Design Thinking Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/design-thinking/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 07 Jan 2026 10:34:21 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เลือกตั้ง 2569 : ‘พรรคพลวัต’ ลุยจะนะ ชูโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างรายได้ชุมชน ‘กัณวีร์’ ลั่นปกป้องผลศึกษา SEA ขวางนิคมฯ ทับที่ทำกิน https://thestandard.co/phalawat-party-against-industrial-estate/ Thu, 01 Jan 2026 08:59:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1160830 `‘พรรคพลวัต’ ลุย จะนะ ชูโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างรายได้ชุมชน ‘กัณวีร์’ ลั่นปกป้องผลศึกษา SEA ขวางนิคมฯ ทับที่ทำกิน`

วันนี้ (1 มกราคม) กัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต พร้อม […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ‘พรรคพลวัต’ ลุยจะนะ ชูโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างรายได้ชุมชน ‘กัณวีร์’ ลั่นปกป้องผลศึกษา SEA ขวางนิคมฯ ทับที่ทำกิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
`‘พรรคพลวัต’ ลุย จะนะ ชูโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างรายได้ชุมชน ‘กัณวีร์’ ลั่นปกป้องผลศึกษา SEA ขวางนิคมฯ ทับที่ทำกิน`

วันนี้ (1 มกราคม) กัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต พร้อมด้วย อภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ประธานยุทธศาสตร์และนโยบายพรรคพลวัต ได้ลงพื้นที่บ้านนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อพบปะเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นและเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเต่าไข่ ซึ่งมีการผลิตแปรรูปปลาเส้นและงานหัตถกรรมรองเท้าถักไหมพรม ถือเป็นต้นแบบความสำเร็จของเศรษฐกิจระดับฐานราก

 

กัณวีร์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ตั้งใจนำ อภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) มาถอดบทเรียนความสำเร็จของชุมชนจะนะ ที่สามารถนำทรัพยากรในท้องถิ่นมาต่อยอดสร้างอาชีพและรายได้

 

ด้าน อภิสิทธิ์ กล่าวภายหลังรับฟังข้อมูลจาก รุ่งเรือง ระหมันยะ แกนนำเครือข่ายฯ ว่า ตนรู้สึกประหลาดใจและชื่นชมในความสำเร็จของชุมชน ที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการใช้ความคิดสร้างสรรค์สามารถสร้างรายได้จริง โดยยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ปลาเส้น ที่แปรรูปจากปลาตากแห้ง และ รองเท้าถักไหมพรม ที่เริ่มต้นฝึกทำในช่วงการต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมและช่วงโควิด จนสามารถส่งออกไปจำหน่ายไกลถึงประเทศโคลอมเบีย

 

“นี่คือบทพิสูจน์ของ Design Thinking หรือกระบวนการคิดเชิงออกแบบ ที่มองเห็นโอกาสจากสิ่งรอบตัว เปลี่ยนปลาให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ทำให้คนในชุมชนมีรายได้ที่แน่นอน สามารถทำงานที่บ้านและดูแลครอบครัวได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ดียิ่งขึ้น จำเป็นต้องมีการสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ตู้อบพลังงานสะอาด มาช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้า” อภิสิทธิ์ กล่าว

 

กัณวีร์ กล่าวเสริมว่า ผลิตภัณฑ์ของชาวจะนะไม่ได้มีเพียงมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีมูลค่าทางจิตใจและประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะรองเท้าถักไหมพรมและปลาเค็มฝังทราย ที่เป็นสัญลักษณ์ของนักรบผ้าถุง ผู้เคยเดินทางไปเรียกร้องสิทธิที่หน้าทำเนียบรัฐบาล สิ่งเหล่านี้คือจิตวิญญาณของชุมชนที่พรรคพลวัตให้ความสำคัญ

 

ด้านรุ่งเรือง ตัวแทนเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น สะท้อนปัญหาว่า ชาวบ้านยังคงกังวลเรื่องการผลักดันนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เพราะนอกจากจะทำลายวิถีชีวิตแล้ว การถมที่ดินกว่า 20,000 ไร่ จะส่งผลกระทบให้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่สงขลาและจะนะรุนแรงยิ่งขึ้น ดังที่เห็นจากภัยพิบัติในปีนี้

 

“เรายังไม่วางใจ แม้ผลการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) จะระบุว่าพื้นที่นี้ไม่เหมาะสมกับนิคมอุตสาหกรรม แต่เรายังต้องจับตาดูท่าทีของรัฐบาลชุดใหม่ ว่าจะเคารพผลการศึกษานี้หรือไม่” รุ่งเรือง กล่าว

 

กัณวีร์ ได้กล่าวยืนยันจุดยืนของพรรคพลวัตอย่างหนักแน่นว่า หากพรรคได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาหรือเป็นรัฐบาล จะต่อสู้คัดค้านอย่างถึงที่สุด หากรัฐบาลชุดใหม่พยายามผลักดันโครงการนิคมอุตสาหกรรมโดยไม่นำผลการศึกษา SEA มาเป็นเกณฑ์ตัดสินใจ

 

“SEA คือกลไกที่มีเหตุผลและผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม หากผลชี้ชัดว่ากระทบสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต ก็ต้องยุติ หากใครจะดันทุรังทำต่อ เราจะต่อสู้ให้เต็มที่ พรรคพลวัต (เบอร์ 7) เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง โดยใช้ทรัพยากรชุมชนเป็นฐาน คือพลวัตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศไทย” หัวหน้าพรรคพลวัต กล่าวย้ำ

The post เลือกตั้ง 2569 : ‘พรรคพลวัต’ ลุยจะนะ ชูโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างรายได้ชุมชน ‘กัณวีร์’ ลั่นปกป้องผลศึกษา SEA ขวางนิคมฯ ทับที่ทำกิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ธรรมศาสตร์-บ้านปู’ ประกาศรางวัลโครงการ ‘ออกแบบเกม ออกแบบสังคม รุ่น 2’ ทีม The Last Hope นวัตกรรุ่นเยาว์จากโรงเรียนวัชรวิทยา คว้าถ้วยพระราชทานฯ ไปครอง [Advertorial] https://thestandard.co/thammasat-banpu-announced-game-design-winner/ Tue, 10 Aug 2021 03:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=515984 banpu

ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา นวัตกรรุ่นเยาว์ระดับชั้นมัธย […]

The post ‘ธรรมศาสตร์-บ้านปู’ ประกาศรางวัลโครงการ ‘ออกแบบเกม ออกแบบสังคม รุ่น 2’ ทีม The Last Hope นวัตกรรุ่นเยาว์จากโรงเรียนวัชรวิทยา คว้าถ้วยพระราชทานฯ ไปครอง [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
banpu

ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา นวัตกรรุ่นเยาว์ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายทั้ง 14 ทีม ในโครงการ ‘ออกแบบเกม ออกแบบสังคม รุ่น 2’ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ต้องขับเคี่ยวไอเดียเพื่อพัฒนาบอร์ดเกมกันมาอย่างเข้มข้น 

 

ในที่สุดผลผลิตจากการบ่มเพาะนวัตกรรุ่นเยาว์ให้มีทักษะการคิดเชิงออกแบบและการคิดอย่างสร้างสรรค์ที่เอื้อต่อการเป็นนวัตกรรุ่นใหม่ เพื่อจุดประกายการเป็นผู้นำในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม ผ่านการพัฒนาบอร์ดเกมให้มีความสนุก สร้างสรรค์ และตอบโจทย์ปัญหาสังคมที่ต้องการแก้ไข ก็ผลิดอกออกมาเป็นผลรางวัลให้กับทีมผู้ชนะ The Last Hope โรงเรียนวัชรวิทยา จังหวัดกำแพงเพชร กับผลงานบอร์ดเกม Survivors From Black Snow ที่นำเสนอประเด็นเรื่องการขจัดเขม่าควันอ้อย เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและความตระหนักให้แก่เกษตรกรและคนในชุมชนในเรื่องการดูแลสภาพแวดล้อมและสุขอนามัยของคนในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร คว้าถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปครองได้สำเร็จ   

 

 

และรางวัลพิเศษอื่นๆ อีก 5 รางวัล ที่ประกาศผลพร้อมกันผ่านรูปแบบออนไลน์เมื่อวันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม 2564 โดยได้รับเกียรติจาก รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ คุณชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธี 

 

ทำความรู้จัก ‘Survivors from Black Snow’ บอร์ดเกมที่ถ่ายทอดประเด็นเขม่าควันอ้อยจนคว้ารางวัลถ้วยพระราชทานฯ

ความสามารถและความมุ่งมั่นในการนำทักษะการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบพัฒนาเกมการเรียนรู้ที่สื่อสารประเด็นมลภาวะจากควันอ้อยของน้องๆ ทีม The Last Hope โรงเรียนวัชรวิทยา จังหวัดกำแพงเพชร นั้นสามารถถ่ายทอดประเด็นปัญหา รวมไปถึงวิธีบริหารจัดการแก้ไขอย่างครอบคลุมและสอดคล้องกับหลักการที่สามารถปฏิบัติจริงได้เป็นอย่างดี จนสามารถชนะใจกรรมการได้นั้น เริ่มต้นมาจากการหยิบยกประเด็นใกล้ตัวของสมาชิกในทีม (วรินส์ศยา สุพิชยาชยพล, มนัสชนก คำสร้อย, ศรุต อินทร์แก้ว และ พงษ์เพชร สิงห์แก้ว) ที่อาศัยอยู่ในชุมชนมีอาชีพเกษตรกรปลูกอ้อยเป็นหลัก

 

 

นำไปสู่เป้าหมายของเกม Survivors from Black Snow ที่ต้องการให้ผู้เล่นตระหนักถึงปัญหาของเขม่าควันที่เกิดจากการกำจัดอ้อยในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในพื้นที่ ตัวเกมเป็นการจำลองแผนที่จริงของอำเภอต่างๆ ในจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งมีการทำเกษตรกรรมไร่อ้อย ผู้เล่นทุกคนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างกันในการหาทางแก้ไขและทำให้พื้นที่ปราศจากปัญหาจากการเผาอ้อย นอกจากนี้เกมยังนำเสนอแนวทางวิธีการเก็บผลผลิตที่เหมาะสมให้ผู้เล่นได้เข้าใจอีกด้วย สมกับเป็นวัตกรรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนสังคมต่อไป   

 

ทีม The Last Hope กล่าวว่า “ดีใจและเกินความคาดหวังของพวกเราเป็นอย่างมาก นอกจากที่เราจะได้พัฒนาบอร์ดเกมในประเด็นสังคมที่เราสนใจอย่างประเด็นเขม่าควันอ้อยซึ่งเกิดขึ้นในรอบๆ บริเวณชุมชนและจังหวัดของเราแล้ว พวกเรายังได้เสริมทักษะต่างๆ และพัฒนาตัวเองกันมาไกลมากอีกด้วย มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะหยิบเอาปัญหาและข้อมูลต่างๆ มาถ่ายทอดลงในเกมพร้อมสร้างความเข้าใจและความสนุกให้กับผู้เล่น ตลอดระยะเวลาที่เราพัฒนาเกมกันมาก็ท้อจนเกือบจะถอดใจไปหลายครั้ง แต่ท้ายที่สุดพวกเราก็ลงมือทำและผ่านมาถึงตรงนี้ได้

 

“ต้องขอบคุณทุกๆ ส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง ทั้งทางบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่จัดโครงการดีๆ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของประเด็นปัญหาสังคมและเลือกพวกเราเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ รวมไปถึงขอบคุณพี่ๆ เกมเมอร์ที่ให้คำปรึกษาในการพัฒนาเกมทุกขั้นตอน โรงเรียนและคุณครูที่สนับสนุนพวกเรา รวมถึงเพื่อนๆ ในโครงการที่ร่วมเดินทางพัฒนาตัวเองมาด้วยกันเกือบ 2 ปี พวกเราหวังว่าเกมที่พวกเราตั้งใจพัฒนากันขึ้นมาจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไปไม่มากก็น้อย”

 

นอกจากรางวัลชนะเลิศ โครงการ ‘ออกแบบเกม ออกแบบสังคม รุ่น 2’ ยังมีรางวัลพิเศษให้กับนวัตกรรุ่นใหม่อีก 5 รางวัล ได้แก่

  

 

รางวัล Learning & Growth ได้แก่ บอร์ดเกม Unplugged Coding จากโรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี จังหวัดราชบุรี ที่ต้องการให้ผู้เล่นสนุกกับการทำความเข้าใจพื้นฐาน Coding ผ่านการแข่งพิชิตขุมทรัพย์ให้เร็วที่สุด โดยออกแบบมาใน ‘ตะลุยดงพญาเย็น’ ซึ่งมีที่มาจากป่าดงพญาเย็นที่ขึ้นชื่อเรื่องความลึกลับและอันตรายรอบด้าน รางวัลที่ได้แสดงให้เห็นถึงความมุมานะและความสำเร็จที่ตั้งอยู่บนฐานกระบวนการทำงานเป็นทีม การตระหนักรู้ถึงคุณค่าของประสบการณ์และเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง 

 

 

รางวัล Creativity ได้แก่ บอร์ดเกม Lost in Eros จากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ๒ กรุงเทพมหานคร ต้นแบบของนวัตกรที่แสดงให้เห็นถึงการคิดนอกกรอบและกล้าที่จะใส่ความคิดสร้างสรรค์ของทีมลงไปในการออกแบบเกม ซึ่งเป็นอีกสิ่งสำคัญของกระบวนการออกแบบเกมเพื่อการเรียนรู้ เกมนี้นำเสนอประเด็นเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย และสร้างบรรทัดฐานให้พูดถึงเรื่องเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติที่คนรุ่นใหม่ควรมีความรู้ความเข้าใจ โดยเกมสื่อสารผ่านเทพปกรณัมกรีก ‘อีรอส’ เทพแห่งความรักและปรารถนา มาเป็นตัวแทนสื่อสารเรื่องเพศ นอกจากนี้ยังเลือกใช้สีสันหลากหลายและฉูดฉาดเพื่อสื่อถึงความหลากหลายทางเพศอีกด้วย 

 

 

รางวัล High Quality Research ได้แก่ บอร์ดเกม Sugar Addict จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร จังหวัดนครปฐม ที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานบนพื้นฐานองค์ความรู้ที่ลึกซึ้ง สามารถสื่อสารความรู้เรื่องการ #ติดหวาน อย่างเข้าอกเข้าใจ และทำให้ผู้เล่นเกมนี้ตระหนักถึงประเด็นดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ผ่านเกมที่ออกแบบลายเส้นแบบการ์ตูนญี่ปุ่น รวมทั้งออกแบบกระดานเกมหลักเป็นตารางค่าน้ำตาลที่เข้าใจง่าย

    

 

รางวัล Community Engagement ได้แก่ บอร์ดเกม Save Health Save Life จากโรงเรียนสรรพวิทยาคม จังหวัดตาก ถ่ายทอดความรู้การดูแลสุขลักษณะอย่างถูกวิธีผ่านเกม โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือเด็กพลัดถิ่นในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก แสดงให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนในการสร้างสรรค์เกม เพื่อสื่อสารกับเยาวชนเป้าหมายในพื้นที่ เพื่อให้มีความเข้าใจเรื่องสุขอนามัยและการดูแลตนเอง ด้วยแนวทางการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่สนุก เข้าใจง่าย และยังใส่ใจในการนำภาษาท้องถิ่นมาเป็นเครื่องมือสื่อสาร 

 

 

รางวัล Gamers’ Choice ได้แก่ บอร์ดเกม Mentalism โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต จังหวัดปทุมธานี  ศักยภาพอันโดดเด่นในการพัฒนาสร้างสรรค์เกมที่ชวนผู้เล่นมาช่วยกันถอดรหัส MBTI หรือแบบทดสอบลักษณะนิสัยที่บ่งบอกตัวตน ผ่านการ์ดบุคลิกที่บอกลักษณะต่างๆ ของบุคลิกนั้น ทำให้คณะกรรมการเล็งเห็นถึงความเป็นไปได้ในการนำเกมไปต่อยอดและขยายผลในอนาคต  

 

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงเจตจำนงและความสำเร็จในโครงการครั้งนี้ว่า “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มีเจตนารมณ์ในการบ่มเพาะเยาวชนให้มีคุณภาพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในอนาคตที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าต่อไป เราได้รับการสนับสนุนที่ดีอย่างต่อเนื่องจากบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ในการดำเนินโครงการออกแบบเกม ออกแบบสังคม ทำให้เราสามารถดำเนินโครงการเพื่อปลูกฝังความคิดและทักษะต่างๆ ที่จำเป็นแก่การเป็นนวัตกรรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการบ่มเพาะเยาวชนให้มีทักษะกระบวนการทางความคิดแบบนวัตกรรุ่นใหม่ หวังว่าเยาวชนในโครงการฯ ทุกท่านจะนำเอาความรู้และทักษะต่างๆ ที่ได้ไปจากการเข้าร่วมโครงการนำไปปรับใช้พัฒนาตนเองต่อไป และเติบโตเป็นนวัตกรที่ดีต่อไปในอนาคต” 

 

TU

คุณชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)

 

ด้าน คุณชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า “บริษัท บ้านปู (จำกัด) มหาชน ได้ดำเนินโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมหลายโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนผู้เป็นอนาคตของชาติ โดยในโครงการออกแบบเกม ออกแบบสังคม เราได้ส่งเสริมการสร้างนวัตกรผ่านการออกแบบบอร์ดเกม เพื่อสื่อสารประเด็นปัญหาต่างๆ ที่มีในสังคม ให้ได้รับการแก้ไข ซึ่งแนวทางการเรียนรู้เช่นนี้สอดคล้องกับแนวคิดของบ้านปูที่ว่า พลังความรู้คือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา 

 

“วันนี้ผลลัพธ์ดังกล่าวได้ปรากฏออกมาให้เห็น ทั้ง 14 ทีม ได้สร้างสรรค์ 14 บอร์ดเกม ซึ่งต่างก็มีความน่าสนใจในมุมที่แตกต่างกันออกไป ก็รู้สึกประทับใจที่เยาวชนคนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นรอบตัวในมิติที่หลากหลาย และต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบอร์ดเกมทั้ง 14 เกมนี้จะได้ถูกนำไปต่อยอด เพื่อก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมของเราต่อไป” 

 

โครงการออกแบบเกม ออกแบบสังคม รุ่น 2 ถือเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มีพื้นที่ในการมีส่วนร่วมแสดงออกต่อประเด็นปัญหาสังคมได้อย่างดีเยี่ยม THE STANDARD ขอแสดงความยินดีกับทุกทีมที่ได้รับรางวัล รวมถึงนวัตกรรุ่นใหม่ทุกท่านที่เข้าร่วมโครงการที่ดีแบบนี้

 

ทั้งนี้ พิธีมอบถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แก่ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ จะจัดขึ้นอีกครั้งตามความเหมาะสมของสถานการณ์ ติดตามรายละเอียดได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Thammasat-Banpu Innovative Learning Program

The post ‘ธรรมศาสตร์-บ้านปู’ ประกาศรางวัลโครงการ ‘ออกแบบเกม ออกแบบสังคม รุ่น 2’ ทีม The Last Hope นวัตกรรุ่นเยาว์จากโรงเรียนวัชรวิทยา คว้าถ้วยพระราชทานฯ ไปครอง [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สองแม่ทัพ IBM ฟันธง ธุรกิจไทยหลงทางยุค Digital Transformation ไม่รีบปรับเข็มทิศ มีสิทธิ์ไม่รอด https://thestandard.co/ibm-digital-transformatio/ Sat, 27 Mar 2021 11:00:36 +0000 https://thestandard.co/?p=469303 สองแม่ทัพ IBM ฟันธง ธุรกิจไทยหลงทางยุค Digital Transformation ไม่รีบปรับเข็มทิศ มีสิทธิ์ไม่รอด [Advertorial]

ยุคนี้ไม่ว่าบุคคล องค์กรระดับเล็กไปจนถึงใหญ่ ต่างคุ้นหู […]

The post สองแม่ทัพ IBM ฟันธง ธุรกิจไทยหลงทางยุค Digital Transformation ไม่รีบปรับเข็มทิศ มีสิทธิ์ไม่รอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สองแม่ทัพ IBM ฟันธง ธุรกิจไทยหลงทางยุค Digital Transformation ไม่รีบปรับเข็มทิศ มีสิทธิ์ไม่รอด [Advertorial]

ยุคนี้ไม่ว่าบุคคล องค์กรระดับเล็กไปจนถึงใหญ่ ต่างคุ้นหูกับคำว่า Digital Transformation แต่ยังคงมีความเข้าใจผิดกันอยู่มาก คำถามตัวใหญ่ๆ คืออะไรเป็นสิ่งที่ต้องโฟกัส วันนี้เราพูดคุยกับสองแม่ทัพด้านเทคโนโลยีจาก IBM อย่าง สุรฤทธิ์ วูวงศ์ Country Manager, Technology Group และ รัชนีกร เทวอักษร Country Manager, Technical Sales กับการเผยมุมมองแบบฟันฉับ ฉบับเข้าใจง่าย แต่ความรู้แน่น รับประกัน

 

ความเข้าใจผิดที่ 1: เทคโนโลยีคือจุดศูนย์กลาง แทนที่จะเป็นมนุษย์ในฐานะผู้ใช้งาน

สองแม่ทัพชี้แจงข้อหนักใจแรกที่ทั้งคู่ต่างพบเจอมาผ่านประสบการณ์การทำงานกับกลุ่มลูกค้าธุรกิจมากมาย โดยทั้งคู่ยืนยันว่าเทคโนโลยีจำเป็นต้องมาเสริมความสะดวกสบาย ไม่ใช่ล้ำเส้นเกินความต้องการจริงๆ ของมนุษย์ในฐานะผู้ใช้งานที่เป็นจุดศูนย์กลางอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 

 

สุรฤทธิ์กล่าวว่า “IBM ทำการศึกษาแล้วค้นพบว่าบางครั้งสิ่งที่ซีอีโอคิดว่าสำคัญ 10 อันดับแรก ในการทำ Digital Transformation ที่จำเป็นต่อการให้บริการผู้บริโภคควรมีอะไรบ้าง เชื่อไหมครับว่าตรงกันข้ามเลยกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ 10 อันดับ บางครั้งสิ่งที่ผู้บริหารคิดอยู่รั้งท้ายเลยด้วยซ้ำ เรื่องนี้จึงมีความย้อนแย้งกันอยู่

 

“วันนี้ทุกคนต้องการความสะดวกสบายและรวดเร็วสุดๆ แต่กลายเป็นว่าเทคโนโลยีที่นำมาใช้สวยหรูเกินไป ทำให้ผู้บริโภคต้องยุ่งยากเพิ่มขึ้น อย่างแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือที่เราใช้กันอยู่ แม้จะมีดีไซน์สวยงาม แต่หลังบ้านไม่ได้ถูกปรับการใช้งานให้ดีขึ้นตาม ต้องผ่านขั้นตอนมากมายเหมือนเดิม ประสบการณ์ของผู้บริโภคก็ไม่ได้รู้สึกว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้พวกเขาเลย

 

“ทุกวันนี้เราจึงต้องคิดโดยใช้ลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลางก่อน (Customer Centric) มีการใช้กระบวนการ Design Thinking ว่าในการใช้งานจริงๆ นั้นผู้บริโภคต้องการอะไรบ้าง แล้วจึงนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้” 

 

 

รัชนีกรกล่าวเสริมว่า “พอได้ยินคำว่า Digital Transformation ทุกคนจะพุ่งเป้าไปเลยว่าจะนำเทคโนโลยีที่มีมาทำอะไรดี แทนที่จะตั้งคำถามให้ถูกว่าความจริงผู้บริโภคต้องการอะไร แล้วค่อยใช้เทคโนโลยีไปตอบโจทย์ตรงนั้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นว่าหลายๆ องค์กรไม่ว่าขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ เลือกเทคโนโลยีมาใช้ไม่เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภคจริงๆ แต่กลับเกิดแพลตฟอร์มที่ไม่ถูกต้องเสียมากกว่า ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการไปเปล่าๆ

 

“ความจริงแล้วสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุดคือความสะดวกสบายด้านการใช้งาน และใช้เวลาให้น้อยที่สุด เช่น การซื้อของ หรือการไปธนาคาร ต้องง่ายและเร็ว แต่การศึกษาชี้ว่าผู้บริหารไม่ได้มองเรื่องพวกนี้มาเป็นอันดับหนึ่ง”

 

ความเข้าใจผิดที่ 2: เทคโนโลยีไร้ขอบเขต และคลาวด์เป็นทุกอย่าง

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ธุรกิจเสียหายคือปัญหาการเชื่อมโยงของระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ต่างกัน ตลอดจนการใช้คลาวด์ที่จบด้วยปัญหาการล็อกอิน ถ่ายโอนดาต้าจากผู้ให้บริการรายหนึ่งไปสู่รายหนึ่ง ไม่สามารถทำได้ หรือทำได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงมาก หรือแม้แต่การนำข้อมูลลงคลาวด์ที่มีค่าใช้จ่ายยุบยิบ 

 

 

รัชนีกรกล่าวว่า “ในทางเทคนิค การเชื่อมโยงกันของระบบข้อมูลในหลายองค์กรยังเป็น Silo ระบบที่มาจากหลายยุค หลายสมัย หลายยี่ห้อ ไม่สามารถเชื่อมต่อกัน กลายเป็นคอขวด แอปพลิเคชันแต่ละตัวไม่เชื่อมต่อกัน ทำให้ฟังก์ชันการใช้ต่างๆ ต้องแยกกัน ยกตัวอย่าง แอปพลิเคชันโมบายล์แบงกิ้ง ที่แยกตัวจากเว็บไซต์ ทำให้ระบบไม่สามารถเชื่อมโยงกัน 

 

“โดยการศึกษาส่วนใหญ่อย่างน้อยประมาณ 20-30% เกือบทุกธุรกิจคิดว่าคลาวด์จะช่วยแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ จึงกลายเป็นว่านำส่วนที่ไม่เหมาะสมขึ้นไปจัดเก็บและจัดการบนคลาวด์แทน

 

“เมื่อถึงวันที่ต้องการสเกลหรือเดินหน้าสู่โมเดลธุรกิจแบบแพลตฟอร์ม ต้องการใช้เทคโนโลยีอย่าง AI บล็อกเชน หรือ Edge ที่ให้บริการอยู่บนคลาวด์ กลับกลายเป็นว่าระบบดาต้าเซ็นเตอร์ดั้งเดิมกับข้อมูลที่อยู่บนคลาวด์ไม่เชื่อมต่อกัน พัฒนาแอปพลิเคชันแต่ละครั้งต้องใช้ทั้งคน เวลา และต้นทุนมหาศาล สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุ นำมาสู่ความจำเป็นที่ต้องมีเทคโนโลยีที่เชื่อมระบบทั้งหมดอย่างเทคโนโลยี Cloud Satellite

 

“ที่ผ่านมาหนึ่งในการตัดสินใจที่ยากลำบากที่สุดของ CIO คือการตัดสินใจว่าข้อมูลใดควรอยู่ในระบบขององค์กร และข้อมูลใดควรได้รับการประมวลผลบนระบบคลาวด์ เช่น ระบบสำคัญที่รองรับการทำธุรกรรมทางการเงินของคนทั้งประเทศ จำเป็นต้องอยู่บนระบบที่มีประสิทธิภาพ เสถียร และปลอดภัยสูงอย่างเมนเฟรม แต่บางแอปพลิเคชันที่อาจต้องใช้ AI ก็ต้องเชื่อมต่อคลาวด์ ฉะนั้นจึงต้องการ Cloud Satellite เพื่อให้ทุกอย่างไร้รอยต่อ องค์กรไม่ต้องปวดหัวหรือแบกค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป”

 

ความเข้าใจผิดที่ 3: คลาวด์ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์

สุรฤทธิ์เน้นย้ำประเด็นเปราะบางท่ามกลางยุค Digital Transformation คือภัยคุกคามเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล เพราะต่อให้เทคโนโลยีจะล้ำ มีนวัตกรรมแค่ไหน แต่ทุกวันนี้ข่าวคราวรั่วไหลของข้อมูลดิจิทัลส่วนตัวและดาต้าต่างๆ ยังมีให้เห็น และกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายโลกเทคโนโลยีและทุกกลุ่มธุรกิจที่จะต้องหาทางแก้ไขกันต่อไป 

 

 

“วันนี้องค์กรมองหาความช่วยเหลือจากผู้ให้บริการคลาวด์เพื่อให้แน่ใจถึงมาตรฐานและบริการที่สอดคล้องกับธุรกิจของตน แต่ปัญหาคือถึงแม้คลาวด์จะมีระบบความปลอดภัย แต่ไม่ใช่ทุกคลาวด์ที่ใช้ระบบ Zero Trust คือไม่ไว้ใจใครเลย แม้แต่ผู้ดูแลระบบ 

 

“ปัญหาที่พบวันนี้มีด้วยกัน 2 ส่วน หนึ่งคือกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการกำกับดูแล เช่น ธนาคารพาณิชย์ ประกันภัย หรือโรงพยาบาล พอจะใช้คลาวด์ก็อาจมีส่วนที่ขัดกับข้อบังคับที่กำกับดูแลอยู่ องค์กรกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องใช้คลาวด์เฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมตนเอง เพื่อให้มั่นใจเรื่อง Compliance

 

“สองคือเรื่องของความปลอดภัย เพราะข้อเท็จจริงที่ผ่านมามีข้อมูลรั่วไหลตลอด แต่ไม่ได้ถูกเปิดเผย อย่างบริษัทเครดิตการ์ดดังๆ ของอเมริกาที่กลัวเสียชื่อ เขาก็ยอมจ่ายเงินค่าไถ่ให้กับผู้ที่เข้ามาขโมยไป ซึ่งตรงนี้นโยบาย Keep Your Own Key ของผู้ให้บริการคลาวด์สำคัญมากๆ เพราะจะทำให้มีแต่องค์กรนั้นๆ ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญของตนได้ อีกสิ่งที่สำคัญสูงสุดคือมาตรฐานความปลอดภัย FIPS 140-2 ระดับ 4 ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด เพราะเรื่องความปลอดภัย (Data Privacy) ที่ผิดพลาดคือความเสียหายใหญ่หลวง

 

“ดังนั้นจะทำอย่างไรให้เทคโนโลยีที่มีสามารถป้องกันเรื่องนี้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ นวัตกรรมอย่าง Cloud  Satellite จึงได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้”

 

ท้ายสุด ทั้งสุรฤทธิ์และรัชนีกรต่างเห็นพ้องว่านอกจากเทคโนโลยีแล้ว มายด์เซ็ตแบบเดิมๆ และปัญหาเรื่องทักษะที่ปรับไม่ทันสปีดของเทคโนโลยีคือสิ่งที่ทำให้หลายองค์กรไปต่อไม่ถูก คิดใหม่แต่ทำไม่ได้ พัฒนาคนเท่าไรก็ไม่ทันเทคโนโลยี และสิ่งนี้เองเป็นอีกส่วนที่เทคโนโลยี Cloud Satellite จะเข้ามาช่วยได้

 

[Advertorial]

The post สองแม่ทัพ IBM ฟันธง ธุรกิจไทยหลงทางยุค Digital Transformation ไม่รีบปรับเข็มทิศ มีสิทธิ์ไม่รอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เข้าใจ เข้าถึง แล้วจึงพัฒนา บทบาท Boardroom กับการใช้ Design Thinking ในโลกหลังโควิด-19 https://thestandard.co/boardroom-design-thinking-covid-19/ Thu, 04 Jun 2020 14:39:17 +0000 https://thestandard.co/?p=369629

หลังโควิด-19 การทำงานของคณะกรรมการบริษัทต้องถูกปรับเปลี […]

The post เข้าใจ เข้าถึง แล้วจึงพัฒนา บทบาท Boardroom กับการใช้ Design Thinking ในโลกหลังโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังโควิด-19 การทำงานของคณะกรรมการบริษัทต้องถูกปรับเปลี่ยนหรือไม่ การทำงานในสถานการณ์ที่แกว่งตัวแรง แปรปรวนตลอดเวลา มีความซับซ้อน มองทะลุได้ยาก (VUCA) คณะกรรมการจะสนับสนุนฝ่ายบริหารเพื่อนำองค์กรไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างไร

 

 

Design Thinking เป็นแนวคิดการออกแบบที่วิเคราะห์ปัญหาผ่านมุมมองของผู้ใช้ ไม่ใช่ผู้ผลิต ใช้การทำความเข้าใจ การเห็นอกเห็นใจผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นจุดตั้งต้น ก่อนจะหาวิธีแก้ที่เหมาะสมจนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์และการให้บริการรอบตัวเรา เช่น Apple Mouse ตัวแรก Airbnb และ Uber Eats

 

 

เราลองมาคิดเล่นๆ ไปพร้อมๆ กันว่า หากทำได้ เราอยากเห็นการทำงานระหว่างคณะกรรมการบริษัทและฝ่ายบริหารแตกต่างไปจากเดิมอย่างไร ต้องบอกก่อนว่าไม่ได้หมายความว่าปัจจุบันไม่ดีนะครับ แต่ด้วยอัตราเร่งของโลกหลังวิกฤตไวรัส คณะกรรมการที่ทำหน้าที่เป็น ‘สติ’ และฝ่ายบริหารที่เปรียบเสมือน ‘สมอง’ ขององค์กรจะทำงานสอดรับกันเพื่อสร้างความยั่งยืนให้องค์กรได้อย่างไร

 

 

เหมือนกระบวนการ Design Thinking ทั่วไปที่อาจเริ่มโดยถามยูสเซอร์ แต่ยูสเซอร์สำหรับคณะกรรมการบริษัทและฝ่ายบริหารที่ต้องคำนึงถึงคือใคร… ผู้ถือหุ้น… ลูกค้า… คู่ค้า… พนักงาน… ภาครัฐ… สังคม…

 

 

ท่านกรรมการเองก็คงอยากได้ข้อมูลของธุรกิจที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น ต่อเนื่องขึ้น ข้อมูลเกี่ยวโยงกับความเป็นไปของ Stakeholders มากขึ้น กรรมการอาจต้องการหารือกับฝ่ายบริหารถึงสมมติฐานสำคัญที่กำลังเปลี่ยนไป เช่น พฤติกรรมผู้บริโภค ผู้บริหารเองอาจรู้สึกว่ากระบวนการของการประชุมคณะกรรมการที่เป็นครั้งๆ ในปัจจุบันโดยมีวาระที่มีการกำหนดข้ามปีอาจไม่คล่องตัวสำหรับสถานการณ์ที่พลิกผันอย่างต่อเนื่อง

 

 

ผู้ถือหุ้นอาจเริ่มถามว่าพวกเขาจะวัดประสิทธิภาพการทำงานระหว่าง ‘สติ’ และ ‘สมอง’ ขององค์กรได้อย่างไร ความเชื่อมโยงผลประกอบการที่ยั่งยืนกับการทำงานนั้นวัดอย่างไร

 

 

ลูกค้าอาจเริ่มถามว่าในทุกบาททุกสตางค์ที่ชำระเพื่อซื้อสินค้า เขารู้ได้อย่างไรว่ามันคุ้มค่า อาจไม่ใช่ความคุ้มค่าของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากรโลก เงินของเขากำลังไปพัฒนาอนาคตของสิ่งแวดล้อมและสังคม หรือมันกำลังไปกระตุ้นผลกระทบเชิงลบกับอนาคตของลูกหลาน องค์กรจะอธิบายกับเขาอย่างไร

 

 

พนักงานอาจเริ่มถามว่าองค์กรช่วยพัฒนาศักยภาพของเขาอย่างไร ช่วยเตรียมความพร้อมให้เขาในโลกแห่งความไม่แน่นอนอย่างไร หากเขาจะต้องลงทุนเวลาแห่งชีวิตกับองค์กร ความคุ้มค่าและความหมายที่มากกว่าเงินเดือนคืออะไร องค์กรจะช่วยเขาตอบโจทย์ชีวิตอย่างไร

 

 

วันนี้เราคงไม่มีคำตอบว่า Boardroom หลังวิกฤตไวรัสควรเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือเราต้องเริ่มจาก ‘เข้าใจ เข้าถึง แล้วจึงพัฒนา’ การทำ Empathy กับ Stakeholders ขององค์กรตามหลัก Design Thinking น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนะครับ

 

ขอเอาใจช่วยทุกท่านนะครับ

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post เข้าใจ เข้าถึง แล้วจึงพัฒนา บทบาท Boardroom กับการใช้ Design Thinking ในโลกหลังโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายการพิเศษ สด! ทั้งวัน: THE STANDARD ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ระดมไอเดีย ชีวิตหลังล็อกดาวน์ https://thestandard.co/special-live-show-covid-19-26042020/ Sun, 26 Apr 2020 03:52:43 +0000 https://thestandard.co/?p=357820 ฝ่าวิกฤตโควิด-19

  ระดมไอเดีย ชีวิตหลังล็อกดาวน์ – THE STANDA […]

The post รายการพิเศษ สด! ทั้งวัน: THE STANDARD ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ระดมไอเดีย ชีวิตหลังล็อกดาวน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝ่าวิกฤตโควิด-19

 

ระดมไอเดีย ชีวิตหลังล็อกดาวน์ – THE STANDARD ฝ่าวิกฤตโควิด-19 (ช่วงที่ 1)

 

ครั้งแรกของการ Crowdsourcing เปิดรับทุกความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในสังคมเพื่อค้นหาแนวทางการใช้ชีวิตหลังล็อกดาวน์ ทั้งการทำงาน การเดินทาง และการอยู่อาศัย ในรายการ THE STANDARD ฝ่าวิกฤตโควิด-19: ระดมไอเดีย ชีวิตหลังล็อกดาวน์

 

พร้อมเรียนรู้กระบวนการคิดแก้ปัญหาแบบ Design Thinking สดๆ กับ เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล ผู้ก่อตั้ง LUKKID, ดร.วิโรจน์ จิรพัฒนกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง Skooldio, ณฤดี คริสธานินทร์ ประธานกรรมการบริหาร Eureka International และวิเคราะห์ทุกความเป็นไปได้ในการเปิดเมืองกับ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบัน TDRI

 

ฝ่าวิกฤตโควิด-19

 

ดำเนินรายการโดย น้าเน็ก-เกตุเสพสวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา และต๊ะ-พิภู พุ่มแก้วกล้า ติดตามได้ทาง Facebook Live, YouTube Live ของ THE STANDARD ในวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายนนี้ ตั้งแต่เวลา 13.00 น.​ เป็นต้นไป

 

แล้วเราจะผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน

The post รายการพิเศษ สด! ทั้งวัน: THE STANDARD ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ระดมไอเดีย ชีวิตหลังล็อกดาวน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีไซน์สุขภาพด้วย ‘Design Thinking’ https://thestandard.co/healthcare-design-thinking/ Fri, 18 Oct 2019 12:02:10 +0000 https://thestandard.co/?p=296769 Design Thinking

สำหรับคนที่อยู่ในวงการธุรกิจ โดยเฉพาะคนที่ทำงานด้านที่เ […]

The post ดีไซน์สุขภาพด้วย ‘Design Thinking’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Design Thinking

สำหรับคนที่อยู่ในวงการธุรกิจ โดยเฉพาะคนที่ทำงานด้านที่เกี่ยวกับ Innovation คงจะคุ้นเคยดีกับหลักการคิดแก้ปัญหาแบบ ‘Design Thinking’ แต่สำหรับหมอนั้น เพิ่งจะมีโอกาสได้เรียนรู้ในเรื่องนี้เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เริ่มจากการอ่านหนังสือ ซึ่งก็อ่านแล้วเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ไม่ค่อยเข้าถึงใจเท่าไร จึงพยายามไปเรียนและพูดคุยกับคนที่มีประสบการณ์ในด้านนี้ จนเข้าใจมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เข้าถึงใจเท่าไร จวบจนกระทั่งในช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ ที่ได้ลองนำ Design Thinking มาปรับใช้กับตัวเองในการดูแลสุขภาพ และพบว่าได้ผลดีไม่น้อย จึงเป็นที่มาของบทความนี้ค่ะ

 

Design Thinking

 

‘Design Thinking’ เป็นหลักสูตรดังของ Stanford d. School ซึ่งเปิดสอนมาตั้งแต่ปี 2005 ว่าด้วยหลักการคิดแค่ปัญหาทางธุรกิจซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลักคือ Empathize, Define, Ideate, Prototype และ Test

 

‘Empathize’ คือการพยายามสังเกต รับฟัง และเข้าใจ ในแบบที่เข้าไปถึงหัวใจของคนที่เราต้องการแก้ปัญหาให้ว่าเขารู้สึกอย่างไรในเบื้องลึกของจิตใจ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการลดน้ำหนัก ควรต้องเริ่มจากเข้าใจตัวเองก่อนว่าทำไมถึงอยากลด รู้สึกอย่างไรกับปัญหาน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ที่กำลังเผชิญอยู่ หรือมีความกังวลใจอย่างไรบ้างกับการลดน้ำหนัก

 

เมื่อเข้าใจปัญหาและความกังวลในใจแล้ว จึง ‘Define’ ปัญหาว่าที่ผ่านมาลดได้ไม่สำเร็จเพราะอะไร Pain Points หรือจุดที่ทำให้เราพ่ายแพ้ต่อความอ้วน คืออะไร ทำความเข้าใจกับปัญหาแต่ละข้ออย่างละเอียด สองขั้นตอนแรกนี้เป็นขั้นสำคัญที่ควรให้เวลาค่อนข้างมาก เพราะถ้าเราตั้งต้นผิด ไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริงว่าเกิดจากอะไร จะไม่มีทางแก้ปัญหานั้นได้ ยกตัวอย่างเช่น บางคนเข้าใจว่า ลดน้ำหนักไม่สำเร็จเพราะการเผาผลาญไม่ดี ทั้งที่จริงๆ แล้วความล้มเหลวที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากขาดแรงบันดาลใจในการลด การตั้งต้นด้วยความเข้าใจหัวใจและความต้องการที่แท้จริงของตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

 

Design Thinking

 

ขั้นตอนต่อมาคือ ‘Ideate’ หรือระดมไอเดียว่าจะแก้ปัญหานั้นอย่างไรดี เช่น เมื่อพบว่าปัญหาการลดน้ำหนักไม่สำเร็จนั้น เกิดจากขาดความตั้งใจจริง ขาดแรงบันดาลใจ ขั้นตอนนี้ก็จะเป็นการหาวิธีที่จะกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจกับตัวเองให้ได้ โดยควรเปิดกว้างที่จะกล้าคิดทุกวิธี โดยอย่าเพิ่งตีกรอบว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาที่เป็นไปได้หรือไม่ เมื่อได้ไอเดียมากพอ จึงค่อยนำมาจัดลำดับความสำคัญว่าไอเดียไหนที่ควรจะนำมาทดลองก่อน

 

เมื่อได้ไอเดียที่คิดว่ามีความเข้าท่าที่จะแก้ปัญหาได้ จึงนำไอเดียนั้นมาทำ ‘Prototype’ หาวิธีที่ง่ายที่สุดในการพิสูจน์ว่าไอเดียนั้นเวิร์กไหม โดยออกแบบวิธีทดสอบที่ง่ายที่สุดที่จะเป็นไปได้ แล้วทำการ ‘Test’ หรือทดสอบอย่างรวดเร็ว ถ้าทดสอบแล้วพบว่ามาผิดทาง ก็แค่ย้อนกลับไปเริ่มคิดแก้ปัญหาใหม่ การแก้ปัญหาในแบบ Design Thinking นั้นเน้น ‘ทำ’ มากกว่า ‘พูด’ เพราะการทดสอบโดยการทำเลย(แต่อยู่ภายใต้การออกแบบให้เร็วและสูญเสียน้อยที่สุด) จะเป็นตัวบอกเราได้ว่าวิธีที่คิดนั้นถูกหรือไม่ โดยไม่ต้องกลัวที่จะล้มเหลว เพราะยิ่งล้มเร็ว ลุกเร็ว เราก็จะยิ่งเรียนรู้เร็วและพัฒนาไปได้ไกลกว่าเดิม

 

ส่วนตัวหมอเชื่อว่า Design Thinking ไม่ได้ใช้ได้เฉพาะกับการแก้ปัญหาทางธุรกิจ แต่เป็นหลักคิดที่ใช้ได้กับหลากหลายเรื่อง ไม่ว่าจะการดูแลสุขภาพ ปัญหาในที่ทำงาน หรือแม้แต่ปัญหาหัวใจ เพราะทุกปัญหาเริ่มจากเข้าใจแก่นของปัญหาก่อน แล้วค่อยนำมาสู่การระดมความคิดแบบไม่ปิดกั้น ออกแบบวิธีแก้ปัญหา และทดสอบวิธีการนั้นๆ โดยอย่าเพิ่งกลัวว่าจะล้มเหลว เรามาลองเป็น ‘Designer’ ดีไซน์สุขภาพ รวมไปถึงดีไซน์ชีวิต ด้วยหลักคิดแบบ Design Thinking กันค่ะ

 

ฟังเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ‘ดีไซน์สุขภาพ ด้วย Design Thinking’ ได้ด้านล่างนี้

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ดีไซน์สุขภาพด้วย ‘Design Thinking’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ล้วงลึกที่มา…กว่าจะเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก [Advertorial] https://thestandard.co/ap-innovation/ Fri, 28 Jun 2019 03:59:01 +0000 https://thestandard.co/?p=265668 AP-Innovation

รูปแบบการใช้ชีวิตของเราทุกวันนี้ ถ้าจะมองดูแบบวันต่อวัน […]

The post ล้วงลึกที่มา…กว่าจะเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
AP-Innovation

รูปแบบการใช้ชีวิตของเราทุกวันนี้ ถ้าจะมองดูแบบวันต่อวัน หรือแค่ปีต่อปี เราอาจจะไม่รับรู้ถึงความแตกต่างหรือเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมากนัก แต่ถ้าลองย้อนเวลาเปรียบเทียบแต่ละช่วง เช่น 10 ปีที่ผ่านมา วิถีชีวิตของคุณเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน เชื่อแน่ว่าหลายคนคงลิสต์รายการได้เป็นหางว่าว และถ้ายิ่งย้อนเวลาไปไกลขึ้นก็จะเห็นได้ว่าโลกของเราผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายยุคสมัย เพียงแค่ชั่วอายุคนหนึ่งคน จากวัยเด็กจนถึงวัยกลางคน เทคโนโลยีต่างๆ ก็ก้าวไปไวมากอย่างไม่น่าเชื่อ และแน่นอนว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลต่อคนหมู่มากด้วยเช่นกัน

 

แน่นอนว่าเมื่อไอเดียดีๆ บวกกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ย่อมนำมาสู่ ‘นวัตกรรม’ ที่สามารถเปลี่ยนโลก เปลี่ยนคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น แต่ความยากของการสร้างนวัตกรรมไม่ได้อยู่ที่การค้นคว้าหาเทคโนโลยีสุดเจ๋ง แต่คือการตีโจทย์ความต้องการแฝง หรือในภาษาที่ทาง Stanford University ต้นตำรับแนวคิด Design Thinking เรียกคือ Unmet Need 

 

และสิ่งใหม่ของกระบวนการ Design Thinking ที่เติมเข้ามาให้เพื่อช่วยให้หนทางแห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมประสบความสำเร็จมากขึ้นคือ Accept ด้วยความจริงข้อหนึ่งของ Process Design Thinking ที่จะสกัดกั้นการเกิดขึ้นของนวัตกรรม คือการยอมรับจากผู้บริหารระดับสูง Accept จึงถูกหยิบขึ้นมาเป็น Process แรกของกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรม 

 

AP-Innovation

 

หนึ่งในองค์กรไทยที่วันนี้ได้ผ่านช่วงเวลาของการ Fail Fast Fail Cheap and Fail Forward จนมาสู่การส่งมอบนวัตกรรมที่พร้อมช่วยเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของทุกคนในสังคมให้ดียิ่งขึ้นกับ เอพี ไทยแลนด์ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่คู่กับเมืองไทยมานานกว่า 27 ปี ถ้าเปรียบเป็นคนหนึ่งคน เอพี ไทยแลนด์ ก็เปรียบเสมือนคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาว และรู้ตัวดีว่าตัวเองต้องการทำอะไร ดังที่ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ AP WORLD, A Vision for Quality of Life เพื่อนำเสนอพิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อทุกคนในสังคม และไม่ใช่เพียงแค่การนำเสนอที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพแล้ว แต่ เอพี ไทยแลนด์ ก็ได้จัดตั้งหน่วยงานเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมทางด้านการอยู่อาศัย รวมไปถึงนวัตกรรมทางด้านการศึกษา ที่สามารถให้ใครก็ได้ได้เข้าถึงการศึกษาตามที่ศักยภาพของเขาจะไปถึง ไม่จำกัดเวลา สถานที่ หรืออุปสรรคทางด้านภาษา

 

AP-Innovation

 

วิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ เอพี ไทยแลนด์​กรุ๊ป และนิภัทรา ตั้งพจน์ทวีผล Executive Director ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน หรือเอสอีเอซี (SEAC) ได้เล่าถึงนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่ เอพี ไทยแลนด์ พร้อมเปิดตัวนำเสนอให้กับคนไทย ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนในสังคม เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงอีกก้าวหนึ่งของการอยู่อาศัยและการเรียนรู้ของผู้คน ที่มีแต่จะพัฒนาไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง 

 

AP-Innovation

 

ทั้ง 3 นวัตกรรมบริการ ‘KATSAN’ ‘HOMEWISER’ และ ‘YourNextU’ มาตอบโจทย์ทั้งด้าน 1. ความปลอดภัยในวันพรุ่งนี้ 2. การทำนุบำรุงอยู่อาศัยเชิงป้องกัน และ 3. สร้างคนคุณภาพด้วยการยกระดับการศึกษา 

 

AP-Innovation

 

KATSAN นวัตกรรมการจัดการความปลอดภัยในหมู่บ้านที่สามารถคัดสรรบุคคลภายนอกที่จะเข้าสู่โครงการ ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และ AI ที่ประมวลผลได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการจดจำป้ายทะเบียนรถ การใช้ระบบ E-Stamp เพื่อผ่านเข้าออกหมู่บ้าน การนัดหมาย แจ้งเตือนเมื่อมีแขกเข้าพบลูกบ้าน หรือการเรียกรถพยาบาลยามฉุกเฉิน โดยข้อมูลต่างๆ จะถูกเก็บเป็นฐานข้อมูลในการบริหารจัดการหมู่บ้าน ทั้งลูกบ้าน ทีมนิติบุคคล และทีมรักษาความปลอดภัย จะรับทราบการดำเนินงานทุกอย่างพร้อมกัน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานที่อาจจะเกิดจากตัวบุคคล ทำให้เกิดชุมชนแห่งอนาคตที่ปลอดภัยและสะดวกสบาย 

 

AP-Innovation

 

“Unmet Need ของลูกค้าในมุมของความปลอดภัย เราพบว่านิยามความหมายของคำว่าปลอดภัยในวันพรุ่งนี้ ลูกค้าไม่ได้หมายถึงการเพิ่มจุดติดกล้อง CCTV รอบโครงการ หรือการเพิ่มจำนวนรอบ รปภ. ให้เดินวนไปมาตลอดเวลา จนคำว่า Privacy หายไป หรือการเพิ่มขั้นตอนในการตรวจตราที่ซับซ้อนขึ้นไปจากเดิม เพราะผลที่จะตามมาคือความสะดวกสบายที่ลดลง และก็จะเกิดการเลือกที่จะไม่ปฏิบัติตาม สิ่งที่ลูกค้ามองหาคือ Solution ที่จะช่วยคัดกรองบุคคลภายนอกที่จะเข้ามาในโครงการหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งเป็น Pain ที่พวกเขาพบเจอ ทั้งเรื่องความหละหลวม ความสม่ำเสมอในการดูแลและบริหารจัดการคนเข้า-ออกหมู่บ้าน หรือการบริหารจัดการรถสาธารณะ” 

 

AP-Innovation

 

HOMEWISER แพลตฟอร์มที่จะเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อคุณกับผู้เชี่ยวชาญในการดูแลรักษาที่อยู่อาศัย แตกต่างด้วยแนวคิดการบำรุงรักษาบ้านเชิงป้องกัน ด้วยบริการตรวจเช็กและวางแผนสุขภาพบ้านโดยผู้เชี่ยวชาญ เปรียบเสมือนบ้านของคุณเป็นร่างกายที่ต้องมีเช็กอัพอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยร้ายแรง และฐานข้อมูลต่างๆ ก็จะถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ สามารถมีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อถึงรอบการดูแล พร้อมด้วยบุคลากรช่างและซัพพลายเออร์มากประสบการณ์ สามารถลงทะเบียนเพื่อสมัครใช้งานได้ที่ www.homewiser.co

 

“ครอบครัวคนรุ่นใหม่วันนี้รับได้กับการเสื่อมสภาพของวัสดุต่างๆ ตามเวลา แต่ Pain Point ของพวกเขาคือไม่มีเวลา กังวล กลัว ไม่มีความรู้เฉพาะทาง โดยเฉพาะงานระบบของบ้าน ที่ไม่สามารถหาช่างที่ไว้ใจได้ กลัวและอึดอัดทุกครั้งกับการใช้ช่างหน้าใหม่ๆ ตลอดจนมาตรฐานในการบริการทะนุบำรุงระบบและดูแลซ่อมแซมวัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ขึ้นอยู่กับความสามารถของช่างแต่ละคน ซึ่ง HOMEWISER จะเป็น Solution ที่เข้ามาตอบโจทย์ Pain Point ในเรื่องนี้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกอุ่นใจ คลายความกลัวและกังวลกับปัญหาต่างๆ นี้” 

 

AP-Innovation

 

นวัตกรรมสุดท้ายที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ YourNextU นวัตกรรมด้านการศึกษาที่พลิกวิธีการเรียนรู้เพื่อตอบรับกับโลกสมัยใหม่ เป็นการทลายทุกข้อจำกัดของการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเวลา สถานที่ ราคา ภาษา หมายความว่าคุณจะเรียนที่ไหนเมื่อไรก็ได้ ทั้งจากช่องทางออนไลน์และการเข้าเรียนในคลาสอย่างไม่จำกัดในราคาเพียงปีละ 12,000 บาท แต่สามารถเข้าถึงหลักสูตรชั้นนำระดับโลกจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่ทีมงานได้ทำการแปลซับไตเติลเพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าใจเนื้อหาการเรียนได้แบบเต็มร้อย มีหลักสูตรมากมายเหมาะสำหรับคนหลากหลายวัย เพื่อฝึกฝนทักษะให้มีความเท่าทันกับโลกที่เปลี่ยนไปในอนาคต ไม่ว่าคุณจะอยากเรียนรู้อะไร ที่นี่มีให้คุณได้เติมเต็มความต้องการทุกด้าน ไม่จำเป็นจะต้องเรียนตามระบบแบบเดิมๆ ที่ต้องเดินทางไปเช็กชื่อให้ทัน ที่ต้องกัดฟันจ่ายค่าเทอมราคาสูงเพื่อหลักสูตรจากต่างประเทศ

 

AP-Innovation

 

นิภัทรา ตั้งพจน์ทวีผล Executive Director เอสอีเอซี (SEAC) ได้กล่าวถึงความจำเป็นในการเพิ่มทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอว่า “กระแส Digital Disruption ทำให้ความรู้ความสามารถของคนในปัจจุบันล้าสมัยลงอย่างรวดเร็ว หลายคนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการรีสกิล (Re-Skill) เพื่อให้ก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ทันเวลา” 

 

YourNextU พร้อมให้บริการ…แก่ทุกคน ทุกช่วงอายุ เข้าไปศึกษารายละเอียดได้ที่ www.yournextu.com หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน หรือเอสอีเอซี (SEAC) ตึก FYI Center

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ล้วงลึกที่มา…กว่าจะเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ William Malek ว่าด้วยเรื่อง Design Thinking ที่ไม่ต้องตีตั๋วไปเรียนไกลถึง Stanford [Advertorial] https://thestandard.co/william-malek-design-thinking/ https://thestandard.co/william-malek-design-thinking/#respond Tue, 05 Feb 2019 06:30:30 +0000 https://thestandard.co/?p=182528

ถ้าคุณเป็นหนึ่งในหัวหน้างาน ผู้บริหารองค์กร หรือเป็นเจ้ […]

The post คุยกับ William Malek ว่าด้วยเรื่อง Design Thinking ที่ไม่ต้องตีตั๋วไปเรียนไกลถึง Stanford [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้าคุณเป็นหนึ่งในหัวหน้างาน ผู้บริหารองค์กร หรือเป็นเจ้าของธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง เชื่อแน่ว่าคุณต้องเคยได้ยินคำว่า Design Thinking ซึ่งเป็นกระบวนการทางนวัตกรรมที่สอนเราเกี่ยวกับความสร้างสรรค์และการออกแบบเชิงนวัตกรรมที่มาแรงที่สุดแห่งยุค และเป็นที่รู้กันว่าบางส่วนของทฤษฎี Design Thinking เกิดขึ้นจากการค้นพบของศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่สร้างผลสำเร็จอย่างมากมายในเรื่องผลิตภัณฑ์ โดยมีหลักฐานเป็นความสำเร็จระดับมหภาคขององค์กรระดับโลกหลายแห่งอย่าง Apple, IBM, Nike, P&G ฯลฯ ที่นำแนวคิด Design Thinking ไปปรับใช้กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และกลยุทธ์ทางธุรกิจ จนสามารถช่วงชิงความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในโลกธุรกิจที่มีความผันผวนและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

แบบนี้แปลว่าหากทีมจากองค์กรไทยต้องการเข้าถึงหลักสูตร Design Thinking ก็ต้องลงทุนข้ามน้ำข้ามทะเลไปลงทะเบียนเรียนกันถึงถิ่นสแตนฟอร์ดเพื่อนำความรู้ที่ได้กลับมาพัฒนาบริษัทเลยหรือ

 

ข่าวดีคือคุณไม่ต้องลงทุนเดินทางไกลขนาดนั้น เพราะตอนนี้ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน หรือ SEAC (Southeast Asia Center) ได้นำเข้าหลักสูตร Design Thinking มาเสิร์ฟผู้นำ นักออกแบบ และนักนวัตกรรมสัญชาติไทยโดยเฉพาะ ที่สำคัญคือไม่ได้มาแค่ตัวหลักสูตร แต่ยังมีผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเรื่อง Design Thinking อย่าง วิลเลียม มาเหล็ก มาเป็นวิทยากรด้วยตัวเอง

 

อ่านมาถึงตรงนี้คงมี 3 คำถามที่คุณสงสัยว่าอะไรคือ Design Thinking อะไรคือ SEAC ใครคือวิลเลียม มาเหล็ก และ 3 สิ่งนี้มีความสำคัญและมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างไรบ้าง

 

เริ่มกันที่ SEAC (Southeast Asia Center) หรือศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน ถือเป็นองค์กรชั้นนำแห่งอาเซียนที่มาพร้อมวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าให้องค์กรต่างๆ ที่เน้นการสร้างทักษะผู้นำ นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงมาสู่องค์กรได้อย่างมีประสิทธิผล

 

โดยส่วนประกอบสำคัญคือการนำประสบการณ์การบริหารองค์กรระดับโลกมาสร้างเป็นเนื้อหาที่ดีที่สุดและประยุกต์เข้ากับบริบทของอาเซียน โดยวิทยากรและนักคิดผู้เชี่ยวชาญในประเทศของ SEAC

 

มากไปกว่านั้น SEAC ได้รวบรวมทั้งผู้เชี่ยวชาญ การประเมินผล และกรอบความคิดในการบริหารธุรกิจหลายแขนงจากทั่วโลกมาปรับปรุงคอร์สและโปรแกรมที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าได้ยกระดับความสามารถ ทักษะ และความเข้าใจเชิงลึกในการเป็นผู้นำ นักนวัตกรรม และผู้ขับเคลื่อนธุรกิจได้จริงในบริบทขององค์กรและธุรกิจนั้นๆ

 

และด้วยประสบการณ์อย่างยาวนานของ SEAC ในการออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้และการประยุกต์เอาความรู้มาใช้ บริษัทและองค์กรจะสามารถเพิ่มศักยภาพไปจนถึงสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่รวดเร็วมากขึ้น และประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

หนึ่งในนักคิดและวิทยากรแถวหน้าในโลกธุรกิจคนสำคัญก็คือ วิลเลียม มาเหล็ก อดีตซีอีโอและที่ปรึกษาทางธุรกิจ ทั้งยังเป็นอาจารย์ที่มีประสบการณ์ในโลกธุรกิจที่เกี่ยวกับนวัตกรรม Disruptive หรือนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในตลอดประสบการณ์การทำงาน วิลเลียมสั่งสมความชำนาญผ่านชั่วโมงบินในการเป็นวิทยากรที่เน้นไปที่การสอนกลุ่มผู้บริหารระดับสูง โดยเนื้อหาที่วิลเลียมสอนมักจะเกี่ยวกับการวางแผนกลยุทธ์และโครงการที่ซับซ้อนทางด้านนี้มามากกว่า 10,000 ชั่วโมง ทั้งยังเคยเป็นที่ปรึกษาในการดำเนินแผนงานสู่การปฏิบัติจริง เป็นเจ้าของหนังสือที่จัดพิมพ์โดย Harvard Business เกี่ยวกับเรื่องกลยุทธ์และการปฏิบัติ เขาเคยร่วมงานกับผู้บริหารในบริษัทชั้นนำของ Fortune 500 ในสายงานธุรกิจต่างๆ มามากกว่า 45 บริษัท ครอบคลุม 5 ทวีป ใน 12 ประเภทอุตสาหกรรม อาทิ Chevron, IBM, Qualcomm, Cisco ฯลฯ ที่สำคัญคือวิลเลียมเคยดำรงตำแหน่ง Program Director ให้กับหลักสูตร Stanford Advanced Project Management (SAPM) แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พร้อมทั้งเคยนำหลักสูตร Design Thinking มาใช้สำหรับผู้จัดการโครงการโดยผ่านหลักสูตร SAPM และได้ประยุกต์หลักการความคิดของหลักสูตรนี้ในหลายๆ วิธีที่แตกต่างกันไปใช้กับการทำงานจนประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย

 

 

นอกจากนี้วิลเลียมยังเคยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน Instructor อันดับต้นๆ ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้รับหน้าที่ถ่ายทอดวิชาในหลายๆ หลักสูตร เช่น Converting Strategy into Action, Mastering the Project Portfolio, Leadership for Strategic Execution ฯลฯ พร้อมๆ กับการเป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพหลายต่อหลายแห่ง และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีกับการวางแผนกลยุทธ์ผ่าน Online Marketing Technology & Service เท่ากับว่าไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือใหญ่แค่ไหน วิลเลียมก็เอาอยู่ด้วยทุกแผนงาน Design Thinking ที่มีในมือตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นการมาเยือนประเทศไทยครั้งนี้ของเขาจึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของเจ้าตัว และเป็นโอกาสอันดีของผู้บริหารองค์กรชาวไทยที่มีโอกาสได้เรียนรู้จากกูรูตัวจริงคนนี้ผ่านหลักสูตร Design Thinking ที่จะมอบความสำเร็จทางธุรกิจเป็นผลลัพธ์ในท้ายที่สุด และหวังว่าคุณจะได้ค้นพบว่าทำไม Design Thinking ถึงได้เป็นอะไรที่คนทั่วโลกประทับใจอย่างมากมาย

 

Design Thinking เป็นองค์ประกอบลับที่หลายๆ องค์กรนิยม เพราะหลายคนเชื่อว่า Design Thinking เป็นกระบวนการนวัตกรรมและความคิดที่สามารถปฏิวัติอุตสาหกรรมหรือธุรกิจได้ เรียกได้ว่าเป็นกระบวนการทางความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ของศตวรรษที่ 21 เลยด้วยซ้ำ เพราะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับกระบวนการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดี โดยเฉพาะถ้าปัญหานั้นเกี่ยวกับเรื่องคน (Human Centric Problem) ดังนั้นผู้ที่นำ Design Thinking มาใช้อย่างแท้จริงจะเริ่มจากการตั้งคำถามที่ถูกต้องได้ตั้งแต่เริ่มต้น หลายๆ ธุรกิจอาจจะไม่มีคำตอบเลย เพราะตั้งคำถามผิด เราจึงต้องแก้วิธีการตั้งคำถามโดยเน้นไปที่ปัญหาจริงๆ ของลูกค้า แล้วจึงพัฒนาต่อยอดให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ดีขึ้น ก่อนที่วิลเลียมจะเล่าต่อถึงการจับคู่สถานการณ์ในบ้านเมืองไทยกับการนำหลักสูตร Design Thinking มาประยุกต์ใช้

 

 

“ยกตัวอย่างเมื่อสิบปีที่แล้ว ความเคลื่อนไหวทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของโลกค่อนข้างคงที่ แต่ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า 55% ของแรงงานไทยอาจจะไม่มีงานทำ เพราะโรงงานส่วนใหญ่จะใช้สมองกลหรือแขนกลในการทำงานเป็นหลัก และ 70% ของเด็กที่จบใหม่จะตกงาน เพราะทักษะที่เรียนในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยไม่สามารถนำมาใช้กับการทำงานได้จริง เมื่อเราเจอปัญหาทั้งเด็กจบใหม่และแรงงานที่ไม่มีงานทำก็จะเกิดปัญหาสังคมตามมามากมาย ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการศึกษา อุตสาหกรรม ธุรกิจ ฯลฯ ดังนั้นก็ต้องกลับมาถามประเทศไทยว่ามีแผนจะรับมือกับปัญหา รวมถึงปรับปรุงและรักษาคนเก่งอย่างไร” ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบของหลายๆ ปัญหาก็คือการนำกลยุทธ์ต่างๆ ในหลักสูตร Design Thinking มาปรับใช้นั่นเอง แต่การรู้จักเพียงหลักสูตรอาจจะไม่สามารถนำมาใช้ได้โดยตรง คุณต้องทำได้มากกว่านั้น คือต้องหัดที่จะเป็นองค์กรชั้นนำในการประยุกต์นวัตกรรม และที่สำคัญคือการปฏิบัติ เอาความคิดสร้างสรรค์มาใช้ได้จริง และนี่เองคือจุดต่างที่ทำให้หลักสูตร Design Thinking ของ SEAC นำโดยวิทยากรอย่าง วิลเลียม มาเหล็ก จึงแตกต่าง มีเอกลักษณ์ และประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้

 

“ทำไม Design Thinking ของที่นี่ถึงพิเศษกว่าเจ้าอื่น เพราะเรามีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ Flipped Classroom หรือ ห้องเรียนกลับด้าน ปกติเรามักเห็นอาจารย์เป็นผู้สอนฝ่ายเดียว แต่ที่นี่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้จริงในห้องเรียน โดยวิทยากรจาก Stanford d.school โดยอาจารย์จะคอยตั้งคำถามชวนคิดและมีกิจกรรมให้กับนักเรียนที่เข้าอบรม และมีทั้งวิทยากรที่สอนได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษควบคู่กันไป นอกจากนี้เราไม่ได้สอนแค่ทฤษฎีเชิงวิชาการเท่านั้น แต่เทรนเนอร์แต่ละคนของเราล้วนเป็นผู้ที่มากด้วยประสบการณ์ในหลากหลายวงการที่พร้อมจะแชร์ทั้งความรู้และประสบการณ์ในการทำงานจริงสู่กันฟัง ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบที่ทรงพลังมาก ที่สำคัญคือไม่ได้ยกมาเฉพาะตัวอย่างของต่างชาติเท่านั้น แต่ยังนำเคสที่เกิดขึ้นในเมืองไทยมาแชร์เพื่อให้นำไปประยุกต์ใช้ในบริบทเมืองไทยได้จริงด้วย

 

“ความพิเศษในการคัดสรรวิทยากร Design Thinking ของที่นี่คือต้องรู้ลึกถึง 3 ระดับชั้น เพราะวิทยากรที่มีประสบการณ์และรู้ลึกเนื้อหานั้นถึง 3 ชั้นจะทำให้ผู้เข้าอบรมรู้สึกว่า ว้าว! อาจารย์ไม่ได้เป็นแค่ด็อกเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นคนที่รู้ลึกและรู้จริง สามารถสอนแบบประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของลูกค้าได้ทุกกลุ่ม โดยมีวิธีการตั้งคำถามที่ชวนคิด เมื่อวิทยากรแต่ละคนเป็นเทพของวิชานั้นๆ ผู้มาเรียนจะยิ่งมั่นใจได้เลยว่าคุณจะไม่ได้เป็นเพียงผู้โง่เขลาที่เอาแต่ถือเครื่องมืออย่างแน่นอน

 

“Design Thinking เป็นเรื่องของมุมมอง ทัศนคติ และกระบวนการผสมผสานคู่กันไป เราเริ่มจากขั้นตอนแรกที่ในท้องตลาดไม่มีคือ Deep Dive ซึ่งหากผู้บริหารหรือผู้นำองค์กรไม่เข้าใจกรอบความคิดนี้ รับประกันได้ว่าคุณเสียเงินฟรี ลงทุนเรียนไปก็ไม่เกิดผลประโยชน์กับองค์กรอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะด้วยวัฒนธรรมหรือกลยุทธ์เชิงนวัตกรรม เพราะว่า Design Thinking สอนให้เราทดสอบ และที่สำคัญคือหัดล้มเหลวให้เป็น แต่ไม่ใช่ล้มเหลวเพียงอย่างเดียว ต้องเรียนรู้จากข้อผิดพลาดในความล้มเหลวของตัวเองด้วย เจ็บแล้วจำ ขั้นต่อไปคือลงมือทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม”

 

 

สุดท้ายสิ่งสำคัญที่กูรูประจำหลักสูตรอย่าง วิลเลียม มาเหล็ก อยากทิ้งท้ายให้ได้คิดก็คือความรู้ต้องมาคู่กับทัศนคติที่ดี เพราะว่า Design Thinking คือทัศนคติบวกกับมุมมอง เป็นการผสมผสานสองสิ่งนี้เพื่อให้เกิดกระบวนการความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นสิ่งจะทำให้ทีมในองค์กรของคุณสร้างนวัตกรรมขึ้นได้

 

เกริ่นคร่าวๆ เพียงเท่านี้ หาก Design Thinking หลักสูตรไม่นิ่งที่สามารถนำไปใช้ขับเคลื่อนองค์กรและวิถีชีวิตที่จะมุ่งไปข้างหน้าในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อย่าพลาดโอกาสสำคัญในการเรียนรู้

 

โอกาสพิเศษสุดสำหรับองค์กรที่กำลังมองหาแนวทางในการสร้างนวัตกรรม แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร วิลเลียม มาเหล็ก Executive Academic Director แห่ง SEAC พร้อมจัด Exclusive Design Thinking Deep Dive เพื่อบรรยายและร่วมเสวนากับองค์กรที่สนใจ โดยสามารถลงทะเบียนหรืออ่านรายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติมได้ที่ bit.ly/seacdt2 หรือติดต่อคุณปุณณมา โทร. 09 6065 1647

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post คุยกับ William Malek ว่าด้วยเรื่อง Design Thinking ที่ไม่ต้องตีตั๋วไปเรียนไกลถึง Stanford [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/william-malek-design-thinking/feed/ 0
เหตุผลที่เยาวชนไทยควรต้องรู้วิธีคิดแบบ Design Thinking [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/ap-design-thinking/ https://thestandard.co/ap-design-thinking/#respond Mon, 23 Jul 2018 07:34:31 +0000 https://thestandard.co/?p=109071

    เหตุผลที่ 1. แน่นอนว่า ปัจจุบันนั้นโลกผัน […]

The post เหตุผลที่เยาวชนไทยควรต้องรู้วิธีคิดแบบ Design Thinking [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

เหตุผลที่ 1. แน่นอนว่า ปัจจุบันนั้นโลกผันเปลี่ยนไปตามวันและเวลา เทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เข้ามามีบทบาทสำคัญกับมนุษย์ในทุกๆ จังหวะของชีวิต สิ่งเหล่านั้นก่อให้เกิดทั้งประโยชน์ ในขณะเดียวกันเองก็ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ และอุตสาหกรรมสังคมที่เราต้องเรียนรู้ไว้ในยุคนี้คือยุคของ Digital Disruption ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมาก ส่งผลกระทบในวงกว้าง ไม่เว้นแม้แต่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ที่ต่างต้องมีการปรับตัวเพื่ออยู่รอดและตอบโจทย์ในสิ่งที่คนยุคนี้ใฝ่หา โดยทาง AP เองก็เกิดการตั้งคำถามขึ้นว่า ‘เราจะสร้างบ้านที่มีคุณภาพ และเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ในอนาคตได้อย่างไร’ จึงเป็นที่มาของการนำเอาวิธีคิดแบบ Design Thinking ตามแบบฉบับมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเข้ามาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร

 

 

เหตุผลที่ 2. แล้วการเสริมศักยภาพมนุษย์ด้วยวิธีคิดแบบ Design Thinking คืออะไร? ต้องเริ่มต้นทำความรู้จักกับ Design Thinking ก่อน เพราะมันคือกระบวนการคิดเชิงการออกแบบที่ใช้การทำความเข้าใจในปัญหาต่างๆ อย่างลึกซึ้ง โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง แบ่งกระบวนการความคิดนี้เป็น 5 ขั้นตอน

 

เริ่มต้นจาก ‘Empathize’ การทำความเข้าใจถึงความต้องการแฝงที่ซ่อนอยู่ในใจผู้บริโภคผ่านการพูดคุยและสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภค ถัดไปคือการ ‘Define’ ค้นหาปัญหาให้ถูกจุด ชัดเจน ซึ่งจะเป็นจุดตั้งต้นของการหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่แตกต่าง ในขั้นตอนที่ 3 ที่เรียกว่า ‘Ideation’ คือค้นหาแนวทางใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหา เครื่องมือต่างๆ จะนำมาช่วยเปิดมุมมอง ฉีกกรอบแนวคิด ความเชื่อ หรือข้อจำกัดต่างๆ กระบวนการไม่ได้จบแค่การได้มาซึ่งไอเดียเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือ พอได้ไอเดียมาแล้วนั้น เราจะทำให้ไอเดียนั้นเป็นจริงได้แค่ไหน ต้องกล้าลองและต้องกล้าล้มเหลว

 

ลำดับที่ 4 ‘Prototyping’ คือการนำไอเดียที่ได้มาสร้างแบบจำลองด้วยต้นทุนที่ต่ำ เพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการสุดท้ายคือการ ‘Test’ ทดสอบจริงกับผู้บริโภค เพื่อดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าไอเดียนั้นยังไม่ตอบสิ่งที่ผู้บริโภคมองหา กระบวนการจะวิ่งย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ที่การทำความเข้าใจถึงความต้องการที่ซ่อนอยู่ของผู้บริโภค จนกว่าจะได้สิ่งที่ใช่ และตอบโจทย์ผู้บริโภค

 

สิ่งเหล่านี้สำคัญกับเยาวชนไทยอย่างไร? คุณลองคิดถึงคำว่า ‘เยาวชนคืออนาคตของชาติ’ ดูสิ และการมีวิธีคิดแบบ Design Thinking จะช่วยให้พวกเขาคิดไปถึงอนาคตได้กว้างไกล มองปัญหาได้อย่างรอบด้าน กล้าลอง กล้าเสี่ยง จนกว่าจะหาสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ตัวเขาและคนรุ่นหลังต่อๆ ไป หากเรามองวิธีการทำธุรกิจในอดีต เรามักจะใช้ระบบวิธีคิดที่อาศัยเพียงข้อมูลสถิติย้อนหลัง เพื่อคาดการณ์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นไปข้างหน้า แต่ในปัจจุบัน ข้อมูลในอดีตเพียงอย่างเดียวไม่สามารถนำมาพัฒนานวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนชีวิตได้ ถ้าเราจะต้องอยู่ในโลกใบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม ระบบวิธีคิดของเราก็ต้องไม่เหมือนเดิม เราจำเป็นจะต้องหาวิธีที่จะทำให้เราสามารถคิด ทำความเข้าใจ และหาวิธีตอบโจทย์ความต้องการที่คนอื่นยังมองไม่เห็นให้ได้

 

 

เหตุผลที่ 3. และแน่นอนว่า AP ได้นำหลักสูตร Design Thinking มาถ่ายทอดให้กับนักศึกษาฝึกงานทั้ง 50 คน ในโครงการ ‘AP Open House 2018’ ถือเป็นโจทย์ของความท้าทายที่นักศึกษาฝึกงานได้รับ กล่าวคือการประยุกต์ใช้กระบวนการคิด Design Thinking กับการออกแบบพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อพัฒนาการอยู่อาศัยในอนาคต และนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่อาจจะสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อผู้บริโภคในภายภาคหน้า

 

 

เหตุผลที่ 4. โดยในโครงการ AP Open House จะแบ่งกลุ่มนักศึกษาฝึกงานออกเป็นสองความสนใจ สองโปรแกรม อันได้แก่ โปรแกรมที่เน้นความถนัดทางด้านวิศวกรรมโยธา และโปรแกรมที่เน้นความถนัดในเรื่องการตลาด และตลอดระยะเวลาในการฝึกงาน 60 วัน นักศึกษาทุกคนจะได้ทำงานอย่างเต็มที่ ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้สมกับคำว่า ‘ชีวิตจริง ยิ่งกว่าทฤษฎี’

 

 

เหตุผลที่ 5. สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดของโครงการ AP Open House คือในแต่ละปีจะรับนักศึกษาฝึกงานเพียงปีละ 50 คนเท่านั้น แน่นอนว่า จำนวนที่นั่งดังกล่าวเป็นที่หมายปองของนิสิตนักศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ทั้งนี้ยังมีการวัดผลของการฝึกงานผ่านการนำเสนอโปรเจกต์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจริงจังและมุ่งหวัง เพื่อที่จะพัฒนาน้องๆ นักศึกษาทุกคนอย่างแท้จริง และนี่คือส่วนหนึ่งของผลตอบรับจากโครงการ AP Open House 

 

ภูริพัฒน์ ลิมวัฒนานนท์ นักศึกษาฝึกงานโปรแกรมวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยมหิดล “ชอบโครงการนี้ตั้งแต่เห็นหลักสูตร การันตีว่าจะได้ฝึกงานตรงกับสิ่งที่เรียนมาจริงๆ”

 

วิลาวัณย์ ละอองดี นักศึกษาฝึกงานโปรแกรมการตลาดและการขาย จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “ไม่ลังเลเลยตอนสมัคร เป็นโอกาสที่ดีที่ได้ลงมือทำงานในสนามจริง”

 

และนี่คือหนึ่งในโปรแกรมที่ บมจ.เอพี ไทยแลนด์ ผู้นำในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อคนเมืองสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพ ‘คน’ ที่จะเป็นเฟืองชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติให้ก้าวไกลยิ่งๆ ขึ้นไป

The post เหตุผลที่เยาวชนไทยควรต้องรู้วิธีคิดแบบ Design Thinking [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/ap-design-thinking/feed/ 0
Startup Scaleup Series EP.1: StockRadars ธุรกิจ ‘สตาร์ทอัพ’ มาคู่กับคำว่า ‘สเกลอัพ’ https://thestandard.co/startup-scaleup-series-ep-1-stockradars/ https://thestandard.co/startup-scaleup-series-ep-1-stockradars/#respond Wed, 07 Feb 2018 10:22:25 +0000 https://thestandard.co/?p=68315

เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ในสมัยที่คำว่าสตาร์ทอัพเพิ่งเป็นที่ […]

The post Startup Scaleup Series EP.1: StockRadars ธุรกิจ ‘สตาร์ทอัพ’ มาคู่กับคำว่า ‘สเกลอัพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ในสมัยที่คำว่าสตาร์ทอัพเพิ่งเป็นที่รู้จักในประเทศไทย กระแสสังคมพุ่งไปที่การเรียนรู้เรื่อง Lean Startup และ Design Thinking แต่เมื่อเวลาเปลี่ยน วิวัฒนาการของวงการก็เติบโตขึ้นตามกาลเวลา เหล่าธุรกิจสตาร์ทอัพก็เติบใหญ่ขึ้นเช่นกัน ความตื่นตัวจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การเริ่มต้น ความรู้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เรื่อง Lean และแนวคิดต้องไปได้ไกลกว่าแค่คำว่า Design Thinking แต่ต้องนำพาให้เกิดการขยายขนาดของตลาด นั่นก็คือเข้าสู่ยุค ‘สเกลอัพ’ (Scaleup) หรือยุคของการขยายผล ซึ่งต้องไม่ใช่การขยายแบบเป็นลำดับขั้นธรรมดา แต่ต้องเป็นการขยายแบบก้าวกระโดดในระยะเวลาที่สั้นด้วย จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นแสน

 

การที่บริษัทสตาร์ทอัพจะนำพาตัวเองมาอยู่ในระดับสเกลอัพจนเป็นที่ยอมรับในสังคมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แทบทุกบริษัทต้องใช้เวลาในการพิสูจน์และวางกลยุทธ์อย่างชาญฉลาด Startup Scaleup Series นำเคล็ดลับและกลยุทธ์ของสตาร์ทอัพชั้นนำทั้ง 10 บริษัทที่ผ่านการดูแลจาก AIS The Start Up ได้แก่ FlowAccount.com, FoodStory, FOURLEAF, MIEX, Priceza, QueQ, Shippop, StockRadars, VTThai, ZipEvent มาตีแผ่เรื่องราวและแนวคิดที่พวกเขาสามารถนำพาตัวเองออกจากกรอบเล็กๆ ไปสู่การเปิดมุมมองใหม่ๆ ของตลาดนอกประเทศไทย ไม่ว่าจะด้วยการร่วมทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ หรือผ่านกระบวนการลุยตลาดด้วยตนเอง

 

 

ในเอพิโสดนี้ขอนำเสนอ StockRadars ซึ่งก่อตั้งโดย คุณแม๊ก-ธีระชาติ ก่อตระกูล StockRadars เป็นธุรกิจประเภท Retail Investment หรือการลงทุนจากผู้เล่นรายย่อย จุดเด่นของ StockRadars คือการวิเคราะห์ข้อมูลหุ้นในตลาดที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย ทำให้บุคคลทั่วไปมีข้อมูลเชิงลึก แต่ง่ายต่อความเข้าใจ เพื่อใช้เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ฟังก์ชันที่ให้ผู้ใช้ซื้อขายหุ้นได้โดยทันที จบในที่เดียว โดยให้บริการในรูปแบบแอปพลิเคชันบนมือถือทั้งบนระบบปฏิบัติการ iOS และ Android


คุณภาพของ StockRadars ได้รับการการันตีด้วยรางวัลมากมายจากทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น การได้รับเลือกเป็น AIS The StartUp The Finalist ในปี 2557 และในปีเดียวกัน StockRadars ก็ไปคว้ารางวัลในระดับอินเตอร์ ได้แก่ Best Financial Software Asia Pacific ICT Award

 


เรามีโอกาสได้ทำงานทำงานอย่างใกล้ชิดกับ StockRadars และพูดคุยแบบเจาะลึกกับคุณแม๊ก รวมถึง คุณฉัตร-ธนฉัตร ตั้งศรีวงศ์ Chief Representative of Bangkok Office ของ CyberAgent Ventures ซึ่งเป็นหนึ่งในนักลงทุนชื่อก้องจากประเทศญี่ปุ่น และมองเห็นโอกาสการสเกลของ StockRadars จึงได้ตัดสินใจร่วมทุนกับ StockRadars ตั้งแต่ปลายปี 2557 ยุทธศาสตร์การสเกลของทั้งสองท่านน่าสนใจ ดูเหมือนนิ่งๆ แต่ลุ่มลึกในแนวคิด เราจึงรวบรวมยุทธศาสตร์การนำพา StockRadars ให้ติดปีกสู่การขยายฐานลูกค้าไว้ใน Startup Scaleup Series EP.1 ดังนี้

 

 

มองหาเหมืองเพชร แม้ว่าตอนนี้จะมีแต่ดินเลนปกคลุม
หาตลาดที่มูลค่าสูง แต่ยังไม่มีใครให้ความสนใจมากนัก มองให้ออกว่าภายใต้พื้นดินซึ่งถูกปกคลุมที่ทุกคนมองผ่านมันคือเหมืองเพชรที่รอให้เราไปขุด ประเทศไทยมีมูลค่าการซื้อขายหุ้นสูงมาก เติบโตต่อเนื่องทุกปี และมีสัดส่วนการลงทุนจากรายย่อยและออนไลน์ที่สูงมากเช่นกัน นั่นคือเหมืองเพชรสำหรับ StockRadars


มองไกลบนบ่ายักษ์
StockRadars เดินเกมด้วย Partner Model หรือการจับมือพันธมิตรที่เป็นเจ้าตลาดของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น AIS, LINE และบริษัทโบรกเกอร์ เพื่อรังสรรค์บริการสู่กลุ่มฐานลูกค้าร่วมในอุตสาหกรรมนั้น การขึ้นนั่งบนบ่ายักษ์ทำให้ StockRadars สามารถสร้างวิสัยทัศน์ที่ไกลกว่าการเดินบนดินคนเดียวและการที่เลือกนั่งบนบ่ายักษ์หลายๆ ตัว เพราะยักษ์แต่ละตัวก็จะหันหน้าในทิศทางที่แตกต่างกัน ทำให้ StockRadars สามารถสร้างมุมมองได้รอบด้าน 360 องศา

 

 

ช่องทางขายของคือประตูวิเศษที่เปิดให้ลูกค้าเข้ามาหาเรา
StockRadars เพิ่มช่องทางการชำระเงินที่มอบความสะดวกสบายให้กับลูกค้าผ่านระบบจ่ายจากใบเรียกเก็บค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อให้เข้าถึงฐานลูกค้าที่ครอบคลุมได้ทั้งประเทศไทย


เทคโนโลยีมีไว้ให้แบ่งปัน
StockRadars ทำงานร่วมกับ LINE ในฐานะพันธมิตรทางเทคโนโลยี (Technology Partner) ในการทำ LINE Financial Official Account ที่ปัจจุบันมีผู้ติดตามในไทยเกือบ 5 ล้านราย นี่เป็นสิ่งการันตีได้อย่างดีว่า StockRadars มีเทคโนโลยีที่สามารถรองรับการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างไม่ต้องเป็นกังวล


ถ้าทุกคนชนะ ผมก็ชนะด้วย
การสร้างหลักชัยให้กับทุกๆ ฝ่ายเป็นหนึ่งในปรัชญาการทำธุรกิจของ StockRadars ในแต่ละก้าวย่าง คุณแม๊กจะต้องสร้างหลักชัยให้ได้อย่างน้อย 3 หลัก ได้แก่ หลักชัยของพันธมิตร หลักชัยของลูกค้า และหลักชัยของตนเอง ในความเป็นมนุษย์ จริงๆ แล้วไม่ได้มีใครอยากแก่งแย่งทำให้ใครแพ้ แต่ทุกคนอยากชนะ หากเราทำให้เขาและเราชนะไปพร้อมๆ กันได้ นั่นคือสิ่งที่วิเศษสุดๆ


กระโดดด้วยสติ
การร่วมเป็นพันธมิตรกับ AIS และ LINE ไม่ได้สร้างโอกาสแค่ในประเทศไทย เพราะทั้งสองบริษัทเหมือนสะพานนำพา StockRadars ไปสู่อีกส่วนหนึ่งของโลก AIS เองมีกลุ่ม Singtel Group ร่วมเป็นพันธมิตร ซึ่งมีฐานลูกค้ารวมกันมากถึง 650 ล้านรายทั่วโลก และ LINE เองก็มีผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลอยู่ทั่วโลกเช่นกัน แต่ทั้งนี้การจะกระโดดข้ามประเทศ StockRadars ทำมันอย่างมีสติ ไม่มองไปไกลเกินจนไม่เห็นฝั่ง ประเทศที่พัฒนาแล้วในแถบเอเชียมักจะมีบริการในลักษณะที่คล้ายกันแบบนี้อยู่แล้ว การเข้าไปเป็นตัวเลือกจึงไม่ใช่สิ่งที่คุณแม๊กให้ความสนใจนัก แต่ทุ่มเทเวลาในการสร้างโอกาสเพื่อขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดทำงานกับโบรกเกอร์ในระดับที่ StockRadars ทำได้


คุย คุ้ย หาความจริง
คุณแม๊กใช้งานแสดงสินค้าเป็นใบเบิกทางเพื่อเข้าถึงตลาดต่างประเทศ เปิดโอกาสให้ตัวเองได้พูดคุยกับคนประเทศนั้นๆ เพื่อหาคำติชมและสังเกตปฏิกิริยาว่าคนในประเทศนั้นเขาตื่นเต้นกับบริการของเราหรือไม่ โดยตอนนี้ StockRadars ได้เริ่มขยายไปยังอินโดนีเซีย และในประเทศถัดไปคือสิงคโปร์


ประเทศเขา คนของเขา
ผลพวงของการขยายตลาดคือการที่ StockRadars ต้องขยายทีม คุณแม๊กจึงตัดสินใจที่จะหาคนในประเทศนั้นๆ ที่เข้าใจสังคม พฤติกรรม และการใช้จ่ายเพื่อดำเนินกิจกรรม ซึ่งสามารถทำได้ใน 2 รูปแบบคือ จ้างมาเป็นพนักงานของ StockRadars เองให้ประจำสาขาในประเทศนั้น หรือมองหาพันธมิตรที่มีทรัพยากรอยู่ในประเทศนั้นอยู่แล้ว ซึ่งคุณแม๊กเองก็เลือกทั้งสองวิธีผสมกัน


สเกลอัพ
ต้องวางแผนอย่างมีกลยุทธ์ รู้ว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน แล้วต่อไปเราจะไปที่ไหน เพราะอะไร แล้วทำไมเราจึงเลือกไม่ไปอีกที่

ในอีก 9 เอพิโสดของ Startup Scaleup Series เราจะนำเสนอเคล็ดลับและยุทธศาสตร์โดย 9 สตาร์ทอัพจาก AIS The StartUp มาตีแผ่ และหากใครเป็นนักพัฒนาธุรกิจที่อยากติดอาวุธสร้างปีกสู่การสเกล สามารถสมัครเข้าร่วมนำเสนอผลงานได้ที่ AIS The StartUp ผ่านทาง www.ais.co.th/thestartup ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

The post Startup Scaleup Series EP.1: StockRadars ธุรกิจ ‘สตาร์ทอัพ’ มาคู่กับคำว่า ‘สเกลอัพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/startup-scaleup-series-ep-1-stockradars/feed/ 0
ธุรกิจเล็กๆ กับการปรับใช้วิธีคิดจาก Design Thinking https://thestandard.co/business-rocket-design-thinking/ https://thestandard.co/business-rocket-design-thinking/#respond Wed, 01 Nov 2017 09:44:16 +0000 https://thestandard.co/?p=39864

     ตั้งแต่ไปเรียนคอร์ส Design Thinking […]

The post ธุรกิจเล็กๆ กับการปรับใช้วิธีคิดจาก Design Thinking appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ตั้งแต่ไปเรียนคอร์ส Design Thinking กับ คุณต้อง-กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร มา ก็รู้สึกร้อนวิชาสุดๆ ตอนนี้เลยอยากเอาไปลองปรับใช้ดู ตอนนี้เจอใครก็อยากจะลองหามุมเอาเรื่องนี้มาลองคิดให้ได้ครับ

     วันก่อนผมได้คุยกับรุ่นน้องผู้หญิงคนหนึ่ง เธอทำอาชีพเสริมขายนาฬิกาข้อมือตามงานตลาดนัดอีเวนต์และขายบนออนไลน์ ระหว่างคุยกัน น้องก็ถามผมว่า สำหรับคนทำธุรกิจเล็กๆ คือ ทำเองคนเดียวอย่างเธอนั้น จะนำวิธีคิดหรือกลยุทธ์ทางธุรกิจมาปรับใช้อย่างไรได้บ้าง เพราะดูเหมือนว่าเรื่องที่ผมเล่าส่วนใหญ่ในแฟนเพจจะเป็นเรื่องธุรกิจขนาดกลางหรือใหญ่เสียมากกว่า

     ตอนนั้นผมก็นึกถึงเรื่อง Design Thinking ขึ้นมา เพราะคิดว่าหลักคิดนี้สามารถนำไปปรับใช้ทุกสเกล ก็เลยลองแนะนำเธอ ซึ่งพอแนะนำเสร็จ ก็คิดได้ว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ดีเหมือนกัน ก็เลยนำมาเขียนเล่าในบทความนี้ครับ

     แต่ก่อนอื่นต้องออกตัวบอกไว้เลยนะครับว่า บทความนี้ผมไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเล่าเรื่อง Design Thinking เสียทีเดียว เพราะจุดประสงค์หลักคือ ผมอยากเปิดมุมมองให้เห็นว่า Design Thinking นั้นมีแง่มุมที่ช่วยขยายมุมมองเกี่ยวกับการแก้โจทย์ธุรกิจอย่างไรได้บ้าง ดังนั้น สิ่งที่ผมจะเล่าต่อจากนี้ไม่ใช่กระบวนการทำ Design Thinking แบบเป๊ะๆ แต่จะเลือกหยิบแง่มุมบางจุดที่ผมคิดว่าถ้าทำธุรกิจเล็กๆ แบบทำคนเดียวหรือคนสองคนก็สามารถนำไปปรับคิดหรือปรับใช้ได้

 

Design Thinking คืออะไร?

     Design Thinking เป็น ‘กระบวนการคิด’ หนึ่งในการแก้ปัญหาหรือสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ขึ้นมา โดยเน้นไปที่การหาปัญหาที่แท้จริงของคนให้เจอก่อน จากนั้นค่อยคิดหาไอเดียที่เป็นทางออกของปัญหานั้น และนำไอเดียมาทดสอบและพัฒนาให้เกิดขึ้นจริง

     ซึ่ง Design Thinking มักถูกนำไปใช้ในการคิดเพื่อแก้ปัญหาธุรกิจ เพื่อออกแบบสินค้าบริการใหม่ๆ หรือโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ว่าง่ายๆ เหมือนเวลาที่คุณอยากจะแก้ปัญหาหรือปรับปรุงอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้จะเริ่มจากอะไรดี ก็สามารถนำวิธีคิดแบบ Design Thinking มาใช้เพื่อหาคำตอบนั่นเองครับ

     เวลาพูดถึง Design Thinking เรามักจะเจอเรื่องอื่นด้วยเช่น Sprint, Agile Development, Lean Startup แต่ทั้งหมดว่าด้วยเรื่องที่คล้ายๆ กัน เป็นกระบวนการคิดเพื่อแก้ปัญหาหรือสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ โดยเน้นไปที่การหาปัญหาที่แท้จริงของคน แต่กระบวนการจะแตกต่างกันไปบ้าง

แต่ไม่ว่าจะเป็นของที่ไหน วิธีคิดจะไม่หนีกันมาก ซึ่งผมสรุปออกมาเป็น 3 ขั้นตอนสำคัญ คือ 1. การเข้าใจปัญหา 2. การคิดหาไอเดีย 3. การทดสอบและการทำให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งต่อจากนี้ผมจะเล่าถึง 3 ขั้นตอน พร้อมกับสอดแทรกแง่มุมสำคัญๆ ที่คนที่ทำธุรกิจเล็กๆ สามาถนำไปปรับใช้หรือขยายมุมมองได้ 

 

1. การเข้าใจปัญหา

     มีคนมาปรึกษาเรื่องทำธุรกิจกับผมหลายคน ผมพบว่า ปัญหาหนึ่งที่ธุรกิจของหลายคนไม่ค่อยประสบความสำเร็จเกิดจากไม่ได้ตั้งโจทย์ไปที่ลูกค้า สุดท้ายก็เจอปัญหาว่าลูกค้าไม่ซื้อ เพราะไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าต้องการ

     สำหรับวิธีคิดแบบ Design Thinking นั้นสามารถช่วยแก้ปัญหาการคิดแบบนี้ได้มาก เพราะโจทย์แรกของการทำ Design Thinking คือ การหาให้ได้ว่าปัญหาของลูกค้าคืออะไร ทว่าการหาปัญหาก็ไม่ใช่การเข้าไปถามว่าลูกค้าต้องการอะไรด้วยนะครับ แต่ใช้การสังเกตพฤติกรรม การพูดคุยกับลูกค้าไปเรื่อยๆ เพื่อดูว่ามีปัญหาอะไรซ่อนอยู่ ซึ่งบางครั้งลูกค้าเองก็อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาต้องการอะไร เคสที่คลาสสิกที่สุดของเรื่องนี้คือเรื่องสะพานที่สอนกันที่ Stanford D. School เรื่องนี้คุณต้องเล่าให้ผมฟัง ผมชอบมาก เรื่องเป็นประมาณนี้ครับ

     เราเดินไปเจอแม่น้ำ ที่แม่น้ำมีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่และกำลังมองไปที่ฝั่งตรงข้าม เราก็เดินเข้าไปคุยด้วย

     เรา: พี่กำลังมองอะไรอยู่ครับ

     พี่คนนั้น: กำลังคิดว่าอยากได้สะพาน ถ้ามีคนสร้างสะพานคงดี

     เรามีเงินและทรัพยากรเพียบ แถมเป็นคนดูแลผังเมืองด้วย เลยตอบไปว่า

     เรา: พี่อยากได้สะพานจากไม้ จากเหล็ก หรือจากปูน เอาสะพานธรรมดา หรือเอาสะพานแขวนดี

     สมมติพี่เขาตอบว่าอยากได้สะพานไม้ เราก็สร้างสะพานไม้ให้

     เรื่องก็จบ

     ทุกคนฟิน แก้ปัญหาได้

     หรือเปล่า?

     ถ้าเราช่างสงสัยอีกสักนิด เราอาจจะถามว่า “ทำไมพี่อยากได้สะพานล่ะครับ”

     พี่เขาก็อาจจะตอบว่า “อยากข้ามไปฝั่งโน้น”

     เราตอบไปเลยว่าถ้าอยากข้ามไปฝั่งโน้นก็มีหลายวิธี ว่ายน้ำ ขึงเชือก เรือ อุโมงค์ หรือสะพานก็เป็นทางออกได้แบบหนึ่ง

     เราถามพี่เขาว่าอยากข้ามด้วยวิธีไหนดีครับพี่?

     พี่เขาคิดนิดหนึ่งแล้วตอบว่า เรือแล้วกัน

     เราก็ซื้อเรือให้พี่เขาเลย

     ทุกคนฟิน แก้ปัญหาได้

     หรือเปล่า?

     ถ้าเราช่างสงสัยอีกสักนิดเราอาจจะถามว่า “ทำไมพี่อยากข้ามไปฝั่งโน้นครับ”

     พี่เขาตอบว่า “จะไปหาแฟน”

     เราตอบไปว่าทำไมไม่ให้แฟนพี่ย้ายมาฝั่งนี้ล่ะ

     พี่เขาตอบว่าไม่ได้ เพราะแฟนพี่ต้องทำงานฝั่งโน้น

     เราก็ตอบไปว่า “พี่หาแฟนใหม่ได้ไหม”

     เรื่องนี้อาจจะฟังดู extreme นิดหนึ่งนะครับ แต่อย่างที่บอกเล่าให้ชวนคิดครับ ไม่มีอะไรผิดไม่มีอะไรถูก

     อย่างตัวอย่างนี้ก็เหมือนกัน เป็นเรื่องที่รุ่นน้องผมเล่าให้ฟังมาอีกที เรื่องนี้เป็นเรื่องร้านเล้งแซ่บแห่งหนึ่ง ร้านนี้ทำอาหารรสชาติใช้ได้ครับ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ถึงกับขายดีแบบได้กำไรจนชื่นใจ แต่อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าของร้านสังเกตเห็นว่า ทำไมลูกค้าที่ร้านถึงใช้เวลาเลือกเมนูนานจัง เลยลองถามลูกค้าดูว่าเพราะอะไร

     ลูกค้าตอบว่า ที่เลือกนานเพราะลังเลไม่รู้จะเลือกกินอะไรระหว่าง ‘ข้าวราดกับข้าว’ เช่น ข้าวหมูผัดพริกเกลือ หรือ ‘ข้าวกับต้มแซ่บ’ เช่น เล้งแซ่บ กระดูกแซ่บ ที่มากับข้าวเปล่า เนื่องจากไม่ว่าเมนูไหนก็มาเป็นจานใหญ่ทั้งนั้น แต่ลูกค้าอยากกินทั้งสองอย่าง ครั้นจะสั่งสองอย่างก็กลัวจะเยอะและแพงเกินงบ ก็เลยใช้เวลานาน เพราะไม่รู้จะเลือก a หรือ b ดี

     ซึ่งคำตอบนี้ก็ทำให้เจ้าของคิดแก้ปัญหาโดยการตั้งราคาแบบ Bundle หรือจัดเซตมาใช้ โดยจัดเป็นชุด คือ มีข้าวราดกับข้าว ต้มแซ่บ และเครื่องดื่ม โดยลดปริมาณของทั้งสองจานลงมาและคิดราคาเซตที่ไม่เกินงบในใจของลูกค้า ผลปรากฏว่า การจัดเซตแบบใหม่ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อหัว (ลูกค้า) ที่จ่ายให้ร้านเพิ่มขึ้น และทำให้ลูกค้าหลายคนกลับมากินซ้ำบ่อยขึ้น เพราะมาแล้วได้กินสองอย่างที่อยากจะกิน

     จริงๆ เรื่องนี้จะมองว่าเป็นการแก้ปัญหาการตลาดทั่วไปก็ได้นะครับ แต่ที่ผมยกมาเพราะมันมีแง่มุมของการหาปัญหาที่ซ่อนอยู่ หลายครั้งเวลาเราพยายามแก้โจทย์การตลาด หลายคนมักถามลูกค้าว่าต้องการอะไร เช่น ถ้าเป็นร้านอาหารก็อาจถามเรื่องรสชาติ ราคา การให้บริการ ทั้งที่จริงๆ บางครั้งปัญหาอาจไม่ได้อยู่ตรงนั้นก็ได้ ดังนั้น การตั้งคำถามเฉพาะว่าลูกค้าอยากอะไร บางทีเราก็อาจไม่ได้อะไรก็ได้ครับ

     ฉะนั้น อย่างหนึ่งที่ปรับใช้ได้ คือ อาศัยการสังเกต การพูดคุย เพื่อขุดหา Insight ที่จะโผล่มาให้เห็นจากพฤติกรรมหรือบทสนทนาที่เราคุยกับลูกค้า

     คล้ายกับเรื่องสะพานนั่นแหละครับ   

 

2. การคิดหาไอเดีย

     อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการทำ Design Thinking คือความเชื่อที่ว่า ทางออกของปัญหาไม่ได้มีทางออกเดียวเสมอไป ฉะนั้นในขั้นตอนนี้ก็คือการคิดไอเดียที่มาแก้ปัญหาให้ลูกค้านั่นเอง

     โดยในขั้นตอนนี้จะเน้นให้เราลองคิดไอเดียมาเยอะๆ ก่อน และไม่ต้องกังวลว่ามันเป็นไอเดียที่แปลกเกินไปหรือเปล่า คือให้ลองโยนไอเดียมาก่อน

     คุณต้องเน้นเสมอว่า Go for Quantity คือเอาเยอะไว้ก่อน ตอนคิดไอเดีย แล้วเดี๋ยวค่อยมาดูกันอีกทีว่าใช้ได้ไม่ได้อย่างไร

     สำหรับตัวอย่างธุรกิจหนึ่งที่ผมคิดว่าใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้น่าสนใจมาก คือ ‘ร้านแล้วแต่ กะเพราแท้’ ที่ขอนแก่น

     ตอนผมเห็นข่าวร้านนี้ ผมชอบไอเดียของเขามาก คือจริงๆ เขาอาจไม่ได้คิดจาก Design Thinking ก็ได้นะครับ แต่ที่ยกมาเล่าเพราะผมอยากชี้ให้เห็นถึงพลังของไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ที่ช่วยให้เกิดโมเดลธุรกิจ หรือสินค้าบริการที่มี Wow Factor ได้เลย

     แรกเริ่มเดิมที ‘ร้านแล้วแต่ กะเพราแท้’ เป็นร้านตามสั่งทั่วไปครับ แต่เพราะขาดทีเด็ดหรือจุดขาย พูดง่ายๆ คือยังเหมือนร้านอื่นที่ซ้ำๆ กันหมด และดูธรรมดาในสายตาของลูกค้า ก็เลยทำให้ขายไม่ค่อยดี จนเกิดเป็นโจทย์ว่า แล้วจะทำอย่างไรให้ร้านไม่เหมือนคนอื่น (ในมุมของลูกค้า) สุดท้ายเจ้าของร้านก็ปิ๊งไอเดียมาเล่นที่ภาชนะเสิร์ฟอาหารให้แปลกพิสดาร ไม่ว่าจะเป็นเขียง กระทะหมูกระทะ หม้อ ตาชั่ง ฯลฯ ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดขายที่ทำให้คนชื่นชอบ จนเกิดกระแสปากต่อปากจนโด่งดัง

     สำหรับเคส ‘ร้านแล้วแต่ กะเพราแท้’ นี้ ทำให้ผมนึกถึงวิธีคิดเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์อันหนึ่งที่ช่วยให้เราสามารถจินตนาการและใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะไว้ใช้คิดสินค้าบริการหรือธุรกิจใหม่ๆ นั่นคือ ก่อนเราจะแตกความคิดเรื่องไอเดียต่างๆ ให้เราคิดถึงมิติต่างๆ เกี่ยวกับตัวโจทย์ก่อน

     ยกตัวอย่าง จะขาย ‘หมูปิ้ง’ ก็จะมีมิติ เช่น รส กลิ่น วัตถุดิบ ภาชนะ แพ็กเกจจิ้ง เป็นต้น จากนั้นก็ท้าทายด้วยการคิดต่างจากแบบเดิม เช่น ไม่เสียบไม้ได้ไหม ผลที่ได้คือช่วยให้เราสามารถคิดฉีกกรอบได้เพิ่มขึ้นและเป็นระบบ ดูอย่าง ‘เบอร์เกอร์หมูปิ้งของเซเว่นฯ’ ก็ได้ครับ เป็นตัวอย่างหนึ่งของการนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้ หมูปิ้งเลยไม่จำเป็นต้องเสียบไม้เสมอไป แต่ประกบด้วยข้าวเหนียวก็กลายเป็นเบอร์เกอร์แทน หรืออาหารที่เสิร์ฟด้วยภาชนะอื่นก็ได้เช่นกัน ซึ่งนี่ก็เป็นความคิดสร้างสรรค์หนึ่งที่สามารถไปผสมผสานใช้ได้ครับ

     อย่างไรก็ตาม ประเด็นการคิดไอเดียต่างๆ ต้องไม่ลืมคิดเรื่องโจทย์ปัญหาลูกค้าด้วยนะครับ กล่าวคือ จะคิดฟุ้งบรรเจิดแค่ไหน สุดท้ายต้องอยู่บนการคิดเพื่อแก้โจทย์ลูกค้าอยู่ดี   

 

3. การทดสอบและการทำให้เกิดขึ้นจริง

     ทีนี้หลังจากได้ไอเดียมากมายมาแล้ว ก็ต้องมาคัดเลือกไอเดีย โดยการคัดเลือกก็ต้องคำนึงถึงการแก้โจทย์ลูกค้าและความน่าจะเป็นที่จะทำได้ ซึ่งในการจะรู้ว่าไอเดียไหนที่คัดมาแล้วใช้ได้หรือไม่ได้ ก็คือการทำต้นแบบ หรือ ‘Prototype’

     พูดง่ายๆ คือทำเดโมต้นแบบเพื่อทดสอบฟีดแบ็กลูกค้าก่อนว่าเวิร์กหรือไม่เวิร์ก ถ้าไม่เวิร์กจะได้ปรับหรือเปลี่ยนเอาไอเดียอื่นมาทดสอบต่อจนกว่าจะเจออันที่ใช่ ซึ่งก็คล้ายๆ กับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์สมมติฐานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอสมมติฐานที่ใกล้เคียงความจริง จากนั้นถึงค่อยมาพัฒนาให้เกิดขึ้นจริง

     สำหรับเรื่อง Prototype นั้น แนวคิดเรื่อง Design Thinking จะเน้นเรื่องนี้มาก เหมือนคำฮิตคำหนึ่งในหมู่สตาร์ทอัพที่ว่า ‘ล้มเร็ว เรียนรู้เร็ว’ ขอเพิ่มอีกนิดคือควรใช้เงินไม่เยอะด้วย (แต่คำว่าเงินไม่เยอะของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อันนี้พิจารณาเอาเองนะครับ)

     อย่างหลายครั้งที่ผมได้ยินคนเล่าไอเดียธุรกิจให้ผมฟัง แต่ส่วนใหญ่มักไม่ยอมทำไอเดียนั้นออกมาทันที แต่จะรอทำทุกอย่างให้เพอร์เฟกต์ตามที่คิดก่อนถึงค่อยทำ แล้วพอทำจริงก็ทำออกมาขายแบบเยอะๆ หรือใหญ่ไปเลย ซึ่งต้องบอกเลยครับว่า ในมุมของ Design Thinking ถือว่าเสี่ยง เพราะอาจทำให้เสียเวลาและเสียเงินมากเกินจำเป็น เหตุผลเพราะไม่มีอะไรการันตีได้เลยว่า สิ่งที่เตรียมไว้อย่างดีนั้นจะเวิร์กหรือไม่ วิธีเดียวที่จะรู้ได้ก็คือการทำ Prototype

     ฉะนั้น ถ้าเปลี่ยนจากการคิดว่ารอทุกอย่างให้เป๊ะแล้วค่อยทำ มาเป็นทำแบบไม่เป๊ะก่อน คือทำต้นแบบพอเห็นภาพแล้วนำไปทดสอบกับลูกค้าเพื่อฟังฟีดแบ็กดูก่อน แบบนี้จะช่วยให้เราเห็นจุดบกพร่องของไอเดีย และหาทางปรับเปลี่ยนได้เร็วกว่า  

     ซึ่งผมคิดว่า สำหรับคนที่ทำธุรกิจขนาดเล็ก หรือทำธุรกิจแบบทำคนเดียวคงใช้วิธีแบบนี้อยู่แล้ว คือทดลองปรับนั้นปรับนี่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหาจุดที่ใช่ที่ตอบโจทย์หรือแก้ปัญหาลูกค้าได้เจอ ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นข้อได้เปรียบของธุรกิจเล็กๆ ที่ควรทำต่อไปเรื่อยๆ

     โดยสรุป ถ้าคุณเป็นคนทำธุรกิจแบบทำเองคนเดียว หรือทำกันอยู่ไม่กี่คน ไม่ได้มีทีมงานมาช่วยคิด ก็สามารถนำแง่มุมแบบ Design Thinking ไปลองใช้ได้เหมือนกันครับ คือตั้งต้นคิดจากปัญหาของลูกค้าก่อน ไม่ใช่ตัวเรา โดยหาปัญหาของลูกค้าด้วยการสังเกตหรือพูดคุยกับลูกค้าเพื่อดูว่าลูกค้าต้องการอะไรกันแน่ จากนั้นเมื่อรู้แล้ว ก็ใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือจินตนาการในการคิดแก้ปัญหานั้นดู โดยคิดออกมาให้เยอะๆ ก่อนครับ จากนั้นค่อยมาคัดไอเดียที่คุณว่าพอเป็นไปได้และแก้ปัญหาลูกค้าได้จริง และนำมาทดสอบฟีดแบ็กจากลูกค้าจนเจอไอเดียที่ใช่ ค่อยมาทำจริง

     ส่วนสิ่งที่ผมอยากทิ้งท้ายไว้อีกข้อ คือ ในการทำธุรกิจยุคใหม่ สิ่งหนึ่งที่ต้องทำนอกจากที่กล่าวมาข้างต้น คือทำใจให้ชินกับการผิดพลาดครับ เหมือนประโยคที่ว่า ยุคนี้ต้อง ‘ล้มเร็ว เรียนรู้เร็ว’ ฉะนั้น ถ้าถามผมว่าอะไรน่ากลัวสุดในยุคนี้ ผมคิดว่า การกลัวความผิดพลาด เพราะความกลัวนี้เป็นอุปสรรคร้ายแรงต่อการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวในการอยู่รอดนั่นเอง

     อย่างที่อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน เคยได้กล่าวไว้ว่า

     “The price of doing the same old thing is far higher than the price of change”

 

ภาพประกอบ: Karin Foxx

The post ธุรกิจเล็กๆ กับการปรับใช้วิธีคิดจาก Design Thinking appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/business-rocket-design-thinking/feed/ 0
อะไรคือทางรอดของคนและธุรกิจดิจิตัล บทสรุปจากงาน DAAT DAY 2017 https://thestandard.co/daatday2017/ https://thestandard.co/daatday2017/#respond Wed, 30 Aug 2017 13:04:14 +0000 https://thestandard.co/?p=23475

     วันนี้โลกดิจิทัลไทยกำลังยืนอยู่ที่จ […]

The post อะไรคือทางรอดของคนและธุรกิจดิจิตัล บทสรุปจากงาน DAAT DAY 2017 appeared first on THE STANDARD.

]]>

     วันนี้โลกดิจิทัลไทยกำลังยืนอยู่ที่จุดไหน?

     งาน DAAT DAY 2017 ที่จัดโดยสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) น่าจะตอบคำถามนี้ได้

     หลังมีโอกาสเข้าร่วมงานและเข้าฟังสัมมนาหลายหัวข้อจาก 1 เวทีใหญ่ และ 3 เวทีย่อยในงาน

     THE STANDARD ได้เห็น ‘ความคิด’ บางอย่างที่เป็นจุดร่วมกันของวิทยากรหลายๆ ท่าน

     ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาคิดเหมือนกันโดยมิได้นัดหมาย ก็อาจจะเป็นเพราะเราอยู่ในโลกที่ ‘ความคิด’ ถูกส่งต่อ เชื่อมโยง และเคลื่อนที่ไปพร้อมๆ กันด้วยอัตราเร่งระดับเรียลไทม์

     กำแพงของระยะทางที่เคยเป็นอุปสรรคถูกอินเทอร์เน็ตทลายจนไม่เหลือซาก เช่นเดียวกับอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตได้เข้ามาทำให้เส้นพรมแดนที่เคยมีอยู่เร่ิมพร่าเลือน

 

Photo: DAAT

 

     ทักษะหลายอย่างกำลังถูกแทนที่โดยเครื่องจักรที่ฉลาดขึ้นกว่าเดิม และฉลาดขึ้นทุกวัน เพราะพวกมันพัฒนาตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง

     ธุรกิจที่เคยมั่งคั่งและคิดว่าจะยั่งยืน จากการกินส่วนแบ่งในฐานะ ‘คนกลาง’ เริ่มไม่มั่นใจในอนาคตของตัวเอง เพราะข้อจำกัดทางการแข่งขันกำลังค่อยๆ ถูกลบออกไป เมื่อเทคโนโลยีช่วยให้คนตัวเล็กๆ สามารถตั้งธุรกิจได้ในต้นทุนที่ต่ำลงเรื่อยๆ และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหรือจ่ายค่าต๋งให้ ‘ตัวกลาง’ อีกต่อไป

     ขณะที่คนตัวเล็กๆ ที่เข้าถึงเทคโนโลยี มีไอเดีย และเป็น ‘ของจริง’ ก็มีโอกาสสร้างรายได้ไม่ยาก โดยไม่ต้องมีทุนมากเหมือนในอดีต เพราะเทคโนโลยีทำให้หลายสิ่งที่เคยแพง ถูกลง

Photo: Pixabay

 

     คำว่า ‘โลกไร้พรมแดน’ เริ่มเป็นจริงในทุกมิติ โดยเฉพาะความรู้และนิยามของอาชีพ

     อาชีพเดิมๆ เริ่มไม่เหมือนเดิม นักการตลาดจะไม่ใช่แค่นักการตลาด ครีเอทีฟจะไม่ใช่แค่ครีเอทีฟ หรือแม้กระทั่งคนทำคอนเทนต์จะไม่ใช่แค่คนทำคอนเทนต์

     หลายๆ อาชีพต้อง ‘รู้ลึก’ ในสิ่งที่ทำ และจำเป็นต้อง ‘รู้กว้าง’ ในหลายๆ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำ

     เพราะ ‘งาน’ ของเราล้วนเชื่อมโยงกับอีกสิ่งหนึ่งเสมอ และสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงเราไว้ด้วยกันก็คือ โลกดิจิทัล

     กลไกการทำงานของเทคโนโลยีจะไม่ปล่อยให้ใครที่รู้เพียงสิ่งเดียวประสบความสำเร็จอีกต่อไป

     อย่างน้อยถ้าคุณเป็นคนทำคอนเทนต์ที่เขียนคอนเทนต์ได้ดีมาก แต่ไม่รู้เรื่อง SEO หรือการใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียในการเผยแพร่งานเลย คุณก็จะเป็นแค่คนเขียนคอนเทนต์ที่ดี แต่คอนเทนต์นั้นอาจไม่ได้รับการเผยแพร่ไปถึงคนในจำนวนที่มากพอ

     ดังนั้น จึงไม่แปลกที่วิทยากรหลายคนในงาน DAAT DAY 2017 จะ ‘คิดคล้าย’ กัน (และมีบางอย่างที่อาจจะคิดคล้ายเรา)

     เพราะพวกเขาและเราล้วนอยู่ในโลกใบเดียวกัน

 

  • จงปรับ Mindset ของตัวเอง
  • Data คือสิ่งที่จะขับเคลื่อนโลกและธุรกิจ
  • Machine Learning
  • Personalize การสื่อสารรายบุคคล
  • คนยุค Millennial

 

     คือประเด็นที่วิทยากรหลายคนพูดถึง โดยเฉพาะเรื่องการปรับ mindset ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง และคิดว่าเป็น ‘หัวใจ’ ของงาน

     เพราะถ้านับหนึ่งผิด จำนวนนับต่อมาก็ยากที่จะถูก

     คำถามคือ…

     เรามี mindset ที่ใช่หรือยัง?

     ถ้าไม่ใช่ เราจะปรับ mindset ได้ไหม?

     และถ้าปรับ ควรจะปรับอย่างไร?

 

Photo: Youtube

 

     THE STANDARD พบคำตอบอย่างเป็นรูปธรรมในสัมมนาหัวข้อ Design Thinking: Innovation Framework ที่บรรยายโดย กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร

     ASK – THINK – ACT

     นี่คือกระบวนการที่นำมาซึ่ง ‘นวัตกรรม’

     กวีวุฒิบอกว่า นวัตกรรมคือการทำสิ่งที่คนต้องการ ใช้แล้วมันเวิร์ก จะมีหรือไม่มีเทคโนโลยีก็ได้

     นวัตกรรมไม่เกี่ยวกับเทคโนโลยี แต่คือทักษะการเข้าใจคนอื่น

     ส่วนการได้ซึ่งนวัตกรรม ต้องผ่านการคิดแบบ Design Thinking ซึ่งมีทั้งหมด 5 ขั้นตอน และทำวนซ้ำไปเรื่อยๆ

 

Photo: DAAT

 

     1. รู้สึกอย่างที่ ‘คนอื่น’ รู้สึก (Empathize) คล้ายๆ กับการ ‘เอาใจเขา มาใส่ใจเรา’ วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้รู้สึกถึงใจคนอื่นได้ คือ การตั้งคำถามว่า ‘ทำไม’ ซึ่งเป็นคำถามที่เด็กๆ ชอบถาม และ ‘ทำไม’ เป็นคำถามที่สร้างนวัตกรรม

     ตัวอย่างเช่น เมืองหนึ่งมีแม่น้ำไหลผ่าน แบ่งเมืองเป็นสองฟาก สมมติว่าส่งวิศวกร นวัตกร และ อีลอน มัสก์ ไปถามคนในเมือง

 

     วิศวกร จะถามว่า อยากได้อะไร?

     “อยากได้สะพาน”

     วิศวกรก็จะกลับมาระดมสมองแล้วคิดว่าจะสร้างสะพานอย่างไรได้บ้าง

 

     นวัตกร จะถามว่า ทำไมถึงอยากได้สะพาน?

     “อยากข้ามไปฝั่งโน้น”

     นวัตกรก็จะกลับมาระดมสมองคิดหาวิธีว่า ถ้าจะข้ามไปฝั่งโน้น จะทำอะไรได้บ้าง ซึ่งทางออกจะมีมากกว่าแค่สร้างสะพาน อาจเป็นเรือ คอปเตอร์ไม้ไผ่ ฯลฯ

     การถามว่า ทำไม ทำให้เฟรมของความคิดกว้างขึ้น

 

อีลอน มัสก์

 

     อีลอน มัสก์ บอกว่าจุดเด่นของเขาคือ การเป็นคน chain Why? หมายถึง สามารถถามคำว่า “ทำไม” ไปได้เรื่อยๆ แบบที่ไม่กลัวคนอื่นจะโกรธ จนกว่าเขาจะเข้าใจ ซึ่งการถามว่าทำไมมากขึ้น จะทำให้เราด่วนสรุปน้อยลง

     ใช่ครับ, อีลอน มัสก์ ไม่หยุดถามแค่ทำไมในคำถามแรก

     ทำไมถึงอยากข้ามไปฝั่งโน้น?

     “แฟนอยู่ฝั่งโน้นน่ะ คิดถึงแฟน”

     พอคำตอบเป็นแบบนี้ จะพบว่า สะพาน เรือ ฯลฯ ที่จะพาข้ามไปฝั่งโน้นอาจไม่ใช่คำตอบ แต่อาจเป็นการสร้างโทรศัพท์สักเครื่อง หรือแอปฯ ส่งข้อความสักแอปฯ

     กวีวุฒิ บอกว่า “คำถามว่า ‘ทำไม’ จะพาเราเข้าไปในปริมณฑลที่คนอื่นเข้าไม่ถึง”

     เพราะฉะนั้น ถ้าคุณอยากรู้ insight ที่แท้จริง จงกล้าที่จะถามว่า “ทำไม”

 

     2. เข้าใจปัญหา (Define) เมื่อรู้ความต้องการที่แท้จริง จะทำให้เห็นและเข้าใจปัญหา

 

Photo: DAAT

 

     3. ครีเอตไอเดีย (Ideate) จะแก้ปัญหาที่มีอย่างไร? ขั้นตอนนี้คือการระดมสมองประลองไอเดีย ซึ่งการสร้างบรรยากาศหรือสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนกล้านำเสนอความคิดสำคัญมาก

     “Context create Content นวัตกรรมหรือไอเดียใหม่พร้อมจะเกิดขึ้นเสมอ ถ้าสภาพแวดล้อมมันถูกต้อง”

     40 นาที คือช่วงเวลาที่ใช้ในการระดมสมองที่ดีที่สุด มากกว่านี้ไม่เวิร์ก

     ช่วงแรกให้แต่ละคนเขียนไอเดียใส่โพสต์อิท ก่อนจะเอามาคัดแยก วิเคราะห์ นำเสนอ เพื่อหาไอเดียที่น่าสนใจจำนวนหนึ่ง

     โดยทั่วไป เวลาระดมสมองจะมีคน 2 ประเภท คือ คนที่ชอบเสนอไอเดีย (Creative) กับคนที่ชอบคอมเมนต์และวิจารณ์ (Critical) ให้จัดสัดส่วนคนสองประเภทนี้ให้เหมาะสม

     แนะนำว่า ควรแยกคนประเภท Critical ออกไปจากห้องก่อน พอได้ไอเดียแล้ว ค่อยให้เข้ามาคอมเมนต์

 

Photo: yingyingz.com

 

     4. สร้างต้นแบบ (Prototype) พอได้ไอเดียแล้ว ลองนำมาทำให้เกิดขึ้นจริง โดยให้เริ่มต้นที่การสร้าง ‘ต้นแบบ’ แบบง่ายๆ

     กวีวุฒิบอกว่า Prototype ที่ดี ต้องใช้เวลาไม่นาน ใช้เงินไม่เยอะ เห็นภาพ และคนอื่นสามารถคอมเมนต์ได้

     เช่น ถ้าบอกให้ทำ Prototype ของแอปฯ สักแอปฯ ถ้าคุณบอกว่า ขอไปเขียน code ก่อน นั่นไม่ใช่ Prototype ที่ดี จากนั้นกวีวุฒิก็เปิดภาพ Prototype ของแอปฯ หนึ่งที่ทำอย่างง่ายๆ โดยการวาดหน้า interface อธิบายการทำงานของแอปฯ ลงบนโพสต์อิท

     และย้ำว่า การสร้าง Prototype ควรใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง

 

Photo: invention.si.edu

 

     5. ทำซ้ำ (Test) ไม่ดีอะไรที่เฟอร์เฟกต์ตั้งแต่ครั้งแรก การทำซ้ำขั้นตอน 1-5 ต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้ของที่คิดนั้นพัฒนาและดีขึ้นเรื่อยๆ สิ่งสำคัญคือ ‘ต้องกล้าทดลอง’

     กวีวุฒิ ยกตัวอย่าง Kodak อดีตยักษ์ใหญ่ด้านกล้องถ่ายภาพยุคฟิล์มที่เจ๊งเมื่อปี 2012 เพราะการมาถึงของกล้องดิจิทัล แต่รู้ไหมว่า โกดักคิดเรื่องกล้องดิจิทัลก่อนทุกบริษัท ทว่าตัดสินใจไม่ทำ เพราะกลัวจะแย่งส่วนแบ่งธุรกิจฟิล์มถ่ายภาพ สุดท้ายคนอื่นเลยเอาไปทำ

     “การทดลองเป็นสิ่งสำคัญมาก ต้องกล้าล้มเหลวเพื่อจะสำเร็จ ถ้าไม่ทดลอง ก็จะมีคำตอบแค่ว่า เจ๊งใหญ่ หรือเจ๊งเล็ก เท่านั้น”

 

 

     คุณถาม “ทำไม” บ่อยแค่ไหน

     ถามแล้ว คิดหรือไม่

     คิดแล้ว ลงมือทำไหม

     สำคัญมาก คือ ทำแล้ว ทำมากขึ้นไหม

 

     กวีวุฒิทิ้งท้ายว่า โลกวันนี้หมุนเร็วมาก องค์กรต้องการคนทำมากกว่าคิด

     “ใช้ความเห็นให้น้อยลง จงทำมากขึ้น”

 

Photo: mobilemarketingwatch.com

 

     บางเวทีในงานวันนั้นบอกว่า หนังโฆษณาจะสั้นเหลือ 6 วินาที เพราะความสนใจของคนวันนี้สั้นกว่าปลาทอง

     แต่ครีเอทีฟในอีกเวทีกลับโยนความคิดเชิงตั้งคำถามว่า วิธีคิดหรือทฤษฎีต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยการใช้ ‘มีเดีย’ เป็นตัวตั้งเพื่อหาโซลูชัน อาจไม่ถูกทั้งหมด

     โฆษณา 6 วินาที อาจสร้าง awareness เพราะคนดูจบ แต่อาจเป็นการ ‘เห็นที่ไม่เห็น’ เพราะไม่ประทับใจ จำไม่ได้

     ‘ยอดวิว’ อาจไม่ได้บอกอะไร เพราะบางคนอาจดูแค่ไม่กี่วินาทีแล้วปิด ถามว่ายอดคนดู 5 ล้าน 10 ล้าน มีคนดูจนจบกี่คน

     รวมถึงระยะการวางแพลนที่ยาวเกินไป หนังโฆษณาบางเรื่องกว่าจะเคาะไอเดีย เตรียมงาน ถ่ายทำ ปรับแก้ ฯลฯ มีกระบวนการทำงานที่ยาวนานหลายเดือน แต่ทุกวันนี้ทุกอย่างไปเร็วมาเร็ว หนังโฆษณาที่ทำนานหลายเดือน ก็อาจจะกลายเป็นหนังโฆษณาที่ได้รับการจดจำแค่เพียงวันเดียว หลังจากนั้นก็ถูกเรื่องราวอื่นๆ กลืนหายไปในทะเลข้อมูล ผู้คนต่างลืม เสมือนว่าไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง

     และไม่มีหรอก สื่อ traditional หรือ digital เพราะสุดท้ายทุกสิ่งกลับมาที่ ‘คน’ คนคือศูนย์กลางเสมอ

 

ภารุจ ดาวราย

 

     “บางทีเราอาจต้องกลับมาที่เหตุแห่งทุกข์”

     ภารุจ ดาวราย Managing Director จาก The Leo Burnett Group Thailand ชวนคิดด้วยการบอกว่า ทฤษฎี ตัวเลขต่างๆ เกิดจากความกลัวของลูกค้า เพราะเขาจ่ายเงินมาแล้ว การจ่ายเงินนั้นต้องมีเหตุผลตอบหัวหน้าได้ว่า จะเกิดผลอย่างไร ซึ่งตัวเลขและทฤษฎีต่างๆ ก็คือเหตุผลที่ยืนยันว่า เงินที่จ่ายไปนั้นมีเหตุมีผล

     “หน้าที่ของครีเอทีฟคือ ทำให้เขาละจากการใช้เหตุผล มาใช้ความรู้สึกนำ แทนที่จะโฟกัสแต่ข้อมูลและตัวเลข”

     ภารุจ บอกว่า ความกลัวทำให้คนพยายามหาสูตรสำเร็จ

     “แต่สูตรสำเร็จไม่เคยพาใครไปสู่ความสำเร็จ”

     เพราะสูตรสำเร็จ คือ อดีต

     สูตรสำเร็จในปัจจุบัน จึงต้องเป็นสูตรที่คุณต้อง ‘คิด’ และ ‘ทำ’ มันขึ้นมาเอง

 

Photo: websigmas.com

 

     ‘ความสำเร็จ’ คือสิ่งที่วิทยากรทุกคนพูดบนเวที แม้แต่วิทยากรจากบริษัทสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ที่หลายคนตั้งคำถามถึงการปรับตัวและเอาตัวรอดในยุคดิจิทัล ก็พูดถึงความสำเร็จของตัวเอง

     บ้างก็พูดถึงบริการของบริษัทตัวเอง ว่าจะพาองค์กรอื่นที่ร่วมงานด้วยประสบความสำเร็จอย่างไร

     บ้างก็พูดถึงความสำเร็จของตัวเองเหมือนบริษัทสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่

     ซึ่งความสำเร็จที่พวกเขาพูดถึงมีจุดร่วมกัน คือ ‘เข้าใจลูกค้า’ และมีกระบวนการทำงานคล้ายวิธีคิดแบบ Design Thinking ของกวีวุฒิ

     นั่นคือ การจะเข้าใจลูกค้าได้ ต้องรู้จักว่า ลูกค้าใช้ชีวิตอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร สิ่งนี้เรียกว่า Data

     แต่ในโลกที่มีดาต้ามหาศาล หรือบางคนเรียก Big Data นั้น ถ้าจะให้คนทำความเข้าใจลูกค้าทุกคนก็คงไม่ไหว เพราะฉะนั้นจึงมีการใช้ Machine Learning เข้ามาทำความรู้จักลูกค้าแต่ละคนผ่านดาต้าของพวกเขา

     คนแต่ละคนมีความชอบ รสนิยม การใช้ชีวิตไม่เหมือนกัน ดังนั้นดาต้า ของพวกเขาจึงไม่เหมือนกัน การทำความเข้าใจลูกค้าวันนี้จึงต้องเข้าใจเป็นรายบุคคลหรือ Personalize ไม่ใช่เหมารวมแบบในอดีต ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งเกินความสามารถของ Machine Learning ที่จะสามารถ ‘รู้ใจ’ ลูกค้าจนสามารถคาดเดาและนำเสนอสิ่งที่คนคน นั้นชอบ โดยไม่ต้องถาม

 

 

     Taboola และ Outbrain คือ แพลตฟอร์มที่จะนำคอนเทนต์ บทความ หรือโฆษณาแบบเนียนๆ (Native Ad) ไปปรากฏในหน้าเว็บไซต์ต่างๆ โดยมีรูปแบบที่กลืนไปกับบทความของเว็บไซต์นั้น

     โดยบทความจะปรากฏตามความสนใจของแต่ละคน ซึ่งเกิดจากการติดตามข้อมูลและคำนวณโดย Machine Learning

     “ผู้บริโภคยุคนี้มีสิทธิ์เลือก และปฏิเสธที่จะไม่ดูโฆษณา” Chris Mockford – Head of Operation APAC ของ Outbrain ชี้ว่า หมดยุคยัดเยียดโฆษณาแล้ว ถ้าจะโฆษณา โฆษณานั้นต้องไม่ใช่โฆษณา

 

How Outbrain Amplify Works

 

     คีย์เวิร์ดของ Chris Mockford ที่ฉายบนสไลด์ Trust of Advertising ระหว่างการบรรยาย คือ

     Content is King,

     Distribute is Queen,

     Relevant is KEY.

     และ

     Curated Content & High Quality

     ซึ่งทั้ง Taboola และ Outbrain ให้บริการในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน เพื่อหยิบคอนเทนต์ในทะเลข้อมูลที่ท่วมท้นไปส่งถึงผู้อ่านได้อย่างตรงใจ

     ‘drive content to right person’

 

 

Introducing Taboola Feed

 

     ด้าน John Harvey – Managing Director, APAC ของ Taboola ได้แนะนำเครื่องมือใหม่ ชื่อ Taboola Feed ที่มาในรูปแบบ news feed บนโมบายดีไวซ์

 

 

https://www.youtube.com/watch?v=FgBj949_r_w&feature=youtu.be

Trying the IBM Watson tech behind the North Face beta

 

     นอกจากนี้ ยังมีการใช้ Machine Learning ในการขายของได้อย่างน่าสนใจ เช่นในกรณีของแบรนด์ The North Face ที่ใช้ Machine Learning ในการขายแจ็กเก็ต ผ่านการตั้งคำถามแล้วให้คุณพิมพ์ตอบ เพื่อแนะนำแจ็กเก็ตที่เหมาะกับคุณ

     สนใจเข้าไปลองเล่นได้ที่ www.thenorthface.com

 

     บนเวทีใหญ่ ระหว่างที่ ณธิดา รัฐธนาวุฒิ ผู้ก่อตั้ง www.marketingoops.com บรรยายเรื่อง Digital Marketing Trend แม้เธอจะพูดถึงเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่า Chatbot, Data ฯลฯ แต่เธอบอกว่า หัวใจสำคัญคือ Customer Experiences หรือการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้าของคุณ

     ซึ่งกลุ่มลูกค้าที่นักการตลาดต้องจับตาในวันนี้ให้ดี คือ คนยุค Millennial นิยามตามอายุคือ คนที่วันนี้มีอายุ 17-37 ปี แต่ถ้านิยามตามพฤติกรรมคือทุกคนที่ใช้อินเทอร์เน็ต ติดโทรศัพท์ จ้องจอมากกว่ามองหน้าคนใกล้ตัว

     และเป็นกลุ่มที่ยินดี ‘จ่าย’ ถ้าสินค้าของคุณตอบโจทย์

 

     สินค้าที่ตอบโจทย์เกิดจากอะไร?

     อันที่จริง โมเดลการคิดเพื่อค้นหาคำตอบมีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนพูด

     นักการตลาด ครีเอทีฟ คนวิเคราะห์ข้อมูล ฯลฯ เพื่อหาคำตอบที่ต้องการตามลักษณะเฉพาะของงาน

     แต่โดยแนวคิดนั้นมีวิธีคิดคล้ายกัน ทั้งหมดเริ่มต้นจาก ‘คำถาม’ ว่า

     “ทำไม?”

 

Photo: Pinterest

 

     เหมือนกับวิธีคิดแบบ Design Thinking เพื่อสร้างนวัตกรรมของกวีวุฒิ

     ASK – THINK – ACT

     ถาม, เพื่อรู้จัก เห็นปัญหา

     ขบคิด, เพื่อหาทางออก

     ทำ, เพื่อทดลอง และแก้ปัญหา

     ปัญหาที่พร้อมจะผุดกำเนิดใหม่ทุกวัน เพราะคนเปลี่ยนทุกวัน เทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวัน โลกเปลี่ยนทุกวัน

     เพราะฉะนั้น คนทำงานยุคนี้ ต้องกล้า ‘ทดลอง’ และ ‘ทำ’ สิ่งใหม่ พร้อมกับไม่กลัวที่จะ ‘รื้อ’ สิ่งเก่า

     ไม่มีใครสนใจความสำเร็จของเมื่อวาน

     เพราะฉะนั้นจงกล้าตัดสินใจปรับ ​Mindset ในวันนี้ ถ้าคุณคิดว่ายังไม่ใช่

     หมั่นตรวจสอบความคิดอยู่เสมอ เพราะมันอาจเป็นความคิดที่หมดสมัย

     ถ้าคุณคิดว่า ตัวเองมีข้อจำกัดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพราะอุปสรรคอะไรก็ตาม ขอให้รู้ไว้ว่า ‘ข้อจำกัด คือ มารดาของความคิดสร้างสรรค์’ (ใครที่ไปฟังเวทีที่ ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม พูดจะเข้าใจคำนี้ได้ดี)

 

     กลับมาที่คำถามในบรรทัดแรก “วันนี้โลกดิจิทัลไทยกำลังยืนอยู่ที่จุดไหน?”

     จุดไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่จุดเดิม.

 

ภาพประกอบ: Thiencharas.w

The post อะไรคือทางรอดของคนและธุรกิจดิจิตัล บทสรุปจากงาน DAAT DAY 2017 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/daatday2017/feed/ 0