Edelman Trust Barometer Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/edelman-trust-barometer/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 04 Mar 2026 13:27:44 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จงเป็นเสาหลักที่พึ่งพาได้ แต่ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง ศิลปะการเป็นผู้นำในวันที่คนทำงานไม่ไหวจะทน https://thestandard.co/the_secret_sauce/supportive-leadership-employee-well-being/ Mon, 26 Jan 2026 14:10:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1169813

ทุกวันนี้ พนักงานจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า ‘สิ่งที่ […]

The post จงเป็นเสาหลักที่พึ่งพาได้ แต่ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง ศิลปะการเป็นผู้นำในวันที่คนทำงานไม่ไหวจะทน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทุกวันนี้ พนักงานจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า ‘สิ่งที่ทำ’ คุ้มกับ ‘สิ่งที่เสีย’ หรือไม่ โดยเฉพาะสุขภาพจิตในวันที่โลกหมุนเร็วจนหัวใจตามไม่ทัน ความปลอดภัยที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความกังวล เช่น AI จะมาแทนที่เมื่อไหร่ เศรษฐกิจจะพังลงตอนไหน

 

ท่ามกลางพายุเหล่านี้ สิ่งที่พนักงานต้องการอาจไม่ใช่หัวหน้าที่เก่งที่สุด แต่คือผู้นำที่เป็น ‘ที่พึ่งทางใจ’ และเป็นพื้นที่หายใจสุดท้ายในวันที่ทุกอย่างดูไม่น่าไว้วางใจ

 

🟡 ทำไมคนทำงานยุคนี้ถึงพร้อม ‘ปิดสวิตช์’ ตัวเองตลอดเวลา

 

Edelman Trust Barometer 2026 รายงานว่า โลกกำลังเผชิญ ‘วิกฤตความเงียบ’ ที่น่าเป็นห่วง คนกว่า 70% เลือกจะไม่แสดงความเห็น ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะ ‘เหนื่อย’ ที่ต้องอธิบายตัวตนในสังคมที่ความเชื่อใจพังทลาย

 

McKinsey Health Institute พบว่า Gen Z มีระดับสุขภาวะจิตใจต่ำที่สุดใน 26 ประเทศ ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาตระหนักรู้เรื่องสุขภาพจิตมากกว่ารุ่นก่อน จึงกล้าพูดถึงความทุกข์ได้เร็วกว่า และยังต้องรับมือกับ ‘Poly-crisis Anxiety’ ทั้งเศรษฐกิจผันผวน ภูมิอากาศวิกฤต และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วแบบไม่รอใคร

 

เมื่อสถาบันหลักพึ่งพาไม่ได้ ‘ที่ทำงาน’ จึงกลายเป็นปราการสุดท้ายที่พนักงานยังเหลือไว้สำหรับความเชื่อใจ

 

🟡 ทีมท้อใจ ผู้นำทำไงต่อ

 

ในวันที่ทีมเริ่มไปต่อไม่ไหว ผู้นำต้องเปลี่ยนจาก ‘คนสั่ง’ เป็น ‘โช้คอัพ’ ที่ช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือน ผ่านแนวคิด Adaptive Leadership หรือ ‘ภาวะผู้นำเชิงปรับตัว’ ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์ด้วยการมีคำตอบทุกข้อ แต่ด้วยการชวนทีมตั้งคำถาม กล้าปรับเปลี่ยน และเรียนรู้ไปด้วยกัน เพราะบางครั้งสิ่งที่ทีมต้องการไม่ใช่คำสั่ง แต่คือความชัดเจน การฟัง และความเชื่อใจที่ไม่แค่แก้ปัญหาทางเทคนิค แต่เข้าใจความเปราะบางทางอารมณ์ไปพร้อมกัน

 

สิ่งสำคัญคือการ ‘คืนงานให้พนักงาน’ (Give the work back) อย่างเหมาะสม ให้พวกเขายังรู้สึกมีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงเบี้ยที่ต้องรอคำสั่ง ผู้นำที่ดีจะรักษาความตึงเครียดในทีมให้ พอดี ไม่เร่งจนตื่นตระหนก ไม่เฉยชาจนหมดไฟ

 

🟡 เปลี่ยนผู้นำธรรมดาให้เป็นเสาหลัก ด้วยโมเดล SCARF

 

สมองมนุษย์ตีความ ‘ความไม่ยุติธรรม’ เหมือนการถูกทำร้ายร่างกาย SCARF Model จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเป็นที่พึ่งทางใจ:

 

🔸 S – Status (ทำให้เขามีตัวตน): หมั่นให้ Feedback ชื่นชมสิ่งเล็กน้อย เพื่อย้ำว่า “คุณสำคัญกับทีม”

 

🔸 C – Certainty (สร้างความชัดเจน): ลดความกลัวด้วยการสื่อสารอย่างโปร่งใส แม้ไม่รู้ทุกอย่าง ก็บอกตรงๆ ได้

 

🔸 A – Autonomy (ให้อิสระที่อุ่นใจ): มอบอำนาจในขอบเขตที่เหมาะสม ให้เขาควบคุมงานได้ โดยมีคุณเป็น ‘ตาข่ายรองรับ’

 

🔸 R – Relatedness (สร้างความเชื่อมโยง): เปลี่ยน ‘ฉัน’ เป็น ‘เรา’ สร้างเป้าหมายร่วมที่เชื่อมคนหลากหลายให้กลายเป็นทีมเดียวกัน

 

🔸 F – Fairness (ยุติธรรมเสมอ): ตัดสินใจอย่างโปร่งใส เพราะความรู้สึกไม่ยุติธรรมคือชนวนให้พนักงานลาออกทางใจ

 

ในปี 2026 คนทำงานไม่ได้ต้องการหัวหน้าที่รู้ทุกอย่าง แต่ต้องการหัวหน้าที่เป็นเหมือน ‘นั่งร้าน’ ให้พวกเขาพิงพักในวันที่โลกเปราะบาง หากองค์กรใดสร้างที่แบบนี้ได้ ไม่ใช่แค่จะได้งานที่ดี แต่จะได้ ‘ใจ’ ของคนทำงานเป็นรากฐานที่มั่นคงที่สุดในอนาคต

 

#TheSecretSauce

The post จงเป็นเสาหลักที่พึ่งพาได้ แต่ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง ศิลปะการเป็นผู้นำในวันที่คนทำงานไม่ไหวจะทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึก Edelman Trust Barometer 2026 เมื่อคน 7 ใน 10 เลือก ‘ปิดตัวเอง’ และความเชื่อใจทั่วโลกกำลังถึงจุดแตกหัก https://thestandard.co/the_secret_sauce/edelman-trust-barometer-2026/ Wed, 21 Jan 2026 08:07:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1167729 Edelman Trust Barometer 2026

ทำไมเราถึงไม่ค่อยอยากคุยกับคนที่คิดไม่เหมือนเรา?   […]

The post เจาะลึก Edelman Trust Barometer 2026 เมื่อคน 7 ใน 10 เลือก ‘ปิดตัวเอง’ และความเชื่อใจทั่วโลกกำลังถึงจุดแตกหัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Edelman Trust Barometer 2026

ทำไมเราถึงไม่ค่อยอยากคุยกับคนที่คิดไม่เหมือนเรา?

 

ลองนึกดูดีๆ ช่วงหลังมานี้เวลาคุยเรื่องสังคม การเมือง หรือแม้แต่เรื่องงาน หลายคนเริ่มเลือกเงียบมากกว่าพูด บางคนเลิกคอมเมนต์ บางคนเลิกอธิบาย และบางคนเลือกไม่ฟังตั้งแต่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดไม่เหมือนเรา ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะ ‘เหนื่อย’ 

 

เหนื่อยที่จะต้องถก เหนื่อยที่จะต้องอธิบาย และเหนื่อยที่จะต้องทะเลาะกับคนที่เรารู้สึกว่าไม่มีวันเข้าใจกัน…สิ่งนี้ไม่ได้เกิดกับคุณคนเดียว และไม่ได้เกิดแค่ในประเทศไทยครับ

 

ข้อมูลใหม่จาก Edelman Trust Barometer 2026 บอกว่า วันนี้คนทั่วโลกกว่า 70% ไม่อยากเชื่อใจคนที่มีความคิด ค่านิยม หรือมุมมองทางสังคมต่างจากตัวเองอีกต่อไป พูดง่ายๆ คือ เราเริ่มรู้สึกปลอดภัยกว่า หากอยู่กับคนที่คิดเหมือนเราเท่านั้น

 

ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ประเทศที่ปิดตัวเองหนักที่สุดไม่ใช่ประเทศกำลังพัฒนา แต่คือประเทศพัฒนาแล้ว ญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษ แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ล้วนติดอันดับต้นๆ ของโลกในการไม่ไว้ใจคนที่คิดต่าง

 

คำถามคือ ทำไมโลกที่มีข้อมูลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ กลับกลายเป็นโลกที่คนฟังกันน้อยที่สุด?

 

1. เหตุผลแรกคือเรื่องใกล้ตัวที่สุด นั่นคือความไม่มั่นคงในชีวิต คนจำนวนมากกลัวตกงานเพราะ AI กลัวว่านโยบายการค้าหรือสงครามภาษีจะกระทบงานของตัวเอง และไม่แน่ใจว่าอีก 3–5 ปีข้างหน้า ชีวิตจะยังไปต่อได้แบบเดิมหรือไม่ เมื่อปากท้องไม่มั่นคง ความอดทนต่อความเห็นต่างก็ลดลงโดยอัตโนมัติ

 

2. เหตุผลที่สองคือ ความหวังต่ออนาคตกำลังหายไป งานวิจัยชิ้นนี้พบว่ามีเพียง 32% ของคนทั่วโลกเท่านั้นที่เชื่อว่าคนรุ่นถัดไปจะมีชีวิตที่ดีกว่าเรา ตัวเลขในบางประเทศเหลือแค่หลักตัวเดียว นี่คือสัญญาณอันตราย เพราะเมื่อเราไม่เชื่อว่าอนาคตจะดีขึ้น สิ่งที่เราทำคือปกป้องสิ่งที่มีอยู่ในวันนี้อย่างสุดแรง

 

3. เหตุผลที่สามคือ ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่า ‘ระบบไม่เห็นเรา’ คนรายได้น้อยมองว่าสถาบันต่างๆ ไม่เข้าใจชีวิตจริง ขาดความสามารถ และไม่เป็นธรรม ช่องว่างความรู้สึกระหว่างคนแต่ละกลุ่มจึงถ่างออกเรื่อยๆ และเมื่อความรู้สึกไม่เท่ากัน การสนทนาก็ยิ่งยากขึ้น

 

4. สุดท้ายคือโลกข้อมูลที่ควรเชื่อมเราเข้าด้วยกัน กลับพาเราแยกออกจากกันมากขึ้น เราอ่านข่าวจากแหล่งเดิม ฟังคนกลุ่มเดิม และอยู่ในพื้นที่ที่ยืนยันความคิดของเราเอง จนวันหนึ่งเราค่อยๆ หยุดฟังคนที่คิดไม่เหมือนเราไปโดยไม่รู้ตัว

 

Richard Edelman อธิบายปรากฏการณ์นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ตลอดห้าปีที่ผ่านมา โลกเคลื่อนจากความกลัว ไปสู่ความแตกแยก จากนั้นกลายเป็นความไม่พอใจ และวันนี้กำลังเข้าสู่ช่วงใหม่ที่เรียกว่า ‘การปิดตัวเอง’ เราไม่ได้อยากเอาชนะใครอีกแล้ว แต่เลือกถอยกลับไปอยู่กับคนที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยมากกว่า โลกจึงค่อยๆ เปลี่ยนจากคำว่า ‘เรา’ เป็น ‘ฉัน’

 

ผลกระทบของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่บรรยากาศในโซเชียล แต่ลามไปถึงที่ทำงาน การลงทุน และความสัมพันธ์ในองค์กร คนจำนวนมากไม่อยากทำงานกับหัวหน้าที่มีค่านิยมต่างจากตัวเอง ไม่อยากลงทุนในบริษัทที่คิดไม่เหมือนตน และเชื่อถือองค์กรที่ “เป็นพวกเดียวกัน” มากกว่าที่จะมองว่าใครทำงานเก่งหรือไม่เก่ง

 

น่าสนใจว่า ท่ามกลางความไม่ไว้ใจนี้ สถานที่ที่คนยังพอเชื่อใจได้มากที่สุด กลับกลายเป็น ‘ที่ทำงาน’ นายจ้างและผู้นำองค์กรถูกคาดหวังให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ให้คนคุยกันได้ แม้จะคิดไม่เหมือนกันก็ตาม

 

ทั้งหมดนี้กำลังบอกเราว่า วิกฤตความเชื่อใจรอบใหม่ของโลก ไม่ได้มาในรูปของเสียงดังหรือการประท้วง แต่มาในรูปของความเงียบ ความถอย และการไม่อยากคุยกันอีกต่อไป

 

เงียบเพราะคนเลิกอธิบาย เงียบเพราะคนเลิกฟัง และเงียบเพราะเราคิดว่าอีกฝ่าย ‘ไม่มีวันเข้าใจ’

 

และคำถามสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่า ใครถูกหรือผิดครับ แต่คือ “ถ้าเราไม่อยากคุยกันอีกแล้ว เราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร?”

The post เจาะลึก Edelman Trust Barometer 2026 เมื่อคน 7 ใน 10 เลือก ‘ปิดตัวเอง’ และความเชื่อใจทั่วโลกกำลังถึงจุดแตกหัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
การปิดกั้นทางความคิด: วิกฤตศรัทธาครั้งต่อไป https://thestandard.co/censorship-thought-crisis-faith/ Tue, 20 Jan 2026 05:44:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1167114 การปิดกั้นทางความคิด: วิกฤตศรัทธาครั้งต่อไป

กวีชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 17 อย่าง จอห์น ดันน์ เคยเขียนไว […]

The post การปิดกั้นทางความคิด: วิกฤตศรัทธาครั้งต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
การปิดกั้นทางความคิด: วิกฤตศรัทธาครั้งต่อไป

กวีชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 17 อย่าง จอห์น ดันน์ เคยเขียนไว้ว่า “ไม่มีมนุษย์คนใดเป็นเกาะที่แยกขาดจากผู้อื่นได้โดยสมบูรณ์” ถ้อยคำนี้สะท้อนความจริงว่า เราต่างต้องพึ่งพากันและกัน แต่ในโลกปัจจุบัน แนวคิดนั้นกำลังถูกแทนที่ด้วย ‘การปิดกั้นทางความคิด’ (Insularity) โดยเป็นภาวะทางจิตวิทยาที่เกิดจากความหวาดกลัวและวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

Edelman Trust Barometer ประจำปี 2026 พบว่า 70% ของผู้ตอบแบบสอบถาม 37,500 คนจาก 28 ประเทศ ไม่พร้อมที่จะไว้วางใจผู้ที่มีค่านิยม ข้อมูล ประสบการณ์ชีวิต หรือภูมิหลังที่แตกต่างจากตนเอง ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในทุกกลุ่มรายได้ ทุกเพศ ทุกช่วงวัย และเกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา

 

เรากำลังเลือกที่จะอยู่ในระบบนิเวศของความเชื่อใจแบบปิด ซึ่งบังคับให้เรามีมุมมองต่อโลกที่จำกัด ความคิดเห็นที่แคบลง ภาวะชะงักงันทางความคิด และความแข็งตัวทางวัฒนธรรม ความไม่ไว้วางใจกลายเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานใหม่ มีเพียงหนึ่งในสามของผู้ตอบแบบสอบถามที่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่สามารถไว้วางใจได้

 

ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแนวโน้มปิดกั้นทางความคิดมีความเชื่อมั่นต่อสถาบันที่นำโดยคนที่แตกต่างจากตนในด้านใดก็ตามต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ (ลดลงอย่างน้อย 28 คะแนน) เราถอยห่างจากการสนทนาและการประนีประนอม เลือกความปลอดภัยของสิ่งคุ้นเคยแทนความเสี่ยงของนวัตกรรม เลือกชาตินิยมแทนการเชื่อมโยงกับโลก และเลือกประโยชน์ของ ‘ฉัน’ แทนความก้าวหน้าของ ‘พวกเรา’

 

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

 

ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี Trust Barometer ได้บันทึกการเสื่อมถอยของความเชื่อมั่นต่อสถาบันและผู้นำอย่างต่อเนื่องและยากจะหลีกเลี่ยง ความไว้วางใจในวันนี้ได้หดตัวลงมาอยู่ในระดับใกล้ตัวที่ระดับ ‘นายจ้างของฉัน’ และ ‘ซีอีโอของฉัน’ หลังวิกฤตการเงิน ผู้มีรายได้สูงและต่ำต่างไม่ไว้วางใจสถาบันต่างๆ แต่ในขณะที่ผู้มีรายได้สูงเริ่มฟื้นความเชื่อมั่น ผู้มีรายได้ต่ำกลับยังติดอยู่ในความไม่ไว้วางใจ ส่งผลให้เกิดช่องว่างความเชื่อมั่นระหว่างชนชั้นถึง 15 คะแนนทั่วโลก

 

โดยสหรัฐอเมริกามีช่องว่างความไว้วางใจตามระดับรายได้สูงที่สุด อยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 29 คะแนน ในปี 2026 ความกังวลเกี่ยวกับโอกาสทางเศรษฐกิจที่ถดถอยลงและการสูญเสียงานจากโลกาภิวัตน์ได้เพิ่มระดับความแตกแยกทางการเมือง โควิด-19 ได้บ่มเพาะความสงสัยต่อคำสั่งของรัฐบาลและความเคลือบแคลงต่อวิทยาศาสตร์ จนนำไปสู่การต่อสู้เรื่อง “ความจริง” ขณะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันชาตินิยม การต่อต้านข้อตกลงพหุภาคี และการเปลี่ยนทิศทางของการค้าโลก

 

ปีที่ผ่านมา Edelman Trust Barometer ชี้ให้เห็นถึงการถดถอยลงสู่สภาวะแห่งความคับข้องใจสองในสามของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าระบบไม่เป็นธรรม มากกว่าครึ่งของ Gen Z มองว่าการเคลื่อนไหวเชิงก้าวร้าว รวมถึงความรุนแรง เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ความหวาดกลัวต่อภาวะเงินเฟ้อ ความเสี่ยงของการสูญเสียงานจาก AI และความกังวลเกี่ยวกับข้อมูลบิดเบือน ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่กัดกร่อนความเชื่อมั่น กรอบความคิดของสังคมได้เปลี่ยนจากความตื่นตระหนก ไปสู่ความโกรธ และต่อเนื่องมาถึงการยอมจำนนอย่างขุ่นเคืองและภาวะการปิดกั้นทางความคิด ผลกระทบของภาวะการปิดกั้นทางความคิดเริ่มปรากฏชัด

 

ประการแรก คือการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ผลสำรวจ Artificial Intelligence at a Crossroads พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ และเยอรมนี ปฏิเสธการใช้ AI มากกว่าสนับสนุนถึงสองเท่า ชาวอเมริกัน 70% เชื่อว่าซีอีโอไม่บอกความจริงเรื่องการสูญเสียงานจาก AI

 

ประการที่สอง คือการเพิ่มขึ้นของกระแสชาตินิยม ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่ผลิตในประเทศมากกว่าบริษัทข้ามชาติ (แตกต่างกันถึง 30 คะแนนในแคนาดา และ 28 คะแนนในเยอรมนี)

 

ประการที่สาม สังคมกำลังสูญเสียความสามารถในการลงมือทำ การแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศถูกชะลอเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้น และโครงการท้องถิ่นเร่งด่วน เช่น ที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยากลับถูกขัดขวาง

 

ประการที่สี่ และน่ากังวลที่สุด คือการสูญเสียความหวังต่ออนาคตอย่างสิ้นเชิง ไม่มีประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศใดที่มีสัดส่วนความเชื่อมั่นต่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นถัดไปเกินร้อยละ 23 ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจหลักในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ สิงคโปร์ ไทย อินเดีย และจีน ต่างแสดงให้เห็นถึงการลดลงของความเชื่อมั่นนี้ในระดับสองหลักเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

 

แต่ยังมีหนทางในการรับมือกับภาวะการปิดกั้นทางความคิด ผ่านแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า ‘Trust Brokering’ หรือการเป็นตัวกลางสร้างความเชื่อใจ

 

Trust Broker มีบทบาทในการฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างฝ่ายที่ห่างเหินหรือแตกแยก ช่วยเชื่อมความแตกต่างและค้นหาจุดร่วม สิ่งสำคัญคือการยอมรับมุมมองที่หลากหลายโดยไม่พยายามเปลี่ยนความเห็นของกันและกัน โดย Trust Broker ทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมและผู้จัดวงสนทนา มากกว่าการเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง

 

Trust Broker ที่สำคัญที่สุดคือ ‘นายจ้าง’ ซึ่งอยู่ใกล้และเชื่อถือได้ แม้ทุกสถาบันจะถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่นี้ แต่นายจ้างยังเป็นสถาบันเดียวที่ได้รับความเชื่อมั่นในระดับที่ค่อนข้างดี โดยมีระดับความเชื่อมั่นอยู่ที่ 58% ที่ทำงานจึงเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุยเรื่องยากหรืออ่อนไหว เพราะมีกติกาและกรอบพฤติกรรมที่ชัดเจน และนายจ้างคือผู้ทำให้ความท้าทายระดับโลก เช่น AI โลกาภิวัตน์ และค่าครองชีพ ให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน

 

เหตุใดนายจ้างจึงควรทำหน้าที่นี้

 

ภาวะปิดกั้นทางความคิดกระทบต่อผลประกอบการโดยตรง พนักงานร้อยละ 42 ระบุว่า พวกเขายอมย้ายแผนกมากกว่าทำงานให้กับผู้ที่มีค่านิยมแตกต่างจากตน และหนึ่งในสามจะลดระดับความทุ่มเทในการทำงาน หากหัวหน้ามีความเชื่อที่แตกต่างออกไป ชาตินิยมส่งผลลบต่อบรรษัทข้ามชาติ โดยมากกว่าหนึ่งในสามของผู้ตอบแบบสอบถามต้องการลดจำนวนบริษัทต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในประเทศของตน แม้ว่าจะต้องแลกกับราคาที่สูงขึ้นและทางเลือกที่น้อยลงก็ตาม

 

เราควรทำอย่างไร

 

องค์กรจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาในประเด็นสำคัญภายในสถานที่ทำงาน โดยมีซีอีโอหรือผู้นำระดับสูงเป็นผู้ขับเคลื่อน การรับมือกับภาวะการปิดกั้นทางความคิดจะต้องอาศัยจากการที่บริษัทปรับตัวจากการเป็นเพียง ‘พหุชาติ’ (multi-national) ไปสู่การเป็น ‘พหุอัตลักษณ์ระดับชาติ’ (poly-national) ด้วยการให้อำนาจและความยืดหยุ่นแก่บริษัทย่อยมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทควรเพิ่มบทบาทในการมีส่วนร่วมบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องจะเข้าถึงผู้คน

 

จอห์น ดันน์ ปิดท้ายบทกวีของเขาด้วยคำเตือนที่ยังคงทรงพลังว่า “ดังนั้น อย่าส่งใครไปถามว่าระฆังนั้นดังเพื่อใคร เพราะมันดังเพื่อตัวท่านเอง” เรากำลังกลายเป็นสังคมที่แข็งตัว ไม่อดทนต่อความแตกต่าง และไร้ความสอดคล้องภายในกรอบความคิดที่ปิดล้อมตนเอง ความเสี่ยงต่อสังคมจากอารมณ์สาธารณะที่เหวี่ยงขึ้นลงอย่างรุนแรง และการปฏิเสธนวัตกรรมนั้นมีอยู่จริง ความเชื่อมั่นที่ยึดมั่นในความถูกต้องของตนเองอย่างตายตัว จำเป็นต้องเปิดทางให้กับความเชื่อในอนาคต โดยมี ‘นายจ้าง’ เป็นผู้นำในการทำหน้าที่ Trust Broker หลักของสังคม

 

ภาพ: Martin Barraud/Getty Images

 

The post การปิดกั้นทางความคิด: วิกฤตศรัทธาครั้งต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลสำรวจใน 11 ประเทศชี้ คนส่วนใหญ่ ‘กลัวติดโควิด-19 มากกว่าเศรษฐกิจพัง’ https://thestandard.co/11-countries-survey-on-coronavirus/ Wed, 06 May 2020 07:03:12 +0000 https://thestandard.co/?p=361011

ผลสำรวจความเชื่อมั่นเอเดลแมน (Edelman Trust Barometer) […]

The post ผลสำรวจใน 11 ประเทศชี้ คนส่วนใหญ่ ‘กลัวติดโควิด-19 มากกว่าเศรษฐกิจพัง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผลสำรวจความเชื่อมั่นเอเดลแมน (Edelman Trust Barometer) เผยว่าคนส่วนใหญ่ใน 11 ประเทศสนับสนุนให้รัฐบาล ‘เน้นรักษาชีวิตคน’ มากกว่าเปิดให้ ‘ระบบเศรษฐกิจเดินหน้า’ หลังกระทบหนักจากมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธ์ุใหม่

 

ระหว่างวันที่ 15-23 เมษายนที่ผ่านมา บริษัทด้านการสื่อสารระดับโลกอย่างเอเดลแมน (Edelman) ได้สอบถามความคิดเห็นประเด็นความเชื่อมั่นต่อองค์กรต่างๆ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 จากประชาชนรวมมากกว่า 13,200 คนในหลายประเทศทั่วโลก

 

ผู้เข้าร่วมแบบสำรวจ 67% สนับสนุนว่า “รัฐบาลควรให้ความสำคัญต่อการช่วยชีวิตคนให้ได้มากที่สุด แม้หมายความว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวช้าลงมาก” ในทางตรงกันข้าม 1 ใน 3 ของผู้เข้าร่วมแบบสำรวจเห็นว่า “การรักษางานและเปิดให้เศรษฐกิจกลับมาดำเนินต่อไปเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลควรจะสนใจมากขึ้น แทนการทุ่มทุกมาตรการเพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชน”

 

ผลสำรวจนี้ศึกษากลุ่มตัวอย่างประมาณ 1,200 คนในแต่ละประเทศ ทั้งจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย ฝรั่งเศส เยอรมนี เม็กซิโก สหราชอาณาจักร แคนาดา และสหรัฐอเมริกา

 

ผลสำรวจที่น่าสนใจคือ 2 ใน 3 ของชาวญี่ปุ่นเทความสำคัญให้เรื่องสาธารณสุขมากกว่าเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับผู้เข้าร่วมแบบสำรวจจากสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และแคนาดา ที่ให้ความสำคัญกับสาธารณสุขมากกว่าเกิน 70% ขณะเดียวกัน แม้จะมีการประท้วงต่อต้านการปิดเมืองในสหรัฐอเมริกา แต่ชาวอเมริกัน 66% ยังสนับสนุนให้ควบคุมการแพร่ระบาดอยู่ดี 

 

สำหรับกลุ่มตัวอย่างจากจีนซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาด ถึงจะยังให้น้ำหนักต่อสุขภาพมากกว่าเศรษฐกิจ แต่ผู้สนับสนุนมีเพียง 56% ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดในบรรดา 11 ประเทศที่เข้าร่วมการสำรวจ

 

รายงานระบุต่อไปว่า หากเทียบกับผลสำรวจเดียวกันในช่วงมกราคมที่ผ่านมา การแพร่ระบาดโควิด-19 ช่วยให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้นแทบทุกประเทศเว้นเพียงญี่ปุ่น โดยคะแนนความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11 จุด เฉลี่ยรวม 65% นับว่ามากที่สุดจากการศึกษาในรอบ 20 ปีของบริษัทแห่งนี้

 

เสียงสนับสนุนภาครัฐสวนทางกับความคิดเห็นส่วนใหญ่ที่มองว่า ภาคธุรกิจยังทำงานไม่ดีพอกับความต้องการในสถานการณ์ตอนนี้ โดยจากผลสำรวจ มีเพียง 29% เห็นว่ากลุ่มธุรกิจทำงานได้ดีแล้ว

 

ยอมปิดเมือง ติดตามการเคลื่อนไหว ดีกว่าติดเชื้อ

สำหรับนโยบายในลักษณะ ‘สุขภาพเหนือเสรีภาพ’ อย่างการคุมเข้มการเดินทางถือเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง โดยเฉลี่ยมีเพียง 27% ที่คัดค้านและมองว่ารัฐบาลไม่ควรจำกัดการเดินทางของประชาชน

 

ด้านความเห็นต่อนโยบายติดตามตัว ชาวจีน 91% ยอม ‘ให้ข้อมูลสุขภาพและให้ข้อมูลการเคลื่อนไหว’ แก่รัฐบาลมากกว่าปกติ เพื่อช่วยให้ติดตามและควบคุมการแพร่ระบาด เช่นเดียวกับอีก 7 ประเทศที่ยอมรับมาตรการเดียวกันนี้ในอัตราส่วนที่ลดหลั่นลงมาเรื่อยๆ

 

อย่างไรก็ตาม ชาวญี่ปุ่น 56% และชาวฝรั่งเศส 53% เลือกที่จะไม่เห็นด้วย ขณะเดียวกัน กลุ่มตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกาแบ่งออกความเห็นต่อประเด็นนี้ครึ่งต่อครึ่ง

 

ตระหนักเหลื่อมล้ำจากโรคระบาด

ไม่เพียงประเด็นทางเลือกระหว่างสุขภาพหรือปากท้อง และความเชื่อมั่นต่อองค์กรต่างๆ เท่านั้น ผลสำรวจนี้เผยอีกว่า คนส่วนใหญ่ 64% เห็นว่า “การแพร่ระบาดช่วยให้พวกเขาตระหนักถึงช่องว่างระหว่างคนรวยและชนชั้นแรงงาน จำเป็นต้องกระจายรายได้และความมั่งคั่งในประเทศให้เท่าเทียมมากขึ้น” และกลุ่มตัวอย่าง 67% มองว่า “คนที่มีระดับการศึกษาน้อยกว่า มีรายได้น้อยกว่า และมีทรัพยากรน้อยกว่าต้องแบกรับภาระอย่างสาหัส ไม่ว่าจะเป็นความยากลำบาก ความเสี่ยงติดโรค และต้องเสียสละอย่างมากในช่วงโรคระบาด”

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post ผลสำรวจใน 11 ประเทศชี้ คนส่วนใหญ่ ‘กลัวติดโควิด-19 มากกว่าเศรษฐกิจพัง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>