DC Comics Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/dc-comics/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 05 Dec 2025 11:37:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เตรียมดู Harry Potter บน Netflix? ดีลประวัติศาสตร์ส่อแววสำเร็จ หลัง Warner Bros. เลือกเจรจากับยักษ์สตรีมมิงเจ้าเดียว https://thestandard.co/harry-potter-netflix-deal/ Fri, 05 Dec 2025 11:37:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1151748 เตรียมดู Harry Potter บน Netflix? ดีลประวัติศาสตร์ส่อแววสำเร็จ หลัง Warner Bros. เลือกเจรจากับยักษ์สตรีมมิงเจ้าเดียว

Warner Bros. Discovery ได้เข้าสู่การเจรจาแบบผูกขาด (Exc […]

The post เตรียมดู Harry Potter บน Netflix? ดีลประวัติศาสตร์ส่อแววสำเร็จ หลัง Warner Bros. เลือกเจรจากับยักษ์สตรีมมิงเจ้าเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมดู Harry Potter บน Netflix? ดีลประวัติศาสตร์ส่อแววสำเร็จ หลัง Warner Bros. เลือกเจรจากับยักษ์สตรีมมิงเจ้าเดียว

Warner Bros. Discovery ได้เข้าสู่การเจรจาแบบผูกขาด (Exclusive Negotiations) เพื่อขายธุรกิจสตูดิโอภาพยนตร์และธุรกิจสตรีมมิง HBO Max ให้กับ Netflix แล้ว ตามการอ้างอิงแหล่งข่าววงในโดยสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศข้อตกลงอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

 

ข้อตกลงดังกล่าวคาดว่าจะมาในรูปแบบของเงินสดและหุ้น โดยมีมูลค่าประมาณ 28 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่า Netflix ยื่นข้อเสนอราคาสูงที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่น โดย Warner Bros. ยังคงเดินหน้าแผนที่จะแยกบริษัทออกเป็นสองส่วนก่อนที่จะปิดดีล ได้แก่ ส่วนที่เป็นสินทรัพย์สตูดิโอและสตรีมมิง และอีกส่วนที่เป็นธุรกิจเครือข่ายเคเบิลทั่วโลก เช่น CNN, TNT และ TBS

 

การตัดสินใจเข้าเจรจากับ Netflix สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับ เดวิด เอลลิสัน ซีอีโอของ Paramount ซึ่งพยายามเสนอซื้อบริษัท Warner Bros. ทั้งเครือ รวมถึงช่องเคเบิลต่างๆ โดย Paramount ได้ส่งจดหมายถึง เดวิด ซาสลาฟ ซีอีโอของ Warner Bros. วิจารณ์ว่า บริษัทได้ “เข้าสู่กระบวนการที่ขาดวิสัยทัศน์และมองเพียงผลประโยชน์ระยะสั้น โดยมีผลลัพธ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประมูลเพียงรายเดียว” ซึ่งเชื่อว่าเป็น Netflix

 

ก่อนหน้านี้ Paramount พยายามสร้างความเชื่อมั่นด้วยการเสนอจ่ายค่าธรรมเนียมการยกเลิกสัญญาสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท) หากดีลไม่สำเร็จ เพื่อยืนยันว่าพวกเขามั่นใจว่าจะผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลได้รวดเร็ว แหล่งข่าวใกล้ชิดกับรัฐบาลทรัมป์ระบุว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจพึงพอใจกับการควบรวมกับ Paramount มากกว่า เนื่องจากชอบแนวคิดที่ตระกูลเอลลิสันจะเข้ามาควบคุมสื่ออย่าง CNN และ CBS

 

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ซาสลาฟ เอนเอียงไปทาง Netflix ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคำสัญญาเรื่องอิสระในการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยรักษาอิทธิพลของเขาในฮอลลีวูดไว้ได้ โดย Netflix จะอนุญาตให้เขายังคงมีอำนาจควบคุมสตูดิโอ Warner แต่เพียงผู้เดียว ในขณะที่ Paramount เสนอเพียงตำแหน่งซีอีโอร่วมในบริษัทใหม่ ซึ่งเป็นบทบาทที่ซาสลาฟมองว่าไม่น่าสนใจ

 

นอกจากนี้ Netflix ยังสร้างความประหลาดใจให้กับวงการด้วยการให้คำมั่นว่าจะยังคงอนุญาตให้ภาพยนตร์ของ Warner Bros. เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในวงกว้างต่อไป แม้ว่าโมเดลธุรกิจหลักของ Netflix จะเน้นการสร้างคอนเทนต์เพื่อดึงดูดสมาชิกเข้าแพลตฟอร์มก็ตาม

 

ถึงกระนั้น ดีลนี้ก็เผชิญกับแรงต้านจากบุคลากรระดับสูงในวงการ เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Titanic และ Avatar ออกมาเตือนในสัปดาห์นี้ว่า การขาย Warner Bros. ให้กับยักษ์ใหญ่สตรีมมิงจะก่อให้เกิด ’การสูญเสียมูลค่าในระยะยาวอย่างมหาศาล’ ของอุตสาหกรรม

 

ในแง่ของกฎระเบียบ ผู้เชี่ยวชาญด้านการผูกขาดทางการค้าเตือนว่า การรวมตัวกันของแพลตฟอร์มสตรีมมิงชั้นนำของสหรัฐฯ สองรายอาจผ่านการอนุมัติได้ยาก แต่ผู้บริหารของ Netflix มั่นใจว่าการแข่งขันเพื่อแย่งชิงผู้ชมในปัจจุบันนั้นดุเดือดเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคด้านกฎระเบียบต่างๆ ไปได้

 

ในขณะที่ Comcast ซึ่งสนใจในส่วนธุรกิจสตูดิโอและสตรีมมิงเช่นกัน ถูกมองว่ากำลังหลุดวงโคจรการแข่งขันไป แม้คนใกล้ชิดบริษัทจะยืนยันว่าพวกเขายังคง ‘อยู่ในเกมการแข่งขันอย่างเต็มตัว’ ก็ตาม

 

การควบรวมกิจการครั้งนี้หากสำเร็จ จะเป็นการผนึกกำลังระหว่างการเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกของ Netflix กับคลังภาพยนตร์และรายการทีวีมหาศาลของ Warner Bros. ซึ่งรวมถึงแฟรนไชส์ Harry Potter, DC Comics และ Batman ไว้ด้วยกัน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.86 บาท ณ วันที่ 5 ธันวาคม 2568

 

ภาพ: fireFX / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เตรียมดู Harry Potter บน Netflix? ดีลประวัติศาสตร์ส่อแววสำเร็จ หลัง Warner Bros. เลือกเจรจากับยักษ์สตรีมมิงเจ้าเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Superman เปิดตัวกอบกู้ศรัทธา DC ทำรายได้ทั่วโลกทะลุ 7 พันล้านบาท กดปุ่มรีเซ็ตจักรวาลหนังอย่างสมศักดิ์ศรี แม้รายได้ในจีนไม่เปรี้ยงอย่างที่คิด https://thestandard.co/superman-dc-7000m-baht/ Tue, 15 Jul 2025 13:39:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1096777

Superman ผลงานจากวิสัยทัศน์ใหม่ของ James Gunn ได้เปิดตั […]

The post Superman เปิดตัวกอบกู้ศรัทธา DC ทำรายได้ทั่วโลกทะลุ 7 พันล้านบาท กดปุ่มรีเซ็ตจักรวาลหนังอย่างสมศักดิ์ศรี แม้รายได้ในจีนไม่เปรี้ยงอย่างที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>

Superman ผลงานจากวิสัยทัศน์ใหม่ของ James Gunn ได้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอย โดยทำรายได้จากการขายตั๋วในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาไปถึง 122 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.956 พันล้านบาท) นับเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้กับ DC Studios ที่กำลังพยายาม ‘กอบกู้ศรัทธา’ จากแฟนๆ ทั่วโลก

 

DC และ Warner Bros. ต่างคาดหวังกับ Superman ไว้สูงมาก หลังจากที่ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องก่อนหน้าอย่าง Joker: Folie à Deux, The Flash และ Shazam! Fury of the Gods ต่างประสบความล้มเหลวบนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศ

 

แต่ Superman ซึ่งเขียนบทและกำกับโดย James Gunn ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกภายใต้การนำทัพอย่างเต็มตัวของ Gunn และ Peter Safran สองหัวเรือใหญ่แห่ง DC Studios ที่มีเป้าหมายในการ ‘กดปุ่มรีเซ็ต’ และวางรากฐานใหม่ให้กับจักรวาลภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ของค่าย

 

การเปิดตัวด้วยรายได้ระดับนี้ถือว่าสูงเป็นอันดับสามของปี 2025 และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของ DC ที่ทำรายได้เปิดตัวเกิน 100 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ Wonder Woman ในปี 2017

 

“นี่เป็นชัยชนะที่สวยงามสำหรับ DC Studios” Jeffrey Goldstein หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายของ Warner Bros. กล่าว “เราจำเป็นต้องได้รับความไว้วางใจจากฐานแฟนคลับกลับคืนมา และพวกเขาก็ชัดเจนกับเราว่าเราต้องถอยกลับมาหนึ่งก้าวและสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่”

 

ในด้านตัวเลข Superman ทำรายได้เปิดตัวในตลาดต่างประเทศ 78 แห่งไปอีก 95 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.08 พันล้านบาท) ทำให้รายได้รวมทั่วโลกในช่วงเปิดตัวอยู่ที่ 217 ล้านดอลลาร์ (ราว 7.037 พันล้านบาท)

 

แม้ตัวเลขในต่างประเทศจะดูไม่ร้อนแรงเท่าในบ้าน โดยเฉพาะในจีนที่ทำรายได้ไปเพียง 6.6 ล้านดอลลาร์ (ราว 214 ล้านบาท) ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าอาจเป็นเพราะภาพลักษณ์ของ Superman ที่เป็นเหมือน ‘สัญลักษณ์ของอเมริกา’ อย่างชัดเจน

 

เมื่อเทียบกับภาพยนตร์ในจักรวาลเดียวกัน Superman เปิดตัวได้สูงกว่า Man of Steel (2013) ที่ทำไว้ 116 ล้านดอลลาร์ แต่ยังไม่สามารถทำลายสถิติของ Batman v Superman: Dawn of Justice (2016) ที่เปิดตัวไว้สูงถึง 166 ล้านดอลลาร์ได้

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนคือเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับคะแนนจาก Rotten Tomatoes สูงถึง 82% และได้เกรด A- จากผู้ชมใน CinemaScore ซึ่งถือว่าดีที่สุดนับตั้งแต่ยุคของ Christopher Reeve

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่แข็งแกร่ง โดย Jurassic World Rebirth แชมป์เก่าจากสัปดาห์ที่แล้ว ตกลงมาอยู่อันดับสองด้วยรายได้ 40 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.3 พันล้านบาท) ขณะที่ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง F1 จาก Apple Studios ตามมาเป็นอันดับสามด้วยรายได้ 13 ล้านดอลลาร์ (ราว 421 ล้านบาท) ในสัปดาห์ที่สามของการเข้าฉาย

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.43 บาท ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2568

 

ภาพ: rblfmr / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Superman เปิดตัวกอบกู้ศรัทธา DC ทำรายได้ทั่วโลกทะลุ 7 พันล้านบาท กดปุ่มรีเซ็ตจักรวาลหนังอย่างสมศักดิ์ศรี แม้รายได้ในจีนไม่เปรี้ยงอย่างที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Batman (1989) อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ยังประทับในความทรงจำ https://thestandard.co/batman-1989-a-staple-of-superhero-movies/ Sat, 10 Jun 2023 03:00:56 +0000 https://thestandard.co/?p=801433 batman 1989

Batman ซูเปอร์ฮีโร่สุดไอคอนิกจาก DC Comics น่าจะเป็นอีก […]

The post Batman (1989) อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ยังประทับในความทรงจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
batman 1989

Batman ซูเปอร์ฮีโร่สุดไอคอนิกจาก DC Comics น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ถูกหยิบมาดัดแปลงเป็นฉบับซีรีส์และภาพยนตร์คนแสดงอยู่หลายครั้ง รวมถึงมีนักแสดงมากฝีมือที่ตบเท้ามาสวมชุดอัศวินรัตติกาลกันมากหน้าหลายตา  

 

และหนึ่งในผลงานที่แฟนๆ หลายคนยังคงหลงรักและเป็นที่กล่าวถึงมาจนถึงปัจจุบันเห็นจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง Batman (1989) ผลงานการกำกับของ Tim Burton ที่อัดแน่นไปด้วยเอกลักษณ์ที่ผู้ชมยังจดจำได้เป็นอย่างดี ทั้งบรรยากาศมืดหม่นของเมืองก็อตแธม, เพลงประกอบชวนติดหู, รถ Batmobile สุดเท่ ไปจนถึงการแสดงของ Michael Keaton ผู้สวมชุด Batman ที่เปี่ยมเสน่ห์ 

 

และเนื่องในโอกาสที่ Michael Keaton กำลังจะกลับมาสวมชุด Batman ที่ทุกคนคิดถึงอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง The Flash ผลงานการกำกับเรื่องล่าสุดจาก Andy Muschietti THE STANDARD POP ขอพาทุกคนย้อนเวลากลับไปสำรวจเรื่องราวของ Batman ฉบับ Tim Burton ที่ก่อนจะกลายมาเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่สุดคลาสสิกที่เรารู้จัก ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องฝ่าฟันมรสุมมามากมาย

 

 

ได้รับจดหมายไม่พอใจนับหมื่น ฟุตเทจถูกขโมย และสารพัดปัญหาที่ทีมสร้างต้องรับมือ  

ก่อนหน้าที่อัศวินรัตติกาลฉบับของ Tim Burton จะได้มาโบยบินบนจอภาพยนตร์ Batman เรียกได้ว่าเป็นโปรเจกต์ที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคและข้อครหามากมาย เริ่มตั้งแต่การที่สองโปรดิวเซอร์อย่าง Benjamin Melniker และ Michael E. Uslan ที่หมายมั่นปั้นมือว่าอยากจะนำหนึ่งในตัวละครสุดไอคอนิกของ DC Comics อย่าง Batman มาดัดแปลงเป็นฉบับภาพยนตร์ที่มีความจริงจังและมืดหม่น ตามวิสัยทัศน์เดิมของสองผู้ให้กำเนิด Bob Kane และ Bill Finger แต่เมื่อพวกเขานำโปรเจกต์ไปเสนอให้กับสตูดิโอหลายแห่งก็ถูกปฏิเสธกลับมาหลายครั้ง เนื่องจากสตูดิโอส่วนใหญ่อยากให้ Batman ฉบับภาพยนตร์มีความใกล้เคียงกับ Batman ฉบับซีรีส์ที่ออกฉายในปี 1966 ซึ่งมีสีสันและเข้าถึงง่ายมากกว่า ก่อนที่โปรเจกต์ดังกล่าวจะได้รับการสานต่อโดยสตูดิโอ Warner Bros. 

 

Warner Bros. ได้คว้าตัว Tim Burton ที่ ณ เวลานั้นเขายังเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ และเพิ่งจะประสบความสำเร็จจากภาพยนตร์คอเมดี้อย่าง Pee-wee’s Big Adventure (1985) มานั่งแท่นผู้กำกับ ซึ่งแรกเริ่มเดิมที Tim Burton ไม่ได้เป็นแฟนตัวยงของคอมิกต้นฉบับเท่าไรนัก กระทั่งเขาได้อ่านผลงานคอมิกเรื่อง The Dark Knight Returns (1986) ของนักเขียน Frank Miller และ Batman: The Killing Joke (1988) ของนักเขียน Alan Moore และชื่นชอบในบรรยากาศที่มืดหม่น จริงจัง รวมถึงเรื่องราวเชิงจิตวิทยาอันเข้มข้นที่คอมิกทั้งสองเรื่องนำเสนอ Tim Burton จึงนำคอมิกทั้งสองเรื่องมาเป็นแนวทางในการกำกับ Batman ฉบับของตัวเอง 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อข่าวการมานั่งแท่นผู้กำกับของ Tim Burton ถูกเผยแพร่ออกไป ก็เริ่มเกิดกระแสตีกลับจากเหล่าแฟนๆ คอมิกบางส่วน เนื่องจากในช่วงเวลานั้นคอมิกเรื่อง The Dark Knight Returns และ Batman: The Killing Joke ที่โดดเด่นในแง่ของเนื้อเรื่องที่จริงจังและมืดหม่นกำลังได้รับความนิยมจากแฟนๆ อย่างล้นหลาม แต่ฉบับภาพยนตร์กลับได้ Tim Burton ที่โด่งดังจากภาพยนตร์แนวคอเมดี้มานั่งแท่นผู้กำกับ จึงทำให้แฟนๆ หลายคนเริ่มกังวลว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะถูกนำเสนอออกมาคล้ายคลึงกับ Batman ฉบับซีรีส์ปี 1966 

 

   

 

ไม่เพียงแค่นั้น ภายหลังจากที่สตูดิโอได้ประกาศชื่อของนักแสดงที่จะมาสวมชุดค้างคาวคนใหม่อย่าง Michael Keaton ซึ่งมีชื่อเสียงจากบทบาทของพ่อบ้านที่ต้องรับมือกับลูกๆ จอมซนในภาพยนตร์คอเมดี้เรื่อง Mr. Mom (1983) และยังเคยร่วมงานกับ Tim Burton มาแล้วในภาพยนตร์คอเมดี้สยองขวัญเรื่อง Beetlejuice (1988) ก็ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับแฟนๆ หลายคนมากขึ้นกว่าเดิม จนถึงขั้นมีแฟนๆ ส่งจดหมายมากถึง 50,000 ฉบับไปยังสตูดิโอเพื่อขอให้เปลี่ยนตัวนักแสดง 

 

อย่างไรก็ตาม Tim Burton และหนึ่งในโปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์อย่าง Jon Peters ที่ได้เห็นการแสดงอันเข้มข้นของ Michael Keaton ในภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง Clean and Sober (1988) และชักชวนเขามาร่วมงาน ก็ยังคงมั่นใจว่าเขาคือคนที่เหมาะสมกับการรับบทเป็น Batman และยืนกรานที่จะไม่เปลี่ยนตัวนักแสดง แม้ว่าจะถูกกระแสในแง่ลบจากแฟนๆ ก็ตาม 

 

นอกเหนือจากกระแสความไม่พอใจจากแฟนๆ แล้ว Tim Burton และทีมงานเบื้องหลังยังต้องเผชิญกับปัญหาในระหว่างการพัฒนาโปรเจกต์มากมายสารพัด เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนตัวมือเขียนบทและการแก้ไขบทภาพยนตร์อยู่หลายครั้ง 

 

เหตุการณ์ของนักแสดงหญิงอย่าง Sean Young ที่ถูกวางตัวให้มารับบทเป็น Vicki Vale แต่ในช่วงก่อนการถ่ายทำเธอประสบอุบัติเหตุขณะฝึกซ้อมฉากขี่ม้า จนทำให้สตูดิโอต้องหานักแสดงคนใหม่ในช่วงเวลาที่จำกัด ก่อนที่จะได้ Kim Basinger มารับบทนี้แทน ไปจนถึงเหตุการณ์ที่ม้วนฟิล์มความยาวประมาณ 20 นาทีถูกขโมยไปขณะถ่ายทำ 

 

ท่ามกลางมรสุมมากมายที่ถาโถมเข้าใส่ แต่ผู้กำกับและทีมสร้างก็ยังคงเดินหน้ารังสรรค์เรื่องราวของอัศวินรัตติกาลต่อไป และตอนนี้เราก็เดินทางมาถึงช่วงเวลาแห่งปรากฏการณ์กันแล้ว

 

 

Batmania การโปรโมตเชิงรุกที่สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการภาพยนตร์ 

จากกระแสในแง่ลบของแฟนๆ ที่โหมเข้าใส่ตั้งแต่ภาพยนตร์ยังไม่ออกฉาย ทาง Warner Bros. จึงต้องคิดหาวิธีโปรโมตภาพยนตร์เพื่อเรียกความมั่นใจของแฟนๆ ให้กลับมาอีกครั้ง เริ่มต้นจากการปล่อยตัวอย่างสั้นๆ ที่เผยฉากแอ็กชันไล่ล่าของ Batman และดีไซน์สุดเท่ของ Batmobile หรือบรรยากาศอันมืดครึ้ม ดูอันตรายของเมืองก็อตแธม และการปรากฏตัวของตัวร้ายอย่าง Joker ที่นำแสดงโดย Jack Nicholson เพื่อให้แฟนๆ ได้เห็นถึงมู้ดและโทนของเรื่องที่จริงจังและมืดหม่น 

 

ไม่เพียงแค่นั้น Warner Bros. ยังเดินหน้าโปรโมตเชิงรุกเพื่อให้ Batman เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากที่สุด เริ่มตั้งแต่การนำโลโก้สีดำ-เหลืองของ Batman ไปปรากฏในสถานที่และสินค้าต่างๆ ทั้งป้ายบิลบอร์ด รถสาธารณะ โฆษณาทางโทรทัศน์ ร้านหนังสือ วิดีโอเกม เสื้อยืด รองเท้า ของเล่น ขนม ไปจนถึงกล่องอาหารเช้าซีเรียล เรียกว่าได้แม้คุณจะไม่เคยรู้จัก Batman มาก่อน คุณก็จะต้องได้เห็นโลโก้ของ Batman ผ่านตาอย่างแน่นอน 

 

ซึ่งรูปแบบการโปรโมตดังกล่าวก็ได้ผลตอบรับที่ดีเกินคาด เพราะมันไม่ได้ทำให้กลุ่มแฟนๆ คอมิกที่ไม่พอใจกลับมาให้ความสนใจภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สำเร็จอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงผู้คนทั่วไปที่เห็นภาพและสินค้าต่างๆ ของ Batman ตามสถานที่ต่างๆ จนทำให้ภาพยนตร์เริ่มกลายเป็นที่สนใจของผู้ชมทั่วไปมากขึ้นอย่างกว้างขวาง แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะยังไม่ออกฉายอย่างเป็นทางการ โดยในเวลาต่อมาปรากฏการณ์ดังกล่าวถูกเรียกว่า Batmania ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการโปรโมตภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ที่สตูดิโออื่นๆ นำมาปรับใช้และต่อยอดมาจนถึงปัจจุบัน  

 

 

เรื่องราวของพระเอกและตัวร้ายเปี่ยมเสน่ห์ที่ยังคงประทับอยู่ในใจของผู้ชมมาจนถึงปัจจุบัน

ภายหลังจากฟันฝ่ากระแสในแง่ลบและปัญหาระหว่างถ่ายทำมามากมาย ในที่สุด Batman ก็ได้ปรากฏตัวสู่สายตาผู้ชมอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 1989 และได้กระแสตอบรับที่ดีจากผู้ชมอย่างถล่มทลายด้วยการกวาดรายได้รวมทั่วโลกไปกว่า 411 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากทุนสร้าง 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

และแม้ว่าองค์ประกอบข้อหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามมาจากรูปแบบการโปรโมตที่กลายเป็นปรากฏการณ์ แต่ในท้ายที่สุดเรื่องราวเปี่ยมมนตร์ขลังของ Batman ที่ถูกถ่ายทอดผ่านวิสัยทัศน์ของ Tim Burton ก็ยังคงเป็นแกนหลักสำคัญที่สามารถเอาชนะใจผู้ชมได้อย่างอยู่หมัด และยังเป็นแรงบันดาลใจในหลายๆ ด้านให้กับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ในยุคต่อมา 

 

เริ่มตั้งแต่การออกแบบเมืองก็อตแธมที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิก และบรรยากาศแบบฟิล์มนัวร์ที่ดูมืดหม่น ไม่น่าไว้วางใจ ดนตรีประกอบจากปลายปากกาของ Danny Elfman ที่ยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจของผู้ชม การออกแบบเครื่องแต่งกายที่เปลี่ยนจากผ้าแนบเนื้อมาเป็นชุดเกราะกันกระสุนและอุปกรณ์ครบครัน ซึ่งทำให้ตัวละครดูสมจริงสมจังมากขึ้น และการรักษาความโดดเด่นของคอมิกต้นฉบับไว้ได้อย่างลงตัว 

 

 

รวมไปถึงกลวิธีนำเสนอที่เลือกให้ตัวร้ายหลักอย่าง Joker เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง ซึ่งเสริมให้พระเอกอย่าง Batman ดูลึกลับและน่าติดตามมากขึ้น รวมถึงความสลับซับซ้อนทางจิตใจและบ้าคลั่งจนคาดเดาไม่ได้ของ Joker ที่ Jack Nicholson ตีความและนำเสนอออกมาได้อย่างน่าจดจำไม่แพ้พระเอกของเรื่อง เช่นเดียวกับ Batman หรือ Bruce Wayne ที่มีความเข้มขรึม เต็มไปด้วยปริศนา และสัมผัสได้ถึงความอันตราย 

 

และด้วยการแสดงอันยอดเยี่ยมของ Michael Keaton และ Jack Nicholson ก็ส่งให้พวกเขากลายเป็นสองนักแสดงผู้รับบทเป็น Batman และ Joker ที่แฟนๆ ยังคงหลงรัก นอกจากนี้ทาง American Film Institute (AFI) ยังได้คัดเลือกให้ตัวละคร Batman และ Joker ฉบับ Tim Burton ติดอยู่ในลิสต์ 100 YEARS…100 HEROES & VILLAINS ที่เป็นการคัดเลือก 50 ตัวละครฮีโร่ และ 50 ตัวละครวายร้ายที่ดีที่สุด เคียงข้างตัวละครสุดคลาสสิกอีกมากมาย เช่น Indiana Jones จาก Indiana Jones and the Raiders of the Lost Ark (1981), Darth Vader จาก Star Wars: Episode V – The Empire Strikes Back (1980), Jack Torrance จาก The Shining (1980) และ Superman จาก Superman (1978) ฯลฯ

 

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ Batman ฉบับ Tim Burton กับความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ ที่ส่งให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ระดับขึ้นหิ้งที่ยังได้รับการกล่าวถึงมาจนถึงปัจจุบัน 

 

ภาพ: Warner Bros.

อ้างอิง:

The post Batman (1989) อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ยังประทับในความทรงจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาอนาคตของจักรวาล DC หลังปล่อย Guardians of the Galaxy Vol. 3 ฝีมือ เจมส์ กันน์ ผู้กำกับมือฉมังที่ได้พิสูจน์ฝีมือจนได้รับการยอมรับ https://thestandard.co/dc-universe-after-gotg-vol-3/ Sat, 06 May 2023 04:31:28 +0000 https://thestandard.co/?p=785943

ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพยนตร์ของจักรวาล Marvel และ DC ประสบคว […]

The post จับตาอนาคตของจักรวาล DC หลังปล่อย Guardians of the Galaxy Vol. 3 ฝีมือ เจมส์ กันน์ ผู้กำกับมือฉมังที่ได้พิสูจน์ฝีมือจนได้รับการยอมรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพยนตร์ของจักรวาล Marvel และ DC ประสบความสำเร็จในโรงภาพยนตร์อย่างมาก โดยเฉพาะการปล่อยภาพยนตร์ Guardians of the Galaxy Vol. 3 ฝีมือ เจมส์ กันน์ ผู้กำกับมือฉมังที่ได้พิสูจน์ฝีมือจนได้รับการยอมรับ แต่เส้นทางภาพยนตร์ก็ไม่ได้ง่าย แถมยังต้องเผชิญอุปสรรครอบด้าน

 

CNBC รายงานว่า Marvel ภายใต้การบริหารของ เควิน ไฟจ์ โปรดิวเซอร์มือทองผู้สร้างหนังจักรวาล ที่ยังเน้นการสร้างตัวละครใหม่ให้หลากหลายมากกว่าเดิม ส่วน DC กลับเดินหน้ากลยุทธ์ใหม่ภายในระยะเวลา 10 ปี เพื่อฟื้นฟูทั้งช่องทางทางทีวีและภาพยนตร์ รวมถึงการสร้างจักรวาลให้เหนียวแน่นเหมือนของ Marvel ตลอดจนการสร้างเนื้อหาที่ไม่ซ้ำใคร รวมทั้งตัวละครและโครงเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับเรื่องเล่าเพียงเรื่องเดียว

 

ที่สำคัญ DC เตรียมเปิดตัว Superman: Legacy ตามด้วย Batman ที่มาพร้อมบทใหม่ และ The Authority ในปี 2025

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

เรียกได้ว่าเวลาเปิดตัวภาพยนตร์เรื่องใหม่ๆ Marvel Studios มักจะมีความได้เปรียบมากกว่า แต่ล่าสุดกลับไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว เพราะหลังจากที่ได้เปิดตัว Guardians of the Galaxy Vol. 3 ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ของจักรวาล Marvel ที่เขียนบทและกำกับโดย เจมส์ กันน์ ได้รับการตอบรับอย่างมาก

 

โดยคาดว่าจะทำรายได้ช่วงเปิดตัวในสัปดาห์แรกได้กว่า 120-155 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว ซึ่งเท่ากับการเปิดตัว Guardians of the Galaxy: Vol. 2 ในปี 2017 ที่กวาดรายได้ไปทั้งหมด 870 ล้านดอลลาร์ แน่นอนว่าความสำเร็จของ Guardians of the Galaxy Vol. 3 แสดงให้เห็นว่า เจมส์ กันน์ มีศักยภาพมากพอหลังจากที่ได้รับเลือกให้ขึ้นเป็นผู้บริหารจักรวาล DC เมื่อปีที่ผ่านมา

 

บทพิสูจน์ของ ‘เจมส์ กันน์’ ผู้กำกับมือฉมังของจักรวาล Marvel

 

หากย้อนไปก่อนหน้านี้ เจมส์ กันน์ ผู้เขียนบทและผู้กำกับนั้นถูกพักงานชั่วคราว หลังจากมีข้อความทวีตล้อเลียนเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ทำให้เขาใช้ช่วงเวลานี้ร่วมมือกับ DC เพื่อเขียนบทและกำกับ The Suicide Squad ซึ่งเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับกลุ่มผู้ต่อต้านฮีโร่ที่ขี้ขลาด จนได้รับการว่าจ้างจาก Disney ให้เขียนบทและกำกับเรื่อง Guardians of the Galaxy Vol. 3 ซึ่งนับเป็นการร่วมทุนครั้งสุดท้ายของเขากับ Marvel Studios

 

สำหรับผลงานเรื่องแรกของ เจมส์ กันน์ คือภาพยนตร์ Guardians of the Galaxy ที่ปล่อยออกมาในปี 2008 เนื้อหาเกี่ยวกับทีมอาชญากรข้ามกาแล็กซีที่กลายเป็นกลุ่มที่ไม่เข้าขากับฝั่งฮีโร่ และส่วนใหญ่แล้วบทของ เจมส์ กันน์ ก็อัดแน่นไปด้วยความตลก ซึ่งกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำรายได้ถึง 770 ล้านดอลลาร์ ในปี 2014

 

นอกเหนือจากการทำงานที่ Marvel แล้ว เจมส์ กันน์ ยังมีผลงานเขียนบทภาพยนตร์อย่าง Scooby-Doo, Dawn of the Dead และ Tromeo and Juliet ด้วย

 

ด้าน ชอว์น ร็อบบินส์ หัวหน้านักวิเคราะห์ของ BoxOffice.com กล่าวว่า เจมส์ กันน์ แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จได้ทั้งใน Marvel และ DC

 

Infinity War และ Avengers: Endgame สร้างกำแพงไว้สูง

 

เช่นเดียวกับ Marvel หลังจากที่ปล่อยภาพยนตร์เรื่อง Avengers: Infinity War และ Avengers: Endgame ก็สร้างรายได้ถล่มทลาย และได้รับเสียงตอบรับจากฐานแฟนคลับเป็นอย่างมาก

 

จนทำให้ บ็อบ ไอเกอร์ ซีอีโอของ Disney ตั้งคำถามว่า Marvel ควรใช้ตัวละครตัวเดิมกลับมาสร้างภาพยนตร์เรื่องต่อไปแทนที่จะหาฮีโร่ใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่าภาพยนตร์ Ant-Man and the Wasp in Quantumania และ Thor: Love and Thunder ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้

 

ถึงกระนั้นนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็กล่าวว่า การที่ภาพยนตร์ไม่ได้รับการตอบรับนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งแรก หากย้อนไปหลังจากในปี 2012 ที่ Avengers ออกมาฉาย ทำให้หลายคนค่อนข้างผิดหวัง ส่วนภาพยนตร์เรื่อง Thor ทำรายได้ไปเพียง 644 ล้านดอลลาร์ ซึ่งค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับภาพยนตร์ของ Marvel เรื่องอื่นๆ ถ้าเทียบกับ Avengers: Infinity War และ Avengers: Endgame ที่ได้สร้างมาตรฐานให้กับจักรวาล Marvel อย่างมาก และทุกโปรเจกต์ทุกคนก็คาดหวังให้ทำรายได้ได้ใกล้เคียงกัน

 

ท่ามกลางเรื่องอื้อฉาวทำให้ต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน

 

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย Marvel และ DC ยังต้องเผชิญความท้าทายอย่างมาก เพราะทั้งสองจักรวาลกำลังเผชิญกับเรื่องอื้อฉาวของนักแสดงและอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ยังไม่ฟื้นตัว

 

โดยเฉพาะ โจนาธาน เมเจอร์ส นักแสดงจอมวายร้ายคนใหม่ล่าสุดของ MCU ที่ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดและถูกจับกุมเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อาจเป็นเหตุผลให้ Marvel ต้องพิจารณาการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ใช้เวลาล่วงหน้านานๆ

 

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งสองจักรวาลได้เปิดตัวภาพยนตร์ใหม่ๆ โดยเฉพาะ Marvel สามารถสร้างยอดขายตั๋วภาพยนตร์ทั่วโลกได้ 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ จากภาพยนตร์ 31 เรื่อง

 

ขณะที่ DC ได้เปิดตัวภาพยนตร์ไป 12 เรื่อง ทำรายได้ทะลุถึง 6.4 พันล้านดอลลาร์ กระทั่งในช่วงโควิดระบาด ทั้ง 2 สตูดิโอเริ่มได้รับผลกระทบ จากการที่ต้องเลื่อนฉายภาพยนตร์ ทำให้บริษัทต้องลดค่าใช้จ่ายลงตามไปด้วย

 

อ้างอิง:

The post จับตาอนาคตของจักรวาล DC หลังปล่อย Guardians of the Galaxy Vol. 3 ฝีมือ เจมส์ กันน์ ผู้กำกับมือฉมังที่ได้พิสูจน์ฝีมือจนได้รับการยอมรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shazam! Fury of the Gods เปี่ยมอารมณ์ขันเช่นเดิม เพิ่มเติมด้วยฉากแอ็กชันและความโรแมนติกที่กลมกล่อม https://thestandard.co/spotlight-shazam-fury-of-the-gods/ Thu, 16 Mar 2023 08:16:07 +0000 https://thestandard.co/?p=763934

Shazam! Fury of the Gods คือภาพยนตร์ภาคที่ 2 ของซูเปอร์ […]

The post Shazam! Fury of the Gods เปี่ยมอารมณ์ขันเช่นเดิม เพิ่มเติมด้วยฉากแอ็กชันและความโรแมนติกที่กลมกล่อม appeared first on THE STANDARD.

]]>

Shazam! Fury of the Gods คือภาพยนตร์ภาคที่ 2 ของซูเปอร์ฮีโร่สุดกวนแห่งค่าย DC ซึ่งยังคงได้ David F. Sandberg ผู้กำกับจากภาคแรกกลับมาสานต่อเรื่องราวเช่นเดิม

 

โดยภาคนี้จะว่าด้วยเรื่องราวของ Billy (Asher Angel และ Zachary Levi) และพี่น้องบ้านอุปถัมภ์ที่ได้รับพลังเทพเจ้าจากภาคแรก เริ่มต้นฟอร์มทีมซูเปอร์ฮีโร่ของตัวเองเพื่อออกช่วยเหลือผู้คน จนชื่อเสียงของพวกเขาเริ่มโด่งดังมากขึ้น กระทั่งวันหนึ่ง Hespera (Helen Mirren), Kalypso (Lucy Liu) และ Anthea (Rachel Zegler) สามพี่น้องที่เป็นลูกสาวของเทพ Atlas ก็ปรากฏตัวขึ้นเพื่อทวงพลังเทพเจ้าของ Billy กลับคืนมา และทำเป้าหมายบางอย่างให้สำเร็จ Billy และแก๊งฮีโร่จึงต้องหยุดยั้งสามพี่น้องให้สำเร็จ

 

 

ถ้าย้อนกลับไปดูผลงานช่วงแรกๆ ของ DCEU ตั้งแต่ Man of Steel (2013) จนถึง Aquaman (2018) ภาพยนตร์เกือบทั้งหมดจะมีจุดเด่นในแง่ของเนื้อเรื่องที่ตึงเครียด เข้มข้น จริงจัง จนกลายเป็นจุดขายของจักรวาล ขนาดที่ว่าภาพยนตร์อย่าง Deadpool 2 (2018) ก็นำไปล้อเลียนว่า ‘โคตรดาร์กอย่างกับจักรวาล DC’

 

แต่ Shazam! (2019) ของผู้กำกับ David F. Sandberg กลับเลือกที่จะนำเสนอเรื่องราวของฮีโร่พลังเทพเจ้าในรูปแบบของภาพยนตร์แอ็กชันคอเมดี้ เน้นความสนุกสนานแบบที่ผู้ชมคุ้นเคยกันดี บวกกับความเรียบง่ายของภาพยนตร์ที่เข้าถึงผู้ชมได้ทุกเพศทุกวัย มันจึงทำให้ Shazam! ดูโดดเด่นขึ้นมาจากหลายๆ ผลงานก่อนหน้าของ DCEU อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสำหรับผู้เขียนเองก็ชื่นชอบในแนวทางที่ Shazam! ภาคแรกนำเสนออยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะมุกตลกขบขันที่สร้างเสียงหัวเราะให้เราได้ตลอดทั้งเรื่อง รวมถึงคาแรกเตอร์ของ Billy และแก๊งพี่น้องที่ถูกออกแบบมาได้อย่างจัดจ้าน

 

 

ตัดสลับมาที่ Shazam! Fury of the Gods ดูเหมือนว่าผู้กำกับและทีมสร้างจะทราบเป็นอย่างดีว่าเอกลักษณ์สำคัญของ Shazam! คืออะไร พวกเขาจึงยังคงรักษามนตร์เสน่ห์ของภาพยนตร์แอ็กชันคอเมดี้ที่สามารถดูได้ทั้งครอบครัวไว้อย่างครบถ้วน ทั้งความตลกขบขันที่ยังเรียกเสียงหัวเราะให้เราได้เสมอ และความเรียบง่ายของเนื้อเรื่องที่ผู้ชมสามารถเข้าถึงได้ไม่ยาก

 

ขณะเดียวกันสิ่งที่ถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อเสริมให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลมกล่อมมากขึ้น คือฉากแอ็กชันที่ถูกใส่เข้ามามากขึ้นกว่าภาคแรกพอสมควร ไล่เรียงตั้งแต่ฉากการออกปฏิบัติภารกิจของแก๊งฮีโร่สุดกวนในช่วงเปิดเรื่องที่ฉายภาพความเป็นทีมเวิร์กของตัวละครหลักให้เราได้เห็น ฉากการเผชิญหน้าระหว่างสามพี่น้องที่โชว์พลังเทพเจ้าสุดแกร่งเป็นครั้งแรก และฉากถล่มเมืองสุดวินาศสันตะโรในองก์สุดท้ายที่ผสมผสานความแอ็กชันคอเมดี้ได้อย่างสนุกสนาน

 

 

จุดเด่นข้อต่อมาที่เราชื่นชอบเป็นการส่วนตัว คือการสอดแทรกกลิ่นอายโรแมนติกสไตล์ชีวิตวัยรุ่นเข้ามาเสริม บวกกับเคมีที่เข้ากันระหว่างสองตัวละครหลักอย่าง Freddy (Jack Dylan Grazer และ Adam Brody) และ Anthea ก็ช่วยให้ตัวภาพยนตร์มีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าภาคแรก และสามารถสร้างรอยยิ้มให้เราได้เป็นอย่างดี (โดยเฉพาะเสน่ห์ของ Rachel Zegler ที่ทำให้ตกหลุมรักได้ตั้งแต่ฉากแรกที่เธอปรากฏตัว)

 

รวมถึงการกระจายบทบาทให้เราได้ทำความรู้จักกับเหล่าพี่น้องบ้านอุปถัมภ์และความสามารถของพวกเขามากขึ้นกว่าภาคแรก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของสองคู่หูอย่าง Billy และ Freddy ที่ดูโตขึ้นและแน่นแฟ้นมากขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ชักชวนให้เรามีความรู้สึกร่วมไปกับการทำภารกิจของพวกเขาไปได้ตลอดทั้งเรื่อง

 

 

ในส่วนของข้อสังเกต ด้วยความที่ตัวภาพยนตร์มีความเรียบง่าย มีประเด็นที่เข้าถึงได้ไม่ยาก ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากนัก เราจึงคิดว่า Shazam! Fury of the Gods อาจจะไม่ตอบโจทย์ผู้ชมที่ต้องการเสพเนื้อเรื่องที่เข้มข้นจริงจัง หรืออยากเห็นฉากลุ้นระทึกให้เราตื่นเต้นไปกับตัวละครเท่าไรนัก ดังนั้นแล้วจึงอาจขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้ชมแต่ละคนว่าจะถูกจริตกับความเรียบง่ายที่ภาพยนตร์ต้องการนำเสนอหรือเปล่า ซึ่งสำหรับผู้เขียน เราค่อนข้างสนุกสนานกับภาพยนตร์เรื่องนี้มากพอสมควร และยังอยากเห็นเหล่าฮีโร่สุดกวนแก๊งนี้มีบทบาทต่อไปอีกในอนาคต ภายใต้จักรวาล DCU ที่นำโดย James Gunn และ Peter Safran เพราะเราคิดว่าคาแรกเตอร์สุดจัดจ้านของพวกเขาจะสามารถนำไปต่อยอดและสร้างสีสันให้กับจักรวาล DCU ได้แน่นอน

 

 

ในภาพรวม Shazam! Fury of the Gods เป็นภาพยนตร์แอ็กชันคอเมดี้ที่ยังคงรักษาจุดเด่นของภาคแรกเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน เสริมด้วยฉากแอ็กชันที่ถูกอัปสเกลให้ใหญ่โตมากขึ้น สอดแทรกด้วยกลิ่นอายโรแมนติกหวานๆ ที่ชวนให้เราอมยิ้ม รวมถึงความสัมพันธ์ของตัวละครที่โตขึ้นและแน่นแฟ้นมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งสำหรับใครที่กำลังมองหาภาพยนตร์แอ็กชันคอเมดี้สนุกๆ ที่สามารถพาครอบครัวไปชมร่วมกันได้ในวันหยุด เราคิดว่า Shazam! Fury of the Gods เรื่องนี้น่าจะสร้างเสียงหัวเราะและความบันเทิงให้กับคุณได้อย่างแน่นอน

 

Shazam! Fury of the Gods เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่:

 

 

ภาพ: Warner Bros. Pictures

The post Shazam! Fury of the Gods เปี่ยมอารมณ์ขันเช่นเดิม เพิ่มเติมด้วยฉากแอ็กชันและความโรแมนติกที่กลมกล่อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปักหมุดรอไว้เลย! รวมกำหนดฉายของ 9 ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ในปี 2023 https://thestandard.co/9-superhero-movie-2023/ Wed, 04 Jan 2023 09:45:54 +0000 https://thestandard.co/?p=732754

ปี 2023 เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่มีภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ […]

The post ปักหมุดรอไว้เลย! รวมกำหนดฉายของ 9 ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ในปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2023 เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่มีภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์จากหลายค่ายเตรียมจ่อคิวมอบความบันเทิงให้กับแฟนๆ ทั่วโลกอย่างคับคั่ง ไล่เรียงตั้งแต่ Shazam! Fury of the Gods จากค่าย DC, Guardians of the Galaxy Vol. 3 จากค่าย Marvel Studios และภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Spider-Man: Across the Spider-Verse จากค่าย Sony Pictures ฯลฯ THE STANDARD POP จึงถือโอกาสรวบรวมกำหนดฉายของ 9 ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์ในปี 2023 มาให้ทุกคนได้ปักหมุดรอ พร้อมชวนมาร่วมแบ่งปันกันว่าภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องไหนคือผลงานที่คุณตั้งตารอมากที่สุดในปีนี้  

 

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

The post ปักหมุดรอไว้เลย! รวมกำหนดฉายของ 9 ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ในปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Black Adam เผยตัวอย่างใหม่ที่อัดแน่นด้วยฉากแอ็กชันตื่นตา ก่อนไปทำความรู้จักแอนตี้ฮีโร่คนใหม่ 20 ต.ค. นี้ https://thestandard.co/black-adam-teaser/ Fri, 09 Sep 2022 03:31:05 +0000 https://thestandard.co/?p=678676 Black Adam

“นายมีสองทางเลือก นายจะเป็นผู้ทำลายล้างโลก หรือเป็นผู้ก […]

The post Black Adam เผยตัวอย่างใหม่ที่อัดแน่นด้วยฉากแอ็กชันตื่นตา ก่อนไปทำความรู้จักแอนตี้ฮีโร่คนใหม่ 20 ต.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Black Adam

“นายมีสองทางเลือก นายจะเป็นผู้ทำลายล้างโลก หรือเป็นผู้กอบกู้โลก”

 

เรียกว่าเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่จากฝั่ง DC ที่แฟนๆ ต่างตั้งตารอ สำหรับ Black Adam แอนตี้ฮีโร่สุดแกร่งที่ได้นักแสดงขวัญใจมหาชนอย่าง Dwayne Johnson (ดเวย์น จอห์นสัน) มารับบทนำ โดยล่าสุดภาพยนตร์ก็ได้ปล่อยตัวอย่างใหม่ออกมาให้แฟนๆ ได้อุ่นเครื่อง ก่อนไปร่วมทำความรู้จักแอนตี้ฮีโร่คนนี้พร้อมกันวันที่ 20 ตุลาคมนี้

 

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Black Adam (Dwayne Johnson) ชายผู้ได้รับพลังจากเทพเจ้าโบราณ ได้ตื่นขึ้นจากการถูกคุมขังยาวนานกว่า 5,000 ปี จึงเป็นหน้าที่ของทีม Justice Society of America ที่นำโดย Doctor Fate (Pierce Brosnan) ในการเข้าเกลี้ยกล่อมให้ Black Adam เข้าร่วมทีมฮีโร่ แต่ดูเหมือนว่า Black Adam จะมีเป้าหมายอื่นที่เขาต้องจัดการ เรื่องราวของแอนตี้ฮีโร่ที่ต้องเลือกระหว่างจะทำลายโลกนี้หรือกอบกู้จึงเริ่มต้นขึ้น 

 

โดยนอกจากที่จะเปิดเผยฉากแอ็กชันอันดุเดือดให้แฟนๆ ได้ชมเป็นการอุ่นเครื่องแล้ว ในตัวอย่างล่าสุดยังได้เผยให้เราเห็นถึงโฉมแรกของ Sabbac ตัวร้ายชื่อดังจาก DC Comics ซึ่งมีบทบาทเป็นหัวหน้าแก๊งอาชญากรรมชาวรัสเซียนาม Ishmael Gregor ที่ถูกปีศาจเข้าสิง ซึ่งเราคงต้องติดตามกันต่อว่าบทบาทของตัวละครตัวนี้ในภาพยนตร์จะเป็นอย่างไร 

 

ภาพยนตร์จะได้ Jaume Collet-Serra ผู้กำกับสายสยองขวัญจาก Orphan (2009) และ The Shallows (2016) มารับหน้าที่พาผู้ชมไปทำความรู้จักกับแอนตี้ฮีโร่ในครั้งนี้ พร้อมด้วย Dwayne Johnson ที่จะมาสวมบทเป็น Black Adam 

 

ขณะที่ทีม Justice Society of America จะได้ Pierce Brosnan จาก Tomorrow Never Dies (1997) มารับบทเป็น Doctor Fate, Aldis Hodge จาก Hidden Figures (2016) มารับบทเป็น Hawkman, Noah Centineo จาก The Perfect Date (2019) รับบทเป็น Atom Smasher, Quintessa Swindell จาก Voyagers (2021) รับบทเป็น Cyclone พร้อมด้วย Marwan Kenzari จาก Aladdin (2019) มารับบทเป็น Sabbac และ Viola Davis จาก The Suicide Squad (2021) กลับมาสวมบทเป็น Amanda Waller 

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่

 

 

อ้างอิง:

The post Black Adam เผยตัวอย่างใหม่ที่อัดแน่นด้วยฉากแอ็กชันตื่นตา ก่อนไปทำความรู้จักแอนตี้ฮีโร่คนใหม่ 20 ต.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
DC League of Super-Pets มากกว่าความขบขัน แอ็กชันที่สนุกสนาน คือเสน่ห์ชวนหลงรักของเหล่าฮีโร่สี่ขา https://thestandard.co/dc-league-of-super-pets-2/ Fri, 05 Aug 2022 04:00:14 +0000 https://thestandard.co/?p=662975 DC League of Super-Pets

DC League of Super-Pets ขบวนการซูเปอร์-เพ็ทส์ของดีซี คื […]

The post DC League of Super-Pets มากกว่าความขบขัน แอ็กชันที่สนุกสนาน คือเสน่ห์ชวนหลงรักของเหล่าฮีโร่สี่ขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
DC League of Super-Pets

DC League of Super-Pets ขบวนการซูเปอร์-เพ็ทส์ของดีซี คือภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องล่าสุดของสองผู้กำกับ Jared Stern หนึ่งในทีมเขียนบทจาก The Lego Batman Movie (2017) และ Sam Levine ผู้กำกับจากแอนิเมชันซีรีส์ Penn Zero: Part-Time Hero (2014) ที่หยิบเหล่าตัวละครฮีโร่สี่ขาจาก DC Comics ให้ออกมาโลดแล่นสู่จอภาพยนตร์ โดยได้สองนักแสดงขวัญใจมหาชนอย่าง Dwayne Johnson และ Kevin Hart มาร่วมรับบทนำ 

 

ภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวของ Krypto (Dwayne Johnson) สัตว์เลี้ยงเพื่อนซี้ของ Superman (John Krasinski) ที่ใช้ชีวิตและช่วยเหลือผู้คนในเมืองเมโทรโพลิสร่วมกับ Superman มาอย่างยาวนาน แต่แล้ววันหนึ่ง Superman และสมาชิกทีม Justice League ก็ถูก Lulu (Kate McKinnon) หนูตะเภาอัจฉริยะจับตัวไป

 

ขณะเดียวกัน จู่ๆ ก็มี Kryptonite สีส้มตกลงมายังศูนย์พักพิงสัตว์แห่งหนึ่ง ทำให้สัตว์ที่อาศัยอยู่ในนั้นมีพลังวิเศษขึ้นมาเสียอย่างนั้น ทั้ง Ace (Kevin Hart) สุนัขล่าเนื้อสุดแกร่ง, PB (Vanessa Bayer) หมูที่มีพลังในการขยายร่างใหญ่ยักษ์, Merton (Natasha Lyonne) เต่าที่มีความเร็วสูงเช่นเดียวกับ The Flash, และ Chip (Diego Luna) กระรอกจอมขี้กลัวที่มาพร้อมกับพลังสายฟ้า Krypto ที่ไม่เคยใช้ชีวิตแบบสัตว์เลี้ยงทั่วไป จึงต้องมาร่วมมือกับเหล่าสัตว์จากศูนย์พักพิง เพื่อช่วยเหลือ Superman และทีม Justice League จากน้ำมือของ Lulu ให้สำเร็จ

 

DC League of Super-Pets

 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกสนใจภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการส่วนตัว คือชื่อของ Jared Stern หนึ่งในมือเขียนบทจาก The Lego Batman Movie และ John Whittington หนึ่งในมือเขียนบทจาก Sonic the Hedgehog 2 (2022) ซึ่งผลงานของพวกเขาต่างเป็นผลงานที่เราชื่นชอบมากๆ ทั้งความตลกขบขันและเนื้อหาที่อาจจะไม่ได้เฉียบคมมากนัก แต่ก็ทำให้เรารู้สึกประทับใจได้ทุกครั้งเมื่อดูจบ  

 

ซึ่งเราคิดว่า DC League of Super-Pets ยังคงเป็นผลงานของทั้งคู่ที่นำเสนอเรื่องราวของทีมซูเปอร์-เพ็ทส์ออกมาได้อย่างสนุกสนานและเปี่ยมสีสันทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นบทสนทนาของตัวละครที่แอบจิกกัดล้อเลียนตัวละครร่วมค่าย (และข้ามค่าย) รวมถึงจังหวะจะโคนของมุกตลกสถานการณ์ ที่เข้ามาสร้างเสียงหัวเราะให้เราได้ตลอดทั้งเรื่อง ไปจนถึงฉากแอ็กชันน้อยใหญ่ที่สนุกตื่นเต้น และมีฉากเด่นๆ ของตัวละครต่างๆ ได้อย่างลงตัว 

 

DC League of Super-Pets

 

แต่จุดเด่นที่เราชื่นชอบเป็นการส่วนตัว คือการออกแบบคาแรกเตอร์ของตัวละครทุกตัวที่สร้างสรรค์ออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ ทั้ง Krypto สัตว์เลี้ยงคู่หูของ Superman ที่นอกจากจะมีพลังวิเศษเหลือล้นเช่นเดียวกับเจ้านายแล้ว เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง Krypto และผองเพื่อนสี่ขา รวมถึงปมปัญหาที่เกิดขึ้นกับ Krypto และ Superman ก็ถูกนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจ และสามารถเชื่อมโยงกับผู้ชมได้ทุกเพศทุกวัยอีกด้วย 

 

ขณะที่แก๊งศูนย์พักพิงสัตว์ทั้ง 4 ตัวที่ต้องจับพลัดจับผลูให้มาร่วมปกป้องโลกกับ Krypto ก็มีความโดเด่นเฉพาะตัวแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น Ace หมาล่าเนื้อที่เข้าใจรสชาติของการถูกทอดทิ้งมากกว่าใคร, PB หมูผู้หลงใหลในฮีโร่หญิงสุดแกร่งอย่าง Wonder Women (Jameela Jamil) แต่กลับไม่มีความมั่นใจในตัวเองเท่าไรนัก, Chip กระรอกขี้กลัวที่ดันต้องมาร่วมภารกิจกู้โลก และ Merton เจ้าเต่าฝีเท้าว่องไวซึ่งถือเป็นตัวละครที่สร้างเสียงหัวเราะให้เราได้อยู่เสมอ 

 

DC League of Super-Pets

 

ส่วนตัวละครที่เราชื่นชอบมากที่สุด และไม่คิดว่าภาพยนตร์จะนำเสนอออกมาได้มีเสน่ห์ขนาดนี้คือ Lulu เจ้าหนูตะเภาตัวร้ายหลักของเรื่อง ที่แม้ตัวจะเล็กแต่ก็เล็กพริกขี้หนู ด้วยพลังวิเศษของเธอที่ร้ายกาจจนสามารถโค่นล้มทีม Justice League ลงได้ โดยเฉพาะฉากการต่อสู้แบบตัวต่อตัวระหว่าง Krypto และ Lulu ก็ยังสนุกสนานสมกับการเป็นฉากแอ็กชันในช่วงสุดท้ายของเรื่องจริงๆ

 

อีกทั้งปมปัญหาของ Lulu ที่ภาพยนตร์ต้องการนำเสนอนั้น ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับประเด็นของ Krypto ที่เป็นขั้วตรงข้ามกันอย่างชัดเจน ซึ่งเราคิดว่าหากใครที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเอง ก็น่าจะชื่นชอบในเรื่องราวของทั้งคู่ รวมถึงเหล่าแก๊งศูนย์พักพิงสัตว์ได้ไม่ยาก 

 

DC League of Super-Pets

 

ในภาพรวมแล้ว DC League of Super-Pets ถือเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันเปี่ยมสีสันที่อัดแน่นไปด้วยความตลกขบขัน ที่สร้างเสียงหัวเราะให้เราได้ตลอดทั้งเรื่อง ฉากแอ็กชันน้อยใหญ่ที่สร้างสรรค์ออกมาได้อย่างสนุกสนาน และเนื้อหาของเรื่องที่เชื่อมโยงกับผู้ชมได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะสำหรับใครที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเอง เราคิดว่าคุณน่าจะได้รับรอยยิ้ม และอยากจะรีบกลับไปกอดเจ้าสัตว์เลี้ยงของตัวเองหลังจากดูจบอย่างแน่นอน 

 

DC League of Super-Pets เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่

 

The post DC League of Super-Pets มากกว่าความขบขัน แอ็กชันที่สนุกสนาน คือเสน่ห์ชวนหลงรักของเหล่าฮีโร่สี่ขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Batman หนังสืบสวนระทึกขวัญในคราบซูเปอร์ฮีโร่ที่สมจริง ดุดัน และทรงพลัง https://thestandard.co/the-batman/ Fri, 04 Mar 2022 05:39:39 +0000 https://thestandard.co/?p=601650 The Batman

ปี 2022 น่าจะเป็นช่วงเวลาที่แฟนๆ ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่จา […]

The post The Batman หนังสืบสวนระทึกขวัญในคราบซูเปอร์ฮีโร่ที่สมจริง ดุดัน และทรงพลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Batman

ปี 2022 น่าจะเป็นช่วงเวลาที่แฟนๆ ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่จากฝั่ง DC รู้สึกตื่นเต้นและเฝ้ารอมากที่สุดปีหนึ่ง ด้วยรายชื่อของภาพยนตร์ที่เตรียมจ่อคิวเข้าฉายในปีนี้ถึง 4 เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น The Batman ผลงานการกำกับของ Matt Reeves, Black Adam ที่ได้ Dwayne Johnson หรือ The Rock มารับบทนำ, The Flash หนังเดี่ยวเรื่องแรกของ The Flash ที่ได้ Michael Keaton และ Ben Affleck มาร่วมแจม และ Aquaman and the Lost Kingdom ที่ยังคงได้ James Wan กลับมานั่งแท่นผู้กำกับเช่นเดิม (นี่ยังไม่นับรวมซีรีส์ Peacemaker ของ James Gunn ที่เพิ่งจะฉายจบไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา)

 

โดยส่วนตัวผู้เขียน The Batman น่าจะเป็นผลงานที่เรารู้สึกสนใจและตั้งตารอชมมากที่สุด เนื่องจากองค์ประกอบหลายๆ ส่วนของเรื่องที่โดดเด่นสะดุดตาและชวนให้เราติดตาม ทั้งบรรยากาศของเรื่องที่ผสมผสานระหว่างความระทึกขวัญและสืบสวนสอบสวน ซึ่งแตกต่างไปจากภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่หลายๆ เรื่อง ฉากแอ็กชันที่ดุดันและสมจริงสมจัง ไปจนถึงภาพลักษณ์ของ Robert Pattinson ที่ดูน่าเกรงขามกว่าหลายๆ เวอร์ชันที่ผ่านมา 

 

และหลังจากที่เราได้มีโอกาสชม The Batman เราคิดว่า Matt Reeves สามารถนำเสนอองค์ประกอบต่างๆ ของเรื่องออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม และยังชวนให้เราอยากติดตามเรื่องราวในอนาคตของ Batman ฉบับ Robert Pattinson ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปอีกด้วย

The Batman

 

ความโดดเด่นข้อแรกของ The Batman ที่เราอยากกล่าวถึง คือการที่ผู้กำกับและทีมเขียนบทเลือกที่จะนำเสนอเรื่องราวของ The Batman ไปในทิศทางของภาพยนตร์แนวสืบสวนสอบสวนเป็นหลัก กล่าวคือเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ของเรื่อง เราจะได้ไปติดตาม Bruce Wayne และ James Gordon (Jeffrey Wright) ที่ต้องร่วมมือกันตามหาตัวจริงของ The Riddler ผ่านการไขปริศนาต่างๆ ที่ The Riddler ทิ้งเอาไว้ รวมถึงการแทรกซึมเข้าไปในสถานที่สำคัญเพื่อตามหาหลักฐาน และการสอบปากคำบุคคลต้องสงสัย 

 

ซึ่งเราคิดว่าผู้กำกับสามารถนำเสนอเรื่องราวการสืบสวนออกมาได้อย่างน่าสนใจ ผ่านบรรยากาศของเรื่องที่มีความระทึกขวัญ การหักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่าง The Riddler และ Bruce Wayne ที่แทบจะไม่ได้ต่อยตีกันสักหมัด แต่กลับทำให้เราสัมผัสได้ถึงความร้ายกาจของ The Riddler อย่างชัดเจน รวมถึงความลึกลับซับซ้อนของการไขคดีที่ค่อยๆ เปิดเผยเรื่องราวให้เราได้เข้าไปสำรวจแง่มุมความรู้สึกของ Bruce Wayne ที่มีความเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ มากกว่าจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่คอยปกป้องผู้คน 

 

 

ขณะเดียวกัน แม้ว่าเนื้อเรื่องหลักของภาพยนตร์จะเป็นการสืบสวนที่เข้มข้น แต่ Matt Reeves ยังสามารถบาลานซ์ความเป็นภาพยนตร์สืบสวนสอบสวนกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ออกมาได้อย่างลงตัว ผ่านฉากแอ็กชันที่สมจริง ดุดัน ซึ่งสร้างความตื่นเต้นและลุ้นระทึกให้กับเราได้ดีไม่แพ้กัน โดยเฉพาะฉากไล่ล่าด้วยรถ Batmobile ที่เราขอยกให้เป็นฉากแอ็กชันที่ดีที่สุดของเรื่อง 

 

ซึ่งเราต้องยกเครดิตให้กับทีมงานเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับภาพอย่าง Greig Fraser ที่ผสมผสานมุมภาพสไตล์ภาพยนตร์ระทึกขวัญและฉากแอ็กชันอันดุดันออกมาได้อย่างลงตัว ก่อนที่จะเสริมด้วยดนตรีประกอบจากปลายปากกาของ Michael Giacchino ที่เข้ามาช่วยกำกับอารมณ์ของผู้ชมให้รู้สึกถึงความอันตรายและไม่น่าไว้วางใจ และสองมือตัดต่อ William Hoy และ Tyler Nelson ที่หยิบนำวัตถุดิบทุกส่วนมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวการสืบสวนสอบสวนสุดเข้มข้น ที่แม้ว่าภาพยนตร์จะมีความยาวถึง 3 ชั่วโมง แต่กลับไม่ทำให้เรารู้สึกเบื่อเลยแม้แต่น้อย 

 

DSC04464.jpg

 

อีกหนึ่งจุดเด่นที่เราไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือทัพนักแสดงทุกคนที่ถ่ายทอดบทบาทของตัวเองออกมาได้อย่างโดนเด่นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็น Jeffrey Wright ผู้รับบทเป็น James Gordon ที่เสมือนเป็นคู่หูนักสืบร่วมกับ Bruce Wayne, Andy Serkis ในบทบาทของพ่อบ้าน Alfred Pennyworth ที่แม้จะออกมาน้อย แต่ก็มีฉากสำคัญให้เราจดจำ, Zoë Kravitz ในบทบาทของ Selina Kyle หรือ Catwomen หญิงสาวมากเสน่ห์ที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน ฯลฯ

 

และ 2 ตัวละครที่เราอยากหยิบยกมากล่าวถึงเป็นการส่วนตัวคือ Robert Pattinson ผู้สวมบทเป็น Bruce Wayne หรือ Batman ซึ่งอย่างที่เราได้กล่าวไปแล้วว่า Robert Pattinson ไม่ได้นำเสนอภาพลักษณ์ของการเป็นซูเปอร์ฮีโร่เหมือนภาพยนตร์ Batman เวอร์ชันอื่นๆ แต่กลับมีความเป็นมนุษย์มากกว่า มีมิติที่ลึกกว่า โดยเฉพาะการที่เขานิยามตัวเองว่าเป็น Vengeance หรือผู้ล้างแค้น ยังเป็นการบ่งบอกให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า แรงผลักดันสำคัญของ Bruce Wayne ฉบับ Robert Pattinson ไม่ใช่การต่อกรกับอาชญากรเพื่อปกป้องผู้อื่น แต่ทำเพื่อปลดปล่อยความเคียดแค้นที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจต่างหาก ซึ่งมันก็ส่งผลให้ The Batman เป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ที่โดดเด่นและแตกต่างไปจากภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่นๆ  

 

 

ส่วนตัวร้ายหลักของเรื่องอย่าง The Riddler ที่รับบทโดย Paul Dano ซึ่งเราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ที่จะเปรียบเทียบตัวละครตัวนี้กับตัวร้ายระดับตำนานอย่าง Joker ในฉบับของ The Dark Knight (2008) ที่รับบทโดย Heath Ledger เพราะส่วนตัวเราคิดว่าสองตัวละครนี้มีอะไรหลายอย่างที่คล้ายคลึงกันมากๆ ไม่ว่าจะเป็นความเจ้าเล่ห์เพทุบาย ความอันตรายที่เราไม่อาจคาดเดาการกระทำของเขาได้ ไปจนถึงจุดยืนอันหนักแน่นที่ผลักดันให้พวกเขาลงมือก่อความวุ่นวาย

 

แต่สิ่งที่ทำให้ The Riddler แตกต่างไปจาก Joker เห็นจะเป็นความลึกลับซับซ้อนและไม่ได้ทำอะไรโฉ่งฉ่าง จึงทำให้ The Riddler ดูจะเป็นฆาตกรต่อเนื่องมากกว่า Joker ที่ดูมีความเป็นผู้ก่อการร้ายมากกว่าฆาตกร ในจุดนี้จึงทำให้ The Riddler ในฉบับของ Paul Dano เป็นอีกหนึ่งตัวร้ายที่มีเสน่ห์และน่าประทับใจไม่แพ้ Joker เลยทีเดียว 

 

 

 

อย่างไรก็ตาม The Batman ก็ยังมีจุดด้อยที่เรารู้สึกขัดใจอยู่เช่นเดียวกัน นั่นคือการที่ผู้กำกับพยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง Bruce Wayne และ Selina Kyle ให้ดูลึกซึ้ง แต่ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องและเนื้อหาหลักที่จำเป็นต้องใช้เวลาในการเล่า มันจึงส่งผลให้ความสัมพันธ์ของ Bruce Wayne และ Selina Kyle ดูรวบรัดตัดตอนไปพอสมควร เพราะภาพยนตร์ไม่ได้มีฉากที่ทำให้เราเห็นถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งคู่มากนัก จนไม่สามารถทำให้เรามีความรู้สึกร่วมไปกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้อย่างที่ควรจะเป็น 

 

VENGEANCE

 

ในภาพรวมแล้ว The Batman เป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ DC ที่ผสมผสานความระทึกขวัญและสืบสวนสอบสวนออกมาได้อย่างโดดเด่น แต่ก็ยังไม่ทิ้งความเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ด้วยฉากแอ็กชันที่ดุดันและสมจริง รวมถึงทุกตัวละครภายในเรื่องยังมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง ไม่มีใครที่โดดเด่นมากน้อยไปกว่ากัน จนทำให้เราอยากติดตามต่อไปว่าเรื่องราวของ Batman ในฉบับของ Robert Pattinson จะถูกนำไปต่อยอดให้เราได้ชมอย่างไรต่อไปอีกด้วย 

 

The Batman เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่

 

 

อ้างอิง:

The post The Batman หนังสืบสวนระทึกขวัญในคราบซูเปอร์ฮีโร่ที่สมจริง ดุดัน และทรงพลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักแสดงผู้สวมบทเป็นพ่อบ้าน Alfred จากภาพยนตร์ Batman เวอร์ชันไหนที่คุณชื่นชอบมากที่สุด https://thestandard.co/batman-alfred/ Tue, 01 Mar 2022 09:30:04 +0000 https://thestandard.co/?p=600176 นักแสดงผู้สวมบทเป็นพ่อบ้าน Alfred จากภาพยนตร์ Batman เวอร์ชันไหนที่คุณชื่นชอบมากที่สุด

แบทแมน ถือเป็นหนึ่งในซูเปอร์ฮีโร่จาก DC Comics ที่ถูกหย […]

The post นักแสดงผู้สวมบทเป็นพ่อบ้าน Alfred จากภาพยนตร์ Batman เวอร์ชันไหนที่คุณชื่นชอบมากที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักแสดงผู้สวมบทเป็นพ่อบ้าน Alfred จากภาพยนตร์ Batman เวอร์ชันไหนที่คุณชื่นชอบมากที่สุด

แบทแมน ถือเป็นหนึ่งในซูเปอร์ฮีโร่จาก DC Comics ที่ถูกหยิบมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์มาแล้วหลายเวอร์ชันด้วยกัน และหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ส่งให้แต่ละเวอร์ชันมีเสน่ห์แตกต่างกันไป คือรายชื่อของทีมนักแสดงนำผู้รับหน้าที่ตีความ และถ่ายทอดตัวละครต่างๆ ออกมาในรูปแบบของตัวเอง 

 

โดยนอกจากตัวละครหลักอย่าง Bruce Wayne และเหล่าวายร้ายที่เขาต้องต่อกร อีกหนึ่งตัวละครที่ขาดไม่ได้ในภาพยนตร์ Batman ทุกเวอร์ชันคือ Alfred Pennyworth พ่อบ้านผู้คอยรับใช้ตระกูล Wayne ที่ได้นักแสดงมากฝีมือหลายคนมาสวมบทบาท และกลายเป็นที่จดจำของแฟนๆ ไม่แพ้ตัวละครอื่นๆ 

 

ก่อนที่แฟนๆ DC ชาวไทยจะได้ไปสัมผัสกับภาพยนตร์ Batman เวอร์ชันล่าสุดอย่าง The Batman โดยผู้กำกับมากฝีมือ Matt Reeves ในวันที่ 3 มีนาคมนี้ THE STANDARD POP จึงถือโอกาสรวบรวมรายชื่อนักแสดงที่เคยรับบทเป็น Alfred มาให้แฟนๆ ได้ร่วมแบ่งปันความประทับใจว่า นักแสดงคนไหนคือ Alfred ที่คุณชื่นชอบมากที่สุด 

 

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่

 

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

อ้างอิง:

The post นักแสดงผู้สวมบทเป็นพ่อบ้าน Alfred จากภาพยนตร์ Batman เวอร์ชันไหนที่คุณชื่นชอบมากที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ivory Aquino จะเป็นผู้หญิงข้ามเพศคนแรกที่แสดงในอาณาจักร DC กับภาพยนตร์เรื่อง Batgirl https://thestandard.co/ivory-aquino-first-dc-transgender-hero/ Wed, 26 Jan 2022 10:02:36 +0000 https://thestandard.co/?p=586942 Ivory Aquino

DC ยังคงแสดงออกถึงการผลักดัน และให้ความสำคัญกับความหลาก […]

The post Ivory Aquino จะเป็นผู้หญิงข้ามเพศคนแรกที่แสดงในอาณาจักร DC กับภาพยนตร์เรื่อง Batgirl appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ivory Aquino

DC ยังคงแสดงออกถึงการผลักดัน และให้ความสำคัญกับความหลากหลายอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีการแคสติ้งนักแสดงผู้หญิงข้ามเพศอย่าง Ivory Aquino มาร่วมงานในภาพยนตร์เรื่อง Batgirl ซึ่งเป็นโปรเจกต์ใหม่ของ HBO Max 

 

Ivory Aquino เคยฝากผลงานการแสดงมาแล้วในเรื่อง Tales of the City และ When We Rise โดยครั้งนี้เธอจะสวมบทเป็น Alysia Yeoh ตัวละครหญิงข้ามเพศในอาณาจักร DC ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ Barbara Gordon โดยตัวละครดังกล่าวปรากฏตัวในหนังสือการ์ตูนครั้งแรกเมื่อปี 2011 และความพิเศษก็อยู่ที่ว่า นี่จะเป็นครั้งแรกที่มีตัวละครหญิงข้ามเพศในภาพยนตร์ DC ซึ่งนับว่าเป็นการเปิดกว้างครั้งสำคัญอีกครั้งของบริษัท หลังจากที่เปิดเผยว่า Superman ในเวอร์ชันหนังสือการ์ตูนนั้นเป็น Bisexual 

 

ข่าวการร่วมงานของ Ivory Aquino กลายเป็นจุดสนใจในช่วงปลายเดือนมกราคมเมื่อ Leslie Grace ผู้รับบท Barbara Gordon โพสต์ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำลงใน Instagram Stories พร้อมกับแท็ก Ivory Aquino โดยลงท้ายแคปชันด้วยอิโมจิค้างคาว แฟนๆ ต่างก็คาดเดากันได้อย่างไม่ยาก เพราะก่อนหน้านี้ทาง DC ได้เปิดตัว Leslie Grace ในโปรเจกต์ใหม่อย่างเป็นทางการไปแล้ว

 

ในช่วงเวลาที่ผ่านภาพยนตร์ ซีรีส์ และหนังสือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่มากมายต่างก็เริ่มให้ความสำคัญกับความหลากหลายมากขึ้น ในการสร้างตัวละครทั้งเรื่องเพศและสีผิวอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจาก DC ที่ก่อนนี้ก็มีการ์ตูนซีรีส์ที่ตัวละคร Harley Quinn และ Poison Ivy ตกหลุมรักกันในตอนจบของซีซัน 2 หรือการที่ Marvel มีฉากจูบของชายสองคนในภาพยนตร์เป็นครั้งแรก และซีรีส์ของ The CW ที่เปิดตัวซูเปอร์ฮีโร่ข้ามเพศ และยังมีตัวละครหลักใน Batwoman ที่เป็นเลสเบี้ยน

 

ภาพ: Bennett Raglin/WireImage 

อ้างอิง: 

The post Ivory Aquino จะเป็นผู้หญิงข้ามเพศคนแรกที่แสดงในอาณาจักร DC กับภาพยนตร์เรื่อง Batgirl appeared first on THE STANDARD.

]]>
Joker หนังดาวร้ายที่ผู้ชมทั่วโลกหลงรัก เตรียมกลับมาฉายอีกครั้ง 1 ธ.ค. นี้ ทาง Netflix https://thestandard.co/joker-on-netflix-1-december/ Fri, 05 Nov 2021 05:41:33 +0000 https://thestandard.co/?p=556497 Joker

Joker (2019) ภาพยนตร์ดาวร้ายจาก DC Comics ที่แฟนๆ ทั่วโ […]

The post Joker หนังดาวร้ายที่ผู้ชมทั่วโลกหลงรัก เตรียมกลับมาฉายอีกครั้ง 1 ธ.ค. นี้ ทาง Netflix appeared first on THE STANDARD.

]]>
Joker

Joker (2019) ภาพยนตร์ดาวร้ายจาก DC Comics ที่แฟนๆ ทั่วโลกต่างหลงรัก เตรียมกลับมาฉายให้ทุกคนได้ชมกันอีกครั้งในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ ทาง Netflix

 

สำหรับ Joker คือผลงานการกำกับของ Todd Phillips ที่หยิบนำตัวร้ายระดับตำนานอย่างโจ๊กเกอร์ มาบอกเล่าในมุมมองที่แตกต่างไปจากเดิม เพื่อพาผู้ชมไปสำรวจทุกแง่มุมความรู้สึกของโจ๊กเกอร์ ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะตัดสินใจหยิบปืนขึ้นมาตั้งตนเป็นอาชญากรตัวร้าย ซึ่งได้ Joaquin Phoenix นักแสดงเจ้าบทบาทจาก Gladiator (2000) และ Her (2013) มารับหน้าที่ถ่ายทอดความขมขื่นของโจ๊กเกอร์

 

 

หลังจากที่ Joker ออกฉายอย่างเป็นทางการในปี 2019 ก็ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์และผู้ชมอย่างล้นหลาม และได้รับรางวัลจากเวทีภาพยนตร์มาแล้วมากมาย รวมถึงรางวัลออสการ์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลถึง 11 สาขา และสามารถคว้ามาได้ 2 รางวัล ได้แก่ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และสาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยม 

 

นอกจากนี้ภาพยนตร์ยังทำรายได้รวมทั่วโลกไปแล้วกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นแท่นเป็นภาพยนตร์เรท R เรื่องแรกที่ทำรายได้รวมทั่วโลกเกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

ภาพ: Warner Bros.

อ้างอิง:

The post Joker หนังดาวร้ายที่ผู้ชมทั่วโลกหลงรัก เตรียมกลับมาฉายอีกครั้ง 1 ธ.ค. นี้ ทาง Netflix appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้กำกับ Wonder Woman คอนเฟิร์มว่าภาค 3 กำลังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการสร้าง https://thestandard.co/wonder-woman-3/ Fri, 22 Oct 2021 02:30:20 +0000 https://thestandard.co/?p=551043 Wonder Woman

ใกล้จะสิ้นสุดการรอคอยแล้วสำหรับแฟนภาพยนตร์ Wonder Woman […]

The post ผู้กำกับ Wonder Woman คอนเฟิร์มว่าภาค 3 กำลังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการสร้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wonder Woman

ใกล้จะสิ้นสุดการรอคอยแล้วสำหรับแฟนภาพยนตร์ Wonder Woman แห่งอาณาจักร DC เพราะผู้กำกับ Patty Jenkins (แพตตี้ เจนกินส์) ออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่าพวกเขาได้เริ่มกระบวนการสร้างหนัง Wonder Woman ภาค 3 เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจะเป็นการปิดฉากไตรภาคภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่หญิงอย่างเป็นทางการ   

 

Patty Jenkins เผยระหว่างการเข้าร่วมงานอีเวนต์ DC FanDome เมื่อวันเสาร์ที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ถึงความตื่นเต้นที่จะได้สานต่อโปรเจกต์ Wonder Woman ให้เสร็จสมบูรณ์ และเธอก็รู้สึกเสียดายเป็นอย่างมากที่นางเอกสาว Gal Gadot ไม่ได้มาประกาศข่าวดีในครั้งนี้ด้วยตัวเอง 

 

“Gal Gadot เป็นบุคคลที่งานยุ่งที่สุดในโลก ทั้งเลี้ยงลูกทั้ง 3 คนและยังต้องถ่ายทำหนังไปด้วย” เธอได้กล่าว

 

Warner Bros. ได้ประกาศถึงโปรเจกต์ Wonder Woman ภาค 3 ที่จะเป็นภาคส่งท้ายตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2020 โดยประธานบริษัทอย่าง Toby Emmerich แถลงการณ์ว่าทางทีมงานของสตูดิโอได้เริ่มงานสำหรับโปรเจกต์ภาค 3 แล้ว พร้อมกับเผยถึงความสำเร็จอันงดงามของ Wonder Woman 1984 ที่ออกฉายเมื่อปลายปีก่อน ซึ่งสมาชิกจำนวนครึ่งหนึ่งของ HBO Max ต่างก็เปิดดู Wonder Woman 1984 กันตั้งแต่วันแรกที่ฉายทางแพลตฟอร์มสตรีมมิง

 

“ในขณะที่แฟนๆ ทั่วโลกยังคงให้ความรักตัวละคร Diana Prince อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสัปดาห์ของการเปิดตัว Wonder Woman 1984 ที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน เราตื่นเต้นที่จะได้สานต่อเรื่องราวของเธอกับผู้หญิงมหัศจรรย์ในชีวิตจริงของเราทั้งสอง Gal และ Patty ที่จะกลับมาสร้างบทสรุปของโปรเจกต์ภาพยนตร์ไตรภาคที่เราวางแผนมายาวนาน”

 

อย่างไรก็ตามยังไม่มีการประกาศแน่ชัดว่า Wonder Woman ภาคสุดท้ายจะออกฉายเมื่อไรกันแน่

 

อ้างอิง: 

The post ผู้กำกับ Wonder Woman คอนเฟิร์มว่าภาค 3 กำลังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการสร้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อซูเปอร์แมนเป็นไบใจเกเร คุณรับได้ไหม หรือแอบเป็น Homophobia แล้วดันไม่รู้ตัว https://thestandard.co/superman-homophobia/ Tue, 19 Oct 2021 01:47:02 +0000 https://thestandard.co/?p=549638 ซูเปอร์แมน

กลายเป็นเรื่องถกเถียงเสียงแตกออกเป็นสองฝั่งทันที เมื่อ […]

The post เมื่อซูเปอร์แมนเป็นไบใจเกเร คุณรับได้ไหม หรือแอบเป็น Homophobia แล้วดันไม่รู้ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซูเปอร์แมน

กลายเป็นเรื่องถกเถียงเสียงแตกออกเป็นสองฝั่งทันที เมื่อ DC Comics ออกมาคอนเฟิร์มอย่างเป็นทางการว่า ‘ซูเปอร์แมนเปิดตัวเป็นไบเซ็กชวล’ ซึ่งอันที่จริงแล้วซูเปอร์แมนคนที่ว่านี้คือ ‘น้อนจอน’ หรือ ‘โจนาธาน เคนต์’ ลูกชายของ ‘คาร์ล-เอล’ หรือ ‘คลาร์ก เคนต์’ ซูเปอร์แมนที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันต่างหาก แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือปฏิกิริยาที่หลากหลายของบรรดาแฟนๆ ซูเปอร์ฮีโร่คอมิกเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

 

เมื่อน้อนจอนรับเสื้อคลุมสืบต่อสัญลักษณ์ ‘S’ จากป๋าคลาร์กแล้ว Come Out ออกจากตู้เสื้อผ้า

 

น้อนจอนสืบต่อสัญลักษณ์ ‘S’ แห่งความหวังบนหน้าอกต่อจากพ่อ แล้วทำหน้าที่ปกป้องผู้คน

 

ผู้คนทั่วโลกต่างก็คุ้นเคยกันดีกับคาแรกเตอร์ของผู้อพยพแห่งดวงดาวคริปโตเนียนที่ล่มสลายอย่าง ‘คาร์ล-เอล’ หรือ ‘คลาร์ก เคนต์’ ซึ่งกลายมาเป็นซูเปอร์แมน ฮีโร่ขวัญใจคนทั่วโลกมานานกว่า 8 ทศวรรษแล้ว ถ้าจะให้พูดถึงซูเปอร์แมนแล้วต้องถือว่าเป็นซูเปอร์ฮีโร่เบอร์ 1 ระดับแถวหน้า เกรด AA และคงจะไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชาย (Masculinity Icon) ทว่าในพหุจักรวาลอันยิ่งใหญ่ของ DC ที่รีบู๊ตกันมาหลายต่อหลายครั้ง ก็มีการสร้างตัวละครใหม่ๆ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างกันอยู่ตลอดเวลา รวมถึง ซูเปอร์แมนบุตรแห่งคาร์ล-เอล (Superman: Son of Kal-El) คอมิกซึ่งเปิดตัวในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาของ DC ซึ่งได้นำเสนอเรื่องราวของ โจนาธาน เคนต์ หนุ่มน้อยลูกครึ่งคริปโตเนียนและชาวโลกในวัย 17 ปี ผู้รับสืบทอดเสื้อคลุมและสัญลักษณ์ซูเปอร์เอส ทำหน้าที่ปกป้องโลกต่อจากป๋าคลาร์ก ซึ่งอันที่จริงก่อนหน้านี้น้อนจอนก็เคยปรากฏบทบาทอยู่ในทั้งคอมิกและซีรีส์ลำดับก่อนๆ ของ DC มาไม่น้อย

 

คอมิกซีรีส์ Superman: Son of Kal-El

 

เรื่องราวในฉบับแรกๆ ของคอมิกชุด Superman: Son of Kal-El ซูเปอร์แมนจอนได้ต่อสู้กับไฟป่า ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปราบเหตุการณ์ยิงกันในโรงเรียนไฮสคูล และประท้วงต่อต้านการเนรเทศผู้ลี้ภัย จนเมื่อไม่กี่วันก่อน ข่าวล่าสุดที่คอนเฟิร์มมาแล้วจากทาง DC คือน้อนจอนยังจะเปิดตัวว่าเป็นไบและมีความสัมพันธ์รักโรแมนติกกับเพื่อนของเขา นั่นคือนักข่าวหนุ่มสวมแว่นตาผมสีช็อกกิ้งพิงก์ ผู้อพยพชาว Gamorran นาม ‘เจย์ นากามูระ’ ในคอมิก Superman: Son of Kal-El ฉบับที่ 5 ซึ่งจะปล่อยออกมาให้อ่านกันในวันที่ 9 พฤศจิกายนที่กำลังจะถึงนี้ และทาง DC ได้ถือจังหวะของ National Coming Out Day หรือ ‘วันแห่งการเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศ’ ในการประกาศข่าวสำคัญดังกล่าว เพื่อรณรงค์ให้สังคมได้ตระหนักรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของเหล่าผู้คนซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายทางเพศ

 

ซูเปอร์แมน ‘จอน เคนต์’ กำลังจะคบหากับนักข่าวหนุ่ม ‘เจย์ นากามูระ’

 

‘เจย์ นากามูระ’ เป็นนักข่าวหนุ่มที่ทำสำนักข่าวออนไลน์ The Truth และมี ‘โลอิส เลน’ แม่ของน้อนจอนเป็นไอดอล

 

ซูเปอร์แมนเป็นไบเป็นเรื่องยัดเยียดและการเมืองมากเกินไป?

ทันทีที่ข่าวอย่างเป็นทางการดังกล่าวออกมา ก็มีทั้งเสียงชื่นชมเห็นด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็มีเสียงสะท้อนจากแฟนๆ คอมิกที่เห็นต่าง ทำนองว่าเป็นการยัดเยียดหรือเป็นเรื่องการเมืองเกินไปบ้างล่ะ เพราะก่อนหน้านี้ไม่นาน DC เองก็เพิ่งเปิดตัวให้โรบินเป็นไบเซ็กชวลไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน และยังไม่นับตัวละคร LGBTQ+ อื่นๆ ก่อนหน้านี้อีก ซึ่งต่อไปนี้คือบางคอมเมนต์จากแฟนๆ ที่เราขอนำมาลงมาดูให้เห็นกันจะๆ

 

“ผมไม่ใช่คนอคติเรื่องเพศนะครับ แต่ในฐานะแฟน DC และคนอ่านคอมิก รู้สึกว่าหลังๆ มานี้จะยัดเยียดกันบ่อยจนเกินไปแล้ว”

 

ปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้คอมิกโดนมังงะรุกพื้นที่เพราะดันชอบนำเสนอเกี่ยวกับปัญหาการเมือง ความเท่าเทียมกันทางสีผิว ความหลากหลายทางเพศ มีแต่เรื่องน่าเบื่อที่ยัดเยียดใส่คนอ่าน ขณะที่มังงะนำเสนอเนื้อหาสนุกเพลินๆ ไม่มีประเด็นพวกนี้มารบกวนหรือเชิดชูจนออกนอกหน้า

 

คอมิก DC นี่มันตกต่ำสุดๆ คนอ่านพากันด่ายับ ส่วนใหญ่ด่าเสร็จเเล้วก็ไม่ซื้ออ่าน ไม่เเปลกใจเลยจริงๆ ที่คนอ่านหลายคนเขาหันไปอ่านมังงะเเทน

 

นี่เป็นเพียงความคิดเห็นบางส่วนในทำนองที่ไม่เห็นด้วยเมื่อ DC ประกาศเรื่อง จอน เคนต์ เป็นไบเซ็กชวลออกมา ซึ่งก็พอจะทำความเข้าใจได้กับประวัติของ DC ที่เปิดตัวละครที่เป็น LGBTQ+ ออกมาโดยตลอด และยิ่งถี่ขึ้นในช่วงหลังๆ นอกจากนี้ด้วยตัวของซูเปอร์แมนซึ่งถือเป็นฮีโร่หลัก ซึ่งในแง่หนึ่งบุรุษเหล็กแห่งโลกคอมิกยังเป็น ‘Masculinity Icon’ หรือสัญลักษณ์แห่งความเป็นชายอันทรงพลังมาโดยตลอด จึงถือเป็นเรื่องที่จะต้องส่งแรงสั่นสะเทือนเป็นธรรมดา

 

ซูเปอร์แมนแอ๊วกับผู้ชาย มีบางคนที่รับไม่ได้

 

โดยส่วนตัวอยากจะบอกกับผู้คนที่ออกตัวว่าไม่ได้เป็น Homophobia แต่รู้สึกรำคาญรับไม่ได้ทนไม่ไหวกับการที่น้อนจอนเปิดตัวว่าเป็นไบใจเกเรว่า “ฮัลโหล สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ Modern World ในปี ค.ศ. 2021 ห้วงเวลาที่สังคมโลกสมัยใหม่ให้ค่ากับความหลากหลายและความเท่าเทียม” ซึ่งถ้าจะให้พูดกันจริงๆ แล้วก็อยากจะขอถามกลับให้ได้ลองคิดกันดูอีกทีว่า ที่คุณพี่บอกว่า DC ยัดเยียดเอาเรื่องเพศสภาพและการเมืองมาใส่มากเกินไปนั้นมันจริงหรือเปล่า เพราะว่าในแง่หนึ่ง การ์ตูนไม่ว่าจะเป็นคอมิกหรือมังงะต่างก็สะท้อนภาพสังคมในแง่ใดแง่หนึ่งอยู่ตลอดเวลา หรือว่าผู้ที่พูดนั้นไม่รู้ว่าโลกนี้ได้เดินมาไกลไปถึงไหนกันแล้ว และถ้าเป็นแฟน DC จริงก็น่าจะรู้ว่า DC เป็นค่ายคอมิกที่หัวก้าวหน้าและยืนหยัดในเรื่องความหลากหลายทางเพศมากกว่าทางฝั่ง Marvel เสียอีก (แม้ในแง่หนึ่งบางคนอาจจะมองว่าเป็นการไล่ตามกระแสอย่างฉาบฉวยก็ตาม) และสำหรับที่ว่ายัดเยียดกันเกินพอดีนั้นก็นึกสงสัยเหมือนกันว่าแล้วคอมิกซูเปอร์ฮีโร่ที่ผ่านมานั้นมีตัวละครทั้งวายร้ายและฮีโร่ที่เป็นภาพสะท้อนของเพศสภาพต่างๆ เท่ากับโลกจริงๆ ที่เราอาศัยอยู่หรือเปล่า เพราะถึงจะทยอยเปิดตัวกันออกมาในช่วงหลังๆ ก็ยังมีสัดส่วนของรักต่างเพศมากกว่าอยู่ดี 

 

แล้วคำถามสำคัญก็คือว่าถ้ามีแฟนคอมิกซูเปอร์ฮีโร่ที่เป็น LGBTQ+ ต้องการจะได้ดูคอมิกมีตัวละครฮีโร่ที่เป็นตัวแทนเพศสภาพของพวกเขาเองกันบ้างล่ะ พวกเขาจะมีสิทธิที่จะได้รับมันหรือเปล่า? (ถ้าพวกเขาเสียเงินซื้ออ่านถูกลิขสิทธิ์เหมือนกัน) สำหรับในประเด็นนี้เราอยากจะให้ทุกคนได้ฟังปากคำของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของ DC กันดูเสียก่อน

 

ปากคำของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทาง DC

ทอม เทย์เลอร์ นักเขียนคอมิกซีรีส์ชุด Superman: Son of Kal-El เล่าว่า เมื่อเขาได้รับเสนอให้ทำงานนี้ครั้งแรก เขาพยายามคิดไตร่ตรองอย่างหนักว่าซูเปอร์แมนของวันนี้ควรเป็นอย่างไร

 

“มันทำให้ผมคิดว่าถ้าจะมีซูเปอร์แมนผู้กอบกู้โลกเป็นชายแท้ผิวขาวขึ้นมาอีกสักคน เราคงจะพลาดโอกาสอะไรไปแล้วล่ะ ถ้าเป็นสักช่วงสิบปีก่อนหน้านี้ผมคิดว่ามันคงจะแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำแบบนี้ แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ผมคิดว่าตอนนี้มันน่าจะเป็นไปได้ และเมื่อผมนำเสนอความคิดนี้กับทาง DC พวกเขาก็บอกว่ากำลังนึกถึงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน 

 

เจย์ นากามูระ มีบทบาทอยู่เคียงข้างซูเปอร์แมนจอน ในห้วงเวลาแห่งความอ่อนล้าสิ้นหวัง

 

“อย่างไรก็ตาม มักจะมีคนที่ใช้ไม้บรรทัดเก่าคอยบอกเสมอว่า ‘อย่าใส่การเมืองลงในการ์ตูน’ แต่พวกเขาลืมนึกไปว่าหนังสือการ์ตูนทุกเรื่องเป็นเรื่องการเมืองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อย่างมีบางคนที่ไม่ตระหนักว่า X-Men ของฝั่ง Marvel เองก็มีความละม้ายกับขบวนการสิทธิพลเมือง

 

“ผมเชื่ออยู่เสมอว่าทุกคนล้วนต้องการฮีโร่ และทุกคนสมควรที่จะเห็นบางส่วนของตัวเขาเองอยู่ในฮีโร่ที่พวกเขาชื่นชม และในวันนี้ซูเปอร์แมนฮีโร่ผู้แข็งแกร่งที่สุดบนโลกก็ได้เปิดเผยตัวตนของตัวเองออกมา มีหลายๆ คนที่ได้อ่านข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วร้องไห้ พวกเขานึกไม่ถึงว่าในชีวิตนี้จะได้มีโอกาสเห็นตัวเองอยู่ในซูเปอร์แมน ฮีโร่ที่ทรงพลังที่สุดในคอมิก”

 

ในขณะเดียวกัน จอห์น ทิมส์ ศิลปินผู้สร้างสรรค์ก็ได้กล่าวเสริมว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มากที่ทำอย่างนั้นกับจอนในฐานะซูเปอร์แมน

 

“ในขณะที่เราเห็นจอนเติบโตขึ้นต่อหน้าต่อตา มันจะน่าสนใจมากเลยที่จะได้เห็นเขาไม่เพียงแต่พยายามค้นหาตัวเอง แต่ยังรวมถึงการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในโลกยุคสมัยใหม่ที่มีความซับซ้อน ซึ่งในอีกแง่หนึ่งผมหวังว่าการที่ชายผู้ทรงพลังที่สุดในโลกได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน LGBT จะทำให้เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอีกต่อไปในอนาคต”

 

ส่วนในประเด็นเรื่องการยัดเยียดเกินไปหรือเปล่านั้น ผู้ที่น่าจะโต้ประเด็นดังกล่าวได้ดีที่สุดน่าจะเป็น จิม ลี ซึ่งเป็นผู้จัดพิมพ์ของ DC

 

“เราพูดกันมามากแล้วเกี่ยวกับพลังในการเล่าเรื่องของพหุจักรวาล DC (DC Multiverse) และนี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าทึ่ง ยิ่งในยุคสมัยใหม่ที่เรื่องราวของ DC นำเสนอผ่านหลายสื่อ ย่อมหมายความว่ามี จอน เคนต์ อยู่ในเวอร์ชันอื่นๆ อีก เราสามารถให้จอนสำรวจตัวตนของเขาในคอมิก เช่นเดียวกับที่จอนได้รู้ถึงเบื้องลึกของครอบครัวของเขาผ่านทางทีวีซีรีส์อย่าง Superman & Lois พวกเขาดำรงอยู่ร่วมกันในโลกและห้วงเวลาของพวกเขาเอง และแฟนๆ อย่างเราก็สามารถเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวของจอนทั้งสองได้พร้อมกัน”

 

แปลได้อย่างง่ายๆ ว่ามีเวอร์ชันที่บอกเล่าเรื่องราวของ จอน เคนต์ ในฐานะซูเปอร์แมนที่เป็น LGBT และก็มีเรื่องราวของจอนและซูเปอร์แมนในแบบอื่นๆ ให้แฟนๆ ได้เลือกเสพ​ อันนำมาซึ่งคำตอบของทาง DC ว่านี่คือการยัดเยียดหรือเปล่า ในเมื่อผู้ชมแต่ละคนล้วนมีสิทธิในการเลือกชมของตัวเอง (ถ้าไม่ชอบก็แค่ไม่ดูไม่อ่านก็ได้)

 

 

เมื่อสัญลักษณ์ ‘S’ บนหน้าอกของซูเปอร์แมนหาได้มีความหมายถึงความเป็นชาย หากแต่หมายถึง ‘ความหวัง’ ตั้งแต่อดีตเราได้เห็นซูเปอร์แมนยืนหยัดต่อสู้เพื่อให้โลกดีขึ้นตลอดมา และกลุ่มคนรักต่างเพศเองก็มีเรื่องราวของซูเปอร์แมนชายรักหญิงอย่างป๋าคลาร์ก เป็นของตัวเองกันมานานถึงแปดสิบกว่าปีแล้ว แต่ในโลกยุคใหม่ที่แตกต่างจากอดีต ประชาคมโลกจำนวนมากต่างหันมาให้ค่านิยมกับสิทธิความเท่าเทียมและความหลากหลายกันมากกว่าที่เคยเป็นมา (ยินดีต้อนรับสู่ปี ค.ศ. 2021 อีกครั้งค่ะ 🙂 คุณจะมองเรื่องนี้โดยใช้โลกทัศน์แบบเก่าแล้วจะยังมั่นเด๋อบอกว่าซูเปอร์แมนเป็นไบเป็นการ ‘ยัดเยียด’ หรือจะใจกว้างยอมมอบสิทธิให้เพื่อนมนุษย์ LGBTQ+ ได้มีซูเปอร์แมนของพวกเขาเองสักคน เพื่อที่จะทำให้โลกนี้น่าอยู่สำหรับใครหลายคนขึ้นอีกสักนิด…เราเลือกกันได้ว่าจะเป็นคนแบบไหน หรือคุณพี่เป็น Homophobia เบาๆ แล้วดันไม่รู้ตัวกันคะคุณพี่

 

อ้างอิง:

The post เมื่อซูเปอร์แมนเป็นไบใจเกเร คุณรับได้ไหม หรือแอบเป็น Homophobia แล้วดันไม่รู้ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Superman เวอร์ชันหนังสือการ์ตูนตอนล่าสุดเผยว่าตัวเองเป็น Bisexual https://thestandard.co/superman-latest-episode-say-he-is-bisexual/ Thu, 14 Oct 2021 05:44:16 +0000 https://thestandard.co/?p=547991 Superman bisexual

เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเมื่อปัจจุบันนี้วงการบั […]

The post Superman เวอร์ชันหนังสือการ์ตูนตอนล่าสุดเผยว่าตัวเองเป็น Bisexual appeared first on THE STANDARD.

]]>
Superman bisexual

เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเมื่อปัจจุบันนี้วงการบันเทิงทั้งอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ ดนตรี และโลกของหนังสือการ์ตูนต่างก็สนับสนุนและเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับกลุ่มคน LGBTQIA+ กันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดอาณาจักร DC Comics ก็เตรียมเผยเรื่องราวความรักระหว่างซูเปอร์ฮีโร่ Superman และคนรักของเขาในหนังสือการ์ตูนตอนใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนเซอร์ไพรส์ก็คือเขาจะเผยว่าตัวเองเป็น Bisexual และมีคนรักเป็นผู้ชาย

 

ในการ์ตูนตอนใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ Jonathan Kent ซูเปอร์แมนคนล่าสุดผู้ซึ่งเป็นบุตรชายของซูเปอร์แมนต้นตำรับอย่าง Clark Kent จะพบรักกับนักข่าวหนุ่มที่มีพลังวิเศษนาม Jay Nakamura ที่เข้ามาดูแล Jonathan หลังจากที่เขาเหนื่อยล้าทั้งกายและใจจากการพยายามช่วยเหลือผู้อื่น 

 

นักเขียนอย่าง Tom Taylor เผยความรู้สึกผ่านทาง The New York Times ว่า “ความคิดที่ว่าเราจะแทนตัวละคร Clark Kent ด้วยอีกตัวละครชายแท้ผิวขาวผู้กอบกู้โลกดูเป็นไอเดียที่ซ้ำซาก…ผมพูดอยู่เสมอว่าทุกคนต้องการฮีโร่และทุกคนสมควรที่จะได้เห็นตัวเองในฮีโร่ในดวงใจของพวกเขา และผมรู้สึกก็ซาบซึ้งใจมากที่ DC และ Warner Bros. แชร์ไอเดียนี้กับผม Superman เป็นสัญลักษณ์ของความหวัง ความจริงแท้ และความถูกต้องมาเสมอ และในวันนี้ Superman จะได้เป็นตัวแทนของอะไรที่มากกว่านั้น จะมีคนอีกมากมายที่ได้เห็นตัวเองในซูเปอร์ฮีโร่ที่มีพลังมากที่สุดในหนังสือการ์ตูน” 

 

CCO ของสำนักพิมพ์ DC อย่าง Jim Lee ก็ออกมาแสดงความยินดีเช่นกันที่จะได้เพิ่มความหลากหลายโดยไม่มีกำแพงในอาณาจักร DC ของพวกเขา และยังกล่าวว่าพวกเขาสามารถที่จะมี Jonathan Kent ที่กำลังค้นหาตัวตนของตนเองในหนังสือการ์ตูนไปพร้อมๆ กับที่เขากำลังพยายามไขความลับของครอบครัวของเขาใน TV ซึ่งแฟนๆ ก็สามารถสนุกสนานกับทั้งสองเรื่องราวนี้ในหนังสือการ์ตูนฉบับ Superman: Son Of Kal-El #5 ในวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้

 

ภาพ: DC Comics

อ้างอิง: 

The post Superman เวอร์ชันหนังสือการ์ตูนตอนล่าสุดเผยว่าตัวเองเป็น Bisexual appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Suicide Squad ภาพยนตร์รวมทีมตัวร้ายสุดแสบที่ผู้กำกับ James Gunn ใส่ ‘หัวใจ’ ลงไปในตัวละคร https://thestandard.co/the-suicide-squad/ Mon, 04 Oct 2021 08:22:54 +0000 https://thestandard.co/?p=543847 The Suicide Squad

The Suicide Squad ภาพยนตร์รวมทีมตัวร้ายจากจักรวาล DC เป […]

The post The Suicide Squad ภาพยนตร์รวมทีมตัวร้ายสุดแสบที่ผู้กำกับ James Gunn ใส่ ‘หัวใจ’ ลงไปในตัวละคร appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Suicide Squad

The Suicide Squad ภาพยนตร์รวมทีมตัวร้ายจากจักรวาล DC เป็นอีกหนึ่งผลงานที่สร้างความตื่นเต้นให้แฟนภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ทั่วโลกตั้งแต่ภาพยนตร์ยังไม่เข้าฉาย ทั้งการได้ James Gunn ที่เคยสร้างเสียงหัวเราะและเรียกน้ำตาผู้ชมมาแล้วจาก Guardians of the Galaxy ทั้งสองภาคมานั่งแท่นผู้กำกับ หรือการที่ภาพยนตร์ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์อย่างล้นหลามตั้งแต่วันแรกที่เข้าฉาย โดยเฉพาะนักวิจารณ์จากเว็บไซต์ Rotten Tomatoes ที่ให้คะแนนมะเขือเทศสดไว้สูงถึง 100% เต็มหลังเข้าฉายวันแรก (ปัจจุบันคะแนนอยู่ที่ 90%) 

 

รวมถึงการที่ค่ายภาพยนตร์อย่าง Warner Bros. เปิดไฟเขียวให้ James Gunn สามารถใส่จินตนาการของตัวเองลงไปในภาพยนตร์ได้อย่างเต็มที่ ทั้งหมดนี้จึงยิ่งส่งให้ The Suicide Squad กลายเป็นผลงานเรื่องล่าสุดจากจักรวาล DC ที่แฟนๆ ทั่วโลกต่างเฝ้ารอไม่แพ้ผลงานจากฝั่ง Marvel 

 

และดูเหมือนว่า James Gunn จะไม่ทำให้ผู้ชมผิดหวัง เพราะสำหรับผู้เขียน The Suicide Squad อัดแน่นไปด้วยความสนุกสนานที่ผู้ชมอยากจะเห็น และเนื้อหาของเรื่องที่ส่งให้ภาพยนตร์รวมทีมตัวร้ายเรื่องนี้มี ‘หัวใจ’

 

 The Suicide Squad

 

The Suicide Squad บอกเล่าเรื่องราวของทีม Suicide Squad ที่รวบรวมเหล่าวายร้ายสุดแซ่บมาทำภารกิจเสี่ยงตายเพื่อปกป้องโลกจากภัยร้าย โดยภารกิจในครั้งนี้พวกเขาต้องการเดินทางไปยังเกาะคอร์โต มัลทีซ เพื่อเข้าทำลายทุกอย่างที่มีความเกี่ยวโยงกับโปรเจกต์สตาร์ฟิช ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับ สตาร์โรล สัตว์ประหลาดปลาดาวยักษ์จากนอกโลกที่สามารถควบคุมจิตใจของผู้คนได้ 

 

 The Suicide Squad

 The Suicide Squad

 

The Suicide Squad ค่อนข้างจะมีการดำเนินเรื่องที่เป็นเส้นตรง ไม่ได้มีเนื้อหาที่ซับซ้อนมากนัก กล่าวคือผู้ชมจะได้ติดตามสมาชิกทีม Suicide Squad ในการทำภารกิจทำลายโปรเจกต์สตาร์ฟิชแบบค่อยเป็นค่อยไป คล้ายๆ ภาพยนตร์แนวสายลับที่ตัวเอกของเรื่องต้องแทรกซึมเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่งเพื่อทำลายแผนการร้ายของอีกฝ่ายที่หมายจะครองโลก เพียงแต่ตัวเอกของเรื่องถูกเปลี่ยนให้เป็นเหล่าตัวร้ายจากจักรวาล DC 

 

ขณะเดียวกัน จุดเด่นสำคัญที่เข้ามาแต่งเติมรสชาติเผ็ดร้อนให้ตัวภาพยนตร์เป็นอย่างดี คือฝีไม้ลายมือการกำกับของ James Gunn ที่ยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวไว้อย่างครบถ้วน ทั้งมุกตลกขบขันและฉากแอ็กชันกวนๆ รวมถึงการออกแบบคาแรกเตอร์ตัวละครอันโดดเด่นที่ทำให้ผู้ชมต่างจดจำ และการเลือกเพลงประกอบมาใส่ในภาพยนตร์ได้อย่างลงตัว จนเราต้องรีบกลับบ้านมาเปิดเพลงประกอบของภาพยนตร์เรื่องนี้ฟังวนซ้ำๆ อยู่หลายรอบ 

 

 The Suicide Squad

 

อีกหนึ่งข้อดีของภาพยนตร์ที่ไม่ได้มีเนื้อหาซับซ้อนจนเกินไป คือการเปิดโอกาสให้ภาพยนตร์มีเวลาพาผู้ชมไปทำความรู้จักภูมิหลังของตัวละครแต่ละตัว รวมถึงมีเวลาในการพัฒนาความสัมพันธ์ของทีม Suicide Squad อย่างลึกซึ้งมากกว่าเดิม ซึ่งในจุดนี้เราต้องขอยกเครดิตให้กับเหล่านักแสดงนำทุกคนที่ถ่ายทอดเรื่องราว และความรู้สึกของตัวละครทุกตัวออกมาได้อย่างสมบทบาท จนสามารถทำให้ผู้ชมต่างพากันตกหลุมรักตัวร้ายเหล่านี้ได้ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง

 

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อตัวภาพยนตร์ให้น้ำหนักกับการปูเรื่องราวของตัวละครทุกตัวอย่างมาก มันจึงยิ่งส่งให้การตัดสินใจฆ่าตัวละครในแต่ละครั้งของ James Gunn ไม่ได้เป็นการฆ่าตัวละครอย่างพร่ำเพรื่อ หรือฆ่าเพื่อเอาความสะใจของผู้ชมเท่านั้น แต่มันยังส่งผลกระทบมาถึงความรู้สึกของผู้ชมเป็นอย่างดีอีกด้วย 

 

 The Suicide Squad

 The Suicide Squad

 

ด้วยเรื่องราวเบื้องหลังของตัวละครและความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างทางของทีม Suicide Squad ซึ่งชักชวนให้เราอยากเอาใจช่วยพวกเขาให้มีชีวิตรอดไปจนถึงตอนจบ ทั้งหมดนี้จึงส่งให้ The Suicide Squad ไม่ได้เป็นเพียงภาพยนตร์รวมทีมตัวร้ายที่โดดเด่นด้วยมุกตลกขบขัน และฉากแอ็กชันเลือดสาดอย่างที่จะเป็น 

 

แต่ James Gunn ยังใส่ ‘หัวใจ’ ลงไปในตัวละครของเขา เพื่อปลูกปั้นให้ตัวร้ายเหล่านี้กลายเป็นตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น มีชีวิตจิตใจยิ่งขึ้น และเข้าถึงจิตใจของผู้ชมมากยิ่งขึ้น 

 

สำคัญที่สุด เรื่องราวของ The Suicide Squad ยังชวนผู้ชมตั้งคำถามถึงนิยามของคำว่า ‘ซูเปอร์ฮีโร่’ เพื่อชวนเราหาคำตอบว่า ในท้ายที่สุดแล้วสิ่งใดกันแน่ที่เป็นตัวกำหนดว่าพวกเขาเหล่านี้เป็น ‘คนร้าย’ หรือ ‘คนดี’ 

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่

 

 

ภาพ: Warner Bros.

อ้างอิง

The post The Suicide Squad ภาพยนตร์รวมทีมตัวร้ายสุดแสบที่ผู้กำกับ James Gunn ใส่ ‘หัวใจ’ ลงไปในตัวละคร appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Flash Season 8 เปิดตัวด้วยอีเวนต์พิเศษ Armageddon ระดมซูเปอร์ฮีโร่จากทั่วจักรวาล Arrowverse https://thestandard.co/the-flash-season-8-armageddon-event/ Mon, 20 Sep 2021 04:32:58 +0000 https://thestandard.co/?p=538374 The Flash

ซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ยอดฮิตทาง The CW Network กำลังจะกลับม […]

The post The Flash Season 8 เปิดตัวด้วยอีเวนต์พิเศษ Armageddon ระดมซูเปอร์ฮีโร่จากทั่วจักรวาล Arrowverse appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Flash

ซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ยอดฮิตทาง The CW Network กำลังจะกลับมาอีกครั้งในซีซันที่ 8 คราวนี้ Barry Allen หรือ ‘The Flash’ ระดมซูเปอร์เฟรนด์คนอื่นๆ จากทั่วจักวาล ‘Arrowverse’ (จักรวาลซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ของ DC ที่เริ่มต้นจาก Arrow) มาเปิดตัวซีซันใหม่กันด้วย ‘Armageddon’ อีเวนต์พิเศษขนาด 5 ตอน

 

แฟนๆ ซีรีส์ยอดมนุษย์ของทางฝั่ง DC ล้วนทราบกันดีว่ากลยุทธ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของ The CW Network คือการจัดทำครอสโอเวอร์เหตุการณ์ตอนพิเศษที่มีการเชื่อมโยงกันของซีรีส์หลายๆ เรื่องในจักวาล Arrowverse อยู่เป็นประจำ เพื่อเป็นการดึงดูดให้คนดูติดตามชมซีรีส์ทุกๆ เรื่อง และผู้ชมอย่างเราเองก็ชอบที่จะดูอีเวนต์พิเศษเหล่านี้มากเสียด้วย เพราะมันทำให้เราตื่นเต้นที่ได้เห็นเหล่าซูเปอร์ฮีโร่มาร่วมกันต่อสู้ฝ่าวิฤตขนาดใหญ่ คล้ายๆ กับการได้ดูมหากาพย์ Avengers: Endgame ของฝั่ง MCU (Marvel Cinematic Universe) และเรื่องราวการครอสโอเวอร์แบบนี้ก็ได้มีการผลิตออกมาถึง 6 อีเวนต์แล้ว อย่างอีเวนต์ล่าสุด Crisis on Infinite Earths ก็เป็นอีเวนต์ใหญ่ที่ได้มีการรีเซ็ตพหุจักรวาลยุบรวมโลกต่างๆ ของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ DC ให้เข้ามารวมอยู่ในโลกใบเดียวกัน และในเดือนพฤศจิกายนที่กำลังจะมาถึงนี้ ‘สายฟ้าสีแดง’ หรือ The Flash กำลังจะกลับมาในซีซันที่ 8 โดยจะคิกออฟเปิดตัวกันด้วยอีเวนต์พิเศษขนาด 5 ตอนที่ชื่อ Armageddon ซึ่งมีหลายอย่างที่น่าสนใจให้แฟนๆ อย่างเรารอติดตามชมอย่างใจจดใจจ่อ 

 

ไม่ใช่การครอสโอเวอร์อย่างเต็มรูปแบบ แต่เป็นอีเวนต์พิเศษที่น่าติดตามชม

 

The Flash

Invasion!, Crisis on Earth-X และ Crisis on Infinite Earths 

อีเวนต์ครอสโอเวอร์ก่อนหน้านี้

มีการรวมนักแสดงและซูเปอร์ฮีโร่เอาไว้มากมาย

 (ภาพ: https://www.denofgeek.com/tv/crisis-on-infinite-earths-arrowverse-dctv-crossover/)

 

แตกต่างจากเหตุการณ์ครอสโอเวอร์ที่ผ่านมาของจักวาล Arrowverse อย่าง Invasion!, Crisis on Earth-X หรือ Crisis on Infinite Earths ซึ่งจะมีเอพิโสดตอนพิเศษแทรกกระจัดกระจายอยู่ในซีรีส์ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องให้ผู้ชมต้องติดตามไปดูกัน แต่คราวนี้เหตุการณ์ Armageddon จะถูกจำกัดอยู่เฉพาะใน The Flash เป็นจำนวน 5 ตอนเท่านั้น เหตุผลสำคัญที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการระบาดของโควิดได้ส่งผลกระทบต่อมาตรการถ่ายทำ ซึ่งเพื่อความปลอดภัยแล้วไม่สามารถนำนักแสดงจำนวนมากๆ มารวมอยู่ในฉากหรือเรื่องเดียวกันได้ และเพื่อจัดการให้สามารถถ่ายทำได้ตรงตามกำหนด วิธีการแก้ปัญหาที่ดีก็คือการดาวน์สเกลการครอสโอเวอร์กัน โดยให้มีฮีโร่หลายตัวจากเรื่องอื่นๆ มาปรากฏตัว และร่วมทีมกันใน The Flash แทน ซึ่งสำหรับประเด็นนี้ Eric Wallace ในฐานะผู้จัดซีรีส์เรื่องนี้ได้กล่าวว่า

 

“อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะ ผมยังชอบทำครอสโอเวอร์แบบเดิมๆ อยู่ แต่ ณ ขณะนี้ยังมีโปรโตคอลโควิดอยู่มากมาย ซึ่งจำกัดสิ่งที่เราสามารถทำได้ในฐานะโปรดักชัน จึงเป็นการยากที่จะทำการครอสโอเวอร์กันอย่างเต็มรูปแบบเหมือนอย่างที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามใน The Flash อีเวนต์พิเศษทั้ง 5 ตอนนี้ เราต้องการจะถ่ายทอดความสนุกแบบเดียวกับที่ผู้ชมได้รับจากเรื่องราวแบบครอสโอเวอร์ ดังนั้นจึงมีตัวละครรับเชิญจากเรื่องอื่นๆ เข้ามาเสริม และเป็นวิธีการที่เราสามารถจะทำได้ในตอนนี้ แต่ผมขอพูดเลยว่า นี่จะเป็น The Flash ตอนที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

 

The Flash: Armageddon

เรื่องย่อเป็นอย่างไร 

 

The Flash

Barry และ Iris

ยังเป็นสองตัวละครหลักของซีซันนี้

 (ภาพ: https://www.digitalspy.com/tv/ustv/a30894917/the-flash-iris-twist-explained-westallen/ )

 

เรื่องย่ออย่างเป็นทางการระบุว่า ภายใต้สถานการณ์ลึกลับ ภัยคุกคามจากเอเลียนทรงพลังได้เดินทางมายังโลก Barry Allen (Grant Gustin), Iris (Candice Patton) และทีม The Flash ที่เหลืออยู่ได้ถูกผลักให้ถึงขีดจำกัดในการต่อสู้อันสิ้นหวังเพื่อช่วยเหลือโลก แต่เวลากำลังจะหมดลง ชะตากรรมของมวลมนุษยชาติกำลังตกอยู่ในอันตราย The Flash และสหายของเขาจะต้องขอความช่วยเหลือจากเหล่าเพื่อนเก่าให้มาร่วมกันต่อสู้ เพื่อพลังแห่งความดีจะได้มีชัย 

 

Here Comes Supervillain

วายร้ายเป็นใคร?

 

The Flash

‘Despero’ ในฉบับคอมิก

 (ภาพ: https://cosmicbook.news/flash-armageddon-despero-first-look

 

สำหรับซูเปอร์วายร้ายในภาคนี้คือ ‘Despero’ ซึ่งปรากฏตัวครั้งแรกในรูปแบบคอมิกใน Justice League of America #1 เมื่อ ค.ศ. 1960 มนุษย์ต่างดาวจากดาว Kalanor ผู้ทรงพลังและชาญฉลาด แถมยังมีพลังจิตซึ่งเป็นตัวร้ายหลักของ The Flash อีเวนต์พิเศษนี้รับบทโดย Tony Curran นักแสดงชาวสกอตที่เคยแสดงใน Underworld: Evolution, Doctor Who และ Roots จากข้อมูลเท่าที่เผยออกมาในตอนนี้เรายังไม่รู้ว่า Despero ในฉบับซีรีส์นี้จะมีรูปลักษณ์เป็นอย่างไร แต่สำหรับในฉบับคอมิกจะเห็นได้ว่ารูปลักษณ์ของ Despero เป็นเอเลียนที่มีผิวกายแดงกับครีบปลาบนหัว และยังมีดวงตาที่สามอยู่ตรงกลางหน้าผาก ส่วน Super Power ที่ Despero มีในฉบับการ์ตูน ได้แก่ พละกำลังมหาศาล พลังการฟื้นฟูร่างกายด้วยตัวเอง สติปัญญาอัจฉริยะ พลังจิตไซโอนิกมหาศาลผ่านตาที่สาม พลังการเปลี่ยนแปลงความเป็นจริง พลังควบคุมสสารและพลังงาน ฯลฯ ซึ่งเราคงต้องรอดูกันอีกทีว่าใน The Flash: Armageddon นี้ Despero จะเป็นตัวร้ายที่เก่งกาจและน่ากลัวขนาดไหน

 

Super Friends & Other Villains

เพื่อนฮีโร่และตัวร้ายตัวอื่น 

 

The Flash

เหล่าสหายฮีโร่ซูเปอร์ที่จะปรากฏตัวใน The Flash: Armageddon

(Photo Credit: https://www.cbr.com/the-flash-where-arrowverse-left-armageddon-heroes/ )

 

สำหรับเหล่าฮีโร่ซูเปอร์เฟรนด์ที่จะมาร่วมมือกับ The Flash ในอีเวนต์พิเศษนี้ มีทั้งจากซีรีส์ใน Arrowverse ที่ยังคงฉายอยู่ และที่จบไปแล้ว ได้แก่ Ryan Wilder หรือ ‘Batwoman’ (Javicia Leslie), Ray Palmer หรือ ‘The Atom’ (Brandon Routh), ลูกสาวของ ‘Green Arrow’ อย่าง Mia Queen (Katherine McNamara), Jefferson Pierce หรือ ‘Black Lightning’ (Cress Williams), Alex Danvers พี่สาวบุญธรรมชาวโลกของซูเปอร์เกิร์ลผู้กลายเป็น ‘Sentinel’ (Chyler Leigh) นอกจากนี้ยังมีตัวร้ายเก่าๆ อย่าง Eobard Thawne หรือ ‘Reverse Flash’ (Tom Cavanagh) คู่ปรับตลอดกาลของ The Flash และ Damien Darhk (Neal McDonough) หัวโจกตัวร้ายจาก Arrow อีกด้วย 

 

จากที่กล่าวมาทั้งหมดแม้จะไม่ใช่เหตุการณ์ครอสโอเวอร์กันอย่างเต็มรูปแบบเหมือนอย่างที่เคยมีการนำเสนอกันใน Arrowverse แต่ด้วยตัวร้ายตัวใหม่ และการรวมพลังกันของเหล่ามิตรสหายฮีโร่ จึงทำให้ The Flash: Armageddon เป็นอีเวนต์พิเศษที่น่าติดตามชมสำหรับแฟนๆ ซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ทางฝั่ง DC อยู่ดี  

 

อ้างอิง: 

The post The Flash Season 8 เปิดตัวด้วยอีเวนต์พิเศษ Armageddon ระดมซูเปอร์ฮีโร่จากทั่วจักรวาล Arrowverse appeared first on THE STANDARD.

]]>
James Gunn เคยคุยกับหัวหน้าค่าย Marvel และ DC Comics เรื่องให้ตัวละครมาปรากฏตัวในภาพยนตร์เดียวกัน https://thestandard.co/james-gunn-teases-plans-for-a-marvel-and-dc-crossover-movie/ Thu, 29 Jul 2021 11:02:36 +0000 https://thestandard.co/?p=518959 James Gunn

ดูเหมือนว่าความหวังของเหล่าแฟนคลับที่จะได้เห็นภาพยนตร์จ […]

The post James Gunn เคยคุยกับหัวหน้าค่าย Marvel และ DC Comics เรื่องให้ตัวละครมาปรากฏตัวในภาพยนตร์เดียวกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
James Gunn

ดูเหมือนว่าความหวังของเหล่าแฟนคลับที่จะได้เห็นภาพยนตร์จากอาณาจักร Marvel และ DC มาบรรจบกันจะไม่ห่างไกลความเป็นจริงเท่าไรนัก เพราะ James Gunn ผู้กำกับฝีมือฉกาจได้แย้มถึงแผนการที่ให้เหล่าตัวละครจากทั้งสองฝั่งได้มาปรากฏตัวอยู่ในเรื่องเดียวกันในอนาคต

 

James Gunn ที่เคยกำกับภาพยนตร์ให้กับทั้งสองฝั่งมาแล้ว ทั้งมหากาพย์ The Suicide Squad, Guardian of the Galaxy ทั้งหมดทุกภาค, Avenger: Endgame และ Avenger: Infinity War ได้เผยกับทาง Collider ว่า เขาได้มีการพูดคุยกับหัวหน้าใหญ่ของทั้งสองอาณาจักรเป็นที่เรียบร้อยแล้วถึงโปรเจกต์ดังกล่าว และตัวละครที่เขาสนใจให้มาเจอกันก็คือ Harley Quinn และ Groot  

 

“ที่จริงผมได้พูดคุยกับหัวหน้าของทั้ง Marvel และ DC แล้วล่ะ ทุกคนเปิดรับกับทุกอย่าง แต่ถ้าถามว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ หรือไม่นั้น ใครจะรู้ แต่ความคิดที่ว่าจะให้ Marvel และ DC มาอยู่ในภาพยนตร์เรื่องเดียวกันเป็นอะไรที่น่าสนุกมากสำหรับผม”

 

อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงมันอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำ เมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับปัญหาลิขสิทธิ์และผลประโยชน์ต่างๆ ในด้านกฎหมาย

 

“ผมรู้ว่ามันน่าตื่นเต้นมาก แม้แต่กับ Kevin Feige แห่ง Marvel และ Toby Emmerich แห่ง Warner มันเป็นสิ่งที่พวกเราทั้งหมดใฝ่ฝัน ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้ว่าจะข้ามผ่านอุปสรรคและทนายกฎหมายต่างๆ ที่หนาแน่นยิ่งกว่ากำแพงเบอร์ลินเพื่อที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้หรือเปล่า ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่มันคงสุดยอดมาก”

 

อ้างอิง:

The post James Gunn เคยคุยกับหัวหน้าค่าย Marvel และ DC Comics เรื่องให้ตัวละครมาปรากฏตัวในภาพยนตร์เดียวกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
DC Comics เตรียมเปิดตัวรายการพอดแคสต์ผ่าน Spotify ที่จะเล่าเรื่องราวของเหล่าตัวละครซูเปอร์ฮีโร่สุดอมตะ https://thestandard.co/dc-comics-opening-podcast-through-spotify/ Wed, 24 Feb 2021 08:16:56 +0000 https://thestandard.co/?p=458890 DC Comics เตรียมเปิดตัวรายการพอดแคสต์ผ่าน Spotify ที่จะเล่าเรื่องราวของเหล่าตัวละครซูเปอร์ฮีโร่สุดอมตะ

นอกจากจะมีหนังสือ, การ์ตูน, ซีรีส์ และภาพยนตร์แล้ว ล่าส […]

The post DC Comics เตรียมเปิดตัวรายการพอดแคสต์ผ่าน Spotify ที่จะเล่าเรื่องราวของเหล่าตัวละครซูเปอร์ฮีโร่สุดอมตะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
DC Comics เตรียมเปิดตัวรายการพอดแคสต์ผ่าน Spotify ที่จะเล่าเรื่องราวของเหล่าตัวละครซูเปอร์ฮีโร่สุดอมตะ

นอกจากจะมีหนังสือ, การ์ตูน, ซีรีส์ และภาพยนตร์แล้ว ล่าสุดบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง DC Comics ก็ขยายช่องทางเผยแพร่เรื่องราวของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่อีกครั้ง ในรูปแบบของพอดแคสต์ที่จะปล่อยทางแอปพลิเคชัน Spotify  

 

เรียกได้ว่าการแข่งขันในการผลิตคอนเทนต์ในพอดแคสต์นั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะทางคู่แข่งคนสำคัญของ DC Comics อย่าง Marvel เอง ก็เพิ่งจะเซ็นสัญญาทำพอดแคสต์กับทางแพลตฟอร์ม Pandora เช่นกัน โดยทางทีมงานของ DC Comics กำลังอยู่ในขั้นตอนของการผลิตพอดแคสต์ทั้งหมด 9 โชว์ เช่น ตัวละคร Catwoman, Wonder Woman, The Riddler, Batgirl และ Superman แต่สำหรับรูปแบบของรายการและรายละเอียดของเรื่องราวนั้น แฟนๆ คงต้องเดากันต่อไป เพราะครีเอทีฟไดเร็กเตอร์อย่าง จิม ลี ยังไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้แต่อย่างใด

 

Spotify และ DC Comics ได้จับมือเซ็นสัญญาสำหรับการผลิตพอดแคสต์กันตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ซึ่งสัญญาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่มี WarnerMedia เข้าร่วมด้วย โดยสัญญานี้จะกินเวลาหลายปี และในช่วงเวลาเหล่านั้นพวกเขาจะผลิตผลงานมากมายให้แฟนๆ ได้อิ่มเอมกับเรื่องราวของซูเปอร์ฮีโร่ในดวงใจในอีกรูปแบบหนึ่ง

 

โปรเจกต์แรกที่จะปล่อยออกมาคือเรื่อง Batman Unburied ที่จะพูดถึงแง่มุมจิตวิทยาของตัวละครหลักอย่าง Bruce Wayne ซึ่งโปรเจกต์นี้ก็ได้ตัวนักเขียนบทที่เคยฝากผลงานในภาพยนตร์ Batman Begins ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน มาแล้วอย่าง David S. Goyer มาเป็นทีมผู้อำนวยการฝ่ายการผลิต

 

ภาพ: DC Comics

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

The post DC Comics เตรียมเปิดตัวรายการพอดแคสต์ผ่าน Spotify ที่จะเล่าเรื่องราวของเหล่าตัวละครซูเปอร์ฮีโร่สุดอมตะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วันนี้ที่รอคอย Gal Gadot พร้อมออกเดินทางสู่ยุค 80 เพื่อเผชิญหน้ากับสองตัวร้ายสุดแกร่งใน Wonder Woman 1984 17 ธันวาคมนี้ https://thestandard.co/wonder-woman-1984/ Mon, 14 Dec 2020 09:26:01 +0000 https://thestandard.co/?p=431288 Wonder Woman 1984

หลังจากที่ถูกเลื่อนกำหนดฉายมาแล้วถึง 7 ครั้ง ในที่สุดแฟ […]

The post วันนี้ที่รอคอย Gal Gadot พร้อมออกเดินทางสู่ยุค 80 เพื่อเผชิญหน้ากับสองตัวร้ายสุดแกร่งใน Wonder Woman 1984 17 ธันวาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wonder Woman 1984

หลังจากที่ถูกเลื่อนกำหนดฉายมาแล้วถึง 7 ครั้ง ในที่สุดแฟนๆ DC ก็จะได้รับชมเรื่องราวภาคต่อของ วันเดอร์วูแมน ฮีโร่หญิงสุดแกร่งกันเสียทีกับ Wonder Woman 1984 วันที่ 17 ธันวาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

สำหรับภาคนี้จะพาแฟนๆ วันเดอร์วูแมนร่วมออกเดินทางสู่ยุค 80 ที่เต็มไปด้วยสีสัน เมื่อ ไดอานา ปรินซ์ (กัล กาด็อต) ได้กลับมาพบกับ สตีฟ เทรเวอร์ (คริส ไพน์) คนรักของเธอที่ควรจะเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาและเธอจะร่วมมือกันอีกครั้ง เพื่อเผชิญหน้ากับตัวร้ายใหม่อย่าง เดอะชีตาห์ (คริสเตน วิก) และ แม็กซ์ ลอร์ด (เปโดร ปาสคาล) 

 

โดยครั้งนี้ยังคงได้ แพตตี้ เจนกินส์ ผู้กำกับหญิงมากฝีมือกลับมานั่งแท่นผู้กำกับอีกครั้ง หลังพา Wonder Woman (2017) ภาคแรกกวาดรายได้ทั่วโลกไปกว่า 821 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

นอกจากนี้ เจนกินส์ยังกลับมาพร้อมกับทีมงานเบื้องหลังมากฝีมืออย่าง จอฟฟ์ จอห์นส หนึ่งในทีมเขียนบทจาก Aquaman (2018) และ The Flash ฉบับซีรีส์ พร้อมด้วย ฮันส์ ซิมเมอร์ คอมโพสเซอร์ฝีมือเยี่ยมที่เคยประพันธ์ดนตรีประกอบให้ภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมอย่าง The Lion King (1994) และ The Dark Knight (2008) และ แมทธิว เจนเซน ผู้กำกับภาพจากภาคแรกที่จะกลับมาร่วมงานกับเจนกินส์อีกครั้ง

 

เสริมทัพนักแสดงด้วย คริสเตน วิก นักแสดงหญิงมากความสามารถจาก The Secret Life of Walter Mitty (2013) และ เปโดร ปาสคาล นักแสดงหนุ่มที่กำลังมาแรงสุดๆ จากซีรีส์ The Mandalorian (2019) ที่จะมารับบทเป็นสองตัวร้ายหลักของเรื่องอย่าง เดอะชีตาห์ และ แม็กซ์ ลอร์ด

 

ร่วมปกป้องโลกจากเหล่าวายร้ายสุดแกร่งไปกับวันเดอร์วูแมนและสตีฟ เทรเวอร์ ใน Wonder Woman 1984 วันที่ 17 ธันวาคมนี้ใน โรงภาพยนตร์

 

สามารถรับชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post วันนี้ที่รอคอย Gal Gadot พร้อมออกเดินทางสู่ยุค 80 เพื่อเผชิญหน้ากับสองตัวร้ายสุดแกร่งใน Wonder Woman 1984 17 ธันวาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>