GENTLE MONSTER เปิดตัวคอลเล็กชันใหม่ 2026 Bouquet Colle […]
The post GENTLE MONSTER BOUQUET COLLECTION งานเปิด Immersive Pop-Up ที่ EmQuartier appeared first on THE STANDARD.
]]>
GENTLE MONSTER เปิดตัวคอลเล็กชันใหม่ 2026 Bouquet Collection พร้อมเสิร์ฟประสบการณ์เสมือนจริงด้วย Immersive Pop-Up ที่มีเพียง 7 แห่งทั่วโลก
2026 Bouquet Collection เป็นคอลเล็กชันที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโครงสร้างของดอกไม้ โดยนำรายละเอียดและความงดงามของดอกไม้มาตีความใหม่ให้ออกมาในรูปแบบของแว่นตาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งดีไซน์ก้านดอกไม้ที่ขาแว่น รวมถึงการดีไซน์ที่มินิมอลและมีน้ำหนักเบามากขึ้น
ไฮไลต์สุดพิเศษภายในงาน ต้องยกให้กับพื้นที่ป๊อปอัพสเปซแบบ Immersive ที่มีเพียงแค่ 7 ประเทศทั่วโลก ถูกตกแต่งไปด้วยดอกไม้ที่ผลิบานอยู่รอบร้าน พร้อมกับกิจกรรม AI- Generated Photo Booth กับการถ่ายรูปและถูกประมวลผลให้ออกมาเป็นแมวส้มที่มีคาแรกเตอร์คล้ายกับผู้ถ่าย มอบประสบการณ์สุดสร้างสรรค์และเพิ่มจินตนาการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ภายในงานยังมีแขกคนดังอย่าง พีพี กฤษฏ์ มาพร้อมกับแว่นตารุ่น Futura-02 และ
Origami-02, ณิชา ณัฏฐณิชา กับแว่นตาสุดเท่ในรุ่น Futura-03 และ Crepe-01 และ โบว์ เมลดา
อวดลุคหวานในแว่นตารุ่น Ganot-02 และ Tweed-01
ทั้งนี้ ทุกคนสามารถค้นพบ 2026 Bouquet Collection และมารับประสบการณ์เสมือนจริงกับ Immersive Pop-Up ได้แล้วที่ GENTLE MONSTER Store ชั้น M ศูนย์การค้า The EmQuartier




The post GENTLE MONSTER BOUQUET COLLECTION งานเปิด Immersive Pop-Up ที่ EmQuartier appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาพจำของ Drop by Dough คือร้านโดนัทแสนอร่อยที่มีโดนัทหล […]
The post Pasta & Rice House คอนเซปต์ใหม่ Drop by Dough เสิร์ฟพาสต้าเส้นสดสูตรเชฟโอม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาพจำของ Drop by Dough คือร้านโดนัทแสนอร่อยที่มีโดนัทหลายรสชาติหลากรสให้ได้ชิม แต่ไม่นานมานี้ Drop by Dough เพิ่งยกระดับร้านสาขา EmQuartier ด้วยการเพิ่มคอนเซ็ปต์ใหม่ ‘Paste & Rice House’ ที่ชวนเชฟโอม-พงศ์สิทธิ์ เสาวรัญ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำพาสต้าเส้นสดสไตล์โฮมเมด นำเมนูไฮไลต์จากร้าน OHM มาเสิร์ฟให้กินถึงกรุงเทพฯ

Paste & Rice House เป็นคอนเซปต์ใหม่ของ Drop by Dough ที่เริ่มครั้งแรกที่สาขา EmQuartier โดย ‘โอ๊ต-ณรงค์ฤทธิ์ ศรีตลานนท์’ และ ‘โอ๊ตซึ-เฉลิมพล อัครภิญโญกุล’ สองผู้ก่อตั้ง ตั้งใจยกระดับ Drop by Dough ให้เปลี่ยนจากร้านคาเฟ่ไปสู่ All-Day Dining อย่างเต็มตัว โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ของร้านที่เน้นไวบ์แบบสแกนดิเนเวียนเอาไว้ครบถ้วน มู้ดโทนของร้านจึงยังคงเดิมไม่เปลี่ยน ด้วยการโทนสีสบายตา เฟอร์นิเจอร์ไม้ และการใช้แสงธรรมชาติเป็นหลัก

แต่ส่วนที่เปลี่ยนคือการเพิ่มมาของเมนูพาสต้าและอาหารในคอนเซปต์ Pasta & Rice House ที่ได้เชฟโอม-พงศ์สิทธิ์ เสาวรัญ จากร้าน OHM ย่านท่าวัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มาดูแล โดยขนเอาเมนูไฮไลต์จากร้านมาเสิร์ฟให้กินถึงที่ เช่น Goulash Beef Ragu Tagliatelle เส้นสดคลุกซอสกูลาชและเนื้อวัว, Blue Crab Ravioli in Truffle Alfredo ราวีโอลีปูราดซอสครีมทรัฟเฟิลหอมละมุน, Smoked Duck Salad with Honey Mustard อกเป็ดรมควันกับน้ำสลัดฮันนี่มัสตาร์ดรสกลมกล่อม และ Chinese Duck Confit with Baby Broccoli & Mustard Gravy เป็ดกงฟีหนังกรอบ เสิร์ฟพร้อมบรอกโคลีและซอสมัสตาร์ด
ทั้งหมดเมนูสไตล์ Contemporary French Mediterranean ที่มีกลิ่นอายจีนนิดๆ ตามสไตล์ของเชฟโอม และใช้แป้งโดจากการทำโดนัทมาทำเส้นสด รวมถึงการใช้วัตถุดิบชั้นดีที่ถูกคัดสรรมาจากชาวประมงทางภาคใต้และเกษตรกรไทย

ส่วนตัวเราว่าพาสต้าเส้นสดที่นี่สอบผ่าน และรสชาติเข้มถูกปากคนไทย เหมาะนั่งกินเป็นมื้อง่ายๆ ระหว่างวัน หรือจะแวะนัดเพื่อนมาเมาท์มอยยามบ่ายก็ได้ สิ่งที่ชอบอีกอย่างคือทุกเมนูยังสามารถเลือกเส้นพาสต้าเองได้ ไม่ว่าจะเป็น Pappardelle, Farfalle, Tagliatelle, Spaghetti, Rigatoni, Ravioli ชอบแบบไหนสั่งแบบไหน ใครเป็นคอพาสต้า หรือชอบพาสต้าเส้นสด ต้องแวะมาลอง
Pasta & Rice House
Location: ชั้น 1 DROP BY DOUGH, EmQuartier
Open: ทุกวัน เวลา 10.00 – 21.00 น.
Budget: 300 – 500 บาทต่อคน
Facebook: https://www.facebook.com/dropbydough
Map: https://maps.app.goo.gl/BsjszCkr91pz5Lgv7
ภาพ: พลอยจันทร์ สุขคง, Drop by Dough
The post Pasta & Rice House คอนเซปต์ใหม่ Drop by Dough เสิร์ฟพาสต้าเส้นสดสูตรเชฟโอม appeared first on THE STANDARD.
]]>
HOKA เปิดตัวสาขาใหม่ล่าสุดที่ EmQuartier พร้อมยกระดับแบ […]
The post HOKA เปิดบ้านใหม่ที่ EmQuartier ด้วยคอนเซปต์ Performance Meets Lifestyle appeared first on THE STANDARD.
]]>
HOKA เปิดตัวสาขาใหม่ล่าสุดที่ EmQuartier พร้อมยกระดับแบรนด์จาก ‘รองเท้าเพอร์ฟอร์แมนซ์สำหรับนักวิ่ง’ สู่ ‘ไลฟ์สไตล์ของคนเมือง’ ผ่านคอนเซปต์ Performance Meets Lifestyle
HOKA สาขานี้นับเป็น Concept Store แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ออกแบบให้เป็น Lifestyle Hub ที่รวมทั้งสินค้า ประสบการณ์ แรงบันดาลใจ และแบบ HOKA ไว้ในที่เดียว
ตัวร้าน HOKA สาขา EmQuartier ออกแบบด้วยวัสดุโทนธรรมชาติและเส้นสายพริ้วไหว ภายในร้านจัดแสดง คอลเลกชัน Mafate Family ที่เป็นตัวแทนของแนวคิด Trail-to-Street พร้อมเป็นสาขาหลักสำหรับเปิดตัวสินค้าใหม่และรุ่น Collaboration ก่อนที่อื่นในไทย
ปลายปีนี้ HOKA ยังเตรียมเปิดสาขาใหม่อีก 2 จุด คือ สยามเซ็นเตอร์ และ เซ็นทรัลลาดพร้าว เพื่อขยายการเข้าถึงผู้บริโภคเมืองหลวงให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ภายในงาน ยังมีเวิร์กช็อปสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากการร่วมมือระหว่าง HOKA x Wood and Mountain เฉพาะช่วง Grand Opening 27-30 พฤศจิกายน 2568
สำหรับร้าน HOKA สาขา EmQuartier เปิดแล้ววันนี้ที่ ชั้น M, Waterfall Quartier, ศูนย์การค้า EmQuartier








The post HOKA เปิดบ้านใหม่ที่ EmQuartier ด้วยคอนเซปต์ Performance Meets Lifestyle appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครบอกว่าการหาความสงบใจกลางกรุงเทพฯ เป็นไปไม่ได้? PAÑPU […]
The post PAÑPURI เปิด WELLNESS SUITE พื้นที่ผ่อนคลายแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครบอกว่าการหาความสงบใจกลางกรุงเทพฯ เป็นไปไม่ได้? PAÑPURI WELLNESS SUITE ที่ EmQuartier พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นไปได้ ด้วยสถานที่แห่งการพักผ่อนและฟื้นฟูจิตใจที่ผสานศาสตร์การบำบัดแบบเอเชียเข้ากับความหรูหราสไตล์โมเดิร์น แค่ก้าวเข้าไปก็รู้สึกได้ถึงพลังแห่งความสมดุลที่ช่วยให้คุณหยุดพักจากความวุ่นวายของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการนวดผ่อนคลาย การบำรุงผิวหน้า หรือทรีตเมนต์สุดผ่อนคลาย โดยทุกขั้นตอนถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงกายและใจให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ
PAÑPURI WELLNESS SUITE เป็นสถานที่ใหม่แห่งการพักผ่อนของคนเมือง ที่เพิ่งมีการเปิดตัวที่ PAÑPURI Sensorial Boutique EmQuartier ใจกลางสุขุมวิท สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่สปาธรรมดา แต่เป็น sanctuary แห่งความสงบที่ออกแบบมาเพื่อคนเมืองที่ต้องการความผ่อนคลายในเวลาที่จำกัด
ทุกทรีตเมนต์ได้รับแรงบันดาลใจจากศาสตร์การบำบัดแบบเอเชีย ถ่ายทอดผ่านสัมผัส กลิ่นหอม และพิธีกรรมที่เชื่อมโยงกายและใจเข้าด้วยกัน โดยใช้น้ำมันนวดจากปัญญ์ปุริที่สะท้อนปรัชญาแห่งความบริสุทธิ์และความหรูหรา
เมนูทรีตเมนต์หลากหลาย ตั้งแต่ Body Massages ที่มีทั้ง Signature Massage และ Deep Sleep Massage, Facial Ritual ที่ผสานศาสตร์ความงามแบบดั้งเดิมกับเทคนิคสมัยใหม่ รวมถึง Essential for Him ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับคุณผู้ชายโดยเฉพาะ
เมื่อก้าวเข้าสู่ PAÑPURI WELLNESS SUITE ความรู้สึกแรกคือการได้หลุดพ้นจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่ทันที บรรยากาศอบอุ่นและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำมันหอมระเหยช่วยให้จิตใจผ่อนคลายตั้งแต่ก้าวแรก การเริ่มต้นด้วย Signature Massage เป็นการเดินทางสู่ความสงบที่แท้จริง มือของนักบำบัดที่เชี่ยวชาญผสานกับน้ำมันนวดคุณภาพเยี่ยมจากปัญญ์ปุริ ทำให้รู้สึกถึงการละลายของความตึงเครียดที่สะสมมานาน เทคนิคการนวดที่ผสานภูมิปัญญาตะวันออกเข้ากับความทันสมัย ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและคืนสมดุลให้กับร่างกาย สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือความใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การเลือกใช้ส่วนผสมที่ปลอดภัยตามมาตรฐาน ZeroList
ไปจนถึงบรรยากาศที่อบอุ่นและการดูแลอย่างประณีตของทีมงาน
หลังจากใช้เวลา 1 ชั่วโมงที่ PAÑPURI WELLNESS SUITE ความรู้สึกที่ได้รับคือการได้พบกับตัวเองใหม่ ร่างกายที่เคยตึงเครียดจากการนั่งทำงานนานๆ กลับมาผ่อนคลายและมีพลัง กล้ามเนื้อที่เคยปวดเมื่อยก็คลายตัวลง การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ทำให้รู้สึกสดชื่นและมีชีวิตชีวา
แต่สิ่งที่ได้รับมากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพคือความสมดุลทางจิตใจ ความเครียดและความกังวลที่สะสมมาหลายวันราวกับได้รับการชำระล้าง จิตใจกลับมาใสใส มีสมาธิ และพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ อีกครั้ง ประสบการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการลงทุน 1 ชั่วโมงเพื่อตัวเองนั้นคุ้มค่ามากกว่าที่คิด
PAÑPURI WELLNESS SUITE
เหมาะสำหรับคนทำงานที่มีความเครียดสูง คนที่หาเวลาดูแลตัวเองยากแต่ต้องการทรีตเมนต์คุณภาพ รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบการดูแลตัวเองแบบ Clean Beauty ด้วยส่วนผสมที่ปลอดภัยตามมาตรฐาน ZeroList
นอกจาก Body Massage แล้ว ยังมี Facial Ritual ที่ผสานศาสตร์ความงามแบบดั้งเดิมกับเทคนิคสมัยใหม่ และ Essential for Him สำหรับผู้ชายที่ต้องการทรีตเมนต์เฉพาะที่ช่วยคลายกล้ามเนื้อและเสริมสมาธิ
สถานที่ตั้ง: The EmQuartier โซน B Space ชั้น G
เวลาทำการ: 10.00-22.00 น.

The post PAÑPURI เปิด WELLNESS SUITE พื้นที่ผ่อนคลายแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนพิเศษของ CHANEL ในประเทศไทยหลังได้ […]
The post STARS AT CHANEL EMQUARTIER ค่ำคืนพิเศษเพื่อฉลองบูติคแห่งใหม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนพิเศษของ CHANEL ในประเทศไทยหลังได้จัดงานฉลองเปิดตัวบูติคแห่งใหม่ที่ห้าง EmQuartier โดยมีแบรนด์แอมบาสเดอร์และ Friends of the House ที่คุ้นเคย อาทิ ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง (ออกแบบ), ปริญ สุภารัตน์ (หมาก), รีเบคก้า อาร์มสตรอง (เบคกี้), ธิติยา จิระพรศิลป์ (ใบปอ), นรวิชญ์ ฐิติเจริญรักษ์ (เจมีไนน์), พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ (บลู), ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ (ณิชา), ศุภ สง่าวรวงศ์ (เอส), ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ (เจมส์), ชยภัค ตันประยูร (นิว), จักรภัทร วรรธนะสิน (เจ้าขุน), นิษฐา คูหาเปรมกิจ (มิว) และ วาเลนติน่า จาร์ดุลโล (พลอย) ไปร่วมงานด้วย

The post STARS AT CHANEL EMQUARTIER ค่ำคืนพิเศษเพื่อฉลองบูติคแห่งใหม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากปิดปรับปรุงยาวนานกว่า 15 เดือน ร้าน CHANEL ณ ห้า […]
The post CHANEL EMQUARTIER การกลับมาในรูปแบบร้านดูเพล็กซ์ กว้าง 1,345 ตารางเมตร appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากปิดปรับปรุงยาวนานกว่า 15 เดือน ร้าน CHANEL ณ ห้าง EmQuartier ก็ได้กลับมาเปิดอีกครั้งหนึ่งอย่างสง่างามและยิ่งใหญ่ในรูปแบบร้านดูเพล็กซ์สองชั้นบนพื้นที่กว่า 1,345 ตารางเมตร
ร้าน CHANEL ที่ EmQuartier ได้นักสถาปนิกระดับแถวหน้าของวงการชาวอเมริกันอย่าง Peter Marino มาออกแบบให้เช่นเคย เหมือนกับร้านสำคัญของแบรนด์รอบโลก อาทิ ย่านกินซ่า เมืองโตเกียว หรือที่ เบเวอร์ลีฮิลส์ ในลอสแอนเจลิส โดยร้านแห่งใหม่ที่กรุงเทพฯ ก็ยังคงยึดมั่นในการได้แรงบันดาลใจจากอพาร์ตเมนต์ของผู้ก่อตั้ง Gabrielle Chanel ณ อาคารเลขที่ 31 ถนน Rue Cambon ในกรุงปารีสที่มีความสำคัญต่อเรื่องราวของแบรนด์เสมอมา พร้อมยังมีเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบโดย Aaron Poritz, ผลงานพิเศษโดย Fran Taubman และ Y.Z. Kami รวมถึงผลงานงานฝีมือของ Rashid Johnson, Alastair Gordon, Johan Creten และ Alexandre Logé ซึ่งล้วนแล้วตอกย้ำเรื่องราว Craftsmanship ที่แฝงอยู่ในดีเอ็นเอของ CHANEL
ในส่วนของสินค้า ทางบูติค CHANEL ที่ EmQuartier ก็ถือว่าครบครันด้วยเสื้อผ้า Ready-to-Wear จากคอลเล็กชันล่าสุด, รองเท้า, แอกเซสซอรี, กระเป๋าที่มีตั้งแต่รุ่น CHANEL 25 จนถึงรุ่นไอคอนิกอย่าง 11.12 และ 2.55 และแน่นอนก็มีโซนนาฬิกาและไฟน์จิวเวลรี ซึ่งไฮไลต์อยู่ที่ Première Galon ซึ่งเป็นการนำนาฬิการุ่นแรกของแบรนด์มาตีความใหม่ในแบบเยลโลว์โกลด์และยังมี CHANEL J12 Yellow Gold ที่นำนาฬิกาเซรามิกไอคอนิกของแบรนด์มาตีความใหม่เช่นกัน

ภาพ: CHANEL
The post CHANEL EMQUARTIER การกลับมาในรูปแบบร้านดูเพล็กซ์ กว้าง 1,345 ตารางเมตร appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญที่แบรนด์ […]
The post ตอกย้ำไทย ‘Luxury Hub แห่งใหม่’! Paul Smith ทุ่มเปิดแฟล็กชิพสโตร์ใหญ่สุดในอาเซียนที่เอ็มควอเทียร์ รับตลาดลักชูรี 4 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญที่แบรนด์แฟชั่นชั้นนำเลือกเปิดตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในช่วงปีที่ผ่านมากลุ่มสินค้าแฟชั่นในไทย โดยเฉพาะกลุ่มพรีเมี่ยมและลักชูรีมีการขยายตัวอย่างมาก จากกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของนักช้อปทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
ภาพดังกล่าวทำให้ประเทศไทยถูกจับตาในฐานะการเป็น ‘Luxury Hub of South East Asia’ แห่งใหม่ของภูมิภาค โดยข้อมูลจาก Statista คาดการณ์ว่าในปีนี้ตลาดแฟชั่นพรีเมี่ยมและลักชูรีของไทยอาจมีมูลค่าสูงถึง 40,000 ล้านบาท และจะเติบโตจากปีที่แล้วเฉลี่ย 2.79%
ท่ามกลางแนวโน้มนี้ Paul Smith ภายใต้การบริหารงานของ Central Marketing Group หรือ CMG ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ได้เดินหน้ารุกตลาด ด้วยการเปิดแฟล็กชิพสโตร์แห่งที่ 2 ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์
สำหรับแฟล็กชิพสโตร์แห่งใหม่นี้ ออกแบบภายใต้แนวคิด ‘พื้นที่ที่เล่าเรื่องแบรนด์ผ่านงานศิลปะ’ สะท้อนผ่านองค์ประกอบต่างๆ ตั้งแต่ Façade สีแดงด้านหน้าร้านที่สลักภาพวาดลายเส้นของเซอร์พอล สมิธ ลงบนแผ่นหินปูน
ไฮไลต์สำคัญภายในร้านคือฉากสี่เหลี่ยมขนาด 3×3 เมตร ซึ่งเทียบเท่ากับขนาดร้านแรกของแบรนด์ในเมืองนอตติงแฮม เพื่อสื่อถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์ นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งกระจก Fun House Mirror ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่อยู่ในออฟฟิศของพอล สมิธ ที่ลอนดอน
บรรยากาศภายในยังตกแต่งด้วยโปสเตอร์เพลงวินเทจจากวงดนตรีโปรดของเขา เช่น The Rolling Stones และ Oasis บริเวณห้องลองเสื้อ พร้อมผสมผสานเฟอร์นิเจอร์วินเทจสั่งทำพิเศษเข้ากับงานออกแบบร่วมสมัย และมีโซน Art Wall ที่จัดแสดงผลงานศิลปะเพื่อหลอมรวมโลกแฟชั่นและศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน
แฟล็กชิพสโตร์แห่งนี้นำเสนอสินค้าครบทุกไลน์ ตั้งแต่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายชาย-หญิง แอ็กเซสซอรีต่างๆ ทั้งกระเป๋าและรองเท้า ไปจนถึงของแต่งบ้านและเครื่องหอม
การเปิดแฟล็กชิพสโตร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Paul Smith ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ยืนยันถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของตลาดลักชูรีในประเทศไทย
The post ตอกย้ำไทย ‘Luxury Hub แห่งใหม่’! Paul Smith ทุ่มเปิดแฟล็กชิพสโตร์ใหญ่สุดในอาเซียนที่เอ็มควอเทียร์ รับตลาดลักชูรี 4 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตัวอย่าง 20 อาคารในกรุงเทพฯ ที่แค่เดินเข้าไปก็ได้สัมผัส […]
The post 20 อาคารในกรุงเทพฯ ที่แค่เดินเข้าไปก็ได้สัมผัสกับธรรมชาติ! appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตัวอย่าง 20 อาคารในกรุงเทพฯ ที่แค่เดินเข้าไปก็ได้สัมผัสกับธรรมชาติ!
การออกไปสัมผัสกับธรรมชาติถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้เราได้พักผ่อนทั้งการและใจ ช่วยลดความเครียดสะสม แต่การจะออกไปสัมผัสธรรมชาติทุกวันคงเป็นเรื่องยาก ในยุคปัจจุบันสถาปนิกผู้ออกแบบอาคารต่างๆ จึงได้มีการแทรกความเป็นธรรมชาติ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาใช้งานรู้สึกผ่อนคลาย อันที่จริงแนวคิดนี้มีชื่อว่า Biophilic Design ซึ่งจะเป็นการนำธรรมชาติเข้ามาในอาคารผ่านวิธีต่างๆ เช่น การทำพื้นที่สีเขียว การใช้แสงธรรมชาติ การใช้เสียงธรรมชาติทำให้คนรู้สึกผ่อนคลาย การใช้ลมธรรมชาติช่วยให้อากาศถ่ายเท หรือแม้แต่การเลือกใช้วัสดุธรรมชาติ ก็ล้วนทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกสบายและผ่อนคลายได้เช่นกัน
วันนี้เราเลยอยากจะมายกตัวอย่าง 20 อาคารในกรุงเทพฯ ที่แอบซ่อนแนวคิดนี้ไว้ เผื่อใครที่กำลังอยากจะออกไปสัมผัสธรรมชาติแบบง่ายๆ จะได้ลองไปสัมผัสกัน

เริ่มต้นด้วยสถานที่แรกที่หลายคนคุ้นเคยนั่นคือหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ หรือ BACC ซึ่งที่นี่เราสามารถมาสัมผัสกับธรรมชาติได้ผ่านแสงธรรมชาติจากช่องเปิดหลายทิศทางของตัวอาคาร และบริเวณชั้นล่างของอาคารจะมีห้องสมุดที่ซ่อนตัวอยู่ในบรรยากาศเต็มไปด้วยความเขียวของต้นไม้นอกหน้าต่าง เหมาะกับการไปอ่านหนังสือสงบๆ แบบสุดๆ

ที่นี่คืออาคารมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ย่านปุณณวิถี ที่มีพื้นที่กึ่ง Outdoor ให้เราได้สามารถสูดอากาศภายนอกได้ พร้อมทั้งใครที่เป็นสายกีฬาห้ามพลาด เพราะที่นี่มีลู่วิ่งลอยฟ้าให้ได้มาซ้อมวิ่งกันฟรีๆ แถมระหว่างทางยังเต็มไปด้วยสวนหย่อมเล็กๆ และต้นไม้หลากหลายชนิดให้เราได้สัมผัสกัน

ภาพ: 111 Praditmanutham
คอมมูนิตี้มอลล์ขนาดใหญ่ย่านประดิษฐ์มนูธรรม ที่รวมทั้งร้านค้าและพื้นที่ทำงานไว้ในตึกเดียว ที่นี่มีพื้นที่ส่วนกลางบางส่วนเป็นลักษณะกึ่ง Outdoor ให้สามารถรับลมและแสงแดดจากธรรมชาติได้ อีกทั้งยังมีการซ่อนพื้นที่สีเขียวไว้ที่จุดต่างๆ ของอาคารอีกด้วย

อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ย่านเพลินจิต ที่บริเวณชั้นล่างมีพื้นที่ของร้านค้ามากมายหลายร้าน แต่ไฮไลต์ของที่นี่อยู่ที่การจัดแลนด์สเคปของอาคารออกมาเป็นสวนหลายๆ ชั้น ซึ่งสามารถไปเดินเล่นพักผ่อนหรือไปถ่ายรูปเล่นสวยๆ ได้เช่นกัน
![]()
ภาพ: ICONSIAM
ห้างขนาดใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่นี่ถือเป็นแลนด์มาร์กที่ทั้งคนไทยและต่างชาติอยากมาเช็กอินสักครั้ง ซึ่งตัวห้างได้มีการออกแบบให้แสงธรรมชาติสามารถส่องเข้ามาสู่อาคารได้บางส่วน และมีระเบียงที่ยื่นออกไปหาแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้คนสัมผัสกับเสียงของน้ำ รวมถึงพื้นที่ชั้นบนที่มีการตกแต่งอาคารด้วยน้ำ ทำให้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น

ภาพ: The Commons Thonglor
คอมมูนิตี้มอลล์ที่รวมร้านค้าร้านอาหารไว้มากมาย พื้นที่ส่วนใหญ่ของที่นี่จะเป็นแบบกึ่ง Outdoor เน้นเปิดรับลมและแสงธรรมชาติ มีการแทรกต้นไม้เข้าไปในที่นั่งตามจุดต่างๆ ใครมองหาที่นั่งชิล รับลมธรรมชาติ ที่นี่ตอบโจทย์สุดๆ

ภาพ: PUAY Park for the People
นี่คืออาคารที่เป็นเหมือนศูนย์รวมผู้คนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะภายในเป็นพื้นที่ของห้องสมุดและหอประชุมให้คนได้มาใช้งาน ซึ่งอาคารนี้ได้มีการออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ โดยตัวอาคารจะค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากดิน และบริเวณรอบอาคารจะมีการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว ให้ผู้ที่เข้ามาใช้งานได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างเต็มที่

ภาพ: Velaa Sindhorn Village
คอมมูนิตี้ที่รวบรวมร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ ดังๆ หลายร้านมาไว้ในที่เดียว เป็นอีกหนึ่งสถานที่ชิลยอดนิยมย่านหลังสวน ซึ่งที่นี่ได้มีการออกแบบสถานที่ให้มีความเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่การใช้แสงธรรมชาติ มีการปลูกต้นไม้นานาชนิดตามจุดต่างๆ แถมยังทำพื้นที่ภายในโครงการเป็นกึ่ง Outdoor ให้ผู้ที่มาใช้งานได้สัมผัสกับธรรมชาติอีกด้วย

ห้องสมุดเก่าแก่ย่านถนนสุรวงศ์ ที่นี่เป็นอาคารเก่าสไตล์นีโอคลาสสิกอายุกว่า 100 ปี นอกจากสถาปัตยกรรมตัวอาคารจะสวยแล้ว ที่นี่ยังสามารถดึงธรรมชาติเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอาคารได้อย่างลงตัว ตั้งแต่ภายนอกที่มีการปลูกต้นไม้หลากหลายชนิดเพื่อความร่มรื่น หรือภายในอาคารที่ใช้ช่วงเปิดให้แสงธรรมชาติเข้ามาในตัวอาคาร

ในย่านเพลินจิตมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่อีกหนึ่งจุดนั่นคือบริเวณบ้านปาร์คนายเลิศ ซึ่งตัวอาคารเป็นบ้านไม้เก่าแก่ ที่เปิดรับลมธรรมชาติได้ดี แถมบริเวณรอบอาคารยังมีการปลูกต้นไม้หลากหลายชนิดเอาไว้ ใครที่กำลังมองหาสถานที่นั่งชิลพักผ่อนในย่านเพลินจิต ที่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีเลย

หากถามว่าอยากได้ห้องสมุดที่สามารถเข้าไปนั่งทำงาน หาความรู้ ในบรรยากาศที่สงบ ชื่อของศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องติดอยู่ในนั้นแน่ๆ เพราะไฮไลต์ของที่นี่คือโซนอ่านหนังสือที่มีหน้าต่างบานใหญ่ สามารถรับแสงธรรมชาติทำให้การอ่านหนังสือได้รับแสงที่เพียงพอ และยังได้รับความสงบจากวิวแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย

ในย่านสยามที่เต็มไปด้วยร้านค้า ผู้คน แต่ในตึก SIAMSCAPE ยังมีมุมสงบที่เราสามารถเข้าไปสัมผัสธรรมชาติ และทำจิตใจให้สงบได้ โดย ที่นี่เป็นสวยลอยฟ้า อยู่ที่ชั้น 10 ของอาคาร SIAMSCAPE ที่นี่จะเป็นพื้นที่ Outdoor ที่มีพื้นที่นั่งพักใต้ต้นไม้ ใครที่เดินสยามจนเหนื่อย อยากพักผ่อน มาพักจุดนี้ได้เลย

ภาพ: Ground For
อาคารสุดชิคย่านสะพานใหม่ ที่ที่ข้างล่างเป็นคาเฟ่และมีอาคารสำนักงานอยู่ข้าง ที่นี่โดดเด่นด้านการใช้วัสดุธรรมชาติ และมีการเลือกตกแต่งโดยเน้นความดิบๆ ของวัสดุทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ ทั้งยังมีการแทรกพื้นที่สีเขียวเข้าไปภายในอาคารได้อย่างลงตัว

ที่นี่เป็นแหล่งพักผ่อน นั่งชิลของชาวสามย่าน ซึ่งตัวอาคารจะรายล้อมไปด้วยสวนและต้นไม้นานาชนิด บริเวณกลางอาคารจะเป็นสนามหญ้าซึ่งเหมาะมากๆ กับการไปทำ Grouding พักผ่อนทำสมาธิ และบริเวณน่านฟ้าของอาคาร เขาทำเป็นสวนลอยฟ้า เหมาะกับการมาพักผ่อนช่วงเย็นๆ

หากคุณกำลังอยู่แถวพร้อมพงษ์ แล้วอยากจะฮีลตัวเองด้วยการสัมผัสธรรมชาติ การไป EMQUARTIER ก็เป็นทางเลือกที่ดีเลย เขาออกแบบให้มีการนำธรรมชาติเข้าไปซ่อนตัว เป็นส่วนหนึ่งของอาคาร ตั้งแต่ทางเชื่ออาคารที่มีส่วนหนึ่งเป็นน้ำตกจำลอง ทำให้คนที่เข้ามาเดินได้ยินเสียงน้ำตก เหมือนได้หลุดไปอยู่อีกที่นึง หรือจะเป็นบริเวณชั้น 5 ของอาคารที่มีสวนไว้ให้คนไปนั่งพักผ่อน ทำจิตใจให้สงบเป็นต้น

ภาพ: A49
ใครจะไปคิดว่าบริเวณชั้นบนของ Gaysorn Tower จะมีพื้นที่นั่งทำงานแสนสงบอย่าง Gaysorn Urban Resort ที่นี่เป็นเหมือน Co-sharing Space ที่คุณสามารถมานั่งทำงานสงบๆ หรือจัดกิจกรรมได้ ซึ่งที่นี่จะมีทั้งการใช้แสงธรรมชาติ มีการใช้วัสดุไม้ที่สื่อถึงความเป็นธรรมชาติและความสงบ แถมส่วนจัดกิจกรรมยังสามารถมองเห็นสวนภายนอกได้ด้วย

ภาพ: Central Embassy
ถึงแม้ Central Embassy จะเป็นอาคารที่ดูโมเดิร์น เรียบๆ แต่ภายในก็แอบซ่อนความเป็นธรรมชาติเอาไว้ ตั้งแต่การใช้ช่องเปิดบานใหญ่เพื่อรับแสงธรรมชาติเข้ามาทำให้ภายในอาคารดูมีชีวิตชีวา แถมห้องน้ำชั้นยังมีการตกแต่งให้เห็นพื้นที่สีเขียวภายนอกอีกด้วย

นี่คือคอมมูนิตี้ที่เป็นเหมือนโอเอซิสใจกลางเมืองย่านราชเทวี เพราะที่นี่ถูกตกแต่งให้เต็มไปด้วยต้นไม้ และพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแบบกึ่ง Outdoor ทำให้คนที่เข้าไปบริเวณนี้จะรู้สึกสงบ สบาย ร่มรื่น ภายในโครงการนี้มีทั้งคาเฟ่ แกลเลอรี ร้านค้า ร้านอาหาร โรงละคร และโรงแรม ใครที่อยากสัมผัสธรรมชาติ ได้เจอกับพื้นที่สงบๆ ใจกลางเมือง ต้องไปที่นี่เลย

ภาพ: One Bangkok
ถึงแม้จะเป็นอาคารใหญ่ใจการเมืองหลายๆ อาคารรวมกัน แต่ที่ One Bangkok นี้ก็มีการนำธรรมชาติเขาไปใส่ในพื้นที่ แลนด์สเคปของอาคารเช่นกัน เพราะมีทั้งการจัดสวน และการจัดแลนด์สเคประหว่างอาคาร ให้คนที่จะเดินทางเชื่อมต่อแต่ละอาคารได้สัมผัสกับธรรมชาติ

ที่นี่น่าจะเป็นแหล่งแฮงเอาต์อีกหนึ่งจุดสำคัญของชาวสามย่านและคนนอนดึก เพราะที่นี่มีร้านค้ามากมายที่เปิดจนถึงดึก มี Co-working Space ที่เปิดให้ทำงานจนถึงดึก และชั้นบนของตัวอาคารมีการทำสวนเล็กๆ เอาให้ไว้คนได้มาพักผ่อนฮีลตัวเองได้
The post 20 อาคารในกรุงเทพฯ ที่แค่เดินเข้าไปก็ได้สัมผัสกับธรรมชาติ! appeared first on THE STANDARD.
]]>
CELINE สาขา EmQuartier ถือว่าเป็นสาขาล่าสุดที่แบรนด์ทำก […]
The post CELINE EMQUARTIER การกลับมาเปิดร้านสาขาล่าสุดกับพื้นที่กว่า 222 ตร.ม. appeared first on THE STANDARD.
]]>
CELINE สาขา EmQuartier ถือว่าเป็นสาขาล่าสุดที่แบรนด์ทำการปรับโฉมอัปเดตให้ทันกับสาขาอื่นๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และทั่วโลก ซึ่งร้านใหม่นี้มีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 222 ตารางเมตร
ภายในร้านที่ตกแต่งด้วยกระจกเงาสะท้อน แทรกด้วยวัสดุทองเหลือและเฟอร์นิเจอร์ไม้ CELINE ได้นำผลงานศิลปะของศิลปินฝั่งยุโรปมาจัดแสดงอยู่ทั่วมุมร้าน ทั้งรูปปั้นเซรามิกของ Caroline Achaintre, งานไม้ประดับผนังของ Fabrice Gygi และประติมากรรมอะลูมิเนียมของ Benjamin Lallier ที่จะวางอยู่ตามมุมและผนังร้าน ไปพร้อมๆ กับเสื้อผ้า กระเป๋า และรองเท้าของผู้ชายและผู้หญิง รวมไปถึงโซนสินค้าบิวตี้และไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่เทียนหอม น้ำหอม สบู่อาบน้ำ และของใช้ในบ้าน
ซึ่งนอกจากหน้าร้านบูติกแล้ว CELINE ยังมีป๊อปอัพอีกสองแห่งที่เปิดอยู่พร้อมกัน ทั้งที่ Central Embassy และ Central Phuket Floresta ที่ภูเก็ตอีกด้วย

ภาพ: CELINE
The post CELINE EMQUARTIER การกลับมาเปิดร้านสาขาล่าสุดกับพื้นที่กว่า 222 ตร.ม. appeared first on THE STANDARD.
]]>
Dior ไม่ได้หยุดเพียงแค่การเปิดคอนเซปต์สโตร์สุดหรูอย่าง […]
The post DIOR EMQUARTIER บูติก 3 ชั้นกับร้านที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
Dior ไม่ได้หยุดเพียงแค่การเปิดคอนเซปต์สโตร์สุดหรูอย่าง Dior Gold House ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่แล้ว และเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าลักชัวรีที่เพิ่มขึ้น ทางแบรนด์ได้เปิดบูติกใหม่ขนาด 3 ชั้นที่ EmQuartier ซึ่งนับว่าเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนับตั้งแต่เคยทำมา
ซึ่งในเมื่อมีถึง 3 ชั้น การแบ่งแผนกสินค้าก็จะทำให้มีพื้นที่สำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่มมากขึ้น เริ่มกันที่ชั้น G ที่จะเป็นแผนกสินค้าของผู้ชาย โดย Kim Jones อดีตครีเอทีฟไดเรกเตอร์กับคอลเล็กชัน Spring/Summer 2025 ทั้งมุมเสื้อผ้า กระเป๋า และรองเท้า ที่จัดวางเต็มผนังชั้นวาง และหน้าร้านที่มีดิสเพลย์ธีมผลงานของช่างเซรามิก Hylton Nel ที่ดีไซเนอร์ร่วมงานในแฟชั่นโชว์
พอเดินขึ้นมาที่ชั้น M ก็จะเจอกับสินค้าผู้หญิงที่ออกแบบโดย Maria Grazia Chiuri ครีเอทีฟไดเรกเตอร์คนปัจจุบัน กับเสื้อผ้าดีเอ็นเอผู้หญิงฝรั่งเศสผสมกลิ่นอายเสื้อผ้ากีฬาของคอลเล็กชัน Spring/Summer 2025 กระเป๋ารุ่นไอคอนิก และรุ่นใหม่อย่าง D-Journey
และชั้นบนสุดชั้น 1 ที่จะเป็นชั้นสินค้าจิวเวลรีและนาฬิกา และจะเป็นครั้งแรกที่ Dior นำคอลเล็กชัน Bois de Rose เข้ามายังประเทศไทย ต่อด้วยฝั่งชุดราตรียาวแบบสำเร็จรูปที่จะมีห้องลองอย่างกว้างขวางและเป็นส่วนตัว รวมไปถึงสินค้า Maison หรือของแต่งบ้านก็จะถูกรวมไว้อยู่บนชั้นนี้เช่นกัน
นอกจากนั้นฟาซาดด้านหน้าที่เชื่อมมาจากฝั่ง BTS ยังถูกตกแต่งด้วยวัสดุสีขาวลาย Dior Cannage โอบล้อมไปกับส่วนโค้งของอาคาร Helix ส่วนร้านเดิมในฝั่ง Emporium ก็ปิดทำการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

The post DIOR EMQUARTIER บูติก 3 ชั้นกับร้านที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
EM DISTRICT โดยศูนย์การค้า EMPORIUM, EMQUARTIER และ EMS […]
The post ส่งท้ายปีสุดยิ่งใหญ่กับงาน EM DISTRICT COUNTDOWN CELEBRATION 2025 appeared first on THE STANDARD.
]]>
EM DISTRICT โดยศูนย์การค้า EMPORIUM, EMQUARTIER และ EMSPHERE จัดงานเคานต์ดาวน์ส่งท้ายปีสุดยิ่งใหญ่ เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กแห่งการเฉลิมฉลองความสุขของกรุงเทพมหานคร ในงาน EM DISTRICT COUNTDOWN CELEBRATION 2025 ยกทัพศิลปินชื่อดังแถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมสร้างสีสันความสนุกแบบ Non-Stop พร้อมร่วมเคานต์ดาวน์เข้าสู่ปีใหม่ 2025
ชวนเหล่าศิลปินชั้นนำของเมืองไทยมาร่วมสร้างสีสันผ่านเสียงเพลง เติมเต็มความสุขและความสนุกให้กับทุกคน ตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงเคานต์ดาวน์ เริ่มตั้งแต่ PSYCHIC FEVER บอยแบนด์ชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น, STAMP, MILLI, BOWKYLION, No One Else, D GERRARD, INK WARUNTORN และ LIPTA
โดยมีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจมาร่วมนับถอยหลังสู่ปี 2025 นับเป็นอีกหนึ่งจุดเคานต์ดาวน์ที่ยิ่งใหญ่ตระการตาของกรุงเทพฯ

The post ส่งท้ายปีสุดยิ่งใหญ่กับงาน EM DISTRICT COUNTDOWN CELEBRATION 2025 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปีใหม่ทั้งที จะปาร์ตี้วันเดียวได้ไง? ปีนี้ EM DI […]
The post ‘EM DISTRICT WINTER WONDERLAND 2024 & COUNTDOWN CELEBRATION’ ฉลองคริสต์มาสและปีใหม่สุดยิ่งใหญ่ สนุกยาวไปถึงปีหน้า [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปีใหม่ทั้งที จะปาร์ตี้วันเดียวได้ไง?
ปีนี้ EM DISTRICT จัดเต็มให้คุณได้สนุกยาวไปถึงปีหน้ากับมหกรรม ‘EM DISTRICT WINTER WONDERLAND 2024 & COUNTDOWN CELEBRATION’ งานที่จะพาไปสัมผัสบรรยากาศคริสต์มาสและปีใหม่สุดอลังการ พร้อม 40 ร้านอาหารชื่อดังและกิจกรรมอีกมากมาย ในศูนย์การค้า EMPORIUM, EMQUARTIER และ EMSPHERE ตั้งแต่วันนี้ – 5 มกราคม 2568

เริ่มต้นด้วยการฟังเพลงรับลมหนาวกับงาน ‘Christmas Celebration’ มาพร้อมกับศิลปินชื่อดังอย่าง NONT TANONT, 4EVE, ATLAS, fellow fellow และ MOBYE พร้อมชมการแสดง Christmas Carol จากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย และคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู ระหว่างวันที่ 21-25 ธันวาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ที่ศูนย์การค้า EMQUARTIER

หลังจากนั้นเตรียมนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่กับงาน ‘Countdown Celebration’ พบกับวง LUSS, Tilly Birds, bamm และศิลปินอีกมากมาย ระหว่างวันที่ 28-31 ธันวาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ที่ศูนย์การค้า EMQUARTIER
ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด คืนวันที่ 31 ธันวาคม 2567 พบกับศิลปินชื่อดังอย่าง PSYCHIC FEVER บอยแบนด์จากประเทศญี่ปุ่น, STAMP, MILLI, BOWKYLION, No One Else, D GERRARD, INK WARUNTORN และ LIPTA พร้อมชมพลุสุดอลังการ ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ไปจนถึง 00.00 น.


หากชอบบรรยากาศสบายๆ ขอแนะนำ ‘Chivas The Blend’ ที่ EM WONDER ชั้น 5 ศูนย์การค้า EMSPHERE และ ‘The Wonders of Winter by HBD Event’ ที่ QUARTIER AVENUE ชั้น G ศูนย์การค้า EMQUARTIER

และสุดท้ายสัมผัสบรรยากาศ Christmas Market กับ ‘Gourmet Winter Wondersquare 2024’ เดินเล่นและชิมอาหาร 40 ร้านดัง ที่ชั้น G ศูนย์การค้า EMSPHERE ตั้งแต่วันนี้ – 5 มกราคม 2568


เพื่อความสะดวกในปีนี้ EM DISTRICT ยังขยายเวลาให้บริการศูนย์การค้าในช่วงนี้ ได้แก่
เรียกได้ว่าสนุกยาวไปถึงปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นสายชิล สายปาร์ตี้ สายกิน หรือสายช้อป ก็ไม่ควรพลาด ที่ศูนย์การ EMPORIUM, EMQUARTIER และ EMSPHERE
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Emporium Emquartier และ Emsphere at EM District หรือ LINE @EMDISTRICT
The post ‘EM DISTRICT WINTER WONDERLAND 2024 & COUNTDOWN CELEBRATION’ ฉลองคริสต์มาสและปีใหม่สุดยิ่งใหญ่ สนุกยาวไปถึงปีหน้า [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
เดือนกันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นเดือนแห่งปรากฏการณ์สำคัญสำ […]
The post กอบกู้จักรวาล Warhammer 40,000 ใน Space Marine VR ครั้งแรกที่ ZERO LATENCY appeared first on THE STANDARD.
]]>
เดือนกันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นเดือนแห่งปรากฏการณ์สำคัญสำหรับแฟนเกม Warhammer 40,000: Space Marine ด้วยการกลับมาของเวอร์ชันภาคต่อ หลังจากปล่อยให้แฟนๆ รอนานถึง 13 ปีเต็ม! แต่วันนี้ปรากฏการณ์ครั้งใหม่ก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ Space Marine มาปรากฏตัวในรูปแบบ VR ที่แรกและที่เดียว ณ ZERO LATENCY Thailand เกม VR (Virtual Reality) ไร้สายที่ให้คุณเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ เพื่อเพิ่มอรรถรสความมันในโลกเสมือนจริงไปอีกระดับ!

ZERO LATENCY เป็นสนามแข่งเกม VR สัญชาติออสเตรเลีย และยังถือเป็นเจ้าแรกของโลกที่ใช้ระบบไร้สาย สามารถรองรับผู้เล่นพร้อมกันได้ถึง 8 คน โดยสาขาที่ไทยจะตั้งอยู่ชั้น 4 ของ EMQUARTIER

ซึ่งการเปิดตัวเกมใหม่อย่าง Warhammer 40,000 Space Marine VR: Defenders of Avarax ในวันที่ 9 ตุลาคมนี้ ก็ถือเป็นการฉลองครบรอบ 1 ปีของ ZERO LATENCY Thailand ไปในตัวอีกด้วย
การเดินทางบทใหม่ในโลกเสมือนจริงของ Space Marine บอกเล่าเรื่องราวของเหล่าผู้พิทักษ์แห่งอวาแร็กซ์สุดแกร่งที่จะเดินทัพเข้าสู่มหานคร Fervastium เพื่อรับภารกิจกอบกู้จักรวาล ปราบศัตรูหลักตัวฉกาจอย่าง Tyranids เผ่าสัตว์ประหลาดเอเลี่ยนสุดสยอง
ดูโพสต์นี้บน Instagram
ก่อนที่จะเริ่มเกม Game Master ของ ZERO LATENCY จะให้ชมบรีฟภาพรวมของเกมผ่านวิดีโอ และสรุปกติกาวิธีเล่นให้เราฟังอีกครั้ง พร้อมสาธิตวิธีการใช้ Gun Controller

ส่วนหลักๆ ที่เราต้องโฟกัสคือการ Pump หรือชักปืน ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนอาวุธ, Trigger ไกปืนสำหรับการยิง, ปุ่มน้ำเงินสำหรับการยกเลิกระเบิด และปุ่ม Reload เติมกระสุน

ในส่วนของโหมดการเล่นจะมีอยู่สองแบบ คือ Standard และ Hardcore ซึ่งโหมด Standard จะเล่นง่าย เหมาะกับคนที่เป็นมือใหม่ ต่อให้ยิงจนกระสุนหมด ตัวปืนก็จะ Reload ให้โดยอัตโนมัติ

แต่หากใครที่อยากชาเลนจ์ก็ต้อง Hardcore เท่านั้น เพราะนอกจากคุณจะต้องคุมปืนแบบ Manual แล้ว คุณยังมีความเสี่ยงตายและทำทีมเสี่ยงตายได้ด้วย

ใช่แล้ว หากคุณปาระเบิดโดนกลุ่มเพื่อนก็คือตายกันยกทีม แถมยังโดนหักอีก 1,000 คะแนน แต่ถ้าเพื่อนในโหมดเดียวกันยิงกันเองก็ไม่เป็นไร หากเล่นไปแล้วรู้สึกว่ายากเกินไปก็สามารถยกมือให้ Game Master ช่วยเปลี่ยนโหมดกลับได้
ใครที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้จารึกชื่อลงสกอร์บอร์ด ซึ่ง Bonus Point ที่เราขยันทำได้คือการเน้นยิงที่ศัตรูชนิดพิเศษ (Special Targets) และยิงหัว (Headshots) ระหว่างเกมเรายังสำรวจคะแนนของตัวเองได้เช่นกัน โดยการชูปืนขึ้นตั้งฉากกับพื้น

แค่เดินลงสนามก็สัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นแล้ว หลังจากแบ่งทีมฟ้าและทีมส้ม Game Master ก็จะมาช่วยติดตั้งอุปกรณ์ VR Headset ตัวแว่นเราสามารถปรับระดับความชัดให้รองรับกับสายตาได้

หลังจากเทสต์แว่น เทสต์ไมค์กันพร้อม ก็คว้าปืนมุ่งหน้าเข้าสู่โลกของ Warhammer ในบทบาทของ Space Marine เข้าไปแล้วก็ต้องบอกว่าเหมือนหลุดไปอีกโลกจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องไม่ลืมว่าเรายังอยู่ในโลกความเป็นจริง

หากมีแผงกั้นสีแดงขึ้นในจอพร้อมเสียงเตือนดังเมื่อไร แปลว่าคุณกำลังจะเดินชนผู้เล่นคนอื่นหรือกำแพง ให้ถอยห่างเพื่อความปลอดภัย

ตลอดเกมเราสามารถสนทนากับเพื่อนร่วมทีม รวมถึง Game Master ได้ด้วยเช่นกัน Game Master จะคอยไกด์ให้ว่าต้องทำอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นมือใหม่สบายใจได้

ในช่วงแรก เกมจะมีพื้นที่เรืองแสง (Waypoints) เป็นเข็มทิศนำทางไปยังจุดหมายต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเดินเข้าลิฟต์หรือขึ้น-ลงทางลาด

ความน่าอัศจรรย์คือขณะที่ลิฟต์เคลื่อน เราจะแอบสัมผัสได้ว่าเรากำลังเคลื่อนที่ไปตามสิ่งที่เห็นจริงๆ
สักพักเราจะถูกแยกให้ไปตามสีของทีมที่เราเลือก แต่ถึงแม้จะถูกแยก เราก็ยังเป็นทีมเดียวกันที่มีเป้าหมายล้มศัตรูเดียวกันอยู่ดี

และแล้วความบันเทิงก็เกิดขึ้น เมื่อเหล่าสัตว์ประหลาดทั้ง Tyranids และ Gargoyles ซึ่งเป็น Tyranids สายพันธุ์มีปีกโผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัว ช่วงแรกๆ จะรู้สึกว่าฆ่าง่าย แต่พอถึงจุดที่มันกรูเข้ามาทั่วสารทิศ เกมก็จะมีจังหวะดึงภาพช้าให้เรายิงได้แม่นยำขึ้น

อีกความท้าทายคือการเลือกใช้อาวุธให้เหมาะสมด้วยความไวแสง เพราะถ้าเหล่าสัตว์ประหลาดมากันยกฝูง การจะยิงทีละกระสุนคงไม่ทันการณ์ การใช้ระเบิดหรือปืนไฟจึงค่อนข้างเหมาะกว่า ซึ่งระหว่างทางหากมีวงแสงพร้อมอาวุธลอยอยู่ เราก็สามารถเดินเข้าไปเก็บอาวุธได้ แต่การจะใช้ได้นั้น เราต้องยิงกระสุนของปืนเดิมให้หมดก่อน

เมื่อฆ่าศัตรูจนครบ เกมก็จะพาเราไปยังจุดหมายต่อไปเพื่อรับมือกับศัตรูที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ อีกเช่นกัน ทีมที่แยกกันไปก็จะมีจุดที่เวียนกลับมาเสริมทัพผนึกกำลังกันอีกครั้ง

สังเกตได้ว่าถ้าหน้าจอของเรามีรอยเลือด นั่นแปลว่าเรากำลังโดนเหล่าศัตรูทำร้าย และถ้าโดนบ่อยๆ เราก็จะตาย คำถามคือ ตายแล้วกลับมาเล่นต่อได้หรือไม่? คำตอบคือ ‘ได้’ แต่เราจะเข้าสู่โหมดไว้อาลัยตัวเองพร้อมภาพขาว-ดำ และจะควบคุมอะไรไม่ได้ราว 10 วินาที จากนั้นจะกลับเข้าสู่เกมได้ตามปกติ
แนะนำว่าระหว่างที่กลายเป็นวิญญาณล่องหนให้รีบปลีกตัวออกมาจากเหล่าศัตรูที่กำลังขย้ำเราเพื่อตั้งหลักอีกที

อีกหนึ่งซีนที่ต้องเอ่ยถึงคือซีนภาพลวงตา พื้นที่ที่เรายืนอยู่จะค่อยๆ หายไป เราจะต้องรีบกระโดดไปอยู่อีกที่ก่อนจะตกไปในห้วงอวกาศ ซึ่งโมเมนต์นั้นมันก็เสมือนจริงจริงๆ แหละ

ในช่วงสุดท้ายจะเป็นการสู้กับบอสใหญ่ ซึ่งต้องระดมกำลังทีมเต็มเหนี่ยวและคอยหลบมันฟาดงวงฟาดงา รวมถึงเขตพื้นที่อันตรายที่มันปล่อยลำแสงมาอีกต่างหาก ถือเป็นการสู้รบตบตีที่เหนื่อยเอาเรื่อง แต่สุดท้ายเหล่า Space Marines ก็เอาชนะศัตรูไปได้

30 นาทีเหมือนอยู่เป็นชั่วโมง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการเล่นเกม VR จะเหงื่อชุ่ม เบิร์นกันถ้วนหน้า ใช้สมาร์ทวอทช์ลองแทร็กแคลอรีเบิร์นขำๆ ก็ได้ขั้นต่ำที่ 150 แคลอรี เป็นประสบการณ์เล่นเกม VR ที่สนุกเหนือคำบรรยาย ครบรสทั้งภาพ แสงสี และความตื่นเต้นเร้าใจตลอดเกม
ในอนาคตถ้าเกมสามารถพัฒนาให้เพิ่มระบบสั่นสะเทือนในอาวุธ หรือให้ผู้เล่นสวมใส่ชุดเกราะที่มีแรงกระแทกในทุกครั้งที่ศัตรูโจมตีได้จะสะพรึงมาก

หลังจบเกมก็มายืนชมผลงานของตัวเองกันได้ที่หน้าจอ ซึ่งจะบอกละเอียดว่าเราทำคะแนนในจุดไหนเท่าไรบ้าง

สายเกมไม่ว่าจะมือใหม่ มือเก๋า อายุเท่าไรไม่สำคัญ ขอแค่คุณถือปืนไหวก็อยากให้มาลองความเจ๋งของ ZERO LATENCY Thailand กันดูสักครั้ง โดยเฉพาะกับเกมใหม่อย่าง Space Marine VR ที่แม้ว่ากติกาอาจฟังดูซับซ้อนเล็กน้อยในช่วงแรก แต่พอมาเล่นจริงเชื่อเถอะว่าทุกคนเอ็นจอย สนุกเกินเรื่อง
ความเจ๋งยังไม่จบ ที่นี่ยังมีคลิปไฮไลต์ขณะที่เรากำลังเล่นเกมสลับกับภาพจริงในเกมตัดต่อให้เสร็จสรรพ ส่งเข้าอีเมลที่เราลงทะเบียนไว้ครบทั้งแนวตั้ง แนวนอน พร้อมลงโซเชียลทันที

แนะนำว่าถ้ามาแล้วอีกเกมที่ไม่ควรพลาดคือ Outbreak เกมซอมบี้ยอดฮิตที่จะเรียกเสียงกรี๊ดได้ตั้งแต่ต้นจนจบ

ส่วนใครที่กังวลว่าจะเจอสภาพเหงื่อของคนอื่นจากอุปกรณ์ที่เล่นก็หมดกังวลได้ เพราะ Game Master จะทำความสะอาดฆ่าเชื้อทุกชิ้นก่อนเริ่มเกมใหม่เสมอ
Open: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 11.00-20.00 น., วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-20.00 น.
Address: ชั้น 4 EMQUARTIER, อาคาร The Glass Quartier
Tel: 06 5526 2420
Website: https://zerolatency.co.th
Facebook: https://www.facebook.com/ZeroLatencyTh
Instagram: https://www.instagram.com/zerolatencythailand/
Budget: 790 บาทต่อเกม 30 นาที และ 490 บาทต่อเกม 15 นาที
Map: https://maps.app.goo.gl/fXMevoB9DhVxytUs5
The post กอบกู้จักรวาล Warhammer 40,000 ใน Space Marine VR ครั้งแรกที่ ZERO LATENCY appeared first on THE STANDARD.
]]>
Balenciaga เผยโฉม Main Floor ของสโตร์แห่งใหม่ ณ EMQUART […]
The post BALENCIAGA EMQUARTIER ร้านใหม่สไตล์ Raw Architecture ในขนาด 375 ตารางเมตร appeared first on THE STANDARD.
]]>
Balenciaga เผยโฉม Main Floor ของสโตร์แห่งใหม่ ณ EMQUARTIER โดยภายในพื้นที่ทั้งหมดจะนำเสนอคอลเล็กชันเสื้อผ้า Ready-to-Wear, รองเท้า, กระเป๋า, แอ็กเซสซอรี แว่นตา และเครื่องประดับ แบบครบครัน
โดยร้าน Balenciaga นี้มีพื้นที่ 375 ตารางเมตร ภายใต้สโตร์ดีไซน์จากแนวคิด Raw Architecture ที่มีชั้นวางโลหะดิบเก่าๆ, เบาะที่จงใจทำให้ชำรุด, เพดานเปลือย และกระเบื้องที่มีลักษณะคล้ายทางเท้า ชวนให้นึกถึงพื้นที่จำกัดหรือพื้นที่กลางแจ้ง โดยมีคราบและรอยเปื้อนเพิ่มเพื่ออ้างอิงถึงกาลเวลาที่ผ่านไปโดยไม่ได้ตั้งใจ, เสาคอนกรีตดิบที่ไม่ผ่านการขัดเงา ซึ่งขยายตัวและล้อมรอบด้วยแสงจากแผงไฟ LED
นอกจากนี้ Balenciaga ยังมีห้องรับรองแบบส่วนตัวสำหรับลูกค้าคนสำคัญ เป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ประดับตกแต่งด้วยฉากกั้นและชั้นวาง โซฟาแสนสบาย จัดแสงแบบเน้นจุด และกระจกที่มีกรอบแสง พร้อมด้วยพื้นที่ปูพรมสีเทา

ภาพ: Balenciaga
The post BALENCIAGA EMQUARTIER ร้านใหม่สไตล์ Raw Architecture ในขนาด 375 ตารางเมตร appeared first on THE STANDARD.
]]>
พอรู้ว่า Roast ร้านอาหาร All Day Dining ที่หลายคนรักอัป […]
The post Roast ปล่อยเมนูใหม่สไตล์คอมฟอร์ต สั่งมาเอ็นจอยได้ทั้งเช้า-ค่ำ appeared first on THE STANDARD.
]]>
พอรู้ว่า Roast ร้านอาหาร All Day Dining ที่หลายคนรักอัปเดตไลน์อัพเมนูใหม่ พวกเราก็ไม่ลังเลที่จะไปลอง แน่นอนว่ารังสรรค์โดยเชฟ Johnny Liu และทีมเชฟของ Roast โดยรอบนี้พวกเขาอยากนำเสนออะไรใหม่ๆ บวกกับตั้งใจครีเอตให้ทันสมัยขึ้นด้วย แต่ยังคงความหลากหลายอยู่เช่นเดิม
เมนูอาหารเป็นสไตล์คอมฟอร์ต คือสั่งมากินด้วยกันได้บนโต๊ะเดียว เหมาะกับการแชริ่ง หรือกินมื้อเดียวแบบอิ่มๆ เมนูที่เราได้ชิม ได้แก่ French Onion Grilled Cheese (380 บาท) ขนมปังซาวโดวจ์ฉ่ำๆ กริลล์จนผิวกรอบ ตรงกลางเป็นไส้ชีสหอมๆ มาพร้อมซุปมะเขือเทศ ใครจะตักราดหรือหยิบขนมปังจุ่มซุปแล้วกินก็ได้ บอกเลยว่าเมนูนี้ดี ติดใจสุดๆ แถมยังเป็นวีแกนด้วย

เมนูต่อมา Rotolo (380 บาท) จานนี้เหมาะกับสาย Cheese Lover เป็นพาสต้าม้วนที่ยิ่งกินร้อนๆ จะยิ่งฟิน เพราะรสชาติชีสผสมกับซอสมะเขือเทศแล้วละมุนเข้ากัน ส่วนไส้มีทั้งเห็ด ผักโขม และชีสริคอตตา
แล้วตัดรสด้วยจานเบาๆ อย่างสลัด Kale Salad (280 บาท) ที่มีความสดชื่นจากบัลซามิก จานนี้โรยเบคอนกรอบและชีสนมแพะ จะได้กินแล้วเอ็นจอยกันทุกคน

Fried Chicken (580 บาท) น่าจะเป็นไฮไลต์ของเมนูใหม่รอบนี้เลย เป็นไก่ชิ้นโตๆ ชุบแป้งทอดกรอบ เสิร์ฟมาให้ครึ่งตัวพร้อมเครื่องเคียงอย่างสลัดข้าวโพดและสลัดมันฝรั่ง เราอยากให้ลองชิมไก่อย่างเดียวก่อน เพราะตัวแป้งที่ร้านใช้ก็มีรสชาติ แล้วค่อยจิ้มดิป 2 รสชาติที่ให้มาพร้อมกัน

จานหลักมีให้เลือกหลายอย่าง เราชอบ Steak Frites (1,250 บาท) เนื้อพริกไทยดำสไตล์ฝรั่งเศสที่ย่างจนหอมเนย กินพร้อมกับซอสเกรวีและเฟรนช์ฟรายส์กรอบๆ
หรือตัวเลือกอื่นที่มีความเฮลตี้เพิ่มขึ้นมาทีละนิด Roasted Cauliflower & Grilled Chicken (380 บาท) อกไก่หมักสมุนไพรกับดอกกะหล่ำ ถั่วลูกไก่ ทับทิม ควินัว และซอสโยเกิร์ต หรือ Salmon Buddha Bowl (580 บาท) แซลมอนย่างกินคู่กับสลัดผักสีสันชวนหิว

ส่วนของหวาน ร้านแนะนำ 2 เมนู คือ Guilty Chocolate Cake (240 บาท) เค้กช็อกโกแลตเข้มข้นที่มีอัลมอนด์เคลือบช็อกโกแลตเคลือบด้านนอก และ Millefeuille (220 บาท) มิลย์เฟยไส้ครีมวานิลลาสำหรับคนอยากได้อะไรละมุนๆ เบาๆ
Address: theCOMMONS ทองหล่อ, centralwOrld, EmQuartier
Open: ทุกวัน เวลา 09.00-22.00 น.
Contact: Roast
Budget: 500-1,000 บาท
Map:
The post Roast ปล่อยเมนูใหม่สไตล์คอมฟอร์ต สั่งมาเอ็นจอยได้ทั้งเช้า-ค่ำ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Golden Goose เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ลักชัวรีชื่อดังระดับโลกท […]
The post สัมภาษณ์ Mauro Maggioni ซีอีโอโซนเอเชียของ Golden Goose เกี่ยวกับการมาเปิดร้านและคาเฟ่ที่ประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
Golden Goose เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ลักชัวรีชื่อดังระดับโลกที่เลือกมาเปิดสาขาแรกในประเทศไทยในปี 2024 แต่การมาบ้านเราของGolden Goose ที่โด่งดังสุดๆ กับสนีกเกอร์แบบ Distressed ลายดาว ก็ถือว่าไม่ธรรดาและก้าวไปอีกขั้น เพราะทางแบรนด์ที่เปิดตัวเมื่อปี 2000 ตัดสินใจมาเปิดคาเฟ่แห่งแรกของตัวเองด้วย ณ ห้าง EMQUARTIER ในชื่อ Younique Café ซึ่งทำให้เห็นถึงอีกมิติของGolden Goose ที่อยากขยายกรอบความเป็นไปได้ของตัวเอง และมีบริบทของความเป็นไลฟ์สไตล์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ล่าสุด THE STANDARD POP มีโอกาสพูดคุยกับ Mauro Maggioni ซีอีโอโซนเอเชียของGolden Goose ถึงการมาเปิดธุรกิจที่ประเทศไทย ตัวตนของแบรนด์ และสิ่งที่เราต้องจับตามองในอนาคต

Mauro Maggioni: ในฐานะที่เป็นแบรนด์ระดับโลก กรุงเทพมหานครเป็นทำเลที่เหมาะแก่การเปิดสาขาใหม่ของเราเป็นอย่างมาก ถือเป็นเมืองที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเปิดร้านค้าแห่งใหม่ เนื่องจากเรามุ่งเน้นกลยุทธ์การขยายตลาดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพมหาศาลสำหรับการเติบโตของแบรนด์เรา แน่นอนว่ามาจากศักยภาพอันยอดเยี่ยมของตลาด เพราะว่าลูกค้าชาวเอเชีย-แปซิฟิกมีจำนวนมากที่เป็นนักท่องเที่ยวที่เคยซื้อสินค้าของเราตามร้านค้าในยุโรปและสหรัฐอเมริกา
Mauro Maggioni: ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่หลากหลายและมีชีวิตชีวา ผสานกับรสนิยมแฟชั่นที่มีมาเนิ่นนาน สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยเป็นตลาดที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับGolden Goose เราคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคชาวไทย เนื่องจากพวกเขาคุ้นเคยกับแบรนด์ของเราอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีรสนิยมแฟชั่นที่สอดคล้องกับแบรนด์เราอีกด้วย
ขณะที่เรายังคงขยายสาขาไปทั่วเอเชีย การสร้างความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับชุมชนท้องถิ่นและการรับฟังเสียงตอบรับจากพวกเขา นับเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของเรา การได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากร้านค้าสาขาแรกในกรุงเทพฯ ยิ่งตอกย้ำความมั่นใจในศักยภาพของตลาดแห่งนี้ เราตื่นเต้นที่จะมีโอกาสทำให้การมีอยู่ของเราโดดเด่นมากกว่าที่เคย บนพื้นที่ที่มีชีวิตชีวาและมีมิติแห่งนี้

Mauro Maggioni: Younique Cafè คือคอนเซปต์ที่แหวกแนว ผสมผสานนวัตกรรมด้านอาหารและเครื่องดื่มเข้ากับรากฐานความเป็นอิตาเลียนอันยาวนานของแบรนด์ Golden Goose การเปิดตัว Younique Cafè ที่กรุงเทพฯ ถือเป็นการขับเคลื่อนที่ใช่ร่วมกับวัฒนธรรมกาแฟที่เฟื่องฟูในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กระแสความนิยมนี้ควบคู่ไปกับความชื่นชอบในคุณภาพและนวัตกรรม สร้างโอกาสอันยอดเยี่ยมสำหรับการเปิดประสบการณ์กาแฟระดับพรีเมียมที่นี่
แผนการขยายสาขา Younique Cafè ของเราไม่ได้หยุดอยู่แค่กรุงเทพฯ เท่านั้น เรายังมีแผนเปิดอีก 2 สาขาในจีน คือ หนานจิงและเซี่ยเหมิน รวมถึงจุดหมายปลายทางระดับโลกอื่นๆ เช่น กรุงโซล ดัลลัส และนครนิวยอร์ก เป้าหมายของเราคือการสร้างนิยามใหม่ให้กับวัฒนธรรมกาแฟ ด้วยแนวทางการปรับแต่งอาหารและเครื่องดื่มแบบเฉพาะตัวอันเป็นนวัตกรรมของเรา
Mauro Maggioni: ในขณะที่แบรนด์สุดหรูนั้นจดจ่อไปที่การสร้างสรรค์ตามความต้องการของตลาด แต่Golden Goose ก็ยังคงเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าหลงรักเสมอ วัฒนธรรมของแบรนด์คือสิ่งที่ทำให้แบรนด์กลายเป็นตำนานและเป็นที่รู้จักอย่างแท้จริง รวมทั้งเป็นที่น่าจดจำ ซึ่งสิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาตามกาลเวลาและผ่านความสัมพันธ์ของผู้คน
ลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมGolden Goose ก็เพราะเขารักผลิตภัณฑ์ของเรา และชอบในเรื่องราวที่ถักทอไปกับผลิตภัณฑ์เหล่านั้น โดยร้านค้าของเราคือหัวใจสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมของแบรนด์ เป็นพื้นที่ที่เฉลิมฉลองการสร้างสรรค์ร่วมกันทั้งแบรนด์และลูกค้า เราเชื่อมโยงกับลูกค้าโดยให้พวกเขาสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ่านช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญของเรา หรือที่เรียกว่า ‘Dream Makers’ ลูกค้าสามารถออกแบบร่วมผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นได้ ทำให้ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นไม่เหมือนใครและเป็นชิ้นเดียวในโลก
นี่คือความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ของเรา การสร้างประสบการณ์ในการปรับแต่งผลิตภัณฑ์อันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยเป้าหมายที่จะถ่ายทอดเรื่องราวส่วนตัวของแต่ละคนลงไปในผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาจะหวงแหนไปตลอดกาล เพราะนั่นคือตัวตนของเรา นั่นคือสิ่งที่Golden Goose ยึดมั่น เราคือผืนผ้าที่ปะติดปะต่อของเรื่องราว ความทรงจำ และประสบการณ์ ที่จะจดจำไปตลอดกับทุกคน

Mauro Maggioni: ความชำนาญในการทำงานฝีมือเป็นหัวใจหลักของGolden Goose ตลอดระยะเวลา 20 ปี เรามุ่งมั่นผลิตงานฝีมืออันประณีตและความพิถีพิถัน รวมทั้งสนับสนุนช่างฝีมือที่มากด้วยทักษะเบื้องหลังที่มีผลงานอันวิจิตรเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นช่างฝีมือ ช่างตัดเสื้อ ศิลปินท้องถิ่นฝีมือเยี่ยม และอีกมากมาย รากฐานของแบรนด์เราเกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ที่รังสรรค์ด้วยมือ โดยช่างฝีมือท้องถิ่นผู้เชี่ยวชาญ เราจึงได้ผลงานที่มีคุณค่าและเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
ระยะเวลาและความใส่ใจในการผลิตชิ้นงานผ้าใบ 1 คู่ของGolden Goose ใช้เวลามากกว่า 4 ชั่วโมง แสดงให้เห็นว่าแบรนด์เรานั้นคอยใส่ใจทุกรายละเอียด คุณภาพ และแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ที่ใช้เวลาแค่เสี้ยวหนึ่งในการผลิตรองเท้าออกมา
โดยเราท้าทายความชำนาญในการทำงานฝีมือและความคิดสร้างสรรค์เสมอ หลอมรวมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันด้วยความรักผ่านสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดนั่นคือ การรังสรรค์ชิ้นงานอันเป็นเอกลักษณ์ เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ และคงทนถาวร การทำงานร่วมกันระหว่างช่างทำรองเท้าของ Golden Gooseและลูกค้า เป็นองค์ประกอบสำคัญต่อภารกิจนี้
Mauro Maggioni: Golden Gooseมีวิธีการคอลลาบอเรชันที่แตกต่างกันออกไปอยู่แล้ว สำหรับเรานั้น เราเลือกทำให้เป็นช่องทางที่ได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ออกมา ช่วยผลักดันวัฒนธรรม ศิลปะ และมอบคุณค่าร่วมกัน ซึ่งในช่วงที่เริ่มก่อตั้งแบรนด์ Golden Goose เรามีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับวงการศิลปะอยู่แล้ว โดยเราร่วมมือกับศิลปินระดับโลกและสถาบันอันทรงเกียรติอย่าง Biennale ที่เมืองเวนิส ด้วยสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับแวดวงศิลปะ เราจึงสร้าง Haus ขึ้นมา ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับขยายความพิเศษด้านนี้ของแบรนด์เรา Haus ไม่ใช่แค่พื้นที่ทางกายภาพ แต่มันเป็นแพลตฟอร์มทางวัฒนธรรมที่ทรงพลัง บ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ และเป็นเสมือนบ้านหลังใหญ่สำหรับชุมชนนักฝันทั่วโลกของเรา Haus เชื่อมโยงเหล่าผู้สร้างสรรค์จากหลากหลายที่ สร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดผลร่วมกัน
Mauro Maggioni: เราตื่นเต้นกับการเข้ามาทำตลาดในไทย ทั้งยังได้รับผลตอบรับที่ดีอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะตอนที่เราเปิดตัว Younique Café ในประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับGolden Goose ด้วยกลุ่มลูกค้าที่ติดตามแฟชั่นและชื่นชอบวัฒนธรรม ซึ่งคุ้นเคยกับแบรนด์ของเรามาอยู่แล้ว โดยเรายังคงมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่น มุ่งหวังที่จะเป็นแบรนด์ที่ได้รับเลือกในประเทศไทย และได้รับการยอมรับในด้านความชำนาญและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยในภายภาคหน้าพวกเราตื่นเต้นที่จะได้ลุยไปกับการทำงานและการขยายฐานในประเทศไทย กลยุทธ์การตลาดที่สร้างสรรค์ ซึ่งปรับให้เข้ากับความชอบในท้องถิ่นและการสืบสานสัมพันธ์กับลูกค้าชาวไทยของเรา

The post สัมภาษณ์ Mauro Maggioni ซีอีโอโซนเอเชียของ Golden Goose เกี่ยวกับการมาเปิดร้านและคาเฟ่ที่ประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
Golden Goose เฉลิมฉลองการเปิดสโตร์แห่งแรกอย่างเป็นทางกา […]
The post GOLDEN GOOSE BANGKOK OPENING งานเปิดตัวสโตร์ใหม่และ Younique Caffè appeared first on THE STANDARD.
]]>
Golden Goose เฉลิมฉลองการเปิดสโตร์แห่งแรกอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ โดยครอบคลุมสินค้ามากมาย ทั้งสนีกเกอร์, เสื้อผ้า Ready-to-Wear, เครื่องประดับ และกระเป๋า กว่า 200 ตารางเมตรของสโตร์เน้นไปยังพื้นที่สำหรับ Co-Creation ซึ่งเป็นบริการตกแต่งรายละเอียดเฉพาะบุคคลด้วยฝีมือของเหล่า Dream Makers ที่ช่วยให้ลูกค้าได้ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบสุดยูนีกที่ไม่เหมือนใคร โดยภายในงานได้เหล่าคนดังมาร่วมฉลองด้วย อาทิ ออฟ จุมพล (@tumcial), ฟรีน สโรชา (@srchafreen), มินนี่ ภัณฑิรา (@mintira.q), จูเนียร์ ณัฐศิษฏ์ (@jr.joonior) รวมถึง มิวอ้อน (@muonsan) และ เออร์วิน (@erwin_pennors) จากวง ATLAS พร้อมทั้งเหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดังจากหลายแขนงก็ได้มาร่วมงานนี้ด้วย
อีกหนึ่งความพิเศษคือการเปิดตัว Younique Caffè แห่งแรกของโลก เป็นการยกระดับการ Co-Creation แบบใหม่ ผ่านการนำเสนอเมนูจากอิตาลีดั้งเดิม อาทิ Tiramisù, Affogato และ Triple Shot Espresso ที่ลูกค้าสามารถ Co-Create แต่งเติมเมนูขนมหวานของตนเองได้ นอกจากนี้ลูกค้าที่สั่งเครื่องดื่มแบบ Takeaway สามารถ Co-Create โดยการเลือกไอคอนตามอารมณ์ปัจจุบันของตัวเองบน iPad จากนั้นเครื่องจะพิมพ์ข้อความแบบสุ่มลงบนปลอกสวมถ้วยกาแฟ Golden ซึ่งในอนาคต Golden Goose มีแผนที่จะขยายสาขา Younique Caffè ไปยังหนานจิง, เซี่ยเหมิน, โซล, ดัลลัส และนิวยอร์ก

The post GOLDEN GOOSE BANGKOK OPENING งานเปิดตัวสโตร์ใหม่และ Younique Caffè appeared first on THE STANDARD.
]]>
12 ประติมากรรมมังกรที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน ในช่วง […]
The post ลืมภาพมังกรแบบเดิมๆ ไปก่อน! แล้วมาดู 12 ประติมากรรมมังกร โดย 12 ศิลปินร่วมสมัย ที่ EM DISTRICT appeared first on THE STANDARD.
]]>
12 ประติมากรรมมังกรที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน
ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ พื้นที่ EM DISTRICT ได้มีการจัดกิจกรรม EM DISTRICT LUCK IS CALLING….CHINESE NEW YEAR 2024 เพื่อฉลองตรุษจีนปีมังกรอย่างยิ่งใหญ่ ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย ทั้งกิน ทั้งช้อป แต่หนึ่งไฮไลต์ที่หลายคนพูดถึงกันคือการโชว์ประติมากรรมมังกร 12 ชิ้น กระจายตัวอยู่ทั่วพื้นที่ EM DISTRICT และแต่ละตัวจะเป็นการตีความ THE EMPIRE OF DRAGONS ผ่านมุมมองของศิลปินร่วมสมัยชื่อดังทั้ง 12 ท่าน ผลงานแต่ละชิ้นจะเป็นมังกรที่มีสีสันแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ผลงานทั้ง 12 ชิ้นจะกระจายตัวอยู่ที่บริเวณ EmQuartier, Emporium, สวนเบญจสิริ และ EMSPHERE ใครไปแถวนั้นต้องตามถ่ายรูปให้ครบ! และประติมากรรมทั้ง 12 ชิ้นจะจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ – 16 เมษายน 2567
โดย แพน ฐกฤต
ตั้งอยู่ที่ EmQuartier

Concept: YEAR OF THE GREEN DRAGON
ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพเขียนและประติมากรรมของจีนที่เห็นได้ตามศาลเจ้าและภาพบันทึกต่างๆ ที่เป็นมังกรกับลูกแก้ว และด้วยปี 2024 เป็นปีมังกร ทางศิลปินเลยอยากเอามาผสมกับโทนสีที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาคือดำและแดง และปีนี้สีมงคลคือเขียวมรกต เขาจึงเอาคู่สีนี้มาเล่น ให้งานเป็นมังกรสีเขียวกำลังถือลูกแก้วสีทอง เพื่อให้ได้ทั้งความสวยงามและความสิริมงคลทางความเชื่อไปพร้อมๆ กัน
โดย พิ้งค์ เหมือนฝัน
ตั้งอยู่ที่ EmQuartier (Drop off 35)

Concept: BADMEAW & FEI ZHEN
แมวปีศาจจอมกวนแปลงร่างเป็นมังกร พร้อมสมุนเจ้ามังกรน้อยชื่อ เฟยเจิน มาร่วมแจกโชคลาภและความมั่งคั่งแด่ทุกท่านที่แวะเวียนผ่านมา
โดย ริน ศิรินญา
ตั้งอยู่ที่ EmQuartier

Concept: THE DRAGON OF LOVE (LONGLAI)
ความรักเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทางทีม Poriin จึงอยากสร้างมังกรแห่งความรักขึ้นมา เพื่อส่งพลังให้แก่ทุกคน ให้ทุกคนได้พบเจอความรักที่ดี มังกรแห่งความรักมีเกล็ดเป็นกลีบดอกไม้ สุดปลายหางเป็นดอกกุหลาบ มีกลีบดอกไม้บานออกมารอบๆ คอ
โดย Mackcha
ตั้งอยู่ที่ Emporium

Concept: SEA DRAGON
มังกรถือเป็นสัตว์ที่เป็นตัวแทนแห่งจินตนาการ สื่อถึงความหวัง ความเป็นไปได้ที่หลากหลาย จึงนำเสนอมังกรในรูปแบบใหม่เพื่อให้ไม่จำเจ สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับผู้ที่พบเห็น และต้องการให้มังกรเข้าถึงทุกเพศทุกวัยได้มากขึ้น โดยเลือกเชื่อมโยงกับสัตว์ในชีวิตจริงอย่าง วาฬ สัตว์ที่ทุกคนรัก เพื่อให้ผู้คนรู้สึกเชื่อมต่อกับมังกรได้มากขึ้น จนกลายมาเป็น Sea Dragon มังกรแห่งท้องทะเล สื่อถึงการเดินทางไปข้างหน้า เตรียมพบเจอกับสิ่งใหม่อย่างมีความหวัง
โดย เจวอน สรายุทธ
ตั้งอยู่ที่ Emporium

Concept: DYLIE THE DRAGON
ผลงานครั้งนี้เจนำเสนอผ่าน DYLIE ที่กำลังคลาน อยากให้คนผ่านไปผ่านมาเห็นความน่ารักของ DYLIE หวังให้เป็นมุมเล็กๆ ให้คนได้ยิ้มตาม สีสันก็เลยไปทางสดใส
โดย บอม เชิดศักดิ์
ตั้งอยู่ที่ Benchasiri Park

Concept: FINGIES DRAGON
ออกแบบให้ FINGIES กลายเป็นเด็กเชิดมังกร เป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่จีน นำโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์มาให้ตลอดทั้งปี
โดย นนท์ อภิทรัพย์
ตั้งอยู่ที่ Benchasiri Park

Concept: ZING ZING THE SKY DRAGON
ผลงานครั้งนี้หยิบเอาความน่ารักของ ซิง ซิง มาผสมกับมังกรตามคติจีน โดยปรับสัดส่วนให้มีความเป็นการ์ตูนมากขึ้น เพื่อให้มีความน่ารัก เข้าถึงง่าย ใช้สีโทนแดง-เหลือง-ทอง ให้เข้ากับเทศกาลตรุษจีน และแอบแทรกซิง ซิง เกาะกับลูกแก้วประทานพรจากสวรรค์ (สีดำในความเชื่อเต๋าถือว่าเป็นตัวแทนของท้องฟ้า เนื่องจากเต๋ามองฟ้าเป็นสีดำเพราะมองถึงอวกาศ)
โดย ต้น เกษมวิทย์
ตั้งอยู่ที่ EMSPHERE (EM YARD)

Concept: POORBOY RIDE THE DRAGON
เพราะปีนี้เป็นปีมังกร ศิลปินเลยอยากนำคาแรกเตอร์ POORBOY ที่มีแอ็กชันที่หลายๆ คนคุ้นตาคือ POORBOY ไถสเกตบอร์ด จึงได้ออกแบบสเกตบอร์ดใหม่ให้เป็นสเกตบอร์ดมังกรในรูปแบบที่สนุกสนาน เข้าถึงง่าย และสื่อความหมายถึงการขี่มังกรฝ่าอุปสรรคต่างๆ แม้ทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็จะผ่านไปด้วยดี
โดย เบนซ์ ปริญญา
ตั้งอยู่ที่ EMSPHERE

Concept: LOOOK WITH A LUCKY DRAGON
เนื่องจากปีนี้เป็นปีมังกร Loook ผู้เดินทางทั่วจักรวาลได้เจอมังกรแห่งความโชคดีระหว่างการเดินทาง จึงนำมาพันรอบตัวเพื่อนำความโชคดีมาสู่ทุกคนในพื้นที่แห่งนี้
โดย โตส ปัญญวัฒน์
ตั้งอยู่ที่ EMSPHERE

Concept: ENIMOUS RIDING A DRAGOON
นำมังกรในความเชื่อของเอเชียและยุโรปมาผนวกกันให้เกิดเป็นมังกรรูปแบบใหม่ที่มีความร่วมสมัย โดยใช้สีและดอกไม้ประจำชาติของจีนที่สื่อถึงความโชคดี มาผสมผสานกับสัญลักษณ์หัวใจ เป็นมังกรที่ต้องการให้ความรักและความโชคดีกับทุกคนตลอดเทศกาลตรุษจีนปีนี้
โดย พิเชฐ รุจิวรารัตน์
ตั้งอยู่ที่ EMSPHERE

Concept: DRAGON SHADOW CREATION
ไอเดียมาจากการเล่นมือให้เกิดเป็นเงารูปสัตว์ต่างๆ เลยนำเอามือมาจินตนาการเป็นมังกร สื่อถึงความสนุกสนาน การยื่นมือรับทรัพย์ และสีสันสดใสในปีนี้ที่จะเจอแต่เรื่องที่ดีๆ สดใส สนุกสนาน
โดย เคน กฤษฏิ์พัณณ์
ตั้งอยู่ที่ EMSPHERE

Concept: TAI CHI SQUAT
เนื่องจากปีนี้เป็นปีมังกร จึงตั้งใจออกแบบท่าทางของตัวละครให้เชื่อมโยงกับศิลปะการเคลื่อนไหวอันอ่อนช้อยของจีน ซึ่งก็คือไทชิ (ไท้เก๊ก) ตัวละครทำท่า TAI CHI SQUAT ที่เป็นส่วนหนึ่งของท่าฝึกไทชิ พร้อมกับมีมังกรเกาะอยู่ที่หลัง มังกรนี้สื่อถึงความสงบ ความสง่างาม และความแข็งแกร่ง
The post ลืมภาพมังกรแบบเดิมๆ ไปก่อน! แล้วมาดู 12 ประติมากรรมมังกร โดย 12 ศิลปินร่วมสมัย ที่ EM DISTRICT appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่เดินชั้น M โซน Glass Quartier ของห้างสรรพสินค้า E […]
The post GOLDEN GOOSE EMQUARTIER ร้านแรกในประเทศไทยของแบรนด์สนีกเกอร์สุดฮิตจากอิตาลี appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่เดินชั้น M โซน Glass Quartier ของห้างสรรพสินค้า EmQuartier ที่ติดกับสกายวอล์ก น่าจะได้เห็นกันแล้วว่า Golden Goose แบรนด์สัญชาติอิตาลีที่โดดเด่นด้วยรองเท้าสนีกเกอร์สไตล์ Distressed และดีเทลสัญลักษณ์ดาวห้าแฉกมาตั้งแต่ปี 2000 เปิดร้านแรกในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมาพร้อมสินค้าครบครันแบบที่ว่าไม่ต้องเดินทางไปช้อปที่มิลาน นิวยอร์ก หรือปารีส ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าทุกรูปทรง เสื้อผ้า เครื่องประดับ และแว่นตากันแดด
ส่วนที่เป็นไฮไลต์ของร้าน Golden Goose คือการมอบประสบการณ์พิเศษที่เรียกว่า Co-Creation ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกรองเท้าที่ชอบ และใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองแต่งเติมดีเทลและลวดลายต่างๆ เพื่อให้สนีกเกอร์มีความเป็น One-of-a-kind แบบไม่เหมือนใคร เช่น การเปลี่ยนสีเชือก เติมคริสตัล ให้ช่างฝีมือที่ชื่อ The Dream Makers วาดภาพหรือเขียนชื่อให้ หรือจะเป็นการเลือกสีดาว Golden Goose Star สุดไอคอนิก
แต่ไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะ Golden Goose ร้านใหม่ที่ EmQuartier ยังมีบริการ Bespoke ที่สูงไปอีกขั้น เพื่อให้ลูกค้าดีไซน์สนีกเกอร์ของตัวเองตั้งแต่รูปทรง วัสดุของพื้น จนถึงวัสดุของ Upper ด้านบนรองเท้า ส่วนเร็วๆ นี้จะมีคาเฟ่ด้วยในชื่อ Younique ที่เชื่อว่าหลายคนจะต้องมาลอง

ภาพ: Golden Goose
The post GOLDEN GOOSE EMQUARTIER ร้านแรกในประเทศไทยของแบรนด์สนีกเกอร์สุดฮิตจากอิตาลี appeared first on THE STANDARD.
]]>
พาส่อง ‘The Scent Club’ บูติกแห่งใหม่จากปัญญ์ปุริ ณ EmQ […]
The post พาส่อง ‘The Scent Club’ บูติกแห่งใหม่จากปัญญ์ปุริ ณ EmQuartier appeared first on THE STANDARD.
]]>
พาส่อง ‘The Scent Club’ บูติกแห่งใหม่จากปัญญ์ปุริ ณ EmQuartier
ช่วงนี้จุดเช็กอินสำหรับคนรักสุขภาพและความงามเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะแบรนด์ปัญญ์ปุริ ที่ต้องยอมรับว่าโค้งสุดท้ายช่วงสิ้นปีมานี้ทางแบรนด์ขยันนำเสนอแรงบันดาลใจใหม่ๆ ได้น่าสนใจมาก ล่าสุดปัญญ์ปุริเปิดตัวสถานที่รวมคนรักกลิ่นใจกลางสุขุมวิท ที่ดึงดูดแฟนๆ ให้เข้าไปสัมผัสกับความหอมอันน่าหลงใหล ภายใต้การตกแต่งสไตล์ Modern Luxury ชวนให้เพลิดเพลินไปกับเสน่ห์ความสวยงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมบริการ Private Edition ให้คุณได้รังสรรค์กลิ่นหอมในแบบเฉพาะตัว หรือมอบเป็นของขวัญที่สร้างความประทับใจกับคนที่คุณรัก
ใครที่อยากไปสัมผัสเสน่ห์บูติกแห่งใหม่ พร้อมเลือกช้อปคอลเล็กชันกลิ่นหอมของปัญญ์ปุริได้แล้ววันนี้ ที่ The Scent Club: PAÑPURI Sensorial Boutique ณ EmQuartier โซน B Space ชั้น G ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น.

ภาพ: PAÑPURI
The post พาส่อง ‘The Scent Club’ บูติกแห่งใหม่จากปัญญ์ปุริ ณ EmQuartier appeared first on THE STANDARD.
]]>