Empathy Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/empathy/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 08 May 2026 08:44:15 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 พ่อแม่ต้องสร้างนิเวศการเรียนรู้ รัฐต้องลบความเหลื่อมล้ำ: ถอดรหัสการศึกษาที่ ‘ใช่’ ในวันที่โลกเปลี่ยน https://thestandard.co/education-future-learning-parents-government/ Fri, 08 May 2026 08:37:02 +0000 https://thestandard.co/education-future-learning-parents-government/ ภาพการเสวนา Alpha Skills Summit & Expo 2026 หัวข้อ Future-Ready Education Navigating the Unknown 1

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ในงาน Alpha Skills Summit & Expo […]

The post พ่อแม่ต้องสร้างนิเวศการเรียนรู้ รัฐต้องลบความเหลื่อมล้ำ: ถอดรหัสการศึกษาที่ ‘ใช่’ ในวันที่โลกเปลี่ยน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการเสวนา Alpha Skills Summit & Expo 2026 หัวข้อ Future-Ready Education Navigating the Unknown 1

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ในงาน Alpha Skills Summit & Expo 2026 วงเสวนาหัวข้อ Future-Ready Education Navigating the Unknown การศึกษาที่ ‘ใช่’ ในวันที่โลกเปลี่ยน โดยมี ดร. สันติธาร เสถียรไทย ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแห่งอนาคต สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), ดร. การดี เลียวไพโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญอนาคตศาสตร์ และ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมสนทนา ดำเนินการเสวนาโดย นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

 

วางแผนการศึกษาแบบไหน ‘ใช่’ กับลูกที่สุด

 

ผู้ร่วมเสวนาทั้ง 3 ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตนเองในแง่มุมการศึกษา และมุมมองด้านการวางแผนการเรียนให้กับบุตร โดย ดร. การดีมองว่า การเรียนโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย มีข้อดีสำคัญคือเรื่องภาษาต่างประเทศที่จะเรียนรู้ได้เร็ว และจะได้รับมุมมองของการเป็น Global Citizen ซึ่งไม่ใช่เพียงคาดหวังจากโรงเรียน แต่ต้องเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองถ่ายทอดให้ด้วย

 

ขณะที่ ดร. สันติธารมองในมุมกลับว่า โจทย์ของตนเองคือทำให้ลูกมีรากของความเป็นไทย เนื่องจากเกิดและเติบโตที่ต่างประเทศมาตลอด จึงได้ย้ายกลับมาประเทศไทยเพื่อให้โอกาสลูกสัมผัสสภาพแวดล้อม พร้อมย้ำว่า การเรียนรู้คือระบบนิเวศที่มี 3 ส่วนประกอบกัน คือ โรงเรียน บ้าน และเพื่อน ซึ่งต้องรักษาสมดุลให้ดี

 

ด้านพริษฐ์มองว่า ตราบใดที่คำถามว่า ‘ยังต้องส่งลูกไปเรียนโรงเรียนนานาชาติหรือไม่’ ถือเป็นความปวดใจ เพราะเป้าหมายของตนเองในทางการเมืองคือ ทำอย่างไรให้ทุกคนสะดวกใจส่งลูกไปเรียนโรงเรียนรัฐ เพราะจะสะท้อนว่าคุณภาพการศึกษาที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายมีคุณภาพดีกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมเสนอแนวทางเฉพาะหน้า อย่างการส่งเสริมเทคโนโลยีการเรียนรู้ในโรงเรียนรัฐ และรัฐต้องช่วยผู้ปกครองให้มีสภาพที่เอื้อในการดูแลลูกอย่างเต็มที่

 

Future Ready Skill ที่ต้องมีวันนี้คืออะไร

 

ดร. สันติธารเปรียบเทียบความรู้ในยุคใหม่เสมือน 3 เครื่องดื่ม ประกอบด้วย ‘นม’ คือความรู้ ซึ่งหาง่ายและมีทั่วไป แต่หากอยู่นอกตู้เย็นจะบูดเร็ว เหมือนความรู้ที่ต้องอัพเดตให้ใหม่อยู่เสมอ ต่อมาคือ ‘วิสกี้’ สุราที่ต้องบ่มนาน เหมือน Human-Centered Skills เช่น Critical Thinking, Empathy ที่ต้องฝึกซ้อม ทำแล้วทำอีกเป็นเวลานาน และ ‘น้ำเปล่า’ คือการสะท้อนตนเองว่าเป็นคนแบบไหน ชอบหรือไม่ชอบอะไร

 

ในปัจจุบันสิ่งที่มีประโยชน์คือวิสกี้และน้ำเปล่า เช่น หากลูกจะทำกิจกรรมเสริมอะไร มักจะตั้งคำถามก่อนว่า กิจกรรมนี้ได้วิสกี้หรือน้ำเปล่าอะไร ยกตัวอย่างหากเล่นบาสเก็ตบอล เล่นเก่งหรือไม่อาจไม่สำคัญเท่า เขารู้จักแพ้ชนะหรือเปล่า เขาล้มแล้วลุกขึ้นยืนเป็นหรือไม่ เขารู้จักทีมเวิร์คหรือไม่

 

จากนั้น ดร. การดียอมรับว่า แม้จะมีความลำบากใจในฐานะของคุณแม่ที่ยังคงต้องทำงานในภาคเอกชน แต่ในอีกมุมหนึ่ง นักจิตวิทยาเด็กยกข้อดีว่า การพึ่งพาตนเองได้ในทุกเรื่องของคุณแม่จะส่งผลที่ดีต่อลูก โดยสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับลูกคือ ต้องทำให้ลูกรักการเรียน หน้าที่ของผู้ใหญ่ต้องเปิดประตูให้กับลูกให้เยอะที่สุด

 

การเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองให้เยอะที่สุด เพื่อให้รู้ว่าสิ่งไหนชอบหรือไม่ชอบ ดีกว่าที่เขาไม่มีโอกาสได้ลองมากพอ และจะเกี่ยวข้องกับเมื่อโตขึ้น เพื่อให้ไม่ประสบปัญหาว่า เลือกวิชาเรียนโดยไม่รู้ว่าเรียนไปเพราะอะไร หรือเลือกผิด พ่อแม่ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจว่าลูกชอบอะไร นั่นคือต้องให้ได้ลองมากที่สุด และต้องเคารพในความชอบที่แตกต่างของลูก

 

ตามด้วยพริษฐ์ที่ให้แง่คิดเรื่องการเรียนเสริมหรือกวดวิชา โดยชี้ว่ามีเหตุผลหลักจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และอีกสาเหตุคือข้อสอบที่ออกไม่ตรงกับเนื้อหาที่เรียน จึงกลับไปที่การแก้ไขคุณภาพการศึกษาทั้งประเทศ อีกทั้งรัฐควรสนับสนุนให้เด็กได้มีเวลาและโอกาสเรียนรู้ตัวเองว่า ชอบหรืออยากทำอาชีพอะไร

 

หากมีโอกาสเช่นนั้น ก็จะช่วยให้เด็กมีไฟหรือความอยากที่จะเรียนรู้มากขึ้น แต่ทุกวันนี้หากไปถามเด็กจะเห็นว่า ตารางชีวิตแทบไม่มีอะไรที่เลือกเองได้เลย เพราะในโรงเรียนก็ต้องเรียนตามวิชาที่กำหนดไว้ และยังต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่มอีก เพื่อให้สามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้


💜 ยังซื้อบัตรเข้างานทัน!
ยกครอบครัวมา “เล่น เรียนรู้ และเติบโต” 🌱
ไปด้วยกันที่ Alpha Skills Summit & Expo 2026

 

🎟 Regular Ticket ราคา 2,500.- (1 ใบ)
📌 ดู Highlight Agenda และซื้อบัตรได้ที่
👉 https://bit.ly/4wj3OzA

 

✨ เข้าร่วมพื้นที่หลักฟรี ตลอด 3 วันเต็ม (ไม่จำกัดอายุ)
Talent Stage | Exhibition | Play Space

 

🎤 Main Stage
สำหรับผู้เข้าร่วมอายุ 18 ปีขึ้นไป
รวม Speaker และผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 ท่าน

 

🧠 Workshop
เปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้า
👉 1 บัตร เข้าร่วม Workshop ได้สูงสุด 4 ครั้ง
👶 เด็กสามารถใช้สิทธิ์จากบัตรผู้ปกครองได้

 

หมายเหตุ: การลงทะเบียนล่วงหน้า Workshop เต็มทุกคลาสแล้ว! แต่ท่านยังสามารถลง
Waiting List ที่จุดหน้าห้อง Workshop ได้ โดยหากมีที่ว่าง ทีมงานจะโทรติดต่อ เรียกตาม
ลำดับการลงทะเบียน (First come, First served)

 

 

The post พ่อแม่ต้องสร้างนิเวศการเรียนรู้ รัฐต้องลบความเหลื่อมล้ำ: ถอดรหัสการศึกษาที่ ‘ใช่’ ในวันที่โลกเปลี่ยน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stop Guessing: เลิกคาดหวังให้คนอื่นรู้ใจ แต่จงกล้าที่จะ Brief วิธีดูแลความรู้สึกเราให้เขาฟัง https://thestandard.co/the_secret_sauce/stop-guessing/ Thu, 05 Feb 2026 11:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1174094 Stop Guessin

ในโลกการทำงาน เราถูกสอนฝังหัวว่าผู้นำที่ดีต้องมี Empath […]

The post Stop Guessing: เลิกคาดหวังให้คนอื่นรู้ใจ แต่จงกล้าที่จะ Brief วิธีดูแลความรู้สึกเราให้เขาฟัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stop Guessin

ในโลกการทำงาน เราถูกสอนฝังหัวว่าผู้นำที่ดีต้องมี Empathy ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ต้องสังเกตสีหน้าลูกน้องให้ออกแม้เขาจะไม่พูดอะไรสักคำ

 

แต่เคยไหมที่เรามัวแต่เป็นฝ่าย ‘แจกจ่าย’ ความเข้าใจให้คนทั้งโลก จนลืมไปว่าถังพลังงานของเราเองก็แห้งเหือดเหมือนกัน และสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด ไม่ใช่ความเหนื่อยจากการทำงาน แต่คือคำถามที่ตะโกนก้องในใจว่า “ทำไมไม่มีใครเข้าใจฉันบ้างเลย”

 

ทำไมไม่มีใครเข้าใจเราสักที

 

นักจิตวิทยาชื่อ Gilovich, Savitsky และ Medvec ค้นพบปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘The Illusion of Transparency’ หรือภาพลวงตาแห่งความโปร่งใส

 

มนุษย์เรามี Bias ทางความคิดที่น่าตกใจ คือเรามักหลงผิดว่าอารมณ์ความรู้สึกของเรานั้น ‘แสดงออกชัดเจน’ จนคนอื่นต้องดูออกแน่ๆ เราใช้ความรู้สึกตัวเราเองเป็น ‘จุดยึด’ แล้วคิดเอาเองว่าคนอื่นก็น่าจะเห็นสิ่งเดียวกัน แต่ความจริงคือ คนอื่นมองเห็นสัญญาณเหล่านั้นน้อยกว่าที่เราคิดมาก

 

ยิ่งไปกว่านั้น การปล่อยให้อีกฝ่ายต้องมานั่ง ‘เดาใจ’ เป็นการสร้างภาระทางสมองมหาศาล

 

การบอกใบ้ การเงียบ หรือการประชดประชัน คือการสร้าง ‘Extraneous Load’ หรือภาระส่วนเกินที่ไร้ประโยชน์ ทำให้สมองของเขาต้องเสียพลังงานไปกับการ ‘ถอดรหัส’ จนไม่เหลือพลังงานมา Empathy เรา ผลลัพธ์คือสมองเขาเลือกที่จะ Shut down หรือเพิกเฉยไปเลย ไม่ใช่เพราะเขาใจร้าย แต่เพราะสมองเขารับภาระไม่ไหว

 

ยิ่งเงียบยิ่งแย่จริงหรือ

 

หลายคนเลือกที่จะไม่พูดตรงๆ เพราะกลัวดูไม่ดี หรือกลัวถูกปฏิเสธ ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกพฤติกรรมนี้ว่า ‘Indirect Support-Seeking’ เช่น การถอนหายใจ, บ่นลอยๆ, หน้าตึง

 

งานวิจัยโดย Don et al. ได้ระบุถึงปรากฏการณ์ ‘ความย้อนแย้งของการแสวงหาการสนับสนุนทางอ้อม’ (The Paradox of Indirect Support-Seeking) ซึ่งอธิบายว่า ยิ่งบุคคลพยายามสื่อสารความต้องการผ่านพฤติกรรมทางอ้อมเพื่อปกป้องตนเองจากการถูกปฏิเสธมากเท่าใด กลับยิ่งมีโอกาสสูงที่จะได้รับการตอบสนองเชิงลบจากคู่สนทนา เช่น การเมินเฉยหรือการตำหนิ ซึ่งส่งผลเสียต่อความพึงพอใจในความสัมพันธ์ในระยะยาว 

 

ในทางกลับกัน คนที่มี Secure Attachment (ความผูกพันแบบมั่นคง) จะกล้าใช้ ‘Direct Support-Seeking’ คือการบอกความต้องการตรงๆ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่านำไปสู่การดูแลที่มีคุณภาพ และความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกว่า

 

3 ขั้นตอนการ ‘Brief’ วิธีดูแลใจเราให้คนอื่น

 

การเดินไปบอกตรงๆ ว่า ‘ช่วยรับฟังฉันหน่อย’ ไม่ใช่การแสดงความอ่อนแอ แต่มันคือการยื่นคู่มือการใช้งานให้เขารู้ว่า ณ เวลานี้ เขาต้องปฏิบัติกับเราอย่างไร เพื่อเปลี่ยน ‘ภาระส่วนเกิน’ ให้เป็นพลังงานที่สร้างสรรค์

 

ลองใช้ Framework นี้ดู

  1. ระบุชื่ออารมณ์ให้สมองสงบ: งานวิจัย Neuroimaging ยืนยันว่า การทำ ‘Affect Labeling’ หรือการระบุชื่ออารมณ์ เช่น พูดว่า “ตอนนี้ฉันโกรธ” หรือ “ฉันเสียใจ” จะช่วยลดการทำงานของสมองส่วนอามิกดาลาที่ใช้อารมณ์ และไปกระตุ้นสมองส่วนหน้าที่ใช้เหตุผลแทน

ก่อนเริ่มคุย ต้องแยกให้ออกว่าเราต้องการ Support แบบไหน?

  • Socio-Affective Support: ต้องการการปลอบโยน ความเข้าใจ
  • Cognitive Support: ต้องการคำแนะนำ ทางแก้ปัญหา 

 

  1. เริ่มบรีฟ: ใช้เทคนิคจาก Interpersonal Psychotherapy (IPT) ที่เรียกว่า ‘Communication Analysis’ คือสื่อสารให้ตรงกับความต้องการภายในที่สุด

เลี่ยง: “ทำไมเธอไม่เคยถามฉันเลยว่าเป็นไงบ้าง วันๆ เอาแต่เล่นมือถือ” นี่คือ Role Dispute หรือความขัดแย้งในบทบาท

ใช้: “ช่วงนี้งานฉันเครียดมากเลย ฉันอยากได้คนปลอบโยน แค่รับฟังเฉยๆ ถ้าคืนนี้เราวางมือถือแล้วมาคุยกันสัก 15 นาที จะช่วยให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมากๆ เลย”

 

  1. สอน อย่าทดสอบ: อย่าทดสอบใจด้วยความเงียบ ถ้าเขาเผลอแนะนำทางแก้ปัญหาในตอนที่เราแค่อยากระบายให้รีบตบกลับเข้าประเด็นอย่างสุภาพ เพื่อป้องกัน Support Mismatch

“ขอบคุณที่ช่วยคิดนะ แต่ตอนนี้สมองฉันล้ามาก แค่เธอนั่งฟังบ่นเฉยๆ ก็ช่วยชาร์จพลังให้ฉันแล้ว’”

 

สุดท้ายนี้ การขอ Empathy เป็นทักษะที่ต้องใช้คู่กับ ‘การให้’ ในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน การแบกรับอารมณ์ผู้อื่นฝ่ายเดียวจะนำไปสู่ ‘Empathy Fatigue’ หรือความเหนื่อยล้าจากความเห็นอกเห็นใจ 

 

การกล้าที่จะ Brief ว่าเราต้องการอะไร คือการสร้างความปลอดภัยทางจิตวิทยาให้ทั้งตัวเราและคนรอบข้าง มันคือการเคารพตัวเองและให้เกียรติสมองของอีกฝ่ายไม่ต้องทำงานหนักเกินความจำเป็น

เลิกคาดหวังให้เขารู้ใจ แต่จงเริ่ม ‘สื่อสาร’ สิ่งที่อยู่ในใจ เพราะผู้นำทางความรู้สึก หรือ Emotional Leader ที่แท้จริง คือคนที่กล้าบอกว่าตัวเองต้องการความรักและการดูแลเช่นกัน

The post Stop Guessing: เลิกคาดหวังให้คนอื่นรู้ใจ แต่จงกล้าที่จะ Brief วิธีดูแลความรู้สึกเราให้เขาฟัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Empathy ทักษะทางใจ เมื่อเห็นทุกข์เธอ = ฉัน https://thestandard.co/opinion-empathy/ Thu, 06 Mar 2025 02:32:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1049073

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา คำว่า Empathy ถูกพูดถึงในวงกว้างแล […]

The post Empathy ทักษะทางใจ เมื่อเห็นทุกข์เธอ = ฉัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา คำว่า Empathy ถูกพูดถึงในวงกว้างและมากขึ้นทุกวัน

 

สิ่งนี้ไม่ได้สะท้อนอะไรมากไปกว่าสังคมกำลังขาด ‘หัวใจ’ เพราะความบีบคั้นทางเศรษฐกิจ และสภาพสังคมที่ให้ค่ากับตัวตนและความสำเร็จเชิงมูลค่าที่วัดได้ด้วยวัตถุ เงินทอง หรือแม้แต่ยอดไลก์-ฟอลโลว์

 

ในสังคมเช่นนี้ผู้คนจึงมีแนวโน้มที่จะเห็นแก่ตัวฉันมากกว่าทุกยุคสมัย เพราะคนส่วนใหญ่ล้วนถูกฝึกให้เอาแต่ใจและเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง

 

ไม่แปลกถ้าผู้คนจะเรียกร้องหา Empathy ให้หันมา ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ มากขึ้น

 

คำถามคือ โลกในอนาคตที่ #เด็กเจนอัลฟา ต้องอยู่และใช้ชีวิตจะเป็นแบบไหน?

 

ถ้าดูจากสถิติ Google Trends ย้อนหลังเกี่ยวกับคำว่า Empathy ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา (2005 – ปัจจุบัน) จะพบว่ากราฟความสนใจของคนไทยนั้นให้ความสนใจคำนี้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ — เทรนด์โลกก็เป็นเช่นนั้น

 

โลกจะใจร้ายมากขึ้น นี่คือความน่าจะเป็นและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น

 

คำถามต่อมา เรา, ในฐานะพ่อแม่และผู้ใหญ่ จะสร้างโลกที่ใจดีกว่านี้ได้ไหม และอย่างไร?

 

หากพ่อแม่รู้สึกว่าลูกที่เกิดมาได้สร้างโลกใบใหม่ให้กับเรา ขอให้เชื่อว่าเราในฐานะพ่อแม่ก็สามารถสร้างโลกที่ดีกว่าเดิมให้เขาได้เช่นกัน

 

ส่วนจะทำอย่างไร คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในนิยามคำว่า #Empathy* ที่หมายถึง การเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อพยายามทำความเข้าใจผู้อื่นจากมุมมองและบริบทที่พวกเขาอยู่ และแสดงออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น ความเมตตา การช่วยเหลือ และการสื่อสารอย่างเข้าอกเข้าใจ ที่มี ‘หัวใจ’ อยู่ในนั้นเสมอ

 

วิธีที่เรียบง่ายและลัดตรงที่สุดในการสร้าง Empathy ที่จะ ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ เพื่อให้ลูก ‘เข้าใจผู้อื่นจากมุมมองและบริบทที่พวกเขาอยู่’ อย่างแท้จริง คือการให้ลูกได้รู้จักชีวิตของผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย

 

ไม่มีวิธีอื่นใดที่จะช่วยให้ลูกคนรวยเข้าใจ ‘ความยากและลำบาก’ ของคนที่มีน้อยกว่า ถ้าพวกเขาไม่เคยลิ้มรสความยากลำบากนั้น

 

ไม่มีวิธีอื่นใดที่จะช่วยให้ลูกคนมีเงินที่นั่งรถแอร์เย็นฉ่ำเข้าใจลูกชาวบ้านที่ต้องนั่งรถประจำทาง สูดดมควันพิษ และหมดเปลืองพลังชีวิตไปกับการจราจร ถ้าพวกเขาไม่เคยนั่งรถเมล์ในชีวิตประจำวัน

 

และในทางกลับกัน ลูกชาวบ้านก็คงไม่เข้าใจโลกของลูกคนมีเงินหลายๆ คนที่ชีวิตดูเพียบพร้อม แต่ลึกๆ ข้างในกลับขาดพร่อง เพราะชีวิตต้องแบกรับความกดดันและคาดหวังจากครอบครัว ซึ่งสวนทางกับเวลาและความใส่ใจที่พ่อแม่มอบให้

 

เป็นไปได้หรือไม่ที่โลกวันนี้ ‘ใจร้าย’ เพราะลึกๆ ข้างในพวกเราขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกันและกัน

 

แม้ว่าพ่อแม่หลายคนจะปฏิเสธความคิดเช่นนั้น แต่ในโลกที่อัลกอริทึมคัดสรรเพียงโลกที่เราอยากเห็น และพ่อแม่หลายคนยินดี ‘ซื้อสังคม’ ให้ลูกผ่านการเลือกโรงเรียนที่ดีที่สุด กำลังหล่อหลอมให้เรายอมรับความเหมือนและห่างเหินความต่างโดยไม่รู้ตัว

 

ใช่หรือไม่ว่า สังคมที่แตกแยก เกลียดชัง แบ่งเขาแบ่งเรา คือผลลัพธ์ของโลกที่ Empathy เหือดหายไปจากใจผู้คน สงครามสีเสื้อ ความไม่ลงรอยระหว่างคนต่างวัย จนถึงช่องว่างของความสัมพันธ์ในครอบครัว ล้วนมาจากการที่ใครคนหนึ่งลืมนึกถึงใจอีกฝ่ายหรืออาจนึกถึงน้อยเกินไป

 

หากคุณเป็นพ่อแม่ที่รู้สึกว่าโลกนี้ใจร้าย ขอให้รู้ว่าโลกใจดีกว่านี้ได้ แค่กลับมาดูใจตัวเอง

 

เรามี Empathy มากแค่ไหน?

เรากำลังแบ่งแยกผู้คนโดยไม่รู้ตัวอยู่หรือเปล่า?

เราได้พาลูกไปรู้จักและเห็นชีวิตผู้คนที่แตกต่างจากเราหรือไม่?

เราเคยบอกและสอนลูก เพื่อจะทำให้เขามองคนอื่นที่ดีและด้อยกว่าในเชิงลบหรือเปล่า?

 

แน่นอนว่าโลกไม่ได้ใจดีเหมือนนิทานหลอกเด็ก แต่ใจที่ดีและมี Empathy สร้างโลกนี้ให้ดีขึ้นได้

 

เหมือนหัวหน้าที่ดี ต้องเคยผ่านการเป็นลูกน้องและเข้าใจความลำบากของคนทำงานตัวเล็กๆ มาก่อน

 

เหมือนครูที่ดี ย่อมเข้าใจว่าเด็กเรียนไม่เก่งและไม่ชอบเรียนหนังสือเพราะอะไร และควรทำอย่างไรเพื่อให้พวกเขารักการเรียน

 

เหมือนพ่อแม่ที่ดี ที่เรียนรู้ว่าความทุกข์ของลูกคืออะไร และไม่ลืมความเป็นเด็กที่อยู่ในตัวลูกและตัวเรา เพื่อส่งเสริมพวกเขาให้เติบโตอย่างมีความสุขตามสิ่งที่พวกเขาเป็น มากกว่าสิ่งที่เราอยากจะเห็น

 

ทุกอย่างเริ่มต้นที่การ ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ เพียงแค่พ่อแม่สอนลูกไม่ให้ดูดายกับความทุกข์ของผู้อื่น

 

แล้ว Empathy จะเกิดขึ้นที่ตรงนั้น

 

*อ้างอิง: ครูจุ๊ย-กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ, Empathy-Compassion เอาใจเขามาใส่ใจเราและเอาใจเรามาทำความเข้าใจหัวใจของเรา, กสศ.

 


 

📌 ครบทุกความรู้และแรงบันดาลใจ เพื่ออนาคตลูกในงานเดียว! Alpha Skills Summit 2025 ดูรายละเอียดได้ที่ https://bit.ly/alphass2025cpe

The post Empathy ทักษะทางใจ เมื่อเห็นทุกข์เธอ = ฉัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Psychological Safety คุณรู้สึกปลอดภัยทางใจในที่ทำงานแค่ไหน : The Secret Sauce Summit 2024 https://thestandard.co/psychological-safety-at-workplace/ Sat, 13 Jul 2024 07:01:26 +0000 https://thestandard.co/?p=957314 Psychological Safety

คุณรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีมไหม คุณกล้าแสดงความคิดเห็นใ […]

The post Psychological Safety คุณรู้สึกปลอดภัยทางใจในที่ทำงานแค่ไหน : The Secret Sauce Summit 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Psychological Safety

คุณรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีมไหม

คุณกล้าแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมแค่ไหน

คุณกลัวหัวหน้าตัดสินไอเดียหรือเปล่า

 

Psychological Safety หรือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในที่ทำงาน กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในวันที่ซีอีโอต้องการพนักงานที่กล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดงออก แต่หลายครั้งวัฒนธรรมองค์กรที่มีอยู่กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

 

ลองมาสำรวจกันหน่อยว่า องค์กรของคุณมี  Psychological Safetyระดับไหน

 

ระดับที่ 1 Inclusion Safety

พนักงานรู้สึกปลอดภัยและสบายใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีม ไม่รู้สึกว่าโดนกีดกัน ซึ่งมาจากความรู้สึกเป็นที่ต้องการและการได้รับคำชื่นชม

 

ระดับที่ 2 Learner Safety

พนักงานเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากการตั้งคำถามกับคนในทีม รวมถึงมีโอกาสได้ทดลองลงมือทำอะไรบางอย่าง ที่แม้จะสร้างข้อผิดพลาดอยู่บ้าง แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับและพร้อมช่วยเหลือ

 

ระดับที่ 3 Contributor Safety

พนักงานมั่นใจที่จะแสดงความคิดเห็นของตนเองอย่างเต็มที่ โดยไม่กลัวว่าจะถูกตัดสินหรือทำให้เกิดความอับอาย

 

ระดับที่ 4 Challenger Safety

พนักงานสามารถตั้งคำถามกับแนวคิดของทุกคน (รวมถึงหัวหน้า) พร้อมเสนอแนวทางการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อแนวคิด แผนงาน หรือวิธีการทำงานต่างๆ

 

จะเห็นได้ชัดว่ายิ่งองค์กรทำเรื่องนี้ได้ดีเท่าไร การสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน (People Engagement) จะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ และมันยังช่วยพัฒนาพวกเขา รวมถึงยกระดับองค์กรไปพร้อมกันด้วย

 

อ่านมาถึงจุดนี้แล้ว ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มต้นสร้าง Psychological Safetyให้กับองค์กรอย่างไร ลองมาหาคำตอบไปด้วยกันที่งาน The Secret Sauce Summit 2024 ใน Expertise Room กับ Session ที่ชื่อว่า Secure Success: The Psychological Safety Guide คู่มือผู้นำสร้างความปลอดภัยทางจิตวิทยา โดย ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Empathy Sauce และ SOULSMITH

 


 

บัตร 1 ใบ เข้าได้ทุกโซนไม่จำกัดทั้งงาน!

 

ซื้อวันนี้คุ้มที่สุด! Early Bird Ticket จำนวนจำกัด!

https://bit.ly/tsssbkk2024KeyDD

 

The Secret Sauce Summit 2024

🔺 5-6 ก.ย. 67 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน

🔺 ราคาเพียง 3,990.- เข้างานได้ 2 วันเต็ม

🔺 เนื้อหาครอบคลุมกลยุทธ์ธุรกิจ อินไซต์การตลาด แนวทางปรับใช้ AI และ Sustain

 

📌 ซื้อบัตรองค์กร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและขอใบเสนอราคา โทร. 09 1790 4492 (คุณกุ้ง)

The post Psychological Safety คุณรู้สึกปลอดภัยทางใจในที่ทำงานแค่ไหน : The Secret Sauce Summit 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
POP TIP: 5 เรื่องใจดีเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณทำได้ในชีวิตประจำวัน https://thestandard.co/pop-tip-181165/ Fri, 18 Nov 2022 01:00:29 +0000 https://thestandard.co/?p=711243

จากบทความหนึ่งที่บังเอิญอ่านเจอเกี่ยวกับหัวข้อที่ตั้งคำ […]

The post POP TIP: 5 เรื่องใจดีเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณทำได้ในชีวิตประจำวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากบทความหนึ่งที่บังเอิญอ่านเจอเกี่ยวกับหัวข้อที่ตั้งคำถามได้อย่างน่าสนใจว่า ทำไมคนเราถึงลังเลที่จะเป็นคนใจดีด้วยนะ? มันช่างเป็นการตั้งคำถามที่ชวนให้ฉุกคิดเหมือนกัน เพราะท่ามกลางสังคมเมืองที่ทุกอย่างเร่งรีบไปหมด เราต่างต้องเอาตัวเองให้รอดจากปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละวัน จนแทบจะไม่มีเวลาสนใจคนอื่น ขาด Empathy และเมื่อเราเมินเฉยแบบนี้ต่อไปนานๆ มันจะกลายเป็นนิสัยที่แม้แต่ตัวเราเองก็คงไม่ชอบเหมือนกัน ดังนั้นการที่คนเราได้ฝึกตัวเองให้เป็นคนใจดีมากขึ้นกว่าปกติที่ไม่แยแสใครเลย ก็ไม่ได้เบียดบังเวลาให้หายไป การพัฒนานิสัยด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้ผู้อื่นและตัวเองได้มีความรู้สึกดีๆ ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น 5 เรื่องใจดีเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณทำได้ในชีวิตประจำวัน โดยที่ความใจดีเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ก็ได้  

 

 

POP Tip:
เรื่องใจดีเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณทำได้ในชีวิตประจำวัน

  1. กดลิฟต์รอคนที่กำลังวิ่งมา 
  2. เปิดประตูค้างไว้ให้คนที่เดินตามมาทีหลัง
  3. ช่วยบอกทางคนแปลกหน้าอย่างใส่ใจ 
  4. หยิบของให้คนที่ทำตก
  5. ให้คำแนะนำดีๆ เมื่อมีคนมาปรึกษา

 

ภาพ: Shutterstock 

The post POP TIP: 5 เรื่องใจดีเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณทำได้ในชีวิตประจำวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Brand & Marketing Trend 2022: เปิดเทรนด์ยุคใหม่ของโลกหลังโควิด แบรนด์ถึงเวลาต้องเปลี่ยนครั้งใหญ่ https://thestandard.co/now-and-next-2022-brand-marketing-trend-2022/ Sat, 25 Dec 2021 10:30:14 +0000 https://thestandard.co/?p=575862 Brand and Marketing Trend

ผ่านไปอีกปีกับปีที่มีความเปลี่ยนแปลงวุ่นวายสำหรับทุกๆ ก […]

The post Brand & Marketing Trend 2022: เปิดเทรนด์ยุคใหม่ของโลกหลังโควิด แบรนด์ถึงเวลาต้องเปลี่ยนครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Brand and Marketing Trend

ผ่านไปอีกปีกับปีที่มีความเปลี่ยนแปลงวุ่นวายสำหรับทุกๆ กิจการ ธุรกิจ และการตลาดเหลือเกินกับสถานการณ์โควิดระลอก 2 ความคิดที่แตกต่างกันสุดขั้วระหว่างคนสองเจเนอเรชัน และการขยับครั้งใหญ่ของบรรดาบริษัทเทคโนโลยี รวมไปถึงสัญญาณการเปลี่ยนแปลงในระดับของเจ้าของแพลตฟอร์ม ทำให้ครั้งนี้นักการตลาดต้องกลับมาจับตามองเทรนด์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ที่ไม่ใช่แค่เรื่องการฟื้นกลับของเศรษฐกิจหลังโควิดแล้ว แต่เป็นเรื่องที่เราต้องมองไปข้างหน้าถึงความเป็นไปได้ในอนาคตที่วันนี้ผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จะมีเทรนด์อะไรที่ต้องจับตาบ้าง เรามาดูกันครับ

 

Battle of the Legacy vs. The Disruptor (การต่อสู้ระหว่างบริษัทใหญ่กับบรรดานักดิสรัปต์)

ปี 2022 จะเป็นปีที่มีการแข่งขันที่ดุเดือดของสองกลุ่มที่จะเห็นตามหน้าข่าวมากขึ้น นั่นก็คือกลุ่มยักษ์และกลุ่มผู้ดิสรัปต์ โดยเป็นปีที่ถึงเวลายักษ์ตื่น ยักษ์เริ่มโบยบิน ยักษ์เริ่มสู้ (ยักษ์คือบริษัทรายใหญ่) หลังจากที่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีดิสรัปเตอร์ใหม่ๆ ทั้งสตาร์ทอัพ, บริษัทขนาดเล็ก-กลางเกิดขึ้นมากมาย

 

ดังนั้นในเมื่อฝุ่นที่มันเคยตลบอบอวลตอนนี้ก็เริ่มเข้าสู่สภาวะนิ่งขึ้น ซึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่หลายๆ รายเริ่มรู้วิธีที่จะรับมือกับนักดิสรัปต์เหล่านั้น โดยการใช้จุดแข็งมากมายที่เคยสะสมมานาน ทั้ง Data, Insights, ความเก๋าในธุรกิจ, ความรู้ที่สะสมมาจากประสบการณ์ในตลาดตลอดที่ดำเนินธุรกิจ ฯลฯ ในการรับมือไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งยูนิตพิเศษ การทำ M&A หรือควบรวมกิจการเพื่อนำเอาองค์ความรู้หรือโครงสร้างธุรกิจแนวใหม่มาผนวกกับความใหญ่เพื่อสู้ หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือ ซื้อคนที่จะมาดิสรัปต์ซะเลย สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดคือเครื่องมือที่จะใช้สู้กลับไปได้ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องระมัดระวังเรื่องการผูกขาดทางการค้าด้วย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


Deeper Collaboration between Corporate, Brand, Media, Influencer and Consumers (ความร่วมมือกันระหว่างองค์กร แบรนด์ สื่อ และอินฟลูเอนเซอร์ ที่แน่นแฟ้นมากขึ้น)

ในความหมายของคำว่า Collaboration ไม่ได้หมายถึงการร่วมมือกันเพื่อทำให้เกิดกิจกรรมน่าสนใจหรือตื่นเต้น (Exciting Brand Activation) ขึ้นมาเหมือนปีก่อนๆ ที่แค่ร่วมมือกันออกโปรดักต์หรือร่วมมือกันสร้างสินค้าลิมิเต็ดออกมา แต่มันคือความร่วมมือที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น

 

การร่วมมือกันในปีต่อจากนี้ จะเป็นการร่วมมือกันในรูปแบบ Partnership ไปจนถึงการทำ Joint Venture ที่จะเสริมสร้าง Ecosystem ต่างๆ ของแบรนด์และบริษัทให้แข็งแกร่งมากขึ้น มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน หรือการแลกเปลี่ยน Marketing Mix ที่ต่างคนต่างเสนอสินค้า/บริการที่เป็นพระเอกขององค์กร เพื่อให้เกิดความร่วมมือใหม่ขึ้น หรืออย่างเช่น บริษัท A มีคลังข้อมูลเยอะ และบริษัท B ที่มี Know-how สูง ก็สามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนกัน เป็นต้น อาทิ การเปิดตัวของ SCBX หรือ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ที่หลายคนเรียกกันว่าเป็นยานแม่ลำใหม่ของธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่าน่าจะเป็นแรงกระเพื่อมใหม่ของวงการธุรกิจในอนาคต ทำให้เกิดมูฟเมนต์ใหม่มากขึ้น เพราะเป็นการอ้าแขนเปิดรับการ Collaboration ระหว่างธุรกิจสายงานใหม่ๆ ได้มากขึ้นอย่างไร้ข้อจำกัด

 

นอกจากนี้การร่วมมือกันอาจจะไม่ได้จำกัดแค่บริษัทหรือแบรนด์เท่านั้น แต่การจับมือกันระหว่างแบรนด์กับอินฟลูเอนเซอร์ หรืออินฟลูเอนเซอร์กับสื่อออนไลน์ เพื่อนำเสนอเรื่องราวใหม่ๆ แลกเปลี่ยนมุมมองใหม่ๆ ก็จะเกิดขึ้นมากเช่นเดียวกัน เพื่อต่อยอดทางด้านการตลาด

 

Building Metaverse & Virtual World (การสร้างโลกเสมือนจริง)

Metaverse มาจากคำว่า Meta (แปลว่า เหนือกว่า) และ Universe (แปลว่า จักรวาล) ซึ่งหมายความถึงโลกเสมือนจริงที่สร้างขึ้นมาในรูปแบบของประสบการณ์ดิจิทัลที่ประกอบไปด้วยอุปกรณ์เข้าสู่โลกเสมือนจริงหรือกึ่งเสมือนจริง เช่น Virtual Reality, Augmented Reality หรือ Mixed Reality โปรแกรมซอฟต์แวร์ของการสร้างประสบการณ์เสมือน และการเชื่อมต่อของสังคมอินเทอร์เน็ต ซึ่งตั้งแต่การประกาศเปลี่ยนชื่อจาก Facebook เป็น Meta สะท้อนให้เห็นกระแสที่มาแน่นอนของการเติบโตในเศรษฐกิจใหม่ภายใต้โลกเสมือนจริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เริ่มเติบโตอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ที่มีการแพร่ระบาดและมีมาตรการล็อกดาวน์ทั่วโลก มีการพัฒนาระบบหรือโปรแกรมต่างๆ เพื่อให้เราพาตัวเองไปอยู่ในโลก Virtual มากขึ้น อีกทั้งเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจ สร้างข้อจำกัดของทรัพยากร อย่างเช่น NFT ในระบบบล็อกเชน ที่ทำให้เกิดระบบนิเวศทางทรัพยากร ทำให้โลกเสมือนจริงน่าสนใจและเป็นไปได้มากขึ้น

 

ได้มีการนำเอา Metaverse มาใช้ใน Use Case ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดของเกมที่สร้างตัวตนขึ้นมาในเกมและมีระบบแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายของที่สร้างรายได้ การสร้าง Company Metaverse ที่ให้บริษัทสร้างจักรวาลเสมือนของตัวเองขึ้นมาให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วม เช่น BMW หรือแม้แต่โปรแกรมความร่วมมือภายในองค์กรต่างๆ เช่น Microsoft จะมีการสร้างแอปพลิเคชันมากมายเพื่อให้เราสร้างโลกเสมือน เช่น ตัวอวตาร หรือการปฏิสัมพันธ์ใหม่ๆ ในการประชุม หรือการทำงานของเราในโลกนั้น

นอกจากนี้ ในเชิงการตลาดมูฟเมนต์ที่ผ่านมาที่เริ่มเห็นแล้ว เช่น การร่วมมือระหว่าง Facebook Story กับ Ray-Ban เพื่อผลักดันให้เกิดเทคโนโลยี AR มากขึ้น, ในต่างประเทศมีการจัด Virtual Concert ของ Travis Scott ในเกม Fortnite หรืออย่างเคสของ KFC ในจีน ที่สร้าง Pocket Franchise ให้ทุกคนสามารถเปิดร้าน KFC บน WeChat App ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของก้าวต่อไปที่จะมี Virtual Franchise ใน Metaverse ดังนั้นสรุปก็คือ ในอนาคตอันใกล้นี้แบรนด์จะเริ่มสร้าง Virtual Evidence มากขึ้น เหมือนกับการทำธุรกิจที่มีหน้าร้านแบบออฟไลน์

 

New Experience Transformation O2O + I2O | Online to Offline + Inside to (การสร้างประสบการณ์จากออนไลน์สู่ออฟไลน์ และเริ่มจากภายในสู่ภายนอก)

ที่ผ่านมาเราจะเห็นองค์กรต่างๆ มุ่งหวังในการทำ Transformation และการเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อระหว่างโลกออนไลน์กับออฟไลน์ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์โควิดทำให้หลายๆ แบรนด์ต้องกลับมาสร้าง Online Ecosystem เพื่อรองรับข้อจำกัดจากการล็อกดาวน์ และแน่นอนว่าวันนี้หลายๆ แบรนด์ก็เริ่มกลับมาดำเนินกิจการแบบออฟไลน์กันอีกครั้ง ซึ่งวันนี้การเชื่อมต่อกันระหว่างประสบการณ์และระบบทั้งสองส่วนจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนในการทำ Transformation ขององค์กร ก่อน O2O ในปีต่อๆ ไป จึงไม่ได้หมายถึง Offline to Online แต่เป็น Online to Offline เพื่อสร้างความแตกต่างทางประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อมากกว่าเดิม

 

อีกทั้งเรื่องสำคัญอีกอย่างที่นอกเหนือจากเรื่องดังกล่าว คือการที่เราต้องโฟกัสการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ รวมไปถึงการสร้างแบรนด์ที่ต้องเริ่มจากภายใน ซึ่งแต่ก่อนเรามักจะเริ่มจากภายนอก เช่น การทำการสื่อสารการตลาด การทำสื่อโฆษณารีแบรนด์ หรือการนำเอาระบบอำนวยความสะดวกผู้บริโภคมาใช้ แล้วค่อยนำมาปรับใช้และสื่อสารกับภายในองค์กร แต่ในปัจจุบันและอนาคต วิธีการคิดลักษณะนี้จะเปลี่ยนแปลงไป พูดง่ายๆ ก็คือ ธุรกิจใหม่ๆ ที่เราเห็นในปัจจุบันส่วนมากเกิดขึ้นจากภายในก่อน เกิดจากระบบภายในที่แข็งแรง เกิดจากวัฒนธรรมองค์กร หรือความเชื่อขององค์กรอะไรบางอย่างจากคนภายในก่อน ทั้งในเรื่องของ Transformation หรือ Brand Value แล้วจึงถูกนำเสนอออกมาสู่ภายนอกทีหลัง

 

สมมติว่าเราต้องการเป็นผู้ให้บริการที่รู้ใจที่สุด ต้องการเป็น The Best Deliver Service แต่สิ่งแรกที่ทำคือพัฒนาระบบ Chatbot หรือ Virtual Assistant ไปเสียก่อน แทนที่จะเป็นการเริ่มต้นจากคนในบริษัท ระบบจัดการ CRM หรือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้าใจการบริการจริงๆ ทำเทรนนิ่งเพื่อคนในองค์กรก่อนแล้วค่อยทำออกมาสู่ภายนอกเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเริ่มเปลี่ยนมากขึ้นในอนาคต โดยองค์กรจะเริ่มหันมาสร้างแบรนด์และสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ เริ่มต้นจากคนในแล้วค่อยสื่อสารมันออกไป

 

The Brand Activist: Morality Led Value (แบรนด์กับจุดยืน คุณธรรมจะสร้างคุณค่า)

จากการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคที่เสียงของประชาชนดังขึ้น แบรนด์และธุรกิจจึงถูกบีบให้แสดงจุดยืนทางความคิดมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่หมายถึงความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อสังคม (Social Impact) จุดยืนและการแสดงออกถึงประเด็นละเอียดอ่อนของโลก (World’s Tensions) ที่มีอยู่มากมายบนโลกใบนี้ เช่น ความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ), ภาวะโลกร้อน, ความเท่าเทียมกัน, สิทธิมนุษยชน, การเหยียดเชื้อชาติ จะเห็นได้ว่าไม่ใช่แค่แนวคิด Go Green แบบเดิมแล้ว แต่มันแยกย่อยรายละเอียดลงไปอีกมากมาย

 

ซึ่งผลกระทบต่อการแสดงและไม่แสดงออก เราจะเห็นจากการถูกกดดันด้วยวิธีการที่เรียกว่า Cancel Culture หรือพูดง่ายๆ คือการแบนไม่สนับสนุนหรืออุดหนุนสินค้านั้นๆ อีก ซึ่งทุกวันนี้แบรนด์เองก็ต้องวางแผนการรับมือ หรือการนำเอาจุดยืนเหล่านี้ไปใช้แสดงจุดยืนทางการตลาดเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์เฉกเช่น Nike กับ #Blacklivesmatter หรือ Patagonia ที่แสดงจุดยืนการเมืองชัดเจนจนได้ใจกลุ่มคนหนึ่งๆ อย่างล้นหลาม

 

Data-Driven to Empathy-Driven Marketing (นำข้อมูลมาปรับใช้ไม่พอ การตลาดยุคใหม่ต้องเพิ่มความเห็นอกเห็นใจผู้บริโภค)

ปัจจุบันทุกองค์กรต่างมุ่งหวังที่จะเก็บข้อมูลผู้บริโภคมาให้มากที่สุด ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ด้วยวิธีสีขาวหรือสีเทา แนวคิดด้านการใช้ข้อมูลเป็นแนวคิดที่ดีในการทำการตลาดให้ตรงจุด ตรงใจมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน การเห็นอกเห็นใจหรือเข้าใจ Pain ที่แท้จริงภายใต้ข้อมูลผู้บริโภคที่เราเก็บมาก็สำคัญไม่แพ้กัน

 

แนวคิดเรื่อง Empathy มีมาพร้อมๆ กับ แนวคิดเรื่อง Design Thinking ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญที่ใช้ในการดีไซน์สินค้าตัวใหม่ แต่แนวคิดนี้ถูกปรับมาใช้ในการสื่อสารการตลาดมากขึ้น ที่นักการตลาดจำเป็นที่จะต้องเพิ่ม Empathy ลงไปไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจปัญหาของผู้บริโภคอย่างแท้จริง การสื่อสารอย่างระมัดระวังในประเด็นละเอียดอ่อน การสื่อสารโดยไม่หลอกหลวงหรือไม่รบกวน และสื่อสารให้พวกเขาเข้าใจถึงสิ่งที่เราตั้งใจทำ

 

เช่น การนำเสนอสินค้าที่เหมาะสม ที่เดิมทีเราอาจจะมีข้อมูลชุดหนึ่งของผู้บริโภคก่อนโควิด แต่การเข้าใจปัญหาที่เขาจะเจอในช่วง Post-COVID ที่กำลังเกิดขึ้น การเข้าใจสิ่งใหม่ที่ผู้บริโภคคาดหวัง ตั้งแต่ความเอาใจใส่ในรายละเอียดของสินค้า ผลิตภัณฑ์ ความกังวลและความสูญเสียอันเริ่มจากการสื่อสารตั้งแต่ความเข้าใจจากแบรนด์ที่จะส่งต่อถึงพวกเขาในสถานการณ์ที่ยากลำบาก จะทำให้แบรนด์ที่ใส่เรื่องนี้ลงไปในแผน Data-Driven Communication ด้วยจะชนะใจผู้บริโภคมากกว่าเดิม

 

Brand Value Shift from Authenticity to Sensemaking (สร้างแบรนด์แค่ความจริงใจไร้เหตุผลคงไม่พอ แต่ต้องเมกเซนส์)

ในมุมนี้ถือว่าแบรนด์และธุรกิจผลักดันกันมานานเรื่องของความจริงใจหรือความถูกต้องต่อผู้บริโภค เพราะในยุคดิจิทัลมันทำให้แบรนด์ไม่สามารถโกหกผู้บริโภคได้ แต่กระนั้นในยุคที่ผู้บริโภคต่างถามหา ‘WHY’ กันมากขึ้นกับสิ่งรอบๆ ตัว ความเป็นเหตุเป็นผลที่สื่อสารด้วยความจริงใจ ทำให้การสื่อสารที่โปร่งใสแต่ไม่รู้ว่าทำไปทำไม อาจจะสร้างข้อสงสัยให้ผู้บริโภคได้ เช่น องค์กรหรือแบรนด์ๆ หนึ่ง สื่อสารและย้ำเสมอว่าเป็นแบรนด์ที่มีคุณธรรม แต่ภาคปฏิบัติมันจะต้องดูสมเหตุสมผลกับสังคม ความเป็นอยู่ของผู้บริโภค หรือปัจจัยอื่นๆ ด้วย เป็นต้น หรือทำ CSR ปลูกป่าล้านต้น แต่ไม่ได้มีการต่อยอดหลังปลูก แถมบริษัทอาจไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ต่อให้เราทำด้วยกุศลจิต แต่มันหาเหตุผลในการทำไม่ได้ก็เปล่าประโยชน์ ในปีถัดไป ความจริงใจ (Authenticity) ต้องมาพร้อมกับการกระทำที่มีเหตุมีผลด้วย (Make Sense) ดังนั้นสรุปก็คือ ภาพลักษณ์ที่เราเป็นแบรนด์คุณธรรมมันอาจไม่พอ แต่ผู้บริโภคจะดูเหมารวมไปถึงกิจกรรม, ผลลัพธ์ของแคมเปญว่ามันเมกเซนส์ ทั้งในแง่ของธุรกิจ, CSV (Corporate Shared Value) และทุกภาคส่วนเช่นกัน

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post Brand & Marketing Trend 2022: เปิดเทรนด์ยุคใหม่ของโลกหลังโควิด แบรนด์ถึงเวลาต้องเปลี่ยนครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Empathy’ เคล็ดลับที่ ฮันซี ฟลิก ใช้เพื่อเปลี่ยนบาเยิร์นให้เป็นสุดยอดทีมอีกครั้ง https://thestandard.co/hans-dieter-flick-empathy-management-secret-changing-bayern-munich/ Mon, 24 Aug 2020 06:59:18 +0000 https://thestandard.co/?p=391120 ‘Empathy’ เคล็ดลับที่ ฮันซี ฟลิก ใช้เพื่อเปลี่ยนบาเยิร์นให้เป็นสุดยอดทีมอีกครั้ง

“ผู้จัดการทีมบาเยิร์นคนต่อไปก็จะล้มเหลวเช่นกัน”  & […]

The post ‘Empathy’ เคล็ดลับที่ ฮันซี ฟลิก ใช้เพื่อเปลี่ยนบาเยิร์นให้เป็นสุดยอดทีมอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Empathy’ เคล็ดลับที่ ฮันซี ฟลิก ใช้เพื่อเปลี่ยนบาเยิร์นให้เป็นสุดยอดทีมอีกครั้ง

“ผู้จัดการทีมบาเยิร์นคนต่อไปก็จะล้มเหลวเช่นกัน” 

 

ข้อความข้างต้นคือพาดหัวของหนังสือพิมพ์ Der Tagesspiegel เมื่อ 41 สัปดาห์ที่แล้ว หลังจากที่บาเยิร์น มิวนิก ตัดสินใจครั้งสำคัญในการปลด นิโก โควัช โค้ชและอดีตผู้เล่นระดับตำนานของทีมชาวโครเอเชียออกจากตำแหน่ง หลังจากที่บุนเดสลีกาเพิ่งจะผ่านไปได้เพียงแค่ 10 นัดเท่านั้น

 

การพ้นจากตำแหน่งของโควัชนำไปสู่คำถามมากกว่าคำตอบ เพราะในสถานการณ์นั้นเป็นเรื่องยากในการจะคิดออกว่าใครที่จะมีความสามารถในการกอบกู้ยักษ์ใหญ่แห่งบาวาเรียให้กลับมาบรรลุเป้าหมายของสโมสรด้วยการคว้าแชมป์บุนเดสลีกาให้ได้ และต้องเข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

 

ตลอด 1 ทศวรรษที่ผ่านมามีเพียงขรัวเฒ่าอย่าง จุ๊ปป์ ไฮย์นเกส และยอดกุนซืออัจฉริยะอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอลา เท่านั้นที่ทำได้ ในขณะที่ คาร์โล อันเชล็อตติ และโควัช กลายเป็นผู้ล้มเหลวแม้ว่าจะไม่ได้แล้งไร้ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม

 

แม้ว่าจะห่างจากจ่าฝูงที่เป็นม้ามืดอย่างโบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค เพียงแค่ 4 คะแนน แต่การที่บาเยิร์นแพ้อย่างย่อยยับต่อไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต 1-5 จมอยู่อันดับ 4 ของตาราง โดยที่โปรแกรมนัดต่อไปของพวกเขาคือเกม ‘Der Klassiker’ กับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งลงทุนมหาศาลในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา เพื่อหวังจะโค่นพวกเขาลงจากบัลลังก์ให้ได้ ทำให้สถานการณ์ในแคมป์บาวาเรียค่อนข้างอ่อนไหว

 

อย่างไรก็ดี ทางด้านฝ่ายบริหารของบาเยิร์น โดย คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก รวมถึง ‘บราสโซ’ ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช อดีตยอดดาวเตะสารพัดประโยชน์ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสโมสร และ โอลิเวอร์ คาห์น อดีตยอดนายทวารที่เป็นผู้บริหารระดับสูงของสโมสร ได้มีการตระเตรียมแผนเอาไว้ล่วงหน้าแล้วตั้งแต่ช่วงปิดฤดูกาล เมื่อพวกเขาจับอาการได้ว่ามีโอกาสที่โควัช จะไม่สามารถนำบาเยิร์นขึ้นสูงได้อีกครั้ง

 

ไม่นับเรื่องแรงกระเพื่อมภายในสโมสรโดยเฉพาะจากกรณีของ โธมัส มุลเลอร์ ผู้เป็นผู้นำและสัญลักษณ์หนึ่งของสโมสรที่ถูกมองข้ามจากโควัช และเริ่มคิดถึงการย้ายออกจากรังอลิอันซ์ อารีนา ซึ่งทำให้เกิดสภาวะความไม่มั่นคงภายในทีม

 

นั่นทำให้บาเยิร์นจำเป็นต้องงัดแผนสำรองขึ้นมาใช้

 

แผนดังกล่าวมีชื่อรหัสลับสั้นๆ จำง่ายๆ ว่า ‘ฮันซี ฟลิก’

 

ฮันซี ฟลิก (เสื้อดำกลางภาพ) เป็นมือขวาของ โยอาคิม เลิฟ (ขวาสุด) และมีส่วนในการพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2014

 

คนเบื้องหลังที่ไม่เคยอยู่เบื้องหน้ามา 14 ปี

 

ฮันซี ฟลิก จริงๆ แล้วไม่ใช่คนอื่นคนไกลสำหรับบาเยิร์น เขาคืออดีตผู้เล่นของสโมสรในยุค 80 รุ่นเดียวกับยอดนักเตะอีกหลายคน 

 

โอลาฟ โธน หนึ่งในเพชรเม็ดงามที่มีจำนวนมากมายของวงการฟุตบอลเยอรมนีในเวลานั้น นิยามฟลิกว่าเป็นกองกลางที่ ‘ดุดัน แข็งแกร่ง และมีไหวพริบ’

 

หลังอำลาชีวิตการเล่นเขาทำงานเป็นโค้ชให้กับสโมสรเล็กๆ อย่าง วิคตอเรีย บัมมาเมนตัล สโมสรสุดท้ายในชีวิตการเล่นฟุตบอลอาชีพของเขา ก่อนที่จะมารับงานกับฮอฟเฟนไฮม์ 5 ปี แต่ล้มเหลวกับการนำทีมจากหมู่บ้านเล็กๆ ให้เลื่อนชั้นกลับไปสู่ระดับดิวิชัน 2 ของบุนเดสลีกาได้ จึงอำลาตำแหน่งไปเมื่อปี 2005

 

ชีวิตต่อจากนั้นของฟลิกคือการทำงานอยู่เบื้องหลัง โดยเขาได้โอกาสให้ร่วมงานกับกุนซือระดับตำนานอย่าง โจวานนี ตราปัตโตนี และวีรบุรุษลูกหนังของชาวเยอรมันอย่าง โลธาร์ มัทเธอุส ในทีมเรดบูล ซัลซ์บวร์ก เป็นเวลาสั้นๆ ก่อนจะผละจากตำแหน่งเพื่อตอบรับคำเชิญจาก เจอร์เกน คลินส์มันน์ บุนเดสเทรนเนอร์ (โค้ชทีมชาติเยอรมนี) ให้เป็นผู้ช่วยของทีมอินทรีเหล็ก

 

ฟลิกใช้เวลา 8 ปีในตำแหน่งนี้ จากการทำงานภายใต้คลินส์มันน์ สู่ โยอาคิม เลิฟ ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยมาก่อนเช่นกัน และเขาเป็นหนึ่งในทีมงานที่ช่วยให้เยอรมนีคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ในปี 2014 ที่ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นชาติจากยุโรปชาติแรกที่บุกไปพิชิตแชมป์โลกได้บนแผ่นดินลาตินอเมริกา

 

หลังจบงานนั้นเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของเดเอฟเบ และทำงานในตำแหน่งนี้จนถึงปี 2017

 

ก่อนที่จะตอบรับข้อเสนอจากบาเยิร์นที่อยากให้เขา ‘กลับบ้าน’ เพื่อมาเป็นผู้ช่วยของโควัช

 

โดยภารกิจลับๆ ที่ไม่ว่าเขาจะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตาม คือการต้องพร้อมเข้ามาประคับประคองสโมสรให้อยู่รอดให้ได้ อย่างน้อยจนกว่าจะหาโค้ชที่มีความเหมาะสมคนใหม่ได้ ซึ่งเมื่อ 10 เดือนที่แล้วนั้นไม่มีตัวเลือกใดที่ดูเหมาะสมกับสโมสรอย่างบาเยิร์น

 

ดังนั้น เมื่อฝ่ายบริหารตัดสินใจเด็ดขาดที่จะต้องปลดโควัชก่อนที่ทุกอย่างจะล่มสลาย ฟลิกจึงได้รับข้อเสนอให้เข้ามาช่วยประคองสโมสรในฐานะคนที่รู้และเข้าใจเป็นอย่างดีว่าบาเยิร์น มิวนิก นั้นเป็นสโมสรอย่างไร

 

และนี่คือการปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าเป็นครั้งแรกของเขา หลังจากที่หลบอยู่ในเบื้องหลังนาน 15 ปี โดยที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำทีมในระดับลีกสูงสุดมาก่อนเลยแม้แต่เกมเดียว

 

ในเบื้องต้นมีการประเมินกันว่าฟลิกจะได้คุมทีมเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่หากบาเยิร์นยังหาคำตอบไม่พบว่าใครควรจะได้เป็นโค้ชคนใหม่ เขาก็อาจจะต้องทำงานไปจนถึงช่วงคริสต์มาส หรือยาวที่สุดไปจนถึงช่วงสิ้นสุดฤดูกาล

 

โดยที่ ณ เข็มนาฬิกานั้นไม่มีใครรู้ว่าคำตอบที่บาเยิร์นตามหานั้นอยู่ตรงหน้าของพวกเขานั่นเอง

 

เมื่อได้รับตำแหน่ง ฟลิก เรียกตัว โธมัส มุลเลอร์ กลับเข้าสู่ทีมทันที

 

นักสื่อสารชั้นหนึ่ง

ฟลิก และฝ่ายบริหารรวมถึงแฟนบอลบาเยิร์นเองได้หายใจกันโล่งขึ้น หลังจากที่การคุมทีมนัดแรกของเขาจบลงด้วยชัยชนะ 2-0 เหนือโอลิมเปียกอส ในรายการแชมเปียนส์ลีก

 

“ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก” ฟลิกยอมรับหลังจากที่คุมทีมลงสนามเป็นเกมแรก ก่อนจะยอมรับว่าเขาตอบรับข้อเสนอนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความภักดีต่อสโมสร “มันชัดเจนว่าผมควรจะรับงานในการแสดงถึงความภักดีต่อสโมสร มันเป็นเกียรติอย่างสูง แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ด้วย”

 

ด้วยความที่เป็นคนในเงา เขาจึงได้รับการปกป้องจากทุกคน โดยเฉพาะนักเตะที่ร่วมงานด้วย

 

โจชัว คิมมิช ให้นิยามฟลิกสั้นๆ ว่า “เขาเป็นคนดี”​

 

คนดีในความหมายนั้นตีความได้หลากหลาย แต่สำหรับฟลิก สิ่งที่เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญมากของเขา และสามารถจะเรียกได้ว่าเป็นเคล็ดลับที่ไม่ได้ปิดเป็นความลับ คือการที่เขาเป็นคนที่มีความสามารถเกี่ยวกับเรื่องของ ‘ความรู้สึก’ ของคนเป็นพิเศษ

 

เขาสัมผัสได้ รับรู้ เข้าใจ และรู้ว่าจะพูดอย่างไรเพื่อให้คนฟังรู้สึกดี

 

หนึ่งในคนที่สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ แพร์ แมร์เตซัคเกอร์ อดีตปราการหลังทีมชาติเยอรมนี ซึ่งเป็นเสาหลักของทีมมานาน

 

เรื่องเกิดขึ้นในฟุตบอลโลก 2014 ก่อนเกมที่เยอรมนีจะต้องพบกับฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเกมที่สำคัญที่สุดของชีวิตสำหรับแมร์เตซัคเกอร์ หนึ่งในผู้เล่นที่มีประสบการณ์สูงที่สุดของทีม ซึ่งได้รับข่าวร้ายจาก ‘โยกี’​ เลิฟ ที่แจ้งข่าวว่าเขาจะมีการปรับเปลี่ยนทีมในบางจุด

 

หนึ่งในนั้นคือการที่แมร์เตซัคเกอร์จะไม่ได้ลงสนาม แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะลงเล่นทุกนาทีในสนามก็ตาม โดย เจอโรม บัวเต็ง จะถูกขยับมายืนเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ และ ฟิลิปป์ ลาห์ม จะกลับมาประจำการที่ตำแหน่งแบ็กขวาอีกครั้ง

 

ในความรู้สึกของแมร์เตซัคเกอร์ แม้จะพรรษามากพอที่จะเข้าใจได้ แต่ในความรู้สึกแล้วแตกสลายเหมือนกับโลกทั้งใบถล่มลงมาตรงหน้า

 

“ผมช็อกมาก ผมคิดมาตลอดว่าพวกเขาเชื่อในตัวผม ตอนนั้นผมได้แต่ถามไปเรื่อยว่าทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมเป็นอย่างนี้” อดีตกองหลังร่างยักษ์เล่าความหลัง 

 

ถึงจุดนั้นเลิฟหยุดอธิบาย และเป็นฟลิกที่รับหน้าที่ในการอธิบายต่อ 

 

ด้วยความสามารถที่สัมผัสได้ถึงใจของคนฟัง สุดท้ายเขาทำให้แมร์เตซัคเกอร์ยอมรับและเข้าใจถึงเหตุผลของการตัดสินใจ 

 

 

แก้ทุกปัญหาด้วยคำว่า Empathy

“เขาเป็นคนที่ถ่อมตัวอย่างมาก และเขาก็เป็นคนที่มีสัมผัสของความเป็นมนุษย์สูงมาก เขาเป็นคนที่ใส่ใจคน แต่เขาก็ไม่เคยกลัวที่จะแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของตัวเอง และนั่นทำให้เขาเชื่อมถึงกับทุกคน 

 

แมร์เตซัคเกอร์ยกย่องฟลิกว่าเป็นคนที่ ‘สื่อสาร’ ได้ดีมากและมีความชัดเจน ใครที่อยากรู้อะไรก็จะได้รับทราบ ในทีมชาติเยอรมนีเขาคือ ‘สะพาน’ ที่เชื่อมทุกคนเข้าหากัน ไม่ว่าจะเป็นนักฟุตบอล สตาฟฟ์โค้ช และสตาฟฟ์ฝ่ายอื่นๆ ที่เหลือ และด้วยสิ่งนี้เองที่เป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการทำให้บรรยากาศในแคมป์ทีมชาติเยอรมนีเต็มไปด้วยความอบอุ่น กลมเกลียว และเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

 

แต่ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่แมร์เตซัคเกอร์จำได้แม่นยำ คือการที่ฟลิกเป็นคนบอกให้เลิฟ กล่าวชมเหล่านักเตะตัวสำรองด้วย เพราะคนที่ทุ่มเทนั้นไม่ได้มีแค่นักฟุตบอลที่ลงสนามอย่างเดียว 

 

คุณสมบัตินี้ของฟลิก คล้ายคลึงกับสิ่งที่ จุ๊ปป์ ไฮย์นเกส์ ขรัวเฒ่าผู้ที่พร้อมเข้ามากอบกู้บาเยิร์นจากวิกฤตเสมอ โดยครั้งสุดท้ายที่เขารับหน้าที่คือการทำให้ทีมคว้าแชมป์ 3 รายการในฤดูกาลเดียวทั้ง บุนเดสลีกา, เดเอฟเบ โพคาล และยูฟ่าแชมเปียนส์​ลีก ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อปี 2013

 

อาร์เน ฟรีดิช อีกหนึ่งนักเตะของบาเยิร์นในอดีตเปรียบเทียบกุนซือสองคนให้เห็นภาพว่า “ในทีมของไฮย์นเกส์เราจะแทบไม่ได้ยินนักเตะตัวสำรองบ่นอะไรเลย ซึ่งสำหรับผมแล้วฮันซี มีความคล้ายคลึงกับเขาอย่างมาก

 

ขณะที่ โอลิเวอร์ คาห์น ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่มีส่วนในการตัดสินใจเลือกฟลิก กล่าวถึงฟลิกว่า “เขารู้เสมอว่าเขาจะต้องพูดอะไรกับผู้เล่น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เขารู้ดีว่าเขาจะรับมือกับผู้เล่นได้อย่างไร”

 

ดังนั้น เมื่อรับงานในการคุมบาเยิร์น มิวนิก สิ่งแรกที่ฟลิกทำไม่ใช่การตัดสินใจ แต่เป็นการรับฟังทุกคนอย่างตั้งใจ

 

พวกเขามองเห็นทีมเป็นอย่างไร คิดว่าทีมควรจะเล่นในแบบไหน และพวกเขามองตัวเองเป็นอย่างไรภายในทีม 

 

“ทุกคนมีคุณค่า” คือสิ่งที่เขาพยายามบอกกับลูกทีม ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นซูเปอร์สตาร์ประจำทีม เป็นดาวรุ่ง หรือเป็นกำลังเสริมของทีม 

 

หรือต่อให้ลงสนามไม่ได้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ซึ่งครั้งหนึ่งฟลิกได้แสดงให้เห็นถึงมุมนี้ด้วยการไปปลอบโยน ฆาบี มาร์ติเนซ มิดฟิลด์ชาวสเปนที่อยู่ในระหว่างช่วงที่ยากลำบาก และไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์ได้จนร้องไห้ออกมาระหว่างที่นั่งอยู่บนม้านั่งสำรองข้างสนาม

 

ภาพของฟลิกที่ไปนั่งอยู่ข้างๆ โอบไหล่ และปลอบใจอย่างใกล้ชิดสร้างความประทับใจให้แก่ทุกคนอย่างมาก และที่สำคัญคือมันไม่ใช่การสร้างภาพ มันเป็นตัวตนของเขาจริงๆ

 

ขณะที่สองผู้เล่นประสบการณ์สูงอย่างบัวเต็งและมุลเลอร์ ซึ่งถูกมองข้ามจาก นิโก โควัช ได้รับโอกาสจากฟลิกทันที และสิ่งที่เหลือเชื่อทั้งสองกลับมาทำผลงานได้อย่างวิเศษ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เล่นได้ดีที่สุดในชีวิต

 

บัวเต็งกลับมาเป็นเสาหลักในแนวรับ ขณะที่มุลเลอร์ เหมือนได้รับการปลดปล่อยให้กลับมาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด โดยเฉพาะสถิติสุดยอดในการทำไปถึง 21 แอสซิสต์ในฤดูกาลนี้ หลังกลับมาเป็นตัวสำคัญภายในทีมอีกครั้ง

 

แน่นอนว่าแค่ความสามารถในการสื่อสารอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนบาเยิร์นจากทีมที่กำลังแตกร้าวให้กลับมากลายเป็นทีมที่ดีที่สุดของยุโรป – และอาจหมายถึงของโลก – ในเวลานี้ 

 

ฟลิก มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของแท็กติกฟุตบอลอย่างถ่องแท้ เขารู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ทีมเล่นได้อย่างดีที่สุด ซึ่งในชั่วระยะเวลาเพียงแค่ 4 นัดแรกในการคุมทีมบาเยิร์น ได้กลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้งด้วยผลงานชนะรวด 4 นัด ยิงได้ 16 ประตู และไม่เสียประตูเลย

 

มากกว่านั้นคือการที่เขายังยกระดับทีมให้ไปสู่จุดสูงสุดได้อย่างมหัศจรรย์ บาเยิร์นในวันนี้คือทีมที่มีระบบการเล่นดีที่สุดในโลก ทรงประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งจุดสูงสุดคือการไล่ถล่มบาร์เซโลนา ที่มี ลิโอเนล เมสซี ย่อยยับถึง 8-2

 

มันเป็นเกมที่เหมือนภาพสะท้อนของโศกนาฏกรรมลูกหนัง ‘มิไนราโซ’ วันที่ทีมชาติเยอรมนี ฉีกหัวใจคนบราซิลทั้งชาติเมื่อ 6 ปีที่แล้วด้วยชัยชนะ 7-1 ในเกมรอบรองชนะเลิศ ซึ่งครั้งนั้นฟลิกคือมือขวาของ โยอาคิม เลิฟ

 

และถึงจะเป็นคนอ่อนโยนแต่ไม่ได้แปลว่าไม่เข้มแข็ง ในทางตรงกันข้ามเขาเข้มแข็งพอที่จะตัดสินใจเรื่องยากๆ และพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

 

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่สุดซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างในการทำงานของเขาคือคำว่า Empathy

 

เพราะคำนี้ ฟลิกจึงเปลี่ยนบาเยิร์นจากทีมที่ใกล้แตกสลายให้กลายเป็นสุดยอดทีมได้อีกครั้ง

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post ‘Empathy’ เคล็ดลับที่ ฮันซี ฟลิก ใช้เพื่อเปลี่ยนบาเยิร์นให้เป็นสุดยอดทีมอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>