DELTA Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/delta/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 27 Aug 2026 09:40:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 นักวิเคราะห์ชี้หุ้นไทยมีลุ้นทุบสถิติเดิม ทะลุ 1,852 จุด ในปี 70 หลังแนวโน้มกำไรบจ.พุ่งต่อเนื่อง BofA เผยแนวโน้มกำไรเดือน ส.ค. ขึ้นแรงสุดในเอเชีย https://thestandard.co/thai-stocks-record-high-bofa-earnings-asia/ Thu, 27 Aug 2026 09:40:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1247325 ภาพกระทิงสีทองกำลังพุ่งทะลุฉากหลังที่เป็นกราฟการเงิน โดยมีธงชาติไทยเป็นพื้นหลังบางส่วน พร้อมข้อความ 'หุ้นไทยลุ้นนิวไฮ? คาดการณ์กำไร โตแรงสุดในเอเชีย'

ดัชนี SET ของหุ้นไทยลุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ ทะลุ 1,852 จุ […]

The post นักวิเคราะห์ชี้หุ้นไทยมีลุ้นทุบสถิติเดิม ทะลุ 1,852 จุด ในปี 70 หลังแนวโน้มกำไรบจ.พุ่งต่อเนื่อง BofA เผยแนวโน้มกำไรเดือน ส.ค. ขึ้นแรงสุดในเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกระทิงสีทองกำลังพุ่งทะลุฉากหลังที่เป็นกราฟการเงิน โดยมีธงชาติไทยเป็นพื้นหลังบางส่วน พร้อมข้อความ 'หุ้นไทยลุ้นนิวไฮ? คาดการณ์กำไร โตแรงสุดในเอเชีย'

ดัชนี SET ของหุ้นไทยลุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ ทะลุ 1,852 จุด ในปีหน้า หากกำไรบริษัทจดทะเบียนแตะ 117 บาทต่อหุ้น ได้จริงตามประมาณการ ขณะที่ Bank of America (BofA) เผยหุ้นไทยถูกปรับประมาณการกำไรขึ้นแรงสุดในเอเชียในเดือนสิงหาคมนี้

 

 
 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า บริบทของตลาดหุ้นไทยในเวลานี้อยู่ในสภาพที่ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า

 

“บริบทปัจจุบันของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างดี การเมืองไม่ได้มีปัญหา กำไรไตรมาส 2 ออกมาดีกว่าตลาดคาดอย่างมาก นำไปสู่การปรับประมาณการกำไรขึ้น ทำให้ valuation ไม่ได้ตึงตัว” ณัฐชาตกล่าว

 

ส่วนบริบทต่างประเทศ เขามองว่าหากมีความชัดเจนหรือการการันตีว่าอัตราดอกเบี้ยจะทรงตัว ก็จะทำให้ตลาดอยู่ในโทนบวกต่อเนื่อง

 

ณัฐชาตยังชี้ว่าโครงสร้างความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นไทยรอบนี้แตกต่างจากในอดีต “SET อยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้นเยอะ หุ้นไทยไม่ได้พึ่งพิง DELTA ความกว้างของตลาดอยู่ในระดับเดิม พูดง่ายๆ คือ ความแข็งแกร่งของหุ้นไทยไม่ได้กระจุกตัว แต่กระจายไปยังหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดี”

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ณัฐชาตมองว่าเป็นจุดพลิกคือการปรับน้ำหนักดัชนีของ MSCI ซึ่งประกาศผลไปเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม และจะมีผล ณ ราคาปิดของวันที่ 31 สิงหาคม 2569

 

เขาประเมินว่า รอบนี้จะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายปี 2565 ที่หุ้นไทยถูกปรับเพิ่มน้ำหนัก หลังจากที่หุ้นไทยค่อนข้าง outperform ขณะที่หุ้นเกาหลีใต้และอินโดนีเซียปรับลดลงแรง ผลที่ตามมาคือกองทุนประเภท active fund จะเข้ามาติดตามหุ้นไทยกันมากขึ้น

 

ในทางกลับกัน ณัฐชาตคาดว่ารอบนี้น่าจะเห็นการปรับลดน้ำหนักหุ้น DELTA ลง ซึ่งหากผ่านช่วงการปรับลดน้ำหนักรอบนี้ไปได้ ก็อาจทำให้แรงกดดันต่อทั้งหุ้น DELTA และตลาดหุ้นไทยโดยรวมลดลงตามไปด้วย

 

เปิดเงื่อนไขหุ้นไทยลุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่

 

สำหรับความคาดหวังว่าหุ้นไทยจะกลับไปทำสถิติสูงสุดใหม่ ซึ่งสถิติเดิมอยู่ที่ 1,852.51 จุด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 หรือห่างจากระดับปัจจุบันราว 15% ณัฐชาตกางตัวเลขให้เห็นว่าเงื่อนไขที่ต้องเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง

 

เขาประเมินว่า P/E ที่เหมาะสมของหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 16 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ถือว่าเป็นกรณีดีที่สุด (best case) และเมื่อคำนวณคร่าวๆ หุ้นไทยจะต้องมีกำไรต่อหุ้นราว 125 บาท จึงจะไปถึงระดับดังกล่าวได้

 

ในด้านตัวเลขกำไร ณัฐชาตอ้างอิงประมาณการของ Bloomberg Consensus ที่คาดกำไรต่อหุ้นของตลาดหุ้นไทยไว้ที่ราว 111 บาทในปีนี้ 117 บาทในปีหน้า และ 123.5 บาทในระยะถัดไป

 

“มีโอกาส record high ถ้า EPS เป็นตามคาดการณ์ของ Bloomberg Consensus” ณัฐชาตกล่าว พร้อมระบุเงื่อนไขประกอบว่าอัตราดอกเบี้ยจะต้องยังอยู่ที่ระดับราว 1%

 

เงื่อนไขข้อหลังนี้สอดคล้องกับผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี โดยมองว่าเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

 

ณัฐชาตสรุปว่า หากยังมีแรงส่งจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาต่อเนื่อง ก็อาจจะได้เห็นหุ้นไทย outperform ตลาดหุ้นอื่นๆ ต่อเนื่องจากปีนี้ไปยังปีหน้า

 

แม้ภาพรวมจะเอียงไปทางบวก แต่ณัฐชาตชี้ว่าปัจจัยที่ต้องติดตามคือนโยบายภาครัฐที่หันมาเน้นคุณภาพของผู้เข้ามาลงทุนมากขึ้น หลังจากที่มีผู้ยื่นขอรับสิทธิประโยชน์การลงทุนเป็นจำนวนมาก

 

“ถ้าภาครัฐคุมเข้มมากขึ้น อาจทำให้การลงทุนจริงน้อยกว่าตัวเลขขอรับสิทธิทั้งหมด” เขากล่าว ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทบโดยตรงต่อธีมการลงทุนภาคเอกชนที่ตลาดกำลังให้ราคาอยู่ในเวลานี้

 

BofA เผยแนวโน้มกำไรหุ้นไทยแรงสุดในเอเชีย

 

รายงาน Global Quantitative Strategy ของ BofA Global Research ระบุว่า Earnings Revision Ratio หรือ ERR ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดว่านักวิเคราะห์ปรับ เพิ่ม ประมาณการกำไรมากกว่าปรับ ลด มากน้อยเพียงใด ของตลาดหุ้นไทยในเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 3.07 เท่า สูงที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) แซงหน้าไต้หวันที่ 2.23 เท่า ญี่ปุ่นที่ 2.27 เท่า และสิงคโปร์ที่ 1.80 เท่า ขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั้งภูมิภาคอยู่ที่ 1.05 เท่า

 

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือความเร็วของการเปลี่ยนแปลง ERR ของไทยไต่ขึ้นจาก 1.28 เท่าในเดือนมิถุนายน มาที่ 1.75 เท่าในเดือนกรกฎาคม ก่อนกระโดดขึ้นแตะ 3.07 เท่าในเดือนสิงหาคม ทำให้เมื่อวัดเป็น ERR ย้อนหลัง 3 เดือน ไทยปรับดีขึ้น 0.67 จุด มากที่สุดในภูมิภาค ทิ้งห่างญี่ปุ่นที่ปรับดีขึ้น 0.34 จุด และฟิลิปปินส์ที่ 0.24 จุด ส่วนมาเลเซียเป็นตลาดเดียวในกลุ่มที่ ERR ถอยลงที่ -0.09 จุด

 

ในภาพย้อนหลัง 3 เดือน ไทยอยู่ที่ 1.93 เท่า เป็นรองเพียงไต้หวันที่ 2.02 เท่า แต่สูงกว่าญี่ปุ่น (1.61 เท่า) เกาหลีใต้ (1.37 เท่า) ฮ่องกง (0.98 เท่า) จีน (0.81 เท่า) และอินเดีย (0.74 เท่า) รวมถึงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่นที่ 0.90 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ

 

BofA ระบุว่าการปรับประมาณการขึ้นของไทยกระจุกตัวอยู่ใน 5 กลุ่ม ได้แก่ พลังงาน วัสดุ ธนาคาร สินค้าฟุ่มเฟือย และฮาร์ดแวร์เทคโนโลยี

 

สิ่งที่เกิดขึ้นกับไทยเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นการปรับประมาณการกำไรขึ้นทั่วโลก โดย ERR ระดับโลกกระโดดจาก 0.99 เท่า มาอยู่ที่ 1.35 เท่าในเดือนสิงหาคม ซึ่งหมายความว่ามีการปรับประมาณการกำไรขึ้นมากกว่าปรับลงในทุกภูมิภาค ญี่ปุ่นทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ยุโรปขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 7 นับตั้งแต่ปี 1988 ขณะที่สหรัฐฯ เข้าใกล้จุดสูงสุดในรอบ 5 ปี

 

BofA ยังชี้ให้เห็นสถิติในอดีตว่า เมื่อ ERR ระดับโลกอยู่ใกล้เคียงกับระดับปัจจุบัน ดัชนี MSCI ACWI ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ในช่วง 12 เดือนถัดมา

 

การปรับขึ้นรอบนี้นำโดยกลุ่มวัฏจักร (cyclical) เป็นหลัก โดยกลุ่มฮาร์ดแวร์เทคโนโลยีและกลุ่มสถาบันการเงินที่หลากหลาย (Diversified Financials) เข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังแข็งแกร่ง ส่วนพลังงาน วัสดุ และสินค้าอุตสาหกรรม ก็ทำ ERR สูงกว่า 1.0 เท่า ตรงข้ามกับกลุ่มสาธารณูปโภค สื่อสาร และสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ที่ยังถูกปรับประมาณการลงต่อเนื่อง

The post นักวิเคราะห์ชี้หุ้นไทยมีลุ้นทุบสถิติเดิม ทะลุ 1,852 จุด ในปี 70 หลังแนวโน้มกำไรบจ.พุ่งต่อเนื่อง BofA เผยแนวโน้มกำไรเดือน ส.ค. ขึ้นแรงสุดในเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท.เร่งแผนออกเกณฑ์ดึงธุรกิจ New Economy เข้าตลาดหุ้น จ่อคลอดเกณฑ์ ใน Q3/69 พร้อมศึกษาแยกหุ้น Sector ‘กลุ่มเทคโนโลยี’ https://thestandard.co/set-new-economy-technology-sector/ Mon, 29 Jun 2026 10:13:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1224678 ภาพมือหุ่นยนต์กำลังแตะหน้าจอสมาร์ทโฟน สื่อถึงเทคโนโลยีและตลาดหุ้น

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยถึงยุแผนในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน […]

The post ตลท.เร่งแผนออกเกณฑ์ดึงธุรกิจ New Economy เข้าตลาดหุ้น จ่อคลอดเกณฑ์ ใน Q3/69 พร้อมศึกษาแยกหุ้น Sector ‘กลุ่มเทคโนโลยี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมือหุ่นยนต์กำลังแตะหน้าจอสมาร์ทโฟน สื่อถึงเทคโนโลยีและตลาดหุ้น

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยถึงยุแผนในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน โดยเริ่มต้นจากการมุ่งเน้นปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้ามาจดทะเบียนในตลาดทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าเกณฑ์ความร่วมมือใหม่นี้จะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 3 ของปีนี้

 

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับปรุงกฎเกณฑ์การเข้าจดทะเบียน (IPO) สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม New Economy ทั้ง 10 ประเภท ให้สอดคล้องกับภาวะตลาดปัจจุบันและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยมีการพิจารณาลดเงื่อนไขด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) หรือระยะเวลาการทำกำไร รวมถึงการลดระยะเวลาในขั้นตอนการเตรียมตัวทำ IPO ให้รวดเร็วขึ้นจากเดิม

 

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อพิจารณาให้การสนับสนุนเพิ่มเติมแก่ธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ให้เข้ามาจดทะเบียนระดมทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งคาดว่ากฎเกณฑ์ความชัดเจนในส่วนนี้จะออกมาในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้

 

โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการดึงดูดอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับกลุ่มธุรกิจเป้าหมายของ EEC เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซ็นเตอร์และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) โดยเปิดกว้างทั้งในรูปแบบการดึงบริษัทต่างชาติที่มาตั้งบริษัทย่อยในไทยเพื่อเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ คล้ายกับกรณีของ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ซึ่งมีบริษัทแม่เป็นสัญชาติไต้หวัน รวมถึงการปรับเกณฑ์เพื่อเอื้อให้ บริษัทลูก ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขนาดใหญ่ของไทยที่ทำอุตสาหกรรม New Economy Spin-off สามารถทำ IPO เข้าตลาดได้รวดเร็วขึ้น แม้ในบางเซกเตอร์บริษัทลูกจะยังไม่มีกำไรก็ตาม อย่างไรก็ดี กระบวนการดึงกลุ่มธุรกิจเหล่านี้อาจต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวอย่างน้อย 2 ปีจึงจะเริ่มเห็นผลบนกระดานเทรด

 

เล็งศึกษาแยก Sector จัดระเบียบหุ้น ‘กลุ่มเทคโนโลยี’

 

จากการผลักดันอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาใน ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงอยู่ระหว่างพิจารณาศึกษาการจัดหมวดหมู่กลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) ใหม่ โดยอาจมีการพิจารณาเพิ่มกลุ่มอุตสาหกรรมจาก 8 กลุ่มในปัจจุบัน เป็น 9 กลุ่ม เพื่อจัดระเบียบหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและ ICT ให้มีความชัดเจน ไม่ให้เข้ามาปะปนกันจนขาดความชัดเจน

 

ผลงานหุ้นไทยครึ่งปีแรกแกร่ง พุ่ง 25 % ติดอันดับ 2-3 ของภูมิภาคเอเชีย

 

สำหรับภาพรวมภาวะตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นมา ถือว่าให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นอย่างมาก โดยปรับตัวพุ่งขึ้นมาประมาณ 25% ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่สูงเป็นอันดับที่ 2 หรือ 3 ของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย เป็นรองเพียงแค่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และสูสีกับตลาดหุ้นไต้หวัน

 

โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการเมืองในประเทศที่มีความมั่นคงมากขึ้น รวมถึงกระแสเงินทุน (Fund Flow) ที่เริ่มเคลื่อนย้ายจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ขั้นสูง (Advance Market) เข้าสู่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market)

 

นอกจากนี้ อัตราแลกเปลี่ยนของไทยที่มีความมั่นคงและผันผวนน้อยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ยังทำให้ต่างชาติมองตลาดหุ้นไทยเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ท่ามกลางความผันผวนของภาวะสงครามทั่วโลก

 

ในด้านมุมมองต่อเศรษฐกิจ แม้นักลงทุนต่างชาติจะเคยตั้งคำถามถึงโอกาสที่ GDP ไทยจะเติบโตในระดับ 7% ซึ่ง ตลท. ได้ชี้แจงตามจริงว่าภายใต้โครงสร้างพื้นฐานปัจจุบันอาจเป็นไปได้ยาก แต่ด้วยศักยภาพและพื้นฐานที่ไทยมี โอกาสที่ GDP จะเติบโตระดับ 4% นั้นเป็นไปได้ ซึ่งความโปร่งใสนี้ทำให้นักลงทุนพอใจและตอบรับในเชิงบวก

 

เตรียมจัดบิ๊กอีเวนต์ Thailand Focus 2026 ครบรอบ 20 ปี

 

ในส่วนของแผนเชิงรุกช่วงครึ่งปีหลัง ตลท. เตรียมจัดงานใหญ่ประจำปี Thailand Focus 2026 ซึ่งปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 20 ปี โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 26-28 สิงหาคม 2569 ภายใต้ธีม ‘REIGNITE Thailand’ เพื่อเป็นเวทีสานต่อความสำเร็จจากการเดินสายโรดโชว์ที่ลอนดอนและฮ่องกง ซึ่งพบว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาให้ความสนใจธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

ภาพ: Koupei Studio / Shutterstock

The post ตลท.เร่งแผนออกเกณฑ์ดึงธุรกิจ New Economy เข้าตลาดหุ้น จ่อคลอดเกณฑ์ ใน Q3/69 พร้อมศึกษาแยกหุ้น Sector ‘กลุ่มเทคโนโลยี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะปรากฏการณ์ AI ครอบงำหุ้นโลก ยุคทองที่อาจสั้นกว่าคิด และปมปัญหาใหญ่ของผู้คุมกฎทั่วโลก https://thestandard.co/ai-stocks-golden-age-short-regulators/ Tue, 09 Jun 2026 07:58:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1216257 ภาพกราฟหุ้นและสัญลักษณ์ AI แสดงถึงอิทธิพลของ AI ในตลาดหุ้น

หุ้นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับ AI กำลังมีอิทธิพลเหนือตลาด […]

The post เจาะปรากฏการณ์ AI ครอบงำหุ้นโลก ยุคทองที่อาจสั้นกว่าคิด และปมปัญหาใหญ่ของผู้คุมกฎทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟหุ้นและสัญลักษณ์ AI แสดงถึงอิทธิพลของ AI ในตลาดหุ้น

หุ้นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับ AI กำลังมีอิทธิพลเหนือตลาดหุ้นทั่วโลก ไล่ตั้งแต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันมีมูลค่า 67 ล้านล้านดอลลาร์ มีสัดส่วนมาจากหุ้นเทคเกือบ 40% และหากนับรวมไปถึงบริษัทอื่นๆ ที่ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเทค ตัวอย่างเช่น Alphabet (กลุ่มสื่อสาร), Amazon (กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย) และ Meta Platforms (กลุ่มสื่อสาร) ซึ่งล้วนแต่มีการใช้จ่ายอย่างมหาศาลไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เข้ามารวมด้วย สัดส่วนมูลค่าตลาดของกลุ่มเทคโนโลยีและบริษัทที่ลงทุนใน AI ในดัชนี S&P 500 จะพุ่งสูงขึ้นเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าทั้งตลาด

 

 
 

อิทธิพลของหุ้นเทคที่ครอบงำตลาดหุ้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ ตลาดหุ้นในฝั่งเอเชีย อย่างกรณีของเกาหลีใต้และไต้หวันก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แตกต่างกัน โดยหุ้น Samsung และ SK Hynix เพียงสองตัวคิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ขณะที่หุ้น Taiwan Semiconductor เพียงตัวเดียวคิดเป็นสัดส่วนเกิน 50% ของตลาดหุ้นไต้หวัน

 

แม้แต่ตลาดหุ้นไทย (ที่หลายคนบอกว่าไม่มีหุ้นเทค) ก็ได้รับอิทธิพลนี้เช่นกัน ถ้าย้อนไปดู 5 ปีก่อน หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักราว 20-25% ของหุ้นไทย ส่วนหุ้นอิเล็กทรอนิกส์มีน้ำหนักประมาณ 5% ปัจจุบันหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ที่นำโดยหุ้นอย่าง DELTA ขยับขึ้นมามีน้ำหนักเกือบ 25%

 

ภาพความยิ่งใหญ่ของหุ้น AI ที่เป็นตัวนำดัชนีหุ้นหลายประเทศทั่วโลกให้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High) ดูเหมือนจะเป็นเทรนด์ที่ไม่มีวันสะดุด แต่ท่ามกลางการปฏิวัติเทคโนโลยีครั้งใหม่นี้ อาจซ่อนความเปราะบางของตลาดไว้ใต้วัฏจักรเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงความท้าทายของหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนที่อาจเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

 

รอยร้าวในตลาดกระทิง เมื่อ ‘หุ้นยุคใหม่’ ทิ้งห่าง ‘หุ้นยุคเก่า’

 

ปมปัญหาแรกคือ การกระจุกตัวแบบสุดขั้ว (Extreme Bifurcation) สัดส่วนมูลค่าตลาดของหุ้นกลุ่มเทคใน S&P 500 ที่พุ่งทะลุ 39.4% ในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นระดับที่สูงยิ่งกว่าช่วงที่เกิดภาวะฟองสบู่ดอตคอมในปี 2000 ที่ประมาณ 35%

 

Jim Paulsen อดีตหัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Leuthold Group และนักลงทุนชื่อดังอย่าง Michael Burry เริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างหุ้นยุคเก่าและหุ้นยุคใหม่ที่น่ากังวลมากขึ้น เพราะตามปกติแล้วดัชนีตลาดที่แข็งแกร่ง หุ้นเศรษฐกิจยุคเก่า เช่น ธนาคาร ภาคการผลิต มักจะเติบโตไปในทิศทางเดียวกับหุ้นเทค

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ หุ้น AI วิ่งทะยานนำหน้าไปอย่างเห็นได้ชัด และสถิติที่น่าสนใจคือในช่วงที่ดัชนี S&P 500 ทำจุดสูงสุดใหม่ กลับมีหุ้นถึง 5% ในดัชนีที่ราคาดิ่งลงทำจุดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์

 

ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา หุ้น AI ยุคใหม่ทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นส่วนที่เหลือในดัชนีโดยเฉลี่ยเกือบเจ็ดเท่า โดยเพิ่มขึ้น 36.2% เทียบกับ 5.3%

 

Paulsen บอกว่า การปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงของหุ้นยุคใหม่นับตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2026 ถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด ที่ส่งผลให้นักลงทุนมองโลกในแง่ดีอย่างมาก ความตื่นเต้นในเรื่อง AI กำลังพาตลาดหุ้นพุ่งขึ้นทำสถิติใหม่อีกระลอก อย่างไรก็ตาม การแรลลี่ครั้งล่าสุดนี้มาพร้อมกับความสัมพันธ์ของราคาหุ้นยุคใหม่กับยุคเก่าที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง ซึ่งสะท้อนว่าการแรลลี่ในปัจจุบันอาจไม่มีความยั่งยืน

 

Paulsen ย้ำว่า ความแตกต่างของสองขั้วไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันดำเนินมาถึงจุดแตกหักแล้ว ความแตกต่างนี้จะเริ่มมาตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดกระทิงยุคปัจจุบันเริ่มต้นขึ้น แต่ความไม่สมดุลนี้ทวีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แม้ว่าเหตุผลเบื้องหลังที่ว่าทำไมหุ้นในกลุ่มหนึ่งถึงทำผลงานได้ดีกว่าอีกกลุ่มหนึ่งจะฟังดูสมเหตุสมผล แต่คำถามคือนักลงทุนสามารถเชื่อมั่นได้มากน้อยแค่ไหนบนความร้อนแรงที่กำลังเกิดขึ้น

 

ก้าวข้ามจุดพีก? ทำไมยุคทอง AI อาจสั้นกว่าที่คิด

 

ปมปัญหาที่สองคือ ‘เงื่อนเวลา’ นักลงทุนส่วนใหญ่มักคาดหวังว่าการปฏิวัติ AI จะสร้างผลตอบแทนระดับปรากฏการณ์ไปอีกหลายทศวรรษ แต่ข้อมูลกลับชี้ว่าเราอาจกำลังวิ่งเข้าสู่จุดอิ่มตัวเร็วกว่าที่คิดไว้มาก

 

Aashray Iyer นักวิจัยของ HCI & Cognitive Science บอกว่า ในอดีตวัฏจักรของเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ไม่ว่าจะเป็นยุคเมนเฟรม ยุคพีซี ยุคอินเทอร์เน็ต หรือยุคสมาร์ทโฟน มักจะมีช่วงเวลาฟูเฟื่องและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนอย่างบ้าคลั่งยาวนานประมาณ 1 ทศวรรษ (10-12 ปี) ก่อนจะกลายเป็นเพียงเรื่องพื้นฐาน แต่ AI กลับมีวิวัฒนาการที่เร็วกว่ายุคเหล่านั้นถึง 2-3 เท่า เพราะมันสามารถใช้ตัวมันเองในการเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดได้

 

สัญญาณนี้ปรากฎให้เห็นในงาน Google I/O ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่ง Sundar Pichai ซีอีโอของ Google เน้นย้ำถึงการนำ AI มาผสานเข้ากับโปรแกรมใช้งานพื้นฐานอย่าง Search, Gmail หรือ Docs

 

Iyer บอกว่า คำกล่าวของซีอีโอ Google สะท้อนว่า AI กำลังเปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก กลายเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่สำคัญที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันเหมือนกับอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้

 

ซึ่งในท้ายที่สุดยุคทองของ AI จะไม่ได้จบลงด้วยการพังทลายแบบฟองสบู่แตก แต่มันจะจบลงด้วยการกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาเสียจนไม่มีใครเรียกมันว่ายุค AI อีกต่อไป และเมื่อถึงจุดนั้น การประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มนี้ระดับพรีเมียมมหาศาลก็อาจไม่ใช่สิ่งสมเหตุสมผลอีกต่อไป

 

ความท้าทายของผู้คุมกฎ เมื่อราคาพุ่งทะยานแซงปัจจัยพื้นฐาน

 

ปมปัญหาที่สาม ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในฝั่งของหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ทั่วโลก คือการจัดการกับพฤติกรรมเทรดแบบปั่นกระแส

 

ในสหรัฐฯ ไต้หวัน หรือเกาหลีใต้ ผู้คุมกฎอาจปล่อยให้กลไกตลาดทำงานได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากหุ้นเทคในประเทศเหล่านั้น เช่น NVIDIA, TSMC, SK Hynix มีการเติบโตของกำไรสุทธิที่แข็งแกร่งรองรับมูลค่าหุ้นที่พุ่งสูงขึ้นจริง

 

แต่สำหรับประเทศอื่นที่ได้รับอานิสงส์ทางอ้อม เรื่องนี้กลับกลายเป็นดาบสองคม ในประเทศจีน อู๋ ชิง ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์ (CSRC) เพิ่งออกมาเตือนผู้จัดการกองทุนอย่างจริงจังว่าให้สนับสนุนนวัตกรรมที่แท้จริง และหยุดทุ่มเดิมพันแบบหลับหูหลับตาในหุ้นที่เกาะกระแส AI เพียงเพื่อหวังทำกำไรระยะสั้น

 

ขณะที่ในประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพิ่งออกโรงเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังการเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) หลังพบว่าราคาพุ่งสูงขึ้นจนค่า P/E และ P/BV ทะลุระดับที่เกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก แม้จะมีสตอรี่เรื่อง AI และ Data Center มาสนับสนุนก็ตาม ปัจจุบันหุ้นอย่าง DELTA ที่ถูกเพ่งเล็งยังคงอยู่ในช่วง Cooling period ขณะที่ CCET และ SMT เข้าสู่มาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 ไปแล้ว

 

ล่าสุด อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า การออกคำเตือนดังกล่าว พิจารณจากภาพรวมว่าการซื้อขายและความผันผวนที่ผิดปกติไปในบางช่วงเวลา โดยพิจารณาร่วมกับปัจจัยพื้นฐานว่ามีส่วนที่ทำให้การซื้อขายเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

 

“จริงๆ เราไม่ได้ถึงกับเตือนเพื่อหยุดยั้งการซื้อขาย แค่ทำหน้าที่ของเราในการเตือนให้นักลงทุนใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน อย่างการเปรียบเทียบมูลค่าของธุรกิจนั้นๆ เทียบกับธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันที่จดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ ว่าแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน”

 

คำถามคือ ทำไมผู้คุมกฎไทยถึงต้องแอ็กชันในเรื่องนี้?

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ชี้ให้เห็นว่า เมื่อตลาดกระจุกตัวมากเกินไป ย่อมนำมาซึ่งความเสี่ยงที่จะทำให้ตลาดผันผวนมากยิ่งขึ้น อย่างที่เราเห็นกับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ปัจจุบันอาจพูดได้ว่า เป็นเหมือนการลงทุนซื้อหุ้นเพียงแค่ 2 ตัวหลักๆ

 

สำหรับหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่ปรับตัวขึ้นมา ไม่ได้มีส่วนเชื่อมโยงกับการผลิต AI โดยตรงเท่ากับผู้เล่นหลักในต่างประเทศ ขณะที่ผู้บริหารของบริษัทอย่าง DELTA หรือ KCE เองก็ยอมรับว่า กำไรจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง ยังไม่ได้ส่งผลบวกชัดเจนในระยะสั้น

 

เพราะฉะนั้นการที่นักลงทุนเก็งกำไรจน P/E พุ่งไปไกล จึงเต็มไปด้วยความเปราะบาง ยิ่งไปกว่านั้นดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ใช้การคำนวณแบบ Market Cap Weighted ซึ่งทำให้หุ้นขนาดใหญ่ที่มีราคาผันผวนเพียง 1-2 ตัว สามารถบิดเบือนทิศทางของดัชนีทั้งตลาดได้

 

อย่างไรก็ตาม เราเห็นการพยายามแก้ปัญหานี้ต่อเนื่องมาเป็นระยะ รวมทั้งการเปิดตัวดัชนี SET50FF (SET50 Free Float Adjusted Market Capitalization Weighted Index) และดัชนี SET100FF (SET100 Free Float Adjusted Market Capitalization Weighted Index) เมื่อเดือนมกราคม 2567 ซึ่งเป็นดัชนีที่ปรับน้ำหนักของหุ้นแต่ละตัวตามสัดส่วน Free Float เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของหุ้นบางตัวหรือบางกลุ่มที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมา

 

มุมมองนี้สอดคล้องกับ กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ที่ประเมินอย่างตรงไปตรงมาว่า หุ้นในกลุ่ม Supply chain ของไทยทั้ง DELTA, HANA, KCE และ CCET ปัจจุบันราคาพุ่ง “เกินมูลค่าพื้นฐานไปแล้วถึง 20-40%”

 

“DELTA กำไรเติบโตจริง แต่โตไม่ทันกับ P/E ที่ทะลุ 100 กว่าเท่าไปแล้ว และปีหน้าก็ยังคงอยู่ระดับเฉียด 100 เท่า สิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ออกมาเตือนคือการเตือนแบบอ้อมๆ เพราะหากระบุชื่อ DELTA ตรงๆ อาจทำให้ตลาด Panic ได้ทันที เนื่องจากโครงสร้างตลาดของเรา ปัจจุบันทุกๆ 1 บาทของการเปลี่ยนแปลงในหุ้น DELTA จะส่งผลกระทบต่อดัชนี SET ถึง 1 จุด” กรรณ์ระบุ

 

สถานการณ์นี้จึงกลายเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของผู้คุมกฎ เพราะหากปล่อยให้ดัชนีถูกผลักดันด้วยความคาดหวังที่ไร้กำไรมารองรับ ความเสียหายยามที่ฟองสบู่ความเชื่อมั่นแตกออกจะรุนแรงเกินเยียวยา แต่หากสกัดกั้นแรงเกินไป ก็อาจทำลายสภาพคล่องและบรรยากาศการลงทุนในตลาดที่ซบเซาอยู่แล้วให้เงียบเหงาลงไปอีก

 

ภาพ: Yuichiro China

The post เจาะปรากฏการณ์ AI ครอบงำหุ้นโลก ยุคทองที่อาจสั้นกว่าคิด และปมปัญหาใหญ่ของผู้คุมกฎทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตือนนักลงทุน ระวังการซื้อขายหุ้นกลุ่ม ‘อิเล็กทรอนิกส์’ หลังพบเก็งกำไรสูง P/E พุ่งเกินพื้นฐาน https://thestandard.co/set-warns-etron-speculation/ Thu, 28 May 2026 13:24:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1212112 ภาพกราฟแสดงการเตือนของตลาดหลักทรัพย์ฯ เกี่ยวกับหุ้นอิเล็กทรอนิกส์

วันนี้ (28 พ.ค.2569) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดห […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตือนนักลงทุน ระวังการซื้อขายหุ้นกลุ่ม ‘อิเล็กทรอนิกส์’ หลังพบเก็งกำไรสูง P/E พุ่งเกินพื้นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงการเตือนของตลาดหลักทรัพย์ฯ เกี่ยวกับหุ้นอิเล็กทรอนิกส์

วันนี้ (28 พ.ค.2569) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) ติดตามความเคลื่อนไหวของสภาพการซื้อขายหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจ ETRON พบว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาและปริมาณการซื้อขายปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งได้อานิสงส์บวกจากการประกาศผล การดำเนินงานที่ออกมาดีและแผนการลงทุนของบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI และ Data center ทั้งในและต่างประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม บางหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจดังกล่าวมีระดับราคา ปริมาณการซื้อขาย และอัตราการหมุนเวียนเปลี่ยนมือ (Turnover ratio) ปรับตัวขึ้นอย่างมาก โดยมีอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E) และอัตราส่วนราคาตลาด ต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) อยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนถึงสภาพการเก็งกำไรสูง กว่าปัจจัยพื้นฐานของหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจดังกล่าว

 

ทั้งนี้หากพบสภาพการซื้อขายผิดปกติ เช่น ราคาปริมาณหรืออัตราการหมุนเวียน เปลี่ยนมือ ที่สะท้อนถึงภาวะ การเก็งกำไรสูง โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุน หรือเมื่อเข้ามาตรการกำกับ การซื้อขายแล้ว สภาพการซื้อขาย ยังคงไม่สอดรับกับปัจจัยพื้นฐาน

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะพิจารณาใช้มาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 หรือยกระดับมาตรการกำกับการซื้อขาย (ระดับ 2และ 3) ต่อไป ปัจจุบันมีหลักทรัพย์ CCET และหลักทรัพย์ SMT อยู่ในมาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 และหลักทรัพย์ DELTA ที่ยังอยู่ใน Cooling period ซึ่งอาจพิจารณายกระดับมาตรการได้

 

ดังนั้น ขอให้ผู้ลงทุนพิจารณาข้อมูลปัจจัยพื้นฐานและข้อมูลสารสนเทศอื่นๆ ที่สำคัญ ก่อนตัดสินใจซื้อขาย

 

หมายเหตุ :

 

  • มาตรการกำกับการซื้อขายให้สมาชิกดำเนินการ ดังนี้

 

ระดับ 1: ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ Cash Balance (ซื้อด้วยเงินสด 100%)

 

ระดับ 2: ระดับ 1 + ห้าม Net settlement และให้ซื้อขายด้วยวิธี Auction

 

ระดับ 3: หยุดพักการซื้อขาย 1 วัน ในวันทำการแรก และเมื่อให้กลับมาซื้อขายได้ จะยังคงใช้มาตรการระดับที่ 2

 

  • Cooling period คือ ในช่วงเวลา 1 เดือนหลังพ้นจากมาตรการ หากพบความผิดปกติ หลักทรัพย์จะถูกนำกลับเข้ามาในมาตรการ หรือนำกลับเข้ามาในระดับมาตรการที่สูงขึ้นหากสภาพการซื้อขายผิดปกติมากขึ้น

 

ภาพ: Summit Art Creations/ Shutterstock

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตือนนักลงทุน ระวังการซื้อขายหุ้นกลุ่ม ‘อิเล็กทรอนิกส์’ หลังพบเก็งกำไรสูง P/E พุ่งเกินพื้นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ https://thestandard.co/thai-stocks-high-caution-risks/ Wed, 27 May 2026 10:52:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1211579 หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญความผัน […]

The post หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญความผันผวนมากขึ้น จากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความยืดเยื้อและไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ โดย Moody’s ซึ่งทำให้ครบทั้ง 3 สถาบันหลักที่ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ลงจากระดับสูงสุด รวมถึงความกังวลด้านเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้มีความผันผวนสูง และ Bond Yield ปรับขึ้นทั่วโลก จนตลาดต้องปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยกันใหม่

 

ท่ามกลางปัจจัยลบรอบด้าน ตลาดหุ้นไทยกลับยืนหยัดได้ดีกว่าที่หลายคนคาด SET Index สามารถปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปี แรงหนุนจากความคาดหวังเชิงบวกต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลง GDP ไทย 1Q26 ที่ออกมา +2.8% ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ +2.2% ขณะที่ภาพรวมกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ประกาศออกมาถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง หลายอุตสาหกรรมมีกำไรสุทธิสูงกว่าที่ตลาดประเมิน และกำไรรวมยังเติบโต YoY ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 รวมถึงหุ้น DELTA ซึ่งมีน้ำหนักมากในตลาดได้รับการเพิ่มน้ำหนักในดัชนี MSCI

 

อย่างไรก็ดี ภาพที่ดูดีนี้ไม่ได้แปลว่าควรประมาท คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนในระยะนี้จึงอาจไม่ใช่แค่ ‘ตลาดจะไปต่อได้หรือไม่’ แต่ควรเป็น ‘มีปัจจัยใดบ้างที่ต้องระมัดระวัง’

 

ประเด็นแรกที่ต้องระวังคือ Valuation ที่เริ่มตึงตัวขึ้น หลังราคาหุ้นปรับขึ้นมาพอสมควร โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่บางตัวที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของดัชนี หากการปรับขึ้นของตลาดกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียงไม่กี่กลุ่ม ความเสี่ยงจากการพักฐานของหุ้นนำตลาดอาจกระทบดัชนีโดยรวมได้มากกว่าที่คาด

 

ประเด็นถัดมาคือ Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2026 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับสูงสุดประมาณ 4.7% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 15 เดือน ส่วนพันธบัตรอายุ 30 ปีนั้นยิ่งน่าตกใจกว่า เพราะขึ้นไปแตะ 5.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 18 ปี โดยแรงกดดันหลักมาจาก 3 ปัจจัยที่เสริมกัน ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ปัญหาการคลังของสหรัฐฯ ที่ทำให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงระยะยาวที่สูงขึ้น และท่าทีของ Fed ที่ยังไม่รีบลดดอกเบี้ย ตราบใดที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ Bond Yield มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป และอาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยงผ่านต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น

 

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือหุ้นกลุ่ม Growth และเทคโนโลยี ซึ่งมักถูกประเมินมูลค่าบนสมมติฐานของอัตราคิดลดที่ต่ำ เมื่อ Yield สูงขึ้น มูลค่าของกำไรในอนาคตจะถูก Discount ลงมามากขึ้น ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มนี้อ่อนไหวต่อแรงขายมากกว่ากลุ่มอื่น สำหรับตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย อาจเผชิญแรงกดดันจาก Fund Flow ที่ไหลกลับไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยในสหรัฐฯ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ภาวะ Yield สูงไม่ได้เป็นลบกับทุกสินทรัพย์ เพราะยังเป็นบวกต่อบางกลุ่ม เช่น ธนาคารที่อาจได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ย และตราสารหนี้ระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจโดยมีความเสี่ยง Duration ต่ำ

 

อีกปัจจัยที่ยังไม่ควรวางใจคือ ความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง แม้ตลาดจะตอบรับข่าวเชิงบวกจากการเจรจาเป็นระยะ แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง หากความตึงเครียดกลับมาปะทุ ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นแรง และส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ ต้นทุนภาคธุรกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะถัดไป

 

สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ผลประกอบการ 1Q26 จะออกมาดีกว่าคาด แต่ยังต้องระวังว่าแรงส่งจากกำไรอาจเริ่มจำกัดลง หากเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง หรือการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังไม่กลับมาแข็งแรงมากพอ การปรับขึ้นของตลาดในระยะถัดไปจึงอาจต้องอาศัยปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลจริง การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ หรือการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ

 

ดังนั้น ในภาวะที่ตลาดขึ้นมาอยู่ในระดับสูงและปัจจัยลบยังรายล้อม กลยุทธ์การลงทุนควรเน้นความระมัดระวังมากกว่าการไล่ซื้อ นักลงทุนอาจทยอยลดความเสี่ยงในหุ้นที่ราคาปรับขึ้นแรงเกินพื้นฐาน และหันมาให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีงบการเงินแข็งแรง กระแสเงินสดดี หนี้ต่ำ และยังรักษาอัตรากำไรได้ในภาวะต้นทุนผันผวน

 

ในเชิงพอร์ตการลงทุน การกระจายความเสี่ยงยังเป็นหัวใจสำคัญ โดยอาจเพิ่มน้ำหนักในตราสารหนี้คุณภาพดีระยะสั้นถึงกลาง หรือกองทุนตลาดเงิน เพื่อช่วยลดแรงกระแทกหากตลาดเกิดการพักฐาน ขณะที่ฝั่งหุ้นควรเน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัว เพราะในช่วงที่ดัชนีอยู่ในจุดสูงสุดของปี โอกาสในการสร้างผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับการคัดเลือกหุ้นมากกว่าการอาศัยแรงหนุนจากภาพรวมตลาดเพียงอย่างเดียว

 

ผู้ลงทุนควรจัดพอร์ตให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง และสิ่งที่ผู้ลงทุนควรถามตัวเองอาจไม่ใช่แค่ว่า ‘จะได้กำไรอีกเท่าไร’ แต่คือ ‘หากตลาดไม่เป็นไปตามคาด เราพร้อมรับมือแค่ไหน’

 

ภาพ: janews / Shutterstock

The post หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
MSCI ปรับพอร์ตลดน้ำหนักหุ้นไทย เงินทุนอาจไหลออก 6-7 พันล้านบาท แต่ SET พุ่ง 35 จุด หลัง DELTA พุ่งทำ All time high อีกครั้ง https://thestandard.co/msci-thai-stocks-outflow-set-delta/ Wed, 13 May 2026 04:37:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1206553 ภาพปกข่าวแสดงข้อความ MSCI ลดน้ำหนักหุ้นไทย เงินจ่อไหลออก 6-7 พันล้าน แต่ทำไมดัชนีพุ่ง 35 จุด?

หุ้นไทยถูกปรับลดน้ำหนักหลัง MSCI ปรับพอร์ตรอบเดือนพฤษภา […]

The post MSCI ปรับพอร์ตลดน้ำหนักหุ้นไทย เงินทุนอาจไหลออก 6-7 พันล้านบาท แต่ SET พุ่ง 35 จุด หลัง DELTA พุ่งทำ All time high อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกข่าวแสดงข้อความ MSCI ลดน้ำหนักหุ้นไทย เงินจ่อไหลออก 6-7 พันล้าน แต่ทำไมดัชนีพุ่ง 35 จุด?

หุ้นไทยถูกปรับลดน้ำหนักหลัง MSCI ปรับพอร์ตรอบเดือนพฤษภาคม 2569 นักวิเคราะห์คาดเงินทุนไหลออก 6-7 พันล้านบาท แต่ดัชนี SET ล่าสุดพุ่งขึ้น 30 จุด จากแรงหนุนของหุ้น DELTA ที่มีมาร์เก็ตแคปมากสุดของไทย ซึ่งถูกปรับเพิ่มน้ำหนักในดัชนี MSCI

 

MSCI ผู้จัดทำดัชนีอ้างอิงมาตรฐานระดับโลกที่จัดทำโดยบริษัท MSCI Inc. ประกาศทบทวนรายชื่อหุ้นและปรับน้ำหนักการลงทุนของดัชนี MSCI รอบล่าสุด (12 พฤษภาคม) มีผลบังคับ ใช้ ณ ราคาปิดของวันที่ 29 พฤษภาคม 2569

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า รอบนี้มีหุ้นไทยที่ถูกลดน้ำหนักหลายตัว เมื่อหักล้างกับหุ้นที่ถูกเพิ่มน้ำหนัก คาดว่าจะเห็นเงินทุน (Fund flow) ไหลออกอยู่ที่ประมาณ 6-7 พันล้านบาท เนื่องจากหุ้นไทย Underperform ตลาดหุ้นหลักๆ ในตลาดเกิดใหม่ (Emerging market) อย่างเกาหลีใต้และไต้หวันค่อนข้างมาก

 

เม็ดเงิน 6-7 พันล้านบาท อิงจาก Passive fund ที่จะต้องปรับพอร์ตในช่วงนี้ไปจนถึงวันสุดท้ายคือ 29 พฤษภาคมนี้ ก่อนจะมีผลตั้งแต่เดือนมิถุนายน โดยน้ำหนักของหุ้นไทย ณ วันที่ 11 พฤษภาคม อยู่ที่ราว 1% หรือต่ำกว่าเล็กน้อย หลังจากการปรับน้ำหนักรอบนี้ น้ำหนักของหุ้นไทยจะลดลงไปต่ำกว่านั้น

 

สำหรับหุ้นไทยที่ถูกคัดเข้า GLOBAL SMALL CAP มี 2 บริษัท คือ MRDIYT และ TFG โดยบล.เอเซียพลัส ระบุว่า การถูกนำเข้าคำนวณในดัชนีมักจะเป็นปัจจัยบวกระยะสั้น เนื่องจากจะมีเม็ดเงินจากกองทุนประเภท Passive Fund ที่ลงทุนอิงตามดัชนี MSCI ต้องเข้ามาไล่ซื้อหุ้นเพื่อปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับดัชนี ส่วนหุ้นที่ ถูกคัดออกมี 1 บริษัทคือ TOA ซึ่งอาจเผชิญแรงขายทำกำไรหรือการปรับพอร์ตจากกองทุนต่างชาติในช่วงก่อนวันที่ดัชนีจะมีผลบังคับใช้

 

แม้ในแง่ของจำนวนหุ้นเข้าออกอาจจะดูไม่มีผลกระทบต่อภาพรวมมากนัก แต่ความท้าทายอีกส่วนหนึ่งคือ สัดส่วนน้ำหนักของตลาดหุ้นไทยที่มีแนวโน้มจะถูกกดดัน สาเหตุหลักไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐาน แต่เกิดจากการ เติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดหุ้นคู่แข่งในภูมิภาคในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา อาทิ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ +38%, ตลาดหุ้นไต้หวัน +30% และตลาดหุ้นจีน +5%

 

หากพิจารณาโครงสร้างของดัชนี MSCI EMERGING MARKET จะพบว่า 3 ประเทศดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนรวมกันสูงถึง 66% ของดัชนีทั้งหมด จึงบังคับให้ประเทศที่มีสัดส่วนใหญ่เหล่านี้มีน้ำหนักในดัชนีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ประเทศที่มีขนาดเล็กกว่าและผลตอบแทนในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้โดดเด่นเท่า อาทิ ตลาดหุ้นไทยจำเป็นต้องถูกเบียดและปรับลดน้ำหนักลงโดยปริยาย

 

อย่างไรก็ตาม ดัชนี SET ของหุ้นไทยหลังเปิดตลาดเช้านี้ (13 พฤษภาคม) พุ่งขึ้นแตะ 1,521 จุด ณ เวลา 11.00 น. เพิ่มขึ้น 37 จุด จากวันทำการก่อนหน้า

 

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า หุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นแรงเช้านี้เป็นเพราะแรงเก็งกำไรในหุ้น DELTA และ TRUE ที่ถูกเพิ่มน้ำหนักในดัชนี MSCI ถือเป็นเซอร์ไพรส์ในทางบวกจากเดิมที่ถูกคาดการณ์ว่าอาจถูกปรับลดน้ำหนัก

 

โดยราคาหุ้น DELTA พุ่งขึ้นแตะ 330 บาท ถือเป็นการทำสถิติสูงสุดใหม่ (All time high) ใหม่อีกครั้ง การปรับขึ้นของหุ้น DELTA และ TRUE มีส่วนช่วยดันดัชนีในวันนี้รวมกันราว 27 จุด

 

ภาพ: Danawan Purbanggoro / Shutterstock

The post MSCI ปรับพอร์ตลดน้ำหนักหุ้นไทย เงินทุนอาจไหลออก 6-7 พันล้านบาท แต่ SET พุ่ง 35 จุด หลัง DELTA พุ่งทำ All time high อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา DELTA ชี้ชะตาตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง โบรกมอง Upside จำกัด จ่อปรับลดกำไรหุ้น Domestic Play จากต้นทุนพลังงานแพงขึ้น https://thestandard.co/delta-thai-stock-market-outlook/ Mon, 20 Apr 2026 02:02:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1198946 ภาพกราฟตลาดหุ้นไทยสีแดงดิ่งลง พร้อมข้อความ 'หมดเวลาซิ่ง หุ้นไทย Upside จำกัด'

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดหุ้นไทยยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ท่ามก […]

The post จับตา DELTA ชี้ชะตาตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง โบรกมอง Upside จำกัด จ่อปรับลดกำไรหุ้น Domestic Play จากต้นทุนพลังงานแพงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟตลาดหุ้นไทยสีแดงดิ่งลง พร้อมข้อความ 'หมดเวลาซิ่ง หุ้นไทย Upside จำกัด'

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดหุ้นไทยยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงภายใน อย่างเศรษฐกิจโตต่ำและปัจจัยเสี่ยงภายนอกจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเปราะบางมากขึ้นจากวิกฤตพลังงาน

 

 
 

นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยยังปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 1,500 จุด ขณะที่นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) มาอยู่ที่ 95 บาท ทำให้ตั้งแต่ต้นปี SET ยังให้ผลตอบแทน 18.26%

 

แม้ล่าสุดจะย่อตัวลงมายู่ในกรอบ 1,472-1,489 จุด จากแรงเทขายหุ้น ADVANCE และ DELTA ที่ถูกใช้มาตรการ Cash Balance ระหว่าง 16 – 30 เมษายน

 

คำถามคือ SET เตรียมไปต่อหรือพอแค่นี้ช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อตลาดรับรู้ข่าวดีไปมากแล้ว?

 

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย ให้ความเห็นว่า แนวโน้ม Upside ของตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจและโครงการต่างๆ จากภาครัฐที่คาดว่าจะเข้ามาในระบบ ประมาณ 1 แสนล้านบาทนั้น จะเป็นเพียงการประคองเศรษฐกิจและจำกัดความเสี่ยงขาลง (Limit Downside) มากกว่าที่จะช่วยเพิ่ม Upside ให้กับ GDP

 

นอกจากนี้สาเหตุที่ทำให้ตลาดมี Upside จำกัด เนื่องจาก

 

  • SET รับรู้ข่าวดีไปมากแล้ว: ในช่วงที่ผ่านมาดัชนีปรับขึ้นไปที่ระดับ 1,520 จุด ทำให้ P/E ปรับขึ้นมาอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 16 เท่า และปัจจุบันดัชนีได้ปรับตัวขึ้นมาเทียบเท่ากับช่วงก่อนเกิดสงครามแล้ว ทำให้การไล่ซื้อที่ระดับ 1,500 จุด ขึ้นไปไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
  • เข้าสู่ช่วง EPS Downgrade: แม้ที่ผ่านมาจะมีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) เป็น 95 บาท จาก 93 บาท โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี แต่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป คาดว่าจะเริ่มเห็นการปรับลด EPS ของหุ้นกลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) ซึ่งมีความเสี่ยงขาลง เช่น หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว บริโภค และส่งออก ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุน น้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้น 50% และต้นทุนปุ๋ยที่ปรับเพิ่มขึ้น 30%

 

กลยุทธ์การลงทุนครึ่งหลังปี 2569

 

ด้วยภาพรวมดัชนี SET ที่มี Upside จำกัด จึงไม่ควรใช้วิธีหว่านซื้อ แต่ควรเน้นกลยุทธ์การลงทุนแบบ ‘Selective Buy’ โดยปัจจัยขับเคลื่อนเดียว ที่เหลืออยู่ซึ่งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้คือ ‘ภาคการลงทุน’

 

ดังนั้น ควรเลือกลงทุนในกลุ่มหุ้นที่เชื่อมโยงกับภาคการลงทุนโดยตรง ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เช่น WHA, STECON และ CK คาดว่าแนวรับถัดไปน่าจะอยู่ที่ 1,410 จุด

 

ด้าน ธนเดช รังษีธนานนท์ Head of Research บริษัทหลักทรัพย์ พาย มองว่า การประเมิน Upside ของดัชนี SET ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นั้นทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์สงครามยังมีความไม่แน่นอนสูง

 

โดย Pi ยังคงเป้าหมายดัชนีเดิมที่ 1,385 จุด และจะยังไม่มีการปรับเป้าหมายจน กว่าจะเห็นความชัดเจนของงบการเงินบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1/2569 และ 2/2569 รวมถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

 

มุมมองการลงทุน

 

ระยะสั้น: ประเมินแนวต้านไว้ที่ระดับ 1,500 จุด โดยต้องจับตาดูว่าดัชนีรอบนี้จะสามารถผ่านไปได้หรือไม่

 

ระยะยาว: ทิศทางการเคลื่อนไหวของดัชนี SET ครึ่งหลังของปี 2569 จะขึ้นอยู่กับสถานะของ DELTA ว่าจะหลุดจาก SET50 หรือไม่ เนื่องจาก DELTA มีมูลค่าตลาด (Market cap) สัดส่วนมากถึง 20% ของมูลค่ารวมทั้งตลาด

 

ความน่ากังวลคือ หาก DELTA ติดเกณฑ์ Cash Balance อีกครั้ง อาจส่งผลให้หลุดจากการคำนวณรวมดัชนี SET50 ในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะทำให้กองทุนประเภท Passive Fund ต้องเทขายหุ้นออกมาโดยปริยาย และอาจกดดันให้ดัชนีปรับตัวลดลง 50-100 จุดได้ทันที ทั้งนี้ ปัจจุบัน DELTA ติดเกณฑ์ Trading Alert ไปแล้ว 3 เดือน ในรอบการคำนวณนี้

 

DELTA หลุด SET50 ปลดล็อกมูลค่าหุ้นไทย

 

แม้ว่าการที่ DELTA หลุดจาก SET50 อาจฉุดให้ตลาดหุ้นไทยร่วงแรง แต่ข้อดีในระยะยาว คือมูลค่าตลาดจะกลับมาสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น เพราะไม่ต้องถูกบิดเบือนราคา หรือรับความผันผวนจากการถูกครอบงำด้วยหุ้นขนาดใหญ่เพียงตัวเดียว ปัจจุบัน DELTA มีการซื้อขายกันที่ระดับ P/E สูงกว่า 100 เท่า ทำให้ราคาหุ้นและมูลค่าตลาดสูงเกินความเป็นจริงไปมาก

 

ภาพ​: Bigc Studio / Shutterstock

The post จับตา DELTA ชี้ชะตาตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง โบรกมอง Upside จำกัด จ่อปรับลดกำไรหุ้น Domestic Play จากต้นทุนพลังงานแพงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยเปิดปี 2569 พุ่ง 27 จุด หุ้น DELTA ตัวเดียวหนุนเกินครึ่ง นักวิเคราะห์พบ ‘หุ้นถูก ปันผลเกิน 5%’ เต็มตลาด https://thestandard.co/thai-stocks-opened-2026-up/ Mon, 05 Jan 2026 05:56:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1161484 หุ้นไทยเปิดปี 2569 พุ่ง 27 จุด หุ้น DELTA ตัวเดียวหนุนเกินครึ่ง นักวิเคราะห์พบ ‘หุ้นถูก ปันผลเกิน 5%’ เต็มตลาด

ดัชนี SET ของหุ้นไทยปิดลบมาต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน จากร […]

The post หุ้นไทยเปิดปี 2569 พุ่ง 27 จุด หุ้น DELTA ตัวเดียวหนุนเกินครึ่ง นักวิเคราะห์พบ ‘หุ้นถูก ปันผลเกิน 5%’ เต็มตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยเปิดปี 2569 พุ่ง 27 จุด หุ้น DELTA ตัวเดียวหนุนเกินครึ่ง นักวิเคราะห์พบ ‘หุ้นถูก ปันผลเกิน 5%’ เต็มตลาด

ดัชนี SET ของหุ้นไทยปิดลบมาต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน จากราว 1,700 จุด มาปิดที่ 1,259.67 จุด เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา และครั้งสุดท้ายที่หุ้นไทยร่วงลงต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน ต้องย้อนกลับไปถึง 27 ปีก่อน ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่หุ้นไทยปรับตัวลง 5 ปีติด จากราว 1,700 จุด ช่วงต้นปี 2537 ไปทำจุดต่ำสุดที่ 204.59 จุด ในปี 2541

 

สำหรับวันทำการแรกของปี 2569 หุ้นไทยประเดิมได้อย่างสวยงาม ช่วงครึ่งวันทำการแรก ดัชนี SET พุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดของวัน และจุดสูงสุดในรอบหนึ่งเดือนครึ่งที่ 1,287.47 จุด เพิ่มขึ้น 27.80 จุด จากปีก่อน ก่อนที่จะปิดครึ่งวันแรกที่ 1,282.73 จุด เพิ่มขึ้น 23.06 จุด

 

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของดัชนี SET ในวันนี้มาจากแรงหนุนของหุ้น บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ที่ปรับตัวขึ้น 186.50 บาท หรือ 7.80% ช่วยหนุนดัชนี SET ราว 13.3 จุด

 

เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจัยหนุนสำคัญของหุ้นไทยคือ มูลค่าถูก จะเห็นว่าทั้งตลาดมีหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/BV) กว่า 400 ตัว และมีหุ้นที่ให้อัตราเงินปันผลตอบแทนเกิน 5% กว่า 250 ตัว

 

ความถูกของตลาดหุ้นไทยยังสะท้อนผ่าน ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยที่ลดลง 24.5% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สวนทางกับตลาดหุ้นโลกที่ปรับขึ้น 68.5%

 

“คำถามสำคัญคือ เราจะขึ้นได้ต่อเนื่องแรงๆ หรือไม่ จริงๆ แล้วสภาพแวดล้อมยังไม่เอื้อ ทั้งการเติบโตของ GDP ที่โตได้แค่ครึ่งหนึ่งของศักยภาพ และกำไรต่อหุ้นที่น่าจะโตได้ราว 4% ในปี 2569 ขณะที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยน่าจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา” เทิดศักดิ์กล่าว

 

ตลาดหุ้นไทยในภาวะเช่นนี้อาจมีความเสี่ยงที่จะปรับลงไม่มาก แต่โอกาสจะปรับขึ้นก็ไม่มากเช่นกัน ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เหมาะกับการสะสม เพื่อรอให้ตลาดหุ้นปรับขึ้นได้ดีช่วงครึ่งปีหลัง

 

“ตอนนี้มองเป็นช่วงสะสมหุ้น เน้นหุ้นที่ราคาถูกและผลตอบแทนดีต่อเนื่อง ซึ่งในหลายกลุ่มจะมีหุ้นที่ราคาต่ำกว่า book value และให้เงินปันผลสูง เช่น BBL, SCB, SC, AP, PTTEP, CPAXT” เทิดศักดิ์กล่าว

 

ด้าน ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ มองว่า หากตัดปัจจัยเรื่องหุ้น DELTA ออกไป ภาพทั้งเดือนมกราคม โดยเฉพาะครึ่งเดือนหลังน่าจะมีสีสันมากขึ้น จากเรื่องการเลือกตั้ง ทำให้หุ้นไทยน่าจะคึกคักกว่าตลาดหุ้นโลก

 

ขณะที่สภาพคล่องเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม หลังจากธนาคารกลางหลายประเทศลดดอกเบี้ย ประกอบกับมุมมองที่จะไปในทิศทางผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น จะช่วยประคองไม่ให้ดัชนี SET ลดลงไปต่ำกว่า 1,250 จุด

 

สำหรับหุ้นที่น่าจะโดดเด่นในช่วงนี้ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ในโมเมนตัมเชิงบวก แม้กำไรไตรมาส 4 ปีก่อน จะไม่โดดเด่น แต่เงินปันผลยังน่าดึงดูด ขณะที่แรงหนุนจากการเลือกตั้งจะช่วยหนุนกลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ เช่น ไฟแนนซ์ ค้าปลีก สื่อ อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

 

อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือ กอง REIT และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ที่หลายคนมองข้ามไป และให้ผลตอบแทนดีมาก อย่างเดือนธันวาคมที่ผ่านมาให้ผลตอบแทน 5%

The post หุ้นไทยเปิดปี 2569 พุ่ง 27 จุด หุ้น DELTA ตัวเดียวหนุนเกินครึ่ง นักวิเคราะห์พบ ‘หุ้นถูก ปันผลเกิน 5%’ เต็มตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น DELTA มูลค่าพุ่งแตะ 2.5 ล้านล้านบาท เพิ่มเกือบ 4 เท่า ใน 7 เดือน นักวิเคราะห์ชี้แรงหนุนจากความกลัวของกองทุน https://thestandard.co/delta-stock-new-high-valuation-question/ Thu, 09 Oct 2025 07:21:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1128529 delta-stock-new-high-valuation-question

หุ้น DELTA หรือ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) […]

The post หุ้น DELTA มูลค่าพุ่งแตะ 2.5 ล้านล้านบาท เพิ่มเกือบ 4 เท่า ใน 7 เดือน นักวิเคราะห์ชี้แรงหนุนจากความกลัวของกองทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
delta-stock-new-high-valuation-question

หุ้น DELTA หรือ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 201 บาท ดันมูลค่า (Market Capitalization) ของบริษัทแตะระดับ 2.5 ล้านล้านบาท ได้เป็นครั้งแรก และยังคงรั้งตำแหน่งหุ้นที่มีมูลค่าสูงที่สุดในไทย

 

แต่สิ่งที่หลายคนตั้งข้อสังเกตคือ ราคาหุ้นของ DELTA ที่หนุนให้มูลค่าพุ่งมาถึงระดับนี้ เป็นระดับที่เหมาะสมกับพื้นฐานของหุ้นแล้วหรือไม่ 

 

ช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น DELTA วิ่งขึ้นเกือบ 4 เท่า จากจุดต่ำสุดของปีที่ 51.25 บาท มาสู่ 201 บาท คิดเป็นพุ่งขึ้นถึง 292% 

 

ถ้าพิจารณาจากความเห็นของนักวิเคราะห์จาก 17 บริษัทหลักทรัพย์ ที่เปิดเผยข้อมูลผ่าน Settrade.com จะเห็นถึงมุมมองที่แตกต่างกันอย่างมาก จากการประเมินราคาเป้าหมายต่ำสุด 65 บาท และสูงสุด 196 บาท พร้อมคำแนะนำที่ผสมผสานทั้ง ซื้อ ถือ และขาย 

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้มุมมองของนักวิเคราะห์ต่อหุ้น DELTA แตกต่างกันมากนั้น ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า DELTA มีลักษณะเป็นหนึ่งในหุ้นเติบโตสูง หรือ Growth Stock ทำให้เห็นความเห็นที่แตกต่างกันมากของนักวิเคราะห์ในตลาด เพราะสมมติฐานต่อการเติบโตในอนาคตที่ต่างกัน เช่น การประเมินกระแสเงินสด 

 

ล่าสุด (8 ตุลาคม) บล.Macquarie ประเมินราคาเป้าหมายของ DELTA ที่ 210 บาท โดยให้เหตุผลว่าเป็น “Direct AI Proxy” เดียวในไทย และ 55% ของรายได้มาจาก DC power และ Liquid Cooling ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อื่นๆ โดยคาดว่าความต้องการ DC Power จะเพิ่มเป็นสองเท่าระหว่างปี 2567 – 2571 และมองว่าปี 2568 จะเป็นจุดเปลี่ยน คาดรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 17% ต่อปี และกำไรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 21% ต่อปี ในช่วงปี 2567 – 2570

 

หุ้นเติบโตที่มูลค่าร้อนแรงเกินพื้นฐาน?

 

ณัฐชาต กล่าวต่อว่า ราคาหุ้น DELTA ที่ขึ้นมาอยู่ ‘ขอบบน’ ตรงนี้ ถ้าพิจารณามูลค่า (Valuation) แม้จะอิงจากกำไรปีหน้า 

 

“ต้องยอมรับว่าราคาไปไกลกว่ามูลค่า หากดู P/E อิงจากกำไรปีหน้าอยู่ที่ 92 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าหุ้นเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Nvidia ซึ่งมี P/E อยู่ที่ 42 เท่า ส่วนค่าเฉลี่ยของดัชนี Nasdaq มี P/E 17 เท่า หรือแม้แต่ Delta ไต้หวัน ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ DELTA ก็มี P/E ต่ำกว่า ที่ 35 เท่า” ณัฐชาตกล่าว

 

ณ วันนี้หุ้น DELTA ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานอย่างเดียว แต่เป็นเพราะ 4 แรงหนุนสำคัญที่ผลักให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นอย่างร้อนแรง

 

ข้อแรกคือ การยืนยันว่าหุ้น DELTA จะยังถูกคำนวณอยู่ในดัชนี SET50 และ SET100 ต่อไปอย่างน้อยในครึ่งปีแรกของปีหน้า โดยเหตุผลสำคัญคือ หุ้น DELTA ถูกกำหนดให้เข้าเกณฑ์ Trading Alert ล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ทำให้เมื่อพ้นเดือนกันยายน จึงมั่นใจได้ว่าหุ้น DELTA จะยังผ่านเกณฑ์คัดกรองของตลาดหลักทรัพย์ฯ​ ที่กำหนดไว้ว่าจะต้องไม่ติด Trading Alert อย่างน้อย 9 เดือน จาก 12 เดือนล่าสุด 

 

แรงหนุนถัดมาคือ การปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคโนโลยีที่ซื้อขายอย่าง ‘คึกคัก’ ในตลาดโลก ตามมาด้วยแรงหนุนจากค่าเงินบาทที่เริ่มกลับมาอ่อนค่า หนุนหุ้นกลุ่มส่งออก ซึ่งรวมถึง DELTA 

 

ณัฐชาตกล่าวต่อว่า แรงหนุนสุดท้ายที่เป็นแรงหนุนสำคัญคือ ‘ความกลัว’ ที่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้จัดการกองทุน 

 

“หากไม่มีหุ้นตัวนี้ (DELTA) ผลตอบแทนของกองทุนอาจจะต่ำกว่าอุตสาหกรรม แม้ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะปรับเกณฑ์การคำนวณน้ำหนักต่อดัชนี แต่ DELTA ยังมีอิทธิพลราว 10% มากที่สุดในตลาด ทำให้ Active Fund ประสบปัญหาคือ หากไม่มีหุ้น DELTA ในพอร์ตหรือ underweight มากเกินไป จะมีความเสี่ยงสูงมากต่อผลตอบแทนของกองทุน”

 

กำไรยังเติบโต 

 

บล.เอเซียพลัส ระบุว่า DELTA จะมีกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 จำนวน 6.2 พันล้านบาท เติบโต 34% จากไตรมาสก่อน และ 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลัก คือ คาดว่ายอดขายจะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท โดยได้แรงหนุนสำคัญจากสินค้ากลุ่มเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในยุค AI

 

ขณะที่แนวโน้มในไตรมาส 4 ยังเติบโตต่อเนื่อง แต่มีความท้าทาย ในด้านบวกยอดขายสินค้าสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ยังคงมีความต้องการสูง และความกังวลเรื่องภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ได้คลี่คลายลงแล้ว ในอีกด้านหนึ่งคาดว่าค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าลิขสิทธิ์ที่ต้องจ่ายให้บริษัทแม่ที่ไต้หวัน เนื่องจากมีโครงการที่ต้องใช้เทคโนโลยีจากบริษัทแม่เข้ามามากขึ้น

 

จากแนวโน้มที่สดใส นักวิเคราะห์ได้ปรับประมาณการกำไรทั้งปี 2568 และ 2569 ขึ้นเฉลี่ย 11% พร้อมขยับราคาเป้าหมายสำหรับปี 2569 ไปอยู่ที่ 175 บาท และเปลี่ยนคำแนะนำจากเดิม Underperform (ควรลดน้ำหนักการลงทุน) เป็น Neutral (ถือ)

 

ส่วนผลประกอบการของ DELTA ปี 2567 มีกำไรสุทธิ 18,939 ล้านบาท ส่วนปีนี้ บล.เอเซียพลัส คาดว่าจะอยู่ที่ 22,460 ล้านบาท ก่อนจะเติบโตเป็น 28,270 ล้านบาท และ 35,073 ล้านบาท ในปี 2569 และปี 2570 ตามลำดับ

The post หุ้น DELTA มูลค่าพุ่งแตะ 2.5 ล้านล้านบาท เพิ่มเกือบ 4 เท่า ใน 7 เดือน นักวิเคราะห์ชี้แรงหนุนจากความกลัวของกองทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
DELTA – 1Q68: กำไรสุทธิดีกว่าคาดท่ามกลางความต้องการ AI https://thestandard.co/delta-1q68-ai-demand/ Wed, 30 Apr 2025 04:16:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1069724 delta-1q68-ai-demand

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 บมจ.เดล […]

The post DELTA – 1Q68: กำไรสุทธิดีกว่าคาดท่ามกลางความต้องการ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
delta-1q68-ai-demand

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA) รายงานกำไรสุทธิ 1Q68 ที่ 5.5 พันล้านบาท สูงกว่าตลาดคาด 37% โดยได้แรงหนุนจากรายได้ที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่แข็งแกร่งและการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้น รายได้ เพิ่มขึ้น 12.5%YoY และ 2.4%QoQ หลักๆ ได้แรงหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากกระแสการใช้งาน AI รวมถึงแนวโน้มอุปสงค์ที่ดีจากกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ และกลุ่มโครงสร้างเครือข่าย แต่ถูกลดทอนบางส่วนโดยอุปสงค์กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ EV ที่อ่อนแอ 

 

อัตรากำไรขั้นต้น ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 25.6% ใน 1Q68 จาก 21% ใน 1Q67 หลักๆ เกิดจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ให้อัตรากำไรสูง เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์ระบบไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงสำหรับการใช้งานในโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ AI และความต้องการบริการคลาวด์ที่ยังดีต่อเนื่อง  ในขณะที่อัตรากำไรผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ EV ยังคงอ่อนตัวลง 

 

ค่าใช้จ่าย SG&A/ยอดขาย เพิ่มขึ้นเล็กน้อย YoY มาอยู่ที่ 12.2% จากค่าบริการทางเทคนิคสำหรับผลิตภัณฑ์ AI แต่ลดลงจาก 16.9% ใน 4Q67 ที่มีการบันทึกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคดีความและค่าใช้จ่าย Royalty จำนวนมาก อัตราภาษีที่แท้จริง เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 12.5% ใน 1Q68 (เทียบกับ ลดลง 2.6% ใน 1Q67) หลังจากเริ่มบันทึกภาษีส่วนเพิ่มตามเกณฑ์ Global Minimum Tax (GMT) 

 

กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน อยู่ที่ 437 ล้านบาท ใน 1Q68 (เทียบกับกำไร 493 ล้านบาท ใน 1Q67 และขาดทุน 329 ล้านบาท ใน 4Q67) หากตัดรายการพิเศษออก กำไรปกติ เพิ่มขึ้น 32.4%YoY มาอยู่ที่ 5 พันล้านบาท คิดเป็น 24.5% ของประมาณการกำไรปกติปี 2568 

 

กระทบอย่างไร:

 

หลังรายงานผลประกอบการ 1Q68 ณ 28 เมษายน 2568 ราคาหุ้น DELTA ปรับขึ้น 1.50%DoD สู่ 83.25 บาท ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 0.05%DoD สู่ 1,159.53 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2568:

 

DELTA คงเป้าการเติบโตของรายได้ปี 2568 ไว้ที่ 10-15% หลักๆ ได้แรงหนุนจากรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่คาดว่าจะเติบโต 50% YoY และน่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 50-55% ของรายได้รวมภายในสิ้นปี 2568 ในขณะที่คาดว่าสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ EV จะลดลงจาก 25% มาอยู่ที่ราว 20% ซึ่งสะท้อนถึงวัฏจักรการเติบโตที่ช้าลงในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ส่วนกลุ่มอื่นๆ คาดว่าจะยังเติบโตในระดับปานกลาง 

 

แม้ว่าความต้องการ AI ยังคงแข็งแกร่ง แต่ DELTA ค่อนข้างผลิตเต็มกำลัง 100% แล้ว ดังนั้นคำสั่งซื้อส่วนเพิ่มของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจจะมีเพิ่มขึ้นได้ไม่มากนัก และ DELTA วางแผนจัดสรรพื้นที่การผลิตบางส่วนเพื่อใช้ในการผลิต AI Power Supply ใน 3Q68 อัตรากำไรขั้นต้น คาดว่าจะยังอยู่ที่ราว 25% ในปี 2568 แม้ว่าจะได้รับแรงกดดันจากกลุ่ม EV ซึ่งอัตรากำไรขั้นต้นลดลงแรงใน 1Q68 

 

ผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ DELTA มีรายได้จากสหรัฐฯ มากกว่า 35% ของรายได้รวม โดยสินค้าหลักที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ได้แก่ สินค้ากลุ่มยานยนต์ (ภาษีนำเข้า 25%) และดาต้าเซ็นเตอร์และผลิตภัณฑ์ Consumer Electronic (ภาษีนำเข้า 10%) โดยทาง DELTA อาจจะต้องแบ่งเบาภาระบางส่วนให้กับลูกค้าด้วย 

 

DELTA มีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้โรงงานผลิตเนื่องจากมีฐานการผลิตที่ครอบคลุมทั่วโลก โดยการเลือกให้โรงงานไหนผลิตให้นั้นอยู่ที่ลูกค้าเป็นหลัก

ความเสี่ยงด้านคดีความยังคงเป็น overhang ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ค่าใช้จ่ายด้านคดีความใน 1Q68 มีจำนวนน้อยกว่า 100 ล้านบาท ลดลงจากที่มีการบันทึกเกือบ 1 พันล้านบาท ใน 2H67  

 

โดยคาดว่าจะเห็นค่าใช้จ่ายด้านคดีความเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ หากคดีมีความคืบหน้าในชั้นศาล ซึ่งคาดว่าจะอยู่ใน 2Q68 และ/หรือ 2H68 โดยคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิบัตรค่อนข้างที่ต้องใช้เวลาในการตัดสิน รวมถึงยังมีความไม่แน่นอนเรื่องค่าปรับด้วยว่าจะอยู่ประมาณเท่าไร จึงอาจจะยังเป็น Overhang Issue สำหรับประเด็นนี้

 

กลยุทธ์การลงทุน InnovestX Research คงคำแนะนำ Underperform สำหรับ DELTA โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2568 ที่ 80 บาทต่อหุ้น อ้างอิง PE ที่ 49 เท่า หรือ PE เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ การเปลี่ยนแปลงในกำลังซื้อ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่อ่อนแอกว่าคาด และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ปัจจัย ESG ที่สำคัญ คือ การจัดการแรงงาน และซัพพลายเออร์

 

DELTA – 1Q68: กำไรสุทธิดีกว่าคาดท่ามกลางความต้องการ AI

The post DELTA – 1Q68: กำไรสุทธิดีกว่าคาดท่ามกลางความต้องการ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทเรียนหุ้น DELTA ในค่ำคืนวาเลนไทน์ https://thestandard.co/delta-stock-lessons/ Thu, 20 Feb 2025 03:39:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1043971 delta-stock-lessons

ในบทความที่แล้ว เราคุยกันถึง ‘7 นางฟ้า’ ของตลาดหุ้นไทย […]

The post บทเรียนหุ้น DELTA ในค่ำคืนวาเลนไทน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
delta-stock-lessons

ในบทความที่แล้ว เราคุยกันถึง ‘7 นางฟ้า’ ของตลาดหุ้นไทย และความยากลำบาก ท้อใจ เหนื่อยล้า ในการเล่นหุ้นไทย ณ ปัจจุบัน

 

เพิ่งพูดไปหยกๆ ราวกับโชคชะตาเล่นตลก และแล้วในที่สุดก็มาถึงคราวของหุ้น DELTA ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงหลังประกาศงบการเงินไตรมาส 4 (4Q24) ในช่วงค่ำของคืนวาเลนไทน์ที่ใครหลายๆ คนรวมถึงตัวผมกำลังเฉลิมฉลองกับคนรัก ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่ง

 

แต่โชคยังดีที่ผมได้ดูตัวเลขงบการเงินของ DELTA หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว เพราะหลังจากที่ผมอ่านบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จาก CGS International (CGSI) แล้ว ผมก็รู้ได้ทันทีว่าวันจันทร์เปิดตลาด หุ้นไทยเราคงจะเป็นสีแดงดั่งดอกไม้วันวาเลนไทน์แน่ๆ

 

ทั้งกำไรจากการดำเนินงานของ DELTA ที่ลดลงถึง 60%QoQ เป็น 2.49 พันล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการของ CGSI / Bloomberg Consensus ไปถึง 48%/51%

 

มากไปกว่านั้น DELTA ยังมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเหลือเพียง 22.5% ใน 4Q24 (จาก 26.9-27.6% ใน 2Q24-3Q24) และอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) ที่ 6.3% ต่ำกว่าสมมติฐานของเราที่ 11% (14% ใน 3Q24)

 

ราคาหุ้นวันจันทร์เปิดมาก็เป็นอย่างที่ผมคาด ไม่สิ อาจจะหนักกว่าที่ผมคาดเสียด้วยซ้ำ เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งราคาหุ้น DELTA ดิ่งติด Floor กันไปเลยทีเดียว 

 

เราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง? ผมสรุปมาให้แล้ว 3 ประการ

 

ประการแรก Valuation คือ ‘ความคาดหวัง’ 

 

หากอิงตัวเลขกำไรทุกอย่างก่อนการประกาศผลประกอบการ DELTA ถือเป็นหุ้นที่มีการประเมินมูลค่าสูงมาก โดยราคาหุ้นเทรดที่ P/E 63x-79x ในปี FY24-26 สูงมากเลยทีเดียวสำหรับการประเมินมูลค่าหุ้นด้วย P/E (x)

 

เหตุผลที่ทำไม DELTA ได้ P/E สูงขนาดนี้ ก็เป็นเพราะว่าหนึ่งในธุรกิจของ DELTA คือธุรกิจกลุ่ม Data Center รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ทำให้ราคาหุ้นได้ Premium ในการ ‘เทรดแพง’ และผลประกอบการในช่วงที่ผ่านๆ มาของ DELTA นั้นทำได้ตามที่นักวิเคราะห์คาดหวังหรือดีกว่าที่คาดหวังไว้ซะด้วยซ้ำ

 

ดังนั้นการที่ DELTA ซึ่งรายงานผลกำไรพลาดเป้าไปเกือบครึ่งหนึ่ง! ราคาหุ้นจึงปรับฐานอย่างรุนแรง เพราะนักลงทุน ‘ผิดหวัง’ และไม่สามารถเทรดหุ้น DELTA ณ P/E ระดับเดิมได้แล้ว

 

ประการต่อมา ผลประกอบการคือ ‘เจ้ามือที่แท้จริง’

 

หากดูในรายละเอียด สิ่งที่ทำให้ผมกังวลใจมากขึ้นนั้น เนื่องจากสาเหตุของกำไรที่ลดลงเกิดจาก 

 

  1. การให้ส่วนลดเงินคืน (Rebate) แก่ลูกค้า Data Centre จำนวน 6.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

  1. การตั้งสำรอง 16.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังพบปัญหาข้อบกพร่องในหน่วย Magnetic Solutions Business Unit (MSBU) ซึ่งส่งผลให้บริษัทต้องมีการเรียกคืนสินค้า และ 

 

  1. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคดีความจำนวน 1 พันล้านบาท ในปี FY24 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากข้อพิพาทด้านสิทธิบัตรเทคโนโลยีจากบริษัท Vicor (Vicor Corporation)

 

ประการสุดท้าย การประชุมนักวิเคราะห์ คือ ‘คนแจกไพ่’

 

ในการประชุมนักวิเคราะห์ของ DELTA บริษัทให้แนวทางว่ายอดขายในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะเติบโตประมาณ 15% ในปี FY25 แบ่งเป็น

 

  1. ยอดขายของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับ AI (ประมาณ 11% ของยอดขายรวมในสิ้นปี 2024) จะเติบโตแข็งแกร่งถึง 40-60%YoY
  2. ยอดขายของผลิตภัณฑ์ Data Centre ที่เป็น Non-AI (ประมาณ 27% ของยอดขายรวมในสิ้นปี 2024) น่าจะเติบโตดีเช่นกันในอัตราเลขสองหลัก 
  3. ในทางกลับกัน DELTA คาดว่าผลิตภัณฑ์อื่นนอกจากกลุ่ม Data Centre (อย่างเช่น EV และโซลูชันพลังงานโทรคมนาคม) จะยังเผชิญกับความท้าทายในปี FY25 และ น่าจะเติบโตไม่เกิน 5%

 

หากพิจารณาในแง่ของยอดขาย ก็ต้องบอกว่าแข็งแกร่งมากสำหรับการเติบโต แต่ใช่แล้วครับ ตอนนี้ตลาดไม่ได้สนใจการเติบโตของยอดขายมากขนาดนั้น แต่โฟกัสไปที่ค่าใช้จ่ายพิเศษ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคดีความว่าจะเกิดขึ้นอีกเท่าไร? คดีความจะจบลงอย่างไร?

 

เราจึงมองว่า DELTA อาจมีค่าใช้จ่ายด้านกฎหมายเพิ่มเติมใน 1H25 แม้เรามองว่าข้อพิพาททางกฎหมายกับ Vicor ที่ยื่นฟ้อง Delta Group น่าจะไม่ทำให้เกิดความเสี่ยงในระยะยาว แต่ค่าใช้จ่ายทางกฎหมายและค่าชดเชยอาจส่งผลกระทบต่อ EPS ในปี FY25 อย่างมีนัยสำคัญ กรณีเลวร้ายสุดในมุมมองเรา นอกจาก DELTA อาจจะต้องจ่ายค่าชดเชยแล้ว ลูกค้าอาจจะขอเปลี่ยนสินค้าที่มีข้อพิพาทอีกด้วย

 

ดังนั้น เราจึงปรับประมาณการ EPS ในปี FY25-26 ลง 21-22% และคงคำแนะนำ ‘ขาย’ DELTA รวมทั้งปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 75 บาท (จากเดิม 108 บาท) นี่จึงเป็นบทเรียนสามประการที่ผมอยากจะมอบให้กับผู้อ่านจากหัวใจ

 

Valuation คือ ‘ความคาดหวัง’…ผลประกอบการ คือ ‘เจ้ามือที่แท้จริง’ และการประชุมนักวิเคราะห์ คือ ‘คนแจกไพ่’

 

ซึ่งเรื่องนี้มันก็ไปตรงกับสิ่งที่ผู้อ่านหลายท่านอาจจะเคยได้ยินว่า ‘นักวิเคราะห์ปรับประมาณการช้าไปบ้างละ’ หรือ ‘เชียร์ซื้อหรือขายผิดจังหวะไปบ้างละ’ หรือแม้กระทั่ง ‘ถ้านักวิเคราะห์เชียร์ซื้อ (ขาย) นักลงทุนจะขาย (ซื้อ)’

 

จริงๆ แล้วคำตอบของคำพูดดังกล่าวนี้มันก็คือความคาดหวังอีกนั่นแหละครับ ก่อนจบบทความผมนำรูปเชิงเปรียบเทียบของดัชนี SET Index และ SET Index ที่ไม่รวม DELTA มาให้ผู้อ่านและนักลงทุนเห็นภาพว่า หากไม่รวม DELTA…SET Index หลุด 1,200 จุด เรียบร้อยแล้ว

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผมสังเกตได้อีกประเด็นก็คือ ในวันที่ DELTA ร่วงจนติด Floor ในช่วงเช้า หุ้นหลายๆ ตัวที่เป็นหุ้น Value Play ของประเทศไทย ทั้ง PTT, PTTEP, KTB, KBANK, SCB, BBL, CPALL และ CPAXT ก็แอบปรับตัวบวกขึ้นมาได้เช่นเดียวกัน

 

นี่อาจจะเป็นสัญญาณของการ ‘Restart’ ตลาดหุ้นไทย หรือจริงๆ แล้วอาจจะไม่มีอะไรเลยก็เป็นได้ ไม่ว่าจะเป็นอย่างหน้าหรืออย่างหลัง ผมก็อยากจะให้ผู้อ่านและนักลงทุนจำบทเรียนสามประการนี้ไว้เพื่อให้ไม่พลาดก่อนลงทุนในครั้งต่อไปครับ

 

Valuation DELTA

 

ดัชนี SET DELTA

 

ภาพ: Jonathan Raa/NurPhoto via Getty Images

 

อ้างอิง: 

  • CGS International, CGSI Estimates, CGSI Macro & Wealth Research, CGSI Quantitative Team, Bloomberg

 

The post บทเรียนหุ้น DELTA ในค่ำคืนวาเลนไทน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
DELTA – กังวลว่า DeepSeek จะส่งผลกระทบต่อความต้องการ AI https://thestandard.co/market-focus-delta-2/ Tue, 04 Feb 2025 14:33:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1038103 DELTA

เกิดอะไรขึ้น: ราคาหุ้น DELTA ได้รับผลกระทบจากความกังวลเ […]

The post DELTA – กังวลว่า DeepSeek จะส่งผลกระทบต่อความต้องการ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
DELTA

เกิดอะไรขึ้น:

ราคาหุ้น DELTA ได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับ AI ตัวใหม่ ‘DeepSeek’ ซึ่งตลาดคาดว่าจะส่งผลทำให้ความต้องการ High-End GPU Chip ปรับตัวลดลง DELTA เป็นซัพพลายเออร์รายสำคัญที่จัดหาโซลูชันการจัดการพลังงานและความร้อนสำหรับ NVIDIA GPU ใน AI และ Data Center รวมถึง DC Power Supply, Power Modules, การจัดการความร้อน และประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายใน High-End GPU Ecosystems สำหรับ NVIDIA 

 

การดำเนินการล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อจำกัดการส่งออกชิปปัญญาประดิษฐ์ที่ผลิตโดย NVIDIA โดยเฉพาะ H20 และชิปที่มีความซับซ้อนใกล้เคียงกัน (นอกเหนือจากคำสั่งห้ามส่งออกชิป AI ที่ทันสมัยที่สุดของ NVIDIA อย่าง A100 และ H100 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 รวมถึง A800 และ H800 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566) เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชิป H20 ที่มีคุณสมบัติต่ำกว่า H100 โดยมีแกน GPU น้อยกว่า 41% และประสิทธิภาพต่ำกว่า 28% 

 

ถ้าความต้องการ High-End GPU Chip ของ NVIDIA ลดลง ก็จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ของ DELTA ด้วยเช่นกัน InnovestX Research มองว่ามีความเป็นไปได้ที่สัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ของ DELTA จะต่ำกว่าที่ประเมินไว้ที่ 20% ภายในสิ้นปี 2568 (คาดสิ้นปี 2567: 10%)

 

สำหรับกำไร 4Q67 จะได้รับผลกระทบจากความต้องการ EV ระดับต่ำ โดยคาดการณ์กำไรปกติ 4Q67 ของ DELTA ที่ 5.0 พันล้านบาท (เทียบกับ Bloomberg Consensus ที่ 5.5 พันล้านบาท) ลดลง 15.4%QoQ แต่เพิ่มขึ้น 6%YoY การปรับตัวเพิ่มขึ้น YoY หลักๆ เป็นผลมาจากความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่มีมาร์จิ้นสูงที่แข็งแกร่ง 

 

ในขณะที่การปรับตัวลดลง QoQ คาดว่าจะมีสาเหตุมาจากความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ EV ระดับต่ำ รวมถึงไม่มีการปรับปรุงรายการสินค้าคงเหลือครั้งเดียวเหมือนใน 2Q67 และ 3Q67 สำหรับปี 2568 คาดว่ากำไรปกติของ DELTA จะเพิ่มขึ้นเพียง 1.5% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการนำ Global Minimum Tax (GMT) มาใช้ นอกจากนี้ยังคาดว่า Consensus จะปรับประมาณการกำไรของ DELTA ลดลงด้วย

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น DELTA ปรับลง 12.0% สู่ 126.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 5.1% สู่ 1,314.50 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

ปัจจุบันหุ้น DELTA ซื้อขายที่ Valuation สูงที่ P/E ปี 2568 ระดับ 74 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงความคาดหวังสูงว่าความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม InnovestX Research คาดว่านักลงทุนอาจปรับ Valuation ของ DELTA ลดลงในอีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้าจากการคาดการณ์ว่าความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI จะเติบโตน้อยลงและผลกระทบจากการนำ GMT มาใช้ นอกจากนี้ยังคาดว่า Consensus จะปรับประมาณการกำไรปี 2568 ของ DELTA ลดลงจากผลกระทบของการนำ GMT มาใช้

 

กลยุทธ์การลงทุนยังคงคำแนะนำ Underperform สำหรับ DELTA โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 103 บาทต่อหุ้น อ้างอิง P/E 61 เท่า หรือ +0.5SD ของ P/E เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ การเปลี่ยนแปลงในกำลังซื้อ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่อ่อนแอกว่าคาด และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ปัจจัย ESG ที่สำคัญคือ การจัดการแรงงานและซัพพลายเออร์

 

Cafe Invest แหล่งรวมข้อมูลการลงทุนและบทวิเคราะห์คุณภาพ โดย InnovestX 🚀 คลิกเลย 👉 DELTA – กังวลว่า DeepSeek จะส่งผลกระทบต่อความต้องการ AI

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/high-conviction/highconviction-delta-20250203 

The post DELTA – กังวลว่า DeepSeek จะส่งผลกระทบต่อความต้องการ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยเปิดเทรดวันแรกของปี 2568 ดิ่งกว่า 20 จุด หวั่น LTF ถล่มขาย 2.3 แสนล้าน ด้าน DELTA ผวา โดนเก็บภาษีบริษัทข้ามชาติเพิ่ม ฉุด SET Index ร่วง 12 จุด https://thestandard.co/thai-stocks-fall-20-points-2568/ Thu, 02 Jan 2025 09:51:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1026526

SET Index เปิดการซื้อ-ขายวันแรกของปี 2568 ในวันที่ 2 มก […]

The post หุ้นไทยเปิดเทรดวันแรกของปี 2568 ดิ่งกว่า 20 จุด หวั่น LTF ถล่มขาย 2.3 แสนล้าน ด้าน DELTA ผวา โดนเก็บภาษีบริษัทข้ามชาติเพิ่ม ฉุด SET Index ร่วง 12 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

SET Index เปิดการซื้อ-ขายวันแรกของปี 2568 ในวันที่ 2 มกราคม ปรับตัวดิ่งลงกว่า 20 จุด มาจากหลายปัจจัยลบที่กดดัน ทั้งประเด็นในประเทศจากความกังวลว่า GDP ในปีนี้อาจมีข้อจำกัดในการขยายตัว และการเข้าสู่ยุค Trump 2.0 จะมีผลกระทบต่อการค้าทั่วโลก รวมทั้งมีความเสี่ยงที่จะโดนแรงถล่มขายจากกองทุน LTF ที่ครบอายุในช่วงต้นปีนี้

 

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ระบุว่า ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index เดือนมกราคม 2568 ไว้ที่ 1,360-1,440 จุด ส่วนปัจจัยในประเทศ แม้เศรษฐกิจไทยยังเติบโตช้ากว่าเพื่อนบ้าน แต่ก็มีแนวโน้มเติบโตตามแต่ละส่วนประกอบของ GDP หลักๆ ตามความคาดหวังการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบของรัฐบาลไทย เช่น Easy e-Receipt และแจกเงิน 10,000 บาท เฟส 2 

 

อย่างไรก็ดี ในระยะถัดไปการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจจำกัดจากหนี้สาธารณะต่อ GDP เริ่มปริ่มเพดาน 70% 

 

โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันจากภายนอกที่รุนแรงขึ้น และความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าที่สูงขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งทิศทางนโยบายการค้าโลกและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ 

 

อย่างไรก็ตาม มองว่ารัฐบาลไทยที่พยายามเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายต่างๆ น่าจะหนุนให้เศรษฐกิจไทยยังมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยประเมินเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.7% ในปี 2567 และ 2.9% ในปี 2568 ส่วนอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3% ทั้งนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 0.4% ในปี 2567 และ 1.1% ในปี 2568

 

ด้านสำนักวิจัยและหน่วยงานด้านเศรษฐกิจต่างๆ ออกมาประกาศและปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2567 โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.6% ดังนั้น GDP ในไตรมาส 4/67 ต้องเติบโตอย่างน้อย 3.5%YoY ถึงจะโตเท่าประมาณการที่ตั้งไว้ 2.6% ซึ่งถือว่าเป็นไปได้ค่อนข้างยาก ขณะที่ประมาณการ GDP ปี 2567 ที่สูงกว่านี้ในช่วงก่อนหน้ามาจากหลายสาเหตุกดดัน ทั้งการลงทุนภาคเอกชน การบริโภคภาคเอกชน และการส่งออกที่ขยายตัวต่ำกว่าคาด ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนสูงและการเข้มงวดต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

 

ขณะที่ปีหน้าค่าเฉลี่ยของตัวเลขคาดการณ์ GDP ไทยของสำนักเศรษฐกิจต่างๆ อยู่ที่ 2.9%YoY ในปีหน้า ซึ่งยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้จากการเพิ่มขึ้นของแรงสนับสนุนจากรายจ่ายภาครัฐ การขยายตัวของอุปสงค์ภาคเอกชน การท่องเที่ยวและบริโภคที่จ่อฟื้นตัวต่อเนื่อง รวมทั้งการส่งออกสินค้าที่ขยายตัว

 

ส่วนมุมมองของฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส มองว่ายังมีความเป็นไปได้ที่จะปรับลดดอกเบี้ยสัก 1 ครั้งราว 0.25% แต่น่าจะทิ้งช่วงไปเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 หรือกลางปี 2568 ซึ่งหากมีการลดดอกเบี้ยสัก 1 ครั้ง จะสามารถขยับดัชนีเป้าหมายขึ้นราว 70 จุด

 

จับตา LTF ถล่มขายหุ้นไทย 2.3 แสนล้านบาท

 

ส่วนในมุม Fund Flow ต้นปี 2568 ตลาดหุ้นอาจเผชิญแรงกดดันจากเม็ดเงิน LTF ที่พร้อมขายได้สูงขึ้นเป็น 2.3 แสนล้านบาท สูงกว่าต้นปีก่อนที่ 1.6 แสนล้านบาทราว 43% โดยคาดว่าจะเห็นแรงขายออกมาในเดือนมกราคม 2568 เป็น 1.5-2 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเดือนมกราคมของปีอื่นๆ 

 

ขณะที่แรงซื้อกองทุน ThaiESG อาจชดเชยได้ไม่พอส่วนเม็ดเงินต่างชาติ มีโอกาสชะลอช่วงสั้นๆ เนื่องจากนักลงทุนอยู่ในช่วงรอดูนโยบาย Trump 2.0 และหากเทียบเคียงกับยุค Trump 1.0 ปี 2561 ที่มีประเด็นสงครามการค้า เป็นปีที่ต่างชาติขายหุ้นไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 2.87 แสนล้านบาท

 

นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากการทยอยปรับลดกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2568 ที่ Bloomberg ประเมินไว้ที่ 98.5 บาทต่อหุ้น เทียบเท่ากำไร 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี เฉลี่ยต่อไตรมาสราว 3 แสนล้านบาท ถือว่าเกิดขึ้นได้ยาก เพราะสูงกว่ากำไรระดับปกติไตรมาสละ 2.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะสร้างความผันผวนได้

 

อย่างไรก็ตาม SET ย่อตัวลงมาอาจมีจังหวะรีบาวด์ได้บ้างจากความคาดหวังการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนงวดไตรมาส 4/67 ที่น่าจะเติบโตทั้งเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) และช่วงเดียวกันของปีก่อน YoY จากฐานที่ต่ำ โดยงวดไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 1.7 แสนล้านบาท และกำไรงวดไตรมาส 2/67 อยู่ที่ 1.9 แสนล้านบาท

 

สำหรับในมุม Valuation เบื้องต้นฝ่ายวิจัยฯ ประเมินเป้าหมาย SET Index ที่ 1,490-1,600 จุด บนคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2568 จาก Bloomberg Consensus ที่ 98.5 บาทต่อหุ้น ซึ่งอาจมี Downside ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ที่มักถูกปรับลงเฉลี่ย 5.8 บาทต่อหุ้น จึงทำ Sensitivity อ้างอิง P/E ที่ 16.5 เท่า จะได้เป้าหมายดัชนีฯ ในปี 2568 

 

คาด Trump 2.0 ฉุด GDP โลก 0.4-0.6% 

 

นอกจากนี้ประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงการเมืองโลก Trump 2.0 เป็นเรื่องที่นักลงทุนให้น้ำหนักมากขึ้น เนื่องจากผลกระทบต่อภาคการค้าระหว่างประเทศเสี่ยงแพร่กระจายไปทั่วโลก ไม่ใช่แค่จีนประเทศเดียว โดยคาดว่าสหรัฐฯ จะเริ่มปรับขึ้นภาษีนำเข้าในช่วงไตรมาส 3/68 เป็นต้นไป กดดัน GDP โลกปี 2568 หดตัว 0.4-0.6% 

 

DELTA ดิ่งหนัก หวั่น พ.ร.ก.ภาษีส่วนเพิ่ม ฉุดกำไร

 

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า SET Index ภาคเช้าวันนี้ (2 มกราคม) ปรับตัวลง ปิดที่ 1,381.25 ลบไป 18.96 จุด หรือติดลบไป 1.35% โดยแรงกดดันมาจากหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มสื่อสาร กลุ่มประกัน รวมถึงหุ้น CPAXT และ PTT

 

อีกทั้งยังมีความกังวล หลังบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินธุรกิจข้ามชาติยังคงมีแนวโน้มเผชิญกับแรงกดดันจากความกังวลต่อกำไรสุทธิในปี 2568 ท่ามกลางอัตราภาษีที่แท้จริงของบางบริษัทที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องมาจาก พ.ร.ก.ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ที่เริ่มระยะเวลาบัญชีหลังวันที่ 1 มกราคม 2568 ซึ่งจะมีผลใช้บังคับแก่กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) ขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ในไทย ที่มีรายได้ตามงบการเงินรวมของบริษัทแม่ลำดับสูงสุดไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโร หรือ 2.6 หมื่นล้านบาท

 

โดยให้เสียภาษีขั้นต่ำทั่วโลกในอัตราไม่ต่ำกว่า 15% เช่น DELTA ที่เช้านี้ปรับตัวลงไป 7.87% กระทบ SET Index ทางลบ 12 จุด ซึ่งทางฝ่ายได้ปรับลดคาดการณ์กำไรปี 2568 ลง 6.2% จากประเด็นภาษีข้างต้น ประกอบกับ SET Index ยังถูกกดดันจากความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน หลัง PMI ภาคการผลิตเดือนธันวาคม 2567 ของจีนจากภาครัฐและ Caixin ต่างบ่งชี้ถึงตัวเลขที่แย่ลงจากเดือนก่อนหน้า และกำลังเข้าใกล้ระดับหดตัวหรือต่ำกว่า 50 ด้านปัจจัยติดตามวันนี้ ได้แก่ 

 

  1. PMI ภาคการผลิตเดือนธันวาคม 2567 ของยูโรโซนและสหรัฐฯ ตลาดคาดการณ์ที่ 45.2 และ 48.3 จากเดือนพฤศจิกายน 2567 ที่ 45.2 และ 49.7 ตามลำดับ

 

  1. ผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐฯ ตลาดคาดการณ์ที่ 2.22 แสนตำแหน่ง เพิ่มขึ้นจาก 2.19 แสนตำแหน่งในการรายงานสัปดาห์ก่อนหน้า

The post หุ้นไทยเปิดเทรดวันแรกของปี 2568 ดิ่งกว่า 20 จุด หวั่น LTF ถล่มขาย 2.3 แสนล้าน ด้าน DELTA ผวา โดนเก็บภาษีบริษัทข้ามชาติเพิ่ม ฉุด SET Index ร่วง 12 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถิติชี้ DELTA มีโอกาสพุ่ง 3-18% หลังหลุดจากมาตรการกำกับการซื้อขาย โบรกคาดดัชนีหุ้นไทยผันผวนมากขึ้น https://thestandard.co/delta-stock-expected-rise-3-18-percent/ Thu, 12 Dec 2024 07:17:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1018883 สถิติชี้ DELTA

ความเคลื่อนไหวดัชนีหุ้นไทย (SET) ในช่วงครึ่งวันทำการแรก […]

The post สถิติชี้ DELTA มีโอกาสพุ่ง 3-18% หลังหลุดจากมาตรการกำกับการซื้อขาย โบรกคาดดัชนีหุ้นไทยผันผวนมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถิติชี้ DELTA

ความเคลื่อนไหวดัชนีหุ้นไทย (SET) ในช่วงครึ่งวันทำการแรกของวันนี้ (12 ธันวาคม) ดัชนีปรับตัวขึ้นสูงสุด 13.87 จุด แตะระดับ 1,456.92 จุด ก่อนจะย่อตัวลงมาอยู่ที่ 1,447.27 จุด ลดช่วงบวกลงมาเหลือ 4.22 จุด 

 

หุ้นที่มีส่วนช่วยให้ดัชนีปรับตัวขึ้นมาที่สุดเช้านี้คือ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ที่มีส่วนดันดัชนี 7.5 จุด เพราะฉะนั้นหากไม่รวมผลกระทบจาก DELTA เท่ากับว่าหุ้นไทยเช้านี้จะย่อตัวจากวันก่อนหน้า 

 

ก่อนหน้านี้ราคาหุ้น DELTA ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงกว่า 70% ภายใน 2 เดือน ส่งผลให้หุ้น DELTA เข้าสู่มาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 โดยห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และต้องซื้อขายด้วยบัญชี Cash Balance ระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2567

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า ดัชนี SET จะเริ่มผันผวนมากขึ้นหลังจากหุ้น DELTA หลุดออกจากมาตรการกำกับการซื้อขาย และกลับมาซื้อขายได้ตามปกติตั้งแต่วันนี้ 

 

ทั้งนี้ หากอิงจากราคาปิดเมื่อวานที่ 151 บาท การเปลี่ยนแปลงของหุ้น DELTA 1% หรือ 1.5 บาท จะส่งผลต่อดัชนี SET 0.11% หรือราว 1.5 จุด และหากดูจากสถิติครั้งล่าสุดเมื่อกลางปีก่อน หลังจากหุ้น DELTA หลุดออกจากมาตรการกำกับการซื้อขาย ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 3% และ 8% ในช่วง 1 และ 2 สัปดาห์แรก ก่อนที่จะขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ระดับ 18% ในช่วง 3 สัปดาห์หลังจากนั้น

 

อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมของปัจจัยพื้นฐานตามความเห็นของนักวิเคราะห์จาก 16 โบรกเกอร์ ต่างแนะนำให้ขายหรือถือเท่านั้น โดยประเมินราคาเป้าหมายสูงสุด 128 บาท และต่ำสุด 70.68 บาท 

 

ด้าน บล.เคจีไอ ระบุว่า เรายังคงมองบวกกับแนวโน้มของ DELTA โดยคาดว่าบริษัทจะได้อานิสงส์จากอุปสงค์เซิร์ฟเวอร์ที่เพิ่มขึ้น เพราะยอดขายเซิร์ฟเวอร์คิดเป็นประมาณ 30% ของรายได้รวมของบริษัท ยอดขายยังมี Upside จาก Delta Taiwan เพราะความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI 

 

เราคาดว่าคำสั่งซื้อที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เพิ่มขึ้นจาก Delta Taiwan จะส่งผลบวกต่อ Delta Thailand ไปด้วย โดยภาพรวมแล้ว เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 เล็กน้อย 3% และปี 2569 อีก 4% โดยคาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักในปี 2568 จะเพิ่มขึ้น 12% และปี 2569 จะเพิ่มขึ้น 14% 

 

อย่างไรก็ตาม มีความเสี่ยงบางประการที่ต้องจับตา ได้แก่ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในส่วนที่เกี่ยวกับค่าธรรมเนียม Royalty Fees และความเสี่ยงจากการที่อัตราภาษีสูงขึ้นตาม Global Minimum Tax Rate Scheme จากปัจจุบันอัตราภาษีของ DELTA อยู่ที่ประมาณ 3-5% เพราะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI ซึ่งหากนำ Global Minimum Corporate Tax มาใช้ อัตราภาษีนิติบุคคลของ DELTA จะเพิ่มขึ้นเป็น 15% ซึ่งจะทำให้ประมาณการกำไรปี 2568 มีความเสี่ยงต่ำลงจากประมาณการราว 10%

 

เราปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปี 2568 เป็น 111 บาท จากเดิม 102 บาท อิงจาก PER ที่ 58 เท่า แม้เราจะให้พรีเมียมเพื่อสะท้อนสถานะที่ดีของบริษัทแล้ว แต่ราคาปิดล่าสุดยังคงมีความเสี่ยงจะลดลงถึงราคาเป้าหมายของเราอีก 26% ดังนั้น เราจึงยังคงคำแนะนำ ‘ขาย’

 

สำหรับผลประกอบการของ DELTA ล่าสุดในไตรมาส 3 มีกำไรสุทธิ 5,910.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.88% จากปีก่อน ส่งผลให้ 9 เดือนแรก บริษัทมีกำไรสุทธิ 16,783.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.4% จากปีก่อน 

 

The post สถิติชี้ DELTA มีโอกาสพุ่ง 3-18% หลังหลุดจากมาตรการกำกับการซื้อขาย โบรกคาดดัชนีหุ้นไทยผันผวนมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
DELTA บนมูลค่า 2 ล้านล้านบาท ซื้ออนาคตล่วงหน้าเกือบ 100 ปี https://thestandard.co/delta-2-trillion-buy-future-100-years/ Fri, 29 Nov 2024 02:00:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1013744 delta

ไม่บ่อยครั้งที่เราจะเห็นหุ้นที่มีมูลค่า (Market Capital […]

The post DELTA บนมูลค่า 2 ล้านล้านบาท ซื้ออนาคตล่วงหน้าเกือบ 100 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
delta

ไม่บ่อยครั้งที่เราจะเห็นหุ้นที่มีมูลค่า (Market Capitalization) มากที่สุดของแต่ละตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นเท่าตัวในแต่ละปี ซึ่งปีนี้เราก็ได้เห็นบริษัทอย่าง NVIDIA ที่เพิ่มขึ้นกว่า 180% ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเองก็มีหุ้นอย่าง บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ที่พุ่งขึ้นกว่า 100% ในวันที่ราคาหุ้นพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 173.50 บาท

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลกำไรของบริษัทเหล่านี้เติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะหลัง และไม่เพียงแค่ต่อเนื่อง แต่ยังเติบโตได้ค่อนข้างโดดเด่นเมื่อเทียบกับภาพรวมของหุ้นอื่นๆ ในตลาด

 

แต่คำถามสำคัญที่ตามมาในมุมของการลงทุนคือ มูลค่าหรือราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงเหมาะสมกับกำไรที่เพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน

 

ในกรณีของ DELTA แม้ว่ากำไรยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง โดย 9 เดือนแรกกำไรเพิ่มขึ้น 22% มาเป็น 16,783 ล้านบาท ในขณะที่มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 1.09 ล้านล้านบาทเมื่อปลายปี 2023 ไปแตะระดับ 2 ล้านล้านบาท ทำให้มาตรวัดมูลค่าหุ้นในมุมของ P/E Ratio พุ่งขึ้นไปสูงถึง 100 เท่า

 

เท่ากับว่าหากกำไรของ DELTA ไม่เติบโตอีกแล้วถัดจากนี้ นักลงทุนจะต้องใช้เวลาถึง 100 ปีจึงจะคืนทุน หากบริษัทนำกำไรที่ทำได้ทั้งหมดมาจ่ายปันผลคืนให้กับผู้ถือหุ้น

 

หากเปรียบเทียบคร่าวๆ กับเฉพาะหุ้นอย่าง NVIDIA ที่มูลค่าเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว จะเห็นว่ากำไรสุทธิของ NVIDIA ในช่วง 9 เดือนของปี 2024/2025 ก็เพิ่มขึ้น 190% มาเป็น 50,789 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ P/E ของ  NVIDIA ยังอยู่ที่ราว 53 เท่า

 

ความร้อนแรงของ DELTA ที่ดูเหมือนจะเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน ทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศให้ DELTA เป็นหลักทรัพย์เข้ามาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2024 ส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์ไม่สามารถนำหุ้น DELTA มาคำนวณวงเงินซื้อขาย และนักลงทุนต้องซื้อด้วยบัญชี Cash Balance โดยวางเงินสด 100% ก่อนซื้อ

 

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า ราคาหุ้น DELTA ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องเกินปัจจัยพื้นฐาน โดย ณ วันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมาราคาปิดที่ระดับสูงสุด (New All Time High) ที่ 173.50 บาท ด้วย P/E และ P/BV ที่ 100.68 เท่า และ 28.03 เท่า ตามลำดับ ขณะที่มาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1.38 ล้านล้านบาท เป็นประมาณ 2.16 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 57% ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน หลังประกาศของตลาดหลักทรัพย์ฯ ราคาหุ้น DELTA ร่วงลงทันที 26.5 บาท พร้อมมูลค่าที่หายไปกว่า 3 แสนล้านบาท

 

ในมุมมองของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ 16 แห่งตามข้อมูลใน https://www.settrade.com/ ต่างเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ราคาหุ้นของ DELTA ในปัจจุบันเกินกว่ามูลค่าพื้นฐานไปมาก โดยนักวิเคราะห์ 7 รายแนะนำให้ขาย และอีก 9 รายแนะนำให้ถือ โดยมีนักวิเคราะห์ให้ราคาเหมาะสมไว้สูงสุดที่ 128 บาท ซึ่งยังคงต่ำกว่าราคาปัจจุบันราว 15%

 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า การประกาศให้ DELTA เข้ามาตรการกำกับการซื้อขายเป็นการส่งสัญญาณแตะเบรกความร้อนแรงของตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

“ปัจจุบัน Forward P/E ของ DELTA อยู่ที่ 73 เท่า ถือว่าร้อนแรงเกินไป อิงจากกำไรของ DELTA ที่คาดว่าจะเติบโต 15% ในปีหน้า จาก 21,000 ล้านบาท เป็น 24,600 ล้านบาท”

 

หรือหากจะมองในมุม PEG ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ใช้พิจารณาหุ้นเติบโตสูง (Growth) ปัจจุบัน PEG ก็อยู่ที่ระดับ 4.6 เท่า สูงกว่าระดับทั่วไปที่ 1 เท่า

 

“แม้ DELTA จะเป็นหุ้น High Growth และมีธุรกิจดี แต่ราคาแพงมาก” ภาดลกล่าว

 

เชื่อว่าการลงทุนกับหุ้นที่เติบโตเป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนมองหา แต่การเติบโตเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะต้องเป็นราคาที่เหมาะสมด้วย อย่างที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยกล่าวไว้ว่า “It’s far better to buy a wonderful company at a fair price than a fair company at a wonderful price.” หรือ “การซื้อบริษัทที่ยอดเยี่ยมในราคาที่เหมาะสมย่อมดีกว่าการซื้อบริษัทธรรมดาในราคาที่น่าดึงดูดใจ”

 

เพราะหากเราซื้อหุ้นในราคาที่สูงจนเกินไป เมื่อการเติบโตช้าลงราคาหุ้นอาจถล่มลงมาก่อนที่เราจะขยับตัวได้ทัน

The post DELTA บนมูลค่า 2 ล้านล้านบาท ซื้ออนาคตล่วงหน้าเกือบ 100 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดจับ DELTA เข้ามาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 ตั้งแต่ 21 พ.ย. – 11 ธ.ค. นี้ หลัง P/E แตะ 100.68 เท่า ส่วน P/BV อยู่ที่ 28.03 เท่า https://thestandard.co/delta-trading-control-tier-1-nov-dec/ Thu, 21 Nov 2024 03:44:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1011006 DELTA

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศให้ DELTA เป็นหลักทรัพ […]

The post ตลาดจับ DELTA เข้ามาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 ตั้งแต่ 21 พ.ย. – 11 ธ.ค. นี้ หลัง P/E แตะ 100.68 เท่า ส่วน P/BV อยู่ที่ 28.03 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
DELTA

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศให้ DELTA เป็นหลักทรัพย์เข้ามาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2567 ขอให้ผู้ลงทุนพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนเข้าซื้อขาย 

 

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยขอให้ผู้ลงทุนศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA โดยประกาศให้ DELTA เป็นหลักทรัพย์เข้ามาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2567

 

ในระหว่างนี้สมาชิกต้องห้ามนำ DELTA มาคำนวณวงเงินซื้อขาย และให้ลูกค้าซื้อด้วยบัญชี Cash Balance (วางเงินสดร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อนซื้อ) โดยหากพบว่าสภาพการซื้อขายยังคงเปลี่ยนแปลงผิดไปจากสภาพปกติโดยไม่มีปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) สนับสนุน DELTA จะถูกยกระดับเข้าสู่มาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 2 และ 3 ตามลำดับ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ปัจจุบันที่กำหนด

 

สภาพการซื้อขาย DELTA เป็นดังนี้

 

  1. ราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องเกินปัจจัยพื้นฐาน โดยวานนี้ (20 พฤศจิกายน) ราคาปิดที่ระดับสูงสุด (New All Time High) ที่ 173.50 บาท ด้วย P/E และ P/BV ที่ 100.68 เท่า และ 28.03 เท่า ตามลำดับ 

 

  1. ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของ Market Cap ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากประมาณ 1.38 ล้านล้านบาท เป็นประมาณ 2.16 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 57% ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน (ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 เป็นต้นมา)

 

ทั้งนี้ การซื้อขายภาคบ่ายของเมื่อวานนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยไม่มีสารสนเทศรองรับ (ซึ่ง DELTA แจ้งผ่านระบบตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว) ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ปรับขึ้นสูงสุดเป็นอันดับ 1 ที่ 2,367 ล้านบาท (ช่วงเช้ามูลค่าอยู่อันดับ 5 ที่ 667 ล้านบาท) ราคาปรับเพิ่ม 3.58% จากปิดช่วงเช้า (ช่วงเช้า +1.21%)

 

หมายเหตุ: มาตรการกำกับการซื้อขายให้สมาชิกดำเนินการ ดังนี้

 

– ระดับ 1: ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขายและ Cash Balance (ซื้อด้วยเงินสดร้อยเปอร์เซ็นต์)

– ระดับ 2: ห้าม Net Settlement, ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย, Cash Balance และให้ซื้อขายด้วยวิธี Auction

– ระดับ 3: หยุดพักการซื้อขาย 1 วันในวันทำการแรก, ห้าม Net Settlement, ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย, Cash Balance และให้ซื้อขายด้วยวิธี Auction

The post ตลาดจับ DELTA เข้ามาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 ตั้งแต่ 21 พ.ย. – 11 ธ.ค. นี้ หลัง P/E แตะ 100.68 เท่า ส่วน P/BV อยู่ที่ 28.03 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ผมมองว่า ช่วง 5 ปีนี้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยจะพุ่งสูงขึ้น” DELTA ทุ่ม 3 พันล้าน เปิดโรงงานแห่งที่ 8 ทุ่มวิจัย R&D รับคลื่นอุตสาหกรรม EV https://thestandard.co/thai-ev-car-market-growth-delta/ Sat, 23 Mar 2024 06:49:56 +0000 https://thestandard.co/?p=914606

หลังจากที่ DELTA หารือ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ทำ […]

The post “ผมมองว่า ช่วง 5 ปีนี้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยจะพุ่งสูงขึ้น” DELTA ทุ่ม 3 พันล้าน เปิดโรงงานแห่งที่ 8 ทุ่มวิจัย R&D รับคลื่นอุตสาหกรรม EV appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากที่ DELTA หารือ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา เพื่อร่วมพัฒนา Human Capital ทุนการศึกษา และพัฒนาหลักสูตรกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมทั้งเร่งเครื่องดันไทยเป็นศูนย์กลางผลิต EV และเศรษฐกิจดิจิทัล 

 

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในการเปิดอาคาร ‘Delta Plant 8’ และศูนย์วิจัยและการพัฒนาด้านยานยนต์ไฟฟ้า (R&D Center) ของบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (DELTA) ว่า เดลต้าเป็นหนึ่งในผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดในไทย ซึ่งโรงงานใหม่นี้เป็นผลจากการขยายกำลังการผลิต โดยเฉพาะรองรับซัพพลายเออร์ในภาคยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หลังจากที่ความต้องการยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากจะสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแล้ว ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ IGNITE THAILAND ที่มุ่งขับเคลื่อน 2 อุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์ 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

นั่นคือ ‘ศูนย์กลางผลิตยานยนต์แห่งอนาคต’ (Future Mobility Hub) และ ‘ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล’ (Digital Economy Hub) และเดลต้ายังร่วมพัฒนาทุนบุคลากรในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยสร้างงานที่มีมูลค่าสูงและโอกาสทางธุรกิจให้กับประเทศอย่างมาก

 

วิคเตอร์ เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (DELTA)

 

วิคเตอร์ เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (DELTA) เปิดเผยว่า วันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่บริษัทเปิดโรงงานเดลต้าแห่งที่ 8 และศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่ นิคมอุตสาหกรรมบางปู ด้วยมูลค่าการลงทุนเกือบ 3,000 ล้านบาท

 

ปัจจัยหลักๆ เพื่อรองรับและขยายการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์พาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของบริษัทป้อนให้กับซัพพลายเออร์ไปยังลูกค้าชั้นนำระดับโลก อีกทั้งยังช่วยผลักดันมูลค่าเศรษฐกิจและทำให้ไทยเป็นฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภูมิภาค โดยโรงงานแห่งใหม่และศูนย์วิจัยและพัฒนาทั้งสองแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 30,400 ตารางเมตร 

 

อานิสงส์ภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ผู้ผลิตต่างมองมาที่ตลาดอาเซียน 

 

อย่างไรก็ตาม ตลอด 35 ปี เดลต้าผลิตทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าของบริษัท มีตั้งแต่ผลิตภัณฑ์การจัดการพลังงาน รวมไปถึงเครื่องชาร์จในตัว, ตัวแปลง DC/DC และผลิตภัณฑ์ระบบส่งกำลัง รวมทั้ง Traction Inverter และ Traction Motor โซลูชันการจัดการความร้อนและอุปกรณ์ที่ทำงานได้ด้วยตัวเอง Passive Component ส่วนที่เหลือ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) หลังจากเกิดปัญหาหลายๆ ปัจจัย ขณะนี้มีเพียงพอต่อโรงงาน ซึ่งเดลต้ายังคงนำเข้าทั้งหมด โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดในโรงงานเดลต้าจะส่งออกไปยังยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น รวมเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ 

 

 

“ขณะเดียวกันปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ทำให้กลุ่มผู้ผลิตอาจมีการย้ายฐานการผลิต โดยมองมาที่ตลาดอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย เวียดนาม หรือไทย ซึ่งสำหรับไทยชัดเจนมากว่าการเข้ามาอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV โดยเฉพาะค่ายรถจีนที่เข้ามาตั้งโรงงานในไทย กำลังเป็นโอกาสในการเพิ่มกำลังการผลิต ดังนั้นโรงงานใหม่แห่งนี้คาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเป็น 2 เท่า และมั่นใจว่ารายได้จากธุรกิจผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าของบริษัทเพิ่มขึ้นเท่าตัวจาก 1,200 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา เป็น 2,500 ล้านดอลลาร์”

 

ทุ่มลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) กว่า 7% 

 

วิคเตอร์กล่าวอีกว่า บริษัทวางงบลงทุน 200-300 ล้านดอลลาร์ เพื่อก่อสร้างโรงงานใหม่และซื้ออุปกรณ์สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงลงทุนด้านเครื่องจักรอัตโนมัติ อีกทั้งอยู่ระหว่างศึกษาเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน 

 

ส่วนแนวโน้มผลประกอบการปีนี้ หลังจากที่ประเมินตัวเลขในช่วงไตรมาสที่ 1 เบื้องต้นคาดว่ารายได้จะเติบโตในระดับปานกลาง  

 

อย่างไรก็ตาม ทิศทางตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะพุ่งสูงขึ้น จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเพียง 10% ของจำนวนรถยนต์ทั้งหมดในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 

 

ดังนั้นนอกจากบริษัทจะให้ความสำคัญกับการขยายกำลังผลิตเพื่อป้อนให้กับซัพพลายเออร์แล้ว ยังทุ่มลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงปั้นบุคลากรคนรุ่นใหม่ร่วมกับ 8 มหาวิทยาลัย ซึ่งปีนี้ได้ลงทุนด้านวิจัยถึง 7% เพื่อพัฒนาแรงงานทักษะสูงด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมไฮเทคมากขึ้น

The post “ผมมองว่า ช่วง 5 ปีนี้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยจะพุ่งสูงขึ้น” DELTA ทุ่ม 3 พันล้าน เปิดโรงงานแห่งที่ 8 ทุ่มวิจัย R&D รับคลื่นอุตสาหกรรม EV appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดลิสต์ 10 หุ้น ถูกเทขายหนักสุดตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. มูลค่าหายไปรวม 8 แสนล้านบาท กด SET หลุด 1,400 จุด ต่ำสุดรอบเกือบ 3 ปี https://thestandard.co/10-most-drop-stock-in-september/ Fri, 20 Oct 2023 10:23:48 +0000 https://thestandard.co/?p=856914 10 หุ้น ถูกเทขายหนักสุดตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.

ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) หักหัวลงมาอีกครั้งตั้งแต่ต้นเดือ […]

The post เปิดลิสต์ 10 หุ้น ถูกเทขายหนักสุดตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. มูลค่าหายไปรวม 8 แสนล้านบาท กด SET หลุด 1,400 จุด ต่ำสุดรอบเกือบ 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 หุ้น ถูกเทขายหนักสุดตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.

ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) หักหัวลงมาอีกครั้งตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา จากที่เคยอยู่ในระดับ 1,565 จุด ล่าสุด ดิ่งลงมาแตะ 1,398 จุด ลดลง 167 จุด ต่ำสุดในรอบ 2 ปี 10 เดือน 

 

แรงขายที่เกิดขึ้นมาจากทุกกลุ่มอุตสาหกรรม และหากพิจารณาเป็นรายตัว หุ้นที่ถูกเทขายออกมามากที่สุดอิงจากมูลค่าหลักทรัพย์ (Market Capitalization) จนถึง ณ วันที่ 19 ตุลาคม จากการรวบรวมข้อมูลของ THE STANDARD WEALTH ผ่านข้อมูลของ SETSMART คือ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) ลดลงกว่า 3 แสนล้านบาท รองลงมาคือ บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) และ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ที่มูลค่าลดลงกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท และ 8 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ 

 

ทั้งนี้ หากรวมมูลค่าที่หายไปของหุ้นที่ถูกเทขายมากที่สุด 10 อันดับแรก จะสูงถึง 8 แสนล้านบาท โดยหุ้นตัวอื่นๆ ที่ถูกเทขายมากที่สุดรองลงมา ได้แก่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCB) บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) บมจ.ปตท. (PTT) และ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) 

 

หุ้นไทยไม่ฟื้น หาก 4 ปัจจัยกดดันไม่คลี่คลาย 

“หากมอง Valuation ของหุ้นไทยตอนนี้ ถือว่าอยู่ในโซนต่ำอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่ไม่มีปัจจัยบวกมากระตุ้น” ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ให้ความเห็นต่อสถานการณ์ของหุ้นไทยปัจจุบัน 

 

ณัฐชาตกล่าวต่อว่า หุ้นไทยจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ต้องเห็นปัจจัยกดดัน 4 ด้านคลี่คลายเสียก่อน ได้แก่ 1. สงครามระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ 2. ความชัดเจนจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยรอบสุดท้าย 3. นักวิเคราะห์หยุดปรับลดคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย และ 4. นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล 

 

“หุ้นไทยจะฟื้นได้อาจต้องรอไปถึงช่วงต้นเดือนธันวาคม ที่น่าจะเริ่มเห็นปัจจัยบวกเข้ามาบ้าง เช่น นโยบายใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการส่งสัญญาณจาก Fed ตอนนี้หุ้นไทยเจอแรงขายด้านเดียว ไม่มีปัจจัยบวกทั้งจากภายในและภายนอก” 

 

อย่างไรก็ตาม ณัฐชาตกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อยที่ดัชนี SET จะลดลงไปถึงกรณีเลวร้ายสุดที่ 1,310 จุด เว้นแต่ว่าสงครามจะบานปลายไปมากกว่านี้ และเชื่อว่าระดับดัชนีที่ต่ำกว่า 1,410 จุด เป็นระดับที่ได้เปรียบแล้วหากเปรียบเทียบความเสี่ยงกับผลตอบแทน (Risk Reward Ratio) 

 

“ตอนนี้ SET ซื้อขายที่ประมาณ 1.35 เท่าของมูลค่าทางบัญชี ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำแล้ว ส่วนช่วงโควิด SET เคยลดลงไปซื้อขายที่ประมาณ 1.1 เท่าของมูลค่าทางบัญชี ซึ่งรอบนี้คงไม่ต่ำแบบนั้น” 

 

ปัจจัยเรื่องสงครามเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากที่สุด นอกจากจะส่ง Sentiment เชิงลบต่อตลาด ยังส่งผลกระทบทางอ้อมผ่านราคาน้ำมันให้กลับขึ้นมาอยู่ในระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นการเปิดความเสี่ยงต่อเรื่องเงินเฟ้ออีกครั้ง 

 

สถิติจากสงคราม ‘รัสเซีย-ยูเครน’ ชี้หุ้นอาจฟื้นหลังผ่านไป 2 สัปดาห์

บล.กรุงศรี พัฒนสิน ระบุผ่านบทวิเคราะห์ว่า ทีมกลยุทธ์ทำการศึกษาผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 ต่อดัชนีตลาดหุ้น 5 ดัชนี รวมถึงไทย โดยเริ่มคำนวณตั้งแต่วันที่รัสเซียบุกยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 และเปรียบเทียบกับกรณีสงครามอิสราเอล-ฮามาส ซึ่งมีจุดเริ่มต้นวันที่ 7 ตุลาคม 2566 

 

จากการศึกษาพบว่า ตลาดให้ความสนใจต่อความเสี่ยงสงครามรัสเซีย-ยูเครนราว 4 สัปดาห์ ก่อนจะเข้าสู่ระดับปกติ โดยตลาดตอบรับเชิงลบต่อภาวะสงครามเต็มที่ราว 2 สัปดาห์ 

 

ผลตอบแทนของ 5 ดัชนีที่นำมาศึกษา ได้แก่ MSCI ACWI, MSCI EU, MSCI EM, S&P 500 และ SET พบว่ามีแนวโน้มปรับตัวลงในช่วง 2 สัปดาห์แรก และเริ่มฟื้นตัวในช่วงสัปดาห์ที่ 3 และ 4 สถิติดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดใช้เวลาราว 2 สัปดาห์ในการซึมซับปัจจัยลบ

 

ในเชิงกลยุทธ์หากเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกันระหว่าง 2 เหตุการณ์สงครามล่าสุด คาดว่าผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้นโลกจากภาวะสงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสจะรุนแรงที่สุดในสัปดาห์นี้ (13-20 ตุลาคม) ก่อนที่จะค่อยๆ น้อยลงในสัปดาห์ถัดไป ในกรณีที่ไม่มีพัฒนาการเชิงลบที่สำคัญเกิดขึ้น เนื่องจากความสนใจต่อประเด็นดังกล่าวที่ค่อยๆ จางลง 

 

หากเข้าลงทุนในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ผลตอบแทนที่คาดหวังจะอยู่ในระดับ 2-2.5% จากการถือครอง 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน

The post เปิดลิสต์ 10 หุ้น ถูกเทขายหนักสุดตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. มูลค่าหายไปรวม 8 แสนล้านบาท กด SET หลุด 1,400 จุด ต่ำสุดรอบเกือบ 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
9 ในท็อป 10 มาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นไทย ลุยเอาจริงสู่ Net Zero 2050 https://thestandard.co/top-9-out-of-10-thai-stock-market-net-zero-2050/ Sat, 29 Jul 2023 05:49:23 +0000 https://thestandard.co/?p=823331

แนวทางการอยู่ร่วมกันของคนทั่วโลกที่ยกกติกาว่า จะต้องช่ว […]

The post 9 ในท็อป 10 มาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นไทย ลุยเอาจริงสู่ Net Zero 2050 appeared first on THE STANDARD.

]]>

แนวทางการอยู่ร่วมกันของคนทั่วโลกที่ยกกติกาว่า จะต้องช่วยกันดูแลสภาพภูมิอากาศบนโลกใบนี้มากขึ้นตามข้อตกลงปารีส ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วยที่มีการประกาศว่า จะมีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065

 

จะช้าหรือไม่ แต่ในมุมของการทำธุรกิจที่ต้องมีการค้าขายกับหลายประเทศ และมีผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องมากมาย ทำให้ต้องวางแผนและเดินหน้าเรื่องนี้เร็วและเป็นรูปธรรมมากที่สุด จึงลองสำรวจรายงานประจำปีและรายงานความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) 10 อันดับแรกที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) สูงสุด ว่ามีแนวทางและกลยุทธ์กับเรื่องนี้อย่างไร โดยอ้างอิงตัวเลขจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2023

 


 

1. DELTA: Net Zero 2050 มาร์เก็ตแคป 1.315 ล้านล้านบาท

 

บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นดำเนินธุรกิจด้านการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์พาวเวอร์ซัพพลายและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น แต่ปัจจุบันได้ขยายไปยังธุรกิจพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์ไฮบริด (HEV) มีพันธกิจหลัก ‘มุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมการใช้พลังงานสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่ออนาคตที่ดีกว่า’ โดยหนึ่งในเป้าหมายและกลยุทธ์คือ งดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน โดยเน้นการเพิ่มผลกระทบเชิงบวกที่มีรายได้จากผลิตภัณฑ์ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่อรายได้เบ็ดเสร็จ 30% ภายในปี 2025 และลดผลกระทบเชิงลบด้วยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 โดยมีปีฐานคือ 2021 

 

เบื้องต้นมีเป้าหมายระยะสั้นลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิทั้งขอบเขตที่ 1 และขอบเขตที่ 2 ให้ได้ 90% ภายในปี 2030 และกำหนดการใช้พลังงานหมุนเวียนระยะสั้นให้ได้ 35% ภายในปี 2025 และเป็น 100% ปี 2030 โดยมุ่งไปที่โครงการอนุรักษ์พลังงาน การผลิตพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้เอง การลงทุนในโรงงานพลังงานหมุนเวียน สัญญาซื้อ-ขายไฟฟ้าสำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยตรง และใบรับรองคุณลักษณะพลังงาน (EACs) ที่จำหน่ายแยก

 

2. AOT: ร่วมมือรับผิดชอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Airport Carbon Accreditation มาร์เก็ตแคป 1.024 ล้านล้านบาท 

 

แม้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ยังกำหนดเป็น Net Zero แต่ AOT ได้เข้าร่วม Airport Carbon Accreditation (ACA) ของ Airports Council International (ACI) เพื่อแสดงเจตจำนงต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น โดยประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ที่ปล่อยจากแหล่งกำเนิดในขอบเขตของการปฏิบัติการท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ตาม Airport Carbon Accreditation Guidance Document 

 

โดย AOT มีแผนแม่บทการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้แนวคิด ‘การเป็นสนามบินที่เป็นพลเมืองที่ดีของสังคมและเพื่อนบ้านที่ดีของชุมชน’ (Corporate Citizenship Airport) ในทุกมุมของ ESG 

 

3. PTT: Net Zero 2050 มาร์เก็ตแคป 9.854 แสนล้านบาท

 

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีเป้าหมายควบคุมและลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 15% ภายในปี 2030 เทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ ปี 2020 และมีเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2040 จนเข้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2050 โดยมีกลยุทธ์ดำเนินการคือ 3 P 

 

  1. Pursuit of Lower Emission เร่งปรับกระบวนการผลิตผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้วยการดำเนินโครงการประหยัดและอนุรักษ์พลังงาน เช่น โครงการปลดล็อกขีดจำกัดของหน่วยงานกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โรงแยกก๊าซธรรมชาติ โครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอน (CCS) หรือการนำก๊าซคาร์บอนไปใช้ประโยชน์ (CCU) 

 

  1. Portfolio Transformation เร่งเปลี่ยนธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งสู่ธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตและเติบโตในธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน เช่น ปี 2022 ขายหุ้น PTT Mining Limited เพื่อออกจากธุรกิจถ่านหินตามทิศทางกลยุทธ์ไปพลังงานสะอาดมากขึ้น 

 

  1. Partnership with Nature and Society เร่งปลูกป่าเพิ่ม 1 ล้านไร่ เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณการดูดซับก๊าซเรือนกระจกด้วยวิธีธรรมชาติ กำหนดเป้าหมายปลูกป่าบนบกและชายเลนเพิ่มอีก 2 ล้านไร่ภายในปี 2030 ซึ่งมองว่าอนาคตพื้นที่เหล่านี้จะสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนได้รวมกว่า 4.15 ล้านตันต่อปี 

 

4. ADVANC: Net Zero 2050 มาร์เก็ตแคป 6.573 แสนล้านบาท

 

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) มีกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน 3 แนวทาง คือ 

 

  1. ขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ 
  2. สร้างการเข้าถึงดิจิทัลให้ทุกคนในสังคม
  3. ยืนหยัดเพื่อสิ่งแวดล้อม 

 

และในปี 2022 คณะกรรมการพัฒนาสู่ความยั่งยืนเห็นชอบ ปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความท้าทายที่อาจเกิดในอนาคตและความคาดหวังของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย 

 

  1. การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ มีกำหนดเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 และเห็นชอบต่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมฉบับปรับปรุง เพื่อให้มีความหลากหลายทางชีวภาพและการปกป้องรักษาป่าไม้ เพื่อนำมาใช้เป็นกรอบการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ให้ความสำคัญครอบคลุมไปถึงห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ

 

  1. การสร้างคุณค่าให้แก่สังคมทุกกลุ่ม มีแผนส่งเสริมและขยายแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านสาธารณสุขและการศึกษา เพื่อยกระดับและพัฒนาคุณภาพชุมชนและสังคม 

 

  1. ความเหมาะสมและความปลอดภัยในการใช้อินเทอร์เน็ตและสังคมออนไลน์ โดยปี 2022 ADVANC ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงานทางเลือกติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอีก 3,190 แห่ง ทำให้มีสถานีฐานและศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์กับอาคารชุมสายที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนรวมทั้งสิ้น 8,751 แห่ง สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 25,508 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาพัฒนาแอปพลิเคชัน E-waste และขยายจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 2,500 จุดทั่วประเทศ

 

5. PTTEP: Net Zero 2050 มาร์เก็ตแคป 6.252 แสนล้านบาท

 

บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) วางแนวทางการดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านแนวคิด EP Net Zero 2050 โดยตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อมจากการใช้พลังงานในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และยังกำหนดเป้าหมายลดปริมาณความเข้ม (Intensity) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ไม่น้อยกว่า 30% ภายในปี 2030 และ 50% ภายในปี 2040 (จากปีฐาน 2020) 

 

กระบวนการสู่ Net Zero เน้นพัฒนาเทคโนโลยีเร่งพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ทั้งยังเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนและมองหาพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ เพื่อนำมาใช้ในพื้นที่ปฏิบัติการและดำเนินการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Offsetting) อย่างต่อเนื่องผ่านโครงการปลูกป่าและการดูดซับคาร์บอนจากมหาสมุทร (Blue Carbon) ภายใต้โครงการ Ocean for Life

 

ที่ผ่านมา ปตท.สผ. ดำเนินการลดความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาตลอดกว่า 25% ภายในปี 2030 (จากปีฐาน 2012) ซึ่งบรรลุเป้าหมายดังกล่าวแล้วในไตรมาสที่ 1 ปี 2022  ซึ่งเร็วกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ 8 ปี โดยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกสะสมได้ราว 3 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

 

6. GULF: Net Zero 2050 มาร์เก็ตแคป 5.749 แสนล้านบาท

 

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ระบุในรายงานประจำปีด้านความยั่งยืนว่า ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงโลกที่ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดคล้อง 3 ส่วนหลัก

 

  1. การมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) มีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ด้วยการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โดยตั้งเป้าลงทุนพลังงานหมุนเวียนให้มีกำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 40% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของบริษัทภายในปี 2035 จากเดิมที่เคยกำหนดเป้าหมายไว้ที่ 30% ภายในปี 2040

 

  1. การพัฒนาระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดเล็กแบบกระจายศูนย์ (Decentralization) เป็นการพัฒนาประสิทธิภาพของเทคโนโลยีด้านพลังงานทางเลือกและระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงราคาเทคโนโลยีดังกล่าวที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคพลังงานสามารถมีบทบาทในการผลิตพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น (Prosumer) นอกจากนี้ยังพัฒนาเทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้าด้วยเครื่องมือดิจิทัล เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะนำไปสู่การขยายตัวของระบบผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กแบบไม่รวมศูนย์ (Distributed Energy Resources) ซึ่งจะทำให้โครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลกเปลี่ยนไป

 

  1. การเปลี่ยนผันไปสู่ยุคดิจิทัล (Digitalization) การเข้าสู่โลกดิจิทัลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน 

 

7. CPALL: Net Zero 2050 มาร์เก็ตแคป 5.636 แสนล้านบาท

 

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) มีนโยบายคำนึงด้าน ESG ให้ครอบคลุม โดยเฉพาะด้าน E หรือสิ่งแวดล้อม มีแนวทางการปฏิบัติที่เรียกว่า ‘7 Go Green’ ที่พัฒนาเพื่อความยั่งยืนเข้าสู่ระยะที่ 2 คือปี 2021-2030 โดยมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และ Zero Waste ภายในปี 2030 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 จากแผนการดำเนินงานทั้งหมด  4 ด้าน คือ

 

  1. การบริหารจัดการร้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Store) ใช้ประโยชน์ของทรัพยากรให้คุ้มค่า นำพลังงานกลับมาใช้ซ้ำ ซึ่งรวมถึงการออกแบบการก่อสร้างอาคารหรือพื้นที่ของร้านศูนย์จำหน่ายสินค้าที่ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วย 

 

  1. การขนส่งและการกระจายสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Logistic) ปรับระบบขนส่งสีเขียว ปรับเส้นทางหรือขนาดรถ และเพิ่มสัดส่วนรถไฟฟ้า (EV) ในการขนส่งเพิ่ม

 

  1. การจัดการบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Packaging) บริหารจัดการบรรจุภัณฑ์เริ่มตั้งแต่การออกแบบ จำหน่าย และการนำมาหมุนเวียนใช้ใหม่ เช่น ลดการใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้งหรือบรรจุภัณฑ์ที่ไปสู่การฝังกลบ

 

  1. การสร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Living) ร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายส่วนในการปลูกจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมและการสร้างความยั่งยืนกับชุมชน

 

พร้อมนำนวัตกรรมมาสร้างวัฒนธรรมการอุปโภคบริโภคที่รักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้แนวคิด Circular Economy and Eco-Design กับบรรจุภัณฑ์ เพื่อใช้พลาสติกน้อยลงและใช้วัสดุที่สามารถปลูกทดแทนได้หรือจากธรรมชาติที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ เช่น การใช้ภาชนะที่ลดการใช้หลอด หรือเสื้อผ้าที่พนักงานใส่มาจากขวดพลาสติกรีไซเคิล พร้อมกับมีการบริหารจัดการของเสียและอาหารส่วนเกินที่ไม่ต้องนำไปสู่การฝังกลบให้ได้ 100% ภายในปี 2030 โดยปี 2022 มีปริมาณของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้ 73.76% 

 

8. BDMS: Net Zero 2050 มาร์เก็ตแคป 4.568​ แสนล้านบาท

 

จากรายงานความยั่งยืนประจำปี 2022 คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (Enterprise Risk Management Steering Committee) อนุมัติให้ทบทวนนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้มีความเป็นปัจจุบันและสอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการขององค์กรและตามกลยุทธ์เศรษฐกิจองค์กร โดยด้านนวัตกรรมมุ่งเน้นการบูรณาการวิทยาการ Health Care Ecosystem การพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพในรูปแบบดิจิทัล เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการในโลกปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

 

โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการดำเนินงานสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 ที่ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ได้ 100% พร้อมไปกับมีแผนดำเนินกิจการแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ต้องบริหารจัดการปริมาณขยะที่ไม่อันตราย ให้สามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้เพิ่มเป็น 50% รวมทั้งการดูแลรักษาทรัพยากรน้ำที่มีเป้าหมายลดปริมาณการใช้น้ำต่อหน่วยรายได้เทียบกับปีฐานในปี 2022 ซึ่งธุรกิจและบริษัทในเครือต้องมีการใช้พลังงานหมุนเวียนสัดส่วนเป็น 30% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมดในปี 2050

 

9. SCC: Net Zero 2050 มาร์เก็ตแคป 3.888 แสนล้านบาท

 

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) มีเป้าหมายดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงเรื่อง ESG ที่พร้อมนำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจทั้งระดับประเทศ ระดับอาเซียน และระดับโลก พร้อมร่วมมือทุกภาคส่วนในการผลักดันแนวทาง ESG 4 Plus คือ ‘มุ่ง Net Zero, Go Green, Lean เหลื่อมล้ำ, ย้ำร่วมมือ’ โดยตั้งเป้าหมายชัดเจนว่า ปี 2050 คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และปี 2030 จะมีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20% เทียบกับปีฐาน 2020 ขณะที่ปี 2025 จะมีการลดการใช้พลังงานลง 13% เมื่อเทียบกับกรณีปกติ ณ ปีฐาน 2007

 

สำหรับกลยุทธ์สู่ Net Zero จะเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลและแหล่งพลังงานสะอาดทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนกระบวนการและอุปกรณ์ให้มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงขึ้น วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero รวมทั้งพัฒนาสินค้า บริการ และโซลูชันที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า และจะประยุกต์ใช้เครื่องมือด้านเศรษฐศาสตร์ เพื่อส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมไปกับการสนับสนุนการปลูกและฟื้นฟูพื้นที่ป่าบนบก ป่าชายฝั่ง และหญ้าทะเล ให้มีความหลากหลายทางชีวภาพและเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ รวมทั้งจัดกิจกรรมสร้างจิตสำนึกการอนุรักษ์พลังงานและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่พนักงานและคู่ธุรกิจ

 

ขณะที่การบริหารจัดการ มีการจัดทำมาตรการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องในทุกหน่วยธุรกิจ พร้อมจัดทำและเปิดเผยการจัดการประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามแนวทางสากล กำกับและดูแลการดำเนินการในประเด็นการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยคณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูง ซึ่งมีการประชุมทุกไตรมาส ผลักดันและดำเนินงานโดยคณะกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน ซึ่งมีการประชุมทุกไตรมาส

 

10. SCB: Net Zero 2050 มาร์เก็ตแคป 3.737 แสนล้านบาท

 

ธนาคารไทยพาณิชย์มุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนต่อลูกค้า ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสีย โดยเป็นผู้นำในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดย SCB มีเป้าหมายสู่ Net Zero ภายในปี 2050

 

หนึ่งในเป้าหมายการดำเนินงานเป็นผู้นำด้านการเติบโตอย่างยั่งยืน ได้นำหลักการ Equator Principles มาใช้ในการสนับสนุนสินเชื่อโครงการ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงนำนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่สนับสนุนเป้าหมายทางด้านความยั่งยืนให้แก่ธุรกิจ เช่น Sustainability-Linked Products หรือ Green Bond / Loan เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมทั้งขยายการสนับสนุนการลงทุนที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว เช่น ธุรกิจพลังงานสะอาด ธุรกิจยานยนต์พลังงานไฟฟ้า และธุรกิจที่เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต รวมทั้งจัดทำหลักสูตรที่ส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs เช่น SMEs ที่มีโรงงานหรือสายการผลิตที่ต้องการใช้ข้อมูลเทคโนโลยี วิเคราะห์ผลการปรับปรุงการผลิตลดต้นทุน และพัฒนาศักยภาพพนักงาน โดยเน้นลูกค้าที่ทำธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่อง ESG 

 

พร้อมให้บริษัทลูก SCBX Group มีส่วนร่วมดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมและมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2030 ในการสนับสนุนโครงการต่างๆ เช่น สนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าเพื่อดูดซับคาร์บอน และสนับสนุนการจัดทำระบบแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต หรือการพัฒนาพื้นที่สีเขียว

 

ทั้งหมดนี้ Net Zero จะไม่มีความหมายใดๆ หากปล่อยให้เป็นเพียงการป่าวประกาศเท่านั้น แต่การลงมือทำอย่างจริงจัง พร้อมชวนทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในห่วงโซ่ธุรกิจมาร่วมมือร่วมใจกันต่างหาก ที่เป็นการช่วยโลกนี้ได้อย่างยั่งยืนที่สุด เพราะการทำให้โลกน่าอยู่ควรเป็นหน้าที่ของทุกคน

 

อ้างอิง:

The post 9 ในท็อป 10 มาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นไทย ลุยเอาจริงสู่ Net Zero 2050 appeared first on THE STANDARD.

]]>
DELTA โชว์กำไร Q2 ที่ 4.6 พันล้านบาท เหนือกว่าคาดการณ์ของตลาด จากแรงหนุนของทั้ง EV และ AI https://thestandard.co/delta-q2-4668-million-baht/ Fri, 28 Jul 2023 06:08:50 +0000 https://thestandard.co/?p=823067

บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) บริษัทที่มีมูลค่าห […]

The post DELTA โชว์กำไร Q2 ที่ 4.6 พันล้านบาท เหนือกว่าคาดการณ์ของตลาด จากแรงหนุนของทั้ง EV และ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>

บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) บริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) 1.36 ล้านล้านบาท สูงสุดในตลาดหุ้นไทยปัจจุบัน ล่าสุด บริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 ออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์หลายรายในตลาดประเมินไว้ 

 

DELTA รายงานกำไรสุทธิ 4,668 ล้านบาท ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 29.1% จากไตรมาสแรก และเพิ่มขึ้น 9.5% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำไรสุทธิจากการดำเนินงานทำได้ 4.57 พันล้านบาท สูงกว่าที่นักวิเคราะห์หลายรายประเมินไว้ว่าจะมีกำไรประมาณ 3.8-4 พันล้านบาท 

 

การเติบโตของกำไรในไตรมาสนี้เป็นผลจากยอดขายสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น 28% สู่ระดับ 3.58 หมื่นล้านบาท หนุนโดยกลุ่มผลิตภัณฑ์พาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ จากความต้องการสูงต่อเนื่องของกลุ่มโซลูชันสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ดีซีพาวเวอร์ (DC Power) ซึ่งเป็นพาวเวอร์ซัพพลายสำหรับโซลูชันภาคอุตสาหกรรม, รวมถึงระบบอัตโนมัติอุตสาหกรรม (Industrial Automation) 

 

ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย Cloud Storage และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ Data Center เติบโตในอัตราสูงขึ้นกว่าไตรมาสแรกและปีก่อนหน้า จากแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Application) 

 

ด้านกลุ่มพัดลมและระบบจัดการความร้อนยังเติบโตในระดับปานกลางจากปีก่อนหน้า ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์โครงสร้างพื้นฐานชะลอตัวลงจากไตรมาสที่แล้วและปีก่อน เนื่องจากความต้องการสำหรับระบบโทรคมนาคมอ่อนตัวในตลาดยุโรป ท่ามกลางความกังวลต่อราคาพลังงานและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รวมส่วนการวิจัยและพัฒนาอยู่ที่ 3.79 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.4% จากปีก่อนหน้า โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้คิดเป็น 10.5% ของรายได้รวม ลดลงจาก 11.1% เมื่อปีก่อน

 

สำหรับฐานะทางการเงินของบริษัท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน มีสินทรัพย์รวมแตะระดับ 1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 1 หมื่นล้านบาท หนุนโดยสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้น 27.7% รวมทั้งที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น 16% ขณะที่หนี้สินรวมเพิ่มขึ้นจากราว 3.63 หมื่นล้านบาท มาเป็น 4.22 หมื่นล้านบาท จากเจ้าหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้น

 

ขณะที่ราคาหุ้นของ DELTA ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ไต่ระดับขึ้นมาแตะ 110 บาท อีกครั้ง โดยราคาหุ้นเคยขึ้นไปทำสถิติสูงสุดที่ 119.5 บาท เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา 

 

สิ่งที่น่าติดตามสำหรับ DELTA หลังจากนี้คือทิศทางของราคาหุ้น ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนมากในตลาดเชื่อว่าสูงเกินพื้นฐานไปแล้ว โดยนักวิเคราะห์ 8 จาก 10 แห่ง ตามข้อมูลใน settrade.com แนะนำให้ขายหรือลดน้ำหนักหุ้น DELTA อย่างไรก็ดี แนวโน้มการเติบโตของกำไรยังเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่อง

The post DELTA โชว์กำไร Q2 ที่ 4.6 พันล้านบาท เหนือกว่าคาดการณ์ของตลาด จากแรงหนุนของทั้ง EV และ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>