไปถึงวิดีโอที่ทำเป็นซีรีส์มากขึ้น และเตรียมทดสอบโฆษณาคั่นกลาง (เงื่อนไขคือ วิดีโอต้องยาว 3 นาที และการ Live ถ้าต้องการแทรกโฆษณา เพจต้องมีคนไลก์มากกว่า 50,000 คน) รวมไปถึงทำ Pre-roll Video แบบยูทูบ แต่ใช้เฉพาะวิดีโอที่อยู่ใน Tab Watch เท่านั้น ไม่ใช่วิดีโอใน Newsfeed

 

18 ธันวาคม 2560: ปรับลด Reach จากโพสต์ประเภท Engagement Bait (Tag เพื่อน, ล่อให้คอมเมนต์ใต้ภาพ หรือล่อให้กดแชร์)

กระทบกับ: Brand, Publisher

ระดับผลกระทบ: มาก

 

เฟซบุ๊กประกาศลด Reach สำหรับโพสต์ 5 ประเภท ที่ล่อให้คนทำอะไรบางอย่าง เช่น โหวต, กด Reaction, กด Share, กด Tag เพื่อน หรือคอมเมนต์ใต้ภาพ เพื่อเร่ง Engagement ให้กับโพสต์ของตัวเองจะได้เห็น Reach มากขึ้น เพราะมองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่โพสต์ที่มีคุณภาพ ส่งผลกระทบต่อทุกแบรนด์ หรือเพจที่ชอบมีกิจกรรมทำกับลูกเพจบ่อยๆ โดยใช้วิธีการดังกล่าว

20 ธันวาคม 2560: เปลี่ยนจากระบบ False Flag แจ้งเตือนข่าวปลอม แล้วให้ความสำคัญกับ Related Ariticle แทน เพื่อให้คนได้ข้อมูลข่าวสารครบด้าน

กระทบกับ: Publisher

ระดับผลกระทบ: น้อย

 

เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อสู้กับข่าวปลอมอีกครั้ง แต่คราวนี้การปรับจะเป็นการยกเลิกการแจ้งเตือนข่าวดังกล่าวว่าเป็นข่าวปลอม แต่จะขึ้นบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภคอีกครั้ง เช่น ถ้าคนแชร์เรื่อง UFO ตัว Related Article จะขึ้นบทความที่แก้ความจริงให้ทันที (เหมือนการเช็กก่อนแชร์)

11 มกราคม 2018: มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก แถลงวิสัยทัศน์ใหม่ ลด Reach จากแบรนด์และเพจต่างๆ เพื่อทำให้คนใกล้ชิดกับเพื่อนมากขึ้น

กระทบกับ: Brand, Publisher

ระดับผลกระทบ: มาก

 

ข่าวครึกโครมต้นปีที่พี่มาร์กประกาศยอมรับการลด Reach เป็นครั้งแรก เพื่อทำให้คนใช้เวลาในเฟซบุ๊กให้มีคุณค่ากับเพื่อนมากขึ้น โดยหลักๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มาจากการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของเพจที่เป็นแบรนด์ สินค้า และ Publisher และโพสต์จากเพจเหล่านี้อาจทำให้คนเลิกใช้เฟซบุ๊กในระยะยาว จึงต้องจัดการก่อน

 

โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้เพจต้องปรับตัวด้วยการลงทุนกับคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ และสร้างให้เกิดการพูดคุย (โดยห้ามทำ Engagement Bait) ไม่เช่นนั้นก็จะต้องลงทุนกับการจ่ายเงินค่าโฆษณาในเฟซบุ๊ก (โดยค่าโฆษณาในเฟซบุ๊กแพงขึ้นโดยเฉลี่ย 35-60%) รวมไปถึงเรียนรู้การใช้ฟีเจอร์เฟซบุ๊กให้ดีขึ้นอย่าง Live Video

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อแบรนด์อย่างมาก เพราะการลงทุนในเฟซบุ๊กด้วยเงินเท่าเดิมอาจส่งผลไม่เหมือนเดิม และการทำคอนเทนต์ลงเฟซบุ๊กทุกวันอาจใช้เงินมหาศาล ทำให้หลายๆ แบรนด์มองหาทางออกอื่นๆ ด้วยการพิจารณาย้ายแพลตฟอร์ม หรือสร้างแพลตฟอร์มของตัวเอง ซึ่งนักการตลาดหลายคนยังทำใจไม่ได้กับการต้องจ่ายเงินมหาศาล ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเคยจ่ายถูกกว่านี้

 

20 มกราคม 2018: ประกาศเรื่องการคัดคุณภาพคอนเทนต์ด้วยหลักการ 3 ข้อ ข่าวที่มาจากแหล่งข่าวน่าเชื่อถือ ข่าวที่คนเห็นว่ามีประโยชน์ และข่าวที่เกี่ยวข้องกับคนในประเทศ หรือท้องถิ่นนั้นๆ

กระทบกับ: Publisher

ระดับผลกระทบ: ปานกลาง

 

ยังคงโฟกัสเรื่องของคุณภาพข่าวมากขึ้น แต่คราวนี้พี่มาร์กทำให้ชัดเจนมากขึ้นว่า เขาคัดข่าวที่มีคุณภาพเพื่อตอบรับกับการลดฟีดข่าวจาก 5% เป็น 4% อย่างไร โดยหลักๆ คือการให้คนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อข่าวดังกล่าว และที่มาของข่าวเพื่อให้คนอ่านที่เหลือได้มั่นใจว่านี่คือข่าวที่มีคุณภาพ

 


 

29 มกราคม 2018: ให้ความสำคัญกับข่าวที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่นนั้นมากขึ้น ด้วย Signal ที่ระบุเรื่อง Local Publisher

กระทบกับ: Publisher

ระดับผลกระทบ: ปานกลาง

 

เฟซบุ๊กออกมาอธิบายเรื่อง Local Publisher ให้กระจ่างอีกครั้งว่า การคัดเลือกเป็นอย่างไร โดยหลักๆ ระบบจะตรวจจาก Domain ของเว็บไซต์ข่าวหรือเพจนั้นๆ และตัวเนื้อหาข่าวว่ามีความเกี่ยวข้องกับท้องถิ่นนั้นๆ มากแค่ไหน เมื่อ 2 อย่างรวมกันจึงจะระบุได้ว่าเป็นแหล่งข่าวท้องถิ่นนั่นเอง ซึ่งพี่มาร์กกล่าวว่า เริ่มต้นทำสิ่งนี้แล้วใน The Facebook Journalism Project

14 กุมภาพันธ์ 2018: ประกาศนโยบาย Branded Content 7 ข้อ

กระทบกับ: Brand, Publisher

ระดับผลกระทบ: มาก

 

เฟซบุ๊กออกนโยบายที่จะบังคับใช้ใน 1 มีนาคมนี้ กับคอนเทนต์ประเภท Branded Content (ซึ่งตัวนี้ในไทยยังไม่ได้รับความนิยมมาก แต่ควรศึกษาไว้ครับ โดยคุณ Khajochi บรรยายไว้ค่อนข้างละเอียดที่ www.khajochi.com/2016/08/facebook-branded-content-tools-for-agency-brand-page.html)

  1. ห้ามใส่โฆษณาก่อน คั่นกลาง หรือหลัง ในคอนเทนต์วิดีโอหรือเสียง
  2. ห้ามใส่โฆษณาแบนเนอร์ไว้ในวิดีโอหรือภาพถ่าย
  3. ห้ามใส่โฆษณาใน 3 วินาทีแรกของวิดีโอ โฆษณาคั่นที่ไม่ได้อยู่ในช่วง 3 วินาทีแรกของวิดีโอ เช่น โฆษณาคั่นกลางหรือโฆษณาต่อท้าย จะต้องมีความยาวต่อเนื่องไม่เกิน 3 วินาที และต้องไม่อยู่ใน Facebook Stories และ Instagram Stories
  4. เพจที่มีรายการเป็นของตัวเอง ต้องไม่ใช้โลโก้แบรนด์เป็นโลโก้รายการ หรือห้ามปรากฏเนื้อหาและสัญลักษณ์ของแบรนด์อื่นในเนื้อหาวิดีโอ
  5. ไม่ใช้คอนเทนต์ที่มีเนื้อหาของแบรนด์ เพื่อแท็กเพจ แบรนด์ หรือพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจโดยไม่ได้รับความยินยอมล่วงหน้า
  6. ไม่รับสิ่งที่มีค่าใดๆ เพื่อโพสต์เนื้อหาที่คุณไม่ได้สร้างหรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้าง หรือไม่ได้มีคุณอยู่ด้วยทุกกรณี (ห้ามแชร์คอนเทนต์ที่ไม่ได้สร้างเอง)
  7. ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่บังคับใช้ รวมทั้งตรวจสอบให้แน่ใจว่าเพจคุณได้เปิดเผยสิ่งที่จำเป็นทั้งหมดต่อผู้ใช้งานเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรม เช่น การเปิดเผยว่าคุณรับจ้างมาโพสต์

 

เฟซบุ๊กออกนโยบายนี้เพื่อความโปร่งใส จริงใจ ของคอนเทนต์แฝงโฆษณา ประเภทจ่ายเงินมาให้แชร์โฆษณาให้ ซึ่งการกระทำที่ไม่ฝืนนโยบายคือการมีส่วนร่วมในเนื้อหา เช่น ต้องผลิตคอนเทนต์นั้นเอง เช่น วิดีโอรีวิว หรือโปรโมตสินค้าในแบบตัวเอง หรือมีบทบรรณาธิการของตัวเอง เช่น การรีวิวที่ใส่ตัวตนลงไปด้วย

 

ตัวอย่างเคสที่ผิด ไม่ผิด

  • ตกลงแชร์คอนเทนต์ซึ่งกันและกันโดยไม่จ่ายเงิน ทำได้ ไม่ผิด
  • เจ้าของเพจโปรโมตสินค้าตัวเอง เช่น ขายของที่ระลึกมีรูปตัวเอง ไม่ผิด
  • เจ้าของเพจทำวิดีโอ หรือคอนเทนต์ถ่ายคู่กับสินค้า และเจ้าของสินค้าบูสต์โพสต์ให้ ไม่ผิด แต่ต้องแท็กชื่อสินค้าแสดงว่าได้รับการโฆษณา
  • เจ้าของเพจไปปรากฏตัวในโฆษณาสินค้า โดยเจ้าของเพจไม่ได้ทำภาพหรือวิดีโอเอง เจ้าของสินค้าบูสต์ให้ ไม่ผิด แต่ต้องแท็กชื่อ
  • โพสต์เทรลเลอร์หนังต้องทำรีวิวเอง ไม่ใช่โพสต์เฉยๆ

 

โดยสรุปแล้ว ต่อไปเพจจะรับโฆษณาโดยเอาคอนเทนต์มาแชร์เฉยๆ โดยไม่แจ้งความโปร่งใสในการรับเงินโฆษณา หรือไม่ได้ใส่รีวิวที่เป็นบทบรรณาธิการของตัวเองคงจะทำไม่ได้ หากฝ่าฝืนก็อาจจะมีบทลงโทษตามมา เช่น ตักเตือน ลบโพสต์ หรือแบน

 

แต่จริงๆ แล้วไม่อยากให้ตกใจกับการอัปเดตล่าสุดมากนัก จนกว่าในประเทศไทย เอเจนซี เพจ และแบรนด์จะใช้ฟีเจอร์ Branded Content แทนที่วิธีการแบบเดิมๆ โดยผ่านตัวกลางอยู่ แต่ในอนาคตหากเครื่องมือตัวนี้ถูกใช้อย่างหลากหลาย บทบาทของเอเจนซีตัวกลางที่คอยติดต่อเพจต่างๆ อาจหายไป อันนี้น่าจะกระทบมากกว่าครับ เพราะแบรนด์สามารถติดต่อเพจต่างๆ ได้โดยตรง และมีความโปร่งใสด้านตัวเลขข้อมูล โดยนโยบายทั้ง 7 ทำมาเพื่อปกป้องแบรนด์และผลประโยชน์ของเฟซบุ๊กเอง เพราะถ้าปล่อยให้มีการโฆษณามั่ว จะส่งผลกระทบต่อรายได้ และการเสียผลประโยชน์ของแบรนด์และเพจที่ทำถูกต้องในระบบครับ

 

โดยสรุป นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่ผ่านมาในรอบ 1 ปีของเฟซบุ๊กที่มีผลกระทบต่อหลากหลายฝ่าย หากใครที่รู้สึกไม่ยุติธรรม หรือรู้สึกว่าจะต้องปรับตัว หรือไม่รู้ว่าต่อไปต้องเจอการเปลี่ยนแปลงอะไรอีก ข้อสรุปสุดท้าย 5 ข้อนี้จะเป็นตัวช่วยตัดสินใจว่าคุณจะอยู่หรือไปกับ Social Media ตัวนี้ครับ

 

  • เราต้องเข้าใจจุดประสงค์หลักของเฟซบุ๊กให้ถ่องแท้ว่า ที่นี่ไม่ได้ถูกสร้างมาให้เป็นพื้นที่ขายของตั้งแต่แรก อยากขายก็ต้องจ่าย ซึ่งราคาค่าที่จะแพงขึ้นเรื่อยๆ เราพร้อมไหมสำหรับต้นทุนตรงนี้
  • เข้าใจวิธีการคิด การแสดงผลคอนเทนต์บนหน้า Newsfeed ของเฟซบุ๊ก และเข้าใจความคิดของผู้ใช้ก่อนทำคอนเทนต์ออกมา หากเราไม่มีความเข้าใจมากพอ อาจจะต้องลองผิดลองถูกบนความเปลี่ยนแปลงนี้ เราพร้อมไหม
  • หลายคนบอกต้องปรับปรุงคุณภาพคอนเทนต์ แต่ผมมองว่าปรับปรุงคุณภาพสินค้าและจุดขายของคุณสำคัญกว่า หากสินค้าหรือเพจของคุณไม่มีจุดขายหรือเรื่องเล่าที่ดี ยังไงคอนเทนต์ก็ออกมาดีไม่ได้ สินค้าเราดีพอที่จะให้คนสนใจไหม
  • ต้องคำนวณการลงทุนใหม่ บางทีคุณอาจไม่มีเงินมากพอสำหรับเฟซบุ๊กในวันนี้ ที่เปรียบเสมือนราคาที่ดิน หรือค่าเช่าพื้นที่ ที่พอคนเยอะก็แพงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน คุณมีทางเลือกอื่นไหม
  • ต้องกลับมาที่เรื่องของการตลาดและการทำธุรกิจ ถ้าคุณเข้าใจว่าผู้บริโภคอยู่ที่ไหน และเขาจะเลือกติดตามหรือซื้อเราอย่างไร บางทีเฟซบุ๊กอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของเรา แล้วที่ไหนล่ะที่ลูกค้าเราอยู่และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

 

ภาพประกอบ: Karin Foxx

The post Facebook ปรับ… แบรนด์ต้องเปลี่ยน สรุปความเปลี่ยนแปลงของ Facebook ในรอบปี และวิธีรับมือของแบรนด์ต่างๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/the-facebook-algorithm-change-2018/feed/ 0
7 นโยบายใหม่ Facebook ที่คนทำเพจและแบรนด์ต้องรู้ เริ่มใช้ 1 มีนาคมนี้ https://thestandard.co/facebooks-new-algorithm-for-media-companies/ https://thestandard.co/facebooks-new-algorithm-for-media-companies/#respond Thu, 15 Feb 2018 11:23:38 +0000 https://thestandard.co/?p=70683

  25 มกราคมที่ผ่านมา Facebook ได้ปล่อยนโยบายสำหรับ […]

The post 7 นโยบายใหม่ Facebook ที่คนทำเพจและแบรนด์ต้องรู้ เริ่มใช้ 1 มีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

25 มกราคมที่ผ่านมา Facebook ได้ปล่อยนโยบายสำหรับ ‘Branded Content’ ชุดใหม่จำนวน 7 ข้อออกมา ทุกข้อมีผลครอบคลุมถึงแพลตฟอร์ม Facebook และ Instagram โดยจะเริ่มใช้จริงในวันที่ 1 มีนาคมนี้ ซึ่งบทลงโทษของผู้ที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์มีตั้งแต่การตักเตือนไปจนถึงการสั่งปิดเพจ

 

แบรนด์คอนเทนต์ (Branded Content) คืออะไร แล้วอะไรที่เข้าข่ายบ้าง? – ฟีเจอร์แบรนด์คอนเทนต์ หรือ ‘เนื้อหาที่มีแบรนด์’ ในความหมายภาษาไทยของ Facebook หมายถึง ฟีเจอร์การโพสต์และเผยแพร่คอนเทนต์ใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง แล้ว ‘ติดแท็ก’ (Tag) กลับไปยังเพจของแบรนด์นั้นๆ 

 

โดยเพจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) บุคคลสาธารณะ หรือบริษัทและองค์กรสื่อก็สามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้เหมือนๆ กันหมด โดยจะต้องทำเรื่องขอใช้ฟีเจอร์ไปยังเฟซบุ๊ก

 

คอนเทนต์ที่เข้าข่ายเนื้อหาที่มีแบรนด์ครอบคลุมตั้งแต่ โพสต์ทั่วๆ ไป, ภาพ, วิดีโอ (และวิดีโอแบบ 360 องศา),​ ลิงก์, Instant Articles (โพสต์ลิงก์อ่านบทความแบบรวดเร็ว), ไลฟ์สด และสไลด์ภาพ

 

แล้วทำไมถึงต้องใช้ฟีเจอร์เนื้อหาที่มีแบรนด์ – การใช้ฟีเจอร์นี้จะช่วยให้เอเจนซี, แบรนด์ หรือฝั่งสปอนเซอร์ที่ซื้อโฆษณากับเพจผู้เผยแพร่ สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกได้ และยืนยันว่าโพสต์ดังกล่าวถูกจ่ายเงินซื้อโฆษณาจริง เพื่อความสบายใจของทั้ง 2 ฝ่าย

 

ฝั่งผู้สนับสนุนจะมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลโพสต์ดังกล่าวทั้งหมด สามารถดูเกณฑ์ชี้วัดการเข้าถึง (ยอด Reach) การมีส่วนร่วม (Engagement) ตลอดจนค่าใช้จ่ายทั้งหมด และ CPM ในโพสต์เนื้อหาที่มีแบรนด์ที่แท็ก 

 

เรียกง่ายๆ ว่าเมื่อฝั่งแบรนด์ติดต่อขอซื้อโฆษณา พร้อมใช้ฟีเจอร์ Branded Content นี้ ก็จะช่วยทำให้แอดมินของแบรนด์นั้นๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกหลังบ้านของโพสต์ดังกล่าวได้ทุกอย่างนั่นเอง ซึ่งจะช่วยให้การจัดการต่างๆ ทำได้ง่ายขึ้น

 

 

ภาพประกอบ: Thiencharas.w

อ้างอิง: Digiday / Facebook

The post 7 นโยบายใหม่ Facebook ที่คนทำเพจและแบรนด์ต้องรู้ เริ่มใช้ 1 มีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebooks-new-algorithm-for-media-companies/feed/ 0
เฟซบุ๊กย้ำ แม้ปรับนิวส์ฟีด แต่ยังให้ความสำคัญเพจข่าวท้องถิ่นที่น่าเชื่อถือเหมือนเดิม https://thestandard.co/facebook-newsfeed-feature/ https://thestandard.co/facebook-newsfeed-feature/#respond Tue, 30 Jan 2018 05:26:17 +0000 https://thestandard.co/?p=66136

การประกาศปรับนิวส์ฟีดแบบใหม่ของเฟซบุ๊ก (Facebook) เมื่อ […]

The post เฟซบุ๊กย้ำ แม้ปรับนิวส์ฟีด แต่ยังให้ความสำคัญเพจข่าวท้องถิ่นที่น่าเชื่อถือเหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>

การประกาศปรับนิวส์ฟีดแบบใหม่ของเฟซบุ๊ก (Facebook) เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา นอกจากจะทำให้เจ้าของเพจเฟซบุ๊กในไทยหลายรายต้องปรับตัวกันยกใหญ่แล้ว สื่อหลายแห่งก็ต้องเล็งหาลู่ทางปรับกลยุทธ์ทำคอนเทนต์ของตัวเอง เพราะเกรงว่าจะได้รับผลกระทบที่คาดเดาไม่ได้

 

วันที่ 29 มกราคม 2561 เฟซบุ๊กออกมาแถลงการณ์ผ่านหน้าเว็บไซต์อีกครั้งถึงการปรับเปลี่ยนหน้านิวส์ฟีดแบบใหม่ โดยครั้งนี้ใจความสำคัญอยู่ที่สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเพจข่าวท้องถิ่นในแต่ละประเทศ

 

ก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กได้ออกมาประกาศว่าหน้านิวส์ฟีดโฉมใหม่จะเน้นให้เห็นโพสต์จากเพื่อนเป็นลำดับแรก ก่อนเพิ่ม ‘แหล่งข่าวที่มีคุณภาพ’ เข้ามาอยู่ในหน้านิวส์ฟีดแบบใหม่ เพราะทนแรงเสียดทานของผู้ใช้งานหลายรายไม่ไหว

 

ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังได้รับฟีดแบ็กเป็นจำนวนมหาศาลว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังอยากอ่านข่าวสารที่เกิดขึ้นรอบโลกและใกล้ตัวอยู่ดี ด้วยเหตุนี้จึงมีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ โดยเฟซบุ๊กจะให้ความสำคัญกับเพจข่าวท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อจุดประสงค์ให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียได้เห็นประเด็นต่างๆ ที่มีผลกระทบกับตัวเองและสังคม ซึ่งจะทำให้ทราบทันท่วงทีว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในพื้นที่ละแวกใกล้เคียงของตน

 

คำว่าเพจข่าวท้องถิ่นในที่นี่ เฟซบุ๊กบอกว่าจะวัดจากจำนวนการกดคลิกลิงก์เข้าไปอ่านเว็บไซต์จากบริเวณใกล้เคียงที่ผู้ใช้งานอยู่ ในกรณีที่โพสต์หรือลิงก์ข่าวนั้นๆ อยู่ในพิกัดใกล้เคียงกับคุณ หรือหากคุณกดฟอลโลว์เพจแล้วเพื่อนของคุณแชร์คอนเทนต์จากเพจนั้น โพสต์ดังกล่าวก็จะมีโอกาสปรากฏบนหน้านิวส์ฟีดของคุณสูงกว่าโพสต์ปกติทั่วๆ ไป โดยเฟซบุ๊กจะเริ่มนำแนวคิดนี้ไปใช้กับสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกก่อน และจะค่อยๆ ขยายไปประเทศอื่นตามลำดับ

 

เฟซบุ๊กประกาศชัดเจนว่า ที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อให้สังคมผู้ใช้งานเฟซบุ๊กอุดมไปด้วยข่าวที่น่าเชื่อถือมีคุณภาพ ลดปริมาณข่าวคลิกเบต, ข่าวปลอม (Fake News), ข่าวลวง และข่าวที่เล่นกับความรู้สึก โดยผู้ใช้งานก็ยังกดฟีเจอร์ ‘See First’ เพื่อให้เห็นเพจและข่าวสารจากเพจที่ตนชื่นชอบได้อยู่ดี ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ที่เฉพาะกลุ่ม (Niche) แค่ไหน แต่เพจข่าวท้องถิ่นก็มีโอกาสจะปรากฏตัวบนหน้าฟีดได้เท่าๆ กับเพจข่าวทั่วไป หากคอนเทนต์ของพวกเขาเป็นที่นิยมจากผู้ใช้งานในละแวกดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าจะไม่มีเพจข่าวรายใดได้เปรียบเสียเปรียบกันแน่นอน

 

“มันไม่ได้มีข้อจำกัดตายตัวว่าเพจหรือพับลิชเชอร์รายใดจะได้รับสิทธิพิเศษ นั่นหมายความว่าเพจท้องถิ่นเจ้ายักษ์ก็จะได้รับประโยชน์เช่นเดียวกับเพจอื่นๆ ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นเฉพาะเจาะจง เช่น ข่าวกีฬาท้องถิ่น ศิลปะ และเรื่องราวที่ผู้คนสนใจ นั่นหมายความว่าสำนักข่าวเล็กๆ ก็อาจจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้มากกว่าสำนักข่าวอื่นๆ เพราะจดจ่ออยู่กับกลุ่มผู้อ่านในพื้นที่แห่งเดียว” เฟซบุ๊กเผย

 

ปัจจุบัน เฟซบุ๊กได้เริ่มทดลองเพิ่มหมวด ‘Today In’ ในเฟซบุ๊กของผู้ใช้งานที่สหรัฐอเมริกาจำนวน 6 เมืองแล้ว เพื่อให้ได้เห็นแถบข่าวท้องถิ่นที่ถูกคัดกรองเลือกสรรมาเพื่อผู้ใช้แต่ละคนโดยเฉพาะ และจะขยายขอบเขตการทดลองใช้งานภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

 

อ้างอิง:

  • Facebook

The post เฟซบุ๊กย้ำ แม้ปรับนิวส์ฟีด แต่ยังให้ความสำคัญเพจข่าวท้องถิ่นที่น่าเชื่อถือเหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebook-newsfeed-feature/feed/ 0
เฟซบุ๊กปรับอีก! จัดลำดับความน่าเชื่อถือ-ลดสัดส่วนข่าวบนนิวส์ฟีด เริ่มสัปดาห์หน้า https://thestandard.co/facebook-to-prioritize-high-quality-trustworthy-news/ https://thestandard.co/facebook-to-prioritize-high-quality-trustworthy-news/#respond Sat, 20 Jan 2018 06:18:30 +0000 https://thestandard.co/?p=63874

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเฟซบุ๊ก ประกาศว่าเฟซบุ๊กจ […]

The post เฟซบุ๊กปรับอีก! จัดลำดับความน่าเชื่อถือ-ลดสัดส่วนข่าวบนนิวส์ฟีด เริ่มสัปดาห์หน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเฟซบุ๊ก ประกาศว่าเฟซบุ๊กจะเริ่มจัดลำดับข่าวที่เชื่อถือได้ของสำนักข่าวและสื่อต่างๆ บนนิวส์ฟีด เพื่อแก้ปัญหาการนำเสนอข้อมูลผิดๆ รวมถึงเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึก โดยต้องการให้ผู้ใช้ใช้เวลาทั้งหมดบนเฟซบุ๊กด้วยความเพลิดเพลินและมีประโยชน์ ซึ่งเป็นเป้าหมายของเฟซบุ๊กในปี 2018

 

ซักเคอร์เบิร์กระบุในเพจของตนเองว่า “เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้ประกาศปรับเปลี่ยนหน้านิวส์ฟีดของเฟซบุ๊ก โดยจะส่งเสริมให้ผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อนมากขึ้น ดังนั้นจึงลดการเห็นคอนเทนต์สาธารณะอื่นๆ ซึ่งรวมถึงข่าว วิดีโอ และโพสต์ของแบรนด์ต่างๆ อย่างไรก็ตาม แม้ว่านี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่เฟซบุ๊กยังคงให้ความสำคัญกับข่าว เพราะข่าวเป็นหัวข้อสำคัญสำหรับผู้คนในการเริ่มต้นบทสนทนาอยู่เสมอ

 

“วันนี้ผมจะขออัพเดตการเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 2 ของปีนี้ นั่นคือการทำให้แน่ใจว่าข่าวที่พวกคุณเห็นจะลดน้อยลง แต่มีคุณภาพ ผมได้ขอให้ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างหลักประกันว่าเราจะจัดลำดับข่าวที่น่าเชื่อถือ ให้ข้อมูล มีความเป็นโลคัล และเราจะเริ่มจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ในสัปดาห์หน้านี้”

 

ซีอีโอเฟซบุ๊กให้เหตุผลว่า ทุกวันนี้มีคอนเทนต์ที่กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกและข้อมูลผิดๆ มากเกินไป ขณะที่โซเชียลมีเดียช่วยให้ผู้คนเผยแพร่ข่าวสารได้รวดเร็วกว่าเมื่อก่อน เพราะฉะนั้นหากเราไม่จัดการกับปัญหาเหล่านี้ เราก็จะกลายเป็นช่องทางในการเผยแพร่คอนเทนต์เหล่านี้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการโปรโมตข่าวที่มีคุณภาพจึงมีความสำคัญอย่างมาก

 

ในส่วนของวิธีการกำหนดว่าแหล่งข่าวไหนเป็นที่น่าเชื่อถือในวงกว้างหรือไม่นั้น ซักเคอร์เบิร์กเผยว่า เราเคยพิจารณาสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญภายนอกองค์กร แต่คิดว่าอาจติดปัญหาเรื่องความเป็นกลาง ดังนั้นเราจึงตัดสินใจสอบถามชุมชนผู้ใช้เพื่อให้พวกเขาส่งฟีดแบ็กกลับมาให้เราได้ทำการจัดอันดับ

 

เฟซบุ๊กจะสำรวจโดยสอบถามผู้ใช้ว่าคุ้นเคยกับแหล่งข่าวนั้นๆ หรือไม่ หากคุ้นเคย พวกเขาก็จะถูกถามต่อไปว่าเชื่อถือแหล่งข่าวนั้นมากน้อยแค่ไหน เพราะเราคิดว่า องค์กรสื่อบางแห่งอาจมีความน่าเชื่อถือสำหรับกลุ่มผู้อ่านหรือผู้ชมเท่านั้น ขณะที่บางองค์กรได้รับความเชื่อถืออย่างกว้างขวาง แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้กดติดตามสื่อเหล่านั้นโดยตรงก็ตาม

 

การอัพเดตใหม่ครั้งใหม่นี้จะปรับสมดุลของข่าวที่ผู้ใช้เห็นบนฟีดให้มาจากแหล่งข่าวที่ชุมชนเฟซบุ๊กกำหนดว่าเชื่อถือได้ ขณะที่จำนวนคอนเทนต์ข่าวบนเฟซบุ๊กจะลดลงเหลือประมาณ 4% จากระดับ 5% ในปัจจุบัน

 

อ้างอิง:

The post เฟซบุ๊กปรับอีก! จัดลำดับความน่าเชื่อถือ-ลดสัดส่วนข่าวบนนิวส์ฟีด เริ่มสัปดาห์หน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebook-to-prioritize-high-quality-trustworthy-news/feed/ 0
เฟซบุ๊กหุ้นตก 3 พันล้านเหรียญคือภาพลวงตา เชื่อรายได้จากโฆษณาเพิ่มในระยะยาว https://thestandard.co/facebook-stock-down-reactions-on-newsfeed-change/ https://thestandard.co/facebook-stock-down-reactions-on-newsfeed-change/#respond Tue, 16 Jan 2018 06:09:11 +0000 https://thestandard.co/?p=62571

ท่ามกลางข่าวการประกาศปรับปรุงนิวส์ฟีดโฉมใหม่ของเฟซบุ๊กใ […]

The post เฟซบุ๊กหุ้นตก 3 พันล้านเหรียญคือภาพลวงตา เชื่อรายได้จากโฆษณาเพิ่มในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท่ามกลางข่าวการประกาศปรับปรุงนิวส์ฟีดโฉมใหม่ของเฟซบุ๊กให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน และสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 12 ม.ค. ที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย (ตรงกับช่วงค่ำวันพฤหัสบดีที่ 11 ม.ค. ประเทศสหรัฐอเมริกา) ด้วยการเตรียมปรับลดโอกาสการเห็นโพสต์จากเพจทั่วไปให้น้อยลง เพื่อให้เห็นโพสต์จากผู้ใช้งานทั่วไปมากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมากลับไม่เป็นไปตามที่เฟซบุ๊กคาดการณ์ไว้

 

 

ทันทีที่ทั่วโลกทราบถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับนิวส์ฟีดโฉมใหม่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เช้าวันถัดมาตามเวลาประเทศสหรัฐอเมริกา มูลค่าหุ้นของเฟซบุ๊กก็ด่ำดิ่งตกลงกว่า 4.5% ต่อจุดทันที จากเดิมก่อนที่จะประกาศข่าวปรับนิวส์ฟีด หุ้นของเฟซบุ๊กเคยมีมูลค่าอยู่ที่ 187.66 เหรียญสหรัฐต่อจุดก็ลดลงเหลือ 178 เหรียญสหรัฐต่อจุดแทน หรือคิดง่ายๆ ว่าหายไปกว่า 9.66 เหรียญสหรัฐต่อจุดเลยทีเดียว! (มูลค่าหุ้นล่าสุด นับจนถึงวันอังคารที่ 16 ม.ค. ตามเวลาไทยอยู่ที่ 179.37 เหรียญสหรัฐต่อจุด)

 

เท่านั้นยังไม่พอ มูลค่าทรัพย์สินโดยรวมของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งสื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยมก็ลดลงมากกว่า 3.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยจะอยู่ที่ประมาณ 105,400 ล้านบาท

 

ภาพประกอบ: Pichamon Wannasan

 

ถึงอย่างนั้นก็ดี นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วนยังมองว่าปรากฏการณ์มูลค่าหุ้นเฟซบุ๊กตกลงจะเป็นผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น โดยเชื่อว่ามูลค่าหุ้นของบริษัทจะฟื้นตัวในเร็ววันนี้และอาจจะดีขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำเมื่อเฟซบุ๊กสามารถกอบโกยรายได้มหาศาลจากการแห่ซื้อโฆษณาของเพจต่างๆ ในอนาคตเพื่อให้คอนเทนต์ของตัวเองยังคงปรากฏลงบนหน้านิวส์ฟีด

 

ซามูเอล เคมป์ (Samuel Kemp) นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงิน Piper Jaffray เชื่อว่าการที่เฟซบุ๊กปรับหน้านิวฟีดส์แบบใหม่จะเป็นผลดีกับบริษัทในระยะยาว ส่วนไบรอัน ไวเซอร์ (Brian Wieser) จากทีมวิจัย Pivotal มองว่าการประกาศปรับเปลี่ยนในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นการเติบโตด้านรายได้ที่ดีของบริษัท “ในระยะสั้น พวกเราเชื่อว่าการเปลี่ยนนิวส์ฟีดแบบใหม่ในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตทางธุรกิจในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้ อย่างไรก็ตามพวกเรายังคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อผลประกอบการโดยรวมของธุรกิจบริษัทเฟซบุ๊กในระยะยาวด้วย”

 

 

มองจากฝั่งผู้ประกอบการและเจ้าของแพลตฟอร์มอย่างเฟซบุ๊ก สถานการณ์ในช่วงนี้ของพวกเขาอาจใกล้เคียงกับสำนวน ‘อดเปรี้ยวกินหวาน’ เพราะต้องอดทนกับเสียงติติงจากคนทำเพจทั่วสารทิศ แต่สิ่งที่พวกเขาจะได้รับในระยะยาวคือเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่จะกลับมาตอบแทนการเสียสละในวันนี้ แต่หากมองในฝั่งคนทำเพจที่จะได้รับผลกระทบ หลายฝ่ายคงมองว่าเฟซบุ๊กก็ไม่ต่างอะไรจากนักธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ที่ทำการค้าที่หัวใสและเจ้าเล่ห์ไม่เบา

 

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อช่วงเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เฟซบุ๊กเคยทดลองปรับนิวส์ฟีดแบบใหม่ใน 6 ประเทศ ได้แก่ ศรีลังกา, โบลิเวีย, สโลวาเกีย, เซอร์เบีย, กัวเตมาลา และกัมพูชา เพื่อแยกโพสต์จากเพจต่างๆ ออกจากหน้านิวส์ฟีดผู้ใช้งานปกติ และผลที่เกิดขึ้นก็ไม่ดีเอาเสียเลย เมื่อนักข่าวในกัวเตมาลาให้ข้อมูลกับทาง The Guardian ว่าทันทีที่มีการทดลองปรับหน้านิวส์ฟีดแบบใหม่ ยอดคนอ่านคอนเทนต์และเอ็นเกจเมนต์ก็หล่นฮวบแบบน่าใจหาย

 

นอกจากนี้สื่อจากเกาะอังกฤษยังแสดงความเห็นที่น่าสนใจไว้ว่าผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการปรับนิวส์ฟีดแบบใหม่มากที่สุดคือบรรดาเพจที่พึ่งพาการใช้งานเฟซบุ๊กมากเกินกว่าที่ควร และแนะทางออกที่เหมาะสมว่าให้ ‘หนี’ จากแพลตฟอร์มที่เราไม่สามารควบคุมอะไรได้ด้วยตัวเอง เพื่อย้ายไปอยู่บนช่องทางที่เราเป็นผู้กำหนดทุกสิ่งอย่างได้ด้วยตัวเองแทน

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องได้ที่

 

Photo: AFP

อ้างอิง:

The post เฟซบุ๊กหุ้นตก 3 พันล้านเหรียญคือภาพลวงตา เชื่อรายได้จากโฆษณาเพิ่มในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebook-stock-down-reactions-on-newsfeed-change/feed/ 0
สื่อต้องปรับตัวอีกครั้ง? Facebook ประกาศปรับนิวส์ฟีดใหม่ ลดการเห็นโพสต์จากเพจน้อยลง ไลฟ์สดอาจไม่โดน https://thestandard.co/facebook-plans-changes-news-feed/ https://thestandard.co/facebook-plans-changes-news-feed/#respond Fri, 12 Jan 2018 03:59:03 +0000 https://thestandard.co/?p=61793

ตุลาคมปีที่แล้ว เฟซบุ๊กได้ทดสอบระบบปรับหน้านิวส์ฟีดโฉมใ […]

The post สื่อต้องปรับตัวอีกครั้ง? Facebook ประกาศปรับนิวส์ฟีดใหม่ ลดการเห็นโพสต์จากเพจน้อยลง ไลฟ์สดอาจไม่โดน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตุลาคมปีที่แล้ว เฟซบุ๊กได้ทดสอบระบบปรับหน้านิวส์ฟีดโฉมใหม่ใน 6 ประเทศเพื่อให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน โดยแยกระหว่างโพสต์ของเพจและโพสต์ของผู้ใช้งานออกจากกัน เน้นให้ผู้ใช้งานได้เห็นโพสต์ของเพื่อนๆ ถี่มากขึ้น ส่วนโพสต์ของเพจจะถูกย้ายไปฟีดอื่นแทน

 

 

มาวันนี้ (11 ม.ค.) เฟสบุ๊กประกาศเดินหน้าโครงการปรับหน้านิวส์ฟีดแบบใหม่พร้อมกันทั่วโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยจะเน้นการโชว์โพสต์จากผู้ใช้งานทั่วๆ ไปมากขึ้น ลดการเห็นโพสต์จากเพจต่างๆ ให้น้อยลง ยกเว้นเพจที่มีโพสต์ซึ่งผู้ใช้งานเข้ามาคอมเมนต์เป็นจำนวนมากที่อาจจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าใครเพื่อน เพื่อให้ผู้ใช้งานได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่จะต่างจากการทดสอบเมื่อเดือนตุลาคม เพราะเฟซบุ๊กจะไม่ได้เพิ่มหน้าฟีดแยกแต่อย่างใด

 

 

การประกาศปรับลดการเห็นโพสต์จากเพจในครั้งนี้ เฟซบุ๊กให้เหตุผลว่าทางบริษัทต้องการให้ผู้ใช้งานทั่วไปได้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้น ดังนั้นเมื่อปรับนิวส์ฟีดโฉมใหม่แล้ว หน้าฟีดของผู้ใช้งานทั่วไปก็จะเน้นโชว์โพสต์ของผู้ใช้งานบ่อยขึ้นกว่าปกติ และจะมีผลให้เห็นคอนเทนต์จากเพจต่างๆ ไม่ว่าจะโพสต์ทั่วไปหรือวิดีโอน้อยลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับยอด reach และ engagement ที่จะตกลงแบบน่าใจหาย

 

ยกเว้นในกรณีที่โพสต์หรือคอนเทนต์นั้นๆ ของเพจมีแนวโน้มจะกลายเป็นประเด็นถกเถียงและดึงดูดผู้คนมาให้ความเห็นได้ เฟซบุ๊กก็จะดึงโพสต์นั้นๆ ของเพจเข้าไปอยู่ในนิวส์ฟีด หมายความว่าเพจที่มีโพสต์ที่ผู้ใช้งานทั่วไปได้เข้ามาถกเถียง เปิดประเด็น และแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมากก็จะได้รับผลกระทบน้อย ส่วนเพจที่มีผู้ใช้งานกด react และคอมเมนต์ในแต่ละโพสต์น้อยก็จะได้รับผลกระทบจากการปรับนิวส์ฟีดในครั้งนี้ไปแบบเต็มๆ เว้นแต่ว่าผู้ใช้งานจะกดเลือกเพจนั้นให้ปรากฏในหน้านิวส์ฟีดแบบ ‘see first’

 

 

เฟซบุ๊กยกตัวอย่างกรณีโพสต์ ‘ไลฟ์สด’ เป็นหนึ่งในรูปแบบคอนเทนต์ที่จะโชว์บนหน้านิวส์ฟีดโฉมใหม่มากกว่าปกติแน่นอน เพราะผู้ชมและผู้ใช้งานทั่วไปมักจะเข้ามาแสดงความเห็นกันเป็นจำนวนมาก โดยมีจำนวนความเห็นเฉลี่ยในโพสต์ลักษณะนี้มากกว่าคอนเทนต์วิดีโอทั่วๆ ไปถึง 6 เท่า

 

ส่วนโพสต์แบบ ‘engagement bait’ ที่มีจุดประสงค์เรียกยอดไลก์หรือยอดแชร์ เช่น โพสต์ที่ให้คนเข้ามาโหวตผลสำรวจผ่านการกดปุ่ม react ตามอารมณ์ เฟซบุ๊กจะใช้ระบบตรวจจับโพสต์เหล่านี้เพื่อให้เห็นน้อยลงในหน้านิวส์ฟีด

 

อดัม มอสเซอร์รี หัวหน้าทีมดูแลนิวส์ฟีด ให้ความเห็นผ่านแถลงการณ์ว่า “เฟซบุ๊กถูกสร้างขึ้นเพื่อดึงผู้คนให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นและช่วยสานความสัมพันธ์ หนึ่งในวิธีที่จะทำได้เช่นนั้นคือการดึงผู้ใช้งานให้เห็นโพสต์ของเพื่อนหรือครอบครัวมากขึ้นผ่านหน้านิวส์ฟีด ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เราจะทำการอัพเดตเพื่อให้ผู้ใช้มีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่เขาหรือเธอห่วงใยบนเฟซบุ๊ก”

 

อ้างอิง: Facebook

The post สื่อต้องปรับตัวอีกครั้ง? Facebook ประกาศปรับนิวส์ฟีดใหม่ ลดการเห็นโพสต์จากเพจน้อยลง ไลฟ์สดอาจไม่โดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebook-plans-changes-news-feed/feed/ 0
สร้างแรงดึงดูดอย่างไร เมื่อคนสนใจคอนเทนต์ในโซเชียล แค่ 1.7 วินาที https://thestandard.co/opinion-marketing-decoder-create-attraction-when-facebook-user-spend-one-point-seven-seconds/ https://thestandard.co/opinion-marketing-decoder-create-attraction-when-facebook-user-spend-one-point-seven-seconds/#respond Wed, 12 Jul 2017 03:54:40 +0000 https://thestandard.co/?p=13361

     ใช่แล้ว คุณอ่านหัวข้อไม่ผิดหรอกครับ […]

The post สร้างแรงดึงดูดอย่างไร เมื่อคนสนใจคอนเทนต์ในโซเชียล แค่ 1.7 วินาที appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ใช่แล้ว คุณอ่านหัวข้อไม่ผิดหรอกครับ เพราะจากรายงานล่าสุดของ Facebook ใน ฟอรัม Shift 2020 ทีม Facebook กล่าวถึงผลงานวิจัยว่าคนให้ความสนใจคอนเทนต์ในนิวส์ฟีดเหลือเพียงแค่ 1.7 วินาทีเท่านั้น หรือพูดง่ายๆ คือ มองภาพ มองประโยคแรก แล้วผ่านไปเลย

     ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือเหล่าบรรดาแบรนด์ เพจ สำนักข่าว หรือสำนักพิมพ์ต่างๆ จึงพยายามสรรหาวิธีสารพัดในศึกที่เรียกว่า สงครามแห่งการดึงความสนใจของคน

     นั่นเป็นที่มาของความสำเร็จอย่างมหาศาลของบรรดาคลิกเบต หรือประเภทพาดหัวล่อต่างๆ เช่นว่า คุณต้องไม่เชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น, ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะทำแบบนี้, ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแทบไม่น่าเชื่อ, ชาวเน็ตลือสนั่นกับเรื่องนี้ ฯลฯ

     แต่พอคลิกเข้าไปจริงๆ เนื้อหาข่าวกลับไม่ได้ตรงกับความคาดหวังของเรานัก จนเกิดเสียงก่นด่า ลามไปจนถึงมีเพจอย่าง จบข่าว เกิดขึ้นมา เพื่อทำให้พวกเราประหยัด 3G มากขึ้น จนปัจจุบันแนวข่าวประเภทคลิกเบตน้อยลงไปเยอะจนแทบไม่เจอแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งดีอย่างมากในสังคมปัจจุบัน

     ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจอยู่ 2 เรื่อง เพื่อที่จะได้รู้จักวิธีการดึงความสนใจของคนในวันที่คนเราสนใจในสิ่งบนนิวส์ฟีดลดลงทุกวันนี้

 

     หนึ่ง เข้าใจว่าคนรับสารอย่างไรในนิวส์ฟีด

     สอง เข้าใจว่าอัลกอริทึม Facebook ทำงานยังไง

 

     ข้อแรก ปัจจุบันคนให้ความสนใจกับโพสต์ต่างๆ ของเราเรียงตามลำดับคือ

     1. ภาพ

     2. ข้อความบนภาพ

     3. หัวเรื่อง

     4. คนที่แชร์

     5. ประโยคแรกของเนื้อหาในแคปชัน

     ภาพ จะเกิดอิมแพกต์ได้ดีที่สุด เมื่อภาพมีจุดโฟกัสและกระตุ้นอารมณ์อะไรบางอย่าง เช่น ชอบ โกรธ น่ากลัว ขยะแขยง หรือชวนให้สงสัย ภาพที่ดีจะต้องดึงอารมณ์ของคนให้ได้ เช่น การใช้ภาพคนที่ถูกชี้หน้าเพื่อสื่อสารว่าจะต้องมีความขัดแย้ง หรือคนดังกล่าวไปทำอะไรผิดมาแน่ๆ

     ข้อความบนภาพ คล้ายการพาดหัวข่าว เพิ่มเติมคือข้อความบนภาพจะเป็นสิ่งที่คนจะอ่านก่อนพาดหัว ซึ่งเป็นคำขยายของคอนเทนต์ในภาพให้น่าสนใจมากขึ้น มักใช้ในการ ‘บริหาร’ ความคาดหวังของคนกับคอนเทนต์ว่าจะเป็นอย่างไร หรือพูดกับคนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งการใช้ข้อความบนภาพที่สื่อสารบางอย่างทำให้คนสนใจมากขึ้น เช่น ใช้คำว่า คนรักแมวต้องดู หรือภาพที่ไวรัลมากในช่วง 2-3 วันนี้ ที่เป็นภาพโอปราห์ วินฟรีย์ ใช้คำว่า ‘THAT MOMENT WHEN YOUR FRIEND TREAT YOU A MEAL’ และเป็นภาพโอปราห์กล่าวคำชื่นชมเพื่อนแทบเป็นแทบตาย

     ข้อความหัวเรื่อง หรือหัวข้อในลิงก์ การเลือกคำพาดหัวคือศิลปะของการเขียนที่ทำให้สามารถสรุปเรื่องออกมาได้บางส่วน และในปัจจุบันต้องสรุปเพื่อดึงความสงสัยให้คนเข้าไปอีกด้วย ปัจจุบันเทคนิคที่หลายคนใช้คือ การพาดหัวที่บิดเนื้อหา หรือบอกเนื้อหาไม่ครบ เนื่องจากเข้าใจกระแสสังคม และรู้ได้ทันทีว่าคนอ่านจะรู้สึกอย่างไร เช่นกรณีการพาดหัวข่าวการเมืองที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ที่จับกระแสสังคมที่ต่อต้านคอร์รัปชัน และการบังคับใช้ข้อกฎหมาย เป็นต้น

     คนที่แชร์ หลายครั้งเราลืมไปว่า บางครั้งคนที่พูดก็เสริมบริบทของข้อความที่พูด หรือสิ่งที่แชร์ได้เหมือนกัน ยิ่งถ้าคนที่แชร์มีภาพลักษณ์หรือประเด็นอะไรมาก่อน สารที่ออกมาอาจจะเปลี่ยนแปลงไปทันที เช่น หากคนที่แชร์เป็นคนที่มีภาพลักษณ์ชอบจิกกัดสังคมมากๆ การที่บุคคลดังกล่าวแชร์ข่าวที่เกี่ยวข้องกับความจริงจังอะไรบางอย่าง อาจจะทำให้คนสนใจว่า อาจจะมีประเด็นจิกกัดอะไรอยู่เบื้องหลังก็ได้

     ประโยคแรกของเนื้อหาในแคปชัน พูดง่ายๆ คือข้อสรุปความคิดเห็น หรือประเด็นเพิ่มเติมจากคนที่แชร์ ซึ่งเติมเต็มคอนเทนต์มากขึ้นในแง่ของความคิดเห็นหรืออารมณ์ร่วมที่มีต่อเนื้อหานั้นๆ เช่น การใส่ความรู้สึกไม่เห็นด้วย หรือการใส่ประโยคขยายความหัวข้อข่าว ซึ่งประโยคนี้คือตัวโน้มน้าวความรู้สึกที่แท้จริงต่อคอนเทนต์

     โดยสรุปง่ายๆ ภาพต้องโฟกัสที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ดึงอารมณ์ ข้อความบนภาพช่วยสร้างความคาดหวัง การพาดหัวต้องสรุปรวบยอดประเด็นน่าสนใจ คนที่แชร์และข้อคิดเห็นในประโยคแรกจะมีส่วนทำให้คอนเทนต์น่าสนใจมากขึ้น

     หากนำมาประยุกต์ใช้กับแบรนด์ บางครั้งเรามีข้อจำกัดในการใช้ข้อความบนภาพ และคนที่แชร์มักจะติดภาพของแบรนด์สินค้า ดังนั้นการเลือกภาพและการตั้งชื่อคอนเทนต์ที่เหมาะสมมักจะช่วยได้เยอะ เราควรจะให้ความสำคัญกับสองสิ่งนี้มากๆ และที่สำคัญคือการกลับมาเน้นที่เนื้อหาที่มีคุณภาพ

 

     ทำให้ย้อนกลับมาที่ ข้อสอง คือต้องเข้าใจว่าอัลกอริทึม Facebook ทำงานยังไง

     ระบบการทำงานของอัลกอริทึมของ Facebook จะทำงานโดยคิดถึงประสบการณ์ของผู้ใช้งานเป็นหลัก กล่าวง่ายๆ คือ Facebook จะเลือกคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ และคาดว่าผู้ใช้จะมีแนวโน้มที่จะ interact หรือกดปุ่มไลก์ คอมเมนต์ แชร์ กับคอนเทนต์ดังกล่าว ดังนั้นสิ่งที่ต้องคำนึงเป็นหลักคือ ‘ประเด็น’ ที่น่าสนใจของคอนเทนต์นั้นๆ และจากข่าวล่าสุดที่ Facebook ออกมาตอกย้ำว่า จะลดความสำคัญของลิงก์ไร้คุณภาพ ข่าวปลอม หรือ ข่าวพวกคลิกเบตมากขึ้น โดยปรับอัลกอริทึมไม่ให้แสดงผลสิ่งเหล่านี้

     ดังนั้นสรุปได้ว่าการดึงความสนใจคนที่กำลังลดน้อยลงทุกวันคือ เราควรที่จะผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ เป็นสิ่งที่สังคมให้ความสนใจ และใช้เทคนิคของการดีไซน์คอนเทนต์ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรูปภาพ การให้ความสำคัญกับข้อความบนภาพหรือหัวข้อข่าว และอย่าลืมบริบทของคนที่แชร์ และความเห็นในแคปชัน ซึ่งล้วนเป็นหัวใจสำคัญของการทำคอนเทนต์ให้ประสบความสำเร็จในยุคนี้

The post สร้างแรงดึงดูดอย่างไร เมื่อคนสนใจคอนเทนต์ในโซเชียล แค่ 1.7 วินาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/opinion-marketing-decoder-create-attraction-when-facebook-user-spend-one-point-seven-seconds/feed/ 0