Enzo Maresca Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/enzo-maresca/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 21 Aug 2026 13:05:29 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 BIG SIX CHECK-UP เช็กความพร้อม ‘แมนฯ ซิตี้’ การเริ่มต้นใหม่ หลังสิ้นสุดยุค ‘เป๊บ’ https://thestandard.co/man-city-new-era-maresca/ Sat, 22 Aug 2026 08:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1244898 นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังเข้าสู่พรีเมียร์ลีก 2026/27 ในบร […]

The post BIG SIX CHECK-UP เช็กความพร้อม ‘แมนฯ ซิตี้’ การเริ่มต้นใหม่ หลังสิ้นสุดยุค ‘เป๊บ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังเข้าสู่พรีเมียร์ลีก 2026/27 ในบรรยากาศที่ต่างจากตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อข้างสนามไม่มี เป๊ป กวาร์ดิโอลา อีกต่อไป พร้อมการจากไปของแกนหลักหลายคนในยุคแห่งความสำเร็จ

 

ภารกิจทั้งหมดถูกส่งต่อให้ เอ็นโซ มาเรสกา ที่ต้องสร้างซิตี้ชุดใหม่ พร้อมกับเป้าหมายเดิมอย่างการกลับไปคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แม้เกมพ่ายอาร์เซนอล 0-3 ใน Community Shield จะบอกว่าทีมยังมีการบ้านให้แก้อีกหลายจุด

 

THE STANDARD SPORT ชวนเช็กความพร้อมของ ‘เรือใบสีฟ้า’ ก่อนเริ่มต้นฤดูกาลแรกในยุคหลังเป๊ป กวาร์ดิโอลา

 

นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 1นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 2นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 3นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 4นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 5นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 6นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 7นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 8นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 9นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 10

The post BIG SIX CHECK-UP เช็กความพร้อม ‘แมนฯ ซิตี้’ การเริ่มต้นใหม่ หลังสิ้นสุดยุค ‘เป๊บ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถ้ามันจะเป็น ‘สัปดาห์สุดท้าย’ ของเป๊บ กวาร์ดิโอลา ที่แมนฯ ซิตี? https://thestandard.co/pep-guardiola-man-city-last-week/ Mon, 18 May 2026 07:24:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1208437 เป๊บ กวาร์ดิโอลา กุนซือ แมนเชสเตอร์ ซิตี ยืนอยู่ข้างสนามฟุตบอล

ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หนึ่งในคำถามที่ถูกถามกับ เป๊ […]

The post ถ้ามันจะเป็น ‘สัปดาห์สุดท้าย’ ของเป๊บ กวาร์ดิโอลา ที่แมนฯ ซิตี? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เป๊บ กวาร์ดิโอลา กุนซือ แมนเชสเตอร์ ซิตี ยืนอยู่ข้างสนามฟุตบอล

ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หนึ่งในคำถามที่ถูกถามกับ เป๊บ กวาร์ดิโอลา มากที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องอนาคตของเขากับแมนฯ ซิตี

 

แต่ยิ่งถูกถามมากเท่าไร คำตอบของเป๊บกลับยิ่งคลุมเครือมากขึ้นเท่านั้น

 

หลังพาแมนเชสเตอร์ ซิตี คว้าแชมป์ FA Cup สมัยล่าสุด พร้อมเป็นแชมป์ที่ 20 ในรอบ 10 ปีของตัวเอง นักข่าวถามตรงๆ ว่า “คุณจะไม่ไปไหนใช่ไหม?”

 

เป๊บทำหน้างง ก่อนตอบสั้นๆ ว่า “ข่าวลือเหรอ?” แล้วเดินออกจากบทสัมภาษณ์ทันที

 

มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาตอบแบบนี้

 

ก่อนเกมนัดชิงหนึ่งวัน เขาเพิ่งถูกถามว่า นี่จะเป็นเกมสุดท้ายที่เวมบลีย์ในฐานะกุนซือแมนฯ ซิตี หรือไม่

 

คำตอบคือ “ผมยังเหลือสัญญาอีก 1 ปี”

 

ฟังดูเหมือนคำตอบปกติ แต่สีหน้าและน้ำเสียงของเป๊บ กลับเหมือนคนที่กำลัง “เล่นกับคำถาม” มากกว่าจะปิดประตูข่าวลือจริงๆ

 

และนั่นทำให้ช่วงเวลานี้ กลายเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่แฟนแมนฯ ซิตี เริ่มรู้สึกจริงจังกับคำถามว่า…นี่อาจเป็น “สัปดาห์สุดท้าย” ของเป๊บ กวาร์ดิโอลา ที่แมนเชสเตอร์จริงหรือเปล่า?

 

รายงานจากหลายสื่อในอังกฤษเริ่มไปในทิศทางเดียวกันว่า ภายในสโมสรมีการเตรียมแผนบางอย่างเอาไว้แล้ว หากเป๊บตัดสินใจอำลาทีมหลังจบฤดูกาลนี้

 

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า ซิตีเคยติดต่อ เอนโซ มาเรสกา อดีตมือขวาของเป๊บ เพื่อเตรียมเป็นหนึ่งในตัวเลือกหากเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจริง

 

แม้สโมสรจะยังยืนยันว่า “ยังไม่มีการตัดสินใจอย่างเป็นทางการ” และทุกอย่างยังทำงานบนสมมติฐานว่าเป๊บจะอยู่ต่อ..

 

แต่อีกด้านหนึ่ง หลายคนภายในสโมสรเริ่มเตรียมใจกับความเป็นไปได้ที่เขาอาจเลือกอำลาทีม โดยเฉพาะภาษากายและท่าทีของกุนซือวัย 55 ปี หลังคว้าแชมป์ FA Cup ที่หลายช่วงเวลาชวนให้รู้สึกว่า เขากำลังค่อยๆ ดื่มด่ำกับช่วงเวลาสำคัญบทสุดท้ายของตัวเองกับสโมสรแห่งนี้

 

และอีกหนึ่งในรายละเอียดเล็กๆ ที่ถูกพูดถึงมาก คือการอำลาทีมของ โลเรนโซ บูเอนาเวนตูรา ฟิตเนสโค้ชคู่ใจและเพื่อนสนิทของเป๊บ ที่อยู่ด้วยกันมายาวนาน ซึ่งบางคนมองว่านี่อาจเป็นอีกสัญญาณหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่

 

คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า เป๊บจะไปไหม? แต่มันอยู่ที่ว่า ถ้าเป๊บตัดสินใจโบกมือลาไปจริง แมนฯ ซิตี จะเป็นยังไงต่อ?

 

เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา นอกจากถ้วยแชมป์ที่คว้ามาเป็นกอบเป็นกำ จนได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของทัพเรือใบสีฟ้า

 

เป๊บได้เปลี่ยนทั้งวัฒนธรรมฟุตบอลของสโมสรไปเยอะมาก ตั้งแต่วิธีการเล่น, มาตรฐานในห้องแต่งตัว, แนวทางพัฒนานักเตะ รวมถึงภาพลักษณ์ของทีมที่กลายเป็นหนึ่งในมหาอำนาจลูกหนังยุโรป

 

20 แชมป์ในรอบทศวรรษ ไม่ได้เกิดจากการมีนักเตะเก่งเพียงอย่างเดียว แต่มันมาจากการสร้างระบบที่แข็งแรงพอจะทำให้ทีมลุ้นทุกแชมป์ได้แทบทุกฤดูกาล

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะมีข่าวลือหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่คนใกล้ตัวเป๊บจำนวนมากกลับเชื่อว่า เขายังลังเล

 

เพราะจริงๆ แล้ว ฤดูกาลนี้คือหนึ่งในซีซันที่เขาภูมิใจกับทีมชุดนี้มาก

 

แมนฯ ซิตี ผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ หลังเสียแกนหลักหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เอแดร์ซอน, ไคล์ วอล์คเกอร์, อิลคาย กุนโดกัน หรือ เควิน เดอ บรอยน์ แต่ทีมยังค่อยๆ พัฒนาตัวเองขึ้นมาได้อีกครั้ง

 

และหนึ่งในภารกิจสำคัญที่สุดของเป๊บในปีนี้ คือการสร้างห้องแต่งตัวใหม่ สร้างผู้นำรุ่นใหม่ รวมถึงสร้างมาตรฐานใหม่ให้ทีมอีกครั้ง ซึ่งว่ากันตามตรงนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขายังรู้สึกผูกพันกับโปรเจกต์นี้อยู่

 

เพราะที่ผ่านมา เป๊บเองก็เคยเกือบอำลาซิตีมาแล้วหลายครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย

 

เมื่อสองปีก่อน เขาเคยวางแผนจะออกจากทีมพร้อม ซิกิ เบกิริสไตน์ แต่สุดท้ายกลับต่อสัญญาใหม่แบบที่แม้แต่คนใกล้ตัวบางคนยังแปลกใจ

 

ดังนั้น ณ ตอนนี้ คงไม่มีใครตอบได้ชัดเจน แม้แต่ตัวเป๊บเอง ว่าสุดท้ายเขาจะเลือกอะไร

 

สิ่งเดียวที่รู้คือ…ถ้าเกมกับแอสตัน วิลลา ในสัปดาห์หน้า กลายเป็นนัดสุดท้ายของเป๊บจริง

 

มันจะกลายเป็นจุดสิ้นสุดของ ‘ยุคสมัย’ อันยิ่งใหญ่ที่สุดบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยมือของชายที่ชื่อ ‘เป๊บ กวาร์ดิโอลา’

 

อ้างอิง:

 

The post ถ้ามันจะเป็น ‘สัปดาห์สุดท้าย’ ของเป๊บ กวาร์ดิโอลา ที่แมนฯ ซิตี? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อการปลด ‘โรเซเนียร์’ คือคำสารภาพความล้มเหลวของ BlueCo https://thestandard.co/chelsea-blueco-management-failure/ Thu, 23 Apr 2026 05:01:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1200363 ภาพกลุ่มแฟนบอล เชลซี ชูป้ายประท้วง "BlueCo Out!" สะท้อนความไม่พอใจการบริหารงานของ BlueCo

การปลด เลียม โรเซเนียร์ ออกจากตำแหน่งกุนซือเชลซี อาจทำใ […]

The post เมื่อการปลด ‘โรเซเนียร์’ คือคำสารภาพความล้มเหลวของ BlueCo appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกลุ่มแฟนบอล เชลซี ชูป้ายประท้วง "BlueCo Out!" สะท้อนความไม่พอใจการบริหารงานของ BlueCo

การปลด เลียม โรเซเนียร์ ออกจากตำแหน่งกุนซือเชลซี อาจทำให้แฟนบอล ‘สิงห์บลูส์’ หลายคนรู้สึกเหมือนได้รับอิสรภาพ หรือเป็นวินาทีแห่งการ ‘หลุดพ้น’ จากวงจรความพ่ายแพ้ที่ดูเหมือนจะไร้ทางออก

 

 
 

แต่ในความเป็นจริง… นี่อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนตัว ‘เหยื่อ’ รายถัดไปในระบบบริหารที่ผิดพลาดซ้ำซาก

 

เพราะการเขี่ยโรเซเนียร์พ้นทาง ไม่ต่างจากการตัดกิ่งไม้ที่เหี่ยวเฉา ทั้งที่ ‘รากแก้ว’ ของสโมสรกำลังถูกสารพัดปัญหากัดกินอยู่ภายใน และต้นตอของปัญหานั้นก็ไม่ได้มาจากใครอื่น นอกจากเงื้อมมือบอร์ดบริหาร BlueCo เอง

 

จุดเริ่มต้นของปัญหา เมื่อฟุตบอลถูกมองเป็น ‘ธุรกิจ’

 

ความล้มเหลวของเชลซีไม่ได้เริ่มจากตัวกุนซือ แต่เริ่มจากแนวคิดของบอร์ดที่พยายามเปลี่ยนสโมสรให้กลายเป็นโรงงานผลิตนักเตะดาวรุ่ง

 

เงินมหาศาลกว่า 1,500 ล้านปอนด์ ถูกใช้ไปกับการกว้านซื้อนักเตะอายุน้อย เซ็นสัญญายาว แต่ไร้ทิศทางที่ชัดเจน

 

นั่นทำให้เกิดสิ่งที่ตามมาคือ

 

  • ภาวะ ‘ปริมาณเหนือคุณภาพ’ การซื้อนักเตะเข้ามาล้นทีม จนถูกแซวอยู่บ่อยๆ ว่าห้องแต่งตัวไม่มีที่ให้นั่งกันแล้ว แน่นอนว่านั่นส่งผลให้โค้ชไม่สามารถสร้างทีมเวิร์กที่ยั่งยืนได้
  • บอร์ดบริหารพยายามแทรกแซงการตัดสินใจในสนาม ตั้งแต่การเลือกตัวผู้เล่นไปจนถึงการเปลี่ยนตัวระหว่างเกม
  • พวกเขาโละทีมงานชุดเก่าออกทั้งหมด แล้วแทนที่ด้วยโมเดล Multi-club ที่เน้นปั้นเด็กเพื่อเก็งกำไร จนลืมไปว่าหัวใจของการทำทีมฟุตบอลคือการไปพาทีมสู่ชัยชนะ เพื่อประสบความสำเร็จ ไม่ใช่การตอบสนองตัวเลขในบัญชีเพียงด้านเดียว

 

การปลด ‘มาเรซก้า’ = บาดแผลที่ทำลายความเชื่อใจ

 

ก่อนหน้าโรเซเนียร์ เชลซีเคยอยู่ในจุดที่ดูเหมือนจะกลับมาได้ภายใต้การนำของ เอนโซ มาเรซก้า กุนซือที่พาทีมคว้าถ้วยคอนเฟอเรนซ์ลีก และ สโมสรโลก มาครองได้สำเร็จ นักเตะในทีมต่างเชื่อใจในระบบและแผนการเล่นของเขา

 

แต่สิ่งที่ทำให้มาเรซก้าต้องกระเด็นจากตำแหน่ง คือการ ‘งัดข้อ’ กับบอร์ดบริหาร เขาปฏิเสธที่จะทำตามคำแนะนำเรื่องการจัดตัวผู้เล่น และออกมาตำหนิบอร์ดอย่างรุนแรงว่าช่วงเวลา 48 ชั่วโมงก่อนโดนปลดคือช่วงเวลาที่แย่ที่สุด เพราะถูกกดดันอย่างหนักจากเบื้องบน

 

การปลดมาเรซก้าคือจุดเริ่มต้นของการทำลายทีมทางอ้อม เพราะบอร์ดเลือกที่จะเขี่ยคนที่พาทีมประสบความสำเร็จออก เพียงเพราะเขาไม่ใช่คนที่ควบคุมได้อีกต่อไป

 

โรเซเนียร์ ‘กุนซือหุ่นเชิด’ กับระบบที่พังทลาย

 

เมื่อต้องการคนที่สั่งได้ดั่งใจ บอร์ดจึงเลือกเลียม โรเซเนียร์ กุนซือจากสตราส์บูร์ก (สโมสรในเครือ) ขึ้นมาแทนที่ และไม่นานเขาก็ถูกตีตราว่าเป็นเพียง ‘หุ่นเชิด’ ของฝ่ายบริหาร

 

ส่วนผลลัพธ์การทำงานของเขาได้สะท้อนออกมาชัดเจนจากสถิติ แพ้ 10 จาก 23 นัด และหนักที่สุดคือการแพ้ 5 นัดติดต่อกันโดยยิงประตูไม่ได้เลย เป็นครั้งแรกในรอบ 114 ปีของสโมสร (นับจากปี 1912)

 

ในเชิงแท็กติก โรเซเนียร์เริ่มต้นด้วยการยึดแนวทางของมาเรซก้า ก่อนจะพยายามปรับเป็นระบบของตัวเอง แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับจากนักเตะบางกลุ่ม ถึงขั้นมีเสียงในห้องแต่งตัวเรียกเขาว่า ‘ครูสอนแทน’

 

ภาพของ เวสลีย์ โฟฟาน่า ที่เดินหนีทีมงานโค้ช หรือข้อมูลภายในที่หลุดออกไปถึงคนนอก สะท้อนชัดว่าโรเซเนียร์สูญเสียอำนาจในห้องแต่งตัวไปอย่างสิ้นเชิง

 

ท้ายที่สุด เสียง “BlueCo Out!” ก็ดังกระหึ่มทั่วสแตมฟอร์ด บริดจ์ เพราะแฟนบอลรู้ดีว่า ต่อให้เปลี่ยนโค้ชอีกกี่คน ตราบใดที่โครงสร้างยังเป็นแบบเดิม เชลซีก็ไม่มีวันฟื้น

 

แล้วใครจะกล้าเข้ามาในระบบแบบนี้?

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือจะมีกุนซือระดับแนวหน้าคนไหนที่กล้าเอา ‘ชื่อเสียง’ ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต มาทิ้งไว้ในสภาพแวดล้อมที่ผันผวนและไร้ระเบียบแบบที่เชลซีเป็นอยู่ในตอนนี้หรือเปล่า?

 

ชื่อของ ชาบี อลอนโซ ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยครั้ง แต่กุนซือผู้สุขุมและเน้นแบบแผนคนนี้ คงยากที่จะปรายตามองเชลซียุคนี้ หลังจากเขาเคยผ่านประสบการณ์อันขมขื่นที่เรอัล มาดริด ซึ่งเขาถูกใช้งานและเขี่ยทิ้งภายในเวลาเพียง 8 เดือน ทั้งที่เพิ่งพิสูจน์ฝีมือด้วยการพาเลเวอร์คูเซินคว้าแชมป์บุนเดสลีกามาหมาดๆ

 

ขณะที่ อันโดนี อิราโอลา ที่กำลังจะว่างงานหลังจบซีซันกับบอร์นมัธ ก็เป็นอีกคนที่รักการทำงานในสไตล์ของตัวเอง ท่ามกลางความเชื่อมั่นและความสงบ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่สิงห์บลูในยุคนี้ไม่มีให้

 

แม้แต่ศิษย์เก่าอย่าง เชส ฟาเบรกาส ที่กำลังสร้างบารมีกับ ‘โคโม่’ ในอิตาลี เขาจะยอมเสี่ยงเอาอนาคตที่กำลังรุ่งโรจน์มาพังทลายเพียงเพราะภาพลวงตาเดิมๆ ของเชลซีงั้นหรือ?

 

สิ่งที่บอร์ดต้องยอมรับคือ การดึงดูดกุนซือระดับ ‘Elite’ จะกลายเป็นเรื่องแทบเป็นไปไม่ได้ หากยังคงพฤติกรรมแทรกแซงการทำงานแบบเดิม

 

เพราะโค้ชระดับท็อปต้องการอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ใช่การเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่งจากคนที่อยู่นอกสนาม

 

จริงอยู่ที่เชลซีสามารถหากุนซือคนใหม่ได้เสมอ แต่ในเวลานี้ สโมสรแห่งนี้ไม่ใช่จุดหมายปลายทางในฝันของโค้ชระดับหัวกะทิอีกต่อไปแล้ว

 

ปัจจุบันเชลซีรั้งอันดับ 8 ของตาราง ห่างพื้นที่ UCL ถึง 7 แต้ม เหลือโปรแกรมอีกเพียง 4 นัด พร้อมความหวังสุดท้ายใน FA Cup

 

หากพลาด UCL ผลกระทบจะรุนแรงทันที ทั้งรายได้ที่หายไป ความเสี่ยงต่อกฎ FFP และโอกาสเสียผู้เล่นตัวหลักอย่าง เอ็นโซ เฟร์นานเดซ หัวใจในแดนกลางของทีมที่มีข่าวพัวพันกับ เรอัล มาดริด

 

ท้ายที่สุด เมื่อเรื่องราวเดินมาถึงทางแยกตรงนี้ การปลดโรเซเนียร์จึงเปรียบเสมือนการ ‘ยอมรับความผิดพลาด’ ของบอร์ดบริหารแบบเงียบๆ… เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่า ต่อให้จะเปลี่ยนตัวละครบนเก้าอี้กุนซืออีกกี่คน

 

หากบอร์ดบริหารยังอยู่กับระบบการทำงานที่เต็มไปด้วยปัญหา และวิธีการแทรกแซงแบบเดิมๆ ผลลัพธ์ก็ไม่มีวันเปลี่ยน

 

แถมเสียงตะโกน “BlueCo Out!” มันจะยิ่งดังขึ้น… มากกว่าเดิม

 

The post เมื่อการปลด ‘โรเซเนียร์’ คือคำสารภาพความล้มเหลวของ BlueCo appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ปี เลสเตอร์ ‘แชมป์ลีก สู่ลีกวัน’ ถอดบทเรียนเทพนิยาย สู่ฝันร้ายที่อยากจะลืม https://thestandard.co/leicester-city-fairytale-nightmare-decline/ Wed, 22 Apr 2026 12:19:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1200128 ภาพประกอบการวิเคราะห์ 10 ปี เลสเตอร์ ซิตี จากแชมป์สู่ลีกวัน

แววตาของแฟน The Foxes ในสนามรวมถึงเจ้าของสโมสรชาวไทยไม่ […]

The post 10 ปี เลสเตอร์ ‘แชมป์ลีก สู่ลีกวัน’ ถอดบทเรียนเทพนิยาย สู่ฝันร้ายที่อยากจะลืม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการวิเคราะห์ 10 ปี เลสเตอร์ ซิตี จากแชมป์สู่ลีกวัน

แววตาของแฟน The Foxes ในสนามรวมถึงเจ้าของสโมสรชาวไทยไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

 

 
 

มันเป็นแววตาของความรวดร้าวที่ยากจะกล้ำกลืน หลังจากที่ต้องเห็นสโมสรอันเป็นที่รักต้องกระเด็นตกชั้นลงไปสู่ในระดับลีก วัน หรือ Tier 3 ของฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรนี่เป็นแค่ครั้งที่ 2 เท่านั้นที่เลสเตอร์ตกลงไปไกลถึงจุดนี้

 

เลสเตอร์ ซิตี ทีมเดียวกับที่เคยสร้างความสุขให้กับแฟนฟุตบอลทั่วโลกได้อิ่มเอมไปกับ ‘เทพนิยายจิ้งจอก’ ที่สร้างตำนานจากทีมที่ไม่เคยอยู่ในสายตาใครคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้อย่างงดงามเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

 

จากทีมที่เต็มไปด้วยความหวัง ความฝัน ความรู้สึกดีๆ เกิดอะไรขึ้นกับทีมนี้?

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์ 10 ปี เลสเตอร์ ซิตี จากแชมป์สู่ลีกวัน 1

 

1. พิษโควิด-19

 

โดยพื้นฐานเลสเตอร์ ซิตี เป็นสโมสรในระดับกลางของวงการฟุตบอลอังกฤษ โดยเฉพาะหลังการก่อตั้งพรีเมียร์ลีก (หรือที่สมัยก่อนยังเรียกกันว่าพรีเมียร์ชิปอยู่เลย) ก็ขึ้นๆ ลงๆ ตลอด มีทั้งช่วงเวลาที่ดี และ ไม่ดี

 

แต่ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในปลายปี 2010 เมื่อวิชัย ศรีวัฒนประภา ซึ่งนำ King Power เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนทีมได้โอกาสในการยื่นข้อเสนอขอซื้อทีมต่อจากมิลาน แมนดาริช เจ้าของสโมสรในขณะนั้น ก่อนที่จะเข้ามาเทคโอเวอร์

 

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เลสเตอร์เปลี่ยนเป็นสโมสรฟุตบอลที่ดี ทำทีมอย่างน่าชื่นชม ทำอะไรก็ถูกต้องเหมาะสมไปเสียหมด จนถึงจุดสูงสุดในฤดูกาล 2015-16 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ 2 หลังเลื่อนชั้นกลับคืนสู่พรีเมียร์ลีก พวกเขาทำในสิ่งที่ไม่มีใครอยากเชื่อให้เกิดขึ้นด้วยการแชมป์ลีกสูงสุดมาครองได้

 

จากจุดนั้นเลสเตอร์ พยายามต่อยอดความสำเร็จเพื่อจะยกระดับทีมไปสู่การเป็นสโมสรชั้นนำที่แท้จริง มีการลงทุนมากมาย และทำผลงานได้ดีเกือบได้ไปแชมเปียนส์ ลีก 2 ฤดูกาลติดต่อกัน รวมถึงได้แชมป์เอฟเอ คัพ ในปี 2021 ด้วย

 

แต่เพราะพิษโควิด-19 ที่ระบาดตั้งแต่ต้นปี 2020 ส่งผลกระทบต่อ King Power ในฐานะเจ้าของสโมสรอย่างมาก จนทำให้สโมสรเริ่มประสบปัญหา และเริ่มมีสัญญาณเตือนครั้งแรกในปี 2022 ที่เบร็นแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมขณะนั้นออกมาเตือนว่าสโมสรควรปรับ ‘ความคาดหวัง’ กันใหม่ให้เห็นภาพตรงกัน

 

เพราะเลสเตอร์ไม่สามารถจะแข่งขันในระดับเดิมได้อีก และเป้าหมายควรปรับเป็นแค่การหนีตกชั้นให้ได้ก่อน

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์ 10 ปี เลสเตอร์ ซิตี จากแชมป์สู่ลีกวัน 2

 

2. การลงทุนที่ผิดพลาด

 

ถึงจะเริ่มดูมีปัญหาความฝืดเคืองที่ไม่คล่องตัวเหมือนในช่วงที่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าเลสเตอร์จะไม่ลงทุนอะไรเลย

 

ในทางตรงกันข้าม พวกเขายังคงลงทุนอยู่ แต่ปัญหาคือการลงทุน – ในความหมายถึงการซื้อผู้เล่นเข้ามาเสริมทีม – กลับไม่ประสบความสำเร็จเข้าเป้าเหมือนเดิม

 

จากทีมที่เคยขุดเพชรจากโคลน ด้วยผู้เล่นระดับตำนานอย่าง เอ็นโกโล ก็องเต, ริยาด มาห์เรซ หรือเจมี วาร์ดี ซึ่งใช้เม็ดเงินไม่มากแต่ได้ผู้เล่นในระดับความสามารถสูงสุดและเป็นกำลังสำคัญพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในยุคของเคลาดิโอ รานิเอรี

 

เลสเตอร์ กลายเป็นทีมที่ใช้จ่ายไปกับผู้เล่นอย่างผิดพลาด สตาร์ราคาแพงหลายรายกลายเป็นการเซ็นสัญญาที่ล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็น แพตสัน ดากา, บูบาการี ซูมาเร, ยานนิค เวสเตอร์การ์ด, เวาต์ ฟาส, แฮร์รี ซุตตา, วิคเตอร์ คริสเตนเซน, แฮร์รี วิงค์ส และอีกมากมาย ซึ่งใช้เงินจำนวนไม่น้อย ล้วนเป็นการซื้อที่ล้มเหลว

 

ในขณะที่การปล่อยผู้เล่นอย่างเจมส์ แมดดิสัน, ฮาร์ซีย์ บาร์นส, เวสลีย์ โฟฟานา ที่ได้เงินกลับมามากมายมหาศาล ก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็น

 

จริงอยู่ที่ตลาดนักเตะในปัจจุบัน สนนราคาเฉลี่ยที่เลสเตอร์จ่ายในระดับ 10-30 ล้านปอนด์ อาจจะได้นักเตะในระดับที่ไม่ได้ดีมากสักเท่าไร แต่เมื่อคิดย้อนกลับไปถึงในวันที่ได้ก็องเต, มาห์เรซ, วาร์ดี มา บางทีปัญหาอาจจะไม่ใช่เรื่องจำนวนเงินแค่อย่างเดียว

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์ 10 ปี เลสเตอร์ ซิตี จากแชมป์สู่ลีกวัน 3

 

3. ผู้ภักดีแต่…

 

คนที่ถูกจับจ้องมากที่สุดคือจอน รัดกิน

 

จอน รัดกิน นั่งแท่นผู้บริหารในบท Director of Football หรือผู้อำนวยการแผนกฟุตบอลซึ่งทำหน้าที่โดยตรงในเรื่องของการดูแลภาพรวมของทีม กำหนดทิศทาง ไปจนถึงการช่วยเลือกหานักเตะที่จะเข้ามาเสริมทัพ ซึ่งเป็นประเด็นที่แฟนบอลจิ้งจอกไม่ค่อยพอใจสักเท่าไร

 

เพราะผลงานของรัดกิน ภายหลังจากที่ขยับขึ้นมารับตำแหน่งดังกล่าวไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะในช่วงหลายปีหลังที่ไม่มีผู้เล่นดาวเด่นเกิดใหม่เลย

 

ไม่นับการเลือกคนที่จะเข้ามาทำงานเป็นโค้ช ซึ่งหลังการปลดร็อดเจอร์ส ออกในปี 2022 เลสเตอร์มีโค้ชเข้ามาทำงานถึง 7 คน

 

คนเดียวที่พอจะเรียกว่าทำได้ดีคือเอ็นโซ มาเรสกา ซึ่งพาทีมเลื่อนชั้นกลับมาได้สำเร็จในฤดูกาล 2023/24 แต่ก็ถูกดูดไปอยู่กับเชลซีทันที ทำให้เลสเตอร์เสียกระบวนมาจนถึงตอนนี้

 

อย่างไรก็ดีด้วยความเป็น ‘คนใน’ ของสโมสรที่รับใช้สโมสรมายาวนาน และเป็นหนึ่งในคนที่อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรคนปัจจุบันเชื่อใจมากที่สุด (ซึ่งรวมถึงช่วยกิจการทีมม้าแข่ง King Power Racing) ทำให้เขายังคงได้โอกาสในการทำงานอย่างต่อเนื่อง แม้ล่าสุดจะมีการเตรียมเปลี่ยนตำแหน่งเป็น Chief Football Officer ก็ตาม

 

แต่ในความเห็นของแฟนบอล ความเสียหายได้เกิดขึ้นไปแล้ว และมีผลร้ายแรงอย่างมาก

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์ 10 ปี เลสเตอร์ ซิตี จากแชมป์สู่ลีกวัน 4

 

4. ชักหน้าไม่ถึงหลัง

 

ปัญหาใหญ่ของเลสเตอร์ที่ทำให้สโมสรตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย จากทีมที่เคยลุ้นไปแชมเปียนส์ ลีก ในปี 2020 และ 2021 ชนิดที่พลาดในนัดสุดท้ายแค่นิดเดียว และจบอันดับ 8 ในฤดูกาล 2021/22 สู่ลีก วัน คือเรื่องของการเงิน

 

อย่างที่บอกการลงทุนซื้อผู้เล่นผิดพลาด และสิ่งที่แย่กว่านั้นคือนักฟุตบอลเหล่านี้มาพร้อมกับค่าจ้างที่ต้องจ่ายในราคาสูง

 

ขี้หมูขี้หมาคือเรตนักเตะพรีเมียร์ลีก ซึ่งไม่น้อยอย่างแน่นอน และกลายเป็นปัญหาหลักเพราะเลสเตอร์เป็นสโมสรที่มี ‘ภาระผูกพัน’ ต้องจ่ายเงินค่าเหนื่อยสูงกว่ารายรับที่สโมสรหามาได้เกิน 100 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่ายๆคือหามาได้ไม่พอกับรายจ่าย

 

ความวายวอดคือจุดที่สโมสรตกชั้นในฤดูกาล 2022/23 ซึ่งแม้ตามกฎแล้วทีมที่ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกจะมีเงินช่วยเหลือที่เรียกว่า Parachute payments คอยประคับประคอง แต่จำนวนเงินก้อนนี้รวมถึงรายรับส่วนอื่นๆโดยเฉพาะลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดก็น้อยเกินกว่าที่จะประคองสโมสรได้ไหว

 

เลสเตอร์จึงมีปัญหาทางการเงินในระดับรุนแรง และสุดท้ายขาดทุนเกินกว่าที่กฎการเงินจะอนุญาต ทำให้ต้องถูกลงโทษตัดคะแนน ซึ่งสำคัญต่อโอกาสในการอยู่รอด

 

ไม่นับเรื่องหนี้สินที่ยัง ‘รุงรัง’ ชนิดที่พี่น้อยอาจจะให้คำแนะนำในการรับแก้หนี้ไม่ไหว

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์ 10 ปี เลสเตอร์ ซิตี จากแชมป์สู่ลีกวัน 5

 

5. ทีมแตกสาแหรกขาด

 

การตกชั้นด้วยจิตใจแตกสลายคือจุดที่ตกต่ำแล้วสำหรับเลสเตอร์

 

แต่คำถามที่น่าสนใจคือนี่เป็นจุดที่ต่ำที่สุดหรือยัง? มันมีโอกาสจะต่ำไปกว่านี้ได้อีกไหม?

 

คำตอบคือมี เพราะอย่างที่บอกว่าปัญหาทางการเงิน ภาระผูกพันในเรื่องสัญญาของผู้เล่นที่ไม่สามารถยกเลิกกันได้ง่ายๆ และเงินรายได้ที่จะลดลงไปอีกจากการตกไปถึงลีก วัน มันไม่ต่างอะไรจากการมีบ่วงมารัดคอและลูกตุ้มถ่วงขาไว้ในระหว่างที่พยายามจะตะกรุยขึ้นเหนือน้ำ

 

จุดที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันคือสิ่งที่เรียกว่า ‘ทีมสปิริต’ ภายในสโมสรเหมือนจะหายไปหมดแล้ว ภาพของนักเตะอย่างแฮร์รี วิงค์ส ที่ตอบโต้กับแฟนบอลที่ไม่พอใจอย่างเผ็ดร้อนไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย และความจริงทีมก็ดูไม่มีแรงกระตุ้น ไม่มีแรงจูงใจมาสักพัก

 

อย่างไรก็ดีประธานสโมสรอย่างอัยยวัฒน์ หรือ ‘คุณต๊อบ’ ผู้รับบทผู้นำของสโมสรแทนพ่อที่จากไปตั้งแต่ปี 2018 ด้วยอุบัติเหตุที่แสนเศร้า ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันความตั้งใจที่จะพาเลสเตอร์กลับคืนสู่ช่วงเวลาที่ดีอีกครั้ง

 

งานนี้เป็นบททดสอบความามารถในการบริหารจัดการที่แท้จริงและยิ่งใหญ่อย่างมาก เพราะบางทีมันอาจจะยากกว่าในวันที่ King Power ซื้อเลสเตอร์ในครั้งแรกด้วยซ้ำ

 

ในนามของคนไทย ที่เคยยืนยิ้มและปรบมือต้อนรับทัพนักเตะชุด ‘เทพนิยายจิ้งจอก’ อยู่ซอยรางน้ำ ขอส่งกำลังใจให้

 

ขอให้เลสเตอร์ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก และค้นพบหนทางสู่ความสำเร็จอีกครั้ง

 

ทุกปัญหามีไว้แก้ไข และตอนนี้ถึงเวลาต้องสะสางมันสักที

The post 10 ปี เลสเตอร์ ‘แชมป์ลีก สู่ลีกวัน’ ถอดบทเรียนเทพนิยาย สู่ฝันร้ายที่อยากจะลืม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Painful lessons บทเรียนจากความเจ็บปวด ที่เปลี่ยนรีซ เจมส์ให้เป็นคนใหม่ https://thestandard.co/lessons-change-reece-james/ Mon, 01 Dec 2025 08:17:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1150217 Painful lessons บทเรียนจากความเจ็บปวด ที่เปลี่ยน รีซ เจมส์ให้เป็นคนใหม่

ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วเชลซีจะไม่สามารถคว้าชัยชนะ เก็บ 3 ค […]

The post Painful lessons บทเรียนจากความเจ็บปวด ที่เปลี่ยนรีซ เจมส์ให้เป็นคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Painful lessons บทเรียนจากความเจ็บปวด ที่เปลี่ยน รีซ เจมส์ให้เป็นคนใหม่

ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วเชลซีจะไม่สามารถคว้าชัยชนะ เก็บ 3 คะแนนเพื่อไล่บี้จ่าฝูงอย่างอาร์เซนอลได้ แต่สำหรับแฟนๆ ‘สิงห์บลูส์’ ทั้งที่ดูอยู่ที่เดอะ บริดจ์ และอีกหลายล้านคนที่นั่งเชียร์อยู่ที่หน้าจอที่บ้าน น่าจะรู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ได้เห็น

 

เพราะแม้จะเสียเปรียบ จำนวนตัวผู้เล่นตั้งแต่ยังไม่จบครึ่งหลัง จากใบแดงราคาแพงของมอยเซส ไคเซโด กองกลางฮาร์ดแมนตัวสำคัญของทีม แต่เชลซีที่เหลือ 10 คน นอกจากจะยันทีมจ่าฝูงที่กำลังร้อนแรงที่สุดได้จนจบเกม (แถมได้ประตูขึ้นนำก่อนด้วย) ยังยืนหยัดแลกหมัดสู้ได้อย่างสง่าผ่าเผย

 

หนึ่งในหัวใจสำคัญของเรื่องราวคือฟอร์มการเล่นในระดับที่พรีเมียร์ลีกยกย่องว่าเป็น ‘Masterclass’ ของรีซ เจมส์ กัปตันทีมวัย 25 ปี ที่รับบทหนักทั้งในการทำหน้าที่เกมรับที่แดนกลางแทนไคเซโด และบัญชาทีมเพื่อต่อกรกับนักเตะระดับท็อปอย่าง เดแคลน ไรซ์, มาร์ติน ซูบิเมนดี, มิเกล เมริโน, เอเรเบชี เอเซ และมาร์ติน โอเดอการ์ดได้อย่างน่าดูชม

 

นี่คือฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดของเจมส์ในรอบหลายปีที่ผ่านมาก็ว่าได้ เรียกว่าเต็ม 10 ต้องได้ 10 เท่านั้น

 

เพียงแต่การกลับมาของ ‘Captain Fantastic’ แห่งเชลซีคนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงช่วงเวลาที่เกิดอาการบาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำอีกที่กล้ามเนื้อด้านหลังโคนขา (แฮมสตริง) จนหลายคนกังวลว่าเราอาจจะสูญเสียนักเตะฝีเท้าดีไปอีกคนเพราะอาการบาดเจ็บเรื้อรัง

 

เจมส์ กลับมาได้อย่างไร และเขาเติบโต เปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไรบ้าง?

 

Painful lessons บทเรียนจากความเจ็บปวด ที่เปลี่ยน รีซ เจมส์ให้เป็นคนใหม่ 2

 

“รีซเล่นได้อย่างมหัศจรรย์ เขาเป็นนักเตะในระดับสุดยอด” เอ็นโซ มาเรสกา นายใหญ่ของเชลซี กล่าวชื่นชมผลงานของกัปตันทีมคนเก่ง

 

ในเกมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เจมส์ลงสนามเต็มเกมครบ 90 นาที และเป็นคีย์แมนในแดนกลางที่นอกจากจะเป็นกำลังหลักในการต้านทานเกมรุกของอาร์เซนอล ทำลายจังหวะการเล่นไม่ให้จ่าฝูงหาช่องจู่โจมได้สะดวกเพราะได้เปรียบตัวผู้เล่นแล้ว ยังทำหน้าที่ในการสร้างจังหวะเกม ลำเลียงบอล ไปจนถึงเปิดบอลอย่างแม่นยำ

 

ย้ำว่าเชลซีต้องแบกความเสียบเปรียบเรื่องจำนวนผู้เล่นนานถึงเกือบครบชั่วโมง หรือ 2 ใน 3 ของเกม ซึ่งอย่าว่าแต่การเจอทีมระดับใกล้เคียงหรือเหนือกว่าเลย ต่อให้เจอทีมที่ระดับฝีเท้าเป็นรองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรับมือไหว

 

แต่เชลซีสู้กับอาร์เซนอลได้อย่างเร้าใจ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะพวกเขามี ‘Leader’ ที่ยอดเยี่ยมอย่าง เจมส์ ที่แสดงความเป็นผู้นำผ่านการกระทำมากกว่าคำพูด

 

เข้าสุดทุกจังหวะ สู้ทุกจังหวะ ดันเกมขึ้นทุกจังหวะที่มีโอกาส พลังงานเหล่านี้ถูกส่งต่อถึงลูกทีมในสนามทุกคน นักเตะเชลซีจึงเล่นด้วยความฮึกเหิมและแลกหมัดกับอาร์เซนอลได้แบบชนิดดูแทบไม่ออกว่าพวกเขาเหลือตัวผู้เล่นน้อยกว่า

 

นอกจากความใจสู้แล้ว อีกสิ่งที่สำคัญคือดูเหมือนเจมส์จะกลับมามีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์ที่สุดอีกครั้ง

 

เรื่องนี้ต้องยกให้เป็นความดีความชอบพิเศษของหลายฝ่ายที่ร่วมมือกัน

 

Painful lessons บทเรียนจากความเจ็บปวด ที่เปลี่ยน รีซ เจมส์ให้เป็นคนใหม่ 3

 

คนแรกที่อยู่เบื้องหลังการฟื้นฟูและถนอมสภาพร่างกายของเจมส์คือ ไบรซ์ คาวานาห์ Performance director ของสโมสร

 

อีกคนคือ เคร็ก โรเบิร์ตส Medical director ผู้ตรวจเช็ก ประเมิน และส่งข้อมูลให้กับโค้ชอย่าง เอ็นโซ มาเรสกา ตัดสินใจว่าใครสามารถลงสนามได้หรือไม่ได้บ้าง

 

งานปกติของทั้งสองนั้นคือการทำงานร่วมกันในการดูแลสภาพร่างกายของนักเตะเชลซีให้มีสภาพร่างกายที่ดีที่สุด พร้อมที่สุด สมบูรณ์ที่สุด แต่ในกรณีของเจมส์ ซึ่งเป็นกัปตันทีมนั้นอาจจะบอกว่าต้องใช้การดูแลเป็นพิเศษ

 

เพราะนี่คือนักเตะที่นับตั้งแต่ลงเปิดตัวในปี 2019 เขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่บาดเจ็บและพลาดการลงสนามมากที่สุดของสโมส หรือของพรีเมียร์ลีก

 

สิ่งที่ทำให้ทั้งสองประเมินได้คือข้อมูลจากฝ่ายวิเคราะห์ที่ติดตามข้อมูลร่างกายของผู้เล่นทุกอย่าง ซึ่งข้อมูลที่เก็บอย่างละเอียดเหล่านี้ นำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันได้ว่าจะดูแลสภาพร่างกายของนักเตะอย่างไร วิ่งไปแล้วเท่านี้ หากให้ลงต่อจะได้กี่นาที หรือควรจะพักก่อน

 

ความใส่ใจในรายละเอียดทำให้เชลซีเปลี่ยนจากทีมที่มีสถิติอาการบาดเจ็บเลวร้ายที่สุดในพรีเมียร์ลีก เป็นทีมที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บน้อยที่สุด

 

ในกรณีของเจมส์นั้นเจ้าตัวบอกว่า “ทีมหลังบ้านช่วยเหลือผมอย่างมาก พวกเขารู้ดีว่าพวกเขาคือใคร ที่สโมสรผมจะมีคนที่ผมทำงานด้วยอย่างใกล้ชิด เขามีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยให้ผมฟิตลงสนามได้”

 

จากคนที่บาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอดเวลา ด้วยแนวทางใหม่ทำให้เจมส์ไม่มีอาการบาดเจ็บเลยตลอดช่วงระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา ในวงเล็บว่าเงื่อนไขสำคัญคือการที่มาเรสกา ห้ามใช้งานเจมส์มากกว่า 1 นัดต่อสัปดาห์ (เงื่อนไขเดียวกับสายเปราะอย่าง เวสลีย์ โฟฟานา และโรเมโอ ลาเวีย)

 

เงื่อนไขนี้ทำให้เขาปราศจากอาการบาดเจ็บอย่างสิ้นเชิงในฤดูกาลที่แล้ว และกลับมามีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะลงเล่นต่อเนื่องได้ในฤดูกาลนี้

 

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เจมส์ลงเล่น 45 นาทีแรกในเกมที่พบกับเบิร์นลีย์ ต่อด้วยลงสนามอีก 82 นาทีในเกมกับบาร์เซโลนา และล่าสุดคือลงเต็มเกมในการเจอกับอาร์เซนอล

 

Painful lessons บทเรียนจากความเจ็บปวด ที่เปลี่ยน รีซ เจมส์ให้เป็นคนใหม่ 4

 

อย่างไรก็ดีเรื่องร่างกายไม่ใช่อย่างเดียวที่มีการเปลี่ยนแปลง ในแง่ของ ‘บทบาท’ และ ‘ตำแหน่ง’ ก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน

 

จากการแจ้งเกิดในฐานะแบ็กขวา ไปจนถึงวิงแบ็กขวา และบางครั้งรับบทเซ็นเตอร์ฮาล์ฟฝั่งขวา เวลานี้เจมส์ กำลังแจ้งเกิดในฐานะของกองกลางทางฝั่งขวาของเชลซีอย่างเต็มตัวโดยเล่นร่วมกับไคเซโด และเอ็นโซ เฟอร์นันเดส

 

ความจริงเรื่องการโยกย้ายตำแหน่งไปเรื่อยไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเจมส์เป็นนักเตะที่มีคุณสมบัติที่ดีติดตัวอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเร็วที่จัดจ้านพอตัว ทักษะการเล่นดี การครองบอลดี เลี้ยงบอลดี อ่านเกมดี และโดยเฉพาะทีเด็ดอย่างการครอสบอลที่มีประสิทธิภาพและอันตรายไม่แพ้ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ คู่แข่งในตำแหน่งแบ็กขวาทีมชาติอังกฤษเลย

 

ความอเนกประสงค์ทำให้เขาเล่นได้หลายตำแหน่ง จนบางครั้งก็สับสนเหมือนกันว่าจะไปอยู่ตรงไหนดี

 

แต่การที่บอสอย่างมาเรสกา จับลงเล่นในตำแหน่งกองกลางดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพร่างกายและการเติบโตของเจมส์

 

ปกติแล้วการเล่นในตำแหน่งตัวริมเส้นนั้นใช้พละกำลังและร่างกายอย่างหนักหน่วง ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาประสบปัญหาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อตลอดเวลา ซึ่งเป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่าต่อให้เขาเล่นได้ แต่ร่างกายรับไม่ไหว

 

การปรับมายืนตรงกลางช่วยลดภาระในส่วนนี้ลงได้มาก โดยที่ไม่ได้ลดทอนคุณค่าในตัวของเจมส์ลงไป เขายังตัดบอลได้อย่างยอดเยี่ยม แข็งแกร่ง และสร้างสรรค์เกมได้ในรูปแบบที่แตกต่าง

 

มากกว่านั้นคือการที่เจมส์ เรียนรู้วิธีการเล่นที่จะถนอมกำลังและร่างกายด้วย ไม่ได้วิ่งพล่านไปมาเกินจำเป็น และไม่ได้ใส่สุดจนเป็นภาระต่อร่างกายที่เปราะบาง การเล่นของเขาเติบโต (Mature) เป็นการเล่นด้วยสมอง อ่านเกมอย่างเด็ดขาด และพัฒนาเรื่องของการตัดสินใจ

 

ที่สำคัญที่สุดคือบทบาทความเป็น ‘ผู้นำ’ ของทีม ที่ไม่ได้เอาปลอกแขนกัปตันทีมมาสวมเฉยๆ ให้ดูโก้

 

เจมส์ ไม่ได้เป็นคนที่ชอบพูดเยอะ แต่เขาเป็นผู้นำด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดี (Lead by example) ทั้งความมุ่งมั่นทุ่มเทในสนาม ความเยือกเย็นในการรับมือกับสถานการณ์กดดัน ไปจนถึงหัวใจนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ไม่ว่าจะต้องเจอกับอะไรก็ตาม

 

สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เชลซี สามารถต้านทานอาร์เซนอล ที่กำลังมั่นใจในขุมกำลังของทีมได้

 

และหากจะมีใครสักคนที่เป็น ‘เสาหลัก’ ค้ำยันเชลซีให้มีโอกาสลุ้นประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้

 

รีซ เจมส์คือคนนั้น

 

และเป็นไปได้ที่เขาอาจจะกลายเป็น ‘มิสเตอร์เชลซี’ คนใหม่ ในแบบเดียวกับที่จอห์น เทอร์รี เคยเป็นให้ทีมเมื่อนานมาแล้ว

 

อ้างอิง

The post Painful lessons บทเรียนจากความเจ็บปวด ที่เปลี่ยนรีซ เจมส์ให้เป็นคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผลมาเรซกา ทำไมเปลี่ยนแนวรุกตั้งแต่ 20 นาทีแรก? เกมพ่ายแมนฯ ยูไนเต็ด https://thestandard.co/why-maresca-tactics-vs-united/ Sun, 21 Sep 2025 05:08:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1121153

ย้อนกลับไปในเกมบิ๊กแมตช์ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ความดราม่าเร […]

The post เปิดเหตุผลมาเรซกา ทำไมเปลี่ยนแนวรุกตั้งแต่ 20 นาทีแรก? เกมพ่ายแมนฯ ยูไนเต็ด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ย้อนกลับไปในเกมบิ๊กแมตช์ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ความดราม่าเริ่มขึ้นตั้งแต่นาทีที่ 5 เมื่อ โรเบิร์ต ซานเชซ ผู้รักษาประตูเชลซีโดนใบแดงหลังพุ่งชนใส่ไบรอัน เอ็มบูโมของยูไนเต็ด

 

ทำให้แผนที่ เอ็นโซ่ มาเรซกา วางไว้อย่างละเอียดต้องพังทลายในพริบตา จากนั้นสถานการณ์ยิ่งยากขึ้นเมื่อเขาต้องเปลี่ยนผู้เล่นแนวรุกออกตั้งแต่ 20 นาทีแรก และตามมาด้วยการตัดสินใจในครึ่งหลังที่ขัดใจแฟนบอลจำนวนไม่น้อย

 

หลังเกม มาเรซกาอธิบายถึงจุดเริ่มต้นของปัญหา เขามองว่าช็อตที่ซานเชซฟาวล์เอ็มบูโม คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทีมเสียเปรียบทันที

 

“มันเป็นเรื่องที่หนักมาก… ใบแดงแบบนี้ไม่ใช่แค่เชลซีหรอกที่เจอปัญหา สโมสรไหนก็เจอปัญหาเหมือนกัน” มาเรซกากล่าวหลังเกม

 

“หลังจากโดนใบแดง แผนการทั้งหมดก็ไม่เหลืออยู่อีกแล้ว ถ้าย้อนกลับไปได้ ผมยอมเสียหนึ่งประตูตั้งแต่นาทีที่ 3 ดีกว่าต้องเสียผู้รักษาประตู เพราะเรายังมีเวลาเล่นอีก 95 นาที ผมคิดว่าโรเบิร์ตก็รู้เรื่องนี้ แต่เขาต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาที”

 

แท็กติกปกติของเชลซีในยุคมาเรซกาคือการขึ้นเกมด้วยผู้เล่นแนวรุกห้าคน แต่เมื่อเหลือผู้เล่นน้อยกว่า เขาจำเป็นต้องถอยมาเล่นเกมรับเต็มตัว โดยถอด เปโดร เนโต้ และ เอสเตวาโอ วิลเลียน ออก เพื่อส่งผู้รักษาประตูสำรอง ฟิลิป ยอร์เกนเซน และกองหลัง โตซิน อดาราบิโอโย ลงสนาม แผนจึงเปลี่ยนเป็นกองหลัง 5 คน กองกลาง 3 คน และเหลือเพียง เจา เปโดร ในแดนหน้า

 

“ในสภาพ 11 ต่อ 11 เราอาจเล่นรับด้วย 4 คนได้ แต่พอเหลือ 10 คน เราจำเป็นต้องถอยมาเล่นไลน์ 5 เพื่อความแน่นอน”

 

อย่างไรก็ตาม การปรับเกมรับเช่นนี้กลับดูเหมือนตัดพลังเกมรุกออกไป และไม่นานยูไนเต็ดก็ขึ้นนำจาก บรูโน แฟร์นันด์ส ก่อนที่ โคล พาล์มเมอร์ จะต้องถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 21 จากอาการเจ็บที่ยังไม่หายขาด ทำให้เชลซีใช้โควต้าเปลี่ยนตัวครบ 3 คนเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกเพียง 21 นาทีแรก

 

มาเรซกาเปิดเผยว่า พาล์มเมอร์เพิ่งผ่านการทดสอบร่างกายในตอนเช้าและยืนยันอยากช่วยทีม แม้จะยังไม่สมบูรณ์ 100% แต่สุดท้ายก็ฝืนไม่ไหว

 

“โคลอยากช่วยทีม เขาทดสอบร่างกายในตอนเช้าและบอกว่าพอเล่นได้ แต่หลังจากผ่านไป 20 นาที เขาเริ่มเจ็บขึ้นมาอีก เราเลยต้องเปลี่ยนออก”

 

การเสียพาล์มเมอร์ตั้งแต่ต้นเกมทำให้เชลซีขาดคนเชื่อมแดนกลางโดยตรง และเมื่อ กาเซมิโร่ มาซัดเพิ่มให้ยูไนเต็ดนำ 2-0 ก่อนพักครึ่ง สถานการณ์ของทีมก็ยิ่งย่ำแย่ แม้ครึ่งหลังเชลซีจะได้เปรียบตัวผู้เล่นหลังยูไนเต็ดเหลือ 10 คนเท่ากัน แต่พวกเขากลับแทบไม่มีจังหวะเร่งเกมไล่ตาม

 

เสียงวิจารณ์จาก เวย์น รูนีย์ หลังเกมสะท้อนมุมมองแฟนบอลได้ชัดว่า “ตอนที่เหลือ 10 คนเท่ากัน ผมไม่เห็นความเร่งรีบจากเชลซีเลย พวกเขาเล่นช้าไปมา ถ้าคุณเป็นแฟนเชลซี คุณต้องอยากเห็นทีมมีความดุดันกว่านี้”

 

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจในครึ่งหลังก็ยังเป็นที่วิจารณ์ เมื่อมาเรซกาเลือกถอด เวสลีย์ โฟฟานา แล้วส่ง ไทริก จอร์จ ลงสนาม แทนที่จะเป็น อเลฮานโดร การ์นาโช่ ทั้งที่ก่อนเกม เขาเพิ่งยอมรับว่าได้คิดถึง “แรงจูงใจพิเศษ” ของการ์นาโช่สำหรับแมตช์นี้

 

“มันเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง เขายังหนุ่ม คุณไม่รู้หรอกว่าเขาจะตอบสนองอย่างไร ถ้าเราตัดสินใจส่งเขาลงตัวจริง เราจะมีการพูดคุยกับเขาเพื่อดูว่าเขารู้สึกยังไงกับเกมนี้”

 

แต่สุดท้าย เมื่อถึงเวลาต้องเลือก มาเรซกากลับไม่ใช้โอกาสนั้น และเลือกทางที่ปลอดภัยกว่าแทน

 

ถัดจากนั้น แม้เชลซีจะได้ประตูตีไข่แตกจาก เทรโวห์ ชาโลบาห์ ในนาทีที่ 80 แต่ก็ไล่ไม่ทัน จบเกมเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เปิดบ้านเฉือนชนะ 2-1 คว้า 3 แต้มสำคัญ ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 10 ของตาราง มี 7 คะแนน ส่วนเชลซีหล่นไปอยู่อันดับ 6 มี 8 คะแนนเท่าเดิม

 

อ้างอิง:

The post เปิดเหตุผลมาเรซกา ทำไมเปลี่ยนแนวรุกตั้งแต่ 20 นาทีแรก? เกมพ่ายแมนฯ ยูไนเต็ด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชลซี 2.0 ถือกำเนิด! คอนเฟอเรนซ์ลีกจุดชนวนคืนชีพสิงห์บลูส์ ‘ยุคพลังหนุ่ม’ https://thestandard.co/chelsea-2-0-conference-league-boost/ Thu, 29 May 2025 01:27:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1079771

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่กลุ่มทุนที่นำโดย ทอดด์ โบ […]

The post เชลซี 2.0 ถือกำเนิด! คอนเฟอเรนซ์ลีกจุดชนวนคืนชีพสิงห์บลูส์ ‘ยุคพลังหนุ่ม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่กลุ่มทุนที่นำโดย ทอดด์ โบห์ลี เข้ามาเทกโอเวอร์สโมสร เชลซีคือทีมที่อยู่ในช่วง ‘ลองผิดลองถูก’ ภายใต้แนวคิดใหญ่ที่ต้องการสร้างทีมด้วย ‘พลังหนุ่ม’

 

พวกเขาทุ่มเงินกว่า 1,000 ล้านปอนด์ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2022 เพื่อเซ็นสัญญาดาวรุ่งมากมาย ไม่ว่าจะเป็น มอยเซส ไกเซโด, เอนโซ เฟร์นานเดซ, มิไคโล มูดริก หรือ เคนดรี ปาเอซ ที่กำลังจะเข้ามาเสริมทีมในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานนี้มาพร้อมกับความท้าทาย ผลงานในสนามช่วงสองปีแรกไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ทั้งอันดับในลีกที่หลุดจากพื้นที่ยุโรปรายการใหญ่ และตู้รางวัลที่ว่างเปล่า แนวทางนี้ก็ถูกตั้งคำถาม และกลายเป็นข้อครหาในสายตาแฟนบอลว่า เชลซีกำลังหลงทาง?

 

โดยเฉพาะการเปลี่ยนเฮดโค้ชทีมถึง 4 คนใน 2 ปี จาก โธมัส ทูเคิล, เกรแฮม พอตเตอร์, แฟรงค์ แลมพาร์ด ถึงเมาริซิโอ โปเช็ตติโน ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของสโมสรดูไร้ทิศทาง

 

กระทั่งฤดูกาล 2024/25 ภายใต้การคุมทีมของ อดีตผู้ช่วยของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ทีมพลังหนุ่มชุดนี้เริ่ม ‘ต่อจิ๊กซอว์ได้ถูกช่อง’ เชลซีทะยานจบอันดับ 4 ในพรีเมียร์ลีก คว้าตั๋วแชมเปียนส์ลีกแบบฉิวเฉียดในวันสุดท้ายของฤดูกาล

 

และที่สำคัญที่สุดคือการคว้าแชมป์ยูฟ่าคอนเฟอเรนซ์ลีก ได้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยชัยชนะเหนือเรอัล เบติส 4-1 ในนัดชิงชนะเลิศ

 

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่เพียงถ้วยรางวัลแรกในยุคโบห์ลี แต่เป็นการพิสูจน์ว่าแนวคิดการลงทุนในดาวรุ่งเริ่มผลิดอกออกผล

 

ทีมที่มีค่าเฉลี่ยอายุเพียง 23.5 ปี ได้เขียนเรื่องราวแห่งชัยชนะด้วยตัวเอง และจุดประกายความหวังให้แฟนบอล เห็นว่า เชลซีในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยทีม ‘พลังหนุ่ม’ ได้คืนชีพแล้ว..

 

 

เบื้องหลังชัยชนะ และ ‘โคล พาลเมอร์’ ผู้เปลี่ยนเกม

 

แม้จะจบเกมด้วยชัยชนะขาดลอย แต่ถ้าใครได้ดูเกมจะรู้ว่า เชลซีต้องออกแรงไม่น้อย หลังถูกเรอัล เบติส ออกนำก่อนจากการยิงสุดเฉียบคมของ อับเด เอซซัลซูลี ที่รับบอลจาก อิสโก้ และยิงเข้าไปอย่างเฉียบขาดตั้งแต่ 9 นาทีแรกของเกม

 

ครึ่งแรก เชลซีดูเหมือนหมดพลังจากการเฉลิมฉลองหลังคว้าตั๋วแชมเปียนส์ลีกในเกมชนะน็อตติงแฮม ฟอเรสต์นัดปิดฤดูกาลก่อนหน้านี้

 

เพราะมาเรสกาเองก็ยอมรับว่า “เรารู้ว่าคงเริ่มเกมได้ไม่ดี เพราะความดีใจมันมากเกินไปในสองวันที่ผ่านมา…เราเหนื่อย ส่วนเบติสได้พักมากกว่า 48 ชั่วโมง”

 

ทว่าครึ่งหลังกลับกลายเป็นหนังคนละม้วน ‘โคล พาลเมอร์’ คือตัวเปลี่ยนเกม เขาสร้างความหนาวสั่นใส่แผงหลังเบติส ด้วยการขยับหาพื้นที่ได้อย่างชาญฉลาด แล้วเปิดสองลูกให้ เอ็นโซ่ แฟร์นันเดซ โหม่งตีเสมอ และ นิโกลาส แจ็คสัน ชาร์จจ่อๆ แซงนำภายในเวลาเพียง 5 นาที

 

ก่อนที่ จาดอน ซานโช จะบวกเพิ่มอีกลูกจากการจ่ายของ เคียร์แนน ดิวส์เบอรี-ฮอลล์ และปิดท้ายด้วยประตูที่ 4 จาก มอยเซส ไกเซโด ในช่วงทดเจ็บ

 

แม้พาลเมอร์ไม่ได้ลงเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม แต่การมาในรอบน็อกเอาต์ทำให้พาลเมอร์กลายเป็นคีย์แมนในเกมสำคัญ เขาคือคำจำกัดความของคำว่า ‘Gamechanger’ จากความฉลาดการอ่านเกม การเคลื่อนที่ และความนิ่งในจังหวะสำคัญ แม้หลายนัดก่อนหน้าจะมีช่วงดรอปไปบ้างก็ตาม

 

บวกกับแท็กติกของมาเรสกาในเกมนี้ยังสะท้อนถึงปรัชญาการเล่นที่ได้รับอิทธิพลจาก เป๊ป กวาร์ดิโอลา การเน้นครองบอลและสร้างเกมจากแดนหลัง ผสมผสานกับการเคลื่อนที่แบบไม่มีบอลของผู้เล่นแนวรุก

 

ช่วยให้เชลซีสามารถเจาะแนวรับของเบติสได้ในครึ่งหลัง (แม้จะตื้นตันมากๆ ในครึ่งแรก) การปรับเปลี่ยนแท็กติกในช่วงพักครึ่ง โดยให้ รีซ เจมส์ มาแทน มาโล กุสโต ก็ช่วยเพิ่มการเติมเกมรุกจากด้านข้างที่เอาอยู่ทั้งเกมรุกและรับ อีกทั้งยังช่วยเปิดพื้นที่ให้พาลเมอร์, ซานโช และคู่กลางของทีมได้แสดงศักยภาพจนมีส่วนกับประตูสำคัญในครึ่งหลัง

 

 

หนึ่งเดียวของยุโรป ‘เชลซี’ ทีมแรกที่ครองแชมป์ยุโรปครบทุกถ้วย

 

ชัยชนะครั้งนี้นอกจากเป็นถ้วยยุโรปใบแรกในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่คว้าแชมเปียนส์ลีกปี 2021 ยังทำให้เชลซีกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ยุโรปครบทั้ง 5 รายการของยูฟ่า ประกอบด้วย

 

✅ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (2011/12, 2020/21)
✅ ยูฟ่ายูโรปาลีก (2012/13, 2018/19)
✅🆕 ยูฟ่าคอนเฟอเรนซ์ลีก (2024/25)

 

นอกจากนี้เชลซียังเคยคว้าแชมป์ยุโรปรายการอื่นครบทุกถ้วย ไม่ว่าจะเป็น

 

✅ ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ (1970/71, 1997/98)
✅ ยูฟ่าซูเปอร์คัพ (1998, 2021)

 

 

มาเรสกาสอบผ่านฤดูกาลแรก แต่ยังมีจุดต้องปรับและเรียนรู้

 

ด้วยความที่นักเตะล้นทีมมาตั้งแต่ต้น ทำให้มาเรสกาใช้กลยุทธ์แบบกล้าเสี่ยงในฤดูกาลนี้ ด้วยการแบ่งทีมเป็น 2 ชุด โดยใช้ทีมดาวรุ่งผสานผู้เล่นในม้านั่งสำรองลงเตะบอลถ้วยยุโรป และเก็บทีมหลักไว้ลุยพรีเมียร์ลีก

 

แม้ผลงานของมาเรสกาในฤดูกาลแรกจะถือว่าน่าพอใจและเต็มไปด้วยความหวัง แต่ก็ยังมีบางจุดที่สะท้อนให้เห็นถึงความ ‘ไม่สมบูรณ์’ โดยเฉพาะในเรื่องของ การจัดวางผู้เล่น และการตัดสินใจเลือกใช้นักเตะในบางสถานการณ์ ที่ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถาม

 

ไม่ว่าจะเป็นการหมุนเวียนตัวนักเตะที่มากเกินไปในบางนัด ทำให้จังหวะเกมขาดความต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงต้นถึงกลางฤดูกาลที่ทีมดูเหมือนไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจน และต้องปรับบ่อยครั้งจนขาดเสถียรภาพ

 

การเลือกใช้งานนักเตะบางรายผิดตำแหน่งที่อาจได้ผลบ้าง..แต่ไม่ใช่กับทุกคน หรือการดันผู้เล่นที่ไม่ถนัดเกมรับให้ยืนลึกเกินไป ซึ่งแม้จะเกิดจากความพยายามยืดหยุ่นแท็กติก แต่บางครั้งก็ทำให้ทีมเสียสมดุล

 

รวมถึงการเปลี่ยนแท็กติกในเกมช้าเกินไป หลายครั้งทีมเสียโมเมนตัมไปในช่วงครึ่งหลังเพราะการปรับเกมหรือเปลี่ยนตัวล่าช้า ทั้งที่สถานการณ์บีบบังคับให้ต้องเปลี่ยนเร็วขึ้น

 

สิ่งเหล่านี้แม้จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไรในวันที่ทีมได้ชูถ้วยแชมป์แบบนี้ แต่ถ้าหันกลับไปมองภาพรวมก็ถือเป็นรายละเอียดที่หากไม่ปรับปรุง อาจกลายเป็นข้อเสียสะสมในฤดูกาลที่ต้องเจอกับเกมที่เข้มข้นยิ่งขึ้น อย่าง แชมเปียนส์ลีก และการแข่งขันที่มีเดิมพันสูงกว่าเดิมในฤดูกาลหน้า

 

 

อนาคตข้างหน้า: แชมเปียนส์ลีก ตลาดนักเตะ และความท้าทาย

 

หลังคว้าแชมป์คอนเฟอเรนซ์ลีก เชลซียังมีภารกิจใน ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ ช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่สหรัฐฯ และกำลังจะเผชิญกับฤดูกาลใหม่ที่ความคาดหวังสูงอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

เพราะในแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2025/26 จะเป็นบททดสอบที่ใหญ่กว่า เนื่องจากมาเรสกาจะไม่สามารถใช้กลยุทธ์แบ่งทีม 2 ชุดได้เหมือนในคอนเฟอเรนซ์ลีก ผู้เล่นตัวหลักอย่างพาลเมอร์, ไกเซโด, เอนโซ เฟร์นานเดซ และ รีซ เจมส์ จะต้องรับบทหนักทั้งในลีกและยุโรป

 

นั่นทำให้ตลาดนักเตะที่จะมาถึงนี้ เป็นช่วงเวลาชี้ชะตา ว่าสิงห์บลูส์จะเลือกเติมผู้เล่นแบบเดิมอย่างที่เคยทำ หรือจะมุ่งเป้าไปยังตำแหน่งศูนย์หน้าบิ๊กดีลอย่าง วิกตอร์ ยอเกเรส ซึ่งมีข่าวลือในช่วงที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกันการพัฒนาดาวรุ่งให้กลายเป็นกำลังหลักที่มั่นคงท่ามกลางการแข่งขันสูงก็จะเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่มาเรสกาต้องวางแผนระยะยาวให้แม่นยำ โดยเฉพาะการมาของ 2 ดาวรุ่งในฤดูกาลหน้าอย่าง เคนดรี ปาเอซ และ เอสเตเวา วิลเลียน จะต้องได้รับโอกาสและการขัดเกลาที่เหมาะสมเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์

 

นี่จึงเป็นความท้าทายที่มาเรสกาจะต้องหาสมดุลระหว่างการให้โอกาสดาวรุ่ง และการรักษาความสม่ำเสมอของทีมชุดหลักเอาไว้ในเกมที่มีเดิมพันและความคาดหวังที่สูงกว่าเดิม

 

สุดท้ายแล้ว ชัยชนะในยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ลีก ไม่ใช่เพียงการคว้าถ้วยรางวัล แต่เป็นดั่งสัญญาณของการฟื้นคืนชีพของเชลซี

 

สโมสรที่เคยเต็มไปด้วยข้อครหาเรื่องทิศทาง แต่กำลังค่อยๆ พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ทีมพลังหนุ่ม + วิสัยทัศน์ที่กล้าเสี่ยง คือส่วนผสมที่สามารถนำพาสู่ความสำเร็จได้จริง

 

ทีมที่มีอายุเฉลี่ยเพียง 23.5 ปี ภายใต้การคุมทีมของ เอนโซ มาเรสกา ได้จุดประกายความหวังใหม่ให้แฟนสิงห์บลูส์ทั่วโลก แม้ยังไม่ใช่ทีมที่สมบูรณ์ที่สุด แต่สื่อเป็นนัยว่า พวกเขากำลังเดินมาในทิศทางที่ถูกต้อง

 

และค่ำคืนแห่งชัยชนะที่โปแลนด์ ก็คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ของเชลซี

 

ยุคที่ไม่ได้ถูกสร้างมาแค่เพื่อชนะในวันนี้ แต่ถูกออกแบบมาเพื่อ ‘ครองอนาคต’ ด้วยพลังแห่งความกล้า ความกระหาย

 

และความเชื่อมั่นของคนหนุ่ม ที่เริ่มหันหน้ามองกันแล้วพูดในใจว่า “ถ้าต้องสู้เพื่อแชมป์จริงๆ พวกเราก็ทำได้นี่หว่า 😏”

 

อ้างอิง:

The post เชลซี 2.0 ถือกำเนิด! คอนเฟอเรนซ์ลีกจุดชนวนคืนชีพสิงห์บลูส์ ‘ยุคพลังหนุ่ม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลิเวอร์พูล vs. เชลซี 3 จุดที่ต้องจับตาของบิ๊กแมตช์พรีเมียร์ลีก https://thestandard.co/liverpool-v-chelsea-2024-2025/ Sun, 20 Oct 2024 02:05:40 +0000 https://thestandard.co/?p=997940

ระหว่างลิเวอร์พูลกับเชลซี พวกเขาไม่เคยเป็นคู่แข่งที่ขัด […]

The post ลิเวอร์พูล vs. เชลซี 3 จุดที่ต้องจับตาของบิ๊กแมตช์พรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ระหว่างลิเวอร์พูลกับเชลซี พวกเขาไม่เคยเป็นคู่แข่งที่ขัดแย้งกันอย่างแท้จริงในแบบ Rivalry แม้ว่าจะเคยมีช่วงเวลาที่คล้ายจะไม่ถูกกันบ้างระหว่างสองสโมสรก็ตาม

 

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า การพบและเผชิญหน้ากันระหว่างสองทีมในบิ๊กแมตช์พรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์นี้จะไม่มีอะไรให้พูดถึงเลย ในทางตรงกันข้าม เกมที่แอนฟิลด์ในวันอาทิตย์นี้ถูกมองว่าเป็น ‘บททดสอบที่แท้จริง’ ของสองทีมที่เริ่มต้นยุคสมัยใหม่ได้ค่อนข้างสวยงาม

 

ฟุตบอลคอนโทรลในแบบของ อาร์เน สลอต กับฟุตบอลสายฟ้าฟาดในแบบของ เอ็นโซ มาเรสกา

 

มีคำถามใหญ่ๆ 3 ข้อที่อยากชวนจับตามองไปด้วยกัน

 

 

1. บททดสอบของจริงครั้งแรกของ Slotball 

 

อาร์เน สลอต เริ่มต้นงานในฐานะนายใหญ่คนใหม่ของลิเวอร์พูลได้เหมือนฝัน ด้วยผลงานการชนะ 6 จาก 7 นัด ได้เป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก

 

แต่กุนซือชาวดัตช์เองก็ยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะโปรแกรมการแข่งขันค่อนข้างเป็นใจด้วย และบททดสอบที่แท้จริงสำหรับเขาและทีมจะเริ่มตั้งแต่สุดสัปดาห์นี้เป็นต้นไปกับเชลซีที่แอนฟิลด์ ซึ่งต่อจากนี้ยังมีแอร์เบ ไลป์ซิก (แชมเปียนส์ลีก), อาร์เซนอล (พรีเมียร์ลีก), ไบรท์ตัน (ลีกคัพและพรีเมียร์ลีก 2 เกมติด), ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน (แชมเปียนส์ลีก) และแอสตัน วิลลา (พรีเมียร์ลีก) ในรอบเดือนนี้ ก่อนจะเข้าช่วงพักเบรกทีมชาติอีกครั้ง

 

ดังนั้นการรับมือทีมของ เอ็นโซ มาเรสกา สามารถมองได้ว่าเป็นบททดสอบใหญ่แรกของฤดูกาลเลยก็ว่าได้

 

ที่ผ่านมาฟุตบอลของสลอต หรือที่เรียกกันในหมู่แฟนๆ ว่า ‘Slotball’ ถือว่าน่าประทับใจ ด้วยฟุตบอลคอนโทรลไม่วู่วาม พร้อมจะเล่นอย่างอดทนเพื่อรอคู่แข่งเปิดช่องให้จู่โจม รวมถึงการเพรสซิ่งหนักที่ทรงประสิทธิภาพ จนทำให้คู่แข่งต้องเสียบอลในแดนตัวเอง

 

เรียกว่าเป็นสไตล์ที่แตกต่างจากยุคของ เจอร์เกน คล็อปป์ มากพอสมควร แม้ว่าโดยพื้นฐานจะมีส่วนที่คล้ายกันก็ตาม

 

อย่างไรก็ดี จุดที่มีการมองว่าเป็นจุดอ่อนที่น่ากังวลคือ เรื่องปัญหาเกมรับเมื่อต้องเผชิญหน้ากับทีมที่แก้ไขการเพรสซิ่งได้ดี และสามารถจู่โจมแนวรับของลิเวอร์พูลได้ด้วยการเล่นที่รวดเร็ว ซึ่งมีหลายเกมที่พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก และถึงขั้นเสียท่าน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ซึ่งเป็นเกมแรกและเกมเดียวที่แพ้ในฤดูกาลนี้มาแล้ว

 

และนั่นดันเป็นของเชลซีในยุคของ เอ็นโซ มาเรสกา เสียด้วย

 

เชลซีในฤดูกาลนี้กลายเป็นทีมที่เล่นได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจมากที่สุด ด้วยความอันตรายของแนวรุกที่นำมาโดย นิโคลัส แจ็คสัน ศูนย์หน้าที่กลับมาเข้าฝักในเวลานี้ และ โคล พาลเมอร์ นักเตะอัจฉริยะที่เริ่มเป็นที่ยอมรับกันว่าเก่งที่สุดในพรีเมียร์ลีกเวลานี้ 

 

นอกจากนี้เชลซียังมีตัวรุกที่จัดจ้านอย่าง โนนี มาดูเอเก, จาดอน ซานโช รวมถึง คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู ที่พร้อมใช้งานทุกคน

 

ที่สำคัญคือเชลซีเป็นทีมที่เล่นโต้กลับเร็ว (Fast Breaks) เยอะที่สุดในพรีเมียร์ลีกด้วยถึง 14 ครั้ง โดยที่มีโอกาสในการจบสกอร์ได้ถึง 11 ครั้ง

 

ดังนั้นนี่คือบททดสอบใหญ่ครั้งแรกสำหรับลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ และในทางกลับกัน ก็เป็นการทดสอบของเชลซีด้วยว่าพวกเขามีศักยภาพเพียงพอสำหรับการโค่นทีมระดับท็อปของลีกจริงๆ หรือยัง 

 

 

2. กราเฟนแบร์ก vs. พาลเมอร์

 

สำหรับนักเตะที่ถูกจับตามองมากที่สุดในเกมนี้ย่อมหนีไม่พ้น ไรอัน กราเฟนแบร์ก กับ โคล พาลเมอร์

 

กราเฟนแบร์กคือนักเตะที่โดดเด่นที่สุดของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ ซึ่งถือเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของ อาร์เน สลอต ที่ตัดสินใจให้โอกาสกองกลางชาวดัตช์ได้ทดลองในบท ‘No.6’ หรือกองกลางตัวรับคู่ในแบบ Double Pivot หลังจากพลาดการได้ตัว มาร์ติน ซูบิเมนดี กองกลางทีมชาติสเปนมาจากเรอัล โซเซียดาด ในช่วงปิดฤดูกาล

 

โดยสไตล์แล้วกราเฟนแบร์กแตกต่างจากซูบิเมนดีที่เป็นกองกลางสายจ่ายบอล ซึ่งจะคอยแจกจ่ายบอลเพื่อขับเคลื่อนทีม เพราะเป็นกองกลางในสไตล์จอมพลิ้วไหวที่มีทักษะการรับบอลและครองบอลที่ดีเยี่ยม แต่สิ่งที่เยี่ยมเกินคาดคือความสามารถในการอ่านเกม ที่ทำให้ไม่เพียงจะช่วยเกมรับได้ดี แต่ยังสามารถขับเคลื่อนทีมด้วยการพาบอลทะลุทะลวงไปด้วยตัวเองได้อีกต่างหาก

 

อย่างไรก็ดี เกมนี้ดาวเตะชาวดัตช์จะต้องเจอกับนักเตะที่ไม่ธรรมดาอย่างพาลเมอร์

 

นับตั้งแต่ที่ย้ายมาจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พาลเมอร์แจ้งเกิดในฐานะนักเตะดาวรุ่งพรสวรรค์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ในฤดูกาลนี้ สตาร์วัย 22 ปียกระดับการเล่นของตัวเองขึ้นไปอีกขั้น หลังจากที่มาเรสกาปรับตำแหน่งการเล่นให้ใหม่

 

จากที่ประจำการทางฝั่งขวา นายใหญ่ชาวอิตาลีขอปรับมาเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุกอยู่ด้านหลังกองหน้าอย่าง นิโคลัส แจ็คสัน ที่เป็นเหมือนการปลดปล่อยพรสวรรค์ของพาลเมอร์ออกมาเต็มๆ เพราะนอกจากจะสามารถสร้างสรรค์เกมด้วยตัวเองได้แล้ว ยังหาพื้นที่และโอกาสในการทำประตูได้มากขึ้นด้วย

 

ฟอร์มของพาลเมอร์เวลานี้ใกล้เคียงกับคำว่า Unplayable หรือไม่รู้จะเล่นด้วยอย่างไร ไม่รู้จะหาทางหยุดอย่างไร

 

กราเฟนแบร์กอาจจะไม่ใช่กองกลางสายตัวรับธรรมชาติ (และงานบู๊ส่วนใหญ่จะอยู่กับ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ คู่หูในแดนกลาง) แต่การอ่านสถานการณ์ของเขาจะสำคัญต่อการหาทางหยุดพาลเมอร์แน่นอน

 

 

3. ความทนทานของแผงหลังเชลซี

 

เพราะฟุตบอลไม่ได้มีแค่เกมรุก เกมรับเองก็มีความสำคัญเช่นกัน และนั่นคือปัญหากับความท้าทายของแนวรับเชลซี

 

การขาดทั้ง เวสลีย์ โฟฟานา และ มาร์ก กูกูเรยา สองกองหลังตัวจริงที่ติดโทษแบนพร้อมกันในเกมนี้ เนื่องจากโดนใบเหลืองครบ 5 ใบ (ตั้งแต่ต้นฤดูกาล!) เป็นเรื่องที่เสียหายอย่างมากสำหรับทีมของมาเรสกา

 

นั่นเพราะเชลซีไม่ได้เป็นทีมเดียวที่มีเกมรุกน่ากลัว ลิเวอร์พูลก็มีเกมรุกที่เป็น ‘พายุสีแดง’ เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น โม ซาลาห์, ดีโอโก โชตา และ หลุยส์ ดิอาซ ที่น่ากลัวทุกตัว ซึ่งน่าสนใจอย่างยิ่งว่าตัวสำรองอย่าง เรนาโต เวกา และ อักเซิล ดิซาซี ที่คาดว่าจะได้ลงสนามแทน จะสามารถช่วย ลีวาย โคลวิลล์ และ มาโล กุสโต ผนึกกำลังกันหยุดแดนหน้าของลิเวอร์พูลได้หรือไม่

 

โดยเฉพาะเวกา ซึ่งได้รับการชมเชยว่าเป็นดาวรุ่งฝีเท้าดีแบบเซอร์ไพรส์ ซึ่งหากได้โอกาสลงสนามจะต้องเจอกับตัวโหดอย่างซาลาห์ ที่อาจมองเป็นเกมทดสอบความสามารถได้เลยทีเดียว แต่ก็เป็นไปได้ที่มาเรสกาอาจจะเลือกโคลวิลล์ไปประจำการแทนได้เช่นกัน

 

แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เกมนี้หนักแน่นอนสำหรับแนวรับเชลซี ที่หากประมาทแค่เสี้ยววินาที อาจต้องจ่ายค่าความผิดพลาดในราคาแพงได้เลย

 

และทั้งหมดนี้คือ 3 จุดใหญ่ที่น่าจับตามอง โดยอาจจะมีรายละเอียดอื่นๆ เช่น การขาด อลิสสัน เบ็คเกอร์ ประตูมือหนึ่งของลิเวอร์พูล ทำให้เป็นงานของ ควีวิน เคลเลเฮอร์ มือสองที่ต้องแบกรับภาระแทนก่อนอีกครั้ง รวมถึงการลงสนามหลังโปรแกรมทีมชาติ ที่อาจส่งผลต่อจังหวะการเล่น (Rythm) ของทั้งสองทีมได้

 

คำถามสุดท้ายสำหรับทุกคน คิดว่าใครจะชนะในเกมนี้กัน?

 

อ้างอิง:

The post ลิเวอร์พูล vs. เชลซี 3 จุดที่ต้องจับตาของบิ๊กแมตช์พรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชลซีชนะ 5 นัดติดต่อกัน และทำได้มากถึง 17 ประตู https://thestandard.co/chelsea-have-won-five-games-in-a-row/ Fri, 04 Oct 2024 03:53:45 +0000 https://thestandard.co/?p=991578

ยังคงฟอร์มร้อนแรงต่อเนื่องสำหรับเชลซีในยุคของ เอ็นโซ มา […]

The post เชลซีชนะ 5 นัดติดต่อกัน และทำได้มากถึง 17 ประตู appeared first on THE STANDARD.

]]>

ยังคงฟอร์มร้อนแรงต่อเนื่องสำหรับเชลซีในยุคของ เอ็นโซ มาเรสกา กุนซือชาวอิตาลีที่เข้ามาคุมทีมเป็นฤดูกาลแรก หลังนำทัพสิงโตน้ำเงินครามชนะในทุกรายการต่อเนื่อง 5 นัดหลังสุด และกระหน่ำสกอร์ใส่คู่แข่งรวม 17 ประตู 

 

นอกจากนี้เชลซียังเป็นทีมที่มีนักเตะกดแฮตทริกไปแล้วถึง 3 คน ประกอบด้วย 

 

  • โนนี มาดูเอเก เกมชนะวูล์ฟแฮมป์ตัน 6-2
  • คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู เกมชนะแบร์โรว์ 5-0
  • โคล พาลเมอร์ เกมชนะไบรท์ตัน 4-2

 

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

The post เชลซีชนะ 5 นัดติดต่อกัน และทำได้มากถึง 17 ประตู appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pep Guardiola’s Coaching Tree ลูกศิษย์ เป๊ป กวาร์ดิโอลา https://thestandard.co/pep-guardiola-coaching-tree/ Mon, 23 Sep 2024 05:01:17 +0000 https://thestandard.co/?p=986839

ณ ปัจจุบัน คงไม่มีใครปฏิเสธว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา เป็นหนึ […]

The post Pep Guardiola’s Coaching Tree ลูกศิษย์ เป๊ป กวาร์ดิโอลา appeared first on THE STANDARD.

]]>

ณ ปัจจุบัน คงไม่มีใครปฏิเสธว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา เป็นหนึ่งในโค้ชฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมที่สุด หลังความสำเร็จมากมายกับทั้งแมนเชสเตอร์ ซิตี้, บาร์เซโลนา และบาเยิร์น มิวนิก

 

และด้วยเส้นทางที่ยาวนานนี้เอง เขาจึงได้แตกแขนงกิ่งก้านออกไปเป็นลูกศิษย์และเพื่อนร่วมงานมากมายที่นับเป็นสายการทำงานของเขา และโค้ชหลายคนที่เป็นเสมือน ‘ลูกศิษย์’ ของเขาก็กำลังทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในปัจจุบันด้วย 

 

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

อ้างอิง:

The post Pep Guardiola’s Coaching Tree ลูกศิษย์ เป๊ป กวาร์ดิโอลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลสเตอร์ ซิตี้ แต่งตั้ง สตีฟ คูเปอร์ เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ด้วยสัญญา 3 ปี https://thestandard.co/lcfc-steve-cooper-new-manager/ Thu, 20 Jun 2024 09:55:21 +0000 https://thestandard.co/?p=947615

วันนี้ (20 มิถุนายน) เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมจากพรีเมียร์ลีก […]

The post เลสเตอร์ ซิตี้ แต่งตั้ง สตีฟ คูเปอร์ เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ด้วยสัญญา 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (20 มิถุนายน) เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมจากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประกาศแต่งตั้ง สตีฟ คูเปอร์ อดีตกุนซือน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ด้วยสัญญา 3 ปี แทนที่ เอ็นโซ มาเรสกา ที่เลือกออกไปคุมทีมเชลซีเมื่อต้นเดือนมิถุนายน

 

“ผมรู้สึกตื่นเต้นและภูมิใจมากที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมของเลสเตอร์ ซิตี้ นี่คือสโมสรที่ยอดเยี่ยม พวกเขามีประวัติศาสตร์อันยาวนานและแฟนบอลที่ยอดเยี่ยม ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับทีมที่มีความสามารถเช่นนี้ ผมตั้งตารอที่จะมีประสบการณ์ที่ดีร่วมกันในพรีเมียร์ลีกที่จะเริ่มต้นฤดูกาลนี้” คูเปอร์กล่าวหลังเซ็นสัญญากับเลสเตอร์ ซิตี้

 

ด้าน อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับสตีฟสู่สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ วิสัยทัศน์ของเขาจะเป็นบทบาทสำคัญสำหรับสโมสร รวมถึงความสามารถของเขาในการพัฒนานักเตะและสไตล์การเล่นที่สอดคล้องกับแนวทางของเรา

 

“เขามีความเป็นผู้นำ มีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแฟนบอลกับทีม ซึ่งความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง”

 

สำหรับ สตีฟ คูเปอร์ ปัจจุบันอายุ 44 ปี เคยเริ่มต้นคุมทีมชุดใหญ่อย่างสวอนซี ซิตี้ ในห้วงปี 2019-2021 ก่อนออกไปรับงานคุมทีมน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ในปี 2021 โดยได้คุมทีมไปทั้งหมด 107 นัด ก่อนแยกทางกับฟอเรสต์ในเดือนธันวาคม ปี 2023

 

อ้างอิง:

The post เลสเตอร์ ซิตี้ แต่งตั้ง สตีฟ คูเปอร์ เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ด้วยสัญญา 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชลซีเปิดตัว เอ็นโซ มาเรสกา นั่งเก้าอี้เฮดโค้ชคนใหม่ พ่วงสัญญา 5 ปี https://thestandard.co/enzo-maresca-to-become-chelsea-mens-head-coach/ Tue, 04 Jun 2024 01:02:10 +0000 https://thestandard.co/?p=940857

วันนี้ (3 มิถุนายน) สโมสรเชลซี ทีมดังแห่งศึกพรีเมียร์ลี […]

The post เชลซีเปิดตัว เอ็นโซ มาเรสกา นั่งเก้าอี้เฮดโค้ชคนใหม่ พ่วงสัญญา 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (3 มิถุนายน) สโมสรเชลซี ทีมดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก ประกาศเปิดตัว เอ็นโซ มาเรสกา กุนซือชาวอิตาลีวัย 44 ปี เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าโค้ชคนใหม่ของทีม แทนที่ เมาริซิโอ โปเชตติโน ที่แยกทางกับทีมไปหลังจบฤดูกาลที่ผ่านมา ด้วยสัญญาระยะยาว 5 ปี (พร้อมออปชันเพิ่มอีก 1 ปี)

 

โดยหลังการเซ็นสัญญารับงานคุมทีมเชลซี เอ็นโซ มาเรสกา กล่าวว่า “การได้ร่วมงานกับเชลซี หนึ่งในสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถือเป็นความฝันของโค้ชทุกคน ด้วยเหตุนี้ผมจึงรู้สึกตื่นเต้นมากกับโอกาสในครั้งนี้

 

“ผมตั้งตารอที่จะได้ร่วมงานกับกลุ่มนักเตะและทีมงานที่มีความสามารถเป็นอย่างมาก เพื่อพัฒนาทีมพร้อมสานต่อความสำเร็จของสโมสร และทำให้แฟนๆ ของเราภาคภูมิใจ”

 

สำหรับมาเรสกาเคยเป็นอดีตทีมงานผู้ฝึกสอนของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา สมัยที่ยังทำงานอยู่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เขาย้ายไปทำหน้าที่ผู้จัดการทีมแบบเต็มตัวในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมากับเลสเตอร์ ซิตี้

 

แม้เป็นเพียงฤดูกาลแรก แต่เขาสามารถพาทัพจิ้งจอกสยามเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกด้วยการเป็นแชมป์ของลีกแชมเปียนชิป อังกฤษ กับผลงานคุมทีม 53 นัดในทุกรายการ ชนะ 36 เสมอ 4 และแพ้ 13 เกม

 

อ้างอิง:

The post เชลซีเปิดตัว เอ็นโซ มาเรสกา นั่งเก้าอี้เฮดโค้ชคนใหม่ พ่วงสัญญา 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอ็นโซ มาเรสกา อีกหนึ่ง ‘เงา’ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา https://thestandard.co/enzo-maresca-another-shadow-of-pep-guardiola/ Tue, 28 May 2024 13:04:40 +0000 https://thestandard.co/?p=938572

ขณะที่สถานการณ์ภายในรั้วโอลด์แทรฟฟอร์ดยังไม่มีความชัดเจ […]

The post เอ็นโซ มาเรสกา อีกหนึ่ง ‘เงา’ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา appeared first on THE STANDARD.

]]>

ขณะที่สถานการณ์ภายในรั้วโอลด์แทรฟฟอร์ดยังไม่มีความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นอนาคตของ เอริก เทน ฮาก ว่าจะได้อยู่คุมทีมต่อไปหรือไม่ และหากไม่ใช่เขา แล้วใครคือคนที่จะมารับช่วงตำแหน่งต่อ

 

ลงใต้มาที่ลอนดอน ดูเหมือนเชลซีจะจัดการปัญหาได้เร็วและเด็ดขาดกว่า เมื่อพวกเขาตัดสินใจที่จะเลือก เอ็นโซ มาเรสกา กุนซือมือใหม่ที่พาเลสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นชั้นกลับมาสู่พรีเมียร์ลีกได้มาคุมทีมต่อจาก เมาริซิโอ โปเชตติโน ที่ตัดสินใจแยกทางกันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

แน่นอนว่าการตัดสินใจครั้งนี้นำมาซึ่งคำถามที่หลากหลาย แต่ขั้นต่ำที่สุด มาเรสกาถือเป็นศิษย์อีกคนที่สำเร็จการศึกษามาจาก เป๊ป กวาร์ดิโอลา

 

แค่นี้ก็อาจจะเพียงพอแล้ว?

 

สำหรับเชลซี ภายหลังจากเผชิญกับฤดูกาลที่เต็มไปด้วยปัญหาชนิดที่ ‘เกือบหลับ’ แต่โชคดีที่ยังหาทาง ‘กลับมาได้’ จนได้โควตาไปเล่นฟุตบอลสโมสรยุโรปในฤดูกาลหน้า

 

 

สิ่งที่ฝ่ายบริหารตัดสินใจจัดการให้เด็ดขาดคือ เรื่องการทำงานร่วมกับ เมาริซิโอ โปเชตติโน นายใหญ่ชาวอาร์เจนไตน์ที่ระยะหลังมีปัญหาความสัมพันธ์แตกร้าวกับ ทอดด์ โบห์ลี เจ้าของสโมสร พอสมควร หนึ่งในเหตุการณ์ที่หลายคนจำกันได้คือ การเมินใส่ในตอนขึ้นรับเหรียญรางวัลรองแชมป์ลีกคัพเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

 

โปเชตติโนถูก ‘ประเมิน’ การทำงานทันทีหลังจบฤดูกาล โดยฝ่ายบริหารไม่ได้ใช้ความรู้สึก แต่นำข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาแสดงให้เห็นถึงผลงานทั้งหมด อะไรดี อะไรไม่ดี อะไรที่รับได้ และอะไรที่รับไม่ได้

 

แต่ ‘ปม’ ใหญ่ที่เป็นการประลองกำลังภายในกันระหว่างสองฝ่ายคือ เรื่องของอำนาจและการมีส่วนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อผู้เล่นเข้ามาสู่ทีม ซึ่งโปเชตติโนมีจุดยืนชัดเจนว่าต้องการอำนาจและการตัดสินใจที่เด็ดขาด หลังจากที่ต้องแบกรับปัญหาเกี่ยวกับผู้เล่นที่ฝ่ายบริหารจัดการหามาให้จนอีนุงตุงนังวุ่นวายไปหมด

 

จุดยืนดังกล่าวเป็นสิ่งที่เชลซีให้ไม่ได้ เพราะจุดยืนสำหรับสโมสรที่ชัดเจนเช่นกันคือ ใครก็ตามที่จะมาทำงานที่สแตมฟอร์ดบริดจ์ก็มีหน้าที่ในการทำทีมให้ดีที่สุดเท่านั้น

 

สุดท้ายเรื่องจึงจบด้วยการแยกทางกัน และนำไปสู่กระบวนการสรรหาคนที่จะมาทำงานแทนโปเชตติโนต่อไป ซึ่งมีชื่อของกุนซือน้ำดีในวงการหลายต่อหลายคน

 

แต่สุดท้ายคนที่ผ่านการคัดเลือกคือมาเรสกา ผู้ที่เพิ่งขึ้นรถแห่ฉลองแชมป์เดอะแชมเปียนชิป และพาเลสเตอร์ขึ้นชั้นกลับมาสู่พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง

 

โดยเรื่องตอนนี้อยู่ในกระบวนการเจรจาค่าเสียหายกัน ที่คาดว่าเชลซีจะต้องจ่ายให้เลสเตอร์ราว 9 ล้านปอนด์เพื่อให้เรื่องเงียบ ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด

 

 

ทำไมถึงต้องเป็นมาเรสกา?

 

เรื่องนี้เป็นคำถามที่ดี เพราะอดีตนักเตะเชิงสูงผู้ผันตัวเองมาในสายงานการเป็นโค้ช เพิ่งจะมีประสบการณ์ในการทำงานเต็มตัวเพียงแค่ฤดูกาลเดียวกับเลสเตอร์ ซิตี้

 

แต่ก่อนหน้าจะรับงานกับเลสเตอร์ มาเรสกาได้เก็บเกี่ยววิชาจากการเป็นมือขวาของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ชุดพาแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้า ‘เทรเบิลแชมป์’ ในฤดูกาล 2022/23

 

แน่นอนว่าคาดเดาได้ไม่ยากว่าเขาถือเป็นหนึ่งในลูกศิษย์สายตรงของกุนซืออัจฉริยะมือหนึ่งของโลกที่มีเส้นทางคล้ายกับ มิเกล อาร์เตตา อีกหนึ่งศิษย์ที่นำอาร์เซนอลขึ้นมาเบียดลุ้นแชมป์ได้ถึง 2 ฤดูกาลติดต่อกันแล้ว

 

ฟุตบอลในแบบของมาเรสกาแทบจะเป็นแบบจำลองเดียวกันกับอาจารย์ของเขา

 

ระบบการเล่นแบบ 4-3-3 เน้นการครองบอล ใช้ฟูลแบ็กหุบใน (Inverted Full-Back) เล่นอย่างอดทนเพื่อทำให้คู่ต่อสู้อ่อนล้าทั้งร่างกายและจิตใจ และทุกจังหวะการเล่นต้องเนี้ยบ

 

มาเรสกาสามารถเปลี่ยนให้เลสเตอร์เล่นฟุตบอลในแบบที่ว่าข้างต้นได้อย่างน่าประทับใจ แม้ว่าศักยภาพของนักเตะจะไม่ได้อยู่ในระดับสูงก็ตาม แต่ก็ทำให้นักเตะอย่าง เจมี วาร์ดี กลับมาคืนชีพได้ เช่นเดียวกับฟูลแบ็กอย่าง ริคาร์โด เปเรรา และ เจมส์ จัสติน เล่นในแบบสมัยใหม่ได้

 

ฟุตบอลแบบนี้คือสิ่งที่สามารถคาดหวังว่าจะได้เห็นจากเชลซีในฤดูกาลหน้า

 

โคล พาลเมอร์ นักเตะเบอร์หนึ่งของทีม ก็คุ้นเคยกับมาเรสกาจากช่วงที่เคยอยู่ด้วยกันในถิ่นเอติฮัดสเตเดียม และเชื่อได้ว่ากุนซือวัย 44 ปีผู้นี้มี ‘ไอเดีย’ ที่จะใช้งานกองหน้าอัจฉริยะผู้นี้อย่างแน่นอน

 

 

นอกเหนือจากฝีไม้ลายมือแล้ว สิ่งที่ทำให้มาเรสกาเข้าป้ายได้คือ การยอมรับ ‘โครงสร้าง’ ในการบริหารของสโมสร ซึ่งแบ่งหน้าที่ของโค้ชที่เป็นผู้คุมทีมอย่างชัดเจน

 

เขายอมรับได้ที่จะทำหน้าที่แค่ในส่วนของ ‘งานในสนาม’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหารพอใจ เพราะต้องการ ‘ควบคุม’ ทิศทางในการบริหารให้ไปตามที่ต้องการ

 

ลิเวอร์พูลที่มีเจ้าของเป็นชาวอเมริกันก็ทำแบบเดียวกันในการหาคนมาแทนที่ของ เจอร์เกน คล็อปป์ ซึ่ง อาร์เน สลอต ตกลงที่จะทำงานอยู่ใต้ ริชาร์ด ฮิวจ์ส ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค และ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ ซีอีโอฟุตบอลของ Fenway Sports Group (FSG)

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะตัดสินมาเรสกาจริงๆ คือเรื่องของผลงานในการทำทีม

 

ถ้าสามารถสร้างทีมให้เล่นฟุตบอลที่ดี พอมองเห็นอนาคตได้ บางทีเขาอาจจะเป็นคนแรกในรอบหลายปีที่จะได้คุมทีมเชลซีในระยะยาว หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งคนคุมทีมมาหลายถึง 7 คนในระยะเวลา 5 ปี

 

ไม่ใช่งานที่ง่าย

 

แต่สำหรับมาเรสกา เขามองความท้าทายนี้เป็นโอกาสที่ไม่อาจปฏิเสธได้

 

อ้างอิง:

The post เอ็นโซ มาเรสกา อีกหนึ่ง ‘เงา’ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชลซีล็อกเป้าดึง เอ็นโซ มาเรสกา เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ https://thestandard.co/chelsea-in-talks-enzo-maresca/ Tue, 28 May 2024 01:18:17 +0000 https://thestandard.co/?p=938217 เอ็นโซ มาเรสกา

หลังจากตกเป็นข่าวพัวพันกับ ‘แคนดิเดต’ กุนซือคนใหม่หลายช […]

The post เชลซีล็อกเป้าดึง เอ็นโซ มาเรสกา เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอ็นโซ มาเรสกา

หลังจากตกเป็นข่าวพัวพันกับ ‘แคนดิเดต’ กุนซือคนใหม่หลายชื่อ ล่าสุดสื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานข่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า เชลซีกำลังเดินเครื่องเจรจาเพื่อดึง เอ็นโซ มาเรสกา ผู้จัดการทีมของเลสเตอร์ ซิตี้ เข้ามาเป็นหัวหน้าโค้ชคนใหม่ แทนที่ เมาริซิโอ โปเชตติโน ที่แยกทางกันไปไม่นานนี้

 

โดย ฟาบริซิโอ โรมาโน เหยี่ยวข่าววงการลูกหนังคนดัง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มาเรสกาถือเป็นตัวเต็งที่เชลซีจะดึงมาคุมทีมในเวลานี้ แม้ก่อนหน้านี้จะมีข่าวกับ คีแรน แมคเคนนา, โธมัส แฟรงก์ และ โรแบร์โต เด แซร์บี ก็ตาม

 

เบื้องต้นการเจรจาระหว่างมาเรสกาและเชลซีมีทิศทางในเชิงบวก กุนซือวัย 44 ปีมีความกระตือรือร้นที่จะได้ร่วมงานกับเชลซี และหากทุกฝ่ายตกลงกันได้ เชลซีจะต้องจ่ายค่าชดเชยประมาณ 10 ล้านยูโรให้กับเลสเตอร์ ซิตี้ ในดีลนี้

 

สำหรับมาเรสกาเคยเป็นอดีตทีมงานผู้ฝึกสอนของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา สมัยที่ยังทำงานอยู่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เขาย้ายไปทำหน้าที่ผู้จัดการทีมแบบเต็มตัวในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมากับเลสเตอร์ ซิตี้

 

แม้เป็นเพียงฤดูกาลแรก แต่เขาสามารถพาทัพจิ้งจอกสยามเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกด้วยการเป็นแชมป์ของลีกแชมเปียนชิป อังกฤษ กับผลงานคุมทีม 53 นัดในทุกรายการ ชนะ 36 เสมอ 4 และแพ้ 13 เกม

 

อ้างอิง:

The post เชลซีล็อกเป้าดึง เอ็นโซ มาเรสกา เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เป็นอีกครั้งที่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ต้องดวลอดีตผู้ช่วยโค้ชของตัวเอง ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า https://thestandard.co/pep-guardiola-vs-enzo-maresca/ Sat, 27 Apr 2024 07:52:38 +0000 https://thestandard.co/?p=927429

เป็นอีกครั้งที่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ต้องดวลอดีตผู้ช่วยโค้ช […]

The post เป็นอีกครั้งที่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ต้องดวลอดีตผู้ช่วยโค้ชของตัวเอง ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

เป็นอีกครั้งที่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ต้องดวลอดีตผู้ช่วยโค้ชของตัวเอง ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า

 

หลังจากห้ำหั่นแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ กับอดีตมือขวาของตัวเองอย่าง มิเกล อาร์เตตา ที่รับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมอาร์เซนอลในปัจจุบันแล้ว

 

ล่าสุด เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมจอมเทคนิคจะได้ดวลกับอดีตผู้ช่วยโค้ชของเขาอย่าง เอ็นโซ มาเรสกา ผู้จัดการทีมชาวอิตาลี ที่เพิ่งพาทัพ ‘จิ้งจอกสยาม’ เลสเตอร์ ซิตี้ เลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง ในฤดูกาลหน้า

The post เป็นอีกครั้งที่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ต้องดวลอดีตผู้ช่วยโค้ชของตัวเอง ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลสเตอร์ ซิตี้ แต่งตั้ง เอ็นโซ มาเรสกา อดีตผู้ช่วย เป๊บ กวาร์ดิโอลา รับหน้าที่ผู้จัดการทีมคนใหม่ https://thestandard.co/leicester-city-set-up-enzo-maresca-as-manager/ Sat, 17 Jun 2023 03:39:12 +0000 https://thestandard.co/?p=804765 เอ็นโซ มาเรสกา

วันนี้ (17 มิถุนายน) เลสเตอร์ ซิตี้ ประกาศแต่งตั้ง เอ็น […]

The post เลสเตอร์ ซิตี้ แต่งตั้ง เอ็นโซ มาเรสกา อดีตผู้ช่วย เป๊บ กวาร์ดิโอลา รับหน้าที่ผู้จัดการทีมคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอ็นโซ มาเรสกา

วันนี้ (17 มิถุนายน) เลสเตอร์ ซิตี้ ประกาศแต่งตั้ง เอ็นโซ มาเรสกา ทีมงานผู้ฝึกสอนชาวอิตาลีของ เป๊บ กวาร์ดิโอลา เข้ามาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมคนใหม่ เซ็นสัญญาถึงปี 2026 พร้อมภารกิจสำคัญคือ การพาทัพจิ้งจอกสยามกลับสู่เวทีพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลหน้าอีกครั้ง

 

เอ็นโซ มาเรสกา ให้สัมภาษณ์หลังรับหน้าที่ผู้จัดการทีมเลสเตอร์ ซิตี้ โดยระบุว่า “ผมตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้ร่วมงานกับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ และเราจะมีภารกิจที่ยิ่งใหญ่ในฤดูกาลใหม่ที่จะมาถึง

 

“ผมหวังว่าจะพาทีมทำผลการแข่งขันให้ดีที่สุด และหลังจากนั้นเราจะค่อยๆ หลอมรวมความคิดและวิธีการเล่นที่ผมอยากให้ทีมทำได้ในทุกๆ วัน ผมต้องการนำปรัชญาของผมใส่ลงไป แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องเล่นเพื่อชัยชนะในทุกเกม

 

“สิ่งแรกที่ต้องสร้างใหม่ก็คือความมั่นใจ ไม่ใช่แค่กับผู้เล่น แต่ต้องสร้างกับทั้งสโมสร สำหรับผู้เล่นที่อยู่ต่อ พวกเขาต้องเปลี่ยนทัศนคติและสภาพจิตใจ ส่วนคนที่จะย้ายเข้ามาต้องรู้ว่าเลสเตอร์คือสโมสรที่กระหายในชัยชนะเสมอ

 

“สิ่งที่ผมต้องการจากทุกคนคือความทุ่มเทร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่านี่คือสิ่งที่สโมสรควรได้รับ มันเป็นหน้าที่ของเราทุกคน และหลังจากนั้นเราจะค่อยๆ พัฒนาไปด้วยกันในทุกๆ วัน” มาเรสกากล่าว

 

สำหรับ เอ็นโซ มาเรสกา ปัจจุบันอายุ 43 ปี ก่อนหน้านี้ทำงานเป็นทีมงานผู้ฝึกสอนของ เป๊บ กวาร์ดิโอลา กุนซือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมมีส่วนช่วยให้ทัพเรือใบสีฟ้าคว้าเทรเบิลแชมป์ (พรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก) เมื่อฤดูกาล 2022/23 

 

อ้างอิง:

The post เลสเตอร์ ซิตี้ แต่งตั้ง เอ็นโซ มาเรสกา อดีตผู้ช่วย เป๊บ กวาร์ดิโอลา รับหน้าที่ผู้จัดการทีมคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>