ExxonMobil Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/exxonmobil/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 05 Jun 2024 06:54:32 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 อินโดนีเซียจ่อขึ้นแท่นฮับกักเก็บคาร์บอนอาเซียน หลังบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ ExxonMobil, BP และญี่ปุ่น หลั่งไหลทุ่มลงทุนโครงการขนาดใหญ่ https://thestandard.co/exxonmobil-bp-drive-indonesia-s-growth-into-carbon-capture-hub/ Wed, 05 Jun 2024 01:18:21 +0000 https://thestandard.co/?p=941261

สภาวะโลกร้อนทั่วโลกมุ่งสู่การลดการปล่อยคาร์บอน ด้วยการเ […]

The post อินโดนีเซียจ่อขึ้นแท่นฮับกักเก็บคาร์บอนอาเซียน หลังบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ ExxonMobil, BP และญี่ปุ่น หลั่งไหลทุ่มลงทุนโครงการขนาดใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สภาวะโลกร้อนทั่วโลกมุ่งสู่การลดการปล่อยคาร์บอน ด้วยการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี Carbon Capture, Utilization and Storage หรือเทคโนโลยีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้หลายๆ ประเทศต้องอาศัยการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทรายใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี 

 

นำมาสู่โอกาสของอินโดนีเซียที่จ่อขึ้นแท่นฮับปิโตรเคมีและโรงงานดักจับและกักเก็บคาร์บอนของอาเซียน! หลังบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ ExxonMobil และ BP รวมถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หลั่งไหลเข้ามาลงทุนโครงการขนาดใหญ่ต่อเนื่อง

 

หลังจากที่ช่วงปลายปีที่แล้ว รัฐบาลอินโดนีเซียชุดที่ผ่านมา นำโดยอดีตประธานาธิบดีโจโก วิโดโด เผยว่า บริษัท ExxonMobil ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันจากสหรัฐฯ เตรียมทุ่มเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 5 แสนล้านบาท ในอินโดนีเซีย

 

ล่าสุด วานนี้ (4 มิถุนายน) รัฐบาลอินโดนีเซียออกมาระบุว่า ขณะนี้ ExxonMobil บริษัทน้ำมันรายใหญ่สัญชาติสหรัฐ และ BP บริษัทน้ำมันและก๊าซรายใหญ่สัญชาติอังกฤษ ต่างอยู่ระหว่างวางแผนก่อสร้างโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) ในอินโดนีเซีย ซึ่งสอดคล้องกับแผนของรัฐบาลที่ผลักดันให้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเกิดใหม่ (Emerging Industry) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคเอเชีย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

โครงการดังกล่าวนำโดย Pertamina บริษัทน้ำมันแห่งชาติของอินโดนีเซียที่ถือหุ้นโดยรัฐบาลอินโดนีเซีย ได้ลงนามข้อตกลงกับ ExxonMobil และ Korea National Oil Corp. และพันธมิตร ร่วมกันพัฒนาพื้นที่กักเก็บคาร์บอนใกล้กับแหล่งน้ำมันในเกาะสุมาตรา โดยคาดว่าจะมีมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ และจะกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 3 พันล้านตัน 

 

นิคเก วิดยาวาตี ประธานผู้อำนวยการของ Pertamina กล่าวว่า อินโดนีเซียมีความพร้อมและศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโครงการนี้จะช่วยผลักดันให้อินโดนีเซียเป็นผู้นำระดับภูมิภาคในด้านการลดการปล่อยคาร์บอนภาคอุตสาหกรรม 

 

นอกจากนี้ BP และพันธมิตรก็อยู่ระหว่างวางแผนเปิดตัวโรงงานดักจับคาร์บอนแห่งแรก (CCS) ในอินโดนีเซีย ที่จังหวัดปาปัวตะวันตก (West Papua) โดยโครงการนี้มีการลงทุนสูงราวๆ 2.6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในอีก 2 ปีข้างหน้า (ปี 2026) 

 

โรงงานแห่งนี้จะสร้างขึ้นจากโครงการก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย โดยคาดว่าจะมีความจุ 1.8 พันล้านตัน

 

ทั้งนี้ โรงงานดักจับคาร์บอนไม่เพียงแต่แยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการผลิตก๊าซในบริเวณใกล้เคียงได้เท่านั้น นอกจากจะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลยังสามารถเก็บภาษีรายได้จากการจัดเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลงทุนในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศได้อีกด้วย

 

ด้านกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ระบุว่า อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในผู้ผลิตปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแหล่งน้ำมันและก๊าซในอินโดนีเซีย สามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 4.8 หมื่นล้านตัน เมื่อรวมชั้นหินอุ้มน้ำเค็มแล้วจะมีศักยภาพรองรับความจุซึ่งจะสูงถึง 5.7 แสนล้านตัน

 

รายงานข่าวระบุอีกว่า ด้วยศักยภาพทรัพยากรของอินโดนีเซีย รัฐบาลจึงต้องการใช้จุดแข็งเหล่านี้ผลักดันเป็นศูนย์กลางการดักจับคาร์บอนของเอเชีย 

 

โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลออกกฎหมาย อนุญาตให้จัดเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ที่นำเข้าได้ และภายในสิ้นปีนี้คาดว่าจะสามารถรองรับการกักเก็บคาร์บอนทั่วโลกที่ประมาณ 69 ล้านตันต่อปี  

 

สำหรับอินโดนีเซียมีนโยบายด้านพลังงาน ตั้งเป้าจัดเก็บคาร์บอนที่ผลิตในประเทศอยู่ที่ 70% ของกำลังการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ส่วนอีก 30% สามารถจัดเก็บจากต่างประเทศ 

 

นอกจากโครงการข้างต้นจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ยังสามารถสร้างบุคลากรและองค์ความรู้ในประเทศ อีกทั้งรัฐบาลจะสามารถเก็บภาษีจากธุรกิจที่นำเข้าคาร์บอนได้ ส่งผลให้อินโดนีเซียอาจเป็นผู้นำอุตสาหกรรมนี้ในภูมิภาคอาเซียนในอนาคต 

 

ทุนต่างชาติหลั่งไหล สร้างโรงงานดักจับคาร์บอนอินโดนีเซีย

 

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ อินโดนีเซียและสิงคโปร์ตกลงที่จะร่วมมือกันในการพัฒนาภาคขนส่งและจัดเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งคาดว่ารัฐบาลอินโดนีเซียจะเจรจากับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เกี่ยวกับการเก็บภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (Cross-Border Carbon Transport)

 

ทำให้บรรดาบริษัทญี่ปุ่นต่างกำลังมองหาพื้นที่ศักยภาพจากอินโดนีเซียที่มีแผนผลักดันการเป็นศูนย์กลางการจัดเก็บคาร์บอนระดับโลก ซึ่งเมื่อไม่นานนี้จะเห็นว่า กลุ่มพลังงาน INPEX จากญี่ปุ่น วางแผนที่จะพัฒนาโรงงานดักจับคาร์บอนที่โครงการก๊าซธรรมชาติ Abadi ของอินโดนีเซีย คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงต้นปี 2030

 

ด้าน เคนจิ ฮาเซกาวะ ผู้อำนวยการบริษัท INPEX Masela (จาการ์ตา) กล่าวว่า บริษัทยังพิจารณาจัดเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากต่างประเทศด้วย  

 

อย่างไรก็ตาม แม้ความต้องการกักเก็บคาร์บอนในประเทศยังไม่ชัดเจนมากนัก มีเพียงโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่เท่านั้นที่อยู่ภายใต้กฎการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และแผนการจัดเก็บภาษีคาร์บอนสำหรับบริษัทต่างๆ ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่หากอุปสงค์ในประเทศไม่ลดลง อาจมีผลต่อการเติบโตของการนำเข้าคาร์บอน จึงต้องกระตุ้นการลงทุนให้มากขึ้น

 

มาเลเซียจ่อใช้กฎหมายจัดเก็บคาร์บอน 

 

ในบรรดาเพื่อนบ้านอาเซียน นอกจากไทยที่อยู่ระหว่างวางแนวทางจัดเก็บภาษีคาร์บอน มาเลเซียซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ก็กำลังเตรียมที่จะเสนอกรอบกฎหมายต่อสภานิติบัญญัติในปีนี้สำหรับภาษีการจัดเก็บคาร์บอนเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศระบุว่า มากกว่า 80% ของการใช้ไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปัจจุบันยังคงมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ด้วยอนาคตคงหลีกเลี่ยงไม่พ้นแนวทางลดการปล่อยคาร์บอน เทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอนจึงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นกุญแจสำคัญของนานาประเทศ ดังนั้น การลงทุนของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อาจผลักดันให้อินโดนีเซียก้าวสู่การเป็นผู้นำระดับภูมิภาคในไม่ช้า

 

อ้างอิง:

The post อินโดนีเซียจ่อขึ้นแท่นฮับกักเก็บคาร์บอนอาเซียน หลังบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ ExxonMobil, BP และญี่ปุ่น หลั่งไหลทุ่มลงทุนโครงการขนาดใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tesla มูลค่าหายไปกว่า 60% หลังตลาด EV เติบโตช้ากว่าที่คิด จนกลับมามีมูลค่าต่ำกว่าบริษัทน้ำมันอย่าง ExxonMobil https://thestandard.co/exxon-market-value-tops-tesla/ Sat, 20 Apr 2024 10:04:17 +0000 https://thestandard.co/?p=924956

ExxonMobil Corp. บริษัทค้าน้ำมันยักษ์ใหญ่ กลับมามีมูลค่ […]

The post Tesla มูลค่าหายไปกว่า 60% หลังตลาด EV เติบโตช้ากว่าที่คิด จนกลับมามีมูลค่าต่ำกว่าบริษัทน้ำมันอย่าง ExxonMobil appeared first on THE STANDARD.

]]>

ExxonMobil Corp. บริษัทค้าน้ำมันยักษ์ใหญ่ กลับมามีมูลค่าสูงกว่า Tesla Inc. เป็นครั้งแรกในเวลามากกว่า 1 ปี หลังจากที่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าชะลอตัวลง พร้อมกับการที่ผู้บริโภคยังคงลังเลต่อการเปลี่ยนไปใช้ยานยนต์ไฟฟ้า

 

ราคาหุ้น Tesla ปรับตัวลง 41% นับแต่ต้นปีที่ผ่านมา ขณะที่ Exxon กลับมาเติบโตอีกครั้งทั้งจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น และได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น 16% ในปีนี้ 

 

ก่อนหน้านี้ มูลค่าตามราคาตลาดของ Tesla พุ่งขึ้นไปถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ จากการที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปแตะ 400 ดอลลาร์ ทำให้มูลค่าแซงหน้า Exxon ในเดือนพฤศจิกายน 2021 ก่อนที่ราคาหุ้น Tesla จะร่วงลงมาอยู่ที่ราว 147 ดอลลาร์ คิดเป็นมูลค่า 4.69 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าของ Exxon อยู่ที่ราว 4.75 แสนล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน 

 

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงเส้นทางของยานยนต์ไฟฟ้าที่เผชิญกับความท้าทายมากกว่าที่หลายคนประเมินไว้ ขณะที่บริษัทอย่าง Ford Motor Co. ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ และ Hertz Global Holdings Inc. ผู้ให้บริการเช่ารถยนต์ กำลังทบทวนแผนสำหรับการจะมุ่งไปผลิตและหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว เนื่องจากผู้คนที่เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ายังไม่มากเท่าที่ควร เพราะต้นทุนที่สูง และความยากลำบากในการหาที่ชาร์จสาธารณะ

 

อ้างอิง:

The post Tesla มูลค่าหายไปกว่า 60% หลังตลาด EV เติบโตช้ากว่าที่คิด จนกลับมามีมูลค่าต่ำกว่าบริษัทน้ำมันอย่าง ExxonMobil appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 ยักษ์ใหญ่น้ำมันตะวันตก ‘กำไรพุ่ง’ เฉียด 2 แสนล้านดอลลาร์ นักเคลื่อนไหวออกโรงวอนรัฐเรียกเก็บภาษีเข้มงวดมากขึ้น https://thestandard.co/5-western-oil-giants-surging-profits/ Thu, 09 Feb 2023 03:35:02 +0000 https://thestandard.co/?p=747898

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ในช่วงปี 2022 บริษัทน้ำมันรายใ […]

The post 5 ยักษ์ใหญ่น้ำมันตะวันตก ‘กำไรพุ่ง’ เฉียด 2 แสนล้านดอลลาร์ นักเคลื่อนไหวออกโรงวอนรัฐเรียกเก็บภาษีเข้มงวดมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ในช่วงปี 2022 บริษัทน้ำมันรายใหญ่ที่สุด 5 แห่งในซีกโลกตะวันตก มีผลกำไรรวมกันมากเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนหนึ่งเป็นอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเพราะสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ส่งผลให้มีการเรียกร้องให้รัฐบาลนานาประเทศเรียกเก็บภาษีจากบริษัทน้ำมันเหล่านี้ให้รัดกุมและเข้มงวดมายิ่งขึ้น 

 

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า โทเทิล เอนเนอร์ยี่ (Total Energies) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส ได้เปิดเผยรายงานผลกำไรตลอดปี 2022 เมื่อวันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยพบว่า ผลกำไรของบริษัทแตะ 3.62 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2021


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ขณะที่ยักษ์ใหญ่น้ำมันอีก 4 แห่งอย่าง เอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil), เชฟรอน (Chevron), บีพี (BP) และ เชลล์ (Shell) ต่างมีผลกำไรประจำปีเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเอ็กซอนฯ ทำกำไรได้ถึง 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์ สร้างสถิติสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในอุตสาหกรรมน้ำมันของกลุ่มชาติตะวันตก และส่งผลให้บริษัทเหล่านี้สามารถจ่ายเงินปันผลผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น และดำเนินการซื้อหุ้นคืน

 

ทั้งนี้ เมื่อรวมกำไรของทั้ง 5 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ พบว่าบริษัทเหล่านี้สามารถทำรายได้เป็นกอบเป็นกำถึง 1.963 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2022 

 

รายงานระบุว่า สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นก็คือการเดินหน้าบุกยูเครนอย่างเต็มกำลังของรัสเซีย ทำให้หลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะยุโรปและสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย หวังกดดันให้รัสเซียยุติสงคราม แต่กลับทำให้ยุโรปจำเป็นต้องหาแหล่งซัพพลายน้ำมันจากที่อื่น ดังนั้นแม้ว่าความต้องการน้ำมันในหลายประเทศทั่วโลกจะยังไม่ฟื้นตัวดีจากวิกฤตโควิด แต่ก็ยังทำให้ราคาน้ำมันในตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นชนวนผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งทุบสถิติสูงสุดในรอบหลายสิบปีในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงมหาอำนาจเบอร์หนึ่งอย่างสหรัฐฯ ที่อัตราเงินเฟ้อแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 40 ปี

 

กำไรมหาศาลที่ได้จากสถานการณ์วิกฤตดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการดำเนินการจัดการเรียกเก็บภาษีจากบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่เหล่านี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งส่วนใหญ่คือผู้มีรายได้ปานกลางค่อนไปทางต่ำ

 

ไบเดนเตรียมชง ‘ขึ้นภาษี’ ซื้อหุ้นคืน

 

ผู้ที่ออกมาเรียกร้องคนแรกๆ มีประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ รวมอยู่ด้วย โดยผู้นำสหรัฐฯ ได้กล่าวในระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีของสภาคองเกรสว่า กำไรของบริษัทน้ำมันท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกเป็นการกระทำที่ค่อนข้างอุกอาจ 

 

ไบเดนชี้ว่า บริษัทน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯ นำกำไรที่ได้มาไปลงทุนเพิ่มการผลิตในประเทศเพื่อช่วยกดราคาน้ำมันนั้นน้อยเกินไป แต่กลับนำผลกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปซื้อหุ้นของตัวเองคืน ตอบแทนซีอีโอและผู้ถือหุ้น

 

ทั้งนี้ ไบเดนได้เสนอให้มีการเพิ่มการจัดเก็บภาษีเป็น 4 เท่าสำหรับการซื้อหุ้นคืนเพื่อจูงใจการลงทุนระยะยาว พร้อมยืนยันว่าผู้บริหารระดับสูงจะยังคงสามารถทำกำไรได้ค่อนข้าง ‘มาก’ อยู่

 

ด้าน Agnès Callamard เลขาธิการกลุ่มสิทธิมนุษยชน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวถึงผลกำไรจำนวนมหาศาลของเหล่าบริษัทน้ำมันรายใหญ่ว่า “ไม่สมเหตุสมผลอย่างเห็นได้ชัด” และเป็น “ภัยพิบัติที่ไม่อาจบรรเทาได้”

 

แถลงการณ์ของ Callamard ระบุว่า กำไรหลายพันล้านดอลลาร์ที่บริษัทน้ำมันเหล่านี้ทำขึ้นจะต้องถูกเก็บภาษีอย่างเพียงพอ เพื่อให้รัฐบาลสามารถจัดการกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางส่วนใหญ่ และปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ดียิ่งขึ้นเมื่อเผชิญกับวิกฤตการณ์ระดับโลกทั้งหลาย 

 

ยักษ์น้ำมันยันนำกำไร ‘ลงทุนเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน’

 

ขณะเดียวกัน บรรดาผู้บริหารของยักษ์ใหญ่น้ำมันต่างออกโรงโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักรณรงค์เคลื่อนไหว โดยเหล่าผู้บริหารได้เน้นถึงความสำคัญของความมั่นคงด้านพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งบริษัทเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการบริหารจัดการ ดังนั้น ข้อเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีที่สูงขึ้นจึงอาจขัดขวางการลงทุนในส่วนนี้

 

Wael Sawan ซีอีโอของ Shell กล่าวว่า ท้ายที่สุดแล้ว ภาษีเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ แน่นอนว่า Shell มีส่วนร่วมและให้มุมมองต่างๆ ซึ่งมุมมองสำคัญที่ Shell พยายามนำเสนอคือบริบทเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัทน้ำมันอย่าง Shell เองก็ต้องมีการลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ต้องการบรรยากาศการลงทุนที่ปลอดภัยและมั่นคง

 

“ตัวอย่างเช่น ภาษีลาภลอยหรือการจำกัดราคาทำให้ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพการลงทุนลดลง ดังนั้นผมจึงกังวลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ ผมคิดว่ามีแนวทางอื่นที่จำเป็นต้องมี ซึ่งก็คือการดึงเงินลงทุนจริงๆ ในเวลาที่เราจำเป็นต้องจัดการให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานไว้ในระบบพลังงานที่กว้างขึ้นในยุโรป” Sawan อธิบาย

 

ความคิดเห็นของซีอีโอ Shell มีขึ้นเพียงไม่นานหลังจากที่บริษัทเปิดเผยรายงานผลกำไรประจำปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เกือบ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งแซงหน้าสถิติเดิมที่ 2.84 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2008 

 

Aramco จี้รัฐช่วยเหลือเพิ่ม ช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน

 

ขณะที่ Amin Nasser ซีอีโอของ Saudi Aramco บริษัทพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับอันตรายของการกดดันบริษัทน้ำมันด้วยการเก็บภาษีที่สูงขึ้นในเดือนก่อนหน้าผ่านการให้สัมภาษณ์กับทางสำนักข่าว CNBC ว่า เป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์ใดๆ เพราะบริษัทน้ำมันเหล่านี้จำเป็นต้องมีการเดินหน้าลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อทำให้ธุรกิจเติบโตจากพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แทนที่ความต้องการเลิกพึ่งพาพลังงานน้ำมัน

 

ดังนั้น นอกจากจะต้องไม่เก็บภาษีแล้ว บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่เหล่านี้ยังจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออีกด้วย โดย Nasser อธิบายว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีหมุนเวียนจำเป็นต้องมีการลงทุนจำนวนมาก และมีแนวโน้มว่าจะได้รับผลกระทบหากบริษัทต้องเผชิญกับการเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น

 

‘BP’ พร้อมจ่ายภาษีเพิ่ม หากรัฐใช้ระบบจัดเก็บถูกต้อง

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับ John Browne อดีตซีอีโอของ BP กลับสนับสนุนการจัดเก็บภาษีจากบริษัทน้ำมันให้เพิ่มขึ้น โดยเจ้าตัวกล่าวว่าเป็นเรื่องถูกต้องสำหรับรัฐบาลที่จะจัดเก็บภาษีจากกำไรที่ได้มาจากผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ แต่ต้องเป็นไปภายใต้เงื่อนไขว่าระบบภาษีดังกล่าวได้รับการออกแบบอย่างถูกต้อง ซึ่งสิ่งที่ Browne กังวลมีสองประการหลักด้วยกันคือ มาตรฐานในการจัดเก็บภาษีขึ้นอยู่กับรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งแตกต่างกันออกไป กับขีดจำกัดของการจัดเก็บภาษี โดย Browne เสนอว่า ภาษีที่เรียกกันว่าภาษีลาภลอยนี้ ควรจะสามารถถอดถอนหรือระงับการบังคับใช้ ในกรณีที่ไม่มีเหตุการณ์ที่บริษัทได้กำไรจากสถานการณ์เลวร้าย 

 

ขณะที่องค์กร NGO อย่าง Global Witness กล่าวสนับสนุนว่าประชาชนมีสิทธิทุกประการที่จะไม่พอใจผลกำไรที่ไม่ธรรมดาของยักษ์ใหญ่น้ำมัน และเรียกร้องให้มีการขึ้นภาษีลาภลอย

 

Alice Harrison หัวหน้าฝ่ายรณรงค์เชื้อเพลิงฟอสซิลของ Global Witness กล่าวกับ CNBC ว่า ภาษีลาภลอยที่เพิ่มขึ้นเป็นไปเพื่อช่วยผู้ที่ประสบปัญหาในค่าครองชีพ พร้อมกับเป็นการช่วยเพิ่มการหันไปใช้พลังงานหมุนเวียน และลดการใช้น้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะช่วยยุติยุคเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ทำร้ายทั้งผู้คนและโลกอย่างรุนแรงได้ในที่สุด 

 

ขณะที่ Sana Yusuf นักรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อสภาพภูมิอากาศของ Friends of the Earth กล่าวว่า ผู้คนสามารถเห็นความอยุติธรรมของการที่ต้องแบกรับราคาพลังงานที่แพงกระเป๋าฉีก ในขณะที่บริษัทน้ำมันและก๊าซขนาดใหญ่กวาดรายได้เป็นพันล้าน ดังนั้น การเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินอย่างยุติธรรมสามารถช่วยสนับสนุนโครงการลดโลกร้อนในหลายประเทศทั่วโลกได้ ทั้งยังส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่าย ทำให้บ้านอุ่นขึ้น และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เป็นอันตรายต่อโลก

 

อย่างไรก็ตาม Bernard Looney ซีอีโอของ BP ได้ออกโรงปกป้องคำครหาของ BP หลังบริษัทมีผลกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2022 ที่ 2.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ว่า  BP เป็นบริษัทพลังงานรายใหญ่ของอังกฤษที่ ‘พึ่งพา’ กลยุทธ์ในการจัดหาพลังงานที่โลกต้องการ  

 

นอกจากนี้ ในฐานะที่ BP เป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานรายแรกๆ ของโลก ที่ประกาศความทะเยอทะยานที่จะลดการปล่อยมลพิษให้เหลือศูนย์ภายในปี 2050 รวมถึงให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยมลพิษลง 35-40% ภายในสิ้นทศวรรษนี้ ทำให้บริษัทจำเป็นต้องใช้เงินทุนในการดำเนินการ ก่อนยอมรับว่าเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซมลพิษที่ตั้งไว้เดิมอาจต้องลดเหลือ 20-30% เพราะยังจำเป็นต้องลงทุนในน้ำมันและก๊าซต่อไปเพื่อตอบสนองความต้องการที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และเทคโนโลยีพลังงานทดแทนในปัจจุบันที่มีอยู่ไม่อาจตอบสนองได้ 

 

Looney ผู้บริหารของ BP กล่าวว่า บริษัทกำลังประกาศการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 8 พันล้านดอลลาร์ในการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในทศวรรษนี้ และอีก 8 พันล้านดอลลาร์ในน้ำมันและก๊าซเพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานและความสามารถในการจ่ายพลังงานในช่วงเวลาเดียวกัน 

 

ท่าทีของ BP สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวเพื่อโลกสีเขียว โดยรวมถึง Mark van Baal ผู้ก่อตั้ง Follow This ที่ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนว่า หากการลงทุนจำนวนมากของยักษ์ใหญ่ยังคงผูกติดอยู่กับเชื้อเพลิงฟอสซิล แถมยังวางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนในน้ำมันด้วย บริษัทยักษ์ใหญ่น้ำมันเหล่านี้ก็ไม่สามารถรักษาคำมั่นที่ได้ลงนามร่วมกันในข้อตกลงปารีสได้ เพราะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยมลพิษในปริมาณมากภายในปี 2030

 

อ้างอิง:

The post 5 ยักษ์ใหญ่น้ำมันตะวันตก ‘กำไรพุ่ง’ เฉียด 2 แสนล้านดอลลาร์ นักเคลื่อนไหวออกโรงวอนรัฐเรียกเก็บภาษีเข้มงวดมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
BCP – ซื้อกิจการ ESSO เพื่อต่อยอดธุรกิจน้ำมัน https://thestandard.co/bcp-esso-focus/ Fri, 13 Jan 2023 12:18:22 +0000 https://thestandard.co/?p=737055

เกิดอะไรขึ้น: ในที่สุด บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ก็ […]

The post BCP – ซื้อกิจการ ESSO เพื่อต่อยอดธุรกิจน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

ในที่สุด บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ก็ประกาศเซ็นสัญญาซื้อขายหุ้นกับ ExxonMobil Asia Holdings Pte. เพื่อเข้าซื้อหุ้น 65.99% ของ ESSO โดยผู้บริหารกล่าวว่า การเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์นี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย และเพิ่มการเข้าถึงพลังงานได้ง่ายขึ้น 

 

ซึ่งการลงทุนครั้งนี้จะสร้างกระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานเพื่อนำไปลงทุนต่อและเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดย BCP จะต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นส่วนที่เหลือหลังจากบริษัทได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นในเดือนเมษายน ในขณะที่ผู้บริหารไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการเพิกถอนหุ้น ESSO ออกจากตลาด 

 

การซื้อกิจการ ESSO จะทำให้กำลังการผลิตติดตั้งโรงกลั่นทั้งหมดของ BCP เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 120kbd ในปัจจุบัน สู่ 294kbd และสถานีบริการน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 59% จาก 1,320 แห่ง (ข้อมูล ณ สิ้นสุด 3Q65) สู่ 2,100 แห่ง

 

ด้านราคาเข้าซื้อ ผู้บริหารยืนยันว่าราคาเข้าซื้ออิงกับมูลค่ากิจการที่ 5.55 หมื่นล้านบาท และมีกลไกการปรับราคาเพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในหนี้สินสุทธิ เงินทุนหมุนเวียน มูลค่าน้ำมันคงคลังที่ 7.4 ล้านบาร์เรล และสินทรัพย์ทางการเงินอื่นๆ ณ วันที่ทำธุรกรรมแล้วเสร็จ จากข้อมูลล่าสุด (สิ้นเดือนกันยายน 2565) ราคาเข้าซื้อเบื้องต้นที่ประเมินได้อยู่ที่ 3.06 หมื่นล้านบาท (8.84 บาทต่อหุ้น) 

 

ทั้งนี้ ExxonMobil ใช้กลไกการปรับราคาที่คล้ายกันกับการขายสินทรัพย์อื่นๆ ทั่วโลก เพื่อให้แน่ใจว่าได้มูลค่ายุติธรรมสำหรับทั้งผู้ขายและผู้ซื้อเมื่อพิจารณาจากราคาน้ำมันที่ผันผวน

 

สำหรับธุรกรรมนี้จะใช้แหล่งเงินทุนทั้งหมดจากวงเงินสินเชื่อที่ได้รับจากธนาคาร โดยอยู่ระหว่างการเจรจาเกี่ยวกับข้อกำหนด เงื่อนไข และอัตราดอกเบี้ย บริษัทคาดว่าอันดับเครดิตจะไม่ได้รับผลกระทบ แม้ว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนและอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA จะเพิ่มขึ้นสู่ 1.7 เท่า และ 2.2 เท่า ตามลำดับ (หากเข้าถือหุ้น 100% ใน ESSO) เทียบกับ 0.6 เท่า และ 1.1 เท่า ก่อนซื้อกิจการ 

 

ผู้บริหารคาดว่าธุรกรรมนี้จะเสร็จสิ้นภายใน 2H66 (น่าจะอยู่ในช่วงปลาย 3Q66 ถึงต้น 4Q66) หลังจากบรรลุเงื่อนไขบังคับก่อน เช่น ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นของ BCP และได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงพลังงานให้ ESSO เปลี่ยนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และได้รับความเห็นชอบตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกฎหมายการแข่งขันทางการค้า

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BCP ปรับเพิ่มขึ้น 18.85% WoW สู่ระดับ 36.25 บาท ดีกว่า SET Index ที่ปรับเพิ่มขึ้น 0.14%MoM สู่ระดับ 1,676.21 จุด 

 

แนวโน้มธุรกิจและกลยุทธ์การลงทุน:

การซื้อกิจการ ESSO จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปสำหรับธุรกิจการตลาดของ BCP นอกจากนี้ ESSO ยังจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานลูกค้าในกลุ่ม Commercial/Wholesale ของ BCP และเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปประเภทเบา (น้ำมันเบนซิน) 

 

นอกจากนี้ ผู้บริหารยังคาดว่าการซื้อกิจการครั้งนี้จะทำให้เกิดมูลค่าจาก Synergy (ก่อนหักภาษี) ประมาณ 1.5-2 พันล้านบาท จากการเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนจากการจัดหาน้ำมันดิบ การประกอบธุรกิจโรงกลั่น การขนส่ง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจทางอ้อม 

 

การซื้อกิจการครั้งนี้จะช่วยหนุนให้ EPS ตามข้อมูลทางการเงินเสมือนปรับเพิ่มขึ้นได้ 57% เมื่อเทียบกับงบการเงินเฉพาะกิจการของ BCP โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา (ไม่รวม Synergy จาก Crude Run Rate ที่ดีขึ้น) และจะเพิ่มเป็น 66% ด้วย Synergy ด้าน Crude Run ระหว่าง BCP และ ESSO

 

InnovestX Research เชื่อว่าการซื้อกิจการ ESSO จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ BCP เมื่อพิจารณาจากราคาเข้าซื้อยุติธรรม กำไรส่วนเพิ่มจาก ESSO และประโยชน์จาก Synergy ในด้านการดำเนินงานและการตลาด 

 

โดยประเมินในเบื้องต้นได้ว่าการซื้อกิจการ ESSO จะหนุนให้ราคาเป้าหมายของ BCP ปรับเพิ่มขึ้นได้อีก 17-18 บาทต่อหุ้น หากดีลสำเร็จ อิงกับการซื้อกิจการ 100% โดยปัจจุบัน InnovestX Research ให้เรตติ้ง Outperform สำหรับ BCP ด้วยราคาเป้าหมาย 44 บาทต่อหุ้น (ก่อนซื้อกิจการ ESSO) และยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มกำไรของ BCP พอร์ตธุรกิจที่มีความหลากหลาย และประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ดี

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและ GRM ในขณะที่ความผันผวนของราคาน้ำมันอาจส่งผลทำให้ขาดทุนสต๊อกเพิ่มขึ้น แต่มองว่าเหตุการณ์นี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น 

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ คือการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรัฐบาลเข้าแทรกแซงเพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post BCP – ซื้อกิจการ ESSO เพื่อต่อยอดธุรกิจน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tesla ถูกถอดออกจาก ‘ดัชนี S&P 500 ESG’ ขณะที่ ‘อีลอน มัสก์’ สวนกลับ ทำไม ExxonMobil ยังติดได้ และเรียกว่านี่คือ ‘ความยุติธรรมทางสังคมจอมปลอม’ https://thestandard.co/why-tesla-was-kicked-out-of-the-sp-500s-esg-index/ Thu, 19 May 2022 04:57:06 +0000 https://thestandard.co/?p=630650 Tesla

Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ ได้ถูกถอดออกจากดัชนี […]

The post Tesla ถูกถอดออกจาก ‘ดัชนี S&P 500 ESG’ ขณะที่ ‘อีลอน มัสก์’ สวนกลับ ทำไม ExxonMobil ยังติดได้ และเรียกว่านี่คือ ‘ความยุติธรรมทางสังคมจอมปลอม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tesla

Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ ได้ถูกถอดออกจากดัชนี S&P 500 ESG ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการอัปเดตประจำปี แต่ในทางกลับกัน Apple, Microsoft, Amazon และแม้แต่บริษัทข้ามชาติน้ำมันและก๊าซอย่าง ExxonMobil ก็ยังติดในทำเทียบได้

 

ดัชนี S&P 500 ESG ใช้ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล เพื่อจัดอันดับและแนะนำบริษัทต่างๆ ให้กับนักลงทุน เกณฑ์ดังกล่าวบอกถึงวิธีที่ธุรกิจส่งผลกระทบต่อโลกและปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนอกเหนือจากผู้ถือหุ้น ซึ่งรวมถึงลูกค้า พนักงาน ผู้ขาย คู่ค้า

 

การเปลี่ยนแปลงดัชนีมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม โดย S&P ให้เหตุผลที่ Tesla ถูกถอดมาจาก ‘การขาดกลยุทธ์คาร์บอนต่ำ’ และ ‘หลักจรรยาบรรณทางธุรกิจ’ และยังอ้างถึงข้อกล่าวหาเรื่องการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติและสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ที่โรงงานของ Tesla ในเมืองฟรีมอนต์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เชื่อว่าการหลุดอันดับครั้งนี้ยังได้รับอิทธิพลจากการจัดการสอบสวนจากองค์การบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติ หลังจากการเสียชีวิตและการบาดเจ็บหลายครั้งเชื่อมโยงกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ของ Tesla หรือที่เรียกว่า Autopilot

 

Tesla เป็นหุ้นที่มีน้ำหนักมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ในดัชนี ก่อนที่จะถูกลบออก โดยเป็นรองจาก Apple, Microsoft และ Amazon ขณะที่ในปีนี้ ExxonMobil ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ได้ติดอยู่ในอันดับที่ 9

 

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลายเป็นการจุดระเบิดให้กับมัสก์ซึ่งออกมากล่าวผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า “Exxon ติดอันดับท็อป 10 ของโลกในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG) โดย S&P 500 ในขณะที่ Tesla ไม่ได้ติดอันดับ!

 

“ESG เป็นการหลอกลวง นี่เป็นความยุติธรรมทางสังคมจอมปลอม” มัสก์กล่าว โดยรายงานจาก The New York Times ระบุว่า S&P ไม่ได้ตอบกลับคำร้องขอความคิดเห็นทันทีว่าทำไม Exxon ถึงติดอันดับ และ Tesla หลุดออกมา

 

โดย Tesla โต้แย้งว่า ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นสามารถได้รับการจัดอันดับ ESG ที่สูงขึ้น แม้ว่าพวกเขาแทบจะไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และดำเนินการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในต่อไป

 

ก่อนหน้านี้ Tesla ต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์จากนักลงทุนที่กล่าวว่า ได้เปิดเผยข้อมูลเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับผลกระทบของการผลิตหรือแนวทางปฏิบัติด้านแรงงาน

 

ในขณะที่ภารกิจของ Tesla คือเร่งการเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่พลังงานที่ยั่งยืน ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ Tesla ได้ตกลงกับสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมหลังจากละเมิดพระราชบัญญัติอากาศสะอาดมาหลายปี และละเลยการติดตามการปล่อยมลพิษของตนเอง

 

Tesla ยังเปิดเผยว่ากำลังถูกสอบสวนเรื่องการจัดการขยะในรัฐแคลิฟอร์เนีย และต้องจ่ายค่าปรับในเยอรมนีหากไม่สามารถปฏิบัติตามภาระหน้าที่ ‘รับคืน’ แบตเตอรี่ที่ใช้แล้วในประเทศได้

 

อย่างไรก็ตามนอกจาก Tesla แล้วยังมียักษ์ใหญ่อื่นๆ ที่หลุดออกจากดัชนี S&P 500 ESG ไม่ว่าจะเป็น Chevron, Delta Air Lines, Home Depot และ News Corp เป็นต้น 

 

อ้างอิง:

The post Tesla ถูกถอดออกจาก ‘ดัชนี S&P 500 ESG’ ขณะที่ ‘อีลอน มัสก์’ สวนกลับ ทำไม ExxonMobil ยังติดได้ และเรียกว่านี่คือ ‘ความยุติธรรมทางสังคมจอมปลอม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ExxonMobil บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน นำพลังงานส่วนเกินมาใช้ขุดคริปโต https://thestandard.co/exxonmobil-using-excess-energy-to-mine-crypto/ Sat, 26 Mar 2022 08:04:51 +0000 https://thestandard.co/?p=610451 ExxonMobil

ExxonMobil บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของโลก สัญชาติอเมร […]

The post ExxonMobil บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน นำพลังงานส่วนเกินมาใช้ขุดคริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ExxonMobil

ExxonMobil บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของโลก สัญชาติอเมริกัน ได้ประกาศไปครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว (มกราคม 2021) สำหรับการทำโปรเจกต์ทดลองในการนำพลังงานส่วนเกินไปขุดคริปโตเคอร์เรนซี และล่าสุดได้ประกาศขยายการดำเนินงานไปสู่ประเทศไนจีเรีย อาร์เจนตินา กายอานา และเยอรมนี

 

ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทางสำนักข่าว Bloomberg ได้เผยว่า ExxonMobil ได้ประกาศทำสัญญากับ Crusoe Energy ในการนำพลังงานส่วนเกินจากทางตอนเหนือของดาโกตาสำหรับการขุด Bitcoin ซึ่งใช้ ปริมาณก๊าซกว่า 18 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อเดือน คิดเป็นราว 0.4% ของบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ในสหรัฐ

 

นอกจากนี้เองทางสำนักข่าว Cointelegraph ยังพบว่าในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ConocoPhillips ยังได้ทำโปรแกรมขายพลังงานส่วนเกินไปยังบุคคลที่สามของนักขุด Bitcoin

 

อย่างไรก็ตามการส่งผ่านพลังงานของสายการผลิตเหล่านี้ย่อมไม่สามารถมีประสิทธิภาพได้ 100% เนื่องจากมีส่วนเกินบางส่วนที่จะไหลรั่วไปตามสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลที่ไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและอัตรากำไรของบริษัทเท่าไรนัก 

 

ทาง แดเนียล ฟูเกเร ประธานของบริษัทด้านสิ่งแวดล้อม As You Sow ได้แสดงมุมมองว่า อย่างไรก็ตามการนำพลังงานส่วนเกินเหล่านั้นไปใช้แทนที่จะปล่อยเป็นของเสียไป ก็ยังนับว่าเป็นเรื่องที่ดี 

 

จากข้อมูลของ Argus Media เผยว่าภายในเดือนกันยายน 2021 Crusoe Energy ได้ดำเนินงานกว่า 60 เหมืองสำหรับ Bitcoin ใน 4 รัฐในสหรัฐฯ ซึ่งใช้พลังงานส่วนที่อาจจะปล่อยเป็นของเสียไปแล้ว ซึ่งสามารถเทียบเท่ากับการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 63% เลยทีเดียว

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ExxonMobil บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน นำพลังงานส่วนเกินมาใช้ขุดคริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อีลอน มัสก์’ รวยขึ้น 1.19 ล้านล้านบาทภายใน 1 วัน จนตอนนี้ความมั่งคั่งมีมูลค่ามากกว่า ExxonMobil หรือ Nike แล้ว https://thestandard.co/elon-musk-is-now-worth-more-than-exxon-s-market-capitalization/ Tue, 26 Oct 2021 02:24:50 +0000 https://thestandard.co/?p=552203 elon musk

เพียงวันเดียวความมั่งคั่งของ อีลอน มัสก์ เพิ่มขึ้น 3.62 […]

The post ‘อีลอน มัสก์’ รวยขึ้น 1.19 ล้านล้านบาทภายใน 1 วัน จนตอนนี้ความมั่งคั่งมีมูลค่ามากกว่า ExxonMobil หรือ Nike แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
elon musk

เพียงวันเดียวความมั่งคั่งของ อีลอน มัสก์ เพิ่มขึ้น 3.62 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.19 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการที่ Hertz Global Holdings Inc. ได้สั่งซื้อรถ Tesla รวดเดียวกว่า 100,000 คัน จนตอนนี้ความร่ำรวยของเขาได้เพิ่มมาเป็น 2.886 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 9.5 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่ามูลค่าตลาดของ Exxon Mobil Corp. หรือ Nike Inc. เรียบร้อยแล้ว

 

นับเป็นการเพิ่มขึ้นในหนึ่งวันที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Bloomberg Billionaires Index ซึ่งมัสก์ได้ทุบประวัติศาสตร์ของ ซานซาน (Zhong Shanshan) มหาเศรษฐีแดนมังกร ที่รวยขึ้น 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.06 ล้านล้านบาท หลังจากดันบริษัทเครื่องดื่มบรรจุขวดเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

 

หุ้นของ Tesla Inc. เพิ่มขึ้น 11% หลังจากมีคำสั่งซื้อจาก Hertz ผลักดันมูลค่าตลาดให้ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประมาณ 2 ใน 3 ของความมั่งคั่งของมัสก์มาจากบริษัทรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ ซึ่งเขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและนั่งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

 

แม้กระทั่งก่อนข้อตกลง Hertz หุ้นของ Tesla ก็เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยราคาหุ้นเพิ่มกว่า 45% ในปีนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่า 2 เท่าของดัชนี S&P 500 เนื่องจากนักลงทุนยังคงให้ความสนใจเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มัสก์กำลังพุ่งนำหน้ามหาเศรษฐีคนอื่นขึ้นไปเรื่อยๆ โดยมหาเศรษฐีที่รวยเป็นอันดับ 2 ของโลกอย่าง เจฟฟ์ เบโซส์ ของ Amazon.com Inc. มีความมั่งคั่งอยู่ที่ 1.926 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 6.4 ล้านล้านบาท ตามข้อมูลจากดัชนี Bloomberg

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

ภาพ: Britta Pedersen-Pool / Getty Images

อ้างอิง:

 


ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

Twitter: twitter.com/standard_wealth

Instagram: instagram.com/thestandardwealth

Official Line คลิก https://lin.ee/xfPbXUP

The post ‘อีลอน มัสก์’ รวยขึ้น 1.19 ล้านล้านบาทภายใน 1 วัน จนตอนนี้ความมั่งคั่งมีมูลค่ามากกว่า ExxonMobil หรือ Nike แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่สะเทือน เมื่อทั่วโลกพร้อมใจกดดันแก้ปัญหาโลกร้อน https://thestandard.co/big-oil-company-effect-on-global-warming-issue/ Fri, 28 May 2021 13:42:59 +0000 https://thestandard.co/?p=493987 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่

กลายเป็นข่าวที่สร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม และอาจถือเป็นก […]

The post บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่สะเทือน เมื่อทั่วโลกพร้อมใจกดดันแก้ปัญหาโลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่

กลายเป็นข่าวที่สร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม และอาจถือเป็นก้าวแรกของความสำเร็จของภาครัฐและภาคประชาสังคมในการออกมาร่วมมือกดดันและเรียกร้องให้ 3 บริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกอย่าง ExxonMobil, Chevron และ Royal Dutch Shell ที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวปรับเปลี่ยนนโยบาย กลยุทธ์ และแผนการดำเนินธุรกิจต่างๆ ของบริษัท ให้มีมาตรการในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ หรือ ‘ภาวะโลกร้อน’ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่ทำให้สภาพอากาศผิดธรรมชาติในปัจจุบัน อย่างจริงจัง

 

เริ่มต้นที่ ExxonMobil หลังผิดหวังกับท่าทีที่ค่อนข้างนิ่งเฉยของ ดาร์เรน วูดส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ในเรื่องการจำกัด ‘คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)’ งานนี้บรรดาผู้ถือหุ้นของบริษัทต่างรวมตัวออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ผู้บริหารใช้บทบาทบริษัทด้านพลังงานรายใหญ่ของโลก จัดการบรรจุมาตรการผลักดันการแก้ปัญหาโลกร้อนลงไปในแผนธุรกิจระยะยาวของบริษัท ไม่ใช่แค่การกล่าวถึงปัญหานี้แต่เพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันยังเรียกร้องให้บริษัทจัดทำรายงานกิจกรรมการผลักดันการแก้ปัญหาโลกร้อนออกมาเพิ่มเติมด้วย

 

เว็บไซต์นิตยสาร Forbes รายงานว่า แถลงการณ์ดังกล่าวถือเป็นข้อความที่แสดงความไม่พอใจของผู้ถือหุ้นที่มีต่อกลยุทธ์ของ ExxonMobil ในด้านภาวะโลกร้อนได้อย่างชัดเจนที่สุด โดยหลายปีที่ผ่านมาวูดส์และทีมบอร์ดบริหารต่างออกโรงโต้ขอเรียกร้องของนักเคลื่อนไหวที่ขอให้บริษัทหันไปลงทุนในพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานลมและแสงอาทิตย์ ด้วยเหตุผลว่าพลังงานดังกล่าวไม่คุ้มค่าเงินที่นักลงทุนมอบให้กับ ExxonMobil ทั้งยังไม่มีทางทำกำไรเทียบเท่าน้ำมันได้

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ExxonMobil ก็ยังไม่อาจทำกำไรได้ดีสักเท่าไรนัก โดยในปี 2020 มีรายงานว่าบริษัทขาดทุนหนักถึง 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ขณะเดียวกันเพื่อตอกย้ำถึงความไม่พอใจ บรรดาผู้ถือหุ้นของบริษัทยังได้ลงคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ โหวตไล่ทีมบอร์ดบริหาร 2 คน จากทั้งหมด 12 คน ออกไป ซึ่ง เฟรด ครัปป์ ประธานกองทุนปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Defense Fund) กล่าวว่า การลงคะแนนดังกล่าวส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าผู้ถือหุ้นให้ความสำคัญกับการดำเนินการด้านสภาพอากาศ เพราะเป็นปัจจัยที่จำเป็นและส่งผลต่อสถานะการเงินขององค์กรในระยะยาว

 

ทั้งนี้ ExxonMobil ไม่ได้เป็นเพียงบริษัทน้ำมันรายใหญ่แห่งเดียวเท่านั้นที่ต้องเผชิญกระแสกดดันด้านสภาวะโลกร้อน เพราะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีคำสั่งตัดสินให้ Royal Dutch Shell ปรับลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิลงให้ได้ถึง 45% ภายในปี 2030 หรืออีก 9 ปีข้างหน้า

 

โดยการตัดสินของศาลครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่องค์กรเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม 7 หน่วยงาน นำโดย Friends of the Earth ยื่นฟ้องบริษัทพลังงานรายใหญ่แห่งนี้ว่ากำลังละเมิดมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่

 

ศาลกรุงเฮกให้เหตุผลชัดเจนว่า นโยบายเพื่อความยั่งยืนของ Royal Dutch Shell ในขณะนี้ขาดรูปธรรมที่ชัดเจนเพียงพอ และในฐานะบริษัทด้านพลังงานรายใหญ่ชั้นนำของโลก Shell ย่อมมีภาระหน้าที่สำคัญในการรับผิดชอบเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน รวมถึงจัดการให้เหล่าซัพพลายเออร์และผู้ซื้อของบริษัทปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงปารีสให้ลุล่วง

 

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ The Guardian รายงานว่า คำตัดสินของศาลเนเธอร์แลนด์นับเป็นการส่งสัญญาณเตือนโดยตรงต่อบริษัทในอุตสาหกรรมพลังงานและบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่รายอื่นๆ ที่มีส่วนสำคัญในการก่อมลพิษและบ่อนทำลายสิ่งแวดล้อม

 

ด้านตัวแทนทนายความขององค์กร Friends of the Earth กล่าวว่า ผลลัพธ์ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ เพราะถือเป็นครั้งแรกที่ศาลมีคำสั่งให้บริษัทที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่ปฏิบัติตามข้อตกลงปารีสอย่างจริงจัง โดยทางกลุ่มหวังว่าคำตัดสินของศาลครั้งนี้จะเป็นกรณีตัวอย่างให้องค์กรและกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมทั่วโลกออกมากดดันให้บรรดาบริษัทข้ามชาติทั้งหลายปรับปรุง เปลี่ยนแปลง บทบาทขององค์กรให้เข้ามามีส่วนร่วมรับมือกับปัญหาเร่งด่วนอย่างภาวะโลกร้อนให้มากขึ้น

 

ขณะที่ Royal Dutch Shell ได้ออกมาระบุว่า ยินดีน้อมรับคำตัดสินของศาล อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าบริษัทมีเวลา 2 ปีในการดำเนินการอุทธรณ์ แต่หลายฝ่ายมองว่า Shell น่าจะดำเนินการตามคำสั่งศาลอย่างจริงจัง เห็นได้จากท่าทีของผู้บริหารที่ออกมาประกาศเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้าว่าจะดำเนินเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ Powering Progress ที่มุ่งสร้างคุณค่าแก่ผู้ถือหุ้น ชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เป็นศูนย์ ส่งเสริมและสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดี และให้ความเคารพต่อธรรมชาติ

 

ทั้งนี้ จากฐานข้อมูลของ Carbon Majors พบว่า Shell ถือเป็นผู้ปล่อยมลพิษที่ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลกในช่วงปี 1988-2015 แต่ด้วยปัญหาโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น บวกกับกระแสเรียกร้องทางสังคม ทำให้ Shell เริ่มวางมาตรการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Shell เพิ่งจะออกมาเปิดเผยว่า บริษัทวางแผนที่จะเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจไปสู่การปล่อยก๊าซคาร์บอน 0% พร้อมตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซ 6-8% ในปี 2023, 20% ในปี 2030, 45% ในปี 2035 และ 100% ในปี 2050

 

อย่างไรก็ตาม นักเคลื่อนไหวกลับเห็นว่าแผนการดังกล่าวไม่ทันการณ์และเพียงพอกับความฉุกเฉินเร่งด่วนของปัญหาโลกร้อน ซึ่งในการยื่นฟ้องต่อศาลในครั้งนี้ ทางฝ่ายโจทก์ระบุว่า Shell ละเมิดกฎหมายมาตรา 6:162 ของกฎหมายพลเรือนดัตช์ และละเมิดมาตรา 2 และ 8 ของกฎหมายสิทธิมนุษยชนยุโรปที่ว่าด้วยสิทธิของชีวิตและสิทธิของครอบครัว เนื่องจากการกระทำของ Shell เป็นอันตรายต่อผู้อื่น ทั้งๆ ที่มีมาตรการเลือกอื่นให้สามารถดำเนินการจัดการได้ดีกว่า

 

นอกจากนี้ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน บริษัทผู้ผลิตพลังงานยักษ์ใหญ่ก็มีความเคลื่อนไหวที่ทำให้หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมยิ้มออกมาได้ เมื่อบรรดาผู้ถือหุ้นของ Chevron อนุมัติข้อเสนอเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกระบวนการผลิตของบริษัท โดยผู้ถือหุ้นมีมติ 61% โหวตสนับสนุนมาตรการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนของ Chevron ที่เรียกว่า Scope 3 ซึ่งเป็นความพยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งเกิดจากกิจกรรมในเครือข่ายซัพพลายเชนของบริษัท โดยที่บริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของหรือควบคุม

 

แม้ว่าทาง Chevron จะไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการและกรอบเวลาที่ชัดเจนออกมา แต่การตัดสินใจครั้งนี้ก็เพียงพอที่จะยืนยันกระแสทิศทางของโลกที่ให้ความสำคัญกับการตัดลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพื่อจัดการปัญหาภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะการกดดันให้บรรดาบริษัทชั้นนำที่เข้าข่ายเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของโลกให้มีการกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลงกรุงปารีสที่สมาชิกองค์การสหประชาชาติ (UN) 196 ประเทศ ร่วมลงนามเห็นชอบสนับสนุนข้อตกลงฉบับประวัติศาสตร์ที่จะร่วมกันยับยั้งไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงเกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2015 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

 

การลงนามดังกล่าวทำให้ประเทศที่ร่วมลงนามต้องนำเสนอแผนการดำเนินงานต่อ UN เพื่อแจกแจงว่าแต่ละประเทศจะดำเนินมาตรการอย่างไรเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กระนั้น ข้อตกลงกรุงปารีสไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ดังนั้นที่ผ่านมาหลายฝ่ายจึงออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าแต่ละประเทศไม่ค่อยมีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมชัดเจนสักเท่าไรนัก จนก่อเป็นกระแสรณรงค์เรียกร้องให้รัฐบาลและบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ลุกขึ้นมาดำเนินการอย่างจริงจัง

 

รายงานระบุว่า กระแสเรียกร้องที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตั้งแต่ช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายแห่งต่างออกมาเปิดเผยแผนธุรกิจที่ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน หรือปรับเพิ่มปริมาณเงินลงทุนที่จะสนับสนุนเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซจนเหลือ 0%

 

อ้างอิง:

The post บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่สะเทือน เมื่อทั่วโลกพร้อมใจกดดันแก้ปัญหาโลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: Morning Wealth: Around The World 3 พ.ย. 2563 | Morning Wealth วันที่ 3 พ.ย. 2563 https://thestandard.co/morning-wealth-03112020-4-2/ Tue, 03 Nov 2020 11:46:38 +0000 https://thestandard.co/?p=416537 Morning Wealth: Around The World 3 พ.ย. 2563 | HIGHLIGHT

Morning Wealth: Around The World วันนี้   Ali […]

The post ชมคลิป: Morning Wealth: Around The World 3 พ.ย. 2563 | Morning Wealth วันที่ 3 พ.ย. 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Morning Wealth: Around The World 3 พ.ย. 2563 | HIGHLIGHT
  • Morning Wealth: Around The World วันนี้  
    • Alibaba จัด ‘วันคนโสด’ 2 ช่วง เอาใจขาช้อป
    • Walmart ทิ้งบริษัทหุ่นยนต์ เลือก ‘แรงงานคน’ แทน
    • Zoom ใหญ่กว่า Exxon แล้ว
    •  เจาะงบบริษัทเทค ‘รายได้โฆษณาพุ่ง’ 

 

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: Morning Wealth: Around The World 3 พ.ย. 2563 | Morning Wealth วันที่ 3 พ.ย. 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ Zoom มีมาร์เก็ตแคป ‘มากกว่า’ ExxonMobil หนึ่งในบริษัทน้ำมันและก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว https://thestandard.co/when-zoom-have-larger-market-cap-than-exxonmobil/ Mon, 02 Nov 2020 04:32:08 +0000 https://thestandard.co/?p=415412 เมื่อ Zoom มีมาร์เก็ตแคป ‘มากกว่า’ ExxonMobil หนึ่งในบริษัทน้ำมันและก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว

การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การดำเนินวิถีชีวิตประจำวันเ […]

The post เมื่อ Zoom มีมาร์เก็ตแคป ‘มากกว่า’ ExxonMobil หนึ่งในบริษัทน้ำมันและก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ Zoom มีมาร์เก็ตแคป ‘มากกว่า’ ExxonMobil หนึ่งในบริษัทน้ำมันและก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว

การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การดำเนินวิถีชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะรูปแบบการประชุม ที่ได้เปลี่ยนจากเจอหน้าแบบตัวต่อตัวมาเป็นการประชุมแบบออนไลน์แทน และด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้ Zoom บริการประชุมทางไกลผ่านวิดีโอ ซึ่งมีความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัส ได้มี ‘มาร์เก็ตแคป’ หรือ ‘มูลค่าตามราคาตลาด’ มากกว่า ExxonMobil ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทน้ำมันและก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปเรียบร้อยแล้ว

 

ตามรายงานของ Forbes ระบุว่า ณ เวลา 14.30 น. ของวันที่ 29 ตุลาคม 2020 (ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ) Zoom มีการประเมินมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 1.39 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 4.33 ล้านล้านบาท ขณะที่ ExxonMobil มีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 1.389 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 4.32 ล้านล้านบาท

 

หากย้อนกลับไปในช่วงต้นปี Zoom มีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 5.9 แสนล้านบาทเท่านั้น โดยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา Zoom มีรายรับเพียง 1.35 พันล้านดอลลาร์ หรือ 4.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งนับว่าห่างไกลอย่างมากเมื่อเทียบกับ ExxonMobil ที่มีรายรับ 2.138 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 6.66 ล้านล้านบาท

 

ExxonMobil เพิ่งมีการประกาศว่า จะปลดพนักงาน 1,900 คนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นความพยายามล่าสุดในการลดต้นทุนและปรับปรุงประสิทธิภาพ หลังผลดำเนินงานโดนแรงกดดันจากโรคโควิด-19 ซึ่งไม่ใช่แค่ ExxonMobil เท่านั้น แต่บริษัทพลังงานอื่นๆ หลายแห่งได้ดำเนินการเพื่อปรับปรุงงบดุล โดยลดพนักงาน และในบางกรณีได้ระงับการจ่ายเงินปันผล

 

ในขณะที่มาร์เก็ตแคปเติบโตแบบก้าวกระโดด ได้ส่งผลมหาศาลต่อ อีริก หยวน ผู้ก่อตั้งของ Zoom ซึ่งมีชื่อติดเข้ามาอยู่ในการจัดอันดับ Forbes 400 ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก โดยมีมูลค่าทรัพย์สินในครอบครองกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งมูลค่าดังกล่าวใช้ราคาหุ้นในวันที่ 24 กรกฎาคมเป็นตัวประเมิน แต่ล่าสุดมูลค่าได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 2.13 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 6.63 แสนล้านบาท

 

โดย Zoom สามารถทำผลงานได้ดีเกินคาด ในไตรมาสที่สองสิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม Zoom โดยมีรายได้ 663.5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ประเมินว่าจะมีรายได้ 500.5 ล้านดอลลาร์ สำหรับในไตรมาสล่าสุดซึ่งสิ้นสุดในเดือนตุลาคมนี้ Zoom คาดว่าจะมีรายได้ 690 ล้านดอลลาร์ด้วยกัน

 

 

Zoom 460.91

EXXON 32.62

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

The post เมื่อ Zoom มีมาร์เก็ตแคป ‘มากกว่า’ ExxonMobil หนึ่งในบริษัทน้ำมันและก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดโผ Fortune 500 Walmart ครองแชมป์รายได้มากที่สุดกว่า 5 แสนล้านเหรียญ https://thestandard.co/fortune-500-2018/ https://thestandard.co/fortune-500-2018/#respond Tue, 22 May 2018 09:58:05 +0000 https://thestandard.co/?p=92484

ผลการจัดอันดับ Fortune 500 ครั้งที่ 64 ที่เพิ่งประกาศเม […]

The post เปิดโผ Fortune 500 Walmart ครองแชมป์รายได้มากที่สุดกว่า 5 แสนล้านเหรียญ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผลการจัดอันดับ Fortune 500 ครั้งที่ 64 ที่เพิ่งประกาศเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าบริษัทกลุ่มนี้มีมูลค่าของธุรกิจรวมสูงถึง 12.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า 2 ใน 3 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของสหรัฐอเมริกา ทำกำไรได้ถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และสร้างการจ้างงานกว่า 28 ล้านคน มีแบรนด์ที่น่าสนใจ 10 อันดับแรกคือ

 

1. Walmart ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ มีรายได้กว่า 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

 

2. ExxonMobil ผู้เล่นรายสำคัญของธุรกิจพลังงาน มีรายได้กว่า 2.44 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

 

3. Berkshire Hathaway ของเจ้าพ่อนักลงทุน วอร์เรน บัฟเฟตต์ มีรายได้กว่า 2.42 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

 

4. Apple อาณาจักรเทคโนโลยีที่ยังมาแรงแม้ไร้เงาสตีฟ จ็อบส์ ยังมีรายได้ที่กว่า 2.29 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

 

5. UnitedHealth Group มีรายได้กว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

 

6. McKesson มีรายได้กว่า 1.98 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

 

7. CVS Health มีรายได้กว่า 1.84 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

 

8. Amazon อีคอมเมิร์ซระดับโลก มีรายได้กว่า 1.77 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

 

9. AT&T มีรายได้กว่า 1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

 

10. General Motors ค่ายยานยนต์ระดับตำนานของอเมริกา มีรายได้กว่า 1.57 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

 

ขณะที่ Tesla ของมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ หลังจากที่ปล่อย Tesla Model 3 ออกมาและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้อันดับของ Tesla ขยับขึ้นมาที่ 260 ซึ่งถือเป็นบริษัทที่อันดับเปลี่ยนแปลงมากที่สุด (Big Jump) คือขยับขึ้น 123 อันดับ ส่วน Netflix บริการสตรีมมิงระดับโลกก็ยังทำสถิติได้ดีอยู่อันดับที่ 261 กระโดดขึ้นมา 53 อันดับ และ Facebook แม้ว่าจะเผชิญกับมรสุมเรื่องข้อมูลผู้ใช้งานรั่วไหลก็ยังปรับอันดับขึ้นมาอยู่ที่ 75

 

นอกจากเรื่องระดับรายได้แล้ว อีกประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องความเท่าเทียมทางเพศและโอกาสของผู้หญิงในการดำรงตำแหน่งผู้บริหาร พบว่ามีซีอีโอหญิงของบริษัทกลุ่ม Fortune 500 เพียง 24 คน หรือคิดเป็น 4.8% เท่านั้น ซึ่งช่วงปีที่ผ่านมาเกิดกระแสในโลกธุรกิจเพื่อเรียกร้องให้เกิดการจ่ายค่าตอบแทนอย่างเท่าเทียมต่อเพศหญิง หลังจากที่มีรายงานพบว่ามีผู้หญิงจำนวนมากที่ได้เงินเดือนน้อยกว่าผู้ชายที่ทำงานในตำแหน่งเดียวกันและความสามรถอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน  

 

อ้างอิง:

The post เปิดโผ Fortune 500 Walmart ครองแชมป์รายได้มากที่สุดกว่า 5 แสนล้านเหรียญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fortune-500-2018/feed/ 0