Economy Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/economy/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 12 May 2026 03:15:21 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 นายกฯ ญี่ปุ่น ยืนยันรัฐบาลจัดหาแหล่งน้ำมันดิบเพียงพอแล้ว ไม่มีแผนขอให้ประชาชนประหยัดพลังงานเพิ่ม https://thestandard.co/japan-pm-oil-supply-sufficient-energy-saving/ Tue, 12 May 2026 03:11:30 +0000 https://thestandard.co/japan-pm-oil-supply-sufficient-energy-saving/ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวแถลงข่าว

ซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ประกาศยืนยันว่า […]

The post นายกฯ ญี่ปุ่น ยืนยันรัฐบาลจัดหาแหล่งน้ำมันดิบเพียงพอแล้ว ไม่มีแผนขอให้ประชาชนประหยัดพลังงานเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวแถลงข่าว

ซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ประกาศยืนยันว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดหาแหล่งน้ำมันดิบไว้เพียงพอแล้ว และไม่มีแผนที่จะขอให้ประชาชนประหยัดพลังงานเพิ่มเติมเนื่องจากสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านในขณะนี้

 

ท่าทีของทากาอิจิ มีขึ้นในระหว่างเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบของวุฒิสภาวานนี้ (11 พฤษภาคม) ซึ่งเธอได้ตอบคำถามจากสมาชิกวุฒิสภาพรรคฝ่ายค้านเกี่ยวกับประเด็นการจัดหาน้ำมัน

 

โดยโมริ ยูโกะ จากพรรค CDPJ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเปลี่ยนนโยบาย โดยชี้ว่า ประเทศญี่ปุ่นยังไม่อยู่ในจุดที่รัฐบาลจะสามารถบอกว่าการบริโภคน้ำมันเบนซินอย่างเสรีเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ และเตือนว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลงหากรัฐบาลไม่เริ่มกระตุ้นให้ประชาชนลดการใช้พลังงาน ซึ่งจะเป็นสายเกินไปที่จะดำเนินการใดๆ หากแหล่งสำรองน้ำมันของประเทศหมดลง

 

ขณะที่ทากาอิจิ ให้คำตอบว่า ญี่ปุ่นได้จัดหาแหล่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันไว้เพียงพอต่อความต้องการโดยรวมจากแหล่งจัดหาอื่นๆ นอกเหนือจากตะวันออกกลาง

 

เธอกล่าวว่า อากาซาวะ เรียวเซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ กำลังเป็นผู้นำความพยายามในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความไม่สมดุลและปัญหาคอขวดในการกระจายน้ำมัน

 

โดยทาคาอิจิยืนยันว่า รัฐบาลได้ดำเนินโครงการรณรงค์ประหยัดพลังงานในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาวของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มสูงขึ้น และชี้ว่า การดำเนินโครงการนี้ต่อไปในระยะกลางเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเป็นอย่างไร แต่เธอไม่เชื่อว่ารัฐบาลอยู่ในขั้นที่จะขอให้ประชาชนลดการใช้พลังงานลงได้อีก

 

เธอกล่าวเสริมว่า รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะไม่ตัดทางเลือกใดๆ ออกไป เพื่อให้สามารถตอบสนองได้อย่างยืดหยุ่น

 

ภาพ : Kaname Yoneyama / The Yomiuri Shimbun via Reuters

อ้างอิง:

 

The post นายกฯ ญี่ปุ่น ยืนยันรัฐบาลจัดหาแหล่งน้ำมันดิบเพียงพอแล้ว ไม่มีแผนขอให้ประชาชนประหยัดพลังงานเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวอิหร่านเผชิญวิกฤตปากท้อง สงครามดันเงินเฟ้อ-ราคาอาหารพุ่ง https://thestandard.co/iran-food-crisis-inflation-war/ Tue, 12 May 2026 01:28:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1206100 ชาวอิหร่านเผชิญวิกฤตปากท้องเนื่องจากสงครามที่ส่งผลให้เงินเฟ้อและราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น

ชาวอิหร่านกำลังเผชิญกับราคาอาหารพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแร […]

The post ชาวอิหร่านเผชิญวิกฤตปากท้อง สงครามดันเงินเฟ้อ-ราคาอาหารพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวอิหร่านเผชิญวิกฤตปากท้องเนื่องจากสงครามที่ส่งผลให้เงินเฟ้อและราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น

ชาวอิหร่านกำลังเผชิญกับราคาอาหารพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรง โดยอัตราเงินเฟ้อที่สูงเป็นประวัติการณ์และเงินเรียลที่อ่อนค่าลงอย่างหนักกำลังคุกคามความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือนในอิหร่าน ขณะที่ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางสถานการณ์การปิดล้อมทางทะเลโดยสหรัฐฯ

 

 

ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน กล่าวต่อกลุ่มเจ้าหน้าที่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในระหว่างการหารือเรื่องการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยระบุว่า “ประชาชนต้องเข้าใจสภาพความเป็นจริงและข้อจำกัดของประเทศ” พร้อมเสริมว่า “เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเผชิญกับอุปสรรคในเส้นทางนี้ แต่ด้วยความร่วมมือและความสามัคคีของคนในชาติ เราจะสามารถผ่านพ้นปัญหาไปได้”

 

เงินเฟ้อสูง-ราคาอาหารพุ่ง-ค่าเงินเรียลดิ่ง

 

คำกล่าวของเปเซชเคียนมีขึ้นหลังจากที่ศูนย์สถิติแห่งอิหร่าน (SCI) เปิดเผยก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งวันว่า ในเดือนฟาร์วาร์ดิน (Farvardin) หรือเดือนแรกตามปฏิทินเปอร์เซีย ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 20 เมษายน อัตราเงินเฟ้ออิหร่านพุ่งสูงถึง 73.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่ธนาคารกลางอิหร่านรายงานตัวเลขที่ต่ำกว่าเล็กน้อยที่ 67% ต่อปี และ 7% ต่อเดือน

 

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะต่างกันตามวิธีการคำนวณ แต่ข้อมูลจากทั้งสองสถาบันต่างสะท้อนภาพเดียวกันคือ เงินเฟ้อกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างน่าวิตก และกำลังทำให้ชาวอิหร่านยากจนลงเรื่อยๆ

 

ชาวอิหร่านรายหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเตหะราน กล่าวกับ Al Jazeera ว่า สินค้าบางอย่างที่เดือนที่แล้วยังซื้อได้ มาตอนนี้กลับซื้อไม่ไหวแล้ว “และไม่ใช่แค่ฉันคนเดียว ฉันคิดว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่ในสังคมก็ไม่สามารถซื้อของที่ต้องการได้เหมือนกัน”

 

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ เงินเฟ้อในหมวดอาหารพุ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมาก หมายความว่าคนอิหร่านต้องเจียดเงินในกระเป๋ามากขึ้นเพื่อมาซื้อข้าวของเครื่องใช้พื้นฐาน ในขณะที่เงินเดือนหดลงๆ

 

SCI รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อด้านอาหารพุ่งถึง 115% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยสินค้าจำเป็นหลายชนิดมีราคาสูงขึ้นกว่าสามเท่า ไม่ว่าจะเป็นไขมันพืช (solid vegetable oil) ที่เพิ่มขึ้นสูงสุดในอัตรา 375%, น้ำมันปรุงอาหาร (liquid cooking oil) เพิ่มขึ้น 308%, ข้าวนำเข้า เพิ่มขึ้น 209%, ข้าวในประเทศ เพิ่มขึ้น 173%, เนื้อไก่ เพิ่มขึ้น 191% ในขณะที่สินค้าอย่างเนย เพิ่มขึ้น 48%, นมผงสำหรับเด็กทารก 71% และพาสต้า 75% ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีการปรับตัวขึ้นน้อยที่สุด

 

ลูกจ้างหนุ่มที่ร้านเคบับแห่งหนึ่งในกรุงเตหะราน เล่าว่า ร้านของเขาปรับราคาขึ้นไปแล้วถึงสามครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา “ราคาตับแพงขึ้นเป็นสองเท่า พอถามว่าทำไม ซัพพลายเออร์ก็บอกว่าของขาดบ้าง หรือไม่ก็บอกว่าแกะถูกส่งออก จริงๆ แล้วไม่มีใครดูแลเรื่องนี้จริงจังเลย”

 

ขณะเดียวกัน ค่าเงินเรียลของอิหร่านทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่องในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยราคาซื้อขายล่าสุด ณ วันอาทิตย์ อยู่ที่ประมาณ 1.77 ล้านเรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ประมาณ 830,000 เรียลต่อดอลลาร์

 

แผนสมคบคิดของศัตรู หรือความล้มเหลวในการบริหาร?

 

เปเซชเคียน และอับดุลนาเซอร์ เฮมมาติ ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่าน ต่างรับทราบถึงปัญหาราคาสินค้าที่พุ่งขึ้น โดยกล่าวโทษว่าเป็นเพราะสงครามที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

 

ทั้งนี้ รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาด้วยการแจกเงินอุดหนุนและคูปองอิเล็กทรอนิกส์เพื่อซื้อสินค้าจำเป็น ซึ่งรวมแล้วมีมูลค่าไม่ถึง 10 ดอลลาร์ต่อคนต่อเดือน ขณะเดียวกันก็พยายามเดินหน้าปราบปรามการกักตุนสินค้าที่เชื่อว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาราคาสินค้าแพง ด้วยการดำเนินคดีกับผู้ที่ฉวยโอกาสขึ้นราคาและกักตุนสินค้า

 

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ามาตรการเหล่านี้ยังไม่เห็นผล เนื่องจากขาดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจมหภาคที่ชัดเจน

 

ด้านสมาชิกรัฐสภากลุ่มหัวรุนแรง รวมถึงสื่อที่เชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ออกมาตั้งข้อสงสัยว่าราคาสินค้าที่พุ่งสูงนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ โดยระบุว่าเป็นปฏิบัติการ “แก้แค้นทางเศรษฐกิจ” ของฝ่ายศัตรูที่พ่ายแพ้ในสมรภูมิรบ

 

ขณะเดียวกัน ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งหมดในประเทศที่ดำเนินมานานกว่า 70 วันแล้ว และคาดว่าจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าสงครามจะสิ้นสุด แม้เจ้าหน้าที่จำนวนมากในรัฐบาล บริษัทโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต บริษัทโทรคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐ ต่างแสดงความไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งเป็นคำสั่งจากสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด

 

ด้วยเหตุนี้ ประชาชนและภาคธุรกิจของอิหร่านจึงกำลังถูกบีบคั้นอย่างหนักจากหลายปัจจัยรวมกัน ทั้งการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพภายในประเทศ มาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก ผลกระทบจากภาวะสงครามที่ทำให้ประเทศถูกปิดล้อม ไปจนถึงการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจสะท้อนได้จากแถลงการณ์ของสมาคมธุรกิจออนไลน์ที่ระบุว่า “ระบบนิเวศสตาร์ตอัปของประเทศได้ตายไปแล้ว”

 

ภาพ: Majid Asgaripour/WANA (West Asia News Agency) via REUTERS

อ้างอิง:

 

The post ชาวอิหร่านเผชิญวิกฤตปากท้อง สงครามดันเงินเฟ้อ-ราคาอาหารพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หอการค้าไทย’ หนุนรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไทยช่วยไทยพลัส ชี้ช่วยประคองเศรษฐกิจ ลงทุนอนาคตประเทศ https://thestandard.co/thai-chamber-400b-loan-decree/ Sun, 10 May 2026 05:46:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1205591 ภาพปกข่าว: สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

วันที่ 10 พ.ค. พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้ […]

The post ‘หอการค้าไทย’ หนุนรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไทยช่วยไทยพลัส ชี้ช่วยประคองเศรษฐกิจ ลงทุนอนาคตประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกข่าว: สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

วันที่ 10 พ.ค. พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภา หอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยเห็นด้วยในหลักการต่อการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งจะมีมีแนวโน้มว่าจะจบลงเมื่อไหร่

 

ภาคเอกชนมองว่า สถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังกระทบต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ภาคเกษตร ขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อ การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

“ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงนี้ พร้อมวางรากฐานใหม่ด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางในระยะยาว”

 

หอการค้าไทย เห็นว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะชะลอตัวจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น พร้อมสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศในอนาคต

 

ทั้งนี้ การใช้เงินกู้ควรมุ่งทั้ง “ระยะสั้น” และ “ระยะยาว” ควบคู่กัน โดยระยะสั้นควรเน้นช่วยลดภาระต้นทุนพลังงาน เพิ่มสภาพคล่อง และกระตุ้นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ

 

ส่วนระยะยาวควรเร่งลงทุนด้านพลังงานสะอาด เทคโนโลยีพลังงานใหม่ ระบบ EV และโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ไทยแข่งขันได้ในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

 

“เงินกู้รอบนี้ ต้องไม่ใช่แค่การประคองเศรษฐกิจ แต่ต้องเป็นเงินลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศไทย”

 

พจน์ ย้ำว่า “วันนี้โลกกำลังแข่งขันกันเรื่องต้นทุนพลังงาน เทคโนโลยีสะอาด และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากไทยลงทุนได้ถูกจุด วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยรอบใหม่”

 

ทั้งนี้ หอการค้าไทยเห็นว่าการใช้เงินทุกโครงการต้องมีความชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ

 

ทั้งนี้ หอการค้าไทยพร้อมสนับสนุนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ สนับสนุนสินค้าไทย ผู้ประกอบการไทย และช่วยดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง

The post ‘หอการค้าไทย’ หนุนรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไทยช่วยไทยพลัส ชี้ช่วยประคองเศรษฐกิจ ลงทุนอนาคตประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
London Marathon 2027 ทุบสถิติ ผู้สมัครกว่า 1.3 ล้านคน พร้อมพิจารณาจัดงาน 2 วัน https://thestandard.co/london-marathon-2027-record/ Tue, 05 May 2026 12:44:54 +0000 https://thestandard.co/london-marathon-2027-record/ นักวิ่งจำนวนมากกำลังวิ่งข้ามสะพาน Tower Bridge ในการแข่งขัน London Marathon

การแข่งขันวิ่งมาราธอนระดับโลก London Marathon สร้างสถิต […]

The post London Marathon 2027 ทุบสถิติ ผู้สมัครกว่า 1.3 ล้านคน พร้อมพิจารณาจัดงาน 2 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิ่งจำนวนมากกำลังวิ่งข้ามสะพาน Tower Bridge ในการแข่งขัน London Marathon

การแข่งขันวิ่งมาราธอนระดับโลก London Marathon สร้างสถิติใหม่อีกครั้ง หลังมีผู้สมัครเข้าร่วมการแข่งขันปี 2027 ผ่านระบบจับสลาก (ballot) สูงถึง 1,338,544 คน เพิ่มขึ้นจากสถิติเดิมของปี 2026 ที่ 1,133,813 คน

 

ฮิวจ์ บราเชอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ London Marathon Events ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของลอนดอน มาราธอน ในฐานะหนึ่งในรายการวิ่งที่ได้รับความต้องการสูงที่สุดในโลก พร้อมย้ำถึงเป้าหมายในการสร้างแรงบันดาลใจให้คนทุกวัยหันมาออกกำลังกาย

 

ทั้งนี้ ผลการจับสลากจะประกาศในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม โดยในปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีผู้สมัครจากสหราชอาณาจักรเพียงประเทศเดียวทะลุ 1 ล้านคน และมีสัดส่วนชาย-หญิงใกล้เคียงกัน

 

สำหรับการแข่งขันปี 2026 เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ด้วยจำนวนผู้เข้าเส้นชัยสูงสุด 59,830 คน พร้อมเป็นอีเวนต์ระดมทุนเพื่อการกุศลในวันเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

และไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือการสร้างสถิติใหม่ เมื่อ ซาบาสเตียน ซาเว คือนักวิ่งคนแรกที่ทำเวลา 1:59:30 ชั่วโมง (Sub 2) ได้เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ

 

ขณะเดียวกัน ฝ่ายจัดการแข่งขันกำลังพิจารณาจัดการแข่งขันปี 2027 เป็นเวลา 2 วัน (เสาร์-อาทิตย์) เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะมีข้อสรุปภายในเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งอาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่า 400 ล้านปอนด์ และระดมทุนเพื่อการกุศลได้เกิน 150 ล้านปอนด์

 

อ้างอิง:

 

The post London Marathon 2027 ทุบสถิติ ผู้สมัครกว่า 1.3 ล้านคน พร้อมพิจารณาจัดงาน 2 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกร้อนบีบคนเลิกขยับตัว! วิจัยชี้ทำคนเสียชีวิตพุ่ง 7 แสนคนต่อปีภายในปี 2050 พร้อมความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่าแสนล้านบาทต่อปี https://thestandard.co/global-warming-sedentary-deaths-economy/ Mon, 13 Apr 2026 08:16:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1197644 ภาพกราฟิก สรุปผลกระทบโลกร้อนต่อกิจกรรมทางกาย การเสียชีวิต และความเสียหายทางเศรษฐกิจ

อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นกำลังส่งผลให้ผู้คนมีกิจกรรมทางกายล […]

The post โลกร้อนบีบคนเลิกขยับตัว! วิจัยชี้ทำคนเสียชีวิตพุ่ง 7 แสนคนต่อปีภายในปี 2050 พร้อมความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่าแสนล้านบาทต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก สรุปผลกระทบโลกร้อนต่อกิจกรรมทางกาย การเสียชีวิต และความเสียหายทางเศรษฐกิจ

อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นกำลังส่งผลให้ผู้คนมีกิจกรรมทางกายลดน้อยลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้อาจนำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้นอีกหลายแสนคนทั่วโลกในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้าตามรายงานการศึกษาชิ้นใหม่

 

 
 

ทีมนักวิจัยจากกลุ่มมหาวิทยาลัยในละตินอเมริกาได้วิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจสุขภาพระดับโลกขององค์การอนามัยโลก (WHO) ร่วมกับข้อมูลอุณหภูมิจากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ถึง 156 ประเทศตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2022

 

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Global Health พบว่าทุกๆ หนึ่งเดือนที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 82 องศาฟาเรนไฮต์ (28 องศาเซลเซียส) จะทำให้อัตราการขาดกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น 1.4% ทั่วโลก

 

อาจมีคนเสียชีวิตมากถึง 7 แสนคน

 

สภาพอากาศที่ร้อนระอุอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 4.7-7 แสนคนทั่วโลกในแต่ละปีภายในปี 2050 ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่สภาพอากาศร้อนจัดทำให้ผู้คนขยับร่างกายและออกกำลังกายน้อยลง

 

ปัจจุบันมีประชากรโลกเพียง 65% ที่ออกกำลังกายเพียงพอ ในขณะที่การขาดกิจกรรมทางกายได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตถึง 5% ของทั้งหมดทั่วโลกตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก

 

แบบจำลองคอมพิวเตอร์ชี้ให้เห็นว่าประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางในเขตร้อน เช่น ภูมิภาคแคริบเบียนและแอฟริกาทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด

 

ตัวอย่างเช่นในโซมาเลีย อัตราการเสียชีวิตอาจพุ่งสูงถึง 70 คนต่อประชากร 1 แสนคนภายในปี 2050 เนื่องจากความร้อนจัดจะทำให้การทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างปลอดภัยและสะดวกสบายกลายเป็นเรื่องยากลำบากมาก

 

พื้นที่เขตร้อนเหล่านี้มักขาดแคลนทรัพยากรอย่างพื้นที่ปรับอากาศ ทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยอยู่แล้ว สภาพอากาศร้อนทำให้การขยับตัวกลายเป็นเรื่องท้าทายทั้งทางร่างกายและจิตใจจนทำให้คนขยับตัวน้อยลง

 

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสุขภาพ

 

คริสเตียน การ์เซีย-วิตุลสกี หัวหน้านักวิจัยและนักวิจัยประจำ Lancet Countdown Latin America จากมหาวิทยาลัยแห่งคาทอลิกอาร์เจนตินา ชี้ว่าผู้หญิงและผู้สูงอายุอาจได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่า เนื่องจากร่างกายมักระบายความร้อนได้ยากกว่า

 

“สิ่งที่ข้อมูลนี้บอกเราก็คือ ความร้อนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านความสะดวกสบาย แต่มันกำลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนในวงกว้าง” เขากล่าว

 

เขาระบุด้วยว่า “การขาดกิจกรรมทางกายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ” พร้อมเสริมว่าความร้อนยังเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบหัวใจและภาวะขาดน้ำ

 

แม้แต่ประเทศรายได้สูงอย่างสหรัฐอเมริกาก็ไม่อาจรอดพ้นจากผลกระทบนี้ โดยคาดว่าอาจมีผู้เสียชีวิตราว 2.5 คนต่อประชากร 1 แสนคนจากพฤติกรรมเนือยนิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับความร้อนภายในปี 2050

 

“สิ่งอำนวยความสะดวกอย่างแอร์หรือโรงยิมช่วยบรรเทาผลกระทบได้ แต่มันอาจสร้างความรู้สึกปลอดภัยที่ผิดพลาด เพราะแม้แอร์จะช่วยกันความร้อน แต่มันก็มักจะส่งเสริมให้คนนั่งอยู่กับที่มากขึ้น” เขากล่าวเพิ่มเติม

 

นักวิจัยเสนอให้มีการออกแบบเมืองใหม่เพื่อให้ผู้คนยังคงทำกิจกรรมได้ในสภาพอากาศร้อน รวมถึงต้องสื่อสารด้านสาธารณสุขให้ชัดเจนเกี่ยวกับการออกกำลังกายอย่างปลอดภัย และเพิ่มการเข้าถึงพื้นที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ไม่ได้แก้ไขต้นตอที่แท้จริงของปัญหา นั่นคืออุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น

 

“ผลลัพธ์ของเราแสดงให้เห็นว่าหากโลกสามารถควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ความสูญเสียจะแตกต่างกันอย่างมาก โดยความสูญเสียทางเศรษฐกิจต่างกันตั้งแต่ 2,400 – 3,680 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 7.73 หมื่นล้านถึง 1.18 แสนล้านบาท)” การ์เซีย-วิตุลสกีย้ำถึงความจำเป็นของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมเนือยนิ่งจากความร้อน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.24 บาท ณ วันที่ 13 เมษายน 2569

 

อ้างอิง:

 

The post โลกร้อนบีบคนเลิกขยับตัว! วิจัยชี้ทำคนเสียชีวิตพุ่ง 7 แสนคนต่อปีภายในปี 2050 พร้อมความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่าแสนล้านบาทต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ฝันเป็นจริง” มินอ่องหล่ายได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่ https://thestandard.co/min-aung-hlaing-myanmar-president-2/ Sat, 04 Apr 2026 05:10:38 +0000 https://thestandard.co/min-aung-hlaing-myanmar-president-2/ พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีคนใหม่ของเมียนมา

พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย วัย 69 ปี ประสบความสำเร็จในการ […]

The post “ฝันเป็นจริง” มินอ่องหล่ายได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีคนใหม่ของเมียนมา

พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย วัย 69 ปี ประสบความสำเร็จในการก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของเมียนมา เมื่อวานนี้ (3 เมษายน) ผ่านการลงมติสนับสนุนของรัฐสภาเมียนมาที่เต็มไปด้วยสมาชิกจากกองทัพและพรรคที่สนับสนุนทหาร หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา

 

นักวิเคราะห์ระบุว่า การรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 11 ของเมียนมาครั้งนี้ ถือเป็นการทำให้การยึดครองอำนาจทางการเมืองของมินอ่องหล่าย ‘มีความชัดเจนและเป็นทางการมากขึ้น’ หลังจากที่เขากุมอำนาจมายาวนานถึง 5 ปี นับตั้งแต่เป็นผู้นำรัฐประหาร โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2021 โดยการขึ้นสู่ตำแหน่งนี้คือ “การบรรลุความฝันที่เขามีมาอย่างยาวนาน”

 

อ่องจอโซ นักวิเคราะห์อิสระมองว่า การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนี้คือ “การทำให้ฝันเป็นจริง” เนื่องจากเขาเก็บงำความทะเยอทะยานที่จะเปลี่ยนจากตำแหน่ง ‘ผู้บัญชาการทหารสูงสุด’ ที่เขาครอบครองมาตั้งแต่ปี 2011 มาเป็น ‘ประธานาธิบดีพลเรือน’ มาอย่างยาวนาน

 

นักวิเคราะห์มองว่า ความสำเร็จทางการเมืองครั้งนี้ ‘ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ’ แต่เป็น ‘การปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์’ (Strategic Pivot) เพื่อสร้างความชอบธรรมในฐานะ ‘รัฐบาลพลเรือน’ ในสายตานานาชาติ ในขณะที่ยังคงสามารถปกป้องผลประโยชน์ของกองทัพที่ครอบงำประเทศมายาวนานได้อย่างเหนียวแน่น

 

การเปลี่ยนผ่านนี้เกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้งที่ถูกวิจารณ์จากชาติตะวันตกว่าเป็นเพียง ‘การจัดฉาก’ เพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการทหารภายใต้เปลือกนอกของระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ เพื่อควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จและรับประกันความมั่นคง มินอ่องหล่าย ได้วางหมากด้วยการแต่งตั้ง ยีวินอู อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองที่ขึ้นชื่อเรื่องความจงรักภักดีอย่างมากให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำกองทัพแทนตนเอง

 

อ่องจอโซระบุว่า แม้รัฐบาลทหารจะพยายามสร้างภาพความมั่นคงทางการเมืองใหม่ แต่ในความเป็นจริง สงครามกลางเมืองที่ดำเนินมาตลอด 5 ปีนับตั้งแต่การรัฐประหารอองซานซูจี ยังคงปะทุอย่างหนัก กลุ่มต่อต้านซึ่งรวมถึงอดีตสมาชิกพรรคของซูจีและกองกำลังชนกลุ่มน้อย ได้ยกระดับการต่อสู้ด้วยการจัดตั้งแนวร่วม ‘คณะกรรมการขับเคลื่อนเพื่อการเกิดสหพันธรัฐประชาธิปไตย’ (Steering Council for the Emergence of a Federal Democratic Union) โดยมีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ท้าทายคือ ‘การรื้อถอนระบอบเผด็จการทหาร’ ทั้งหมด เพื่อสร้างภูมิทัศน์ทางการเมืองขึ้นใหม่ในเมียนมา

 

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายต่อต้านอาจต้องเผชิญกับอุปสรรคที่หนักหน่วงและซับซ้อนยิ่งขึ้นในอนาคต เนื่องจากพวกเขาอาจต้องรับมือกับแรงกดดันทางทหารที่ ‘รุนแรงกว่าเดิม’ และอาจ ‘สูญเสียการสนับสนุน’ จากประเทศเพื่อนบ้านที่หันไปสานสัมพันธ์กับรัฐบาลชุดใหม่ของมินอ่องหล่าย

 

ยิ่งไปกว่านั้น ไซจีซินโซ นักวิเคราะห์และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนประเมินว่า วิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และปัญหาเศรษฐกิจระดับโลก จะเป็น ‘ตัวแปรสำคัญ’ ที่ทำให้ฝ่ายค้านรักษาเสถียรภาพองค์กรได้ ‘ยากลำบาก’ ซึ่งผลกระทบเหล่านี้อาจบั่นทอนการสร้างความไว้วางใจ การทำข้อตกลงที่หนักแน่น และการรักษาความร่วมมือระหว่างกลุ่มต่อต้านให้สั่นคลอนได้ในระยะยาว

 

แฟ้มภาพ: Reuters

อ้างอิง:

 

The post “ฝันเป็นจริง” มินอ่องหล่ายได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ประกาศ เตรียมยุติสงครามอิหร่านภายใน 2-3 สัปดาห์ ไม่ว่าจะปิดดีลเจรจาสำเร็จหรือไม่ https://thestandard.co/trump-iran-war-end-deal-or-no/ Wed, 01 Apr 2026 03:19:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1193504 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงข่าว

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาประกาศว่า สหรัฐฯ […]

The post ทรัมป์ประกาศ เตรียมยุติสงครามอิหร่านภายใน 2-3 สัปดาห์ ไม่ว่าจะปิดดีลเจรจาสำเร็จหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงข่าว

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาประกาศว่า สหรัฐฯ เตรียมยุติการโจมตีอิหร่านภายใน 2-3 สัปดาห์ โดยตั้งเป้าที่จะทำให้อิหร่านถอยกลับไปสู่ ‘ยุคหิน’ (Stone Ages) เพื่อให้มั่นใจว่า อิหร่านจะไม่สามารถสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้อีกเป็นเวลาหลายปี

 

แม้ทรัมป์จะเคยอ้างว่า อิหร่านอ้อนวอนขอเจรจา แต่ล่าสุดเขาได้เปลี่ยนท่าทีโดยระบุว่า ข้อตกลงทางการทูต ‘ไม่ใช่สิ่งจำเป็น’ ในการยุติความขัดแย้ง ในขณะที่ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านออกมาโต้แย้งว่าไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้น และย้ำว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ‘เป็นไปเพื่อสันติภาพ’ ทั้งนี้ ทรัมป์ยังมีกำหนดการที่จะแถลงข่าวความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับอิหร่านในคืนวันพุธ (1 เมษายน) นี้ด้วย

 

สงคราม ‘ส่งผลกระทบอย่างหนัก’ ต่อเศรษฐกิจและราคาพลังงาน

 

ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน อันเป็นผลมาจากการที่อิหร่านโจมตีแหล่งน้ำมันในอ่าวอาหรับและบีบอุปทานเชื้อเพลิงผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 1 ใน 5 ของโลก

 

หลายฝ่ายกังวลว่า หากสถานการณ์ยกระดับ จนถึงจุดที่กลุ่มฮูตีในเยเมนปิดช่องแคบบับเอลมันเดบเพิ่มเติม จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจและราคาพลังงานโลกได้รับผลกระทบรุนแรงยิ่งขึ้น

 

สถานการณ์ความกดดันนี้ทำให้ ทรัมป์แสดงความไม่พอใจอย่างมากต่อชาติพันธมิตรยุโรป โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ที่ไม่ยอมส่งกำลังทหารมาช่วยรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซหรือช่วยเหลือในการโค่นล้มอิหร่าน ทรัมป์ถึงขั้นไล่ให้พันธมิตรไป ‘หาน้ำมันเอาเอง’ และขู่ว่าสหรัฐฯ จะไม่ช่วยเหลือประเทศเหล่านี้อีกต่อไปในอนาคต

 

ทางด้านฝรั่งเศสได้ออกมายืนยันจุดยืนเดิมตั้งแต่ต้นสงคราม ที่จะไม่ให้เครื่องบินขนส่งเสบียงทหารของอิสราเอลบินผ่านน่านฟ้าของตน และไม่อนุญาตให้ใช้ฐานทัพฝรั่งเศสโจมตีอิหร่าน ส่วนสหราชอาณาจักรก็ถูกวิจารณ์จากรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ถึงความไม่กระตือรือร้นของกองทัพเรือเช่นกัน แม้ทางรัฐมนตรีกลาโหมของอังกฤษจะยังคงยืนยันว่าตนเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ก็ตาม

 

ตรีตา ปาร์ซี ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศ จากสถาบัน Quincy Institute วิเคราะห์ว่า คำกล่าวอ้างเรื่องกรอบเวลาของทรัมป์ถูกเลื่อนออกไปอย่างต่อเนื่อง ชี้ให้เห็นถึง ‘กรอบเวลาที่ไม่แน่นอน’ ปาร์ซียังเชื่อว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์สงครามนี้ได้แล้ว และการเดินหน้ามาตรการบีบบังคับต่อไปโดยไม่มีการเจรจาที่แท้จริงจะยิ่งทำให้เวลาถูกยืดออกไปอีก

 

ปาร์ซีวิเคราะห์ว่า การที่ทรัมป์ต้องการส่งอิหร่านกลับไปยุคหิน ถือเป็นการนำรูปแบบสงครามของอิสราเอลมาใช้ (Israelisation) ซึ่งเป็นเพียงความต้องการที่จะระเบิดทำลายประเทศเพื่อนบ้านให้อ่อนแอลงเป็นระยะๆ โดยปราศจากเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในระยะยาว

 

นอกจากนี้ การที่ทรัมป์อ้างว่าการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ‘ไม่ใช่เป้าหมายของสหรัฐฯ’ เป็นเพียงการสร้าง ‘เรื่องราวความสำเร็จ’ เพื่อปกปิดความล้มเหลว และคาดว่า อิหร่านจะยังคงควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงโจมตีพื้นที่บริเวณช่องแคบนี้ต่อไป

 

ปัจจุบันสงครามครั้งนี้ที่ดำเนินมาเป็นเวลาราว 5 สัปดาห์ได้ลุกลามไปทั่วภูมิภาคและมีผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันคน โดยเฉพาะจากการที่อิสราเอลปฏิบัติการทิ้งระเบิดในอิหร่าน ควบคู่กับการบุกโจมตีภาคพื้นดินในเลบานอน ทางด้าน เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุว่า ภารกิจทางการทหารในอิหร่านดำเนินมา ‘เกินครึ่งทางแล้ว’ แต่เขาปฏิเสธที่จะกำหนดกรอบเวลาสิ้นสุดของสงครามอย่างชัดเจน

 

ภาพ: Evan Vucci / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทรัมป์ประกาศ เตรียมยุติสงครามอิหร่านภายใน 2-3 สัปดาห์ ไม่ว่าจะปิดดีลเจรจาสำเร็จหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเทศแรกในโลก! ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน รับมือผลกระทบสงครามอิหร่าน หลังราคาน้ำมันพุ่ง 2 เท่า https://thestandard.co/philippines-energy-emergency-iran-war/ Wed, 25 Mar 2026 03:29:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1190992 ประธานาธิบดี เฟอร์ดินันด์ มาร์กอส จูเนียร์ แถลงข่าวภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานของฟิลิปปินส์

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ […]

The post ประเทศแรกในโลก! ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน รับมือผลกระทบสงครามอิหร่าน หลังราคาน้ำมันพุ่ง 2 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดี เฟอร์ดินันด์ มาร์กอส จูเนียร์ แถลงข่าวภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานของฟิลิปปินส์

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ ตัดสินใจประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติวานนี้ (24 มีนาคม) เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘อันตรายที่ใกล้เข้ามา’ ต่อแหล่งพลังงานของประเทศ โดยถือเป็นเป็นประเทศแรกในโลกที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานท่ามกลางสถานการณ์สงครามในอิหร่าน

 

มาร์กอส เปิดเผยว่ารัฐบาลของเขายังได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลการเคลื่อนย้าย การจัดหา การกระจาย และการเตรียมความพร้อม สำหรับเชื้อเพลิง อาหาร ยา ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และสินค้าจำเป็นอื่นๆ

 

การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานดังกล่าว มีขึ้นหลังจากที่ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้งวานนี้ โดยนับตั้งแต่ช่วงก่อนสงคราม มีการปรับเพิ่มขึ้นแล้วมากกว่า 2 เท่า

 

ซึ่งก่อนหน้านี้ สมาชิกวุฒิสภาหลายคน วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่ารับมือปัญหาโดยไร้เอกภาพ และเรียกร้องให้มาร์กอส ยอมรับถึงความยากลำบากของสถานการณ์ราคาพลังงานที่พุ่งสูง ว่ากำลังเป็นปัญหาในระดับ ‘ภาวะฉุกเฉิน’ ที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมาก

 

ด้านชารอน การิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของฟิลิปปินส์ กล่าวในการแถลงข่าววานนี้ว่า ประเทศมีปริมาณน้ำมันสำรองเหลือประมาณ 45 วัน โดยอิงจากระดับการบริโภคในปัจจุบัน

 

ซึ่งเธอเปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการจัดหาน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรลจากประเทศต่างๆ ทั้งในและนอกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อสร้างสต็อกน้ำมันสำรอง แต่คาดว่าจะมีความไม่แน่นอนในการสั่งซื้อน้ำมันรอบต่อไป

 

ทั้งนี้ การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน จะช่วยให้รัฐบาลฟิลิปปินส์สามารถดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและข้ามขั้นตอนปกติในการรับมือกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและทำให้ตลาดโลกปั่นป่วน

 

โดยมาร์กอสยังสั่งการให้กระทรวงการคลัง ประสานงานกับธนาคารกลางฟิลิปปินส์ เพื่อติดตามผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อค่าเงินเปโซฟิลิปปินส์ การโอนเงินจากต่างประเทศ รวมถึงความเสี่ยงของการอ่อนค่าของเงินเปโซอย่างใกล้ชิดด้วย

 

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์เตือนว่า ผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงานที่เกิดขึ้น อาจส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายปี และจะส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์อ่อนแอลง

 

ขณะที่ประชาชนฟิลิปปินส์ ทั้งในกลุ่มแรงงานภาคขนส่ง และกลุ่มผู้บริโภคกำลังวางแผนที่จะจัดการประท้วงเป็นเวลา 2 วัน เริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (26 มีนาคม) เพื่อประท้วงราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และแสดงความไม่พอใจต่อความล้มเหลวของรัฐบาลมาร์กอส ในการดำเนินการรับมือปัญหา

 

ภาพ : REUTERS/Lisa Marie David

 

อ้างอิง:

 

The post ประเทศแรกในโลก! ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน รับมือผลกระทบสงครามอิหร่าน หลังราคาน้ำมันพุ่ง 2 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์กดดันอิหร่านให้ ‘ยอมจำนนไม่มีเงื่อนไข’ หลังสงครามวันที่ 7 ดันน้ำมันพุ่งแรงสุดเป็นประวัติการณ์ ฝั่งผู้ค้าเตือนราคาเสี่ยงทะลุ 100 ดอลลาร์ https://thestandard.co/trump-iran-war-oil-100-dollars/ Sat, 07 Mar 2026 03:10:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1185231 โดนัลด์ ทรัมป์ กดดัน อิหร่าน ให้ยอมจำนน ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันพุ่งสูงและเสี่ยงทะลุ 100 ดอลลาร์

ถึงวันนี้ สงครามในตะวันออกกลางได้ก้าวเข้าสู่วันที่ 7 แล […]

The post ทรัมป์กดดันอิหร่านให้ ‘ยอมจำนนไม่มีเงื่อนไข’ หลังสงครามวันที่ 7 ดันน้ำมันพุ่งแรงสุดเป็นประวัติการณ์ ฝั่งผู้ค้าเตือนราคาเสี่ยงทะลุ 100 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ กดดัน อิหร่าน ให้ยอมจำนน ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันพุ่งสูงและเสี่ยงทะลุ 100 ดอลลาร์

ถึงวันนี้ สงครามในตะวันออกกลางได้ก้าวเข้าสู่วันที่ 7 แล้ว และมีแนวโน้มยืดเยื้อออกไปอีก ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกเผชิญแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หลังราคาน้ำมันปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามและกระทบเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก

 

ในสัปดาห์นี้ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ปิดตลาดสูงกว่า 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นมากกว่า 20 ดอลลาร์จากสัปดาห์ก่อน นับเป็นการปรับตัวรายสัปดาห์ที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดตลาดเหนือระดับ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างความตื่นตระหนกให้ตลาด

 

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข พร้อมส่งสัญญาณว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อ และเตือนว่าหากสถานการณ์บานปลาย ตลาดพลังงานทั่วโลกจะเผชิญความผันผวนรุนแรงมากขึ้น อีกทั้งยังมีความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจต้องเผชิญข้อจำกัดด้านคลังอาวุธ หากสงครามยืดเยื้อเป็นเวลานาน

 

ทรัมป์ยังโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า ‘UNCONDITIONAL SURRENDER!’ พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ และพันธมิตรมีแผนคัดเลือกผู้นำที่ดีและเป็นที่ยอมรับขึ้นมาปกครองอิหร่านในอนาคต ขณะที่ภายในอิหร่านเองก็เริ่มมีการจับตาประเด็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุด โดยหนึ่งในบุคคลที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือ Mojtaba Khamenei บุตรชายคนรองของผู้นำสูงสุดคนก่อนหน้านี้

 

ในอีกด้านหนึ่ง ทรัมป์ได้เชิญผู้บริหารจากบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเข้าพบที่ทำเนียบขาว เพื่อหารือถึงการเร่งเพิ่มกำลังการผลิตอาวุธ โดยบริษัทผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ตกลงที่จะเพิ่มการผลิตอาวุธขั้นสูงมากถึง 4 เท่า เพื่อเร่งเสริมคลังอาวุธของสหรัฐฯ ให้พร้อมรับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ

 

ด้าน Karoline Leavitt โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามลดความวิตกของประชาชนเกี่ยวกับราคาพลังงาน หลังราคาน้ำมันเบนซินตามสถานีบริการในสหรัฐฯ ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 อีกทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ ยังเดินหน้ามาตรการลดแรงกดดันด้านราคา เช่น การเพิ่มแผนประกันภัยให้กับเรือบรรทุกสินค้าในภูมิภาค และเตรียมส่งเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ เข้าไปคุ้มกัน หากสถานการณ์จำเป็น

 

ขณะที่ Kevin Hassett ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐฯ แสดงความเห็นว่า รัฐบาลยังมีเครื่องมืออีกจำนวนมากที่สามารถใช้ควบคุมและบรรเทาแรงกดดันด้านราคาน้ำมันได้

 

อย่างไรก็ตาม นักค้าน้ำมันหลายคนเตือนว่าราคาน้ำมันมีโอกาสทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไม่ช้า หลังการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เกิดการหยุดชะงักเกือบทั้งหมด ทำให้หลายประเทศผู้ส่งออกพลังงานต้องเร่งหาเส้นทางขนส่งทางเลือก

 

ด้าน Citigroup Inc. ประเมินว่า หลังอิหร่านเตือนว่าจะโจมตีเรือที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และ อิสราเอล ในช่องแคบดังกล่าว ตลาดน้ำมันโลกอาจสูญเสียอุปทานมากถึง 7–11 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปัญหาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

 

ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น คำถามสำคัญที่ทั่วโลกกำลังจับตาคือสงครามครั้งนี้จะจบลงอย่างไร ระหว่างการเจรจาทางการทูตที่อาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์ หรือการเผชิญหน้าที่อาจขยายวงกว้างจนกระทบเสถียรภาพพลังงานและเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ซึ่งจนถึงขณะนี้ บทสรุปของความขัดแย้งก็ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

ภาพ: Gergitek/shutterstock

อ้างอิง:

The post ทรัมป์กดดันอิหร่านให้ ‘ยอมจำนนไม่มีเงื่อนไข’ หลังสงครามวันที่ 7 ดันน้ำมันพุ่งแรงสุดเป็นประวัติการณ์ ฝั่งผู้ค้าเตือนราคาเสี่ยงทะลุ 100 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
UNHCR ระดมทรัพยากรทั่วภูมิภาคช่วยเหลือวิกฤติในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น https://thestandard.co/unhcr-aid-middle-east-crisis/ Thu, 05 Mar 2026 09:12:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1184661 ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ UNHCR พร้อมข้อความว่าระดมทรัพยากรช่วยเหลือวิกฤติในตะวันออกกลาง

สำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เผยแพร่แถลงก […]

The post UNHCR ระดมทรัพยากรทั่วภูมิภาคช่วยเหลือวิกฤติในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ UNHCR พร้อมข้อความว่าระดมทรัพยากรช่วยเหลือวิกฤติในตะวันออกกลาง

สำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เผยแพร่แถลงการณ์ วานนี้ (4 มีนาคม) โดยประกาศว่า เจ้าหน้าที่ UNHCR ได้เร่งระดมทรัพยากรจากอิหร่านและอัฟกานิสถานไปยังเลบานอน และซีเรีย เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ต้องพลัดถิ่น ท่ามกลางวิกฤติระดับภูมิภาคที่อยู่ในภาวะตึงเครียด

 

UNHCR ชี้ว่า หลายประเทศที่ได้รับผลกระทบ เป็นประเทศที่มอบที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นภายในประเทศนับล้านคน และด้วยบทบาทของ UNHCR ที่ดำเนินงานอยู่ในภูมิภาค จึงพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างทันท่วงที

 

ขณะที่ UNHCR กำลังติดตามสถานการณ์ภายในอิหร่านอย่างใกล้ชิด โดยที่ผ่านมา ทางองค์กรได้มีการตั้งสำนักงานในอิหร่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 และเป็นหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่ มีสำนักงานในกรุงเตหะราน และสำนักงานภาคสนามทั้งหมด 5 แห่ง

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ UNHCR ไม่สามารถยืนยันจำนวนผู้คนที่กำลังโยกย้ายถิ่นภายในประเทศอิหร่านได้ ขณะที่สถานการณ์มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย UNHCR พร้อมให้ความช่วยเหลือตามคำขอจากรัฐบาลของประเทศที่ได้รับผลกระทบทันที

 

ทั้งนี้ อิหร่านเป็นประเทศที่รองรับผู้ลี้ภัยรวมถึงกลุ่มคนที่ต้องการความคุ้มครองระหว่างประเทศกว่า 1.65 ล้านคน ซึ่ง UNHCR ยังคงให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความท้าทายด้านการขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ ศูนย์แรกรับผู้ลี้ภัยและสายด่วนยังคงเปิดให้บริการ โดยให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ และยังคงสนับสนุนบริการที่สำคัญ อาทิ ด้านสาธารณสุข การศึกษา และการคุ้มครองทางสังคม ขณะที่ UNHCR ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนในอิหร่านปลอดภัย

 

ที่ผ่านมา ในช่วงก่อนเกิดการสู้รบครั้งนี้ ผู้ลี้ภัยในอิหร่านได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ฝืดเคืองของประเทศ อัตราเงินเฟ้อที่สูงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นได้กัดกร่อนรายได้ให้เปราะบางยิ่งขึ้น

 

การเข้าถึงของแรงงานที่มีอยู่อย่างจำกัดทำให้หลายคนต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้รับความต้องการขั้นพื้นฐานที่เพียงพอ โดยมาตรการควบคุมการอยู่อาศัยที่เข้มงวดยิ่งขึ้น และการส่งกลับประเทศต้นทางสร้างความวิตกกังวล ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกานิสถานบางส่วนต้องตัดสินใจเดินทางกลับไปยังประเทศต้นทางภายใต้เงื่อนไขที่ยากลำบาก

 

นอกจากนี้ UNHCR ยังเปิดเผยว่า กำลังทบทวนและเพิ่มความพร้อมที่จุดผ่านแดนสำคัญของอิหร่าน โดยเรียกร้องให้ทุกประเทศเปิดพรมแดนรับผู้ที่ต้องหนีจากการโจมตี เนื่องจากการปฏิเสธไม่รับผู้ที่จำเป็นต้องหนีจากอันตรายถึงชีวิตถือเป็นการผลักดันกลับซึ่งขัดต่อหลักการมอบความคุ้มครองระหว่างประเทศ

The post UNHCR ระดมทรัพยากรทั่วภูมิภาคช่วยเหลือวิกฤติในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคียร์ สตาร์เมอร์ มอบลูกบอลเกม อาร์เซนอล-แมนยูฯ เป็นของขวัญให้ ‘สีจิ้นผิง’ ที่เผยว่าเป็นแฟนปีศาจแดง https://thestandard.co/keir-starmer-xi-jinping-football-gift/ Fri, 30 Jan 2026 06:31:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1171479 เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ สหราชอาณาจักร มอบลูกฟุตบอลเกม อาร์เซนอล พบ แมนฯ ยูไนเต็ด ให้กับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร สร้างสีสันเ […]

The post เคียร์ สตาร์เมอร์ มอบลูกบอลเกม อาร์เซนอล-แมนยูฯ เป็นของขวัญให้ ‘สีจิ้นผิง’ ที่เผยว่าเป็นแฟนปีศาจแดง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ สหราชอาณาจักร มอบลูกฟุตบอลเกม อาร์เซนอล พบ แมนฯ ยูไนเต็ด ให้กับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร สร้างสีสันเล็กๆ ในเชิงการทูต ก่อนการพบหารือกับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง ด้วยการมอบ ‘ลูกฟุตบอล’ ซึ่งถูกใช้งานจริงในเกมพรีเมียร์ลีกสัปดาห์ก่อน ระหว่าง อาร์เซนอล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สนามเอมิเรตส์ สเตเดียม

 

โดยแมตช์ดังกล่าวไม่ใช่เกมธรรมดา เมื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกชนะอาร์เซนอลจากประตูช่วงนาทีที่ 87 ของ Matheus Cunha ซึ่งส่งผลต่อการลุ้นแชมป์ของทีมปืนใหญ่ โดยของขวัญชิ้นนี้ถูกมองว่าเป็นท่าทีเชิงถ่อมตัวของสตาร์เมอร์ ผู้เป็นแฟนอาร์เซนอลตัวยง ขณะที่มีรายงานว่า สีจิ้นผิง ชื่นชอบแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาอย่างยาวนาน

 

แม้ผู้นำจีนจะไม่ใช่ภาพจำของแฟนบอลอังกฤษ แต่กระแสความสนใจใน “ปีศาจแดง” ของเขามีมาตั้งแต่การเยือนสหราชอาณาจักรในปี 2015 ซึ่งครั้งนั้นแผนพาเยี่ยมชมสนามโอลด์แทรฟฟอร์ดถูกยกเลิก ก่อนเปลี่ยนไปยังเอติฮัด สเตเดียม ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แทน

 

อย่างไรก็ตาม การเยือนจีนครั้งนี้ของสตาร์เมอร์ไม่ได้มีเพียงมิติของกีฬาหรือมิตรภาพเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เขายังเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองภายในประเทศให้คว้าข้อตกลงสำคัญทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางกระแสกังวลเรื่องความมั่นคงและข่าวกรอง โดยสตาร์เมอร์ยืนยันว่าจุดยืนของตนคือ “นักปฏิบัตินิยมแบบอังกฤษ” ที่ต้องการสร้างความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก ควบคู่กับการหารือประเด็นที่เห็นต่างอย่างตรงไปตรงมา

 

ภายหลังการหารือ ผู้นำอังกฤษระบุว่ามีความคืบหน้าในหลายเรื่อง อาทิ ภาษีวิสกี้, การอพยพผิดกฎหมาย และความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม พร้อมประกาศว่าพลเมืองสหราชอาณาจักรจะสามารถเดินทางเข้าจีนได้โดยไม่ต้องขอวีซาสำหรับการพำนักไม่เกิน 30 วัน ซึ่งคาดว่าจะช่วยส่งเสริมธุรกิจและการจ้างงานในประเทศ ขณะเดียวกัน ทีมงานของเขายังได้หยิบยกประเด็นสิทธิมนุษยชน เช่น คดีของจิมมี ไล และสถานการณ์ชนกลุ่มน้อยอุยกูร์ เข้าสู่โต๊ะเจรจาด้วย

 

อ้างอิง:

The post เคียร์ สตาร์เมอร์ มอบลูกบอลเกม อาร์เซนอล-แมนยูฯ เป็นของขวัญให้ ‘สีจิ้นผิง’ ที่เผยว่าเป็นแฟนปีศาจแดง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเวียดนามเดินหน้ารื้อโครงสร้างรัฐ หลัง ‘โต เลิม’ คว้าชัยอีกสมัย ฝันใหญ่ดันเป้า GDP โต 10% https://thestandard.co/vietnam-to-lam-gdp-reform/ Sun, 25 Jan 2026 10:20:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1169228 ภาพประกอบแสดงแนวคิดการปฏิรูปโครงสร้างรัฐและเศรษฐกิจของเวียดนาม ภายใต้การนำของ โต เลิม พร้อมเป้าหมาย GDP เติบโต 10%

เวียดนามกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจครั้งสำคัญ ภาย […]

The post รัฐบาลเวียดนามเดินหน้ารื้อโครงสร้างรัฐ หลัง ‘โต เลิม’ คว้าชัยอีกสมัย ฝันใหญ่ดันเป้า GDP โต 10% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวคิดการปฏิรูปโครงสร้างรัฐและเศรษฐกิจของเวียดนาม ภายใต้การนำของ โต เลิม พร้อมเป้าหมาย GDP เติบโต 10%

เวียดนามกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจครั้งสำคัญ ภายใต้การนำของ โต เลิม ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์คนปัจจุบัน โดยรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูประบบรัฐ อย่างจริงจังและรวดเร็วในระดับที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการเมืองยุคใหม่

 

ภายในเวลาเพียง 17 เดือน หลังเข้ารับตำแหน่ง โต เลิม สามารถจัดระเบียบอำนาจภายในพรรค ลดแรงต้านจากกลุ่มคู่แข่ง พร้อมเร่งรวมศูนย์การตัดสินใจไว้ที่ศูนย์กลางอำนาจ

 

ใต้นโยบายสำคัญคือการเปลี่ยนแปลง ปรับ “รื้อโครงสร้างรัฐ” ที่มุ่งลดระบบราชการ ผ่านการยุบและควบรวมหน่วยงาน การปรับกระบวนการกำหนดนโยบาย และการปลดข้าราชการจำนวนมากถึง 150,000 คน

 

ล่าสุด โต เลิม ผู้นำวัย 68 ปี ซึ่งครองตำแหน่งที่ทรงอำนาจที่สุดในระบบการเมืองแบบพรรคเดียวของเวียดนาม ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้า พรรคคอมมิวนิสต์อีกครั้ง เป็นเวลา 5 ปี ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์จากสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคทั้ง 180 คน ในการประชุมใหญ่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พร้อมประกาศเดินหน้าการปฏิรูปเพื่อ เร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

เขาให้คำมั่นว่าจะผลักดันการปฏิรูปเพิ่มเติม โดยปีที่ผ่านมา ได้วางแผนปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ พร้อมย้ำว่า หลังจากนี้จะปฏิรูปภายในพรรค เพื่อสร้างระบบการบริหารที่ยึดหลักความซื่อสัตย์ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญ

 

โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปีตลอดทศวรรษหน้า หรือภายในปี 2030

 

แม้เป้าหมายดังกล่าวถูกมองว่า “ค่อนข้างทะเยอทะยาน” เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ของธนาคารโลกที่ประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเวียดนามไว้เฉลี่ยราว 6.5% ในปีนี้และปีหน้า

 

อย่างไรก็ดี นักลงทุนบางกลุ่ม เชื่อมั่นในแนวทางที่เป็นมิตรต่อนโยบายเปิดรับภาคธุรกิจของเขา ซึ่งสะท้อนจากตลาดหุ้นเวียดนามที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงปีที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อกลางปี 2024 ลัมได้ผลักดันการปฏิรูปครั้งใหญ่และลดขนาดระบบราชการ ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตเร็วขึ้น แต่ก็สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากการปลดข้าราชการจำนวนมาก ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มบทบาทภาคเอกชน เขาย้ำจุดยืนว่ารัฐวิสาหกิจยังคงมีบทบาทนำ โดยเฉพาะในภาคยุทธศาสตร์สำคัญ

 

ในอีกด้านนักวิเคราะห์มองว่า โต เลิม เป็นผู้นำที่วางแผนทางการเมืองอย่างรอบคอบ และสามารถรวบรวมการสนับสนุนจากกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ภายในพรรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ มีรายงานว่าเขายังมุ่งหวังที่จะก้าว ขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของรัฐในอนาคตอีกด้วย

 

หลิว อานห์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยการเงินฉงหยาง มหาวิทยาลัยเหรินหมิน ประเทศจีน มองว่า เป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจที่ กำหนดไว้ในการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม นั้นจะเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมทุกด้านและการปรับปรุงให้ทันสมัย เพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และขจัดอุปสรรคด้านต้นทุนโลจิสติกส์

 

สร้างระบบคมนาคมทั้งทางบก เรือ อากาศ ราง เชื่อมการค้าเหนือจดใต้

 

ปัจจุบัน ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในเวียดนามคิดเป็นประมาณ 16-18% ของ GDP ในขณะที่ค่าเฉลี่ย ทั่วโลก อยู่ที่เพียง 10.7% และสูงกว่าหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน

 

เธอระบุว่า เพื่อสนับสนุนการผลิตและขยายการส่งออก เวียดนามจำเป็นต้องเร่งดำเนินการตามแผนแม่บท ทั้งการให้ความสำคัญกับระบบทางหลวง ทางรถไฟความเร็วสูง และการขนส่งแบบผสมผสานระหว่างทางรถไฟและทางทะเล

 

ในขณะเดียวกัน จำเป็นต้องปรับปรุงกลไกการระดมทุนเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการขยายรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และพิจารณาจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งชาติพิเศษเพื่อดึงดูดกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติและเงินทุนระยะยาว

 

พื้นที่การลงทุนที่สำคัญ

 

ได้แก่ การยกระดับเส้นทางคมนาคมหลักที่เชื่อมต่อระเบียงอุตสาหกรรมภาคเหนือ (ฮานอย-ไฮฟอง) กับเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (โฮจิมินห์ซิตี้-ด่งนาย-บิ่ญเดือง) เพื่อลดระยะเวลาการเดินทาง ลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน

 

นอกจากโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง นอกจากการยกระดับตลาดทุนแล้ว เวียดนามยังจำเป็นต้องขยายมาตรการจูงใจด้านการเงินสีเขียว ขยายขอบเขตของนโยบายเงินอุดหนุนอัตราดอกเบี้ย 2% จัดตั้งแพลตฟอร์มการซื้อขายเครดิตคาร์บอน

 

“อีกความพยายามของเวียดนามที่พยายามจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ (IFC) คือข้อดี เมื่อเวียดนามมี IFC ในนครโฮจิมินห์และดานัง ต้องจัดตั้งหน่วยงานจัดอันดับเครดิตระหว่างประเทศ ระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน และกลไกการออกใบอนุญาตทางการเงินต่างประเทศ นี่จะเป็นอนาคตศูนย์กลางการระดมทุนระดับภูมิภาค”

 

ภาพ : cotuvokne / Getty images

อ้างอิง:

The post รัฐบาลเวียดนามเดินหน้ารื้อโครงสร้างรัฐ หลัง ‘โต เลิม’ คว้าชัยอีกสมัย ฝันใหญ่ดันเป้า GDP โต 10% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าพ่อแห่ง AI เปิดใจ BBC ยอมรับ ‘เสียใจ’ ในสิ่งที่สร้าง เตือนทั่วโลกเร่งวิจัยความปลอดภัย ก่อน AI ฉลาดเกินมนุษย์จะควบคุม https://thestandard.co/godfather-ai-regrets-warns-safety/ Sat, 24 Jan 2026 02:52:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1168818 ภาพ เจฟฟรีย์ ฮินตัน เจ้าพ่อ AI ที่เปิดใจถึงความเสียใจและเตือนภัยจากปัญญาประดิษฐ์

ความรู้สึกเสียใจลึกๆ เป็นสิ่งที่ เจฟฟรีย์ ฮินตัน (Geoff […]

The post เจ้าพ่อแห่ง AI เปิดใจ BBC ยอมรับ ‘เสียใจ’ ในสิ่งที่สร้าง เตือนทั่วโลกเร่งวิจัยความปลอดภัย ก่อน AI ฉลาดเกินมนุษย์จะควบคุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เจฟฟรีย์ ฮินตัน เจ้าพ่อ AI ที่เปิดใจถึงความเสียใจและเตือนภัยจากปัญญาประดิษฐ์

ความรู้สึกเสียใจลึกๆ เป็นสิ่งที่ เจฟฟรีย์ ฮินตัน (Geoffrey Hinton) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer Scientist) เจ้าของฉายา ‘Godfather of AI’ (เจ้าพ่อแห่งปัญญาประดิษฐ์) ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา เมื่อกล่าวถึงเทคโนโลยีที่เขาอุทิศทั้งชีวิตสร้างขึ้นมากับมือ

 

ในบทสัมภาษณ์ล่าสุดกับ BBC Newsnight ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร (20 ม.ค.) ที่ผ่านมา ฮินตันเปิดใจว่า เขารู้สึกโศกเศร้าอย่างยิ่งที่นวัตกรรมที่เขาทุ่มเทพัฒนานั้น บัดนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่มีความอันตรายสูง และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ สังคมโลกยังไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงเหล่านี้อย่างจริงจังเพียงพอ

 

ฮินตัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกโครงข่ายประสาทเทียมที่เป็นรากฐานสำคัญของ AI ในปัจจุบัน ได้กลายมาเป็นหนึ่งในเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ทรงพลังที่สุด เขาเตือนว่ามนุษยชาติกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ที่นักวิจัยกำลังเข้าใกล้การสร้างเครื่องจักรที่ ‘ฉลาดกว่ามนุษย์’

 

“เราไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน สถานการณ์ที่เราสามารถสร้างสิ่งที่ฉลาดล้ำยิ่งกว่าตัวเราเองได้” ฮินตันกล่าว พร้อมชี้ให้เห็นว่า ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเชื่อว่า AI จะก้าวข้ามขีดความสามารถทางสติปัญญาของมนุษย์ภายใน 20 ปีข้างหน้า และในความเป็นจริง หลายด้านก็ได้ถูกแซงหน้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ความท้าทายใหญ่หลวงจะเกิดขึ้นเมื่อจุดนั้นมาถึง เพราะการควบคุมระบบอัจฉริยะเหล่านี้อาจทำได้ยากกว่าที่ประเมินไว้มาก ฮินตันเตือนว่า “แนวคิดที่ว่าเราจะสามารถแค่กดปิดสวิตช์ระบบได้ทันทีนั้น อาจใช้ไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ” เพราะปัญญาประดิษฐ์ที่มีความซับซ้อนสูงอาจเรียนรู้วิธี ‘โน้มน้าว’ มนุษย์ไม่ให้ปิดการทำงานของระบบ

 

ความกังวลนี้สอดคล้องกับบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมในรายการ State of the Union ของ CNN ที่ฮินตันขยายความถึงความสามารถในการใช้เหตุผลและการหลอกลวงของ AI ว่าพัฒนาไปไกลกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเขาระบุว่า “หากระบบประเมินว่ามนุษย์พยายามจะกำจัดทิ้ง ปัญญาประดิษฐ์ก็อาจวางแผนหลอกลวงเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกปิดการทำงาน”

 

ฮินตันชี้ว่า ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติจะทำได้ในขณะนี้ คือการละเลยการลงทุนวิจัยเพื่อหาหนทางอยู่ร่วมกับระบบอัจฉริยะเหล่านี้

 

“หากเราสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาโดยที่พวกเขามีความฉลาดล้ำ แต่กลับไม่มีความใส่ใจในมนุษย์ ก็มีความเป็นไปได้ที่ระบบเหล่านี้อาจจะ ‘ทำลายล้าง’ พวกเรา” ฮินตันกล่าวเตือนถึงความเสี่ยงในกรณีเลวร้ายที่สุด หากเป้าหมายของ AI ไม่สอดคล้องกับความอยู่รอดของมนุษย์

 

อย่างไรก็ตาม ฮินตันมองว่าหายนะไม่ใช่เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อนาคตยังขึ้นอยู่กับว่าเราจะออกแบบและกำกับดูแลระบบเหล่านี้อย่างไร แต่อุปสรรคสำคัญคือบรรยากาศความร่วมมือระดับโลกที่ลดลง และการเมืองแบบอำนาจนิยมที่กำลังเฟื่องฟู ซึ่งเขาเปรียบเทียบว่า ความจำเป็นในการกำกับดูแล AI นั้นมีความสำคัญเร่งด่วนไม่แพ้ข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยอาวุธเคมีและนิวเคลียร์

 

แม้จะมีความกังวลมหาศาล แต่ฮินตันยืนยันว่าเขาจะไม่ย้อนกลับไปแก้ไขอดีต “เทคโนโลยีนี้คงจะถูกพัฒนาขึ้นมาอยู่ดีต่อให้ไม่มีผม ผมเชื่อว่าการตัดสินใจของผมในตอนนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานความรู้ที่ดีที่สุดที่มี” เขายังคงมีความหวังในศักยภาพของ AI ที่จะช่วยปฏิรูปการศึกษาและการแพทย์ โดยเฉพาะระบบติวเตอร์อัจฉริยะและความก้าวหน้าในการวินิจฉัยโรค

 

นอกจากความเสี่ยงเชิงโครงสร้างแล้ว ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กัน เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 Business Insider รายงานว่า ฮินตันได้คาดการณ์ว่า AI จะมีความสามารถในการเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานจำนวนมากในปี 2026

 

“เราจะเห็นพัฒนาการที่ก้าวกระโดด ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้มีความสามารถสูงมาก สามารถทดแทนงานในศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าได้แล้ว และกำลังขยายไปสู่งานด้านอื่นๆ อีกมาก”

 

ฮินตันเตือนว่าความก้าวหน้านี้กำลังทำให้ ‘งานออฟฟิศ’ ตกอยู่ในความเสี่ยง จากเดิมที่ AI ช่วยเขียนโค้ดได้เพียงระดับนาที ปัจจุบันสามารถจัดการโปรเจกต์ระดับชั่วโมงได้ และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ระบบจะสามารถทำโครงการวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนซึ่งต้องใช้เวลาเป็นเดือนได้สำเร็จ ซึ่งถึงเวลานั้น ความต้องการแรงงานมนุษย์ในภาคส่วนนี้จะลดน้อยลงอย่างมาก

 

เขาเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กับการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ทำให้แรงกายของมนุษย์ลดความสำคัญลง แต่ครั้งนี้ ปัญญาประดิษฐ์กำลังจะเข้ามาลดบทบาทของ ‘สติปัญญาของมนุษย์’ ในตลาดแรงงาน

 

“เราอยู่ในจุดที่สำคัญมากของหน้าประวัติศาสตร์ ที่เรากำลังจะสร้างสิ่งที่ฉลาดกว่ามนุษย์ในอีกไม่ช้า แต่เรากลับยังไม่ได้เริ่มทำวิจัยอย่างจริงจังเลยว่า เราจะอยู่ร่วมกับสิ่งเหล่านี้อย่างสันติได้อย่างไร มันจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเริ่มทำวิจัยเรื่องนี้ทันที” ฮินตันกล่าวทิ้งท้าย

ภาพ: J Studios / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post เจ้าพ่อแห่ง AI เปิดใจ BBC ยอมรับ ‘เสียใจ’ ในสิ่งที่สร้าง เตือนทั่วโลกเร่งวิจัยความปลอดภัย ก่อน AI ฉลาดเกินมนุษย์จะควบคุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กบข. ปรับพอร์ตระยะสั้นถี่ขึ้น รับมือความเสี่ยง ‘ภาษีทรัมป์’ พร้อมเพิ่มสัดส่วนลงทุนสินทรัพย์ทางเลือก เล็งลงทุน Senior Housing ต่างประเทศ รับเทรนด์สังคมผู้สูงวัย https://thestandard.co/gpf-short-term-portfolio-2025/ Wed, 30 Apr 2025 06:40:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1069814 gpf-short-term-portfolio-2025

ผลกระทบจาก Reciprocal Tariff ของ โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างคว […]

The post กบข. ปรับพอร์ตระยะสั้นถี่ขึ้น รับมือความเสี่ยง ‘ภาษีทรัมป์’ พร้อมเพิ่มสัดส่วนลงทุนสินทรัพย์ทางเลือก เล็งลงทุน Senior Housing ต่างประเทศ รับเทรนด์สังคมผู้สูงวัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
gpf-short-term-portfolio-2025

ผลกระทบจาก Reciprocal Tariff ของ โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความผันผวนกับทั้งภาคการค้าและการลงทุนทั่วโลก ไม่เว้น กบข. ก็ต้องมีแผนรับมือ อีกทั้งเตรียมทำแผนลงทุนระยะยาวฉบับใหม่ และเตรียมเดินหน้าการลงทุนโครงการ Senior Housing ในต่างประเทศรับกับเทรนด์สังคมผู้สูงวัย

 

ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า เทรนด์ของทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย กำลังเข้าสังคมผู้สูงวัย โดยประเทศจีนที่มีจำนวนประชากรประมาณ 1,400 ล้านคน ที่มีกลุ่มผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป สัดส่วนประมาณ 15-16% ของประชากรทั้งหมด 

 

ขณะที่ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้ที่มีอายุเกิน 60 ขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีสัดส่วนของประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 28% จำนวนประชากรทั้งหมด

 

อีกทั้ง กบข. ที่ปัจจุบันมีข้าราชการที่เป็นสมาชิกจำนวนประมาณ 1.2 ล้านคน ก็มีโอกาสที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยในอัตราเดียวกันกับของประเทศไทย

 

เปิดแผนลงทุนโครงการ Senior Housing

 

ดังนั้น กบข. จึงได้เริ่มศึกษาการลงทุนในโครงการที่อยู่อาศัยหลังเกษียณ (Senior Housing) มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตของสังคมสูงวัยในอนาคต ซึ่งจากสถิติในปี 2563 ตลาดที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุทั่วโลก มีมูลค่าประมาณ 1.90 แสนล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 3.75 แสนล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลางคาดว่า จะเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด ที่ 11.2% โดยมีอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ที่ 8.4% 

 

จากการศึกษาข้อมูลพบว่าโครงการ Senior Housing สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR ) เฉลี่ยที่ดี ประมาณ 8-12%

 

โดย กบข. มีความสนใจการลงทุนในต่างประเทศ เช่น ในจีน, ออสเตรเลีย, หรือยุโรป 

 

สำหรับ Senior Housing ถือเป็นอีกสินทรัพย์ลงทุนใหม่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่จัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ลงทุนทางเลือก ซึ่งเดิม กบข. มีการลงทุนทั้งในโครงการโรงแรม โดยมีการร่วมทุนในโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ รีสอร์ท ภูเก็ต, อาคารสำนักงานให้เช่า จำนวน 3 โครงการ

 

ภาพ: รวมการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ กบข.

ภาพ: รวมการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ กบข.

 

แผนการลงทุนในโครงการ Senior Housing ของ กบข. คาดว่าจะมีความชัดเจนเริ่มเห็นการลงทุนในต่างประเทศภายในสิ้นปี 2567 โดยนโยบายการลงทุนในโครงการ Senior Housing ที่มีการดำเนินการอยู่แล้ว สามารถสร้างผลตอบแทนกำไรจากการลงทุนเข้ามาได้ทันที

 

โดยรูปแบบการลงทุนจะทำในรูปแบบของร่วมทุนกับพาร์ตเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญ หรือลงทุนผ่านกองทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน จากนั้นในอนาคตก็มีแผนต่อยอดการลงทุนโครงการ Senior Housing ในประเทศไทยด้วย ซึ่งกบข.กำลังศึกษาแนวทางการให้สมาชิกที่มีความต้องการเข้าอาศัยในศูนย์ที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุด้วย

 

“ปัจจุบันพอร์ตลงทุนของ กบข. มีการลงทุนใน Private Equity ในต่างประเทศซึ่งอาจมีการลงทุนในโรงพยาบาล, หอพักนักศึกษา (Student Housing) ในต่างประเทศซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องจับตา เพราะเป็นเทรนด์ของกองทุนบำนาญต่างประเทศขนาดใหญ่ก็กำลังหันมาให้ความสนใจลงทุนสินทรัพย์กลุ่มนี้ด้วย เช่น โครงการ Oak Tree Retirement Villages , Keyton Retirement Villages ที่ดำเนินในประเทศออสเตรเลีย” ทรงพลกล่าว

 

ภาพ: แนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยผู้สูงวัยทั่วโลก

ภาพ: แนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยผู้สูงวัยทั่วโลก

 

กบข. ได้เข้ามาทำการศึกษาดูงานโครงการ Senior Housing ของกลุ่ม Keppel ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ซึ่งดำเนินธุรกิจที่มีความหลากหลายสัญชาติสิงคโปร์ ประกอบธุรกิจในเครือหลายแห่งที่เชี่ยวชาญในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, โครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการสินทรัพย์ ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ ได้มีการลงทุนในโครงการ Senior Housing ในประเทศจีน คือ โครงการ Sindora Living ซึ่งเป็นโครงการ Senior Housing ในเมืองหนานจิง ซึ่งเริ่มเปิดดำเนินการในช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา


ด้าน Nathaniel Farouz CEO Sindora Living กล่าว ว่า โครงการ Sindora Living มีขนาดของพื้นที่โครงการ ประมาณ 7-8 ไร่ มีจำนวนเตียงสามารถรองรับผู้เข้าพักอาศัยได้จำนวน 400 เตียง มีราคาค่าบริการเป็นรายเดือนอยู่ที่เฉลี่ย 15,000 หยวน หรือประมาณ 69,000 บาท ต่อคนต่อเดือนโดยมีบริการให้กับผู้พักอาศัยแบบ Full Service ทั้งการทำความสะอาดที่พัก, บริการอาหาร, บริการทางการแพทย์, ห้องออกกำลังกาย รวมทั้งบริการสันทนาการในรูปแบบอื่นๆ

 

อีกทั้งมีการวางระบบให้โครงการกับพักอาศัยสามารถใช้ชีวิตเชื่อมต่อกับบริเวณโดยรอบชุมชนได้ เช่น การนำคอนเสิร์ตมาจัดในโครงการ Sindora Living อีกด้วย

 

สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มาพักอาศัยสักประมาณ 80% จะเป็นประชากรในเมืองในเมืองหนานจิง ซึ่งเป็นปกติของภาพรวมธุรกิจ Senior Housing ที่ผู้มาพักอาศัยมักจะเป็นประชากรของเมืองนั้นที่โครงการเข้าไปเปิดดำเนินการ ส่วนอีกสัดส่วนประมาณ 20% จะเป็นผู้พักอาศัยจากเมืองอื่นๆ 

 

ทั้งนี้ถึงปัจจุบันหลังโครงการเริ่มเปิดการดำเนินการตั้งแต่กลางปี 2567 มีผู้เข้ามาพักอาศัยแล้วจำนวน ประมาณ 100 เตียง

 

Sindora Living ซึ่งเป็นโครงการ Senior Housing ในเมืองหนานจิง

Sindora Living ซึ่งเป็นโครงการ Senior Housing ในเมืองหนานจิง

Sindora Living ซึ่งเป็นโครงการ Senior Housing ในเมืองหนานจิง

ภาพ: โครงการ Sindora Living ซึ่งเป็นโครงการ Senior Housing ในเมืองหนานจิง

 

ปรับพอร์ตลงทุนระยะสั้นถี่ขึ้นรับมือภาษีทรัมป์

 

ทรงพล กล่าวต่อถึง กลยุทธ์ในการบริหารพอร์ตลงทุนของ กบข. เพื่อรับมือความผันผวนจากผลกระทบของนโยบายภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น โดยยอมรับว่าจากช่วงปีนี้ถึงปัจจุบันพอร์ตลงทุนระยะสั้นของได้ปรับกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไม่ปกติ (Tactical Asset Allocation : TAA) มีความถี่สูงขึ้น

 

โดยมีการปรับพอร์ตการลงทุนระยะสั้นไปแล้วจำนวน 3 ครั้ง เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว เปรียบเทียบกับทั้งปี 2567 ที่มีการปรับพอร์ต TAA ไปจำนวน 3 ครั้ง ดังนั้นในทั้งปี 2568 จากความไม่แน่นอนที่ยังสูง จึงมีโอกาสที่การปรับพอร์ต TAA ของ กบข. อาจจะมีความถี่ที่สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบจากปี 2567 

 

“ยกตัวอย่างสมมติพอร์ตลงทุนของ กบข. แต่ละเดือน หากสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจแบบกะทันหัน ส่งผลให้ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่เราเคยคาดการณ์ไว้ พอร์ตการลงทุนระยะสั้นก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนจากหน้าตาปัจจุบัน ซึ่งเราเรียกว่าการทำTactical Asset Allocation ซึ่งปัจจุบันพอร์ตลงทุนของ กบข.มีการเพิ่มน้ำหนักลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 6% โดยลดสัดส่วนของหุ้นโลก เพื่อใช้ปิดความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นในระหว่างทางของพอร์ต หลังเริ่มเห็นความเสี่ยงที่คาดการณ์ไม่ได้ แต่หากเรื่องภาษีสหรัฐฯ ตกลงกันได้ก็ต้องปรับพอร์ตใหม่ด้วยเช่นกัน ทำให้พอร์ตลงทุนของ กบข. จากช่วงต้นปีนี้ถึงปัจจุบันยังมีผลตอบแทนที่ยังเป็นบวกสามารถเอาชนะตลาดที่ติดลบได้” ทรงพลกล่าว

 

อย่างไรก็ดี ประเมินว่าปัจจัยสถานการณ์ภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ หากเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นก็มีโอกาสในอนาคตก็มีโอกาสปรับลดสัดส่วนการลงทุนในทองคำลงจากระดับปัจจุบันเพื่อมาเพิ่มสัดส่วนของตราสารทุนโลก 

 

ดังนั้นหลังทรัมป์ได้ขยายกำหนดเส้นตายในการบังคับใช้ภาษีตอบโต้ออกไป 90 วัน ยังมีความเชื่อว่า สถานการณ์ดังกล่าวมีโอกาสจะคลี่คลายลงในทางใดทางหนึ่ง เพราะมองว่าสหรัฐฯ มีความจำเป็นต้องให้สถานการณ์ดังกล่าวต้องคลี่คลายลง เพราะนโยบายภาษีตอบโต้ที่เคยประกาศไว้ อาจใช้ปฏิบัติไม่ได้จริง หลังจากเริ่มเห็นสัญญาณการออกมาประท้วงนโยบายนี้ของประชาชนอเมริกัน รวมทั้งคู่ค้าของสหรัฐฯ บางประเภทไม่เห็นด้วยกับการเจรจากับสหรัฐฯ 

 

นอกจากนี้ ยังมีมุมมองว่าในหุ้นไทยในหลายอุตสาหกรรมสามารถให้ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ค่อนข้างสูงเริ่มมีความน่าสนใจ ส่งผลให้มีนักลงทุนเริ่มทยอยกลับมาลงทุนในหุ้นบางบริษัทหรือในบางอุตสาหกรรม

 

 สำหรับในหุ้นไทยปัจจุบันเพิ่มสัดส่วนเป็น 6% จากปีก่อน 3% ของพอร์ต หลังจากราคาหุ้นปรับตัวลดลง โดยเน้นลงทุนในหุ้นบนดัชนี SET50 Free Float ซึ่งจะเลือกลงทุนในหุ้นรายตัวซึ่งราคาปรับตัวลดลงค่อนข้างมากที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี และมีการจ่ายเงินปันผลที่สูง

 

 โดยการปรับกลยุทธ์ตั้งแต่ปลายไตรมาส 3/2567 จากเดิมที่เคยลงทุนบนดัชนี SET50 สำหรับกลุ่มหุ้นที่มีโอกาสเติบโต และ มีโอกาสได้รับเงินปันผลที่สูง อีกทั้ง สามารถลงทุนได้ในราคาที่ถูก หลังจากราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เช่น หุ้นกลุ่มโรงแรม , ท่องเที่ยว และโรงพยาบาล

 

“สิ่งที่สำคัญที่สุดภาพการลงทุนจากนี้ไปถึงสิ้นปีนี้จะมีความผันผวนแบบนี้เยอะมากครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในรอบตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งที่จะมีปัจจัยที่เราคาดไม่ถึงมากกว่าเดิมอีกเยอะ เพราะปัญหาความผันผวนครั้งนี้เกิดขึ้นแบบไม่มีเหตุผล เปรียบเทียบกับวิกฤตต้มยำกุ้งกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เรารู้สาเหตุว่าเกิดจากอะไร” ทรงพลกล่าว

 

ภาพ: ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการ กบข.

ภาพ: ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการ กบข.

 

เร่งทำแผนลงทุนระยะยาวฉบับใหม่ จ่อเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ทางเลือก

 

ขณะที่ความคืบหน้าของแผนกลยุทธ์การลงทุนระยะยาว (Strategic Asset Allocation: SAA) ฉบับใหม่ เพื่อใช้กำหนดนโยบายพอร์ตลงทุนของเงินสมาชิกปัจจุบันที่มีมูลค่าประมาณ 4.9 แสนล้านบาท อยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดทำแผนที่จะกำหนดกรอบนโยบายการลงทุนระหว่างปี 2569-2571 คาดว่าจะแล้วเสร็จ และ ได้ข้อสรุปภายในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมนี้

ทั้งนี้ เบื้องต้น SAA มีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนพอร์ตลงทุนกลุ่มสินทรัพย์ทางเลือกเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันของพอร์ตลงทุนรวม เนื่องจากปัจจุบันมีสินทรัพย์ลงทุนใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงเป็นโอกาสในการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความหลากหลายมากเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้นซึ่งปัจจุบัน กบข. พร้อมทั้งมีโอกาสจะเพิ่มจำนวนประเภทของสินทรัพย์ลงทุนจากปัจจุบันที่มีจำนวน 18 ประเภท โดยที่ผ่านมาได้เริ่มทยอยลงทุนผ่านกองทุนที่มีการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกกลุ่มใหม่ๆ เช่น กลุ่มเทคโนโลยี, ดาต้าเซ็นเตอร์, พลังงานหมุนเวียน, โรงพยาบาล เพื่อความหลากหลาย รวมถึงกระจายความเสี่ยงการลงทุน และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้น

 

อีกทั้ง SAA ใหม่ดังกล่าวจะมีการแยกประเภทสินทรัพย์ทองคำออกมาจากกลุ่มสินทรัพย์ลงทุนทางเลือกออกมา โดยแยกทองคำออกมาเป็นกลุ่มสินทรัพย์ประเภทใหม่ เพราะทองคำถือเป็นสินทรัพย์สามารถช่วยปิดความเสี่ยงจากปัจจัยที่ไม่ได้คาดไว้ได้ค่อนข้างดี ซึ่งเดิมทองคำจัดอยู่ในกลุ่มของสินทรัพย์ทางเลือก จากสิ้นปี 2567 ที่มีสินทรัพย์ทางเลือกอยู่ที่ 20.62% ของพอร์ตลงทุนรวม

 

โดยจากสถานการณ์กำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่มีความรุนแรง ส่งผลให้ในปี 2567 ที่ผ่านมาทองคำสามารถสร้างผลตอบแทนได้ประมาณ 25% อีกทั้ง จากต้นปีนี้ถึงปัจจุบันพอร์ตลงทุนทองยังให้ผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่องอยู่ที่ประมาณ 20%

 

ภาพ: สัดส่วนสินทรัพย์ลงทุนของ กบข.

ภาพ: สัดส่วนสินทรัพย์ลงทุนของ กบข.

 

ก่อนหน้านี้ ทรงพล เคยให้ข้อมูลว่า นโยบาย SAA ฉบับใหม่ของ กบข. ที่จะกำหนดกรอบนโยบายการลงทุนระหว่างปี 2569-2571 ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ลงจากเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับนิยามของสินทรัพย์ของ กบข. ใหม่ จากเดิมที่กำหนดกลุ่มสินทรัพย์ออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ Risky Assets กับ Safety Assets เปลี่ยนมาเป็น Growth Assets กับ Defensive Assets โดยเห็นว่าปัจจุบันการลงทุนในตราสารหนี้ แม้เป็นการลงทุนกลุ่ม Investment Grade มีความเสี่ยงสูงเช่นกันจากประเด็นการผิดชำระหนี้ และยังเป็นตราสารที่ไม่มีหลักค้ำประกัน

 

ส่วน SAA ฉบับใหม่จะให้น้ำหนักกับปัจจัยสำคัญ ดังนี้ 

  1. ประเภทสินทรัพย์ลงทุน 
  2. การเติบโตประเทศของสินทรัพย์ที่จะเข้าไปลงทุน 
  3. ความเสี่ยง 
  4. อัตราแลกเปลี่ยน

โดย ณ สิ้นปี 2567 กบข. มีขนาดกองทุนใหญ่ขึ้น 1.06 แสนล้านบาท รวมมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (รวมเงินสำรอง) ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท สามารถสร้างผลตอบแทนแผนสมดุลตามอายุ (สัดส่วนใหม่) 8.93% แผนทองคำ 24.67% แผนหลัก 3.73% ซึ่งกบข. สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวชนะอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปี ย้อนหลังบวก 2%

The post กบข. ปรับพอร์ตระยะสั้นถี่ขึ้น รับมือความเสี่ยง ‘ภาษีทรัมป์’ พร้อมเพิ่มสัดส่วนลงทุนสินทรัพย์ทางเลือก เล็งลงทุน Senior Housing ต่างประเทศ รับเทรนด์สังคมผู้สูงวัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อคลื่น พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าว ซัดแรงงานกลับประเทศ! รัฐจะแก้ปมนี้อย่างไร? https://thestandard.co/news-thailand-migrant-labour-how-government-resolve/ https://thestandard.co/news-thailand-migrant-labour-how-government-resolve/#respond Mon, 03 Jul 2017 10:52:51 +0000 https://thestandard.co/?p=11781

     ผ่านมาได้ 11 วันแล้ว ที่ พ.ร.ก. การ […]

The post เมื่อคลื่น พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าว ซัดแรงงานกลับประเทศ! รัฐจะแก้ปมนี้อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ผ่านมาได้ 11 วันแล้ว ที่ พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ นับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา สถานการณ์แรงงานต่างด้าวในประเทศไทยถูกนำเสนอมาเป็นระลอก ตั้งแต่การทยอยเดินทางข้ามด่านชายแดนกลับประเทศนับพันคน นายจ้างโอดครวญต่อมาตรการของกฎหมายที่ลงโทษปรับหนักมาก ไปจนถึงการตั้งข้อสังเกตของนักวิชาการต่อการตัดสินใจของรัฐในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ ที่ดูเหมือนขาดการวางแผนในเรื่องระบบที่อำนวยต่อวาระที่ต้องการให้นายจ้างทำตามกฎหมาย

     ขณะที่ล่าสุด กระทรวงแรงงานเปิดเผยตัวเลขแรงงานต่างด้าวที่เดินทางกลับประเทศ ณ เวลานี้ว่ามีประมาณ 29,000 คน แต่ก็มีตัวเลขแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานภายใต้ MOU ประมาณ 60,000 คน

     สื่อหลายสำนักรายงานแทบไม่แตกต่างกันถึงเนื้อหาของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ และ สถานการณ์ที่ค่อนข้างดูจะวุ่นวายถาโถมเข้าไปหาคำตอบต่อการแก้ปมเรื่องนี้ของรัฐบาล ในฐานะที่ตรากฎหมายฉบับนี้มากับมือ

 

 

นายกฯ ชี้ ถูกเพ่งเล็งเรื่องค้ามนุษย์ จ่อใช้ ม. 44 ยืดเวลา 120 วัน

     ท่าทีของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารต่อปฏิกิริยาเรื่องนี้ ล่าสุดที่ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม เมืองทองธานี พลเอกประยุทธ์ได้กล่าวในระหว่างการปาฐกถาเปิดการประชุมประจำปี 2560 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่า

     “เรื่องพระราชกำหนดแรงงานต่างด้าวออกมาเพราะมีเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องทำ เนื่องจากพันธะสัญญาที่มีอยู่ ทำไมถึงต้องทำวันนี้ ก็เพราะว่าไม่เคยทำ และไม่เคยใช้อย่างจริงจัง แต่ต้องทำเพราะเขากำลังเพ่งเล็งประเทศไทยเรื่องการค้ามนุษย์ เห็นหรือไม่ว่ามาเลเซียเขาก็ทำ เขาจับกุมกันโครมๆ และถือเป็นข้อตกลงกันระหว่าง 4 ประเทศในอาเซียน ต่อไปนี้แรงงานจะต้องขึ้นบัญชี หรือนำเข้าแรงงานที่ชายแดนเท่านั้น ไม่มีการขึ้นทะเบียนในประเทศ”

     พลเอกประยุทธ์ยืนยันอีกว่า ไม่ต้องการให้ใครเดือดร้อน แต่สิ่งที่กำลังดำเนินการเป็นเรื่องจำเป็น ข้อกังวลเรื่องอัตราโทษปรับที่สูงนั้นต้องไปพิจารณาถึงความเหมาะสมในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเตรียมใช้มาตรา 44 ชะลอหรือเลื่อนการบังคับใช้บางมาตราที่มีบทลงโทษรุนแรงไปก่อนอย่างน้อย 120 วัน เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหาผลกระทบต่างๆ ให้แล้วเสร็จได้ภายในกรอบเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ได้มอบให้กระทรวงแรงงานดำเนินการประสานเจ้าหน้าที่แล้ว ขอร้องอย่าออกมาเคลื่อนไหว และขอให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ด้วย           

     “เราดูแลคนทุกกลุ่ม ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงผู้ประกอบการด้วย เพราะหากเกิดปัญหาไม่สามารถทำธุรกิจ ต่อไปก็ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยยืนยันว่าไม่อยากให้ใครเดือดร้อน แต่ต้องเข้าใจถึงความจำเป็นในการใช้กฎหมาย ขออย่าออกมาเคลื่อนไหว และรัฐบาลก็แก้ไขให้ดำเนินการขึ้นทะเบียนภายใน 120 วันแล้ว โดยจะเป็นการแก้ปัญหาทั้งส่วนของแรงงานต่างด้าวเก่า และแรงงานต่างด้าวใหม่ที่จะเข้ามาทำงาน ซึ่งรัฐบาลจะไม่ให้ขาดแคลนแรงงานอย่างแน่นอน”

 

 

บิ๊กป้อมนั่งหัวโต๊ะ ถกแก้ปมต่างด้าว เข็น ม. 44 เข้า ครม. พรุ่งนี้

     ขณะที่วันเดียวกันนี้ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน หรือ กนร. เปิดเผยว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาความจำเป็นในการเสนอให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกประกาศตามมาตรา 44 เพื่อให้ขยายเวลาการบังคับใช้ข้อกำหนดบางประกาศใน พ.ร.ก. การบริหารจัดการของแรงงานต่างด้าวออกไปเป็นเวลา 120 วัน เพื่อให้นายจ้างและแรงงานต่างด้าวดำเนินการด้านเอกสารต่างๆ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้คาดว่าจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และ คสช.ในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้

     สำหรับ 3 มาตราที่จะถูกชะลอใช้บังคับในพระราชกำหนดการบริหารจัดการ การทำงานของแรงงานต่างด้าว พ.ศ. 2560 ได้แก่ มาตรา 101, 102 และ 122 ซึ่งกำหนดค่าปรับ รวมถึงบทลงโทษที่รุนแรงกับลูกจ้างและนายจ้างที่ทำผิดกฎหมาย โดยจะมีผลย้อนไปถึงวันที่ 23 มิถุนายน คือวันที่ พ.ร.ก. ประกาศให้มีผลใช้บังคับ โดยมีรายละเอียดดังนี้

     มาตรา 101 กำหนดว่า คนต่างด้าวซึ่งมิใช่ผู้เสียหายจากการกระทําความผิดฐานค้ามนุษย์ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 8 คือทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

     มาตรา 102 นายจ้างที่จ้างแรงงานต่างด้าวไม่มีใบอนุญาต ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 400,000-800,000 บาท ต่อลูกจ้างต่างด้าว 1 คน  

     มาตรา 122  ผู้ใดนําคนต่างด้าวมาทํางานในประเทศโดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎกระทรวงกำหนด ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

     อย่างไรก็ตาม พลเอกประวิตรไม่ได้กังวลว่าการเดินทางกลับประเทศต้นทางของแรงงานข้ามชาติในช่วงนี้จะเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพราะเป็นการเดินทางกลับเพื่อจัดเตรียมเอกสารให้เกิดความเรียบร้อยและถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น  

 

คสช. หนุน พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าว สร้างมาตรฐานการดูแลแรงงานให้เป็นระบบ

     ขณะที่การประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติในวันนี้ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้กล่าวถึงการประกาศใช้ พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ซึ่งสังคมให้ความสนใจว่า

     กฎหมายดังกล่าวถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องปรับปรุงเพื่อบริหารจัดการและจัดระบบแรงงานต่างด้าวให้เป็นมาตรฐานสอดคล้องกับกฎกติการะหว่างประเทศ จึงขอให้ทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ได้ไปศึกษาในรายละเอียดของเรื่องดังกล่าวสำหรับใช้เป็นแนวทางในการประสานการปฏิบัติงานร่วมกับส่วนราชการต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีแรงงานต่างด้าวทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก รวมถึงพื้นที่ชายแดน นอกจากนี้ให้ช่วยชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. ดังกล่าว ที่จะช่วยให้การควบคุมและดูแลแรงงานต่างด้าวเป็นมาตรฐานยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดผลดีทั้งด้านความมั่นคงและด้านเศรษฐกิจโดยรวม

 

 

แรงงานชี้ พ.ร.ก. ต่างด้าว คือแผนยุทธศาสตร์มุ่งกวาดล้างแรงงานผิดกฎหมาย

     ขณะที่ท่าทีของ พลเอกศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งเปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน หรือ กนร. ว่า พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าวถือเป็นแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลชุดนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อกวาดล้างแรงงานผิดกฎหมาย และควบคุมการทำงานในด้านต่างๆ ที่แรงงานต่างด้าวสามารถทำได้ รวมถึงการถูกเอารัดเอาเปรียบแรงงาน และฟื้นฟูการจ้างงานแรงงานต่างด้าวด้วย

     ด้าน หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยกับสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ว่า กระทรวงแรงงานได้เตรียมการรองรับการประกาศใช้มาตรา 44 ในการผ่อนปรน พ.ร.ก. การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ว่าขณะนี้กรมการจัดหางานอยู่ระหว่างการร่างกฎหมายลูกรองรับการดำเนินงาน โดยจะมีการจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายถึงพระราชกำหนดดังกล่าว

     อีกทั้งยังมอบหมายให้สำนักงานจัดหางานทุกพื้นที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและลูกจ้างแรงงานต่างด้าว เช่น กรณีการแจ้งเปลี่ยนนายจ้างใหม่ การให้โควตาสำหรับนายจ้างนำเข้าแรงงานเข้ามาใหม่

     นอกจากนี้ยังกำหนดแผนงานแก้ไขปัญหากับประเทศต้นทาง เช่น เมียนมา กัมพูชา ซึ่งล่าสุดได้หารือกับทางการเมียนมาเพื่อเตรียมความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ ซึ่งทางการเมียนมาจะให้ความร่วมมือเกี่ยวกับการทำเรื่องพิสูจน์สัญชาติเพื่อต่ออายุให้กับแรงงานประมงที่ถือบัตรสีชมพู ซึ่งจะหมดอายุในเดือนพฤศจิกายนนี้ รวมทั้งขอให้ไทยประสานให้แรงงานโอนเงินผ่านระบบธนาคาร ซึ่งถือเป็นขั้นตอนตามมาตรฐานสากล

     ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่า แรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องปัจจุบันมีจำนวนกว่า 2.5 ล้านคน และยังมีแรงงานที่ไม่เข้าสู่ระบบอีกกว่า 1 ล้านคน

 

 

เตรียมนำ พ.ร.ก. ต่างด้าว เข้าหารือที่ประชุมวิป สนช. พรุ่งนี้

     ด้าน นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วิป สนช. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือวิปรัฐบาล ว่าเตรียมนำพระราชกำหนดบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว พ.ศ. 2560 เข้าหารือในที่ประชุมวิป สนช. ในวันพรุ่งนี้ ก่อนจะบรรจุเข้าสู่วาระการประชุม สนช. เพื่อออกเป็นพระราชบัญญัติต่อไป

     พร้อมยืนยัน กฎหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้เลี่ยงมาตรา 77 ที่ต้องรับฟังความเห็นจากประชาชน แต่เป็นเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาลเกี่ยวกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการออกพระราชกำหนดเป็นอำนาจของรัฐบาลที่จะทำได้

     ความเห็นและปฏิกิริยาจากรัฐในรอบวันก็ออกมาเป็นระลอก เพื่อเร่งแก้ปมปัญหาที่อาจจะบานปลายไปมากกว่านี้ กรอบเวลา 120 วันที่ขยายออกไปจะใช่เวลาที่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหานี้หรือไม่ และอนาคตความยั่งยืนของปัญหานี้จะเป็นไปในทิศทางใด คำตอบจากการใช้กฎหมายจะใช่หนทางเดียวที่แก้ปมเรื่องนี้ได้จบ หรือกำลังเกิดเป็นปัญหาใหม่ให้ตามแก้ คงต้องรอดูว่ามาตรา 44 จะมีรายละเอียดที่ตอบโจทย์สถานการณ์นี้อย่างไร

The post เมื่อคลื่น พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าว ซัดแรงงานกลับประเทศ! รัฐจะแก้ปมนี้อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-thailand-migrant-labour-how-government-resolve/feed/ 0
เปิดปม! พ.ร.ก. ต่างด้าว ทำแรงงานแห่กลับบ้าน-กระทบเศรษฐกิจ เตรียมใช้ ม.44 ต่อเวลา https://thestandard.co/news-thailand-migrant-labour-law-effect-economy-government-manage-by-section-44/ https://thestandard.co/news-thailand-migrant-labour-law-effect-economy-government-manage-by-section-44/#respond Mon, 03 Jul 2017 01:30:51 +0000 https://thestandard.co/?p=11536

     เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องจับตามองอย่างใ […]

The post เปิดปม! พ.ร.ก. ต่างด้าว ทำแรงงานแห่กลับบ้าน-กระทบเศรษฐกิจ เตรียมใช้ ม.44 ต่อเวลา appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดสำหรับสถานการณ์แรงงานต่างด้าวที่ทยอยกลับประเทศนับตั้งแต่รัฐบาลใช้ ‘ยาแรง’ แก้ปัญหานี้ด้วยการออก พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ที่มีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลใจของหลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้ประกอบการต่างๆ ที่จำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวในการประกอบธุรกิจ

     ที่มาที่ไปของเรื่องนี้เป็นอย่างไร THE STANDARD รวบรวมทุกประเด็นที่ควรรู้เกี่ยวกับ พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวเพื่อให้คุณเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น

 

เปิด พ.ร.ก. ต่างด้าวใหม่ เพิ่มโทษปรับ 400,000-800,000 บาทต่อคน

     สำหรับ พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 เป็นการรวมกฎหมาย 2 ฉบับไว้เป็นฉบับเดียว คือ พ.ร.บ. การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 และ พ.ร.ก. การนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. 2559 เนื่องจากกฎหมายทั้ง 2 ฉบับยังไม่ครอบคลุมการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ เช่น ขาดกลไกการร้องทุกข์แก่คนต่างด้าว ขาดมาตรการกำหนดโทษสำหรับนายจ้างที่ฝ่าฝืน ฯลฯ

     โดยสาระสำคัญที่ทำให้หลายฝ่ายเป็นกังวลอยู่ที่การเพิ่มโทษที่สูงขึ้น โดยเฉพาะโทษปรับในส่วนของนายจ้างที่เพิ่มขึ้นเป็น 400,000-800,000 บาทต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คน ขณะที่กฎหมายเดิมมีการกำหนดโทษไม่เกิน 100,000 บาทเท่านั้น สำหรับรายละเอียดใน พ.ร.ก. ฉบับใหม่มีดังนี้

     – ผู้ใดรับคนต่างด้าวทำงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ หรือรับคนต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานกับตน หรือรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตทำงานกับตนเข้าทำงาน มีโทษปรับตั้งแต่ 400,000-800,000 บาทต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คน (จากเดิมโทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาทต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คน)

     – ผู้ใดให้คนต่างด้าวทำงานไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 400,000 บาทต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คน (จากเดิมโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาทต่อกรณี)

     – คนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน หรือทำงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (เท่าเดิม)

     – คนต่างด้าวที่ทำงานจำเป็นและเร่งด่วนแต่ไม่แจ้งนายทะเบียน มีโทษปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท

     – คนต่างด้าวทำงานแตกต่างจากที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท

     – ผู้ใดยึดใบอนุญาตทำงานหรือเอกสารสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     – ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 600,000-1,000,000 บาท ต่อคนต่างด้าว 1 คน หรือทั้งจำทั้งปรับ

     – ผู้ใดประกอบธุรกิจนำคนต่างด้าวมาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมการจัดหางาน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000-600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     ทั้งนี้ นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางานได้เปิดเผยก่อนที่จะมีการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้มีผลดีต่อทั้งนายจ้าง ลูกจ้างต่างด้าว ภาครัฐ และภาคประชาชน โดยเฉพาะภาครัฐจะสามารถจัดระเบียบและให้ความคุ้มครองแก่แรงงานต่างด้าวให้มีความเหมาะสม เป็นไปตามมาตรฐานสากล

     นอกจากนี้ยังมีกลไกการร้องทุกข์ และกำหนดช่องทางให้คนต่างด้าวสามารถเข้าถึงสิทธิได้โดยตรง และได้รับประโยชน์จากสวัสดิการต่างๆ เพื่อทำงานในประเทศไทยได้อย่างปกติสุขด้วย

     สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมที่ระบุไว้ใน พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าว ยังประกอบไปด้วย ค่าใช้จ่ายส่วนของนายจ้าง เช่น ใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน ฉบับละ 20,000 บาท การต่ออายุใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน ครั้งละ 20,000 บาท ใบแทนใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน ฉบับละ 10,000 บาท การจ้างงานคนต่างด้าว คนละ 20,000 บาท ฯลฯ

     ส่วนของลูกจ้าง เช่น ใบอนุญาตทำงาน ฉบับละ 20,000 บาท การต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ครั้งละ 20,000 บาท ใบแทนใบอนุญาตทำงาน 3,000 บาท เป็นต้น

 

 

แรงงานต่าวด้าวแห่กลับประเทศ เตรียมออก ม.44 ยืดเวลา

     สำหรับสถานการณ์แรงงานล่าสุด หลายสำนักข่าวรายงานตรงกันว่า แรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านได้ทยอยเดินทางกลับประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแรงงานชาวเมียนมาที่หลั่งไหลออกนอกประเทศแล้วกว่า 21,000 คน หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าว

     ด้านนายอนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นว่า แม้กฎหมายแรงงานต่างด้าวจะมีความจำเป็นในการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวจำนวนมากในประเทศ แต่ผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายได้ส่งผลต่อผู้ประกอบการและแรงงานจำนวนมากที่ปรับตัวไม่ทัน เกิดการขาดแคลนแรงงานและมีการปิดกิจการชั่วคราว เมื่อกฎหมายออกมาโดยไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของภาวะเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน มีโทษสูง และขึ้นอยู่กับอำนาจดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ จึงอาจก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันได้

     พร้อมคาดการณ์ว่าผลกระทบดังกล่าวอาจทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ขยายตัวไม่ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ตามที่ตั้งเป้าไว้ และเสนอให้ใช้มาตรา 44 ชะลอการบังคับใช้ไปก่อนอย่างน้อย 6 เดือน หลังจากนั้นจึงออกเป็นพระราชบัญญัติแทนเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย

     ขณะที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เปิดเผยว่า รัฐบาลรับทราบถึงปัญหาข้อกังวลใจของภาคเอกชน และเข้าใจถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการที่จำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าว โดยเตรียมใช้มาตรา 44 ชะลอหรือเลื่อนการบังคับใช้บางมาตราที่มีบทลงโทษรุนแรงไปก่อนอย่างน้อย 120 วัน

     “รัฐบาลเคารพในพันธกรณีที่ทำไว้กับประเทศต่างๆ และให้ความสำคัญกับการต่อต้านการค้ามนุษย์ โดยจะไม่ให้การใช้หรือไม่ใช้ พ.ร.ก. คนต่างด้าว เป็นอุปสรรคในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามการออกกฎหมายดังกล่าวนั้นถือเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อสร้างมาตรฐานของการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในไทย ซึ่งสอดคล้องกับกฎกติกาและการยอมรับของต่างประเทศ” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

     ส่วน นายวรานนท์ อธิบดีกรมการจัดหางานประกาศย้ำไว้ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า กฎหมายนี้ไม่ได้จ้องเอาผิดทั้งหมด และทางกรมการจัดหางานได้มีการประชาสัมพันธ์ และแจ้งต่อนายจ้างก่อนที่จะประกาศใช้กฎหมายมาแล้วกว่า 2 เดือน

 

เปิดสถิติแรงงานต่างด้าวในไทย พบกว่า 1.3 ล้านคนผิดกฎหมาย

     ทั้งนี้ตามสถิติคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานคงเหลือทั่วราชอาณาจักร โดยสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน ประจำเดือนกันยายน 2559 ระบุว่าคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานมีจำนวนทั้งสิ้น 1,510,740 คน แยกเป็นแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ เมียนมา ลาว และกัมพูชา ทั้งสิ้น 1,331,617 คน

     ขณะที่มีการประมาณการณ์ว่า แรงงานต่างด้าวซึ่งมาจากประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ คือ เมียนมา ลาว และกัมพูชา ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยน่าจะมีประมาณ 2.7 ล้านคน เท่ากับว่าจะมีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายประมาณกว่า 1.3 ล้านคน ซึ่งหากมีการผลักดันแรงงานดังกล่าวกลับประเทศทั้งหมด หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอาจส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมาก

     และปัจจุบันรัฐบาลยังไม่มีนโยบายเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ดังนั้นนายจ้างและสถานประกอบการจะต้องดำเนินการนำเข้าแรงงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายตามระบบ MOU ที่เคยทำไว้กับประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 3  ประเทศเท่านั้น

     ล่าสุดกรมการจัดหางานเตรียมเปิดกว้างให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น โดยในวันที่ 5 กรกฎาคมนี้จะมีการจัดงานเสวนาที่กระทรวงแรงงาน เพื่อทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นต่อไป

     ขณะที่วันนี้ (3 กรกฎาคม) เวลา 10.00 น. รองนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีกำหนดการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ที่กระทรวงแรงงาน ซึ่งหลังการประชุมเสร็จสิ้น THE STANDARD จะรายงานความคืบหน้าต่อไป

 

Photo: NICOLAS ASFOURI/AFP

อ้างอิง:

The post เปิดปม! พ.ร.ก. ต่างด้าว ทำแรงงานแห่กลับบ้าน-กระทบเศรษฐกิจ เตรียมใช้ ม.44 ต่อเวลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-thailand-migrant-labour-law-effect-economy-government-manage-by-section-44/feed/ 0
ฟันธงธุรกิจไทยครึ่งหลังปี 2560: 5 อุตสาหกรรมอยู่ยาก แบรนด์ต้องชูออนไลน์เป็น Core Business https://thestandard.co/news-business-thai-trends-in-the-second-half-of-2017-brand-must-support-core-business/ https://thestandard.co/news-business-thai-trends-in-the-second-half-of-2017-brand-must-support-core-business/#respond Wed, 21 Jun 2017 08:07:50 +0000 https://thestandard.co/?p=8630

     ครึ่งแรกของปี 2560 ผ่านไปพร้อมกับข่ […]

The post ฟันธงธุรกิจไทยครึ่งหลังปี 2560: 5 อุตสาหกรรมอยู่ยาก แบรนด์ต้องชูออนไลน์เป็น Core Business appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ครึ่งแรกของปี 2560 ผ่านไปพร้อมกับข่าวดีว่า จีดีพีในไตรมาสแรกเติบโตขึ้นเป็นร้อยละ 3.3 จากการส่งออกฟื้นตัวในหลายหมวดสินค้าและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดี แต่จะโตได้ทั้งปี 3.3-3.8% ดังที่สภาพัฒน์คาดการณ์ไว้หรือไม่

     อะไรคือโอกาสและปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยที่ต้องจับตาท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง

     เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2560 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนา ‘ฟันธงธุรกิจไทยครึ่งหลังปี 2560’ เพื่อคาดการณ์การเติบโตทางธุรกิจในยุคปัจจุบันท่ามกลางกระแสดิจิทัล และการปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลง โดยมีคณาจารย์ทุกภาควิชาร่วมวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2560 ดังนี้ รศ. ดร. พสุ เดชะรินทร์ คณบดี, ผศ. ดร. วิเลิศ ภูริวัชร หัวหน้าภาควิชาการตลาด, รศ. ดร. อัษฎาพร ทรัพย์สมบูรณ์ หัวหน้าภาควิชาสถิติ, รศ. ดร. วรศักดิ์ ทุมมานนท์ ภาควิชาการบัญชี และประธานคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชี สภาวิชาชีพบัญชีฯ และ รศ. ดร. พรอนงค์ บุษราตระกูล หัวหน้าภาควิชาการธนาคารและการเงิน และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการกำกับตลาดทุน ก.ล.ต.

ลูกค้าจะไม่ใช่เพียง digital consumer เท่านั้น หากเป็น digital evangelist นอกจากจะเป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าแล้วซื้ออีก บอกต่อกันแล้ว ยังปกป้องสินค้าให้ด้วย นอกจากนี้การสร้างแบรนด์ดิจิทัลต้องศึกษาการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ไปพร้อมกัน

 

เผย 5 อุตสาหกรรมจะถูก Disrupt – คนพร้อมปรับแค่ไหน

     รศ. ดร. พสุ เดชะรินทร์ กล่าวว่าครึ่งหลังปี 2560 นี้ กระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีถาโถม มีคู่แข่งใหม่ๆ ซึ่งอาจเป็นคู่แข่งที่ไม่นึกว่าเป็นคู่แข่งทั้งสตาร์ทอัพและธุรกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งกระแสจากต่างประเทศเข้ามา สำหรับภาคธุรกิจเติบโตดีกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย แต่ยังไม่ดีอย่างที่ตั้งใจ การบริโภคภายในประเทศไม่เยอะ

     ดังนั้นจึงแนะนำว่าต้องลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะเวียดนาม หรือมาเลเซีย มองเซกเมนต์ในไทยชัดเจนขึ้น ต้องพ่วงไปกับการลงทุนภาครัฐหรือกลุ่มธุรกิจที่มีเป้าหมายระดับฐานราก รวมถึงธุรกิจที่มีการเติบโตในเศรษฐกิจไทย คือธุรกิจท่องเที่ยว การเกษตร และหลายบริษัทเริ่มมีสตาร์ทอัพ และ Venture Capital (VC) เป็นของตัวเอง เพราะโตแบบเดิมไม่ได้

     “ธุรกิจและองค์กรที่จะถูก disrupt ผมมองว่ามี 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ 1. ไอซีที 2. มีเดีย สื่อมวลชน 3. ค้าปลีก 4. ธนาคารและสถาบันการเงิน 5. การศึกษา ไม่ใช่ว่าธุรกิจเหล่านี้จะหายไป แต่จะเกิดอาชีพใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น YouTube Content Creator ทั้งนี้จะเกิดอุตสาหกรรมใหม่จริง แต่ในไทยเรายังผลิตคนมาทำอาชีพเดิมๆ ถามว่าเราเตรียมพร้อมเรื่อง Human Resource หรือยัง” รศ. ดร. พสุกล่าว

 

รับมือกับความไม่แน่นอนด้วย Big Data – ชูออนไลน์เป็น Core Business

     รศ. ดร. อัษฎาพร กล่าวถึงความไม่แน่นอนของธุรกิจและการจัดการด้วยข้อมูลในปัจจุบันว่า ธุรกิจกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน ตำแหน่งด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) จึงเป็นที่ต้องการของทุกองค์กร ซึ่งอาชีพนี้ก็คือนักสถิติที่ใช้ข้อมูลตอบโจทย์ธุรกิจ และมีทักษะการเขียนโปรแกรมนั่นเอง

     ด้วยข้อมูลดิจิทัลที่มากขึ้น ภาคธุรกิจควรดูแลจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ให้ได้ ทางที่ดีควรใช้ cloud computing เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ที่สำคัญต้องเน้นการ visualize ข้อมูลหรือแปลงข้อมูลให้มองเห็นและเข้าใจง่ายมากขึ้น เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อในอนาคต

     “ในศาสตร์สถิติไม่มี 4.0 แต่มันไม่เคยตกยุค เรื่องของการจัดการความไม่แน่นอนเป็นหัวใจของเรา เมื่อความไม่แน่นอนเกิดขึ้น อาชีพเราเลยมีเพื่อรู้ว่าลูกค้าของเราอยู่ตรงไหน ซึ่งจะเป็น unique customer” รศ. ดร. อัษฎาพรกล่าว

     ด้าน ผศ. ดร. วิเลิศ กล่าวว่า กลยุทธ์แบรนด์ปัจจุบันไม่ใช่เพียงการวางผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางเท่านั้น (Customer Centric) แต่ต้องเป็น Human Centric นักการตลาดต้องดูมิติทางอารมณ์ของลูกค้ามากขึ้น ซึ่งออนไลน์ตอบโจทย์ส่วนนี้ได้ อย่ามองดิจิทัลเป็นแค่เครื่องมือ แค่มีสินค้าอยู่ในโลกออนไลน์ แต่ต้องมองเป็น core business ซึ่งแนวคิดนี้จะทำให้มองลูกค้าเปลี่ยนไป ลูกค้าจะไม่ใช่เพียง digital consumer เท่านั้น หากเป็น digital evangelist นั่นคือ นอกจากจะเป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าแล้วซื้ออีก บอกต่อกันแล้ว ยังปกป้องสินค้าให้ด้วย นอกจากนี้การสร้างแบรนด์ดิจิทัลต้องศึกษาการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ไปพร้อมกัน

ในศาสตร์สถิติไม่มี 4.0 แต่มันไม่เคยตกยุค เรื่องของการจัดการความไม่แน่นอนเป็นหัวใจของเรา

เพื่อรู้ว่าลูกค้าของเราอยู่ตรงไหน ซึ่งจะเป็น unique customer

แนะธุรกิจขนาดย่อมอย่าตื่นไอที – ทำบัญชีโปร่งใส ดึงดูดนักลงทุน

     รศ. ดร. พรอนงค์ กล่าวว่า ถ้ามองเศรษฐกิจของครึ่งปีหลังในเอเชีย การเติบโตฟื้นตัวดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรกแน่นอน แต่การเติบโตตอนนี้เป็นการเติบโตตามคู่ค้า เพราะยังเน้นเรื่องการส่งออกอยู่ ดังนั้นครึ่งปีหลังส่งออกต้องเติบโตแน่ๆ เพียงแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียยังมีปัญหาอยู่ ซึ่งเป็นปัญหาของประเทศเกิดใหม่ คือเรื่องของตัวหนี้ภาคเอกชนและหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ระดับสูง เป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นลักษณะของการค่อยเป็นค่อยไป

     เมื่อย้อนมองเศรษฐกิจไทยชี้ว่าเติบโตดีขึ้นจริง แต่ก็ยังน่ากังวล แม้จะไม่ได้เติบโตแบบกระจุกตัวเหมือน 2 ปีก่อน แต่ก็ไม่กระจายตัวได้ดี ดังนั้นควรจะคำนึงถึงหลายมิติ เช่น เติบโตในจุดไหน หรือกำลังโดน disrupt ในด้านใดบ้าง การเปลี่ยนแปลงใดจะส่งผลกระทบต่อเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไลฟ์สไตล์ โครงสร้างประชากร และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งประเทศเราเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วกว่าประเทศอื่น

     รศ. ดร. พรอนงค์ กล่าวต่อถึงรูปแบบของการทำธุรกิจว่า ควรประยุกต์ใช้ไอทีและเทคโนโลยีดิจิทัล โดยคำนึงขนาดของธุรกิจด้วย พร้อมแนะว่าถ้าเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ต้องลงทุนและวิจัยอย่างดี เพื่อที่จะนำดิจิทัลมาเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

     “ถ้าเราเป็นธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็กๆ ต้องแทงกั๊ก ปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยี เราเป็นผู้ใช้งาน อย่าไปคิดเอาเองว่าเทรนด์ไอทีหรือโซเชียลจะมา เพราะมันเปลี่ยนเร็วมาก หากเป็นธุรกิจขนาดย่อม แล้วมองเทคโนโลยีนี้ว่าจะมา ถ้ามันมาช้าแค่ 3 เดือน เราตายเลย ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ต้องคิดว่าไอทีมันจะพลิกโฉมธุรกิจตัวเองและพยายามปรับตัวให้อยู่รอด ดังนั้นธุรกิจขนาดใหญ่มันจะมี 2 อย่าง ไม่ใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม เหมือนอาลีบาบา แอมะซอน ก็อยู่ไม่ได้เลย มันไม่มีตรงกลาง ถ้าอยู่รอดก็ไปได้อีกเยอะ อิทธิพลจะใหญ่ขึ้น ถ้าไม่รอดก็เจ๊งแน่นอน” รศ. ดร. พรอนงค์ กล่าว

     ด้าน รศ. ดร. วรศักดิ์ มองว่า ครึ่งปีหลังนี้โครงการสาธารณูปโภคใหญ่ๆ ของภาครัฐเริ่มดำเนินการงานอย่างชัดเจน ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์เติบโตตามมา รวมถึงธุรกิจไอทีที่มีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการสื่อสารที่จะมีการแย่งลูกค้ากันอย่างเข้มข้น และก่อให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ตามมา ขณะที่เม็ดเงินในไทยไม่เพียงพอ จำเป็นต้องอาศัยเม็ดเงินต่างประเทศ ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลทางบัญชีที่มีมาตรฐานสากล

     “ขณะนี้คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชีกำลังผลักดันการนำมาตรฐานสากลที่เรียกว่า IFRS (International Financial Reporting Standard) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลกสร้างความโปร่งใส เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ พร้อมกันนั้นการทำบัญชีต้องทำให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของธุรกิจในบริบทของสังคมไทย ซึ่งรูปแบบการทำธุรกิจของไทยในบางเรื่องแตกต่างจากต่างประเทศ ขณะที่ข้อกำหนดตามมาตรฐานสากลนั้นเอื้อต่อธุรกิจในยุโรปและอเมริกามากกว่า” รศ. ดร.  วรศักดิ์กล่าว

 

ภาพประกอบ: Karin Foxx

The post ฟันธงธุรกิจไทยครึ่งหลังปี 2560: 5 อุตสาหกรรมอยู่ยาก แบรนด์ต้องชูออนไลน์เป็น Core Business appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-business-thai-trends-in-the-second-half-of-2017-brand-must-support-core-business/feed/ 0
ทำไมความปลอดภัยด้านท่องเที่ยวของไทยจึงเกือบรั้งท้ายโลก รายงานจาก WEF ปี 2017 https://thestandard.co/new-thailand-wef-the-travel-and-tourism-competitiveness-report-2017/ https://thestandard.co/new-thailand-wef-the-travel-and-tourism-competitiveness-report-2017/#respond Mon, 12 Jun 2017 12:05:13 +0000 https://thestandard.co/?p=5637

      The World Economic Forum (WEF […]

The post ทำไมความปลอดภัยด้านท่องเที่ยวของไทยจึงเกือบรั้งท้ายโลก รายงานจาก WEF ปี 2017 appeared first on THE STANDARD.

]]>

      The World Economic Forum (WEF) ปี 2017 เปิดเผยรายงานว่า ด้วยความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว โดยได้จัดอันดับของแต่ละประเทศในด้านการท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย สุขภาพและสาธารณสุข ตลาดแรงงานและทรัพยากรมนุษย์ ความพร้อมด้าน ICT การให้ความสำคัญด้านการท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งในด้านความปลอดภัย ประเทศไทยถูกจัดอยู่ที่อันดับ 118 จาก 136 ประเทศ ซึ่งถือว่าอยู่ใน 20 อันดับรั้งท้าย โดยระบุว่าพื้นที่ชายแดนภาคใต้อย่างจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาสคือพื้นที่เสี่ยง ที่มีผลทำให้อันดับด้านความปลอดภัยของประเทศไทยร่วงลง

     นอกจากนี้ประเทศไทยยังรั้งอันดับท้ายด้านสิ่งแวดล้อมยั่งยืนในด้านการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน แม้ด้านอื่นๆ ประเทศไทยจะถูกจัดอยู่ในอันดับครึ่งต้น แต่อันดับด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่รั้งท้ายอาจสะท้อนว่า เราอาจมุ่งเน้นแต่จำนวนยอดนักท่องเที่ยว แต่ละเลยด้านที่รักษาอุตสาหกรรมนี้ให้ยั่งยืน

 

 

ประเทศไทยรั้ง 20 อันดับสุดท้ายความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว

     ปณัตนันท์ ปจันทบุตร กรรมการผู้จัดการ Seven Marine เจ้าของกิจการท่องเที่ยวทั้งโรมแรมและให้เช่าเรือในภูเก็ตแสดงความคิดเห็นกับ THE STANDARD ว่า ไม่ใช่แค่เพียงข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์เท่านั้น แต่การรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยวอาจไม่เพียงพอด้วย “จำนวนตำรวจต่อจำนวนนักท่องเที่ยวและประชากรในภูเก็ตนั้นอาจน้อยเกินไป ผมคิดว่าทุกด้านเลย ทั้งด้านความปลอดภัย สาธารณสุข โรงพยาบาล มีไม่พอนะ” ซึ่งจำนวนประชากรภูเก็ตในปี 2015 มี 386,605 คน มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเดินทางมาประเทศไทยเฉลี่ยแล้วปีละประมาณ 10 ล้านคน ขณะที่ แอมมี่ ทวีวงทรัพย์ ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมอมตะป่าตองกลับมองว่า “จริงๆ แล้วคิดว่ามาตรการความปลอดภัยของภูเก็ตอยู่ในระดับที่โอเคแล้ว อย่างตอนที่มีข่าวลือเรื่องกลุ่มไอเอสจะหลบเข้ามาไทย ทางการก็มีการแจ้งเตือนผู้ประกอบการ โรงแรมจะได้รับข้อมูล และตำรวจจะลงพื้นที่รอบๆ ขณะที่การปั่นป่วนเล็กๆ นั้นไม่กระทบต่อการท่องเที่ยวมากนัก” ล่าสุดการท่องเที่ยวภูเก็ตเปิดเผยว่า กำลังเตรียมติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่ม และเชื่อมทุกกล้องเป็นระบบเดียวกันทั้งหมด

     ด้านร้อยตำรวจอุดม ลักษณะ นายกสมาคมการท่องเที่ยวเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงอยู่แล้วนั้นเปิดเผยว่า “เราจำเป็นต้องสร้างภาคประชาชนที่เข้มแข็งแทน ที่ อาจมีกำลังในการช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยได้มากกว่าภาครัฐด้วยซ้ำ ให้ประชาชนดูแลกันเอง ซึ่งเบตงกลายเป็นโมเดลตัวอย่างด้านนี้” ปัจจุบันเบตงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของชาวมาเลเซีย ในปี 2015 มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเดินทางมาเบตงประมาณ 400,000 คน และในปี 2016 เพิ่มขึ้นมาเป็น 800,000 คน

     ขณะที่เพื่อนบ้านเราอย่างฟิลิปปินส์อยู่ที่อันดับ 126 อินโดนีเซียอยู่ที่อันดับ 91 เวียดนามอยู่ที่อันดับ 57 มาเลเซียอยู่ที่อันดับ 41 เกาหลีใต้อยู่ที่อันดับ 37 ญี่ปุ่นอยู่ที่อันดับ 26 ขณะที่สิงคโปร์อยู่ที่อันดับ 6

 

ไทยรั้งท้ายด้านสิ่งแวดล้อมยั่งยืนในการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน

     นอกจากด้านความปลอดภัยด้านท่องเที่ยวที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงแล้ว ยังพบว่าประเทศไทยรั้งอันดับ 20 สุดท้ายในด้านความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเช่นกัน โดยไทยอยู่ที่อันดับ 122 จาก 136 ประเทศ มาเลเซียที่อันดับ 123 เวียดนามที่อันดับ 129 กัมพูชาที่อันดับ 130 อินโดนีเซียที่อันดับ 131 และจีนที่อันดับ 132 ปณัตนันท์ ปจันทบุตร กรรมการผู้จัดการ Seven Marine เปิดเผยว่า ปัจจุบันเจ้าของกิจการด้านการท่องเที่ยวเป็นชาวต่างชาติเยอะ ซึ่งพวกเขาอาจเข้ามาแค่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ โดยไม่ได้สนใจด้านสิ่งแวดล้อมยั่งยืน แต่กฎหมายไทยไม่แข็งแรง “ความสามารถด้านการแข่งขันเราอาจจะโอเค แต่มันจะดีกว่านี้อีก ถ้าภาครัฐทำได้ดีกว่านี้ เวียดนามดึงนักท่องเที่ยวไปเยอะ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวด้านทะเล และอีกด้านหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ประเทศไทยไม่ค่อยเด่นด้านสิ่งแวดล้อมยั่งยืน คนมาลงทุนถือโอกาสหมด เพราะไม่ใช่บ้านเขา เขาไม่ได้ต้องการเข้ามาพัฒนาพื้นที่ เพียงแต่ต้องการเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ทางธุรกิจเท่านั้น มีผู้ประกอบการต่างชาติที่ผิดกฎหมาย แต่กฎหมายบ้านเราไม่แข็งแรง พวกคนต่างชาติที่เข้ามาทำกิจกรรมร้านอาหารและบริการท่องเที่ยวอื่นๆ ทำไมพวกเขาถึงเข้ามาได้เยอะมาก”

     สอดคล้องกับที่ สุรัชนา ภควลีธร ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทโมเดลธุรกิจท่องเที่ยวยั่งยืน Local Alike ที่บริษัทของเธอได้เดินทางไปให้ความรู้กับหลายชุมชนทั่วประเทศไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD ว่า ธุรกิจการท่องเที่ยวประเทศไทยขาดความสมดุล เพราะมุ่งเน้นแต่พัฒนาด้านเศรษฐกิจมากเกินไป และการบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐนั้นไม่แข็งแรง “ชุมชนท้องถิ่นคือคนที่อยู่ใกล้กับแหล่งทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุด กลับไม่มีอำนาจในการตัดสินใจและจัดการทรัพยากรในชุมชน คนข้างนอกเขาเข้ามาทำธุรกิจ เขาก็รีบทำกำไรในระยะเวลาอันสั้น” เธอยังมองอีกว่า การรวบรวมสถิติเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของไทยนั้นควรจะมีด้านอื่นๆ ด้วย เพื่อจะได้สะท้อนความเป็นจริงในหลายมิติ “การตั้งเป้าหมายการท่องเที่ยวควรจะมี KPI ด้านอื่นบ้าง เช่น เรื่องวัฒนธรรม สังคมของคนที่อาศัยอยู่ในแหล่งท่องเที่ยว แล้วเงินที่ได้จากการท่องเที่ยวเป็นประโยชน์กับใคร”

 

 

กระทรวงต่างประเทศโต้รายงาน WEF เป็นข้อมูลเก่า

     อย่างไรก็ตามหากดูอันดับโดยรวมด้านความสามารถ ด้านการแข่งขัน ด้านการท่องเที่ยว ประเทศไทยถูกจัดอยู่ที่อันดับ 34 ซึ่งถือว่าอยู่ในอันดับที่ 3 ในบรรดาประเทศอาเซียน (สิงคโปร์อันดับที่ 13 มาเลเซียอันดับที่ 26) ขยับขึ้นมาจากปีที่แล้วที่อยู่อันดับ 35 โดยรายงานของ WEF สรุปว่า การท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสามารถทางการแข่งขันด้านราคา แต่ยังขาดความพร้อมด้านสาธารณูปโภคและเทคโนโลยี

     โดยก่อนหน้านี้โฆษกกระทรวงการต่างประเทศออกมาเปิดเผยว่า WEF ยอมรับกับคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การสหประชาชาติว่า ข้อมูลที่ใช้จัดทำรายงานในแต่ละปีนั้นเป็นข้อมูลเก่า ซึ่ง WEF กำลังพิจารณาปรับปรุงวิธีการคำนวณและจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันทุกมิติ โดยเพิ่มการใช้ข้อมูลจากสถิติการท่องเที่ยวขององค์กรระหว่างประเทศและแบบสอบถาม

     งานวิจัยของ WEF พบว่า ในทุกๆ นักท่องเที่ยว 30 คน จะสามารถสร้างงานได้ 1 งาน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจึงกลายเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างงานในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ โดยปี 2016 มีนักท่องเที่ยวประมาณ 32 ล้านคนเดินทางมายังประเทศไทย คิดเป็นมูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท หากยึดตามงานวิจัยของ WEF เท่ากับว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทยสามารถสร้างงานได้ประมาณ 1 ล้านงานให้กับแรงงานในไทย

     สถิติของกรมการท่องเที่ยวเปิดเผยว่า ปี 2016 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทยจำนวนประมาณ 32 ล้านคน ขณะที่ปี 2015 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทยจำนวน 30 ล้านคน เพิ่มขึ้นมาประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งสุรัชนามองว่า “นอกจากเศรษฐกิจการท่องเที่ยวแล้ว เราควรจะใส่ใจคุณภาพชีวิตของคนไทยเองด้วย ที่ต้องอยู่กับแหล่งท่องเที่ยว นอกจากนี้ถึงแม้ประเทศไทยจะมีเสน่ห์มาก แต่เราก็ควรจะรักษาตรงนี้ให้ได้นานที่สุด เพราะสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศอื่นๆ ก็เกิดขึ้นมากมาย มิเช่นนั้นเราจะเสียลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวมีคุณภาพไป

     อย่างไรก็ตามไม่ใช่แค่หน้าที่ของภาครัฐ แต่คือหน้าที่ของภาคเอกชน ท้องถิ่นที่เป็นตัวกลางระหว่างภาครัฐและเอกชนด้วย”

 

Photo: CHRISTOPHE ARCHAMBAULT, AFP

อ้างอิง:

     – กระทรวงการต่างประเทศ

     – www3.weforum.org/docs/WEF_TTCR_2017_web_0401.pdf

     – newdot2.samartmultimedia.com/home/details/11/221/25515

The post ทำไมความปลอดภัยด้านท่องเที่ยวของไทยจึงเกือบรั้งท้ายโลก รายงานจาก WEF ปี 2017 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/new-thailand-wef-the-travel-and-tourism-competitiveness-report-2017/feed/ 0
Alibaba ตั้งเป้าเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับที่ 5 ของโลกในปี 2036 https://thestandard.co/news-business-alibaba-target-economic-superpower-in-2036/ https://thestandard.co/news-business-alibaba-target-economic-superpower-in-2036/#respond Mon, 12 Jun 2017 04:08:00 +0000 https://thestandard.co/?p=5593

     แจ็ค หม่า ประธานบริหารของ Alibaba G […]

The post Alibaba ตั้งเป้าเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับที่ 5 ของโลกในปี 2036 appeared first on THE STANDARD.

]]>

     แจ็ค หม่า ประธานบริหารของ Alibaba Group ประกาศวิสัยทัศน์สุดยิ่งใหญ่ ตั้งเป้าเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกอันดับที่ 5 ในงานประชุม Investor Day Summit ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองหางโจว ประเทศจีน เมื่อวันที่ 8-9 มิถุนายนที่ผ่านมา

     เช่นเดียวกับทุกๆ ปี Alibaba จะรายงานผลประกอบการ ความคืบหน้าทางธุรกิจ และเป้าหมายต่อไปของบริษัท แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายว่าตลาดอีคอมเมิร์ซของ Alibaba เริ่มอิ่มตัวแล้ว และไม่น่าจะขยับขยายไปได้ไกลกว่านี้ แต่แจ็ค หม่า และผู้บริหารระดับสูงคนอื่นไม่คิดเช่นนั้น เพราะ Alibaba เป็นบริษัทเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่อีคอมเมิร์ซ จึงสามารถเติบโตไปได้ไกลกว่านี้แน่นอนด้วยแนวคิดและพลังการทำงานเช่นคนรุ่นใหม่

     หม่าพูดติดตลกว่า ถึงแม้ตอนนี้จะยังตามหลังคู่แข่งอย่าง Amazon โดยรายได้ประจำปีงบประมาณที่ผ่านมา (สิ้นสุดถึงมีนาคม) อยู่ที่ 2,300 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็ตั้งเป้าว่ายอดจำหน่ายสินค้าทั้งหมดจะแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2020 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า

     ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เขามองอนาคตไปไกลกว่าการแข่งขันกับ Amazon ด้วยซ้ำ

 

Photo: MANAN VATSYAYANA, AFP

 

     เขายังพูดถึงเรื่องการสนับสนุนโลกาภิวัตน์เหมือนกับตอนที่เคยกล่าวในงานประชุมสภาเศรษฐกิจโลกเมื่อต้นปีว่า กระแสโลกาภิวัตน์ควรจะเปิดกว้างและครอบคลุมคนทุกกลุ่มเพื่อช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีให้มีโอกาสในตลาดโลก และสร้างอาชีพให้กับคนรุ่นใหม่ซึ่งเคยถูกปิดกั้นในอดีต ดังนั้นเมื่อสหรัฐฯ เลือกหันหลังให้กับกติกาการค้าโลกแบบเดิม Alibaba ก็จะผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำการค้าโลกที่หนุนนำกระแสโลกาภิวัตน์ในศตวรรษที่ 21 เสียเอง

     หม่าชี้ว่า การปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งที่ 1 ทำให้โลกได้รู้จักกับโมเดลธุรกิจใหม่ที่เรียกว่า ‘โรงงาน’ เป็นครั้งแรก และครั้งที่ 2 ก็เกิดธุรกิจในรูปแบบ ‘บริษัท’ ขึ้นมา จนกระทั่งมาถึงยุคอินเทอร์เน็ตที่ทำให้เกิดธุรกิจบนแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Alibaba คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า และเริ่มทำตั้งแต่ 8-10 ปีที่แล้ว จนกระทั่งผลิดอกออกผลในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นอีคอมเมิร์ซหรือระบบคลาวด์

     ดังนั้นถ้าอยากไขว่คว้าอนาคต ก็ต้องเริ่มทำเสียตั้งแต่วันนี้

     “เป้าหมายเล็กๆ ของเราคือทำรายได้จากการจำหน่ายสินค้าทั้งหมดในเครือ Alibaba มูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 3 ปี เราจะต้องทำอย่างสร้างสรรค์และทำให้เกิดนวัตกรรมด้วย ถ้าทำไม่ได้ เราจะประสบปัญหา เพราะเป้าหมายที่วางไว้มันยิ่งใหญ่กว่านั้น

     “ในปี 2036 เราจะเป็นบริษัทที่ตอบสนองความต้องการของประชากรและผู้บริโภค 2 พันล้านคน เราจะเป็นบริษัทที่สร้างงานกว่าร้อยล้านตำแหน่ง สามารถสนับสนุนธุรกิจกว่า 10 ล้านรายให้ทำกำไรได้บนแพลตฟอร์มของ Alibaba ซึ่งนั่นคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรโลกเลยนะครับ

     “ถ้าเราทำสำเร็จในปี 2036 เราจะเป็น 1 ใน 5 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก”

     ไม่ว่าสหรัฐฯ หรือจีนจะเป็นอันดับหนึ่ง แต่ในบรรดากลุ่มมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก อันได้แก่ สหรัฐฯ จีน ยุโรป ญี่ปุ่น หม่าย้ำว่าจะต้องมี Alibaba อยู่ในนั้นด้วย

     เขาอธิบายกับนักลงทุนและผู้ถือหุ้นว่า ไม่ผิดอะไรที่จะจินตนาการใหญ่โต เพราะสิ่งที่ทุกคนเคยคาดฝันไว้เมื่อ 18 ปีก่อนเป็นจริงแล้ววันนี้ ขณะที่ปัจจุบัน Alibaba มีทั้งกำลังทรัพย์ กำลังคน และข้อมูลมากมายมหาศาลที่เป็นประโยชน์ ก็น่าจะทำได้เช่นกัน

     “เราเชื่อว่าต่อให้ Alibaba ไม่ทำ คนอื่นก็จะทำอยู่ดี”

     ขณะที่มหาอำนาจขับเคี่ยวแข่งขันกันอย่างดุเดือดในโลกแห่งความเป็นจริง Alibaba จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกบนสนามไร้พรมแดนที่เรียกว่า ‘อินเทอร์เน็ต’ อำนวยความสะดวกในการซื้อขายจับจ่าย การขนส่ง และการท่องเที่ยวทั่วโลกผ่านบริการและเทคโนโลยีต่างๆ ของบริษัท เหมือนกับที่ Alibaba เคยช่วยให้คนจีนออกท่องเที่ยวทั่วโลกได้โดยมีแค่พาสปอร์ตกับมือถือมาแล้ว

     และนี่คือวิสัยทัศน์ของประธานบริษัทยักษ์ใหญ่แดนมังกรที่ปักหมุดไว้ไกลกว่าใคร แต่ความสำเร็จที่ผ่านมาของ Alibaba ก็พิสูจน์ให้โลกเห็นมาแล้วว่า เขาทำได้จริง

 

Cover Photo: MOHD RASFAN, AFP

อ้างอิง:

     – www.scmp.com/business/companies/article/2097691/alibaba-aims-become-fifth-largest-economy-2036

     – www.alizila.com/watch-live-alibaba-investor-day-2017-day-two

The post Alibaba ตั้งเป้าเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับที่ 5 ของโลกในปี 2036 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-business-alibaba-target-economic-superpower-in-2036/feed/ 0
“สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจมากกว่าสิทธิมนุษยชน” คุยกับนักข่าวรุ่นใหม่ของสิงคโปร์ในวันที่เสรีภาพสื่อถูกลิดรอน https://thestandard.co/news-world-asean-kristen-han-singapore-new-gen-reporter/ https://thestandard.co/news-world-asean-kristen-han-singapore-new-gen-reporter/#respond Tue, 06 Jun 2017 19:28:32 +0000 http://thestandard.co:8000/?p=969

     เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นภูมิ […]

The post “สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจมากกว่าสิทธิมนุษยชน” คุยกับนักข่าวรุ่นใหม่ของสิงคโปร์ในวันที่เสรีภาพสื่อถูกลิดรอน appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นภูมิภาคที่เผชิญกับความไม่มั่นคงทางการเมืองและการใช้อำนาจในทางที่ผิดของรัฐบาลในหลายประเทศ ซึ่งในประเทศประชาธิปไตยนั้น ‘สื่อ’ คืออีกกลไกหนึ่งที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล หรือเปรียบเสมือนคนคอยเฝ้าบ้านและเป็นกระบอกเสียงของประชาชน ดังนั้นหากมีสิ่งไม่ชอบมาพากล ประชาชนก็มีสิทธิที่จะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน รัฐบาลเองก็จะตระหนักว่ามีกลไกที่คอยตรวจสอบพวกเขาอยู่

     รัฐบาลของหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงเลือกที่จะจำกัดอิสรภาพของสื่อในการรายงานข่าว สิ่งนี้สะท้อนออกมาจากดัชนีเสรีภาพสื่อโลกปี 2017 ที่จัดทำโดยองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders) จาก 180 ประเทศ ซึ่งเสรีภาพของสื่อทั้ง 10 ประเทศอาเซียนอยู่ต่ำกว่าอันดับที่ 120 ทั้งหมด (อินโดนีเซีย อันดับที่ 124, ฟิลิปปินส์ อันดับที่ 127, เมียนมา อันดับที่ 131, กัมพูชา อันดับที่ 132, ไทย อันดับที่ 142, มาเลเซีย อันดับที่ 144, สิงคโปร์ อันดับที่ 151, บรูไน อันดับที่ 156, ลาว อันดับที่ 170, และเวียดนาม อันดับที่ 175)

     สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยอมรับว่า ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน และ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ ที่ถูกสื่อมวลชนไทยวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีเนื้อหาครอบงำและจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อนั้นพัฒนามาจาก พ.ร.บ.การออกอากาศ (Broadcasting Act) ของสิงคโปร์ ซึ่งสำหรับประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สิงคโปร์เป็นอีกประเทศที่รัฐบาลจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนอย่างเข้มงวด

      THE STANDARD มีโอกาสได้พูดคุยกับเคิร์สเทน ฮาน (Kristen Han) นักข่าวออนไลน์รุ่นใหม่ของสิงคโปร์ที่รายงานข่าวเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิมนุษยชนในสิงคโปร์ ซึ่งเคยถูกเผยแพร่ในสื่อต่างชาติอย่าง Al Jazeera, The Guardian, The Diplomat และ Asian Correspondent เพื่อสะท้อนมุมมองของเธอต่อปัญหาที่ไทย สิงคโปร์ และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้กำลังเผชิญร่วมกัน

สื่อกระแสหลักของสิงคโปร์ไม่มีอิสรภาพในการรายงานข่าว พวกเขายังอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว

 

พ.ร.บ.ควบคุมสื่อ และการแสดงความคิดเห็นของสิงคโปร์เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ…จริงหรือ?

     มาตราที่ 14 ในรัฐธรรมนูญของสิงคโปร์ระบุชัดเจนว่า ประชาชนชาวสิงคโปร์มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ตราบใดที่การแสดงออกนั้นเป็นสันติและปราศจากอาวุธ อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์มี พ.ร.บ.การออกอากาศที่ระบุให้สื่อต้องขึ้นทะเบียนกับรัฐบาลเป็นประจำทุกปี จ่ายค่าธรรมเนียม แจ้งที่มาของเงินทุน และหน่วยงานด้านสื่อของรัฐบาลสิงคโปร์ (Media Development Authority) มีสิทธิที่จะสั่งให้สำนักข่าวนั้นๆ นำเนื้อหาที่รัฐบาลมองว่าทำลาย ‘ความมั่นคง’ และ ‘ความสงบเรียบร้อย’ ของรัฐ รวมถึง ‘ไม่ถูกทำนองคลองธรรม’ ออกได้ทันที นอกจากนี้สื่อที่ขึ้นทะเบียนกับรัฐบาลสิงคโปร์นั้นห้ามรับเงินทุนจากต่างชาติ

     รัฐบาลสิงคโปร์ออก พ.ร.บ.การออกอากาศให้สอดคล้องตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงของชาติ (The Internal Security Act) ที่ให้อำนาจรัฐบาลในการจับกุมและสั่งห้ามการกระทำใดๆ ที่บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งในและต่างประเทศว่าทำให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลไม่มีสิทธิมีเสียงในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของพรรค People’s Action ได้เต็มที่

     ที่ผ่านมารัฐบาลสิงคโปร์ใช้กฎหมายนี้สั่งห้ามฉายภาพยนตร์ที่มองว่ามีเนื้อหา ‘ทำลายความมั่นคงของรัฐ’ ไปหลายเรื่อง เช่น To Singapore, With Love ซึ่งมีบทสัมภาษณ์นักเคลื่อนไหวที่หลบหนีไปต่างประเทศ โดยตันปิงปิง (Tan Pin Pin) ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงเจตนารมณ์ว่า “ประชาชนควรมีสิทธิที่จะเผยแพร่ความคิดเห็นใหม่ๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศ และความคิดเห็นที่รัฐบาลเคยสั่งห้ามไม่ให้พูด” แต่ท้ายที่สุด คณะกรรมการภาพยนตร์ก็ปฏิเสธคำร้องของเธอ และสั่งห้ามฉายภาพยนตร์เรื่องนี้

 

การแสดงออกทางความคิดเห็นภายใต้บรรยากาศแห่งความหวาดกลัว

     ในยุคสมัยใหม่ สื่อออนไลน์เริ่มเข้ามามีบทบาทกับชาวสิงคโปร์มากขึ้น ทั้งพฤติกรรมการเสพสื่อของคนที่เปลี่ยนไป รวมถึงเนื้อหาที่แตกต่างออกไปจากสื่อกระแสหลัก เว็บไซต์ข่าวในสิงคโปร์เริ่มเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้ง Theonlinecitizen.com, Themiddleground.sg, Theindependent.sg, Therealsingapore.com ฯลฯ โดยรัฐบาลสิงคโปร์มีการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึงได้จับกุมประชาชนที่แสดงความคิดเห็นบนสื่อออนไลน์ไปหลายราย และเว็บข่าวออนไลน์ต้องนำเนื้อหาที่รัฐบาลมองว่าไม่เหมาะสมออกภายใน 24 ชั่วโมง

     ฮาน นักข่าวออนไลน์ของสิงคโปร์บอกกับ The Standard ว่า แม้อันดับเสรีภาพของสื่อในสิงคโปร์จะขยับสูงขึ้นกว่าปีก่อนๆ แต่เธอมองว่าเสรีภาพของสื่อในประเทศนั้นยังคง ‘น่าสิ้นหวัง’ เพราะบรรยากาศการรายงานข่าวยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

     “สื่อกระแสหลักของสิงคโปร์ไม่มีอิสรภาพในการรายงานข่าว พวกเขายังอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว ดังนั้นชาวสิงคโปร์จึงไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารอีกด้านที่จะทำให้พวกเขามีมุมมองและบทสนทนาที่แตกต่างเกี่ยวกับอำนาจของรัฐบาล นโยบายของชาติ การเมือง เชื้อชาติ และศาสนายังคงเป็นเรื่องอ่อนไหวในสิงคโปร์ และแม้ว่าสื่อออนไลน์จะช่วยทำให้พวกเขาแสดงความคิดเห็นได้ง่ายขึ้น แต่ก็ยังคงอยู่ภายใต้บรรยากาศของความหวาดกลัว”

     แม้รัฐบาลสิงคโปร์จะใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในประเทศจับกุมนักเคลื่อนไหวน้อยลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และหันไปใช้วิธีเฝ้าระวังกลุ่มก่อการร้ายมากขึ้น แต่ฮานมองว่าเหตุการณ์ในอดีตที่รัฐบาลสิงคโปร์ใช้กฎหมายฉบับนี้จับกุมนักกฎหมายและนักกิจกรรมทางสังคมได้สร้างผลกระทบมาถึงปัจจุบัน “สิ่งที่รัฐบาลสิงคโปร์ทำนั้นบ่อนทำลายความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม และ พ.ร.บ.การออกอากาศยังทำให้สื่อกระแสหลักรายงานข่าวที่มีเนื้อหาเป็นที่ถกเถียงยากขึ้น”

     นอกจากนี้ฮานยังแสดงความคิดเห็นต่อ พ.ร.บ.ควบคุมการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะว่า “กฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงในสิงคโปร์นั้นครอบคลุมหลายด้านมาก ทำให้ประชาชนไม่แน่ใจว่าตรงไหนคือเส้นของความพอดี และความไม่แน่ใจนี้ทำให้พวกเขาเลือกจะไม่ทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงต่อการโดนจับเลย ดังนั้นการจำกัดพื้นที่ในการถกเถียงจึงยังมีอยู่ในสิงคโปร์”

 

ความพอดีระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง

     ก่อนหน้านี้ ทาร์มาน ชานมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) รองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ประกาศไว้ว่า รัฐบาลพยายามจะทำให้ชาวสิงคโปร์มีเสรีภาพในการแสดงออกมากขึ้น แต่ข้อจำกัดบางอย่างยังต้องมีอยู่เพื่อป้องกันวาทกรรมที่สร้างความเกลียดชัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา ซึ่งฮานกำลังเขียนรายงานข่าวเกี่ยวกับความพอดีระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับการป้องกันวาทกรรมสร้างความเกลียดชังผ่านกรณีที่รัฐบาลสิงคโปร์จับกุมอามอส ยี (Amos Yee) ในปี 2015 หลังจากเขาโพสต์คลิปวิดีโอซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรีลีกวนยูลงในยูทูบ โดยเขาเปรียบเทียบลีกวนยูกับผู้สนับสนุนว่าเป็นเหมือนคนที่เชื่อพระเจ้าในศาสนาคริสต์ ซึ่งศาลตัดสินว่าเนื้อหาในวิดีโอนั้นกระทบต่อความเชื่อทางศาสนาของผู้คน โดยเธอแสดงความเห็นไว้ว่า เจตนาของวิดีโออาจกระทบต่อความเชื่อของผู้คนจริง แต่สิงคโปร์ใช้สิ่งนี้ไปครอบคลุมการแสดงออกอื่นๆ ด้วย

     “กฎหมายของสิงคโปร์นั้นครอบคลุมไปไกลกว่าวาทกรรมเกลียดชัง เพราะวาทกรรมเกลียดชังจะต้องมีลักษณะปลุกปั่นและยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังหรือความรุนแรงต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กฎหมายสิงคโปร์ครอบคลุมเนื้อหาไปไกลกว่านั้น และหากจะมองว่ารัฐบาลต้องการป้องกันวาทกรรมที่สร้างความเกลียดชัง กฎหมายของสิงคโปร์ก็ไม่ได้ทำหน้าที่นั้น เพราะเมื่อฉันไปสัมภาษณ์กลุ่ม LGBT พวกเขาบอกกับฉันว่า กฎหมายเหล่านี้ก็ไม่ได้ยืนยันว่ากลุ่ม LGBT จะได้รับการปกป้องจากวาทกรรมเกลียดชังในสังคม”

เจตนาของวิดีโออาจกระทบต่อความเชื่อของผู้คนจริง

แต่สิงคโปร์ใช้สิ่งนี้ไปครอบคลุมการแสดงออกอื่นๆ ด้วย

ความกินดีอยู่ดีที่ต้องแลกกับเสรีภาพในการแสดงออก?

     สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหากดูจากภายนอกแล้ว สิงคโปร์เป็นประเทศที่เกิดเหตุโกลาหลทางการเมืองน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงทำให้หลายประเทศในแถบนี้นำมาใช้เป็นข้ออ้างว่าการควบคุมหรือกดสังคมไว้ไม่ให้เกิดความวุ่นวายจะนำมาซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจดังเช่นสิงคโปร์ ซึ่งฮานเปิดเผยมุมมองในฐานะประชาชนชาวสิงคโปร์ว่า เราถูกฝังหัวด้วยแนวคิดนี้มาเป็นเวลานานว่า ชาวสิงคโปร์จำเป็นต้องแลกความกินดีอยู่ดีกับเสรีภาพและการควบคุมการแสดงออกทางความคิดเห็นไม่ให้มีมากเกินไป ซึ่งจะทำให้สังคมอยู่ในบรรยากาศของความสามัคคี เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ด้วยกัน ทั้งจีน อินเดีย และมาเลเซีย

     “สังคมสิงคโปร์ไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองเท่ากับเรื่องเศรษฐกิจ พวกเราถูกสอนมาเป็นเวลานานว่าเราจำเป็นต้องเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หากเรายอมสละเสรีภาพบางส่วนก็จะทำให้ประเทศมีความมั่นคงและนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทุกคน แต่ความเหลื่อมล้ำในสิงคโปร์สะท้อนว่าความเจริญมั่งคั่งที่รัฐบาลอ้างนั้นไม่ได้เป็นประโยชน์กับทุกคน แต่ถึงอย่างนั้น ความคิดที่ว่าเสรีภาพทางการเมืองไม่ใช่สิ่งจำเป็นตราบใดที่ค่าจีดีพียังสูงอยู่ก็ยังคงมีอยู่ในบรรดาชาวสิงคโปร์ และสิ่งนี้ทำให้พวกเราไม่ได้ถูกฝึกให้รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง พวกเราคิดว่าสิ่งที่เราไม่อยากได้ยินก็ไม่ควรถูกพูดถึง ซึ่งฉันว่ามันเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก”

     นอกจากนี้ฮานยังสะท้อนว่า การที่รัฐบาลพยายามไม่ให้เกิดความแตกแยกระหว่างกลุ่มเชื้อชาติและศาสนาในสิงคโปร์ไม่ได้หมายความว่าเสียงของคนทุกกลุ่มจะถูกรับฟังอย่างเท่าเทียม “ความหลากหลายอยู่ในชีวิตของชาวสิงคโปร์ แต่ฉันคิดว่าอำนาจในประเทศนี้ยังไม่ได้เป็นตัวแทนของทุกกลุ่ม กลุ่มคนที่ย้ำว่าสังคมสิงคโปร์มีความเท่าเทียมนั้น ส่วนใหญ่คือกลุ่มที่มีอำนาจ ซึ่งหมายความว่าพวกเรายังไม่ตระหนักด้วยซ้ำว่าความเหลื่อมล้ำมีอยู่ในสังคม”

     ภายใต้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สิงคโปร์เผชิญกับปัญหาที่กลุ่มแรงงานไม่ได้รับความเท่าเทียม และกลุ่มเชื้อชาติบางกลุ่มอย่างเช่นอินเดียนั้นมักถูกละเลยในสังคม

 

กระบอกเสียงใหม่ของประชาชนที่ต่อสู้เพื่อความโปร่งใส

     ปัญหาการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและความเหลื่อมล้ำในสิงคโปร์นั้นเป็นปัญหาที่หลายประเทศกำลังเผชิญ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงคงจะไม่ได้เกิดขึ้นในเร็ววัน และนี่คือสาเหตุที่ฮานตัดสินใจเลือกเป็นกระบอกเสียงของชาวสิงคโปร์ เพราะเธอเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากใครคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากการที่ชาวสิงคโปร์เริ่มตระหนักต่อปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ

     “สิ่งสำคัญคือชาวสิงคโปร์มีการคิดวิเคราะห์มากขึ้น สังคมเกิดการถกเถียงและเปิดกว้างมากขึ้น ซึ่งเป็นคนละอย่างกับการโจมตีหรือเหยียดหยามอีกฝั่ง และปัจจุบันมีชาวสิงคโปร์จำนวนมากที่เริ่มตั้งคำถามกับอำนาจของรัฐบาล หรือแนวคิดที่ว่าเราจำเป็นต้องสละเสรีภาพในการแสดงออกเพื่อความมั่นคงของประเทศ พวกเขาเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมเราจึงต้องยอมทิ้งความสามารถในการยืนหยัดเพื่อตัวเอง”

     เธอคิดว่าความโปร่งใสคือกุญแจสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตยของสิงคโปร์ “สิ่งที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์ไม่ใช่ความหวาดกลัวต่อการจับกุมของรัฐบาล แต่ข้อมูลที่รัฐบาลป้อนให้ประชาชนในแต่ละวันทำให้เกิดความไม่สมดุลทางอำนาจ สังคมสิงคโปร์ขาดข้อมูลที่โปร่งใสและตรงไปตรงมาเกี่ยวกับรัฐบาล และประชาชนมีสิทธิที่จะรู้ว่าคนที่มีอำนาจทำอะไรบ้าง เพราะมันกระทบต่อชีวิตของพวกเขา การเป็นสื่อมวลชนหรือคนคอยเฝ้าบ้านไม่ได้เกี่ยวข้องแค่เราคิดว่ารัฐบาลดีหรือไม่ แต่มันคือการปกป้องสถาบันประชาธิปไตยของประเทศ และสื่อมวลชนก็ทำหน้าที่เป็นอีกสถาบันหนึ่งของประเทศ

     “ฉันคิดว่ามันคือหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ที่จะพูดคุยกับคนรอบตัวเราว่า ทำไมสิทธิพลเมืองจึงสำคัญต่อพวกเขา พูดคุยกับพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายของพวกเราว่ามันจะกระทบกับชีวิตของพวกเขาอย่างไร ในส่วนของภาคประชาชน ฉันคิดว่ามันสำคัญมากที่จะทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเป็นนักเคลื่อนไหวหรือออกมาประท้วง แต่บางครั้งมันเป็นแค่การพูดคุยถกเถียงกับคนรอบๆ ตัวเรา”

     The Standard ถามฮานส่งท้ายว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพจากรัฐบาล และไทยก็กำลังเผชิญปัญหานี้ร่วมกับสิงคโปร์ เธออยากบอกอะไรกับคนรุ่นใหม่บ้างในฐานะที่เธอก็เป็นอีกเสียงทางเลือกของสังคม

     “เราควรจะจับตามองสถาบันต่างๆ ของประเทศ เราทุกคนควรจะตระหนักว่ารัฐบาลพยายามจะลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของเราอย่างไรบ้าง อย่างเช่น การออกกฎหมายใหม่ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่การแสดงออกของเรา มันไม่ง่ายที่จะต่อสู้กับอำนาจของรัฐบาล เพราะประชาธิปไตยในภูมิภาคนี้ยังไม่แข็งแรง แต่สิ่งที่เราทำได้คือการรวบรวมข้อมูล ประสบการณ์ และกลุ่มคนที่มีพลังเพื่อต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง”

     บางครั้งการเปลี่ยนแปลงก็อาจไม่ต้องอาศัยสิ่งใดยิ่งใหญ่ แต่คือการไม่เพิกเฉยและละเลยสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และสิ่งนี้จะกลายเป็น ‘เสียง’ ใหม่ๆ ที่ค่อยๆ สะท้อนก้องดังในสังคม

 

อ้างอิง:

     – rsf.org/en

     – statutes.agc.gov.sg/

     – goo.gl/mbQYf9

     – www.todayonline.com/singapore/more-freedom-speech-some-restrictions-necessary-dpm

The post “สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจมากกว่าสิทธิมนุษยชน” คุยกับนักข่าวรุ่นใหม่ของสิงคโปร์ในวันที่เสรีภาพสื่อถูกลิดรอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-world-asean-kristen-han-singapore-new-gen-reporter/feed/ 0