ขณะนี้มีการล่ารายชื่อทางออนไลน์ ซึ่งรวบรวมผู้สนับสนุนได […]
The post ทำไมทรัมป์เผชิญกระแสต่อต้านจากแฟนการ์ตูนญี่ปุ่น จนถึงขั้นถูกล่ารายชื่อประท้วง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ขณะนี้มีการล่ารายชื่อทางออนไลน์ ซึ่งรวบรวมผู้สนับสนุนได้เกือบ 20,000 รายชื่อในประเทศญี่ปุ่น เพื่อประท้วง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและทำเนียบขาวที่นำตัวละครจากมังงะและอนิเมะยอดฮิตของญี่ปุ่นไปใช้ในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย
จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม เมื่อบัญชี X (Twitter) อย่างเป็นทางการของทำเนียบขาวได้โพสต์วิดีโอที่ตัดต่อภาพการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่าน เข้ากับคลิปวิดีโอจากอนิเมะเรื่อง Yu-Gi-Oh! และ Dragon Ball นอกจากนี้ ในวันก่อนหน้ายังมีการโพสต์ภาพที่ดูเหมือนภาพจากเกม Pokémon พร้อมใส่ข้อความว่า ‘Make America Great Again’
และล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (6 มิถุนายน) ทรัมป์ได้จุดกระแสความไม่พอใจอีกครั้ง ด้วยการแชร์วิดีโอที่สร้างโดย AI ลงบนแพลตฟอร์ม Truth Social ซึ่งปรากฏภาพของตัวเขาเองสวมบทบาทเป็น ‘อุซึมากิ นารูโตะ’ นินจาหนุ่มผู้เป็นตัวเอกของการ์ตูนดังระดับโลก
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สาเหตุหลักที่ทำให้แฟนๆ และชาวญี่ปุ่นเกิดความไม่พอใจอย่างมาก เป็นเพราะประเด็นเรื่องการบิดเบือนเจตนารมณ์ในคุณค่าของผลงาน โดยแฟนคลับจำนวนไม่น้อยมองว่า ผลงานมังงะและอนิเมะเหล่านี้ถูกสร้างขึ้น เพื่อสื่อสารคุณค่าด้าน ‘ความกล้าหาญ มิตรภาพ และความมุ่งมั่น’ ให้กับผู้ชมทั่วโลก การนำภาพเหล่านี้ไปใช้ในบริบททาง ‘การเมืองและการทหาร’ จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อความตั้งใจเดิมของผู้สร้างและเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างร้ายแรง
นานะ ซูซูกิ ผู้ริเริ่มการล่ารายชื่อประท้วงทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับ BBC โดยได้หยิบยกกรณีของอาจารย์ คาซึกิ ทาคาฮาชิ ผู้เขียนเรื่อง Yu-Gi-Oh! ที่เพิ่งเสียชีวิตจากความพยายามลงไปช่วยชีวิตคนจมน้ำในทะเล
โดยเธอมองว่า เป็นการน่าเศร้าใจอย่างยิ่งที่ผลงานและจิตวิญญาณอันสูงส่งของคนที่พยายามช่วยชีวิตผู้อื่น กลับถูกนำไปใช้โปรโมทเรื่องราวทางการทหาร โดยที่เจ้าตัวไม่ได้มีชีวิตอยู่ เพื่อออกมาปกป้องผลงานของตัวเองได้
นอกจากนี้ผู้ร่วมลงชื่อส่วนใหญ่ยังมองว่า การใช้คาแรกเตอร์หรือตัวละคร เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง อาจเป็นการละเมิดสิทธิของผู้สร้างสรรค์ จึงตัดสินใจร่วมลงชื่อประท้วงผู้นำสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดกระแสต่อต้านเป็นวงกว้าง แต่ก็ยังมีแฟนคลับบางส่วนที่ไม่ได้ใส่ใจกับการกระทำของทรัมป์ โดยมองว่า เป็นเรื่องตลกขบขันและถือเป็นการโปรโมทฟรีระดับโลกที่ทำให้คนรู้จักนารูโตะ รวมถึงคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนอื่นๆ มากขึ้น
แฟ้มภาพ: @realDonaldTrump / Truth Social
อ้างอิง:
The post ทำไมทรัมป์เผชิญกระแสต่อต้านจากแฟนการ์ตูนญี่ปุ่น จนถึงขั้นถูกล่ารายชื่อประท้วง appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อสัปดาห์การแข่งขันที่ซูซูกะมาถึงอีกครั้ง บรรยากาศขอ […]
The post Dragon Ball x F1 กาลครั้งหนึ่งที่การ์ตูนระดับตำนาน เคยอยู่ในโลกมอเตอร์สปอร์ต appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อสัปดาห์การแข่งขันที่ซูซูกะมาถึงอีกครั้ง บรรยากาศของ Japanese Grand Prix ไม่ได้พาเราย้อนกลับไปแค่ความทรงจำของการดวลความเร็วบนแทร็ก แต่ยังชวนให้นึกถึงเรื่องราวพิเศษในอดีต ช่วงเวลาที่โลกของ F1 เคยเชื่อมต่อกับวัฒนธรรมป๊อปคัลเจอร์ของญี่ปุ่นอย่าง Dragon Ball อย่างลงตัวและมีเสน่ห์
THE STANDARD SPORT ขอพาย้อนรอยหนึ่งในคอลแลบระดับตำนาน ที่ครั้งหนึ่ง ‘โกคู’ เคยอยู่บนโลกความเร็วเคียงข้างรถ McLaren และยุคทองของ Ayrton Senna









The post Dragon Ball x F1 กาลครั้งหนึ่งที่การ์ตูนระดับตำนาน เคยอยู่ในโลกมอเตอร์สปอร์ต appeared first on THE STANDARD.
]]>
อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยขยับหมากครั้งสำคัญ เมื่อ M STUDIO […]
The post ดีลใหญ่ไทย – ญี่ปุ่น! M STUDIO จับมือ TOEI ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นเจ้าของ One Piece – Dragon Ball ประกาศทำ Co-Production ดันภาพยนตร์ไทยสู่ Global IP วางมาตรฐานใหม่สู้ศึกบันเทิงโลก appeared first on THE STANDARD.
]]>
อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยขยับหมากครั้งสำคัญ เมื่อ M STUDIO สตูดิโอผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ไทย ประกาศความร่วมมือกับ บริษัท โตเอะ จำกัด (Toei Company, Ltd.) สตูดิโอระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น เจ้าของแฟรนไชส์ระดับตำนานอย่าง Dragon Ball, One Piece Film: Red, The First Slam Dunk รวมถึงซีรีส์ Kamen Rider และ Super Sentai ในรูปแบบ Co-Production เพื่อร่วมกันพัฒนาและผลิตภาพยนตร์ไทยคุณภาพสู่ ‘ตลาดโลก’ ทั้งในแง่คอนเซ็ปต์ เนื้อหา และมาตรฐานงานสร้าง ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้คือการวางมาตรฐานของการผลิตภาพยนตร์ไทยให้สามารถเข้าไปแข่งขันในอุตสาหกรรมบันเทิงระดับโลกอย่างยั่งยืน
สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท M STUDIO กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องบอกว่าทาง M STUDIO รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ โตเอะ (Toei) ซึ่งเป็นสตูดิโอระดับตำนานของโลกและเป็นต้นแบบความสำเร็จของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่น โตเอะ (Toei) ไม่ได้เก่งแค่การสร้างผลงานฮิต แต่ยังโดดเด่นเรื่องการพัฒนา IP ระยะยาว และการพาคอนเทนต์เอเชียไปเติบโตในตลาดโลกได้จริง ความร่วมมือนี้เราจะทำงานร่วมกันตั้งแต่การพัฒนาไอเดีย การคัดเลือกโปรเจกต์ที่มีศักยภาพ การยกระดับมาตรฐานการผลิต ไปจนถึงกลยุทธ์การจัดจำหน่ายในต่างประเทศ เป้าหมายของ M STUDIO คือการเปลี่ยนภาพยนตร์ไทยจาก Local Content เพิ่มมูลค่าให้เป็น Global Business อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยอีกหลายหมื่นคน ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับทีมภาพยนตร์ระดับโลก เพื่อร่วมสร้างความสำเร็จให้กับหนังไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืนต่อไป
ด้าน ฟูมิโอะ โยชิมูระ Chief Executive Officer of Toei Company, Ltd. กล่าวว่า บริษัท Toei ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับโอกาสในการทำงานร่วมกับ M STUDIO ซึ่งเป็นบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ทางความคิดสร้างสรรค์ที่ชัดเจน และมีความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของประเทศไทย เราเชื่อว่าผู้สร้างภาพยนตร์ไทยมีเอกลักษณ์ด้านการเล่าเรื่องที่โดดเด่น ความร่วมมือในครั้งนี้ Toei พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุกมิติ ตั้งแต่การพัฒนา IP ระบบการผลิต เทคโนโลยี ไปจนถึงเครือข่ายการจัดจำหน่ายระดับโลก เป้าหมายร่วมกันของเราคือการสร้างภาพยนตร์ที่สามารถเดินทางสู่ตลาดนานาชาติได้อย่างประสบความสำเร็จทางการค้า โดยยังคงเคารพและรักษารากทางวัฒนธรรมของผลงานไว้
ดีล M STUDIO x TOEI ครั้งนี้ สะท้อนจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของ Creative Industry ไทย ที่กำลังก้าวจากการเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์ภายในประเทศ ไปสู่การเป็น ‘ผู้เล่นระดับโลก’ ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตและการตลาด และยังเป็นการถ่ายโอนองค์ความรู้ วิธีคิดเชิงอุตสาหกรรม และเปิดประตูให้ภาพยนตร์ไทยก้าวสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของภูมิภาคในระยะยาว
The post ดีลใหญ่ไทย – ญี่ปุ่น! M STUDIO จับมือ TOEI ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นเจ้าของ One Piece – Dragon Ball ประกาศทำ Co-Production ดันภาพยนตร์ไทยสู่ Global IP วางมาตรฐานใหม่สู้ศึกบันเทิงโลก appeared first on THE STANDARD.
]]>
Peace And After แบรนด์สตรีทแวร์สัญชาติญี่ปุ่น ได้เปิดตั […]
The post สตรีทแบรนด์ญี่ปุ่น ออกลูกบอลลายกระสวยอวกาศในดราก้อนบอล appeared first on THE STANDARD.
]]>
Peace And After แบรนด์สตรีทแวร์สัญชาติญี่ปุ่น ได้เปิดตัวคอลเล็กชันดราก้อนบอล ซึ่งไฮไลต์อยู่ที่ลูกบอลที่เป็นลายแคปซูลเดินทางในเรื่อง เพื่อเป็นเกียรติแก่ อากิระ โทริยามะ ตำนานนักเขียนการ์ตูนผู้ล่วงลับ
คอลเล็กชันครอสโอเวอร์ระหว่างฟุตบอลและอนิเมะชื่อดังนี้จะเป็นลูกฟุตบอลขนาดมาตรฐาน 5 นิ้ว โดยมีลวดลายเหมือนกระสวยอวกาศของชาวไซย่าที่มีทรงกลมสีขาวและจะมีกระจกสีบานเย็นตรงกลาง
ปฏิเสธไม่ได้ว่านักฟุตบอลมากมายหลงรักดราก้อนบอล ทั้ง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง, ซาบี ซิมอนส์, ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ และ มิเกล อัลมิรอน ซึ่งพวกเขาแสดงออกในการฉลองการทำประตูด้วยท่าของการ์ตูนเรื่องนี้
แคปซูลดราก้อนบอลของ Peace and After จะวางจำหน่ายในวันที่ 13 เมษายน ผ่านทางเว็บไซต์ของแบรนด์

ภาพ: peaceandafter / IG
The post สตรีทแบรนด์ญี่ปุ่น ออกลูกบอลลายกระสวยอวกาศในดราก้อนบอล appeared first on THE STANDARD.
]]>
“หายไปไหนนะ มันน่าจะอยู่ตรงนี้นี่นา” ข้าวของบนโต๊ะทำงาน […]
The post ‘อากิระ โทริยามะ’ กับปลอกปากกามหัศจรรย์ ผู้เปลี่ยนโลกทั้งใบด้วยจินตนาการไม่รู้จบ appeared first on THE STANDARD.
]]>
“หายไปไหนนะ มันน่าจะอยู่ตรงนี้นี่นา” ข้าวของบนโต๊ะทำงานกระจุยและกระจายตัวเล็กน้อย รวมถึงกระดาษวาดรูปที่มีลายเส้นตัวละครผมชี้ที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีด้วย
ไม่ว่าใครจะรู้จักเขาในแบบไหนก็ตาม สำหรับคนใกล้ชิดแล้ว อากิระ โทริยามะ เป็นคนขี้ลืมที่มักจะหาข้าวของของตัวเองไม่เจอเป็นประจำ เพียงแต่ในบรรดาข้าวของทั้งหมดนั้นจะมีสิ่งหนึ่งที่เป็นของที่สำคัญที่สุดในฐานะของยึดเหนี่ยวจิตใจในการทำงาน
ของดังกล่าวไม่ใช่ลูกแก้วมังกรหรือดราก้อนเรดาร์ มันเป็นเพียงแค่ปลอกปากกาที่ทำจากไม้สีชมพูธรรมดาๆ ที่ดูไม่ใช่ของมีราคาอะไร
แต่เพราะปลอกปากกาชิ้นนี้แหละที่ช่วยรังสรรค์โลกใบนี้ให้สวยงามขึ้นมาได้ ด้วยเรื่องราวจากจินตนาการที่ไม่รู้จบของนักวาดการ์ตูนผู้ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดของชาวญี่ปุ่น
พร้อมจะผจญภัยไปในเรื่องราวของผู้ก่อตั้ง Bird Studio แล้วหรือยัง?
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
เรื่องราวของปลอกปากกามหัศจรรย์ที่เปลี่ยนแปลงโลกได้นั้นเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นของเด็กชายอากิระ โทริยามะ ที่ซื้อปลอกปากกานี้มาตั้งแต่ตอนอายุ 14 ปี และเป็นของคู่ใจมาตลอดตั้งแต่นั้น
แต่ในช่วงนั้นโทริยามะก็ไม่ได้คิดที่จะเป็นนักวาดมังงะอะไร ถึงจะวาดรูปได้ค่อนข้างเก่งก็ตาม และเริ่มหลงใหลลายเส้นของการ์ตูนนับตั้งแต่ได้ดูเรื่อง ‘One Hundred and One Dalmatians’ (1961) ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ชอบการวาดรูป ก่อนจะเริ่มหลงรักผลงานของ อ.เทซูกะ โอซามุ เจ้าของเรื่องอมตะ ‘เจ้าหนูอะตอม (Astro Boy)’ ในเวลาต่อมา

ด้วยนิสัยที่เป็นคนรักความสบาย โทริยามะไม่ยอมเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย แต่เลือกที่จะหางานทำทันที ซึ่งแม้จะได้งานในบริษัทโฆษณาโดยมีหน้าที่ออกแบบโปสเตอร์และสื่อสิ่งพิมพ์ และปรับตัวไม่ยาก แต่ปัญหาคือการเป็นคนชอบตื่นสายทำให้เขามีปัญหากับวัฒนธรรมการทำงานในบริษัท แม้แต่เรื่องการแต่งกายก็เป็นเรื่องที่เขาไม่ชอบ
เมื่ออะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้รู้สึกว่าสิ่งนี้นั้นไม่ใช่ บวกกับแรงผลักดันจากการที่ไม่มีเงินเหลือใช้เลยจนต้องขอเงิน 500 เยนจากแม่ เขารู้ว่าจะปล่อยให้ชีวิตเป็นไปแบบนี้ไม่ได้
สิ่งเหล่านี้ทำให้โทริยามะเริ่มหันเหสู่เส้นทางสายการเป็นนักวาดการ์ตูนหรือมังงะสำหรับชาวญี่ปุ่น
เส้นทางนั้นไม่ง่ายเลย ต้องใช้ทั้งพลังกายและพลังใจที่สูงมาก ซึ่งโชคดีที่เขาได้ร่วมงานกับบรรณาธิการที่มากฝีมือและเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์อย่าง โทริชิมะ คาซุฮิโกะ ที่ผลักดันอย่างเข้มข้นตลอดมา
ในที่สุดผลงานชิ้นแรก ‘Wonder Island’ ก็ได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Shonen Jump ซึ่งได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิดว่านักวาดพลังหนุ่มคนนี้จะเปลี่ยนแปลงโลกได้ด้วยปากกาของเขาในเวลาต่อมา
ที่บอกว่าไม่มีใครคาดคิดก็เพราะ Wonder Island ได้รับการโหวตว่าเป็นเรื่องที่ห่วยที่สุดของนิตยสาร
อากิระ โทริยามะ คนนั้นถึงขั้นคิดจะอำลาวงการทันทีเมื่อได้รับเงินค่าเรื่อง
จากความล้มเหลวของ Wonder Island โทริยามะยังจ๋อยต่อ เมื่อ Wonder Island 2 ภาคต่อก็จบไม่สวยเหมือนกัน
แต่กลายเป็นว่ายิ่งล้มเหลวก็ยิ่งทำให้คนขี้ดื้ออย่างเขาไม่ยอมแพ้ และพยายามต่อไปเรื่อยๆ ไม่ว่ามันจะออกมาเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม ซึ่งผลงานเรื่องต่อมาอย่าง ‘Today’s Highlight Island’ ก็ยับเยินอีก
ในช่วงเวลาที่เจ็บปวดท้อแท้ กลายเป็นบทเรียนที่ล้ำค่าสำหรับโทริยามะในเวลาต่อมา เพราะมันช่วยสอนอะไรหลายอย่างที่จำเป็นสำหรับการเป็นสุดยอดนักวาดการ์ตูนในอนาคต หนึ่งในนั้นคือเรื่องการ ‘ฟังคนอื่น’ บ้าง
โทริชิมะ คาซุฮิโกะ พยายามแนะนำให้เขาวาดมังงะเรื่องต่อไปโดยให้มีตัวละครเอกเป็นผู้หญิงบ้าง ซึ่งโทริยามะไม่ซื้อไอเดียสักเท่าไร จนมีการเดิมพันกันเล็กน้อยระหว่างทั้งสอง เพียงแต่หลังจากที่ได้เห็นความสำเร็จในเรื่องต่อมา ‘Tomato the Cutesy Gumshoe’ เขาก็ยอมฟังและวาดตัวละครเอกที่เป็นผู้หญิงขึ้นมาในมังงะเรื่องต่อไปในปี 1980
ตัวละครดังกล่าวคือ โนริมากิ อาราเล่ หุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ใส่แว่นหน้าตาน่ารัก ที่เป็นผลงานของ โนริมากิ เซมเบ นักประดิษฐ์สติเฟื่องในเรื่อง ‘Dr. Slump’ มังงะยาวเรื่องแรกในชีวิตของ อากิระ โทริยามะ

เรื่องราวสุดป่วนของเหล่าแก๊ง ทั้งอาราเล่, กัตจัง, โอโบจามะ, ซุปปาแมน (Suppaman อมบ๊วยเค็ม) และ ดร.สลัมป์ เอง ได้รับความนิยมอย่างมาก เรียกว่าเป็นมังงะที่ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น แต่ยังเป็นครั้งแรกที่สามารถบุกไปชนะใจชาวตะวันตกและทั่วโลก ซึ่งรวมถึงในไทยด้วย
ความสำเร็จนี้นำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานชิ้นต่อไปที่กลายเป็นมาสเตอร์พีซอย่าง ‘ดราก้อนบอล (Dragon Ball)’ ที่เริ่มต้นตีพิมพ์ในปี 1984 หลังจากที่ Dr. Slump ได้จบลง
อันที่จริง Dragon Ball ในตอนแรกนั้นเป็นเรื่องราวการผจญภัยที่สนุกสนานของ ซุนโกคู (หรือจะโงกุนตามที่คนไทยเรียกก็ไม่มีปัญหา) ที่บังเอิญได้พบกับ บูลมา หญิงสาวนักผจญภัยที่ออกตามหาลูกแก้วมังกรสีส้มที่มีรูปดาว ซึ่งมีทั้งหมด 7 ลูก ตามตำนานที่บอกว่าหากใครรวบรวมลูกแก้วได้ครบทั้ง 7 ลูกจะสามารถอัญเชิญเทพเจ้ามังกรมาเพื่อขอพรอะไรก็ได้ 1 อย่าง
โดยที่ตัวละครซุนโกคูนั้นมีพื้นฐานจากซุนหงอคง ตัวละครในนิยายอมตะของจีน โดยมีทั้งกระบอง มีหางเหมือนลิง และเก่งกาจทางวิทยายุทธ ขณะที่เรื่องราวเต็มไปด้วยการผจญภัยที่ทั้งสนุกและตลก (ใครจำคำขอพรของตัวละครอูลอนได้บ้าง?) มีธีมของมิตรภาพและความพยายาม ที่แม้โทริยามะจะไม่ได้ตั้งใจคิดถึงขนาดนั้น แต่สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่แฟนๆ ได้ซึมซับโดยไม่ตั้งใจ
ไปๆ มาๆ ยิ่งเรื่องราวดำเนินต่อไปมากเท่าไร ความสนุกและความเข้มข้นก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะหลังจากที่เข้าสู่ภาคใหม่ ‘Dragon Ball Z’ ที่เริ่มตั้งแต่ปี 1989 โดยมีการปรับธีมมาเป็นมังงะการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายดีกับฝ่ายร้าย ด้วยพลังและอภินิหารจากจินตนาการของโทริยามะ
ผลงานเรื่องนี้ไม่ต่างอะไรจากพลังคลื่นเต่าสะท้านฟ้า (Kamekameha) ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ที่เด็กๆ ทุกคนเชื่อว่าพวกเขาเองก็หัดทำพลังคลื่นเต่าหรือท่าไม้ตายของตัวละครโปรดคนอื่นๆ อย่างเบจิต้า, ซุนโกฮัง, พิคโกโล, คุริลิน, เท็นชินฮัง หรือหยำฉา
โดยที่สิ่งเหล่านี้เป็นมากกว่าแค่ความสำเร็จของโทริยามะ
มันคือความทรงจำของโลกใบนี้ด้วย
นอกเหนือจาก Dragon Ball แล้ว ยังมีผลงานของ อากิระ โทริยามะ อีกมากมาย โดยเฉพาะในด้านของการออกแบบตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์
หนึ่งในนั้นคือการออกแบบตัวละครให้เกมอมตะอย่างซีรีส์ ‘Dragon Quest’ และเกมเหนือกาลเวลาอย่าง ‘Chrono Trigger’ ที่มีตัวละครที่โดดเด่นสะดุดตาและยากที่จะหาใครเลียนแบบสไตล์กับจินตนาการของเขาได้
โดยเฉพาะหนึ่งในตัวละครน่ารักที่ได้รับความนิยมตลอดกาลใน Dragon Quest คือตัวสไลม์ ปีศาจในเรื่องเล่าทางตะวันตกที่มีลักษณะเป็นเมือก ซึ่งโทริยามะเปลี่ยนให้กลายเป็นตัววุ้นหน้าตาน่ารักนุ่มนิ่ม และกลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่ได้รับการจดจำมากที่สุด

ขณะที่แรงบันดาลใจจาก Dragon Ball ยังนำไปสู่มังงะที่เดินตามรอยในเวลาต่อมาอย่าง Naruto และ One Piece ซึ่งเรื่องหลังยังคงดำเนินต่ออยู่ในปัจจุบัน ไม่นับแรงบันดาลใจให้แก่เด็กๆ อีกมากมายที่เติบโตมากับผลงานของเขา และนำมาสร้างสรรค์ผลงานในแบบของตัวเองต่อมา
เรียกได้ว่ามีผลงานจากปลายปากกาและปลอกปากกาเก่าๆ ที่หากพังโทริยามะก็ไม่ยอมซื้อใหม่ แต่จะซ่อมแล้วซ่อมอีกเพราะถนัดมือมากที่สุด เป็นผลงานที่ทรงอิทธิพลอย่างมาก
พอจะบอกได้ว่าโลกทั้งใบได้รู้จักมังงะญี่ปุ่นก็เพราะ Dragon Ball ซึ่งแม้ Dragon Ball Z ที่เป็นภาคหลักดั้งเดิมจะจบลงตั้งแต่ปี 1996 แล้ว แต่ยังคงมีเรื่องราวภาคต่อที่ได้รับอนุญาตให้สร้างสรรค์ได้ เช่น อนิเมะ หรือภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ รวมถึงมังงะภาคใหม่อย่าง Dragon Ball Super ที่โทริยามะเป็นผู้ควบคุมอีกที
ในทางเศรษฐกิจแล้ว Dragon Ball ถือเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันที่สร้างรายได้กลับมาให้แก่ญี่ปุ่นอย่างมากมายมหาศาล โดยข้อมูลในปี 2022 จาก All Japan Magazine and Book Publishers’ and Editors’ Association ระบุว่า ยอดจำหน่ายมังงะทั่วโลกมีมูลค่าถึง 6.77แสนล้านเยน โดยที่ตัวเลขการเติบโตสูงขึ้นทุกปี ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นอานิสงส์จากเรื่องฮิตยุคใหม่อย่าง ดาบพิฆาตอสูร (Demon Slayer) แต่อีกส่วนก็มาจากผลงานอมตะอย่าง Dragon Ball ด้วย
โดยที่ Dragon Ball เองไม่ได้มีแค่มังงะหรืออนิเมะ แต่แตกยอดออกเป็นผลิตภัณฑ์มากมายทั้งของเล่น เสื้อผ้า ของใช้ ของสะสม ไปจนถึงเกมที่มีการสร้างออกมามากมายหลายภาค ตามเล่นกันแทบไม่ทัน
CBR.com ระบุว่า มูลค่าของ Dragon Ball สูงถึง 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.31 แสนล้านบาท
เมื่อคิดถึงที่มาที่ไปกับการผจญภัยในชีวิตจริงของ อากิระ โทริยามะ และปลอกปากกาไม้ที่ดูไม่น่ามีราคาอะไรมากมายขนาดนั้นแล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงไม่ต่างอะไรจากพรของเทพเจ้ามังกรที่เขาร้องขอต่อโลกใบนี้
“ขอให้โลกนี้สนุกและสบายใจนะ”
ภาพ: Luciano Gonzalez / Anadolu via Getty Images
อ้างอิง:
The post ‘อากิระ โทริยามะ’ กับปลอกปากกามหัศจรรย์ ผู้เปลี่ยนโลกทั้งใบด้วยจินตนาการไม่รู้จบ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (17 มีนาคม) ที่ลานสยามดิสคัฟเวอรี่ คนรักการ์ตูน […]
The post เหล่าคนรัก Dragon Ball รวมตัวส่งพลังบอลเกงกิ ไว้อาลัย ‘อาจารย์โทริยามะ’ ผู้ล่วงลับ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (17 มีนาคม) ที่ลานสยามดิสคัฟเวอรี่ คนรักการ์ตูน Dragon Ball ประมาณ 300 คน รวมตัวกันจัดกิจกรรมชูมือขึ้นฟ้าส่งพลังบอลเกงกิ ซึ่งเป็นท่าไม้ตายสุดยอดประจำเรื่อง Dragon Ball ที่ซุนโกคูเคยใช้ปราบจอมมารบูได้สำเร็จ เพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่ โทริยามะ อากิระ นักเขียนการ์ตูน ที่เสียชีวิตในวัย 68 ปี จากภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา
พงศกร ศิริกำเนิด แอดมินเพจ Dragon Ball TH – ดราก้อนบอล กล่าวกับ THE STANDARD ว่ากิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้แฟนคลับชาวไทยนั้นได้มาส่งอาจารย์โทริยามะ อากิระ หากไม่มีอาจารย์ก็จะไม่มีการ์ตูน Dragon Ball เกิดขึ้น ทุกคนจะร่วมกันส่งพลังบอลเกงกิเหมือนในอนิเมะ เพื่อให้อาจารย์ไปอยู่ในภพภูมิที่ดี ได้อยู่ในจินตนาการเหมือนที่เคยวาดฝันเอาไว้
พงศกรยังได้ฝากข้อความถึงแฟนๆ Dragon Ball ชาวไทยอีกว่า Dragon Ball การ์ตูนที่อยู่กับคนทุกช่วงทุกวัย ไม่ว่าจะชอบการ์ตูน Dragon Ball ภาคไหน และอยากให้รักการ์ตูนเรื่องนี้ตลอดไปจนกว่าเราจะจากโลกนี้ไป

The post เหล่าคนรัก Dragon Ball รวมตัวส่งพลังบอลเกงกิ ไว้อาลัย ‘อาจารย์โทริยามะ’ ผู้ล่วงลับ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในเกมพรีเมียร์ลีกเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาที่สนามเซลเฮ […]
The post พลังคลื่นเต่าสะท้านฟ้า เพื่อนรักของนักกีฬาตลอดไป appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในเกมพรีเมียร์ลีกเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาที่สนามเซลเฮิสต์พาร์ก ทีมใหญ่อย่างลิเวอร์พูลต้องเจอกับความลำบากยากเย็นในการเผชิญหน้ากับเจ้าบ้านอย่างคริสตัล พาเลซที่พยายามต่อสู้ต้านทานอย่างสุดกำลังความสามารถ
แต่แล้วในช่วงนาทีบาปของการแข่งขัน ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ นักเตะสารพัดประโยชน์ที่ถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองในช่วงครึ่งหลัง กลายเป็นฮีโร่ของทีมด้วยการทำประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ช่วยให้ลิเวอร์พูลพลิกสถานการณ์จากตามหลังกลับมาคว้า 3 คะแนนเต็ม
ในช่วงเวลาของความดีใจ จู่ๆ เอลเลียตต์ก็เดินมาที่ข้างสนามก่อนทำท่าฉลองประตูที่ดูแปลกตากว่าท่าปกติที่ใครเขาทำกัน
แต่เป็นท่าที่คนที่รู้ก็จะรู้ได้ทันที
Ka-me-ka-me-ha!
นี่มัน…พลังคลื่นเต่าสะท้านฟ้า!
Rest in Peace
Akira Toriyama the Creator of Dragon Ball series
Rest in Peace
#INDvENG #ShubmanGill #TriggeredInsaan #RohitSharma pic.twitter.com/i5Y9qJvPWW
— ICIC’EST PARIS
(@ShreyasPSG) March 8, 2024
ท่าทางการฉลองประตูของนักเตะดาวรุ่งวัย 20 ปีด้วยท่าไม้ตายใหญ่ของตัวเอกจากเรื่อง ดราก้อนบอล (Dragon Ball) สร้างรอยยิ้มให้แก่แฟนฟุตบอลได้ไม่น้อยไม่ว่าจะเป็นแฟนบอลของลิเวอร์พูลหรือไม่ก็ตาม
เพราะมันเหมือนเป็นการเชื่อมโลกสองใบที่ไม่น่าเข้ากันได้ให้ถึงกันได้อย่างน่าประหลาดใจ
โดยเฉพาะเมื่อเราคิดถึงการที่การ์ตูน – ในความหมายทั้งมังงะ (Manga) และอนิเมะ (Anime) – อย่าง ดราก้อนบอล นั้นถือกำเนิดมาตั้งแต่ช่วงยุคปี 80 และโด่งดังสุดขีดในยุคต้น 90 การที่เด็กวัย 20 ปีอย่างเอลเลียตต์จดจำท่าทางเอามาใช้เป็นท่าฉลองประตูได้นั้นเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยในความห่างของเส้นเวลา
ไม่นับเรื่องของระยะห่างระหว่างญี่ปุ่นถึงอังกฤษที่ก็ไม่ใช่น้อยๆ อะไรที่ทำให้ผลงานความบันเทิงในประเทศเอเชียมีผลต่อใจของเด็กในเกาะบริเตนได้ทั้งๆ ที่วันเวลาผ่านมายาวนานขนาดนี้
เรื่องนี้คือความมหัศจรรย์ของ ดราก้อนบอล ผลงานการสร้างสรรค์ของ โทริยามะ อากิระ นักเขียนมังงะที่เป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ด้วยลายเส้นและการเล่าเรื่องที่แสนมหัศจรรย์ของเขา
ผลงานเรื่อง ดราก้อนบอล ของ โทริยามะ อากิระ เริ่มต้นตีพิมพ์ในนิตยสารการ์ตูน Shonen Jump เมื่อปี 1984 หรือ 40 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลงานยาวเรื่องใหม่ต่อจาก ดร.สลัมป์ (Dr.Slump) มังงะสุดบันเทิงกับเรื่องราวของหุ่นเด็กสาวใส่แว่นจอมป่วนผู้น่ารักอย่างหนูน้อย อาราเล่ (Arale) กับนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องอย่าง ดร.โนริมากิ เซมเบ้ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงปี 1980-1984
สำหรับเรื่องราวของ ดราก้อนบอล เริ่มต้นที่การผจญภัยสุดอลวนของสาวน้อยนักล่าสมบัติอย่าง บลูม่า (Bulma) ที่ออกตามล่าลูกแก้วมังกรที่มีด้วยกันทั้งหมด 7 ลูก โดยได้รับความช่วยเหลือจากเด็กน้อยปริศนาที่มีหางโผล่ออกมาอย่าง ซุนโกคู
การผจญภัยของทั้งคู่นำพาไปสู่เรื่องราวที่ทั้งสนุก ตื่นเต้น และน่าประทับใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเจอกับพ่อลูกชาวพื้นเมือง อูป้า และ โบร่า, ยาจิโรเบ้ ซามูไรอ้วนตุ้บ, กองทัพโบแดง (แสลงใจ) ‘เรดริบบอน’, จักรพรรดิปิลาฟ, จอมมารพิคโกโล่ ไปจนถึงเหล่านักสู้ที่กลายเป็นผองเพื่อนอย่าง คุริลิน, หยำฉา, เท็นชินฮัง
ไปจนถึงอาจารย์ที่สอนสั่งวิชากำลังภายในให้อย่างมาสเตอร์โรชิ หรือ ‘ผู้เฒ่าเต่า’ เจ้าของท่าระดับตำนานที่ได้รับการถ่ายทอดมาเป็นภาษาไทยอย่างสละสลวยว่า ‘พลังคลื่นเต่าสะท้านฟ้า’

ปิแอร์ เอเมอริก โอบาเมยอง ฉลองประตูในเกม ‘เอลกลาซิโก’ ด้วยลูกแก้วมังกรและท่าเคลื่อนย้ายในพริบตา
จากเรื่องราวในจุดเริ่มต้นเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ไม่มีใครคิดว่า ดราก้อนบอล จะกลายเป็นมังงะที่ส่งผลต่อโลกอย่างมากมายมหาศาล ความนิยมของมังงะที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ โทริยามะ อากิระ ต้องหาทางแต่งแต้มเรื่องราวต่อไปเรื่อยๆ
จักรวาลของ ดราก้อนบอล ถูกขยายออกอย่างไม่รู้จบ ประหนึ่งเอกภพในความเป็นจริง มีตัวละครปรากฏอีกมากมาย เรื่องราวการต่อสู้กับศัตรูหลากหลาย
โดยที่ในการต่อสู้นั้น ไม่ใช่ฝ่ายพระเอกจะเป็นฝ่ายชนะอย่างง่ายดายเสมอไป ในทางตรงกันข้ามตัวละครแต่ละตัวก็ต้องผ่านอุปสรรคต่างๆ ไม่ว่าจะทางกายหรือทางใจ เพื่อหาทางที่จะเอาชนะให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการชนะคู่ต่อสู้ หรือแม้แต่การชนะใจตัวเองก็ตาม
เรื่องราวเหล่านี้จึงเป็นเหมือนการสอนให้เด็กๆ ทุกคนได้รู้จักโลกและชีวิตในความเป็นจริงอย่างละมุนละม่อมที่สุด
ทำไมเราถึงต้องต่อสู้ ทำไมเราถึงไม่ควรยอมแพ้อะไรง่ายๆ และทำไมเราถึงต้องเสียสละ
แม้กระทั่งในเรื่องที่ทำใจยากจะยอมรับที่สุดอย่างเรื่องของความตาย ดราก้อนบอล ก็สามารถสอนให้เข้าใจได้เช่นกันว่าความสูญเสียเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำใจและยอมรับให้ได้ (แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะมีการเชิญเทพเจ้ามังกรมาช่วยชุบชีวิตตัวละครกลับคืนมาเสมอก็ตาม)
สิ่งเหล่านี้ในอีกทางแล้วคือ ‘สัจธรรม’ ของชีวิต และเป็นสารที่มีความสากลในตัว เข้ากันได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย และไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลกก็ตาม
ดราก้อนบอล จึงเป็นการ์ตูนอมตะเหนือกาลเวลาที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานสักแค่ไหนก็ยังคงนำกลับมาฉายซ้ำใหม่ได้เสมอ โดยที่เด็กๆ ก็พร้อมจะนั่งเกาะขอบจอแก้วดูด้วยแววตาใสแจ๋วเหมือนกันทั้งโลก ด้วยความสนุก ตื่นเต้น ลุ้นและเอาใจช่วยตัวละครไปด้วยกัน
นั่นคือ ‘พลังคลื่นเต่า’ ที่ถูกส่งผ่านมาถึงหัวใจของเด็กๆ ทุกคน เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่แท้จริง

รองเท้าฟุตบอลคัสตอมพิเศษของ ปิแอร์ เอเมอริก โอบาเมยอง
ดังนั้นการที่นักฟุตบอลวัย 20 ปีอย่างเอลเลียตต์ หรือแม้แต่อิบราฮิมา โกนาเตที่เกิดและเติบโตในฝรั่งเศส หรือ ปิแอร์ เอเมอริก โอบาเมยอง กองหน้าชาวกาบองในแอฟริกา มีโอกาสแสดงท่าทางที่บ่งบอกถึงความทรงจำที่ฝังแน่นในใจของพวกเขาตั้งแต่เยาว์วัยจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
เพราะ ดราก้อนบอล เดินทางไปทั่วทุกมุมโลก
พวกเขาเติบโตมากับพลังคลื่นเต่า บอลเกงกิ และท่าเคลื่อนย้ายในพริบตาอันน่าตื่นเต้น (อ้อ! หมัดจอมเทพด้วย) ที่แม้ว่าโตขึ้นมาจะรู้ว่าไม่มีใครทำอะไรแบบนี้ได้หรอก มันเป็นแค่เรื่องจินตนาการสนุกๆ ในความทรงจำสีจางๆ เท่านั้น
แต่ตัวละครและเรื่องราวเหล่านั้นคือหนึ่งในเพื่อนที่ดีที่สุดของชีวิตของพวกเขา
และของพวกเราอีกมากมายนับไม่ถ้วนทั่วโลก
โคนาเต ปราการหลังตัวแกร่งของลิเวอร์พูลซึ่งใช้ภาพ GIF จากเรื่อง ดราก้อนบอล บอกเล่าถึงข่าวการย้ายทีมของเขาในปี 2021 บอกถึงพลังที่เขาได้รับจากมังงะเรื่องโปรดว่า “ในบางครั้งเราจะตกอยู่ในสถานการณ์ของชีวิตที่ทำให้เราคิดถึงมังงะ
“สิ่งเหล่านี้ช่วยได้มากในช่วงก่อนเกม ผมชอบดูไฮไลต์ของมังงะ และบ่อยครั้งที่มันช่วยทำให้ผมมีกำลังใจมากขึ้น แต่คนอาจไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยผมได้มากในบางส่วนของชีวิต”
โคนาเตซึ่งเกิดใน ‘เขตที่ 11’ ของปารีส ซึ่งเป็นเขตที่อันตรายอย่างยิ่ง บอกว่าเขาโตมากับ ดราก้อนบอล เพราะดูตามพี่ๆ
ขณะที่โอบาเมยังเคยฉลองประตูในเกม ‘เอลกลาซิโก’ นัดที่บาร์เซโลนาถล่มเรอัล มาดริดขาดลอย 4-0 เมื่อปี 2022 ที่ทำให้แฟนบอลจำนวนหนึ่งสงสัย แต่แฟนบอลอีกจำนวนหนึ่งที่มีไม่น้อยเข้าใจได้ทันที
“นี่คือลูกแก้วมังกรจากเรื่อง ดราก้อนบอล ถ้ามีสิ่งนี้เราจะสามารถทำความปรารถนาให้เป็นความจริงได้ ผมอยากจะชนะในเกมนี้ ผมอยากจะยิงประตูให้คุณปู่คุณย่าที่จากไปแล้ว ซึ่งเพื่อนของผมได้มอบลูกแก้วมังกรนี้ให้กับผม” โอบาเมยังเล่าถึงที่มาของท่าดีใจที่พิเศษสุดๆ
หรือในสนามปาร์ค เดส์ แพรงซ์ ก็เคยมี ‘Tifo’ สุดอลังการของแฟนบอลกลุ่มอัลตราที่มาจากเรื่อง ดราก้อนบอล เพื่อปลุกใจนักเตะก่อนลงสนามให้สู้ไม่ถอยเหมือนเหล่านักสู้ในเรื่องเสมอ
ในการจากไปอย่างกะทันหันของ โทริยามะ อากิระ จึงเป็นข่าวเศร้าที่ทำให้คนทั่วโลกหัวใจสลายตามไปด้วย เพราะเหมือนสูญเสียญาติสนิทหรือผู้ใหญ่ที่เคารพไปแม้จะไม่เคยได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว
หากเป็นในเรื่องราวของ ดราก้อนบอล แล้ว บางทีโกคูและบลูม่าคงได้เที่ยวผจญภัยเพื่อตระเวนตามหาลูกแก้วมังกรตามสถานที่ต่างๆ กัน เพื่อหวังจะอัญเชิญ ‘เชนลอง’ เทพเจ้ามังกรเพื่อขอประทานพรให้คืนชีวิตแก่นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่
แต่เพราะนี่คือโลกของความเป็นจริง ไม่มีดราก้อนบอล เทพเจ้ามังกร หรืออะไรก็ตามที่จะสามารถนำ โทริยามะ อากิระ กลับคืนมาได้อีกแล้ว
ถึงอย่างนั้นในช่วงชีวิตของใครสักคน การที่สามารถทำให้ใครรักเราได้โดยไม่ต้องรู้จัก ด้วยการสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แม้คนเดียวก็นับว่าชีวิตนี้คุ้มค่าแล้วนั้น
การบอกรักและบอกลาด้วยความอาลัยของแฟนๆ ที่มีต่อการจากไปของผู้ให้กำเนิดเรื่องราวและแรงบันดาลใจที่มหัศจรรย์มาถึง 40 ปี ก็นับว่าเป็นความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับนักเขียนชาวญี่ปุ่นคนนี้แล้ว
ขอบคุณสำหรับพลังที่ส่งมา
และอยากให้รู้ว่ามีคนมากมายทั่วโลกที่กำลังชูแขนขึ้นฟ้าเพื่อรวมพลังสร้างบอลเกงกิลูกใหญ่
ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อจัดการเหล่าร้ายที่ไหน แต่มีไว้เพื่อเปลี่ยนแปลงให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นอีกนิดด้วยแรงบันดาลใจจาก ดราก้อนบอล
อ้างอิง:
The post พลังคลื่นเต่าสะท้านฟ้า เพื่อนรักของนักกีฬาตลอดไป appeared first on THE STANDARD.
]]>
อากิระ โทริยามะ หรืออาจารย์โทริยามะ นักวาดมังงะชื่อดังเ […]
The post Dragon Ball มังงะที่สร้างแรงบันดาลใจให้นักกีฬามากมาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
อากิระ โทริยามะ หรืออาจารย์โทริยามะ นักวาดมังงะชื่อดังเจ้าของผลงาน Dragon Ball เพิ่งจากไปในวันนี้ (8 มีนาคม) ในวัย 68 ปี
ผลงานของเขา อย่างเช่น Dragon Ball ทั้งภาคแรก, ภาค Z และภาคซูเปอร์ ล้วนแล้วแต่สร้างแรงบันดาลใจ พร้อมกับมอบพลังแห่งความฝันให้เด็กๆ และผู้ที่ได้อ่านมากมายทั่วโลก
หนึ่งในผู้ที่ได้รับพลังและแรงบันดาลใจก็รวมถึงเหล่านักกีฬาและผู้คนที่อยู่ในโลกของกีฬาด้วย
THE STANDARD SPORT ขอแสดงความเสียใจและไว้อาลัยกับการจากไปของสุดยอดนักเขียนมังงะท่านนี้ และอยากจะขอบคุณที่มอบพลังและแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนบนโลกนี้มาโดยตลอด

The post Dragon Ball มังงะที่สร้างแรงบันดาลใจให้นักกีฬามากมาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
อากิระ โทริยามะ นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นผู้โด่งดังระดับโ […]
The post อากิระ โทริยามะ นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นผู้เขียน Dr. Slump และ Dragon Ball เสียชีวิตแล้วในวัย 68 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
อากิระ โทริยามะ นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นผู้โด่งดังระดับโลกจากผลงานอย่าง Dr. Slump และ Dragon Ball เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ด้วยภาวะเลือดคั่งใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง (Acute subdural hematoma) ด้วยวัย 68 ปี โดยสำนักพิมพ์ Shueisha เพิ่งประกาศข่าวในวันนี้ (8 มีนาคม)
พิธีฌาปนกิจสำหรับ อากิระ โทริยามะ จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายโดยมีเพียงญาติสนิทเข้าร่วม ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดวันสำหรับพิธีรำลึกอย่างเป็นทางการ
เว็บไซต์ทางการของ Dragon Ball แสดงความเสียใจต่อการจากไปอย่างกะทันหันของโทริยามะ ระบุว่าแม้ในช่วงท้ายของชีวิตเขายังคงทำงานอย่างหนักในหลากหลายโปรเจกต์ และยังมีงานอีกมากมายที่เขาตั้งใจสร้างสรรค์
Dragon Ball เริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1984 ได้รับความนิยมจนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก
ทีมงานเว็บไซต์ขอบคุณแฟนๆ ของโทริยามะที่ให้กำลังใจเขามาตลอด การทำงานอันหนักและยาวนานถึง 45 ปีของเขาก็เป็นไปได้ด้วยแรงสนับสนุนนี้
“เราหวังว่าผลงานอันทรงเอกลักษณ์และเป็นความภูมิใจของ อากิระ โทริยามะ จะยังคงเป็นที่รักของผู้คนทั่วโลกตราบนานเท่านาน ขอแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อมิตรภาพที่ทุกคนมอบให้เขามาตลอดชีวิตของเขา”
โทริยามะ เริ่มฉายแววในวงการตั้งแต่ปี 1978 ด้วยผลงาน Wonder Island และโด่งดังอย่างมากจากการสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ Dr. Slump และ Dragon Ball ให้กับนิตยสาร Weekly Shonen Jump
Dragon Ball ที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1984 ได้รับความนิยมถล่มทลายจนถูกดัดแปลงให้เป็นทั้งการ์ตูนแอนิเมชันและภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดง โดยได้รับความรักจากแฟนๆ ทั่วโลกจวบจนปัจจุบัน
ภาพ: Michael Loccisano / Getty Images
อ้างอิง:
The post อากิระ โทริยามะ นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นผู้เขียน Dr. Slump และ Dragon Ball เสียชีวิตแล้วในวัย 68 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (8 มีนาคม) บัญชี X อย่างเป็นทางการของมังงะ Drago […]
The post ร่วมแสดงความเสียใจ อากิระ โทริยามะ นักเขียนมังงะเจ้าของผลงาน Dragon Ball เสียชีวิตแล้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (8 มีนาคม) บัญชี X อย่างเป็นทางการของมังงะ Dragon Ball แจ้งข่าวว่า อากิระ โทริยามะ นักเขียนมังงะเจ้าของผลงานระดับตำนานอย่าง Dr.Slump และ Dragon Ball เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2024 ด้วยวัย 68 ปี เนื่องจากอาการเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง
สำหรับ อากิระ โทริยามะ นับว่าเป็นอีกหนึ่งนักเขียนมังงะชื่อดังที่เป็นที่ยอมรับของแฟนๆ ทั่วโลก รวมถึงผลงานของเขายังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนมังงะรุ่นต่อมาอีกมากมาย โดยเฉพาะผลงานเรื่อง Dragon Ball ที่ออกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1984 ที่ได้รับสานต่อเรื่องราวและถูกหยิบมาดัดแปลงเป็นสื่อบันเทิงอื่นๆ อย่างอนิเมะซีรีส์ ภาพยนตร์ วิดีโอเกม และของเล่นมาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ อากิระ โทริยามะ ยังมีผลงานการออกแบบคาแรกเตอร์ให้กับวิดีโอเกมชื่อดังอีกมากมาย เช่น Dragon Quest และ Chrono Trigger
THE STANDARD POP ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ อากิระ โทริยามะ อีกหนึ่งนักเขียนมังงะคนสำคัญที่ส่งมอบความสนุกผ่านผลงานเรื่องเยี่ยมให้แก่แฟนๆ ทั่วโลกมาอย่างยาวนาน
อ้างอิง:
The post ร่วมแสดงความเสียใจ อากิระ โทริยามะ นักเขียนมังงะเจ้าของผลงาน Dragon Ball เสียชีวิตแล้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ก่อนที่พระเอกหลายคนในการ์ตูนญี่ปุ่นจะเติบโต โดดเด่น แข็ […]
The post 9 หลักสูตรจาก ‘คุณครู’ ในโลกการ์ตูน ที่สอนบทเรียนในชีวิตจริงให้กับเรา appeared first on THE STANDARD.
]]>
ก่อนที่พระเอกหลายคนในการ์ตูนญี่ปุ่นจะเติบโต โดดเด่น แข็งแกร่งด้วยพลังพิเศษพร้อมรบ หลายตัวละครจะไม่มีวันไปถึงฝั่งฝัน หากขาด ‘คนเบื้องหลัง’ คอยสั่งสอนวิชาให้
ซึ่งพาร์ตการฝึกวิชาของตัวเอก นับว่าเป็นเสน่ห์อีกหนึ่งอย่างในการ์ตูน ที่เพิ่มความสนุกให้กับคนอ่านได้ไม่แพ้เนื้อเรื่อง รวมทั้งตัวละครที่รับหน้าที่เป็น ‘คุณครู’ หรือ ‘อาจารย์’ บางคนยังเท่ โดดเด่น และน่าสนใจจนขโมยซีนเหล่าลูกศิษย์ที่เป็นตัวเอกได้ด้วยซ้ำไป
THE STANDARD POP ได้รวบรวม 9 หลักสูตรสุดเข้มข้น จาก 9 ตัวละครอาจารย์ที่โดดเด่น ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องพลังพิเศษ แต่ยังรวมไปถึงหน้าที่ในการขัดเกลาจิตใจของลูกศิษย์ รวมทั้งคนอ่านให้เข้าใจชีวิต และโลกแห่งความเป็นจริงได้มากยิ่งขึ้น

“เห็นคนอื่นไม่ใช่คนหรืออย่างไร ด่าว่าเป็นเศษสวะอยู่ได้ เพราะมีครูอย่างพวกแกน่ะสิ เด็กๆ พวกนี้ถึงมีปัญหาอย่างทุกวันนี้ยังไงล่ะ”
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าประโยคดังกล่าวออกมาจากปากของชายหนุ่มอายุ 22 ปี ผู้มาพร้อมทรงผม V-Cut สีทอง ที่เข้ามาเป็นอาจารย์ พร้อมกับความฝันที่ว่าอยากเสียความบริสุทธิ์ให้กับเด็กสาวชั้นมัธยมศึกษา
ตัดภาพมาที่ประเทศไทย เราเพิ่งได้ยินคำพูดทำนองว่าคัดเลือกคนจากลักษณะภายนอก ขูดหินปูน ปากไม่มีกลิ่น เป็นคุณสมบัติข้อแรกๆ (เรื่องหัวใจเอาไว้ทีหลัง) ให้มาทำหน้าที่ ‘คุณครู’ มาดูแลเด็กๆ จาก ‘ผู้ใหญ่’ ที่เป็นเจ้าของสถานศึกษาหลายสิบสาขา ที่ผู้ปกครองไว้ใจส่งลูกหลานนับพันนับหมื่นชีวิตมาฝากอนาคตไว้ด้วย
จากความเจ็บปวดในวัยเด็ก ที่โอนิซึกะและพรรคพวกถูกมองว่าเป็นนักเลงหัวไม้ เพียงเพราะพวกเขาถูกทอดทิ้ง โดยเรียกว่า ‘ขยะ’ ไม่มีใครเห็นคุณค่า จะมีก็เพียงกลุ่ม ‘เพื่อน’ เท่านั้นที่เข้าใจ และรู้ว่าพวกเขาเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มอ่อนต่อโลกที่รักพวกพ้อง รักความยุติธรรม (ในแบบของพวกเขา) และซื่อสัตย์ต่อความรู้สึก และอยากปกป้องพื้นที่สำคัญในชีวิตให้ได้เพียงเท่านั้น
และเมื่อวันหนึ่งเขาตัดสินใจสมัครเป็น ‘อาจารย์’ อาชีพที่ขัดกับลักษณะนิสัยของเขามากที่สุด ซึ่งในตอนแรกบอกว่าไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าอยากทำงานที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับสาวๆ
แต่ลึกๆ ในใจที่ไม่เคยพูดออกมา จุดประสงค์ของ ‘อาจารย์’ โอนิซึกะมีมากกว่านั้น เพราะเขารู้ดีว่าชีวิตวัยเด็กนั้นแสนเจ็บปวด มีเรื่องราวมากมายที่ต้องต่อสู้และก้าวพ้นไปให้ได้ และการต้องเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว เป็นเรื่องที่ยากลำบากขนาดไหน ตัวเขาอยากใช้ประสบการณ์ของตัวเองมาช่วยให้ชีวิตของเด็กๆ เจ็บปวดน้อยลงให้ได้
โดยเฉพาะการปกป้องหัวใจอันบริสุทธิ์ของเด็กๆ จากน้ำมือของผู้ใหญ่ ที่หลายครั้งก็น่าเศร้าเพราะหลายคนที่เรียกตัวเองว่าคุณครูหรืออาจารย์ ควรจะดูแลพวกเขาอย่างใกล้ชิด กลับใช้อภิสิทธิ์ทางอาชีพกดดัน กีดกัน ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจอย่างไร้ความรับผิดชอบ
ในฐานะคุณครูที่ดูภายนอกอาจเป็นคนไม่ได้เรื่อง แต่อย่างน้อยที่สุดโอนิซึกะจะไม่ยอมให้อภัยกับใครที่มาเรียกลูกศิษย์ของเขากว่า ‘ขยะ’ เป็นอันขาด
เพราะเขาเชื่อว่าต่อให้เป็นเด็กจอมหงอ โดนแกล้ง, เด็กสาวจอมบื้อ, เคยถูกหักหลัง, ปิดใจ, นักเลงหัวไม้, อัจฉริยะไร้รอยยิ้ม และนักเรียนคนไหนก็ตาม มี ‘คุณค่า’ อยู่ในตัวเองทุกคน
เชื่อว่าถ้าโอนิซึกะได้เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในบ้านเราขึ้นมา จะต้องมีคนโดนสั่งสอนด้วยท่า ‘เยอรมันซูเพลกซ์’ ในตำนานอย่างแน่นอน

“ไปให้ถึงจุดสุดยอดเลยนะ”
มือขวาของเจ้าแห่งโจรสลัด โกล ดี. โรเจอร์ เคยไปถึงจุดสูงสุด เดินทางรอบโลก พิชิตแกรนด์ไลน์ ค้นพบมหาสมบัติวันพีซ และความจริงที่ว่างเปล่า แต่เมื่อโรเจอร์ถูกประหาร และไม่มีการเดินทางให้ผจญภัยอีกต่อไป
จาก ‘ราชานรก’ ผันตัวมาเป็นช่างคลุมเรือ ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการพนัน และถูกจับรอขายเป็นทาส (แกล้งถูกจับเพื่อขโมยเงินอีกที!) แต่พอเจอลูฟี่ เด็กหนุ่มผู้สืบทอดหมวกฟางต่อจากเพื่อนรักกำลังลำบาก
เขาก็รับอาสาเป็นอาจารย์สอนวิชาการใช้ฮาคิพื้นฐานให้กับลูฟี่ ถึงแม้บางวิธีจะโหดร้าย เช่น ปล่อยให้เอาชีวิตรอดกลางป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์ยักษ์เพียงลำพัง แต่นั่นไม่ใช่การลงโทษ หรือการระบายความเครียดของอาจารย์ที่ไร้เหตุผล
แต่เป็น ‘บทเรียน’ จากอาจารย์ผู้เข้าใจชีวิต เข้าใจความโหดร้าย และเข้าใจ ‘ความฝัน’ ของลูกศิษย์อย่างดีที่สุด เพราะในฐานะคนที่เคยพิชิตโลกมาก่อน ย่อมรู้ดีว่าหากลูฟี่ไม่แข็งแกร่งพอที่จะเอาตัวรอดจากสัตว์ยักษ์เหล่านี้ได้ เขาไม่มีวันรอดชีวิตในโลกที่โหดร้าย และไม่มีวันเดินทางไปถึงจุดสุดท้ายของการเป็น ‘เจ้าแห่งโจรสลัด’ ได้แน่นอน

“เป็นถึงราชาปีศาจพิกโกโล แต่ปกป้องเด็กจนตัวตาย เพราะพวกเจ้าพ่อลูกแท้ๆ ที่ถ่ายทอดความอ่อนแอมาให้ข้า คนที่กล้ามองหน้าและกล้าพูดกับข้าแบบนี้ มีเพียงเจ้าคนเดียวเท่านั้น หนึ่งปีที่อยู่กับเจ้า ข้าไม่เสียใจเลยจริงๆ”
จากอดีตพระเจ้าและทายาทจอมปีศาจ เคยมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นมนุษย์ ฝึกวิชายุทธเพื่อเอาชนะ แต่เมื่อพ่ายแพ้ถูกไว้ชีวิตโดยซุนโกคู ความเป็น ‘ครู’ ของจอมมารผู้แสนโดดเดี่ยวก็เริ่มต้นหลังจากนั้น
ด้วยการ ‘ลักพาตัว’ ซุนโกฮัง ที่พื้นฐานเป็นคนอ่อนโยนไม่ชอบการต่อสู้ แต่พลังซ่อนอยู่มากที่สุดไปฝึกวิชา เพื่อให้เป็นนักสู้เตรียมรับมือศัตรูคนใหม่ ด้วยวิธีการโหดหิน ที่ดูเหมือนใจร้าย แต่เขาก็ทำให้โกฮังเข้มแข็งมากขึ้น
ถึงแม้หลายครั้งพิโกโลจะยังหงุดหงิดที่โกฮังอ่อนแอและพัฒนาตัวช้ากว่าที่คิด แต่พิโกโลก็ไม่เคยลงโทษหรือทำร้ายลูกศิษย์เพียงเพราะอารมณ์เครียดหรือโมโห เพราะลึกๆ ในใจเขารู้ดีว่ามิตรภาพระหว่างครูกับลูกศิษย์ที่เกิดขึ้นทำให้เขารู้สึกไม่โดดเดี่ยวเป็นครั้งแรกในชีวิต และตอนหลังมิตรภาพนั้นได้พัฒนาไปถึงจุดที่พิกโกโลเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องโกฮังได้ จนกลายเป็นเหมือนพ่อคนที่ 2 ของโกฮัง (เพราะโกคูแทบไม่สนใจเลี้ยงลูกเลย)
ไปจนถึงขั้นช่วยเลี้ยงหลานปัง ลูกของโกฮังกับวีเดล เป็นคุณปู่หน้าเข้ม แต่ใจดีที่รู้ไปหมดว่าปังชอบกินอะไร ต้องร้องเพลงอะไรกล่อมให้นอน
ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นมา เราคิดว่าพิโกโลคงเป็นครูฝ่ายปกครองจอมเฮี้ยบ ที่ดูน่ากลัว แต่หวังดีและจำชื่อนักเรียนได้ทุกคน

“อย่าทิ้งความหวังจนกว่าจะถึงวินาทีสุดท้าย ถ้าทิ้งความหวัง การแข่งขันก็จะสิ้นสุดทันที”
ลุงอ้วน ท่าทางใจดี โค้ชชมรมบาสเกตบอลโชโฮคุ เจ้าของฉายานักบวชผมขาว (เมื่อก่อนคือปีศาจผมขาว) ที่คอยฝึกสอน วางกลยุทธ์ และเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถทำให้สมาชิกเลือดร้อนทั้งหลายเชื่อฟังได้ ทั้งที่ไม่เคยดุด่าว่ากล่าว หรือลงโทษขั้นรุนแรงให้หลาบจำ
สิ่งเดียวที่อาจารย์ใช้สยบลูกศิษย์จอมพยศคือ ‘ความเข้าใจ’ และพร้อม ‘ให้อภัย’ เพราะรู้ว่าดีทุกคนย่อมมีข้อผิดพลาด คนที่เป็นอาจารย์ต้องรู้จักธรรมชาติและช่วงเวลาในการมอบบทเรียนที่จะเปลี่ยนชีวิตให้กับลูกศิษย์ นั่นเพียงแค่สบตาและพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ก็ทำให้ทำให้ทุกคนในทีมโชโฮคุ (ที่เลือดร้อนขนาดไปอยู่ในการ์ตูนชกต่อยเรื่องไหนก็ได้) ยอมเงียบและรับฟังได้ทันที
บทเรียนที่อาจารย์อันไซให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ‘พื้นฐาน’ เขาเคยทัดทานไม่ให้รุคาวา รุกกี้อัจฉริยะ อย่ารีบตัดสินใจไปพิสูจน์ฝีมือในอเมริกา
เคี่ยวเข็ญให้มือใหม่อย่างซากุรางิฝึกฝนเทคนิคเบื้องต้นอย่างไม่ใจร้อน ก่อนจะมอบบททดสอบสุดโหด การฝึกชู้ต 20,000 ครั้ง และเมื่อฝ่าฟันมาได้ ก็กลายเป็นท่าไม้ตายที่ช่วยพลิกสถานการณ์ให้ทีมได้
นอกจากนี้ อาจารย์อันไซยังเชื่อมั่นในเรื่องของการอดทนรอเวลาที่เหมาะสม (ทำให้ซากุรางิโกรธอยู่บ่อยๆ) เพราะสำหรับเขาอะไรก็เกิดขึ้นได้ ขอแค่อย่าเพิ่งยอมแพ้อย่างเดียวเท่านั้น
ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ลูกศิษย์ที่ห้ามยอมแพ้ เพราะแม้แต่อาจารย์ก็ต้องปกป้องและข้ามพ้นทุกเรื่องราวไปพร้อมๆ กับลูกศิษย์โดยห้ามยอมแพ้ด้วยเช่นกัน

“อย่ามายุ่งกับนักเรียนของฉันนะ”
ครูประจำชั้นห้อง ป.5/3 ที่นอกจากต้องคอยช่วยสอนหนังสือ เขายังมีอีกหนึ่งหน้าที่คือคอยปกป้องเด็กๆ จากเหล่าปีศาจหลากความเชื่อ ด้วย ‘มืออสูร’ ข้างซ้าย ที่พร้อมทำลายเหล่าร้ายให้หายไป
ถ้ามองลงไปให้ลึกกว่าความตลก หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ตำนาน และเรื่องราวที่ปีศาจนั้นๆ สร้างขึ้นมา จะเห็นว่าปีศาจเหล่านั้น คือตัวแทนของ ‘ปัญหา’ ในชีวิตที่เด็กๆ ทุกคนต้องเผชิญ
บางครั้งปีศาจก็มาในรูปของความโดดเดี่ยว บางครั้งก็เป็นการกลั่นแกล้งในโรงเรียน บางครั้งมาในรูปของความกดดัน บางครั้งก็มาจากตัวผู้ปกครอง และหลายครั้งก็มาจากตัวของคุณครูที่ทิ้ง ‘จิตวิญญาณ’ จนมีสภาพจิตใจไม่ต่างจากปีศาจ
เพราะฉะนั้นสิ่งที่นูเบจัดการเลยไม่ใช่แค่ปีศาจ แต่รวมไปถึงการปรับความคิด ทัศนคติ ของนักเรียน คุณครู ผู้ปกครอง และสังคมโดยรอบที่มีส่วนสร้างปัญหานั้นขึ้นมา
เพราะฉะนั้นอาวุธที่แท้จริงของนูเบ เลยไม่ได้มีแค่ ‘มืออสูร’ แต่ยังรวมถึง ‘หัวใจ’ ของความเป็นครูที่ต้องการแก้ปัญหาให้กับลูกศิษย์ แบบลงลึกไปถึงต้นตอทุกเรื่องจริงๆ

“คุณภาพมันต่างกัน ระหว่างคนที่ได้มาเพราะโชคดี กับคนที่สมควรได้รับ จำเอาไว้ให้ขึ้นใจ สิ่งนี้เป็นพลังที่นายพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้มันมา”
นอกจากจะมอบ One for All ‘อัตลักษณ์’ ทรงพลังให้กับ มิโดริยะ อิซึกุ เด็กหนุ่มแสนธรรมดาที่เกิดมาโดยไม่มีพลังหรืออัตลักษณ์อะไรสักอย่าง
นอกจากเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ ออลไมท์ ยังเป็นตัวแทนของอาจารย์ในอุดมคติ ที่อย่างน้อยที่สุดในทุกๆ โรงเรียนควรมีคนแบบนี้เป็นอาจารย์สักหนึ่งคน ไม่ใช่ในแง่ความเข้มแข็งและพลังพิเศษ แต่เป็นเรื่อง ‘หัวใจ’ และจิตวิญญาณแห่งความเสียสละที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อนักเรียนของเขาจริงๆ
ออลไมท์ ทำงานอย่างหนักทั้งในฐานะฮีโร่ที่ต้องปกป้องคนทั้งโลก และอาจารย์ที่ต้องดูแลความเรียบร้อยในโรงเรียน ถึงแม้ร่างกายจะอ่อนแอใกล้ถึงขีดจำกัด แต่เขาก็ยังอุทิศพลังที่เหลืออยู่ทั้งหมด สอดส่องดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด และได้มอบบทเรียนสำคัญให้กับนักเรียนหลายๆ คน รวมทั้งมิโดริยะทั้งการควบคุมพลังยิ่งใหญ่ที่ได้รับ การพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้พลังนั้นมา ความหมายของการเป็นฮีโร่ ฯลฯ
รวมทั้งเรื่องสำคัญที่สุด คือการสอนให้มิโดริยะ ได้เรียนรู้ว่า ทุกคนล้วนมีคุณค่า และมีความ ‘พิเศษ’ ของตัวเอง

“ถ้านายคิดจะหนีไปตอนนี้ นายก็จะต้องหนีไปตลอดชีวิต”
อัลโกบาเลโน (เด็กทารกที่แข็งแกร่งที่สุดทั้ง 7) ตัวน้อย ได้รับการยอมรับว่าเป็น ‘นักฆ่า’ ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่ต้องมาเจอกับภารกิจสุดหิน ที่ต้องเคี่ยวเข็ญให้เด็กจอมแหยอย่าง ซาวาดะ สึนะโยชิ เข้มแข็งมากพอกับตำแหน่ง หัวหน้ารุ่นที่สิบแห่งแก๊งมาเฟีย วองโกเล แฟมิลี ให้ได้
รีบอร์นมีเทคนิคพิเศษคือ การยิงกระสุนเข้ากลางหน้าผาก แล้วเปิดโหมด ‘ดับเครื่องชน’ ให้สึนะมีพลังฮึดขึ้นมาต่อสู้กับปัญหาที่อยู่ตรงหน้าให้ได้ แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่รีบอร์นมอบให้ไม่ใช่แค่กระสุน และพลังพิเศษที่ทำให้แข็งแกร่งแค่ภายนอก
แต่ยังสอนให้สึนะได้เรียนรู้การใช้ชีวิต มิตรภาพ ความเจ็บปวด ที่เขาต้องเตรียมตัวแบกรับเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ถึงแม้ในบรรดาคุณครูทั้งหมด รีบอร์นจะเป็นคุณครูจอมเฮี้ยบที่มอบบทลงโทษรุนแรงให้สึนะอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่รีบอร์นลงโทษเพียงเพราะต้องการระบายอารมณ์ และที่สำคัญคือไม่เคยเอาน้ำยาดมป้ายตาสึนะแน่ๆ
บทเรียนทั้งหมดของรีบอร์นล้วนเกิดมาจากความปรารถนาดี และความเข้าใจว่าโลกของมาเฟียนั้นโหดร้ายขนาดนั้น เขาเลยจำเป็นต้องเข้มงวดแบบสุดๆ เพื่อให้วันหนึ่งลูกศิษย์ที่เคยไม่เอาไหน จะสามารถฮึดขึ้นมา ‘ดับเครื่องชน’ ต่อสู้กับทุกปัญหาและอุปสรรคได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีกระสุนจากอาจารย์ตัวจิ๋วคอยช่วย

“การจะเป็นนักฆ่าแล้วคิดแค่เรื่องลอบฆ่าอย่างเดียว แล้วไม่คิดที่จะเรียนหนังสือ นั่นมันก็แค่การไม่กล้าสู้กับปมด้อยของตัวเองเท่านั้น”
มนุษย์ต่างดาวตัวสีเหลืองผู้มีเป้าหมายจะทำลายโลก แต่สุดท้ายกลับกลายมาเป็นคุณครูสอนหนังสือให้กับนักเรียน ม.3 ห้อง E ที่รวบรวมนักเรียนระดับต่ำสุดของโรงเรียนมาไว้ด้วยกัน
พร้อมกับมอบบทเรียนที่ไม่เคยมีหลักสูตรไหนกำหนดไว้มาก่อน ด้วยการให้นักเรียนทั้งหมดทำอย่างไรก็ได้ เพื่อลอบสังหารเขาให้ได้ก่อนที่เขาจะทำลายโลกจริงๆ ในเวลา 1 ปี
ท่ามกลางสารพัดเทคนิคที่ลูกศิษย์สรรหามาเพื่อจัดการเขาให้ได้ อาจารย์โคโระก็ค่อยๆ ดึงศักยภาพของนักเรียนให้เก่งขึ้นทุกๆ ครั้งที่พยายามลอบสังหาร พร้อมกับสอดแทรกบทเรียนชีวิต และมอบ ‘การบ้าน’ ให้นักเรียนกลับไปคิด เพื่อค้นหาคำตอบเรื่อง ‘คุณค่า’ ของตัวเองออกมาให้ได้
เพราะความทุ่มเท ความเข้าใจ ความรัก ความหวังดี ที่อยากให้เด็กๆ ก้าวข้ามตัวเขาไปให้ได้ สุดท้าย มนุษย์ต่างดาวจอมวายร้าย ก็กลายเป็นอาจารย์ที่รักของนักเรียนทุกคน

“หมอนั่นไม่ใช่ปีศาจจิ้งจอก แต่คือ อุซึมากิ นารูโตะ แห่งหมู่บ้านโคโนฮะต่างหาก”
ถ้าเทียบกับตัวละครเด่นๆ ทั้งหมดในเรื่องนินจาคาถา โอ้โฮเฮะ อิรุกะคือนินจาไร้พลังที่แทบไม่มีบทเด่น แต่ในฐานะ ‘คุณครู’ เขาคือคนสำคัญที่ดูแลนินจาฝึกหัดทั้งหมด และคอยเฝ้ามองดูลูกศิษย์เหล่านั้นเติบโต ก้าวผ่านคนธรรมดาอย่างเขา ไปเป็นนินจาผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต
โดยเฉพาะกับพระเอกของเรื่องอุสึมากิ นารูโตะ ที่ตอนแรกถูกทุกคนในหมู่บ้านรังเกียจ เพราะเป็นพลังสถิตย์ร่างของปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง แถมความสามารถเรื่องนินจาก็ต้อยต่ำ เพราะมีปัญหาเรื่องการควบคุมพลัง และยังเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีคนคอยสั่งสอนอย่างใกล้ชิด
จะมีก็แต่คุณครูอิรุกะนี่ล่ะ ที่ทั้งคอยดูแลนารูโตะเป็นอย่างดี รวมทั้งชวนไปกินราเมงร้านอร่อย เพื่อปลอบโยนหัวใจให้นารูโตะรู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ เขาคือคนแรกที่มองข้าม ‘ปีศาจ’ ที่หลายคนมอง และยอมรับนารูโตะในฐานะที่เป็นมนุษย์ และนินจาคนหนึ่งจริงๆ
รวมทั้งการตัดสินให้นารูโตะสอบผ่าน ได้เป็นนินจาฝึกหัด พร้อมกับสัญลักษณ์ใบไม้บนผ้าคาดหน้าผากของนินจาแห่งหมู่บ้านโคโนฮะ ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางอันยาวไกลของศิษย์รักนารูโตะที่วันหนึ่งจะเติบโตเป็น ‘โฮคาเงะ’ ผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างที่เคยวาดฝันเอาไว้จริงๆ
ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
The post 9 หลักสูตรจาก ‘คุณครู’ ในโลกการ์ตูน ที่สอนบทเรียนในชีวิตจริงให้กับเรา appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราทุกคนล้วนเคยโพสท่าตามตัวการ์ตูนอนิเมที่ชื่นชอบ และเห […]
The post ไม่เบียวตอนนี้แล้วจะไปเบียวตอนไหน! นักกีฬาพร้อมใจกันโพสท่าจากอนิเมะเรื่องโปรดในโอลิมปิกเกมส์ โตเกียว 2020 appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราทุกคนล้วนเคยโพสท่าตามตัวการ์ตูนอนิเมที่ชื่นชอบ และเหล่านักกีฬาโอลิมปิกก็เช่นกัน ยิ่งการแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ดินแดนต้นกำเนิดอนิเมะทั้งที แถมสนามแข่งยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายเล็กๆ น้อยๆ จากทั้งเกม มังงะ และอนิเม ไม่ว่าจะเป็นเพลงพิธีเปิด เพลงประกอบการแข่งขัน หรือบรรยากาศ จะอดใจไม่ให้โพสท่าตามตัวการ์ตูนเพื่อเรียกขวัญและกำลังใจได้อย่างไร

“ฉันต้องเก่งขึ้น เพราะมีพวกพ้องที่อยากอยู่ด้วยกัน”
หลังพ่ายแพ้พลเรือเอกอาโอคิยิแบบไม่มีทางสู้ ลูฟี่รู้ดีว่าถ้ายังไม่พัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ในอนาคตเขาจะต้องเจอศัตรูที่เก่งกว่านี้เต็มไปหมด และเขาจะต้องเสียพวกพ้องที่รักไป เพราะไม่สามารถปกป้องใครได้ ถ้ายังมีความสามารถเพียงเท่านี้
‘เกียร์ 2’ คือผลจากการทบทวนและฝึกฝนตัวเองของลูฟี่ ด้วยการปั๊มขาเพื่อเพิ่มอัตราการไหลเหวียนกระแสเลือดให้เร็วขึ้น ถ้าเป็นร่างกายของคนทั่วไป แรงดันที่เพิ่มขึ้นจะทำให้หัวใจทนไม่ไหว แต่ลูฟี่ทนได้ เพราะหัวใจ เส้นเลือด และอวัยวะภายเป็นยางทั้งหมด เรียกว่าเป็นท่ามีแค่ ‘มนุษย์ยาง’ เท่านั้นจะใช้ได้
และถ้านึกถึงเหตุผลในการพัฒนาตัวเองของลูฟี่ที่อยากเก่งขึ้นเพื่อปกป้องพวกพ้องเอาไว้ให้ได้ ก็คงเหมือนกับ Miltiadis Tentoglou นักกีฬากระโดดไกลจากกรีซ ที่ฝึกฝนตัวเองอย่างหนักไม่ใช่แค่เอาชนะการแข่งขันเพื่อตัวเอง แต่เพื่อความสุขของคนในประเทศที่ส่งแรงเชียร์มาให้เขาเหมือนกัน

“พวกมือสมัครเล่นอย่างพวกนายได้เรือเจ๋งๆ ขนาดนี้ เรือคงน่าสงสารแน่ แฟรงกี้คนนี้จะเป็นช่างประจำเรือให้กับพวกนายเอง!”
เมื่อตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มหมวกฟางในฐานะช่างซ่อม (และสร้าง) เรือ แฟรงมนุษย์กางเกงในไซบอร์ก เตรียมออกเดินทางเพื่อพิสูจน์คุณค่าในสิ่งตัวเองทำ พร้อมกับท่าประจำตัวประกบแขนสองข้างชูขึ้นฟ้า แล้วตะโกนออกมาว่า ‘ซูเปอร์’
ถึงแม้จะไม่ใช่ท่าสำหรับการต่อสู้เหมือนเกียร์ 2 ของลูฟี่ แต่ ‘ซูเปอร์’ ก็มีความสำคัญในด้านเสริมพลังสร้างความ ‘มั่นใจ’ ก่อนออกเดินทาง หรือทำภารกิจที่สำคัญ ถึงแม้ภาพลักษณ์และท่าทางของแฟรงกี้จะดูบ้าๆ บอๆ ไม่น่าเชื่อถือ
แต่เมื่อไรที่ได้ยินคำนี้พร้อม 2 มือที่ชูขึ้นมา ทุกคนมั่นใจได้เลยว่าแฟรงกี้ ‘เอาจริง’ เช่นเดียวกับ Payton Otterdahl นักกีฬาทุ่มน้ำหนักจากสหรัฐอเมริกา ที่มุ่งมั่น ตั้งใจ และ ‘เอาจริง’ กับการแข่งขันครั้งนี้เหมือนกัน

“จงอุทิศหัวใจ!”
เมื่อหน่วยทหารได้รับภารกิจที่ยิ่งใหญ่เท่าชีวิต ผู้นำของหน่วยมักจะกล่าวคำปลุกใจ ‘จงอุทิศหัวใจ’ ให้กับเหล่าทหารอยู่เสมอ เพื่อให้พวกเขาได้ระลึกไว้ว่าหน้าที่ของทหารกล้าคือการเสียสละเพื่อประชาชนในกำแพง และกำชัยชนะเหนือเหล่าไททันมาให้ประชาชน
การแข่งขันโอลิมปิกในครั้งนี้สำหรับ Kilment Kolesnikov นักกีฬาว่ายน้ำจาก ROC ก็คงเป็นเช่นเดียวกับการออกไปทำภารกิจนอกกำแพงของหน่วยสำรวจ และจะกำชัยชนะกลับมาให้คนในประเทศได้ภาคภูมิใจ

“พลังคลื่นเต่าสะท้านฟ้า!”
ท่าไม้ตายสุดคลาสสิกจากการ์ตูนในตำนาน Dragon Ball ที่หลายคนเคยทำเลียนแบบ บีบอัดพลังไว้ที่เอว เคลื่อนสองมือมาข้างหน้า แล้วตะโกนปล่อย พลังคลื่นเต่าสะท้านฟ้า! กันมาตั้งแต่เด็ก
พลังคลื่นเต่า คือท่าอเนกประสงค์ที่คิดค้นโดย ‘ผู้เฒ่าเต่า’ เคยใช้ดับเพลิงภูเขาไฟ และทำลายดวงจันทร์ให้โกคูได้สติ ก่อนที่จะถ่ายเคล็ดวิชาต่อให้โกคู (คุริรินและเทนชินฮัง) จนกลายเป็นท่าเอกลักษณ์ใช้เผด็จศึกกับศัตรูในเวลาต่อมา
จุดสำคัญของท่านี้คือการฝึกฝนที่ต้องรวบรวมสมาธิ บีบอัดพลังเพิ่มระดับความเข้มข้นรวมอยู่ที่จุดเดียว แล้วปล่อยออกไปยังเป้าหมายด้วยความเร็วและพลังทำลายล้างสูงสุด
เหมือนที่ Ben Whittaker นักกีฬามวยสากลจาก Great Britain ที่ฝึกฝนมาอย่างหนัก ใช้ท่าพลังคลื่นเต่าสะท้านฟ้าแสดงความดีใจเมื่อชนะคู่ต่อสู้ ถึงแม้สุดท้ายเขาจะไปไม่ถึงเหรียญทองอย่างที่ตั้งใจ แต่จะเป็นอะไรไป ในเมื่อนักรบย่อมมีบาดแผล และทุกครั้งที่พ่ายแพ้เราจะแข็งแกร่งขึ้นมาเสมอ
ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย
The post ไม่เบียวตอนนี้แล้วจะไปเบียวตอนไหน! นักกีฬาพร้อมใจกันโพสท่าจากอนิเมะเรื่องโปรดในโอลิมปิกเกมส์ โตเกียว 2020 appeared first on THE STANDARD.
]]>
แน่นอนว่าในโลกของ ‘การ์ตูนผู้ชาย’ ที่โฟกัสตัวละครเด็กหน […]
The post จีจี้, มิซาเอะ ลมใต้ปีกที่ประคองครอบครัวไปสู่ความฝัน และอ้อมกอดสำคัญที่คอยปลอบใจวันอ่อนแรง appeared first on THE STANDARD.
]]>
แน่นอนว่าในโลกของ ‘การ์ตูนผู้ชาย’ ที่โฟกัสตัวละครเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความฝัน ความพยายาม ออกไปทำภารกิจจนกลายที่รักของผู้คน จะมีแอร์ไทม์เพียงน้อยนิดที่หยิบยื่นให้กับตัวละคร ‘หญิงชรา’ ที่เต็มไปด้วยรอยตีนกาเหี่ยวย่น แถมยังขี้บ่นจนถูกสามีและลูกๆ เอาไปนินทาเป็นเรื่องตลกลับหลังอยู่เสมอ
จนบางครั้งเราเผลอคิดไปว่าพวกเธอเป็นเพียงตัวประกอบที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อสร้างสีสัน ทั้งที่จริงๆ แล้วพวกเธอนี่ล่ะคือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ชีวิตของ ‘ตัวเอก’ ทั้งหลายได้ออกไปทำตามความฝันและหน้าที่อันยิ่งใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์
โดยเฉพาะ ‘จีจี้’ และ ‘โนฮาระ มิซาเอะ’ สองหญิงแกร่งจากจักรวาล ดราก้อนบอล และ เครยอนชินจัง ตัวแทนของบรรดาคุณแม่อีกหลายคนบนโลก ที่ยืนยันว่าการเป็นแม่นั้นแสนยากเย็น เจ็บปวด และต้องเสียสละอะไรไปมากมายเหลือเกินในชีวิตเพื่อคนที่พวกเธอรัก
แม้บางครั้งจะดูน่าอิจฉา เพราะได้เป็นถึงภรรยาของนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาล แต่อย่าลืมว่าเมื่อโลกกลับมาสงบสุข ทุกคนจะกล่าวชื่นชม ‘ซุนโกคู’ ผู้เป็นสามี แถมบางคนมองว่าจีจี้เป็นตัวปัญหา เพราะชอบห้ามไม่ให้สามีไปฝึกวิชา และวางแผนชีวิตให้ลูกๆ เข้าเรียนตามระบบการศึกษาไว้เสร็จสรรพ
เรามักจะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า ถ้าโกคูและลูกๆ ไม่ออกต่อไปสู้ แล้วโลกถูกทำลายขึ้นมาล่ะ จะทำอย่างไร?
โดยที่ไม่เคยถามกลับมาเลยว่า แล้วถ้าสามีและลูกๆ ของเธอออกไปปกป้องโลกจนเสียชีวิตขึ้นมาล่ะ จะทำอย่างไร?
หากโลกที่กำลังล่มสลายต้องได้รับการเยียวยา แล้วมีใครบ้างหรือเปล่าที่ช่วยเยียวยาความรู้สึกของคนเป็นแม่และภรรยาที่ต้องสูญเสียทุกอย่างคนนี้ได้
อาจจะมองว่าเห็นแก่ตัวไปบ้าง แต่เราจะสามารถพูดได้เต็มปากหรือเปล่าว่าสิ่งที่จีจี้คิดอยู่เป็นเรื่องที่ผิด
เธอมีสิทธิ์โกรธได้บ้างไหม เมื่อสามีที่ควรเป็นเสาหลักสนใจแต่การต่อสู้ โดยไม่เคยสนใจเรื่องการทำงาน หาเงินมาดูแลคนในบ้าน
เธอผิดจริงหรือเปล่าที่อยากให้ลูกเติบโตเป็นนักวิชาการที่มีอาชีพมั่นคงมากกว่าคนเป็นพ่อที่แสดงออกชัดเจนว่าสนใจการปกป้องโลกมากกว่าปกป้องครอบครัว
และถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้น เราจะเห็นว่าจีจี้ไม่เคยจู้จี้เพื่อตัวเอง เธอเข้มงวดกับลูกเพราะอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี แต่สุดท้ายก็ยอมให้ลูกโดดเรียนไปฝึกวิชาแทบทุกครั้ง คอยเป็นห่วงว่าทุกคนในบ้านจะมีอาหารที่ดีกินหรือเปล่า
เป็นห่วงไปถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการบอกให้ทุกคนใช้ครีมนวดและไดร์เป่าผม ดูเผินๆ เหมือนเป็นเรื่องตลก แต่ถ้ามองจากทรงผมของโกคู โกฮัง โกเท็น แล้วจะเห็นว่านี่คือเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามจริงๆ
หรือแม้แต่ มิซาเอะ ที่เป็นแม่และภรรยาในครอบครัวที่ดูเหมือนจะ ‘ธรรมดา’ ก็แบกรับหน้าที่ที่ลำบากไม่แพ้กัน
มิซาเอะคือคนแรกที่ต้องตื่นนอนก่อนใคร รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เดินมาเปิดผ้าม่านรับแสง ปลุกสามีและลูกชายคนโต จัดเตรียมโต๊ะอาหาร กลับไปปลุกชินจังที่งัวเงียไม่ยอมตื่นลากเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้า แปรงฟัน และออกมาเก็บที่นอน
สุดท้ายชินจังมักจะขึ้นรถโรงเรียนไม่ทัน มิซาเอะก็ต้องรีบเก็บของ เตรียมตัวผูกน้องสาวอย่างฮิมาวาริเอาไว้ด้านหลัง ปั่นจักรยานข้ามถนน ขึ้นภูเขาไปส่งชินจังที่โรงเรียน หรือถ้าวันไหนชินจังขึ้นรถทัน แต่ลืมข้าวกล่องเอาไว้ที่บ้าน ก็มีแม่ที่แสนขี้บ่นคนนี้นี่ล่ะปั่นจักรยานเอาไปส่งให้ถึงที่
หลังจากนั้นก็กลับมาซักผ้า เก็บกวาด ถูบ้าน ดูแลลูกสาวคนเล็ก ออกไปจ่ายตลาด ทำงานบ้านทุกอย่าง คอยเตรียมอาหารเย็น เตรียมน้ำอุ่นให้ทุกคนได้อาบ วนเป็นกิจวัตร โดยที่สามีและลูกชายยังมีวันให้หยุดพัก แต่มิซาเอะต้องทำทุกอย่างซ้ำไปซ้ำมาในทุกๆ วันแบบไม่มีวันหยุด
วันไหนที่เห็นสามีกลับมาด้วยท่าทีไม่สบายใจ เธอจะคอยรินเบียร์เย็นๆ ให้เสมอ คอยรับฟังปัญหาด้วยความเข้าใจ (แม้จะโมโหในความไม่เอาไหนของสามีบ้างเป็นบางครั้ง) ปลอบใจทุกคนเวลาร้องไห้ แต่เวลาที่เธอร้องไห้จะไม่ยอมให้ใครเห็น
ถ้าไม่ใช่เรื่องกินขนมช็อกโกบีมากเกินไป หรือคำขอทะลึ่งตึงตังเกินเด็ก จะเห็นว่ามิซาเอะเป็นแม่ที่คอยสนับสนุนชินจังในแทบทุกเรื่อง ทั้งวาดรูป ขี่จักรยาน แสดงละคร เล่นสนุกกับเพื่อนๆ ฯลฯ แม้ชินจังจะดื้อขนาดไหน แต่เธอก็เฝ้ามองการเติบโตอย่างอิสระตามใจฝันของลูกชายคนนี้อยู่เสมอ
ฉากที่มิซาเอะลงไปงมหาจักรยานที่ตกลงไปในคลองจนดึกดื่น ในขณะที่ชินจังกลับบ้านไปดูหน้ากากแอ็กชันอย่างสบายใจ ยังเป็นฉากที่ทำให้เราน้ำตารื้นทุกครั้งที่นึกถึงการ์ตูนเรื่องนี้
การดูแลสภาพความเป็นอยู่ทั้งร่างกายและจิตใจของทุกชีวิตในครอบครัวไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และมันก็แสดงออกผ่านลักษณะและ ‘ร่องรอย’ บางอย่างที่มิซาเอะไม่อาจฝืน
ทั้งดวงตาลึกคล้ำจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเหี่ยวคล้อยตามส่วนต่างๆ รอยตีนกาที่ชินจังเอามาล้ออยู่เป็นประจำ เสื้อยืดและกางเกงที่ใส่ซ้ำๆ ฯลฯ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอมักจะบอกคนอื่นว่าอายุ 24-25 ปี เพราะเธออยากหยุดเวลาเอาไว้เท่านั้น ในช่วงที่เธอสวยสะพรั่งและเฉิดฉายประกายของหญิงสาวได้มากที่สุด
จนกระทั่งหน้าที่ของภรรยาและแม่จะพรากช่วงเวลาอันแสนสดใส พร้อมกับความจริงที่ว่าเธอคือคุณแม่ลูกสองอายุ 29 ปีที่แทบไม่เคยมีเวลาว่างแม้แต่จะออกไปเที่ยวหรือทำในสิ่งที่เธอชอบ
ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือเราแทบไม่มีโอกาสรู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้วมิซาเอะเป็นคนอย่างไร เคยมีความฝันแบบไหน เธอต้องการอะไรมากที่สุด ราวกับตัวละครของมิซาเอะถูกกำหนดมาให้เป็น ‘แม่’ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เรื่องอื่นไม่มีความสำคัญอีกต่อไป
เช่นเดียวกับคุณแม่ของโนบิตะ, มารุโกะ, ซาโตชิ ใน Pokemon, มิโดริยะ อิซึคุ ใน My Hero Academia, มาเอดะ ใน คุโรมาตี้ ฯลฯ และอีกหลายคนที่เราแทบไม่รู้เรื่องราวในวันวานของพวกเธอ แถมยังถูกแปะป้ายให้เป็น ‘ปีศาจขี้บ่น’ ในโลกแห่งการ์ตูน
แม้ภาพของคุณแม่ทั้งหลายจะถูกนำเสนอด้วยความขำขัน แต่ลึกๆ เราคิดว่านี่คือการใช้อารมณ์ขันฉาบเคลือบประเด็นทางสังคมที่หลายคนมักจะมองข้ามได้อย่างน่าสนใจ
โดยเฉพาะการใช้เสียงหัวเราะเพื่อให้คนอ่านนึกถึง ‘ใคร’ คนหนึ่ง
หญิง (เคย) สาวผมฟู หน้ามัน ก้มหน้าก้มตาทำงานไม่หยุด คอยดุเมื่อเราทำผิด คอยคอยเป็นลมใต้ปีก พยุงให้เราได้ออกบินไปตามความฝัน คอยเป็นอ้อมกอดสำคัญที่คอยปลอบใจในวันที่เราท้อแท้และหมดแรง คอยเป็นห่วงเหมือนเราเป็นเด็กอยู่เสมอแม้ว่าเราคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ คอยส่งรูปภาพ ‘สวัสดีทุกวัน’ พร้อมคำอวยพรให้พบแต่เรื่องดีๆ มาให้ในทุกเช้า
ก่อนที่จะวางโทรศัพท์ แล้วกลับไปเตรียมอาหาร ทำงานบ้าน รอให้ทุกคนกลับมาหาซ้ำๆ เหมือนทุกวัน
ราวกับว่าชีวิตของเธอมีเพียงแค่ครอบครัวเท่านั้นที่สำคัญจริงๆ
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
The post จีจี้, มิซาเอะ ลมใต้ปีกที่ประคองครอบครัวไปสู่ความฝัน และอ้อมกอดสำคัญที่คอยปลอบใจวันอ่อนแรง appeared first on THE STANDARD.
]]>
กลายเป็นธรรมเนียมและเป็นงานมหกรรมใหญ่ประจำปีของมหานครนิ […]
The post Dragon Ball, Pikachu, Frozen ก็มา! รวบรวมภาพบรรยากาศขบวนพาเหรด Macy’s Thanksgiving Day ครั้งที่ 93 appeared first on THE STANDARD.
]]>
กลายเป็นธรรมเนียมและเป็นงานมหกรรมใหญ่ประจำปีของมหานครนิวยอร์กไปแล้ว กับการเดินขบวนพาเรด Macy’s Thanksgiving Day ในวันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งก็จัดมาแล้วเป็นครั้งที่ 93 พร้อมมีบรรดาคนดังมาร่วมเดินอย่าง NCT 127, Jimmy Fallon, Billy Porter และ Celine Dion ที่มาร้องเพลงใหม่ ‘Imperfections’ ด้วย ส่วนอีกหนึ่งไฮไลต์ทุกปีกับเหล่าตัวการ์ตูนพองลมยักษ์ (Balloon Float) ก็จัดเต็มปีนี้มาทั้ง Dragon Ball, Pikachu, Olaf จาก Frozen, Snoopy, Power Rangers, SpongeBob และตัวละครจากเรื่อง Green Eggs and Ham ของนักเขียน Dr.Seuss ที่เพิ่งดัดแปลงเป็นการ์ตูนทาง Netflix











ภาพ: Getty Images
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
The post Dragon Ball, Pikachu, Frozen ก็มา! รวบรวมภาพบรรยากาศขบวนพาเหรด Macy’s Thanksgiving Day ครั้งที่ 93 appeared first on THE STANDARD.
]]>
“คิดจะไปสู้อีกเหรอ เดี๋ยวก็ตายเอาหรอก” น่า […]
The post จีจี้ ‘ซูเปอร์ภรรยา’ ที่ ‘ซูเปอร์ไซย่า’ ยังต้องเกรงใจในจักรวาลดราก้อนบอล appeared first on THE STANDARD.
]]>
“คิดจะไปสู้อีกเหรอ เดี๋ยวก็ตายเอาหรอก”
น่าจะเป็นประโยค ‘บอกรัก’ ที่ได้ยินแล้วไม่รื่นหู แต่ถ้ามองในโลกการ์ตูนดราก้อนบอล นี่คือประโยคสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยความรักและความเป็นห่วงของจีจี้ที่สลัดฐานะลูกสาวราชาปีศาจมาเป็น ‘ภรรยา’ ของซุนโกคู นักรบชาวไซย่าที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาล
ถึงแม้ใจความสำคัญของการ์ตูนระดับตำนานอย่างดราก้อนบอลจะให้น้ำหนักไปที่การต่อสู้ปล่อยพลังของเหล่ายอดมนุษย์จากดวงดาวต่างๆ เป็นหลัก และแน่นอนว่า ‘สปอตไลต์’ เกือบทั้งหมดจะถูกฉายไปที่ความเก่งกาจของซุนโกคู
ส่วนจีจี้ที่เป็นภรรยากลับมีสถานะคล้ายกับเงาที่ถูกหลงลืม หรือถ้าจะมีใครจดจำก็มักจะหนีไม่พ้นภาพของภรรยาแสนจู้จี้ขี้บ่นที่คอยห้ามไม่ให้สามีออกไปฝึกวิชาและต่อสู้อยู่เสมอ
แน่นอนว่าความสนุกของดราก้อนบอลอยู่ที่การร่วมลุ้นไปกับความเก่งกาจของโกคู ในฐานะซูเปอร์ไซย่าร่างต่างๆ ที่ทำให้เขากลายเป็น ‘สิ่งมีชีวิต’ ที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาล (ในภาคนั้นๆ)
แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง เราจะเห็นว่านอกจากสเกลพลังที่ขยายเขตได้ไม่มีสิ้นสุด จริงๆ แล้ว ‘ภายใน’ ของเขายังคงเป็นเพียงคนที่ชื่นชอบในการต่อสู้ หลงใหลการได้ประมือกับคนที่เก่งกว่า และมองเห็นการปกป้องโลกเป็นภารกิจอันดับหนึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลงนับจากวันแรกที่ยังเป็นเด็กชายประหลาดที่มีหางงอกออกมาแม้แต่น้อย
ผิดกับจีจี้ที่เคยเป็นเด็กสาวร่าเริง สนุกสนานไปกับการต่อสู้ ถึงขนาดกิจกรรมที่โกคูและจีจี้ทำร่วมกันในเดตแรกคือการประลองยุทธ และทำให้จีจี้หลงรักโกคูตั้งแต่ตอนนั้น (รวมกับความเชื่อและคำสัญญาที่โกคูให้ไว้ว่าจะแต่งงานกับเธอ)
กระทั่งโกคูเติบโตและพัฒนาฝีมือไปไกลเกินกว่าที่จีจี้จะประมือเล่นสนุกด้วยได้ จีจี้จะทำอะไรได้มากไปกว่าการเฝ้ามองแผ่นหลังของชายผู้ที่เป็นรักค่อยๆ ห่างไกลออกไปด้วยความเป็นห่วง และคอยดูแลโกคูให้ดีที่สุดเท่าที่ภรรยาคนหนึ่งจะทำได้
เธอเปลี่ยนแปลงจากเด็กสาวที่สนุกสนานกับการต่อสู้กลายเป็นแม่บ้านคอยจัดการงานบ้าน และทำอาหารไว้คอยสามีและลูกๆ ที่ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าพวกเขาจะมัวแต่เพลิดเพลินกับการฝึกวิชาและต่อสู้จนลืมกลับบ้านมากินมื้อเย็นอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันหรือเปล่า
ถ้าเราสามารถชื่นชมโกคูที่ฝึกฝนตัวเองอย่างหนักเพื่อพัฒนาการเป็นซูเปอร์ไซย่าร่างต่างๆ ให้ได้มากที่สุด จีจี้ก็ควรได้รับการยอมรับในฐานะ ‘ซูเปอร์ภรรยา’ ที่ต้องพัฒนาและแบกรับความรู้สึกหนักอึ้งไม่ต่างกันเอาไว้
แม้จีจี้อาจจะไม่เชี่ยวชาญเรื่องวิชาการต่อสู้ แต่เธอก็เชี่ยวชาญวิชาชีวิตมากพอที่จะรู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดเมื่อมีความรัก มีสามี มีลูก และอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวคือการประคองความสัมพันธ์ให้สามารถอยู่รอดได้โลกความจริง ไม่ใช่ความสนุกสนานในโลกแห่งจินตนาการอีกต่อไป
จีจี้มักถูกต่อว่าอยู่เสมอเมื่อเธอออกปากบังคับไม่ให้สามีไปฝึกวิชา แถมยังตีกรอบวางเส้นทางชีวิตของลูกชายอย่างโกฮังและโกเท็นไว้อย่างเด็ดขาดเสร็จสรรพ
เรามักจะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า ถ้าโกคูและลูกๆ ไม่ออกต่อไปสู้ แล้วโลกถูกทำลายขึ้นมาล่ะ จะทำอย่างไร?
โดยที่ไม่เคยถามกลับมาเลยว่า แล้วถ้าสามีและลูกๆ ของเธอออกไปปกป้องโลกจนเสียชีวิตขึ้นมาล่ะ จะทำอย่างไร?
คำตอบนี้เกิดขึ้นมาในช่วงเวลาสั้นๆ ผ่านไทม์ไลน์อนาคต ก่อนที่ทรังซ์จะย้อนเวลากลับมาบอกข่าวเรื่องมนุษย์ดัดแปลงให้ทุกคนได้รู้ ในวันนั้นโกคูออกไปต่อสู้จนเสียชีวิต จีจี้กลายเป็นแม่ม่าย โกฮังออกเดินทางไปจัดการมนุษย์ดัดแปลงแทนพ่อ โดยที่คนเป็นแม่ไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าลูกชายคนเดียวที่เหลืออยู่เป็นตายร้ายดีอย่างไร
หากโลกที่กำลังล่มสลายต้องได้รับการเยียวยา แล้วมีใครบ้างหรือเปล่าที่ช่วยเยียวยาความรู้สึกของคนเป็นแม่และภรรยาที่ต้องสูญเสียทุกอย่างคนนี้ได้
อาจจะมองว่าเห็นแก่ตัวไปบ้าง แต่เราจะสามารถพูดได้เต็มปากหรือเปล่าว่าสิ่งที่จีจี้คิดอยู่เป็นเรื่องที่ผิด
เธอมีสิทธิ์โกรธได้บ้างไหม เมื่อสามีที่ควรเป็นเสาหลักสนใจแต่การต่อสู้ โดยไม่เคยสนใจเรื่องการทำงาน หาเงินมาดูแลคนในบ้าน
เธอผิดจริงหรือเปล่าที่อยากให้ลูกเติบโตเป็นนักวิชาการที่มีอาชีพมั่นคงมากกว่าคนเป็นพ่อที่แสดงออกชัดเจนว่าสนใจการปกป้องโลกมากกว่าปกป้องครอบครัว
และถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้น เราจะเห็นว่าจีจี้ไม่เคยจู้จี้เพื่อตัวเอง เธอเข้มงวดกับลูกเพราะอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี แต่สุดท้ายก็ยอมให้ลูกโดดเรียนไปฝึกวิชาแทบทุกครั้ง และคอยเป็นห่วงว่าทุกคนในบ้านจะมีอาหารที่ดีกินหรือเปล่า
เป็นห่วงไปถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการบอกให้ทุกคนใช้ครีมนวดและไดร์เป่าผม ดูเผินๆ เหมือนเป็นเรื่องตลก แต่ถ้ามองจากทรงผมของโกคู กูฮัง โกเท็น แล้วจะเห็นว่านี่คือเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามจริงๆ
ฉากหนึ่งที่เราชอบที่สุดคือตอนที่โกคูรับเงินจากมิสเตอร์ซาตานมาให้จีจี้ จำนวนเงินมากพอที่จะเอาไปใช้ทำอะไรก็ได้ แต่ความดีใจของเธอหยุดอยู่แค่ว่าจะได้เอาเงินไปส่งลูกเข้าโรงเรียนดีๆ และจ้างครูสอนพิเศษมาให้ลูกๆ ได้ ไม่มีความต้องการส่วนตัวปนอยู่แม้แต่น้อย
กับอีกฉากหนึ่งคือตอนที่เธอพูดว่า “ฉันดีใจมากเลยนะ อย่างกับฝันไปแน่ะ แค่โกคูพาขับรถเที่ยวก็ดีใจมากแล้ว”
ในขณะที่บางคู่วาดฝันถึงการมีคนรักพาไปเที่ยวต่างประเทศ พาไปดินเนอร์ในร้านอาหารหรูๆ ได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา มีสามีคอยเป็นที่ปรึกษา เป็นที่พึ่งในวันที่หัวใจอ่อนแอ มีคนทำเซอร์ไพรส์ให้ทุกๆ วันสำคัญ และอีกสารพัดสิ่งที่เป็นภาพ ‘ความรัก’ ในฝันที่หลายคนต้องการ
เรานึกไม่ออกจริงๆ ว่าจีจี้ต้องผ่านอะไรมามากขนาดไหน ต้องกินข้าวคนเดียวกี่มื้อ ต้องนอนคนเดียวกี่คืน ต้องแอบไปร้องไห้เพราะเป็นห่วงว่าสามีอาจจะไม่ได้กลับมาหาเธออีกกี่ครั้ง
เธอต้องผ่านความเหงา เจ็บปวด และเข้มแข็งได้ขนาดไหน จึงสามารถมองว่า ‘การขับรถไปเที่ยว’ เป็นความสุขเหมือนฝันที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริงได้
และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือเธอเข้มแข็งมากพอที่จะบังคับให้ชาวไซย่าที่แข็งแกร่งที่สุดทิ้งทุกอย่างเพื่อไปสอบ ‘ใบขับขี่’ ได้สำเร็จ
ถ้าไม่ใช่ ‘ซูเปอร์ภรรยา’ ที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาล เราก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะมีใครอีกบ้างที่สามารถทำเรื่องแบบนี้ได้
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
The post จีจี้ ‘ซูเปอร์ภรรยา’ ที่ ‘ซูเปอร์ไซย่า’ ยังต้องเกรงใจในจักรวาลดราก้อนบอล appeared first on THE STANDARD.
]]>
หนึ่งในสิ่งที่โดดเด่นมากๆ ที่ทำให้การ์ตูนเรื่องดราก้อนบ […]
The post สุขสันต์วันเกิดคุริริน ตัวแทนคนธรรมดาในโลกที่เต็มไปด้วยมนุษย์ต่างดาว appeared first on THE STANDARD.
]]>
หนึ่งในสิ่งที่โดดเด่นมากๆ ที่ทำให้การ์ตูนเรื่องดราก้อนบอล ของอากิระ โทริยามา ขึ้นหิ้งเป็นการ์ตูนอมตะตลอดกาล คือการออกแบบตัวละครที่เท่ แข็งแกร่ง มีพลังเหนือจินตนาการ ออกมาต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงความเป็นหนึ่ง ซึ่งถ้าหากมองข้ามตัวละครหลักอย่างซุนโกคู, ซุนโกฮัง, เบจิต้า, พิกโกโล, ตัวร้ายคาแรกเตอร์จัด ฯลฯ ที่คนอ่านจะนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ เราจะมองเห็นตัวละคร underdog ที่สุดแสนธรรมดา แต่มีพัฒนาการน่าสนใจมากที่สุด คือหนุ่มน้อยหัวโล้น ตาตี่ที่ชื่อ คุริริน
ตามประวัติคุริรินเป็นเพียงอดีตเด็กฝึกจากวัดเส้าหลินที่อ่อนแอ ถูกกลั่นแกล้งจนต้องหนีออกมา เพื่อฝึกวิชากับผู้เฒ่าเต่า โดยในตอนแรกวัตถุประสงค์ของเขามีเพียงแค่อยากเอาชนะปมด้อยที่เคยโดนแกล้ง และอยากแข็งแกร่งขึ้นเพื่อเอาไปอวดสาวๆ เท่านั้น
แถมการเปิดตัวก็ยังไม่น่าประทับใจเท่าไร เพราะเขาคือเด็กเจ้าเล่ห์ ที่ใช้หนังสือโป๊ติดสินบนผู้เฒ่าเต่าจนได้เข้าสำนัก แถมในตอนแรกยังใช้ลูกล่อลูกชนต่างๆ นานา หลอกศิษย์ร่วมสำนักแสนซื่ออย่างซุนโกคูจนหัวปั่น
ถ้ามองแบบเผินๆ คุริรินในช่วงแรก คือตัวละครที่มีนิสัยไม่ค่อยน่ารัก แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้น จะเห็นว่าจริงๆ แล้ว เขาเป็นเพียง ‘มนุษย์’ คนหนึ่ง ที่รู้ตัวดีว่าไม่ได้มีความสามารถโดดเด่น เลยต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อสร้างตัวตนและการยอมรับของตัวเองขึ้นมา
เพราะหลังจากนั้น คุริรินเองก็พยายามฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก ไม่ต่างอะไรกับตัวเอกอย่างซุนโกคู แต่ผลตอบแทนที่ได้รับ คุริรินกลับทำได้แค่เฝ้ามองพัฒนาการก้าวกระโดดของเพื่อนรักแซงหน้าตัวเองออกไปทุกวัน ไม่ใช่ว่าไม่เก่ง เขาเก่งขึ้นมาจากเดิมมากแล้ว เพียงแต่ขีดจำกัดของมนุษย์ธรรมดาที่ไม่อาจทัดเทียมกับชาวไซย่า ทำให้ความสามารถของคุริรินดูด้อยลงถนัดตา
ตัวเขาเองก็ไม่ต่างจากมนุษย์ในโลกแห่งความเป็นจริง ที่พยายามอ่านหนังสือทุกวันแต่สอบไม่ผ่าน ฝึกเตะฟุตบอลอย่างหนักแต่ฝีมือยังเทียบไม่ได้กับเศษเสี้ยวของลิโอเนล เมสซี หรือคริสเตียโน โรนัลโด ลงทุนลงแรงทำธุรกิจแต่สุดท้ายไม่ประสบความสำเร็จ หรือทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อความรัก แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นเพียงความว่างเปล่า และอีกหลายกรณีที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางครั้งยิ่งเราพยายามเท่าไร ยิ่งพลาดยิ่งล้ม และทำได้เพียงมองแผ่นหลังของคนที่ดีกว่าเดินห่างออกไปเรื่อยๆ
แต่สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาคนนี้เลือกทำไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการ ‘ยอมรับ’ และพัฒนาต่อไปภายใต้ขีดความสามารถของตัวเอง เขายังคงลงแข่งศึกชิงจ้าวยุทธภพ ทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองไม่มีทางสู้กับเหล่ามนุษย์ต่างดาวคนอื่นๆ ได้เลย และเวลาที่โลกถูกรุกราน เขาก็พร้อมออกไปร่วมรบเคียงข้างเพื่อนๆ อยู่เสมอ จนครองสถิติเป็นตัวละครที่เสียชีวิต (และถูกชุบชีวิต) มากที่สุดในเรื่องด้วยจำนวน 4 ครั้ง (ตามเนื้อเรื่องภาคดราก้อนบอล Z และดราก้อนบอล GT)
แต่เหตุการณ์ที่ทำให้คุริรินเป็นตัวแทนของมนุษย์ธรรมดาอย่างชัดเจน คือการที่เขายอมทิ้งเส้นทางของตัวเองเพื่อสิ่งที่เขารักมากที่สุดก็คือ ‘ครอบครัว’
ในขณะที่บรรดาตัวเอกของเรื่องอย่างโกคู, เบจิต้า (รวมทั้งโกฮังในบางช่วง) ยังคงทุ่มเทให้กับการฝึกจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว แต่คุริรินรู้ดีว่าเส้นทางนักสู้นั้นไม่สามารถทำให้เขาเลี้ยงดูครอบครัวได้ เขาก็ตัดสินใจยุติบทบาท กลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ทำหน้าที่เป็นตำรวจต๊อกต๋อยที่ไม่เท่ แต่อย่างน้อยก็มีรายได้มาเลี้ยงดูครอบครัวได้
คงเป็นเหตุผลนี้เอง ที่ทำให้ ‘มนุษย์ดัดแปลงหมายเลข 18’ ยอมตกลงปลงใจใช้ชีวิตแบบสามี-ภรรยาร่วมกับมนุษย์ที่แสนธรรมดาอย่างคุริริน เพราะสิ่งที่เธอต้องการมากที่สุด คือคนที่พร้อมจะละทิ้ง ‘อัตตา’ บางอย่าง เพื่อดูแลและโอบกอดเธอเอาไว้ในฐานะ ‘มนุษย์’ ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
และในขณะที่โกคูกับเบจิต้า อาจจะฉลองวันเกิดด้วยการฝึกวิชาและชื่มชมกับขีดความสามารถของตัวเองที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อวันเกิดทุกๆ ปีเวียนมาถึง คุริรินน่าจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวที่แสนอบอุ่น
และหากขอพรกับเทพเจ้ามังกรได้อีกสักหนึ่งข้อ เขาคงอยากขอให้ชีวิตของเขามีความสุขอย่างเรียบง่ายตามแบบฉบับมนุษย์ธรรมดาต่อไปแค่นี้ก็พอแล้ว
The post สุขสันต์วันเกิดคุริริน ตัวแทนคนธรรมดาในโลกที่เต็มไปด้วยมนุษย์ต่างดาว appeared first on THE STANDARD.
]]>