Digital Ecosystem Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/digital-ecosystem/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 01 Oct 2025 08:36:38 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘คิดใหญ่ เริ่มเล็ก เดินเร็ว’ ถอดบทเรียนระบบนิเวศดิจิทัลไอร์แลนด์ โอกาสยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลแห่งอาเซียน https://thestandard.co/ireland-digital-ecosystem-thailand/ Wed, 01 Oct 2025 08:00:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1125102 ASEAN Digital Hub

ในยุคที่เศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การแข […]

The post ‘คิดใหญ่ เริ่มเล็ก เดินเร็ว’ ถอดบทเรียนระบบนิเวศดิจิทัลไอร์แลนด์ โอกาสยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลแห่งอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ASEAN Digital Hub

ในยุคที่เศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่การผลิตสินค้าราคาถูกอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างนวัตกรรม การใช้ประโยชน์จากข้อมูล และการเชื่อมโยงเครือข่ายระดับโลก การสร้างระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem) จึงกลายเป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่

 

ประเทศไทยตระหนักถึงความท้าทายนี้ และประกาศนโยบาย Thailand 4.0 เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวนำ ขณะเดียวกัน ไอร์แลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จที่สุดในการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจเกษตรกรรมที่ยากจน ไปสู่การเป็น Digital Powerhouse ของยุโรป และสามารถดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาตั้งฐานได้ในเวลาไม่ถึงครึ่งศตวรรษ

 

การประชุม Thailand–Ireland Forum: Advancing Technology and Digital Partnership ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ จึงเป็นเวทีที่ทรงคุณค่า เพราะเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากทั้งสองประเทศ รวมถึงนักการทูต ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ได้ถ่ายทอดมุมมองร่วมกันถึงโอกาสและความท้าทายในการพัฒนาดิจิทัล ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่า “Think Big, Start Small, Move Fast” หรือ “คิดใหญ่ เริ่มเล็ก เดินเร็ว” ไม่ใช่เพียงสโลแกน แต่คือยุทธศาสตร์การพัฒนาที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง

 

ไอร์แลนด์ จากเกษตรกรรมสู่ศูนย์กลางดิจิทัล

 

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1970 ไอร์แลนด์ยังคงเป็นประเทศเกษตรกรรมที่ล้าหลัง มี GDP ต่อหัวเพียง 4,200 ดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราการว่างงานสูง การอพยพแรงงานไปต่างประเทศเป็นเรื่องปกติ แต่หลังจากนั้นประเทศเล็ก ๆ ที่มีประชากรเพียง 5 ล้านคนนี้กลับสร้าง “ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ” จนถูกขนานนามว่า Celtic Tiger

 

แพทริก บอร์น (Patrick Bourne) เอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ประจำประเทศไทย อธิบายในงานประชุมว่า ความสำเร็จของไอร์แลนด์เกิดจากการเลือกเดินเส้นทางที่แตกต่างออกไปจากประเทศเพื่อนบ้านในยุโรป โดยเปิดประเทศรับการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) อย่างจริงจัง ใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบด้านภาษาอังกฤษ และกำหนดอัตราภาษีนิติบุคคลต่ำที่สุดในสหภาพยุโรป (12.5%) เพื่อดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่ เขาย้ำว่า “ไอร์แลนด์ไม่ได้ชนะเพราะโชคช่วย แต่เพราะการออกแบบเชิงยุทธศาสตร์และความต่อเนื่องทางนโยบาย”

 

 

ฟิลิป ดันน์ (Philip Dunn) จาก IDA Ireland เสริมว่า การเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปทำให้ไอร์แลนด์กลายเป็น “ประตูสู่ตลาดยุโรป” บริษัทต่างชาติจึงเลือกตั้งสำนักงานใหญ่ที่ดับลินเพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคกว่า 400 ล้านคนใน EU ได้สะดวก

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลไอร์แลนด์ยังลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การวิจัยและพัฒนา และระบบโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการลงทุนเหล่านี้

 

ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ Google และ Meta (บริษัทแม่ของ Facebook) เลือกดับลินเป็นสำนักงานใหญ่ในยุโรป ซึ่งกลายเป็นจุดดึงดูดให้บริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ ตามมาเป็นคลื่นต่อเนื่อง สร้างกระแส “Cluster Effect” ที่ยกระดับระบบนิเวศดิจิทัลทั้งประเทศ

 

ลงทุนในคน หัวใจของระบบนิเวศดิจิทัล

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ไอร์แลนด์แตกต่างจากประเทศอื่นที่มีนโยบายดึงดูด FDI คล้ายกันคือ การลงทุนในคน ไอร์แลนด์ตัดสินใจลงทุนระยะยาวในระบบการศึกษา โดยเฉพาะการทำให้มหาวิทยาลัย กลายเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้ฟรีสำหรับคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้ปัจจุบัน 63% ของประชากรอายุ 25–34 ปี จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา และในจำนวนนั้นเป็นบัณฑิตสาย STEM มากที่สุดในสหภาพยุโรป

 

ดร. ฮิวจ์ โอ คอนเนลล์ (Hugh O’Connell) กรรมการผู้จัดการ ICDL Thailand องค์กรยกระดับมาตรฐานความสามารถด้านดิจิทัลในภาคแรงงาน การศึกษา และสังคม ชี้ว่า “ความสำเร็จของไอร์แลนด์ไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่เป็นเพราะบริษัทยักษ์ใหญ่มั่นใจว่าพวกเขาจะหาคนเก่งได้” 

 

เขาเน้นว่า Digital Literacy หรือทักษะความรู้และความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล คือรากฐานสำคัญ ก่อนที่ก้าวจะไปสู่ AI, Big Data หรือ Blockchain โดยมองว่า หากคนไม่มีทักษะพื้นฐาน เช่น Excel, การจัดการข้อมูล หรือการสื่อสารดิจิทัล การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงก็ไม่เกิดประสิทธิผล

 

 

พอล สเกลส์ (Paul Scales) รองประธานหอการค้าไอร์แลนด์–ไทย เสริมมุมมองว่า ไอร์แลนด์ประสบความสำเร็จเพราะการสร้างความร่วมมือสามฝ่ายระหว่างรัฐ มหาวิทยาลัย และเอกชนอย่างใกล้ชิด หรือที่เรียกว่า Triple Helix Model

 

โดยสิ่งนี้ทำให้การผลิตบัณฑิตสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และยังเปิดโอกาสให้เกิดการวิจัยร่วมที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง

 

จาก Thailand 4.0 สู่ ASEAN Digital Hub

 

ประเทศไทยมีความได้เปรียบหลายด้านในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นตลาดภายในประเทศที่ใหญ่ มีประชากรเกือบ 70 ล้านคน อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียสูงติดอันดับโลก และทำเลที่ตั้งใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนในภูมิภาคได้

 

อภิชยา ศรีคชา ผู้อำนวยการสำนักอุตสาหกรรมบริการและการแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor) กล่าวว่า โครงการพัฒนาพื้นที่ EEC เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการสร้าง Digital Hub ของไทย เพราะรวมการลงทุนด้าน 5G, Data Center, รถยนต์ไฟฟ้า และหุ่นยนต์ไว้ในพื้นที่เดียวกัน 

 

เธอมองว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ คือ “สร้างกลไกเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรม เพื่อปิดช่องว่างด้านทักษะและผลิตบุคลากรตรงตามที่ตลาดต้องการจริงๆ”

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ไทยเผชิญคือ ช่องว่างทักษะบุคลากร แม้คนรุ่นใหม่จะเป็น ‘Digital Native’ แต่การใช้งานส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่ที่โซเชียลมีเดีย ขณะที่ทักษะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม หรือการใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง ยังขาดแคลนอย่างมาก

 

คริส จอห์นสตัน (Chris Johnston) ผู้บริหารจาก Kingspan Asia ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านวัสดุก่อสร้างประหยัดพลังงาน ชี้ว่าแรงงานไทยมีฝีมือด้านปฏิบัติการสูง แต่ยังขาดความรู้ดิจิทัลเชิงออกแบบ เช่น Building Information Modeling (BIM) ซึ่งเป็นมาตรฐานในยุโรป หากไทยต้องการยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างให้ยั่งยืน ก็จำเป็นต้องเร่งเติมเต็มช่องว่างนี้

 

 

ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สะท้อนวิสัยทัศน์การผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีของภูมิภาค” โดยมีเป้าหมายหลักคือ การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเกิดและเติบโตของสตาร์ตอัป ตลอดจนการผลักดันผู้ประกอบการนวัตกรรม และการเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านกลไก ‘4G’ ซึ่งประกอบด้วย 

 

  1. Groom (ส่งเสริม): บ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ
  2. Grant (สนับสนุน): สนับสนุนเงินทุนและทรัพยากรที่จำเป็นต่อการเติบโต
  3. Growth (เติบโต): สร้างโอกาสในการเติบโตแบบก้าวกระโดด
  4. Global (สู่สากล): ผลักดันให้ธุรกิจไทยขยายไปสู่ตลาดโลก

 

ดร.กริชผกา เน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่สตาร์ตอัปไทยต้องมีคือ ‘Global Mindset’ หรือ ‘วิธีคิดเชิงสากล’

 

เธออธิบายว่าทุกปัญหาที่สตาร์ตอัปไทยพยายามแก้ไข ไม่ได้มีเพียงผู้บริโภคในประเทศที่เผชิญ แต่ผู้ประกอบการจากทั่วโลกก็กำลังคิดหาทางออกให้กับโจทย์เดียวกัน ดังนั้น หากผู้ประกอบการไทยยังคงจำกัดวิสัยทัศน์เพียงตลาดในประเทศหรืออาเซียน พวกเขาอาจพลาดโอกาสและเสียเปรียบในสนามแข่งขันที่กว้างใหญ่กว่ามาก Global Mindset จึงหมายถึงการคิดตั้งแต่ต้นว่าธุรกิจที่สร้างขึ้นจะสามารถยืนอยู่ตรงไหนในตลาดโลก จะปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานสากลอย่างไร และจะออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการให้สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในหลากหลายวัฒนธรรมได้อย่างไร

 

 

ขณะที่การมี Global Mindset ไม่ได้หมายถึงเพียงการขยายตลาดไปต่างประเทศ แต่ยังรวมถึงการสร้างทีมงานที่มีความหลากหลาย การเปิดกว้างต่อเครือข่ายและพันธมิตรระดับนานาชาติ การมองเห็นโอกาสจากการทำงานร่วมกันแม้จะเป็นคู่แข่งในบางด้าน และการดึงทรัพยากรจากภายนอกมาช่วยเสริมศักยภาพ

 

โดยการได้เผชิญหน้ากับการแข่งขันระดับนานาชาติ จะทำให้สตาร์ตอัปไทยเรียนรู้ในการปรับวิธีคิด กลยุทธ์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล

 

คำตอบจากไอร์แลนด์ ‘คิดใหญ่ เริ่มเล็ก เดินเร็ว’

 

หนึ่งในแนวคิดที่ถูกย้ำหลายครั้งบนเวทีคือ “Think Big, Start Small, Move Fast” หรือ “คิดใหญ่ เริ่มเล็ก เดินเร็ว” ซึ่ง ดร.โอ คอนเนลล์ อธิบายว่า เป็นสูตรสำเร็จของไอร์แลนด์ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

 

เขากล่าวว่า “เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทั้งประเทศได้ในชั่วข้ามคืน แต่ถ้าเราเริ่มจากโครงการเล็ก ๆ ที่เห็นผลจริง เราสามารถขยายผลได้เร็วและยั่งยืน”

 

 

แพท โอ ริออร์แดน (Pat O’Riordan) ผู้อำนวยการ ASEAN Enterprise Ireland เน้นว่า การ “คิดใหญ่” ต้องหมายถึงการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนว่าประเทศต้องการเป็นอะไร สำหรับไอร์แลนด์นั้น เป้าหมายคือการเป็น Digital Gateway ของยุโรป แต่สำหรับไทย เป้าหมายอาจเป็นการเป็น ASEAN Digital Hub ที่ดึงดูดทั้งการลงทุน การวิจัย และการพัฒนาสตาร์ตอัป

 

โดยการ “เริ่มเล็ก” อาจหมายถึงการสร้าง Sandbox ในอุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น Fintech (เทคโนโลยีทางการเงิน) หรือ Healthtech (เทคโนโลยีสุขภาพ) เพื่อทดลองนวัตกรรมและกฎระเบียบที่ยืดหยุ่น ก่อนจะขยายไปสู่ทั้งประเทศ

 

ขณะที่การ “เดินเร็ว” คือการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบให้ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ ไม่ปล่อยให้ระบบราชการเป็นตัวฉุดรั้ง

 

 

นอกจากนี้ Scales ยังตั้งข้อสังเกตว่า ไทยควรพิจารณาขยายสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยยกตัวอย่างสนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ไทย–สหรัฐฯ ซึ่งให้สิทธิพิเศษนักลงทุนอเมริกันเหนือประเทศอื่น ซึ่งเขาตั้งคำถามว่า “หากไทยต้องการเป็น hub ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลจริง ๆ ทำไมไม่สร้างกรอบสิทธิประโยชน์แบบเดียวกันให้กับพันธมิตรยุทธศาสตร์ประเทศอื่น ๆ ด้วย”

 

สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ?

 

เมื่อถอดบทเรียนจากไอร์แลนด์และฟังเสียงจากผู้เชี่ยวชาญ คำถามที่ประเทศไทยต้องเผชิญไม่ใช่ “เราจะทำได้หรือไม่” แต่คือ “เราจะทำอย่างไร”

 

ความเห็นโดยรวมจากผู้เชี่ยวชาญภายในงาน มองว่าสิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ หลักๆ ได้แก่

 

  • ผลักดันการศึกษาเทคโนโลยีดิจิทัลให้เข้าถึงประชาชนทุกคน
  • สร้างความร่วมมือเชิงลึกระหว่างรัฐบาล มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน ให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างบุคลากรที่ระบบการศึกษาผลิตออกมา กับบุคลากรที่ตลาดต้องการ
  • เปิดรับแรงงานชาวต่างชาติที่เชี่ยวชาญทักษะด้านดิจิทัล ด้วยระบบวีซ่าและแรงงานที่ยืดหยุ่น เพื่อเติมเต็มทักษะที่ไทยยังขาด
  • ผลักดันสตาร์ตอัปไทยให้มี Global Mindset ตั้งแต่วันแรก ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และแข่งขันในเวทีโลกได้
  • ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบให้ทันสมัย โปร่งใส และมั่นคง สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนระยะยาว
  • สร้างยุทธศาสตร์ คิดใหญ่ เริ่มเล็ก เดินเร็ว ด้วยการลงมือทำจริงและต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้คือบทเรียนจากไอร์แลนด์ ซึ่งยืนยันได้ว่า “ขนาดของประเทศไม่ใช่ตัวกำหนดศักยภาพ” หากแต่เป็น “วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ การลงทุนในคน และความต่อเนื่องทางนโยบายที่สำคัญที่สุด” 

 

สำหรับไทย เรามีศักยภาพทั้งในด้านตลาด ทำเล และแรงงานรุ่นใหม่ แต่สิ่งที่ต้องการคือการเชื่อมโยงทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกันเป็นระบบนิเวศที่แข็งแรง

 

การจะเป็น ASEAN Digital Hub นั้นไม่ใช่แค่ความฝัน หากแต่เป็นโจทย์ที่ไทยต้องลงมือทำอย่างจริงจัง และต้องทำทันทีหากต้องการยืนอยู่แถวหน้าในเวทีดิจิทัลของภูมิภาค

 

The post ‘คิดใหญ่ เริ่มเล็ก เดินเร็ว’ ถอดบทเรียนระบบนิเวศดิจิทัลไอร์แลนด์ โอกาสยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลแห่งอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWS ทุ่ม 1.9 แสนล้านบาท ลุยลงทุน Data Center ในไทย ด้าน ‘เศรษฐา’ ประกาศดันไทยขึ้น ‘ฮับ’ เทค https://thestandard.co/aws-invest-on-datacenter-thailand/ Fri, 31 May 2024 04:45:10 +0000 https://thestandard.co/?p=939647

เช้าวานนี้ (30 พฤษภาคม) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็น […]

The post AWS ทุ่ม 1.9 แสนล้านบาท ลุยลงทุน Data Center ในไทย ด้าน ‘เศรษฐา’ ประกาศดันไทยขึ้น ‘ฮับ’ เทค appeared first on THE STANDARD.

]]>

เช้าวานนี้ (30 พฤษภาคม) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวเปิดงาน AWS Summit in Bangkok ซึ่งจัดโดย Amazon Web Services บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้าน Cloud Computing ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

เศรษฐากล่าวว่า ยินดีที่ AWS มีแผนลงทุนสร้าง Data Center ในประเทศไทย มูลค่ากว่า 1.9 แสนล้านบาท ภายในปี 2037 โดยปีที่ผ่านมา AWS นำเงินเข้ามาในไทยแล้วกว่า 1.16 หมื่นล้านบาท พร้อมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คนไทยจะได้ใช้ AWS Thailand Region อย่างเต็มตัวในช่วงต้นปี 2025 ซึ่งการลงทุนของ AWS นอกจากจะทำให้ไทยมี Cloud ที่มีความมั่นคงและปลอดภัยแล้ว ยังสะท้อนว่าบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเห็นศักยภาพ และเชื่อมั่นว่าจะเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของประเทศไทยได้

 

โดยรัฐบาลกำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอื่นๆ คู่ขนานไปกับการดึงดูด Data Center เพื่อมุ่งหน้าสู่การเป็นศูนย์กลาง Digital Economy และ Technology ทั้งการดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในระดับต้นน้ำ เช่น การผลิต Semiconductor ไปจนถึงปลายน้ำ เช่น อุตสาหกรรม Smart Electronics และส่งเสริมการเพิ่มทักษะของ Talent ซึ่งปัจจุบัน AWS ให้การฝึกอบรมคนไทยไปกว่า 50,000 คน และมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้นำ AWS Academy เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตร สร้าง Digital Literacy ในนิสิต-นักศึกษา ถือเป็นความร่วมมือ Partnership ที่ดีระหว่างภาคเอกชนและภาคการศึกษา

 

สำหรับประสบการณ์ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Cloud โดย Cloud เป็นหนึ่งใน Breakthrough Technology ที่มาช่วยลดต้นทุนของการทำงานได้มหาศาล เพิ่ม Speed to market ของการ Deploy Workflow ใหม่ๆ และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อทีมงาน Productive มากขึ้น ผลลัพธ์ของลูกค้าก็จะได้รับบริการที่ดียิ่งขึ้นไปด้วย 

 

ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมที่จะปรับปรุงระบบงานของราชการให้ทันสมัย ซึ่งเป็นหนึ่งใน Agenda สำคัญที่กำลังผลักดันในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายปี 2023 และมีมติให้เร่งขับเคลื่อนนโยบายการใช้ Cloud เป็นหลัก (Cloud First Policy) ที่จะลดภาระเงินลงทุนในระบบ IT ของภาครัฐ โดยเปลี่ยนไปใช้ Cloud มากขึ้น พร้อมคาดหวังว่า เมื่อระบบงานราชการดีขึ้นแล้ว ราชการและประชาชนจะสามารถติดต่อสื่อสาร ทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้ภาคเอกชน ประชาชน ลดค่าใช้จ่าย ลดความยุ่งยากในการติดต่อกับราชการในอนาคต

 

บรรยากาศในงานช่วงการพูดคุยระหว่าง เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กับผู้บริหาร AWS

 

ปัจจุบันระบบ Cloud ได้กลายเป็นกระดูกสันหลังของระบบเทคโนโลยีที่สำคัญในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร การท่องเที่ยว การทำมาร์เก็ตติ้ง ภาคการศึกษา รวมไปถึงเทคโนโลยีล่าสุด Generative AI (Artificial Intelligence) ซึ่งขณะนี้ในหลายๆ ภาคส่วน รวมถึงทีมงานหลังบ้านของราชการ ได้เริ่มนำ Generative AI มาใช้ประโยชน์ในการทำงานแล้ว 

 

โดยเชื่อมั่นว่าในระยะยาวจะมีการขยับขยายการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสามารถยก Productivity Curve ให้กับทั้งระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มี Data Center ที่มีขนาดใหญ่ช่วยประมวลผล และระบบอินเทอร์เน็ตที่แข็งแกร่ง จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องมีการลงทุน Data Center ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเทคโนโลยี Cloud Computing

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มว่า ยืนยันที่จะสนับสนุนความร่วมมือในลักษณะ Win-Win เช่นนี้ และเชื่อมั่นว่าการลงทุนและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของทั้ง AWS และทุกภาคส่วนในประเทศไทยจะยกระดับ Digital Literacy ให้กับคนไทย ทำประเทศไทยให้เป็นบ้านอีกหลังของ AWS และนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว พร้อมหวังว่าจะได้เห็นความร่วมมือที่มากยิ่งขึ้น สร้าง Digital Ecosystem ในประเทศไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน เพื่อทำให้วิสัยทัศน์ IGNITE THAILAND ด้าน Technology Hub เกิดขึ้นได้จริง

 

ด้าน วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Director, AWS ประเทศไทย ได้ประกาศความพร้อมของการตั้ง AWS Asia Pacific (Bangkok) Region ในประเทศไทย ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2025 โดยคาดการณ์จำนวนการลงทุนกว่า 1.9 แสนล้านบาท ภายในปี 2037 ซึ่งที่ผ่านมา AWS ได้เตรียมความพร้อมในการให้บริการทางด้าน Cloud และการลงทุนในด้านการให้บริการส่งตรงฐานข้อมูลจากประเทศไทยไปสิงคโปร์ด้วย รวมถึงมุ่งมั่นในการพัฒนาแพลตฟอร์ม AI และ Cloud ในไทย เพื่อให้บุคลากรและองค์กรต่างๆ สามารถใช้บริการในประเทศไทยได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

 

ทั้งนี้ งาน AWS Summit in Bangkok เป็นส่วนหนึ่งของงานประชุมประจำปี AWS Global Summits โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 2,500 คน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี นักธุรกิจ นักลงทุนชั้นนำของไทยและต่างประเทศ ซึ่งจะร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ด้าน Cloud Computing และเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่นๆ ผ่านงานสัมมนากว่า 30 หัวข้อ และบูธจัดแสดงเทคโนโลยีอีก 29 บูธ

The post AWS ทุ่ม 1.9 แสนล้านบาท ลุยลงทุน Data Center ในไทย ด้าน ‘เศรษฐา’ ประกาศดันไทยขึ้น ‘ฮับ’ เทค appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBTG จับมือ KMITL เร่งสร้างทักษะเทคโนโลยีเชิงลึกในโครงการ KBTG Kampus เดินหน้ายกระดับ Tech Education Ecosystem ของไทย [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/kbtg-kampus/ Thu, 27 Oct 2022 12:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=701027 KBTG Kampus

ภายในปี 2030 KBTG จะสร้าง Tech Talent จำนวน 100,000 คน […]

The post KBTG จับมือ KMITL เร่งสร้างทักษะเทคโนโลยีเชิงลึกในโครงการ KBTG Kampus เดินหน้ายกระดับ Tech Education Ecosystem ของไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBTG Kampus

ภายในปี 2030 KBTG จะสร้าง Tech Talent จำนวน 100,000 คน เข้าสู่ตลาดแรงงานเพื่อยกระดับ Tech Education Ecosystem ของประเทศไทย ฟังดูเหมือนเป็นการประกาศเป้าหมายองค์กร แต่ กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) บอกว่า “สำหรับ KBTG นั่นคือวิสัยทัศน์หรืออนาคตที่ยังไม่เกิด และมันจะเกิดขึ้นได้หากเราจับมือกับคนที่มองเห็นสิ่งเดียวกัน” 

 

หากยังจำกันได้ช่วงปีที่ผ่าน KBTG ปั้น ‘Tech Kampus’ โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและบุคลากรด้านไอทีในการเรียนรู้ และส่งเสริมงานวิจัยด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำไปต่อยอดเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมทั้งสร้าง Tech Talent ด้านไอทีสู่ตลาดแรงงาน โดยจับมือกับองค์กรภาครัฐ มหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศไทย  

 

KBTG Kampus

 

กระทิงบอกว่า แม้การแข่งขันด้านเทคโนโลยีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยจะเติบโตเร็ว แต่การผลิตบุคลากรด้านไอทีกลับรั้งท้ายอยู่อันดับที่ 7 ในเอเชีย และอันดับที่ 4 ในอาเซียน ทางเดียวที่จะเร่งสร้างบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลได้นั้น ต้องสร้าง Tech Education Ecosystem ให้แข็งแกร่ง โดย KBTG โฟกัสใน 4 แก่นหลัก คือ Company, Start-up, Research และ Education 

 

“แต่การพัฒนากำลังคนไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว จำเป็นต้องมีพาร์ตเนอร์ร่วมกันออกแบบหลักสูตรการศึกษา และร่วมพัฒนางานวิจัย จึงจะสามารถ Reskill-Upskill คนที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีได้” กระทิงกล่าว 

 

ที่ผ่านมา KBTG Labs ทำงานร่วมกับ 9 สถาบัน และนักวิจัยกว่า 50 คน มีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติมากถึง 9 งานวิจัย ทั้งด้าน AI, NLP, Quantum Computing และ Blockchain อีกทั้งนำเทคโนโลยีมาพัฒนาออกเป็นโปรดักต์ที่ใช้งานได้จริง อย่าง Face Liveness Technology ได้รับการรับรองมาตรฐาน iBeta Level 2 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นำไปใช้ใน KBank หรือ Thai NLP นำมาใช้งานจริงกับ Chatbot ของเพจเฟซบุ๊ก KBank Live ช่วยลดระยะเวลาในการคอยของลูกค้าได้มากกว่า 300,000 ชั่วโมงต่อปี

 

ฝั่ง KBTG Tech Education เปิดหลักสูตร Online Course มากกว่า 17,000 คอร์ส เพื่อ Reskill ให้บุคลากรในองค์กร และบุคคลภายนอกที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็น KBTG Reskill, DevXMeet Up, KBTG Inspire และ KBTG Life 

 

“ยกตัวอย่าง KBTG Reskill ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้เปิดหลักสูตรออนไลน์กว่า 20 คอร์ส มีผู้เข้าเรียนกว่า 14,000 คน นี่คือสิ่งที่ KBTG ทำเพื่อสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่ง นอกจากนั้นเรายังส่งพนักงานไปเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ กว่า 11 มหาวิทยาลัย” 

 

แต่ KBTG มองว่าทั้งหมดนี้ยังไม่เพียงพอต่อการผลิตบุคลากรป้อนตลาดแรงงาน เพราะหากดูตัวเลขแรงงาน 1.1 ล้านคนทั่วโลก คิดเป็น 1 ใน 3 ของแรงงานด้านเทค จะถูกทรานส์ฟอร์มด้วยเทคโนโลยี และในจำนวนนี้ล้วนต้องการการ Reskill อย่างเร่งด่วน ในขณะที่ความเป็นจริง การลงทุนด้านการศึกษาต่อคน ต่อปีเพียง 140 ดอลลาร์เท่านั้น 

 

ขณะเดียวกันทุกอุตสาหกรรมและทุกบริษัทต้องทรานส์ฟอร์มตัวเองมาเป็น Tech Company ส่งผลให้เกิดความต้องการแรงงานสายเทคมหาศาล ด้วยเหตุนี้เอง KBTG จึงต้องยกระดับ Tech Kampus สู่ KBTG Kampus เพื่อเสริมสร้างบุคลากรคนรุ่นใหม่ ทั้งนิสิต นักศึกษา และคนสายไอทีที่อยาก Upskill ให้พร้อมก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน และบุกเบิกเส้นทางสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะตอบโจทย์ธุรกิจดิจิทัลในอนาคต นอกจากนั้น KBTG Kampus จะเป็นโครงการที่ช่วยแก้ปัญหาทางการศึกษาด้านเทคโนโลยีในประเทศไทย ไปพร้อมๆ กับเสริมสร้าง Ecosystem ของการเรียนทางด้านเทคโนโลยีให้ครบวงจรยิ่งขึ้น 

 

ทั้งหมดนี้จะถูกยกระดับผ่านกระบวนการเรียนรู้ทักษะด้านเทคโนโลยีเชิงลึกใน 3 โปรแกรม โดยมีพาร์ตเนอร์แรกในโครงการอย่าง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ร่วมกันพัฒนาหลักสูตร  

 

KBTG Kampus

 

สำรวจโปรแกรมที่น่าสนใจใน KBTG Kampus 

 

  • KBTG Kampus ClassNest 

หรือหลักสูตร Bootcamp เพื่อปั้นบุคลากรเทครุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเรียนฟรี โดยปีที่ผ่านมา KBTG Kampus ClassNest ได้จัด Bootcamp มาแล้ว 2 หลักสูตร ได้แก่ Java Software Engineering ที่ทำร่วมกับ Skooldio และ Cyber Security ที่ทำร่วมกับ Thrive Venture Builder โดยทั้งสองหลักสูตรมีผู้สมัครรวมกว่า 1,000 คน  

 

ตอนนี้ KBTG เตรียมสเกลอัพหลักสูตรเพื่อสร้าง Tech Skill สำหรับโลกอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Data Engineering, Data Science, Digital Project Management, UX/UI, Blockchain และ Full-Stack Development เดินหน้าสู่เป้าหมายเพิ่ม Tech Talent ให้ได้มากกว่า 3,000 คนต่อปี 

 

นำร่องเปิดตัว Bootcamp ให้กับนักพัฒนามือใหม่ที่อยากมีความเชี่ยวชาญด้านภาษา Go ในหลักสูตร ‘Go Software Engineering Bootcamp’ โดยร่วมกับ KMITL และ Thrive Venture Builder หลังจบหลักสูตร 2 เดือนเต็ม ผู้เรียนสามารถเก็บ Nano Credit สมัครเรียนปริญญาโท หรือผู้ที่กำลังเรียนปริญญาตรีอยู่กับ KMITL ก็สามารถนำหน่วยกิตจาก Bootcamp ไปนับเป็นหน่วยกิตรวมได้เช่นกัน

โดย KBTG จะสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับผู้ที่ผ่านการคัดเลือก ทั้งยังสามารถยื่นคะแนน Post-Test ตรงเข้าสัมภาษณ์รอบสุดท้ายกับ KBTG ได้เลย หากได้รับการบรรจุเข้าเป็นพนักงานและผ่านการทดลองงาน ก็จะได้รับเงินค่าเล่าเรียนคืนเต็มจำนวน 

 

  • KBTG Kampus Apprentice  

หากจะเปรียบโปรแกรมนี้เป็นเหมือน Future of Internship ก็ไม่ผิดนัก เพราะเป็นโปรแกรมที่ KBTG จะเข้าไปช่วยพัฒนาหลักสูตร โดยเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาระดับชั้นปีที่ 3-4 ได้เข้ามาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงาน และพัฒนาทักษะผ่านการปฏิบัติงานจริงที่ KBTG พร้อมรับเงินเดือนจริง 

 

จุดเด่นของโปรแกรมนี้คือ ผู้เรียนสามารถเก็บหน่วยกิตการศึกษาจากการทำงานเพื่อนำผลงานไปใช้เป็นโปรเจกต์จบ และเข้าทำงานกับ KBTG ได้ทันทีหลังจบการศึกษา โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการทดลองงานอีก เป็นโครงการ 3+1 ที่สามารถเพิ่ม Productivity ให้กับระบบการศึกษาได้กว่า 25% ทำให้ค้นพบตัวเองและเข้าสู่ชีวิตการทำงานเร็วขึ้น 

 

ปัจจุบัน KBTG จับมือกับคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นำร่องโปรแกรม Apprentice กับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ใน 2 สาขา ได้แก่ Data Science และ Software Engineering และจะขยายผลไปยังคณะและมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในอนาคต ทดแทนการเรียนในห้องเรียนด้วยการสัมผัสโลกทำงานจริงเป็นเวลารวม 2,000 ชั่วโมง 

 

  • KBTG Kampus Co-Research 

โปรแกรมที่ต่อยอดความร่วมมือจากโครงการ Tech Kampus สู่การทำงานวิจัยร่วมกันระหว่าง KBTG พันธมิตร และมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนางานวิจัยด้านเทคโนโลยี เพื่อเปิดโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและธุรกิจ S-Curve ใหม่ๆ พร้อมยกระดับขีดความสามารถ และขับเคลื่อนการทำวิจัยทางด้าน Deep Tech จากรั้วมหาวิทยาลัยออกมาสู่โลกภายนอก ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่สร้างผลกระทบต่อผู้ใช้งานจริงในระดับภูมิภาค 

 

ความสำเร็จที่ผ่านมา เช่น งานวิจัย Thai NLP การพัฒนา Voice Recognition Algorithm วิจัยโปรเจกต์งาน Contactless งานวิจัยด้าน Eyeball Tracking ที่จะเป็นประโยชน์ต่อ UX/UI Designer และล่าสุด KBTG ได้มีการจับมือกับ MIT Media Lab ในการทำ Co-Research ด้าน Deep Tech ร่วมกัน โดยมี พัทน์ ภัทรนุธาพร ซึ่งเป็น KBTG Fellow คนแรกของไทยไปทำงานวิจัยที่สหรัฐอเมริกา 

 

KBTG Kampus

 

รศ. ดร.คมสัน มาลีสี รักษาการแทนอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) กล่าวถึงความร่วมมือกับ KBTG ในครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ สจร. ที่เป็นสถาบันการศึกษาในรูปแบบ The World Master of Innovation ภายในปี 2040 

 

ดร.คมสันเล่าว่าในแต่ละปี สจร. ตั้งเป้าผลิตนวัตกรรมโดยนักศึกษาปี 4 ประมาณ 1,000 โปรเจกต์ โดยมีโจทย์ว่าต้องไปทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งได้จัดตั้งศูนย์ KMITL Lifelong Learning Center: KLLC ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้สำหรับคนทุกช่วงวัย พัฒนาหลักสูตรจัดคอร์สการเรียนรู้ที่หลากหลาย ร่วมมือกับหลายหน่วยงาน อาทิ สำนักหอสมุดกลาง, KIDs University, KMITL BTEC Center โรงเรียนสาธิตนานาชาติพระจอมเกล้า (KMIDS), สถาบันโคเซ็นแห่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KOSEN-KMITL), สำนักวิชาศึกษาทั่วไป (GenEd), 42 Bangkok และมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) 

 

ปัจจุบัน KLLC มี 97 คอร์สออนไลน์ที่ร่วมมือกับ 12 คณะในสถาบันการศึกษา มีผู้ลงทะเบียนเรียนแล้วกว่า 1.4 ล้านคน และมีสมาชิกกว่า 22,000 คน

 

“ทิศทางการขับเคลื่อนของ KLLC นั้น เรามี Skill Mapping ที่จะดูว่ามีทักษะไหนในอนาคตที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ เพื่อมาออกแบบวิชาเรียนเพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงาน” 

 

ปัจจุบัน KMITL สร้างรูปแบบการเรียนในยุคอนาคตให้เกิดขึ้นจริง โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถพักการเรียนเพื่อออกไปทำธุรกิจ โดยเก็บเป็น Credit Bank พร้อมทั้งวางตัวเองให้เป็น In-house Training แพลตฟอร์มที่จะให้นักศึกษามาทำงานกันเป็นทีมเวิร์ก และพัฒนาทักษะและสร้างนวัตกรรมไปพร้อมกัน 

 

“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นว่า KBTG เป็นองค์กรที่ผลักดันคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง และยังทำให้เห็นว่าหากสถาบันการศึกษามีการร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม จะเกิดประโยชน์ต่อนักศึกษาอย่างไร และจะยกระดับ Tech Education Ecosystem ได้อย่างไร” ดร.คมสันกล่าวทิ้งท้าย

 

KBTG Kampus


นอกเหนือจาก KMITL ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษานำร่องในโครงการ กระทิงกล่าวในตอนท้ายว่า “KBTG ตั้งใจต่อยอดโครงการไปสู่สถาบันการศึกษาอื่นๆ ที่มีเจตนารมณ์ร่วมกัน โดยมี 3 โปรแกรมภายใต้โครงการ KBTG Kampus เป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อขยายโอกาสให้แก่ผู้เรียนในวงกว้าง ทั้งในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษา ที่ต้องการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูง รวมถึงแพลตฟอร์ม EdTech และกลุ่มคนที่มีความต้องการแรงกล้าในการยกระดับวงการเทคไทย หรือร่วมพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม เพื่อยกระดับ Tech Education Ecosystem ไปด้วยกัน”

The post KBTG จับมือ KMITL เร่งสร้างทักษะเทคโนโลยีเชิงลึกในโครงการ KBTG Kampus เดินหน้ายกระดับ Tech Education Ecosystem ของไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แอมเวย์’ เดินหน้าพัฒนา Digital Ecosystem ชูคอนเซปต์ ‘3 Easy’ สร้างธุรกิจ ซื้อขายสินค้า ผ่านโลกออนไลน์แบบไร้รอยต่อ [Advertorial] https://thestandard.co/amway-digital-ecosystem/ Tue, 10 Aug 2021 07:00:02 +0000 https://thestandard.co/?p=523526 Amway

ต่อให้วันนี้ทั่วโลกไม่โดนผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบา […]

The post ‘แอมเวย์’ เดินหน้าพัฒนา Digital Ecosystem ชูคอนเซปต์ ‘3 Easy’ สร้างธุรกิจ ซื้อขายสินค้า ผ่านโลกออนไลน์แบบไร้รอยต่อ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Amway

ต่อให้วันนี้ทั่วโลกไม่โดนผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด ตลาดอีคอมเมิร์ซก็อยู่ในช่วงขาขึ้น นี่เป็นประเด็นที่นักการตลาดรู้ แบรนด์ต่างๆ คาดการณ์ได้ จากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ และต่อจากนี้ไปจะมองหาความสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ธุรกิจใดๆ ก็ตามจึงต้องปรับกระบวนท่าในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสินค้า ช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

  

ทว่า การระบาดของโควิดกลายเป็นตัวเร่งให้ทุกธุรกิจต้องรื้อแผนกลยุทธ์ใหม่และปรับตัวกันอย่างเร่งด่วนตามวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคออกไปซื้อของนอกบ้านน้อยลง ผู้คนเลี่ยงการเดินทางเพื่อพบปะกัน การคุยธุรกิจทำผ่านออนไลน์ และหลายหน่วยงานอำนวยความสะดวกสบายในการทำเอกสารสำคัญผ่านออนไลน์ได้แล้วเช่นกัน

 

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ผู้นำด้าน Social Commerce อย่างแอมเวย์ ประเทศไทย ปรับกลยุทธ์ใหม่ เดินหน้าลงทุนกว่า 1 พันล้านบาท เพื่อพัฒนา Digital Ecosystem ปรับช่องทางการซื้อขายผ่านออนไลน์แบบครบครัน ครอบคลุมทั้งนักธุรกิจแอมเวย์ สมาชิก และผู้บริโภค ให้สามารถทำธุรกิจรวมถึงซื้อสินค้าได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น การพัฒนาครั้งนี้เป็นแผน 5 ปี เพื่อไปสู่ความสำเร็จของ 70 ปี แอมเวย์โลก ในปี 2029 อีกด้วย  

 

Easy Sharing – Easy Sponsoring – Easy Shopping เพื่อสร้างประสบการณ์การทำธุรกิจและช้อปปิ้งที่ดี ไม่มีสะดุด

แผนพัฒนาธุรกิจของผู้นำด้าน Social Commerce ตั้งโจทย์จาก Pian Point ของนักธุรกิจแอมเวย์ สมาชิก และผู้บริโภค ที่ต้องการทำธุรกิจง่ายๆ ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจลักษณะนี้ หรือฝั่งสมาชิกและผู้บริโภคก็มองหาช่องทางซื้อสินค้าที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย นำไปสู่แนวคิด ‘3 Easy’ คือ Easy Sharing, Easy Sponsoring และ Easy Shopping เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดี ไม่มีสะดุดให้กับทุกคน

 

สิ่งที่น่าจับตามองคือ กลยุทธ์ความ Easy ดังกล่าวถูกพัฒนาและออกแบบผ่านช่องทางการซื้อขายสินค้าบน Social Commerce ของแอมเวย์ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางหลัก อย่างเว็บไซต์ amway.co.th หรือแอปพลิเคชัน Amway Click ไม่เพียงแต่มอบความสะดวกสบายให้กับทุกคน แต่ยังพลิกโฉมธุรกิจแอมเวย์ให้ไร้รอยต่อ ได้แก่

 

Amway

‘Friends of Amway (FOA) แชร์เฟรนด์ ช้อปฟิน’ คลิกลิงก์สั่งซื้อได้ทันที ไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ช้อปได้

 

Easy Sharing: แชร์แล้วช้อปได้ทันที 

แชร์สินค้าให้เพื่อนดูมันธรรมดาไป แอมเวย์เลยพัฒนาฟังก์ชันการแชร์ลิงก์สินค้า โดยสามารถเลือกสินค้าที่ตรงกับความสนใจของแต่ละบุคคล แล้วแชร์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น LINE, Facebook หรือ Zoom ให้เพื่อนหรือคนที่สนใจ ความง่ายมันอยู่ตรงโปรแกรม ‘Friends of Amway (FOA) แชร์เฟรนด์ ช้อปฟิน’ เพราะฝั่งคนได้รับลิงก์หากดูสินค้าแล้วถูกใจก็สั่งซื้อสินค้ายอดนิยมของแอมเวย์ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องสมัครสมาชิก แถมยังมีสิทธิประโยชน์ที่ Top Up ไปอีกจากการเป็น Friends of Amway (FOA) ที่เห็นแล้วต้องอยากแชร์เพื่อชวนเพื่อนมาสมัคร ทั้งหมดรวมไว้ให้ในคลิปด้านล่างนี้  

 

https://youtu.be/9R3XD7EDeHE

 

Easy Sponsoring: ทำธุรกิจหรือสมัครสมาชิกผ่านออนไลน์ง่ายและสะดวก 

หมดยุคยืนยันตัวตน ส่งใบสมัครและเอกสารหน้าเคาน์เตอร์แล้ว จากนี้ไปนักธุรกิจแอมเวย์จะขยายเครือข่ายธุรกิจหรือสมัครสมาชิกให้เพื่อนเพื่อซื้อสินค้าแอมเวย์ สามารถทำผ่านออนไลน์ได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น โดยมีระบบการตรวจเช็กยืนยันตัวตนแบบปลอดภัยสูง ภายใต้ความใส่ใจเรื่องจรรยาบรรณของธุรกิจเป็นสำคัญ นอกจากนั้นยังสนับสนุนให้นักธุรกิจแอมเวย์ทำงานสะดวกขึ้นด้วยฟังก์ชัน ‘สมาร์ทแดชบอร์ด’ เช็กยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ ดูรายงานข้อมูลผลงานขององค์กรสายงาน ศึกษาข้อมูลเพื่อพัฒนาแผนงานหรือประชุมทีมงานได้อย่างรวดเร็ว พร้อมแชตบอตที่ชาญฉลาดที่จะมาช่วยแก้ปัญหาเบื้องต้นให้กับผู้ซื้ออีกด้วย

 

Amway

แอปพลิเคชัน Amway Click เชื่อมต่อธุรกิจ ช้อปง่ายไร้รอยต่อ

 

Easy Shopping: ช้อปง่ายแค่คลิก

ช้อปสินค้าแอมเวย์ 24 ชั่วโมง สะดวก ง่าย ปลอดภัย อยู่ที่ไหนก็ช้อปได้ ผ่านเว็บไซต์ที่พัฒนาระบบและจัดหมวดหมู่ค้นหาสะดวกยิ่งขึ้น หรือช้อปผ่านแอปพลิเคชัน Amway Click ครบทุกความต้องการใช้แอปฯ เดียว ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชัน สั่งซื้อสินค้า ชำระเงิน ติดตามสต๊อกสินค้า แจ้งเตือนสถานะการจัดส่ง ดูยอดขายสะสมแต่ละเดือน หรือสะสมคะแนนเพื่อรับสิทธิพิเศษมากมาย เพื่อให้คุณเห็นความโดดเด่นของแอปฯ แห่งยุค Social Commerce แนะนำให้ดูคลิปด้างล่างนี้ก่อนช้อปจริง รับรองว่าจะช่วยเพิ่มความสนุกในการใช้งาน ช้อปให้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นแน่นอน 

 

 

ตอบโจทย์พฤติกรรมคนไทย ขยายทางเลือกช่องทางทำธุรกิจออนไลน์ ซื้อขายสินค้าผ่าน LINE

จริงๆ แล้วแผนการพัฒนาธุรกิจที่กล่าวมา แอมเวย์เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2562 ก็อย่างที่บอกไปข้างต้น ตลาดอีคอมเมิร์ซก็อยู่ในช่วงขาขึ้นมานานแล้ว ทุกธุรกิจจึงปรับตัวกันมาสักพัก สิ่งที่แอมเวย์ค่อยๆ พัฒนามาจนถึงวันนี้ส่งผลให้ยอดขายทางออนไลน์เติบโตขึ้น 3 เท่าตัว 

 

Amway

กิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด

 

กิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าว่า “โลกที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวันทำให้ดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ธุรกิจต้องปรับตัวให้ทันอยู่ตลอดเวลา แอมเวย์เห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของการปรับใช้ดิจิทัลในธุรกิจ จึงทุ่มงบฯ 1 พันล้านบาท สร้าง Digital Ecosystem ขึ้น ซึ่งการลงทุนดังกล่าวเป็นการลงทุนที่เรามองเห็นถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวทั้งกับนักธุรกิจแอมเวย์ สมาชิก และผู้บริโภค จึงเริ่มพัฒนาแผนมาตั้งแต่ปี 2562 ส่งผลให้ยอดขายออนไลน์โตขึ้นถึง 3 เท่า นอกจากนั้นยังมียอดสมัครสมาชิกและจำนวนผู้ซื้อผ่านช่องทางออนไลน์สูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงที่มีการจัดโปรโมชันพิเศษอย่าง Flash Sales หรือ Double Date พบว่า มีการซื้อผ่านทางช่องทางออนไลน์สูงอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นว่านักธุรกิจแอมเวย์และสมาชิกมีความพร้อมในการก้าวเข้าสู่โลก Social Commerce”

 

กิจธวัชยังบอกอีกว่า นอกเหนือจากช่องทางหลักคือ เว็บไซต์และแอปพลิเคชัน แผนพัฒนา Digital Ecosystem แอมเวย์ยังมองหาโอกาสเพิ่มความสะดวกให้กับทุกคนมากยิ่งขึ้น ด้วยการขยายทางเลือกให้สามารถทำธุรกิจหรือซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชัน LINE ที่ถือเป็นหนึ่งช่องทางการสื่อสารที่นิยมของผู้บริโภคชาวไทยในปัจจุบัน ซึ่งจะมีฟังก์ชันที่จำเป็น เช่น เตือนให้ต่ออายุสถานภาพ เตือนการเปลี่ยนอะไหล่ของสินค้า เช็กข้อมูลธุรกิจขององค์กร เช็กสิทธิพิเศษ ตลอดจนการรับข่าวสารโปรโมชันต่างๆ 

 

“แอมเวย์จะยังคงพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อเน้นย้ำความเป็นผู้นำของธุรกิจยุคใหม่ที่สามารถตอบรับทุกเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง” กิจธวัชกล่าวทิ้งท้าย

The post ‘แอมเวย์’ เดินหน้าพัฒนา Digital Ecosystem ชูคอนเซปต์ ‘3 Easy’ สร้างธุรกิจ ซื้อขายสินค้า ผ่านโลกออนไลน์แบบไร้รอยต่อ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 เทรนด์การตลาดและโฆษณาของไทยที่จะเกิดแน่ๆ ในปี 2018 https://thestandard.co/8-marketing-and-advertising-trends-2018/ https://thestandard.co/8-marketing-and-advertising-trends-2018/#respond Thu, 23 Nov 2017 10:46:49 +0000 https://thestandard.co/?p=49943

  ปี 2017 กำลังจะผ่านพ้นไป และเป็นอีกครั้งที่ในปีท […]

The post 8 เทรนด์การตลาดและโฆษณาของไทยที่จะเกิดแน่ๆ ในปี 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

ปี 2017 กำลังจะผ่านพ้นไป และเป็นอีกครั้งที่ในปีที่ผ่านมามีจุดเริ่มต้นของหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สำคัญทั้งในส่วนของตัวแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงเครื่องมือ Devices ใหม่ๆ และการเปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค ซึ่งกำลังจะกลายเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญหลายอย่างที่จุดประกายให้วงการการตลาดและวงการโฆษณาของไทย แบรนด์สินค้าเองก็เริ่มลองผิดลองถูกกับดิจิทัลมากพอที่จะเริ่มรู้ว่าอะไรที่เวิร์ก อะไรไม่เวิร์ก

 

เรามาดูกันว่าในปี 2018 จะมีเทรนด์อะไรที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นที่นักการตลาดต้องจับตามองและปรับกลยุทธ์ของตัวเองให้เข้ากับกระแสที่มีแนวโน้มที่จะทำให้การทำการตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้นกันครับ

 

1. แนวการโฆษณาแบบจริงใจ ตรงไปตรงมา (Transparency & Authenticity)

การโฆษณาแบบจริงใจแม้จะไม่ใช่เทรนด์ใหม่ในต่างประเทศ แต่ในเมืองไทยเริ่มมีการทำกันมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

 

จากการที่โลกโซเชียลเข้ามามีบทบาททำให้ผู้คนสามารถตรวจสอบความจริงและรู้เท่าทันโฆษณามากขึ้นนั้น เทรนด์ที่น่าจะทำกันเพิ่มมากขึ้นในปี 2018 คือแนวทางการโฆษณาแบบจริงใจ พูดภาษาชาวบ้าน คือ ‘ดีก็บอกดี ไม่ดีก็บอกไม่ดี’ ซึ่งเป็นแนวทางที่ชาวโซเชียลและผู้บริโภคในยุคดิจิทัลให้การยอมรับมากขึ้น เพราะพวกเขาเหล่านั้นสามารถแชร์ประสบการณ์และข้อมูลต่างๆ ทั้งดีและไม่ดีถึงกันได้ อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะยอมรับแบรนด์ในฐานะมนุษย์และผู้บริหารแบรนด์ในฐานะคนทำงานที่มีความรับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

 

ดังนั้น การออกมาพูดหรือบอกอย่างจริงใจจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการสร้างแบรนด์ต่อไป นี่รวมไปถึงการเลิกทำการตลาดผ่านหน้าม้า หรือเนียนเชียร์ขายในกระทู้หรือบทความต่างๆ ด้วย

 

จะเห็นได้ว่าเริ่มมีบางแบรนด์ทำกันแล้วทั้งโฆษณาและในรูปแบบของการให้ข้อมูลโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจประกัน ซึ่งต้องใช้การอธิบายเงื่อนไขที่ค่อนข้างยุ่งยาก หรือแม้กระทั่งกลุ่มสินเชื่อที่เปลี่ยนมาเป็นการสร้างแบรนด์แบบใช้ความจริงใจเข้าสู้ และจะตามมาอีกหลายแบรนด์ในอนาคตแน่นอน

 

โฆษณาจากอลิอันซ์อยุธยา ประกันที่กล้าบอกเงื่อนไข

 

https://www.youtube.com/watch?v=nbV4-8Aqj8E

โฆษณาศรีสวัสดิ์เงินติดล้อ ที่กล้าบอกว่า เราไม่อยากให้คุณกลับมาหาเราอีก

 

2. โซเชียลมีเดียสำหรับแบรนด์จะกลายเป็น Services & Solutions ซึ่งได้ประโยชน์มากกว่าช่องทางการสื่อสาร

ในปัจจุบันการแข่งขันทางด้านคอนเทนต์และปริมาณของแบรนด์ที่ทำโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนของทั้งทางแพลตฟอร์มเองที่ต้องการให้พื้นที่ของตัวเองนั้นไม่เต็มไปด้วยคอนเทนต์โฆษณาหรือยัดเยียดขายของจากแบรนด์

 

ยกตัวอย่าง เช่น การปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องของค่า Reach ในเฟซบุ๊ก www.brandage.com/article/2078/Reach-Facebook-Declined ส่งผลให้ค่าโฆษณาแพงขึ้นต่อเนื่องทุกปี แน่นอนว่าอินสตาแกรมเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน หรือในแพลตฟอร์มอื่นๆ อย่าง Line เอง ยอดบล็อกก็เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ต่อเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของ Line@ Account และ Line Official Account ที่เมื่อเรากดติดตามมากขึ้น จะทำให้หน้าจอแชตถูกรบกวนจากสิ่งที่แบรนด์ส่งมา

 

ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะส่งผลให้การสื่อสารถึงผู้บริโภคโดยไม่ใช้เงินค่ามีเดียเป็นไปได้ยากขึ้นไปอีก ดังนั้น แบรนด์จึงหันมาหาอรรถประโยชน์ด้านอื่นๆ แทน เช่น การดูแลลูกค้า การใช้แชตบอต การเขียนแอปพลิเคชันในโซเชียลลงไปในแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริการใหม่ๆ ของผู้บริการแพลตฟอร์มเหล่านี้ ทั้ง Line Business Connect, Facebook ChatBot, Google Business สำหรับ SMEs

 

ทำให้ต่อไปการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับแบรนด์จึงจะกลายเป็นการให้บริการทางธุรกิจ หรือบริการต่างๆ แทนช่องทางการสื่อสาร

 

ตัวอย่างการใช้ Line Business Connect ของ SCB ในการบริการผู้ใช้บัตร ซึ่งสามารถตรวจสอบแต้ม ดูรายละเอียด หรือทำธุรกรรมผ่าน Line Official Account ซึ่งยอดบล็อกเรตต่ำมาก

 

3. การทำคอนเทนต์แบบไลฟ์สไตล์อ้อมๆ จะหมดไป แต่ Branded Content จะกลับมา

กระแสการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งมีมาประมาณ 5-6 ปีแล้ว ตอนนี้แบรนด์เกือบทุกแบรนด์หันมาทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งจริงจังกันมาสักระยะ ซึ่งโมเดลในการทำงานส่วนใหญ่มุ่งหวังที่จะสร้างผู้อ่านหรือผู้ติดตาม ส่วนใหญ่จะทำง่ายๆ โดยการเลือกคอนเทนต์ประเภทไลฟ์สไตล์ต่างๆ ซึ่งไม่เกี่ยวกับแบรนด์มากนักมาใช้ในการดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย ด้วยเหตุผลด้านราคาที่ถูกกว่าการสร้างคอนเทนต์เฉพาะและมีประสิทธิภาพในการดึงคนอ่านดีกว่า Branded Content

 

แต่ท้ายที่สุดเมื่อตลาดมีการผลิตคอนเทนต์เหล่านี้มาจำนวนมาก จะทำให้ประสิทธิภาพของคอนเทนต์ประเภทนี้ตกลงอย่างชัดเจน ด้วยเหตุผล 3 ประการของความยากในการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง คือ

  • Variety ความหลากหลายของคอนเทนต์ในโลกออนไลน์เยอะมาก จนเราสามารถหาอ่านคอนเทนต์กลางๆ ได้แทบทุกแหล่งข่าว
  • Velocity ความเร็วของคอนเทนต์เร็วขึ้นอย่างมหาศาล
  • Volume คือปริมาณคอนเทนต์ที่มหาศาลในทุกวันนี้ ทำให้เราคิดก่อนได้เลยว่าคอนเทนต์ที่เราเขียนอยู่มีคนเขียนแล้วแทบจะแน่นอน

 

ดังนั้น แบรนด์หลายแบรนด์จึงหันกลับมาให้ความสำคัญกับการสร้างเอกลักษณ์ของคอนเทนต์ตัวเองโดยใช้แบรนด์ตัวเองเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้าง ซึ่งทำให้กระแสการทำ Branded Content จะกลับมาอีกครั้ง เป็นการนำเอาแบรนด์ไปสร้างจุดแตกต่างของคอนเทนต์ให้คนรู้สึกอยากติดตามมากขึ้น และผลก็ส่งกลับมาที่แบรนด์ได้เร็วขึ้นนั่นเอง

 

 

มุกตลกของ Tops Supermarket ในทวิตเตอร์ที่นำเอาโปรโมชันลดราคาผูกกับคอนเซปต์ภาพยนตร์หรือรายการดัง ซึ่งทำให้ผู้ติดตามเพิ่มขึ้น

 

https://www.facebook.com/JonesSaladThailand/photos/a.2000510046851147.1073741882.1409656432603181/2000510213517797/?type=3&theater

 

Jone’s Salad ร้านขายสลัดที่สร้างคาแรกเตอร์ลุงโจนส์ผู้มาย่อยเรื่องอาหารการกินถูกวิธีให้เข้าใจง่ายด้วยรูปแบบการ์ตูนที่มีคนติดตามกว่าล้านคน

 

4. แบรนด์จะสร้างความผูกพันอันแน่นแฟ้นมากขึ้น ด้วยการดึงคนจากออนไลน์มาสู่ประสบการณ์ร่วมจริงๆ ใน On-ground (Online to On-Ground)

แบรนด์หลายๆ แบรนด์ได้สร้างความผูกพัน หรือ Engagement ผ่านทางช่องทางโซเชียลมากขึ้น เรารู้จักการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง การทำกิจกรรมผ่านทางออนไลน์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งการทำออนไลน์วิดีโอต่างๆ เพื่อมุ่งหวังให้ผู้ติดตามมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ เพื่อสร้างความรู้สึกที่ดี

 

แต่เราจะพบได้ว่าข้อจำกัดของออนไลน์มีอยู่มากมาย และผู้บริโภคก็ไม่สามารถมีความผูกพันอันดีกับแบรนด์ผ่านทางช่องทางดิจิทัลเพียงอย่างเดียว (ไม่เช่นนั้นความสัมพันธ์นั้นคงเป็นแบบ Virtual Relationship หรือคล้ายๆ กับการจีบกันผ่านไลน์แต่ไม่เคยเจอหน้ากันเลย) ดังนั้น เทรนด์ของการสร้างความผูกพันแบบ Online to On-ground จะมีมากขึ้นในปีหน้า เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ไปมากกว่าเดิม โดยอีกจุดประสงค์หนึ่งก็คือต้องการที่จะระบุตัวตนของลูกค้า หรือแฟนของเราให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

 

ตัวอย่างการดึงเอาแฟนมาร่วมสร้างประสบการณ์กับแบรนด์ของ BNK48 แม้จะเป็นเรื่องของวงดนตรี แต่เราจะเห็นลักษณะนี้มากขึ้นอีกในการทำการตลาดของแบรนด์

 

5. อินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงจะกลายเป็นเหมือนเซเลบริตี้และ Micro-Influencers จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

Influencer Marketing เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมาหลายปีแล้ว จากสาเหตุที่ว่าเมื่อการมาถึงของโซเชียลมีเดียและออนไลน์ คอมมูนิตี้ต่างๆ ผู้บริโภคย่อมไม่เชื่อแบรนด์อีกต่อไป แต่เลือกที่จะเชื่อผู้นำทางความคิดต่างๆ

 

ทุกวันนี้มีอินฟลูเอนเซอร์และบล็อกเกอร์หน้าใหม่เกิดขึ้นแทบทุกวัน ซึ่งคนที่ทำได้ดีก็จะมีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นเป็นหลักแสน หลักล้าน นำมาซึ่งผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจที่มาจากแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างเขียนรีวิว การทำสปอนเซอร์โพสต์ หรือการดูแลจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ของแบรนด์ที่ส่งผลต่อการพูดถึงสินค้าหรือบริการของแบรนด์แบบมีลูกเกรงใจ ทำให้บางครั้งผู้มีอิทธิพลเหล่านั้นอาจจะมุ่งเข้าสู่เรื่องของธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

และจากการที่มีผู้ติดตามมากขึ้นนั่นเอง ส่งผลกระทบต่ออัลกอริทึมของเฟซบุ๊กที่ทำให้ Reach ลดลง รวมไปถึงค่า Engagement Rate จะต่ำลง ในขณะที่สิ่งที่แลกเปลี่ยนคือชื่อเสียงและภาพลักษณ์ ทำให้อินฟลูเอนเซอร์เหล่านั้นปรับสภาพกลายเป็นเซเลบริตี้ คือถูกใช้กับแบรนด์ในเชิงสร้างการรับรู้ในวงผู้ติดตาม เป็นพรีเซนต์สินค้า เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ มากกว่าการโน้มน้าวทางความคิดที่แตกต่างจากเมื่อก่อน

 

นั่นทำให้พลังของการโน้มน้าวทางความคิดไปอยู่กับกลุ่ม Micro-Influencers กลุ่มเล็กๆ เพิ่มขึ้น เพราะผู้บริโภคเชื่อว่ากลุ่มคนเหล่านี้ที่มีผู้ติดตามน้อยอยู่ ก็เปรียบเสมือนตัวแทนผู้บริโภคมากกว่า เพราะยังไม่เป็นคนดังที่จะมีงานโฆษณาเข้ามามหาศาล หรือกลุ่มเหล่านี้มีความสนใจเฉพาะด้านมากๆ ซึ่งกลุ่ม Micro-Influencers จะมี Engagement Rate ที่สูงกว่า

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าอินฟลูเอนเซอร์ดังๆ จะหมดความน่าเชื่อถือ แต่บทบาทของเขาเหล่านั้นจะเปลี่ยนไปเป็นผู้สร้างการรับรู้และสร้างความน่าสนใจที่ทรงประสิทธิภาพมากกว่าที่จะเป็นผู้โน้มน้าวทางการกระทำนั่นเอง

 

ในปีหน้าน่าจะเห็นการใช้อินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งที่ผสมผสานกันระหว่างรายใหญ่และรายเล็กเพื่อประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสิ่งที่ส่งผลต่อเทรนด์เหล่านี้นอกจากเรื่องของตัววัดผลแล้ว ยังเป็นการเกิดขึ้นของ Platform Micro-Influencer ต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น Revu หรือ Tellscore ที่ทำให้เราเข้าถึง Micro-Influencer เหล่านี้ได้มากขึ้นอีกด้วย

 

ตัวอย่างแพลตฟอร์มของ Micro-Influencer

 

6. ปีรุ่งเรืองของ eSports

กระแสของ eSports โด่งดังสุดๆ ในปีที่ผ่านมา ตั้งแต่มีการสนับสนุนจากบอร์ด กกท. ให้บรรจุเป็นกีฬาอย่างเป็นทางการ และความสำเร็จของเด็กไทยในเวทีต่างๆ ทุกประเภทเกม รวมไปถึงความสำเร็จของเกม ROV ที่มียอดผู้ดาวน์โหลดกว่า 10 ล้านคน ทำให้ eSports คือสิ่งที่จะเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นและผู้เล่นเกมออนไลน์ซึ่งเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างใหญ่มาก สะท้อนได้จากมูลค่ารางวัลที่เพิ่มขึ้นทุกปี และที่สำคัญยังไม่มี แบรนด์ใหญ่แบรนด์ไหนที่จริงจังกับการสนับสนุน เนื่องจากเจ้าของแบรนด์อาจจะยังไม่คุ้นเคยหรือไม่รู้จักเกมเหล่านี้มากนัก

 

แต่จากปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น รวมไปถึง Workpoint ได้นำการถ่ายทอดสดการแข่งขัน ROV มาฉายผ่านช่องของตน และกระแสตอบรับค่อนข้างดีนั้น เชื่อได้ว่า ปีหน้าเป็นปีทองของ Brand Sponsorship ของ eSports และทุกคนจะหันมาจับตลาดเกมมากขึ้นอย่างแน่นอน และแบรนด์จะใช้ช่องทางนี้เข้าถึงและเอาชนะใจคอเกมเมอร์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

 

แบรนด์ขนมคางกุ้งอย่าง Monori ก็เป็น Official Sponsor ให้กับทีมชื่อดังอย่าง Bacon จากเกม ROV

 

ที่เกาหลี Samsung มีทีมเป็นของตัวเอง ในทุกเกมไม่ว่าจะเป็น DotA CS:GO และชนะกวาดรางวัลมากมายเช่นกัน

 

7. แบรนด์จะหันกลับมาลงทุนใน Digital Ecosystem & Platform

เทรนด์นี้เป็นเทรนด์ที่ส่งผลมาจากข้อ 2 ที่ว่าด้วยโซเชียลมีเดียจะกลายเป็น Services & Solutions มากขึ้น แต่มองในภาพรวมขององค์กรว่าหลังจากการลงทุนในโซเชียลมีเดีย ทั้งในแง่ของคอนเทนต์หรือการโฆษณา แบรนด์จะเริ่มพบว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ เริ่มสูงขึ้นทุกปี ในขณะที่ความยากของการแข่งขันในการแย่งความสนใจชั่วครั้งชั่วคราวอย่างการทำ Online Video หรือ การทำ Social Ads เริ่มเป็นการทำการตลาดระยะสั้น ไม่ตอบเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์อย่างยั่งยืนกับแบรนด์ในระยะยาว จะทำให้แบรนด์หันมาพิจารณา Digital Ecosystem มากขึ้น

 

ซึ่งเรื่องของ Digital Ecosystem คือการลงทุนในระบบนิเวศของดิจิทัลเพื่อให้ผู้บริโภคมีช่องทางการติดต่อกับแบรนด์ในทุกช่องทางที่มี ตั้งแต่เริ่มลงทะเบียนใช้บริการ มีประสบการณ์ที่ดีในช่องทางเหล่านั้น ได้รับบริการที่เหมาะสม และข้อมูลที่เชื่อมถึงกันอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของผู้บริโภคสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น Website, Social Media, Line, Application, E-services, CRM, In-Store Platform ที่เชื่อมต่อถึงกันด้วยระบบข้อมูลเดียวกัน และสร้างระบบนิเวศของแบรนด์ขึ้นมาเพื่อรักษาลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์ในระยะยาวต่อไป

 

การประกาศว่า SCB Easy ไม่ใช่แค่แอปพลิเคชันการเงินแต่เป็นแพลตฟอร์มใหม่ของแบรนด์

 

แสนสิริ เปิดตัว Home Service Application สร้างระบบนิเวศของดิจิทัลหลังจากการเป็นลูกบ้าน และเตรียมขยายต่อยอดไปยังแพลตฟอร์มอื่นๆ

 

8. ยุคของตัวเลขและการเก็บข้อมูลจะกลับมา และครีเอทีฟต้องทำงานมากขึ้น (Data Driven Creative Marketing)

การเข้ามาของดิจิทัลแรกๆ นั้น นักการตลาดอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ลองผิดลองถูกกันเกือบทั้งหมด ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าอะไรดีหรือไม่ แต่ในปีหน้าผลของการลองผิดลองถูกจะแสดงผลออกมาในรูปแบบของตัวเลขอย่างชัดเจนมากขึ้น เป็นผลจากการปรับปรุง Dashboard วัดผลของแพลตฟอร์มต่างๆ ให้ดีขึ้น และการให้ความรู้เรื่องการใช้เครื่องมือวัดผลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Google Analytics, Facebook Insight และ Social Listening Tools ต่างๆ แก่นักการตลาดทั่วไป

 

ทำให้ปีหน้านักการตลาดจะเริ่มนำตัวเลขต่างๆ มาพยายามวัดประสิทธิภาพของงานโฆษณาและงานครีเอทีฟมากขึ้น (เห็นได้จากเริ่มมีการนำกฎ 5 วินาที การวัดผลจาก Complete View มากกว่า View การขอผลการ Optimized ของคอนเทนต์ต่างๆ) ทำให้สิ่งเหล่านี้กระทบการทำงานเชิงสร้างสรรค์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เสมือนกับยุคการทำ Traditional Marketing ที่เริ่มมีการทำ Ad Test ซึ่งกลายมาเป็น KPI ของครีเอทีฟสมัยก่อน ทำให้ครีเอทีฟเอเจนซีต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อตอบสนองตัวเลขเหล่านี้ได้อย่างทันท่วงที

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การใช้ตัวเลขและข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องเข้าใจและวัดผลให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น มิเช่นนั้นผลที่ออกมาอาจจะผิดก็ได้

 

อีกเรื่องหนึ่งคือการเก็บข้อมูลเพื่อนำมาต่อยอดในการคิดงานสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นขั้นต่อมาของการวัดผล ซึ่งแบรนด์จะเริ่มเห็นความสำคัญมากขึ้น และมีการทำแคมเปญเพื่อเก็บข้อมูลของลูกค้ามากขึ้นในปีหน้า เนื่องจากเทรนด์ของโลกนั้นได้มีการนำข้อมูลมาใช้ในงานโฆษณาที่หลากหลาย และข้อมูลของลูกค้ากลายเป็นมูลค่าทางการเงินที่มีมูลค่าสูงที่ส่งผลต่อมูลค่าของบริษัทและแบรนด์อีกด้วย

 

ตัวอย่างการนำข้อมูลมาใช้กับแคมเปญสร้างสรรค์

 

https://www.youtube.com/watch?v=oxbipSM8GmA

Whirlpool Care Count ที่ใช้ระบบการเก็บข้อมูลเชิงสถิติ หาความสัมพันธ์ของการซักผ้า กับการขาดเรียน

 

https://www.youtube.com/watch?v=GFVcR760kY8

Snickers Hungerithm ที่นำข้อมูลจากโซเชียลมาออกแบบส่วนลดตามคำที่แสดงถึงความโมโหในโซเชียล

 

Cover Photo: Thiencharas.w

The post 8 เทรนด์การตลาดและโฆษณาของไทยที่จะเกิดแน่ๆ ในปี 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/8-marketing-and-advertising-trends-2018/feed/ 0