เมื่อวานนี้ (26 มีนาคม) บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหา […]
The post เอสซีบี เอกซ์ ตั้ง ‘แบงก์เอกซ์’ ลุยธุรกิจ Virtual Bank ร่วมกับ KakaoBank จากเกาหลีใต้ และ WeBank จากจีน appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อวานนี้ (26 มีนาคม) บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX ขอแจ้งให้ทราบว่า ธนาคาร แบงก์เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยรายใหม่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ SCBX ถือหุ้น 90% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทมหาชนจำกัดด้วยทุนจดทะเบียน 10,000 บาท และมีแผนเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 5,000 พันล้านบาท ภายในปี 2569 หรือเมื่อบริษัทยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาจากกระทรวงการคลังเพื่อเปิดดำเนินการ ภายใต้กรอบหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด
ปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อเริ่มประกอบธุรกิจร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ได้แก่ KakaoBank Corp. หนึ่งในผู้ถือหุ้นของบริษัทและเป็นผู้ให้บริการธนาคารดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐเกาหลี และ WeBank Technology Services Limited บริษัทย่อยของกลุ่มธนาคาร WeBank Co., Ltd. ซึ่งเป็นธนาคารดิจิทัลชั้นนำในสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันทันสมัยมาประยุกต์เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และการบริการด้านการเงินที่มีประโยชน์ต่อลูกค้าในประเทศไทย โดยบริษัทจะแจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าในการดำเนินการต่าง ๆ ให้ทราบต่อไป
อนึ่ง รายการดังกล่าวไม่เข้าข่ายเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน และขนาดของรายการไม่เข้าข่ายที่จะต้องรายงานสารสนเทศตามหลักเกณฑ์การได้มาและจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน
นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน SCBX ได้แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ ครั้งที่ 5/2567 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 และที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของธนาคาร ครั้งที่ 201 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 มีมติอนุมัติให้ธนาคาร ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SCBX เข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับ Home Credit N.V. เพื่อเข้าซื้อส่วนของทุน (Charter Capital) ในสัดส่วน 100% ของ Home Credit Vietnam Finance Company Limited ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 20,973 พันล้านดอง หรือเทียบเท่าประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งอาจมีการปรับปรุงราคาตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา SPA
เนื่องจากมีปัจจัยภายนอกบางประการซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของคู่สัญญา ส่งผลให้เงื่อนไขบังคับก่อนตามที่กำหนดไว้ในสัญญา SPA ไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ทำให้คู่สัญญาไม่สามารถดำเนินธุรกรรมดังกล่าวให้แล้วเสร็จได้ ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร ครั้งที่ 8/2569 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 จึงมีมติอนุมัติให้ธนาคารเลิกสัญญา SPA เพื่อยุติธุรกรรมดังกล่าว ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของธนาคารแต่อย่างใด
ทั้งนี้ SCBX และ ธนาคารยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ในการก้าวสู่การเป็นกลุ่มเทคโนโลยีทางการเงินชั้นนำของภูมิภาค พร้อมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มในตลาดอาเซียนที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ตลอดจนเพิ่มมูลค่าและสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวต่อไป
ภาพ: ‘แบงก์เอกซ์’
The post เอสซีบี เอกซ์ ตั้ง ‘แบงก์เอกซ์’ ลุยธุรกิจ Virtual Bank ร่วมกับ KakaoBank จากเกาหลีใต้ และ WeBank จากจีน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี เปิดตัว 3 พลังขับเคลื่อน ttb […]
The post ทีทีบี ชู 3 พลังขับเคลื่อน ttb spark มุ่งสู่ยุค AI Transformation เต็มรูปแบบ ตอกย้ำผู้นำ Humanized Digital Banking appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี เปิดตัว 3 พลังขับเคลื่อน ttb spark เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้ลูกค้าและพนักงานก้าวไปอีกขั้น ตอกย้ำบทบาทธนาคารผู้นำที่ประกาศแนวคิด Humanized Digital Banking หรือดิจิทัลแบงก์กิ้งที่ ‘เข้าใจคน’ อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่สะดวก แต่ต้องเป็นมิตร รู้จัก และรู้ใจลูกค้า พร้อมเดินหน้าสู่ AI Transformation ทั่วทั้งองค์กรในปี 2569 ตั้งเป้าหมายสูงสุด Make REAL Change เพื่อให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง
นายนริศ อารักษ์สกุลวงศ์ ประธานกลุ่ม งานกลยุทธ์องค์กรและดิจิทัล ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า ตลอด 3 ปี ทีมดิจิทัล ttb spark มุ่งวางรากฐานองค์กรและโครงสร้างดิจิทัลอย่างแข็งแกร่ง เพื่อขับเคลื่อน Digital & Tech Transformation ของธนาคาร พร้อมตอกย้ำความสำเร็จด้วยดิจิทัลโซลูชันที่จับต้องได้ผ่านแอป ttb touch ที่ครองใจลูกค้ากว่า 5.9 ล้านราย
ล่าสุดได้เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ ttb enterprise สำหรับพนักงานสาขาและ ttb contact center ซึ่งจะเปลี่ยนให้การปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับลูกค้ามีความหมายและเป็นแบบเฉพาะบุคคล (Personalized) มากขึ้น โดยใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้าบนแอป ttb touch เพื่อส่งมอบประสบการณ์ทางการเงินที่รู้จักและรู้ใจอย่างไร้รอยต่อ แม่นยำ และรวดเร็ว (Omni-channel Experience) ถือเป็นการพลิกโฉมการให้บริการ
ก้าวต่อไปในปี 2569 ttb spark ยังเดินหน้าพัฒนา Yindee แชตบอทที่นำ Generative AI มาให้บริการบนแอป ttb touch เสมือนเป็นผู้ช่วยบนมือถือ หรือ Virtual Assistant ที่จะช่วยค้นหา ให้คำปรึกษา ตอบคำถาม แก้ไขปัญหาให้ลูกค้าผ่านแอปตลอด 24 ชั่วโมง เช่น ยอดบัตรเครดิต-สินเชื่อ ข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีเงินฝาก ช่วยลดปริมาณในการติดต่อสอบถามในช่องทางอื่น ๆ เฉลี่ย 10 – 20% โดยมีผู้ใช้บริการ Yindee เฉลี่ยเดือนละกว่า 63,000 ครั้ง และหากลูกค้าต้องการสอบถามข้อมูลเชิงลึก Yindee ยังสามารถพาลูกค้าไปพูดคุยต่อกับพนักงานได้
“เราเชื่อมั่นในแนวคิด Humanized Digital Banking – ดิจิทัลแบงก์กิ้งที่เป็นมิตร รู้จัก และรู้ใจ ที่มีภาพของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ซึ่งการที่ Generative AI ก้าวหน้าไปมากจะเปลี่ยนประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับให้จับต้องได้จริง โดยผลสำเร็จที่ผ่านมาของ ttb spark ที่เป็น Catalyst ในการทรานส์ฟอร์มองค์กรถือว่าน่าพอใจ โดยสามารถเปลี่ยนธุรกรรมลูกค้ารายย่อยถึง 93% ให้ทำได้ง่าย ๆ ผ่านช่องทางดิจิทัล ทำให้เกิดการสร้างยอดขายผ่านช่องทางนี้ไปแล้วราว ๆ 50% และยังรักษาคะแนนความพึงพอใจในการใช้บริการได้กว่า 80% โดยคีย์สำคัญมาจาก Purpose ขององค์กร ที่เราต้องการเป็นธนาคารที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น และสร้างดิจิทัลโซลูชันที่มีความหมายกับลูกค้า จับต้องได้จริง”

ในช่วงที่ผ่านมา ttb spark academy เร่งสร้าง Tech & Data Talent เพื่อเป็นกำลังสำคัญให้กับธนาคาร มุ่งเน้น Build – Groom – Growth เริ่มจากนิสิต นักศึกษาผ่าน Internship Program โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยด้าน Tech & Data เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ให้มีโอกาสได้ค้นพบและทดลองสิ่งที่ชอบผ่านการฝึกงานและการทำเวิร์คชอป และต่อยอดให้ได้ทำงานจริง สู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดีด้วยใบสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 5,000 ใบ และสามารถบรรจุเป็นพนักงานได้กว่า 40 คน
นายนริศ สถาผลเดชา ประธานกลุ่ม งาน Data and Analytics ทีเอ็มบีธนชาต ว่า “ก้าวต่อไปของ ttb spark academy จะมุ่งเน้นเรื่อง Growth ยกระดับ Tech & Data Talent ให้มีความสามารถด้าน AI ควบคู่กันไปด้วย โดยเรามอง AI ไม่ได้มาแทนคน แต่จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับคนที่ใช้เป็น
กลยุทธ์คือปรับทักษะของพนักงานให้ไปกับโลกใหม่ ซึ่งต้องเรียนรู้ตลอดเวลา โดยให้พนักงาน คิด – สร้าง – ใช้ พนักงานต้องคิดใช้ AI สร้างอิมแพคและตอบโจทย์ลูกค้า เราไม่ได้เน้นการสร้าง AI ใหม่ เพราะทีทีบีไม่ได้อยากทำสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์ลูกค้า เราจึงเอา AI ที่มีอยู่ในตลาดมาประยุกต์ใช้ให้มีความหมายกับชีวิตทางการเงินของลูกค้าจริง ๆ เช่น การนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าแล้วนำเสนอโซลูชันและสิทธิประโยชน์ในแบบเฉพาะบุคคล รวมทั้งใช้ AI มาเขียน Code เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานทั่วทั้งองค์กร ถือเป็นการยกระดับประสบการณ์ทางช่องทางดิจิทัลให้ลูกค้าได้มากกว่า เร็วกว่า และถูกกว่า”
ความสำเร็จของ ttb spark tech สะท้อนจากการเติบโตของทีมงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ จนมีทีมงานเกือบ 1,000 คน ภารกิจสำคัญ คือ ยกระดับเทคโนโลยีให้กับแอปพลิเคชันและระบบที่มีอยู่ราว 400 แอปพลิเคชัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity Improvement) และติดอาวุธใหม่ให้กับพนักงาน เพื่อเปลี่ยนบทบาทให้เป็นการให้คำปรึกษาเชิงลึกและการขาย ขณะเดียวกันก็ผลักดันงานบริการทั่วไปเข้าสู่ช่องทางดิจิทัล
นายรัชกร ชยาภิรัต ประธานกลุ่ม เทคโนโลยี ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า “เป้าหมายสูงสุดของ ttb spark tech คือ การเป็น Change Agent ในการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานของธนาคาร ช่วยให้ธนาคารสามารถใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ในปีหน้าเราจะมุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพโมเดลระบบงานขายและการบริการลูกค้า ติดอาวุธเสริมศักยภาพให้กับพนักงานขายด้วยข้อมูลและอินไซต์ของลูกค้า พร้อม Reskill และ Upskill พนักงานให้มีทักษะ AI แห่งอนาคต ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธนาคารส่งมอบนวัตกรรมและบริการที่รวดเร็ว เพื่อช่วยให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น”
สำหรับผลงานโดดเด่น ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถของทีม ช่วยให้สามารถพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ทั้งด้านการบริการและการขายได้เร็วขึ้นกว่าเดิม 2-3 เท่า พร้อมยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้สะดวกและดียิ่งขึ้น ด้วยการทำงานแบบ Agile ช่วยลดต้นทุนและประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว รวมถึงยกระดับการบริการและประสิทธิภาพการทำงานในองค์กรผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าได้รวดเร็วและง่ายขึ้น และปรับปรุงระบบบริหารจัดการเคส เพื่อให้การรับ-ส่งเคสรวดเร็วขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้า
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อยกระดับประสบการณ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการในระดับเฉพาะบุคคล (Segment of One) สร้างมาตรฐานใหม่ของ Humanized Digital Banking เพื่อเป้าหมายสูงสุดอย่าง Make REAL Change หรือการช่วยให้ชีวิตทางการเงินของคนไทยดีขึ้นเกิดขึ้นได้จริง
#ttbspark #จุดประกายให้ทุกสิ่งเป็นจริงได้ #ให้ชีวิตการเงินดีทั้งวันนี้และอนาคต #เปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น #ttb #MakeREALChange
The post ทีทีบี ชู 3 พลังขับเคลื่อน ttb spark มุ่งสู่ยุค AI Transformation เต็มรูปแบบ ตอกย้ำผู้นำ Humanized Digital Banking appeared first on THE STANDARD.
]]>
ธนาคารไทยพาณิชย์ ตอกย้ำความสำเร็จกลยุทธ์ Digital Bank w […]
The post ไทยพาณิชย์คว้ารางวัล “ธนาคารแห่งปี 2568” เป็นครั้งที่ 17 กฤษณ์ จันทโนทก นำทีมครองแชมป์ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ธนาคารไทยพาณิชย์ ตอกย้ำความสำเร็จกลยุทธ์ Digital Bank with Human Touch คว้ารางวัล “ธนาคารแห่งปี 2568” หรือ Bank of the Year 2025 จากงาน Money & Banking Awards 2025 จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร สร้างความสำเร็จต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน (2566-2568) และเป็นครั้งที่ 17 ของการได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ ด้วยผลการดำเนินงานในปี 2567 ที่แข็งแกร่ง โดยมี นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ รับมอบรางวัลจาก ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานบรรณาธิการวารสารการเงินธนาคาร เมื่อเร็วๆ นี้

ปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้ธนาคารไทยพาณิชย์สร้างผลงานได้แข็งแกร่งมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา คือการดำเนินธุรกิจตามกลยุทธ์ “Digital Bank with Human Touch” ที่มุ่งผสานยุทธวิธี AI-First Bank ใช้เทคโนโลยี AI นำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจความต้องการของลูกค้า ผสานการให้บริการจากบุคลากรซึ่งเป็นจุดเด่นของธนาคารของธนาคาร จึงสามารถมอบประสบการณ์ทางการเงินที่ไร้รอยต่อในทุกช่องทาง ด้วยการดำเนินงานดังกล่าว ส่งผลให้มีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยในรอบปี 2567 จนถึงปัจจุบัน ธนาคารไทยพาณิชย์ยังเป็นธนาคารที่รักษา ROE อยู่ในระดับ 2 หลัก สูงสุดในกลุ่มธนาคารไทย และควบคุมต้นทุนต่อรายได้ดีที่สุดในระบบเช่นเดียวกัน ทั้งยังเป็นธนาคารที่ให้ความสำคัญกับการเงินยั่งยืนด้วยการให้สินเชื่อและออกหุ้นกู้เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนที่สูงสุดในประเทศไทยรวมกว่า 180,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 2 ปีครึ่ง (2023 – 6 เดือนแรกของปี 2025) ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 150,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2023 – 2025


การจัดอันดับ ธนาคารแห่งปี Bank of The Year โดยวารสารการเงินธนาคาร เพื่อยกย่องธนาคารที่มีผลประกอบการยอดเยี่ยมและสร้างความโดดเด่นทางธุรกิจ ซึ่งการจัดอันดับ ธนาคารแห่งปี 2568 Bank of the Year 2025 ในปีนี้ได้ใช้ผลประกอบการในรอบปี 2567 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2567 ของธนาคารพาณิชย์ 12 แห่ง มาพิจารณาจัดอันดับ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ได้รับรางวัลธนาคารแห่งปีรวมทั้งสิ้น 17 ครั้ง ในปี 2528, 2532, 2533, 2534, 2535, 2539, 2540, 2543, 2549, 2552, 2555, 2556, 2558, 2560, 2566, 2567 และปี 2568



The post ไทยพาณิชย์คว้ารางวัล “ธนาคารแห่งปี 2568” เป็นครั้งที่ 17 กฤษณ์ จันทโนทก นำทีมครองแชมป์ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.
]]>
กสิกรไทยคาดว่ายอดผู้ใช้ K PLUS ปี 2568 เพิ่มล้านราย เป็ […]
The post แบงก์กสิกรไทยมุ่งสร้าง ROE เป็น 2 หลักภายในปี 69 ชูความเป็นผู้นำ Digital Banking ดันผู้ใช้ K PLUS ปี 68 เพิ่มเป็น 23.9 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.
]]>
กสิกรไทยคาดว่ายอดผู้ใช้ K PLUS ปี 2568 เพิ่มล้านราย เป็น 23.9 ล้านราย ชูความสำเร็จผู้นำ Digital Banking ต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นบริการ Wealth ที่ลูกค้าไว้วางใจ พร้อมสร้างความประทับใจ และมุ่งสู่ ROE เป็น 2 หลักในปี 2569
ธนาคารกสิกรไทยคาดว่ายอดผู้ใช้ K PLUS ในปี 2568 เพิ่มล้านราย เป็น 23.9 ล้านราย ตอกย้ำความเป็นผู้นำ Digital Banking ด้วย K PLUS ที่ใช้งานง่าย สะดวก และรวดเร็ว ทำให้มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุด โดยปัจจุบัน K PLUS มีส่วนแบ่งตลาด 30% พร้อมกันนี้ยังมีผลิตภัณฑ์การลงทุนและการให้คำปรึกษาด้านความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนแบบองค์รวม ด้วยบริการ Wealth และ SME ที่ลูกค้าไว้วางใจ และได้รับความพึงพอใจในการบริการเป็นอันดับ 1 เน้นการให้สินเชื่ออย่างมีคุณภาพต่อเนื่อง พร้อมสร้างความประทับใจให้ลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่องต่อไป เดินหน้ายุทธศาสตร์ 3+1 ด้วยความมุ่งมั่นลงมือทำให้สำเร็จยิ่งกว่าเดิม และผลักดัน ROE เป็นเลข 2 หลักให้ได้ภายในปี 2569
ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภายใต้บริบทของความท้าทายต่างๆ ที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ธนาคารกสิกรไทยยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างเต็มที่ เพื่อสามารถตอบสนองการใช้ชีวิตและธุรกิจของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ผ่านการสร้างความประทับใจในทุกมิติ และพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน อาทิ การพัฒนานวัตกรรมทางการเงินที่ผสมผสานเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญของบุคลากร เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ โดยมี K PLUS เป็นจุดเชื่อมต่อไปยังผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายของธนาคาร
ทั้งนี้ K PLUS ยังคงครองอันดับ 1 ของ Digital Banking ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด โดยมีส่วนแบ่งตลาด 30% ของปริมาณธุรกรรม Mobile Banking ทั้งระบบ สะท้อนถึงความไว้วางใจของลูกค้าที่มีต่อบริการของธนาคาร โดยมีผู้ใช้งาน K PLUS จำนวน 22.8 ล้านราย และคาดว่าจะไปสู่ 23.9 ล้านรายในปี 2568
นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทยได้รับคะแนนจากผู้บริโภคเป็นอันดับ 1 ด้านความพึงพอใจและความผูกพันกับแบรนด์ (Net Promoter Score: NPS) ในกลุ่มธุรกิจธนาคารในประเทศไทย จากผลสำรวจของบริษัท นีลเส็นไอคิว (NielsenIQ) บริษัทวิจัยผู้บริโภคชั้นนำของโลก โดยผู้บริโภคให้คะแนนสูงสุดด้านภาพรวมบริการและช่องทางการให้บริการของธนาคาร
รวมถึง K PLUS เป็น Mobile Banking อันดับ 1 ชูความสำเร็จของธนาคารจากความเข้าใจความต้องการของลูกค้าในการใช้บริการผ่านช่องทางต่างๆ ขณะที่ธนาคารครองความเป็นอันดับ 1 ที่ลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการ SME ให้ความไว้วางใจ จากผลการสำรวจธนาคารหลักที่ลูกค้าเลือกใช้บริการ (Main Banking Status) โดยบริษัท อิปซอสส์ (Ipsos) บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก
การนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนและการให้คำปรึกษาด้านความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนแบบองค์รวมที่เหมาะสมกับความต้องการตลอดช่วงชีวิตของลูกค้า ทั้งของธนาคาร, บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด และพันธมิตร นำเสนอผ่านช่องทางการขายและบริการอย่างครอบคลุม โดยกองทุนรวมของกสิกรไทยมี AUM อันดับที่ 1 ต่อเนื่อง และบริการด้าน Private Banking มีจำนวนลูกค้ามากเป็นอันดับ 1 สะท้อนถึงความไว้วางใจของลูกค้าในผลิตภัณฑ์และบริการด้านความมั่งคั่ง การให้ความสำคัญในการให้สินเชื่ออย่างมีคุณภาพด้วยความรับผิดชอบ ร่วมสร้างวินัยทางการเงิน และให้ความรู้ทางการเงินในมิติต่างๆ
ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยยังคงดำเนินยุทธศาสตร์ 3+1 ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปีอย่างต่อเนื่อง โดยจะมุ่งมั่นลงมือทำให้สำเร็จยิ่งกว่าเดิม เพื่อผลักดัน ROE เป็นเลข 2 หลักให้ได้ภายในปี 2569 ด้วยความเป็นผู้นำในด้านต่างๆ มุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรม บริการ และโซลูชัน ที่สร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าทุกกลุ่มให้มากขึ้น ควบคู่กับการส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าอย่างมั่นคงต่อไป
The post แบงก์กสิกรไทยมุ่งสร้าง ROE เป็น 2 หลักภายในปี 69 ชูความเป็นผู้นำ Digital Banking ดันผู้ใช้ K PLUS ปี 68 เพิ่มเป็น 23.9 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ธนาคารไทยพาณิชย์โชว์ความสำเร็จกลยุทธ์ ‘Digital Bank wit […]
The post ธนาคารไทยพาณิชย์ตอกย้ำความสำเร็จผู้นำดิจิทัลแบงก์ ครึ่งปีแรก 2567 คว้า 35 รางวัล [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ธนาคารไทยพาณิชย์โชว์ความสำเร็จกลยุทธ์ ‘Digital Bank with Human Touch’ ครึ่งปีแรก 2567 คว้า 35 รางวัลจากสถาบันชั้นนำระดับโลกและในประเทศ เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งทางด้านดิจิทัล การบริหารความมั่งคั่งรูปแบบใหม่ ให้ความสำคัญด้วยการสร้างสมดุลพอร์ตสินเชื่อ และการสนับสนุนลูกค้าและสังคมสู่เส้นทางความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง
โดยในครึ่งปีแรก 2567 ธนาคารได้รับรางวัลจากองค์กรชั้นนำในประเทศและต่างประเทศ แบ่งเป็นรางวัลระดับนานาชาติจำนวน 24 รางวัล และรางวัลระดับประเทศจำนวน 11 รางวัล ซึ่งประกอบด้วยรางวัลสุดยอดผู้นำขององค์กร, รางวัลธนาคารแห่งปี, รางวัลด้านความยั่งยืน, รางวัลด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการแก่ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่, รางวัลด้านลูกค้าบุคคล (Retail and Business Banking), รางวัลด้าน Digital Banking รวมถึงรางวัลด้านการบริหารจัดการองค์กร

ทั้งนี้รางวัลสุดยอดผู้นำองค์กร (CEO Award) และรางวัลธนาคารแห่งปี (Bank of the Year Award) เป็นการตอกย้ำผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลทางด้านการบริหารและความมุ่งมั่นทุ่มเทในการนำพาไทยพาณิชย์สู่ธนาคารดิจิทัลเต็มรูปแบบ ภายใต้กลยุทธ์ ‘Digital Bank with Human Touch’ ด้วยผลประกอบการที่ยอดเยี่ยมในรอบปี 2566 ดิจิทัลแบงก์ ที่เป็นอันดับหนึ่งด้านการบริหารความมั่งคั่ง พร้อมมอบประสบการณ์การให้บริการที่เชื่อมถึงกันอย่างไร้รอยต่อในทุกช่องทางให้แก่ลูกค้าทุกกลุ่ม ได้แก่ รางวัล Leader of Leader จากเวที Future Trends Awards 2024 และรางวัล Bank of the Year Award จากงาน Money & Banking Awards 2024 จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร

สำหรับรางวัลด้านการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ การให้คำปรึกษาทางการเงิน และการมีส่วนช่วยลูกค้าประสบความสำเร็จในการระดมทุนด้วยการออกและเสนอขายผลิตภัณฑ์หุ้นกู้ จำนวน 15 รางวัล เป็นการตอกย้ำจุดมุ่งหมายการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ พร้อมมอบประสบการณ์การเงินดิจิทัล เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าธุรกิจสามารถขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจและเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย

ด้าน Digital Banking ธนาคารได้รับ 3 รางวัล สะท้อนถึงความเป็นเลิศด้านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมทางการเงินดิจิทัล จากการสร้างระบบนิเวศด้านดิจิทัลไลฟ์สไตล์ (Digital Lifestyle Ecosystem) ที่เชื่อมทุกช่องทางการให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างไร้รอยต่อ โดยนำขีดความสามารถด้าน Data Intelligence และเทคโนโลยี AI มาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า (Customer Insight) มาช่วยยกระดับการให้บริการผ่าน ‘SCB Connect’ ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่มอบประสบการณ์ดิจิทัลเต็มรูปแบบให้กับลูกค้า ประกอบด้วย

รางวัลด้านลูกค้าบุคคล Retail and Business Banking จำนวน 8 รางวัล จากความสำเร็จในการพัฒนาด้านนวัตกรรมการเงินอันนำสมัย ด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์, โซลูชันทางการเงิน และบริการรูปแบบใหม่ๆ ที่เข้าถึงใจ เข้าถึงคุณ เพื่อตอบสนองความต้องการทางการเงินของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำแบบเฉพาะบุคคล ประกอบด้วย

นอกจากนี้ธนาคารยังได้รับรางวัลด้านความยั่งยืน (Sustainability) จำนวน 1 รางวัล คือ Prime Minister Award : Innovation for Sustainability จากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) ด้วยผลงานความเป็นผู้นำสร้างองค์กรฐานนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน จากโครงการหลักสูตร NIA X SCB Innovation-Based Enterprise (IBE) รุ่นที่ 5 Sustainnovation Enterprise สร้างองค์กรฐานนวัตกรรมสู่ธุรกิจยั่งยืน ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ร่วมกับ สนช. เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และเสริมคมธุรกิจในแง่มุมต่างๆ ผ่านผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและด้านความยั่งยืน ให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำนวน 63 บริษัท รวมถึงการนำหลักคิด ESG มาสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ

ส่วนรางวัลด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล (HR) จำนวน 6 รางวัล ตอกย้ำความเป็นองค์กรในดวงใจของคนทำงานในทุกช่วงวัย ได้แก่
ธนาคารไทยพาณิชย์ยังคงมุ่งมั่นการดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ Digital Bank with Human Touch ที่ผสานเทคโนโลยีมาใช้มอบประสบการณ์การให้บริการที่เชื่อมถึงกันอย่างไร้รอยต่อในทุกช่องทางทุกกลุ่มลูกค้า เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า สังคม และก้าวสู่การเป็นที่หนึ่งในใจลูกค้าทุกกลุ่มสืบไป
The post ธนาคารไทยพาณิชย์ตอกย้ำความสำเร็จผู้นำดิจิทัลแบงก์ ครึ่งปีแรก 2567 คว้า 35 รางวัล [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
การจัดงานครั้งนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการขับ […]
The post คุยกับ ‘สายสุนีย์ หาญประเทืองศิลป์’ นวัตกรผู้ขับเคลื่อนกรุงศรีด้วยนวัตกรรมและดาต้า สู่การเป็นผู้นำด้าน Digital Banking อย่างต่อเนื่อง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
การจัดงานครั้งนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการขับเคลื่อนทัพเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำเสนอโซลูชันที่ตรงกับความต้องการผ่านการออกแบบนวัตกรรมที่ใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ข้อมูลคือหัวใจหลักเพื่อให้เราสามารถเข้าใจและเข้าถึงลูกค้าได้

อันที่จริงกรุงศรีตั้งเป้าและวางกลไกเพื่อก้าวสู่โลกของ Digital Banking มาตั้งแต่ปี 2560 โดยไม่ได้มองแค่เรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินเท่านั้น แต่ยังมุ่งไปที่การสร้างวัฒนธรรมให้กับบุคลากรในองค์กร สนับสนุนการคิดสร้างสรรค์ที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง เปิดรับความคิดใหม่ๆ ท้าทายความคิดเดิมๆ เพราะบุคลากรคือกำลังหลักที่จะทำให้กรุงศรีสามารถสร้างนวัตกรรมที่แข็งแกร่งและมีความยั่งยืนได้
“กรุงศรีเราตื่นตัวและอัปเดตเทรนด์ดิจิทัลตลอดเวลา เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการเงินของประเทศที่มีเสถียรภาพและยั่งยืน” สายสุนีย์ หาญประเทืองศิลป์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านนวัตกรรมดิจิทัลและข้อมูล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าว
กรุงศรีทรานส์ฟอร์มตัวเองด้วยการปั้นทีม Digital Innovation and Data Group ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรมและดาต้าภายใต้พันธกิจ ‘Human-Centric Innovations’ ยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ควบคู่กับการสร้างและส่งมอบประสบการณ์ที่ง่าย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม สอดคล้องกับคำมั่นสัญญาจากกรุงศรี Make Life Simple ‘ชีวิตง่าย ได้ทุกวัน’

การจะไปถึงเป้าหมายได้อย่างราบรื่น อาวุธสำคัญที่จะเป็นตัวเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมคือ ‘คน’ ที่ไม่เพียงเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่จะต้องมี DNA ที่แข็งแกร่งของการเป็นผู้สร้าง และทำงานโดยใช้ข้อมูลเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน
ภารกิจอันยิ่งใหญ่ซึ่งมาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่งนี้จึงถูกมอบให้กับคุณสายสุนีย์ หรือคุณซันนี่ ชื่อที่ทุกคนในกรุงศรีเรียก สะท้อนถึงความเป็นกันเองและเข้าถึงง่าย ซึ่งโปรไฟล์ของคุณซันนี่ก็ไม่ธรรมดา หลังคว้าปริญญาด้าน Computer Science สาขา Mathematics / Statistics จาก Deakin University ประเทศออสเตรเลีย เธอได้ทำงานในฐานะผู้ขับเคลื่อนและที่ปรึกษาให้กับองค์กรชั้นนำ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ อาทิ ธุรกิจสินเชื่อเพื่อรายย่อย ธุรกิจประกัน และธุรกิจโทรคมนาคม สั่งสมประสบการณ์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านการทรานส์ฟอร์มธุรกิจและเทคโนโลยี รวมทั้งวางแผนและพัฒนาระบบ ไปจนถึงการวางกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ก่อนจะย้ายมาอยู่ใต้ร่มกรุงศรีและขยับขึ้นแท่นประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านนวัตกรรมดิจิทัลและข้อมูล ดูแลรับผิดชอบในการขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมดิจิทัลและข้อมูลให้กับกรุงศรี ครอบคลุมทุกเรื่องที่เกี่ยวกับดิจิทัล โครงสร้างและแพลตฟอร์มต่างๆ ไปจนถึงการสร้าง Innovative & Data-Centric DNA ให้กับคนในองค์กร
“พันธกิจของทีมนวัตกรรมดิจิทัลและข้อมูลคือ การค้นหา ทดลอง ทดสอบ เรียนรู้ และผสมผสานสิ่งเหล่านั้นมานำเสนอเป็นโซลูชันผ่านการออกแบบนวัตกรรมที่ใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างชีวิตที่ง่ายได้ทุกวันให้กับลูกค้า”
คุณซันนี่เล่าต่อว่า เป้าหมายของทีม Digital และ Innovation & Data คือการส่งมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการและมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า หรือ ‘Human-Centric Innovations’ ซึ่งการจะไปสู่เป้าหมายนั้นได้ต้องสร้างฐานรากที่แข็งแกร่ง สิ่งนั้นคือ ‘คน’ เพราะคนจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยี
“การสร้างคนที่มีแนวคิดของนวัตกรต้องเริ่มจากการสร้างวัฒนธรรมของการสร้างสิ่งใหม่ๆ หรือที่เรียกว่า Innovation Culture โดยต้องมีข้อมูลมาช่วยในการตัดสินใจ”

เมื่อ ‘คน’ คือเมล็ดพันธุ์ตั้งต้นที่องค์กรมองหา คุณซันนี่จึงโฟกัสไปที่ ‘Tech Talent’ เพราะเมื่อโลกเดินเข้าสู่ยุคดิจิทัล องค์กรที่มีเมล็ดพันธุ์ที่ดีก็เหมือนกำชัยชนะไปแล้ว จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอตัดสินใจใช้ประสบการณ์การทำงานและทักษะที่มีบุกเบิก ‘กรุงศรี นิมเบิล’ (Krungsri Nimble) เป็นการแยกจากบ้านใหญ่แล้ววางตำแหน่งองค์กรให้เป็นเครื่องมือช่วยสร้างบุคลากรสายเทคและดูแลโซลูชันด้านไอที (IT Solutions Hub) รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อเฟ้นหาตัวจริงในสายฟินเทคมาร่วมฟอร์มทีมกับบ้านกรุงศรี
แม้ว่าการก่อตั้งกรุงศรี นิมเบิล จะมีเป้าหมายเพื่อบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์คนเทค แต่ระหว่างทางของการทำงาน คุณซันนี่มุ่งสร้างวัฒนธรรมที่ ‘สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงและเปิดกว้างเพื่อรับความคิดใหม่ ไม่หยุดพัฒนา และอยากเรียนรู้เสมอ’ ผ่านการส่งต่อทักษะการทำงานของตัวเธอเองไปสู่คนรุ่นต่อไป
“กรุงศรี นิมเบิล เปรียบเสมือนสนามเด็กเล่นให้คนในทีมได้ทดลองทำงานภายใต้โครงสร้างการทำงานที่เรียบง่าย (Flat Organization) มีความยืดหยุ่นและทำงานแบบเปิดกว้าง สามารถแสดงความคิดเห็นและโยนไอเดียกันได้เต็มที่ เราเชื่อว่าการสร้างสภาพแวดล้อมให้คนในองค์กรได้ทดสอบและเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างไร้ขอบเขต จะช่วยดึงดูดคนเก่งให้อยากมาทำงาน
“กรุงศรี Work from Anywhere มาตั้งแต่ก่อนเกิดโควิด-19 เพราะเรามีแนวคิดที่ว่าทำงานจากที่ไหนก็ได้ และคนเก่งไม่ได้มีอยู่แค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น เราจึงพยายามเฟ้นหา Tech Talent จากทั่วประเทศ และให้เขาทำงานจากที่ไหนก็ได้ หรือคนที่มีใจรักแต่ขาดความรู้ เราก็พร้อมที่จะช่วยเตรียมความพร้อมเสริมทักษะให้เขาเติบโตไปด้วยกัน เพราะเรามีทั้ง Knowledge และ Knowhow ที่จะมอบให้

“เราเชื่อว่าประเทศไทยมีคนที่มีความสามารถเยอะ แต่การจะเข้าถึงพวกเขาจะทำได้อย่างไร ดังนั้นอีกหนึ่งวิธีของเราคือการออกไปหา Talent ในจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เชียงใหม่หรือขอนแก่น ซึ่งเป็นแหล่งที่มี Tech Startup เยอะ จึงเป็นที่มาของการสร้าง Krungsri Innovation Center ที่หัวเมืองหลัก”
โดย Krungsri Innovation Center จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างสรรค์ พัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเงินอย่างเต็มรูปแบบสำหรับชุมชนสายเทคและพันธมิตรของกรุงศรี โดยฮับแห่งแรกเปิดตัวที่เชียงใหม่ในชื่อโครงการ ‘Krungsri Innovation x Chiang Mai’ และมีแผนขยายไปยังหัวเมืองสำคัญๆ ที่มีศักยภาพอย่างขอนแก่นและภูเก็ตต่อไป
การเสาะหา Tech Talent ของกรุงศรี ยังทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย เช่น การจับมือกับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ STeP เปิดตัวโครงการ ‘Krungsri UPcelerator’ ภายใต้แนวคิด ‘Accelerating the Sustainable Future’ บ่มเพาะธุรกิจสตาร์ทอัพไทย เพื่อแสดงจุดยืนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับการสร้างเด็กรุ่นใหม่และสตาร์ทอัพ เพื่อให้เขาเริ่มต้นอย่างถูกต้อง
คุณซันนี่มองว่าการจะทำให้ Tech Talent พัฒนาสิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์พันธกิจหลักของทีมและขององค์กรจำเป็นต้องปลูกฝัง DNA เดียวกัน จึงตัดสินใจสร้างทีม ‘Stellar by krungsri’ เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อน ‘คน’ ด้วยนวัตกรรมต่างๆ ผ่านการทำงานร่วมกับทีมที่เกี่ยวข้องทั้งภายในองค์กรและพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ เพื่อพัฒนาหรือต่อยอดไอเดียทางนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการค้นคว้าและทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อคว้าโอกาสการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน
เพราะ ‘คน’ คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม ทีม Stellar by krungsri จะทำหน้าที่ในการบ่มเพาะและพัฒนาให้พนักงานกรุงศรีขยับชั้นขึ้นมาเป็นนวัตกรได้อย่างเต็มภาคภูมิ หากพนักงานคนไหนมีไอเดียอะไรที่น่าสนใจ เราต้องสานฝันให้เขาตั้งแต่จุดเริ่มต้น โดยที่พวกเขายังคงความเป็นเจ้าของไอเดียนั้นอยู่ แม้จะยังไม่รู้ว่าไอเดียที่ได้มานั้นจะสามารถผลักดันไปได้ถึงจุดไหน เราก็จะช่วยผลักดันให้สุดทาง ทั้งการสนับสนุนในแง่ขององค์ความรู้ คำแนะนำ หรือการลงทุน ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและยอมรับความผิดพลาด ถ้าสุดท้ายแล้วไอเดียของเขาสามารถต่อยอดจนกลายเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ สร้างเป็นธุรกิจใหม่ หรือสามารถใช้กับคนในองค์กรได้ เราก็จะช่วยทำให้มันเกิดขึ้นได้จริง
อย่างที่คุณซันนี่เล่าไปทั้งหมด การเสาะหาเมล็ดพันธุ์ใหม่ที่พร้อมจะเติบโตก็ดีหรือการสร้างนวัตกรที่มีแนวคิด ‘คิดใหม่ ทำใหม่ เปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็น และไม่หยุดพัฒนาและอยากเรียนรู้เสมอ’ ก็ตาม ล้วนแต่เป็นเส้นทางที่จะนำไปสู่เป้าหมายเดียวกันนั่นคือ การส่งมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการ พร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า (Human-Centric Innovations) แต่เส้นทางนี้จะสมบูรณ์ได้ย่อมต้องมีการทำงานที่ใช้ข้อมูลเป็นแกนกลาง (Data-Centric) ที่แข็งแกร่ง
คุณซันนี่มองว่า ในอนาคตธนาคารกำลังก้าวสู่ Intelligence Banking จะมีเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence Automation: AI Automation) หรือนวัตกรรมบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร อีกทั้งยังพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป การรู้จักลูกค้าให้มากที่สุดเพื่อนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ที่สุดจึงเป็นเรื่องสำคัญ กรุงศรีลงทุนในเรื่องของข้อมูล รวมไปถึงการสร้างพนักงานให้ได้เรียนรู้และมีความสามารถในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลหรือการสร้างพลเมืองดิจิทัล (Data Citizenship) เพื่อที่ว่าในท้ายที่สุดพนักงานของเราจะได้มีความรู้ความเข้าใจ และนำข้อมูลไปต่อยอดเพื่อการสร้างผลิตภัณฑ์และโซลูชันให้กับลูกค้าได้อย่างตรงใจ
“ทุกวันนี้กรุงศรีพยายามเสริมความรู้ด้านข้อมูลให้กับพนักงาน ช่วยยกระดับความสามารถใหม่ๆ (Upskill) ผ่านคอร์สอบรมต่างๆ จัดการแข่งขัน Hackathon หรือการออกไปพบกับทีมต่างๆ ภายในกรุงศรี เพื่อค้นหาเป้าหมายที่จะเข้าไปสนับสนุนธุรกิจ เราพยายามจะนำข้อมูลไปใส่ให้กับทีมต่างๆ ของกรุงศรี และให้เขานำข้อมูลเหล่านี้ รวมถึงเครื่องมือไปประมวลผลเพื่อใช้ในการตัดสินใจที่แม่นยำกับการทำงานในทุกๆ วันของทีม ซึ่งถือเป็นวิธีการทำงานที่ทำให้เราเก่งขึ้น นี่คือบทบาทหน้าที่ของทีม Data”
คุณซันนี่เชื่อว่า จากนี้ไปการให้บริการของธนาคารจะต้องเพิ่มขีดความสามารถที่เรียกว่า ‘รู้ใจ’ และสามารถให้บริการที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย ในขณะที่พฤติกรรมของลูกค้าก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เรื่องของ Generation Banking หรือการให้บริการทางการเงินที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มอายุลูกค้า อาจเป็นรูปแบบตั้งต้นเพื่อต่อยอดไปดูว่าพฤติกรรมการทำธุรกรรมทางการเงินของแต่ละกลุ่มอายุลูกค้ามีความต้องการเป็นแบบไหน
“เราจะก้าวเข้าสู่ Intelligence Banking โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Automation) หรือการจับข้อมูลที่น่าสนใจ (IOT Sensor) เพื่อให้เห็นข้อมูลได้อย่างรอบด้าน และต่อยอดนำไปประมวลผลให้เกิดประโยชน์ ทำให้ธนาคารมีศักยภาพได้มากขึ้น อีกทั้งยังสามารถสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับลูกค้า
“กรุงศรีเป็นหนึ่งในองค์กรแรกๆ ที่รวมข้อมูลให้เข้ามาอยู่ในทีมเดียว โดยเราได้เตรียมความพร้อมสำหรับการใช้ข้อมูลและยกระดับมาตรฐานการจัดเก็บรักษาคลังข้อมูลที่สอดคล้องตามมาตรฐานของสถาบันกำกับควบคุมต่างๆ (Regulators)
“นอกจากนั้นเรายังมีทีม Data Scientist ที่ดูแลในส่วนของการพัฒนาวิเคราะห์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI/ ML) และมีทีม Data as a Service (DaaS) ที่ดูแลในส่วนของการพัฒนาการประมวลผลข้อมูล ซึ่งทีมทั้งหมดที่เล่ามาจะดูตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำออกมาเป็น Data Service ที่สามารถนำมาปรับใช้ในภาคธุรกิจได้จริง สร้างประโยชน์ สะดวกรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการขับเคลื่อนของเทคโนโลยีและพลังของข้อมูล ตอบโจทย์ทุกความต้องการของทุกธุรกิจในหลากหลายความต้องการให้กับลูกค้า พาร์ตเนอร์ และองค์กร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” คุณซันนี่กล่าว
อีกจุดที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าข้อมูลคือ การดูแลกระบวนการทำงานต่างๆ ภายในธนาคาร ที่เน้นการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน เพื่อให้รวดเร็ว ลดความผิดพลาด ประหยัดต้นทุน และปลดล็อกประสิทธิภาพการทำงาน คือหน้าที่ที่สำคัญของอีกทีมที่ดูเรื่องของ Digital Transformation คุณซันนี่บอกว่า ตอนนี้มุ่งไปที่กลุ่มลูกค้าธุรกิจ SMEs เพื่อหาโซลูชันที่จะทำอย่างไรให้ชีวิตของพวกเขาสามารถทำงานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
เพราะวันนี้การให้บริการทางการเงินการธนาคารก็ไม่มีความจำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ในรูปแบบธนาคาร เราจึงเปลี่ยนแปลงขยับเข้าไปใกล้ลูกค้ามากยิ่งขึ้น หน้าที่นี้คืออีกทีมที่สำคัญที่ดูแลในเรื่องของ Open Banking และ API ที่ทำหน้าที่สร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้า ‘มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่พร้อมให้บริการทางการเงินด้านต่างๆ ผ่านการเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ ไม่เพียงแต่ภายในธนาคาร หากพร้อมสำหรับการเชื่อมต่อกับระบบพาร์ตเนอร์ภายนอกอย่างไร้รอยต่อ” คุณซันนี่บอกว่า นี่จะเป็นตัวทรานส์ฟอร์มธนาคารไปสู่โลกอนาคต
ยกตัวอย่าง Payment as a Service คุณซันนี่อธิบายว่า การมี Open Banking จะสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการให้บริการด้านดิจิทัล ความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบพาร์ตเนอร์ภายนอกธนาคารผ่านบริการการชำระเงิน (Payment) ที่พร้อมรองรับการทำงานอย่างมีมาตรฐาน โดยที่ไม่ต้องไปเริ่มต้นสร้างระบบการชำระเงินด้วยตนเอง (Payment Gateway) ให้ยุ่งยาก หรือใช้ระยะเวลาการพัฒนาด้วยตนเองที่ยาวนานอีกต่อไป อีกทั้งยังคงความสามารถเพื่อส่งมอบประสบการณ์การให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้าที่สะดวก ง่าย จบได้ภายในตนเองได้อย่างครบวงจร
อีกตัวอย่างคือ Krungsri The Living Room แพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการธุรกรรมออนไลน์เต็มรูปแบบและนวัตกรรมทางการเงินต่างๆ ของกรุงศรี สำหรับลูกค้าธุรกิจ SMEs มาไว้ในที่เดียวโดยรวมตั้งแต่ Krungsri Biz Online, Krungsri Business Link, Krungsri Digital Supply Chain และ E-FX Confirmation เพื่อให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการธุรกรรมต่างๆ ได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้นในแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งก็สะท้อนถึงคำมั่นสัญญาของธนาคาร ที่เราต้องการทำให้ชีวิตของลูกค้าทุกคนง่ายขึ้นและสามารถใช้เวลาไปกับสิ่งที่สำคัญในชีวิต
อีกส่วนงานที่คุณซันนี่พูดถึงคือ กรุงศรี ฟินโนเวต (Krungsri Finnovate) โดยมีแนวคิดที่ว่า เทคโนโลยีบางอย่างใช้เวลานานในการพัฒนา ต้องอาศัยวิธีการที่ทำให้เราไปได้ยิ่งขึ้น ดังนั้นเป้าหมายของกรุงศรี ฟินโนเวต จึงจัดตั้งขึ้นเพื่อเฟ้นหาฟินเทคและสตาร์ทอัพที่โดดเด่น ผ่านการระดมทุนเพื่อเข้าร่วมเป็นพันธมิตรดำเนินการโครงการต่างๆ ซึ่งสุดท้ายจะได้นำไปสู่การต่อยอดพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ ของธนาคารในอนาคต

คุณซันนี่บอกว่า สุดท้ายแล้วการจะทรานส์ฟอร์มคนได้สำเร็จนั้น สิ่งสำคัญคือผู้บริหารจะต้องเป็นผู้ริเริ่มการเปลี่ยนแปลงก่อน แล้วค่อยถ่ายทอดการเปลี่ยนแปลงลงมา ขาดไม่ได้คือ ‘พูดแล้วต้องทำ’ ให้เห็นเป็นตัวอย่าง ส่งเสริมแนวคิดการทำงานไปสู่พนักงาน รวมถึงเงินทุนในการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่คุณซันนี่ยึดถือและปฏิบัติงานมาตลอดระยะเวลาของการสร้างทีม Digital, Innovation & Data
“เราพยายามสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ (Learning Culture) อยู่ตลอดเวลาให้กับทีมและมีแนวคิดที่ถูกต้องในการเลือกเทคโนโลยีมาใช้งาน เพราะหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเป็นผู้นำ (Trendsetter) หรือการพยายามใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดเสมอไป หากแต่อยู่ที่การผสมผสานและการประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างความแตกต่างและส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่รู้ใจให้กับลูกค้า อย่างที่เราเน้นย้ำตลอดเรื่อง Human-Centric Innovations”
มองผ่านสายตาคนนอก การสร้างทีม Digital, Innovation & Data โดยทำให้ทุกคนสามารถขับเคลื่อนเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกันนั้นไม่ง่าย แม้เธอจะเป็นหนึ่งใน ‘หัวเรือใหญ่’ แต่คุณซันนี่กล่าวอย่างถ่อมตัวว่า เธอมองตัวเองเป็นเพียงคนที่คอยกรุยทาง หรือ ‘Facilitator’ เพื่อช่วยให้ทุกคนในทีมมี ‘ชีวิตการทำงานที่ง่ายและทำงานได้สะดวกขึ้น’
“ในฐานะผู้บริหารเรามองว่า ตัวเองเป็นผู้ช่วยเพื่อนำพามากกว่าที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางหรือควบคุมความต้องการของพวกเขา เมื่อโลกของเทคโนโลยีและนวัตกรรมเปลี่ยนไปเร็วมาก เป็นเรื่องยากที่เราจะคาดเดาได้ว่าเทคโนโลยีใดที่จะได้รับการยอมรับก่อนหรือหลัง แต่สิ่งที่เราทำได้คือการเตรียมความพร้อมให้แก่องค์กร ซึ่งสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ คือการเตรียมความพร้อมให้กับหัวใจขององค์กร ซึ่งก็คือพนักงาน” คุณซันนี่กล่าวทิ้งท้าย
วันนี้หากมองเข้าไปยังบ้านกรุงศรี โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นแหล่งบ่มเพาะนวัตกรรม เราอาจได้เห็นรากไม้ที่แข็งแกร่ง รอวันเติบโต เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ดีให้กับลูกค้าและพนักงานของกรุงศรีอย่างยั่งยืนต่อไป
The post คุยกับ ‘สายสุนีย์ หาญประเทืองศิลป์’ นวัตกรผู้ขับเคลื่อนกรุงศรีด้วยนวัตกรรมและดาต้า สู่การเป็นผู้นำด้าน Digital Banking อย่างต่อเนื่อง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
SCB WEALTH ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริหารความมั่งคั่ง […]
The post SCB WEALTH คว้า 11 รางวัลระดับโลกดิจิตอลแบงก์ บริหารความมั่งคั่ง มุ่งตอบโจทย์ลูกค้าแบบไร้ขีดจำกัด appeared first on THE STANDARD.
]]>
SCB WEALTH ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริหารความมั่งคั่งในทุกมิติของการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับคุณ การันตีด้วย 11 รางวัลระดับโลก จาก 5 สถาบันการเงิน และสื่อการเงินการลงทุนที่มีชื่อเสียงทั้งในยุโรปและภูมิภาคเอเชีย SCB WEALTH มั่นใจที่จะพาคุณไปสู่ความสำเร็จ และเป็น Private Bank ที่ลูกค้าไว้วางใจ ด้วยรางวัลระดับโลกที่ได้รับมาในปี 2022-2023
มุ่งมั่นในการขึ้นเป็นที่หนึ่งทางด้าน Digital Wealth Banking กับ 5 รางวัลที่การันตีความเป็นเลิศด้านนวัตกรรม และแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่นำ Data มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลการลงทุน และดูแลพอร์ตพร้อมออกแบบพอร์ตให้เฉพาะลูกค้าแต่ละราย (Personalized Asset Allocation) ที่สามารถตอบโจทย์เป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจนให้แก่ลูกค้า
และอีก 6 รางวัลการันตีความเป็นองค์กรที่มีที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล (RM) ที่มีความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน และคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ ตอบโจทย์และบรรลุเป้าหมายการลงทุนของลูกค้า ต่อยอดความมั่งคั่งได้ในทุกช่วงเวลา อีกทั้งยังส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ผ่านกองทุน ESG ที่มีเครดิตเรตติ้งในด้าน Sustainability ระดับ 4-5 ดาวจาก Morningstar มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนให้กับลูกค้าจนสามารถส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างมั่นคง
► รางวัล Citywire Top 25 ASEAN Selectors – Top 25 ASEAN Selectors – คุณศรชัย สุเนต์ตา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารฝ่าย SCB Chief Investment Office (SCB CIO) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 25 บุคคลของ ASEAN Selectors ที่มีศักยภาพเป็นที่ยอมรับจากคนในแวดวงการเงิน การลงทุน และได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งระดับสูงจาก Citywire
► Best Domestic Private Bank – CIO Office จาก Asian Private Banker
► Best Domestic Private Bank – Discretionary Portfolio จาก Asian Private Banker
► Best Socially Responsible Bank – Thailand จาก International Finance
► Best Clients Experience จาก Citywire
► Best CIO Office SCB จาก Citywire
SCB WEALTH มุ่งมั่นพัฒนาและยกระดับการบริการแบบรอบด้าน เพื่อให้ทุกความมั่งคั่งของคุณเป็นไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด เพราะทุกความสำเร็จของคุณคือแรงผลักดันและความมุ่งมั่นของเรา
หมายเหตุ: l ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต l การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
The post SCB WEALTH คว้า 11 รางวัลระดับโลกดิจิตอลแบงก์ บริหารความมั่งคั่ง มุ่งตอบโจทย์ลูกค้าแบบไร้ขีดจำกัด appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชื่อของ SCB TechX เป็นที่รู้จักกันในฐานะบริษัทผู้เชี่ยว […]
The post รู้จัก ‘eKYC’ และ ‘TechX Data Platform’ นวัตกรรมฮีโร่จากทีม ‘SCB TechX’ ที่ตั้งเป้าขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และนวัตกรรม [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชื่อของ SCB TechX เป็นที่รู้จักกันในฐานะบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ยานลูกของ SCBX ที่ช่วยเสริมขับเคลื่อนภารกิจยานแม่ให้ไปสู่การเป็น The Most Admired Financial Technology Group in ASEAN โดยโฟกัสไปที่การสร้างขีดความสามารถและการเติบโตใหม่ๆ ทั้งด้านเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าและการเติบโตในระยะยาวให้กับ SCBX รวมถึงบริษัทในกรุ๊ปและลูกค้าธุรกิจ
ขณะเดียวกัน SCB TechX ก็มีเป้าหมายเช่นกันที่จะพาตัวเองไปสู่การเป็น The Best Technology Company ระดับภูมิภาค ช่วยเพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันทัดเทียมกับผู้เล่นในเวทีนานาชาติ
แล้ววันนี้ SCB TechX มีไอเท็มอะไรในมือที่จะนำพาองค์กรทะยานสู่เป้าหมายทั้งหมดที่เล่ามา ภายในบูธ AREA X by SCBX ที่จัดขึ้นในงาน Techsauce Global Summit 2023 ทีม SCB TechX จัดเวิร์กช็อปเพื่อให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในตอนนี้ ว่าจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายจากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างไร ไปจนถึงภาคธุรกิจจะหยิบเอานวัตกรรมเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยวิธีไหน

เวิร์กช็อปแรก ภัทรวุฒิ ถนอมศักดิ์, Senior Product Owner, SCB TechX หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านบริการ eKYC จะพาเราไปมองภาพกว้างและลงลึกถึงความสามารถของ eKYC และข้อได้เปรียบของการนำนวัตกรรมที่ว่านี้ไปปรับใช้กับธุรกิจ โดยมี SCB TechX คอยซัพพอร์ต
ภัทรวุฒิเปิดประเด็นด้วยการชี้ให้เห็นข้อจำกัดของ KYC (Know Your Customer) ซึ่งเป็นกระบวนการยืนยันตัวตน เช่น เปิดบัญชีธนาคาร จะต้องไปที่สาขาเพื่อยืนยันตัวตน กลายเป็นเสียเวลาเดินทาง รอคิว และรอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสาร
“Pain Point เหล่านี้ทำให้เกิด eKYC (electronic Know Your Customer) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรูปแบบในการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สะดวก รวดเร็ว แทนการทำ KYC รูปแบบเดิมที่มีความยุ่งยากและเสียเวลา”
eKYC เข้ามามีบทบาทอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 จากสถิติการทำธุรกรรม e-Payment ตั้งแต่ปี 2017-2021 พบว่า มีการทำ e-Payment เพิ่มจาก 307 ล้านรายการในเดือนมกราคม 2017 เป็น 2.1 พันล้านรายการในเดือนธันวาคม 2021 สะท้อนว่าการทำธุรกรรม e-Payment ส่งผลและเปลี่ยนพฤติกรรมของคนยุคใหม่อย่างแท้จริง
นอกจากนั้น หน่วยงานภาครัฐและเอกชนก็ออกกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนการใช้ eKYC ในการยืนยันตัวตน ภัทรวุฒิยกตัวอย่างแบงก์ชาติที่ออกกฎว่า ลูกค้าที่ทำรายการโอนเงินเกิน 50,000 บาทผ่านระบบออนไลน์จะต้องมีการยืนยันตัวตน eKYC หรือธนาคารต่างๆ ก็พัฒนาระบบเพื่อให้ลูกค้าสามารถเปิดบัญชีออนไลน์และยืนยันตัวตน eKYC ได้โดยไม่ต้องมาที่สาขา
ไม่แต่เฉพาะลูกค้า ด้านธนาคารเองก็พบ Pain Point ในการทำธุรกรรมแบบเดิมๆ อย่างการเปิดบัญชี เมื่อปริมาณลูกค้าที่เยอะขึ้น ยิ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า การเก็บข้อมูลสำคัญจำนวนมหาศาลในรูปแบบกระดาษ และ Human Error ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น นำไปสู่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ทาง SCB TechX จึงได้พัฒนาบริการ eKYC ขึ้นมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจที่ต้องมีการทำ eKYC และยึดตามมาตรฐานที่กำหนดขึ้นโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โดยมีบริการดังนี้
หรือถ้าไม่อยากให้ลูกค้าถ่ายภาพบัตรประชาชน สามารถใช้รูปของลูกค้าที่มีอยู่แล้วในฐานข้อมูลมาเทียบกับรูป Liveness โดยระบบจะส่งรูปมาให้ SCB TechX ตรวจสอบว่าลูกค้าที่ต้องการทำรายการเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ เพิ่มความยืดหยุ่นในการยืนยันตัวตน

ภายในงานได้นำ Demo และสาธิตการทำ Liveness + OCR ให้เห็นถึงความสะดวก รวดเร็ว และความยืดหยุ่นที่องค์กรสามารถปรับแต่งโลโก้ ธีม พื้นหลัง ตัวอักษรให้ตรงตาม CI ขององค์กรได้ พร้อมแสดงให้เห็นวิธีป้องกันการโกงในรูปแบบต่างๆ อย่างการนำคลิปวิดีโอมาแทนการถ่ายภาพแบบ Liveness เพื่อใช้ยืนยันตัวตน ก็ไม่สามารถทำได้อย่างที่หลายคนกังวล
“eKYC ไม่เพียงมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับลูกค้า แต่สำหรับองค์กรหรือธุรกิจที่ต้องการการยืนยันตัวตนก่อนให้บริการ หรือต้องการรู้จักตัวตนของลูกค้า eKYC จะช่วยลดการเสียเวลา เพิ่มความรวดเร็ว เนื่องจากลูกค้าสามารถทำรายการได้ด้วยตัวเองทุกที่ ทุกเวลา ลดต้นทุนด้านเอกสารและบุคลากร ลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบเอกสาร ลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในขั้นตอนการเก็บข้อมูลและตรวจสอบโดยบุคคล สุดท้ายคือ การเก็บรักษาข้อมูลของลูกค้าจะได้รับการคุ้มครองอย่างปลอดภัย” ภัทรวุฒิกล่าว

เพื่อยืนยันว่าทีมหลังบ้านของ SCB TechX จะช่วยให้การรันเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายใต้การดูแลของ SCB TechX เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ดร. ดนัย ลักษมีธนสาร, Data Science Director, SCB TechX จึงเปิดเวิร์กช็อปในหัวข้อ ‘Power your enterprise with a cutting-edge Data & AI platform’ โดยเน้นไปที่การทำงานของทีม Platforms Infrastructure และ Data Science & Engineering พร้อมพาทุกคนไปรู้จักกับ TechX Data Platform
ดร. ดนัย ฉายภาพให้เห็นถึงความสำคัญของระบบและวิธีการจัดเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาล ในยุคที่พฤติกรรมคนยุคใหม่เกี่ยวข้องกับ Data อย่างเลี่ยงไม่ได้ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน ไม่ว่าจะฟังเพลงผ่านสตรีมมิง สั่งอาหารออนไลน์ โอน-จ่ายผ่านการทำธุรกรรมทางการเงิน พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีการ Generate Data ให้กับองค์กรต่างๆ มากมาย
นั่นหมายความว่าฟากองค์กรเองก็ต้องบริหารจัดการข้อมูลมหาศาลที่เข้ามาในแต่ละวัน เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า เพิ่มมูลค่า และลดความเสี่ยงทางธุรกิจ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายมากสำหรับองค์กรในโลกดิจิทัล

“ไม่ใช่ทุกองค์กรที่จะมีพนักงานมารองรับการบริหารจัดการข้อมูลที่มีมากมายมหาศาล ขณะเดียวกันก็ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการแปลง Data ไปสู่ AI แล้วนำไปสร้างผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจ การจะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการข้อมูลให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ใช่เรื่องง่าย การที่เราจะเข้าใจ Data ต้องประกอบด้วยหลายส่วน เช่น Data Integration, Data Management & Governance, Data Analytics & Machine Learning เป็นต้น” ดร. ดนัย กล่าว
เมื่อองค์กรส่วนใหญ่เผชิญกับปัญหาการจัดเก็บข้อมูล ทำให้วิเคราะห์ข้อมูลไม่ถูกต้อง ไม่สามารถนำข้อมูลมาใช้ได้ จนพลาดโอกาสทางธุรกิจ SCB TechX จึงพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดการข้อมูลสมัยใหม่ (Modern Data Platform) ที่เรียกว่า ‘TechX Data Platform’ นำเทคโนโลยี Data Lakehouse มายกระดับการบริหารจัดการข้อมูลในองค์กรให้ง่าย เร็ว และมีประสิทธิภาพ
“TechX Data Platform เป็นแพลตฟอร์มจัดการข้อมูลสมัยใหม่ ที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางด้าน Data & AI ครบทุกขั้นตอนในแพลตฟอร์มเดียว ตั้งแต่การเตรียมข้อมูลทำ Report, สร้าง Dashboard การทำงานด้าน AI & Machine Learning และ Data Science ช่วยให้องค์กรและธุรกิจสามารถเข้าถึง Big Data และจัดการข้อมูลได้หลายรูปแบบ มีฟีเจอร์ที่รองรับการ Integrate, Manage, Compute และ Serve นอกจากนี้ยังร่วมมือกับ AWS, Azure และ GCP นำเสนอ Cloud Solutions ที่สามารถนำข้อมูลทุกประเภทมาจัดการบน Cloud ได้ทั้งหมด
“ที่ขาดไม่ได้เลยคือ ความปลอดภัยของข้อมูล เราพร้อมดูแลด้านความปลอดภัยของข้อมูลด้วยมาตรฐานระดับโลก ตลอดจนครอบคลุมถึงพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) นอกจากนี้เรายังจับมือกับ Databricks ผู้ให้บริการด้าน Data & AI ที่บริษัททั่วโลกใช้ การันตีว่าเป็นเครือข่ายที่ผ่านการรับรองทางด้านความปลอดภัยของข้อมูล Data & Network Security Certifications และ Data Security ที่เข้มแข็งตามมาตรฐานระดับโลก ISO 27001, ISO 27017, ISO 27018 และ PCI DSS”

ดร. ดนัย เล่าถึงจุดเด่นของ TechX Data Platform ที่นำเทคโนโลยี Data Lakehouse นวัตกรรมการเก็บข้อมูลที่นำจุดเด่นของ Data Warehouse และ Data Lake รวมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบเก็บข้อมูลที่ใช้งานได้อย่างยืดหยุ่นและหลากหลาย นำข้อมูลมาใช้งานได้สะดวก และมีต้นทุนในการเก็บข้อมูลต่ำกว่า Data Warehouse จึงเป็นทางเลือกในการเก็บข้อมูลสำหรับองค์กรรุ่นใหม่ที่ต้องการนำข้อมูลมาใช้อย่างเต็มศักยภาพ
“จุดเด่นที่ต้องพูดถึงคือ Professional Services การให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลพร้อมให้คำปรึกษาครบวงจร สามารถวิเคราะห์ข้อมูลตามโจทย์ธุรกิจของแต่ละองค์กร ช่วยให้องค์กรไม่ต้องแบกภาระด้านการลงทุนในระบบและการจ้างบุคลากรเฉพาะด้าน สามารถใช้บริการ Data Science as a Service ของ SCB TechX ได้อย่างคล่องตัว เพียงแค่มีข้อมูลและโจทย์ทางธุรกิจ (Business Requirement) เท่านั้น ลดเวลาในการติดตั้งระบบด้านการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงด้วยตนเอง ได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว พร้อมต่อยอดเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดค่าใช้จ่ายด้านวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงได้”
ดร. ดนัยยังบอกด้วยว่า ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการในรูปแบบ Platform as a Service โดยสามารถบริหารจัดการข้อมูลบนแพลตฟอร์มของ SCB TechX พร้อมเซอร์วิสโซลูชันที่ดูแลทุกขั้นตอนในแพลตฟอร์มเดียว หรือจะเลือกใช้บริการแบบ Software as a Service สำหรับลูกค้าที่ต้องการให้ข้อมูลอยู่เฉพาะภายในองค์กร ทาง SCB TechX ก็มีบริการติดตั้ง Enterprise Data Platform ให้กับ Cloud ของลูกค้า พร้อมให้บริการ Professional Services ตามความต้องการขององค์กรเช่นกัน
“ถ้าให้สรุปว่าทำไมต้องใช้ TechX Data Platform ข้อแรกคือ TechX Data Platform เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถบริหารจัดการ Data และ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพแบบ One Stop Solution สามารถปรับแต่งโซลูชันตามความต้องการของลูกค้าองค์กรได้ ดูแลโดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญที่อยู่เบื้องหลังแอปพลิเคชันของธนาคาร”
ทั้ง eKYC และ TechX Data Platform เป็นเพียงตัวอย่างเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พัฒนาโดยทีม SCB TechX ใครที่สนใจและอยากรู้ ทีมนี้ยังมีไอเท็มลับที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับองค์กรหรือธุรกิจคุณได้อย่างไร ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง https://www.scbtechx.io/services-products และ https://www.facebook.com/scbtechx หรือติดต่อ Email: [email protected]
The post รู้จัก ‘eKYC’ และ ‘TechX Data Platform’ นวัตกรรมฮีโร่จากทีม ‘SCB TechX’ ที่ตั้งเป้าขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และนวัตกรรม [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.
]]>
อย่าเข้าใจผิดไปว่าการมี Data (ข้อมูล) มหาศาลในมือแปลว่า […]
The post กรณีศึกษา กว่าจะนำ Data มากลั่นเป็นผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อลูกค้า SCB ต้องคิด เค้น และเน้นเรื่องอะไรเป็นสำคัญ จากทีม Digital Banking [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.
]]>
อย่าเข้าใจผิดไปว่าการมี Data (ข้อมูล) มหาศาลในมือแปลว่าถือไพ่เหนือกว่า เพราะความเหนือชั้นที่แท้จริงเขาวัดกันที่ความสามารถในการวิเคราะห์และบริหารจัดการข้อมูลที่มีอยู่อย่างท่วมท้น นำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างโปรดักส์ ตีความเป็นกลยุทธ์ นำเสนอบริการที่ตอบโจทย์ ตรงใจ แก้ปัญหาตรงจุดและไวที่สุดต่างหาก
โดยเฉพาะธุรกิจการเงินการธนาคาร ปริมาณข้อมูลมหาศาลทั้งพฤติกรรมการใช้จ่าย พฤติกรรมการลงทุน ช่วงเวลาที่ทำธุรกรรม ฯลฯ คือขุมทรัพย์มีค่าที่สามารถพลิกโฉมธุรกิจได้เลย
องค์กรขนาดใหญ่อย่าง SCB ซึ่งมีข้อมูลหลากหลายและจำนวนมหาศาล มีทีม Digital Banking หน่วยงานพัฒนาแอปพลิเคชัน SCB EASY เป็นฟันเฟืองสำคัญในการนำ Data มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้าและเกิดประโยชน์สูงสุด

ราเมษฐ์ ศศิรัชพรชัย Principal Data Scientist, SCB ย่อยข้อมูลมหาศาลให้กลายเป็นสไลด์เพียงไม่กี่หน้าเพื่ออธิบายถึงเบื้องหลังการทำงานของทีม Digital Banking ภายในบูธ AREA X by SCBX ที่จัดขึ้นในงาน Techsauce Global Summit 2023 งานประชุมด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านมา กว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ และฟีเจอร์ที่พัฒนาเพื่อลูกค้า SCB พวกเขาต้องคิด เค้น และเน้นเรื่องอะไรเป็นสำคัญ
“เป้าหมายของทีม Digital Banking คือการนำ Data มาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับลูกค้าของธนาคารและสังคมผ่าน Digital Service เป็นความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปและการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยที่ทำให้ธนาคารต้องเป็น Digital”
ราเมษฐ์ ฉายภาพตัวเลขการเติบโตช่วงปี 2020-2022 พบว่า ธนาคารไทยพาณิชย์มีผู้ใช้งาน Mobile Banking หรือ SCB EASY กว่า 16 ล้านราย เพิ่มขึ้น 60% จากช่วงก่อนโควิด มี Transaction ผ่าน SCB EASY เพิ่มขึ้น 4 เท่า 5,000 ล้านครั้งต่อปี ซึ่งลูกค้าที่ใช้ช่องทาง Mobile Banking คิดเป็น 90% ของลูกค้าธนาคารแล้ว
“ที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันการขอสินเชื่อ การซื้อประกันและซื้อกองทุน ลูกค้าทำผ่านช่องทางดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นกว่า 90% อย่างการขอสินเชื่อมีมากกว่า 95% แล้ว” ราเมษฐ์กล่าวเสริม

และเพื่อให้ข้อมูลมหาศาลนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงสุด มีประโยชน์ต่อลูกค้ามากที่สุด ทีม Digital Banking จึงโฟกัสไปที่ประสิทธิภาพของการใช้ข้อมูล ราเมษฐ์ยกตัวอย่างโปรดักส์และฟีเจอร์สำคัญๆ ที่นำ Data ไปใช้ให้เกิดประโยชน์
“ยกตัวอย่างการปล่อยสินเชื่อ ถ้าเป็นลูกค้า SCB อยู่แล้วหรือเป็นลูกค้าที่มี Transaction เราจะรู้ได้เลยว่าลูกค้าแต่ละรายมีรายได้เท่าไร นำมาวิเคราะห์ความเสี่ยงได้ผ่านพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นผ่าน Digital Service ทำให้เราสามารถวิเคราะห์ ประเมิน และให้คำตอบลูกค้าที่ขอสินเชื่อได้ภายใน 15 นาที ลูกค้าแทบไม่ต้องรอ กดขอสินเชื่อ อนุมัติ รับเงิน และการทำประเมินความเสี่ยงของลูกค้ายังส่งผลต่อดอกเบี้ยที่เขาจะได้รับ ใครความเสี่ยงต่ำก็ได้ดอกเบี้ยถูกลง”
ราเมษฐ์อธิบายต่อว่า การทำ Credit Scoring Model ยังช่วยให้ธนาคารเลือกลูกค้าที่ดีได้มากขึ้น เมื่อมีลูกค้าที่ดีเพิ่มขึ้น Portfolio ก็ดี นั่นหมายถึงกำไรที่มากตาม ปลายทางคือสามารถขยายฐานไปรับลูกค้าที่มีความเสี่ยงได้มากขึ้น
“สำหรับกลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าธนาคาร SCB ที่ต้องการขอสินเชื่อ เรากำลังนำ AI เข้ามาช่วยในการอ่านเอกสารต่างๆ ที่ลูกค้ายื่นเข้ามาผ่านระบบเป็นไฟล์ PDF ได้ทันที ไม่ต้องใช้พนักงาน”
ด้านลูกค้ากลุ่มธุรกิจ ราเมษฐ์บอกว่า Pain Point ไม่ต่างกัน คือต้องการการอนุมัติที่ง่าย รวดเร็ว ทีม Digital Banking จึงนำ Data มาทำ Real Time Approval
“AI ช่วยให้เรามองเห็น Network Supply Chain ของลูกค้าทั้งหมดที่ใช้ Transaction ผ่าน SCB ยกตัวอย่าง บริษัท A มีการซื้อขายกับบริษัท B และบริษัท B อยู่ใน Network Supply Chain เดียวกับบริษัท C ถ้าเกิดความเสี่ยงขึ้นกับบริษัทหนึ่งมันกระทบทั้งหมด”
ไม่แต่เฉพาะกับธุรกิจขนาดกลางถึงใหญ่ AI ยังช่วยปิดช่องว่างของธุรกิจขนาดเล็กหรือบริษัทที่เพิ่งเปิดแต่ไม่มี Financial Statement เกิน 2-3 ปี ให้สามารถกู้สินเชื่อได้
“เราพยายามที่จะสร้างระบบที่วิเคราะห์รายได้ที่แท้จริงและงบการเงินของบริษัทขนาดเล็ก เพื่อให้บริษัทเหล่านี้ผ่านเกณฑ์และขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น”
ความมั่นคงทางการเงินส่วนบุคคลก็เป็นโจทย์สำคัญของ SCB เสมอ แต่แทนที่จะยัดเยียดผลิตภัณฑ์ทางการเงิน SCB เลือกที่จะสร้าง Financial Literacy ความรู้ด้านการเงินให้กับลูกค้าก่อน และยังเป็นความรู้ด้านการเงินที่เฉพาะเจาะจงตัวบุคคลอีกด้วย
“คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองใช้เงินกับอะไรบ้าง โจทย์แรกคืออยากให้เขาเข้าใจการเงินของตัวเองได้ดีขึ้น ใน SCB EASY จะมีฟีเจอร์ ‘Just4You’ เป็น Personal Financial Management ที่ช่วยอธิบายว่าเราใช้เงินกับอะไร รับเงินจากทางไหน เพื่อให้เห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง จากนั้นเราถึงค่อยแนะนำว่าการที่เขาจะบริหารเงินให้ดีขึ้นต้องรู้อะไรบ้าง และควรจะนำเงินไปลงทุนอะไร เกิดเป็นฟีเจอร์ ‘Wealth4You’ แนะนำกองทุนให้ลูกค้า แบบไหนเหมาะสมกับเขา ตั้งแต่คนที่เริ่มต้นและคนที่ลงทุนมาสักระยะ”
โปรดักส์สุดท้ายที่ราเมษฐ์ยกตัวอย่างคือ ‘ประกัน’ พร้อมโจทย์ที่ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงโปรดักส์กลุ่มนี้ได้ง่ายขึ้น เพื่อทำให้ลูกค้ามีความมั่งคั่งทางการเงินและการใช้ชีวิตมากขึ้น

พอให้ทุกคนเห็นภาพของโปรดักส์และฟีเจอร์ที่คุ้นเคยแล้ว ภาณุ อึ้งสกุล Principal Data Scientist, SCB ก็พาเราไปดูเบื้องหลังการทำงานของทีม Digital Banking และการนำ AI เข้ามาอยู่ในทุกกระบวนการของโปรดักส์ได้อย่างไร
ภาณุ อธิบายด้วยการยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์สินเชื่อ “การทำงานทุกครั้งเราจะเริ่มจากการ Targeted Marketing นำ Data มาค้นหาว่าลูกค้าคนไหนมีโอกาสสมัครสินเชื่อมากที่สุด ระหว่างนั้นยังทำ Real Time Marketing โดยจับช่วงเวลาที่คาดว่าลูกค้าคนนั้นๆ ต้องการใช้สินเชื่อและส่งโปรดักส์นำเสนอไป”
กระบวนการต่อไปคือ Product Q&A via Chatbot เมื่อลูกค้าอยากได้สินเชื่อแต่ไม่รู้ว่าจะสมัครอย่างไร ก็สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน Chatbot จากนั้น ML Underwriting จะเข้ามาวิเคราะห์ว่าลูกค้าผ่านเกณฑ์หรือไม่ โดยนำพฤติกรรมการใช้จ่าย การเก็บเงิน การลงทุน การอนุมัติยังวิเคราะห์ความเสี่ยงเพื่อคำนวณดอกเบี้ยที่เหมาะสม ยิ่งความเสี่ยงน้อย ดอกเบี้ยถูก ความเสี่ยงมาก ดอกเบี้ยอาจจะสูงกว่า
“กระบวนการสุดท้ายคือ Smart Collection เมื่อลูกค้าได้สินเชื่อไปแล้วถ้ามีการผิดนัดชำระ ระบบนี้จะเข้ามาวิเคราะห์แล้วว่าเขามีความสามารถในการจ่ายเองโดยไม่ต้องทวงได้ไหม เพราะเขาอาจจะแค่ลืมจ่าย ระบบสามารถ Detect ได้ว่าใครต้องติดตามหรือไม่”
อีกตัวอย่างคือ ‘การลงทุน’ ขั้นตอนเบื้องต้น AI จะทำงานคล้ายกัน อย่างขั้นตอน Targeted Marketing ค้นหาคนที่มีแนวโน้มการลงทุน มีการทำ Real Time Marketing เหมือนกัน แต่จะต่างตรงที่ Product Recommendation Expert Views + AI เป็นการแนะนำกองทุนที่เหมาะสมกับลูกค้าโดยยึดตามคำถามที่เคยถามในอดีต เช่น ต้องการความเสี่ยงต่ำ สนใจในธุรกิจบางประเภท โดยมี Expert Views เข้ามาช่วย เป็นเหมือนมุมมองของ CIO (Chief Investment Office) ที่บอกว่าภาพตลาดตอนนี้เป็นอย่างไร ควรลงทุนอะไร
และที่สำคัญคือการทำ Portfolio Monitoring เพื่อมอนิเตอร์พอร์ทของลูกค้า เช่น หากมีกำไรเกิดขึ้นเราจะวิเคราะห์ให้เห็นว่ากำไรที่ได้นั้นมาจากส่วนไหนบ้างและปัจจัยที่ก่อให้เกิดกำไร

เผื่อใครที่สนใจอยากเป็นส่วนหนึ่งของทีม Digital Banking เพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเงินที่ดีให้กับลูกค้า SCB ภาณุจึงชวนคนที่เข้าร่วมฟังเวิร์กช็อปในครั้งนี้ได้ไปรู้จักกับทีมเบื้องหลังการนำ AI เข้าไปอยู่ในทุก Journey ของธนาคาร
“เรามีฝ่าย Digital Banking ที่ประกอบไปด้วย 4 ทีม ได้แก่ Platforms, Data, Analytical Capabilities และ Product เวลาทำงานเราจะทำงานกันเป็นลูป ยกตัวอย่างแพลตฟอร์มเช่น SCB EASY, SCB Connect หรือ SCB Protect Online ซึ่งทุกๆ การทำธุรกรรมในแพลตฟอร์มทำให้เราได้ Data ของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นถอน โอน จ่าย เราก็ได้ Financial Transaction รวมถึงเข้าใจไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าด้วย รู้เรื่องการลงทุน เข้าใจ Engagement Data เข้าแอปเมื่อไร ใช้งานนานมั้ย สิ่งเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังทีม Analytic เพื่อนำ Data ไปทำฟีเจอร์ใหม่ๆ ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไปเสริมโปรดักส์ต่างๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วโปรดักส์ก็ถูกนำไปวางอยู่ในแพลตฟอร์มต่างๆ ที่กล่าวไปข้างต้น”
ถ้าอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วรู้สึกว่าไฟในใจมันเรียกร้องและต้องการเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่จะพา SCB ไปสู่ Digital Bank เต็มรูปแบบ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://careers.scb.co.th/th/
The post กรณีศึกษา กว่าจะนำ Data มากลั่นเป็นผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อลูกค้า SCB ต้องคิด เค้น และเน้นเรื่องอะไรเป็นสำคัญ จากทีม Digital Banking [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง […]
The post ก้าวข้ามคลื่นดิจิทัลดิสรัปชัน: การเดินทางของ ‘กรุงไทย’ สู่การปรับตัวและเติบโตในยุคธนาคารยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคจำนวนมากให้ความสำคัญกับประสบการณ์ดิจิทัลที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นส่วนตัวมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการธนาคาร ที่ผู้บริโภคใช้งาน Digital Banking เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด นับเป็นความท้าทายที่ธนาคารต้องก้าวทันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความคาดหวังของลูกค้า

นี่คือจุดที่ธนาคารต้องปรับตัว เพื่อเฟ้นหาคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถโดยเฉพาะด้านไอทีในธนาคารเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ แพลตฟอร์ม และกระบวนการทำงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและอนาคต นอกจากนี้ยังช่วยให้ธนาคารใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อรับและใช้งานข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมและความชอบของลูกค้า ทำให้ธนาคารนำเสนอบริการด้านการธนาคารที่เป็นส่วนตัวและตรงใจกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ ภาพลักษณ์องค์กรมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดผู้มีความสามารถจากสาขาต่างๆ ให้เข้ามาทำงาน ในกรณีของกรุงไทย ความท้าทายอยู่ที่การสร้างการรับรู้ว่าธนาคารได้ปรับเปลี่ยนองค์กรครั้งใหญ่ มีจุดเด่นในเรื่องความก้าวหน้าทางสายอาชีพ และสวัสดิการที่ครอบคลุมทุกวัตถุประสงค์ ทำให้กรุงไทยเป็นองค์กรที่น่าทำงานด้วย โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่

ที่กรุงไทย การเติบโตในสายอาชีพขึ้นอยู่กับผลงาน ไม่ใช่อายุงาน ถือเป็นการส่งเสริมพนักงานตามความสามารถและผลสำเร็จ แนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยผลการปฏิบัติงานนี้ ช่วยให้พนักงานมีเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน ไม่ว่าพวกเขาจะต้องการเติบโตในแผนกเดิม หรือค้นหาโอกาสในแผนกอื่นๆ
กรุงไทยส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีมและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง พนักงานจะได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในสาขาต่างๆ ทำให้ฝึกฝนทักษะและความสามารถของตนเองให้เก่งยิ่งขึ้น มีพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาและการฝึกสอนที่ชัดเจน
ส่วนวัฒนธรรมองค์กรที่กรุงไทยก็มีความ Dynamic มากขึ้น บางหน่วยงานมีโครงสร้างเป็น Flat Organization มีลำดับขั้นน้อย พนักงานมีโอกาสได้ทำงานหรือนำเสนองานกับผู้บริหารได้โดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับความคาดหวังของคนทำงานยุคใหม่

นอกจากนี้ ธนาคารยังมีรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น โดยพนักงานสามารถเลือก Work from Home ซึ่งช่วยให้พนักงานจัดการชีวิตระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวได้ดีขึ้น พร้อมประหยัดเวลาและค่าเดินทาง

ในโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กรุงไทยตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงจัดโปรแกรมการฝึกอบรมและกิจกรรมต่างๆ เช่น Krungthai Hackathon เพื่อกระตุ้นให้พนักงานสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ทางด้านการเงิน รวมทั้งพัฒนาทักษะทางด้านดิจิทัล โดยพนักงานจะได้รับคำแนะนำที่ช่วยเปิดวิสัยทัศน์จาก Mentor สตาร์ทอัพที่มีชื่อเสียง เพื่อเตรียมพร้อมก่อนลงสนามจริง

นอกจากจะเป็นสถาบันทางการเงินที่มั่นคงแล้ว ธนาคารยังมีสวัสดิการครอบคลุมรอบด้าน ทั้งทุนการศึกษาในประเทศและต่างประเทศ เงินกู้ดอกเบี้ยพิเศษสำหรับพนักงาน สวัสดิการรักษาพยาบาล และอื่นๆ
เรื่องดีๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือ กรุงไทยเป็นธนาคารที่อยู่เบื้องหลังระบบทางการเงินของรัฐ การทำงานที่กรุงไทยจึงมีส่วนช่วยพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้ดีขึ้น ที่เห็นได้ชัดคือ แอป ‘เป๋าตัง’ ซึ่งเป็น Open Digital Platform ที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ส่งต่อความช่วยเหลือจากภาครัฐไปสู่ประชาชน ทั้งยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยให้คนไทยทุกกลุ่มเข้าถึงการลงทุนและบริการด้านสุขภาพได้อย่างทั่วถึง

ตอนนี้กรุงไทยเปิดรับสมัครงานหลากหลายตำแหน่ง หลากหลายระดับ ตั้งแต่ระดับนักศึกษาจบใหม่ ไปจนถึงผู้บริหารระดับกลางในงานด้าน IT ด้านบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาด Retail Banking ด้านวิเคราะห์ธุรกิจ การเงิน ข้อมูลและเศรษฐกิจ ด้านบริหารความเสี่ยง และด้าน Relationship Management นอกจากนี้ยังรับนักศึกษาฝึกงาน โดยเฉพาะสายงานด้าน IT เพื่อโอกาสร่วมงานกับกรุงไทยในอนาคต ดูตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครได้ที่ hr.krungthai.com/Home/JoinUs
The post ก้าวข้ามคลื่นดิจิทัลดิสรัปชัน: การเดินทางของ ‘กรุงไทย’ สู่การปรับตัวและเติบโตในยุคธนาคารยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทีเอ็มบีธนชาต ชู 4 กลยุทธ์รุกธุรกิจรายย่อยและยกระดับบริ […]
The post ‘ทีเอ็มบีธนชาต’ ชู 4 กลยุทธ์รุกธุรกิจรายย่อย ตั้งเป้าสินเชื่อโต 6-7% กวาดลูกค้าใหม่เพิ่ม 1.5 ล้านราย เล็งเปิดสาขาไร้เงินสดไตรมาส 3 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทีเอ็มบีธนชาต ชู 4 กลยุทธ์รุกธุรกิจรายย่อยและยกระดับบริการดิจิทัล ตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้โต 6-7% เน้นเจาะกลุ่ม Wealth พนักงานเงินเดือน คนมีรถ และคนมีบ้าน หวังกวาดลูกค้าใหม่เพิ่มอีก 1.5 ล้านราย เล็งเปิดสาขาไร้เงินสดไตรมาส 3
ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือทีเอ็มบีธนชาต เปิดเผยว่า ในปีนี้ธนาคารมีแผนจะเติบโตสินเชื่อรายย่อยที่ราว 6-7% จากยอดคงค้างประมาณ 4.2 แสนล้านบาทในปี 2565 พร้อมขยายฐานลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 1.5 ล้านรายจากฐานลูกค้าที่มีอยู่ในปัจจุบันที่ 10 ล้านราย โดยคาดว่ารายได้ของธุรกิจรายย่อยในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน หรือคิดเป็น 2.7 หมื่นล้านบาท
โดยในปีนี้ธนาคารจะมุ่งเน้นการเติบโตไปที่ลูกค้า 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่ม Wealth พนักงานเงินเดือน คนมีรถ และคนมีบ้าน ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่
ธนาคารมีแผนจะส่งมอบชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น ด้วยโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกมิติ โดยในกลุ่ม Wealth ได้มีการยึดโยงลูกค้าผ่านบัตรเครดิต ttb reserve เพื่อสร้างความแตกต่าง และตอบโจทย์ความต้องการได้ดีขึ้น ให้กับลูกค้า Wealth กว่า 40,000 ราย ที่ถือครองมูลค่าทรัพย์สินรวมกับธนาคารกว่า 650,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกันมีแผนที่จะขยายฐานลูกค้าผ่านพันธมิตรใหม่ใน 3 Ecosystem Play ในตลาด ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่ธนาคารมีความเชี่ยวชาญและมีฐานลูกค้าเดิมอยู่แล้ว ได้แก่
ธนาคารจะมุ่งออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้กับลูกค้า ภายใต้แนวคิดที่ต้องการให้ลูกค้า ฉลาดออมฉลาดใช้ รอบรู้เรื่องกู้ยืม ลงทุนเพื่ออนาคต มีความคุ้มครองที่อุ่นใจ โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายตอบโจทย์ลูกค้าตลอดทุกช่วงเวลาของชีวิต ทั้งบัญชีเงินฝากเพื่อออม บัญชีเพื่อใช้ บัญชีเงินฝากให้อัตราดอกเบี้ยสูง บัตรเครดิตที่เหมาะสมในแต่ละ Lifestyle
นอกจากนี้ ยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เน้นความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก เช่น การรวบหนี้เพื่อลดภาระหนี้ให้กับลูกค้า (Debt Consolidation) ด้วยสินเชื่อบ้านแลกเงิน รถแลกเงิน พร้อมมีแผนการลงทุนเพื่ออนาคต จากกองทุนรวมหลากหลายรูปแบบที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของลูกค้า รวมทั้งผลิตภัณฑ์ประกันที่ช่วยวางแผนความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ สร้างความอุ่นใจให้กับทุกคนในครอบครัว
ธนาคารมีเป้าหมายใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งมอบประสบการณ์ทางการเงินที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า เพื่อให้เป็น Top 3 Digital Banking Platform ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการยกระดับการบริการและสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้ลูกค้าด้วยดิจิทัล บนฐานลูกค้าที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 5 ล้านคน บนแอป ttb touch โฉมใหม่ ทำให้ธนาคารสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงโปรโมชันต่างๆ ให้กับลูกค้าแบบ 1 ต่อ 1 หรือ Segment-of-One และด้วยพฤติกรรมในปัจจุบันของลูกค้าเปลี่ยนไป เห็นได้จากในปีที่ผ่านมา การทำธุรกรรมที่สาขาลดลง 7% แต่การทำธุรกรรมผ่านแอป ttb touch เพิ่มขึ้น 26%
ดังนั้น ในปีนี้จะเพิ่มการให้บริการผ่านแอป ttb touch มากขึ้น ได้แก่ การบริหารจัดการภาษี การขายรถ และการบอกสิทธิประโยชน์ลูกค้า พร้อมยกระดับความปลอดภัยให้กับแอป เตือนการตรวจพบแอปที่ไม่ปลอดภัยให้กับลูกค้า โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้ใช้แอป ttb touch เป็น 6.5 ล้านราย หรือเพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน
ส่วนการให้บริการของสาขานั้น ในปีนี้มีแผนจะปิดสาขาประมาณ 20 แห่ง ทำให้จำนวนสาขาจะลดลงจาก 560 แห่งเหลือ 540 แห่ง ขณะเดียวกันจะมีการเปิดสาขารูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้คนในยุคดิจิทัล Cashless and Paperless Society รวมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของสาขาและตู้เอทีเอ็ม โดยจะเริ่มนำร่องในเขตกรุงเทพฯ ก่อนในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้
ปัจจุบัน ธนาคารได้ใช้ข้อมูลมาวางแผนเรื่องต่างๆ มากมาย เพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่ดีขึ้นแก่ลูกค้า ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และโซลูชันที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด เช่น การใช้ข้อมูลพฤติกรรมการใช้บริการในแต่ละผลิตภัณฑ์มาวิเคราะห์โอกาสทางการขาย เพื่อนำเสนอได้ตรงตามความต้องการในช่วงเวลาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันได้ใช้ข้อมูลเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น การใช้ข้อมูลในเรื่องการจัดการบริหารความเสี่ยง เพื่อพิจารณาการปล่อยสินเชื่อและติดตามหนี้อย่างมีคุณภาพ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
The post ‘ทีเอ็มบีธนชาต’ ชู 4 กลยุทธ์รุกธุรกิจรายย่อย ตั้งเป้าสินเชื่อโต 6-7% กวาดลูกค้าใหม่เพิ่ม 1.5 ล้านราย เล็งเปิดสาขาไร้เงินสดไตรมาส 3 appeared first on THE STANDARD.
]]>
สมรภูมิ ‘ดิจิทัลแบงกิ้ง’ ในสิงคโปร์แข่งเดือด บิ๊กเทคกระ […]
The post ชมคลิป: ‘ดิจิทัลแบงกิ้ง’ สิงคโปร์แข่งเดือด บิ๊กเทคแห่รับไลเซนส์ | Morning Wealth 17 ก.พ. 2566 appeared first on THE STANDARD.
]]>
สมรภูมิ ‘ดิจิทัลแบงกิ้ง’ ในสิงคโปร์แข่งเดือด บิ๊กเทคกระโจนร่วมสังเวียน กดดันแบงก์ดั้งเดิมเร่งยกระดับบริการ รายละเอียดเป็นอย่างไร
เจาะงบหุ้น ‘กลุ่มปตท.’ ยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่ หลังหลายบริษัทในเครือผลงานพลิกขาดทุน พูดคุยกับ กรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน
ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH
อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/
The post ชมคลิป: ‘ดิจิทัลแบงกิ้ง’ สิงคโปร์แข่งเดือด บิ๊กเทคแห่รับไลเซนส์ | Morning Wealth 17 ก.พ. 2566 appeared first on THE STANDARD.
]]>
Nikkei Asia รายงานว่า สมรภูมิการแข่งขันด้านดิจิทัลแบงกิ […]
The post สมรภูมิ ‘ดิจิทัลแบงกิ้ง’ ในสิงคโปร์แข่งเดือด บิ๊กเทคกระโจนร่วมสังเวียน กดดันแบงก์ดั้งเดิมเร่งยกระดับบริการ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Nikkei Asia รายงานว่า สมรภูมิการแข่งขันด้านดิจิทัลแบงกิ้ง (Digital Banking) ในสิงคโปร์กำลังทวีความร้อนแรงขึ้น หลังจากการปรับเกณฑ์ควบคุมของหน่วยงานกำกับกระตุ้นให้บริษัทด้านเทคโนโลยีหลายแห่ง เช่น Grab, Sea และ Ant Group กระโจนเข้ามาร่วมสังเวียนการแข่งขัน จนสร้างแรงกดดันให้ธนาคารแบบดั้งเดิมอย่าง Standard Chartered ต้องเร่งพัฒนาบริการด้านดิจิทัลของตัวเอง
ย้อนกลับไปในปี 2019 ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ได้เปิดให้บริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงินสามารถยื่นขอไลเซนส์เพื่อทำธุรกิจธนาคารไร้สาขาหรือ Virtual Bank ในสิงคโปร์ได้ การผ่อนปรนการควบคุมดังกล่าวส่งผลให้มีบริษัทนอกอุตสาหกรรมการเงินทั้งในและนอกสิงคโปร์สนใจยื่นใบสมัครมากถึง 21 ราย รวมถึงยักษ์ใหญ่ในวงการเทคของจีนอย่าง Xiaomi และ ByteDance
หนึ่งในผู้ที่ได้รับไลเซนส์จาก MAS ไป คือ GXS ธนาคารดิจิทัลที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่าง Grab และ Singtel โดย Grab ถือหุ้นในสัดส่วน 60% และ Singtel ถือส่วนที่เหลือ 40%
Charles Wong ซีอีโอของ GXS ระบุว่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ GXS คือ Gig Worker หรือกลุ่มคนที่ไม่ได้ทำงานประจำ กลุ่มคนที่เป็นดิจิทัลเนทีฟ และคนในวัยเพิ่งเริ่มทำงาน รวมถึงไรเดอร์บนแพลตฟอร์มของ Grab เอง โดยปัจจุบัน GXS อยู่ระหว่างการขยายบริการทางการเงินต่างๆ บนแอปพลิเคชัน
การที่มีฐานลูกค้าเป็นคนรุ่นใหม่ทำให้แอปของ GXS มีหน้าตาที่แตกต่างจากแอปของแบงก์ทั่วไป มีสีธีมหลักเป็นสีม่วง-ดำ ซึ่งให้อารมณ์คล้ายกับแอปสตรีมมิงเพลงมากกว่า นอกจากนี้ GXS ยังรายงานอัตราดอกเบี้ยรับให้ลูกค้าได้ทราบทุกวันผ่านแอป เพื่อสร้างเอ็นเกจเมนต์ และไม่คิดค่าธรรมเนียมการรักษาบัญชี หรือกำหนดวงเงินขั้นต่ำในบัญชี
“เราเป็นธนาคารที่สร้างโดยดิจิทัลเนทีฟ เพื่อลูกค้าที่เป็นดิจิทัลเนทีฟ” Wong กล่าวกับ Nikkei Asia
อีกหนึ่งจุดเด่นของ GXS คือการมีฐานข้อมูลของลูกค้าขนาดใหญ่ เช่น พฤติกรรมการกิน การเดินทาง และการใช้มือถือจาก Grab และ Singtel ซึ่งทีมบริหารของ GXS เชื่อว่าการนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ จะทำให้ GXS นำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น สินเชื่อขนาดเล็ก ประกัน และบริการด้านอื่นๆ ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้
อย่างไรก็ดี ฐานลูกค้าส่วนใหญ่ของ GXS และ MariBank อีกหนึ่งธนาคารดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจาก MAS ซึ่งมีผู้ถือหุ้นเป็นกลุ่ม Sea Group เจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ชขนาดใหญ่ Shopee ยังไม่ได้เปิดกว้างมากนัก และยังเป็นลูกค้าที่ต้องผ่านการคัดเลือกหรือได้รับเชิญจากธนาคารเท่านั้น
Nikkei ระบุว่า การเข้ามาแข่งขันของธนาคารดิจิทัลรายใหม่ทำให้ธนาคารดั้งเดิมอย่าง Standard Chartered เริ่มยกระดับบริการดิจิทัลแบงกิ้งของตัวเองเช่นกัน โดยได้ร่วมทุนกับ FairPrice Group กลุ่มธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ในสิงคโปร์ เปิดตัว Trust Bank ธนาคารดิจิทัลของตัวเอง
Dwaipayan Sadhu ซีอีโอของ Trust Bank กล่าวว่า ปัจจุบัน Trust เปิดให้บริการด้านเงินฝาก เครดิตการ์ด และประกันประเภทต่างๆ ผ่านแอป โดยมีจุดเด่นคือลูกค้าของ Trust จะได้รับ Royalty Point และคูปองจากร้านค้าพันธมิตร ในช่วงที่ผ่านมา Trust สามารถสร้างฐานลูกค้าได้ถึง 400,000 รายภายในระยะเวลาเพียง 4 เดือน
“การไม่มีสาขาทำให้ดิจิทัลแบงก์มีต้นทุนที่ต่ำกว่า และสามารถให้ดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงขึ้นเพื่อดึงดูดลูกค้า” Sadhu กล่าว
อีกหนึ่งธนาคารดิจิทัลในสิงคโปร์ที่ได้รับไลเซนส์จาก MAS คือ ANEXT Bank ซึ่งอยู่ในเครือของ Ant Group แต่ไลเซนส์ที่ ANEXT Bank ได้รับจะเป็นประเภท Digital Wholesale License ซึ่งสามารถให้บริการได้เฉพาะกับลูกค้าองค์กร
จุดเด่นของ ANEXT Bank คือ มีบริการที่เปิดให้บริษัทที่จดทะเบียนในสิงคโปร์สามารถเปิดบัญชีบริษัทแบบออนไลน์ได้ในทันที แม้จะเป็นบริษัทจากต่างประเทศก็ตาม
“เรามีความชัดเจนในภารกิจของเรา เราต้องการเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินผ่านนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี การให้บริการแก่ SMEs ที่ด้อยโอกาส ไม่ใช่แค่ในสิงคโปร์ แต่ยังทั่วทั้งภูมิภาคด้วย” Toh Su Mei ซีอีโอของ ANEXT กล่าว
ข้อมูลจาก Moody’s Investors Service ระบุว่า ขณะนี้ทั่วทั้งโลกมีธนาคารดิจิทัลเปิดให้บริการอยู่ราว 250 แห่ง แต่สินทรัพย์ของธนาคารเหล่านี้รวมกันยังคิดเป็นขนาดที่เล็กมาก หรือราว 0.4% ของอุตสาหกรรมธนาคารทั้งหมดเท่านั้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
อ้างอิง:
The post สมรภูมิ ‘ดิจิทัลแบงกิ้ง’ ในสิงคโปร์แข่งเดือด บิ๊กเทคกระโจนร่วมสังเวียน กดดันแบงก์ดั้งเดิมเร่งยกระดับบริการ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทีเอ็มบีธนชาต ตั้งเป้าขึ้น Top 3 Digital Banking Platfo […]
The post ‘ทีทีบี’ ตั้งเป้าขึ้น Top 3 Digital Banking Platform ใน 3-5 ปี เตรียมส่ง ttb touch เวอร์ชันใหม่ เจาะกลุ่มพนักงานเงินเดือน คนมีรถ คนมีบ้าน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทีเอ็มบีธนชาต ตั้งเป้าขึ้น Top 3 Digital Banking Platform ภายใน 3-5 ปี เล็งใช้ ttb touch เวอร์ชันใหม่ เจาะลูกค้ากลุ่มพนักงานเงินเดือน คนมีรถ คนมีบ้าน มั่นใจแอปมีความเสถียรสามารถรองรับการเติบโตได้ หลังเรียนรู้จากความผิดพลาด พร้อมเดินหน้าลดต้นทุนเพื่อรองรับการแข่งขันจาก Virtual Bank ในอนาคต
ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี (TTB) เปิดเผยว่า หนึ่งในเป้าหมายหลักทางธุรกิจของธนาคารในปีนี้คือ การยกระดับประสบการณ์ทางการเงินและพัฒนาประสิทธิภาพของธนาคารผ่านแอปพลิเคชัน ttb touch เวอร์ชันใหม่ (Digitalization) เพื่อมอบประสบการณ์ทางการเงินที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า และขับเคลื่อนองค์กรให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุนของธนาคาร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมีเป้าหมายก้าวสู่การเป็น Top 3 Digital Banking Platform ภายใน 3-5 ปี
ปิติระบุว่า ธนาคารมุ่งยกระดับและขยายขีดความสามารถของ ttb touch ให้ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละรายได้อย่างรอบด้าน ซึ่ง ttb touch เวอร์ชันใหม่ได้เปิดตัวไปเมื่อไตรมาส 2/65 และได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างมาก จำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 46% และจำนวนรายการธุรกรรมบนแอปเติบโตขึ้น 25% ถึงแม้ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ttb touch เกิดปัญหาขัดข้องทำให้ทีมงานได้เร่งปรับปรุงแก้ไข และวางแผนพัฒนาความสามารถในการรองรับการให้บริการอย่างต่อเนื่อง
“ปัจจุบันแอปมีความเสถียรและสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในปีนี้เรามีเป้าหมายจะเพิ่มจำนวนผู้ใช้งาน ttb touch จาก 4 ล้านรายเป็น 4.5-5 ล้านราย การก้าวสู่ Top 3 หมายความว่าเราจะต้องขึ้นไปหายใจรดต้นคอธนาคารที่เป็น Top 3 ให้ได้ก่อน ซึ่งเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ของเรามีดีพอที่จะดึงดูดให้คนหันมาใช้งาน ttb touch เพิ่มขึ้น เพราะคนหนึ่งคนไม่จำเป็นต้องใช้แอปของธนาคารเดียว” ซีอีโอทีทีบีกล่าว
ปิติระบุอีกว่า ศักยภาพของ ttb touch เวอร์ชันใหม่จะทำให้ธนาคารสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงโปรโมชันต่างๆ ให้กับลูกค้าแบบ 1 ต่อ 1 หรือ Segment-of-One ยกระดับการให้บริการลูกค้าได้ โดยธนาคารจะเดินหน้าพัฒนาองค์กรให้เป็น Digital-First Experience เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมส่วนใหญ่ได้เองผ่าน ttb touch เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ในขณะที่พนักงานสาขาจะมีบทบาทสำคัญในการเป็น Trusted Advisor ให้คำปรึกษา แนะนำและให้บริการลูกค้าบนผลิตภัณฑ์และบริการที่ซับซ้อน
ซีอีโอทีทีบีกล่าวว่า นอกจากกลุยุทธ์ด้าน Digitalization แล้ว อีก 2 กลยุทธ์หลักที่ธนาคารจะใช้ขยายการเติบโตในปีนี้ คือ Synergy Realization หรือการนำจุดแข็งและความแข็งแกร่งจากการรวมกิจการมาต่อยอดพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ลูกค้า และ Ecosystem Play หรือการสร้างชีวิตทางการเงินของลูกค้าบัญชีเงินเดือน มีรถ มีบ้านให้ดีขึ้นรอบด้าน
โดยในส่วนของ Synergy Realization จากเดิมที่ธนาคารมีสินเชื่อรถ สินเชื่อบ้าน บัญชีเพื่อใช้ เพื่อออม และบัญชีเงินเดือน เป็นผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นและเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าในตลาด ในปีนี้ธนาคารจะต่อยอดจุดแข็งของกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปสู่สินเชื่อรถแลกเงิน (ttb Cash Your Car) สินเชื่อบ้านแลกเงิน (ttb Cash Your Home) สินเชื่อ ttb Payday Loan และกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถ ซึ่งโซลูชันเหล่านี้นอกจากจะมีฟีเจอร์ที่โดดเด่นแล้ว ยังจะสามารถช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบปัญหาสภาพคล่องภายใต้เศรษฐกิจผันผวนของปีนี้ได้ด้วย
ขณะที่ในส่วนของ Ecosystem Play ธนาคารจะเดินหน้าสร้างการเติบโตด้วย New Business Model มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้ามนุษย์เงินเดือน กลุ่มคนมีรถ และกลุ่มคนมีบ้าน ซึ่งเป็น 3 กลุ่มหลักที่ธนาคารมีความเชี่ยวชาญและมีฐานลูกค้าเป็นแต้มต่อ โดยธนาคารจะต้องเข้าไปอยู่ในชีวิตของลูกค้าตลอด Journey และช่วยให้ชีวิตของลูกค้าสามารถบริหารจัดการเรื่องสำคัญได้อย่างรอบด้าน เน้นการทำงานจากทีมภายใน และร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำภายนอก (Partnership) โดยมี ttb touch เป็นตัวขับเคลื่อนให้ลูกค้าบริหารจัดการชีวิตได้อย่างครบวงจร
“ตัวอย่างสำหรับ Ecosystem Play คือคนมีรถจะสามารถบริหารจัดการทุกเรื่องเกี่ยวกับรถ เช่น จ่าย-เช็กยอดสินเชื่อรถ, ต่อประกันภัยรถและ พ.ร.บ., เติมเงิน-เช็กยอดบัตรทางด่วน Easy Pass, ค้นหาโปรโมชันเกี่ยวกับการดูแลรถ, สมัครสินเชื่อรถแลกเงิน แม้กระทั่งการขายรถแบบ E-Auction ทุกอย่างสามารถทำบนฟีเจอร์ ‘My Car’ บนแอป ttb touch ได้อย่างสะดวก” ปิติกล่าว
นอกจากนี้ อีกสิ่งที่ธนาคารให้ความสำคัญและเร่งทำคือการเตรียมความพร้อมบุคลากร เพื่อให้สามารถร่วมกันทรานส์ฟอร์มองค์กรได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการเพิ่มศักยภาพและจำนวนทีมงานด้าน Tech & Data ให้มากขึ้น ที่ผ่านมาธนาคารได้จัดตั้งทีมดิจิทัล ttb spark และ ttb spark academy เพื่อที่มุ่งเน้นเรื่องการสร้าง Talent รุ่นใหม่ที่มีความสามารถสอดรับกับโลกธุรกิจผ่านการขับเคลื่อนนวัตกรรมและดิจิทัลโซลูชัน
โดยปัจจุบันธนาคารมีทีมงาน ttb spark มากกว่า 400 คน ดูแลทั้งในส่วนของฝั่ง Tech และ Beyond Banking Business พร้อมผลักดันและพัฒนาแอป ttb touch ให้มีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น
สำหรับเป้าหมายการเติบโตเชิงตัวเลขในปีนี้ ปิติระบุว่า ธนาคารได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ระดับ 3% ขณะที่สัดส่วนของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.9% จากสิ้นปีก่อนที่ 2.7% โดยการเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากมาตรการผ่อนปรนของ ธปท. ที่จะหมดลง ซึ่งอาจทำให้มีลูกหนี้จำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
นอกจากนี้ ปิติยังพูดถึงกรณีที่ ธปท. จะอนุญาตให้มีการจัดตั้งธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ว่า ทีทีบียังไม่มีแผนที่จะจัดตั้ง Virtual Bank เนื่องจากภายใต้กลยุทธ์ Digitalization ก็ถือเป็นการนำธนาคารไปสู่ Virtual Bank อยู่แล้ว เช่น การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็น Digital Only และการทำให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมส่วนใหญ่ได้เองผ่าน ttb touch โดยในส่วนของธุรกรรมที่ซับซ้อนยังมองว่าการให้บริการด้วยมนุษย์ผ่านช่องทางสาขาก็ยังมีความจำเป็น
“ปัจจุบัน Virtual Bank มี Cost to Income อยู่ที่ประมาณ 30% กลางๆ ขณะที่ต้นทุนของเราอยู่ที่ 45% ซึ่งหมายความว่าการลดต้นทุนด้วย Cost Synergy ยังเป็นโจทย์ที่เราต้องเดินหน้าต่อเพื่อให้แข่งขันได้ อย่างไรก็ตาม หากดูจากในประเทศที่มี Virtual Bank แล้ว ปัจจุบันยังมีน้อยรายที่อยู่รอดได้ เพราะต้องเริ่มจากจำนวนลูกค้าที่เป็นศูนย์หรือมีจำนวนไม่มากนัก เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น ในช่วงแรกจะต้องใช้ทุนเยอะ เรียกว่าเผาเงินเหมือนกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซเพื่อสร้างฐานลูกค้า ซึ่งถ้าสายป่านไม่ยาวก็ยากที่จะอยู่ไปถึงจุดนั้น” ปิติกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
The post ‘ทีทีบี’ ตั้งเป้าขึ้น Top 3 Digital Banking Platform ใน 3-5 ปี เตรียมส่ง ttb touch เวอร์ชันใหม่ เจาะกลุ่มพนักงานเงินเดือน คนมีรถ คนมีบ้าน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ติยะชัย ชอง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผลิตภัณฑ์การออม […]
The post ‘ซีไอเอ็มบี ไทย’ กางยุทธศาสตร์ Wealth ปี 66 ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้า-AUM โตไม่ต่ำกว่า 10% พร้อมรุกช่องทางดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.
]]>
ติยะชัย ชอง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผลิตภัณฑ์การออม ธุรกิจรายย่อย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับโครงสร้างภายในของธุรกิจ Wealth Management เพื่อให้เข้าไปดูแลลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกระดับ และทุกลำดับชีวิตของลูกค้าอย่างเข้าถึงยิ่งขึ้น นำเสนอทุกผลิตภัณฑ์การลงทุนต้นน้ำยันปลายน้ำ เงินฝาก, หุ้นกู้ทั้งตลาดแรกและตลาดรอง, หุ้นกู้อนุพันธ์ ELN, กองทุนและประกัน
โดยธนาคารได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) และฐานลูกค้าในปีนี้ไว้ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 10% และจะมีจำนวน AUM เติบโตจากปัจจุบัน 10 เท่าในอีก 5-7 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกันจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาช่องทางดิจิทัล โดยตั้งเป้าให้การเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนของลูกค้าราว 70% มาจากช่องทางดิจิทัล
ติยะชัยระบุว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ธนาคารจะใช้จุดแข็งและจุดเด่นของตัวเองใน 2 มิติ ได้แก่
อีกหนึ่งจุดแข็งคือ ซีไอเอ็มบี ไทย เป็นแบงก์แห่งอาเซียน ด้วยเครือข่ายแข็งแกร่งทั่วภูมิภาค ธนาคารพร้อมเป็นประตูให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์ต่างประเทศได้ง่ายที่สุด เช่น Offshore Bond หรือ Offshore ELN ลูกค้าสามารถเปิดบัญชีที่สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย ผ่าน ASEAN Passport
“โครงสร้างธุรกิจ Wealth Management ภายใต้การดูแลของผม ปรับปรุงโครงสร้างเพื่อดูแลลูกค้าทุกกลุ่ม นอกจากสมาชิก CIMB Preferred, ลูกค้า High Net Worth หรือ Ultra High Net Worth เราอยากให้ลูกค้าทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่ลูกค้ารับได้ ทุกลำดับขั้นของชีวิตลูกค้า ซีไอเอ็มบี ไทย มี Shelf ที่กว้างและดีที่สุด มีผลิตภัณฑ์ครบ มีโซลูชันที่สามารถสร้าง Customer Journey End to End” ติยะชัยกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
The post ‘ซีไอเอ็มบี ไทย’ กางยุทธศาสตร์ Wealth ปี 66 ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้า-AUM โตไม่ต่ำกว่า 10% พร้อมรุกช่องทางดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘ธนาคารพาณิชย์’ ช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา เจอศึกหนักอย่างหลี […]
The post กรุงไทยประกาศพันธสัญญาการดำเนินธุรกิจปี 2565 มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อคนไทย ในงานสัมมนาผู้บริหาร ‘Courage to Change กล้าเปลี่ยน เพื่อก้าวนำ’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘ธนาคารพาณิชย์’ ช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา เจอศึกหนักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่การทรานส์ฟอร์มสู่ ‘ดิจิทัลแบงกิ้ง’ และตัวแปรที่ไร้สัญญาณเตือนอย่างวิกฤตโควิด-19 ที่เป็นตัวเร่งให้ทุกองค์กรต้องปรับกลยุทธ์เพื่อลงแข่งขันกันบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคนี้ รวมไปถึงทิศทางของสถาบันการเงินในอนาคต หนึ่งในภาคธุรกิจสำคัญที่ต้องให้ความจริงจังกับเรื่องความยั่งยืน
‘กรุงไทย’ ในฐานะธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ด้วยบทบาทในการเป็นเสาหลักเศรษฐกิจของประเทศ ก็เป็นหนึ่งในสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพขององค์กร วิสัยทัศน์ของผู้นำ จนสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วในทุกวิกฤตและทุกยุคสมัย ไม่ว่าบริบททางการเงินจะเปลี่ยนไปอย่างไร สิ่งเดียวที่ ‘กรุงไทย’ เดินหน้าอย่างไม่เปลี่ยนแปลง คือ การพัฒนาศักยภาพขององค์กร เพื่อมุ่งสู่ความเป็นผู้นำด้านการเงินเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน

ใช่เพียงคำมั่น เพราะกรุงไทยทำได้จริง โดยเฉพาะช่วงปีที่ผ่านมากรุงไทยเดินหน้าลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแบบดิจิทัลต่อเนื่อง ทั้งการสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ร่วมขับเคลื่อนนโยบาย Thailand 4.0 และการพัฒนาแอปพลิเคชันต่างๆ อาทิ แอปพลิเคชันเป๋าตัง ช่วยให้คนไทยทุกคนเข้าถึงโอกาสและความช่วยเหลือทางการเงิน รวมทุกแพลตฟอร์มดิจิทัลของธนาคาร มีผู้ใช้งานกว่า 40 ล้านคน ทำให้คนไทยสามารถเข้าสู่สังคมไร้เงินสดได้อย่างแท้จริง รวมถึงการเป็นผู้นำในการดำเนินธุรกิจที่เพิ่งคว้ารางวัล Thailand’s Bank of the Year in 2021 จากนิตยสาร The Banker UK ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับธนาคารที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารจัดการที่เป็นเลิศในทุกมิติ มุ่งมั่นในการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์/บริการทางการเงินดิจิทัล สอดรับกับกระแสดิจิทัลดิสรัปชันและพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตลอดจนสนับสนุนและผลักดันนโยบายภาครัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19

นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร THE STANDARD ผู้ดำเนินรายการ
ล่าสุด ไม่หยุดเดินหน้าเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง จัดงานสัมมนาแผนยุทธศาสตร์ธุรกิจ ปี 2565 ภายใต้คอนเซปต์ ‘Courage to Change กล้าเปลี่ยน เพื่อก้าวนำ’ ประกาศพันธสัญญาการดำเนินงานปี 2565 เป็นต้นไป เผยวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์ธุรกิจของผู้บริหาร ที่จะนำองค์กรให้ฝ่าทุกวิกฤต เพื่อนำธนาคารสู่ความยั่งยืน เพื่อตัวเรา เพื่อลูกค้าของธนาคารกรุงไทย และเพื่อคนไทย โดยมีทั้งคณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานธนาคารกรุงไทยกว่า 10,000 คน รับชมการถ่ายทอดสดในรูปแบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา

กฤษฎา จีนะวิจารณะ ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย
กฤษฎา จีนะวิจารณะ ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า “ธนาคารกรุงไทยไม่ใช่องค์กรที่ทำธุรกิจเพื่อหวังผลกำไร แต่ยังมุ่งเน้นส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อตัวเรา องค์กร และสังคม ปลูกฝังการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการขององค์กร การประกาศพันธสัญญาครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่จะปลุกความกล้าในตัว ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่จะพาองค์กรขึ้นเป็นผู้นำในทุกด้าน”
ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์คู่ขนานระหว่างการดำเนินธุรกิจ 2 รูปแบบอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ธนาคารยังผลักดันความเป็น Paperless Organization และ Creating Shared Value (CSV) หรือการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจให้กับกิจการและสังคมไปพร้อมกัน โดยหัวใจสำคัญที่สุดที่จะผลักดันองค์กรไปข้างหน้า คือ ‘คน’ ทุกคนในองค์กรต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง พัฒนาตนเอง ไม่กลัวที่จะแสวงหาทักษะและประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อนำพาองค์กรให้เติบโตและประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน

ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย
“การแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นหนึ่งในวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุด แต่ธนาคารก็ยืนหยัดและดำรงไว้ซึ่งภารกิจในการเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ ในฐานะธนาคารพาณิชย์ของรัฐที่อยู่เคียงข้างประชาชนในทุกวิกฤต ผมเชื่อมั่นว่ายุทธศาสตร์ที่เดินหน้าต่อไปจากนี้จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์กรสามารถฝ่าฝันทุกวิกฤต และก้าวเป็นผู้นำได้เหมือนช่วงเวลาที่ผ่านมา” ผยง ศรีวณิช กล่าว

ปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด
งานสัมมนาในครั้งนี้ยังได้วิทยากรมากประสบการณ์ 2 ท่าน มาร่วมบรรยายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการ ‘เปลี่ยน’ ได้แก่

จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน)
ปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ผู้มอง Change เป็น Chance จนสามารถนำพาองค์กรที่อยู่มายาวนานกว่า 110 ปี ฝ่าคลื่นลมแห่งการเปลี่ยนแปลง และ จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) ผู้ซึ่งทรานส์ฟอร์มตัวเองและหน้าที่การงาน จากธุรกิจร้านเช่าวิดีโอของที่บ้าน ให้กลายเป็นธุรกิจคอนเทนต์ที่มีมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท
พันธสัญญา ‘Courage to Change กล้าเปลี่ยน เพื่อก้าวนำ’ ที่ชาวกรุงไทยได้ทำร่วมกันเพื่อเดินทัพยุทธศาสตร์ เชื่อว่าจะนำพาองค์กรที่ดำเนินธุรกิจมากว่าครึ่งศตวรรษ ให้ก้าวสู่ควาเป็นผู้นำอย่างสง่างามและยั่งยืนได้อย่างแน่นอน
The post กรุงไทยประกาศพันธสัญญาการดำเนินธุรกิจปี 2565 มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อคนไทย ในงานสัมมนาผู้บริหาร ‘Courage to Change กล้าเปลี่ยน เพื่อก้าวนำ’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
จนถึงวันนี้ (1 กรกฎาคม) LINE BK ผู้ให้บริการทางการเงินแ […]
The post 254 วัน ‘LINE BK’ ยอดผู้ใช้เกินคาดหมาย แต่ความท้าทายคือแข่งกับ Digital Banking มองแผนอนาคตเตรียมรุกประกันและการลงทุน appeared first on THE STANDARD.
]]>
จนถึงวันนี้ (1 กรกฎาคม) LINE BK ผู้ให้บริการทางการเงินแบบ Social Banking ก็ให้บริการมา 254 วันแล้ว หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อกลางเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา
ปัจจุบัน LINE BK ระบุว่า ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมเกินความคาดหมาย โดยมีผู้ใช้แล้วกว่า 2.8 ล้านบัญชี และมียอดการทำธุรกรรมรวมกว่า 5 หมื่นล้านบาท
การดำเนินงานในครึ่งปีแรกของปี 2564 ธนา โพธิกำจร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด กล่าวว่า เป็นไปอย่างที่บริษัทตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งโฟกัสไปที่บริการพื้นฐานที่เปิดตัวทั้ง 4 บริการ ได้แก่ บริการบัญชีเงินฝาก 3.4 ล้านบัญชี บริการบัญชีเงินออมดอกพิเศษ 75,000 บัญชี บริการบัตรเดบิต 1.4 ล้านบัตร รวมทั้งบัตรออนไลน์และบัตรเดบิตแบบแข็ง และบริการวงเงินให้ยืม
ล่าสุดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา LINE BK ได้ออกวงเงินให้ยืมนาโน (Nano Loan) สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ โดยมีวงเงินเริ่มต้นตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกในอัตราไม่เกิน 33% จับกลุ่มเป้าหมายเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและพนักงานประจำที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ
ด้วยความต้องการในสภาพคล่องที่สูงมากในช่วงนี้ ส่งผลให้ธุรกิจด้านสินเชื่อเติบโตมาก โดยมียอดการสมัครวงเงินให้ยืม 4 ล้านใบสมัคร เป็นจำนวนลูกค้า 2 ล้านราย ธนาระบุว่า “ส่วนหนึ่งที่ทำให้เลขนี้สูงเกิดจากลูกค้ามีความเชื่อว่าสมัครซ้ำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะได้เอง ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะต้องมีประวัติที่ดีก่อน คนเหล่านี้จึงเป็นกลุ่มที่เรายังอนุมัติยาก”
ปัจจุบันยอดรวมการปล่อยสินเชื่อ (Disbursed) อยู่ที่ 14,000 ล้านบาท ยอดสินเชื่อคงค้างในตลาด (Outstanding) 9,000 ล้านบาท โดยมีการอนุมัติทั้งสิ้น 350,000 ราย สำหรับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 20-25% ตอนนี้มีวงเงินกู้ยืมเฉลี่ย 35,000 บาทต่อราย และดอกเบี้ยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์อยู่ที่ 33% มีวงเงินกู้ยืมเฉลี่ย 11,000 บาทต่อราย
ธนาระบุว่า บริการสินเชื่อตั้งเป้าเจาะตลาดแมส โดยดึงคนที่ไม่มีรายได้ประจำเข้ามาอยู่ในระบบให้ได้ ซึ่งปัจจุบันฐานลูกค้า 41% เป็นกลุ่มฟรีแลนซ์ เกษตรกร แม่ค้า ขณะที่เกิน 75% ของทั้งพอร์ตเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน
“ตัวเลขนี้อยู่ในอัตราส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับสถาบันใหญ่ๆ ความตั้งใจ (ดึงคนที่ไม่มีรายได้ประจำเข้ามาอยู่ในระบบ) ต้องแลกมากับความสามารถในการบริหารความเสี่ยงที่สูงด้วย ดังนั้นเพื่อแยกแยะคุณภาพการชำระหนี้ เราจะมีการแยกแยะคุณภาพการชำระหนี้และพัฒนาโมเดลเกณฑ์คำนวณการปล่อยสินเชื่อให้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งจะสามารถปรับระดับวงเงินไปเรื่อยๆ ได้”
สำหรับสัดส่วนของ NPL (สินเชื่อที่คงค้างเกิน 90 วัน/หนี้เสีย) อยู่ที่ 2% ต่อสินเชื่อทั้งหมด “หลายคนมองว่าตัวเลขเท่านี้ถือว่าต่ำ แต่ในธุรกิจเปิดใหม่ สัดส่วนสินเชื่อใหม่นั้นมีเข้ามาเรื่อยๆ โอกาสผิดนัดชำระหนี้เกิน 90 วัน ยังเห็นไม่มากนัก ดังนั้นตัวเลขนี้กับ LINE BK ยังคงไม่มีความหมายที่สำคัญขนาดนั้น” ธนากล่าวพร้อมตั้งเป้าว่าอยากบริหาร NPL ให้ไม่เกิน 5% แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่ง ณ ตอนนี้สถานการณ์ยังคงประเมินยากอยู่ โดยกลุ่มแม่ค้ารายย่อย (sSME) เป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะนับเป็นกลุ่มหลักของลูกค้าของ LINE BK
สำหรับแผนครึ่งปีหลัง LINE BK ตั้งเป้าเดินหน้าสร้างพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นหนึ่งในวิธีที่ตอบโจทย์การเข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตามด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูง เกิดเป็นความกังวลที่ว่ายิ่งคนต้องการเข้าถึงเงินทุนมากเท่าไหร่ สถาบันการเงินยิ่งเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เกิดเป็นวัฏจักรหันพึ่งเงินทุนนอกระบบ “ถ้าเพดานดอกเบี้ยเปลี่ยนไปเท่าไหน เราก็ต้องปรับการบริหารความเสี่ยงตามเพดาน ซึ่งจะชี้ว่าเราสามารถอนุมัติสินเชื่อได้มากน้อยแค่ไหน” ปัจจุบัน LINE BK มีสัดส่วนการอนุมัติสินเชื่อ (Approval Rate) เฉลี่ยอยู่ที่ 10-20% ตามสถานการณ์และความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
สำหรับเรื่องที่ว่าความคุ้นชินของคนไทยกับการใช้ Social Banking ธนาให้ความเห็นว่า “สิ่งที่ยากที่สุดในการสู้กับธนาคารทั่วไปคือ ดิจิทัลแบงกิ้งเป็นสิ่งที่คนไทยใช้กันอยู่แล้ว เรากำลังแข่งกับสิ่งที่ทุกคนมองว่าสะดวกอยู่แล้ว ฉะนั้นการทำธุรกรรมให้ง่ายขึ้นยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายอยู่ในตอนนี้” พร้อมเสริมว่า LINE BK ยังต้องให้ความรู้กับตลาดอีกเยอะพอสมควร “หลายคนยังไม่รู้เลยว่าใน LINE BK มีโอนผ่านแชทได้”
ธนาตั้งเป้าหมายไว้ว่าอยากให้ LINE BK ขึ้นเป็นผู้เล่น Top 5 ของธุรกิจการให้บริการสินเชื่อแบบนอนแบงก์ พร้อมมุ่งมั่นที่จะขยายขอบเขตบริการทางการเงินรูปแบบอื่นๆ เพื่อให้ครอบคลุมทุกความต้องการมากยิ่งขึ้น เช่น บริการด้านการประกันและการลงทุน โดยคาดว่าอาจจะเริ่มที่ประกันก่อนอย่างเร็วภายใน 1 ปี ในการพัฒนาบริการ ส่วนเรื่องการลงทุนขอประเมินสถานการณ์ของตลาดอีกครั้ง
พิสูจน์อักษร: นัฐฐา สอนกลิ่น
The post 254 วัน ‘LINE BK’ ยอดผู้ใช้เกินคาดหมาย แต่ความท้าทายคือแข่งกับ Digital Banking มองแผนอนาคตเตรียมรุกประกันและการลงทุน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปี 2562 ที่ผ่านมา ข่าวใหญ่ธุรกิจการเงินคงหนีไม่พ้นการคว […]
The post กรณีศึกษา TMB-ธนชาต การควบรวมแบงก์ผสานทีมผู้บริหารอย่างไร appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปี 2562 ที่ผ่านมา ข่าวใหญ่ธุรกิจการเงินคงหนีไม่พ้นการควบรวมระหว่างธนาคารทหารไทย (TMB) และธนาคารธนชาต ที่หากรวมธนาคารเสร็จสิ้นในช่วงกลางปี 2564 จะกลายเป็นธนาคารหนึ่งเดียวกัน และมีฐานลูกค้ากว่า 10 ล้านคน ซึ่งการควบรวมจะต้องหลอมทั้งทีมบริหารและพนักงานทั้งหมดเข้าด้วยกัน
ทั้งนี้ การควบรวมสองธนาคารต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และมีอีกหลายเฟสเพื่อให้ลูกค้าคุ้นเคย โดยผู้นำใหญ่ของ ‘ธนาคารใหม่’ ที่จะเกิดขึ้นยังเป็น ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ธนาคารทหารไทย (TMB) ผู้บริหารดั้งเดิมจากฝั่ง TMB ที่ย้ำว่า การควบรวมครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเป็นที่ 1 ด้านทรัพย์สิน แต่จะเป็นหนึ่งในดวงใจของลูกค้า ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีมาร่วมทำงานกับคน และตอบสนองลูกค้าในลักษณะปัจเจกบุคคลมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การผสานสองธนาคารให้เป็นหนึ่งเดียวเริ่มมาตั้งแต่ปี 2562 ส่วนปี 2563 จะมีความคืบหน้า ได้แก่

จากซ้ายไปขวา มารี แรมลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารนวัตกรรมลูกค้ารายย่อย, ป้อมเพชร รสานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านสินเชื่อรถยนต์, ประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ผู้จัดการใหญ่, ปิติ ตัณฑเกษม ซีอีโอ, อนุวัติร์ เหลืองทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้ารายย่อย, เสนธิป ศรีไพพรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ
ส่วนรายละเอียดของทีมบริหารระดับสูงในธนาคารใหม่นี้ นอกจาก ปิติ ตัณฑเกษม มาเป็นซีอีโอแล้ว ยังมีมือดีจากธนาคารธนชาต ประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ มาดำรงตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทย จากก่อนหน้านี้ที่ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารธนชาต
ขณะที่ฝั่งธุรกิจรายย่อย ซึ่งเป็นธุรกิจที่ทั้งสองธนาคารพยายามขยายงาน ก็มี อนุวัติร์ เหลืองทวีกุล เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้ารายย่อย ซึ่งเดิมเป็นตำแหน่งของ มารี แรมลี ที่โยกย้ายมารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารนวัตกรรมลูกค้ารายย่อยในทีมบริหารใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในหน้าที่หลักเพื่อพัฒนา Digital Banking ของธนาคาร
อนุวัติร์กล่าวว่า หลังการควบรวมกันแล้ว ธนาคารใหม่จะมีจุดเด่นทั้งสินเชื่อบ้านที่เป็นอันดับ 3 ของตลาด และเป็นผู้นำสินเชื่อลีสซิง ซึ่งหลังจากนี้ธนาคารจะต้องให้ข้อมูลเข้าถึงและใกล้เคียงกันทุกช่องทางบริการ ตั้งแต่จำนวนสาขารวม 800-900 สาขา ตู้เอทีเอ็ม 4,700 ตู้ นอกจากนี้ต้องใช้ข้อมูลมาพัฒนาเครื่องมือการขายให้ตอบโจทย์ลูกค้า

ประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทย เดิมดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารธนชาต
ฝั่งลูกค้าธุรกิจมีแม่ทัพหลักเป็น เสนธิป ศรีไพพรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ เป็นผู้บริหารเดิมจาก TMB โดยจะต่อยอดกลยุทธ์ในปัจจุบันที่การขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล (Data-Driven Strategy) ใช้ข้อมูลมาทำให้การบริการเร็วขึ้น สะดวกขึ้น และเป็นรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น
ส่วนสินเชื่อลีสซิงที่ธนาคารธนชาตเป็นเจ้าใหญ่ของตลาดมี ป้อมเพชร รสานนท์ มาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านสินเชื่อรถยนต์ของธนาคารใหม่ โดยก่อนหน้านี้อยู่ที่ธนาคารธนชาตในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการธุรกิจสินเชื่อรถยนต์
ขณะที่การควบรวมธนาคารต้องผสานวัฒนธรรมองค์กรและพนักงานเกือบหมื่นคน มี วิจิตรา ธรรมโพธิทอง มารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นคนจากธนาคารธนชาต และสุดท้าย กาญจนา โรจวทัญญู มาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาด จากก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารทหารไทย
สุดท้ายแล้ว ปี 2563 ยังมีความท้าทายหลายอย่าง ทั้งปัจจัยต่างประเทศและการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง การควบรวมธนาคารอาจเป็นทางออกให้ธนาคารเสริมจุดแข็งกันและกัน
พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล
The post กรณีศึกษา TMB-ธนชาต การควบรวมแบงก์ผสานทีมผู้บริหารอย่างไร appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไลน์ (LINE) และธนาคารกสิกรไทย ประกาศจัดตั้งบริษัท กสิกร […]
The post LINE จับมือกสิกรตั้งบริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด สร้างประสบการณ์ Social Banking เตรียมปล่อยสินเชื่อทำธุรกรรมผ่านไลน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไลน์ (LINE) และธนาคารกสิกรไทย ประกาศจัดตั้งบริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด ร่วมกัน เพื่อเปลี่ยนแปลงประสบการณ์บริการทางการเงินให้กับผู้ใช้ในประเทศไทยในรูปแบบ Social Banking พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ๆ ครึ่งหลังปี 2562 ตั้งเป้าเป็น 1 ใน 5 บริษัทชั้นนำให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลภายใน 5 ปี
วันนี้ (พุธ 12 ธ.ค.) ไลน์ (ลงทุนผ่านบริษัท ไลน์ ไฟแนนเชียล เอเชีย) และธนาคารกสิกรไทย (ลงทุนผ่านบริษัท กสิกร วิชั่น จำกัด หรือ เควิชั่น) ได้ประกาศความร่วมมือจัดตั้งบริษัทใหม่ ‘บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด’ ในรูปแบบ Joint Venture หวังสร้างประสบการณ์การเงินรูปแบบใหม่ Social Banking ทำธุรกรรมได้ทันทีผ่านไลน์ รวมถึงปล่อยสินเชื่อขนาดย่อม (30,000-50,000 บาท) ให้กลุ่มคนที่ไม่สามารถเข้าถึงการทำธุรกรรมธนาคาร (Unbanked) แชตเพื่อยืมเงินได้
ความร่วมมือในครั้งนี้สืบเนื่องจากกลยุทธ์ใหม่ของบริษัท ไลน์ ไฟแนนเชียล เอเชียโดยไลน์ คอร์เปอเรชัน ที่มุ่งมั่นจะร่วมงานกับ 4 ธนาคารในเอเชียรวมประเทศไทย เพื่อให้บริการทางการเงินบนแพลตฟอร์มไลน์ นำธุรกรรมทางการเงินไปฝังในชีวิตผู้ประจำวันของผู้บริโภค และสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ร่วมกันระหว่างภาคธนาคาร และแชตแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะการให้บริการสินเชื่อกู้ยืมเงิน
อริยะ พนมยงค์ กรรมการไลน์ ประเทศไทย เผยว่าปัจจุบันไลน์มีผู้ใช้งานในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 44 ล้านคน มากที่สุดเป็นลำดับ 2 ของไลน์ ณ ปัจจุบัน และยังถือเป็นศูนย์รวมบริการทุกรูปแบบ ซึ่งบริการทางการเงินนับเป็นอีกหนึ่งในทิศทางที่ไลน์จะจริงจังมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสของกลุ่มคนที่ไม่สามารถเข้าถึงภาคบริการของธนาคารได้
“จุดประสงค์ของกสิกร ไลน์ จำกัด คือการขยายขอบเขตการให้บริการของ Digital Banking ไปสู่ Social Banking Experience เพื่อสร้างบริการรูปแบบใหม่ที่เอาลูกค้าเป็นตัวตั้ง นำธุรกรรมทางการเงินไปฝังในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค
“ก่อนหน้านี้มีหลายคนถามผมเสมอว่าไลน์จะเข้ามา Disrupt ธนาคารหรือเปล่า วันนี้เราตอบได้แล้วว่าเราไม่ได้มา Disrupt แบงก์ แต่เป็นการจับมือร่วมกันกับธนาคารเลย ไม่ใช่แค่ความร่วมมือในแบบพาร์ตเนอร์ชิปเท่านั้น เพราะมันคือการ Joint Venture ที่เปรียบได้เหมือนกับการแต่งงานในระยะยาวระหว่างธนาคารกสิกรไทยและไลน์เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการกู้ยืมสินเชื่อส่วนบุคคลได้”
อริยะ กล่าวเสริมว่าแม้การกู้เงินอาจจะไม่ใช่สิ่งแรกที่คนนึกถึงเวลาตื่นนอน แต่ไม่ว่าเมื่อไรที่คนต้องการซื้อสินค้าแล้วมีเงินไม่เพียงพอ บริการกู้ยืมเงินก็จะเป็นสิ่งแรกๆ ที่พวกเขานึกถึง ดังนั้นจากฐานผู้ใช้ ณ ปัจจุบันที่ 44 ล้านคนบนแพลตฟอร์ม กสิกร ไลน์ จำกัด ก็จะช่วยให้ผู้ใช้เหล่านี้สามารถเข้าถึงช่องทางการกู้เงินได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินเข้าธนาคารอีกต่อไป แต่ภาคผู้ให้บริการต้องวิ่งเข้าหาผู้ใช้แทน
ด้าน พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เผยว่าการร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับธนาคารกสิกร ทั้งในเรื่องความเร็วที่คงสู้บริษัทด้านไอทีไม่ได้ หรือแม้แต่ด้านต้นทุน ฉะนั้นการตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาเพื่อให้บริการทางการเงินกึ่งไอทีได้ด้วยความรวดเร็วก็ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจมากๆ และยังให้โอกาสผู้ใช้ได้เข้าถึงการทำธุรกรรมบนธนาคารได้อย่างง่ายดายอีกด้วย
“คนไทยใช้งานไลน์เยอะมาก เราอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศไลน์ ใครที่ใช้ไลน์ก็จะนึกถึง Social Banking ของเรา เมื่อคุยหรือแชตกันบนไลน์ก็สามารถทำธุรกรรมได้ทันที เป็นการรวมบริการทางการเงินกับแชตแอปพลิเคชันเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ก็ยังเป็นการสร้างโอกาสในตลาดบริการให้กู้ยืมเงินระหว่างบุคคล ที่วันนี้ขนาดของตลาดทั้งประเทศอยู่ที่ 5 แสนล้าน ส่วนขนาดตลาดของเราอยู่ที่ 2 หมื่นล้านเท่านั้น
“โอกาสเติบโตทางธุรกิจมีมากพอสมควร ถ้าเราสามารถตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ให้ไม่มองการเงินเป็นเรื่องยากได้ ทำให้ความกลัวในการใช้งานของพวกเขาหายไปก็จะทำให้บริษัทนี้สามารถเข้าไปถึงกลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มดังกล่าวได้ โดยเงินที่ทุกๆ ท่านจ่ายมาให้เราน่าจะสามารถเติบโตกว่าปัจจุบันได้มากถึง 6 เท่า”
เมื่อถามถึงโปรดักส์ที่จะเกิดขึ้นภายใต้บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทยบอกว่าจะเริ่มจากการปล่อยสินเชื่อผ่านไลน์ในจำนวนเงินก้อนเล็กๆ แค่ 30,000-50,000 ก็สามารถกู้ได้ โดยน่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้นในช่วงกลางปี 2562 ซึ่งระบบใหม่ที่จะร่วมสร้างด้วยกันจะต้องเชื่อมต่อทั้งไลน์ และกสิกรไทยให้เข้าหากันได้ และจะแยกบัญชีธนาคารของกสิกร ไลน์ เป็นอีกหนึ่งบัญชีใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับบัญชีเดิมของธนาคารกสิกรไทย
ยองอึนคิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ไลน์ ไฟแนนเชียล เอเชีย เผยว่าไลน์ กสิกรจะให้บริทางการเงินและบริการกู้ยืมที่ปลอดภัย และสะดวกสบายบนแพลตฟอร์มไลน์เพื่อให้เข้าถึงง่าย โดยมุ่งมั่นจะเป็นผู้ให้บริการกู้ยืมเงินชั้นนำภายใน 5 ปีต่อจากนี้ พร้อมย้ำว่าไลน์ได้เลือกพาร์ตเนอร์ด้านธนาคารที่ดีที่สุดในประเทศไทยแล้ว และก็คงไม่มีความร่วมมือในลักษณะนี้เกิดขึ้นกับธนาคารเจ้าอื่นๆ ในประเทศไทยอีก
ในด้านการเก็บข้อมูลเพื่อประมวลผลการให้กู้ยืมเงิน ไลน์ย้ำว่าโดยปกติแพลตฟอร์มของตนไม่เคยเก็บข้อมูลสนทนาของผู้ใช้งานแอปฯ อยู่แล้ว เช่นเดียวกันกับกสิกร ไลน์ ในครั้งนี้ที่จะไม่นำข้อมูลแชตมาใช้เด็ดขาด โดยพัชรเสริมว่าพฤติกรรมของผู้ใช้ที่จะนำมาอนุมัติการปล่อยสินเชื่อต้องวิเคราะห์จากหลายๆ รูปแบบ ไม่ใช่แค่ข้อมูลการทำธุรกรรมเหมือนในอดีตอีกต่อไป
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
The post LINE จับมือกสิกรตั้งบริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด สร้างประสบการณ์ Social Banking เตรียมปล่อยสินเชื่อทำธุรกรรมผ่านไลน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
(31 ส.ค.) นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถา […]
The post สิ้นเดือนรายการธุรกรรมมาก แบงก์ชาติแจงเหตุทำระบบแบงก์ขัดข้อง appeared first on THE STANDARD.
]]>
(31 ส.ค.) นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าตามที่เช้านี้มีธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่มีปริมาณธุรกรรมข้ามธนาคารจำนวนมากเกิดปัญหาระบบขัดข้อง ทำให้เกิดรายการค้างรอจำนวนมาก มีผลกระทบไปสู่ธนาคารหลายแห่งให้เกิดการสะดุดหรือล่าช้าในการทำธุรกรรม โดยเฉพาะบริการ Mobile Banking
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ติดตามการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง และให้ธนาคารเร่งแก้ไข รวมทั้งกันธนาคารดังกล่าวออกจากระบบกลางเพื่อลดผลกระทบที่มีกับธนาคารอื่นให้สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนที่ได้ตกลงกันไว้
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำชับธนาคารให้มีการดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทุกราย เช่น กรณีรายการโอนเงินไม่สมบูรณ์ หรือไม่ได้รับเงินทันที
นอกจากนี้ได้สั่งการธนาคารที่มีปัญหาให้มีแผนการยกระดับศักยภาพความสามารถในการให้บริการเพื่อรองรับธุรกรรมที่จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป
สำหรับช่วงเช้าวันนี้มีรายงานข่าวแจ้งปัญหาการใช้งานระบบ Digital Banking ของหลายธนาคารไม่สามารถทำธุรกรรมใดๆ ได้
โดยธนาคารกสิกรไทย (9.40 น.) ชี้แจงและยอมรับว่าขณะนี้เกิดปัญหาระบบขัดข้อง ไม่สามารถทำธุรธรรมทั้งทาง ATM, K-Cyber Banking และ K PLUS ได้ ทำได้เพียงฝาก-ถอนเงินผ่านสาขา ไม่สามารถโอนเงินหรือรับโอนเงินจากต่างธนาคารได้ ขณะนี้กำลังเร่งแก้ไขปัญหาโดยด่วนที่สุด
ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ (10.15 น.) ยืนยันว่าระบบยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ และกำลังตรวจสอบการใช้งานผ่าน ATM อาจจะติดขัดกรณีที่โอนเงินต่างธนาคารไปที่ธนาคารปลายทางที่ระบบมีปัญหาจะยังไม่สามารถทำได้ ต้องรอให้ธนาคารปลายทางแก้ไขปัญหาเสร็จก่อน
นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวซึ่งยังไม่ได้รับการยืนยันว่าระบบของธนาคารอื่นๆ เช่น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารธนชาต ก็พบปัญหาขัดข้องด้วย
The post สิ้นเดือนรายการธุรกรรมมาก แบงก์ชาติแจงเหตุทำระบบแบงก์ขัดข้อง appeared first on THE STANDARD.
]]>