dtac Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/dtac/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 17 Jul 2026 10:54:54 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ย้อนมติสำคัญ ประธาน กสทช. ก่อนถูกชี้ขาด ปมลักษณะต้องห้าม https://thestandard.co/nbtc-chairman-soran-disqualified-resolutions/ Fri, 17 Jul 2026 10:54:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1232020 ภาพ ศ.คลินิก นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.

คำถามสำคัญที่ตามมาหลังคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมต […]

The post ย้อนมติสำคัญ ประธาน กสทช. ก่อนถูกชี้ขาด ปมลักษณะต้องห้าม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศ.คลินิก นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.

คำถามสำคัญที่ตามมาหลังคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติชี้ขาดว่า ศาสตราจารย์คลินิค นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มี ‘ลักษณะต้องห้าม’ และตามกฎหมายให้ถือว่าสละสิทธิในการดำรงตำแหน่ง คือการลงมติต่างๆ ที่เคยดำเนินการไปเมื่อครั้งเป็นประธาน กสทช. จะมีผลอยู่หรือไม่

 

นพ. สรณได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. ในช่วงกลางปี 2565 และได้มีส่วนร่วมในการลงมติครั้งสำคัญๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในฐานะผู้บริโภคหลายครั้ง

 

มีการวิเคราะห์ว่า “ตามมาตรา 19 ของ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ให้หลักไว้ว่า ถ้าปรากฎภายหลังว่า เจ้าหน้าที่หรือกรรมการในคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม หรือการแต่งตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นเหตุให้ผู้นั้นต้องพ้นจากตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งเช่นว่านี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่”

 

กล่าวคือแม้บุคคลนั้นจะมีลักษณะต้องห้ามจนพ้นจากตำแหน่ง แต่ก็จะไม่กระทบกับการลงมติหรือปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ที่เคยกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ แต่ถึงอย่างนั้นเอง ยังคงมีความซับซ้อนทางกฎหมายอยู่ว่า มติของกรรมการสรรหาฯ จะส่งผลอย่างไรต่อตำแหน่งประธาน กสทช.

 

ภาพ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

 

ภาพ ศ.คลินิก นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. 1

The post ย้อนมติสำคัญ ประธาน กสทช. ก่อนถูกชี้ขาด ปมลักษณะต้องห้าม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถึงเวลาเทเลนอร์แยกจาก ‘ทรู’ แล้วแบรนด์ ‘ดีแทค’ จะยังอยู่หรือไม่ คุยกับ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ บนอนาคตเทเลคอมไทย https://thestandard.co/telenor-true-dtac-future-telecom/ Tue, 27 Jan 2026 02:44:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1169876 ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต

22 มกราคม 2569 ตลาดโทรคมนาคมไทยสั่นสะเทือนอีกครั้ง จากก […]

The post ถึงเวลาเทเลนอร์แยกจาก ‘ทรู’ แล้วแบรนด์ ‘ดีแทค’ จะยังอยู่หรือไม่ คุยกับ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ บนอนาคตเทเลคอมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต

22 มกราคม 2569 ตลาดโทรคมนาคมไทยสั่นสะเทือนอีกครั้ง จากการประกาศดีลแสนล้านที่ส่อแววปิดตำนาน 25 ปีของกลุ่มทุนนอร์เวย์ในไทยอย่าง ‘เทเลนอร์’ (Telenor) หลังตัดสินใจลงนามขายหุ้นในบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ในสัดส่วน 24.95% ให้กับ บริษัท อะไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด (Arise) ซึ่งถือหุ้นโดย ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการของ TRUE นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงว่าเทเลนอร์จะขายหุ้นส่วนที่เหลืออีก 5.35% ภายในระยะเวลา 2 ปีถัดจากนี้

 

หากการขายหุ้นลุล่วงตามสัญญา มูลค่าดีลครั้งนี้จะสูงถึงราว 1.23 แสนล้านบาท แต่การเปลี่ยนแปลงมักจะนำมาสู่คำถามและความไม่มั่นใจในหลายๆ เรื่อง จนส่งผลให้ราคาหุ้น TRUE ร่วงลงแรงถึง 15%

 

เพียง 1 วันหลังจากข่าวดังกล่าว THE STANDARD WEALTH มีโอกาสสัมภาษณ์เจาะลึกกับ ซิกเว่ เบรกเก้ (Sigve Brekke) ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะกรรมการบริหารด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นครั้งนี้

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต 1

 

ยืนยันบริหาร TRUE ต่อ พร้อมเดินหน้ายุทธศาสตร์เดิม

 

ประเด็นแรกที่ซิกเว่เน้นย้ำคือ ความเชื่อมั่นในทีมบริหาร เขาประกาศชัดเจนว่า “ผมจะอยู่ต่อแน่นอน” รวมถึงทีมบริหารเดิมจากเทเลนอร์ก็จะยังคงทำงานต่อไปอย่างไร้รอยต่อ ซิกเว่มองว่าดีลนี้เป็นเพียงการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศทางธุรกิจที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ก่อนควบรวมกิจการ

 

ยุทธศาสตร์ของ TRUE จะยังคงมุ่งเน้นที่ 3 เสาหลักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ส่วนแรกคือ วินัยทางการเงินที่เข้มงวด โดยยืนยันการมุ่งเน้นที่กำไร และการลดภาระหนี้ อย่างต่อเนื่อง

 

ส่วนที่สองคือ นโยบายเงินปันผลแบบก้าวหน้า TRUE จะยังคงรักษาคำสัญญาในการจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นตามผลประกอบการ

 

ส่วนที่สามคือ การเติบโตของรายได้ที่เน้นคุณภาพ มุ่งเน้นการสร้างรายได้จากฐานลูกค้าเดิมผ่านบริการที่หลากหลายมากขึ้น แทนการทำสงครามราคากับคู่แข่ง

 

อนาคตของ ‘Dtac’ ในยุคผลัดใบ

 

เมื่อถามถึงแบรนด์ ‘Dtac’ ที่ผูกพันกับคนไทยมานาน ซิกเว่กล่าวว่า “เรากำลังทำงานอย่างหนักในเรื่องนี้ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย”

 

ปัจจุบันได้ครบกำหนดระยะเวลา 3 ปี ในการรักษาแบรนด์ ‘True’ และ ‘Dtac’ ไว้ตามข้อตกลงจากการควบรวมกิจการก่อนหน้านี้

 

เมื่อถามถึงระหว่างลูกค้า Dtac และ True ณ ปัจจุบัน ซิกเว่บอกว่า “ปัจจุบันไม่มีความแตกต่างกัน เพราะลูกค้า Dtac และ True ได้รับบริการบนมาตรฐานเดียวกัน แต่สิ่งที่เราพยายามทำตอนนี้เมื่อมองไปที่แบรนด์ในอนาคต คือการที่เราเรียกตัวเองว่าเป็น Telco-Tech เราจึงต้องการแบรนด์ที่แตกต่างจากสิ่งที่ Dtac หรือ True เคยเป็นในอดีต”

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต 2

 

ซิกเว่ ย้ำว่า Dtac มีความแข็งแกร่งมากในกลุ่มนักท่องเที่ยวและกลุ่มแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย และมีลูกค้าที่จงรักภักดีมาก ดังนั้นเมื่อสร้างแบรนด์ในอนาคต ต้องดูว่าจะดูแลลูกค้าเหล่านี้ทั้งหมดได้อย่างไร เพราะ “สำหรับเรานี่เป็นเรื่องของมูลค่าที่เรามอบให้ลูกค้า ไม่ใช่แค่ชื่อแบรนด์”

 

เมื่อคู่แข่งไม่ใช่แค่ AIS แต่คือ ‘Big Tech’ ระดับโลก

 

แนวโน้มอุตสาหกรรมหลังจากนี้จะเปลี่ยนจากการแย่งชิงฐานลูกค้าไปสู่การแข่งขันด้าน Digital Ecosystem ซิกเว่ยืนยันว่า AIS ไม่ใช่คู่แข่งเพียงรายเดียวอีกต่อไป แต่มองว่าบริษัทกำลังแข่งกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในการครองใจและเวลาของลูกค้า

ข้อมูล ณ ไตรมาสที่ 3 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2568 ของ AIS ที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ระบุถึง ตัวเลขผู้ใช้งานทั้งสิ้น 46.3 ล้านหมายเลข เพิ่มขึ้น 271,300 หมายเลข ขณะที่ตัวเลขผู้ใช้ 5G อยู่ที่ 15.8 ล้านหมายเลข โดยมีรายได้จากการให้บริการหลักทั้งสิ้น 43,591 ล้านบาท กำไรสุทธิ 12,039 ล้านบาท

 

ส่วน TRUE ข้อมูล ณ ไตรมาสที่ 3 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2568 รายงานผลกําไรสุทธิ จํานวน 1.6 พันล้านบาท เติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สามติดติอกัน ขณะที่มีรายได้รวม 47,230 ล้านบาท โดยมีใช้งานทั้งสิ้น 46.9 ล้านหมายเลข และผู้ใช้ 5G จำนวน 15.5 ล้านราย

 

ซิกเว่ชี้ให้เห็นว่า ขณะที่ GDP ของไทยเติบโตในระดับต่ำ แต่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยกลับเติบโตเร็วกว่านั้นถึง 2 เท่า โดยคาดว่าจะขยายตัวถึง 4.2% ในปี 2026 นี่คือเหตุผลที่ TRUE ต้องรีบทรานส์ฟอร์มตัวเอง

 

อุตสาหกรรมโทรคมนาคมกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่เขาเรียกว่า “More for More การเพิ่มราคาเฉยๆ โดยที่บริการเหมือนเดิมนั้นไม่ควรทำ แต่ถ้าคุณมอบคุณค่าหรือบริการเสริมที่มากกว่าให้ลูกค้า เขาก็มีศักยภาพที่จะจ่ายเพิ่มได้”

 

อย่างไรก็ตาม ซิกเว่มองว่า โครงสร้างราคาในไทยปัจจุบันถือว่า ‘ถูกมาก’ เมื่อเทียบกับคุณภาพโครงข่ายที่ติดอันดับโลก

 

“โครงข่ายในประเทศไทยดีกว่าประเทศอื่นมาก ดีกว่ามากจริงๆ ไม่ใช่แค่ในเอเชีย ลองไปดูที่อังกฤษ เยอรมนี หรือฝรั่งเศส ซึ่งก็ช่วยให้ 70% ของคนไทยเคยลองใช้ AI แล้ว ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นมากเช่นกัน ในขณะเดียวกัน ราคาในไทยก็ถูกกว่าประเทศอื่นมาก ดังนั้นในแง่หนึ่ง ลูกค้าไทยได้บริการที่มากกว่าในราคาที่ถูกกว่า”

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต 3

 

ดังนั้น โมเดลธุรกิจแบบเดิมคือทำทุกอย่างเองจะต้องเปลี่ยนไป ในอนาคตโมเดลจะเป็นการทำงานร่วมกับพันธมิตรอื่น TRUE จะเป็นบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น เช่นในอนาคต อยากให้ TRUE คิดแบบ Amazon หรือ Netflix ที่ไม่มีคอลเซ็นเตอร์หรือหน้าร้าน แต่ติดต่อผ่านดิจิทัลทั้งหมด

 

เมื่อถามว่าจำนวนสาขาของ True จะลดลงใช่หรือไม่ ซิกเว่ตอบว่า “ใช่ครับ คู่แข่งสำคัญของเราตอนนี้ไม่ใช่แค่ AIS แล้ว แต่คือ Netflix, Google, Shopee, Lazada การบริการลูกค้าของเราจึงต้องคล้ายกับสิ่งที่พวกเขาทำ เส้นทางดิจิทัลต้องราบรื่นแบบนั้น”

 

พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

 

มีสองสามอย่างที่ลูกค้าไทยต่างจากประเทศอื่น หนึ่งคือ ลูกค้าไทยมีความต้องการสูงกว่า (Demanding) และจะบอกทันทีถ้าพวกเขาไม่พอใจ อัตราการย้ายค่ายเกิดขึ้นเร็วมากถ้าบริการไม่ดีพอ

 

สองคือ ตลาดไทยมีความเป็นนวัตกรรมสูง ชอบอะไรใหม่ๆ โปรโมชันใหม่ๆ ตลอดเวลา และสามคือความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วมาก TRUE ต้องปรับตัวให้ไว นี่คือสิ่งที่ทำให้ตลาดไทยมีความเป็นเอกลักษณ์

 

อย่างไรก็ตาม ซิกเว่บอกว่า จะเห็น S-Curve ใหม่ในธุรกิจดิจิทัลอื่นๆ แทน เพราะในเทลโก้จะเป็นการเติบโตแบบเส้นตรง (Linear) มากกว่า ซึ่งมาจากการใช้งานดาต้าที่เพิ่มขึ้นและการที่ลูกค้าเต็มใจจ่ายสำหรับบริการดิจิทัลเสริมด้านบน

 

ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า การเปลี่ยนผ่านตัวเองไปสู่ Tech-Telco ตัว TRUE ต้องพยายามพัฒนาเพื่อรักษาลูกค้าเดิม ถัดมาคือการทำงานแบบพันธมิตร ในแบบ Win-Win ซึ่งต้องมีการแชร์ผลประโยชน์กันมากขึ้น และสามคือ การปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ให้ทัน เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก เช่น AI จึงไม่สามารถมีแผน 5 ปีหรือ 10 ปีนิ่งๆ ได้ แต่ต้องปรับแผนตลอดเวลา

 

อนาคตของ True ใต้ปีก Arise ผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ (หน้าเดิม)

 

นอกจากการยืนยันว่าจะยังคงบริหาร TRUE ต่อไป ซิกเว่เปิดเผยถึงบทบาทใหม่ในฐานะ Executive Chairman ของธุรกิจดิจิทัลและเทลโก้ใน อะไรซ์ (Arise) ซึ่งจะทำให้เขาดูแลทั้ง TRUE, True IDC (ดาต้าเซ็นเตอร์) และ TrueMoney ให้ทำงานสอดประสานกันมากขึ้น

 

“Arise จะมีหน่วยธุรกิจแยกจากกัน แต่จะมีการทำงานร่วมกัน แน่นอนว่า True สามารถทำงานร่วมกับ TrueMoney, ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึง 7-Eleven, Lotus’s และ Makro เรากำลังมองหาช่องทางที่ 1+1 มากกว่า 2 เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกหน่วยธุรกิจ”

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต 4

ศุภชัย เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ซึ่งให้ห้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีเชิงเปลี่ยนแปลง (Transformative Technologies) อาทิ ปัญญาประดิษฐ์, คลาวด์คอมพิวติ้ง และศูนย์ข้อมูล รวมถึงการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคมและฟินเทคในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ

 

แต่การทำงานในลักษณะนี้จะไม่ใช่การเข้าไปลงทุน เพราะมันคือเรื่องของการโฟกัส “ผมต้องการให้ True โฟกัสในสิ่งที่เรารู้ดีที่สุด นั่นคือธุรกิจมือถือ, อินเทอร์เน็ตบ้าน และธุรกิจทีวี ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นบริษัทแยกต่างหาก เงินดิจิทัลก็เป็นบริษัทแยกต่างหาก แต่เรายังสามารถสร้าง Synergy ระหว่างกันได้”

 

ในส่วนของศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็น Hub ของภูมิภาคเนื่องจากมาเลเซียเริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงาน ปัจจุบันมีการอนุมัติการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในไทยมูลค่ากว่า 3,100 ล้านดอลลาร์ โดยมี True IDC เป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญ

 

Virtual Banking ภายใต้ Arise และความร่วมมือกับ TrueMoney ซึ่งมีฐานลูกค้ากลุ่ม Underserved กว่า 60% ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อธนาคาร การได้รับใบอนุญาต Virtual Bank ในปี 2025 และเตรียมเปิดดำเนินการกลางปี 2026 จะเป็นจิกซอว์สำคัญในการสร้างบริการทางการเงินที่เข้าถึงคนไทยทุกคน

 

นอกจากนี้ TRUE ตั้งเป้าเป็นบริษัทที่ไร้ระบบเก่า (Legacy Free) โดยใช้ AI และคลาวด์ 100% เพื่อลดต้นทุนและสร้างระบบ Omni-channel ที่เข้าใจลูกค้าในทุกมิติ

 

“ประเทศไทยมีโอกาสจะเป็นผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้านการเติบโตทางดิจิทัล แต่เรายังมี Startup และ Unicorn น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์ ส่วนในด้านเทเลคอม True และ Arise อยู่ในตำแหน่งที่ดีมากที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ประเทศไทยควรจะเป็นประภาคารที่ส่องสว่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ซิกเว่กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพปก: Wongsakorn 2468/Shutterstock

The post ถึงเวลาเทเลนอร์แยกจาก ‘ทรู’ แล้วแบรนด์ ‘ดีแทค’ จะยังอยู่หรือไม่ คุยกับ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ บนอนาคตเทเลคอมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
25 ปี Telenor ในไทย อดีตที่วางรากฐาน ปัจจุบันที่สร้างสรรค์ สู่ภาพอนาคตที่ยั่งยืน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/telenor-25-years-sustainable-future/ Fri, 17 Oct 2025 09:24:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1131534 Telenor 25 Years Sustainable Future

คลื่นสัญญาณที่เดินทางผ่านอากาศ อาจไม่ได้มีความหมายเพียง […]

The post 25 ปี Telenor ในไทย อดีตที่วางรากฐาน ปัจจุบันที่สร้างสรรค์ สู่ภาพอนาคตที่ยั่งยืน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Telenor 25 Years Sustainable Future

คลื่นสัญญาณที่เดินทางผ่านอากาศ อาจไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การเชื่อมต่อ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ตลอด 25 ปีบนเส้นทางของ เทเลนอร์ ในประเทศไทย บทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดคงเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่ส่งมอบให้สังคมไทยนั้น ยิ่งใหญ่กว่าการเป็นเพียง ‘สัญญาณ’ ในโทรศัพท์มือถือ แต่คือ ‘คลื่นแห่งโอกาส’ ที่ขับเคลื่อนชีวิตของผู้คนและเศรษฐกิจของประเทศ

 

เรื่องราวบทแรกเริ่มต้นขึ้นในยุคที่การสื่อสารถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ โทรศัพท์มือถือยังคงเป็นเทคโนโลยีราคาสูงที่น้อยคนจะเข้าถึง การเข้ามาของ เทเลนอร์ ผ่านการลงทุนใน ดีแทค ได้เข้ามาสร้างแรงกระเพื่อมครั้งสำคัญที่ส่งผลต่อภาพรวมของการสื่อสารของไทยในเวลาต่อมา

 

ด้วยการเปลี่ยนแปลงของ ดีแทค ทำให้ราคาค่าบริการและตัวเครื่องเข้าถึงง่ายขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จากของฟุ่มเฟือยสู่เครื่องมือจำเป็นในชีวิตประจำวัน เปิดโอกาสให้คนไทยกว่า 20 ล้านคนได้เชื่อมต่อกับโลกใบใหม่เป็นครั้งแรก นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เสียงของทุกคนถูกได้ยินและส่งไปได้ไกลกว่าเดิม

 

เมื่อผู้คนเชื่อมต่อกัน สังคมก็ย่อมเปลี่ยนแปลง การขยายโครงข่ายที่ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 1 มีนาคม 2566 ภายหลังการรวมกันเป็น ทรู คอร์ปอเรชั่น) ไม่เพียงทลายกำแพงด้านระยะทางให้ครอบครัวได้ใกล้กัน แต่ยังกลายเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงให้ธุรกิจขนาดเล็กนับไม่ถ้วนได้ถือกำเนิดและเติบโต

 

มากกว่าการสร้างโครงข่าย คือการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต ผ่านโครงการ ‘dtac accelerate’ ที่ตลอดระยะเวลา 7 ปี ได้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้สตาร์ทอัพกว่า 60 ราย มอบทั้งเงินทุน องค์ความรู้ และเครือข่ายที่จำเป็น เพื่อสร้างระบบนิเวศของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่พร้อมจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

 

วันนี้โลกซับซ้อนกว่าที่เคย จึงต้องการพลังที่แข็งแกร่งกว่าเดิม การควบรวมกิจการในปี 2566 เพื่อก่อตั้งทรู คอร์ปอเรชั่น จึงเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมรับโอกาสใหม่ ๆ ในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

 

ผลลัพธ์คือการขยายผลกระทบเชิงบวกให้กว้างและลึกซึ้งกว่าที่เคย ทุกวันนี้ลูกค้ากว่า 50 ล้านราย ได้สัมผัสกับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลที่ครบวงจรและไร้รอยต่อ บนเครือข่าย 5G ที่ทรงประสิทธิภาพและครอบคลุมประชากรไทยถึง 93% กลายเป็นโครงข่ายดิจิทัลที่สำคัญของคนทั้งประเทศ

 

ขณะเดียวกัน การเติบโตทางธุรกิจก็มาพร้อมกับความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าต่อความรับผิดชอบต่อสังคม เด็กและผู้คนกว่า 32 ล้านคนได้รับการส่งเสริมทักษะดิจิทัลให้ก้าวทันโลกยุคใหม่ผ่านหลากหลายโครงการของทรู คอร์ปอเรชั่น เพื่อให้ก้าวทันโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเป้าหมายที่ชัดเจนในการเป็นองค์กร ‘Carbon Neutral’ หรือมีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 เพื่อร่วมสร้างโลกที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป

 

แต่รากฐานที่มั่นคงในปัจจุบัน คือฐานส่งที่แข็งแกร่งสำหรับทะยานสู่อนาคต เทเลนอร์ ไม่ได้มองอนาคตเป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ โดยมุ่งขับเคลื่อนการใช้ AI อย่างรับผิดชอบและร่วมกำหนดมาตรฐานระดับโลกกับ GSMA โดยทรู คอร์ปอเรชั่นเป็นองค์กรแรกในประเทศไทยที่นำมาตรฐานนี้มาใช้ เพื่อบูรณาการแนวปฏิบัติด้าน AI อย่างรับผิดชอบให้เป็นส่วนหนึ่งในทุกมิติของการทำงาน

 

เหนือกว่าเรื่องเทคโนโลยี เทเลนอร์ มุ่งนำนโยบายปฏิบัติที่เป็นเลิศและมาตรฐานสากลด้านการรับมือกับสภาพภูมิอากาศ สิทธิมนุษยชน สุขภาพและความปลอดภัย รวมถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาสู่ประเทศไทย อีกหนึ่งหัวใจคือการสร้างวัฒนธรรมองค์กร พร้อมรื้อกำแพงการทำงานแบบไซโลด้วยสำนักงานแบบเปิด พัฒนาสมรรถนะทีมงาน และปลูกทัศนคติเปิดกว้างให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน การสร้างนวัตกรรม และการบริการลูกค้าอย่างแท้จริง

 

แน่นอนว่าหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านคือ ‘คน’ ทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งสร้างโอกาสในการพัฒนาและยกระดับทักษะของพนักงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีชั่วโมงการอบรมเฉลี่ย 36 ชั่วโมงต่อคนต่อปี และมีพนักงานราว 88% ที่ได้รับการอบรมทักษะดิจิทัลในปี 2567 เพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะสู่การเป็นบุคลากรด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งที่สุดของประเทศ

 

ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นบทสรุปที่ชัดเจนว่า สัญญาณไม่ได้หยุดอยู่แค่บนหน้าจอโทรศัพท์ แต่ได้เดินทางเข้าไปสร้างโอกาส สร้างคุณภาพชีวิต และร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคนในประเทศไทย นี่คือเรื่องราวของคลื่นสัญญาณที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงประเทศ

 

INFO_WEB

The post 25 ปี Telenor ในไทย อดีตที่วางรากฐาน ปัจจุบันที่สร้างสรรค์ สู่ภาพอนาคตที่ยั่งยืน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรูคาด จ่ายปันผลครั้งแรกช่วงครึ่งปีหลัง ตั้งเป้าทำกำไรต่อเนื่อง หลังพลิกมีกำไรสุทธิในไตรมาสแรก https://thestandard.co/true-second-half-dividend-plans/ Tue, 13 May 2025 10:29:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1073837

ผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE คาดว่าบริษัทจะ […]

The post ทรูคาด จ่ายปันผลครั้งแรกช่วงครึ่งปีหลัง ตั้งเป้าทำกำไรต่อเนื่อง หลังพลิกมีกำไรสุทธิในไตรมาสแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE คาดว่าบริษัทจะจ่ายปันผลครั้งแรกช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลังจากควบรวมกับ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ DTAC ครบ 2 ปี 

 

ทรู คาด จ่ายปันผล ครั้งแรก ครึ่งปีหลังนี้

 

ซิกเว เบรกเก ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 ของปี 2568 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่บริษัทสามารถสร้างกำไรสุทธิได้เป็นครั้งแรกหลังการควบรวมธุรกิจจำนวน 1.6 พันล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ซิกเวยอมรับว่ายังไม่พอใจกับการเติบโตของรายได้ในไตรมาสที่ผ่านมา พร้อมตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ปีนี้ไว้ที่ 2-3% และ EBITDA เติบโต 8-10% ในปี 2568 โดยจะมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และให้ความสำคัญกับลูกค้ามากขึ้น

 

จากเป้าหมายที่วางไว้ “หมายความว่าอีก 3 ไตรมาสที่เหลือของปีนี้จำเป็นจะต้องเห็นรายได้เติบโตดีกว่าไตรมาสแรก ขณะเดียวกันเราตั้งเป้าที่จะจ่ายเงินปันผลในปีนี้ หมายความว่าเราจำเป็นจะต้องทำกำไรให้ได้อย่างต่อเนื่อง” ซิกเวกล่าว 

 

ทั้งนี้ นกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (ร่วม) ของ TRUE คาดว่าบริษัทจะสามารถจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรกภายหลังการควบรวมได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ส่วนผลประกอบการของบริษัทที่ดีขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ส่วนสำคัญมาจากผลของการ synergy กันระหว่าง TRUE และ DTAC ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ลง 37% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

 

หากไม่รวมรายการพิเศษ บริษัทมีกำไรสุทธิหลังหักภาษีและหลังปรับปรุง (Normalized Net Profit) จำนวน 4.3 พันล้านบาท โดยในไตรมาสนี้บริษัทบันทึกผลกระทบเชิงลบครั้งเดียว (One-Time Costs) 2.9 พันล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับการด้อยค่าสินทรัพย์จากการพัฒนาเครือข่าย

 

ด้าน EBITDA ของบริษัทเพิ่มขึ้น 7.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 2.53 หมื่นล้านบาท โดยอัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการปรับตัวดีขึ้น 4.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 61.2%

 

ในส่วนของรายได้จากการให้บริการ (ไม่รวมค่าบริการเชื่อมต่อโครงข่าย) เพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อยู่ที่ 4.13 หมื่นล้านบาท แต่ลดลง 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากปัจจัยตามฤดูกาลและรายได้จากการโรมมิ่งภายในประเทศที่ลดลง

 

ซิกเวเชื่อ AI เปลี่ยนโฉมธุรกิจ

 

ซิกเวกล่าวต่อว่า การควบรวมทรูและดีแทคเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งสำคัญ “เป้าหมายคือการสร้างบริษัทที่แข็งแกร่งพอที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digitalization) ของประเทศไทย และ AI คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น”

 

หนึ่งในภารกิจหลักที่ซิกเวให้ความสำคัญคือแนวคิด ‘AI for All Thais’ ครอบคลุมตั้งแต่การให้บริการ AI แก่องค์กรขนาดใหญ่ ภาครัฐ SMEs ไปจนถึงผู้บริโภครายย่อย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เทคโนโลยี AI เป็นสิ่งที่จับต้องได้และเกี่ยวข้องกับทุกคน

 

ในอีก 5 ปีข้างหน้า ซิกเวเชื่อว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของลูกค้าอย่างสิ้นเชิง “AI มีศักยภาพที่จะทำให้ลูกค้าทุกคนกลายเป็นหนึ่งกลุ่มเป้าหมาย เพราะเราควรจะสามารถรู้จักลูกค้าแต่ละคนในลักษณะที่เราสามารถให้บริการที่เป็นส่วนตัวแก่พวกเขาได้”

 

นอกเหนือจากระดับบุคคล AI ยังถูกมองเป็นเครื่องมือสำคัญในการ ‘สร้างสังคมสมัยใหม่’ (Modern Society) ทั้งเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกัน (Internet of Things – IoT) 

 

“ทุกสิ่งควรจะเชื่อมต่อผ่านบริการอินเทอร์เน็ต รวมถึงเซ็นเซอร์ขนาดเล็กบนเครื่องจักร ไฟจราจร กล้องวงจรปิด เพราะจากนั้นคุณจะสามารถทำให้เมืองเป็นดิจิทัลและขับเคลื่อนด้วย AI ได้” ซิกเวกล่าว

 

ปัจจุบันทรูกำลังอยู่ในกระบวนการรวมเครือข่ายของทรูและดีแทคเข้าเป็นเครือข่ายเดียวที่ทันสมัยและรองรับอนาคต โดยเริ่มที่จังหวัดภูเก็ตเป็นแห่งแรก และตั้งเป้าจะแล้วเสร็จทั่วประเทศภายในเดือนกันยายน 2568 

The post ทรูคาด จ่ายปันผลครั้งแรกช่วงครึ่งปีหลัง ตั้งเป้าทำกำไรต่อเนื่อง หลังพลิกมีกำไรสุทธิในไตรมาสแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินสู่การพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า’ ส่องยุทธศาสตร์ต่อสู้มลพิษฝุ่น PM2.5 ของจีนที่อาจเป็นต้นแบบของโลก https://thestandard.co/pollution-prevention-strategy-pm-25-dust-china/ https://thestandard.co/pollution-prevention-strategy-pm-25-dust-china/#respond Wed, 22 Jan 2025 04:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=192417 pollution-prevention

หมายเหตุ: บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 กุมภาพั […]

The post ‘ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินสู่การพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า’ ส่องยุทธศาสตร์ต่อสู้มลพิษฝุ่น PM2.5 ของจีนที่อาจเป็นต้นแบบของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
pollution-prevention

หมายเหตุ: บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2019

 

ความศิวิไลซ์ของมนุษย์มักต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางธรรมชาติอันประเมินค่าไม่ได้ จากอดีตกาลจนถึงปัจจุบัน เราพบว่ามนุษย์ยังคงทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่เรียนรู้บทเรียนจากผลเสียของการทำลายธรรมชาติ

 

ท่ามกลางปัญหาหมอกพิษที่กำลังรุมเร้าหลายภูมิภาคทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ หลายประเทศเพิ่งตระหนักกับปัญหามลพิษอย่างจริงจัง ขณะที่หลายประเทศเพิ่งเริ่มตระหนักและกดดันภาครัฐให้งัดมาตรการต่างๆ เพื่อทวงคืนอากาศบริสุทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรก ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น  

 

อาจถือได้ว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีที่ทั่วโลกพร้อมใจกันยกประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม รวมถึงการแก้ปัญหาโลกร้อนและมลพิษเป็นวาระสำคัญของประเทศ ซึ่งทำให้โลกนี้ยังไม่หมดหวังเสียทีเดียวที่จะมีอากาศสะอาดให้คนรุ่นหลังได้สูดเข้าไปอย่างเต็มปอด

 

ไม่ไกลจากประเทศไทย จีนซึ่งเป็นชาติที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลกสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก และครองแชมป์แหล่งต้นตอของมลพิษทางอากาศมานานหลายปี เวลานี้กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลกในด้านการพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้จีนยังรับบทหัวเรือใหญ่ในการผลักดันมาตรการแก้ปัญหาโลกร้อนบนเวทีโลก ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตสำหรับประเทศที่ทำลายธรรมชาติจนบอบช้ำ ถึงแม้ว่ากว่าที่จีนจะเริ่มตระหนักและแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง พวกเขาต้องแลกมาด้วยคุณภาพชีวิตของประชากรและต้นทุนสิ่งแวดล้อมที่มากมายมหาศาล

 

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่าจีนมีผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากปัญหามลพิษในอากาศมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี ขณะที่นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ได้วัดดัชนีความสุขโดยใช้อัลกอริทึมวิเคราะห์อารมณ์ของผู้ใช้เว่ยป๋อ (Weibo) แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีนที่คล้ายทวิตเตอร์) ใน 144 เมือง นับตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งพบว่าเมื่อระดับฝุ่น PM2.5 (ฝุ่นขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน) สูงขึ้น ข้อความที่สะท้อนความสุขของประชาชนจะลดลง ซึ่งถือเป็นสหสัมพันธ์เชิงลบระหว่างระดับมลพิษกับความสุข

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนมีการสอดส่องโซเชียลมีเดียเพื่อศึกษาความต้องการของประชาชนมาตลอด บ่อยครั้งนโยบายระดับชาติที่กำหนดออกมาบังคับใช้ก็มาจากเสียงโอดครวญในโลกออนไลน์ มาตรการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็เช่นเดียวกัน และเมื่อรัฐตระหนักถึงปัญหานี้อย่างจริงจังก็เป็นตัวเร่งให้ต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อวิจัยและพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือก จนกระทั่งจีนก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้นำโลกภายในช่วงเวลาไม่กี่ปี ขณะที่ค่ามลพิษก็ลดลงจนน่าพอใจ ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับไทย

 

เราไปดูกันว่ายุทธศาสตร์การทำสงครามกับมลพิษทางอากาศของจีนเป็นอย่างไร ได้ผลมากน้อยแค่ไหน เราสามารถยึดเป็นแบบอย่างได้เพียงใด

 

 

กรณีศึกษา: สงครามต่อสู้มลพิษของจีน

หลังจีนเปิดประเทศและเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมในทุกๆ ด้าน ส่งผลให้สิ่งแวดล้อมถูกทำลายสวนทางกับความเจริญ เนื่องจากจีนพึ่งพาพลังงานจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นหลัก ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษมหาศาล เช่นเดียวกับการขยายตัวของตัวเมืองก็เป็นอีกตัวเร่งให้ปัญหามลพิษเลวร้ายลง กระทั่งจีนกระโดดขึ้นมาเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก แซงหน้าสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (EU) รวมกัน

 

เมื่อปัญหามลพิษหนักขึ้นจนทำให้ประชาชนไม่มีความสุข รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเร่งด่วน และได้กำหนดยุทธศาสตร์แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นระบบตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งถือเป็นแผนแม่บทในการต่อสู้กับมลพิษที่ชัดเจนที่สุดของจีน

 

ในแผนปฏิบัติการลดมลพิษทางอากาศที่คลอดเมื่อเดือนกันยายน ปี 2013 ช่วยให้จีนปรับปรุงคุณภาพอากาศได้อย่างมีนัยสำคัญ หลังกำหนดเป้าหมายลดค่าฝุ่น PM2.5 ในกรุงปักกิ่งและเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียงลง 33% และ 15% ตามลำดับ ภายในช่วงระหว่างปี 2013-2017

 

ในช่วงเวลาดังกล่าว กรุงปักกิ่งต้องลดค่าฝุ่น PM2.5 จากระดับ 89.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรให้เหลือ 60 ไมโครกรัม ซึ่งมาตรการฉุกเฉินที่ทางการงัดมาใช้ในตอนนั้นมีตั้งแต่การสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วกรุงปักกิ่ง และห้ามประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงและพื้นที่รอบข้างเผาถ่านหินเพื่อให้ความอบอุ่น ซึ่งแม้จะมีกระแสต่อต้านจากหลายๆ ฝ่าย แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือปักกิ่งสามารถลดค่าฝุ่น PM2.5 ลงเหลือเฉลี่ย 58 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือลดลงถึง 35% ซึ่งมากกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้เสียอีก

 

สำหรับมหานครเทียนจินที่อยู่ติดกับปักกิ่ง รวมถึงมณฑลข้างเคียงอย่างเหอเป่ยต่างก็ดำเนินมาตรการต่อสู้กับมลพิษเช่นกัน โดยพื้นที่แถบนี้จัดอยู่ในกลุ่มเมืองขนาดใหญ่ (Clusters) เช่นเดียวกับกลุ่มเมืองในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียงและแยงซีที่ใช้มาตรการต่างๆ จนสามารถลดระดับมลพิษได้ตามเป้าเช่นกัน

 

 

อย่างไรก็ตาม แม้หลายเมืองของประเทศจีนจะทำได้ตามเป้า แต่ก็ยังไม่มีเมืองไหนที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพอากาศตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับฝุ่นละอองขนาด PM2.5 ขณะที่สิ้นปี 2017 มีเพียง 107 เมืองจากทั้งหมด 338 เมืองใหญ่ที่ทำได้ตามมาตรฐานระดับพอรับได้ขององค์การอนามัยโลกที่ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

 

หลังแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปีฉบับแรกของรัฐบาลจีนสิ้นสุดลง จีนมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องทำต่อคือปรับปรุงคุณภาพอากาศให้ได้มาตรฐานโลก เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้นและยั่งยืน

 

ดังนั้นแผนปฏิบัติการฉบับใหม่ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ต่อสู้กับมลพิษทางอากาศเฟสที่ 2 จึงกำหนดขอบเขตควบคุมให้กว้างขวางขึ้นทั่วประเทศ และเพิ่มความท้าทายด้วยกรอบเวลาที่สั้นลงเหลือเพียง 3 ปี (2018-2020) โดยรัฐบาลเรียกมันว่า ‘แผนปฏิบัติการทำสงครามเพื่อท้องฟ้าที่สดใส’

 

แผนปฏิบัติการใหม่นี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทว่าด้วยการปกป้องสิ่งแวดล้อมระยะ 5 ปีฉบับที่ 13 ของจีน ซึ่งมีข้อบังคับสำหรับเมืองขนาดใหญ่หรือเขตพื้นที่ที่อากาศไม่ได้มาตรฐานคุณภาพให้ลดค่าฝุ่น PM2.5 ลงอย่างน้อย 18% เมื่อเทียบกับระดับมลพิษในปี 2015

 

ข้อมูลจาก หวงเหว่ย หัวหน้าแผนกภูมิอากาศและพลังงานแห่งองค์กรสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ อีสต์เอเชีย ระบุว่าแผนปฏิบัติการใหม่มีการควบคุมการปล่อยมลพิษในขอบเขตที่กว้างขวางขึ้น ส่งผลให้หลายเมืองที่ไม่เคยถูกควบคุมเรื่องมลพิษมาก่อนถูกกดดันให้ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ จากเดิมที่เคยเป็นเป้าหมายเฉพาะสำหรับกลุ่มเมืองปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย รวมถึงเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียงและแยงซีเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางการระบุว่าในบรรดาเมืองขนาดใหญ่จำนวน 338 เมืองที่อยู่ในข่ายถูกควบคุม มีถึง 231 เมืองที่ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพอากาศตามเกณฑ์ค่า PM2.5 ซึ่งอนุญาตให้มีปริมาณฝุ่นขนาดเล็กไม่เกิน 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือเทียบเท่ากับมาตรฐานที่พอรับได้ขององค์การอนามัยโลก

 

มีการตั้งข้อสังเกตว่าหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การควบคุมมลพิษตามแผนปฏิบัติการฉบับ 3 ปีไม่ได้ผลมากนักเป็นเพราะส่วนกลางไม่ได้กำหนดเป้าหมายให้ลดฝุ่นละอองโดยเทียบจากระดับมลพิษในปี 2017 ทว่ากลับใช้ตัวเลขของปี 2015 เป็นเส้นฐานแทน ซึ่งดูไม่สมเหตุสมผลนัก

 

มีเสียงวิจารณ์ว่าเป้าหมายลดค่าฝุ่น PM2.5 ลง 18% ภายในปี 2020 เป็นเรื่องที่ง่ายดายเกินไปสำหรับบางเมือง ส่งผลให้มาตรการควบคุมการปล่อยมลพิษในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนในหลายเมืองไม่เข้มข้นมากนัก

 

ก่อนหน้านี้มีกว่า 70 เมืองที่ลดมลพิษในอากาศได้เกินเป้าของแผนปฏิบัติการฉบับแรก ซึ่งเป็นฉบับที่มีการกำหนดเป้าหมายใหม่ แต่สำหรับเฟสที่ 2 กลับไม่จูงใจให้เมืองเหล่านี้ดำเนินมาตรการมากขึ้น เพราะเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนระยะ 3 ปีไม่ท้าทายเพียงพอ

 

และแม้ว่าทุกเมืองจะทำได้ตามเป้าโดยลดฝุ่น PM2.5 ลง 18% แต่ก็จะมีกว่า 200 เมืองที่ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพอากาศที่ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในปี 2020

 

อย่างไรก็ตาม หวังจินหนาน ผู้อำนวยการสถาบันวางแผนด้านสิ่งแวดล้อมในสังกัดกระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมของจีน ชี้แจงว่าการกำหนดเป้าหมายโดยแยกจากแผนแม่บทว่าด้วยการปกป้องสิ่งแวดล้อมระยะ 5 ปี (2016-2020) ของรัฐบาลอาจสร้างความสับสนให้กับรัฐบาลท้องถิ่นผู้รับแผนไปปฏิบัติ เพราะตัวเลขต้องสอดคล้องกับเป้าหมายที่ประกาศไปในปี 2016 ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถกำหนดเป้าหมายด้านปริมาณใหม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือเพียงตอกย้ำถึงความจำเป็นในการบรรลุเป้าหมายใหญ่ของแผนแม่บทว่าด้วยการปกป้องสิ่งแวดล้อมฉบับที่ 13 ของจีน

 

โฟกัสโอโซนระดับพื้นดินมากขึ้น

นอกเหนือจากฝุ่นละอองขนาดเล็กแล้ว โอโซนที่เป็นพิษซึ่งส่งผลเสียต่อระบบหายใจเมื่อสูดเข้าไปในร่างกายก็เป็นสิ่งที่ทางการจีนวิตกกังวลและถูกบรรจุลงในแผนปฏิบัติการฉบับใหม่ของรัฐบาลด้วย โอโซนที่ว่านี้อยู่ในระดับพื้นดิน ซึ่งเกิดจากสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds) หรือสาร VOCs ที่ทำปฏิกิริยากับไนโตรเจนออกไซด์ โดยทางการได้กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยสาร VOCs และไนโตรเจนออกไซด์ลง 10% และ 15% ตามลำดับ โดยใช้ตัวเลขปี 2015 เป็นฐาน

 

ปัจจุบันมีสัญญาณบ่งชี้ว่าปัญหามลพิษโอโซนในจีนเลวร้ายลงเรื่อยๆ เพราะอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อนจะทำให้โอโซนในระดับพื้นดินเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ ขณะกรีนพีซเคยคำนวณไว้ว่าระดับโอโซนเฉลี่ยทั่วประเทศจีนในเดือนมิถุนายน ปี 2018 สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 11%

 

 

โมเดลระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้า

หนึ่งในกรณีศึกษาน่าสนใจเกี่ยวกับมาตรการต่อสู้กับปัญหามลพิษ นอกเหนือไปจากการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน ย้ายที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมออกนอกเขตเมือง และควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมแล้ว รัฐบาลจีนยังโดดเด่นในเรื่องการส่งเสริมให้ประชาชนใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทนรถยนต์ดีเซลและเบนซินที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

หนึ่งในแรงผลักดันสำคัญก็คือถึงแม้รัฐบาลจีนพบว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในการปรับปรุงคุณภาพอากาศในกรุงปักกิ่ง แต่ความสำเร็จส่วนใหญ่มาจากการย้ายที่ตั้งอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษให้ไกลออกไปจากเมืองหลวง ซึ่งหากจีนต้องการบรรลุเป้าหมายคุณภาพอากาศทั่วประเทศภายในปี 2035 รัฐบาลจำเป็นต้องผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบ

 

การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้จึงต้องมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย

 

เพราะรถยนต์เป็นอีกหนึ่งต้นตอของมลพิษทางอากาศที่ใหญ่ที่สุดในเขตเมืองใหญ่ของจีน

 

ในบทวิเคราะห์ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของนิตยสาร Forbes เมื่อปี 2018 มีการคาดการณ์ว่าจีนจะกลายเป็นประเทศแรกของโลกที่มีระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด

 

เรื่องนี้อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมเลยสำหรับจีน เพราะภาครัฐได้กำหนดยุทธศาสตร์ถนนสีเขียวและสนับสนุนให้ประชาชนใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังมานานแล้ว โดยเมื่อเร็วๆ นี้เราได้เห็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญคือบริษัท Tesla ของ อีลอน มัสก์ ได้ทำพิธีลงเสาเข็มเพื่อเดินหน้าสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Tesla แห่งแรกในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จจะเป็นฐานผลิตรถ Model 3 ที่สำคัญของ Tesla

 

หากคุณยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนพอ ลองดูข้อมูลจาก Forbes ประกอบก่อน

 

Forbes ระบุว่าในปี 2017 จีนผลิตรถเก๋ง รถบัส และรถบรรทุกที่เป็นระบบไฟฟ้าจำนวน 680,000 คัน ซึ่งมากกว่าทั่วโลกผลิตรวมกันเสียอีก นอกจากนี้จีนยังมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วกว่าประเทศที่เหลือทั่วโลกด้วย

 

ขณะที่เมืองใหญ่อย่างเซินเจิ้นก็ประสบความสำเร็จในการยกเครื่องรถบัสโดยสารให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEVs) ทั้งหมด ซึ่งเป็นต้นแบบให้เมืองอื่นๆ ดำเนินรอยตาม ขณะที่ยานยนต์ลูกผสมอย่างรถไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) ก็กำลังหายไปจากท้องถนนในจีนอย่างรวดเร็ว

 

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าก็เป็นอีกตัวสะท้อนความนิยมที่มีต่อยานยนต์ทางเลือก โดยข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์จีนเผยว่า จีนมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทะลุ 800,000 คันในปี 2017 พุ่งขึ้นจากตัวเลขไม่ถึง 100,000 คันในปี 2014

 

แต่ปัญหาการใช้รถ BEVs ก็ยังมีอยู่ รัฐบาลจีนได้ส่งเสริมการพัฒนาแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น ทำให้รถวิ่งได้ไกลขึ้นต่อการชาร์จแบตครั้งเดียว โดยเป้าหมายคือการทำให้รถ BEVs วิ่งได้ไกลเกิน 160 กิโลเมตร (100 ไมล์) ต่อการชาร์จแบต 1 ครั้ง

 

และเพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ จีนตั้งเป้าเพิ่มสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะให้ได้ 500,000 จุดภายในปี 2020 จากที่มีอยู่ 214,000 จุดในปี 2017

 

เฉพาะบริษัทการไฟฟ้าแห่งชาติของจีน (State Grid) ก็มีแผนจะเพิ่มจุดชาร์จแบตรถยนต์ไฟฟ้า 120,000 จุด จากจำนวน 10,000 จุดในปัจจุบัน โดยจะมีการติดตั้งเพิ่มตามเมืองใหญ่ต่างๆ เช่น เซินเจิ้น ซึ่งทดลองติดตั้งอยู่ริมถนนในบริเวณที่จอดรถ ทั้งหมดนี้ถือเป็นโมเดลสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า BEVs เพราะยิ่งมีจุดชาร์จแบตกระจายไปทั่วมากเท่าใดก็ยิ่งเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังชั่งใจว่าจะเลือกรถ BEVs หรือไม่ เพราะแทนที่พวกเขาจะขับรถไปเติมน้ำมันตามปั๊มแบบเดิม พวกเขาก็สามารถเสียบปลั๊กชาร์จแบตขณะจอดรถตามที่ต่างๆ ได้

 

ดังนั้นหากคุณเดินทางไปจีนในอีก 10 ปีข้างหน้า คุณอาจเห็นท้องฟ้าที่สดใสปลอดโปร่งขึ้นในเมืองใหญ่ๆ เพราะปัญหาแหล่งมลพิษจากรถเชื้อเพลิงฟอสซิลอาจค่อยๆ หมดไปจากถนนในจีน

 

 

ความหวังใหม่

ความหวังใหม่สำหรับกรุงปักกิ่งที่เผชิญปัญหาหมอกพิษมานานหลายปี วันนี้ประชาชนได้เห็นท้องฟ้าที่สดใสขึ้น พร้อมกับความหวังใหม่ที่จะสามารถสูดอากาศได้เต็มปอดอย่างสบายใจในสักวันหนึ่ง

 

เมื่อเดือนมกราคม ปี 2018 ปักกิ่งวัดค่าฝุ่นละออง PM2.5 ในอากาศเฉลี่ยทั้งเดือนได้ 34 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งได้มาตรฐานคุณภาพอากาศระดับชาติที่ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเป็นครั้งแรก

 

สิ่งที่กรุงปักกิ่งโฟกัสเป็นพิเศษคือการบังคับใช้มาตรการต่างๆ ในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างเข้มงวด มีทั้งการสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เหลืออยู่ รวมถึงระงับโครงการก่อสร้างทั้งหมดในช่วงฤดูหนาว และยังออกกฎห้ามการเผาถ่านหินในเขตพื้นที่ต่างๆ รอบกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2017 นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งทีมเจ้าหน้าที่ขจัดควันพิษ หรือ Smog Squad เพื่อตระเวนห้ามชาวเมืองทำกิจกรรมปิ้งย่างบาร์บีคิวกลางแจ้งและเผาขยะด้วย

 

สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของกรุงปักกิ่งเปิดเผยว่า ตลอดเดือนมกราคม ปี 2018 คุณภาพอากาศอยู่ที่ระดับ ‘ดี’ และ ‘ดีเยี่ยม’ รวม 25 วันจากทั้งหมด 31 วัน และสามารถลดความหนาแน่นของอนุภาคฝุ่นละอองในอากาศถึง 70.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

 

นอกจากค่า PM2.5 แล้ว ค่าฝุ่นละออง PM10, ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนไดออกไซด์ของกรุงปักกิ่งยังลดลง 51.1%, 55.6% และ 35.4% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับเดือนมกราคมปีที่แล้ว

 

นอกจากเดือนมกราคมที่เป็นหมุดหมายแห่งความสำเร็จแล้ว ปักกิ่งยังทำได้ตามเป้าคุณภาพอากาศในเดือนสิงหาคมและกันยายนในปีที่แล้วอีกด้วย

 

 

สำหรับภาพรวมในปี 2018 ของปักกิ่ง หลังสามารถลดปริมาณฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมครอนอันเป็นต้นตอของหมอกพิษได้ถึง 12% ในปี 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลงานที่รัฐบาลค่อนข้างพอใจ แม้ตัวเลขเฉลี่ยตลอดทั้งปีจะอยู่ที่ระดับ 51 โมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานคุณภาพอากาศของจีนที่ระดับ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรก็ตาม

 

การบังคับใช้กฎหมายก็เป็นเรื่องสำคัญเพื่อไปสู่เป้าหมาย ทางการจีนเผยว่าเมื่อปีที่แล้วมีผู้ประกอบการที่ปล่อยมลพิษจำนวน 656 รายถูกสั่งให้ย้ายฐานที่ตั้ง ขณะที่บริษัทและบุคคลถูกปรับเงินรวมกว่า 230 ล้านหยวนฐานฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 22.5%

 

กรณีศึกษาของจีนถือเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับประเทศที่กำลังคิดใช้มาตรการต่างๆ เพื่อกอบกู้วิกฤต ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการลงมือปฏิบัติตั้งแต่วันนี้ เพราะกว่าที่จีนจะเห็นผลลัพธ์ที่เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ นั้น พวกเขาเริ่มตระหนักและแก้ปัญหามลพิษด้วยการจัดทำแผนยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบตั้งแต่เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน

 

เพราะการจะแก้ปัญหาฝุ่นพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและดำเนินมาตรการอย่างเคร่งครัดเท่านั้น จึงจะช่วยขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จได้

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post ‘ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินสู่การพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า’ ส่องยุทธศาสตร์ต่อสู้มลพิษฝุ่น PM2.5 ของจีนที่อาจเป็นต้นแบบของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/pollution-prevention-strategy-pm-25-dust-china/feed/ 0
Truedtac5G x โฟร์ท ณัฐวรรธน์ กับงาน ‘ยิ้มทั่วไทย ยิ้มทั่วโซเชียล’ พร้อมเปิดตัว True 5G Super Netflix [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/truedtac5g-x-fourth-nattawat/ Thu, 26 Dec 2024 11:43:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1024254 Truedtac5G x โฟร์ท ณัฐวรรธน์ กับงาน ‘ยิ้มทั่วไทย ยิ้มทั่วโซเชียล’ พร้อมเปิดตัว True 5G Super Netflix [ADVERTORIAL]

ทรู คอร์ปอเรชั่น ส่งต่อแคมเปญแห่งความสุขและอบอุ่นในงาน […]

The post Truedtac5G x โฟร์ท ณัฐวรรธน์ กับงาน ‘ยิ้มทั่วไทย ยิ้มทั่วโซเชียล’ พร้อมเปิดตัว True 5G Super Netflix [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Truedtac5G x โฟร์ท ณัฐวรรธน์ กับงาน ‘ยิ้มทั่วไทย ยิ้มทั่วโซเชียล’ พร้อมเปิดตัว True 5G Super Netflix [ADVERTORIAL]

ทรู คอร์ปอเรชั่น ส่งต่อแคมเปญแห่งความสุขและอบอุ่นในงาน ‘Truedtac5G ยิ้มทั่วไทย ยิ้มทั่วโซเชียล’ กับไอดอลชายยอดนิยมมากความสามารถอย่าง ‘โฟร์ท-ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล’ ที่มาร่วมทำกิจกรรมสนุกๆ และมอบบทเพลงแห่งความอบอุ่นให้กับแฟนๆ ที่มาร่วมแบ่งปันความสุขกันที่ทรูไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม กันอย่างคับคั่ง

 

โฟร์ท-ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล

 

แม้กิจกรรมจะเริ่มต้นในช่วงเย็น แต่ตั้งแต่เวลา 11.00 น. ก็มีแฟนคลับทยอยมาลงทะเบียนกันอย่างหนาตาเพื่อรอไอดอลหนุ่มที่เป็นทั้งนักร้อง นักเต้น และนักแสดง รวมถึงพรีเซนเตอร์ของ Truedtac5G อย่าง โฟร์ท ณัฐวรรธน์ เจ้าของบทเพลงอย่าง เทคะแนน (CANDIDATE), อยู่เฉยๆก็น่ารัก (Please Be Mine) และ ง้อ (ALRIGHT) 

 

แฟนคลับตบเท้ามารอไอดอลคนโปรดของพวกเขาตั้งแต่เช้า



ก่อนเริ่มความสนุกของาน Truedtac และ Netflix พาตัวละคร Pink Guard จากซีรีส์ดังที่ฮิตระดับโลกอย่าง Squid Game มาจัดแฟลชม็อบสร้างความสนุกและความบันเทิงให้กับแฟนๆ ก่อนเริ่มกิจกรรมซึ่งจะมีเซอร์ไพรส์ให้ชมกันท้ายงาน

 

แฟลชม็อบ Pink Guard จาก Squid Game

 

กิจกรรมครั้งนี้เหล่าแฟนคลับของโฟร์ทรวมตัวกันใส่ชุดสีแดงคริสต์มาสมาพร้อมหน้า รอต้อนรับไอดอลชายของพวกเขากันอย่างหนาตาทั้งจากกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และแฟนคลับต่างประเทศ

 

 

ความสนุกเริ่มต้นโดย โฟร์ท ณัฐวรรธน์ เดินลงมาจากฝั่งที่นั่งเป็นซานตาคลอสแจกของขวัญให้กับแฟนๆ อย่างใกล้ชิดและได้รับของขวัญกันถ้วนหน้า

 

ซานต้าโฟร์ทมาแจกของขวัญให้แฟนๆ

 

บรรยากาศกิจกรรมระหว่างโฟร์ทและแฟนๆ เต็มไปด้วยความสนุกสนาน เป็นกันเอง และอบอุ่นอย่างมาก ทั้งกิจกรรมการพูดคุยถึงทุกสิ่งที่ผ่านมาในปีนี้ที่ทำให้โฟร์ทสามารถยิ้มได้ และส่งรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาไปยังผู้คนรอบตัว ตั้งแต่แฟนคลับไปถึงตัวเองและคนในครอบครัว

 

ช่วงกิจกรรมทอล์กกับโฟร์ท

 

ความสนุก รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะเพิ่มมากขึ้นกับช่วงเกมที่แฟนๆ และโฟร์ทได้ร่วมสนุกด้วยกัน ทั้งกิจกรรมส่งรอยยิ้ม เกมใบ้คำ และปิดท้ายด้วยเกมเปิดภาพทายสถานที่ยิ้มทั่วไทย ยิ่งทำให้บรรยากาศมีความอบอุ่นมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม

 

กิจกรรมส่งยิ้มทั่วไทยไปกับโฟร์ท

 

ไฮไลต์ของงานคือการร้องเพลงให้แฟนๆ โดย โฟร์ท ณัฐวรรธน์ กับเพลงฮิตของเขาอย่าง อยู่เฉยๆก็น่ารัก (Please Be Mine) และ ง้อ (ALRIGHT) เล่นเอาแฟนๆ เคลิ้มกับเสียงเพราะๆ และโดนตกหัวใจกันไปอีกครั้ง

 

 

“รู้สึกประทับใจมากกับงานในวันนี้ครับ เพราะได้ใกล้ชิดกับแฟนๆ และได้ยิ้มร่วมกันจนเกิดเป็นภาพความทรงจำที่สวยงาม ขอบคุณทรูและดีแทคที่พาโฟร์ทมาส่งต่อความสุขและความบันเทิงให้ทุกคนได้ยิ้มไปพร้อมกัน ผมชอบแนวคิดแคมเปญ ‘ยิ้มทั่วไทย’ มาก เพราะการยิ้มคือรางวัลของการก้าวผ่านปีที่ผ่านมาและต้อนรับปีใหม่ไปด้วยกัน อย่าลืมมายิ้มรับสุขผ่านสัญญาณเร็วแรงทั่วไทย พร้อมรับของขวัญสุดพิเศษง่ายๆ ผ่านแอปทรูไอเซอร์วิส ทรูไอดี หรือดีแทค สุดท้ายนี้ขอบคุณลูกค้าทรูและดีแทคทุกคนที่สนับสนุนโฟร์ทเสมอ มาร่วมเป็นครอบครัวเดียวกันและยิ้มรับปีใหม่ไปด้วยกันนะครับ” โฟร์ทกล่าวในงาน

 

นอกจากความสนุกที่ โฟร์ท ณัฐวรรธน์ ในฐานะพรีเซนเตอร์ Truedtac5G มอบความสุขให้กับแฟนๆ ในทรูไอคอน ฮอลล์ และในไลฟ์สตรีมแล้ว ทรู คอร์ปอเรชั่น ถือโอกาสอันดีในการประกาศแพ็กเกจใหม่แบบสุขสุดขีดอย่าง ‘True Super Netflix’ ที่เป็นการประกาศความร่วมมือส่งความสุขส่งท้ายปีของ 2 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ทั้งแบรนด์คอนเทนต์บันเทิงคุณภาพอันดับ 1 อย่าง Netflix และอินเทอร์เน็ตสัญญาณแรงเต็มขีดจากเครือข่าย 5G อันดับ 1 ของ Truedtac มารวมกัน

 

True 5G Super Netflix และ TrueOnline Super Netflix

 

ทรูจัดเต็มความบันเทิงเหนือระดับ เอาใจคอหนังและซีรีส์ด้วยแพ็กเกจ True Super Netflix ในคอนเซปต์ ‘ดู Netflix ทั้งที ต้องดีกว่า คุ้มกว่า จะจ่ายแพงกว่าทำไม!’ แพ็กเกจ True 5G Super Netflix มีหลากหลายตัวเลือกให้เลือกสรร

 

  • แพ็กเกจเริ่มต้น 499 บาท ดูหนังและซีรีส์ระดับ HD ทุกจอ ทุกอุปกรณ์ แม้เน็ตหมดก็ยังใช้ต่อเนื่องที่ความเร็ว 4 Mbps ได้อย่างไม่มีสะดุด
  • แพ็กเกจอันลิมิเต็ด 1,299 บาท ใช้งานเน็ตและสตรีมมิ่งแบบอันลิมิเต็ด เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้งานเน็ตหนัก
  • พิเศษ! สำหรับคอหนังและซีรีส์เอเชีย เพิ่มความสนุกด้วยแพ็กเกจ Asian Combo เพียง 999 บาทต่อปี (เฉลี่ยเพียง 83 บาทต่อเดือน) ดูครบจุใจจาก 3 แพลตฟอร์มดัง Viu, WeTV และ iQIYI
  • พร้อมแพ็กเกจสุดคุ้ม! ทรูยังมีตัวเลือกแพ็กเกจไลฟ์สไตล์ที่จับคู่ความบันเทิงกับอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อให้คุณเอ็นจอยได้ไม่รู้จบ

 

นอกจาก True 5G Super Netflix แล้วยังมีแพ็กเกจ TrueOnline Super Netflix สุขสุดขีดกับเน็ตบ้านไฟเบอร์แรงจัดพร้อมความบันเทิงครบวงจร

 

  • เริ่มต้นเพียง 799 บาท ได้เน็ตบ้านไฟเบอร์ความเร็ว 500/500 Mbps พร้อมกล่องทรูไอดี ทีวี และแพ็กเกจ TrueVisions Now Joy ดู Netflix ได้ไม่สะดุด
  • สมัครวันนี้! รับเพิ่มซิมเน็ต 10GB ต่อเดือน และกล้องวงจรปิดฟรี พร้อมความปลอดภัยกับ TrueCyberSafe ปกป้องภัยไซเบอร์ด้วยระบบ AI สำหรับลูกค้า Truedtac และทรูออนไลน์ทุกคนทันที บล็อกหรือแจ้งเตือนเมื่อเผลอกดลิงก์อันตรายจากมิจฉาชีพที่ส่งผ่าน SMS หรือเว็บเบราว์เซอร์

 

เลือกความคุ้มค่าที่ตอบโจทย์คุณ สมัครได้แล้ววันนี้ที่ทรูช็อป ดีแทคช็อปทุกสาขา หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.true.th/entertainment/streaming/netflix 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

The post Truedtac5G x โฟร์ท ณัฐวรรธน์ กับงาน ‘ยิ้มทั่วไทย ยิ้มทั่วโซเชียล’ พร้อมเปิดตัว True 5G Super Netflix [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมดเวลาโปรเลือดสาด! AIS-True หันมาแข่งขันด้านคุณภาพสัญญาณ 5G ด้วยแคมเปญและพรีเซนเตอร์ดัง https://thestandard.co/ais-true-competition-5g-signal-quality/ Thu, 04 Jul 2024 10:11:42 +0000 https://thestandard.co/?p=954088

จากการทำ ‘สงครามราคา’ ในวันที่โอเปอเรเตอร์ในบ้านเรามี 3 […]

The post หมดเวลาโปรเลือดสาด! AIS-True หันมาแข่งขันด้านคุณภาพสัญญาณ 5G ด้วยแคมเปญและพรีเซนเตอร์ดัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากการทำ ‘สงครามราคา’ ในวันที่โอเปอเรเตอร์ในบ้านเรามี 3 ค่าย จนมาถึงวันนี้ซึ่งเหลือ 2 ค่ายอย่าง AIS และ True ที่ได้ควบรวมกับ dtac เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้การทำแคมเปญได้เปลี่ยนจาก ‘โปรเลือดสาด’ มาเป็นการสื่อสารที่เน้นเรื่อง ‘คลื่น’ ที่ครอบคลุมแทน

 

“การทำราคาแบบบ้าระห่ำคงจะไม่มีอีกแล้ว เพราะทำไปมีแต่เจ็บตัว” ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH “วันนี้ไม่ใช่การทำสงครามราคาที่เน้นถูกแต่ใช้งานจริงไม่ได้ แต่ต้องมีเครือข่ายที่ใช้ได้จริงและราคาเข้าถึงได้”

 

คำพูดของปรัธนาเกิดขึ้นหลังจากที่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้ง AIS และ True ต่างเปิดตัวแคมเปญใหม่ของตัวเอง โดยมี Message ที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก นั้นคือการที่ออกมาบอกว่ามีสัญญาณ 5G อยู่ทั่วไทย

 

แม้ AIS จะส่งจดหมายเชิญสื่อล่วงหน้านับสัปดาห์เพื่อเปิดตัว ‘พี่จอง-คัลแลน’ YouTuber ที่มีผู้ติดตามกว่า 2.7 ล้าน Subscriptions บน YouTube ซึ่งได้เปลี่ยนจากผู้ใช้งานจริง สู่การเป็นหนึ่งในพรีเซนเตอร์ของ AIS

 

ทว่า 1 วันก่อนหน้าที่ AIS จะได้เปิดตัวพรีเซนเตอร์ของตัวเอง True ก็ชิงพื้นที่สื่อด้วยการส่งแถลงการณ์ที่ระบุถึงการเปิดตัวแคมเปญ ‘ทรูทั่วไทย’ ทั่วไทย ทั่วถึง ทุกคน โดยมี แน็ก-ชาลี ไตรรัตน์ และ จีกามิน มาเป็นพรีเซนเตอร์คู่กันเพื่อโปรโมตเรื่อง 5G ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งเปิดตัว ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ที่มี Message ไม่แตกต่างกันนักไปหมาดๆ

 

แคมเปญนี้เกิดขึ้นมาเพื่อ “สะท้อนความเร็วแรงของสัญญาณ True 5G ที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทย และเป็นเครือข่ายที่เข้าใจทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทั้ง True และ dtac ในยุคดิจิทัล” ฐานพล มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าว

 

สำหรับ AIS การเลือก ‘พี่จอง-คัลแลน’ มาเป็นพรีเซนเตอร์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อสื่อสารไปยังลูกค้ากลุ่มแมส เพราะทั้งคู่เป็น YouTuber ที่เดินทางไปทั่วประเทศ ดังนั้นจึงจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการยืนยันถึงเรื่องคลื่นที่ได้ขยายไปครอบคลุมแล้ว

 

นอกจากการเปิดตัวพรีเซนเตอร์แล้ว ในงานนี้ AIS ยังได้มีการย้ำถึงการให้บริการ 5G ได้ครอบคลุมแล้วกว่า 95% ของพื้นที่ประชากร ด้วยการถือครองคลื่นความถี่มากที่สุด ครบทั้งย่านความถี่ต่ำ กลาง และสูง รวมกว่า 1460 MHz

 

“วันนี้เรามีฐานลูกค้า 5G อยู่ราว 9 ล้านคน จนถึงสิ้นปีนี้อย่างน้อย AIS อยากให้เพิ่มเป็น 12 ล้านคน และถ้าเป็นไปได้ก็อยากได้ 15 ล้านคน” ปรัธนากล่าวพร้อมกับเสริมว่า “เราลงทุนในปีนี้กว่า 2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตทั้งมือถือและเน็ตบ้านเพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ”

 

ท้ายที่สุดปรัธนาระบุว่า จำนวนลูกค้า 5G จะเพิ่มถึงเป้าหมายไหมไม่ใช่อยู่ที่คลื่นอย่างเดียว แต่ต้องมีสมาร์ทโฟนที่รองรับด้วย เพราะแม้ AIS จะมีการนำเข้ามาขายนับหมื่นเครื่องในราคา 3,000 กว่าบาท แต่ที่สุดก็ไม่พอขายอยู่ดี

The post หมดเวลาโปรเลือดสาด! AIS-True หันมาแข่งขันด้านคุณภาพสัญญาณ 5G ด้วยแคมเปญและพรีเซนเตอร์ดัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE คิกออฟธุรกิจไลฟ์สไตล์หลังการควบรวม DTAC เปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘TrueX’ พร้อมดึง ‘ลิซ่า BLACKPINK’ มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ https://thestandard.co/true-dtac-launch-truex/ Wed, 19 Apr 2023 08:59:50 +0000 https://thestandard.co/?p=778559 TrueX

ในวันที่ TRUE และ DTAC ประกาศควบรวมอย่างเป็นทางการ หนึ่ […]

The post TRUE คิกออฟธุรกิจไลฟ์สไตล์หลังการควบรวม DTAC เปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘TrueX’ พร้อมดึง ‘ลิซ่า BLACKPINK’ มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TrueX

ในวันที่ TRUE และ DTAC ประกาศควบรวมอย่างเป็นทางการ หนึ่งในทิศทางที่บริษัทใหม่ (ภายใต้ชื่อเดิม) ต้องการคือการบุกไลฟ์สไตล์มากขึ้น และกลายเป็นที่มาของการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ที่ชื่อ TrueX ซึ่งถูกเรียกว่าเป็น ‘ซูเปอร์แอปด้านการใช้ชีวิต’

 

TrueX จะเป็นแอปพลิเคชันที่มาพร้อมกับ 6 โซลูชันและแพ็กเกจ ประกอบด้วย X Home – การดูแลบ้าน, X Health – การดูแลสุขภาพ, X Learning – การเรียนรู้, Utility & Energy – ประหยัดพลังงาน, Shopping – การช้อปปิ้ง และ X Entertainment – ความบันเทิง

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านดิจิทัล บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ภายหลังการรวมธุรกิจ TRUE และ DTAC ที่ผ่านมา ทรู คอร์ปอเรชั่น ยิ่งมีความชัดเจนในฐานะ Tech Company ที่จะผสานพลังกันนำประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลของ TRUE 

 

โดยการควบรวมนั้นถูกมองว่าจะเข้ามาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายดำเนินงานและงบลงทุน รวมถึงการปิดจุดอ่อนของ DTAC เดิมที่มีข้อจำกัดบริการ 5G และเน็ตบ้านเชิงพาณิชย์

 

“แบรนด์ใหม่ครั้งนี้ นอกเหนือจากยกระดับภาพ TRUE สู่การเป็น Tech Company เต็มรูปแบบแล้ว สิ่งสำคัญคือการนำเสนอเทคโนโลยีแห่งการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ ที่จะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบันที่มีไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไปมาก เน้นความสะดวกสบาย รวดเร็ว เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านทุกดีไวซ์ ในราคาที่ทุกคนสัมผัสได้ สามารถตอบโจทย์วิถีเฉพาะบุคคล (Personalization) ได้อย่างชัดเจน”

 

อย่างไรก็ตาม ทรู คอร์ปอเรชั่น ขอไม่ตอบว่า TrueX จะเข้ามาช่วยในเรื่องของรายได้เท่าไร แต่คาดหวังแค่ว่าจะสามารถมียอดดาวน์โหลด 1 ล้านครั้งภายใน 1 ปีหลังการเปิดตัว

 

พร้อมกันนี้ยังได้ดึง ‘ลิซ่า BLACKPINK’ มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ซึ่งนี่ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ 2 ต่อจาก TrueID ที่ได้เปิดตัวไปก่อนหน้านี้

 

การรวมตัวของผู้เล่นเบอร์ 2 และ 3 ในตลาดถูกระบุว่า เป็นการควบรวมกิจการโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากมูลค่าของกิจการ โดยมูลค่าตลาดของทั้งสองบริษัทรวมกัน (Market Capitalization) ประมาณ 2.94 แสนล้านบาท

 

ท่ามกลางความกังวลทั้งการผูกขาดหรือผลประโยชน์ของลูกค้าอันเกิดจากการแข่งขันที่ลดลงเนื่องจากมีผู้เล่นน้อยราย แต่ TRUE ได้ยืนยันว่า ลูกค้าของทั้ง 2 บริษัทจะได้รับประโยชน์จากการควบรวมทันที

 

แม้จะบอกว่าการแข่งขันจะมีอยู่เหมือนเดิม แต่บทวิเคราะห์จาก บล.เมย์แบงก์ กลับชี้ว่า การแข่งขันลดลงทันทีหลังควบรวมกิจการเสร็จสิ้น โดยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม DTAC  ได้ปรับขึ้นราคาแพ็กเกจรายเดือน (สำหรับซิมการ์ดใหม่) เพื่อให้เท่ากับระดับราคาของ TrueMove H และ AIS 

 

ซึ่งในบรรดาแพ็กเกจที่จำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตโดย DTAC จาก 5 แพ็กเกจ มี 3 แพ็กเกจที่ราคาต่อ GB เพิ่มขึ้น 15-38 บาท ในขณะที่อีก 2 แพ็กเกจไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคา

 

ขณะที่ผลจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ดีขึ้นและการแข่งขันด้านราคาที่เบาลง บล.เมย์แบงก์ คาดการณ์ว่ารายได้จากบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ TRUE (77.4% ของรายได้จากบริการหลักในปี 2566) จะเติบโต 3.4% ในปี 2566 ฟื้นตัวจากที่รายได้ลดลง 2.8% ในปี 2565

The post TRUE คิกออฟธุรกิจไลฟ์สไตล์หลังการควบรวม DTAC เปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘TrueX’ พร้อมดึง ‘ลิซ่า BLACKPINK’ มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘TRUE’ เปิดเทรดภายใต้บริษัทใหม่ด้วยมูลค่า 2.88 แสนล้านบาท ใหญ่สุดอันดับ 15 ของหุ้นไทย โบรกมองพื้นฐาน 10.4 บาท https://thestandard.co/true-trading-under-new-company/ Fri, 03 Mar 2023 05:11:30 +0000 https://thestandard.co/?p=757987

บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ภายใต้การควบรวมกันระหว่าง T […]

The post ‘TRUE’ เปิดเทรดภายใต้บริษัทใหม่ด้วยมูลค่า 2.88 แสนล้านบาท ใหญ่สุดอันดับ 15 ของหุ้นไทย โบรกมองพื้นฐาน 10.4 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ภายใต้การควบรวมกันระหว่าง TRUE และ DTAC กลับมาทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง หลังจากกระบวนการควบรวมเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา 

 

โดยราคาหุ้นที่เปิดการซื้อขายอยู่ที่ 8.35 บาท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.88 แสนล้านบาท นับเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) ใหญ่สุดเป็นอันดับ 15 ของไทย อิงจากการจัดอันดับ ณ สิ้นวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่บริษัทอันดับที่มีมูลค่าสูงสุดในเวลานี้คือ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) มีมูลค่า 1.25 ล้านล้านบาท 

 

ด้าน บล.บัวหลวง ประเมินว่า หากอิงจากราคาปิด ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ และอัตราส่วนการแลกหุ้นที่ 1 หุ้น DTAC เท่ากับ 6.13444 หุ้น TRUE จะได้มูลค่าหุ้นใหม่ที่ 2.92 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 8.51 บาท

 

ทั้งนี้ ประเมินราคาเป้าหมายของ TRUE หลังการควบรวมในกรณีฐานที่ 10.4 บาท ซึ่งรวมผลจากการ Synergy ที่เกิดจาก

 

  1. งบลงทุน (CAPEX) ที่ซ้ำซ้อนลดลง 15% 
  2. อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A / Sales) ลดลงจาก 18.2% มาเหลือ 17.1% คิดเป็นมูลค่าส่วนเพิ่มราว 0.94 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ หากประเมินในกรณีดีที่สุดจะช่วยเพิ่มมูลค่า 3.6 บาทต่อหุ้น 

 

หลังจากรวมเข้าด้วยกัน Market Share จะเป็นเบอร์ 1 ราว 54% และมีอัปไซด์จากการขายสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกัน (Cross-Sell) และเพิ่มยอดขาย (Up-Sell) ทั้งในแง่ของแพ็กเกจเพื่อเพิ่มบริการ และรายได้เฉลี่ยต่อลูกค้า (ARPU) ขึ้นอีก และการลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานทั้งด้านไอทีและช็อปบริการที่ซ้ำซ้อน 

 

ทั้งนี้ หากสมมติว่ารวมกำไร DTAC เข้าตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม คาดว่าปี 2023 TRUE ยังจะมีผลขาดทุนสุทธิ 1.15 พันล้านบาท ก่อนพลิกเป็นกำไรราว 1.42 พันล้านบาท ในปี 2024 และเติบโตต่อเนื่องสู่ระดับ 6.19 พันล้านบาท ในปี 2033 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า 

 

ด้าน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินว่า จากการจัดทำงบการเงินเสมือนของ TRUE ซึ่งระบุว่าบริษัทมีกำไร 1.1 หมื่นล้านบาท ในปี 2564 แต่ขาดทุน 5.9 พันล้านบาท ในปี 2565 อย่างไรก็ดี ผลประกอบการในปี 2565 เกิดจากการรวมงบการเงินของ TRUEE ซึ่งมีรายการพิเศษจำนวนมากมูลค่ากว่า 9 พันล้านบาท เช่น การตัดจำหน่ายค่าความนิยม (Goodwill) ของ TrueVisions, การตัดจำหน่ายสินทรัพย์ที่ซ้ำซ้อน และการปรับมูลค่าเงินลงทุน DIF และยังมีค่าใช้จ่ายจากการควบรวม 

 

ดังนั้น ผลขาดทุนในปี 2565 จึงไม่ใช่ผลประกอบการที่แท้จริงของบริษัทใหม่ หรือหุ้น TRUE ณ วันที่ 3 มีนาคม 2566 หากตัดรายการดังกล่าวออก TRUE ควรจะมีกำไรในปี 2565 

 

ทั้งนี้ บล.หยวนต้า ประเมินกำไรปกติของ TRUE ระหว่างปี 2566-2568 ที่ 3.5 พันล้านบาท 1.2 หมื่นล้านบาท และ 1.4 หมื่นล้านบาท ภายใต้สมมติฐาน Synergy ในปี 2566-2568 ที่ 2 พันล้านบาท 8.7 พันล้านบาท และ 1.2 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ พร้อมประเมินราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2566 ที่ 10.4 บาท 

 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 

 


 

The post ‘TRUE’ เปิดเทรดภายใต้บริษัทใหม่ด้วยมูลค่า 2.88 แสนล้านบาท ใหญ่สุดอันดับ 15 ของหุ้นไทย โบรกมองพื้นฐาน 10.4 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทรู’ เชื่อว่าหนี้จะเริ่มลดลงหลังควบรวม ‘ดีแทค’ ล่าสุด ‘ทริสเรทติ้ง’ ขยับความน่าเชื่อถือจาก BBB+ เป็น A+ https://thestandard.co/true-debt-will-decrease/ Thu, 02 Mar 2023 10:51:14 +0000 https://thestandard.co/?p=757786

เมื่อวานนี้ (1 กุมภาพันธ์) ‘ทรู’ และ ‘ดีแทค’ ได้ประกาศว […]

The post ‘ทรู’ เชื่อว่าหนี้จะเริ่มลดลงหลังควบรวม ‘ดีแทค’ ล่าสุด ‘ทริสเรทติ้ง’ ขยับความน่าเชื่อถือจาก BBB+ เป็น A+ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวานนี้ (1 กุมภาพันธ์) ‘ทรู’ และ ‘ดีแทค’ ได้ประกาศว่าการควบรวมเพื่อจัดตั้งบริษัทใหม่ร่วมกันภายใต้ชื่อ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยได้หนังสือรับรองบริษัทใหม่ตามที่ยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

 

ล่าสุดผู้บริหารของ TRUE ซึ่งเป็นผู้บริหารเดิมของจากทั้งฝั่งทรูและดีแทค ได้ร่วมกันให้ข้อมูลภายในงานแถลงข่าวที่จัดขึ้นในวันนี้ (2 มีนาคม)

 

มนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานคณะผู้บริหาร TRUE กล่าวว่า “ด้วยคุณค่าที่เรามอบให้กับลูกค้ามากขึ้น พร้อมด้วยศักยภาพในการแข่งขันที่มากขึ้น จะช่วยให้บริษัทจ่ายคืนหนี้ได้มากขึ้น”

 

ด้าน ยุภา ลีวงศ์เจริญ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน TRUE เปิดเผยว่า ภายหลังการควบรวมในครั้งนี้จะทำให้ทรูและดีแทคแบ่งปันการใช้เน็ตเวิร์กร่วมกัน พร้อมกับมีฐานลูกค้ามากขึ้น และยังช่วยลดการลงทุนเพิ่มในอนาคต

 

“จากเดิมที่บริษัทให้บริการครอบคลุม 95% ของพื้นที่ทั้งหมด แต่เมื่อรวมเสร็จจะกระโดดไปเป็น 98% โดยที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากนัก แต่หากไม่มีการควบรวมครั้งนี้บริษัทจะยังต้องลงทุนเพิ่มอีกมาก นอกจากนี้การควบรวมยังช่วยให้เกิด Economy of Scale อย่างการแชร์เสาสัญญาณร่วมกัน รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น ค่าไฟฟ้าหรือค่าเช่าสถานที่

 

“ผลการดำเนินงานของเราจะดีขึ้นแบบออร์แกนิก ทำให้หนี้ค่อยๆ ลดลง สมัยก่อนบริษัทมีหนี้เยอะเพราะว่าเทคโนโลยีมาเร็ว ทำให้เครือข่ายต้องขยายเร็ว ต้องลงทุนสูงต่อเนื่อง หลังจากนี้การลงทุนจะค่อยๆ เพลาลง ทำให้หนี้ที่ค้างอยู่ค่อยๆ ลดลง”

 

ยุภากล่าวต่อว่า บริษัทมีเป้าหมายภายในเกี่ยวกับการลดหนี้ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ อย่างไรก็ดี ภาระดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทมีแนวโน้มจะลดลง หลังจากที่ทริสเรทติ้ง บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ประกาศปรับเพิ่มเรตติ้งของ TRUE จาก BBB+ มาเป็น A+ หรือเพิ่มขึ้น 3 ระดับ ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทในอนาคตลดลง

 

ด้าน Telenor Asia ซึ่งเป็นอดีตผู้ถือหุ้นใหญ่ของดีแทค และยังมีสัดส่วนการถือหุ้นใน TRUE จำนวน 19.6% มีแนวโน้มว่าจะลงทุนกับบริษัทต่อไปในระยะยาว

 

“เราไม่สามารถพูดแทนผู้ถือหุ้นได้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ขณะนี้ Telenor ยืนยันว่าจะร่วมบริหารงานต่อไป และจะเห็นว่า Telenor ได้ตั้งหน่วยงานที่สิงคโปร์เพื่อดูการลงทุนครั้งนี้โดยเฉพาะ ทำให้เราเชื่อว่า Telenor จะลงทุนกับเราต่อไปในระยะยาว”

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

The post ‘ทรู’ เชื่อว่าหนี้จะเริ่มลดลงหลังควบรวม ‘ดีแทค’ ล่าสุด ‘ทริสเรทติ้ง’ ขยับความน่าเชื่อถือจาก BBB+ เป็น A+ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ จะให้บริการภายใต้แบรนด์ ‘ทรู’ และ ‘ดีแทค’ ต่อไปอีก 3 ปีตามกฎ กสทช. ย้ำการแข่งขันยังมีต่อไปแน่นอน https://thestandard.co/true-dtac-service-another-3-years/ Thu, 02 Mar 2023 10:00:11 +0000 https://thestandard.co/?p=757762

1 วันหลังจากที่ทรูและดีแทคได้ดำเนินการควบรวมเป็นบริษัทใ […]

The post ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ จะให้บริการภายใต้แบรนด์ ‘ทรู’ และ ‘ดีแทค’ ต่อไปอีก 3 ปีตามกฎ กสทช. ย้ำการแข่งขันยังมีต่อไปแน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>

1 วันหลังจากที่ทรูและดีแทคได้ดำเนินการควบรวมเป็นบริษัทใหม่ร่วมกันเสร็จสมบูรณ์ภายใต้ชื่อ ‘บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)’ ได้มีการจัดแถลงโดยผู้บริหารเพื่อย้ำถึงทิศทางที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 

“ที่เราเลือกใช้ชื่อบริษัทเป็นทรู เป็นเพราะการมีแบรนดิ้งที่สื่อถึงดิจิทัลและนวัตกรรม ตลอดจนการมีพอร์ตธุรกิจที่ครอบคลุม” มนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าว

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

มนัสส์ ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ารับตำแหน่งดังกล่าวจากมติของคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ในการนี้ได้แต่งตั้ง ชารัด เมห์โรทรา เป็นรองประธานคณะผู้บริหารด้วย

 

ภายใต้บริษัทใหม่จะมีฐานลูกค้ากว่า 50 ล้านราย ประกอบไปด้วยทรูมูฟ เอช 33.8 ล้านเลขหมาย และดีแทค 21.2 ล้านเลขหมาย พร้อมผู้ใช้งานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตทรูออนไลน์ 5 ล้านราย และผู้ใช้งานโทรทัศน์ทรูวิชั่นส์ 3.2 ล้านราย

 

ทรู คอร์ปอเรชั่นระบุว่า นี่นับเป็นการควบรวมกิจการโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากมูลค่าของกิจการ ทั้งนี้ มูลค่าตลาดของทั้งสองบริษัทรวมกัน (Market Capitalization) ประมาณ 2.94 แสนล้านบาท โดยมีพนักงานทั้งหมด 20,000 คน ซึ่งผู้บริหารยืนยันว่าไม่ได้มีการปลดพนักงานออก 

 

“การควบรวมของเราได้ก่อให้เกิดความกังวลในหลายด้าน ทั้งการผูกขาด หรือผลประโยชน์ของลูกค้า แต่เราขอยืนยันว่าที่เรามารวมกันเพื่อสร้างโอกาสที่ไม่สิ้นสุด ซึ่งลูกค้าของทั้ง 2 บริษัทจะได้รับประโยชน์จากการควบรวททันที” 

 

บริษัทใหม่วางเป้าหมายเป็นผู้นำด้านโครงข่าย โดยจะขยายโครงข่าย 5G ครอบคลุม 98% ของประชากรในปี 2569 พร้อมพัฒนาและขยายเครือข่ายทั่วประเทศ 

 

ในแง่ของลูกค้าทรู คอร์ปอเรชั่น ระบุว่า จะให้บริการธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใต้แบรนด์ ‘ทรู’ และ ‘ดีแทค’ โดยลูกค้าสามารถใช้สัญญาณได้ทันทีจากสัญลักษณ์เครือข่าย dtac-True และ True-dtac บนหน้าจอมือถือ   

 

โดยนี่ถือเป็นโรมมิ่งสัญญาณข้ามโครงข่าย เพื่อใช้งาน 5G และ 4G บนคลื่น 2600 MHz และ 700 MHz โดยลูกค้าดีแทคสามารถใช้งาน 5G บนคลื่น 2600 MHz และลูกค้าทรูสามารถใช้งาน 4G และ 5G คลื่น 700 MHz ซึ่งเปิดให้บริการแล้ว ทั้งนี้จะขยายครบทั้ง 77 จังหวัดประมาณกลางเดือนมีนาคมนี้

 

ฐานพล มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด กล่าวว่า แบรนด์ ‘ทรู’ และ ‘ดีแทค’ จะทำการตลาดต่อไปภายใต้แผนของตัวเอง ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งของกฎที่กสทช. กำหนดไว้ว่าทั้ง 2 แบรนด์จะยังคงให้บริการแยกจากกันเป็นระยะเวลา 3 ปี

 

“เมื่อแบรนด์แยกกัน การแข่งขันจะยังมีต่อไปอย่างแน่นอน เพราะทั้ง 2 แบรนด์ทำการตลาดที่แยกกัน แต่อาจมีโปรโมชันบางอย่างที่จะใช้สิทธิประโยชย์ร่วมกัน”

 

ที่สุดแล้วเมื่อเวลาผ่านไปครบ 3 ปียังไม่แน่นอนว่าทั้ง 2 แบรนด์จะยังมีให้เห็นในตลาดหรือไม่ โดยฐานพลกล่าวว่า “เรากำลังศึกษาถึงทิศทางที่ต่างประเทศทำ ยังไม่ชัดเจนว่าจะเก็บไว้ทั้ง 2 แบรนด์ หรือแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง”

The post ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ จะให้บริการภายใต้แบรนด์ ‘ทรู’ และ ‘ดีแทค’ ต่อไปอีก 3 ปีตามกฎ กสทช. ย้ำการแข่งขันยังมีต่อไปแน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริกัญญาชี้ ควบรวม TRUE-DTAC สะท้อนกฎหมายป้องกันผูกขาดล้มเหลว ค่าโทรศัพท์เพิ่มขึ้นสูงถึง 200% คุณภาพด้อยลง https://thestandard.co/true-dtac-antitrust-law/ Thu, 02 Mar 2023 08:45:34 +0000 https://thestandard.co/?p=757686

วันนี้ (2 มีนาคม) ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไ […]

The post ศิริกัญญาชี้ ควบรวม TRUE-DTAC สะท้อนกฎหมายป้องกันผูกขาดล้มเหลว ค่าโทรศัพท์เพิ่มขึ้นสูงถึง 200% คุณภาพด้อยลง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (2 มีนาคม) ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีการควบรวมระหว่าง TRUE และ DTAC เสร็จสมบูรณ์ และมีการตั้งบริษัทใหม่ใช้ชื่อว่า ‘บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด’ รวมถึงกรณีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษายกฟ้องคดีที่มีการยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติรับทราบการรวมธุรกิจของบริษัททรูและบริษัทดีแทค เข้าข่ายกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

 

ศิริกัญญากล่าวว่า ทั้ง 2 กรณี ทำให้ประเทศไทยเหลือผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมเพียง 2 เจ้าอย่างเป็นทางการ และบริษัทใหม่กลายเป็นผู้ให้บริการเบอร์หนึ่งทันที มีส่วนแบ่งตลาดเกิน 50% เรื่องนี้สะท้อนความล้มเหลวของกฎหมายและกลไกการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม

 

ผลกระทบจากการควบรวมที่จะเกิดขึ้นคงไม่จำเป็นต้องพูดซ้ำ เพราะผลการศึกษาจากทั้งสถาบันวิชาการและผลการศึกษาจากทาง กสทช. ยืนยันว่าจะส่งผลต่อค่าโทรศัพท์ที่จะเพิ่มขึ้น 10-200% สุ่มเสี่ยงต่อการฮั้วราคา และคุณภาพการให้บริการอาจจะด้อยลงจากการแข่งขันที่ลดลง รวมทั้งตลาดมือถือจะอยู่ในจุดที่สภาวะการแข่งขันตกต่ำ ยากเกินจะฟื้นฟูให้กลับมาอยู่ในจุดเดิม

 

ศิริกัญญากล่าวต่อว่า ปัญหาจึงอยู่ที่กฎหมายที่ กสทช. ใช้ในการกำกับดูแลตลาดที่อ่อนปวกเปียก นำไปสู่ช่องโหว่รูใหญ่ที่ภาคเอกชนมองเห็นลู่ทางที่จะสามารถควบรวมกันได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใครทั้งสิ้น และศาลอาญาคดีทุจริตฯ เองก็ใช้บรรทัดฐานเดียวกัน

 

ทั้งนี้ ช่องโหว่รูใหญ่เริ่มจากการแก้ประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม เมื่อปี 2561 โดย กสทช. ตัดอำนาจการอนุญาตควบรวมธุรกิจออกไป เหลือไว้แค่การรับทราบและแค่กำหนดมาตรการเยียวยา แม้จะมีประกาศอีกฉบับเพื่อป้องกันการผูกขาดที่ให้อำนาจอนุญาตไว้ แต่ถ้าเอกชนยืนยันว่านี่คือการควบรวมไม่ใช่การเข้าซื้อธุรกิจโดยผู้ถือใบอนุญาต ก็จะไม่เข้าเกณฑ์ที่ต้องขออนุญาต ซึ่งก็คือกรณีนี้ที่ ทรู คอร์ปอเรชั่น (เดิม) เลือกที่จะไม่เทกโอเวอร์บริษัทดีแทค แต่ตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่เพื่อซื้อหุ้นต่อจากทั้งสองบริษัท เพียงเท่านี้ก็หลุดพ้นจากขั้นตอนการขออนุญาต แล้วค่อยเปลี่ยนชื่อบริษัทที่ตั้งใหม่เป็น ‘บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด’ อย่างที่ทำไปเมื่อวานนี้ (1 มีนาคม)

 

“เพื่อเช็กว่าเรื่องนี้ขัดกับสามัญสำนึกแค่ไหน ลองจินตนาการว่าในอนาคตหาก TRUE และ AIS จะควบรวมธุรกิจกันจนค่ายมือถือเหลือ 1 เจ้า ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใครทั้งสิ้น” ศิริกัญญาระบุ

 

ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า แนวทางที่จะขันนอตปิดรูรั่วช่องโหว่ทางกฎหมาย คือการสังคายนากฎหมายแข่งขันทางการค้าครั้งใหญ่ เพื่อให้ทุกกฎหมายอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน เพราะอย่างน้อยในกรณีนี้ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกับ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้าฯ ยังจำเป็นต้องขออนุญาตเพื่อควบรวมกิจการก่อน

 

ดังนั้นประกาศการรวมธุรกิจของ กสทช. ต้องมีการแก้ไข เอาระบบขออนุญาตกลับมาปรับปรุงเงื่อนไขการขออนุญาตให้รัดกุมยิ่งขึ้น และต้องยกระดับให้คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) มีอำนาจในการกำหนดนโยบายแข่งขันทางการค้าของประเทศ คุ้มครองผลประโยชน์ของผู้บริโภค รวมไปถึงอำนาจที่ระงับยับยั้งการดำเนินนโยบายที่ขัดต่อหลักการแข่งขันที่เป็นธรรม

 

อย่างไรก็ดี จะยกระดับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าให้มีอำนาจเพิ่มขึ้นโดยไม่ยกเครื่องคณะกรรมการนี้ใหม่เลยก็เป็นไปไม่ได้ เพราะการวินิจฉัยการควบรวมซีพี-เทสโก้ ยังคงสร้างความกังขาให้ประชาชนจนถึงปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องปรับปรุงตั้งแต่กระบวนการสรรหา ไปจนถึงกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ให้มีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น

 

“สิ่งที่ไม่สามารถตราลงในกฎหมายใดคือความกล้าหาญและซื่อตรงต่อหลักการที่จะสู้กับอำนาจทุนขององค์กรกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า หรือ กสทช. ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายการเมืองเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาการผูกขาด และอยากให้ธุรกิจแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม ทั้งปกป้องผลประโยชน์ประชาชนที่เป็นผู้บริโภค และผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ” ศิริกัญญากล่าว

 

ศิริกัญญากล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับกรณีการควบรวม TRUE-DTAC นั้น เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 พรรคก้าวไกลได้ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ดำเนินการไต่สวนและตรวจสอบว่า กสทช. ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ แม้ตอนนี้ผลการไต่สวนยังไม่ออกมา แต่ก็น่าคิดว่าในเมื่อคำวินิจฉัยของศาลอาญาคดีทุจริตฯ เป็นแบบนี้ ประชาชนก็อาจเหลือความหวังน้อยเต็มทีว่าจะเอาผิด กสทช. ชุดนี้ได้

The post ศิริกัญญาชี้ ควบรวม TRUE-DTAC สะท้อนกฎหมายป้องกันผูกขาดล้มเหลว ค่าโทรศัพท์เพิ่มขึ้นสูงถึง 200% คุณภาพด้อยลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE-DTAC เดินหน้าลุยควบรวมกิจการ ดันมาร์เก็ตแคปบริษัทใหม่แตะ 3 แสนล้านบาท จับตาปัจจัยเสี่ยงฉุดรายได้ ทำต้นทุนพุ่ง https://thestandard.co/true-dtac-merger/ Thu, 16 Feb 2023 01:16:36 +0000 https://thestandard.co/?p=751164 TRUE-DTAC

TRUE-DTAC เดินหน้าควบรวมกิจการปิดดีลซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ […]

The post TRUE-DTAC เดินหน้าลุยควบรวมกิจการ ดันมาร์เก็ตแคปบริษัทใหม่แตะ 3 แสนล้านบาท จับตาปัจจัยเสี่ยงฉุดรายได้ ทำต้นทุนพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE-DTAC

TRUE-DTAC เดินหน้าควบรวมกิจการปิดดีลซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านเสร็จ พร้อมประกาศขึ้น SP หุ้นทั้ง 2 บริษัท ลุยจัดสรรหุ้นบริษัทใหม่ให้ผู้ถือหุ้นเดิม ส่วนวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ นัดประชุมผู้ถือหุ้นร่วมถกประเด็นควบรวม ด้านนักวิเคราะห์เสียงแตก ‘กสิกรไทย’ มองช่วยสร้าง Synergy ธุรกิจ ฟาก ‘ยูโอบี’ เห็นต่าง ชี้เสี่ยงรายได้ลด-ต้นทุนเพิ่ม

 

แผนการควบรวมกิจการระหว่าง บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE กับ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ DTAC มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง หลังจากเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2566 ทั้ง 2 บริษัทแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัท ซิทริน เวนเจอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด และ Citrine Investment SG Pte Ltd. ต้องการที่จะเป็นผู้รับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่ลงคะแนนเสียงไม่เห็นด้วยกับการควบรวมของทั้ง 2 บริษัท

 

โดยได้กำหนดระยะเวลารับซื้อหุ้นของทั้ง TRUE และ DTAC ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม – 9 กุมภาพันธ์ 2566 รวมเป็นระยะเวลา 14 วัน โดยมี บล.บัวหลวง เป็นตัวแทนในการรับซื้อ โดยกำหนดจะซื้อหุ้น TRUE รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนไม่เกิน 161 ล้านหุ้น ที่ราคา 5.15 บาทต่อหุ้น และรับซื้อหุ้น DTAC รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนไม่เกิน 223 ล้านหุ้น ที่ราคา 50.50 บาทต่อหุ้น


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ขณะที่ล่าสุด ยุภา ลีวงศ์เจริญ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ผลการรับซื้อหุ้น TRUE ที่สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 จากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีผู้ถือหุ้นที่คัดค้านขายหุ้นของบริษัทให้แก่ผู้รับซื้อหุ้นในจํานวนรวม 147.30 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.44% ของจํานวนหุ้นทั้งหมด

 

นอกจากนี้ได้แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติการจัดประชุมผู้ถือหุ้นร่วม ครั้งที่ 2 ระหว่างผู้ถือหุ้นของบริษัท และผู้ถือหุ้นของ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 14.00 น. เพื่อพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการควบบริษัทระหว่าง TRUE และ DTAC

 

อีกทั้งวานนี้ (15 กุมภาพันธ์) ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศขึ้นเครื่องหมายสั่งห้ามการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ (SP) หุ้น DTAC กับ TRUE ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2566 รวมเป็นระยะเวลา 9 วันทำการ ตามที่ทั้ง 2 บริษัทได้ขอ

ทั้งนี้ เพื่อเตรียมการจัดสรรหุ้นสามัญของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ DTAC และ TRUE และการดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการนำหุ้นสามัญของบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

 

ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมผู้ถือหุ้นร่วมระหว่างผู้ถือหุ้นของ TRUE และผู้ถือหุ้นของ DTAC ครั้งที่ 2 และกระบวนการนำหุ้นของบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เสร็จสิ้น หลักทรัพย์ของบริษัทใหม่จะเข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แทนหลักทรัพย์ของบริษัท ซึ่งจะถูกเพิกถอนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันเดียวกัน ดังนั้นที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทจึงได้มีมติอนุมัติการเปลี่ยนแปลงชื่อย่อหลักทรัพย์ของบริษัทใหม่เป็น ‘TRUEE’ แทนชื่อเดิมที่ใช้ ‘TRUE’

 

ส่วน ณภัทร ธัญญกุลสัจจา เลขานุการบริษัท บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น ระบุว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้รับซื้อหุ้นได้ดําเนินการรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการควบรวมเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีผู้ถือหุ้นที่คัดค้านขายหุ้น DTAC ให้แก่ผู้รับซื้อหุ้นในจํานวนรวมทั้งสิ้น 78.65 ล้านหุ้น คิดเป็น 3.32% ของจํานวนหุ้นทั้งหมด

 

บล.กสิกรไทย มองมุมบวก TRUE ควบรวม DTAC

ด้าน พิสุทธิ์ งามวิจิตวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า กรณีที่ TRUE กับ DTAC ประกาศขึ้น SP หุ้นของทั้ง 2 บริษัท เป็นระยะเวลา 9 วัน ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2566 มีมุมมองว่าก่อนช่วงที่จะมีการพักการซื้อขายชั่วคราวดังกล่าว จะส่งผลให้หุ้น 2 บริษัทมีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงเกิดส่วนลด (Discount) ถือเป็นโอกาสในการเข้าซื้อเพื่อแปลงเป็นหุ้นบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวม โดยสามารถเลือกได้ทั้งหุ้น TRUE หรือ DTAC เพราะมีอัตราส่วนในการแปลงรับเป็นหุ้นของบริษัทใหม่ในอัตราที่เท่ากัน

 

“ช่วงก่อนขึ้น SP ถ้าหุ้น TRUE หรือ DTAC ราคาปรับลดลงมา เราแนะนำให้ซื้อเพื่อมาแปลงเป็นหุ้นบริษัทใหม่ สามารถเลือกซื้อได้ตัวใดตัวหนึ่ง เพราะตอนนี้มีสัดส่วนในการแปลงเป็นหุ้นใหม่เท่ากัน หรือถ้าหุ้นตัวไหนราคาลงมาเยอะกว่าก็ซื้อหุ้นตัวนั้น หรือหากราคาหุ้นไม่ได้ปรับตัวลงมาก็ยังมองเป็นโอกาสซื้อได้อยู่เพราะเห็น Synergy ร่วมของบริษัทใหม่ค่อนข้างมาก ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าหุ้นได้ในอนาคต”

 

นอกจากนี้ให้ติดตามในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ที่จะมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นร่วมระหว่างผู้ถือหุ้นของ TRUE กับ DTAC ว่าจะมีการประกาศแผนการทำงานร่วมกัน (Synergy) ว่าจะออกมาอย่างไร และจะมีมูลค่าในเชิงของ Synergy โดยจะนำข้อมูลที่ออกมาวิเคราะห์เพิ่มเติมอีกครั้ง

 

สำหรับดีลการควบรวม TRUE กับ DTAC ในขณะนี้ยังมีมุมมองเป็นบวกด้วยเหตุผลดังนี้

  1. ส่งผลให้ในมุมผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมไอซีทีจะมีความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้น
  2. เกิดมูลค่าเพิ่มจากการควบรวม เช่น การประหยัดต่อขนาดและการมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น
  3. บริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมจะมีมาร์เก็ตแคปที่มีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3 แสนล้านบาท หรือมีสัดส่วนประมาณ 50% ของมาร์เก็ตแคป บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ ADVANC ที่มีมาร์เก็ตแคปประมาณ 6 แสนล้านบาท ขณะที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นมาใกล้เคียงกับ ADVANC โดยหากTRUE กับ DTAC มี Synergy ที่ดีก็มีโอกาสที่จะเห็นรายได้และมาร์เก็ตแคปเติบโตได้ต่อเนื่องในอนาคต
  4. หุ้นบริษัทใหม่ที่มีมาร์เก็ตแคปมีโอกาสได้รับความสนใจหรือมีเงื่อนไขคุณสมบัติที่เอื้อให้กองทุนขนาดใหญ่ในต่างประเทศเข้ามาลงทุนได้เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสนับสนุนต่อราคาหุ้นในอนาคต

 

ทั้งนี้ ให้ราคาเป้าหมายของหุ้นใหม่ที่เกิดจากการควบรวม TRUE กับ DTAC ณ สิ้นปี 2566 อยู่ที่ 10.32 บาทต่อหุ้น ขณะที่ราคาหุ้นใหม่ที่จะเข้าซื้อขายแทน TRUE กับ DTAC เดิมนั้นวิธีคำนวณจะใช้ราคาปิดการซื้อขายวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 นำมาคำนวณเป็นมาร์เก็ตแคปของ 2 บริษัท นำมาบวกแล้วหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดของทั้ง 2 บริษัท โดยหากใช้ราคาปิดการซื้อของภาคเช้าวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 นำมาใช้อ้างอิงหุ้นของบริษัทใหม่จะมีราคาเข้าซื้อขายในวันแรกที่ 8.20 บาทต่อหุ้น พร้อมทั้งคาดว่าหุ้นใหม่ของหุ้นบริษัทใหม่จะเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ 3 มีนาคมนี้

 

บล.ยูโอบี ชี้ หุ้นใหม่ TRUE-DTAC มีปัจจัยเสี่ยงกดดันผลงาน

กิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า บริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวม TRUE กับ DTAC มีความเสี่ยงที่จะเห็นผลประกอบการออกมาลดลงกว่าเดิมจากหลายปัจจัยเสี่ยงที่จะมากระทบ ได้แก่

  1. รายได้มีความเสี่ยงลดลงด้วยเงื่อนไขในการควบรวมของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่กำหนดเงื่อนว่าต้องทำให้ค่าบริการเฉลี่ยลดลง 12% ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนออกมาว่าในทางปฏิบัติจริงจะต้องทำอย่างไร
  2. ปัญหาด้านต้นทุนเสี่ยงสูงขึ้น เพราะ กสทช. กำหนดให้ TRUE กับ DTAC ยังคงแบรนด์การให้บริการแยกจากกันเป็นระยะเวลา 3 ปี ส่งผลให้มีปัญหาในการใช้โครงสร้างพื้นฐานระหว่างกันได้ จึงอาจยังไม่เห็น Synergy ที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาดังกล่าว
  3. มีความเสี่ยงในด้านค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กร โดยอาจมีการลดตำแหน่งบุคลากรหรือลดจำนวนพนักงานที่มีความทับซ้อนกัน ดังนั้นจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการจ่ายชดเชยให้กับพนักงาน

“คิดว่านักลงทุนที่ซื้อหุ้น TRUE หรือ DTAC หรือบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมต้องมีความอดทนพอสมควร เพราะมีความเป็นไปได้ที่ช่วงแรกๆ ผลประกอบการจะออกมาไม่ดี เนื่องจากมีหลายปัจจัยเสี่ยงที่จะเข้ามากดดัน รวมถึงมีตัวแปรที่ยังไม่แน่นอนที่จะมากระทบ ดังนั้นจึงมองว่ายังไม่น่าสนใจที่จะเข้าไปเก็งกำไรในทั้ง TRUE หรือ DTAC เพื่อรอถือหุ้นต่อในหุ้นบริษัทใหม่จึงแนะนำให้ Wait and See”

The post TRUE-DTAC เดินหน้าลุยควบรวมกิจการ ดันมาร์เก็ตแคปบริษัทใหม่แตะ 3 แสนล้านบาท จับตาปัจจัยเสี่ยงฉุดรายได้ ทำต้นทุนพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. ขึ้น SP หุ้น ‘TRUE-DTAC’ ระหว่าง 20 ก.พ. – 2 มี.ค. นี้ รวม 9 วัน เตรียมจัดสรรหุ้นบริษัทใหม่ให้ผู้ถือหุ้นเดิมของทั้ง 2 บริษัท https://thestandard.co/set-add-sp-stocks-true-dtac/ Wed, 15 Feb 2023 05:13:50 +0000 https://thestandard.co/?p=750710

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย SP หุ้น TRUE กับ DTAC ร […]

The post ตลท. ขึ้น SP หุ้น ‘TRUE-DTAC’ ระหว่าง 20 ก.พ. – 2 มี.ค. นี้ รวม 9 วัน เตรียมจัดสรรหุ้นบริษัทใหม่ให้ผู้ถือหุ้นเดิมของทั้ง 2 บริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย SP หุ้น TRUE กับ DTAC ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ รวมระยะเวลา 9 วัน เตรียมขั้นตอนการจัดสรรหุ้นสามัญของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของทั้ง 2 บริษัท พร้อมนำหุ้นใหม่เข้าเทรดแทนหุ้นเดิม

 

วันนี้ (15 กุมภาพันธ์) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศขึ้นเครื่องหมายสั่งห้ามการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ (SP) หุ้น บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ DTAC กับ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2566 ตามที่ DTAC และ TRUE ได้ขอให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ SP ของบริษัททั้ง 2 แห่งเป็นการชั่วคราวในช่วงระยะเวลาดังกล่าว รวมเป็นระยะเวลา 9 วันทำการ 

 

ทั้ง นี้เพื่อเตรียมการจัดสรรหุ้นสามัญของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ DTAC และ TRUE และการดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการนำหุ้นสามัญของบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (รายละเอียดปรากฏตามข่าวของ DTAC และ TRUE วันที่ 12 มกราคม 2566) 

 

เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับการควบรวมกิจการของบริษัททั้งสองอาจจะมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของผู้ลงทุน จึงขอให้ผู้ลงทุนติดตามข่าวหรือข้อมูลในเรื่องดังกล่าวที่ได้เปิดเผยผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนด้วย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ตลท. ขึ้น SP หุ้น ‘TRUE-DTAC’ ระหว่าง 20 ก.พ. – 2 มี.ค. นี้ รวม 9 วัน เตรียมจัดสรรหุ้นบริษัทใหม่ให้ผู้ถือหุ้นเดิมของทั้ง 2 บริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE-DTAC ตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นคืน 27 ม.ค. – 9 ก.พ. นี้ จากผู้ถือหุ้นที่ค้านการรวมกิจการ ตั้ง บล.บัวหลวง เป็นตัวแทนรับซื้อหุ้น https://thestandard.co/true-dtac-stock-buybacks/ Tue, 24 Jan 2023 14:39:18 +0000 https://thestandard.co/?p=741498

TRUE และ DTAC ประกาศขอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านกา […]

The post TRUE-DTAC ตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นคืน 27 ม.ค. – 9 ก.พ. นี้ จากผู้ถือหุ้นที่ค้านการรวมกิจการ ตั้ง บล.บัวหลวง เป็นตัวแทนรับซื้อหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

TRUE และ DTAC ประกาศขอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการรวมกิจการระหว่างวันที่ 27 มกราคม – 9 กุมภาพันธ์นี้ รวม 14 วัน กำหนดราคารับซื้อ TRUE ที่ 5.15 บาทต่อหุ้น และรับซื้อหุ้น DTAC ที่ 50.50 บาทต่อหุ้น โดยตั้ง บล.บัวหลวง เป็นตัวแทนรับซื้อหุ้น 

 

บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE และ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ DTAC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ตามที่บริษัท ซิทริน เวนเจอร์ โฮลดิงส์ จํากัด และ Citrine Investment SG Pte Ltd มีความประสงค์ที่จะเป็นผู้รับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่ลงคะแนนเสียงไม่เห็นด้วยกับการควบรวม ล่าสุดทั้งสองบริษัทได้กำหนดระยะเวลารับซื้อหุ้นของทั้ง TRUE และ DTAC ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม – 9 กุมภาพันธ์ 2566 รวมเป็นระยะเวลา 14 วัน โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง เป็นตัวแทนในการรับซื้อ

 

ทั้งนี้ กำหนดจะซื้อหุ้น TRUE รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนไม่เกิน 161 ล้านหุ้น ในราคา 5.15 บาทต่อหุ้น และรับซื้อหุ้น DTAC รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนไม่เกิน 223 ล้านหุ้น ในราคา 50.50 บาทต่อหุ้น

 

ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้นวันนี้ (24 มกราคม) หุ้น TRUE ปิดการซื้อขายที่ 4.88 บาท ลดลง 0.04 บาท หรือ 0.81% มูลค่าการซื้อขาย 62.95 ล้านบาท

 

ส่วนหุ้น DTAC ปิดการซื้อขายที่ 48.75 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.51% มูลค่าการซื้อขาย 219.49 ล้านบาท


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

 

The post TRUE-DTAC ตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นคืน 27 ม.ค. – 9 ก.พ. นี้ จากผู้ถือหุ้นที่ค้านการรวมกิจการ ตั้ง บล.บัวหลวง เป็นตัวแทนรับซื้อหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘TRUE-DTAC’ เรียกประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติควบรวม 23 ก.พ. นี้ พร้อมคลอดบริษัทใหม่ชื่อ ‘ทรูคอร์ปอเรชั่น’ https://thestandard.co/true-dtac-merge-into-true-corporation/ Thu, 12 Jan 2023 12:09:39 +0000 https://thestandard.co/?p=736496

‘TRUE-DTAC’ เรียกประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติควบรวม 23 กุมภา […]

The post ‘TRUE-DTAC’ เรียกประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติควบรวม 23 ก.พ. นี้ พร้อมคลอดบริษัทใหม่ชื่อ ‘ทรูคอร์ปอเรชั่น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘TRUE-DTAC’ เรียกประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติควบรวม 23 กุมภาพันธ์นี้ พร้อมคลอดบริษัทใหม่ชื่อ ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ โดยทั้งสองบริษัทจะถือหุ้นในสัดส่วนที่เท่าเทียมกันคือ 30% พร้อมขอหยุดพักการซื้อขายหุ้นของทั้งสองบริษัทเป็นระยะเวลา 9 วัน คือระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ถึง 2 มีนาคมนี้

 

บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) และ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) แจ้งเกี่ยวกับความคืบหน้ากรณีการควบรวมกิจการระหว่างสองบริษัท โดยคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติการจัดประชุมร่วมระหว่างผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัท ครั้งที่ 2 ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 14.00 น. เพื่อพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมบริษัทตามมาตรา 148 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 

 

เพื่อการเตรียมการเกี่ยวกับการจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัททั้งสอง รวมถึงการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง TRUE และ DTAC จะขอหยุดพักการซื้อขายหุ้นของทั้งสองบริษัทเป็นระยะเวลา 9 วันทำการ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ถึง 2 มีนาคม 2566

 

ทั้งสองบริษัทจะดำเนินการควบรวมให้แล้วเสร็จในไตรมาส 1/66 ทั้งนี้ จนกว่าการควบรวมกิจการจะเสร็จสมบูรณ์ ทั้งสองบริษัทจะคงแยกกันดำเนินธุรกิจ โดยให้บริการลูกค้าตามปกติ และไม่ได้รับผลกระทบใดๆ 

 

สำหรับชื่อบริษัทที่ได้รับการเสนอในการจดทะเบียนบริษัทใหม่ที่ควบรวมคือ ‘บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)’ โดยทั้งแบรนด์ TRUE และ DTAC เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ในขณะที่แบรนด์ TRUE ยังเป็นที่รู้จักครอบคลุมถึงธุรกิจบริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต โทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก และบริการดิจิทัล 

 

ทั้งนี้ หลังจากการควบรวม ทั้งแบรนด์ TRUE และ DTAC จะยังคงแยกกันให้บริการลูกค้าของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายสำหรับผู้บริโภค และสามารถแข่งขันได้ในตลาดต่อไป

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ยังเตรียมเสนอรายชื่อคณะกรรมการบริษัทใหม่ เพื่อให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นร่วมพิจารณาและอนุมัติ โดยประกอบด้วย ศุภชัย เจียรวนนท์, เยอเก้น คริสเตียน อาเร้นท์ โรสทริป, ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์, กมลวรรณ วิปุลากร, กลินท์ สารสิน, ปรารถนา มงคลกุล, อติรุฒม์ โตทวีแสนสุข, ดร.เกา ถงชิ่ง, ทูเน่ ริปเปล, ลาส์ เอริค เทลแมนน์ และ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ

 

ขณะที่ มนัสส์ มานะวุฒิเวช ได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ชารัด เมห์โรทรา ได้รับการเสนอชื่อเป็นรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โดย นกุล เซห์กัล และยุภา ลีวงศ์เจริญ เป็นหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (ร่วม) ในบริษัทใหม่

 

ทั้งนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และกลุ่มเทเลนอร์ กำหนดสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 30% อย่างเท่าเทียมในบริษัทใหม่


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ‘TRUE-DTAC’ เรียกประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติควบรวม 23 ก.พ. นี้ พร้อมคลอดบริษัทใหม่ชื่อ ‘ทรูคอร์ปอเรชั่น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วอลเปเปอร์เสริมดวง’ ใช้อย่างไรให้ปัง? อินไซต์ที่คิดและคำนวณโดย dtac เจ้าตลาดสายมูตัวจริง [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/dtac-mutelu-2/ Thu, 08 Dec 2022 15:20:05 +0000 https://thestandard.co/?p=721360 dtac

แม้โลกจะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่มีพื้นฐานมาจากวิทยาศา […]

The post ‘วอลเปเปอร์เสริมดวง’ ใช้อย่างไรให้ปัง? อินไซต์ที่คิดและคำนวณโดย dtac เจ้าตลาดสายมูตัวจริง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
dtac

แม้โลกจะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่มีพื้นฐานมาจากวิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าความเชื่อเรื่องการเสริมดวงเป็นเรื่องที่ไม่เคยล้าสมัย แถมรูปแบบการ ‘มูเตลู’ ของคนไทยก็เริ่มเปลี่ยนไป และมีความวาไรตี้มากขึ้น แบรนด์แฟชั่นยังหันมาจับตลาดสายมู ผ่านคอลเล็กชันเครื่องประดับ ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์เครื่องสำอาง ที่บางคอลเล็กชันก็อิงกับความเชื่อเรื่องสีมงคล แล้วเบลนด์ไปกับผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ รวมไปถึงรูปแบบของวอลเปเปอร์บนหน้าจอสมาร์ทโฟนที่สร้างสรรค์ไอเดียและดีไซน์ออกมาให้น่ารัก แต่ยังคงความขลังจากการนำศาสตร์ต่างๆ มาผสมผสาน เป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่สายมูแทบทุกคนต้องมีไว้ใช้งาน เพราะเปลี่ยนได้เรื่อยๆ ตามสถานการณ์ และเรื่องที่อยากจะเสริมในช่วงนั้นๆ  

 

dtac

 

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เคยทำการสำรวจพบว่าคนไทยกว่า 52 ล้านคน ยกให้เรื่องพยากรณ์ โหราศาสตร์ ลายมือ ไพ่ยิปซี มีผลต่อความเชื่อมากที่สุด รองลงมาคือเรื่องของพระเครื่องวัตถุมงคล สีมงคล และเลขมงคลตามลำดับ 

 

จะเห็นได้ว่าศาสตร์ที่ยังครองความเชื่อมาโดยตลอดก็คือ ‘เลขมงคล’ เพราะเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา และพลังของศาสตร์ตัวเลข ก็เป็นศาสตร์เก่าแก่ที่เกี่ยวพันกับชีวิตมนุษย์มายาวนาน อีกทั้งเชื่อมโยงกับ ‘ความมงคล’ แบบที่คนไทยคุ้นเคย เช่น เลขบ้านมงคล ฤกษ์มงคล วันมงคล เลขทะเบียนรถมงคล 

 

พอพูดถึงศาสตร์ตัวเลขเมื่อไร หรืออิงตามผลลัพธ์ที่เห็นๆ มา เจ้าตลาดที่ใครๆ ก็ยกให้เป็นผู้นำด้านศาสตร์ตัวเลขก็คือ dtac ที่จับตลาดเลขมงคลมากว่า 15 ปี (ตั้งแต่ปี 2548) เป็นแบรนด์ที่เอาจริงเรื่อง ‘เบอร์มงคล’ ด้วยศาสตร์ที่คำนวณจากดวงดาวโหราศาสตร์อย่างแท้จริง ก่อนจะเพิ่มความปังและขลังสู่ ‘เบอร์มงคลเฉพาะคุณ’ เพราะ dtac เชื่อว่าเบอร์จะมงคลได้ จะต้องตรงดวง และถ้ายิ่งดวงดี ก็จะยิ่งมงคล จึงนำจุดนี้เข้ามาสร้างจุดขาย และเจาะตลาดผู้บริโภคได้ตรงเป้ามากยิ่งขึ้น  

 

dtac

 

dtac ที่ไม่เพียงแต่เข้าใจความขลังและพลังของเลขมงคล แต่ยังได้ อ.ช้าง-ทศพร ศรีตุลา มาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความขลัง และที่สำคัญคือการนำ data มาปรับพัฒนาสิ่งใหม่ๆ อย่างช่วงปีที่ผ่านมา ข้อมูลหลังบ้านของ data ยังพบว่า ลูกค้าสมัครบริการเสริมด้านข่าวสารและบันเทิงที่ใช้บริการดูดวงมากถึง 20% ของลูกค้าบริการเสริมทั้งหมด หมายความว่าคนไทยไม่ได้มองหาเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อสร้างความมงคลให้กับชีวิตเท่านั้น แต่ยังมองเป็น ‘ที่พึ่งทางใจ’ ในช่วงที่เศรษฐกิจก็แย่ สภาพจิตใจก็ยุ่งเหยิง dtac จึงปรับมุมคิด พลิกแพลงศาสตร์ตัวเลขนำไปผนวกกับราศีให้กลายเป็น ‘วอลเปเปอร์เสริมดวง’ ที่เคยได้รับความนิยมอย่างมากเมื่อปีที่ผ่านมา จึงเลือกที่จะนำกลับมาอีกครั้ง และครั้งนี้ต้องให้ปังกว่าเดิม 

 

ทั้งนี้ dtac ยังได้ศึกษาลึกลงไปอีกขั้นจนเข้าใจความต้องการของสายมูอย่างลึกซึ้ง พบว่า คนไทยกลุ่มที่ใช้วอลเปเปอร์มือถือเสริมดวง และมีคนใกล้ตัวใช้อยู่สูงถึง 92.6% วัตถุประสงค์ในการใช้วอลเปเปอร์มือถือเสริมดวงคือ 31.3% เพื่อเรียกทรัพย์ 24.2% เสริมเรื่องงานให้รุ่ง 16.8% มุ่งเรื่องรักให้ปัง 11% หวังอยากให้ผู้ใหญ่เมตตา และ 7.9% อยากมีสุขภาพที่ดี 

 

และด้วยจุดเด่นวอลเปเปอร์เสริมดวงที่ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกเหมือนมีที่พึ่งทางใจอยู่ใกล้ตัวตลอดเวลา ไม่ต้องไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไหนๆ แค่โหลดชีวิตก็ปังได้ แถมยังเปลี่ยนได้ตามเรื่องที่ต้องการเสริมดวง  

 

dtac

 

ในวาระการก้าวผ่านปี 2565 เพื่อให้เข้าสู่ปี 2566 ของคนไทยมีแต่สิ่งดีๆ dtac จึงมอบของขวัญสุดพิเศษให้กับทุกคนฟรี! เพื่อให้ปีเถาะเป็นปีทองของทุกคน ผ่าน ‘วอลเปเปอร์กระต่ายมงคล’ ที่จะมอบความมหามงคลให้กับคุณตลอดปี 

 

ความขลังและปังของ ‘วอลเปเปอร์กระต่ายมงคล’ ที่ dtac มอบให้กับคนไทยเป็นของขวัญนี้ เกิดจากการรวมพลัง 3 ศาสตร์มงคลไว้ในวอลเปเปอร์เดียว ทั้งกระต่ายมงคล เครื่องรางมงคล และคู่เลขมงคล โดย อ.ช้าง ทศพร กูรูด้านศาสตร์ตัวเลข รวมไปถึงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ มีให้เลือก 4 แบบ เสริมครอบคลุมครบทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 

 

กระต่ายมงคล พลังกังหันนำโชค: เสริมการงานให้ประสบแต่ความสำเร็จ ดึงดูดความโชคดี นำพาบารมีและชัยชนะ ประกอบกับคู่เลข 45 ที่จะนำพาความก้าวหน้ามาสู่ชีวิต 

กระต่ายมงคล พลังถุงทอง: เสริมเงินทองให้ไหลมาเทมาทั่วทุกสารทิศ ดึงดูดทรัพย์สินให้กลายเป็นทรัพย์สมบัติ ประกอบกับคู่เลข 89 ช่วยผลักดันชีวิตให้ก้าวหน้าไปไกลอย่างรวดเร็ว

กระต่ายมงคล พลังด้ายแดง: เสริมความรักให้สมปรารถนา เปิดโชคชะตาให้นำพาเนื้อคู่ เป็นที่รักด้วยเสน่ห์เมตตามหานิยม ประกอบกับคู่เลข 46 คอยนำพาแต่ความสุขมาให้ชีวิต

กระต่ายมงคล พลังต้นไม้ทอง: เสริมความสุขอุดมสมบูรณ์ ให้ชีวิตมีแต่ความสิริมงคล มั่นคงด้วยทรัพย์สมบัติอย่างมหาศาล ประกอบกับคู่เลข 56 ที่จะคอยเพิ่มพูนแต่สิ่งดีๆ ในชีวิต

 

อ่านมาถึงตรงนี้ยังไม่ชัวร์ว่าปีหน้าคุณควรจะเสริมดวงด้านไหน และควรโหลดวอลเปเปอร์ลายไหนดี dtac สรุปดวงปีหน้าของแต่ละราศีโดย อ.ช้าง ทศพร มาให้แล้ว คลิกอ่านดวงของคุณพร้อมโหลด ‘วอลเปเปอร์กระต่ายมงคล’ มาเสริมความมงคลให้แก่ชีวิตตลอดปี 2566 ได้เลยตอนนี้ ฟรี! ที่ www.dtac.co.th/s/TheStandard 

The post ‘วอลเปเปอร์เสริมดวง’ ใช้อย่างไรให้ปัง? อินไซต์ที่คิดและคำนวณโดย dtac เจ้าตลาดสายมูตัวจริง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มสื่อสาร – ADVANC เดินหน้าซื้อ TTTBB และ JASIF https://thestandard.co/communication-stock-focus/ Wed, 16 Nov 2022 12:01:28 +0000 https://thestandard.co/?p=710138

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวานนี้ (15 พฤศจิกายน) ADVANC ได้รายง […]

The post หุ้นกลุ่มสื่อสาร – ADVANC เดินหน้าซื้อ TTTBB และ JASIF appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวานนี้ (15 พฤศจิกายน) ADVANC ได้รายงาน SET ว่าบริษัทจะเดินหน้าเข้าซื้อ TTTBB และ JASIF และคงสัญญาเช่าที่ JASIF ไว้เหมือนเดิม โดย ADVANC ได้ให้เหตุผลว่า การลงทุนในครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากฐานลูกค้าที่ระดับ 2 ล้านราย เป็นประมาณ 4.4 ล้านราย และมีโครงข่ายไฟเบอร์ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคที่กว้างขวางมากขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด 

 

นอกจากนี้ยังจะเปิดโอกาสให้ ADVANC นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายแก่ลูกค้าของบริษัท และให้บริการแก่ลูกค้าของ TTTBB บริษัทคาดว่าดีลนี้จะแล้วเสร็จใน 1Q66

 

ADVANC ยังระบุด้วยว่า บริษัทจะพิจารณาต่ออายุสัญญาเช่าซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมกราคม 2575 หากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าเช่าอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทจะพิจารณาเทียบกับทางเลือกอื่นๆ รวมถึงการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทเอง เพื่อให้มั่นใจว่าต้นทุนการดำเนินงานอยู่ในระดับที่เหมาะสมในระยะยาว 

 

ซึ่ง InnovestX Research มองว่าเป็นการส่งสัญญาณจาก ADVANC ว่าอัตราค่าเช่าปัจจุบันสำหรับ JASIF นั้นสูงเกินไป

 

กระทบอย่างไร: 

วันนี้ SET Index ปรับลดลง 0.58%DoD อยู่ที่ระดับ 1,619.98 จุด ขณะที่

ราคาหุ้น ADVANC ไม่เปลี่ยนแปลง DoD อยู่ที่ระดับ 187.50 บาท 

ราคาหุ้น DTAC ไม่เปลี่ยนแปลง DoD อยู่ที่ระดับ 43.75 บาท

ราคาหุ้น TRUE ปรับลดลง 0.41%DoD อยู่ที่ระดับ 4.86 บาท

ราคาหุ้น JASIF ปรับเพิ่มขึ้น 3.59%DoD สู่ระดับ 8.65 บาท

 

ความเห็นเกี่ยวกับ ADVANC และ JASIF:

ADVANC: ในช่วงสั้นจะเป็นลบเล็กน้อยต่อ ADVANC โดยจากการคำนวณดีลนี้จะส่งผลกระทบด้านลบราว 2.8% ต่อกำไรสุทธิปี 2566 ในสมมติฐานที่อิงกับ: 

 

  1. การใช้แหล่งเงินทุนจากหนี้สิน 100% ด้วยต้นทุนทางการเงิน 3.5% 

 

  1. เงินปันผลรับจาก JASIF มีจำนวน 1.5 พันล้านบาทในปี 2566 

 

  1. คาดว่า JAS จะมีขาดทุนสุทธิ 1.1 พันล้านบาทในปี 2566

 

  1. ไม่มี Synergy Value สำหรับราคาเข้าซื้อนั้น InnovestX Research มองว่า ราคาเข้าซื้อ TTTBB เป็นราคาที่เหมาะสม (1.95 หมื่นล้านบาท) เนื่องจากใกล้เคียงกับ Market Cap ในปัจจุบันของ JAS ซึ่งรายได้ 92% ได้มาจาก TTTBB สำหรับ JASIF แม้ราคาเข้าซื้อที่ 1.29 หมื่นล้านบาท หรือ 8.5 บาทต่อหน่วย สูงกว่าราคาเหมาะสมของ JASIF ที่ปรับใหม่เป็น 8.0 บาทต่อหน่วย แต่ยังต่ำกว่าค่า Premium ของการเข้าซื้อในช่วง 20-30% โดยอิงกับดีล M&A ทั่วโลกในกลุ่มนี้ 

 

ถ้าราคาหุ้น ADVANC ลดลงมากกว่า 2.8% เชื่อว่าตลาดน่าจะมีปฏิกิริยาตอบสนองมากเกินไปต่อพัฒนาการครั้งนี้

 

JASIF: เมื่ออิงกับคำแถลงจาก ADVANC มีโอกาสสูงว่าหาก ADVANC ตัดสินใจต่อสัญญา อัตราค่าเช่าใหม่จะอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น InnovestX Research จึงปรับราคาเป้าหมายของ JASIF ลดลงสู่ 8.0 บาท (จาก 10.5 บาท) หลังจากใช้สมมติฐานว่าอัตราค่าเช่าใหม่หลังเดือนมกราคม 2575 จะอยู่ที่ 100 บาทต่อคอร์กิโลเมตรต่อเดือน เทียบกับสมมติฐานเดิมที่ 433 บาท และอัตราค่าเช่าปัจจุบันที่ 509 บาท 

 

อัตราค่าเช่าใหม่นี้น่าจะเป็นอัตราที่ ADVANC มองว่าสมเหตุสมผลที่จะต่อสัญญาแทนที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทเองเพื่อให้บริการแก่ลูกค้า TTTBB ซึ่งคาดว่าต้นทุนจะอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท ปฏิกิริยาการตอบสนองของราคาหน่วยลงทุนในระยะสั้นน่าจะเป็นบวก แต่ InnovestX Research แนะนำให้นักลงทุนขายทำกำไร

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน InnovestX Research คาดการณ์ถึงผลกระทบด้านลบในระยะสั้นต่อกำไรของ ADVANC แต่จะมีผลกระทบจำกัดต่อราคาเป้าหมายอ้างอิงวิธี DCF ดังนั้นจึงคงราคาเป้าหมายของ ADVANC ไว้ที่ 225 บาทต่อหุ้น และคงเรตติ้ง Outperform 

 

ในขณะที่ปรับราคาเป้าหมายอ้างอิงวิธี DCF ของ JASIF ลดลงสู่ 8.0 บาทต่อหน่วย (จาก 10.5 บาทต่อหุ้น) เพื่อสะท้อนสมมติฐานอัตราค่าเช่าใหม่หลังสัญญาปัจจุบันหมดอายุ แต่ยังคงเรตติ้ง Neutral ราคาเป้าหมายของ JASIF จะอยู่ที่ 7.0 บาทต่อหน่วย หากไม่มีการต่อสัญญา


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post หุ้นกลุ่มสื่อสาร – ADVANC เดินหน้าซื้อ TTTBB และ JASIF appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาองค์กรของผู้บริโภค ยื่นฟ้องศาลปกครอง เพิกถอนมติ กสทช. ควบรวม TRUE-DTAC ขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว https://thestandard.co/revoke-the-resolution-true-dtac/ Thu, 10 Nov 2022 09:03:05 +0000 https://thestandard.co/?p=707167 TRUE-DTAC

วันนี้ (10 พฤศจิกายน) สภาองค์กรของผู้บริโภคยื่นฟ้องคณะก […]

The post สภาองค์กรของผู้บริโภค ยื่นฟ้องศาลปกครอง เพิกถอนมติ กสทช. ควบรวม TRUE-DTAC ขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE-DTAC

วันนี้ (10 พฤศจิกายน) สภาองค์กรของผู้บริโภคยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และสำนักงาน กสทช. เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้เพิกถอนมติ กสทช. ‘รับทราบ’ การรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC

 

รวมทั้งได้ยื่นคำขอไต่สวนฉุกเฉิน และขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ทั้งนี้ สภาองค์กรของผู้บริโภคได้นำรายชื่อผู้บริโภคจำนวน 2,022 ราย ที่ร่วมรณรงค์คัดค้าน และสนับสนุนการฟ้องคดีดังกล่าวยื่นต่อศาลปกครองด้วย

 

สำหรับรายละเอียดที่สภาองค์กรของผู้บริโภคได้ยื่นคำขอไต่สวนฉุกเฉิน และขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งขอให้ศาลมีคำสั่งคือ

 

  1. ขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามมติรับทราบการรวมธุรกิจระหว่างทรูและดีแทค ในการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2565 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ทั้งหมด โดยให้ผลแห่งการทุเลาคำสั่งมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2565

 

  1. ขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งห้ามหรือระงับการกระทำและนิติกรรมที่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องมติรับทราบการรวมธุรกิจระหว่างทรูและดีแทค ในการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2565 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ทั้งหมดจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

 

  1. ขอให้ศาลมีคำสั่งให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ดำเนินการชะลอหรือระงับการรับซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการควบบริษัทระหว่างทรูและดีแทคไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

 

  1. ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ชะลอหรือระงับการรับจดทะเบียนและการดำเนินการควบรวมบริษัททรูและดีแทคไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

 

TRUE-DTAC

The post สภาองค์กรของผู้บริโภค ยื่นฟ้องศาลปกครอง เพิกถอนมติ กสทช. ควบรวม TRUE-DTAC ขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เทเลนอร์’ บริษัทแม่ของดีแทคในนอร์เวย์ เรียกร้อง กสทช. ชี้แจงเงื่อนไขการรวมกิจการ ‘TRUE-DTAC’ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลพิจารณาผลกระทบที่จะตามมา https://thestandard.co/telenor-calls-clarity-thai-telecom-merger/ Thu, 27 Oct 2022 00:56:06 +0000 https://thestandard.co/?p=700657 TRUE-DTAC

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า บริษัท เทเลนอร์ กรุ๊ป ซึ่งเ […]

The post ‘เทเลนอร์’ บริษัทแม่ของดีแทคในนอร์เวย์ เรียกร้อง กสทช. ชี้แจงเงื่อนไขการรวมกิจการ ‘TRUE-DTAC’ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลพิจารณาผลกระทบที่จะตามมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE-DTAC

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า บริษัท เทเลนอร์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) เรียกร้องให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ชี้แจงเงื่อนไขที่ กสทช. ระบุไว้ในมติรับทราบการควบรวมกิจการระหว่าง บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) และ DTAC เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา 

 

โดย ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเทเลนอร์ กล่าวกับ Reuters ว่า บริษัทต้องการได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาผลกระทบที่จะตามมา


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


เราจำเป็นต้องเข้าใจว่าเงื่อนไขเหล่านี้หมายความว่าอะไร เพราะเป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจ โดยเรื่องหนึ่งคือโครงสร้างอัตราค่าบริการที่ กสทช. ต้องการจากเรา รวมทั้งในฐานะที่เราเป็นผู้ให้บริการ กสทช. จะเข้าใช้โครงข่ายโทรคมนาคมของเราอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยังคงไม่มีความชัดเจน

 

แผนการขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศไทย ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% นั้น จัดทำขึ้นและประกาศในเดือนพฤศจิกายน เงื่อนไขที่กำหนดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วโดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงเพดานราคาและการควบคุมราคา ตลอดจนการตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนและค่าบริการอย่างอิสระเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี

 

ต่อข้อถามที่ว่า ข้อตกลงดังกล่าวถือว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ เบรกเก้กล่าวว่า เทเลนอร์กำลังทำการหารือกับ กสทช. เพื่อทำความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับเงื่อนไขและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น 

 

ในขณะที่ กสทช. ไม่สามารถปฏิเสธหรืออนุมัติข้อตกลงเรื่องการควบรวมได้อย่างสมบูรณ์ แต่ กสทช. ก็สามารถกำหนดข้อเรียกร้องที่เทเลนอร์จำเป็นต้องปฏิบัติตามหากเทเลนอร์เลือกที่จะดำเนินการควบรวมกิจการให้เสร็จสิ้น

 

“ตอนนี้เราต้องเข้าใจว่าเงื่อนไขเหล่านี้หมายถึงอะไรจริงๆ มันยากที่จะเข้าใจ” เขากล่าว

 

เบรกเก้กล่าวเสริมอีกว่า เรื่องหนึ่งคือโครงสร้างอัตราค่าบริการที่ กสทช. ต้องการจากเรา รวมทั้งในฐานะที่เราเป็นผู้ให้บริการ กสทช. จะเข้าใช้โครงข่ายโทรคมนาคมของเราอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยังคงไม่มีความชัดเจน

 

ทั้งนี้ เทเลนอร์ซึ่งมีลูกค้าประมาณ 175 ล้านคนใน 8 ประเทศทั่วภูมิภาคนอร์ดิกและในเอเชีย และซีพี กรุ๊ป (CP Group) มีกำหนดจะถือหุ้น 1 ใน 3 ในบริษัทใหม่ที่กำลังอยู่ระหว่างการจัดตั้ง ซึ่งหากรวมกิจการกันแล้วเสร็จก็จะขึ้นเป็นผู้นำตลาดในประเทศแถบเอเชียใต้

 

โดยส่วนแบ่งทางการตลาดด้านโทรคมนาคมในประเทศไทย ประกอบด้วย TRUE และ DTAC มีสมาชิก 34% และ 21% ตามลำดับ ขณะที่ AIS ครองส่วนแบ่งทางการตลาด 44% 

 

อ้างอิง:

The post ‘เทเลนอร์’ บริษัทแม่ของดีแทคในนอร์เวย์ เรียกร้อง กสทช. ชี้แจงเงื่อนไขการรวมกิจการ ‘TRUE-DTAC’ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลพิจารณาผลกระทบที่จะตามมา appeared first on THE STANDARD.

]]>