De-Dollarization Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/de-dollarization/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 04 Jun 2026 05:27:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 แรงซื้อทองคำยังแน่น ไม่ยอมให้เข้าสู่ Bear Market https://thestandard.co/gold-price-bear-market-central-banks/ Thu, 04 Jun 2026 05:27:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1214452 กราฟราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเหนือระดับ 2,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

รู้หรือไม่ว่า หลังจากที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นทำระดับสูงสุดต […]

The post แรงซื้อทองคำยังแน่น ไม่ยอมให้เข้าสู่ Bear Market appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเหนือระดับ 2,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

รู้หรือไม่ว่า หลังจากที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นทำระดับสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) ที่ระดับ 5,596 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2026 แม้จะถูกเทขายทำกำไรอยู่เป็นระยะๆ แต่ยังไม่มีสัปดาห์ไหนเลยที่ราคาจะยอมปิดหลุดลงไปในโซน ‘Bear Market

 

ในโลกของการลงทุน ตัวเลข -20% จากระดับสูงสุด คือเกณฑ์ที่นักลงทุนทั่วโลกใช้เป็น ‘เส้นแบ่งเขตแดน’ ระหว่างการปรับฐานปกติ (Correction) กับการเข้าสู่สภาวะตลาดหมี (Bear Market) เมื่อสินทรัพย์ใดๆ ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดเดิมเกินกว่า -20% จะถือเป็นสัญญาณทางเทคนิคที่รุนแรง บ่งบอกถึงการเปลี่ยนโครงสร้างเทรนด์จากขาขึ้นไปสู่ขาลง และมักกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายตื่นตระหนก (Panic Selling) จากความเชื่อมั่นที่พังทลายลง

 

จุดวัดราคาทองคำที่จะเข้าสู่สภาวะตลาดหมี หรือ ‘Bear Market’ คือระดับที่ต่ำกว่าระดับ 4,476 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำเคยแวะเวียนลงไปมาแล้ว 4 ครั้ง ได้แก่

 

  • สัปดาห์ที่ 2 กุมภาพันธ์: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,404 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  • สัปดาห์ที่ 23 มีนาคม: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  • สัปดาห์ที่ 30 มีนาคม: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,420 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  • สัปดาห์ที่ 18 พฤษภาคม: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,454 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ล่าสุดเป็นครั้งที่ 5 ในสัปดาห์ที่ 25 พฤษภาคม ที่ราคาทองคำลงไปทำระดับต่ำกว่า 4,476 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งทำระดับต่ำสุดไว้ที่ 4,367 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ก็เป็นอีกครั้งที่มีแรงซื้อเข้ามามหาศาล จนดันราคาวิ่งกลับมาปิดสัปดาห์สูงถึง 4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยนอกจากแรงซื้อของนักลงทุนรายย่อยทั่วไปแล้ว ยังมีอีกหนึ่งผู้เล่นรายใหญ่ที่มีความเป็นได้สูงสุดในการเป็นผู้ช้อนซื้อ (Buy on dip) ในสถานการณ์เช่นนี้คือ ‘ธนาคารกลาง (Central banks)’ ซึ่งถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาดทองคำ และในไตรมาส 1/2026 ธนาคารกลางยังเดินหน้าสะสมอีก 244 ตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี

 

โดยเฉพาะธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่เปิดเผยว่าได้ทำการเร่งตุนทองคำเข้าทุนสำรองระหว่างประเทศ (International Reserves) ในช่วงการร่วงลงของราคา โดยในเดือนเมษายน PBOC ซื้อทองคำเพิ่มอีก 8.1 ตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเดือนตุลาคม 2025 จนถึง กุมภาพันธ์ 2026 มากถึง 8.67 เท่า และนับเป็นการสำรองทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน ส่งผลให้ปัจจุบัน PBOC ได้ถือครองทองคำรวมเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2,321.1 ตัน หรือ ประมาณ 9% ของทุนสำรองฯ ทั้งหมดเข้าไปแล้ว

 

การยืนหยัดเหนือแนวสำคัญที่ 4,476 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นบทพิสูจน์ถึงแรงซื้อหนุนหลังที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากการสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก ท่ามกลางกระแส De-dollarization โดยเฉพาะธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่มองเห็นคุณค่าของทองคำในฐานะทุนสำรองที่มั่นคงท่ามกลางความผันผวนของระบบการเงินโลก

 

อย่างไรก็ดี ระดับดังกล่าวจะสามารถเอาอยู่ได้ตลอดทั้งปี 2026 หรือไม่ ก็จะขึ้นอยู่กับทิศทางการดำเนินนโยบายของ Fed ที่ก้าวเข้าสู่ภายใต้การนำของ ‘Kevin Warsh’ ประธาน Fed คนใหม่ เพราะสิ่งที่สำคัญคือ Warsh จะต้องต้องรับมือกับทั้ง มรสุมเงินเฟ้อ และแรงกดดันทางการเมืองที่ต้องการให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ดังนั้น การประชุม Fed ในวันที่ 16-17 มิถุนายนนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งแรกว่าทองคำจะรักษาความแข็งแกร่งนี้ไว้ได้นานแค่ไหนภายใต้ทิศทางนโยบายการเงินใหม่

 

ภาพ: Shutterstock.AI Generator

The post แรงซื้อทองคำยังแน่น ไม่ยอมให้เข้าสู่ Bear Market appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารกลางทั่วโลกยืนยัน ลุยเก็บทองคำต่อในระยะยาว https://thestandard.co/central-banks-gold-long-term/ Thu, 09 Apr 2026 13:18:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1196470 ภาพกองทองคำแท่งและเหรียญทองคำ แสดงถึงการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก

ในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนและตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้ ธน […]

The post ธนาคารกลางทั่วโลกยืนยัน ลุยเก็บทองคำต่อในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกองทองคำแท่งและเหรียญทองคำ แสดงถึงการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก

ในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนและตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้ ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังส่งสัญญาณที่ชัดเจนร่วมกันอย่างหนึ่งว่า ทองคำไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือหัวใจหลักของยุทธศาสตร์ความมั่นคง

 

ข้อมูลล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์จาก ‘World Gold Council (WGC)’ สภาทองคำโลก รวมไปถึงผลสำรวจจาก ‘Central Banking Publications (CB)’ สถาบันวิจัยระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านธนาคารกลาง ที่จัดทำในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ยืนยันตรงกันว่า การสะสมทองคำครั้งนี้เป็นการเดินหน้าระยะยาวที่ยากจะย้อนกลับ ด้วยเหตุผลดังนี้

 

1. ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เหตุผลอันดับหนึ่งที่ไม่มีวันจบ

 

ผลสำรวจจาก CB ระบุชัดเจนว่า 70% ของธนาคารกลางทั่วโลก มองว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์คือความเสี่ยงอันดับ 1 ซึ่งพุ่งสูงขึ้นเท่าตัวจากระดับ 35% เมื่อปี 2025 ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ไม่แน่นอน เช่น สงครามอิหร่าน หรือข้อพิพาทเกาะกรีนแลนด์กับเดนมาร์ก เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ที่ไม่มีความเสี่ยงด้านคู่สัญญา (Counterparty Risk) ทำให้การเข้าซื้อธนาคารกลางทั่วโลกในเดือนกุมภาพันธ์ กลับขึ้นมาอยู่ที่ 27 ตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2025 ที่ระดับ 26 ตัน ตามการรายงานของ WGC

 

2. การสั่นคลอนของอิทธิพลสกุลเงินดอลลาร์

 

แม้ธนาคารกลางราว 80% ยังมองว่าดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินที่ปลอดภัยอันดับหนึ่ง แต่ความเชื่อมั่นในดอลลาร์กำลังถูกทดสอบอย่างหนัก ด้วยตัวเลขความกังวลที่พุ่งขึ้นจาก 3% เป็น 16% ในปีเดียว ที่มองว่าบทบาทของดอลลาร์จะส่งผลต่อการตัดสินใจบริหารทุนสำรอง โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินดอลลาร์ที่เคยอ่อนค่าลงถึง 12% ในปี 2025 ทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มไม่สบายใจ ที่จะถือครองดอลลาร์เพียงอย่างเดียว ทองคำจึงถูกดึงเข้ามาทำหน้าที่โดยตรงท่ามกลางกระแส De-dollarization ซึ่งเป็นระดับโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาปรับสมดุลนานหลายปี

 

3. การซื้ออย่างมีวินัยและต่อเนื่องระยะยาว (Long-term Commitment)

 

ข้อมูลจาก WGC ยืนยันว่าการสะสมทองคำไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นแผนการระยะยาวโดยเห็นได้จาก ความต่อเนื่องจากหลายประเทศ เช่น จีนที่ซื้อติดต่อกัน 16 เดือน รวมทองคำสำรองล่าสุด 2,308 ตัน, สาธารณรัฐเช็กที่ซื้อติดต่อกัน 36 เดือน ทำสถิติซื้อต่อเนื่องยาวนานที่สุด และโดยเฉพาะโปแลนด์ ที่เป็นผู้นำในการซื้อทองคำในเดือนกุมภาพันธ์ถึง 20 ตัน รวมทองคำสำรองล่าสุด 570 ตัน พร้อมตั้งเป้าหมายสะสมเพิ่มต่อเนื่องจนถึง 700 ตัน

 

ประกอบกับผลสำรวจ CB ระบุถึงมุมมองในอนาคตว่า ธนาคารกลางทั่วโลกกว่า 50% ยังเล็งเห็นถึงปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ไปอีกอย่างน้อยอีก 5 ปี ส่วนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นแรงกระตุ้นที่รุนแรงในระยะสั้น ขณะที่ธนาคารกลางเกือบ 40% ระบุว่ากำลังพิจารณาที่จะเพิ่มการถือครองทองคำในระบบทุนสำรองฯ

 

4. การขยายตัวของกลุ่มผู้ซื้อหน้าใหม่ (Global Trend)

 

เทรนด์การซื้อทองคำไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศมหาอำนาจอีกต่อไป แต่กำลังขยายตัวไปยัง กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยเฉพาะธนาคารกลางในทวีปแอฟริกา หันมาใช้ทองคำเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ เช่น ยูแกนดา ที่เริ่มโครงการซื้อทองคำในเดือนมีนาคม พร้อมตั้งเป้าซื้ออย่างน้อย 100 กิโลกรัม ระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ทุนสำรองฯ และเคนยาที่ส่งสัญญาณถึงความตั้งใจในทิศทางเดียวกัน รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย, กัมพูชา ด้วยเช่นกัน

 

ภาพ: Royal studio 1 / Shutterstock

The post ธนาคารกลางทั่วโลกยืนยัน ลุยเก็บทองคำต่อในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วัฏจักรเดิมหรือเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่? บทบาทของค่าเงินท่ามกลางความผันผวน | WEALTH IN DEPTH #135 https://thestandard.co/wealth-in-depth-de-dollarization/ Wed, 25 Feb 2026 12:45:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1181736 De-dollarization

เมื่อโลกไม่ได้หมุนรอบ ‘ดอลลาร์’ อีกต่อไป&nb […]

The post ชมคลิป: วัฏจักรเดิมหรือเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่? บทบาทของค่าเงินท่ามกลางความผันผวน | WEALTH IN DEPTH #135 appeared first on THE STANDARD.

]]>
De-dollarization

เมื่อโลกไม่ได้หมุนรอบ ‘ดอลลาร์’ อีกต่อไป  เจาะลึกปรากฏการณ์ De-dollarization ที่ธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มลดการถือครองดอลลาร์ แล้วหันไปสะสม ‘ทองคำ’ เป็นทุนสำรองแทน อะไรคือสาเหตุหลักที่ทำให้นโยบายการเงินโลกเปลี่ยนทิศ?

ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกันกับวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์

 

ดำเนินรายการโดย ศรวณีย์ พรมเสน

The post ชมคลิป: วัฏจักรเดิมหรือเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่? บทบาทของค่าเงินท่ามกลางความผันผวน | WEALTH IN DEPTH #135 appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBAM มองหุ้นไทยลุ้นแตะ 1,570 หวังปรับเพิ่ม EPS หากรัฐบาลมีเสถียรภาพ นโยบายฟื้นเศรษฐกิจโต 3% https://thestandard.co/scbam-thai-stocks-outlook/ Tue, 24 Feb 2026 12:27:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1181419 ภาพกราฟิกแสดงตัวเลขคาดการณ์หุ้นไทยปี 2569 ที่ 1,570 จุด พร้อมระบุการกระจายซื้อหุ้นของต่างชาติ

บลจ.ไทยพาณิชย์ คาดหุ้นไทยวิ่งแตะ 1,570 จุด หากรัฐบาลมีเ […]

The post SCBAM มองหุ้นไทยลุ้นแตะ 1,570 หวังปรับเพิ่ม EPS หากรัฐบาลมีเสถียรภาพ นโยบายฟื้นเศรษฐกิจโต 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงตัวเลขคาดการณ์หุ้นไทยปี 2569 ที่ 1,570 จุด พร้อมระบุการกระจายซื้อหุ้นของต่างชาติ

บลจ.ไทยพาณิชย์ คาดหุ้นไทยวิ่งแตะ 1,570 จุด หากรัฐบาลมีเสถียรภาพและ GDP กลับมาโต 3%

 

วันนี้ (24 กุมภาพันธ์ 2569) นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) มองว่า ผลการเลือกตั้งซึ่งพรรคภูมิใจไทย นำโดยอนุทิน ชาญวีรกูล ชนะการเลือกตั้งแลนด์สไลด์ ทำให้ภาพความหวังในตลาดหุ้นไทยกลับมาอีกครั้ง สะท้อนผ่านดัชนี SET ที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากภาวะ Post Election Rally ซึ่งหุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 1 เดือนหลังเลือกตั้ง ทำให้ดัชนี SET ปรับขึ้นทะลุ 1,470 จุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกรอบเป้าหมายที่ SCBAM ประเมินไว้ในกรณีฐาน ด้านอัตราการเติบโต ของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) คาดว่าจะเติบโตไม่สูงนัก

 

ในกรณีดีที่สุด (Best case) หากการจัดตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพ ดำเนินนโยบายที่ดึงดูดนักลงทุน หรือมีการออกนโยบายที่จับต้องได้จริง ซึ่งสามารถฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาโตที่ระดับศักยภาพ 3% จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย ผลักดันให้ดัชนี SET มีโอกาสปรับขึ้นไปถึง 1,570 จุด ประกอบกับปัจจัย ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1/2569 ที่หากออกมาดี อาจมีการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) และปรับ P/E เป็น 16 เท่า

 

ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยขับเคลื่อนด้วยกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) โดย YTD มีเงินไหลเข้าสะสมประมาณ 50,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.4% ของมูลค่าตลาด ใกล้เคียงกับปี 2565 ซึ่งตลาดหุ้นไทยเป็น safe haven ทำให้มีกระแสเงินทุนไหล เข้าประมาณ 200,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1% ของมูลค่าตลาด และมี P/E ที่ 16.1 เท่า

 

สำหรับแนวทางการจัดพอร์ตการลงทุนปี 2569 SCBAM แนะนำการลงทุนในหุ้น, ทองคำ ส่วนตราสารหนี้ให้น้ำหนักลดลงที่ Neutral สำหรับหุ้นไทยปรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น slightly overweight จากเดิมที่ระดับ Neutral ทั้งนี้ต้องจับตามองการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ของรัฐบาลว่าจะทำได้ตามนโยบายหาเสียงหรือไม่ โดยหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจ ยังเป็นกลุ่มธนาคาร และก่อสร้างที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ จากนโยบายเศรษฐกิจ ของรัฐบาล

 

อย่างไรก็ตามภาพรวมการลงทุนยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และระดับมูลค่าตลาดทุนที่ตึงตัว ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อทิศทางตลาดในระยะต่อไป ภายใต้บริบทนี้ SCBAM มอง 3 ธีมการลงทุนสำคัญต่อจากนี้

 

ด้าน ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปี 2569 โดยมองว่า หุ้นไทยมีความหวังมากขึ้น โดยตลาดจะเติบโตเชิงปริมาณมากขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้น คาดว่ากระแสเงินทุนจะเปลี่ยนทิศทางจากหุ้นมูลค่าไปยังหุ้นเติบโต สะท้อนจากราคาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์, AI ที่ปรับดีขึ้นอย่างชัดเจน

 

ทั้งนี้หากมีการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ประกอบกับองค์ประกอบเชิงมหภาคอื่นๆ เช่น รัฐบาลมีเสถียรภาพ ดำเนินงานสอดคล้องกับองค์กรอิสระ ทำให้ภาพความเชื่อมั่นเป็นบวกมากขึ้น อาจมีโอกาสเห็นหุ้นไทย Turn around ฟื้นตัวหลังจากภาวะตกต่ำในปีนี้

 

อย่างไรก็ตามในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ผลตอบแทนของ SET 100 ปรับเพิ่มเป็นสองเท่าของดัชนี SET สะท้อนว่าอานิสงส์จาก Post Election Rally ทำให้นักลงทุนกระจายการซื้อหุ้นทั้งดัชนี ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่หุ้นขนาดใหญ่ เริ่มเห็นไดนามิกของตลาดที่ปรับดีขึ้น

 

สำหรับปัจจัยความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีการค้ารอบใหม่ของสหรัฐฯ หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่าใช้อำนาจเกินขอบเขต กฎหมายพระราชบัญญัติอำนาจ ทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ส่งผลให้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ถูกยกเลิก

 

ณรงค์ศักดิ์ มองว่า ไม่ได้มี immediate impact ที่เป็นนัยสำคัญต่อตลาดหุ้นไทย เนื่องจากทั่วโลกได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีเดียวกัน ส่วนผลกระทบต่อธุรกิจจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน

 

แม้ว่า ‘ทรัมป์’ จะพยายามใช้กฎหมายอื่นมาเป็นเครื่องมือ แต่ต้องได้รับการเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งต้องผ่านกลไกรัฐสภา ทำให้มีโอกาสบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ยากขึ้น จากเดิมที่ประธานาธิบดีมีอำนาจลงนามผ่านกฎหมายเอง

 

3 ธีมลงทุนรับมือ ‘ระเบียบโลกใหม่’

 

  • AI Dominance เทคโนโลยี AI

 

ที่ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยห่วงโซ่มูลค่า ขยายจากเซมิคอนดักเตอร์สู่คลาวด์ โครงสร้าง พื้นฐานดิจิทัล และซอฟต์แวร์ ขณะที่อุปทานชิปยังตึงตัวและการลงทุน ของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ ช่วยหนุนการเติบโตของระบบนิเวศ AI

 

  • Asia & Japan Catch-up ตลาดเอเชียและญี่ปุ่นมีศักยภาพโดดเด่นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ นโยบายกระตุ้นอุปสงค์กำไรบริษัทที่เติบโต และระดับมูลค่าหุ้นที่ยังน่าสนใจ รวมถึงแรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้าในช่วงดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า
  • De-Dollarization

 

แนวโน้มลดการพึ่งพาเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ช่วยหนุนบทบาทของทองคำและ สินทรัพย์ดิจิทัล โดยธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มการถือครองทองคำต่อเนื่อง ขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลได้รับความสนใจมากขึ้น สะท้อนความจำเป็น ของการจัดพอร์ตลงทุนที่ยืดหยุ่น เพื่อรับมือความไม่แน่นอน ของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกยุคใหม่

The post SCBAM มองหุ้นไทยลุ้นแตะ 1,570 หวังปรับเพิ่ม EPS หากรัฐบาลมีเสถียรภาพ นโยบายฟื้นเศรษฐกิจโต 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาทองคำโลก เมื่อประธาน Fed สายเหยี่ยวเข้าคุมบังเหียน สวนทางมุมมองเดิมของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยในยุคทรัมป์ https://thestandard.co/gold-fed-warsh-interest-rates/ Tue, 03 Feb 2026 07:36:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1173110 ภาพกราฟแสดงความผันผวนของราคาทองคำในตลาดโลก พร้อมสัญลักษณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และเงินดอลลาร์

ตลาดการเงินโลกเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ หลังโดนัลด์ […]

The post จับตาทองคำโลก เมื่อประธาน Fed สายเหยี่ยวเข้าคุมบังเหียน สวนทางมุมมองเดิมของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยในยุคทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงความผันผวนของราคาทองคำในตลาดโลก พร้อมสัญลักษณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และเงินดอลลาร์

ตลาดการเงินโลกเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อ ‘เควิน วอร์ช’ ขึ้นแท่นประธาน Fed คนใหม่แทนที่เจอโรม พาวเวลล์ ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงเกือบ 10% ภายในวันเดียว ท่ามกลางการพุ่งขึ้นของดอลลาร์ที่รับข่าวนโยบายสายเหยี่ยว ฮั่วเซ่งเฮงแนะนักลงทุนจับตาสมดุลใหม่ระหว่างความเป็นอิสระของ Fed และแรงกดดันทางการเมือง พร้อมวางกลยุทธ์รับมือความผันผวนที่มีเป้าหมายสูงสุดปีนี้ที่ 6,000 ดอลลาร์

 

ทันทีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันการเสนอชื่อ ‘เควิน วอร์ช’ (Kevin Warsh) อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ต่อจาก เจอโรม พาวเวลล์ ที่กำลังจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ ตลาดการเงินโลกก็เกิดอาการ ‘Panic’ อย่างรุนแรง โดยเฉพาะตลาดสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

 

ย้อนรอยศุกร์ทมิฬ: ทองคำดิ่งหนักสุดในรอบ 40 ปี

 

เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาดโลก ปรับตัวลดลงเกือบ 10% ภายในวันเดียว โดยราคาทองคำ Spot ร่วงจากระดับ 5,377 ดอลลาร์ ลงมาทดสอบที่ระดับ 4,688 ดอลลาร์อย่างรวดเร็ว (เหตุการณ์ในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2526 โดยราคาปรับตัวลงกว่า 9.59%) ขณะที่โลหะเงิน (Silver) เผชิญแรงเทขายหนัก ทรุดตัวลงกว่า 30% ภายในวันเดียว

 

การปรับฐานครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน แต่ตลาดกำลังมองว่า การเข้ามาของเควิน วอร์ช อาจทำให้เกิด ‘การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของเฟด’ (Fed Pivot)

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ทำไมต้องเป็น ‘เควิน วอร์ช’?

 

แม้ทรัมป์จะเคยส่งสัญญาณว่าต้องการประธาน Fed ที่ ‘สั่งได้’ และพร้อมลดดอกเบี้ยเชิงรุก แต่การเลือกวอร์ชกลับสร้างความประหลาดใจ เพราะวอร์ชมีประวัติเป็น ‘สายเหยี่ยว’ (Hawk) ที่ชัดเจนในอดีต

 

  • อดีตทูตวอลล์สตรีท: ในช่วงวิกฤตปี 2008 วอร์ชคือผู้ประสานงานหลักระหว่าง Fed และสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ (Liaison to Wall Street) ภายใต้การนำของเบน เบอร์นันเก้
  • จุดยืนต้านเงินเฟ้อ: วอร์ชเคยลาออกจาก Fed ในปี 2011 เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการพิมพ์เงิน (QE) และการคงดอกเบี้ยต่ำนานเกินไป ซึ่งเขาเรียกว่าเป็น ‘การกดขี่ทางการเงิน’ (Financial Repression)

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Investopedia และ The Guardian วิเคราะห์ว่า ในช่วงไม่กี่เดือนก่อนการเสนอชื่อ วอร์ชเริ่มปรับโทนเสียงให้สอดคล้องกับทรัมป์มากขึ้น โดยวิจารณ์ว่า Fed ภายใต้การนำของเจอโรม พาวเวลล์ นั้น ‘เดินเกมช้าเกินไป’ (Backward-looking) และควรลดดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนนโยบายฝั่งอุปทาน (Supply-side Economics) ของทรัมป์

 

ผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์และทองคำ

 

การมาของวอร์ชทำให้ดัชนีดอลลาร์ (DXY) พุ่งขึ้นทันที เนื่องจากตลาดกำลังคาดหวังว่า “วอร์ช” จะสามารถต้านทานแรงกดดันจากการแทรกแซงทางการเมือง และนำพา Fed ไปสู่การกำหนดนโยบายที่มีความเป็นกลางมากขึ้น พร้อมทั้งเปลี่ยนการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้เป็นกระบวนการที่คาดการณ์ได้และโปร่งใส

 

นักยุทธศาสตร์จาก OCBC มองว่า การพักฐานของทองคำเป็นสิ่งที่ ‘หลีกเลี่ยงไม่ได้’ หลังจากราคาวิ่งขึ้นแบบ Parabolic มาตลอดปี 2568 ส่วนการเสนอชื่อวอร์ชเป็นเพียง ‘ชนวน’ (Trigger) ที่ทำให้นักลงทุนเทขายทำกำไรครั้งใหญ่เท่านั้น

 

ภาพกราฟแสดงความผันผวนของราคาทองคำในตลาดโลก พร้อมสัญลักษณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และเงินดอลลาร์ 1

 

ทองคำไทย ยังผันผวนสูง

 

ความเคลื่อนไหวราคาทองคำในประเทศไทยวันนี้ (3 ก.พ.) เปิดตลาดในช่วง 9.00 น. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 850 บาทต่อบาททองคำ จากนั้นมีการปรับตัวขึ้นและลงต่อเนื่องทั้งหมด 44 ครั้ง (ณ 13.54 น.) คิดเป็นการปรับตัวขึ้น 1,650 บาทต่อบาททองคำ

 

ส่งผลให้ล่าสุด ราคาทองคำแท่ง รับซื้อที่ 72,600 บาทต่อบาททองคำ ขายออกที่ 72,800 บาทต่อบาททองคำ ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 71,145.88 บาทต่อบาททองคำ และขายออกอยู่ที่ 73,600 บาทต่อบาททองคำ

 

มุมมองและกลยุทธ์จากฮั่วเซ่งเฮง

 

แม้ในระยะสั้นทองคำจะเผชิญแรงกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น แต่ฮั่วเซ่งเฮงมองว่า ‘แนวโน้มขาขึ้นในภาพใหญ่ยังไม่จบ’ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีตอบโต้การค้า การลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (De-dollarization) และความต้องการทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลก

 

สำหรับราคาทองคำในประเทศช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าเคลื่อนไหวในกรอบ 69,000-88,000 บาท ส่วนราคาเป้าหมายสูงสุดของปี คาดว่าอาจสูงถึงระดับ 88,000 บาท

 

“ราคาทองคำปีนี้ที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงมากต่อเนื่องจากปี 68 นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามราคาทองโลก เงินบาท และปัจจัยที่กระทบกับราคาทองคำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายของทรัมป์ที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินเป็นพิเศษ” ฝ่ายวิเคราะห์ฮั่วเซ่งเฮง กล่าว

 

กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น: หากราคาย่อตัวลงมาที่ 4,500 ดอลลาร์ (หรือเทียบเท่าราคาทองคำในประเทศราว 69,000 บาทต่อบาททองคำ) เป็นจุดที่น่าสนใจในการทยอยเข้าซื้อสะสม

 

กลยุทธ์การลงทุนระยะยาว: แนะนำ ‘ถือต่อ’ โดยควรมีทองคำติดพอร์ตไว้ 10-15% เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสงครามการค้าและความผันผวนของนโยบายทรัมป์ที่อาจกลับมาสร้างภาวะเงินเฟ้อในอนาคต

 

ภาพ: Sylvain Gaboury/Patrick McMullan via Getty Images, MEDITERRANEAN/Getty Images

The post จับตาทองคำโลก เมื่อประธาน Fed สายเหยี่ยวเข้าคุมบังเหียน สวนทางมุมมองเดิมของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยในยุคทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า 6,000 ดอลลาร์ ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’ https://thestandard.co/gold-forecast-6000-warning/ Wed, 21 Jan 2026 09:19:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1167753 ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า** 6,000 ดอลลาร์** ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง** ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’**

ทองคำยังคงความร้อนแรงต่อเนื่อง ล่าสุด (21 มกราคม) ราคาพ […]

The post ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า 6,000 ดอลลาร์ ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า** 6,000 ดอลลาร์** ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง** ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’**

ทองคำยังคงความร้อนแรงต่อเนื่อง ล่าสุด (21 มกราคม) ราคาพุ่งขึ้นไปทำสถิติใหม่ที่ 4,870 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 12.1% เช่นเดียวกับราคาทองคำไทย (ทองคำแท่ง 96.5%) ก็พุ่งแตะ 71,600 บาทต่อบาททองคำ เพิ่มขึ้นแล้ว 6,650 บาท จากปลายปีก่อน

 

เมื่อปี 2025 ราคาทองคำพุ่งทะยานถึง 63% และถ้านับตั้งแต่สิ้นปี 2019 เป็นต้นมา ราคาปรับตัวขึ้นไปแล้วประมาณ 210% จนทำให้ใครหลายคนที่กำลังให้ความสนใจกับทองคำมีคำถามขึ้นมาว่า ราคาทองคำจะวิ่งขึ้นไปถึงจุดไหน?

 

จากมุมมองของ 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ทำนายว่าราคาทองคำในปี 2026 มีโอกาสจะไปได้ถึง 6,600 ดอลลาร์ ส่วนคำทำนายต่ำสุดคือ 4,500 ดอลลาร์

 

ราคาทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน?

 

หลังจากพุ่งขึ้นมากว่า 210% ตั้งแต่ปลายปี 2019 สู่ระดับ 4,870 ดอลลาร์ ขณะที่ทองคำไทยก็ทะยานแตะ 71,600 บาท ไปแล้ว

 

จากมุมมองของ 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ทำนายว่าราคาทองคำในปี 2026 มีโอกาสจะไปได้ถึง 6,600 ดอลลาร์ ส่วนคำทำนายต่ำสุดคือ 4,500 ดอลลาร์

 

ส่วนภาพระยะยาวกว่านั้น บางคนถึงขั้นมองว่าราคาทองคำจะไปถึง 8,000 – 10,000 ดอลลาร์ แต่ประวัติศาสตร์สอนเราอยู่เสมอว่า ทองคำไม่ได้มีแต่ขาขึ้น และเมื่อขาลงปรากฎ ราคาอาจจะร่วงลงได้ 40-60%

 

อะไรคือปัจจัยหนุนราคาทองคำตอนนี้ แล้วในอดีตอะไรคือสิ่งที่จะทำให้ราคาทองคำล่มสลายลง

 

 

ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า** 6,000 ดอลลาร์** ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง** ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’** 2

 

ทองคำ 10,000 ดอลลาร์ เป็นไปได้แค่ไหน?

 

แต่หากมองไกลไปกว่าปี 2026 นักวิเคราะห์บางส่วนก็เชื่อว่ามีโอกาสที่จะเห็นราคาทองคำพุ่งขึ้นไปได้ถึงระดับ 8,000 – 10,000 ดอลลาร์

 

Juerg Kiener จาก Swiss Asia Capital บริษัทในสิงคโปร์ มองว่าทองคำจะแตะระดับ 8,000 ดอลลาร์ ในปี 2028 ขณะที่ Ed Yardeni ผู้บริหารของ Yardeni Research มองว่าทองคำมีโอกาสจะไปถึง 10,000 ดอลลาร์ ภายในปี 2030 โดยมีตัวการคือ การขาดดุลงบประมาณมหาศาลของรัฐบาลทั่วโลก, ความตึงเครียดระหว่างประเทศที่ต่อเนื่อง และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ทำให้นโยบายนำไปสู่เงินเฟ้อ

 

อย่างไรก็ดี Charley Blaine บรรณาธิการข่าวสายการเงินของ TheStreet ระบุว่า ความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับทองคำอาจเปลี่ยนแปลงได้ ในฐานะผู้ที่ทำข่าวเรื่องทองคำและโลหะมีค่ามานานกว่า 40 ปี “ผมจำได้ว่าเคยได้ยินข้อโต้แย้งแบบเดียวกันนี้ในปี 1980 ตอนนั้นเงินเฟ้อสูง ราคาน้ำมันพุ่ง และค่าเงินดอลลาร์ร่วง เมื่อทองคำแตะระดับ 850 ดอลลาร์ ผู้คนต่างพูดกันว่าเป้าหมายต่อไปคือ 1,000 ดอลลาร์”

 

แต่หลังจากนั้นราคากลับพังทลายลงและพังลงอย่างหนัก ทองคำร่วงลงกว่า 60% ไปอยู่ที่ 350 ดอลลาร์ภายในปี 1985 และไม่เคยกลับไปแตะระดับ 850 ดอลลาร์ได้อีกเลยจนกระทั่งเดือนเมษายนปี 2008

 

“ผมรู้ดีว่าสิ่งเลวร้ายสามารถเกิดขึ้นได้และจะเกิดขึ้น ทั้งกับทองคำและแร่เงิน ซึ่งช่วงหลังมานี้ราคาพุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าทองเสียอีก โดยเฉพาะในปี 2026 ปีเดียวราคาแร่เงินพุ่งไปแล้ว 23% คำถามเดียวคือ อะไรจะเป็นตัวจุดชนวน”

 

ด้าน JPMorgan Global Research คาดการณ์ว่าราคาทองคำปีนี้จะอยู่ที่ 5,055 ดอลลาร์ และจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 5,400 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2027 โดยปกติแล้ว ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวและอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ต่ำลง จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

 

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์มักเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ เนื่องจากสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven) และความสามารถในการรักษามูลค่าที่เชื่อถือได้ อีกทั้งทองคำยังมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ประเภทอื่นต่ำ จึงทำหน้าที่เสมือนประกันความเสี่ยงในช่วงตลาดขาลงหรือยามเกิดความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ

 

สำหรับปี 2026 ความต้องการที่ยังคงแข็งแกร่งจากนักลงทุนและธนาคารกลาง ซึ่งคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ราว 585 ตันต่อไตรมาส

 

จำเป็นต้องมีความต้องการสุทธิรายไตรมาสจากนักลงทุนและธนาคารกลางอยู่ที่ประมาณ 350 ตันขึ้นไป ราคาทองคำจึงจะปรับตัวขึ้นได้ และทุกๆ 100 ตันที่เกินระดับ 350 ตัน จะส่งผลให้ราคาทองคำปรับขึ้นราว 2% ต่อไตรมาส

 

“เมื่อมองไปในปี 2026 เราคาดว่าจะมีดีมานด์เฉลี่ยรวม 585 ตันต่อไตรมาส ประกอบด้วยจากธนาคารกลาง 190 ตัน, ทองคำแท่งและเหรียญ 330 ตัน และความต้องการรายปีจาก ETF และฟิวเจอร์สอีก 275 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า”

 

ย้อนรอยการพังทลายของราคาทองคำ

 

ตัวจุดชนวนการพังทลายของราคาทองคำในปี 1980 มาจาก 1.ตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ปรับขึ้นอัตราเงินวางประกัน (Margin rates) อย่างรุนแรง เพื่อสกัดกั้นการเก็งกำไรในทองคำและเงิน และ 2.เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่ว เพื่อปราบเงินเฟ้อ นโยบายนี้ทำเอานักเก็งกำไรเจ็บตัวอย่างหนัก

 

นักเก็งกำไรส่วนใหญ่มักกู้เงินมาเพื่อเปิดสถานะซื้อขาย และเมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหล่านั้นสูงขึ้น คุณจะเห็นเทรดเดอร์เทขายสถานะของตนทิ้งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ บางคนรอด แต่หลายคนไม่รอด

 

ส่วนปี 2013 ราคาพุ่งขึ้นอีกครั้งเพราะดูเหมือนว่าสหรัฐฯ กำลังมุ่งหน้าสู่การผิดนัดชำระหนี้ (Debt Default) แต่เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซง ประกอบกับรัฐบาลโอบามาและสภาคองเกรสที่ควบคุมโดยพรรครีพับลิกันหาทางออกร่วมกันได้ ราคาทองคำก็ร่วงลงถึง 40%

 

สำหรับปัจจุบัน การพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงของราคาทองคำมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะความต้องการซื้อจากทั่วโลกจำนวนมหาศาล ทั้งธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย กำลังไล่ซื้อทองคำเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกัน (Hedge) ความเสี่ยงจากค่าเงินที่อ่อนตัวลง

 

รวมทั้งการซื้ออย่างบ้าคลั่งในจีนและอินเดีย ซึ่งในประเทศเหล่านี้ การครอบครองทองคำถือเป็นเรื่องสำคัญและยิ่งใหญ่มาก นอกจากนี้ กองทุนเฮดจ์ฟันด์กำลังเข้าซื้อเพื่อเพิ่มสินทรัพย์ประเภทใหม่เข้าไปในพอร์ตการลงทุน ซึ่งตามธรรมเนียมเดิมมักจะกระจุกตัวอยู่ในหุ้น พันธบัตร ตราสารหนี้รัฐบาล และระยะหลังรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ เช่นเดียวกับนักลงทุนรายย่อย อย่างในสหรัฐอเมริกาและที่อื่นๆ สามารถหาซื้อทองคำได้แล้วที่ร้านค้าปลีกส่ง เช่น Costco Wholesale และร้านค้าปลีกทองคำและอัญมณีในท้องถิ่น

 

YLG ชี้ 3 ปัจจัยหนุนราคาทองคำขึ้นเร็วกว่าคาด

 

ด้าน YLG ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่าตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวัน 20 มกราคมที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาดโลก (Gold Spot) พุ่งขึ้นมาทะลุระดับ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นกว่า 9% จากราคาเปิดต้นปี

 

“ราคาที่ปรับขึ้นมาในระดับนี้เพียง 20 วันถือว่าเป็นการปรับขึ้นที่เร็วกว่าคาดหมาย แถมยังเป็นการเปิด gap ในวันจันทร์ทุกสัปดาห์ ขานรับความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์”

 

ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า** 6,000 ดอลลาร์** ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง** ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’** 1

 

ฐิภากล่าวต่อว่า ปัจจัยที่กระตุ้นให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงมาจากปัจจัยหลัก 3 ด้าน ได้แก่

 

1. ทรัมป์เปิดศึกชิง ‘กรีนแลนด์’ และความเสี่ยงด้านสงครามการค้ากับยุโรป

 

ภายหลังจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขู่จะเก็บภาษีนำเข้าจาก 8 ประเทศในยุโรปสูงถึง 10-25% เนื่องจากกรณีที่ขัดขวางไม่ให้สหรัฐฯ ซื้อเกาะกรีนแลนด์ ส่งผลให้ผู้นำยุโรปกำลังจัดการประชุมด่วนสร้างความตึงเครียดทั้งภูมิภาค ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลและหันมาซื้อทองคำที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) โดยทรัมป์กล่าวไว้ว่าแม้เน้นการเข้าปกครองด้วยการเจรจาทางการทูต แต่ก็ไม่ตัดวิธีการยึดครองด้วยกำลังทางทหาร

 

2. เงินดอลลาร์อ่อนค่า และเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย

 

ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) ร่วงฉับพลันจากความกังวลของตลาดที่คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะต้องปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้มากกว่าที่แสดงใน Dot Plot ที่เพียง 1 ครั้ง หลังเกิดการปรับเปลี่ยนหลายตำแหน่งในเฟดโดยเฉพาะ เจอโรม พาวเวลล์ ที่จะหมดวาระประธานเฟดในเดือนพฤษภาคมนี้

 

อีกทั้ง เริ่มเกิดการคาดการณ์ว่าเฟดอาจจำเป็นต้องปรับลดดอกเบี้ย เพื่อรับมือกับสงครามการค้าที่ทรัมป์จุดชนวนขึ้น อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะต้องสกัดการเร่งตัวขึ้นของ Bond Yield สหรัฐ หากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถูกเทขายจากประเทศในยุโรป หากความขัดแย้งปะทุรุนแรงมากขึ้น

 

3. ธนาคารกลางทั่วโลกแห่ตุนทอง

 

ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและรัสเซียที่ยังคงโยกเงินออกจากดอลลาร์สหรัฐฯ ตามนโยบาย De-Dollarization มาซื้อทองคำเก็บไว้เป็นทุนสำรองฯ เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐฯ แรงซื้อมหาศาลจากธนาคารกลางทั่วโลก เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง

 

อ้างอิง:

The post ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า 6,000 ดอลลาร์ ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘ทรัมป์’ ผู้นิยมลัทธิพาณิชยนิยมสุดโต่ง สู่การอวสานของระเบียบเสรีนิยม https://thestandard.co/trump-mercantilism-ends-liberal-order/ Wed, 21 Jan 2026 05:44:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1167665 จาก ‘ทรัมป์’ ผู้นิยมลัทธิพาณิชยนิยมสุดโต่ง สู่การอวสานของระเบียบเสรีนิยม

นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกดำเนินไปภายใต้ร […]

The post จาก ‘ทรัมป์’ ผู้นิยมลัทธิพาณิชยนิยมสุดโต่ง สู่การอวสานของระเบียบเสรีนิยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘ทรัมป์’ ผู้นิยมลัทธิพาณิชยนิยมสุดโต่ง สู่การอวสานของระเบียบเสรีนิยม

นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกดำเนินไปภายใต้ระเบียบที่เรียกว่า Western Liberal World Order (WLWO) ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นสถาปนิกและผู้ค้ำประกันหลัก ระเบียบนี้ไม่ได้เป็นเพียงระบบการค้า แต่เป็น ‘โครงสร้างเชิงปทัสถาน’ (Normative Framework) ที่เชื่อว่าการค้าเสรีจะนำไปสู่สันติภาพ และสถาบันพหุภาคีจะช่วยลดทอนอำนาจดิบของรัฐชาติ

 

อย่างไรก็ตาม การก้าวขึ้นสู่อำนาจของ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ในปี 2016 และการหวนกลับมาของแนวคิด America First ในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ มา ไม่ใช่เพียง ‘อุบัติเหตุทางการเมือง’ แต่เป็นอาการสะท้อนของความล้มเหลวในการจัดสรรผลประโยชน์จากโลกาภิวัตน์

 

บทความนี้จะวิเคราะห์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่เปลี่ยนโลกจากการยึดกติกา (Rule-based) ไปสู่การยึดอำนาจดิบและภูมิเศรษฐศาสตร์ (Power-based & Geo-economics) อย่างถาวรได้อย่างไร

 

เพื่อจะเข้าใจทรัมป์ เราต้องย้อนกลับไปดูรากฐานทางเศรษฐศาสตร์การเมืองของสหรัฐฯ ในศตวรรษที่ 19 แนวคิด American School ที่นำโดย อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน (Alexander Hamilton) และเฮนรี เคลย์ (Henry Clay) เน้นย้ำว่า ‘รัฐ’ ต้องมีบทบาทนำในการสร้างขีดความสามารถทางการผลิต (Productive Capacity) ผ่านการตั้งกำแพงภาษีและการสนับสนุนอุตสาหกรรมภายใน

 

ทรัมป์ได้นำแนวคิดนี้กลับมาในรูปแบบ ‘ลัทธิพาณิชยนิยมสุดโต่ง’ (Hyper-Mercantilism) ซึ่งแตกต่างจากพาณิชยนิยมทั่วไปตรงที่:

 

  1. การมองการค้าเป็นสงคราม: ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ (Win-Win) แต่เป็นเกมที่มีผู้แพ้และผู้ชนะ (Zero-Sum Game) มีผู้ได้ประโยชน์ซึ่งต้องแบกรับโดยผู้สูญเสีย
  2. การทำให้เศรษฐกิจเป็นเรื่องความมั่นคง (Securitization): การมองว่าการขาดดุลการค้ากับจีนหรือเยอรมนี ไม่ใช่เรื่องดุลการชำระเงิน แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ (National Security Threat)
  3. การปฏิเสธกลไกตลาดเสรี: หากกลไกตลาดทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบ รัฐต้องเข้าแทรกแซงด้วยการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ (Coercive Power)

 

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือการใช้อาวุธทางการค้าและเทคโนโลยี (Weaponization of Trade & Tech) จากการที่รัฐบาลทรัมป์นำ ‘มาตรา 232’ (ความมั่นคงแห่งชาติ) และ ‘มาตรา 301’ (การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม) มาใช้เป็นอาวุธหลักในการทำสงครามการค้ากับจีนและรวมถึงพันธมิตรของตน

 

สงครามเทคโนโลยี (Tech War): ในยุคทรัมป์ เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงสินค้าอีกต่อไป หากแต่เป็น ‘จุดยุทธศาสตร์’ การจำกัดการเข้าถึงเซมิคอนดักเตอร์ของ Huawei (ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นเสมือนตัวแทนของรัฐจีน) หรือการกดดันประเทศพันธมิตรไม่ให้ใช้เครือข่าย 5G จากจีน คือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘ม่านเหล็กในยุคดิจิตัล’ ซึ่งส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เคยมีประสิทธิภาพสูงสุด (Efficiency-driven) ต้องแตกสลายลงและแทนที่ด้วยห่วงโซ่อุปทานที่เน้นความปลอดภัย (Resilience-driven) หรือ การเลือกมิตรและต่อต้านศัตรู (Friend-shoring)

 

มากกว่าการสร้างอาวุธทางเศรษฐกิจคือการทำให้สถาบันสากลเป็นอัมพาต (Institutional Paralysis) ทรัมป์มองว่าองค์การการค้าโลก (WTO) และองค์การสหประชาชาติ (UN) เป็นเครื่องมือที่ประเทศอื่นใช้ ‘เอาเปรียบ’ สหรัฐฯ การดำเนินการที่มีนัยสำคัญประกอบด้วย:

 

  • การทำให้กลไกตัดสินข้อพิพาทของ WTO เป็นอัมพาต: โดยการขัดขวางการแต่งตั้งผู้พิพากษาในคณะตุลาการอุทธรณ์ (Appellate Body) ส่งผลให้กฎเกณฑ์การค้าโลกไม่มีผลบังคับใช้
  • การถอนตัวจากความตกลงพหุภาคี: ตั้งแต่ TPP, ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement), ไปจนถึงการขู่จะถอนตัวจาก NATO และการตัดงบประมาณ WHO และล่าสุดคือการประกาศถอนตัวของสหรัฐฯ​ ออกจาก 66 องค์การระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ คิดว่าไม่เป็นประโยชน์กับสหรัฐฯ
  • การใช้คำสั่งฝ่ายเดียว (Unilateralism): การตัดสินใจโดยไม่ผ่านการปรึกษาหารือกับพันธมิตร ทำให้ความเชื่อมั่นในบทบาท ‘ผู้นำที่พึ่งพาได้’ ของสหรัฐฯ หมดสิ้นไป

 

ความน่ากลัวของทรัมป์ และการดำเนินนโยบาย ณ​ ปัจจุบัน คือความคล้ายคลึงกับสภาวะก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ในทศวรรษ 1930

 

  1. การล่มสลายของสถาบันพหุภาคี: เหมือนกับการเสื่อมถอยของสันนิบาตชาติ (League of Nations)
  2. การตั้งกำแพงภาษีล้างแค้น: เหมือนกับกฎหมาย Smoot-Hawley Tariff Act ในปี 1930 ที่ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression)
  3. การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเหนืออธิปไตย: การที่ทรัมป์กล่าวถึงการซื้อหรือบังคับยึดเกาะกรีนแลนด์ การเอ่ยถึงการกดดันให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ การประกาศยึดคลองปานามา และล่าสุดการแทรกแซงการเมืองในเวเนซุเอลา สะท้อนถึงการกลับมาของลัทธิจักรวรรดินิยมแบบเดิมที่เน้นการครอบครองทรัพยากรและดินแดน

 

นอกจากสมรภูมิในโลกจริงแล้ว ในโลกการเงิน สหรัฐฯ และการเมืองของเงินดอลลาร์สหรัฐ ก็ถูกใช้ไปในเรื่องอธิปไตยทางการเงินไม่แพ้กัน ภายใต้ทรัมป์ ดอลลาร์ไม่ได้เป็นเพียงสกุลเงินสำรองของโลก แต่เป็น ‘เครื่องมือลงทัณฑ์’ การห้ามใช้ระบบ SWIFT และมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินต่ออิหร่าน รัสเซีย และบุคคลสำคัญในจีน ได้ผลักดันให้โลกก้าวเข้าสู่ยุค ‘De-dollarization’ หรือการลดการพึ่งพาดอลลาร์

 

เหล่านี้เองเมื่อพิจารณาประกอบกับการใช้นโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่ไม่มีความรับผิดชอบของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มปริมาณไปมากกว่า 4.8 เท่าในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา และก่อหนี้สาธารณะเพิ่มกว่า 6 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน โดยที่ไม่มีมาตรการมารองรับและแก้ไข นั่นทำให้ประเทศมหาอำนาจอื่นๆ โดยเฉพาะจีนและพันธมิตรเริ่มสร้างระบบชำระเงินของตนเอง ซึ่งจะทำให้ระบบการเงินโลกแตกเป็นเสี่ยงๆ (Fragmentation)

 

สำหรับประเทศไทย และสมาชิกประชาคมอาเซียน ทรัมป์และแนวนโยบายล่าสุดของสหรัฐฯ สร้างความท้าทายอย่างน้อยใน 3 มิติ:

 

  1. แรงกดดันให้เลือกข้าง (Compulsory Choice): ไม่ใช่แค่เรื่องการทหาร แต่รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและห่วงโซ่อุปทาน
  2. ความไม่แน่นอนของความร่วมมือ: การที่สหรัฐฯ มองความร่วมมือเป็นรายกรณี และพร้อมที่ต่อรอง แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (Transactional) บางครั้งก็เป็นผลประโยชน์ของทรัมป์เอง มิใช่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อาทิ ความหมกมุ่นของเขาต่อรางวัลโนเบลสันติภาพ ทำให้ความตกลงต่างๆ ในกรอบอาเซียน และแนวคิดยึดอาเซียนเป็นจุดศูนย์กลาง (ASEAN Centrality) ถูกลดความสำคัญลง
  3. โอกาสในการเป็นฐานการผลิตใหม่: การย้ายฐานการผลิตออกจากจีน (China+1) อาจเป็นประโยชน์ต่อเวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย (แม้จะมีแนวโน้มถูกมองข้ามมากขึ้นจากปัญหาภายในของไทยเอง) แต่ต้องแลกมาด้วยการเผชิญกับกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ในอนาคต หากมียอดเกินดุลการค้าสูงเกินไป

 

ประเทศไทยในฐานะ ‘มิตรประเทศ’ ที่สำคัญของทั้งสหรัฐฯ และจีน จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ที่เรียกว่า ‘ความเป็นกลางเชิงรุก’ (Active Neutrality):

 

  • การกระจายความเสี่ยง (Diversification): ไม่พึ่งพิงตลาดหรือเทคโนโลยีจากขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่งมากเกินไป
  • การใช้กฎเกณฑ์อาเซียนเป็นโล่ป้องกัน: เสริมสร้างความเข้มแข็งของ RCEP และกรอบความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง
  • การพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ: การนำแนวคิด ‘รัฐเพื่อการพัฒนา’ มาใช้เพื่อสร้างความแข็งแกร่งภายใน ตามแนวทางที่ American School เคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีต (ทั้งนี้ต้องทำเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า การปฏิรูปกฎหมาย และธรรมภิบาลต่อต้านคอร์รัปชันไปพร้อมกันด้วย)

 

มองไปในอนาคต แม้ทรัมป์จะหมดวาระลงแล้ว โลกหลังทรัมป์จะไม่กลับไปสู่ยุคทองของโลกาภิวัตน์แบบเดิมอีกต่อไป แต่จะก้าวเข้าสู่ยุค ‘Disordered World Order’ ที่ซึ่ง:

 

  • การค้าเสรีจะถูกจำกัดอยู่แค่ในกลุ่ม ‘เพื่อน’ (Friend-shoring)
  • กติกาโลกจะถูกใช้เป็นครั้งคราวตามผลประโยชน์ของมหาอำนาจ
  • ความขัดแย้งจะถูกเปลี่ยนรูปแบบจากสงครามเต็มรูปแบบ ไปเป็นสงครามตัวแทน (Proxy Wars) และสงครามไซเบอร์ ซึ่งนั่นหมายถึง เราต้องเผชิญกับสภาวะสงครามเย็นครั้งใหม่ ไทยในสงครามเย็น 2.0

 

ท้ายที่สุด นโยบายของสหรัฐฯ ณ ปัจจุบันไม่ใช่เพียงนโยบายของคนคนเดียวอย่างทรัมป์ หากแต่มันคือ ‘กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลง’ ที่ปลดปล่อยพลังชาตินิยมทางเศรษฐกิจออกมาทั่วโลก ระเบียบโลกเสรีที่เรารู้จักกำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ สิ่งที่กำลังเข้ามาแทนที่คือระเบียบแบบ ‘พาณิชยนิยมสุดโต่ง’ ที่เน้นความอยู่รอดของชาติเหนือความร่วมมือสากล

 

สำหรับผู้วางนโยบายและภาคธุรกิจ บทเรียนที่สำคัญที่สุดคือ “ประสิทธิภาพ (Efficiency) ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจอีกต่อไป แต่เป็นความมั่นคง (Security)” ใครที่ไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่ระเบียบโลกที่แตกแยกนี้ได้ จะต้องกลายเป็นเหยื่อในสมรภูมิภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ไม่มีวันจบสิ้น

 

ภาพ: Lightspring via ShutterStock

 

อ้างอิง:

  • ปิติ ศรีแสงนาม (2022) Amidst the New World Order ไทยในระเบียบโลกใหม่
  • ปิติ ศรีแสงนาม และ จักรี ไชยพินิจ (2023) Amidst the Geo-Political Conflicts สมรภูมิพลิกอำนาจโลก
  • ปิติ ศรีแสงนาม และ จักรี ไชยพินิจ (2024) Amidst the Geo-Economic Clashes ไทยในสงครามเย็น 2.0
  • ปิติ ศรีแสงนาม และ จักรี ไชยพินิจ (2025) Amidst the Global Sea Powers ไทยในสมรภูมิมหาสมุทรโลก
  • Blackwill, R. D., & Harris, J. M. (2016). War by Other Means: Geoeconomics and Statecraft. (การวิเคราะห์การใช้เศรษฐกิจเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์)
  • Chang, H.-J. (2002). Kicking Away the Ladder. (วิเคราะห์ประวัติศาสตร์นโยบายเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว)
  • Farrell, H., & Newman, A. L. (2019). “Weaponized Interdependence”. International Security. (ทฤษฎีว่าด้วยการใช้ห่วงโซ่อุปทานและระบบการเงินเป็นอาวุธ)
  • Ikenberry, G. J. (2011). Liberal Leviathan. (ต้นกำเนิดและการเสื่อมถอยของระเบียบโลกเสรี)
  • List, F. (1841). The National System of Political Economy. (รากฐานแนวคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจ)
  • 10.Ruggie, J. G. (1982). “Embedded Liberalism”. International Organization. (อธิบายรากฐานของระเบียบเศรษฐกิจโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2)
  • 11.Irwin, D. (2011). Peddling Protectionism. (วิเคราะห์ผลกระทบของกำแพงภาษีในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่)
  • 12.Eichengreen, B. (1992). Golden Fetters. (ความสัมพันธ์ระหว่างทองคำ การเงิน และการล่มสลายของระบบโลกในช่วงปี 1930)

The post จาก ‘ทรัมป์’ ผู้นิยมลัทธิพาณิชยนิยมสุดโต่ง สู่การอวสานของระเบียบเสรีนิยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาปี 2026 เข้าสู่สถานการณ์ Goldilocks จะเกิดอะไรขึ้น ต้องพอร์ตลงทุนรับมืออย่างไร https://thestandard.co/2026-goldilocks-investment-strategy/ Thu, 20 Nov 2025 08:29:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1145495 Goldilocks

ปี 2025 ที่ผ่านมา ทองคำ และ หุ้น Emerging Market กลายเป […]

The post จับตาปี 2026 เข้าสู่สถานการณ์ Goldilocks จะเกิดอะไรขึ้น ต้องพอร์ตลงทุนรับมืออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Goldilocks

ปี 2025 ที่ผ่านมา ทองคำ และ หุ้น Emerging Market กลายเป็นฮีโร่ที่ให้ผลตอบแทนแซงหน้าหุ้นสหรัฐฯ อย่างน่าประหลาดใจ สำหรับปี 2026 มีแนวโน้มจะเข้าสู่สถานการณ์ Goldilocks ภาวะนี้คืออะไร และควรจัดพอร์ตลงทุนแบบไหน

 

รุ่งโรจน์ เสกสรรค์วิริยะ CFA ผู้อำนวยการ Investment Product Selection ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่าภาพรวมการลงทุนในปี 2025 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นนั้นแตกต่างจากความคาดหวังในช่วงต้นปีอย่างมีนัยสำคัญ

 

ในช่วงต้นปี นักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าหุ้นสหรัฐฯ จะดูดี และหุ้นประเทศอื่นๆ จะได้รับผลกระทบด้านลบและความผันผวนสูง สืบเนื่องจากความกังวลหลังการได้รับเลือกตั้งของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จริงที่เกิดขึ้นจริง มีดังนี้

 

  • ทองคำ เป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด
  • หุ้น Emerging Market (EM) เป็นอันดับรองลงมาซึ่งไม่นับรวมตลาดหุ้นไทย และ EM สามารถแซงหน้าหุ้นสหรัฐฯ ได้

 

การปรับตัวขึ้นของตลาด EM มีสาเหตุสำคัญมาจากการที่สหรัฐฯ มีการเรียกเก็บภาษีในเดือนเมษายน ซึ่งทำให้เกิดความต้องการดอลลาร์ลดลงเนื่องจากการนำเข้าสินค้าที่น้อยลง ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง และเกิดกระแสเงินทุน (Fund Outflow) ไหลออกจากสหรัฐฯ ไปสู่ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในเอเชีย เช่น เกาหลี จีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น ขณะที่ทองคำได้รับอานิสงส์จากประเด็น De-Dollarization , ภาวะเงินเฟ้อ, และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทำให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ลงทุน ฮีโร่ ในช่วงที่ผ่านมา

 

เปิดมุมมองปี 2026 สู่สถานการณ์ Goldilocks

 

สำหรับปี 2026 SCB ได้ตั้งโจทย์การลงทุนไว้ที่ Gold or Goldilocks ซึ่งเป็นสองสถานการณ์ที่ตรงกันข้ามกัน

 

  • Gold Situation คือสถานการณ์ที่นักลงทุนไม่มั่นใจในสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ และหันมาลงทุนในทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยรักษาความมั่งคั่งและมูลค่าเอาไว้
  • Goldilocks Situation คือสถานการณ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ

 

  • เศรษฐกิจโลกขยายตัวในอัตราที่เหมาะสมที่ระดับ 2-3% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยไม่ได้อยู่ในขาขึ้น ซึ่งอยู่ในขาลง หรือกำลังจะลง
  • อัตราเงินเฟ้อไม่พุ่งขึ้นแรง หรือแกว่งตัวในกรอบแคบๆ

 

โดยประเมินว่า แนวโน้มของปี 2026 มีความเป็นไปได้สูงที่จะเข้าสู่สถานการณ์ Goldilocks โดยพิจารณาจากสัญญาณทางเศรษฐกิจหลักของสหรัฐฯ ดังนี้

 

  • เงินเฟ้อของสหรัฐฯ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะไม่เพิ่มขึ้นในปีหน้า และผลกระทบจากเรื่องภาษีอาจจะส่งผลในช่วงปลายปี 2026 หรือต้นปี 2027 ไปแล้ว
  • นโยบายการเงิน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ร้อนแรงเกินไป และเงินเฟ้อไม่สูงเกินไป จึงเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีแนวโน้ม ปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยตลาดคาดการณ์ว่าจะปรับลดหลายรอบ
  • GDP ของสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง โดยมีตัวขับเคลื่อนใหม่ คือ AI Disruption

 

กลยุทธ์การลงทุนและสินทรัพย์แนะนำ

 

หากเกิดสถานการณ์ Goldilocks สินทรัพย์ที่น่าลงทุน ได้แก่

 

  • หุ้นคุณภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่มีผลประกอบการโดดเด่น เช่น กลุ่ม Magnificent Seven (Mag 7) หรือหุ้นที่มีคุณภาพรองลงมา
  • ตราสารหนี้ ยังคงควรลงทุนได้ และแนะนำให้ลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลาง หรือ ไม่ยาวมาก เนื่องจากมีความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อในระยะยาว
  • กลุ่มธุรกิจ Cyclical, Luxury เช่น การท่องเที่ยว หรือสินค้าฟุ่มเฟือย

 

ความสำคัญของทองคำในการจัดพอร์ต

 

รุ่งโรจน์ แนะนำการจัดพอร์ตด้วยกลยุทธ์ Core Portfolio + Opportunistic + Gold โดยมองว่าทองคำสามารถนำมาใช้แทนส่วนของเงินสดได้ในบางสถานการณ์

 

ทองคำเหมาะสมที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการ กระจายความเสี่ยง เพราะจากการวัดค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) พบว่า ทองคำมีค่าความสัมพันธ์กับหุ้น S&P 500 เพียง 10% ซึ่งหมายความว่าการมีทั้งทองคำและหุ้นสหรัฐฯ ในพอร์ตจะช่วยในการกระจายความเสี่ยงได้ดี สถิตินี้บ่งชี้ว่า การเพิ่มทองคำเข้ามาในการจัดสรรสินทรัพย์เป็นเรื่องที่น่าสนใจในขณะนี้

 

SCB ชู Multi-Asset ตอบโจทย์ ‘Stay Invest’

 

สำหรับนักลงทุนที่มองว่าการจัดสัดส่วนและปรับพอร์ตเองเป็นเรื่องไม่ง่าย SCB ได้นำเสนอกองทุนหลัก (Core Portfolio) ที่กำลังอยู่ระหว่างการเสนอขาย IPO คือ กองทุน SCBGMLITE(A)

 

SCBGMLITE(A) เป็นกองทุน Multi-Asset ที่มีสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ 60%, หุ้น 10% และที่เหลือเป็น Liquid Alternative ซึ่งเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

 

โดยความแตกต่างของกองทุนนี้คือ การหาพาร์ทเนอร์มาช่วย Customize การลงทุนให้เหมาะกับลูกค้าชาวไทยโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีความใกล้ชิดและความเข้าใจต่อความรู้สึกของลูกค้ามากกว่ากองทุน Multi-Asset ทั่วไปในตลาด

 

รุ่งโรจน์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการ Stay Invest ว่ามีผลดีในระยะยาว ซึ่งข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่า การลงทุนแบบยาวๆ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่ามาก เช่น 400% เทียบกับ 100% เมื่อเทียบกับการขายทำกำไรระยะสั้นหรือการหมุนพอร์ตบ่อยๆ แม้ว่าการหมุนพอร์ตบ่อยอาจทำให้ Drawdown หรือมีความผันผวนขาลงต่ำกว่า แต่ก็จะแลกมาด้วย Upside ที่น้อยกว่า กองทุนอย่าง SCBGMLITE(A) จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การ Stay Invest ในลักษณะนั้น

 

4 ตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตาในปี 2026

 

เพื่อให้การลงทุนเป็นไปอย่างมีทิศทาง นักลงทุนต้องติดตามตัวชี้วัดสำคัญ 4 ประการ ดังนี้

 

  • เทรนด์อัตราดอกเบี้ย แนวโน้มดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไร.
  • อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ โดยเฉพาะช่วงปลายปีหากประเด็นภาษียังไม่จบ
  • การซื้อทองคำของธนาคารกลาง การเปลี่ยนแปลงนโยบายการซื้อทองคำของประเทศต่างๆ
  • ความขัดแย้งระหว่างประเทศ สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจเกิดขึ้นใหม่

 

ภาพ: K.unshu/Shutterstock

The post จับตาปี 2026 เข้าสู่สถานการณ์ Goldilocks จะเกิดอะไรขึ้น ต้องพอร์ตลงทุนรับมืออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 ปัจจัยตัดสิน ดอลลาร์แข็งค่าหรืออ่อนค่าในอนาคต https://thestandard.co/opinion-7-factors-dollar-value/ Fri, 17 Oct 2025 03:20:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1131703 7 ปัจจัยตัดสิน ดอลลาร์แข็งค่าหรืออ่อนค่าในอนาคต

ทิศทางของเงินดอลลาร์อ่อนสลับแข็งและผันผวนไปมาในช่วงนี้ท […]

The post 7 ปัจจัยตัดสิน ดอลลาร์แข็งค่าหรืออ่อนค่าในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 ปัจจัยตัดสิน ดอลลาร์แข็งค่าหรืออ่อนค่าในอนาคต

ทิศทางของเงินดอลลาร์อ่อนสลับแข็งและผันผวนไปมาในช่วงนี้ทำให้ทั้งนักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้กำหนดนโยบาย ต่างตั้งคำถามไปพร้อมกันว่า ต่อจากนี้ดอลลาร์ควรมีทิศทางอย่างไรกันแน่

 

ผมมองว่า ‘เรื่องราว’ ของดอลลาร์มีมากกว่าปกติ ทั้งเหมือนและต่างกับช่วงเวลาทั่วไปในหลายมิติ ผมจึงรวบรวมเรื่องราวที่ตลาดกำลังให้ความสนใจ นำมาจัดกลุ่ม วิเคราะห์ให้นักลงทุนทุกท่านได้เข้าใจผลกระทบต่อทิศทางของดอลลาร์ เพื่อตัดสินใจไปพร้อมกันว่า อะไรกันแน่คือเหตุผลที่ดอลลาร์ควรแข็งหรืออ่อนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

1. เศรษฐกิจโลก: ปกติโลกเติบโตดี ดอลลาร์จะแย่ แต่ครั้งนี้ไม่แน่

 

ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยนในอดีต มักชี้ว่ามูลค่าของดอลลาร์มีความสัมพันธ์เชิงลบกับทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจนอกสหรัฐฯ

 

เช่นในปี 2002-2003 และ 2019 เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว หนุนให้ตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ สร้างผลตอบแทนดี นักลงทุนจึงโยกเงินออกจากดอลลาร์ไปหาตลาดอื่น ส่งผลให้ดอลลาร์มีทิศทางอ่อนค่า ในทางกลับกัน ช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหา หุ้นมักเข้าสู่ตลาดหมี หนุนให้นักลงทุนกลับมาถือดอลลาร์

 

ในครั้งนี้ ผมมองว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่ฟื้นตัวขึ้นจนกดดันดอลลาร์ เนื่องจากมีนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้ไม่โดดเด่น

 

2. เศรษฐกิจสหรัฐฯ: แข็งแกร่งแต่กำลังมีความเสี่ยงจาก Shutdown

 

ความสัมพันธ์นี้เป็นส่วนกลับของเศรษฐกิจโลก เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดีกว่าโลก สินทรัพย์ในสหรัฐฯ มักทำผลตอบแทนดีกว่า หนุนให้ดอลลาร์แข็งค่า

 

ข้อมูลกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในปี 2025 ถือว่าดีกว่าที่คาด อย่างไรก็ดี หลังจากมีปัญหา Government Shutdown ภาพความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจก็เริ่มแย่ลง หมายความว่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจไม่ใช่แรงกดดันตอนนี้ แต่ก็ไม่ใช่แรงหนุน ถ้าการเมืองยังไม่ปกติ

 

3. นโยบายการเงิน: การลดดอกเบี้ยยังเป็นปัจจัยกดดันดอลลาร์ในระยะยาว

 

ความคาดหวังของนโยบายการเงิน มักส่งผลต่อทิศทางดอลลาร์ระยะสั้น ขณะที่ความแตกต่างระหว่างดอกเบี้ยสหรัฐฯ กับทั่วโลกส่งผลต่อมูลค่าพื้นฐานระยะยาว

 

หมายความว่า ในระยะสั้นนโยบายการเงินอาจเป็นแรงหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่า เนื่องจากตลาดคาดไปก่อนแล้วว่า Fed จะปรับดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 50 bps ในไตรมาสที่สี่

 

อย่างไรก็ดี ถ้ามองในระยะยาว Fed ต้องลดดอกเบี้ยไปสู่จุดสมดุลใหม่ราว 3.00-3.50% ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกต่ำกว่าสหรัฐฯ นโยบายการเงินจึงยังคงเป็นประเด็นกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงได้อยู่ในอนาคต

 

4. ความต้องการสินทรัพย์สหรัฐฯ ของนักลงทุนต่างชาติ: ฉุดดอลลาร์อ่อน

 

ความต้องการสินทรัพย์สหรัฐฯ ของนักลงทุนต่างชาติ จะอ้างอิงสองปัจจัยหลักคือ คาดการณ์ผลตอบแทนของตลาดหุ้น และระดับบอนด์ยิลด์

 

นักลงทุนต่างชาติจะลงทุนในสหรัฐฯ มากที่สุดเมื่อหุ้นเป็นขาขึ้น พร้อมกับยีลด์สูง ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นเช่นในช่วงปี 2024 หนุนค่าเงินดอลลาร์ได้

 

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ในช่วงที่ Valuation แพง ส่วนบอนด์ยิลด์ก็มีแนวโน้มลดลงตามดอกเบี้ยนโยบาย ภาพความต้องการสินทรัพย์สหรัฐฯ ต่อจากนี้จึงเป็นแรงกดดันมากกว่าแรงหนุนสำหรับดอลลาร์

 

5. การเมืองสหรัฐฯ: ความไม่แน่นอนทำให้ความสัมพันธ์ขาดช่วง

 

ในอดีต ดอลลาร์มักแข็งค่าเมื่อนโยบายเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน แต่ในช่วงปี 2025 ทิศทางดอลลาร์กลับไม่ตอบสนองต่อความผันผวนของนโยบายการค้า หรือความไม่แน่นอนทางการเมืองเหมือนในอดีต

 

อาจเป็นเพราะผลกระทบของนโยบายการเมืองมีความซับซ้อน ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านนโยบายกับตลาดการเงินไม่ชัดเจน เช่นนโยบายการค้าอาจหนุนดอลลาร์แข็ง แต่มุมมองของ Trump กลับสนับสนุนดอลลาร์อ่อน ทำให้ตลาดเลือกที่จะจับตาประเด็นอื่นเป็นหลักมากกว่า

 

6. Momentum ของดอลลาร์: ขาลงที่นานเกินไปหนุนดอลลาร์ฟื้นตัว

 

แนวโน้มการแข็งและอ่อนค่าของดอลลาร์จะมีทั้งรูปแบบ Momentum ระยะกลาง (3-6 เดือน) และ Reversal ในระยะสั้น (1 เดือน)

 

ต้นไตรมาสที่สี่ ดอลลาร์เข้าสู่โหมด Reversal สาเหตุเกิดจากดอลลาร์ที่อ่อนค่ามานาน พบกับความไม่แน่นอนของการเมืองยุโรปและญี่ปุ่น ประเทศเจ้าของสองสกุลเงินใหญ่อย่างยูโร (EUR) และเยน (JPY)

 

อย่างไรก็ดี การกลับตัวจากเหตุผลทางเทคนิค มักเป็นประเด็นที่ตลาดสนใจเพียงในระยะสั้น ส่วนระยะยาวต้องติดตามว่านโยบายเศรษฐกิจหรือการเงินนอกสหรัฐฯ จะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน

 

7. โครงสร้างของดอลลาร์: ส่วนใหญ่มีผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าจริง แต่ทั้งหมดมักใช้เวลานาน

 

สิ่งที่เราได้ยินบ่อยครั้งในช่วงนี้ คือประเด็นโครงสร้างและสถานะที่เปลี่ยนไปของดอลลาร์ เช่น De-Dollarization การลดขาดดุลด้วยกำแพงภาษี หนี้สหรัฐฯ ที่สูงเกินไป จนถึงความเป็นอิสระของ Fed ที่อาจทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าในระยะยาว

 

แต่เหตุผลทางโครงสร้างเหล่านี้ ทั้งหมดเป็นการเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่ส่งผลเพียงเล็กน้อยในระยะสั้น ขณะเดียวกัน ก็มักมีความเร่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ตลาด ต้องรอความต่อเนื่องในอนาคตอีกมาก

 

โดยสรุป 7 ปัจจัยข้างต้นกำลังบอกเราว่า การแข็งค่าของดอลลาร์ช่วงนี้อาจยังไม่ใช่ ‘จุดเปลี่ยนทิศ’ แต่ในขณะเดียวกัน ดอลลาร์ก็อาจไม่อ่อนค่าตลอดไปเช่นกัน

 

ในมุมมองของผม นโยบายการเงินจะกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อ อย่างน้อยไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2026 แต่เมื่อไหร่ที่สหรัฐฯ หลุดพ้นจากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจ หรือฉกฉวยโอกาสเติบโตจากเทคโนโลยีได้มากกว่าทั่วโลก เมื่อนั้น ดอลลาร์ก็มีโอกาสจะกลับไปแข็งค่าอีกครั้งครับ

 

ภาพ: Hiroshi Watanabe / Getty Images

The post 7 ปัจจัยตัดสิน ดอลลาร์แข็งค่าหรืออ่อนค่าในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ ไม่กังวลกระแส De-Dollarization และเชื่อว่าดอลลาร์จะรักษาสถานะการเป็นทุนสำรองหลักของโลกไปได้ถึงปี 2065 https://thestandard.co/warren-buffett-dedollarization-dollar-dominance-reserve-currency/ Sat, 22 Jul 2023 05:56:00 +0000 https://thestandard.co/?p=820515 วอร์เรน บัฟเฟตต์

วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดัง ออกมาระบุว่า […]

The post ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ ไม่กังวลกระแส De-Dollarization และเชื่อว่าดอลลาร์จะรักษาสถานะการเป็นทุนสำรองหลักของโลกไปได้ถึงปี 2065 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วอร์เรน บัฟเฟตต์

วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดัง ออกมาระบุว่า เขาไม่มีความกังวลเกี่ยวกับกระแสการลดการพึ่งพาเงินสกุลดอลลาร์หรือ De-Dollarization และยังเชื่อว่าเงินดอลลาร์จะยังรักษาสถานะการเป็นสกุลเงินหลักที่ถูกใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ รวมถึงการค้าและการลงทุนของโลกต่อไปอีกมากกว่า 40 ปี 

 

“ดอลลาร์เป็นสกุลเงินทุนสำรองสำคัญของโลก และมีความเป็นไปได้สูงที่ดอลลาร์จะรักษาสถานะนี้ได้ต่อไปถึงปี 2065 จีนกับสหรัฐฯ จะกลายเป็นสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก แต่ผมยังไม่เห็นว่าจะมีเงินสกุลอื่นที่ก้าวขึ้นมาแทนที่ดอลลาร์ได้” บัฟเฟตต์ระบุ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ขณะที่ ชาร์ลี มังเกอร์ มือขวาของบัฟเฟตต์ก็ได้ให้ความเห็นที่สอดคล้องกัน โดยเขาเชื่อว่าดอลลาร์จะยังคงมีสถานะเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศหลักของโลกไปอีกอย่างน้อย 20 ปี 

 

อย่างไรก็ดี ทั้งบัฟเฟตต์และมังเกอร์ได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลสหรัฐฯ เช่นกันว่า สกุลเงินดอลลาร์ในช่วงหลังจากนี้อาจมีแนวโน้มที่อ่อนค่าเพิ่มขึ้นจากการที่สหรัฐฯ ใช้นโยบายพิมพ์เงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนมหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งในท้ายที่สุดมันจะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของอเมริกันชน

“การเป็นสกุลเงินทุนสำรองหลักของโลกก็ทำให้เราควรระมัดระวังเช่นกัน เพราะไม่มีใครรู้ว่าสกุลเงินกระดาษจะไปต่อได้อีกไกลแค่ไหนก่อนที่มันจะเข้าสู่ภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้” บัฟเฟตต์กล่าว

 

ในปีที่ผ่านมา ดัชนี US Dollar Index ซึ่งใช้วัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินต่างประเทศต่างๆ ได้ปรับตัวลดลงมากถึง 6% โดยมีสาเหตุหลักมาจากอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง ทำให้ตลาดคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจตอบสนองด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะลดทอนความน่าดึงดูดใจของเงินสกุลดอลลาร์

 

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่าการใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนในช่วงที่เกิดโรคระบาดโควิด ซึ่งส่งผลให้ปริมาณเงินดอลลาร์ในระบบปรับสูงขึ้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์

 

อ้างอิง:

The post ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ ไม่กังวลกระแส De-Dollarization และเชื่อว่าดอลลาร์จะรักษาสถานะการเป็นทุนสำรองหลักของโลกไปได้ถึงปี 2065 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องกระแส De-Dollarization หลังนโยบาย Fed ป่วนสกุลเงินท้องถิ่นหนัก หรือโลกจะเข้าสู่ยุค Multipolar Currency? https://thestandard.co/de-dollarization-trend/ Mon, 10 Jul 2023 02:01:12 +0000 https://thestandard.co/?p=814601 De-Dollarization

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีรายงานมากมายระบุว่าหลายประเทศ […]

The post ส่องกระแส De-Dollarization หลังนโยบาย Fed ป่วนสกุลเงินท้องถิ่นหนัก หรือโลกจะเข้าสู่ยุค Multipolar Currency? appeared first on THE STANDARD.

]]>
De-Dollarization

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีรายงานมากมายระบุว่าหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เนื่องมาจากการอ่อนค่าของสกุลเงินท้องถิ่น โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Market)

 

โดยในปีนี้ได้เกิดกระแส De-Dollarization ขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะหลังจากการขึ้นดอกเบี้ยอย่างเร็วและแรงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) การใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย การแช่แข็งสินทรัพย์ของรัสเซีย และการตัดรัสเซียออกจากระบบการชำระเงินโลก

 

ทำให้หลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มีข้อขัดแย้งกับสหรัฐอเมริการวมถึงจีน เร่งกระบวนการลดการพึ่งพาดอลลาร์หรือ De-Dollarization ทำให้ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค Multipolar Currency

 

การดำเนินนโยบาย Fed ฉุดสกุลเงินท้องถิ่นผันผวนหนัก

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคมปี 2022 เงินบาทเคยอ่อนค่าไปแตะระดับ 38.33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการอ่อนค่าหนักสุดตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2006 หรือในรอบราว 16 ปี เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาชี้แจงว่า การอ่อนค่าหนักของบาทในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นผลมาจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed

 

จีน

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2023 เงินหยวนได้อ่อนค่าแตะ 7.27 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังจากธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิง (Benchmark Lending Rates) ถึง 2 ครั้งในเดือนมิถุนายน พร้อมทั้งได้ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายอื่นๆ ด้วย โดยหลายฝ่ายมองว่า ความพยายามเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจีนอาจต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างเสถียรภาพให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเผชิญปัญหาอยู่

 

โดยนักวิเคราะห์ของ CITIC Securities กล่าวเมื่อปลายเดือนมิถุนายนว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นระหว่างจีนและสหรัฐฯ อาจกระตุ้นให้เงินทุนไหลออกมากขึ้นในระยะสั้น ซึ่งช่วยลดความน่าดึงดูดใจของเงินหยวนต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

 

ไม่ใช่แค่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เท่านั้นที่ประสบกับความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน แต่ประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นก็กำลังประสบความเสี่ยงที่คล้ายคลึงกัน

 

ญี่ปุ่น

โดยเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2022 เงินเยนได้อ่อนค่าหลุดระดับ 145.07 ไป นับว่าอ่อนค่าหนักสุดในรอบกว่า 7 เดือน เนื่องจากข้อมูลทางเศรษฐกิจต่างๆ ของสหรัฐฯ เพิ่มความเป็นไปได้ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed และอาจทำให้ Fed คงดอกเบี้ยระดับสูงไว้นานขึ้น

 

นอกจากนี้ยังมีการประเมินว่า ในช่วงที่เงินเยนอ่อนค่าหนักเมื่อเทียบกับยูโร ทำให้ขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ของเยอรมนีแซงหน้าญี่ปุ่น (ในรูปดอลลาร์สหรัฐ) กลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกไปแล้ว

 

โดยเฉพาะหลังจากเมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ตัดสินใจคงนโยบายการเงินต่างๆ เอาไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนโยบายการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อายุ 10 ปี (YCC) และนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ ทำให้เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2023 เงินเยนได้อ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบ 15 ปีเมื่อเทียบกับยูโร ท่ามกลางการส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางยุโรป

 

อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าเงินเยนจะกลับมาแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินยูโรในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ทำให้ในระยะยาวขนาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นน่าจะนำหน้าเยอรมนีต่อไป

 

จากตัวอย่างที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ทำให้เห็นว่า หลายประเทศกำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านเสถียรภาพจากอัตราแลกเปลี่ยน จากการดำเนินนโยบายของ Fed และการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ

 

‘ดอลลาร์สหรัฐ’ ในฐานะสกุลเงินหลักของโลก

จากข้อมูลเชิงสถิติแสดงให้เห็นว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (จนถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2023) ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index) แข็งค่าขึ้นราว 24.66% สำหรับหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าอย่างต่อเนื่องเป็นผลมาจาก ‘สถานะสกุลเงินหลักของโลก’ ที่ถูกใช้เป็นเงินสำรองของธนาคารกลางต่างๆ มากที่สุด ถูกใช้ในการค้าขายระหว่างประเทศมากที่สุด และถูกใช้ในตลาดเงินตลาดทุนมากที่สุด รวมไปถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ 

 

วิเคราะห์สถานะดอลลาร์: ด้านเงินสำรองระหว่างประเทศ

โดยตามข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แสดงให้เห็นว่า ในไตรมาสแรกของปีนี้ดอลลาร์สหรัฐครองสัดส่วนมากที่สุดในทุนสำรองทั่วโลก โดยอยู่ที่ 59.02% รองลงไปคือยูโร เยน และปอนด์สเตอร์ลิง

 

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนดังกล่าวถือว่าลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเมื่อ 2 ทศวรรษก่อน โดยตอนนั้นดอลลาร์เคยครองสัดส่วนกว่า 70% ในทุนสำรองของธนาคารกลางทั่วโลกในปี 1999

 

อย่างไรก็ตาม การวิจัยโดย Official Monetary and Financial Institutions Forum (OMFIF) ซึ่งเป็นหน่วยงานคลังสมองของธนาคารกลางแห่งสหราชอาณาจักร เงินดอลลาร์ยังคงคิดเป็น 54% ของเงินสำรองทั้งหมดในเวลา 10 ปีข้างหน้า ซึ่งนับเป็นจำนวนมากอยู่ดี

 

การสำรวจของ OMFIF ยังพบว่า 16% ของธนาคารกลางทั่วโลกวางแผนเพิ่มความเสี่ยงกับเงินดอลลาร์สหรัฐต่อไปในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ในทางตรงข้ามมี 10% ที่วางแผนลดความเสี่ยงกับเงินดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ในอีก 10 ปีข้างหน้า ธนาคารกลางจำนวน 6% คาดว่าจะลดการถือครองเงินดอลลาร์

 

วิเคราะห์สถานะดอลลาร์: ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ตามการคำนวณของ Fed พบว่า ส่วนแบ่งของผลผลิตทางเศรษฐกิจโลก (World Output) ของสหรัฐฯ ลดลงจาก 32% ในปี 1980 เหลือ 24% ในปี 2020 ขณะที่ส่วนแบ่งการค้าโลกของสหรัฐฯ ก็ลดลงจาก 14% เป็น 11% ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

โดยถ้าหากแนวโน้มเช่นนี้ดำเนินไปต่อเนื่อง สถานะของดอลลาร์ก็อาจถูกสั่นคลอนเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเชิงโครงสร้างตลาดทุนของสหรัฐฯ ก็ยังคงมีสภาพคล่องมากพอ และความน่าดึงดูดที่ทำให้เม็ดเงินจากทั่วโลกเข้าไปในตลาดสหรัฐฯ ได้ 

 

วิเคราะห์ดอลลาร์: ในฐานะเงินที่ถูกซื้อขายแลกเปลี่ยนในระบบการค้าโลก

ข้อมูลจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ระบุว่า ดอลลาร์สหรัฐคือสกุลเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบแลกเปลี่ยนมากที่สุดในโลก โดยครองสัดส่วนอยู่ที่ 88% ในปี 2022 รองลงมาคือยูโร เยน ปอนด์ หยวน และดอลลาร์ออสเตรเลีย นับเป็นระดับที่แข็งแกร่งอย่างมาก

 

ดังนั้นหากโครงสร้างเศรษฐกิจและการค้าโลกไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างยกเครื่องครั้งใหญ่ ดอลลาร์ก็ยังอาจครองสถานะสกุลเงินของโลกไปได้อีกอย่างน้อย 1 ทศวรรษ

 

จับตาประเทศตลาดเกิดใหม่ ‘แก้เกม’ ผ่านอาวุธ De-Dollarization

การครอบงำของดอลลาร์ค่อยๆ ลดลงในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเมื่อปี 2022 ทำให้หลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มีข้อขัดแย้งกับสหรัฐฯ พยายามลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์มากขึ้น โดย THE STANDARD WEALTH ได้รวบรวมเหตุการณ์ De-Dollarization สำคัญๆ ในปีที่ผ่านมาดังนี้

 

BRICS ผลักดันการสร้าง ‘สกุลเงินร่วม’

โดยหนึ่งในกลุ่มประเทศที่แสดงถึงความพยายามในการท้าทายอำนาจของดอลลาร์อย่างโดดเด่นก็คือ BRICS ซึ่งมีสมาชิกประกอบด้วยรัสเซีย อินเดีย และจีน

 

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศจากกลุ่มประเทศ BRICS ซึ่งได้ประชุมหารือกัน พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมจากประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่อื่นๆ เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อียิปต์ และคาซัคสถาน โดยหนึ่งในวาระการประชุมคือการขยายจำนวนสมาชิกและการจัดตั้งสกุลเงินร่วมกัน

 

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา บราซิลและอาร์เจนตินาอยู่ในขั้นตอนเบื้องต้นของการหารือเกี่ยวกับการออกสกุลเงินร่วมกัน เพื่อการทำธุรกรรมทางการเงินและการค้า เพื่อรับมือกับอุปสรรคทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งบ่อยครั้งมีวัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านอำนาจเงินสกุลดอลลาร์ในภูมิภาค

 

ทั้งนี้ หากความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นจริง จะทำให้สกุลเงินร่วมของทั้งสองประเทศกลายเป็นสกุลเงินร่วมที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก 

 

‘จีน’ เร่งผลักดันหยวนสู่สากล

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนนับเป็นอีกหนึ่งประเทศที่พยายามผลักดันให้ประเทศอื่นๆ ยอมรับสกุลเงินหยวนมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากเกิดสงครามในยูเครน ซึ่งนำไปสู่การแช่แข็งสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลของรัสเซีย

 

โดยในปีนี้จีนได้เปิดตัวความร่วมมือเพื่อนำเงิน ‘หยวนสู่สากล’ จำนวนมาก เช่น การเจรจากับซาอุดีอาระเบียเพื่อซื้อขายน้ำมันด้วยเงินหยวน การประกาศข้อตกลงกับบราซิลเกี่ยวกับการหักบัญชีด้วยเงินหยวนสำหรับการค้าบางประเภท และการใช้เงินหยวนซื้อน้ำมัน ถ่านหิน และโลหะจากรัสเซีย

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ก็มีรายงานว่า ธนาคารกลางของอิรักเตรียมอนุญาตให้บริษัทในประเทศสามารถทำการค้ากับจีนโดยใช้เงินหยวนในการแลกเปลี่ยนได้เป็นครั้งแรก เพื่อชดเชยการขาดแคลนเงินดอลลาร์สหรัฐในตลาดท้องถิ่น 

 

ในเดือนมีนาคม รัฐบาลบราซิลประกาศว่า จีนและบราซิลบรรลุข้อตกลงการค้าโดยใช้สกุลเงินหยวนและเงินเรียลในการทำธุรกรรมกันโดยตรงแทนการใช้ดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินกลาง ซึ่งนับเป็นความพยายามล่าสุดของจีนที่จะลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ในการค้าระหว่างประเทศ

 

ด้านสำนักงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนของบราซิล (ApexBrasil) แถลงว่า “ข้อตกลงนี้เป็นที่คาดหวังว่าจะช่วยลดต้นทุน สนับสนุนการค้าทวิภาคียิ่งขึ้น และอำนวยความสะดวกในการลงทุน”

 

ตามข้อมูลจาก BIS ล่าสุดระบุว่า สัดส่วนของเงินหยวนในธุรกรรม FX ทั่วโลกเพิ่มขึ้นจากเกือบ 0% เมื่อ 15 ปีก่อน เป็น 7% อย่างรวดเร็ว

 

ไทย

จากการเคลื่อนไหวที่ผันผวนของเงินบาทในบางช่วง ทำให้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ธปท. ได้เปิดเผยแผนงานเกี่ยวกับ New FX Ecosystem ที่จะทำเพิ่มเติม ซึ่งรวมไปถึง ‘สนับสนุนการใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการค้าขายระหว่างประเทศ’ ด้วย

 

ธปท. ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันการค้าระหว่างไทยกับประเทศในภูมิภาคมีสัดส่วนที่สูง โดยเฉพาะประเทศจีนและญี่ปุ่น ขณะที่แนวโน้มทิศทางของเงินสกุลท้องถิ่นและเงินบาทมักเคลื่อนไหวในทางเดียวกัน ธปท. จึงสนับสนุนการใช้เงินสกุลท้องถิ่น (Local Currency) เช่น หยวน, เยน, ริงกิตมาเลเซีย และรูเปียห์อินโดนีเซีย ให้เป็นอีกทางเลือกในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของเงินดอลลาร์ ซึ่งมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

 

ประเทศเอเชียอื่นๆ

เมื่อเดือนมิถุนายน 2022 ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เตรียมเปิดการเจรจาเพื่อเพิ่มความร่วมมือด้าน ‘การแลกเปลี่ยนสกุลเงินเยนและวอน’ เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี หลังจากทั้งสองประเทศต้องเผชิญกับการอ่อนค่าของเงินสูงสุดในภูมิภาค และเผชิญกับความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ร่วมกันจากความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ รวมถึงท่าทีของเกาหลีเหนือ

 

ในเดือนเมษายน อินเดียและมาเลเซียประกาศใช้เงินรูปีอินเดีย (INR) เป็นวิธีการชำระเงินนอกเหนือจากสกุลเงินอื่นๆ ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันเงินรูปีสู่สากล หวังช่วยเพิ่มการค้าทวิภาคีระหว่างสองประเทศ และลดต้นทุนการทำธุรกรรมสำหรับธุรกิจ

 

นอกจากนี้ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็มีรายงานว่า อินเดียกำลังซื้อน้ำมันรัสเซียในสกุลเงินเดอร์แฮมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE Dirham) และรูเบิล

 

โลกอาจเข้าสู่ยุค Multipolar Currency 

รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ให้ความเห็นถึงกระแส De-Dollarization ที่กำลังเกิดขึ้นว่า “ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีการพูดกันมากขึ้นว่าหยวนจะเข้ามาแทนดอลลาร์ ต้องยอมรับว่าปัจจุบันดอลลาร์เริ่มมีบทบาทน้อยลงจริง แต่ถ้าเปรียบเทียบสัดส่วนจะเห็นว่า 58% กับ 3% ยังต่างกันมาก ถ้าหยวนจะเข้ามามีบทบาทในฐานะการเป็นเงินสกุลหลักมากขึ้นได้ สิ่งที่จีนต้องทำคือเปิดเสรีเงินทุนให้มีการซื้อขายเงินหยวนได้เสรี ซึ่งคงยังไม่เกิดขึ้นและคงต้องใช้เวลาอีกนานมาก”

 

รุ่งระบุว่า การแบ่งขั้วอำนาจของโลกที่เริ่มทวีความชัดเจนขึ้น ทำให้กลุ่มประเทศ BRICS พยายามจะเข้ามาท้าทายอำนาจของฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปด้วยการค้าขายกันด้วยสกุลเงินท้องถิ่นมากขึ้น แต่คงต้องใช้เวลาอีกยาวนานพอสมควรกว่าที่จะลดบทบาทของดอลลาร์ลงได้อย่างมีนัย และหากมีการเปลี่ยนระบบการเงินโลกมาทดแทนเงินดอลลาร์จริงก็เชื่อว่าจะอยู่ในรูปแบบ Multipolar Currency หรือการที่เงินหลายๆ สกุลเข้ามามีบทบาทพร้อมๆ กันมากกว่าการมีเงินสกุลใดสกุลหนึ่งขึ้นมาแทนที่ดอลลาร์

 

“ก่อนหน้านี้สกุลเงินที่ใกล้เคียงจะมาแทนดอลลาร์มากที่สุดคือเงินยูโร แต่ในปี 2012 กลับเกิดวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปขึ้น ทำให้แผนที่จะก้าวขึ้นมาแทนดอลลาร์จบและไปต่อไม่ได้ ตอนนี้คนจึงมามองที่เงินหยวนแทน แต่อย่างที่บอกไปว่าหนทางยังอีกยาวไกล สิ่งที่เราจะเห็นคงเป็นบทบาทของดอลลาร์ที่จะทยอยลดลงไปอย่างช้ามากกว่า” รุ่งกล่าว

 

อ้างอิง: 

The post ส่องกระแส De-Dollarization หลังนโยบาย Fed ป่วนสกุลเงินท้องถิ่นหนัก หรือโลกจะเข้าสู่ยุค Multipolar Currency? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เขย่าบัลลังก์ ‘ดอลลาร์’ เกม De-Dollarization พลิกขั้วอำนาจโลก? | Morning Wealth 10 ก.ค. 2566 https://thestandard.co/morning-wealth-10072023/ Mon, 10 Jul 2023 01:31:52 +0000 https://thestandard.co/?p=814593 De-Dollarization

เขย่าบัลลังก์ ‘ดอลลาร์’ เกม De-Dollarization พลิกขั้วอำ […]

The post ชมคลิป: เขย่าบัลลังก์ ‘ดอลลาร์’ เกม De-Dollarization พลิกขั้วอำนาจโลก? | Morning Wealth 10 ก.ค. 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
De-Dollarization

เขย่าบัลลังก์ ‘ดอลลาร์’ เกม De-Dollarization พลิกขั้วอำนาจโลก?

 

ส่องกระแส De-Dollarization หลังนโยบาย Fed ป่วนสกุลเงินท้องถิ่นหนัก หรือโลกจะเข้าสู่ยุค Multipolar Currency? รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

วิเคราะห์ Geopolitics Tensions ที่รุนแรงขึ้น โลกแบ่งขั้วมากขึ้น ทุนเคลื่อนย้ายไปไหน พูดคุยกับผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจและตลาดการเงิน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เขย่าบัลลังก์ ‘ดอลลาร์’ เกม De-Dollarization พลิกขั้วอำนาจโลก? | Morning Wealth 10 ก.ค. 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องสถานะ ‘ดอลลาร์สหรัฐ’ ยังเป็นสกุลเงินหลักของโลกอยู่หรือไม่? https://thestandard.co/look-at-the-status-of-the-us-dollar/ Mon, 10 Jul 2023 01:30:35 +0000 https://thestandard.co/?p=814232 ดอลลาร์สหรัฐ

จากข้อมูลเชิงสถิติแสดงให้เห็นว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา […]

The post ส่องสถานะ ‘ดอลลาร์สหรัฐ’ ยังเป็นสกุลเงินหลักของโลกอยู่หรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดอลลาร์สหรัฐ

จากข้อมูลเชิงสถิติแสดงให้เห็นว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (จนถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2023) ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index) แข็งค่าขึ้นราว 24.66% สำหรับหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าอย่างต่อเนื่องเป็นผลมาจาก ‘สถานะสกุลเงินหลักของโลก’ ที่ถูกใช้เป็นเงินสำรองของธนาคารกลางต่างๆ มากที่สุด ถูกใช้ในการค้าขายระหว่างประเทศมากที่สุด และถูกใช้ในตลาดเงินตลาดทุนมากที่สุด รวมไปถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา 

 

โดยตามข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แสดงให้เห็นว่า ในไตรมาสแรกของปีนี้ดอลลาร์สหรัฐครองสัดส่วนมากที่สุดในทุนสำรองทั่วโลก โดยอยู่ที่ 59.02% รองลงไปคือ ยูโร เยน และปอนด์สเตอร์ลิง

 

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนดังกล่าวถือว่าลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเมื่อ 2 ทศวรรษก่อน โดยตอนนั้นดอลลาร์สหรัฐเคยครองสัดส่วนกว่า 70% ในทุนสำรองของธนาคารกลางทั่วโลกในปี 1999

 

ตามการคำนวณของ Fed พบว่า ส่วนแบ่งของผลผลิตทางเศรษฐกิจโลก (World Output) ของสหรัฐฯ ลดลงจาก 32% ในปี 1980 เหลือ 24% ในปี 2020 ขณะที่ส่วนแบ่งการค้าโลกของสหรัฐฯ ก็ลดลงจาก 14% เป็น 11% ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

โดยถ้าหากแนวโน้มเช่นนี้ดำเนินไปต่อเนื่อง สถานะของดอลลาร์สหรัฐก็อาจถูกสั่นคลอนเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเชิงโครงสร้างตลาดทุนของสหรัฐฯ ก็ยังคงมีสภาพคล่องมากพอและความน่าดึงดูด ที่ทำให้เม็ดเงินจากทั่วโลกเข้าไปในตลาดสหรัฐฯ ได้ 

 

ขณะที่ตามข้อมูลจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ระบุว่า ดอลลาร์สหรัฐคือสกุลเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบแลกเปลี่ยนมากที่สุดในโลก โดยครองสัดส่วนอยู่ที่ 88% ในปี 2022 ซึ่งนับเป็นระดับที่แข็งแกร่งอย่างมาก

 

ดังนั้นหากโครงสร้างเศรษฐกิจและการค้าโลกไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างยกเครื่องครั้งใหญ่ ดอลลาร์สหรัฐก็ยังอาจครองสถานะสกุลเงินของโลกไปได้อีกอย่างน้อย 1 ทศวรรษ

 

ดอลลาร์สหรัฐ

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post ส่องสถานะ ‘ดอลลาร์สหรัฐ’ ยังเป็นสกุลเงินหลักของโลกอยู่หรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมเหตุการณ์ De-Dollarization สำคัญช่วงครึ่งแรกของปี 2023 สะท้อนโลกกำลังเข้าสู่ยุค Multipolar Currency? https://thestandard.co/de-dollarization-situation-2023/ Mon, 10 Jul 2023 01:00:48 +0000 https://thestandard.co/?p=813710 De-Dollarization

การครอบงำของดอลลาร์สหรัฐค่อยๆ ลดลงในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ […]

The post รวมเหตุการณ์ De-Dollarization สำคัญช่วงครึ่งแรกของปี 2023 สะท้อนโลกกำลังเข้าสู่ยุค Multipolar Currency? appeared first on THE STANDARD.

]]>
De-Dollarization

การครอบงำของดอลลาร์สหรัฐค่อยๆ ลดลงในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเมื่อปี 2022 ทำให้หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีข้อขัดแย้งกับสหรัฐฯ พยายามลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์มากขึ้น รวมไปถึงการขึ้นดอกเบี้ยอย่างเร็วและแรงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ทำให้สกุลเงินท้องถิ่นหลายประเทศผันผวนหนัก

 

THE STANDARD WEALTH ได้รวบรวมเหตุการณ์ De-Dollarization สำคัญๆ ในปีที่ผ่านมา ดังนี้

 

De-Dollarization

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post รวมเหตุการณ์ De-Dollarization สำคัญช่วงครึ่งแรกของปี 2023 สะท้อนโลกกำลังเข้าสู่ยุค Multipolar Currency? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 4 เหตุผลที่เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อเนื่อง และเตรียมเข้าสู่ธีมลงทุนแบบ De-Dollarization https://thestandard.co/de-dollarization-investment/ Tue, 25 Apr 2023 01:23:26 +0000 https://thestandard.co/?p=780870 De-Dollarization

นักลงทุนชั้นนำมองว่า เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงจากจุดสูงสุด […]

The post เปิด 4 เหตุผลที่เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อเนื่อง และเตรียมเข้าสู่ธีมลงทุนแบบ De-Dollarization appeared first on THE STANDARD.

]]>
De-Dollarization

นักลงทุนชั้นนำมองว่า เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงจากจุดสูงสุดในรอบทศวรรษเมื่อปีที่แล้วอย่างต่อเนื่อง หลังเชื่อว่า Fed จะผ่อนปรนนโยบายการเงินมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และนี่คือ 4 เหตุผลที่สนับสนุนความเชื่อดังกล่าว 

 

1. อัตราดอกเบี้ย ณ ช่วงสิ้นสุดนโยบายผ่อนคลายการเงินของ Fed อาจตํ่ากว่าที่ตลาดคาด

จากการสำรวจล่าสุดของ MLIV Pulse 87% ของผู้ตอบแบบสำรวจ 331 คน คาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือ 3% หรือต่ำกว่า และ 40% เชื่อว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะเกิดขึ้นในปีนี้ ผลจากแบบสอบถามตรงกันข้ามกับการกำหนดราคาของตลาดที่ให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ประมาณ 3.05% ในช่วง 2 ปี

 

จากผลดังกล่าวทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่มีมุมมองแง่ลบต่อเงินดอลลาร์ หลังจำนวนนักลงทุนมองเงินดอลลาร์เป็นขาลงมากกว่า 17% ต่อกระทิง หลายคนระบุชัดเจนว่า เหตุผลที่มองดอลลาร์เป็นลบเพราะราคาอยู่ในระดับสูงเกินไป

 

2. Fed จำเป็นต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินมากกว่าประเทศอื่นทั่วโลก

คำตอบที่ได้รับการโหวตรองลงมาคือ ความตึงเครียดในภาคธนาคารส่วนใหญ่จะจำกัดอยู่เฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซึ่งหมายความว่า Fed จะถูกบีบให้ดำเนินนโยบายอย่างผ่อนคลายมากกว่าประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

 

แบบอย่างในประวัติศาสตร์เมื่อ Fed ผ่อนปรนนโยบายอย่างรวดเร็ว โดยที่ธนาคารกลางในประเทศอื่นไม่ได้ปฏิบัติตามเคยเกิดขึ้นเมื่อวิกฤตฟองสบู่เทคโนโลยีแตกในช่วงต้นปี 2000 และในช่วงปี 2008 ที่นำไปสู่การล่มสลายของ Lehman Brothers ที่ Fed ลดอัตราดอกเบี้ยกว่า 3.25% ระหว่างเดือนสิงหาคม 2007 – เมษายน 2008 ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปกลับปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนกรกฎาคม 2008 ซึ่งในเวลานั้นเป็นช่วงที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเป็นอย่างมาก

 

3. หยวน-เยน แข็งค่าขึ้นอย่างชัดเจน

เงินสกุลหยวนของจีนและเงินเยนของญี่ปุ่นกำลังแข็งค่าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นอีกสาเหตุที่นักลงทุนคาดว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลง โดยสาเหตุดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ประการ คือ

 

ประการแรก คาซูโอะ อูเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นคนใหม่ กำลังให้ความหวังแก่นักลงทุนเล็กน้อย ในความเป็นไปได้ในการยุตินโยบายการเงินผ่อนคลายอย่างยิ่งยวด ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่เอื้อให้แก่การปรับเส้นอัตราผลตอบแทน ขณะที่ตลาดแรงงานมีแรงกดดันน้อย ซึ่งหากเลือกที่จะดำเนินการ จะทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นเป็นอย่างมาก

 

ประการที่ 2 คือ ดัชนี Economic Surprise Index (ESI) จัดทำโดย Citi Group สำหรับประเทศจีน พบว่า เพิ่มขึ้นใกล้แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2006 แต่ค่าเงินหยวนเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 1% ภายในปีนี้ ดังนั้นหยวนควรจะแข็งค่าขึ้น 

 

อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่พบข่าวดีสำหรับสกุลเงินดังกล่าว นอกเหนือจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น นักลงทุนอาจต้องใช้เวลาในการทำความคุ้นเคยกับแนวคิดที่ว่าการค้าของจีนกลับมาแล้ว 

 

4. ความเสี่ยงของการเกิดหนี้ท่วมสูง

ความเสี่ยงของการเกิดหนี้ท่วมสูงกลายเป็นเรื่องที่แทบจะไม่มีใครพูดถึงเลย น้อยคนนักที่จะโต้แย้งว่า สภาพแวดล้อมทางการเมืองในปัจจุบันนั้นรุนแรงและมีความเสี่ยงสูงเหมือนที่เคยเป็นมาเป็นเวลาหลายปี เหตุการณ์วิกฤตเพดานหนี้ในปี 2011 เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดในการตัดสินว่าตลาดจะตอบสนองอย่างไรต่อเหตุร้ายแรง ย้อนกลับไปในตอนนั้น อัตราผลตอบแทนลดลงอย่างมาก แต่เงินดอลลาร์กลับแข็งค่าขึ้นในช่วงเวลานั้น เพราะนักลงทุนมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงความเสี่ยง 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง:

The post เปิด 4 เหตุผลที่เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อเนื่อง และเตรียมเข้าสู่ธีมลงทุนแบบ De-Dollarization appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดอลลาร์เสื่อมมนตร์ขลัง กลุ่มประเทศ BRICS เตรียมสร้างสกุลเงินของตนเอง https://thestandard.co/brics-plans-to-create-its-own-currency/ Mon, 10 Apr 2023 12:52:24 +0000 https://thestandard.co/?p=775261 BRICS สร้าง สกุลเงิน

กลุ่มประเทศ BRICS หรือกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐก […]

The post ดอลลาร์เสื่อมมนตร์ขลัง กลุ่มประเทศ BRICS เตรียมสร้างสกุลเงินของตนเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
BRICS สร้าง สกุลเงิน

กลุ่มประเทศ BRICS หรือกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ประกอบด้วย บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และแอฟริกาใต้ กำลังหารือกันเพื่อพัฒนาสกุลเงินใหม่ของตนเอง โดยกลุ่มประเทศ BRICS มีแผนจะนำเสนอการพัฒนาสกุลเงินดังกล่าวระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม BRICS ในเดือนสิงหาคมนี้ 

 

นี่อาจเป็นพัฒนาการครั้งสำคัญที่ทำให้สกุลเงินดอลลาร์เสื่อมอำนาจจากการเป็นสกุลเงินหลักของโลกหรือไม่

 

กระแส De-Dollarization สู่สกุลเงินใหม่ของกลุ่มประเทศ BRICS

 

สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐได้รับการยอมรับในฐานะสกุลเงินหลักของโลก เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลก สถาบันการเงิน และประเทศต่างๆ มีดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินสำรอง อย่างไรก็ตาม กระแส De-Dollarization หรือการที่ประเทศต่างๆ ลดการพึ่งสกุลเงินดอลลาร์ และหาสกุลเงินทางเลือกในการทำธุรกรรม รวมทั้งเก็บเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ ทำให้ดอลลาร์สหรัฐกำลังเจอกับความท้าทายครั้งใหญ่

 

บราซิลได้เปลี่ยนจากการใช้ดอลลาร์เป็นสกุลเงินหยวนในการค้าขายระหว่างประเทศจีนและบราซิล รัสเซียเตรียมใช้เงินหยวนในการค้าขายกับประเทศในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา อินเดียและมาเลเซียเริ่มใช้เงินรูปีของอินเดีย เพื่อซื้อ-ขายสินค้าบางรายการ ฯลฯ ความต้องการลดการพึ่งพาดอลลาร์ของประเทศเหล่านี้ ทำให้เกิดการรวมตัวกันเพื่อสร้างสกุลเงินใหม่ของตัวเองในอนาคต

 

นอกจากนี้ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งทำให้รัสเซียถูกแบนออกจากระบบ SWIFT ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินโลก เป็นชนวนสำคัญที่ทำให้รัสเซียต้องมองหาสกุลเงินทางเลือก ทางการรัสเซียเคยแสดงความเห็นว่า สกุลเงินดอลลาร์ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของอเมริกามากกว่าประชาคมโลก 

 

มีรายงานว่า กลุ่มประเทศ BRICS หรือกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ประกอบด้วย บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และแอฟริกาใต้ กำลังวางแผนสร้างสกุลเงินรูปแบบใหม่ โดยจะมีแผนนำเสนอระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม BRICS ในเดือนสิงหาคมนี้

 

สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่ถูกพิมพ์ออกมาได้อย่างไม่จำกัดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยไม่มีสินทรัพย์หนุนหลัง เป็นหนึ่งในเหตุผลที่กลุ่มประเทศ BRICS ต้องการโค่นดอลลาร์ โดยมีความเป็นไปได้ว่าสกุลเงินใหม่ของ BRICS จะถูกหนุนหลังด้วยทองคำหรือสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ไม่ได้อิงมูลค่าจากอากาศ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ

 

ระบบสกุลเงินหลายขั้ว (Multipolar) กำลังจะมา

 

แม้ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับสกุลเงินใหม่ของกลุ่มประเทศ BRICS จะยังไม่ถูกเปิดเผย แต่หากเกิดขึ้นจริงๆ นี่จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำคัญสำหรับสกุลเงินหลักของโลก เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มประเทศ BRICS คิดเป็น 40% ของประชากรโลก และมี GDP คิดเป็น 1 ใน 4 ของ GDP โลก 

 

นอกจากนี้การค้าระหว่างรัสเซียและจีนเพิ่มขึ้นกว่า 30% ในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 

 

สหรัฐฯ จะถูกท้าทายมากขึ้น หากกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน รวมทั้งอิหร่าน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นพันธมิตรมายาวนานของอเมริกา ประกาศขายน้ำมันในสกุลเงินอื่นที่ไม่ใช่ดอลลาร์ ซึ่งมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งในอนาคต 

 

แม้จะมีการคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่า ดอลลาร์สหรัฐจะสูญเสียตำแหน่งสกุลเงินหลักของโลก แต่ โรบิน บรูกส์ ผู้อำนวยการนักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ แสดงความเห็นว่า สกุลเงินดอลลาร์ยังคงครองตลาดตราสารหนี้ และปริมาณเงินดอลลาร์ที่ถือครองในประเทศต่างๆ ยังคงเพิ่มสูงขึ้นในศตวรรษนี้ แม้จะมีการแสวงหาสกุลเงินทางเลือกก็ตาม 

 

ขณะที่รายงานของ Centre for Economic Policy Research หรือ CEPR คาดการณ์ว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าโลกจะเป็นแบบระบบสกุลเงินหลายขั้ว (Multipolar) แทนที่จะมีดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลักเพียงสกุลเงินเดียว


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post ดอลลาร์เสื่อมมนตร์ขลัง กลุ่มประเทศ BRICS เตรียมสร้างสกุลเงินของตนเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
De-Dollarization เบื้องหลังธนาคารกลางตุนทอง https://thestandard.co/de-dollarization-2/ Sat, 01 Apr 2023 12:49:27 +0000 https://thestandard.co/?p=771768 De-Dollarization

หลายคนที่เคยติดตามบทความของ YLG จะทราบกันดีว่าธนาคารกลา […]

The post De-Dollarization เบื้องหลังธนาคารกลางตุนทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
De-Dollarization

หลายคนที่เคยติดตามบทความของ YLG จะทราบกันดีว่าธนาคารกลางทั่วโลกเร่งตุนทองคำสำรองด้วยการถือครองทองคำเพิ่มขึ้นเกือบ 1,136 ตันในปี 2022 เพิ่มขึ้น 152% จากปีก่อนหน้า พร้อมทั้งสถิติการเข้าซื้อรายปีที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1967 และเป็นการเข้าซื้อที่สูงสุดเป็นอันดับ 2 เป็นประวัติการณ์เมื่อย้อนหลังไปถึงปี 1950 อีกทั้งยังเป็นการซื้อสุทธิเป็นปีที่ 13 ติดต่อกันอีกด้วย

 

“เหตุผลสำคัญเบื้องหลังการถือครองทองคำเพิ่มของเหล่าธนาคารกลาง ได้แก่ ผลการดำเนินงานของทองคำในช่วงที่เกิดวิกฤต บทบาทของทองคำในฐานะ Store of Value อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

 

“ยิ่งเกิดสงครามในยูเครน และการคว่ำบาตรต่อรัสเซียของชาติตะวันตก ก็ยิ่งกระตุ้นเทรนด์หนึ่งในตลาด ซึ่งเทรนด์ที่ว่านี้คือ De-Dollarization ซึ่งหมายถึงการที่ประเทศต่างๆ หาวิธีการ ‘ลด’ บทบาทค่าเงินดอลลาร์ต่อการค้าและการลงทุนของประเทศตัวเอง และเป็นเทรนด์ที่ตรงข้ามกับ Dollarization คือการใช้เงินตราต่างประเทศสกุลเงินในแบบคู่ขนานหรือแทนสกุลเงินในประเทศนั่นเอง”

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว สกุลเงินดอลลาร์มีสัดส่วนประมาณ 70% ของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เป็นสกุลเงิน โดยมีคู่แข่งที่สำคัญคือเงินยูโร และนับตั้งแต่นั้นมาส่วนแบ่งของดอลลาร์ก็ลดลง 11% แต่ล่าสุดเมื่ออ้างอิงจากข้อมูลของ IMF COFER พบว่าสัดส่วนของสกุลเงินดอลลาร์ในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เป็นสกุลเงิน ลดลงเหลือ 59.15% ในไตรมาสที่ 3/21 ลดลงจากสัดส่วนราว 59.23% ในไตรมาสที่ 2/21 แตะระดับต่ำสุดในรอบ 26 ปีในช่วง 4 ไตรมาสที่ผ่านมา”

 

Currency Composition of Global Exchange Reserves

 

ภาพ: IMF

 

YLG จึงมองว่าปรากฏการณ์ De-Dollarization มีบทบาทอย่างมากที่ทำให้เหล่าธนาคารกลางเลือกเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำสำรอง เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ท่ามกลางปัจจัยทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น สะท้อนจากสัดส่วนของสินทรัพย์ต่างๆ ในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคาร ณ สิ้นสุดไตรมาส 3 ของปี 2020 พบว่า ณ สิ้นสุดไตรมาส 3 ของปี 2020 โครงสร้างของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลกมีทองคำคิดเป็นสัดส่วน 16% ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ ณ ไตรมาส 3 ของปี 2019 ที่ทองคำมีสัดส่วนเพียง 13%

 

ล่าสุด สภาทองคำโลก (World Gold Council) เปิดเผยว่า ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองทองคำเพิ่มขึ้นเกือบ 1,136 ตันในปี 2022 เพิ่มขึ้น 152% จากปีก่อนหน้า สถิติการเข้าซื้อรายปีที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1967 และเป็นการเข้าซื้อที่สูงสุดเป็นอันดับ 2 เป็นประวัติการณ์เมื่อย้อนหลังไปถึงปี 1950 อีกทั้งยังเป็นการซื้อสุทธิเป็นปีที่ 13 ติดต่อกันอีกด้วย

 

“เมื่อมองไปยังอนาคต ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในโลกมีแนวโน้มจะยังคงดำเนินต่อไป โดยความเสี่ยงสูงสุดคือ Russia-NATO Conflict และความขัดแย้งดังกล่าวอาจยิ่งกระตุ้นความร่วมมือระหว่างจีน-รัสเซียที่ไม่มีขอบเขต (China-Russia cooperation has no limits) และจะเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ระดับภูมิภาคและโลกในระยะข้างหน้าต่อไป นั่นทำให้ปรากฏการณ์ De-Dollarization มีแนวโน้มเด่นชัดมากขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นแรงซื้อทองคำในหมู่ธนาคารกลาง”

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

 

The post De-Dollarization เบื้องหลังธนาคารกลางตุนทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตากระแส De-Dollarization หลังเงินดอลลาร์กลายเป็น ‘อาวุธนิวเคลียร์ทางการเงิน’ คาดประเทศเอเชียลดการสำรอง https://thestandard.co/de-dollarization/ Thu, 22 Dec 2022 08:38:43 +0000 https://thestandard.co/?p=727441 De-Dollarization

ตลอดทั้งปี 2022 ที่ผ่านมา ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้ […]

The post จับตากระแส De-Dollarization หลังเงินดอลลาร์กลายเป็น ‘อาวุธนิวเคลียร์ทางการเงิน’ คาดประเทศเอเชียลดการสำรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
De-Dollarization

ตลอดทั้งปี 2022 ที่ผ่านมา ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นสูงสุดเกือบ 20% อ้างอิงจาก Dollar Index ที่วิ่งขึ้นจาก 95.97 ไปแตะจุดสูงสุดที่ 114.78 ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ราว 104 สะท้อนถึงการแข็งค่าอย่างมากเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ของโลก

 

อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าอย่างมากของสกุลเงินดอลลาร์ ทำให้ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายประเทศเริ่มมองหาแนวทางอื่นที่จะช่วยลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์

 

สำหรับประเทศเศรษฐกิจที่ขนาดเล็กกว่าอย่างหลายประเทศในเอเชีย ต่างกำลังทดลองลดการสำรองเงินดอลลาร์ (De-Dollarization) ขณะที่บริษัทต่างๆ ทั่วโลกก็กำลังลดสัดส่วนหนี้ในสกุลเงินท้องถิ่นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพื่อลดความเสี่ยงจากการแข็งค่ามากขึ้นอีกของเงินดอลลาร์

 

การแข็งค่าอย่างมากของเงินดอลลาร์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการคว่ำบาตรรัสเซียในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ตามมาคือ ประเทศอื่นๆ ต่างพยายามลดความเสี่ยงในลักษณะนี้ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

 

John Mauldin นักกลยุทธ์การลงทุนของ Millennium Wave Advisors กล่าวว่า “รัฐบาลของ Joe Biden ทำผิดพลาดสำหรับการที่นำค่าเงินดอลลาร์และระบบการชำระเงินของโลกมาเป็นอาวุธ สิ่งที่เกิดขึ้นจะบีบบังคับให้นักลงทุนที่ไม่ได้ลงทุนในสหรัฐฯ รวมทั้งประเทศอื่นๆ ต้องกระจายความเสี่ยงออกไปถือครองสกุลเงินอื่นๆ นอกเหนือจากดอลลาร์”

 

อย่างกรณีรัสเซียและจีนที่เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้วเกี่ยวกับการพยายามโปรโมตสกุลเงินของตัวเองเพื่อใช้เป็นตัวเลือกสำหรับการชำระเงินระหว่างประเทศ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาช่วย

 

เมื่อไม่นานมานี้ ประเทศอย่างบังกลาเทศ คาซัคสถาน และสปป.ลาว ต่างเริ่มเจรจากับจีนเพื่อจะเพิ่มสัดส่วนการใช้เงินหยวน ขณะที่อินเดียก็พยายามจะผลักดันให้เงินรูปีถูกใช้มากขึ้นในระดับโลก อย่างการทำข้อตกลงเกี่ยวกับระบบการชำระเงินแบบทวิภาคี (Bilateral Payment) กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในเดือนนี้

 

ปัจจัยหลักที่ทำให้แต่ละประเทศพยายามหนีออกจากการใช้เงินดอลลาร์เกิดจากการตัดสินใจของยุโรปและสหรัฐฯ ในการตัดรัสเซียออกจากระบบ SWIFT ซึ่งถูกนิยามว่าเป็นการใช้ ‘อาวุธนิวเคลียร์ทางการเงิน’ ทำให้ธนาคารเกือบทั้งหมดของรัสเซียถูกตัดขาดจากธุรกรรมนับ 10 ล้านครั้งต่อวัน

 

นอกจากนี้การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ยังเป็นปัญหาอย่างมากต่อประเทศในเอเชียซึ่งเผชิญกับราคาอาหารที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งภาระหนี้ที่หนักขึ้น และทำให้ปัญหาความยากจนยิ่งแย่ลง

 

ศรีลังกาเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด เนื่องจากศรีลังกาต้องผิดนัดชำระหนี้ในสกุลเงินดอลลาร์เป็นครั้งแรก หลังจากที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจนกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ ขณะที่เวียดนามก็กล่าวโทษการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ว่าทำให้เกิดปัญหาสำหรับการนำเข้าพลังงาน

 

แม้ว่าประเทศต่างๆ จะพยายามลดการพึ่งพิงสกุลเงินดอลลาร์ แต่ดูเหมือนสถานะของเงินดอลลาร์อาจจะยังไม่ถูกกระทบในเร็วๆ นี้ ความแข็งแกร่งและขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการเก็บรักษาเงิน นอกจากนี้เงินดอลลาร์ยังมีสัดส่วนถึง 88% ของการค้าขายโลก แม้ว่าเงินหยวนจะได้รับความนิยมมากขึ้นแต่ก็ยังคิดเป็นเพียง 7% เท่านั้น

 

George Boubouras หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ K2 Asset Management ในออสเตรเลีย กล่าวว่า “มันค่อนข้างยากมากที่จะแข่งขันในสกุลเงินปกติ อย่างรัสเซียที่พยายามบังคับให้เกิดการใช้เงินรูเบิล ท้ายที่สุดแล้วนักลงทุนยังคงมองหาสิ่งที่มีสภาพคล่องสูงสุด ซึ่งคงไม่มีอะไรจะแทนที่เงินดอลลาร์ได้”

 

โดยสรุปแล้วเงินดอลลาร์ในฐานะ ‘ราชา’ จะยังคงครองบัลลังก์ของตัวเองไปอีกหลายทศวรรษที่กำลังจะมาถึง แต่โมเมนตัมของการใช้สกุลเงินอื่นๆ ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงดำเนินต่อไป และบีบบังคับให้ประเทศต่างๆ มองหาแนวทางของตัวเอง

 

Sri Mulyani Indrawati รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย กล่าวว่า “สงครามในยูเครนและการคว่ำบาตรรัสเซียจะเป็นบทเรียนที่มีค่าอย่างมาก หลายประเทศรู้สึกว่าพวกเขาสามารถทำธุรกรรมระหว่างกันได้โดยตรงโดยใช้สกุลเงินของตัวเอง ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะช่วยสร้างสมดุลของระบบการชำระเงินของโลก”


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง:

The post จับตากระแส De-Dollarization หลังเงินดอลลาร์กลายเป็น ‘อาวุธนิวเคลียร์ทางการเงิน’ คาดประเทศเอเชียลดการสำรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>