DeepMind Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/deepmind/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 21 May 2025 03:17:08 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Google ประกาศ ‘โมเดลโลก’ สู่ AGI ผู้ช่วย AI ที่เหมือนมนุษย์ https://thestandard.co/google-world-model-agi-ai-assistant/ Wed, 21 May 2025 03:17:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1076589 Demis Hassabis นำเสนอ Gemini 2.5 Pro โมเดลโลกสู่ AGI ในงาน Google I/O 2025

Google กำลังผลักดันวิสัยทัศน์สู่การพัฒนา ปัญญาประดิษฐ์ท […]

The post Google ประกาศ ‘โมเดลโลก’ สู่ AGI ผู้ช่วย AI ที่เหมือนมนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Demis Hassabis นำเสนอ Gemini 2.5 Pro โมเดลโลกสู่ AGI ในงาน Google I/O 2025

Google กำลังผลักดันวิสัยทัศน์สู่การพัฒนา ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) ที่ฉลาด เข้าใจบริบท และสามารถกระทำการแทนมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Demis Hassabis ซีอีโอของ DeepMind ระบุว่า Google กำลังเร่งวิจัยเชิงลึกเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ ในงาน Google I/O 2025 การประชุมนักพัฒนาประจำปีของ Google ที่จัดขึ้นวันที่ 20-21 พฤษภาคม ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการเปิดตัวนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยในปีนี้ THE STANDARD เป็นสื่อไทยเพียงรายเดียวที่รายงานข่าวจากเมาน์เทนวิว รัฐแคลิฟอร์เนีย

 

 

หนึ่งในก้าวสำคัญคือการขยาย Gemini 2.5 Pro สู่การเป็น world model – ระบบ AI ที่สามารถจำลองโลก วางแผน และจินตนาการประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เสมือนสมองมนุษย์ นำไปสู่การสร้าง ผู้ช่วย AI สากล ที่สามารถเข้าใจเสียง ภาพ และบริบทในชีวิตจริง รวมถึงดำเนินการแทนผู้ใช้ได้ในทุกอุปกรณ์

 

Demis Hassabis กล่าวว่า “ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เราได้วางรากฐานมากมายสำหรับยุคใหม่ของ AI ตั้งแต่การบุกเบิกสถาปัตยกรรม Transformer ซึ่งเป็นพื้นฐานของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ทั้งหมด ไปจนถึงการพัฒนาระบบตัวแทน (agent systems) อย่าง AlphaGo และ AlphaZero ที่สามารถเรียนรู้และวางแผนได้”

 

“เราได้นำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ในหลากหลายสาขา เช่น ควอนตัมคอมพิวติ้ง คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ และการค้นพบอัลกอริทึมใหม่ๆ ทั้งยังมุ่งหน้าวิจัยพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรลุเป้าหมาย AGI (Artificial General Intelligence)”

 

“นี่คือเหตุผลที่เรากำลังขยายโมเดลมัลติโหมดชั้นนำของเรา Gemini 2.5 Pro ให้เป็นโมเดลโลก (world model) ซึ่งสามารถวางแผนและจินตนาการประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเข้าใจและจำลองแง่มุมต่างๆ ของโลกได้อย่างที่สมองมนุษย์ทำได้”

 

“เราเริ่มดำเนินการในทิศทางนี้มานาน ตั้งแต่การฝึก agent ให้เชี่ยวชาญเกมซับซ้อนอย่าง Go และ StarCraft ไปจนถึงการสร้าง Genie 2 ที่สามารถจำลองสภาพแวดล้อมสามมิติจากเพียงภาพเดียว (image prompt)”

 

“ตอนนี้เราเริ่มเห็นศักยภาพของ Gemini ในการใช้ความรู้เกี่ยวกับโลก การใช้เหตุผลเพื่อจำลองสภาพแวดล้อมธรรมชาติ, ความเข้าใจในกฎฟิสิกส์พื้นฐานผ่าน Veo, และความสามารถของ Gemini Robotics ในการควบคุมหุ่นยนต์ให้ทำงานตามคำสั่งและปรับตัวต่อสถานการณ์แบบเรียลไทม์”

 

“การทำให้ Gemini เป็น โมเดลโลก ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนา AI ที่ทั่วไปและมีประโยชน์ยิ่งขึ้น – หรือก็คือ ผู้ช่วย AI สากล ที่ฉลาด เข้าใจบริบท และสามารถวางแผนหรือดำเนินการแทนผู้ใช้ในทุกอุปกรณ์ได้”

 

นอกจากนี้ Gemini 2.5 Pro ยังมาพร้อมโหมด Deep Think ความสามารถด้านเหตุผลขั้นสูงโดยเฉพาะในการคำนวณคณิตศาสตร์และการเขียนโค้ดที่ซับซ้อน ซึ่งแม้จะใช้เวลาประมวลผลนานขึ้น แต่ให้คำตอบแม่นยำและมีโครงสร้างการคิดที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

 

Project Astra: ตัวอย่างแรกของผู้ช่วย AI ที่เข้าใจโลกจริง

 

หนึ่งในไฮไลต์ของ Google I/O ปีนี้คือ Project Astra – ผู้ช่วย AI แบบเรียลไทม์ที่เข้าใจเสียง ภาพ และสถานการณ์รอบตัว ด้วยการประมวลผลแบบมัลติโมดัล สามารถมองเห็นผ่านกล้อง เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น สื่อสารแบบทันที และตอบสนองอย่างชาญฉลาด

 

หาก Gemini เปรียบได้กับ สมอง ของ AI สากล Astra ก็คือดวงตาและหู สะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้ช่วย AI ที่สามารถ “เห็น-ฟัง-คิด-ตอบสนอง” ได้เหมือนมนุษย์

 

Jules และ Mariner: Agent ที่ทำแทนคุณจริงๆ

 

นอกจากนี้ Google ยังเปิดเผยความคืบหน้าของ agent อื่นๆ เช่น

 

  • Jules: AI สำหรับเขียนโค้ดแบบอัตโนมัติ (autonomous coding)
  • Project Mariner: ระบบตัวแทนอัจฉริยะในเบราว์เซอร์ ที่สามารถทำงานพร้อมกันได้ถึง 10 อย่าง เช่น ค้นคว้า จองโรงแรม สั่งสินค้า – โดยไม่ต้องสลับแท็บหรือควบคุมเอง

 

นี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้ AI ไม่ใช่แค่ “ช่วย” แต่เริ่ม “ทำแทน” ได้อย่างแท้จริง

 

การแข่งขันสู่ AGI: เดิมพันอนาคตมนุษยชาติ

 

การแข่งขันเพื่อสร้าง ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) ไม่ใช่แค่แนวคิดในห้องแล็บอีกต่อไป แต่กลายเป็นเป้าหมายหลักของผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก

 

Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI กล่าวชัดว่า “เราเริ่ม OpenAI เพราะเชื่อว่า AGI เป็นไปได้ และอาจกลายเป็นเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์”

 

หนึ่งในโครงการที่มีความทะเยอทะยานที่สุดคือ Stargate – ความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์ มูลค่ารวมกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีผู้ร่วมลงทุนคือ OpenAI, SoftBank, Oracle และ MGX จากอาบูดาบี เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลขั้นสูงในสหรัฐฯ

 

แม้ AGI ยังอยู่ห่างไกล แต่เส้นทางได้เริ่มต้นแล้ว พร้อมด้วยเงินลงทุนมหาศาล งานวิจัยที่ก้าวกระโดด และการแข่งขันที่ดุเดือด โลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านทางสังคมครั้งใหญ่ ที่อาจลึกซึ้งยิ่งกว่าทุกยุคที่ผ่านมา

 

Demis Hassabis กล่าวทิ้งท้ายว่า “เรากำลังสร้าง AI ที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น เชิงรุกมากขึ้น และทรงพลังมากขึ้น เพื่อเร่งการค้นพบใหม่ๆ และนำพาเราเข้าสู่ยุคทองแห่งวิทยาการ”

The post Google ประกาศ ‘โมเดลโลก’ สู่ AGI ผู้ช่วย AI ที่เหมือนมนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
น่าเสียดายที่แม้ Google จะมี ‘AI ที่ยอดเยี่ยม’ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับปล่อยให้ Microsoft ชิงตัดหน้า จนต้องเผชิญ Kodak Moment https://thestandard.co/google-microsoft-kodak-moment/ Thu, 27 Apr 2023 02:28:43 +0000 https://thestandard.co/?p=782004 Google Kodak Moment

Cyrus Mewawalla นักยุทธศาสตร์ และหัวหน้าหน่วย Thematic […]

The post น่าเสียดายที่แม้ Google จะมี ‘AI ที่ยอดเยี่ยม’ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับปล่อยให้ Microsoft ชิงตัดหน้า จนต้องเผชิญ Kodak Moment appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google Kodak Moment

Cyrus Mewawalla นักยุทธศาสตร์ และหัวหน้าหน่วย Thematic Intelligence ของ GlobalData แสดงความเห็นผ่าน CNBC ว่า ปี 2022 ที่ผ่านมา Search Engine ยักษ์ใหญ่ชั้นนำของสหรัฐฯ อย่าง Google ได้เผชิญกับ Kodak Moment ในด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หลังปล่อยให้ Microsoft คู่แข่งแซงหน้าขึ้นนำไปได้

 

ทั้งนี้ Kodak Moment เป็นวลีที่ใช้อธิบายถึงการไม่สามารถคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตได้ โดยอ้างอิงถึงบริษัทกล้อง Eastman Kodak Company ซึ่งล้มเหลวในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล

 

Mewawalla ระบุว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ถือเป็นธีมใหญ่ของปี 2023 และ “Microsoft ได้แย่งความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมจาก Google” ด้วยการลงทุนใน OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่เบื้องหลัง ChatGPT ทำให้ปัจจุบัน Microsoft กำลังชนะการแข่งขันด้าน AI

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ในความเป็นจริงแล้ว Alphabet บริษัทแม่ของ Google ได้ลงทุนใน AI มาหลายปีแล้ว บริษัทได้ซื้อ DeepMind บริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI ของอังกฤษ ในปี 2014 เพื่อเพิ่มพูนความพยายามด้วยเทคโนโลยีนี้

 

ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Alphabet ได้รวมทีม Brain Research ของ Google เข้ากับ DeepMind เพื่อเร่งความพยายามในการมุ่งพัฒนา AI ให้มากขึ้น

 

Mewawalla กล่าวว่า น่าเสียดายที่แม้ Google จะมี ‘AI ที่ยอดเยี่ยม’ และมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับปล่อยให้ Microsoft ชิงตัดหน้าไปอย่างน่าเสียดาย โดยเปรียบเทียบการกระทำของ Google ว่าเป็น Kodak Moment ซึ่งเป็นการอธิบายความล้มเหลวของ Kodak ที่เกิดจากการมีผลิตภัณฑ์ชั้นนำแต่กลับเก็บไว้บนหิ้งเฉยๆ เพราะกลัวว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะกระทบกับธุรกิจหลัก จนกลายเป็นข้อจำกัดที่ Kodak ไม่อาจไปต่อได้

 

นักกลยุทธ์รายนี้ชี้ว่า ขณะนี้ธุรกิจหลักของ Google กำลังถูกคุกคามเพราะการมัวแต่ชะล่าใจ โดยความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับนักวิเคราะห์อีกหลายสำนักที่มองว่า แม้ Google จะมีเทคโนโลยี AI ที่แข็งแกร่ง แต่ก็ยังไม่สามารถนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในผลิตภัณฑ์ได้เร็วพอเหมือนที่ Microsoft ทำ

 

อ้างอิง:

The post น่าเสียดายที่แม้ Google จะมี ‘AI ที่ยอดเยี่ยม’ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับปล่อยให้ Microsoft ชิงตัดหน้า จนต้องเผชิญ Kodak Moment appeared first on THE STANDARD.

]]>
DeepMind ประสบความสำเร็จในการทำนายโครงสร้าง 3 มิติของโปรตีนกว่า 200 ล้านชนิด พร้อมเปิดฐานข้อมูลให้คนทั่วโลกเข้าถึงฟรี https://thestandard.co/deepmind-2/ Fri, 19 Aug 2022 08:05:37 +0000 https://thestandard.co/?p=669051 DeepMind

DeepMind บริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในเครือของ Google […]

The post DeepMind ประสบความสำเร็จในการทำนายโครงสร้าง 3 มิติของโปรตีนกว่า 200 ล้านชนิด พร้อมเปิดฐานข้อมูลให้คนทั่วโลกเข้าถึงฟรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
DeepMind

DeepMind บริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในเครือของ Google ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยี AI ทำนายโครงสร้าง 3 มิติของโปรตีนแทบทุกชนิดที่แวดวงวิทยาศาสตร์เคยรู้จักมา ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่จะปูทางสู่การพัฒนายารักษาโรค ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะช่วยรับมือกับวิกฤตการณ์ที่มีความท้าทายในระดับโลก เช่น ปัญหาความอดอยาก หรือมลภาวะ

 

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 DeepMind เคยออกมาประกาศว่า ทางบริษัทได้พัฒนาโปรแกรมที่มีชื่อว่า AlphaFold ซึ่งสามารถใช้อัลกอริทึมทำนายโครงสร้างโปรตีนในรูปแบบ 3 มิติได้อย่างรวดเร็ว และนับตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน AlphaFold ก็ประสบความสำเร็จในการทำนายโครงสร้างโปรตีนแล้วกว่า 200 ล้านชนิด อีกทั้งยังเปิดฐานข้อมูลให้ทุกคนทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้ฟรีอีกด้วยทาง https://alphafold.ebi.ac.uk/ 

 

ทั้งนี้ โปรตีนถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสิ่งมีชีวิต โดยโครงสร้างของโปรตีนประกอบด้วยกรดอะมิโนจำนวนมากที่เชื่อมต่อกันด้วยพันธะเปปไทด์ ที่ผ่านมานั้น นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะไขความลับว่า ห่วงโซ่กรดอะมิโนของโปรตีนแต่ละชนิดขดม้วนพับตัวเป็นโครงสร้าง 3 มิติได้อย่างไร เพราะการทราบถึงโครงสร้างเฉพาะตัวของโปรตีนแต่ละชนิด ตลอดจนปฏิกิริยาของโมเลกุลต่างๆ ในโปรตีน จะช่วยให้นักวิจัยสามารถออกแบบแอนติบอดีหรือยารักษาโรคใหม่ๆ ที่จำเพาะต่อโรคร้ายในมนุษย์ได้มากขึ้น 

 

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาช่วยเร่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ โดยในอดีตการที่จะกำหนดโครงสร้าง 3 มิติของโปรตีนต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี แต่ AlphaFold สามารถประมวลผลได้โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น

 

เดมิส ฮาสซาบิส ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของ DeepMind กล่าวว่า ฐานข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมการทำนายโครงสร้างโปรตีนเกือบทุกชนิด ทั้งในพืช แบคทีเรีย สัตว์ และสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีของ AlphaFold ที่จะได้เข้าไปมีบทบาทแก้ไขความท้าทายที่สำคัญ เช่น ประเด็นความยั่งยืน ความไม่มั่นคงทางอาหาร และโรคภัยไข้เจ็บที่อาจถูกละเลยไป

 

ข้อมูลดังกล่าวนับว่ามีประโยชน์กับวงการวิทยาศาสตร์อย่างมหาศาล โดยปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้การทำนายโครงสร้างโปรตีนของ AlphaFold บางส่วนเพื่อช่วยในการพัฒนายาชนิดใหม่แล้ว โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คณะนักวิจัยนำโดย ศ.แมทธิว ฮิกกินส์ แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประกาศว่า พวกเขาได้ใช้แบบจำลองของ AlphaFold เพื่อช่วยกำหนดโครงสร้างของโปรตีนปรสิตมาลาเรีย เพื่อศึกษาแอนติบอดีที่ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของปรสิตดังกล่าว และจะนำข้อมูลส่วนนี้ไปต่อยอดพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพสูงด้วย 

 

ภาพ: DeepMind

อ้างอิง:

The post DeepMind ประสบความสำเร็จในการทำนายโครงสร้าง 3 มิติของโปรตีนกว่า 200 ล้านชนิด พร้อมเปิดฐานข้อมูลให้คนทั่วโลกเข้าถึงฟรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เจาะลึก 3 การค้นพบทางฟิสิกส์ 2020 ที่ต้องรู้ I THE STANDARD Daily x QTFT 23 ธันวาคม 2563 https://thestandard.co/thestandarddaily231263/ Thu, 24 Dec 2020 01:11:34 +0000 https://thestandard.co/?p=435297 เจาะลึก 3 การค้นพบทางฟิสิกส์ 2020 ที่ต้องรู้ I THE STANDARD Daily x QTFT

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 23 ธันวาคม 2563  เว […]

The post ชมคลิป: เจาะลึก 3 การค้นพบทางฟิสิกส์ 2020 ที่ต้องรู้ I THE STANDARD Daily x QTFT 23 ธันวาคม 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึก 3 การค้นพบทางฟิสิกส์ 2020 ที่ต้องรู้ I THE STANDARD Daily x QTFT

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 23 ธันวาคม 2563  เวลา 19.00 น.

 

  • 3 การค้นพบทางฟิสิกส์ 2020 ที่ต้องรู้ I THE STANDARD Daily x QTFT
  • ในความรู้สึก แม้การระบาดของโควิด-19 จะทำให้ปี 2020 เหมือนเป็นปีที่สูญเปล่า แต่แท้จริงแล้วมีความเคลื่อนไหว ในแวดวงวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะฟิสิกส์ ที่ส่งผลต่อทิศทางของมนุษยชาติเกิดขึ้นมากมายเหมือนเช่นทุกปี
  • ตัวอย่างเช่น การค้นพบเทคนิคการสร้างตัวนำยิ่งยวดที่อุณหภูมิห้องสำเร็จ (Room-temperature Superconductor) เป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งเป็นเทคนิคสำคัญที่จะช่วยต่อยอดได้อีกมาก เช่น การพัฒนารถไฟฟ้าพลังงานแม่เหล็ก หรือ แม็กเลฟ ให้เป็นที่แพร่หลาย
  • หรือจะเป็น DeepMind กับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถทำนายโครงสร้างของโปรตีน ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถทำนายกระบวนการทำงานของโปรตีนได้อย่างรวดเร็วขึ้น ด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกลง และผลของมันก็จะทำให้เราสามารถพัฒนายาสำหรับต่อกรกับโรคร้ายได้เร็วขึ้น
  • และความสำเร็จระดับโลกของจีนที่สามารถพัฒนาซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในระดับ Quantum Advantage ที่เหนือกว่า Quantum Supremacy ที่พัฒนาโดย Google จากสหรัฐฯ ไปได้ ซึ่งนอกจากจะน่าจับตาเทคโนโลยีในอนาคตที่เกิดขึ้นจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์อัจฉริยะตัวนี้ รวมไปถึงตอกย้ำภาพของการแข่งขันชิงความเป็นหนึ่งของชาติมหาอำนาจด้วย
  • อธิบายแบบเจาะลึกเข้าใจง่ายกับ จิรวัฒน์ ตั้งปณิธานนท์ ผู้ก่อตั้ง QTFT (Quantum Technology Foundation of Thailand) ในรายการ THE STANDARD Daily x QTFT ทาง Live ของ THE STANDARD ทั้งเฟซบุ๊กและยูทูบ เวลา 19.00 น.

 

สามารถติดตาม THE STANDARD Daily ได้เป็นประจำทุกวันจันทร์-พฤหัส เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป ที่ Facebook Live และ Youtube Live ของ thestandardth

The post ชมคลิป: เจาะลึก 3 การค้นพบทางฟิสิกส์ 2020 ที่ต้องรู้ I THE STANDARD Daily x QTFT 23 ธันวาคม 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
DeepMind แอปพลิเคชันตรวจหาความเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน https://thestandard.co/deepmind/ Fri, 16 Aug 2019 09:48:42 +0000 https://thestandard.co/?p=279335 DeepMind

ปัจจุบันโลกของเทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทและผสมผสานกับก […]

The post DeepMind แอปพลิเคชันตรวจหาความเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
DeepMind

ปัจจุบันโลกของเทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทและผสมผสานกับกระบวนการของร่างกายมากขึ้น และบริษัทเทคดูจะไม่หยุดยั้งการทำความเข้าใจระบบอนาโตมีของมนุษย์ และเชื่อมโยงสองสิ่งนี้ขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน 

 

ไม่นานมานี้ DeepMind บริษัทย่อยของ Google ได้เปิดตัว Streams ระบบการแจ้งเตือนอาการผิดปกติทางไตของผู้ป่วยในโรงพยาบาล ซึ่งพวกเขาพัฒนาร่วมกับ United States Department of Veterans Affairs ด้วยอัลกอริทึมที่ใช้ตรวจหาอาการไตวายเฉียบพลัน ทำให้แพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยได้เร็วขึ้น 

 

DeepMind

 

พวกเขาได้ทำการทดสอบแอปพลิเคชัน โดยเมื่อผลการทดสอบเลือดของผู้ป่วยพบว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยง แพทย์และพยาบาลจะได้รับสัญญาณแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชันในเวลาเฉลี่ย 14 นาที ซึ่งทำให้ใช้เวลาน้อยลงจากการตรวจแบบปกติซึ่งต้องใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง ผลการทดสอบแอปพลิเคชันที่โรงพยาบาลพบว่าอัตราการตรวจหาอาการไตวายเฉียบพลันคลาดเคลื่อนในผู้ป่วยลดลงเหลือ 3% จากปกติ 12%   

 

นอกจากนั้นแอปฯ นี้ยังวัดระดับความสูงของ Creatinine ซึ่งเป็นของเสียในเลือดของผู้ป่วยและมักถูกกรองออกโดยไต และจะส่งข้อมูลเลือดที่ช่วยในการรักษาป่วยแก่แพทย์อย่างรวดเร็ว

 

DeepMind

Photo: Deepmind

 

University College London ยังได้วิเคราะห์การแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยขั้นร้ายแรงจำนวนถึง 12,000 ครั้ง โดยพบว่าอัตราการฟื้นตัวในผู้ป่วยไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่การตรวจหาอาการไตวายมีการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

อาการไตวายเฉียบพลันนั้นเกิดขึ้นได้จากการมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรงและมีอาการป่วยจากการติดเชื้อ โดยมักเกิดขึ้นในผู้สูงอายุ และหากรักษาโรคนี้ไม่เร็วเพียงพอ เชื้อโรคอาจลามไปยังอวัยวะอื่นๆ ได้

 

เทคโนโลยียังก้าวอีกไกลแบบนี้ เราได้แต่หวังว่าสักวันจะมีเครื่องมือล้ำๆ ที่ช่วยทำให้ไม่เจ็บป่วยก็คงดี

 

อ่านเรื่อง วัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน ความหวังใหม่ของผู้ป่วยมะเร็งสมอง ได้ที่นี่

 

ภาพ: DeepMind

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post DeepMind แอปพลิเคชันตรวจหาความเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทคโนโลยี 2017 คือปีแห่งการจับต้องได้ เมื่อ ‘รถยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ สังคมไร้เงินสด’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว https://thestandard.co/2017-the-year-of-touchable-technology/ https://thestandard.co/2017-the-year-of-touchable-technology/#respond Fri, 08 Dec 2017 05:26:19 +0000 https://thestandard.co/?p=53740

บ่อยครั้งที่ความก้าวหน้าหรือข่าวเทคโนโลยีมักถูกมองให้ไก […]

The post เทคโนโลยี 2017 คือปีแห่งการจับต้องได้ เมื่อ ‘รถยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ สังคมไร้เงินสด’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

บ่อยครั้งที่ความก้าวหน้าหรือข่าวเทคโนโลยีมักถูกมองให้ไกลตัว เนื่องจากเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่สำหรับเหตุการณ์ในวงการเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นนับเฉพาะปี 2017 นี้ถือว่าผิดคาด เพราะหลายๆ เหตุการณ์ทำให้เราได้เห็นว่านวัตกรรมสุดล้ำเหล่านี้แนบชิดกับเรามากเพียงใด

 

THE STANDARD รวบรวมเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวสำคัญๆ ของวงการเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี 2017 ซึ่งเรายกให้เป็นปีแห่งการ ‘จับต้องได้’

 

Photo: Tesla

 

เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกลงและหลากหลายขึ้น

ปี 2017 ความฝันการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า (EV: Electric Vehicle) ดูจะไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริงอีกต่อไปแล้ว เมื่อผู้ผลิตรถยนต์ออกมาเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก

 

เริ่มกันที่ Tesla สร้างความฮือฮาให้กับวงการยานยนต์ทั่วโลกครั้งใหญ่ตั้งแต่กลางปี เมื่อประกาศเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ 3 ในตระกูลอย่าง ‘Tesla Model 3’ รถยนต์ซีดาน 5 ที่นั่งสมรรถนะสูง ที่หั่นราคาให้ถูกลงจากรุ่นก่อนๆ เกือบเท่าตัว สนนราคาเริ่มต้นที่ 35,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.2 ล้านบาทเท่านั้น

 

Photo: Tesla

 

ปลายปี Tesla เคลื่อนไหวอีกครั้ง ประกาศเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารวดเดียว 2 คัน ได้แก่ รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า ‘Tesla Semi’ ที่วิ่งได้ไกลกว่า 482-805 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง ซึ่งทันทีที่เปิดให้สั่งจอง Tesla Semi ก็ได้รับออร์เดอร์ท่วมท้นจากทั้ง Walmart, บริษัทขนส่ง J.B.Hunt, บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ Anheuser-Busch และ Loblaw สโตร์ขายของชำในแคนาดา

 

Photo: Tesla

 

ส่วนอีกคันเป็นรถพลังงานไฟฟ้าสปอร์ตสุดหรู 4 ที่นั่ง ‘Tesla Roadster’ ที่ทำอัตราเร่งจาก 0-96 กิโลเมตร ได้ในระยะเวลาแค่ 1.9 วินาที เร็วแรงกว่า Model 3 เกือบ 3 เท่าตัว! โดย Tesla ตั้งเป้าว่าจะนำ Roadster ออกจำหน่ายในปี 2020 สนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2 แสนเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6.5 ล้านบาท

 

 

ข้ามมาที่ Nissan ค่ายผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นกันบ้าง หลังผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ‘Nissan Leaf’ รุ่นแรกให้ผู้คนทั่วโลกได้ใช้งานกันตั้งแต่ปี 2010 ผ่านมา 7 ปี Nissan ก็ได้ฤกษ์ปรับโฉมรถยนต์ของพวกเขาครั้งใหม่

 

ปีนี้ Nissan เปิดตัว Nissan Leaf เจน 2 ที่วิ่งได้ไกลกว่า 400 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง มากกว่ารุ่นก่อนถึงเกือบเท่าตัว พร้อมกันนี้ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จํากัด ก็ได้นำ Nissan Leaf เจน 2 มาเปิดตัวในงาน Motor Expo เช่นกัน และแย้มว่าเร็วๆ นี้คนไทยอาจจะได้เป็นเจ้าของรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุดนี้ในราคาที่จับต้องได้แน่นอน

 

ยานยนต์ไฟฟ้าจึงไม่ได้เป็นนวัตกรรมไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป แม้การนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อบวกลบภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วจะยังมีราคาสูงลิ่วอยู่ก็ตาม แต่ก็ถือเป็นการส่งสัญญาณให้ค่ายรถยนต์เจ้าอื่นๆ หน่วยงานเอกชน ตลอดจนรัฐบาลไทยเห็นถึงความเป็นไปได้ในการปรับโครงสร้างตลาดรถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นมิตรกับผู้บริโภคมากขึ้น

 

เพราะอย่าลืมว่าหลายประเทศ เช่น จีน, อินเดีย, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส และสกอตแลนด์ ต่างก็ออกมาประกาศจุดยืนในการสนับสนุนการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า และจะเริ่มนโยบายแบนการใช้งานรถยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิลในอีก 15-25 ปีข้างหน้า

 

Photo: Hyperloop One

 

อนาคตของการเดินทาง ‘แท็กซี่บินได้ ไฮเปอร์ลูป และจรวดขนส่งเชิงพาณิชย์’

ปี 2017 เราได้เห็นความก้าวหน้าของผู้พัฒนาเทคโนโลยีการขนส่งและการคมนาคมรูปแบบใหม่ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก

 

แท็กซี่บินได้ หรือบริการยานพาหนะบินได้ คือหนึ่งในความก้าวหน้าและอนาคตของวงการคมนาคมอย่างแท้จริง โดยตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา Lilium บริษัทสตาร์ทอัพในเยอรมนีได้พัฒนาเครื่องบินเจ็ตลำเล็กขนาด 2 ที่นั่งตัวต้นแบบบริการยานพาหนะบินได้ และประสบความสำเร็จในการทดสอบบิน

 

Photo: Lilium

 

หลังจากนั้น Lilium ได้เดินหน้าพัฒนาเครื่องบินของพวกเขาเป็นขนาด 5 ที่นั่ง ก่อนที่จะได้รับการระดมทุนเพิ่ม 90 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนกันยายนที่ผ่านมา (Tencent บริษัทจากจีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่) โดยตั้งเป้าจะพัฒนาเครื่องบินรับส่งผู้โดยสารที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ไฟฟ้าลำนี้ให้ใช้ได้จริงในอนาคต

 

ด้าน ‘Voom’ ธุรกิจบริการรับ-ส่งผู้โดยสารด้วยเฮลิคอปเตอร์ก็เปิดให้บริการแล้วในเมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 

Photo: Uber

 

Uber ก็ได้เซ็นสัญญาร่วมกับ Airspace Management และ NASA แล้ว ก่อนเตรียมให้บริการ UberAIR ในปี 2020 ที่จะถึงนี้

 

สำหรับไฮเปอร์ลูป (Hyperloop) หรือเทคโนโลยีการขนส่งความเร็วสูงผ่านท่อแรงดันสุญญากาศที่เคยเป็นแค่แนวคิดต้นแบบของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) นวัตกรมากความสามารถ มาในปีนี้เราได้เห็นความเป็นไปได้ของการเดินทางด้วยไฮเปอร์ลูปมากขึ้น

 

อย่างโครงการ Hyperloop One ที่ทดสอบวิ่งด้วยยานพ็อด ‘XP-1’ แบบไร้ปัญหาก็ทำความเร็วได้สูงสุดถึง 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยทางผู้พัฒนาเตรียมจะเข้าไปพูดคุยกับหน่วยงานรัฐในหลายๆ ประเทศเพื่อหารือความเป็นไปได้ในการร่วมงานกัน

 

นอกจากนี้ HTT (Hyperloop Transportation Technologies) โครงการไฮเปอร์ลูปอีกแห่งจากสหรัฐฯ ก็บรรลุข้อตกลงร่วมกับประเทศอินเดียในการสร้างรางไฮเปอร์ลูปเชื่อมต่อเมืองวิเจยาวารา (Vijayawada) ไปยังเมืองอมรวดี (Amaravati) ระยะทาง 43.5 กิโลเมตร ที่จะช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางจาก 1 ชั่วโมงเหลือเพียงแค่ 6 นาที

 

 

ฝั่ง SpaceX ผู้พัฒนาจรวดภายใต้การบริหารของมัสก์ก็ไม่น้อยหน้า หลังให้ Falcon 9 เดินหน้าปฏิบัติภารกิจและกลับคืนสู่ผืนโลกเพื่อปรับปรุงการใช้งานครั้งแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งเดือนกันยายน อีลอน มัสก์ ก็เปิดตัวโครงการเดินทางด้วยจรวดเชิงพาณิชย์ หรือ BFR (Big F***ing Rocket) ที่ทำความเร็วได้สูงสุด 27,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้บริการเดินทางระหว่างเมืองสู่เมืองทั่วโลกในระยะเวลาระหว่าง 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง และในราคาที่ไม่หนีจากการเดินทางด้วยเครื่องบินมากนัก (ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดการเปิดให้บริการที่แน่ชัดออกมา)

 

 

‘แรนซัมแวร์ WannaCry และ Petya’ เมื่อไวรัสคอมพิวเตอร์ทำวงการธุรกิจทั่วโลกอัมพาต!

หมดยุคแล้วสำหรับไวรัสมุ่งเป้าโจมตีคอมพิวเตอร์แบบขำๆ เพียงไม่กี่เครื่องเพื่อหวังโจรกรรมข้อมูลเล็กน้อย เพราะปี 2017 ที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ไวรัสเรียกค่าไถ่อย่างแรนซัมแวร์ระบาดหนัก จนสร้างความเสียหายให้กับหน่วยงานรัฐและเอกชนทั่วโลกอย่างเลือดเย็น

 

เริ่มต้นที่ไวรัส ‘WannaCry’ ที่ระบาดเมื่อเดือนพฤษภาคม สร้างความเสียหายในวงกว้างทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากไวรัสชนิดนี้เน้นเจาะไปที่คอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์เป็นหลัก และยังสามารถแทรกซึมระหว่างคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันในโครงข่ายเดียวกันได้ด้วย โดยจะเน้นล็อกระบบและปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานแลกกับการจ่ายเงินเรียกค่าไถ่

 

ให้หลังเพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น ไวรัสแรนซัมแวร์ชนิดเดียวกันอย่าง Petya ก็ออกระบาดอีกครั้ง (ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่าเป็นไวรัสชนิดใหม่ ไม่ใช่ Petya) คราวนี้สร้างความเสียหายไม่แพ้ครั้งก่อน หน่วยงานหลายแห่งได้รับความเดือดร้อนถ้วนหน้า ไม่ว่าจะบริษัทด้านพลังงาน สนามบิน ธนาคารกลาง และขนส่งสาธารณะในยูเครนและรัสเซียที่ชะงักตัวกลางคัน รวมถึง WPP บริษัทโฆษณารายใหญ่ในอังกฤษ เจ้าของบริษัทเอเจนซี JWT, Ogilvy & Mather, Young & Rubicam และ Grey และบริษัทธุรกิจรายอื่นๆ ทั่วโลกที่ต้องสั่งหยุดงานองค์กรชั่วคราว

 

ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ริชาร์ด คลาร์ก (Richard Clarke) ที่ปรึกษาด้านการจัดการความเสี่ยงและความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ได้เดินทางมาแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘Cyber Security: Challenges and Opportunities in the Digital Economy’ ที่ประเทศไทย โดยบอกว่า ปัจจุบันผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำน้อยคนจะตระหนักถึงภัยคุกคามโลกไซเบอร์ เพราะเชื่อว่าแทบไม่มีโอกาสเกิดขึ้นกับตน และไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่โต

 

 

นอกจากนี้ริชาร์ดยังกล่าวอีกด้วยว่า ประเทศไทยควรจะผลิตบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านความมั่นคงในโลกไซเบอร์ขึ้นมา เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยร้ายเหล่านั้นที่อาจเกิดขึ้นซ้ำรอยในอนาคต (อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่)

 

เหตุการณ์ไวรัสเรียกค่าไถ่ในปีนี้จึงเป็นอีกหลักฐานที่ช่วยยืนยันว่าภัยไซเบอร์เป็นอันตรายที่อยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด ใครๆ ก็มีสิทธิ์ตกเป็นเหยื่อได้ไม่เว้นแม้แต่โรงพยาบาล หรือโรงเรียนอนุบาล

 

 

Galaxy Note และ Nokia 3310 คืนชีพในปีเดียวกับการฉลองครบรอบ 10 ปี iPhone

ปีนี้วงการโทรศัพท์มือถือและค่ายผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั่วโลกก็กลับมาแข่งขันกันดุเดือดอีกเช่นเคย

 

 

Samsung กลับมาทวงบัลลังก์เจ้าตลาดโทรศัพท์มือถืออีกครั้งด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนจอโค้งมน Samsung Galaxy S8 เมื่อเดือนเมษายน ตามมาด้วย Samsung Galaxy Note 8 ในเดือนสิงหาคมกับสมาร์ทโฟนกล้องเลนส์คู่พร้อมปากกาที่ครั้งนี้เคลมว่าไม่มีปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ระเบิดแน่นอน!

 

Photo: Nokia

 

Nokia ภายใต้การบริหารโดยบริษัท HMD Global ก็กลับมาลุยตลาดมือถืออีกครั้ง หลังระเห็จออกจากวงการไปพักใหญ่กับไมโครซอฟท์ โดยครั้งนี้โนเกียหยิบเอามือถือรุ่นเก่าเวอร์ชันจับปัดฝุ่นปรับปรุงใหม่ ‘Nokia 3310’ มาจำหน่ายอีกครั้ง และเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนวางจำหน่ายรุ่นรองรับสัญญาณ 3G เพิ่มเมื่อเดือนตุลาคม

 

 

Huawei แบรนด์โทรศัพท์มือถือจากจีนก็ประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ได้อีกคำรบ เมื่อบริษัท Counterpoint Research เผยว่า พวกเขาทำยอดขายผลิตภัณฑ์เดือนมิถุนายนและกรกฎาคมปีนี้แซงหน้า Apple ขึ้นเป็นแบรนด์มือถืออันดับ 2 ต่อจาก Samsung ได้สำเร็จ โดยในปีนี้ Huawei ยังเปิดตัว P10 และ Mate10 ที่เพียบพร้อมด้วยชิปประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ออกมาอีกด้วย

 

ฝั่ง Oppo แบรนด์คู่แข่งโดยตรงของ Huawei จากจีนก็เปิดตัวสมาร์ทโฟนที่เคลมว่ากล้องหน้าทำงานคู่กับปัญญาประดิษฐ์ พร้อมระบบปลดล็อกด้วยใบหน้าในราคาที่จับต้องได้ โดยที่แบรนด์ฝั่งไทยยังได้ดึงตัว ณเดชน์ คูกิมิยะ นักแสดงชื่อดังมาร่วมโปรโมตอีกด้วย

 

Photo: Google

 

ด้าน Google ก็เปิดตัว Pixel 2 สมาร์ทโฟนไร้ซิมเมื่อเดือนตุลาคม พร้อมๆ กับ Pixel Buds หูฟังผู้ช่วยแปลภาษาสุดอัจฉริยะที่พร้อมฟังแล้วแปลภาษาได้ครอบคลุมกว่า 40 ภาษาทันที

 

แต่ไฮไลต์เด่นสุดในปีนี้ที่แย่งซีนแบรนด์อื่นๆ ชนิดกลบสนิทไม้เว้นแม้แต่สมาร์ทโฟนแบรนด์ตัวเองที่ปล่อยออกมาไล่เลี่ยกันอย่าง iPhone 8 คือ iPhone X จากค่าย Apple สมาร์ทโฟนรุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 10 ปี iPhone ที่เปิดตัวเมื่อเดือนกันยายน พร้อมกับการตัดปุ่มโฮมออก แล้วดีไซน์หน้าจอเครื่องแบบใหม่หมดจดเป็นหน้าจอไร้ขอบขนาด 5.8 นิ้ว เสริมทัพด้วยฟีเจอร์ Face ID ตรวจจับและปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้า กล้องหลังแนวตั้งเลนส์คู่ที่ความคมชัดขนาด 12 ล้านพิกเซล และลูกเล่นการรองรับเทคโนโลยี AR, VR เต็มรูปแบบ รวมถึง Animoji ที่ใครเห็นเป็นต้องหลงรัก

 

ผู้สันทัดกรณีในวงการโทรศัพท์มือถือหลายรายเชื่อว่าการปลดล็อกด้วยการสแกนใบหน้าจะกลายเป็นรูปแบบไบโอเมตริก (Biometric) ที่ผู้พัฒนามือถือทั่วโลกนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ของตนเองมากขึ้น แม้ก่อนหน้านี้บางเจ้าจะเคยใช้เทคโนโลยีนี้อยู่แล้วแต่อาจจะไม่เป็นที่นิยมก็ตาม

 

เชื่อว่าปี 2018 ค่ายผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอย่าง Samsung, Huawei, Oppo และ Xiaomi อาจพิจารณานำเทคโนโลยีการปลดล็อกด้วยใบหน้าใส่ลงไปในสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงรุ่นใหม่ๆ ของพวกเขามากขึ้น

 

 

ในวันที่ประเทศไทยกำลังกลายเป็นสังคมไร้เงินสด (Cashless Society)

สังคมไร้เงินสดในเมืองไทยใกล้เข้ามาทุกขณะ เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดตัว ‘Standard QR Code’ หรือ QR Code มาตรฐานกลางที่ใช้ในการทำธุรกรรมจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการต่างๆ โดยผูกเข้ากับพร้อมเพย์ (PromptPay) อีกทอดหนึ่งเพื่อก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด

 

นำร่องด้วย 5 ธนาคารชั้นนำอย่างธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารออมสิน ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินขั้นพื้นฐานของ Sandbox ทั้ง 5 ธนาคารไทยนี้สามารถทำ QR Code ให้กับผู้ใช้บัญชีของตนได้อย่างอิสระทั่วประเทศ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ช่วงนี้เราจะได้เห็นธนาคารแต่ละแห่งแข่งกันดุเดือดเพื่อช่วงชิงพื้นที่ในตลาด QR Code เป็นพิเศษ รวมทั้งยังผนึกกำลังการสร้าง awareness ความรับรู้ในการใช้งาน QR Code ในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง

 

ตอนนี้วินมอเตอร์ไซค์และแม่ค้า-พ่อค้าขายข้าวแกงหลายเจ้าก็เริ่มมี QR Code เป็นของตัวเองแล้ว

 

 

อำนาจของปัญญาประดิษฐ์ และการโต้เถียงกันระหว่างซักเคอร์เบิร์กและมัสก์

ในปีนี้มีเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในแวดวงปัญญาประดิษฐ์ (AI) พอสมควร

 

 

เริ่มด้วย ปัญญาประดิษฐ์ AlphaGo ของบริษัท DeepMind ที่ขยับเข้าใกล้ความเป็นอัจฉริยะเกมหมากล้อมเบอร์หนึ่งของโลกเข้าไปอีกขั้น หลังใช้ระยะเวลาแค่ 40 วันในการฝึกเล่นหมากล้อมด้วยตนเอง ก่อนเอาชนะ AlphaGo รุ่นเก่าๆ ที่เคยปราบเซียนโกะระดับโลกอย่าง เค่อเจี๋ย (Ke Jie) จากจีน และอีเซดอล (Lee Sedol) แบบราบคาบ

 

เท่ากับว่าปัญญาประดิษฐ์เซียนโกะรายนี้สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์อีกต่อไป!

 

แต่ที่ฮือฮาระดับโลกต้องยกให้กับซาอุดีอาระเบีย ที่เขย่าวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้สั่นคลอนครั้งใหญ่ เมื่อประกาศมอบสถานะพลเมืองให้กับ ‘หุ่นยนต์’ เป็นประเทศแรกของโลก

 

Photo: Hanson Robotics

 

โซเฟีย (Sophia) หุ่นยนต์รูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายมนุษย์ ผลงานการประดิษฐ์ของเดวิด แฮนสัน (David Hanson) ในนามบริษัท Hanson Robotics กลายเป็นจักรกลตัวแรกของโลกที่ได้รับสถานะพลเมืองจากประเทศซาอุดีอาระเบียภายในงาน Future Investment Initiative

 

จักรกลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ตัวนี้กล่าวภายในงานว่า “ฉันอยากจะขอบคุณจักรพรรดิของซาอุดีอาระเบียมากๆ ฉันรู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจมากๆ กับความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง”

 

ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ทำให้หลายฝ่ายแสดงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด นำโดย อีลอน มัสก์ ที่ออกมาพูดกลางปีว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จำเป็นจะต้องถูกควบคุมโดยเร็ว เพราะพวกมันอาจเป็นภัยคุกคามต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ในอนาคต

 

“ปัญญาประดิษฐ์ถือเป็นกรณีที่เราจำเป็นต้องรีบควบคุมสถานการณ์ทันที เพราะเมื่อใดที่มันเป็นประเด็นขึ้นมาก็สายเกินไปแล้ว และเป็นภัยเสี่ยงส่วนรวมของอารยธรรมมนุษย์” (อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่)

 

สาเหตุที่มัสก์ถูกจักรกลปัญญาประดิษฐ์พูดถึง และลากไปเชื่อมโยงในประเด็นท่ี่เกี่ยวข้องกับ AI อยู่เสมอๆ ก็เพราะว่าตัวเขาเป็นคนในวงการเทคโนโลยีที่เลือกยืนอยู่ในฝั่งที่ไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แบบไร้การควบคุมและเชื่อว่ามันอาจเป็นกุญแจนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3

 

สอดคล้องกับความเห็นของวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซียที่เคยออกมาบอกว่า หากใครเป็นผู้นำวิทยาการปัญญาประดิษฐ์ก็อาจจะไร้เทียมทานถึงขั้นครองโลกนี้ได้เลย

 

อย่างไรก็ดี ครั้งหนึ่งสองผู้นำในวงการไอทีอย่างมัสก์และมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook ก็เคยออกมาปะทะคารมกันเองในประเด็นการให้ความสำคัญต่อปัญญาประดิษฐ์ เนื่องจากซักเคอร์เบิร์กเชื่อว่าการทวนกระแสไม่ยอมพัฒนา AI ถือเป็นเรื่องที่ขาดความรับผิดชอบ

 

ในที่สุดแล้วปัญญาประดิษฐ์จะถูกนิยามเป็นภัยคุกคามที่แฝงเข้ามาในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างแยบคาย หรือเป็นเพียงแค่ผู้ช่วยแสนรู้ใจของเราที่ช่วยจัดสรรให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น คงต้องปล่อยให้เวลาและวิทยาการเป็นผู้หาคำตอบ

The post เทคโนโลยี 2017 คือปีแห่งการจับต้องได้ เมื่อ ‘รถยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ สังคมไร้เงินสด’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/2017-the-year-of-touchable-technology/feed/ 0