E-Commerce Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/e-commerce/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 26 Feb 2026 09:08:41 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดภารกิจ ‘สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย’ เดินหน้าหนุนแพลตฟอร์มใหม่ – SMEs สร้างกติกาแข่งขันเท่าเทียม https://thestandard.co/tdpa-digital-platform-smes-thailand/ Thu, 26 Feb 2026 09:08:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1182048 ภาพผู้บริหารสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) แถลงข่าวเปิดตัว

แพลตฟอร์มดิจิทัลรายใหญ่ของไทย Grab, Lazada, LINE MAN แล […]

The post เปิดภารกิจ ‘สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย’ เดินหน้าหนุนแพลตฟอร์มใหม่ – SMEs สร้างกติกาแข่งขันเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) แถลงข่าวเปิดตัว

แพลตฟอร์มดิจิทัลรายใหญ่ของไทย Grab, Lazada, LINE MAN และ Shopee ผนึกกำลังจัดตั้ง ‘สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย’ หรือ TDPA อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับและเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทย เติบโตอย่างมีศักยภาพภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่โปร่งใส

 

พันโทหญิง ดร. ธมกร ศุภธนรังสี นายกสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย เปิดเผยว่า รายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (e-Conomy SEA Report 2025) ล่าสุดโดย Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่า มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 1.73 ล้านล้านบาท เติบโต 16% และยังคงมีขนาดตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากภาคอีคอมเมิร์ซที่ขยายตัวรวดเร็ว ควบคู่กับธุรกิจขนส่งออนไลน์, บริการส่งอาหาร และสื่อดิจิทัล ซึ่งล้วนมีบทบาทต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยอย่างมีนัยสำคัญ จากแนวโน้มดังกล่าว ผู้นำแพลตฟอร์มจึงเห็นความจำเป็นในการรวมพลัง เพื่อร่วมกำหนดทิศทางและยกระดับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยสู่มาตรฐานสากล พร้อมผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

นายกสมาคมฯ มองว่า ความพร้อมสู่เศรษฐกิจดิจิทัลต้องเริ่มจากความเข้าใจ เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก หากผู้ประกอบการขาดความรู้ที่ถูกต้องอาจก่อให้เกิดความกังวลและอุปสรรคต่อการปรับตัว

 

“บทบาทของ TDPA จึงไม่จำกัดเพียงการสนับสนุนผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์ม แต่ยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้ข้อมูล สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และประสานการสื่อสารระหว่างภาคธุรกิจกับภาครัฐ เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน”

 

ยิ่งไปกว่านั้น การก่อตั้งสมาคม TDPA นับเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในภาคธุรกิจอีกต่อไป แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานและแรงขับหลักของประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนราว 10% ของ GDP และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

สำหรับภารกิจหลัก TDPA มุ่งสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ เชื่อมโยงผู้ให้บริการ ผู้บริโภค และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ไทย ให้สามารถแข่งขันในระดับสากล พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนากรอบนโยบายที่สมดุล โปร่งใส เปิดกว้างต่อการแข่งขัน และตั้งอยู่บนหลักความรับผิดชอบร่วมกัน โดยเชื่อว่าการกำกับดูแลที่แม่นยำและสอดคล้องมาตรฐานสากล จะเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยในระยะยาว

 

ทั้งนี้ TDPA วาง 4 ค่านิยมหลักในการดำเนินงาน ได้แก่

 

1. ความเป็นกลางและการแข่งขันที่เป็นธรรม ส่งเสริมสนามแข่งขันที่เท่าเทียม เปิดโอกาสให้ทั้งแพลตฟอร์มเกิดใหม่และ SMEs เติบโตได้จริง

 

2. การกำกับดูแลที่มุ่งผลลัพธ์ ร่วมผลักดันกฎหมายและนโยบายที่ตอบโจทย์ประโยชน์สาธารณะอย่างสมดุล

 

3. ความโปร่งใสและความไว้วางใจ ยกระดับมาตรฐานด้านข้อมูล ความปลอดภัย และการคุ้มครองผู้บริโภค

 

4. ส่งเสริมทักษะดิจิทัลและการเข้าถึงโอกาส สนับสนุนธุรกิจไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมีศักยภาพ

 

สมาคมฯ ย้ำว่า แต่ละแพลตฟอร์มมีเครื่องมือและระบบสนับสนุนที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้คู่ค้า ทั้งด้านการบริหารจัดการ การตลาด และการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง ขณะเดียวกัน ต้องการเห็นภาครัฐเปิดพื้นที่หารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อนำไปสู่แนวทางความร่วมมือที่เหมาะสม

 

ในมิติด้านกฎระเบียบ สมาคมมองว่ายังเป็นงานที่ไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากหลายหน่วยงานมีแผนพัฒนากฎหมายของตนเอง สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้าใจต่อโมเดลธุรกิจแพลตฟอร์ม ซึ่งมีกรอบความรับผิดชอบเฉพาะและความซับซ้อนในหลายมิติ โดยเห็นว่าการนำกฎหมายยุคเดิมมาใช้ อาจไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจดิจิทัลที่เปลี่ยนเร็ว

 

ทั้งนี้ การออกแบบนโยบายจะเกิดจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความสมดุลและเป็นธรรม และธุรกิจแพลตฟอร์มจะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง เชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขาย

 

ส่วนหลักเกณฑ์การรับสมาชิก จะพิจารณาจากการเป็นธุรกิจแพลตฟอร์มที่ดำเนินกิจการในประเทศไทย มีฐานผู้ใช้งานและผู้ซื้อจริง และเป็นที่รู้จักในระดับหนึ่ง โดยตั้งเป้าดึงสมาชิกเข้ามาอยู่ในสมาคมประมาณ 200 ราย ครอบคลุมแพลตฟอร์มหลากหลายประเภท เช่น เดลิเวอรี่, ท่องเที่ยว และบริการดิจิทัลอื่นๆ ทั้งรายเล็ก, รายกลาง และใหญ่

 

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งสมาคมดังกล่าวเกิดจากการหารือร่วมกันต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งปี ก่อนจะก่อตั้งขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสอดรับกับทิศทางของภาครัฐที่ต้องการเห็นแพลตฟอร์มดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันกับประเทศอื่นได้มากขึ้น

 

และในช่วงเวลาเดียวกัน ยังได้คลายข้อกังวลเรื่องความเป็นกลาง เนื่องจากสมาชิกบางรายเป็นคู่แข่งทางธุรกิจกัน โดยสมาคมฯ ยืนยันว่าทุกฝ่ายยึดหลักความเชื่อมั่น โปร่งใส และให้เกียรติซึ่งกันและกัน มุ่งทำงานบนเป้าหมายร่วมในการผลักดันระบบนิเวศแพลตฟอร์มไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและพร้อมแข่งขันในเวทีโลก

The post เปิดภารกิจ ‘สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย’ เดินหน้าหนุนแพลตฟอร์มใหม่ – SMEs สร้างกติกาแข่งขันเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม eBay ต้องทุ่ม 1,200 ล้านดอลลาร์ ซื้อ Depop ตู้เสื้อผ้าหมื่นล้านของ Gen Z https://thestandard.co/ebay-depop-gen-z-secondhand-market/ Wed, 25 Feb 2026 14:03:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1181740 ภาพดีลการเข้า ซื้อ Depop โดย eBay เพื่อเจาะตลาดแฟชันมือสองและกลุ่ม Gen Z

ฟาสต์แฟชันในปัจจุบันกำลังถูกตั้งคำถามหนักเรื่องความยั่ง […]

The post ทำไม eBay ต้องทุ่ม 1,200 ล้านดอลลาร์ ซื้อ Depop ตู้เสื้อผ้าหมื่นล้านของ Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพดีลการเข้า ซื้อ Depop โดย eBay เพื่อเจาะตลาดแฟชันมือสองและกลุ่ม Gen Z

ฟาสต์แฟชันในปัจจุบันกำลังถูกตั้งคำถามหนักเรื่องความยั่งยืน และในวันที่คนรุ่นใหม่มองตู้เสื้อผ้าเป็นทั้งคลังสไตล์และแหล่งเงินทุน ตลาดมือสองจึงไม่ใช่ของทางเลือก แต่เริ่มกลายเป็นกระแสหลัก

 

ดีลมูลค่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ eBay เข้าซื้อ Depop ในต้นปี 2026 เป็นสัญญาณว่าพื้นที่แข่งขันของอีคอมเมิร์ซกำลังเปลี่ยนแกน จากแพลตฟอร์มสู่ ‘วัฒนธรรม’ โดยคาดว่าดีลจะเสร็จสมบูรณ์ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026

 

แล้วทำไมแอปขายเสื้อผ้ามือสองหน้าตาคล้ายโซเชียลมีเดีย ถึงมีมูลค่ามหาศาลขนาดนี้

 

🟡 Depop คืออะไร น่าสนใจอย่างไร

 

Depop ก่อตั้งในปี 2011 โดย Simon Beckerman ในศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพในอิตาลี จุดเริ่มต้นไม่ได้ตั้งใจจะสร้างเว็บอีคอมเมิร์ซ แต่ต้องการสร้างเครือข่ายให้ผู้อ่านนิตยสารสามารถซื้อของที่ศิลปินสวมใส่ได้โดยตรง

 

ดีเอ็นเอนี้ทำให้แพลตฟอร์มมีหน้าตาคล้ายโซเชียล เน้นภาพถ่ายสวย ฟีดแบบเลื่อนดูต่อเนื่อง จนถูกเรียกว่า ‘Instagram สำหรับการช็อปปิ้ง’ ผู้ใช้ไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อค้นหาสินค้า แต่เข้ามาเพื่อเสพสไตล์ ติดตามร้านโปรด และสร้างตัวตนของตัวเอง

 

ในปี 2021 แพลตฟอร์มนี้เคยถูกเทคโอเวอร์มาแล้วรอบหนึ่งโดยบริษัท Etsy ในมูลค่าสูงถึง 1,625 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Depop ก็มีการเติบโตที่ค่อนข้างน่าพอใจ ปีงบประมาณ 2025 Depop มียอดขายสินค้ารวมกว่า 1,074.9 ล้านดอลลาร์ รายได้แตะ 187 ล้านดอลลาร์ เติบโต 120% มีผู้ซื้อที่ใช้งานจริง 7 ล้านราย ผู้ขาย 3.2 ล้านราย ฐานผู้ใช้กลุ่มใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา

 

และที่น่าสนใจคือ 90% ของผู้ใช้งานอายุต่ำกว่า 26 ปี สิ่งที่มีค่าที่สุดจึงไม่ใช่รายได้ แต่คือฐานผู้ใช้วัยรุ่นระดับโลกที่ยากจะสร้างขึ้นใหม่จากศูนย์

 

🟡 ทำไม eBay ถึงสนใจ Depop

“การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นโอกาสที่จะพัฒนาหนึ่งในหมวดหมู่สินค้าหลักที่เติบโตเร็วที่สุดของเรา ด้วยแพลตฟอร์มที่เสริมกับธุรกิจที่เรามีอยู่แล้ว และช่วยให้เราเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่อายุน้อยกว่าในตลาดสินค้ามือสองที่กำลังขยายตัว” Jamie Iannone ซีอีโอของ eBay กล่าว

 

60% ของผู้ใช้ eBay อยู่ในช่วงอายุ 35–64 ปี ความท้าทายระยะยาวของแพลตฟอร์มจึงไม่ใช่เรื่องยอดขายวันนี้ แต่คือการเติมเลือดใหม่เข้าสู่ระบบ

 

การสร้างแบรนด์ใหม่เพื่อเจาะ Gen Z ต้องใช้เวลาและความเข้าใจเชิงวัฒนธรรมสูงมาก การซื้อ Depop จึงเป็นทางลัดที่ได้ทั้งผู้ใช้ คอมมูนิตี้ และภาพลักษณ์ในคราวเดียว

 

อีกด้านหนึ่ง ตลาดยุโรปและอังกฤษกำลังแข่งขันรุนแรง โดยเฉพาะจาก Vinted การดึง Depop เข้ามาอยู่ในพอร์ตจึงเป็นทั้งเกมรุกและเกมรับ ป้องกันไม่ให้คู่แข่งผูกขาดความสนใจของวัยรุ่นยุโรป

 

🟡 Gen Z ชอบของมือสองจริงหรือ

 

รายงาน ThredUp Resale Report ปี 2025 คาดการณ์ว่าตลาดเสื้อผ้ามือสองทั่วโลกจะมีมูลค่า 3.67 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 และในสหรัฐอเมริกา ตลาดนี้เติบโตเร็วกว่าตลาดเสื้อผ้าทั่วไปถึง 5 เท่า

 

68% ของ Gen Z และ Millennials ซื้อเสื้อผ้ามือสองในปีที่ผ่านมา
56% ของ Gen Z และ Millennials ระบุว่าสินค้ามือสองคือที่แรกที่พวกเขานึกถึงเมื่อจะซื้อเสื้อผ้า
39% ของ Gen Z และ Millennials ขายเสื้อผ้าของตัวเองเพื่อนำเงินไปหมุนเวียน

 

คนรุ่นใหม่นิยามการบริโภคใหม่ พวกเขาไม่ได้เป็นแค่ผู้ซื้อ แต่เป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในเวลาเดียวกัน ตู้เสื้อผ้าจึงไม่ใช่ต้นทุนจม แต่เป็นสินทรัพย์หมุนเวียน และสำหรับ eBay ที่ต้องการวางตำแหน่งเป็นผู้นำในตลาดสินค้าหมุนเวียน Depop คือประตูสู่พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่โดยตรง

 

🟡 ทำไม Etsy ยอมขาย Depop ในราคาขาดทุน 1,200 ล้านดอลลาร์

 

Etsy ขายต่อให้ eBay ในราคา 1,200 ล้านดอลลาร์ แปลว่าดีลนี้มีส่วนต่างกว่า 400 ล้านดอลลาร์ นั่นเพราะแม้ Depop จะเติบโตแรงด้านรายได้ แต่ยังมีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน และฉุดอัตรากำไรของบริษัทแม่ให้ลดลง 3.50% ในปี 2025

 

Kruti Patel Goyal ซีอีโอของ Etsy กล่าวว่า “การขายกิจการครั้งนี้ทำให้บริษัทสามารถมุ่งเน้นเฉพาะโอกาสที่น่าสนใจที่เรามองเห็นอยู่ตรงหน้า นั่นคือ การขยายตลาด Etsy ในรูปแบบที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ซื้อและผู้ขายของเรา”

 

หมายความว่า Etsy เลือกจะปรับยุทธศาสตร์ ลดการถือครองหลายแบรนด์ และเปลี่ยนสินทรัพย์ที่ยังไม่ทำกำไรให้เป็นกระแสเงินสด เพื่อนำเงิน 1,200 ล้านดอลลาร์ไปเสริมความแข็งแกร่งให้แพลตฟอร์มหลัก เช่น ซื้อหุ้นคืน และลงทุนในระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับประสบการณ์การช็อปปิ้ง

 

ตลาดหุ้นตอบรับทันที The Guardian รายงานว่าหุ้น Etsy ปรับตัวขึ้นถึง 15% หลังประกาศดีล เพราะนักลงทุนเห็นความชัดเจนของทิศทางในเชิงกลยุทธ์ นี่คือการยอมตัดบางส่วนเพื่อรักษาแกนกลาง

 

บทเรียนทางธุรกิจที่เด่นชัดที่สุดที่ถอดรหัสได้จากมหากาพย์ครั้งนี้คือ สำหรับ Etsy นี่คือ ‘วิถีทางแห่งการตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต’ การยอมเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อรักษาเสถียรภาพของธุรกิจหลักเอาไว้

 

ส่วนฝั่ง eBay การลงทุนระดับพันล้านในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การซื้อตัวแอปพลิเคชันหรือเทคโนโลยี แต่คือการซื้อ ‘สถานะทางวัฒนธรรม’ และซื้ออนาคตของแพลตฟอร์มผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งต้องรอดูกันว่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหรือไม่

 

The post ทำไม eBay ต้องทุ่ม 1,200 ล้านดอลลาร์ ซื้อ Depop ตู้เสื้อผ้าหมื่นล้านของ Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPAXT โกยรายได้ทะลุ 5.2 แสนล้าน! ส่ง Makro PRO ขึ้นอันดับ 1 อีคอมเมิร์ซไทย หลังยอดขายออนไลน์โต 27% https://thestandard.co/cpaxt-makro-pro-e-commerce-growth/ Tue, 24 Feb 2026 02:47:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1181110 ภาพกราฟิกแสดงผลประกอบการของ CPAXT พร้อมโลโก้ Makro PRO สื่อถึงการเป็นผู้นำอีคอมเมิร์ซไทย

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ผู้ดำเน […]

The post CPAXT โกยรายได้ทะลุ 5.2 แสนล้าน! ส่ง Makro PRO ขึ้นอันดับ 1 อีคอมเมิร์ซไทย หลังยอดขายออนไลน์โต 27% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงผลประกอบการของ CPAXT พร้อมโลโก้ Makro PRO สื่อถึงการเป็นผู้นำอีคอมเมิร์ซไทย

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกแบรนด์แม็คโครและโลตัส รายงานผลประกอบการปี 2568 มีรายได้รวม 520,706 ล้านบาท และทำกำไรสุทธิ 9,356 ล้านบาท โดยผลการดำเนินงานที่เติบโตเป็นผลจากการขยายตัวของยอดขายกลุ่มอาหารสดและสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ (Private Label)

 

ปัจจัยหนุนเชิงกลยุทธ์มาจากการเติบโตของกลุ่มธุรกิจฟูดเซอร์วิส ซึ่งบริษัทฯ เริ่มรับรู้รายได้เต็มไตรมาสจากการเข้าซื้อหุ้นใน Renewed Hope Pte. Ltd. เมื่อช่วงไตรมาส 3 ปี 2568 ส่งผลให้สามารถขยายฐานลูกค้าในกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และผู้ประกอบการ (HoReCa) ได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ด้านกลยุทธ์การขายนอกร้าน (Out-of-store) ถือเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนรายได้ โดยเฉพาะยอดขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Makro PRO และ Lotus’s Smart App ที่เติบโตสูงถึง 27.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ล่าสุดสถาบันวิจัย Euromonitor International ได้จัดอันดับให้ Makro PRO เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยอันดับ 1 ในด้านยอดขายแบบ First-party (1P)

 

ปัจจุบันบริษัทฯ อาศัยความได้เปรียบจากเครือข่ายสาขากว่า 2,600 แห่งทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็นจุดกระจายและจัดส่งสินค้าเพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจออนไลน์ ควบคู่กับการรักษาอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net IBD to Equity) ไว้ที่ 0.33 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารโครงสร้างเงินทุนที่มีประสิทธิภาพและพร้อมรองรับการขยายกิจการ

 

ธานินทร์ บูรณมานิต ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจยังคงมุ่งเน้นการเติบโตบนพื้นฐานของวินัยทางการเงิน โดยให้ความสำคัญกับการบริหารพื้นที่เช่าภายใต้แนวคิด ‘พื้นที่ความสุขของชุมชน’ (Happy Mall) และการยกระดับองค์กรด้วยข้อมูลเพื่อก้าวสู่การเป็น Retail Tech ชั้นนำในภูมิภาค

 

สำหรับแผนดำเนินงานปี 2569 บริษัทฯ วางกลยุทธ์หลัก 5 ด้านเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ เริ่มจากการเพิ่มยอดขายในทุกช่องทางจัดจำหน่าย โดยเฉพาะช่องทาง B2B และออนไลน์ พร้อมกับการรักษาตำแหน่งผู้นำด้านอาหารสด อาหารพร้อมปรุง และเพิ่มสัดส่วนสินค้า Private Label เพื่อสร้างความแตกต่างทางธุรกิจ

 

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน โดยมุ่งต่อยอดฐานตลาดเดิมในมาเลเซียและขยายการดำเนินงานเข้าสู่ฟิลิปปินส์ พร้อมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทำงานร่วมกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อยกระดับระบบซัพพลายเชนและลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว

 

จากความสามารถในการทำกำไรดังกล่าว คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 รวม 0.71 บาทต่อหุ้น โดยหักการจ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.18 บาทต่อหุ้น คงเหลือจ่ายเพิ่มในอัตรา 0.53 บาทต่อหุ้น กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 21 เมษายน 2569 และกำหนดจ่ายวันที่ 7 พฤษภาคม 2569

The post CPAXT โกยรายได้ทะลุ 5.2 แสนล้าน! ส่ง Makro PRO ขึ้นอันดับ 1 อีคอมเมิร์ซไทย หลังยอดขายออนไลน์โต 27% appeared first on THE STANDARD.

]]>
TIARA BEAUTY เลี่ยงชนเจ้าตลาดแมส หันเจาะธุรกิจงานคิ้ว สร้างรายได้ 70 ล้านในปีเดียว https://thestandard.co/tiara-beauty-eyebrow-niche-success/ Thu, 19 Feb 2026 12:11:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1180148 ภาพประกอบการรายงานข่าว TIARA BEAUTY เลี่ยงตลาดแมส เจาะธุรกิจงานคิ้ว สร้างรายได้ 70 ล้านบาท

จากตัวแทนจำหน่ายออนไลน์สู่เจ้าของแบรนด์ความงามสัญชาติไท […]

The post TIARA BEAUTY เลี่ยงชนเจ้าตลาดแมส หันเจาะธุรกิจงานคิ้ว สร้างรายได้ 70 ล้านในปีเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการรายงานข่าว TIARA BEAUTY เลี่ยงตลาดแมส เจาะธุรกิจงานคิ้ว สร้างรายได้ 70 ล้านบาท

จากตัวแทนจำหน่ายออนไลน์สู่เจ้าของแบรนด์ความงามสัญชาติไทย ที่เลือกกระโดดเข้ามาในตลาดงานคิ้ว เส้นทางของแบรนด์ TIARA BEAUTY คือภาพสะท้อนการอ่านเกมธุรกิจท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของอุตสาหกรรมบิวตี้ไทย เมื่อโอกาสไม่ได้อยู่ที่การชนกับรายใหญ่ในตลาดแมส แต่คือการเจาะนิชมาร์เก็ตที่ยังไร้ผู้นำชัดเจน และปั้นให้กลายเป็นรายได้หลักของแบรนด์ในวันนี้

 

สุวพัชญ์ อิทธิพหลภัสร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทียร่า คอสเมติกส์ จำกัด และผู้ก่อตั้งแบรนด์ TIARA BEAUTY กล่าวว่า ในช่วงเริ่มต้น ตนเองทำธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงามผ่านช่องทางออนไลน์ ควบคู่กับการทำธุรกิจอื่น ๆ โดยขณะนั้นตลาดความงามเติบโตต่อเนื่องทุกปี ส่งผลให้สามารถสร้างยอดขายได้ราว 100–200 ล้านบาท จากนั้นจึงตัดสินใจรวบรวมเงินทุนทั้งหมดมาก่อตั้งแบรนด์ภายใต้ชื่อ TIARA BEAUTY ในปี 2017 โดยเริ่มต้นทำตลาดด้วยผลิตภัณฑ์ลิปสติก และเน้นการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก

 

อย่างไรก็ตาม มองว่าการเติบโตในระยะยาวไม่สามารถพึ่งพาผลิตภัณฑ์เพียงรายการเดียวได้ จึงเริ่มศึกษาทิศทางตลาด แม้ต้องยอมรับว่าในฐานะแบรนด์ขนาดเล็กที่มีเงินทุนจำกัด การแข่งขันในหมวดที่มีผู้เล่นรายใหญ่ครองตลาดอยู่แล้วอาจเป็นเรื่องเสียเปรียบ แต่ในหมวดผลิตภัณฑ์งานคิ้วยังไม่มีผู้นำตลาดที่ชัดเจน

 

ประกอบกับเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค จากเดิมที่เน้นการแต่งหน้าแบบจัดเต็ม เปลี่ยนมาสู่เทรนด์ Skinimalism หรือความงามที่เน้นความเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะงานคิ้วที่พัฒนาจากการเขียนคิ้วแบบเดิม ไปสู่การจัดแต่งทรงคิ้วในรูปแบบ Brow Styling หรือ Lamination ที่ช่วยให้คิ้วดูตั้ง ฟู และเป็นธรรมชาติ

 

อีกหนึ่งอินไซต์สำคัญคือกลุ่มผู้หญิงวัยทำงานที่ต้องการความมั่นใจตลอดวัน แต่มีเวลาจำกัดในการแต่งหน้า เพนพอยต์ดังกล่าวจึงถูกนำมาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์งานคิ้วที่ใช้งานง่ายในปี 2022 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ จากเดิมที่ทำตลาดเฉพาะลิปสติก ได้ขยายพอร์ตเข้าสู่หมวดงานคิ้วอย่างจริงจัง ควบคู่กับการเพิ่มช่องทางรีเทลเพื่อกระจายการเข้าถึงลูกค้า

 

ต่อมาในปี 2025 บริษัทเปิดตัวดินสอเขียนคิ้วรุ่นใหม่ พร้อมดึง ‘ลิลลี่ ภัณฑิลา วิน ปานสิริธนาโชติ’ เข้ามาเป็นพรีเซนเตอร์คนแรก เพื่อเสริมการรับรู้แบรนด์และขยายฐานลูกค้า ส่งผลให้สินค้าขึ้นแท่นสินค้าขายดีบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee และ TikTok

 

“ในช่วงเริ่มต้น แบรนด์ใช้กลยุทธ์สร้างความแข็งแรงในนิชมาร์เก็ต ผ่านการใช้ KOC หรือผู้ใช้จริงรีวิวจากประสบการณ์ตรงในลักษณะปากต่อปาก ก่อนต่อยอดด้วย KOL เพื่อเร่งการรับรู้ในวงกว้าง”

 

ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ ผลประกอบการของบริษัทเติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2025 ยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์งานคิ้วเติบโตแบบก้าวกระโดด สร้างรายได้กว่า 70 ล้านบาท ปัจจุบันสัดส่วนรายได้กว่า 90% มาจากผลิตภัณฑ์งานคิ้ว ขณะที่โครงสร้างรายได้แบ่งเป็นช่องทางออนไลน์ 92.41% และรีเทล 7.40% ซึ่งเพิ่งเริ่มรุกตลาดอย่างจริงจังเมื่อกลางปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าอีคอมเมิร์ซยังเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนยอดขาย

 

นอกจากนี้ยังได้ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมความงามในปี 2026 คาดว่าตลาดจะมีมูลค่าราว 400,000 ล้านบาท แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่หมวดความงามยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม Brow & Eye ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์งานคิ้วยังไม่มีข้อมูลมูลค่าที่ชัดเจนและมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับหมวดอื่น อย่างไรก็ดี จุดแข็งของหมวดนี้คือความภักดีของผู้บริโภคที่ค่อนข้างสูง หากทดลองใช้แล้วพึงพอใจ มักไม่เปลี่ยนแบรนด์ง่าย จึงเป็นโอกาสในการสร้างฐานลูกค้าระยะยาว

 

ส่วนในปีนี้ บริษัทวางทิศทางยกระดับภาพลักษณ์สู่การเป็น ‘Brow Icon Brand’ โดยไม่เพียงมุ่งสร้างยอดขาย แต่ต้องการสร้างสถานะความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์งานคิ้ว พร้อมแต่งตั้ง ดิว-อริสรา เป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อเสริมความเชื่อมั่นให้กับฮีโร่โปรดักต์ โดยเชื่อว่าเทรนด์คิ้วฟูยังคงได้รับความนิยมทั้งในไทยและเกาหลี ซึ่งจะช่วยผลักดันยอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดด อีกทั้งในอนาคตยังมีแผนขยายไลน์สินค้าไปสู่งานผิว เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

 

ผู้ก่อตั้ง TIARA BEAUTY ทิ้งท้ายว่า ในปี 2026 บริษัทตั้งเป้ารายได้แตะระดับ 150 ล้านบาท แม้ตลาดความงามจะมีการแข่งขันสูง แต่การเลือกเจาะเซกเมนต์เฉพาะทางที่ยังไม่มีผู้นำชัดเจน ควบคู่กับการสร้างจุดยืนที่แข็งแรงในหมวดงานคิ้ว จะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยผลักดันแบรนด์ให้เติบโตท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

The post TIARA BEAUTY เลี่ยงชนเจ้าตลาดแมส หันเจาะธุรกิจงานคิ้ว สร้างรายได้ 70 ล้านในปีเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กำไรพุ่ง 40% แต่ยังลดคน! Amazon เดินหน้าปลด 16,000 ตำแหน่ง ย้ำต้องการล้างความอุ้ยอ้ายหลังโควิด คืนความคล่องตัวให้องค์กร https://thestandard.co/amazon-layoffs-post-covid-efficiency/ Sat, 31 Jan 2026 02:56:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1171711 โลโก้ Amazon สื่อถึงการปลดพนักงาน 16,000 ตำแหน่ง แม้กำไรจะเพิ่มขึ้น

เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยความโกลาหลเล็กน้อยภายในอาณาจักรยักษ์ […]

The post กำไรพุ่ง 40% แต่ยังลดคน! Amazon เดินหน้าปลด 16,000 ตำแหน่ง ย้ำต้องการล้างความอุ้ยอ้ายหลังโควิด คืนความคล่องตัวให้องค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Amazon สื่อถึงการปลดพนักงาน 16,000 ตำแหน่ง แม้กำไรจะเพิ่มขึ้น

เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยความโกลาหลเล็กน้อยภายในอาณาจักรยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซ เมื่อ BBC รายงานว่าอีเมลฉบับร่างที่ใช้ชื่อรหัสว่า ‘Project Dawn’ ถูกส่งออกไปโดยไม่ตั้งใจจากผู้ช่วยผู้บริหารของ คอลลีน ออเบรย์ (Colleen Aubrey) รองประธานอาวุโสแห่ง Amazon Web Services (AWS) เนื้อหาภายในอีเมลที่หลุดออกมานี้เผยให้เห็นความจริงที่พนักงานหลายคนหวาดหวั่น นั่นคือคำยืนยันเรื่องการเลิกจ้างรอบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาหลังจากอีเมลหลุด ความจริงก็ปรากฏอย่างเป็นทางการ Amazon ประกาศลดพนักงานในส่วนงานองค์กรลงอีกประมาณ 16,000 ตำแหน่ง ซึ่งนับเป็นระลอกที่สองในรอบเพียง 3 เดือน หลังจากที่เพิ่งมีการปรับลดไป 14,000 ตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

 

รวมแล้วบริษัทได้ดำเนินการปรับลดพนักงานไปตามเป้าหมายที่เคยวางไว้ราว 30,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของพนักงานส่วนออฟฟิศทั้งหมด

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ การเลิกจ้างครั้งมโหฬารนี้ไม่ได้เกิดจากวิกฤตทางการเงินที่สั่นคลอนบริษัทแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของ Amazon นั้นแข็งแกร่งอย่างมาก ด้วยกำไรที่พุ่งขึ้นเกือบ 40% แตะระดับ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.6 แสนล้านบาท) และรายได้ทะยานเกินกว่า 1.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.65 ล้านล้านบาท)

 

แล้วทำไมบริษัทที่มีกำไรมหาศาลถึงต้องปลดพนักงาน?

 

แอนดี้ แจสซี (Andy Jassy) ซีอีโอผู้รับไม้ต่อจาก เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) ได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ว่า นี่คือความพยายามในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์กร เพื่อลบล้างความอุ้ยอ้ายที่เกิดขึ้นจากการจ้างงานกว่า 1 แสนคนในช่วงสั้นๆ ระหว่างการระบาดของโควิดทำให้โครงสร้างบริษัทมีลำดับขั้นที่มากเกินไป โดยบริษัทกำลังมุ่งเน้นไปที่การ ‘ลดความซับซ้อน’ เพิ่มความเป็นเจ้าของงาน และขจัดระบบราชการ

 

“ในฐานะทีมผู้นำ เรามุ่งมั่นที่จะดำเนินงานให้เหมือนกับ ‘สตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก’ และนั่นหมายถึงการลดลำดับขั้นการบังคับบัญชาลง” แจสซีกล่าวเน้นย้ำ

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายในไม่ใช่สาเหตุเดียว การเลิกจ้างครั้งนี้ยังสะท้อนภาพรวมของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่กำลังชะงักงัน ข้อมูลเดือนธันวาคมชี้ว่าสหรัฐฯ มีการจ้างงานเพิ่มเพียง 50,000 ตำแหน่ง ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากตัวเลขในเดือนพฤศจิกายน

 

นักเศรษฐศาสตร์เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็นสภาวะ ‘No hire-no fire’ หรือ ไม่จ้างเพิ่ม-ไม่ไล่ออก แต่สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ สถานการณ์กลับต่างออกไป

 

ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากนโยบายภาษีที่เปลี่ยนแปลงไปของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ภาวะเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับสูง และการแพร่หลายของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้หลายบริษัทชะลอการจ้างงาน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของสถาบัน Brookings ที่ระบุว่า แม้งานด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมที่มีรายได้สูงจะเสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วย Generative AI แต่กลุ่มคนที่น่าเป็นห่วงกว่าคือ ‘กลุ่มเปราะบาง’ ในสายงานธุรการและเสมียน

 

งานวิจัยชี้ว่ากว่า 86% ของแรงงานกลุ่มนี้เป็นผู้หญิงที่มีอายุและอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะถูก AI แย่งงานและปรับตัวได้ยากกว่ากลุ่มแรงงานทักษะสูง

 

สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ใน Amazon แต่ยังลามไปถึงบริษัทอื่นๆ เช่น UPS บริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่ ที่เพิ่งประกาศแผนลดพนักงานปฏิบัติการถึง 30,000 ตำแหน่งในปีนี้ ส่วนหนึ่งเพราะปริมาณการจัดส่งสินค้าที่ลดลงจากลูกค้ารายใหญ่อย่าง Amazon เอง หรือ Pinterest ที่ประกาศลดพนักงานเกือบ 15% เพื่อทุ่มทรัพยากรไปที่บทบาทงานที่เกี่ยวข้องกับ AI แทน

 

สำหรับชะตากรรมของพนักงานที่ได้รับผลกระทบในรอบนี้ ซึ่งครอบคลุมทั้งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และคอสตาริกา เบธ กาเล็ตตี (Beth Galetti) รองประธานอาวุโสฝ่ายประสบการณ์พนักงานและเทคโนโลยี ระบุว่า ระบุว่า พนักงานในสหรัฐฯ จะได้รับเวลา 90 วันในการหางานตำแหน่งใหม่ภายในบริษัท หากไม่สำเร็จหรือไม่ต้องการทำงานต่อ จะได้รับเงินชดเชย บริการช่วยหางานภายนอก และสวัสดิการประกันสุขภาพ

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.42 บาท ณ วันที่ 30 มกราคม 2569

ภาพ : SEBASTIEN BOZON / AFP

อ้างอิง:

The post กำไรพุ่ง 40% แต่ยังลดคน! Amazon เดินหน้าปลด 16,000 ตำแหน่ง ย้ำต้องการล้างความอุ้ยอ้ายหลังโควิด คืนความคล่องตัวให้องค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดาราหลบไป ยุคนี้ต้อง ‘เพื่อนป้ายยาเพื่อน’ ยุคทอง ‘Micro-Nano’ อินฟลูฯ โต 50% แบรนด์เทงบจ้างเพราะ ‘ขายได้จริง’ https://thestandard.co/micro-nano-influencer-sales-growth/ Thu, 29 Jan 2026 11:28:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1171196 ภาพอินฟลูเอนเซอร์กำลังไลฟ์สดหรือแนะนำสินค้าผ่านสมาร์ทโฟน สะท้อนเทรนด์ ‘เพื่อนป้ายยาเพื่อน’ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง […]

The post ดาราหลบไป ยุคนี้ต้อง ‘เพื่อนป้ายยาเพื่อน’ ยุคทอง ‘Micro-Nano’ อินฟลูฯ โต 50% แบรนด์เทงบจ้างเพราะ ‘ขายได้จริง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินฟลูเอนเซอร์กำลังไลฟ์สดหรือแนะนำสินค้าผ่านสมาร์ทโฟน สะท้อนเทรนด์ ‘เพื่อนป้ายยาเพื่อน’ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความน่าเชื่อถือไม่ได้ผูกติดอยู่กับคนมีชื่อเสียงระดับประเทศเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่อำนาจการตัดสินใจซื้อกลับไปอยู่ที่กลุ่มคนตัวเล็กอย่าง ‘Micro Influencer’ และ ‘Nano Influencer’ ที่ทำหน้าที่เสมือนเพื่อนมาบอกต่อสินค้าด้วยความจริงใจ

 

ข้อมูลที่น่าสนใจจาก ธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) ระบุว่ามูลค่าตลาด Social, KOL และสื่อ Publisher ในไทยขณะนี้มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญเกิดจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันไปสู่การชอปปิ้งออนไลน์มากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา ส่งผลให้โครงสร้างงบประมาณการตลาดเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

 

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขการเติบโตของการเลือกใช้งานอินฟลูเอนเซอร์กลุ่มตัวเล็กที่พุ่งสูงขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สาเหตุสำคัญมาจากความสามารถในการ ‘ทริกเกอร์’ หรือกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่า เพราะกลุ่มนี้รีวิวด้วยความรู้สึกเหมือนเพื่อนคุยกัน เน้นการป้ายยาที่ดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งต่างจากดาราเบอร์ใหญ่ที่ผู้บริโภคอาจแค่รับรู้แต่ไม่ตัดสินใจซื้อทันที

 

งบประมาณการตลาดจึงถูกจัดสรรมาสู่ช่องทางนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าสัดส่วนงบสำหรับ Influencer จะขยับขึ้นไปแตะระดับ 35-40% ในปีนี้ ปัจจัยหลักมาจากการที่แบรนด์ต้องการตัวเลขที่วัดผลความคุ้มค่าหรือ Return on Investment ได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะโมเดลการติดตะกร้าสินค้าที่ทำให้รู้ยอดขายที่เกิดขึ้นจริง แตกต่างจากการลงสื่อทีวีหรือสื่ออื่นที่วัดผลลัพธ์ด้านยอดขายได้ยาก

 

แพลตฟอร์มที่เป็นผู้นำในการกวาดงบประมาณคงหนีไม่พ้น TikTok ซึ่งครองส่วนแบ่งไปกว่า 50% ของงบประมาณทั้งหมด เนื่องจากระบบเอื้อให้เกิดการปิดการขายได้ทันทีและวัดผลได้ชัดเจน พฤติกรรมของผู้ใช้งานในแพลตฟอร์มนี้มักเกิดการซื้อแบบฉับพลันหรือ Impulse Purchase ได้ง่าย เพียงแค่เห็นคลิปวนซ้ำไปมาก็สามารถกระตุ้นให้เกิดความต้องการสินค้าได้โดยที่ไม่ได้ตั้งใจมาก่อน

 

ขณะที่ YouTube กลับมีบทบาทที่แตกต่างออกไป โดยเหมาะกับสินค้าที่ต้องการความรู้ความเข้าใจสูง หรือ ‘High Involvement’ เช่น รถยนต์ หรือการพาชมโรงงานเพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม การใช้งบในช่องทาง YouTuber ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่น หากใช้งบเท่ากันอาจจ้างอินฟลูเอนเซอร์ใน TikTok ได้จำนวนมากกว่าหลายเท่าตัว ทำให้แบรนด์ต้องพิจารณาความคุ้มค่าอย่างละเอียด

 

โจทย์ใหญ่จึงตกอยู่ที่กลุ่มคนดังหรือ Macro Influencer ที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ธนดล ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มนี้ต้องปรับรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาไม่ให้ดูเป็นการยัดเยียดขายของหรือ ‘Hard Sell’ จนเกินงาม แต่ต้องเน้นการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่กลมกลืนไปกับไลฟ์สไตล์ หรือสอดแทรกไอเดียที่น่าสนใจเพื่อให้คนดูรู้สึกเนียนไปกับสินค้า

 

แม้กลุ่มเบอร์ใหญ่จะไม่ได้สร้างยอดขายได้ถล่มทลายเท่ากลุ่มตัวเล็ก แต่ยังมีความจำเป็นในมิติของการสร้าง Brand Awareness และภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้า แบรนด์ยังคงต้องพึ่งพาคุณภาพการผลิตและความเป็นมืออาชีพของคนกลุ่มนี้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในวงกว้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่ม Nano Influencer อาจยังทำได้ไม่ดีเท่า

 

กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด แทนที่จะทุ่มเงินจ้างคนดังเพียงคนเดียว แบรนด์หันมาใช้วิธีกระจายงบไปยังกลุ่มคนตัวเล็กหลายคน หากคนไหนทำผลงานได้ดีจึงค่อยต่อยอดปั้นให้เติบโตขึ้น วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายกว่าเดิม

 

ธนดล ทิ้งท้ายถึงทิศทางตลาดว่า “ตอนนี้ยังเป็นช่วงขาขึ้น เพราะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยังคงขับเคลื่อนด้วยพลังของ KOL เป็นหลัก ทำให้ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ตลาดนี้จะยังไม่ถูกดิสรัปต์” แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือดขึ้นตามจำนวนผู้เล่นในตลาดที่มีกว่า 2 แสนราย รวมถึงเทรนด์ที่แบรนด์เริ่มหันมาไลฟ์ขายของด้วยตัวเอง ซึ่งอาจกระทบกลุ่ม Macro Influencer มากที่สุด

 

ภาพ : WHYFRAME / Shutterstock

The post ดาราหลบไป ยุคนี้ต้อง ‘เพื่อนป้ายยาเพื่อน’ ยุคทอง ‘Micro-Nano’ อินฟลูฯ โต 50% แบรนด์เทงบจ้างเพราะ ‘ขายได้จริง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมศุลกากรผนึก 5 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ลง MOU สกัดสินค้านำเข้าผิดกฎหมาย อัปเดตความพร้อม เก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก https://thestandard.co/thai-customs-mou-ecommerce-illegal-imports/ Tue, 23 Dec 2025 02:07:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1157101 กรมศุลกากรผนึก 5 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ลง MOU สกัดสินค้านำเข้าผิดกฎหมาย อัปเดตความพร้อม เก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก

ศุลกากรผนึก 5 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เตรียมความพร้อมเก็บภ […]

The post กรมศุลกากรผนึก 5 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ลง MOU สกัดสินค้านำเข้าผิดกฎหมาย อัปเดตความพร้อม เก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมศุลกากรผนึก 5 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ลง MOU สกัดสินค้านำเข้าผิดกฎหมาย อัปเดตความพร้อม เก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก

ศุลกากรผนึก 5 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เตรียมความพร้อมเก็บภาษีนำเข้าสินค้าตั้งแต่บาทแรก และสกัดสินค้านำเข้าผิดกฎหมาย ร่วมสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมให้ SME และสกัดสินค้านำเข้าผิดกฎหมาย

 

วานนี้ (22 ธันวาคม) พันธ์ทอง ลอยกุลอนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการกำกับดูแลและปราบปรามการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย และสินค้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ร่วมกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (e-commerce) 5 ราย ประกอบด้วย Lazada, Shopee, TikTokShop, SHEIN และ Temu

 

ภายใต้ MOU ดังกล่าว กรมศุลกากรจะส่งข้อมูลรายการสินค้าควบคุมให้แพลตฟอร์มใช้เป็นฐานในการกำกับดูแล เพื่อยุติการจำหน่ายสินค้าที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย หรือสินค้าบางประเภทที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เช่น บุหรี่ไฟฟ้า

 

ทั้งนี้ พันธ์ทองยอมรับว่าไม่อาจควบคุมสินค้าผิดกฎหมายได้ทั้งหมด แต่เชื่อว่าจะช่วยลดปริมาณสินค้าผิดกฎหมายลงได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับในอดีต โดยยกตัวอย่างว่า ผู้บริโภคอาจเลี่ยงไปใช้คำค้นหาอื่นแทนคำว่า ‘บุหรี่’ หรือ ‘ซิการ์’ ที่ถูกควบคุม ทำให้การซื้อขายยังมีอยู่แต่เชื่อว่าจะน้อยลง

 

พันธ์ทองกล่าวว่าความร่วมมือดังกล่าวเป็นไปบนพื้นฐานความสมัครใจของแพลตฟอร์ม และจะก่อให้เกิดประโยชน์หลัก 3 ด้าน ได้แก่

 

1. สร้างการแข่งขันการค้าอย่างเป็นธรรม ในระดับที่เท่าเทียมกัน (Level Playing Field) ให้กับ SME ไทย และสินค้าบนแพลตฟอร์มที่นำเข้าจากต่างประเทศ

 

2. ปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมาย เช่น สินค้าไม่มีใบอนุญาตจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ซึ่งเป็นการขยายผลเพิ่มเติมจากเดิมที่ครอบคลุมเฉพาะสินค้าผิดลิขสิทธิ์

 

3. จัดเก็บรายได้รัฐอย่างเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการคลังภาครัฐ คาดว่าจะจัดเก็บรายได้ศุลกากรเพิ่มขึ้น 3,000 ล้านบาทต่อปี จากการยกเลิกกำหนดมูลค่าขั้นต่ำ (De Minimis)

 

เตรียมเก็บอากรตั้งแต่บาทแรก

 

ทั้งนี้ กรมศุลกากรเตรียมเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ 1 บาทแรก จากเดิมที่ยกเว้นให้สินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งสินค้าแต่ละรายการจะถูกเก็บภาษีในอัตราตามพิกัดของสินค้าชนิดนั้น เช่น เสื้อผ้า 30% รองเท้า 30% กระเป๋า 20% และกระบอกน้ำ 10%

 

สำหรับผลกระทบด้านราคา พันธ์ทองระบุว่า ราคาสินค้าจะถูกปรับเพิ่มขึ้นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของแต่ละแพลตฟอร์ม ว่าจะมีการรวมภาษีไว้ในราคาสินค้า หรือช่วยดูดซับต้นทุนมากน้อยเพียงไร

 

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายหลักของศุลกากรคือการสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน เนื่องจากในอดีตร้านค้าต่างประเทศสามารถตั้งราคาต่ำกว่าร้านค้าในประเทศจากการไม่เสียภาษี

 

ชำระภาษีจ่ายจบที่หน้าเว็บ

 

ในส่วนของวิธีการชำระภาษี พันธ์ทองชี้ว่า โดยหลักแล้ว ผู้บริโภคจะจ่ายราคารวมภาษีจบที่หน้าเว็บ หรือหน้าแพลตฟอร์มเลย ยกเว้นกรณีการจัดส่งผ่านไปรษณีย์ไทย ที่จะมีการเรียกเก็บภาษี ณ ขั้นตอนการนำส่ง โดยผู้บริโภคต้องชำระใบแจ้งให้ไปรับสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ระหว่างประเทศ หรือ ‘ใบเขียว’

 

อย่างไรก็ตาม พันธ์ทองระบุว่า สินค้าที่จัดส่งผ่านไปรษณีย์ไทยมีเพียง 1,300 กล่องต่อวันเท่านั้น ถือเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณการนำเข้าทั้งหมด ดังนั้น มาตรการดังกล่างจึงไม่สร้างความยุ่งยากให้แก่ผู้บริโภค

 

เตรียมระบบพร้อมเริ่มมาตรการ 1 มกราคมนี้

 

พันธ์ทองคาดว่าการบังคับใช้มาตรการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จะดำเนินไปอย่างราบรื่น เนื่องจากภาครัฐและแพลตฟอร์มได้เตรียมความพร้อมเรื่องฐานข้อมูลและการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว

 

พันธ์ทองชี้ว่า ความร่วมมือของแพลตฟอร์มจะช่วยลดภาระของการตรวจสอบสินค้าต้องสงสัยไปเยอะ เพราะมีการช่วยตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง แต่ระยะเวลาที่ใช้ตรวจสอบจะไม่ต่างจากเดิมมาก

 

มุ่งสร้างความเป็นธรรม เหนือรายได้ภาษี

 

พันธ์ทองคาดว่าจะจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2569 ได้อย่างน้อย 3,000 ล้านบาทจากมาตรการดังกล่าว แต่ยอมรับว่ารายได้จากภาษีรถยนต์จะลดลง จากการซื้อที่น้อยลง ขณะที่รถยนต์อีวีได้รับมาตรการทางภาษีเยอะ ส่วนรถหรูก็มีการผลิตในอาเซียนและมีอัตราภาษีต่ำ ประกอบกับสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าหนัก

 

อย่างไรก็ตาม พันธ์ทองย้ำว่าหัวใจของมาตรการนี้ คือการสร้างความเป็นธรรมทางการแข่งขันและการคุ้มครอง SMEs ไทย มากกว่าการมุ่งเพิ่มรายได้ภาษีเพียงอย่างเดียว

 

Lazada พร้อม Take Down สินค้าผิดกฎหมายภายในหลักนาที

 

พันโทหญิง ดร. ธมกร ศุภธนรังสี รองประธานฝ่ายรัฐสัมพันธ์ ของ Lazada ระบุว่า พร้อมร่วมมือแบ่งปันข้อมูลกับกรมศุลกากร เพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศสามารถแข่งขันได้ในระดับที่เท่าเทียมกัน พร้อมระบุอีกด้วยว่า Lazada พร้อมปลดสินค้าสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายลงจากแพลตฟอร์มได้ในหลักนาที หากได้รับแจ้งจากหน่วยงานภาครัฐ

The post กรมศุลกากรผนึก 5 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ลง MOU สกัดสินค้านำเข้าผิดกฎหมาย อัปเดตความพร้อม เก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ธุรกิจเสี่ยงตกงาน ปี 2569 นักวิชาการเตือน 5 สัญญาณอันตรายกดดัน GDP ไทยโตต่ำแค่ 1.6% https://thestandard.co/10-businesses-job-loss-gdp-1-6/ Wed, 17 Dec 2025 08:47:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1155726 10 ธุรกิจเสี่ยงตกงาน ปี 2569 นักวิชาการเตือน 5 สัญญาณอันตรายกดดัน GDP ไทยโตต่ำแค่ 1.6%

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วง ปี 2569 […]

The post 10 ธุรกิจเสี่ยงตกงาน ปี 2569 นักวิชาการเตือน 5 สัญญาณอันตรายกดดัน GDP ไทยโตต่ำแค่ 1.6% appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ธุรกิจเสี่ยงตกงาน ปี 2569 นักวิชาการเตือน 5 สัญญาณอันตรายกดดัน GDP ไทยโตต่ำแค่ 1.6%

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วง ปี 2569 พร้อมคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีหน้าเสี่ยงโตต่ำเพียง 1.6% ซึ่งสะท้อนจากภาวะโครงสร้างที่ยังเปราะบาง

 

โดยธุรกิจดาวรุ่ง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มดิจิทัลและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ขณะที่ ธุรกิจดาวร่วง เป็นกลุ่มดั้งเดิมที่ถูกดิสรัปชัน ร้านขายหนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ ร้านโชห่วย รถยนต์มือสอง

 

วันที่ 17 ธันวาคม ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ได้มีการจัดอันดับธุรกิจ ดาวรุ่ง-ดาวร่วง ปี 2569 โดยปัจจัยพื้นฐานมาจากเศรษฐกิจในปี 2569

 

และสภาพเศรษฐกิจไทยโดยรวม คาดการณ์ว่า GDP จะขยายตัวประมาณ 1.6%

 

รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของแต่ละอุตสาหกรรม รวมถึงสำรวจผู้ประกอบการและข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค การประเมินใช้เกณฑ์ 5 ด้าน เช่น ยอดขาย ต้นทุน กำไร ปัจจัยเสี่ยง และการแข่งขัน

 

10 อันดับธุรกิจดาวรุ่ง ปี 2569

 

1. ธุรกิจ Cloud Service และธุรกิจบริการ Cyber Security Social Media และ Online Entertainment

 

2. ธุรกิจจัดทําคอนเทนต์ ธุรกิจ YouTuber การรีวิวสินค้า และ Influencer, ธุรกิจโทรคมนาคมสื่อสาร เช่น ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต หรือ สัญญานสื่อสารต่างๆ, ธุรกิจนายหน้าออนไลน์ ขายสินค้า

 

3. ธุรกิจ E-commerce (ธุรกิจที่ทำการซื้อขายผ่านอิเล็กทรอนิกส์) ธุรกิจความเชื่อ (สายมู, หมอดู, ฮวงจุ้ย)

 

4. ธุรกิจการแพทย์และความงาม, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ธุรกิจเงินด่วน, โรงรับจำนำ, ธุรกิจ AI

 

5. ธุรกิจโลจิสติกส์ Delivery และคลังสินค้า, Street Food และตลาดนัดกลางคืน, ธุรกิจสัตว์เลี้ยง ขายอาหาร อุปกรณ์และแฟชั่น และดูแลสัตว์

 

6. ธุรกิจพลังงานทดแทน เซ่น โซลาร์เซลล์, ธุรกิจอาหารเสริมสุขภาพและความงาม

 

7.ธุรกิจที่ปรึกษาด้านการลงทุน หรือวางแผนทางการเงิน, ธุรกิจเกมส์

 

8. ธุรกิจให้บริการสถานีชาร์จรถไฟฟ้า (ธุรกิจ EV Charging Station) และติดตัง

 

ธุรกิจด้านการเงินธนาคาร Fintech และการชําระเงินผ่านระบบ เทคโนโลยี, Ed Tech (Technology in Education)

 

9. ธุรกิจประกันภัย, ประกันชีวิต,ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (ไม่มีแอลกอฮอลล์), ธุรกิจที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม

 

10. ธุรกิจรถยนต์ EV, ธุรกิจการบิน, ธุรกิจร้านเสริมสวย ต่อผม ทําเล็บ , ธุรกิจดแลเกี่ยวกับสภาพเส้นผม, ธุรกิจผู้หยอดเหรียญเครืองดื่ม อาหาร และธุรกิจเครื่องสะดวกซัก, ธุรกิจด้านกีฬา เช่น ให้บริการสนาม อุปกรณ์

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

10 อันดับธุรกิจดาวร่วง ปี 2569

 

1. ร้านให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Cafe), ธุรกิจจําหน่ายและผลิตอุปกรณ์บันทึกข้อมูล

 

2. ร้านขายหนังสือ แผงหนังสือ และสื่อสิ่งพิมพ์

 

3. ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่มี Platform Online, ส่งหนังสือพิมพ์

 

4. ร้านโชห่วย (Traditional Trade)

 

5. ธุรกิจผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

 

6. ธุรกิจถ่ายเอกสาร

 

7. ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ไม้แบบดั้งเดิม ไม่มีการออกแบบดีไซน์

 

8. ธุรกิจของเล่นเด็ก

 

9. ธุรกิจร้านถ่ายรูปและล้างอัดภาพ แบบดั้งเดิม

 

10. ธุรกิจรถยนต์มือสอง

 

จับตา 5 ปัจจัยเสี่ยง

 

ทั้งนี้ ธนวรรธน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วง ปี 2569 สะท้อนจากปัจจัยเสี่ยง 5 เรื่องที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยและ ทำให้ยังไม่เปลี่ยนมุมมองเป็นบวก

 

  • ปัจจัยเสี่ยงด้านการเมือง: ความไม่ชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ นโยบายเศรษฐกิจ และผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุน

 

  • สถานการณ์ความตึงเครียดไทย-กัมพูชา: ส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาและการค้า

 

  • ความผันผวนของภาคการส่งออก: จากภาวะซัพพลายเชนโลกและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก

 

  • การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว: ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามคาด หากยังมีความกังวลเรื่องแก๊ง Scammer และสถานการณ์ภัยพิบัติต่างๆ

 

  • ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ: ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ปัญหาโครงสร้างการผลิต และการพึ่งพาตลาดต่างประเทศมากเกินไป ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องเร่งแก้ไข

 

สำหรับแนวโน้มธุรกิจเด่น ได้มีการการวิเคราะห์ ภายใต้หลักการ ‘L-I-E-S’ ซึ่งหมายถึง การใช้ชีวิตยืนยาวอย่างยั่งยืน

 

L (Longevity) ธุรกิจสุขภาพและความงาม [6และอาหารเสริม/อาหารเพื่อสุขภาพ ยังคงโดดเด่น

 

I กลุ่มธุรกิจ ระบบคลาวด์/Data Center, Online Entertainment Social Media และ E-commerce เนื่องจากสังคมไทยเข้าสู่ยุค C Society ที่มีการใช้จ่ายแบบไร้เงินสด

 

E (Environment/Entertainment/Energy) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ESG, EV, Green Energy, ธุรกิจเกม และ Entertainment Online

 

S (Security/Safety).ธุรกิจประกัน (ชีวิต สุขภาพ ภัย) และที่โดดเด่นเป็นพิเศษในภาวะความเสี่ยงสูงคือ ธุรกิจสายมู (ความเชื่อ, เครื่องราง, ดูดวง)

 

นอกจากนี้ ยังมีกรอบคิดที่ครอบคลุมทั้งหมดคือ M (Modern) ในกรอบที่เรียกว่า MILES ซึ่งเป็นแนวโน้มธุรกิจที่ทันสมัย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ (Gen Y, Gen Z) และตอบสนองความต้องการในยุคเศรษฐกิจขาลงที่เน้นความคุ้มค่า ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย

 

ภาพ: cosmaa/Getty images

The post 10 ธุรกิจเสี่ยงตกงาน ปี 2569 นักวิชาการเตือน 5 สัญญาณอันตรายกดดัน GDP ไทยโตต่ำแค่ 1.6% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุคทองนักไลฟ์! ไทยขึ้นแท่น ‘ตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซ’ โตเร็วสุดในอาเซียน ผู้ขายพุ่ง 1.7 เท่า แตะ 8.5 แสนราย https://thestandard.co/thai-video-commerce-growth-850k-sellers/ Tue, 16 Dec 2025 12:17:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1155482 ยุคทองนักไลฟ์ ไทยขึ้นแท่น ‘ตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซ’ โตเร็วสุดในอาเซียน ผู้ขายพุ่ง 1.7 เท่า แตะ 8.5 แสนราย

รายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ ‘ […]

The post ยุคทองนักไลฟ์! ไทยขึ้นแท่น ‘ตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซ’ โตเร็วสุดในอาเซียน ผู้ขายพุ่ง 1.7 เท่า แตะ 8.5 แสนราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุคทองนักไลฟ์ ไทยขึ้นแท่น ‘ตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซ’ โตเร็วสุดในอาเซียน ผู้ขายพุ่ง 1.7 เท่า แตะ 8.5 แสนราย

รายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ ‘e-Conomy SEA Report’ ฉบับครบรอบ 10 ปี โดยความร่วมมือระหว่าง Google, Temasek และ Bain & Company ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญภายใต้หัวข้อ From Digital Decade to AI Reality ที่ชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการของภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำทางเศรษฐกิจดิจิทัลไว้ท่ามกลางความท้าทาย

 

แม้สภาพเศรษฐกิจมหภาคจะเผชิญกับแรงกดดันจากการบริโภคภายในประเทศที่ซบเซาและภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง แต่โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของไทยยังคงแข็งแกร่ง ส่งผลให้มูลค่าสินค้ารวมของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยยังคงเติบโตได้ดีและรักษาอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้ได้ รองจากประเทศอินโดนีเซียที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุด

 

รายงานฉบับนี้คาดการณ์ว่า ‘Gross Merchandise Value’ หรือ GMV ของไทยจะพุ่งสูงถึง 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2568 คิดเป็นอัตราการเติบโต 16% จากระดับ 4.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดที่ไม่เพียงแต่ฟื้นตัว แต่ยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในหลายภาคส่วนธุรกิจ

 

แรงขับเคลื่อนหลักที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ซึ่งมีการเติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคที่ระดับ 22% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยคาดว่ามูลค่าจะแตะระดับ 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นจนกลายเป็นความปกติใหม่

 

สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือการก้าวขึ้นมาของ ‘Video Commerce’ ที่กำลังเฟื่องฟูอย่างมากในไทย โดยพบว่ามีผู้ขายสินค้าผ่านวิดีโอมากถึง 850,000 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นถึง 175% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทำให้ไทยกลายเป็นตลาดที่มีจำนวนผู้ขายสินค้าผ่านวิดีโอที่ใหญ่และเติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคนี้

 

ปัจจุบันไทยครองตำแหน่งตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาค ด้วยปริมาณธุรกรรมที่สูงถึง 1.3 พันล้านครั้ง โดยสินค้ากลุ่มแฟชั่นและเครื่องประดับเป็นหมวดหมู่ที่ได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็นสัดส่วน 21% ของมูลค่าสินค้ารวมในกลุ่มนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคอนเทนต์วิดีโอมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อ

 

ราฟาเอล ซิสโลว์สกี Country Manager, Google ประเทศไทย กล่าวว่า “การผสานรวมระหว่างการขายสินค้าและการทำคอนเทนต์เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน โดยปัจจุบัน ภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซของไทยมีการเติบโตที่เร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ ไทยยังเป็นตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค”

 

เขายังเสริมอีกว่า “แรงขับเคลื่อนหลักมาจากไลฟ์สไตล์ดิจิทัลของผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งภาคส่วนอื่นๆ ก็กำลังได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตนี้ด้วย เราเห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องในภาคธุรกิจหลักๆ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งแม้จะเผชิญกับความท้าทายจากหลายด้าน”

 

ในภาคการท่องเที่ยวออนไลน์ คาดว่าจะมีการเติบโต 6% และมูลค่าสินค้ารวมจะแตะ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 แม้การฟื้นตัวอาจจะไม่รวดเร็วเท่าอดีต แต่ไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดการท่องเที่ยวออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง

 

การขยายโครงการยกเว้นวีซ่าให้ครอบคลุม 93 ประเทศ และการอนุญาตให้พำนักได้สูงสุด 60 วัน เพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวในตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เช่น อินเดียและตะวันออกกลาง ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตนี้ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการแพทย์ระดับโลก

 

ด้านบริการทางการเงินดิจิทัล (DFS) ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่ม ‘Digital Wealth’ หรือความมั่งคั่งทางดิจิทัล ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 29% และมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการแตะ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยเริ่มหันมาบริหารจัดการเงินลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น

 

ขณะที่บริการสินเชื่อผ่านช่องทางดิจิทัล คาดว่าจะมียอดสินเชื่อคงค้างสูงถึง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 คิดเป็นอัตราการเติบโต 21% ส่วนการชำระเงินดิจิทัลคาดว่าจะมีมูลค่าธุรกรรมรวมสูงถึง 1.63 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเติบโตขึ้น 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าตามพฤติกรรมสังคมไร้เงินสด

 

ภูมิทัศน์ทางการเงินของไทยกำลังจะเปลี่ยนไปอีกขั้น ด้วยการคาดการณ์ว่าจะมี ‘Virtual Banks’ หรือธนาคารดิจิทัล 3 แห่งได้รับอนุมัติใบอนุญาตให้เริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2569 โดยมุ่งเน้นการให้บริการกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินและธุรกิจ SME ขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

 

สำหรับสื่อออนไลน์ ซึ่งรวมถึงวิดีโอออนดีมานด์ เพลง เกม และโฆษณา ยังคงรักษาการเติบโตอยู่ที่ 8% โดยคาดว่ามูลค่าสินค้ารวมจะแตะ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายเครือข่ายสื่อค้าปลีกและการเจาะตลาดเชิงลึกของวิดีโอคอมเมิร์ซที่สร้างเม็ดเงินโฆษณา

 

ที่น่าสนใจคือกุญแจสำคัญอย่างกรุงเทพฯ ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลางของภูมิภาคที่มีอิทธิพลในด้านต่างๆ ยังคงเป็นตลาดหลักสำหรับการบริโภคสื่อบันเทิง โดยเฉพาะกระแสเพลง T-Pop ที่กำลังได้รับความนิยมและเริ่มสร้างเทรนด์ระดับโลก ซึ่งส่งผลดีต่อระบบนิเวศของสื่อออนไลน์ในภาพรวม

 

ด้านการขนส่งและบริการส่งอาหารออนไลน์เติบโตขึ้น 15% และคาดว่าจะมีมูลค่าสินค้ารวมอยู่ที่ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากปี 2566 หลังจากผ่านช่วงการแข่งขันที่ดุเดือด แพลตฟอร์มต่างๆ ได้ปรับตัวมุ่งเน้นไปที่การสร้างผลกำไรและความยั่งยืนทางธุรกิจ

 

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนโลก ประเทศไทยกำลังดำเนินกลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรระดับประเทศอย่างแข็งขัน ผ่านโครงการริเริ่มของรัฐบาลที่ร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยี เพื่อยกระดับทักษะของแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้าน ‘Generative AI’ ของคนไทย

 

ตัวเลขสถิติชี้ให้เห็นถึงความพร้อมของผู้ใช้งานชาวไทย โดย 76% ของผู้ใช้มีการโต้ตอบกับเครื่องมือ AI ทุกวัน และ 56% สนทนากับแชทบ็อต AI ซึ่งส่งผลให้รายได้ของแอปพลิเคชันที่มีฟีเจอร์ AI เติบโตขึ้นถึง 79% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

วิลลี่ ชาง Partner, Bain & Company กล่าวว่า “เศรษฐกิจดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตและความสามารถในการฟื้นตัวที่โดดเด่น โดยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้การลงทุนจะชะลอตัวในบางช่วงและภูมิทัศน์เศรษฐกิจมหภาคที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา”

 

“เราเชื่อมั่นว่า AI จะเป็นแรงผลักดันการเติบโตระลอกต่อไป ตราบใดที่ธุรกิจต่างๆ สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรม รับมือกับความท้าทาย และเปลี่ยนนวัตกรรม AI ให้กลายเป็นการสร้างมูลค่าระยะยาวได้” ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในทศวรรษหน้า

 

ภาพ : jittawit21 / Shutterstock

The post ยุคทองนักไลฟ์! ไทยขึ้นแท่น ‘ตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซ’ โตเร็วสุดในอาเซียน ผู้ขายพุ่ง 1.7 เท่า แตะ 8.5 แสนราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไปรษณีย์ไทย ผนึก ไปรษณีย์ลาว ปูพรม 5 ยุทธศาสตร์ ดันค้าชายแดน-อีคอมเมิร์ซ สู่ฮับโลจิสติกส์อาเซียน https://thestandard.co/thailand-laos-post-5-strategies-asean-hub/ Sun, 14 Dec 2025 03:18:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1154428 ไปรษณีย์ไทย ผนึก ไปรษณีย์ลาว ปูพรม 5 ยุทธศาสตร์ ดันค้าชายแดน-อีคอมเมิร์ซ สู่ฮับโลจิสติกส์อาเซียน

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เดินหน้าเร่งเครื่องศักยภาพเศรษ […]

The post ไปรษณีย์ไทย ผนึก ไปรษณีย์ลาว ปูพรม 5 ยุทธศาสตร์ ดันค้าชายแดน-อีคอมเมิร์ซ สู่ฮับโลจิสติกส์อาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไปรษณีย์ไทย ผนึก ไปรษณีย์ลาว ปูพรม 5 ยุทธศาสตร์ ดันค้าชายแดน-อีคอมเมิร์ซ สู่ฮับโลจิสติกส์อาเซียน

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เดินหน้าเร่งเครื่องศักยภาพเศรษฐกิจอีคอมเมิร์ซและการค้าระหว่างประเทศ โดยมุ่งขยายบทบาทผู้นำโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน ล่าสุดได้ร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ลาว จำกัด จัดการประชุมความร่วมมือด้านไปรษณีย์ ครั้งที่ 29 เพื่อวางกรอบการพัฒนาเศรษฐกิจสองชาติผ่านโซลูชันทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยเน้นการขับเคลื่อนระบบขนส่งข้ามพรมแดนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

 

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการเติบโตของการค้าชายแดนระหว่างไทยและ สปป.ลาว ว่ามีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ในช่วงเดือนกันยายนปี 2568 ที่ระบุว่ามูลค่าการค้ารวมระหว่างสองประเทศพุ่งสูงกว่า 23,952 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 8.8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

 

ปัจจัยบวกดังกล่าวสอดรับกับการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซในลาว ที่พบว่ามีการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์และการใช้บริการเก็บเงินปลายทาง (COD) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายขนส่งและระบบการชำระเงิน กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลในกลุ่มประเทศ CLMV

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจไทย–ลาว–จีน ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตสูงตามแนวเส้นทางรถไฟจีน–ลาว ที่เข้ามาช่วยเพิ่มความคล่องตัวของระบบโลจิสติกส์ทางบกได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ไปรษณีย์ไทยและไปรษณีย์ลาวได้กำหนด 5 ยุทธศาสตร์หลักร่วมกันเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ โดยมุ่งเน้นการยกระดับความปลอดภัยและมาตรฐานสากลของการขนส่ง

 

การดำเนินงานจะครอบคลุมระบบส่งต่อถุงเมล์แบบปิด–เปิด ทั้งทางอากาศ ภาคพื้น และบริการ EMS ข้ามสะพานมิตรภาพไทย–ลาว พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (EDI) เพื่ออำนวยความสะดวกด้านศุลกากรและเพิ่มความโปร่งใสในการตรวจปล่อยสินค้า นอกจากนี้ ยังเร่งพัฒนาบริการอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนด้วยการขยายบริการ ‘ePacket’ และ COD ในเส้นทางไทย–ลาว–จีน เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยส่งสินค้าได้สะดวกรวดเร็ว

 

ในด้านนวัตกรรมทางการเงินดิจิทัล ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันเสริมศักยภาพบริการ e-Wallet และช่องทางชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมต่ออายุความร่วมมือแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ Western Union สำหรับการโอนเงินระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มทางเลือกที่ปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้บริการ ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการของทั้งสององค์กรให้ทัดเทียมกัน

 

ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ แต่ยังรวมถึงการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ระบบติดตามพัสดุแบบเรียลไทม์ มาใช้เพื่อยกระดับความเชื่อมั่น และมีการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้เป็นธรรม เพื่อช่วยลดต้นทุนการขนส่งให้แก่ผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการก้าวสู่การเป็น ‘Trusted ASEAN Brand’

 

ไปรษณีย์ไทยยังได้วางเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาเครือข่ายโลจิสติกส์ให้ครบวงจร โดยการเชื่อมต่อระบบขนส่งภาคพื้น ทางอากาศ และทางรางเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายสินค้าระดับภูมิภาค และเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายเครือข่ายบริการให้ครอบคลุมด่านชายแดนสำคัญ อาทิ หนองคาย และเชียงของ เพื่อรองรับปริมาณการค้าที่เพิ่มขึ้น

 

การผนึกกำลังครั้งนี้จะเป็นแรงหนุนสำคัญในการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดจีนตอนในและยุโรปตะวันออก ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศให้เติบโตอย่างสมดุล และตอกย้ำบทบาทของไปรษณีย์ไทยในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการขนส่งของภูมิภาค CLMV อย่างแท้จริงในอนาคต

The post ไปรษณีย์ไทย ผนึก ไปรษณีย์ลาว ปูพรม 5 ยุทธศาสตร์ ดันค้าชายแดน-อีคอมเมิร์ซ สู่ฮับโลจิสติกส์อาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า https://thestandard.co/mnc-e-commerce-fees-reclaim-data/ Sun, 30 Nov 2025 05:09:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1149778 ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2025 ที่ยังคงมีความเปราะบา […]

The post ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2025 ที่ยังคงมีความเปราะบาง โดยมีการคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไว้เพียง 1.8-2.2% ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ CEO Pay Solutions ได้สะท้อนมุมมองว่าความท้าทายที่น่ากังวลกว่าปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น คือสถานการณ์ตลาด E-Marketplace ไทยที่กำลังถูกครอบงำโดยแพลตฟอร์มต่างชาติ

 

ภาวุธ ชี้ให้เห็นว่าความท้าทายหลักคือการที่แพลตฟอร์มต่างชาติยังคงสยายปีกและมีอำนาจที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องค่าบริการที่เติบโตขึ้นถึง 15-25% ซึ่งสร้างผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนของผู้ประกอบการอย่างหนัก ยกตัวอย่างเช่น ผู้ขายที่มียอดขายผ่านแพลตฟอร์ม 17 ล้านบาทต่อเดือน อาจต้องจ่ายค่าบริการสูงถึง 8 ล้านบาท หรือคิดเป็นราว 35% ของยอดขาย

 

นอกจากเรื่องต้นทุน ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ‘Data Ownership’ หรือความเป็นเจ้าของข้อมูล เมื่อแพลตฟอร์มต่างชาติอย่าง Shopee และ TikTok ใช้นโยบายปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลลูกค้า ทั้งชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ ทำให้ร้านค้าไม่สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์หรือทำ CRM เพื่อสร้างฐานลูกค้าประจำของตัวเองได้อีกต่อไป ต้องพึ่งพาแต่แพลตฟอร์มเท่านั้น

 

ภาวุธ เปิดเผยว่าขณะนี้กำลังทำงานร่วมกับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เพื่อผลักดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลลูกค้าออกมาและสนับสนุนนโยบาย ‘Open Platform’ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเก็บข้อมูลและนำไปต่อยอดธุรกิจในการขายออเดอร์ที่ 2 และ 3 ได้เอง แทนที่จะต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติเพียงอย่างเดียวตลอดไป

 

ในมิติของการแข่งขัน หากมีแพลตฟอร์มใหม่อย่าง Taobao เข้ามาทำตลาดเพิ่ม จะยิ่งสร้างความท้าทายหนักขึ้น เพราะปัจจุบันสินค้าจีนจำนวนมหาศาลได้ไหลเข้ามาผ่าน Lazada, Shopee และ TikTok เรียบร้อยแล้ว โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้มีระบบนิเวศที่ครบวงจร ทั้งระบบขนส่ง ระบบชำระเงิน และคลังสินค้าเป็นของตนเอง

 

สิ่งที่น่ากังวลคือการที่แพลตฟอร์มต่างชาติกำลังสร้างระบบนิเวศของตนเองเบ็ดเสร็จในประเทศไทย เช่น TikTok ที่พยายามทำระบบขนส่งและระบบรับชำระเงินเอง ซึ่งกลไกนี้จะดูดผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในระบบและดึงเม็ดเงินออกนอกประเทศ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยลดลงในระยะยาวและเสียอธิปไตยทางข้อมูล

 

อกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับบริการ ‘Buy Now Pay Later’ (BNPL) หรือซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ที่กำลังขยายตัวเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง เช่น การเข้าสู่ตลาดเกมโชว์ ซึ่งอาจสร้างพฤติกรรมการใช้เงินที่ไม่เหมาะสมให้กับเยาวชน ทำให้เด็กสามารถเข้าถึงสินเชื่อและก่อหนี้ได้ง่ายเกินความจำเป็นและขาดการควบคุม

 

ความท้าทายในภาพรวมยังรวมถึงกฎระเบียบของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจส่งผลให้การประมวลผลข้อมูลการเงินไม่จำเป็นต้องอยู่ในประเทศไทย รวมถึงการที่ภาครัฐยังไม่มีหน่วยงานหลักที่เข้าใจบริบทของเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างแท้จริง ทำให้การกำกับดูแลและการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยยังไม่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก

 

จากสถานการณ์ดังกล่าว ภาวุธ จึงแนะกลยุทธ์ว่าผู้ประกอบการควรใช้ Marketplace เป็นเพียงช่องทางในการ ‘สร้างลูกค้าใหม่’ เท่านั้น แต่ต้องพยายามสร้าง ‘Owned Channel’ หรือช่องทางของตนเอง เพื่อเก็บข้อมูลลูกค้าและสร้างกลยุทธ์ O2O (Online to Offline) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการรักษาลูกค้าและลดต้นทุนระยะยาว

 

อย่างไรก็ตามแม้จะเผชิญแรงกดดันรอบด้าน แต่ Pay Solutions คาดว่าจะสามารถปิดปี 2025 ด้วยยอดธุรกรรมรวมทะลุ 10,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 100% สวนกระแสเศรษฐกิจ โดยปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการเติบโตของธุรกรรมในฝั่งออฟไลน์ที่สูงถึง 238% สะท้อนว่าผู้ประกอบการเริ่มกลับมาลงทุนหน้าร้านควบคู่กับออนไลน์เพื่อกระจายความเสี่ยง

 

ข้อมูลพฤติกรรมการชำระเงินยังชี้ให้เห็นว่า PromptPay ได้ก้าวขึ้นมาเป็นช่องทางหลักแซงหน้าบัตรเครดิต โดยมีสัดส่วนการใช้งานสูงถึง 52.6% ของธุรกรรมทั้งหมด ขณะเดียวกัน เม็ดเงินจากต่างประเทศก็เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยมียอดธุรกรรมจากบัตรเครดิตต่างชาติสูงถึง 1,200 ล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว

สำหรับทิศทางในปี 2026 Pay Solutions มุ่งเป้าที่จะยกระดับสู่การเป็น ‘Payment Infrastructure’ ของประเทศ โดยไม่ได้มองแค่การเป็นระบบรับจ่ายเงิน แต่ต้องการเชื่อมโยงระบบนิเวศทางธุรกิจทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งระบบบัญชี ภาษี และการขนส่ง เพื่อช่วยลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้ผู้ประกอบการไทย

 

โดยเตรียมเปิดตัว ‘Super EDC’ เครื่องรูดบัตรอัจฉริยะที่รวมระบบจัดการหน้าร้านและการรับชำระเงินไว้ในเครื่องเดียว เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่ที่ต้องการความคล่องตัว และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยลดขั้นตอนการทำงานในทุกแผนก ตั้งแต่การขาย, บัญชี ไปจนถึงกราฟิก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรให้สูงสุด

 

ภาวุธ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในวันที่กำลังซื้อภายในประเทศยังชะลอตัว การดึงเม็ดเงินจากต่างชาติและการเปิดรับช่องทางการชำระเงินจากทั่วโลกคือทางรอดของธุรกิจไทย” โดย Pay Solutions พร้อมที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้ธุรกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางการแข่งขันระดับโลก

The post ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Milieu Insight เผยอีคอมเมิร์ซไทยถึงจุดเปลี่ยน หมดยุค ‘สงครามราคา’ สู่สมรภูมิ ‘ความเชื่อมั่น’ และ ‘ความคุ้มค่า’ ที่แท้จริง https://thestandard.co/ecommerce-shift-trust-true-value/ Wed, 26 Nov 2025 02:55:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1147692 **Milieu Insight** เผย อีคอมเมิร์ซไทยถึงจุดเปลี่ยน หมดยุค **‘สงครามราคา’** สู่สมรภูมิ **‘ความเชื่อมั่น’** และ **‘ความคุ้มค่า’** ที่แท้จริง

Milieu Insight บริษัทวิจัยการตลาดได้เผยผลสำรวจพฤติกรรมน […]

The post Milieu Insight เผยอีคอมเมิร์ซไทยถึงจุดเปลี่ยน หมดยุค ‘สงครามราคา’ สู่สมรภูมิ ‘ความเชื่อมั่น’ และ ‘ความคุ้มค่า’ ที่แท้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
**Milieu Insight** เผย อีคอมเมิร์ซไทยถึงจุดเปลี่ยน หมดยุค **‘สงครามราคา’** สู่สมรภูมิ **‘ความเชื่อมั่น’** และ **‘ความคุ้มค่า’** ที่แท้จริง

Milieu Insight บริษัทวิจัยการตลาดได้เผยผลสำรวจพฤติกรรมนักช็อปออนไลน์ชาวไทยจำนวน 500 คน ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของสมรภูมิอีคอมเมิร์ซไทย เมื่อกลยุทธ์ลดแลกแจกแถมไม่ใช่คำตอบเดียวของการเอาชนะใจลูกค้าอีกต่อไป แต่นักช็อปไทยยุคใหม่กำลังมองหาความเชื่อมั่นและประสบการณ์ที่เหนือกว่าเพื่อออกแบบความคุ้มค่าให้ตนเอง

 

ปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ซไทยถูกขับเคลื่อนโดย 3 แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ ได้แก่ Shopee ที่ครองส่วนแบ่ง 89% ตามมาด้วย TikTok Shop 71% และ Lazada 66% โดยผู้บริโภคกว่า 87% มีการซื้อสินค้าเป็นประจำทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน สะท้อนให้เห็นว่าอีคอมเมิร์ซไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อความสะดวกสบาย แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการดำรงชีวิตของคนไทยไปแล้ว

 

แม้แรงจูงใจในการซื้อสินค้ายังคงหนีไม่พ้นเรื่องส่วนลด (73%) และค่าจัดส่ง (73%) แต่ผลสำรวจพบนัยสำคัญว่า ปัจจัยด้านความหลากหลายของสินค้า (45%) และรีวิวที่น่าเชื่อถือ (39%) กลับมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้บ่งชี้ว่าตลาดไทยได้ก้าวข้ามยุคที่ขับเคลื่อนด้วยราคาเพียงอย่างเดียว ไปสู่ยุค Value-Conscious หรือการเน้นความคุ้มค่าที่มากกว่าตัวเงิน

 

ทั้งนี้ สามารถแบ่งพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีอิทธิพลต่อตลาดได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือ Bargain Seekers หรือนักล่าดีล ที่ยังคงอ่อนไหวต่อ Flash Deals และค่าส่ง แต่กลุ่มที่น่าจับตามองคือ Value Optimizers หรือนักช้อปสายคุ้ม ที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ โดยยอมจ่ายแพงกว่าเล็กน้อยเพื่อให้ได้รับคุณภาพบริการที่ดีที่สุด

 

จุดา คณาปราชญ์ Chief Operating Officer และ Co-Founder บริษัท Milieu Insight กล่าวว่า “ผู้บริโภคไทยวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การล่าโปรอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริโภคที่ออกแบบความคุ้มค่าให้ตัวเองอย่างจริงจัง สิ่งที่เรากำลังเห็นคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอีคอมเมิร์ซ โดยปัจจุบัน ผู้ซื้อไม่ได้เปรียบเทียบแค่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินความเชื่อมั่นในการสั่งซื้อสินค้าไปพร้อมๆ กัน”

 

เพื่อยกระดับความพึงพอใจและปิดช่องว่างในตลาด แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องเร่งปรับตัวผ่าน 5 เรื่องสำคัญ เริ่มต้นที่มาตรฐานการจัดส่ง ซึ่งยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญ โดย 79% ของผู้ซื้อเคยประสบปัญหาในปีที่ผ่านมา ทั้งการส่งนานและล่าช้า อินไซต์ที่น่าสนใจคือ ผู้ซื้อกว่า 70% ไม่ได้ยึดติดกับชื่อบริษัทขนส่ง แต่ยึดติดกับผลลัพธ์ว่าต้องส่งได้ตามความคาดหวัง

 

โดยเฉพาะปัญหาในส่วนของ ‘Last-mile Fulfilment’ ที่ยังคงท้าทาย แพลตฟอร์มจึงต้องกำหนดมาตรฐานการขนส่งที่ชัดเจนและรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา เพราะผลสำรวจระบุชัดเจนว่า ผู้บริโภคถึง 84% ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้น หากการจ่ายเพิ่มนั้นแลกมาด้วยประสิทธิภาพการจัดส่งที่ดีกว่าเดิมและการดูแลสภาพพัสดุที่ดีขึ้น

 

ต่อมาคือความโปร่งใสเรื่องราคาและความจริงใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชนะใจผู้บริโภค โดย 56% พร้อมยกเลิกคำสั่งซื้อทันทีหากพบค่าบริการแอบแฝงระหว่างการสั่งซื้อ การแสดงราคาและค่าส่งที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความลังเลของผู้ซื้อและลดอัตราการทิ้งตะกร้าสินค้า

 

ในด้านการคุ้มครองผู้ซื้อ แพลตฟอร์มต้องทำหน้าที่เป็นคนกลางที่ยุติธรรม ความเชื่อมั่นต่อระบบคืนสินค้ามีผลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมาก โดย 34% ลังเลที่จะซื้อหากเงื่อนไขไม่ชัดเจน และผู้ซื้อถึง 45% เคยเปลี่ยนไปใช้แพลตฟอร์มอื่นเพราะรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ดังนั้นการมีนโยบายคืนเงินที่ชัดเจนและการแก้ปัญหาที่รวดเร็วจะช่วยดึงดูดลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำ

 

ข้อ 4 คือการลงทุนในนวัตกรรมเพื่อความสะดวกสบาย ผู้บริโภคไทยเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น โดยฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ บริการ ‘Buy Now, Pay Later’ ซึ่ง 44% มองว่าช่วยเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นการซื้อซ้ำ รวมถึงระบบชำระเงินคลิกเดียว (One-click Checkout) ที่ 35% มองว่าช่วยลดความยุ่งยากในขั้นตอนการสั่งซื้อ

 

นอกจากนี้ การซื้อขายสินค้าผ่านไลฟ์สตรีม (Livestream Commerce) ก็ได้รับการยอมรับจากผู้ซื้อถึง 27% ว่ามีความน่าไว้วางใจสูง เนื่องจากการนำเสนอสินค้าแบบเรียลไทม์ช่วยลดข้อสงสัยได้ดีกว่าภาพถ่าย เช่นเดียวกับฟีเจอร์การคืนสินค้าด้วยตนเอง (Self-service Returns) ที่ช่วยลดความยุ่งยากและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

 

สุดท้ายคือการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการสนับสนุนร้านค้าคุณภาพ นอกจากรีวิวที่ 50% ของผู้ซื้อใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจหลักแล้ว การใช้ AI เพื่อนำเสนอสินค้าแบบเฉพาะบุคคล (Personalisation) ก็มีความสำคัญ โดยผู้บริโภคกว่าครึ่งระบุว่าเชื่อมั่นในแพลตฟอร์มที่แนะนำสินค้าได้ตรงใจ แพลตฟอร์มจึงควรสนับสนุนร้านค้าที่มีคุณภาพเพื่อให้ผู้ซื้อค้นพบสินค้าที่ต้องการได้ง่ายขึ้น

 

การปรับตัวตาม 5 ข้อนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างยอดขาย แต่ยังเป็นการสร้างความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว เปลี่ยนผู้ซื้อขาจรให้กลายเป็นลูกค้าประจำ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอีคอมเมิร์ซไทยท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ภาพ: Thaspol Sangsee/Shutterstock

The post Milieu Insight เผยอีคอมเมิร์ซไทยถึงจุดเปลี่ยน หมดยุค ‘สงครามราคา’ สู่สมรภูมิ ‘ความเชื่อมั่น’ และ ‘ความคุ้มค่า’ ที่แท้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุรพลเผย หนี้เสียจาก Buy Now Pay Later ลดทันทีหลังเข้าเครดิตบูโร เผยคุยอีคอมเมิร์ซ 2 ราย จ่อเข้าระบบปี 69 https://thestandard.co/bnpl-bad-debt-reduces-credit-bureau/ Tue, 25 Nov 2025 03:07:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1147121 สุรพลเผย หนี้เสียจาก Buy Now Pay Later ลดทันทีหลังเข้า เครดิตบูโร เผยคุย อีคอมเมิร์ซ 2 ราย จ่อเข้าระบบปี 69

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห […]

The post สุรพลเผย หนี้เสียจาก Buy Now Pay Later ลดทันทีหลังเข้าเครดิตบูโร เผยคุยอีคอมเมิร์ซ 2 ราย จ่อเข้าระบบปี 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุรพลเผย หนี้เสียจาก Buy Now Pay Later ลดทันทีหลังเข้า เครดิตบูโร เผยคุย อีคอมเมิร์ซ 2 ราย จ่อเข้าระบบปี 69

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ปัจจุบันมีแพลตฟอร์ม e-commerce อย่างน้อย 2 ราย ติดต่อเข้ามาขอเป็นสมาชิกเครดิตบูโร คาดว่าจะดำเนินการเข้าเป็นสมาชิกเสร็จสิ้น ภายในปี 2569

 

โดยสมาชิกรายล่าสุด รายแรกอย่าง shopee ได้นำบริษัทให้บริการทางการเงินในเครือเข้ามาเป็นสมาชิก ซึ่งสามารถปล่อยกู้ได้สองทาง คือ ปล่อยกู้ P-Loan ให้ฝั่งผู้ซื้อ ที่เข้ามาซื้อของในแพลตฟอร์ม แต่มีเงินไม่เพียงพอ เรียกที่เรารู้จักกันในบริการ Buy Now Pay Later(BNPL) และฝั่งผู้ขาย ที่ขายของมีหน้าร้านบนแพลตฟอร์ม ก็จะปล่อยกู้ในประเภท Nano Finance

 

ทั้งนี้ ตามกฎหมาย e-commerce จะเข้าเป็นสมาชิกเครดิตบูโรได้ต้องมีบริษัทการเงิน ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีใบอนุญาตหรือใบขึ้นทะเบียนประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น P-Loan, Nano Finance ตัวแพลตฟอร์มเข้าเป็นสมาชิกเองไม่ได้ เนื่องจากกฎหมายระบุให้ แพลตฟอร์ม e-commerce ไม่ได้ปล่อยสินเชื่อทางการค้าปกติ

 

เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ การให้ของไปแล้วให้คนมาผ่อนทีหลัง หรือในสหรัฐอเมริกา การให้เช่าอพาร์ตเมนต์ ผู้อาศัยเข้ามาอยู่ก่อนแล้วค่อยชำระค่าเช่า แบบนี้ถือเป็นการให้เครดิต แตกต่างจากให้สินเชื่อ ซึ่งมีผู้กู้มาขอยืมเงิน แล้วผู้ปล่อยกู้ก็ให้ยืม โดยผู้กู้จะต้องเอาเงินไปใช้ตามจุดประสงค์ที่ระบุไว้ในสัญญา

 

การให้ ‘เครดิต’ กับการให้ ‘สินเชื่อ’ จึงเป็นคนละเรื่อง การให้เครดิตคือการเชื่อใจว่าอีกฝ่ายจะมีรายได้มาจ่ายหนี้

 

ดังนั้นคำว่า ‘เครดิต’ จึงใหญ่กว่าคำว่า ‘สินเชื่อ’ แต่ประเทศไทยตีความว่า เครดิตหมายถึงการให้กู้อย่างเดียว

 

“เครดิตบูโร เป็น trusted source แหล่งที่บอกความน่าเชื่อถือของคนๆ หนึ่ง ดังนั้นเราจึงต้องมีความน่าเชื่อถือของคนๆ หนึ่งในทุกมิติ การใช้ชีวิตทุกวันนี้ ไม่ได้มีมิติแค่การกู้เงิน เรายืมเงินเพื่อน ไม่ใช่การกู้เงิน แต่เพื่อนไว้ใจจึงให้ยืม” สุรพลกล่าว

 

ทั้งนี้ หลังจากที่ Shopee เข้ามาเป็นสมาชิกเครดิตบูโรรายแรก พบว่า อัตราการเป็นหนี้เสียจาก Buy Now Pay Later ลดลงทันทีที่เข้าระบบ เนื่องจากคนตระหนักถึงความสำคัญของการชำระหนี้ เพราะประวัติถูกบันทึกในข้อมูลเครดิต ซึ่งเปิดเผยต่อสถาบันการเงิน ซึ่งหากไม่ชำระหนี้สถาบันการเงินก็จะมองว่าคนๆ นี้ไม่น่าเชื่อถือ

 

ในขณะที่ หากข้อมูล BNPL อยู่นอกระบบเครดิตบูโร คนไม่ชำระหนี้ ก็ยังมีความน่าเชื่อถือ เพราะไม่มีใครรู้

 

สอดคล้องกับความต้องการของผู้ให้บริการ BNPL ที่อยากเห็นข้อมูลเครดิตมากขึ้น เพื่อ Scale up ธุรกิจ

 

“ธุรกิจขยายใหญ่ขึ้น ความเสี่ยงมากขึ้น เพราะของชิ้นใหญ่ขึ้น วงเงินมากขึ้น จึงต้องการชั่งน้ำหนักคุณภาพคนที่เข้ามาใช้บริการในระบบ” สุรพล กล่าวส่งท้าย

 

ภาพ: Przemek Klos/Shutterstock

The post สุรพลเผย หนี้เสียจาก Buy Now Pay Later ลดทันทีหลังเข้าเครดิตบูโร เผยคุยอีคอมเมิร์ซ 2 ราย จ่อเข้าระบบปี 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ชี้ตลาดค้าปลีกปี 69 โตชะลอ 3.7% ถูกฉุดด้วยหนี้ครัวเรือน-กำลังซื้อเปราะบาง ผู้บริโภคแห่ซื้อสินค้าจำเป็น หนีสินค้าฟุ่มเฟือย https://thestandard.co/market-focus-scb-eic-retail-69/ Fri, 21 Nov 2025 09:37:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1145905 กำลังซื้อเปราะบาง

ธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโตที่ราว 3.7% ในปี 2569 ซึ่งเ […]

The post SCB EIC ชี้ตลาดค้าปลีกปี 69 โตชะลอ 3.7% ถูกฉุดด้วยหนี้ครัวเรือน-กำลังซื้อเปราะบาง ผู้บริโภคแห่ซื้อสินค้าจำเป็น หนีสินค้าฟุ่มเฟือย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กำลังซื้อเปราะบาง

ธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโตที่ราว 3.7% ในปี 2569 ซึ่งเป็นการเติบโตที่ชะลอลงจากช่วงปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวที่ราว 3.9% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ สำหรับในปี 2569 การเติบโตที่คาดว่าจะชะลอตัว เป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ทำให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวช้า

 

ที่มา: การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Euromonitor

 

ตลาดค้าปลีกไทยคาดว่าจะโตที่ประมาณ 3.7% ในปี 2569 จากในปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 3.9% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอลงเล็กน้อย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน จากปัจจัยกดดันทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ ที่ส่งผลต่อกำลังซื้อและทำให้ผู้บริโภคเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับสินค้าจำเป็นและอาจชะลอการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยออกไป ขณะที่นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มชะลอตัวทั้งในแง่ของจำนวนและการใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดค้าปลีกคือ Non-store segment ที่ยังขยายตัว

 

ในปี 2569 กลุ่มที่คาดว่ายังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ยังคงเป็นหมวดร้านค้าสินค้าจำเป็นอย่างกลุ่ม Modern grocery เช่น CVS, Supermarket, Hypermarket และกลุ่ม Health & Beauty ตามเทรนด์การรักษาสุขภาพและความสวยความงาม ทั้งนี้กลุ่มที่ยังต้องจับตามอง ได้แก่ Department store และกลุ่มสินค้า Fashion ซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ผู้บริโภคอาจจะชะลอการใช้จ่ายในกลุ่มนี้ไปก่อน อีกทั้ง กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่เป็นไปตามคาด ขณะที่กลุ่ม Home and garden ยังมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยที่ซบเซาต่อเนื่อง

 

ขณะที่ตลาด E-commerce ยังคงเติบโตได้ดี แม้การเติบโตจะไม่ร้อนแรงเท่ากับช่วงโรคระบาด โดยมีปัจจัยหนุนจากพฤติกรรมที่ผู้บริโภคเน้นความสะดวกสบาย ในขณะที่ร้านค้าต่างๆ ก็มีทางเลือกให้ลูกค้าสำหรับการซื้อทั้งที่หน้าร้านและช่องทางออนไลน์ รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่เน้นการขายออนไลน์มากกว่าหน้าร้าน โดยคาดว่าสัดส่วนยอดขายจาก E-commerce ของตลาดค้าปลีกจะอยู่ที่ราว 30% ในปี 2569

 

เทรนด์รักษ์สิ่งแวดล้อมยังคงมีบทบาทสำคัญในธุรกิจค้าปลีก รวมไปถึง AI ที่เข้ามามีบทบาทเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจมากขึ้น โดย AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน, วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในการช็อปปิง โดยผู้ประกอบการค้าปลีกที่มีการนำ AI มาใช้ก่อน จะสามารถสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจเพิ่มขึ้น และเทรนด์ด้านสิ่งแวดล้อมทำให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการตระหนักรู้มากขึ้น ซึ่งแนวคิดด้าน ESG ไม่เพียงสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ร้านค้าแต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

 

อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคไทยยังมี Willingness to pay ในสินค้าที่มีความยั่งยืนไม่มากนัก ผู้ประกอบการอาจต้องมี Incentive เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าที่มีความยั่งยืนมากขึ้น

 

ธุรกิจบริการอาหารในปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตที่ราว 3.2% ท่ามกลางความท้าทายมากมาย ยอดขายที่เติบโตอาจมาจากปัจจัยราคา ธุรกิจขนาดเล็กเจอแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูง ขณะที่ร้านขนาดใหญ่เริ่มเข้ามาแข่งขันในการขายอาหารที่ราคาคุ้มค่ามากขึ้น

 

ที่มา: การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Euromonitor

 

สำหรับปี 2569 ธุรกิจบริการอาหารมีแนวโน้มเติบโตค่อนข้างทรงตัวจากปีนี้ โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ราว 3.2%YOY จากในปี 2568 ที่จะขยายตัวราว 3.3% โดยในช่วงปลายปี 2568 ธุรกิจบริการอาหารได้อานิสงส์จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ เช่น คนละครึ่งพลัส และเที่ยวดีมีคืน ทำให้ธุรกิจร้านอาหารมีบรรยากาศที่ฟื้นตัวขึ้นบ้าง อย่างไรก็ดี ในปี 2569 การเติบโตอาจจะชะลอตัวจากปี 2568 เล็กน้อย เป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและมีความเสี่ยงของการชะลอตัวอยู่ค่อนข้างมาก ทำให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายบางส่วนที่ไม่จำเป็นลง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวค่อนข้างช้า ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอาจลดการรับประทานอาหารนอกบ้านลง (Dine out) ทำให้ยอดขายกลุ่ม Full-service restaurant ได้รับผลกระทบ สะท้อนได้จาก SSSG ที่ติดลบอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่ม Limited-service มีการขยายสาขาในอัตราที่ลดลง และกลุ่ม Cafe/Bars เริ่มจะประสบปัญหา Oversupply

 

ธุรกิจบริการอาหารแบบ Full-service คาดว่าจะเติบโต 3% ในปี 2569 จากที่เติบโตประมาณ 3.2% ในปี 2568 โดยร้านอาหารกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจค่อนข้างมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ แต่ยังได้รับแรงหนุนจากกลุ่มลูกค้าไทยและนักท่องเที่ยวที่มีกำลังบริโภคสูง ที่หาประสบการณ์จากการรับประทานอาหารในร้านใหม่ ๆ เช่น บรรยากาศ รสชาติ เรื่องราว

 

ธุรกิจร้านอาหาร Limited-service คาดว่าจะเติบโต 2.7% ในปี 2569 จากที่คาดว่าเติบโตราว 2.3% ในปี 2568 โดยมีปัจจัยหนุนจากไลฟ์สไตล์ที่ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นกลุ่มที่สามารถควบคุมมาตรฐานของคุณภาพและรสชาติได้ดี และในราคาที่เข้าถึงง่าย จะทำให้ร้านอาหารกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบไม่รุนแรงเท่ากลุ่มอื่น ๆ ในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

 

ร้านอาหารแบบคาเฟ่/บาร์ คาดว่าจะเติบโต 3.7% ในปี 2569 จากที่คาดว่าเติบโตราว 3.9% ในปี 2568 โดยได้ปัจจัยสนับสนุนจากการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค อาทิ ความต้องการสถานที่พบปะสังสรรค์ การทำงานนอกสถานที่ และการท่องเที่ยวในเมืองเพิ่มขึ้น รวมไปถึงความต้องการในการค้นหาประสบการณ์ที่แตกต่าง โดยเฉพาะร้านคาเฟ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

อ่านต่อบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม:
https://www.scbeic.com/th/detail/product/WR-Restaurant-Industry-201125

 

ภาพ : Look Studio / Shutterstock

The post SCB EIC ชี้ตลาดค้าปลีกปี 69 โตชะลอ 3.7% ถูกฉุดด้วยหนี้ครัวเรือน-กำลังซื้อเปราะบาง ผู้บริโภคแห่ซื้อสินค้าจำเป็น หนีสินค้าฟุ่มเฟือย appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ปี Shopee ประกาศจุดยืนจากแพลตฟอร์มช้อปปิ้ง สู่ ‘สะพานดิจิทัล’ ยกระดับผู้ผลิตไทยด้วย ดีลตรง ฟีเจอร์ที่ใช้งานจริง และโอกาสสู่ตลาดโลก [Advertorial] https://thestandard.co/shopee-1hr-express-delivery-360-strategy/ Wed, 19 Nov 2025 08:00:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1144756

‘Shopee’ เปิดศึกส่งด่วน! 1 ชั่วโมง กางแผนยุทธศาสตร์รุกต […]

The post 10 ปี Shopee ประกาศจุดยืนจากแพลตฟอร์มช้อปปิ้ง สู่ ‘สะพานดิจิทัล’ ยกระดับผู้ผลิตไทยด้วย ดีลตรง ฟีเจอร์ที่ใช้งานจริง และโอกาสสู่ตลาดโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘Shopee’ เปิดศึกส่งด่วน! 1 ชั่วโมง กางแผนยุทธศาสตร์รุกตลาดยกระดับประสบการณ์นักช้อป 360 องศา พร้อมสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ด้วยบทบาทใหม่ ‘สะพานดิจิทัล’ และ ‘ประตูสู่เศรษฐกิจดิจิทัล’ ปูทางผู้ประกอบการไทยทุกระดับสร้างธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค

 

นอกจากความยินดีที่ได้เห็น ช้อปปี้ (ประเทศไทย) ประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างมั่นคงตลอด 10 ปีของการทำธุรกิจ การมาร่วมงาน ‘Shopee SUMMIT TOGETHER WE GROW’ ยังได้ความรู้สึกตื่นเต้นและดีใจแทนผู้ขายและพาร์ทเนอร์ ที่เข้าสู่ปีที่ 11 ของช้อปปี้มีเครื่องมือการตลาด แคมเปญ ฟีเจอร์ และกลยุทธ์มากมายมาช่วยให้ร้านค้าขายดี ขายง่าย ขายคล่องขึ้นอีกเยอะ

 

Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง

 

ที่ผ่านมา ช้อปปี้ มีความมุ่งมั่นจะเติบโตไปพร้อมผู้ประกอบการไทย ครีเอเตอร์ไทย ผู้บริโภคชาวไทย และเคียงข้างเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด แต่บอกเลยว่า ช้อปปี้ จะจัดใหญ่ ใส่เต็มได้อีก พร้อมต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และขับเคลื่อนความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน ไปจนถึงพันธมิตรระดับโลก

 

Shopee ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มซื้อขาย แต่เป็น “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส”  

 

Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง

 

ตัวอย่างของการมอบโอกาสที่ชัดเจนที่สุด คือการจับมือกับ ‘กรมพัฒนาธุรกิจการค้า’ ร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยมากกว่า 7 ปี ผ่านโครงการ ‘สุขใจซื้อของไทย” ที่สร้างยอดขายให้ผู้ประกอบการไทยไปแล้วกว่า 700 ล้านบาท พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บอกว่า “ช้อปปี้มีบทบาทสำคัญในฐานะ แพลตฟอร์มแห่งโอกาส ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างรายได้ ขยายธุรกิจ และเชื่อมโยงกับผู้บริโภคทั่วภูมิภาคในระบบนิเวศดิจิทัลที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง”

 

กว่าทศวรรษแห่งการเติบโต ช้อปปี้ สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการ ฮันดิกา จาห์จา กรรมการผู้จัดการใหญ่ ช้อปปี้ (ประเทศไทย) เน้นย้ำว่า Ecosystem ที่แข็งแกร่งของช้อปปี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือจากผู้ขาย พันธมิตร และครีเอเตอร์ทั่วประเทศ

 

Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง

 

“พวกคุณทุกคนมีส่วนช่วยกันสร้างเรื่องราวของช้อปปี้ในประเทศไทย” ฮันดิกา บอกว่า หากย้อนกลับไป 10 ปีก่อน ใครจะเชื่อว่าอีคอมเมิร์ซจะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการซื้อขายของผู้คนได้จริง

 

มากไปกว่าสถิติตัวเลขผู้ใช้งานและตัวเลขกำไร ฮันดิกา เชื่อว่าสิ่งสำคัญกว่าคือเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลัง “พัสดุทุกชิ้นคือการเชื่อมต่อ และทุกยอดขายคือความฝันของใครบางคนที่กลายเป็นจริง ตลอด 10 ปี เราได้เห็นผู้ขายจำนวนมากที่เริ่มต้นจากร้านเล็กๆ บนออนไลน์จนเติบโตมีแบรนด์ของตัวเอง หลายครอบครัวสร้างรายได้จากแพลตฟอร์ม และหลายชุมชนสามารถเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจผ่านโลกดิจิทัล จนถึงวันนี้เรายังคงยึดมั่นที่จะเป็นแพลตฟอร์มที่พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทุกขนาดให้แสดงศักยภาพและขยายธุรกิจได้กว้างขึ้น”

 

ฮันดิกา บอกว่าความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนและยกระดับธุรกิจของผู้ขายให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสามารถเข้าถึงลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้นยังคงชัดเจน

 

Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง

 

“วันนี้ช้อปปี้ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่สอง เรายังคงลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อมอบประสบการณ์ที่สะดวกและเข้าถึงง่ายให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ระบบโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง แคมเปญการตลาด รวมถึงระบบการชำระเงินและบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การลงทุนใน ‘ผู้คน’ เพราะอนาคตของอีคอมเมิร์ซไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีเท่านั้น แต่จะเดินหน้าต่อได้ด้วยความมุ่งมั่นและความคิดสร้างสรรค์ของผู้คน”

 

การสร้างระบบนิเวศที่ผู้ขายทุกคนประสบความสำเร็จได้ คือวิสัยทัศน์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังของช้อปปี้ ก้าวย่างสู่ปีที่ 11 ช้อปปี้จึงเดินหน้าสู่การเป็น ‘ประตูสู่เศรษฐกิจดิจิทัล’ (Gateway to the Digital Economy) สนับสนุนผู้ประกอบการไทยทุกระดับให้เข้าถึงโอกาสทางธุรกิจได้อย่างเท่าเทียม ตั้งแต่ร้านค้าครอบครัว ผู้ผลิตชุมชน ไปจนถึงองค์กรและแบรนด์ระดับประเทศ โดยใช้พลังของเทคโนโลยีและเครือข่ายของช้อปปี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงสินค้าไทยสู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศ และเป็น ‘สะพานดิจิทัล’ (Digital Bridge) ที่เชื่อมศักยภาพของผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดระดับภูมิภาค เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับบนแผนที่เศรษฐกิจดิจิทัลของโลก

 

Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง

 

กาง Roadmap แผนยุทธศาสตร์ยกระดับประสบการณ์นักช้อป 4 หมวดนำร่อง

 

ช้อปปี้ ฉายภาพภาพรวมธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยคิดเป็น 53% ของ Digital Economy พร้อมคาดการณ์ว่าในปี 2026 มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยนี้จะสูงถึง 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.1 ล้านล้านบาท

 

ธัญญธร เหล่าวัชระ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ช้อปปี้ (ประเทศไทย) เผยภาพรวมกลยุทธ์จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ผู้ซื้อในแต่ละหมวดหมู่สินค้า เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สะดวก ตรงใจ และครอบคลุมมากที่สุด พร้อมเสิร์ฟ “ความใหม่” ที่พัฒนาจากความต้องการและความคิดเห็นของผู้บริโภค นำร่อง 4 หมวดหลัก ได้แก่

 

  • หมวดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า (Electronics) เชื่อมต่อออนไลน์และออฟไลน์อย่างราบรื่น ผ่านบริการเสริมใหม่ๆ เช่น บริการติดตั้งสินค้าพร้อมกับการซื้อสินค้า โปรแกรมแลกเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ
  • หมวดสินค้าแฟชั่น (Fashion) จับมือแบรนด์และทำงานร่วมกับ KOL นำเสนอสินค้าและคอลเลกชันใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมบริการจัดส่งด่วนเพื่อให้สินค้าใหม่ถึงมือลูกค้าทันกระแส
  • หมวดสินค้าสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) เน้นสร้างความผูกพันและกระตุ้นการซื้อซ้ำผ่านเครื่องมือทางการตลาดรูปแบบใหม่
  • หมวดสินค้าไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) เจาะกลุ่มผู้บริโภครายได้สูงด้วยบริการจัดส่งรวดเร็วและคุ้มค่าผ่าน Shopee Partner Logistics (SPL) รวมถึงบริการ ช้อปก่อน จ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later)

 

ธัญญธร เรียกน้ำย่อยด้วยโปรแกรมและฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้ผู้ขายและพาร์ทเนอร์ได้เห็นว่าช้อปปิ้งกำลังจะมุ่งหน้าไปทางไหน และเครื่องมือใดที่สามารถนำไปใช้เพื่อสร้างการเติบโต

 

Prime Seller เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ร้านค้า อัปเกรดโปรแกรม “ส่งฟรีโค้ดคุ้ม /ส่วนลดโค้ดคุ้ม” ให้คุ้มยิ่งขึ้น ผ่าน 2 สิทธิประโยชน์ทั้งแบบถาวรและแบบซีซันเสริมเข้ามา ได้แก่ ‘Affiliate for Seller’ ได้ค่าคอมฯ คูณ 2 คาดว่าร้านค้าจะได้ค่าคอมฯ คืนสูงสุด 8% ต่อออเดอร์ และ ‘Seasonal Benefit’ ให้สิทธิประโยชน์ตามฤดูกาลเป็นเครื่องมือการตลาดตามช่วงเวลา ช่วยกระตุ้นยอดขายสินค้า

 

Shopee Global Sales พา SME และแบรนด์ไทยส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียน เพิ่มฟีเจอร์ให้ร้านค้าสามารถเปิดร้านในต่างประเทศ ด้วยคลิกเดียว เพียงสมัครเปิดร้าน ลงสินค้า และขายได้เลย ภายใต้แนวคิด “Turn Borders into Steps” โดยช้อปปี้จะช่วยให้การบริหารจัดการร้าน ยิงโฆษณา และทำไลฟ์ได้เหมือนทำในไทยทุกอย่าง มี AI Translation ช่วยแปลภาษาและตอบลูกค้าอัตโนมัติ โดยเปิดให้บริการที่ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และมาเลเซียภายในสิ้นปีนี้

 

Faster Delivery & O2O เร่งเครื่องยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งรวดเร็วทันใจ ต่อยอดจาก จัดส่งภายในวันเดียว (Same-day Delivery) และ จัดส่งภายใน 4 ชั่วโมง (4-hour Delivery) มาสู่ส่งทันทีใน 1 ชั่วโมง เปิดวาระการซื้อแบบ ‘ต้องใช้ตอนนี้–ต้องได้เดี๋ยวนี้! หรือคนที่ต้องการสินค้าสำหรับวาระสำคัญ โดยนำโมเดล Online to Offline มาใช้ ให้ออนไลน์มาช่วยร้านออฟไลน์ขายดีขึ้น ด้วยทราฟิกจากแอปฯ ช้อปปี้ดึงคนเข้าร้านค้าสาขา (Offline Branches) ในละแวกใกล้เคียง นอกจากนี้จะเปิดให้ลูกค้าที่มี SPayLater สามารถนำไปสแกนจ่ายที่หน้าร้านค้าออฟไลน์ได้โดยตรงอีกด้วย

 

AI Innovations ดึง AI มาออกแบบฟีเจอร์ที่จะช่วยร้านค้าสะดวกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

 

  • AI Modify For You – ปรับแต่งรูปภาพและออกแบบชื่อสินค้าด้วย AI
  • Try It On – อัปโหลดรูปภาพเพื่อลองสินค้าได้ทันที
  • Custom ROAS AI Ads -ยิงแอดตามพฤติกรรมผู้ซื้อจากการวิเคราะห์ของ AI
  • Brand Max – ให้ AIช่วยออกแบบและเลือกกลุ่มเป้าหมายสำหรับแบนเนอร์โฆษณา
  • AI Live Streamer – ไลฟ์สดได้สะดวกขึ้นด้วย AI สตรีมเมอร์
  • Seller AI Chat Assistant – ตอบแชทอัตโนมัติโดยแชทบอต AI

 

Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง

 

ยกระดับประสบการณ์นักช้อป 360 องศา พร้อมผนึกกำลังพันธมิตรระดับโลก

 

คงกฤช ล้อเลิศรัตนะ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจการตลาด ช้อปปี้ (ประเทศไทย) บอกว่า การตลาดยุคใหม่ไม่ใช่แค่ทำแคมเปญหรือออกสินค้าใหม่ แต่คือการ ‘สร้างประสบการณ์’ ที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกประทับใจจึงออกแบบ 360° Marketing Plan เพื่อยกระดับประสบการณ์ครบทุกมิติ ผ่าน 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่

 

  • Reinvented In-App Experience: ดึงเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่าง AI ช่วยจัดการหน้าช้อปสินค้าของลูกค้าแต่ละคนให้เป็น Personalized มากขึ้น แต่ละคนจะเห็นหน้าบ้านต่างกัน ช่วยเพิ่ม Engagement และ Conversion และฟีเจอร์ใหม่รองรับการยิงโฆษณาของร้านค้า
  • Dynamic Content Ecosystem: ผสานคอนเทนต์หลายรูปแบบทั้งวิดีโอคลิป ไลฟ์ และอื่นๆ เพื่อสร้าง ‘Shoptainment’
  • Seamless Social Integration: จับมือพาร์ทเนอร์ Meta และ YouTube เพิ่มช่องทางการมองเห็นสินค้าและเชื่อมต่อการซื้อขายข้ามแพลตฟอร์มได้ทันที สามารถกดดูคอนเทนต์บนโซเชียลแล้วกดซื้อได้ทันที พร้อมติดตะกร้าสินค้า (Shopping Link) ได้แบบเรียลไทม์
  • Holistic Brand Building: สร้างแบรนด์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ปั้น KOL พาร์ทเนอร์ช่วยขาย ชูการทำ Affiliate ผ่านหลายแพลตฟอร์มและขยายสู่ฐานออฟไลน์
  • Borderless Assortment & Product Launch: ตอกย้ำแพลตฟอร์มที่มีขายทุกอย่าง ปัจจุบันมีมากกว่า 100 ล้านรายการ และจะเพิ่มปริมาณอีกต่อเนื่อง เพิ่มประสบการณ์ค้นหาด้วย Image Search และรองรับการค้นหาสินค้าจากคอนเทนต์โซเชียลทุกแพลตฟอร์ม จะช่วยดันสินค้าใหม่ด้วย Algorithm ที่ boost traffic ให้กับสินค้าที่เพิ่งลงขาย
  • Unbeatable Value for Users: ตอกย้ำกลยุทธ์หลัก ช่วยร้านค้ารักษาลูกค้าผ่านคูปอง โปรโมชัน และรายการสินค้าลดราคา พร้อมการันตีถูกที่สุด ด้วยราคาคุ้มที่สุด + Voucher Stack ได้ 4 ต่อ ได้แก่ Shopee Voucher, Free Shipping Voucher, ส่วนลดร้านค้า และโค้ดส่วนลดของแคมเปญ โดยระบบจะคำนวณราคาสุดท้ายหลังลดทั้งหมดให้เลย มาพร้อมโปร Lowest Price Guarantee ถ้าเจอที่อื่นถูกกว่า เคลมส่วนต่างได้ และเปิดตัว Shopee VIP รวมโค้ดมูลค่ากว่า 60,000 บาท ในราคา 49 บาท

 

“เดือนตุลาคมที่ผ่านมาเราเปิดตัวแคมเปญ MEGA Brand Day ร่วมกับ Huawei สามารถสร้างสถิติยอดขายและจำนวนผู้ซื้อพุ่งสูงกว่า 5 เท่า ถือเป็นต้นแบบความสำเร็จที่จะถูกพัฒนาและต่อยอดไปยังแบรนด์อื่นๆ” คงกฤช กล่าว

 

ชูพลังเครือข่ายพันธมิตรและครีเอเตอร์ อาวุธลับจับมือโตไปด้วยกัน

 

อาวุธลับที่ส่งให้ช้อปปี้ได้เปรียบคู่แข่งในตลาดคือการมี ‘เครือข่ายครีเอเตอร์’ หรือ KOL Partner ที่แข่งแกร่ง ผ่าน Shopee Affiliate KOLs เป็นการร่วมมือกับเหล่า KOL Partner มาช่วยโปรโมทสินค้า สร้างการรับรู้ และเพิ่มอัตราการมองเห็นแบรนด์ ในขณะที่ฝั่งผู้ซื้อ ก็สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อได้อย่างรอบด้านมากขึ้น

 

ปัจจุบัน มียอดขายจากคอนเทนต์ในระบบเติบโตขึ้นกว่า 70% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา การเติบโตนี้ช่วยให้ KOL ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่สามารถสร้างรายได้บนโลกออนไลน์

 

ขณะเดียวกัน ฟีเจอร์อย่าง Shopee Live ช่วยเพิ่มออเดอร์ให้ผู้ขายเติบโตขึ้นกว่า 65% และ Shopee Video สร้างยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 400% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สะท้อนถึงพลังของคอนเทนต์ที่ช่วยกระตุ้นยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง

 

รวมไปถึงความร่วมมือทางธุรกิจกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง YouTube Shopping และ Shopee META Affiliate ในการร่วมกันสร้างการเติบโตให้กับโปรแกรม Affiliate ที่ ช้อปปี้ ถือเป็นหนึ่งในผู้จุดประกายให้โปรแกรมนี้เป็นที่นิยมโดยสามารถทำประโยชน์ให้กับทั้งฝั่งผู้ขาย ผู้ซื้อ และผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์

 

Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง Shopee ส่งด่วน 1 ชั่วโมง

 

ภายในงานมีการมอบรางวัลแก่ผู้ขายและครีเอเตอร์ที่มีผลงานโดดเด่นประจำปีมากกว่า 200 รางวัล เพื่อเป็นการปลุกพลังผู้ขายและแบรนด์ธุรกิจ

 

พร้อมเปิดพื้นที่สำหรับกิจกรรม Business Matching หรือ Seller & KOL Matchmaking ให้ผู้ขายและแบรนด์สามารถเลือก KOL หรือ Influencer ได้อย่างเจาะจง ทำให้สินค้าถูกสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ตรงจุดมากขึ้น

 

และนี่คือบทสรุปของทศวรรษที่แข็งแกร่ง ทรงพลัง และมั่นคงของ Shopee จากงาน Shopee SUMMIT 2025: TOGETHER WE GROW กับจุดยืนสำคัญที่สะท้อนว่า Shopee ไม่ได้มองการเติบโตเป็นเพียงตัวเลข แต่เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ความคิดสร้างสรรค์ ศักยภาพของผู้ประกอบการและครีเอเตอร์ทั่วภูมิภาค ให้เดินหน้าต่อไปพร้อมกัน เป็นคำประกาศชัดเจนว่า Shopee มุ่งมั่นสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เติบโตไปพร้อมกับผู้คนอย่างแท้จริง

The post 10 ปี Shopee ประกาศจุดยืนจากแพลตฟอร์มช้อปปิ้ง สู่ ‘สะพานดิจิทัล’ ยกระดับผู้ผลิตไทยด้วย ดีลตรง ฟีเจอร์ที่ใช้งานจริง และโอกาสสู่ตลาดโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยจ่อเก็บ ‘ภาษีสินค้านำเข้า’ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ 1 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค. 2569 ‘นักช้อป-ผู้ประกอบการ’ กระทบแค่ไหน? https://thestandard.co/wealth-in-depth-e-commerce-import-tax/ Thu, 13 Nov 2025 02:07:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1142728 ไทยจ่อเก็บ ‘ภาษีสินค้านำเข้า’ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ 1 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค. 2569 ‘นักช้อป-ผู้ประกอบการ’ กระทบแค่ไหน?

กรมศุลกากรเพิ่งประกาศเตรียมเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแพลตฟ […]

The post ไทยจ่อเก็บ ‘ภาษีสินค้านำเข้า’ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ 1 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค. 2569 ‘นักช้อป-ผู้ประกอบการ’ กระทบแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยจ่อเก็บ ‘ภาษีสินค้านำเข้า’ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ 1 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค. 2569 ‘นักช้อป-ผู้ประกอบการ’ กระทบแค่ไหน?

กรมศุลกากรเพิ่งประกาศเตรียมเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแพลตฟอร์มออนไลน์ (e-commerce) ตั้งแต่ 1 บาทแรก จากเดิมที่ยกเว้นให้สินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อสร้างความเป็นธรรมและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ SME ไทย ท่ามกลางภาวะที่สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศทะลักเข้าไทย พร้อมคาดว่า จะเพิ่มรายได้เข้ารัฐ 3,000 ล้านบาทต่อปี

 

เจาะเหตุผลทำไม ‘ศุลกากร’ เลิกเก็บภาษี De minimis

 

โดยพันธ์ทอง ลอยกุลอนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth โดยเปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวว่า เป็นไปตามนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย โดยสั่งการมายังศุลกากร ให้หา “มาตรการช่วย SME ไทยให้สามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้า ที่นำเข้าโดยตรงจากต่างประเทศได้”

 

พันธ์ทองยังอธิบายว่า แต่เดิม ไทยไม่มีการเก็บภาษีสำหรับสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ไม่ว่าจะเป็นอากร ศุลกากร หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพราะผู้คนเพียงส่งของชิ้นเล็กๆ แก่กันไปมา และอาจเป็นของขวัญในบางครั้ง ซึ่งประเทศอื่นๆ ในโลก ล้วนยกเว้นภาษีในลักษณะเดียวกันนี้ เรียกว่า De minimis

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยการเติบโตอย่างมหาศาลของ E-Commerce ที่มีการค้าขายเพิ่มขึ้นจากหลักแสนชิ้นต่อปี มาเป็น 100 ล้านชิ้นต่อปีในปัจจุบัน ทำให้การขายสินค้าจากผู้ประกอบการต่างประเทศสามารถส่งเข้ามาในประเทศไทยได้เลย

 

“ดังนั้น การคงภาษี De minimis ไว้จึงทำให้ไม่มีผู้ประกอบการในไทยรายใดได้รับประโยชน์เลย เนื่องจากสินค้าสามารถผลิตโดยตรงจากต่างประเทศ และส่งตรงถึงมือผู้บริโภคได้เลยโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง (ยี่ปั๊ว) และร้านค้าปลีก (ซาปั๊ว)” พันธ์ทองกล่าว

 

แม้ในปีที่ผ่านมา กรมศุลกากรจะหันมาเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากสินค้านำเข้าชิ้นเล็กแล้วก็ตาม แต่ด้วยอัตราเพียง 7% ทำให้ราคาสินค้านำเข้าบนแพลตฟอร์มยังคงมีราคา ‘ถูกกว่า’ อยู่ จึงเป็นเหตุผลให้กรมศุลกากรออกมาตรการ เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ค้าบนแพลตฟอร์มที่อยู่ในต่างประเทศ กับผู้ประกอบการไทยที่เสียภาษีถูกต้อง

 

สำหรับผลกระทบต่อผู้บริโภค พันธ์ทองมองว่า แม้ผู้บริโภคอาจจะได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น แต่ผู้ประกอบการไทยจะสามารถขายสินค้าได้มากขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าจากต่างประเทศจะใกล้เคียงกันมากขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างผู้ค้าออนไลน์ในประเทศและต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ ขณะเดียวกัน สินค้าในประเทศยังมีข้อได้เปรียบด้านระยะเวลารอสินค้า โดยใช้เวลาเพียง 1 วัน ขณะที่สินค้านำเข้า ผู้บริโภคต้องรอสินค้าราว 3-4 วัน

 

เปิดแนวทางเก็บภาษีสินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท

 

พันธ์ทอง เปิดเผยต่อว่า การใช้แนวทางภาษีสินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ในช่วงแรก จะเก็บภาษีในอัตราตามพิกัดของสินค้าชนิดนั้นๆ เช่น 0%, 5%, 10% และ 25% เป็นต้น ตามกฎหมายปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไป อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า อาจจะเก็บในอัตราเดียวกัน (Flat Rate) กับสินค้าทุกรายการ เช่น 10% หรือ 15% กับสินค้าทั้งหมด

 

โดยมีวิธีการคือ จะให้แพลตฟอร์ม E-Commerce สำแดงมาว่า สินค้าที่นำเข้ามามีอะไรบ้าง และมีมูลค่าเท่าไหร่ และถูกเรียกเก็บอากรเท่าไร จากนั้น ศุลกากรจะสุ่มตรวจเช็ก ตรวจสอบความตรงกันของข้อมูล (Reconcile) กับของที่เข้ามายังประเทศเรา มาที่สนามบิน มาที่ชายแดนระหว่างนำเข้า

 

‘ศุลกากร’ เผยรายการสินค้าต่ำกว่า 1,500 บาท ที่เตรียมโดนเก็บภาษีเพิ่ม

 

พันธ์ทองกล่าวต่อว่า สินค้าต่ำกว่า 1,500 บาทส่วนใหญ่ที่นำเข้ามาในประเทศไทย มีประเภทหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า เคสโทรศัพท์ ของทำด้วยพลาสติก

 

คาดเลิกเก็บ De minimis เพิ่มรายได้ภาษีราว 3,000 ล้านบาทต่อปี

 

พร้อมทั้งระบุว่า จากการประเมินเบื้องต้น โดยอิงจากมูลค่าการนำเข้าสินค้าต่ำกว่า 1,500 บาท ของปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท เมื่อสมมติค่าเฉลี่ยพิกัดศุลกากรของสินค้าไว้ที่ 10% อย่างน้อย คาดว่า รัฐจะมีรายได้ศุลกากร 3,000 ล้านบาท บนสมมติฐาน การบริโภคคงที่ อย่างไรก็ตาม เมื่อดูแนวโน้ม 5 ปีย้อนหลัง พันธ์ทองชี้ว่า การนำเข้าสินค้าชิ้นเล็กมีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกปี

 

เปิดผลหารือแพลตฟอร์มออนไลน์

 

นอกจากนี้ พันธ์ทอง ยังกล่าวถึงผลการหารือกับแพลตฟอร์ม E-Commerce รายใหญ่ เช่น Shopee และ Lazada ว่า แพลตฟอร์มต่างๆ ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยกรมศุลกากรได้มีข้อเสนอไปหลักๆ ดังนี้

 

1. ขอให้ยุติการขายสินค้าที่ห้ามนำเข้า หรือต้องใช้ใบอนุญาตนำเข้า หรือสินค้าผิดกฎหมาย เช่น สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และบุหรี่ไฟฟ้า เข้ามาในประเทศไทย โดยให้ดำเนินการในลักษณะเดียวกับ Amazon ที่มีการระบุว่าสินค้าใดที่ “ไม่สามารถจัดส่งมายังประเทศไทยได้” (Not Ship to Thailand)

 

2. ขอข้อมูลจากแพลตฟอร์มโดยตรง เพื่อให้ทราบจำนวนสินค้าที่ส่งเข้ามา มูลค่าการนำเข้า และสามารถตรวจสอบความสอดคล้องกับข้อมูลที่ผู้ขนส่งสำแดงไว้ (Reconcile) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสในระบบ

 

พันธ์ทองยังอธิบายว่า “ปีที่ผ่านมา กรมศุลกากรบุหรี่ไฟฟ้าได้กว่า 5 ล้านชิ้น ของละเมิดลิขสิทธิ์กว่า 5 แสนชิ้น และสินค้าที่ไม่มีใบอนุญาต มอก. อีกเป็นล้านชิ้น ผมจึงมีแนวคิดว่า ถ้าไม่มีการขายในแพลตฟอร์ม ก็จะไม่เกิดการสำแดงเท็จและการลักลอบนำเข้าตามมา เพื่อที่ให้กรมศุลกากรไปโฟกัสกับสินค้าที่เป็นอันตรายกว่าได้เช่น ยาเสพติด”

 

พันธ์ทองระบุเพิ่มเติมว่า การแก้ปัญหาจะต้องเริ่มจากต้นทาง โดยกรมศุลกากรได้ขอความร่วมมือให้แพลตฟอร์มระงับการขายสินค้าควบคุมมาประเทศไทยจนกว่าผู้ประกอบการรายนั้นจะได้รับใบอนุญาตที่ถูกต้องจากหน่วยงานไทย เช่น มอก. หรือ อย. เพื่อป้องกันการสำแดงเท็จและลักลอบนำเข้า ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถมุ่งเน้นการตรวจสอบสินค้าประเภทอื่น เช่น ยาเสพติด ได้มากขึ้น

 

KResearch มองยกเลิก ‘De minimis’ มีแนวโน้มทำให้สินค้าแพงขึ้น

 

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH โดยระบุว่า การยกเลิกภาษี De Minimis ซึ่งจะเปิดทางให้กรมศุลกากรสามารถเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ตั้งแต่ 1 บาทแรก จากเดิมที่ยกเว้นให้สินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาทนั้น มีแนวโน้มที่จะทำให้ราคาสินค้า ที่ซื้อขายบนแพลตฟอร์มอาจ ‘แพงขึ้น’ อย่างไรก็ตาม ความเร็วและขนาดในการปรับขึ้นราคาขึ้นอยู่กับว่าผู้นำเข้าจะสามารถรับภาระต้นทุนไว้ได้นานแค่ไหน นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักๆ ดังนี้

 

(1) อัตราภาษีนำเข้าที่สินค้าแต่ละชนิดจะโดนเรียกเก็บ

 

(2) ข้อตกลงทางการค้า (Free Trade Agreement: FTA) ที่ไทยมีกับประเทศต่างๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น สินค้านำเข้าจากประเทศจีนจะมีอัตราเป็น 0% อยู่แล้ว เนื่องจาก ไทยมีกรอบ FTA China-ASEAN ร่วมกับจีน ดังนั้น หากสินค้านำเข้ารายการใดก็ตาม ที่ไทยไม่มี FTA ด้วยหรือไม่มี Certificate of Origin ก็จะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า ร่วมกับ VAT อีก 7%

 

(3) กลไกการส่งผ่านราคา จากผู้นำเข้าหรือผู้ขาย ซึ่งเป็นผู้แบกรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค โดยณัฐพรมองว่า การส่งผ่านภาระภาษีนี้จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับต้นทุนของสินค้า และการแข่งขันในตลาดด้วย เนื่องจากแต่ละรายการสินค้าก็มีโครงสร้างราคาที่แตกต่างกันไป

 

ดังนั้น หากสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศยังมีราคา ‘ถูกกว่า’ สินค้าที่ผลิตในประเทศอย่างมาก ผู้นำเข้ามีโอกาสที่จะผลักภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นนี้ไปให้ผู้บริโภคได้เต็มที่ ตัวอย่างเช่น “สมมติว่า ถ้าเสื้อผ้านำเข้าจากจีน มีราคา 100 บาทต่อหน่วย แต่สินค้าใกล้เคียงกันที่มีการผลิตและขายในไทย มีราคา 200 บาทต่อหน่วย ในกรณีเช่นนี้ ผู้นำเข้าสามารถผลักภาระภาษีให้ผู้บริโภคได้เต็มที่ และยังคงรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้ตามเดิม” ณัฐพรกล่าว

 

สะท้อนว่า หากผู้บริโภคมีทางเลือกอื่น เช่น สินค้าในประเทศคุณภาพดีกว่าและส่วนต่างราคาไม่มาก คนก็อาจจะเลือกซื้อสินค้าในประเทศแทน

 

ประเทศคู่ค้ารายใดของไทยจะได้รับผลกระทบมากที่สุด?

 

ณัฐพรกล่าวว่า เมื่อพิจารณาว่า ประเทศคู่ค้ารายใดของไทยจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ก็น่าจะเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าพวกชิ้นเล็กๆ ราคาต่ำๆ มาไทยจำนวนมาก เช่น จีน และฮ่องกง ซึ่งถ้าหากดูตัวเลขการนำเข้าของไทยแต่ละรายการ ก็จะเห็นเลยว่า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ (Home Appliance) เครื่องใช้ไฟฟ้า และเสื้อผ้า รองเท้า ล้วนมีการนำเข้าจากจีนในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไทย (อาเซียน) มี FTA กับจีน ดังนั้นหากเป็นการนำเข้าทางเรือ หรือการนำเข้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม ซึ่งต้องมี Certificate of Origin เพื่อยืนยันแหล่งกำเนิดสินค้าว่า มาจากประเทศจีน ซึ่งส่วนนี้จะเป็นสินค้าที่ผ่านระบบศุลกากรเต็มรูปแบบ จะได้การยกเว้นภาษี (Waive) ภายใต้กรอบ FTA

 

ขณะที่ สินค้าที่มีการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่แน่ใจว่าจะมีเอกสารยืนยันเหมือนกันหรือไม่ หากไม่มีเอกสารยืนยัน ก็จะถูกเรียกเก็บภาษีตามอัตรา MFN

 

ขณะที่ พันธ์ทอง ลอยกุลอนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ไทยจะมี FTA กับหลายประเทศ แต่สินค้าในรูปแบบพัสดุ (Parcel) จะไม่ได้รับการเว้นภาษีในส่วนของ FTA เพราะไม่มีใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) จากประเทศคู่ค้า

 

มาตรการนี้ช่วยสกัดการทะลักของสินค้าชิ้นเล็กๆ ได้หรือไม่?

 

ณัฐพรมองว่า การเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ ‘พอช่วยลดการทะลักของสินค้าชิ้นเล็กๆ ได้’ เพราะว่า สินค้าชิ้นเล็กที่ส่งมาทาง E-Commerce อาจไม่มีกระบวนการ Certificate of Origin เนื่องจากไม่คุ้มที่จะทำ เพราะสินค้าราคาถูกมาก แต่หลังจากนี้ เมื่อมาตรการนี้มีผลก็ต้องโดนภาษีแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ณัฐพรมองว่า “จีนยังมีจุดแข็งตรงที่สามารถทำราคาได้ถูก และมี Economy of Scale แบบที่ไม่มีประเทศใดสามารถทำได้ ดังนั้น ต่อให้ถูกเรียกเก็บภาษี แต่ถ้าสินค้ามีต้นทุนต่ำจริงๆ จีนก็ยังสามารถแข่งขันได้อยู่ และอาจไม่ได้เสียเปรียบขนาดนั้น ขึ้นอยู่กับต้นทุนและคุณภาพ”

 

มาตรการนี้เป็นการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือไม่?

 

ณัฐพร พร้อมทั้งกล่าวว่า การยกเลิก de minimis ไม่ใช่มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping) เพราะมาตรการ AD มุ่งเป้าไปที่บางประเทศหรือบางบริษัทโดยเฉพาะที่ขายสินค้าราคาต่ำกว่าต้นทุน แต่การเก็บภาษีตามกฎ de minimis นี้ ใช้กับทุกประเทศ (apply to all)

 

นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก็ไม่ขัดหลักการ MFN (Most Favored Nation) ขององค์กรการค้าโลก (WTO) ที่ว่าด้วยการไม่เลือกปฏิบัติเช่นกัน เนื่องจาก ไทยจะเก็บภาษีแบบเท่าเทียม ไม่ว่าจะนำเข้าจากส่วนใดในโลก ก็จะเจอกฎแบบเดียวกันหมด

 

เชื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันอย่างเป็นธรรมมากขึ้น

 

ณัฐพร กล่าวว่า อย่างน้อยๆ มาตรการนี้ก็เป็นความพยายามที่จะทำให้การแข่งขันอยู่บนสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกัน (Level of Playing Field) หรือมีการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการไทยหายใจคล่องขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ณัฐพร มองว่าต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการไทยจะไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่สินค้าที่ผู้ประกอบการไทยแข่งด้วยจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น

 

สำหรับผลต่อการจ้างงาน ณัฐพรกล่าวว่า ไกลเกินไปที่จะประเมินได้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีหลายปัจจัย (Factor) ให้ต้องพิจารณา ทั้งราคา และการแข่งขัน ซึ่งหากสินค้านำเข้าบางรายการยังมีราคาถูกอยู่ แม้จะมีการส่งผ่านภาระภาษีไปยังผู้บริโภคแล้ว ก็จะไม่ได้ช่วยภาคการผลิตมากนัก อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน ก็ช่วยให้ผู้ประกอบการไทย ยังพอหายใจหายคอคล่องขึ้น

 

Shopee พร้อมหนุนกรมศุลกากร เผยผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นคนไทย!

 

Shopee ประเทศไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จะมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็กของไทยอย่างต่อเนื่อง โดยสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ช่วยเสริมศักยภาพให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง (MSMEs) ในประเทศให้สามารถเติบโตบนโลกออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากผู้ขายส่วนใหญ่บนแพลตฟอร์มของ Shopee เป็นผู้ประกอบการไทยในกลุ่ม MSMEs

 

Shopee กล่าวย้ำอีกว่า จะสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในประเทศ รวมถึงการดำเนินมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันระหว่าง Shopee และภาครัฐในการส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านความร่วมมือและการดำเนินงานที่สอดคล้องกับกฎระเบียบ
Shopee ยังคงให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกรมศุลกากร เพื่อให้การดำเนินมาตรการดังกล่าวบนแพลตฟอร์มเป็นไปอย่างราบรื่นและทันเวลา

 

“เรามองว่านโยบายนี้เป็น ‘โอกาส’ ให้ผู้ขายไทยมีความสามารถแข่งขันเพิ่มขึ้น และเรากำลังขยายโครงการพัฒนาผู้ขาย (Seller Development Programs) เพื่อช่วยผู้ผลิตและผู้ประกอบการท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน” Shopee ระบุ

 

Shopee กล่าวอีกว่า โดยที่ผ่านมาเราสนับสนุน SMEs ไทยผ่านโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่

 

  • โปรแกรมอัปสกิลผู้ขายไทย (เวิร์กช็อปและคอร์สออนไลน์ด้านการตั้งราคา ภาษี / นโยบาย / การตลาดเนื้อหา)
  • การผลักดันแคมเปญสินค้าไทย โดยร่วมกับหน่วยงานรัฐต่างๆ ตลอดทั้งปี เพื่อเพิ่มการมองเห็นสินค้าไทยบนแพลตฟอร์ม
  • การยกระดับความเชื่อมั่นสินค้าไทย โดยร่วมมือกับหน่วยงาน เช่น สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในการกำกับคุณภาพ มาตรฐาน และพัฒนาระบบตรวจจับสินค้าละเมิด
  • โอกาสส่งออกผ่านโปรแกรม Shopee Global Sales (ชื่อเดิม Shopee International Platform) ซึ่งช่วยให้ร้านค้าในไทยสามารถส่งออกสินค้าไปยังลูกค้าต่างประเทศได้สะดวกขึ้น โดย Shopee ช่วยสร้างและดูแลร้านค้า บริหารจัดการคำสั่งซื้อ การจัดส่งสินค้า รวมถึงสนับสนุน การใช้เครื่องมือ และฟีเจอร์การตลาด บนแพลตฟอร์มช้อปปี้ในต่างประเทศ เพื่อขยายตลาดให้ผู้ประกอบการไทย

The post ไทยจ่อเก็บ ‘ภาษีสินค้านำเข้า’ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ 1 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค. 2569 ‘นักช้อป-ผู้ประกอบการ’ กระทบแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจคลังสินค้าปี 2025 คาดโต 10.2% จาก Supply Chain Shift และ China Influx แต่เผชิญศึกหนักจาก ‘ภาษีสหรัฐฯ’ ต่อสินค้าสวมสิทธิ์ https://thestandard.co/market-focus-warehouse-2025/ Tue, 11 Nov 2025 02:57:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1141884 ธุรกิจคลังสินค้าปี 2025 คาดโต **10.2%** จาก **Supply Chain Shift** และ **China Influx** แต่เผชิญศึกหนักจาก **‘ภาษีสหรัฐฯ’** ต่อสินค้าสวมสิทธิ์

ปริมาณพื้นที่คลังสินค้าที่มีสัญญาเช่ามีแนวโน้มเติบโตต่อ […]

The post ธุรกิจคลังสินค้าปี 2025 คาดโต 10.2% จาก Supply Chain Shift และ China Influx แต่เผชิญศึกหนักจาก ‘ภาษีสหรัฐฯ’ ต่อสินค้าสวมสิทธิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจคลังสินค้าปี 2025 คาดโต **10.2%** จาก **Supply Chain Shift** และ **China Influx** แต่เผชิญศึกหนักจาก **‘ภาษีสหรัฐฯ’** ต่อสินค้าสวมสิทธิ์

ปริมาณพื้นที่คลังสินค้าที่มีสัญญาเช่ามีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง 10.2%YOY มาอยู่ที่ราว 5.03 ล้านตารางเมตรในปี 2025 และคาดว่าจะเติบโตในอัตราชะลอตัวลงที่ 4.7%YOY ในปี 2026 มาอยู่ที่ราว 5.26 ล้านตารางเมตร

 

โดยความต้องการใช้งานพื้นที่คลังสินค้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก

 

1. การเริ่มเดินสายการผลิตของโรงงานที่กระจายฐานการผลิตมาไทยในช่วงปี 2022-2024 ทำให้เกิดความต้องการพื้นที่จัดเก็บวัตถุดิบ ชิ้นส่วนประกอบ และสินค้าสำเร็จรูป

2. การนำเข้าและส่งออกของไทยในปี 2025 ที่คาดว่าเติบโต 5.5%YOY และ 5.3%YOY ตามลำดับ แต่มีแนวโน้มหดตัวลงในปี 2026 จากผลของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกชัดเจนขึ้น

อย่างไรก็ดี การเร่งระบายสินค้าส่วนเกินของผู้ผลิตในจีนมาไทย (China Influx) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยหนุนต่อความต้องการพื้นที่คลังสินค้าให้ยังคงขยายตัวได้

3. ตลาด E-commerce ที่ยังมีทิศทางเติบโตต่อเนื่องตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่คุ้นชินกับการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และการแข่งขันกับช่องทางออฟไลน์ด้วยการส่งสินค้าที่รวดเร็วขึ้น

 

อีกทั้ง นโยบายคนละครึ่งพลัสของภาครัฐที่มีกำหนดเริ่มใช้ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภาคเอกชนในช่วงปลายปี 2025 ในขณะที่ปริมาณพื้นที่คลังสินค้าตามแผนของผู้ให้บริการรายเดิมและการเข้าสู่ตลาดของผู้ให้บริการรายใหม่ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 9.9%YOY อยู่ที่ 6.22 ล้านตารางเมตร ในปี 2025 และขยายตัวที่ 5.3%YOY มาอยู่ที่ 6.55 ล้านตารางเมตรในปี 2026 เพื่อรองรับแนวโน้มความต้องการพื้นที่คลังสินค้าที่ยังมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่องในระยะข้างหน้า

 

โดยส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาคลังสินค้าแบบ Built-to-Suit (รูปแบบคลังสินค้าที่ออกแบบและก่อสร้างตามความต้องการเฉพาะของผู้เช่าแต่ละราย) ซึ่งทำสัญญาเช่าระยะยาวล่วงหน้าก่อนเริ่มการก่อสร้าง จึงทำให้อัตราการปล่อยเช่าพื้นที่คลังสินค้าใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าอยู่ที่ 80.9% ในปี 2025 และ 80.4% ในปี 2026

 

อย่างไรก็ดี ธุรกิจคลังสินค้ายังต้องเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าที่มีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ สูง เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงสินค้าที่ถูกพิจารณาเป็นสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) ที่ส่งผ่านมายังไทยเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ และความผันผวนของเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก ซึ่งอาจทำให้ปริมาณการผลิตและการส่งออกของไทยลดลง และส่งผลให้ความต้องการใช้พื้นที่คลังสินค้าทั้งการจัดเก็บวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปปรับตัวลดลงตามไปด้วย รวมถึงต้นทุนการพัฒนาคลังสินค้าที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากราคาที่ดินและค่าก่อสร้างที่สูงขึ้น รวมถึงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ทำให้ผู้พัฒนาคลังสินค้าต้องยกระดับการก่อสร้างและระบบบริหารจัดการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

 

นอกจากนี้ การแข่งขันในธุรกิจคลังสินค้ายังมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น จากการขยายพื้นที่คลังสินค้าของผู้ให้บริการรายเดิม และการเข้าสู่ตลาดของผู้เล่นรายใหม่ ทำให้นอกจากทำเลที่ตั้งของคลังสินค้าที่ตรงกับความต้องการของตลาดแล้ว การสร้างความแตกต่างผ่านการนำเสนอบริการที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มจะสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ อาทิ
1. การให้บริการเสริมที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ความต้องการ ซึ่งผู้เช่าสามารถเลือกใช้บริการที่มีอยู่หลากหลายได้ตามต้องการ เช่น การตรวจสอบคุณภาพสินค้า และการตรวจสอบสต็อกสินค้าแบบเรียลไทม์
2. การลงทุนในเทคโนโลยีและการให้บริการระบบอัตโนมัติที่ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการดำเนินงานให้แก่ผู้เช่าได้
3. การเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ และคลังสินค้าสำหรับสินค้าอันตราย รวมถึงศูนย์กระจายสินค้าขนาดเล็กในเมือง (Micro-Fulfillment) สำหรับการจัดส่งด่วนที่มาพร้อมกับการบริการขนส่งสินค้าผ่านความร่วมมือกับผู้ให้บริการขนส่งที่มีความเชี่ยวชาญ

 

นอกจากนี้ การนำแนวทางพัฒนาคลังสินค้าสีเขียว (Green warehouse) ที่เน้นใช้พลังงานสะอาดและดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้ จะเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และสามารถดึงดูดผู้เช่าคลังสินค้าที่มีนโยบายด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน อีกทั้ง ยังเป็นโอกาสในการเติบโตได้ในระยะยาว

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/Warehouse-industry-101125?utm_source=Influencer&utm_medium=Influencer

The post ธุรกิจคลังสินค้าปี 2025 คาดโต 10.2% จาก Supply Chain Shift และ China Influx แต่เผชิญศึกหนักจาก ‘ภาษีสหรัฐฯ’ ต่อสินค้าสวมสิทธิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการ มธ. ชี้กรมศุลกากรเก็บภาษีนำเข้าสินค้าแพลตฟอร์ม E-commerce ทุกชิ้น เป็นมาตรการที่ดี คืนความเป็นธรรมให้ SME ไทย https://thestandard.co/e-commerce-tax-boosts-sme-fairness/ Sun, 09 Nov 2025 09:44:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1141266 นักวิชาการ มธ. ชี้ **กรมศุลกากร**เก็บภาษีนำเข้าสินค้าแพลตฟอร์ม **E-commerce** ทุกชิ้น เป็นมาตรการที่ดี คืนความเป็นธรรมให้ **SME** ไทย

วันนี้ (9 พฤศจิกายน) ผศ. ดร. เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจ […]

The post นักวิชาการ มธ. ชี้กรมศุลกากรเก็บภาษีนำเข้าสินค้าแพลตฟอร์ม E-commerce ทุกชิ้น เป็นมาตรการที่ดี คืนความเป็นธรรมให้ SME ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการ มธ. ชี้ **กรมศุลกากร**เก็บภาษีนำเข้าสินค้าแพลตฟอร์ม **E-commerce** ทุกชิ้น เป็นมาตรการที่ดี คืนความเป็นธรรมให้ **SME** ไทย

วันนี้ (9 พฤศจิกายน) ผศ. ดร. เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยถึงกรณีที่กรมศุลกากรเตรียมจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม E-commerce ทุกชิ้น ตั้งแต่บาทแรก โดยจะเริ่มในวันที่ 1 มกราคม 2569

 

ผศ. ดร. เกียรติอนันต์ระบุว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ยกเว้นการเก็บอากรนำเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ในประเทศ ออกมาเรียกร้องเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม ฉะนั้นมาตรการใหม่นี้จึงถือเป็นทิศทางที่ดีอย่างมาก และน่าชื่นชม

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการทางภาษีถือเป็นกลไกหนึ่งในการจัดการปัญหาเท่านั้น แต่ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะสามารถแก้ไขได้ในทุกๆ ปัญหา เพราะหัวใจหลักของการที่ผู้บริโภคยังสนใจสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างชาติเป็นเพราะแรงจูงใจด้านราคา ความคุ้มค่า และคุณภาพมาตรฐานสินค้าเป็นที่ยอมรับได้ ดังนั้น การกีดกันสินค้าต่างชาติโดยการเพิ่มการจัดเก็บภาษีจึงยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ดำเนินการ

 

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวอาจทำให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม E-commerce ของไทยที่เปิดหน้าร้านออนไลน์ หรือเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้รับผลกระทบ ฉะนั้นเพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ภาครัฐจึงควรออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือและหนุนเสริมให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ให้สามารถผลิตสินค้าโดยใช้วัตถุดิบในประเทศไทย และสร้างแบรนด์เป็นของตนเองได้ เพราะในอนาคตหากมาตรการจัดเก็บภาษีมีผลบังคับใช้ เจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติจะผลักภาระภาษีเหล่านี้ให้ผู้ประกอบการ SME อย่างแน่นอน

 

“หากภาครัฐต้องการแก้ไปยังรากเหง้าของปัญหา จะต้องหาแนวทางที่จะทำให้คนไทยสั่งซื้อสินค้าไทย โดยการยกระดับคุณภาพสินค้าของไทยด้วยการควบคุมมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวด และลดการเอาเปรียบผู้บริโภค ผนวกกับการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ เมื่อมีแรงจูงใจด้านราคา สินค้ามีคุณภาพและมีความคุ้มค่า จึงจะเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และไทยอาจไม่จำเป็นต้องมาพูดเรื่องการขึ้นภาษีต่างชาติกันอีก” ผศ. ดร. เกียรติอนันต์กล่าว

 

นักวิชาการธรรมศาสตร์กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่น่ากังวลและพึงระวังสำหรับกรณีการลักลอบนำเข้าสินค้าปริมาณจำนวนมาก และมีกลวิธีต่างๆ ที่ทำให้หน่วยงานของรัฐตรวจจับไม่ได้ แล้วนำมาจัดเก็บไว้ในโกดังประเทศไทย ซึ่งจะกลายเป็นว่าต้นทางสินค้าเหล่านี้แทนที่จะอยู่นอกประเทศกลับมาอยู่ในไทยเสียเอง ดังนั้น กรมศุลกากรควรมีมาตรการในการจัดการปัญหาในส่วนนี้ด้วย

 

นอกจากการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างชาติแล้ว ทางกรมศุลกากรกำลังจะเร่งเดินหน้านโยบาย Customs Quick Big Win ในด้านอื่นๆ เพื่อมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมภายในระยะเวลา 4 เดือน โดยจะมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และยึดหลักการว่าต้องไม่สร้างกติกาที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเร่งรัดการพิจารณาอุทธรณ์ที่มีกว่า 1,000 เรื่อง โดยเพิ่มความถี่ในการประชุมคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็ว ส่วนตัวเห็นว่าอุปสรรคทางศุลกากรต่างๆ ที่ทำให้เกิดความล่าช้า และส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการการค้าระหว่างประเทศ คือการใช้ดุลยพินิจ

 

“แม้จะมีการจัดประชุมอย่างน้อย 2 ครั้งต่อเดือน บางทีก็อาจจะไม่พอ เพราะบางเรื่องต้องมีการใช้ดุลยพินิจ การประชุมก็อาจจะไม่จบและส่งผลกระทบต่อการค้าอยู่ดี การจะลดการใช้ดุลยพินิจของบุคคลเพื่อทำให้เกิดความรวดเร็วขึ้น ควรจะนำเทคโนโลยีดิจิตอลมาปรับใช้ในกระบวนการพิจารณา เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ทั้งยังจะช่วยให้เกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการด้วย เพราะหากมีการใช้ดุลยพินิจโดยคน ต่อให้จะมีการพิจารณาอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และถูกต้อง แต่ก็จะมีคนไม่พอใจอยู่ดี หากแก้เรื่องนี้ได้จึงจะถือว่าเป็น Customs Quick Big Win ของจริง” ผศ. ดร. เกียรติอนันต์ กล่าว

The post นักวิชาการ มธ. ชี้กรมศุลกากรเก็บภาษีนำเข้าสินค้าแพลตฟอร์ม E-commerce ทุกชิ้น เป็นมาตรการที่ดี คืนความเป็นธรรมให้ SME ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนาคตประเทศไทยท่ามกลางพายุ AI ซิกเว่ เบรกเก้ ชวนมองวิธีเป็นผู้นำดิจิทัลในอาเซียน https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-22/ Fri, 07 Nov 2025 09:20:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1140748 อนาคตประเทศไทยท่ามกลางพายุ AI ซิกเว เบรเก ชวนมองวิธีเป็นผู้นำดิจิทัลในอาเซียน

ซิกเว่ เบรกเก้ (Sigve Brekke) ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บ […]

The post อนาคตประเทศไทยท่ามกลางพายุ AI ซิกเว่ เบรกเก้ ชวนมองวิธีเป็นผู้นำดิจิทัลในอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนาคตประเทศไทยท่ามกลางพายุ AI ซิกเว เบรเก ชวนมองวิธีเป็นผู้นำดิจิทัลในอาเซียน

ซิกเว่ เบรกเก้ (Sigve Brekke) ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มองยุทธศาสตร์ยกระดับไทยสู่การเป็นผู้นำดิจิทัลแห่งอาเซียน ท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ บนเวที Thailand’s Digital Surge: The Blueprint for Seizing ASEAN’s Digital Crown เปิดยุทธศาสตร์ไทย ปักธงผู้นำดิจิทัลของอาเซียน ใน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2568 

 

เบรกเก้เปิดประเด็นให้เห็นว่า ขณะนี้โลกกำลังเห็นปรากฏการณ์ ‘พายุดิจิทัล’ (Digital Strom) ซึ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นผลกระทบของการใช้ AI ทั้งหมด โดยหลังจากนี้ โลกควรคิดถึงอิทธิพลของเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลให้มากขึ้นมาก เพราะ AI จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น วิธีการผลิตสินค้า ซื้อ หรือบริการ

 

สำหรับคำตอบที่ว่า ไทยพร้อมกับการรับมือพายุแห่งดิจิทัลขนาดไหน เบรกเก้ฉายภาพให้เห็นสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย 3 ข้อ ดังต่อไปนี้

 

  • การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน อ้างอิงข้อมูลจาก IMD ไทยมีความเร็วอินเทอร์เน็ตอันดับ 8 ของโลก และมีผู้บริโภคชาวไทยราว 94% ที่ใช้สัญญาณเน็ต 5G ขณะที่อีก 99% ใช้สัญญาณเน็ต 4G ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานดี หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ไทยกำลังจะแซงหน้ามาเลเซียเรื่องการพัฒนา Data Center นั่นหมายความว่า โอกาสด้านการเงินจะเข้ามาในประเทศ

 

  • การพัฒนา E-Commerce ประเทศไทยมีอัตราเติบโตกับธุรกิจ E-Commerce ราว 19% นับเป็นตัวเลขที่มากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน 2 เท่า ยกเว้นสิงคโปร์และอินโดนีเซีย

 

  • การปรับใช้ AI ในชีวิตประจำวัน (AI Adaptation) เบรกเก้ระบุว่า สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจ คือ คนไทยนำ AI มาใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิด ซึ่งผลสำรวจเผยว่า มีประชากร 75% จาก 70 ล้านคน เคยใช้ AI โดยหนึ่งในนั้นคือชาวนาในต่างจังหวัดหรือชนบท

 

เหล่านี้จึงมีความหมายว่า สกิลการใช้ AI ของคนไทยเติบโตขึ้นถึง 4 เท่า นับว่ามากที่สุดในเอเชีย และรวดเร็วกว่าภูมิภาคอื่นๆ แต่ปัญหาสำคัญที่เขาอยากตั้งคำถาม คือ สังคมจะนำ AI ไปปรับใช้ในภาคธุรกิจได้อย่างไร เพราะในปัจจุบัน AI กำลังเข้ามามีบทบาทในภาคธุรกิจเกือบทุกภาคส่วน ขณะที่ประเทศไทยยังเผชิญความล้าหลังจากสภาวะดังกล่าวอยู่

 

ทั้งนี้ เบรกเก้มองต้นตอของปัญหาดังกล่าวถึง 3 สาเหตุ ได้แก่ นโยบายของรัฐที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา AI, คุณภาพและการพัฒนาคน และการขาดแคลนศูนย์วิจัยหรือพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ

 

ประธานผู้บริหารกลุ่ม ทรู คอร์ปอเรชั่น มองว่า การแก้ไขปัญหาต้องเริ่มที่นโยบายของรัฐต้องล้อไปกับต้นตอ โดยสรุปได้ 5 ประเด็นดังต่อไปนี้

 

1. รัฐต้องรับผิดชอบ ทำให้ประชาชนเข้าถึง AI อย่างเท่าเทียม เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างพลเมือง

 

2. รัฐทำให้ AI มีจริยธรรม หรือไม่ทำลายชีวิตคน เช่น ทำให้ประชาชนได้รับการปกป้องข้อมูลจากการหลอกลวงทางออนไลน์

 

3. รัฐสร้างโอกาสสำหรับผู้ประกอบการ ทำอย่างไรให้การลงทุนง่าย และดึงดูดทั้งคนไทยกับคนต่างชาติ ซึ่งจากข้อมูลพบว่า คนไทย 75% เคยใช้ AI แต่ทำอย่างไรให้พลเมืองสามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางการทำงาน

 

4. สร้างแนวคิดว่า AI ต้องทำงานร่วมกับคนได้ เช่น เป็นผู้ช่วย ขณะที่ก็ต้องพัฒนาโมเดล AI ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย เช่น เข้าใจภาษา บริบท หรือสังคมไทย

 

5. รัฐต้องร่วมมือกับภาคธุรกิจ เช่น ช่วยผู้เล่นหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยี ในตลาดมาพูดคุยวิธีการทำงานร่วมกัน

 

“หากคุณสามารถจัดการกับ 3 ประเด็นดังกล่าว ด้วยคำแนะนำบางส่วน ผมคิดว่าเรามีโอกาส เพราะไทยมีพื้นฐานที่ดี มีแพลตฟอร์ม และมีประชากรที่มั่นคง หากแต่เราจำเป็นต้องเพิ่มบางสิ่งเข้าไปอีก” เบรกเก้ทิ้งท้าย

 

The post อนาคตประเทศไทยท่ามกลางพายุ AI ซิกเว่ เบรกเก้ ชวนมองวิธีเป็นผู้นำดิจิทัลในอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
UPS เผยปลดพนักงาน 48,000 ตำแหน่งในปีเดียว สูงกว่าแผนที่ประกาศไว้ เพื่อสู้ศึกการแข่งขันจาก FedEx และ Amazon https://thestandard.co/ups-job-cuts-fight-amazon-fedex/ Sat, 01 Nov 2025 02:59:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1138581 UPS เผยปลดพนักงาน 48,000 ตำแหน่งในปีเดียว สูงกว่าแผนที่ประกาศไว้ เพื่อสู้ศึกการแข่งขันจาก FedEx และ Amazon

United Parcel Service (UPS) เปิดเผยเมื่อวันอังคาร (28 ต […]

The post UPS เผยปลดพนักงาน 48,000 ตำแหน่งในปีเดียว สูงกว่าแผนที่ประกาศไว้ เพื่อสู้ศึกการแข่งขันจาก FedEx และ Amazon appeared first on THE STANDARD.

]]>
UPS เผยปลดพนักงาน 48,000 ตำแหน่งในปีเดียว สูงกว่าแผนที่ประกาศไว้ เพื่อสู้ศึกการแข่งขันจาก FedEx และ Amazon

United Parcel Service (UPS) เปิดเผยเมื่อวันอังคาร (28 ต.ค.) ที่ผ่านมาว่า บริษัทได้ปรับลดตำแหน่งงานครั้งใหญ่ถึง 48,000 ตำแหน่งในปีนี้ ซึ่งถือเป็นการปรับลดพนักงานในหนึ่งปีที่มากที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่เกิดการระบาดใหญ่

 

การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ยักษ์ใหญ่ด้านการขนส่งรายนี้กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อควบคุมต้นทุนและฟื้นฟูราคาหุ้นที่ตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง

 

ในการรายงานผลประกอบการไตรมาสที่สามซึ่งออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ UPS ระบุว่าการปรับลดพนักงานครั้งนี้แบ่งออกเป็นตำแหน่งระดับบริหาร 14,000 อัตรา และตำแหน่งในฝ่ายปฏิบัติการอีก 34,000 อัตรา โดยเป็นการผสมผสานกันระหว่างการเลิกจ้างและการเสนอโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด

 

ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่บริษัทเคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้อย่างมาก โดยในเดือนมกราคม 2024 บริษัทมีแผนจะลดตำแหน่งผู้บริหาร 12,000 ตำแหน่ง และในเดือนเมษายนก็ประกาศว่าจะลดตำแหน่งฝ่ายปฏิบัติการอีก 20,000 ตำแหน่ง ซึ่งการเปิดเผยครั้งล่าสุดนี้ยืนยันว่าบริษัทได้ปรับลดพนักงานเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งสองส่วน

 

แครอล โทเม (Carol Tomé) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่าการปรับลดพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท “เรายังคงค้นพบโอกาสใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เราลดต้นทุนลงได้” เธอกล่าว และเสริมว่า “เราอยู่ในจุดที่พร้อมจะบริหารจัดการช่วงพีค (ฤดูวันหยุด) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในประวัติศาสตร์ของเรา”

 

โทเม ซึ่งเป็นผู้บริหารหญิงคนแรกและเป็นคนนอกคนแรกที่ได้ก้าวขึ้นมานำองค์กรที่มีอายุกว่า 117 ปีแห่งนี้ กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากกลุ่มนักลงทุนและพนักงานเกษียณอายุ เพื่อให้พลิกฟื้นราคาหุ้นที่ร่วงลงไปกว่า 25% นับตั้งแต่ต้นปี 2023 ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่งอย่าง FedEx และธุรกิจโลจิสติกส์ของ Amazon

 

ผลจากการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่นี้ UPS เปิดเผยว่าสามารถประหยัดต้นทุนไปได้แล้วประมาณ 2.2 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.1 พันล้านบาท) ในปีนี้ โดยเป็นผลมาจากการนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้มากขึ้น, การปิดอาคารและศูนย์ปฏิบัติการต่างๆ รวมถึงการลดการจ้างพนักงานตามฤดูกาลสำหรับช่วงวันหยุดที่กำลังจะมาถึง

 

ไบรอัน ไดกส์ (Brian Dykes) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน กล่าวว่าบริษัทจะใช้ “เครื่องบินเช่าน้อยลง, ยานพาหนะเช่าน้อยลง และพนักงานตามฤดูกาลน้อยลง” ซึ่งจะช่วยให้สามารถบริหารเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจนถึงขณะนี้ UPS ได้ปิดอาคารไปแล้วถึง 93 แห่ง และคาดว่าจะมีการปิดเพิ่มเติมอีกก่อนสิ้นปีนี้

 

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการ ‘ปรับโครงสร้าง’ ครั้งนี้ คือการลดการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่อย่าง Amazon ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรกันมาเกือบ 30 ปี โดย UPS ได้ตัดสินใจที่จะลดปริมาณพัสดุจาก Amazon ลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรต่ำ โดยในไตรมาสที่สาม ปริมาณพัสดุจาก Amazon ได้ลดลงไปแล้วถึง 21.2%

 

แม้ว่าการปรับลดพนักงานครั้งใหญ่จะสร้างความตึงเครียดกับสหภาพแรงงาน Teamsters ซึ่งเป็นตัวแทนของพนักงาน UPS กว่า 340,000 คน แต่โทเมก็ยืนยันว่าบริษัทยังคง “ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาจ้างงาน” ทุกประการ

 

ถึงแม้ว่ากำไรและรายได้ในไตรมาสที่สามจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีรายได้รวม 2.14 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.92 แสนล้านบาท) และมีกำไร 1.31 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.23 หมื่นล้านบาท) แต่ตัวเลขดังกล่าวก็ยังคงสูงกว่าที่ Wall Street คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทดีดตัวขึ้นเกือบ 9% ในการซื้อขายเมื่อวันอังคาร

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.30 บาท ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568

 

ภาพ : Ceri Breeze / Shutterstock

อ้างอิง:

The post UPS เผยปลดพนักงาน 48,000 ตำแหน่งในปีเดียว สูงกว่าแผนที่ประกาศไว้ เพื่อสู้ศึกการแข่งขันจาก FedEx และ Amazon appeared first on THE STANDARD.

]]>