CSR Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/csr/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 22 Jun 2026 03:06:10 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 HugHeartYai x Agoda ส่งต่อเฟอร์นิเจอร์คุณภาพ ฟื้นฟูโรงเรียนและชุมชนหาดใหญ่หลังน้ำท่วม https://thestandard.co/hugheartyai-agoda-hatyai-flood-recovery/ Wed, 17 Jun 2026 06:00:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1219412 ตัวแทน HugHeartYai และ Agoda ร่วมมอบเฟอร์นิเจอร์ให้โรงเรียนและหน่วยงานที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่

หลังเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในอำเภอหาดใหญ่ จังหว […]

The post HugHeartYai x Agoda ส่งต่อเฟอร์นิเจอร์คุณภาพ ฟื้นฟูโรงเรียนและชุมชนหาดใหญ่หลังน้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวแทน HugHeartYai และ Agoda ร่วมมอบเฟอร์นิเจอร์ให้โรงเรียนและหน่วยงานที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่

หลังเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อปลายปี 2568 ความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับบ้านเรือนของประชาชน แต่ยังส่งผลกระทบต่อโรงเรียน ห้องสมุด ศูนย์การเรียนรู้ และหน่วยงานสาธารณะจำนวนมากที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนในเมือง

 

จากความท้าทายดังกล่าว จึงเกิดโครงการ HugHeartYai x Agoda – Resource Reallocation Initiative ความร่วมมือระหว่าง Agoda, Hatyai Connext, ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ และ THE STANDARD เพื่อส่งต่อเฟอร์นิเจอร์สำนักงานคุณภาพสูงที่ยังอยู่ในสภาพดีจากการย้ายสำนักงานของ Agoda ไปยังโรงเรียนและหน่วยงานสาธารณะในหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

 

ตัวแทน HugHeartYai และ Agoda ร่วมมอบเฟอร์นิเจอร์ให้โรงเรียนและหน่วยงานที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่ 1ตัวแทน HugHeartYai และ Agoda ร่วมมอบเฟอร์นิเจอร์ให้โรงเรียนและหน่วยงานที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่ 2

 

โครงการนี้มีแนวคิดสำคัญคือ “Resource Reallocation with Intention” หรือการเปลี่ยนทรัพยากรที่ไม่ได้ใช้งานแล้วให้กลายเป็นเครื่องมือฟื้นฟูเมือง โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการบริจาคสิ่งของ แต่เป็นการออกแบบกระบวนการฟื้นฟูที่เชื่อมโยงผู้คน ทักษะ และโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน

 

เฟอร์นิเจอร์หลายร้อยชิ้น ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะทำงาน เก้าอี้สำนักงาน ตู้เก็บเอกสาร และโต๊ะอเนกประสงค์ ถูกลำเลียงจากกรุงเทพฯ สู่หาดใหญ่ ผ่านความร่วมมือของ Pas409, Creful Interior, BUILK One Group, N&N และมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ซึ่งสนับสนุนพื้นที่สำหรับจัดเก็บ ตรวจนับ และกระจายทรัพยากรอย่างเป็นระบบ

 

ตัวแทน HugHeartYai และ Agoda ร่วมมอบเฟอร์นิเจอร์ให้โรงเรียนและหน่วยงานที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่ 3ตัวแทน HugHeartYai และ Agoda ร่วมมอบเฟอร์นิเจอร์ให้โรงเรียนและหน่วยงานที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่ 4

 

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของโครงการ คือการเปิดโอกาสให้นักเรียนและนักศึกษาสายอาชีวศึกษาในพื้นที่จำนวน 30 คน ได้เข้าร่วมการฝึกอบรมและลงมือประกอบ ติดตั้งเฟอร์นิเจอร์จริงภายใต้การดูแลของช่างผู้เชี่ยวชาญ นอกจากจะช่วยฟื้นฟูโรงเรียนและหน่วยงานสาธารณะแล้ว ยังเป็นการสร้างทักษะวิชาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูบ้านเกิดของตนเอง

 

ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ เฟอร์นิเจอร์ได้ถูกส่งมอบให้แก่หน่วยงานรวม 17 แห่งในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ครอบคลุมทั้งโรงเรียนเทศบาล ศูนย์ ICT ห้องสมุดประชาชน สนามกีฬา ศาสนสถาน และสถานศึกษาเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย

 

ตัวแทน HugHeartYai และ Agoda ร่วมมอบเฟอร์นิเจอร์ให้โรงเรียนและหน่วยงานที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่ 5

 

โครงการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การฟื้นฟูเมืองหลังภัยพิบัติไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากทรัพยากรใหม่เสมอไป แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากการเชื่อมโยงทรัพยากรที่มีอยู่ให้ไปถึงผู้ที่ต้องการใช้งานจริง ผ่านกระบวนการที่โปร่งใส เป็นธรรม และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนในระยะยาว

 

HugHeartYai x Agoda ยังเป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา ภาครัฐท้องถิ่น และสื่อมวลชน ที่ร่วมกันสร้างต้นแบบการกระจายทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ (Responsible Redistribution) เพื่อให้การช่วยเหลือหลังวิกฤตไม่ได้หยุดอยู่เพียงการบรรเทาความเสียหาย แต่สามารถต่อยอดไปสู่การฟื้นฟูการศึกษา เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

 

เพราะเมืองที่ฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเมืองที่สิ่งปลูกสร้างกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง แต่คือเมืองที่ระบบในชีวิตประจำวันของผู้คนกลับมาทำงานได้อีกครั้งเช่นกัน

The post HugHeartYai x Agoda ส่งต่อเฟอร์นิเจอร์คุณภาพ ฟื้นฟูโรงเรียนและชุมชนหาดใหญ่หลังน้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช.อุตสาหกรรม ลงพื้นที่ราชบุรี ตรวจเข้มเหมืองหินปากท่อ สั่งฟื้นฟูพื้นที่หลังหมดสัมปทาน ปั้นแหล่งน้ำชุมชน แก้ภัยแล้งยั่งยืน https://thestandard.co/ratchaburi-mine-restoration-water-sources/ Sat, 14 Feb 2026 08:38:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1178501 จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจเหมืองหินเขาสามง่าม อำเภอปากท่อ ราชบุรี

วันนี้ (14 กุมภาพันธ์) จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนต […]

The post รมช.อุตสาหกรรม ลงพื้นที่ราชบุรี ตรวจเข้มเหมืองหินปากท่อ สั่งฟื้นฟูพื้นที่หลังหมดสัมปทาน ปั้นแหล่งน้ำชุมชน แก้ภัยแล้งยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจเหมืองหินเขาสามง่าม อำเภอปากท่อ ราชบุรี

วันนี้ (14 กุมภาพันธ์) จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจราชการ ที่ กลุ่มเหมืองหินเขาสามง่าม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เพื่อติดตามการกำกับดูแลการประกอบกิจการเหมืองแร่และรับฟังแผนแม่บท (Master Plan) การทำเหมืองในภาพรวม พร้อมมอบนโยบายสำคัญในการไฟเขียว แนวทางฟื้นฟูพื้นที่หลังสิ้นสุดประทานบัตร โดยผลักดันให้พัฒนาบ่อเหมืองเดิมเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อความมั่นคงของชุมชน ควบคู่กับการยกระดับมาตรการสิ่งแวดล้อม

 

การลงพื้นที่ครั้งนี้มี พีรวัส สมวงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมติดตาม โดยรัฐมนตรีช่วยฯ ได้เน้นย้ำหลักการสำคัญว่า กิจการเหมืองแร่เป็นการใช้พื้นที่ในลักษณะเปลี่ยนสภาพต่อเนื่อง ดังนั้น การบริหารจัดการจึงต้องดำเนินการอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมและการรักษาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

 

จ่าเอกยศสิงห์ ระบุว่า ภารกิจเร่งด่วนของกระทรวงฯ คือการกำกับให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามแผนผังโครงการอย่างเคร่งครัด และต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) โดยเฉพาะเมื่อสิ้นสุดการทำเหมืองแล้ว จะต้องฟื้นฟูสภาพพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ได้แก่

 

1. การพัฒนาแหล่งน้ำ: ปรับปรุงบ่อเหมืองให้เป็นอ่างเก็บน้ำหรือแก้มลิงชุมชน เพื่อรองรับน้ำฝนและใช้ประโยชน์ในการเกษตรช่วงหน้าแล้ง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำให้จังหวัดในระยะยาว

 

2. การฟื้นฟูระบบนิเวศ: เพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกป่าทดแทน และคืนสภาพธรรมชาติให้กลับมาสมบูรณ์

 

3. คุมเข้มมลพิษ: ต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพ ไม่ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ และมีมาตรการลดฝุ่นละอองอย่างเข้มงวด

 

“ผู้ประกอบการที่มีกำไรจากการดำเนินกิจการ ไม่ควรทอดทิ้งท้องถิ่น กระทรวงพร้อมสนับสนุนผู้ที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย และเปิดช่องทางให้หารือร่วมกันหากมีอุปสรรค เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” รัฐมนตรีช่วยฯ กล่าว

 

เพื่อลดข้อร้องเรียนและสร้างความเชื่อมั่นให้ชุมชน รมช.อุตสาหกรรม ได้เสนอแนวทางจัดตั้งอาสาสมัครเฝ้าระวังในพื้นที่ เพื่อร่วมตรวจสอบการประกอบกิจการให้เป็นไปตามกฎหมาย พร้อมฝาก 3 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติให้ผู้ประกอบการร่วมดำเนินการ คือ 1. ส่งเสริมการจ้างงานคนในพื้นที่เพื่อสร้างรายได้และลดปัญหาการจราจรจากการเคลื่อนย้ายแรงงาน 2. เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อเป็นแนวกันชนลดฝุ่นและมลพิษ และ 3. สร้างความร่วมมือในกลุ่มผู้ประกอบการ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตควบคู่กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

 

ด้านตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการเหมืองและโรงโม่หินในพื้นที่ ต่างขานรับนโยบายดังกล่าว โดยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนแผนฟื้นฟูพื้นที่หลังสิ้นสุดสัมปทานให้เป็นแหล่งน้ำสาธารณะ ซึ่งจะทำให้ชุมชนเห็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม

 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังสะท้อนความรู้สึกขอบคุณรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม โดยระบุว่าพื้นที่ทำเหมืองขนาดย่อมในราชบุรีดำเนินการมากว่า 30 ปี แทบไม่เคยมีรัฐมนตรีลงมาตรวจเยี่ยมด้วยตนเอง การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนมั่นใจว่า ภาครัฐมีความจริงใจในการกำกับดูแลกิจการให้โปร่งใส และมุ่งเน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

The post รมช.อุตสาหกรรม ลงพื้นที่ราชบุรี ตรวจเข้มเหมืองหินปากท่อ สั่งฟื้นฟูพื้นที่หลังหมดสัมปทาน ปั้นแหล่งน้ำชุมชน แก้ภัยแล้งยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทางรอดธุรกิจครอบครัว ตอนที่ 2: ความยั่งยืนที่ขับเคลื่อนการเติบโต https://thestandard.co/opinion-family-business-2/ Tue, 11 Nov 2025 03:37:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1141909 ทางรอดธุรกิจครอบครัว ตอนที่ 2: ความยั่งยืนที่ขับเคลื่อน การเติบโต

หากบรรษัทภิบาลที่ดีเป็นรากฐานของการเติบโต ความยั่งยืนก็ […]

The post ทางรอดธุรกิจครอบครัว ตอนที่ 2: ความยั่งยืนที่ขับเคลื่อนการเติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทางรอดธุรกิจครอบครัว ตอนที่ 2: ความยั่งยืนที่ขับเคลื่อน การเติบโต

หากบรรษัทภิบาลที่ดีเป็นรากฐานของการเติบโต ความยั่งยืนก็คือเข็มทิศที่ชี้นำทิศทางการเดินหน้าของธุรกิจครอบครัวในยุคใหม่ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เมื่อผู้บริโภค นักลงทุน และสังคมให้ความสำคัญกับผลกระทบที่ธุรกิจสร้างต่อโลกใบนี้มากขึ้น การดำเนินธุรกิจแบบเดิมๆ ที่มุ่งเน้นไปที่ผลกำไร อาจไม่เพียงพอต่อการแข่งขันในอนาคตอีกต่อไป

 

ในตอนที่สองของซีรีส์นี้ ผู้เขียนจะเจาะลึกถึงกุญแจดอกที่สองจากรายงาน Global Family Business Report 2025 ของเคพีเอ็มจี อินเตอร์เนชั่นแนล นั่นคือ การขับเคลื่อนธุรกิจด้วยหลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล หรือ ESG (Environmental, Social and Governance) ที่จะช่วยให้ธุรกิจครอบครัวก้าวข้ามความสำเร็จทางการเงิน ไปสู่การเติบโตที่มีคุณค่า

 

‘ทำดี’ ไม่ใช่แค่ CSR อีกต่อไป

 

ESG ไม่ได้เป็นแค่การสร้างภาพลักษณ์ หรือกิจกรรมเพื่อสังคม แต่เป็นเครื่องมือทางกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจครอบครัวอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนซึ่งเป็นผลมาจากการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการขยะ หรือช่วยเพิ่ม Brand loyalty และ Market positioning ของธุรกิจ สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของธุรกิจครอบครัวที่มีผลประกอบการสูง มีการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในระดับปานกลางถึงสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ‘การเติบโตทางธุรกิจ’ กับ ‘การสร้างคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม’ สามารถเดินไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ภาพรวม ESG ของธุรกิจครอบครัวทั่วโลก

 

จากผลการสำรวจธุรกิจครอบครัวทั่วโลก ผู้เขียนเห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจใน 3 มิติหลัก ได้แก่:

 

  • ด้านชุมชน (Community): ธุรกิจครอบครัวในตะวันออกกลางและแอฟริกามีความทุ่มเทต่อชุมชนสูงที่สุด โดยสามในสี่สนับสนุนองค์กรการกุศลและกิจกรรมช่วยเหลือสังคม ในขณะที่เกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ ทุ่มเทเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ

 

  • ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental): สามในสี่ของธุรกิจครอบครัวทั่วโลกสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และสองในสามได้ดำเนินการเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของธุรกิจตน อย่างไรก็ตาม น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ที่สามารถวัดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่น่าสนใจก็คือ ธุรกิจในยุโรปให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด โดยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มีมาตรการประหยัดพลังงานและทรัพยากรที่จริงจัง และมีการลงทุนกับเทคโนโลยีสะอาดและพลังงานทดแทนมากที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ

 

  • ด้านบุคลากร (Employee): ธุรกิจในอเมริกาให้ความสำคัญกับสวัสดิการพนักงานมากที่สุด ในขณะที่เอเชียแปซิฟิกยังอยู่ในระดับต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม ทุกภูมิภาคต่างมีแนวโน้มเหมือนกัน คือ คำนึงถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างธุรกิจและพนักงาน ตระหนักถึงความสำคัญในการเข้าใจห่วงโซ่อุปทานของตนเอง และเลือกทำงานร่วมกับคู่ค้าที่ให้ความเคารพต่อพนักงานของพวกเขา

 

7 แนวทาง ESG ที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

 

หากต้องการใช้ ESG ให้เป็นมากกว่านโยบาย ผู้เขียนเห็นว่าเจ้าของธุรกิจครอบครัวควรเปลี่ยนจากแนวคิดให้เป็นแนวทางปฏิบัติ ดังนี้:

 

  • สร้างระบบกำกับดูแลที่แข็งแกร่ง การมีคณะกรรมการบริษัทที่มีบทบาทในการกำกับดูแลคือกลไกสำคัญ ที่จะผลักดัน ESG ให้เป็นหัวใจของกลยุทธ์ธุรกิจ

 

  • ผสานเป้าหมายธุรกิจเข้ากับเป้าหมายความยั่งยืน ให้เกิดความสอดคล้องกัน ดำเนินงานควบคู่กันไปได้ในระยะยาว

 

  • ฟังเสียงคนรุ่นใหม่ในครอบครัว คนรุ่นใหญ่เน้นความมั่นคงตามแนวทางดั้งเดิม ขณะที่คนรุ่นใหม่จะมองหาแนวคิดที่สร้างคุณค่าและความยั่งยืนในระยะยาวมากกว่า การเปิดใจรับฟังจะช่วยให้การสืบทอดธุรกิจราบรื่นขึ้น

 

  • ดำเนินธุรกิจแบบเป็น eco-friendly โดยอาจเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้ เช่น การลดขยะ ประหยัดไฟ หรือเลือกซื้อวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

  • หาช่องทางรายได้ใหม่ ESG สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ธุรกิจต่อยอดได้ ไม่ว่าจะเป็นการขยายตลาด การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม

 

  • ลงทุนกับคน การสร้างทักษะและพัฒนาพนักงาน การมีระบบพัฒนาผู้นำภายในองค์กรที่เข้มแข็งจะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานในระยะยาว

 

  • เตรียมแผนสืบทอดอย่างยั่งยืน การถ่ายโอนธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องของเงินและทรัพย์สิน แต่ยังเป็นเรื่องของค่านิยมและความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย การรับฟังเสียงของคนหลายรุ่นในการวางแผนสืบทอดธุรกิจ จะช่วยสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกครอบครัวรุ่นถัดไป

 

ESG ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุน

 

ผู้เขียนขอนำเสนอว่า ESG ในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการทำดี แต่เปรียบเสมือนการลงทุนที่สร้างรากฐานแข็งแกร่งเพื่ออนาคตของธุรกิจ การดำเนินงานด้านความยั่งยืนเป็นการบริหารความเสี่ยง เพิ่มโอกาสและสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว สำหรับธุรกิจครอบครัวที่มองการณ์ไกล ESG คือเครื่องมือที่จะช่วยให้พวกเขาเติบโตไปพร้อมกับการสร้างคุณค่าให้กับสังคม

 

ในตอนถัดไป ผู้เขียนจะกล่าวถึงกุญแจดอกสุดท้ายที่จะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจครอบครัว คือการขยายหรือปรับปรุงธุรกิจผ่านการควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions: M&A) กิจกรรม M&A มีความสำคัญต่อธุรกิจครอบครัวอย่างไร สามารถติดตามอ่านได้ในตอนถัดไปค่ะ

 

ภาพ: Tirachard / Getty Images

The post ทางรอดธุรกิจครอบครัว ตอนที่ 2: ความยั่งยืนที่ขับเคลื่อนการเติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tops x หมูเด้ง! ปลุกกระแส ‘แบรนด์เลิฟ’ ทำสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟช่วยเหลือสัตว์ https://thestandard.co/tops-x-moo-deng/ Wed, 13 Nov 2024 00:51:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1007958 Tops หมูเด้ง

สำหรับ Tops แม้ว่าจะเป็นเจ้าตลาดในกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ตอ […]

The post Tops x หมูเด้ง! ปลุกกระแส ‘แบรนด์เลิฟ’ ทำสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟช่วยเหลือสัตว์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tops หมูเด้ง

สำหรับ Tops แม้ว่าจะเป็นเจ้าตลาดในกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่แล้วก็ตาม แต่ด้วยพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ยักษ์ใหญ่อย่าง Tops เองก็ต้องปรับตัวเองตามให้ทัน

 

หนึ่งในนั้นคือการทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในกระแสที่ผู้คนกำลังสนใจ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีการหยิบ Collaborative Marketing บวกกับแนวคิด CSR เกิดเป็นแคมเปญ ‘Tops x Moo Deng & Friends’

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘กระแสหมูเด้งฟีเวอร์’ ที่โด่งดังไปไกลทั้งในและต่างประเทศ สร้างซอฟต์พาวเวอร์ที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศโดยเฉพาะเศรษฐกิจใน 4 พื้นที่ ได้แก่ ศรีราชา, พัทยา, บางแสน และบางพระ

 

นับตั้งแต่หมูเด้งเกิดขึ้นมาได้ 4 เดือนทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่เพิ่มขึ้น 4 เท่า จากวันธรรมดา 1,000 คนเป็น 4,000 คน วันเสาร์-อาทิตย์ 4,000 คนเป็น 16,000 คน ทำให้รายได้โต 4-5% 

 

ขณะที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวเองก็มีผู้ชมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 80,000 คนต่อเดือน มากสุดคือวันที่ 13 ตุลาคม มีทราฟฟิกเข้ามากว่า 14,000 คน ทำให้ทั้งเดือนตุลาคมมีทราฟฟิกทั้งสิ้น 3 แสนคนด้วยกัน

 

กระแสดังกล่าวทำให้แบรนด์ต่างเข้ามาทำคอลลาบอเรชันอย่างต่อเนื่องนับ 70 แบรนด์ คิดเป็นมูลค่า 50 ล้านบาท และคาดว่าครบ 1 ปีจะสร้างรายได้ให้กับสวนสัตว์เปิดเขาเขียวราว 100-150 ล้านบาท

 

“สำหรับแคมเปญ Tops x Moo Deng & Friends เราไม่ได้คาดหวังด้านยอดขายเป็นหลัก แต่เป้าหมายของเราคือการทำให้แบรนด์อยู่ในกระแสเสมอ” จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าว

 

Tops x Moo Deng & Friends จะเป็นการจำหน่ายสินค้าภายใต้แคมเปญดังกล่าว ได้แก่ เค้กดีไซน์พิเศษจาก The Baker, เสื้อยืด I love Thailand คอลเล็กชันเจ้าหมูเด้ง และกางเกงหมูเด้ง ซึ่งทุกการสั่งซื้อต่อชิ้นสมทบทุน 50 บาท นำไปบริจาคให้แก่องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้ชื่อ ‘หมูเด้งชวนช่วยผู้ประสบอุทกภัยและดูแล​สวัสดิภาพเพื่อนสัตว์’ และยังมีสินค้าน้ำมะพร้าวน้ำหอมจากแบรนด์ NC ที่ทุกการสั่งซื้อต่อชิ้นสมทบทุน 4 บาทด้วย 

 

แคมเปญดังกล่าวจะทำต่อเนื่องถึงวันที่ 15 ธันวาคม และหากมีผลตอบรับที่ดีอาจขยายระยะเวลาไปอีก ที่สำคัญแคมเปญดังกล่าวถือเป็นการคิกออฟแคมเปญใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งถือเป็นช่วงที่สร้างยอดขายมากที่สุดให้กับ Tops

The post Tops x หมูเด้ง! ปลุกกระแส ‘แบรนด์เลิฟ’ ทำสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟช่วยเหลือสัตว์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำความรู้จัก CSR จากเกิร์ลกรุ๊ปสู่ตัวแทนเด็กฝึกหัดทีมเดียวจากเกาหลีใต้ในรายการ CHUANG ASIA THAILAND https://thestandard.co/csr-introduction-from-chuang-asia-thailand/ Thu, 22 Feb 2024 03:42:54 +0000 https://thestandard.co/?p=902681 CSR

กำลังเป็นที่สนใจและถูกพูดถึงเป็นอย่างมากสำหรับเกิร์ลกรุ […]

The post ทำความรู้จัก CSR จากเกิร์ลกรุ๊ปสู่ตัวแทนเด็กฝึกหัดทีมเดียวจากเกาหลีใต้ในรายการ CHUANG ASIA THAILAND appeared first on THE STANDARD.

]]>
CSR

กำลังเป็นที่สนใจและถูกพูดถึงเป็นอย่างมากสำหรับเกิร์ลกรุ๊ปคอนเซปต์วัยรุ่น High Teen อย่าง CSR (첫사랑) หรือที่แฟนๆ ชาวไทยมักเรียกว่า ‘น้องรักแรก’ ด้วยความหมายในภาษาเกาหลีของชื่อวงที่แปลว่า ‘รักแรก’ ซึ่ง 4 ใน 7 สมาชิกของพวกเธอกำลังเข้าร่วมการแข่งขันในรายการเซอร์ไววัล CHUANG ASIA THAILAND ที่จัดขึ้นในประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ กึมฮี, ซอยอน ดูนา และ เยฮัม 

 

CSR ประกอบไปด้วย 7 สมาชิกมากความสามารถ ได้แก่ กึมฮี, ชีฮยอน, ซอยอน, ยูนา, ดูนา, ซูอา และ เยฮัม ที่เพียบพร้อมไปด้วยทักษะและประสบการณ์ที่มากล้นในทุกด้าน ก่อนท้าทายและพิสูจน์ความสามารถด้วยการเข้าร่วมการแข่งขันในรายการเซอร์ไววัลเพื่อให้วงเป็นที่รู้จักและประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

 

THE STANDARD POP ถือโอกาสแนะนำให้แฟนๆ ทุกคนได้รู้จักกับเหล่าสมาชิกทั้ง 7 คน พร้อมย้อนชมประวัติและเส้นทางความสำเร็จบางส่วนของพวกเธอ ก่อนร่วมชมการแข่งขันที่กำลังดุเดือดในรายการเซอร์ไววัล CHUANG ASIA THAILAND ที่มีสมาชิก 4 คนจาก CSR เข้าร่วมรายการไปพร้อมกัน

 

หมายเหตุ: เป็นการรวบรวมข้อมูลส่วนหนึ่งเท่านั้น

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post ทำความรู้จัก CSR จากเกิร์ลกรุ๊ปสู่ตัวแทนเด็กฝึกหัดทีมเดียวจากเกาหลีใต้ในรายการ CHUANG ASIA THAILAND appeared first on THE STANDARD.

]]>
คิง เพาเวอร์ คว้า 3 รางวัล CSR ยอดเยี่ยม https://thestandard.co/king-power-csr-3-awards/ Tue, 19 Dec 2023 06:03:32 +0000 https://thestandard.co/?p=878374 คิง เพาเวอร์

กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้รับ 3 รางวัลยอดเยี่ยมด้านกา […]

The post คิง เพาเวอร์ คว้า 3 รางวัล CSR ยอดเยี่ยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
คิง เพาเวอร์

กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้รับ 3 รางวัลยอดเยี่ยมด้านการดำเนินงานเพื่อสังคม ประกอบไปด้วย ‘รางวัล 3G Championship Award for Socially Responsible Business 2023’ หรือความเป็นเลิศด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และ ‘รางวัล 3G Best Sustainability Performance Award 2023’ หรือความเป็นเลิศด้านการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จากเวที Global Good Governance Awards ที่จัดขึ้นโดย Cambridge International Financial Advisory (IFA) ประเทศอังกฤษ รวมถึง ‘รางวัลค่าของแผ่นดิน’ ที่จัดโดยสำนักนายกรัฐมนตรี โดยคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งรางวัลทั้งหมดนี้สะท้อนความโดดเด่นในการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสังคมและความยั่งยืน จากโครงการคิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย ที่ส่งเสริมและสนับสนุนศักยภาพของคนไทย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านกีฬา ด้านดนตรี และด้านชุมชน รวมถึงความเชื่อมั่นในพลังของทุกความเป็นไปได้

 

อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กล่าวว่า “กว่า 5 ปีแล้วที่คิง เพาเวอร์ มุ่งมั่นเดินหน้าสร้างประโยชน์และสร้างความสุขให้ชุมชนทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรมมากมายในโครงการคิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย ไม่ว่าจะเป็นการส่งมอบลูกฟุตบอลกว่า 800,000 ลูก ใน 77 จังหวัด จากโครงการล้านลูก ล้านพลัง สร้างฝันเด็กไทย, การสร้างและส่งมอบสนามฟุตบอลหญ้าเทียมสีน้ำเงินขนาดมาตรฐานสากลกว่า 89 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาค จากโครงการ 100 สนามฟุตบอล สร้างพลังเยาวชนไทย, การจัดเวทีประกวดดนตรีคุณภาพระดับประเทศ The Power Band ที่เปิดโอกาสและมอบพื้นที่ให้เยาวชน และผู้ที่รักในเสียงดนตรี ได้มาแสดงความสามารถทางด้านดนตรีอย่างเต็มที่ พร้อมจัดคอร์สอบรมด้านดนตรีจากกูรูทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังวงการเพลงอย่างเข้มข้น รวมไปถึงการทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อออกแบบและผลิตสินค้าคอลเล็กชันพิเศษให้กับสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ นำพาความงดงามของฝีมือคนไทย และภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบสานกันมาอย่างยาวนานให้เป็นที่รู้จักในเวทีโลก

 

“รางวัลต่างๆ ที่ได้รับ รวมถึงสามรางวัลนี้ เป็นสิ่งยืนยันถึงความมุ่งมั่นของพนักงานทุกคน และนโยบายส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสังคมของกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ ในการสานพลังคนไทยให้เป็นไปได้ในทุกมิติ ก่อเกิดประโยชน์ที่เห็นเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงในเชิงเศรษฐกิจหมุนเวียน สร้างรายได้และความเข้มแข็งให้คนไทยได้อย่างยั่งยืน” อัยยวัฒน์กล่าว

The post คิง เพาเวอร์ คว้า 3 รางวัล CSR ยอดเยี่ยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
CSR, ESG และ Sustainability ต่างกันอย่างไร https://thestandard.co/opinion-csr-esg-sustainability/ Tue, 31 Oct 2023 08:20:40 +0000 https://thestandard.co/?p=860954

เมื่อกล่าวถึงเรื่องความยั่งยืน จะมี 3 คำที่นักลงทุนได้ย […]

The post CSR, ESG และ Sustainability ต่างกันอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อกล่าวถึงเรื่องความยั่งยืน จะมี 3 คำที่นักลงทุนได้ยินบ่อยครั้ง ได้แก่ คำว่า CSR, ESG และ Sustainability ซึ่งคำเหล่านี้มีความเกี่ยวข้อง แต่ก็มีความแตกต่างกัน 

 

สำหรับ CSR ย่อมาจาก Corporate Social Responsibility หรือความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ซึ่งไม่ใช่แค่การปลูกป่า บริจาคสิ่งของ หรือการทำกิจกรรมเพื่อสื่อสารให้เห็นถึงการใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อม เพราะนั่นเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของ CSR เท่านั้น จากข้อมูลใน ‘เข็มทิศธุรกิจเพื่อสังคม’ เว็บไซต์ https://setsustainability.com/ นิยาม CSR ว่า คือการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการใส่ใจและดูแลรักษาสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้หลักจริยธรรม การกำกับดูแลกิจการที่ดี และการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาบูรณาการ เพื่อนำไปสู่การดำเนินธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน  

 

แนวปฏิบัติเรื่อง CSR มีด้วยกัน 8 เรื่องคือ 1. การกำกับดูแลกิจการที่ดี 2. การประกอบธุรกิจด้วยความเป็นธรรม 3. การเคารพสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม 4. ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค 5. การร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม 6. การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม 7. นวัตกรรมและการเผยแพร่นวัตกรรมจากการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม 8. การจัดทำรายงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

ขณะที่ ESG หรือ Environment: E สิ่งแวดล้อม Social: S สังคม และ Governance: G บรรษัทภิบาล เป็นแนวคิดหรือหลักเกณฑ์ในการประเมินและวัดผลความยั่งยืนของธุรกิจที่คำนึงถึงประเด็นสำคัญต่างๆ ใน 3 มิติ ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันที่ให้คะแนนหรือจัดอันดับ ESG ให้กับองค์กรธุรกิจอยู่หลายแห่ง ภายใต้กรอบหรือมาตรฐานที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ดี ด้วย ESG เป็นแนวคิดที่มีตัวชี้วัดผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ทำให้กลายเป็นกฎกติกาใหม่ในโลกธุรกิจและการลงทุนที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับประเทศและสากล ซึ่งหน่วยงานภาครัฐเองก็ได้เข้ามามีบทบาทในการกำหนดหลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่มีการระบุชัดเจนว่า อะไรบ้างคือการดำเนินการที่เข้าข่าย E, S และ G ทั้งยังเน้นเรื่องการวัดผลปฏิบัติงาน กำหนดบทลงโทษของการไม่ปฏิบัติตามเอาไว้ชัดเจน โดยที่การกำหนดเกณฑ์ กฎหมาย การจัดทำเกณฑ์วัดผล และการกำหนดบทลงโทษ มีพัฒนาการเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ 

 

ในส่วนของ Sustainability หรือความยั่งยืน คือเป้าหมายปลายทางที่ทุกภาคส่วนต้องการให้เกิดขึ้น โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ให้นิยามไว้ว่า “การตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่กระทบหรือจำกัดความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นต่อไป” ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ ส่วนหนึ่งต้องมาจากภาคธุรกิจดำเนินงานบนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าในระยะยาว (Long-Term Value Creation) ภายใต้กรอบที่วัดผลทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน

 

ถ้าเปรียบแล้ว CSR ก็คือจุดเริ่มต้น เพราะความยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่เริ่มลงมือทำก่อน ส่วน ESG เป็นจุดคัดกรองที่จะเป็นตัวบ่งบอกได้ว่า การกระทำที่เกิดขึ้นตรงกับหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานกำกับระบุด้านใด โดยที่มีเครื่องชี้วัดผลเป็นรูปธรรมได้ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่กระทำนั้นถูกต้องและนำไปสู่ความยั่งยืนได้จริงๆ ขณะที่ Sustainability คือจุดหมายปลายทางสุดท้ายที่เราต้องการจะไปให้ถึง ดังนั้นทั้ง 3 คำนี้จึงมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน แยกกันไม่ขาด โดยมีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน    

 

คำถามคือ ระหว่าง 3 คำนี้ อะไรสำคัญกับนักลงทุนมากที่สุด?

 

ในประเด็นนี้ ผมมองว่า Sustainability มีความสำคัญในฐานะเป็นเป้าหมายที่นักลงทุนต้องการให้พอร์ตลงทุนเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้ความยั่งยืนที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมส่งมอบอนาคตที่ดีให้กับคนรุ่นหลัง ขณะที่ ESG เป็นองค์ประกอบสำคัญที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญที่สุดในการพิจารณาคัดเลือกหลักทรัพย์ลงทุนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ส่วน CSR นั้นอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวนักลงทุนโดยตรง แต่เกี่ยวพันกับการดำเนินการของธุรกิจที่นักลงทุนเข้าไปลงทุน และเป็นข้อมูลประกอบเสริมให้นักลงทุนพิจารณา   

 

ทั้งนี้ การพิจารณาประเด็น ESG จะช่วยให้นักลงทุนลดความเสี่ยงจากการลงทุนในธุรกิจที่มีการฟอกเขียว (Greenwashing) ซึ่งหมายถึงการที่บริษัทหรือผลิตภัณฑ์ไม่ได้ปฏิบัติ หรือปฏิบัติไม่ได้เท่ากับที่กล่าวอ้าง ภายใต้แนวทางการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม แต่สื่อสารสู่สาธารณชน หรือทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิดว่า บริษัทหรือผลิตภัณฑ์มีความยั่งยืน หรือเป็นการกล่าวอ้างเองโดยไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานอื่น  

 

นอกจากนี้ ยังช่วยให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบบริษัทที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน ที่สนใจลงทุนว่าดำเนินการด้าน ESG ได้ดีแค่ไหน ซึ่งจะช่วยให้ท่านประเมินได้ครอบคลุมมากกว่าการพิจารณามูลค่ากิจการ หรือข้อมูลทางการเงินเท่านั้น โดยข้อมูล ESG จะช่วยให้สามารถพยากรณ์ได้ว่า บริษัทนั้นมีโอกาสจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวหรือไม่    

 

สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าท่านจะเข้าใจความเกี่ยวข้องและความแตกต่างของ CSR, ESG และ Sustainability รวมทั้งสามารถนำองค์ประกอบ ESG มาใช้พิจารณาคัดเลือกลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อให้เงินที่ลงทุนในบริษัทหรือกองทุนรวมนั้นๆ เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว คู่ขนานไปกับเศรษฐกิจที่เติบโต ท่ามกลางการรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คน  

 

คำเตือน:

 

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน
  • สอบถามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 0 2777 7777

The post CSR, ESG และ Sustainability ต่างกันอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สันติบุรี เกาะสมุย ตอกย้ำนโยบายรักษ์โลกด้วยการลงนามปฏิญญาฯ ของยูเนสโก https://thestandard.co/santiburi-koh-samui-green-policy/ Tue, 03 Nov 2020 14:29:31 +0000 https://thestandard.co/?p=416605 สันติบุรี เกาะสมุย นโยบายรักษ์โลก

เป็นหนึ่งรีสอร์ตที่พยายามเดินหน้าสู่รีสอร์ตสีเขียวอย่าง […]

The post สันติบุรี เกาะสมุย ตอกย้ำนโยบายรักษ์โลกด้วยการลงนามปฏิญญาฯ ของยูเนสโก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สันติบุรี เกาะสมุย นโยบายรักษ์โลก

เป็นหนึ่งรีสอร์ตที่พยายามเดินหน้าสู่รีสอร์ตสีเขียวอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น นโยบายปลอดพลาสติกใช้แล้วทิ้ง การส่งเสริมการเดินทางที่มีผลกระทบต่ำ รวมถึงกิจกรรม CSR อื่นๆ อีกหลายโครงการ และเพื่อตอกย้ำความตั้งใจของตน ล่าสุด สันติบุรี เกาะสมุย ตัดสินใจลงนามปฏิญญาเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของยูเนสโก (UNESCO Sustainable Tourism Pledge) ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ Expedia Group และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นับเป็นพันธกิจระดับโลกในการกำจัดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง รวมถึงส่งเสริมการเดินทางที่มีผลกระทบต่ำ นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ ที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

 

อเล็กซานเดอร์ เฟรงเคิล (Alexandre Frenkel) ผู้จัดการทั่วไป สันติบุรี เกาะสมุย กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ลงนามปฏิญญาเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของยูเนสโก เราแบ่งปันความมุ่งมั่นขององค์การสหประชาชาติในการพัฒนาอย่างมีความรับผิดชอบผ่าน SDGs ซึ่งครอบคลุมทุกแง่มุมของการอนุรักษ์ และจะนำทางเราไปสู่อนาคตที่สดใสและยั่งยืนยิ่งขึ้น ที่สันติบุรีเราพยายามปกป้องและรักษาระบบนิเวศอันล้ำค่าของโลกทั้งบนบกและใต้ท้องทะเล เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับผู้เข้าพัก และชุมชนในโครงการ CSR ที่สำคัญต่างๆ มากมายเช่นนี้”

 

สันติบุรี เกาะสมุย ตั้งอยู่ริมหาดแม่น้ำ เกาะสมุย บนพื้นที่กว่า 23 เอเคอร์ มีหาดส่วนตัวยาว 300 เมตร ผู้เข้าพักสามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมยามว่างน่าตื่นตามากมาย ที่นี่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการว่า เป็นรีสอร์ตที่มีการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral) ในปี 2019

 

นอกจากปฏิญญาเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของยูเนสโกแล้ว สันติบุรี ยังดำเนินกิจกรรม CSR อื่นๆ รวมกับชาวบ้านอีกหลายโครงการ อาทิ โครงการธนาคารปู เพื่อช่วยปูที่เกยตื้นให้กลับสู่ทะเลจากชายหาดของรีสอร์ต โครงการออกกำลังกายปลูกต้นไม้ โดยได้ร่วมกันปลูกต้นกล้าอินทนิลจำนวน 500 ต้น ในสวนแห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งต้นไม้ที่สวยงามเหล่านี้มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย เมื่อเติบโตจะมีความสูงถึง 10-20 เมตร และผลิดอกสีชมพูและสีม่วงที่สวยสะพรั่ง เป็นต้น

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post สันติบุรี เกาะสมุย ตอกย้ำนโยบายรักษ์โลกด้วยการลงนามปฏิญญาฯ ของยูเนสโก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก่อนถูกปิดกั้น Pornhub ช่วยโลกไว้อย่างไรบ้าง นอกจากเซ็กซ์และความบันเทิง https://thestandard.co/how-pornhub-save-the-world/ Tue, 03 Nov 2020 06:25:55 +0000 https://thestandard.co/?p=416249 pornhub ถูกปิด

กลายเป็นเรื่องใหญ่ (ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น) เมื่อผู้ใช้อิน […]

The post ก่อนถูกปิดกั้น Pornhub ช่วยโลกไว้อย่างไรบ้าง นอกจากเซ็กซ์และความบันเทิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
pornhub ถูกปิด

กลายเป็นเรื่องใหญ่ (ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น) เมื่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยไม่สามารถเข้าถึงการใช้งานเว็บไซต์ Pornhub เนื่องจากศาลได้มีคำสั่งให้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหาลามกอนาจาร ตาม พ.ร.บ. ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 

 

ถึงแม้ว่าตอนนี้เชื่อว่าหลายคนน่าจะหา ‘วิธี’ เพื่อเข้าชมเว็บไซต์ Pornhub ได้ตามปกติ แต่ THE STANDARD POP ขอพาทุกคนลองไปทำความรู้จักกับอีกด้านหนึ่งของงาน CSR กิจกรรมเพื่อสังคมสุดครีเอตที่ Pornhub เริ่มต้นทำมาตั้งแต่ปี 2012 

 

ถึงแม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นไปเพื่อการโฆษณา แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีหลายแคมเปญ โดยเฉพาะการเปิดให้สมัครใช้บริการแบบพรีเมียมได้ฟรีในช่วงที่ต้องเก็บตัวอยู่บ้าน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้นช่วยชีวิตหลายคนเอาไว้ได้จริงๆ!

 

 

pornhub

 

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

The post ก่อนถูกปิดกั้น Pornhub ช่วยโลกไว้อย่างไรบ้าง นอกจากเซ็กซ์และความบันเทิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kao บอกรักคนไทยอย่างจริงใจด้วยการกระทำ ผ่านคำสำคัญ 3 คำ คือ เคียงข้าง, ความสะอาด และรอยยิ้ม [Advertorial] https://thestandard.co/kao-csr/ Mon, 20 Jul 2020 09:00:03 +0000 https://thestandard.co/?p=379096

คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นในวงสนทนาหลายๆ กลุ่ม คือ หลังจากคล […]

The post Kao บอกรักคนไทยอย่างจริงใจด้วยการกระทำ ผ่านคำสำคัญ 3 คำ คือ เคียงข้าง, ความสะอาด และรอยยิ้ม [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นในวงสนทนาหลายๆ กลุ่ม คือ หลังจากคลายล็อกดาวน์แล้ว คิดว่าโควิด-19 จะกลับมาระบาดระลอก 2 หรือไม่ หลายเสียงบอกไปในทิศทางเดียวกันว่า มาแน่! 

 

นั่นเป็นเหมือนคำท้ากลายๆ ให้คนไทยต้องปลุกตัวเอง ยกระดับความสะอาดขั้นพื้นฐาน รักษาวิถี New Normal ไปพร้อมๆ กับการเยียวยาสภาพเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับมหภาคไปจนถึงระดับครัวเรือน ที่ถูกวิกฤตโรคร้ายถาโถมจนล้มระเนระนาดไปตามๆ กัน

 

ว่ากันว่าถ้าจะวัดความจริงใจให้ดูกันที่ยามยาก นี่จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่องค์กรระดับโลกอย่างคาโอ ซึ่งมีความผูกพันกับคนไทยมาเนิ่นนานไม่ต่ำกว่า 50 ปี และมีอายุในการก่อตั้งบริษัทมาแล้วกว่า 130 ปี ในฐานะผู้นำด้านผลิตภัณฑ์เพื่อความสะอาดในครัวเรือนและส่วนบุคคล จะได้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่มีต่อสังคมไทยอย่างจริงใจและแข็งขัน 

 

เคียงข้างคนไทย

นี่จึงเป็นที่มาของการผลักดันให้เกิดแคมเปญ ‘คาโอเคียงข้างคนไทย สะอาดมั่นใจยิ้มได้การ์ดไม่ตก’ อย่างเป็นรูปธรรม และนับเป็นครั้งแรกที่ผู้นำคาโอ ประเทศไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนสัญชาติไทยอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยความตั้งใจที่อยากให้คนไทยได้รู้สึกและเข้าถึงแคมเปญ CSR นี้อย่างตรงตามเจตนารมณ์ขององค์กรที่สุด

 

“คาโอดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 50 ปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เรามีกิจกรรม CSR เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว CSR ของคาโอจะโฟกัสไปที่เรื่องสุขภาพและความสะอาด ตามภารกิจของผลิตภัณฑ์ของเราที่จะมุ่งเน้นเรื่องสุขภาพและความสะอาดเป็นสำคัญ” มร.ยูจิ ชิมิซึ ประธานกรรมการ บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด เท้าความถึงการดำเนิน CSR ที่ผ่านมาของคาโอ 

 


 

สะอาด มั่นใจ

ความน่าสนใจของ CSR ดังกล่าวอยู่ที่การสร้างสรรค์แคมเปญบนความเข้าใจพฤติกรรมชีวิตแบบปกติใหม่ของผู้คนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคสิ่งจำเป็นช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง (จนถึงปัจจุบันนี้คาโอก็ยังไม่หยุดบริจาค), การลดราคาผลิตภัณฑ์เพื่อความสะอาดขั้นพื้นฐานพร้อมกันทีเดียวทุกแบรนด์ในเครือ โดยไม่ลดทอนคุณภาพสินค้าลงแต่อย่างใด เพื่อช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพให้ประชาชนเข้าถึงสุขอนามัยที่ดี ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค และที่สำคัญคือ การป้อนข้อมูลที่ถูกต้อง พยายามสร้างความตระหนักรู้ถึงความจำเป็นในการรักษาความสะอาด คอยเฝ้าระวังไม่ให้การ์ดตกอย่างน่าสนใจ ไม่ตึงเครียด แต่ก็ไม่เบาโหวง ซึ่งเรามองว่า นี่คือโจทย์ปราบเซียนที่ท้าทายองค์กรที่ทำ CSR เป็นประจำอย่างคาโออยู่ไม่น้อย 

 

“สิ่งที่คาโอ ประเทศไทย ทำมาตลอดระยะเวลาที่เกิดวิกฤตโควิด-19 คือ เราเน้นหนักในเรื่องความปลอดภัย เรามีความตั้งใจที่จะปกป้องผู้คนให้ปลอดภัยจากเชื้อโรค เพราะเรามีผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยคนไทยในเรื่องของการทำความสะอาด และรักษาสุขอนามัยในขณะที่อยู่บ้านได้ สิ่งที่เราทำต่อมาคือ พยายามป้อนข้อมูลในการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ถูกต้องให้แก่ผู้บริโภค เนื่องจากช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยข่าวลือมากมาย เราไม่ต้องการให้ประชาชนสับสนกับข้อมูลที่ผิดๆ จึงพยายามกระจายข้อมูลที่ถูกต้องให้ผู้บริโภครับทราบ เพื่อที่เขาจะได้รู้วิธีป้องกันตัวเองอย่างถูกต้อง ซึ่งนี่คือกลยุทธ์ที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด พอมาถึงช่วงที่คลายล็อกดาวน์แล้ว เราก็อยากสร้างความตระหนักในเรื่องการ์ดอย่าตก โดยได้เชิญชวนพรีเซนเตอร์ของเรามาทำให้คนไทยไม่ลืมที่จะคิดถึงเรื่องความสะอาด และมองว่าความสะอาดเป็นความปลอดภัยขั้นต้นที่จะปกป้องทุกคนจากเชื้อโรคได้ แม้ว่าในเวลานี้ชีวิตประจำวันจะเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ก็ไม่ควรหลงลืมเรื่องนี้ไป” หัวเรือใหญ่แห่งคาโอ ประเทศไทย บอกเล่าถึงเจตนารมณ์ของการเกิดแคมเปญ CSR ในครั้งนี้

 

ยิ้มได้การ์ดไม่ตก

 

 

 

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้เกิดเพลงรณรงค์ รักนะ…การ์ดอย่าตก เพลงฟีลกู้ดที่มีเนื้อหาเป็นมิตร แสดงความห่วงใยอย่างจริงใจ และหากใครได้ชมเอ็มวีนี้แล้ว จะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นละมุนละไม แทบไม่รู้สึกเลยว่านี่คือเอ็มวีที่พยายามกระตุ้นเตือนชีวิตในช่วงโควิด-19 แต่เหมือนเป็นการรับรู้ถึงความห่วงใยจากคนรักรอบข้าง ซึ่งเรามองว่า นี่คือลายเซ็นที่ค่อนข้างโดดเด่นของคาโอ เพราะวัฒนธรรมขององค์กรนี้ คือความใส่ใจในการส่งมอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดถึงมือลูกค้า ลูกค้าจะต้องยิ้มและมีความสุขกับผลิตภัณฑ์ของคาโอ ที่ตอบโจทย์สมบูรณ์แบบทั้งในแง่ Functional และ Emotional จึงไม่สงสัยเลย หากจะมีรอยยิ้มเกิดขึ้นหลังจากได้ยิน ได้ฟัง และได้ดูเอ็มวีดังกล่าว 

 

หลายคนอาจตั้งคำถามในเชิงว่า การที่คาโอเดินหน้าทำโปรเจกต์ CSR เช่นนี้ได้ อาจเพราะผลประกอบการยังดีอยู่ เนื่องจากสินค้าภายใต้เครือคาโอก็ล้วนผูกพันอยู่กับสุขอนามัยของผู้คน เป็นสินค้าที่เป็นอุปสงค์ในช่วงเวลานี้ ทว่า วิกฤตการณ์ครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก และก่อเอฟเฟกต์กับภาคธุรกิจอย่างหนักหน่วง ซึ่ง มร.ชิมิซึ นักการตลาดผู้อุทิศชีวิตการทำงานเพื่อเรียนรู้ผู้บริโภค ก็ได้เปรยกับ THE STANDARD ว่าสำหรับคาโอ แม้ช่วงเวลาที่ผ่านมาจะไม่ก่อให้เกิดวิกฤต แต่มันก็ไม่ใช่ช่วงเวลาปกติสุขดังที่เคยมี

 

“ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมหรือเศรษฐกิจ ผมรู้สึกว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือความท้าทาย ทั้งในการพัฒนาในแง่ของการตลาด การบริหารธุรกิจ ต่อให้ผ่านช่วงเวลาหนักหน่วงที่สุดไปแล้ว เราก็เล็งเห็นว่ามีประชาชนได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้อีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพ จึงพยายามหาหนทางที่จะช่วยพวกเขาด้วยการลดผลกระทบให้น้อยที่สุด เช่น ลดราคาให้พวกเขาเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของเรา ผมมองว่านี่คือนโยบายที่เราต้องทำเพื่อเคียงข้างคนไทย ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความสะอาด ควรอยู่ในทุกหนทุกแห่งที่เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะในร้านค้าใกล้บ้านของพวกเขา”

 

 

เราเชื่อว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราได้เรียนรู้จากโควิด-19 เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าไวรัสตัวเล็กๆ ที่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จะสามารถสร้างวิกฤตใหญ่โตได้ขนาดนี้ แต่ในวิกฤตก็มีโอกาสที่ท้าทายเราอยู่ ดังเช่นที่คาโอ องค์กรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกำลังท้าทายกับโอกาสนั้น ด้วยการเคลื่อนไหวแบบไม่กลัวความเปลี่ยนแปลง การที่คาโออยู่ในประเทศไทยได้ยาวนานกว่า 50 ปี ส่วนหนึ่งก็เพราะคาโอมีจิตวิญญาณของความจริงใจและนอบน้อมแบบญี่ปุ่น พวกเขาแคร์คนไทย พร้อมที่จะกลับมาทบทวนและตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอ แม้ในยามที่สังคมเกิดวิกฤต เพื่อหาหนทางในการช่วยเหลือผู้คน คืนสิ่งที่มีคุณค่าสู่สังคม

 

เพราะผลิตภัณฑ์ของคาโอไม่ได้เป็นเพียงแค่สินค้า หากแต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ครอบครัว’

 

#รักนะการ์ดอย่าตก

#คาโอเคียงข้างคนไทยสะอาดมั่นใจยิ้มได้การ์ดไม่ตก

The post Kao บอกรักคนไทยอย่างจริงใจด้วยการกระทำ ผ่านคำสำคัญ 3 คำ คือ เคียงข้าง, ความสะอาด และรอยยิ้ม [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชื่อหรือไม่ CSR ใช้วัด ‘กึ๋น’ องค์กรระดับท็อปได้ว่าใครคือยืนหนึ่งตัวจริง [Advertorial] https://thestandard.co/csr-irpc/ https://thestandard.co/csr-irpc/#respond Thu, 07 Mar 2019 17:01:42 +0000 https://thestandard.co/?p=208403

หลายๆ คนอาจจะเคยตั้งข้อกังขาว่าทำไมหลายองค์กรไม่ว่าเล็ก […]

The post เชื่อหรือไม่ CSR ใช้วัด ‘กึ๋น’ องค์กรระดับท็อปได้ว่าใครคือยืนหนึ่งตัวจริง [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลายๆ คนอาจจะเคยตั้งข้อกังขาว่าทำไมหลายองค์กรไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ต่างก็ขยันทำกิจกรรม CSR กันตลอดทั้งปี และยิ่งเราพยายามเพ่งลึกเข้าไปในเจตนารมณ์มากเท่าไร ก็ยิ่งอยากค้นหาคำตอบให้ได้ว่าแท้จริงแล้วประโยชน์ของ CSR ตกอยู่กับใครกันแน่

 

เพราะเมื่อมองย้อนไปยังจุดกำเนิดของ CSR หรือ Corporate Social Responsibility ที่อยู่คู่โลกใบนี้มานานกว่า 200 ปี ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นเพื่อการแก้ปัญหาที่แต่ละบริษัทก่อไว้ทั้งสิ้น ยกตัวอย่าง บริษัท อีสต์ อินเดีย แห่งประเทศอังกฤษ ที่ถูกคว่ำบาตรจากพลเมืองในประเทศ เนื่องจากพบว่าบริษัทมีการใช้แรงงานทาส ทำให้อีสต์ อินเดีย ต้องหันมาใส่ใจกับสิทธิมนุษยชนและสวัสดิการแรงงานมากขึ้น รวมถึงตัวอย่างจากอีกหลายองค์กรทั่วโลกที่มักรอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยแก้ไข ซึ่งกลับกลายเป็นผลดีในภายหลัง เพราะทำให้หลายๆ บริษัทเริ่มมองการณ์ไกลไปมากกว่านั้น โดยแทนที่จะรอให้เกิดการประท้วงด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ขึ้นก่อนแล้วค่อยเริ่มดำเนินการแก้ไข บริษัทที่มองการณ์ไกลจึงเริ่มเป็นฝ่ายรุกในการดำเนินธุรกิจที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อแสดงออกซึ่งความปรารถนาดีในการตอบแทนสังคมอย่างจริงใจ

 

ตัวอย่างเช่น บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด ที่เคยให้ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีในชุมชนห่างไกลของประเทศอินเดียที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ด้วยการคิดค้นเครื่องปรินเตอร์ที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า จนในที่สุดปรินเตอร์รุ่นนี้ก็ได้รับการต่อยอดขึ้นเป็นสินค้าตัวหนึ่งของบริษัทฯ ในเวลาต่อมากรณีนี้ถือเป็น CSR ที่ช่วยสร้างการเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับองค์กร

 

นอกจากนี้ CSR ยังสร้างประโยชน์อีกหลายสถานให้กับทั้งตัวองค์กรเองและสังคม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนักลงทุน ช่วยให้บริษัทมีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้การทำกิจกรรม CSR ที่ดียังช่วยสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินงานให้กับแต่ละองค์กรอีกด้วย

 

แต่ก็ใช่ว่าทุกองค์กรจะประสบความสำเร็จในการทำกิจกรรม CSR แบบรอบด้าน เพราะต้องยอมรับว่าการลงแรงปฏิบัติกิจกรรม CSR อย่างสม่ำเสมอและยั่งยืนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จำต้องอาศัยความจริงใจและจริงจังเป็นที่ตั้ง ซึ่งนั่นเป็นเจตนารมณ์ที่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) มีต่อสังคมเสมอมา

 

 

ด้วยความที่ IRPC เป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมีรายใหญ่ ซึ่งมีทั้งโรงงาน ท่าเรือ คลังน้ำมัน และโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดระยอง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกกิจกรรมในกิจการของ IRPC สามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่อทั้งชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้ทั้งสิ้น IRPC จึงให้ความสำคัญต่อการทำกิจกรรม CSR ถึง 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน การปรับปรุงระบบการศึกษา และการสร้างชุมชนเข้มแข็ง เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์กรจนเกิดเป็นกิจกรรม CSR ที่น่าสนใจขึ้นหลายโครงการ

 

หนึ่งในโครงการที่แสดงออกถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจของ IRPC ในฐานะผู้ก่อตั้งโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกแห่งแรกในประเทศไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2525 ก็คือโครงการขาเทียมที่ IRPC ได้ดำเนินโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทาน และบริจาคเม็ดพลาสติกแก่มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จำนวนปีละ 2025 ตัน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตขาเทียมมาตั้งแต่ พ.ศ. 2554 ผลิตขาเทียมได้ 21,579 ขา เพราะ IRPC คำนึงถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังปลอดภัยต่อสุขอนามัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญ

 

 

นอกจากนี้ IRPC ยังได้ร่วมกับมูลนิธิยุวพัฒน์ จัดงาน ‘ไออาร์พีซี วันปันกัน’ ขึ้น โดยเป็นงานออกร้านสินค้าต่างๆ เพื่อร่วมกันทำบุญ ทั้งยังมีการสาธิตการทำขาเทียมและรับบริจาคให้กับองค์กรการกุศลต่างๆ พร้อมกันนี้ได้มีการนำสินค้ามาออกประมูล โดยผู้บริหารของ IRPC เป็นผู้ทำการประมูล แล้วนำรายได้ทั้งหมดมอบให้โครงการปันกันของมูลนิธิยุวพัฒน์ และส่วนหนึ่งเข้าสู่โครงการขาเทียมอีกด้วย

 

สำหรับกิจกรรม CSR เพื่อสิ่งแวดล้อมนั้นมีโครงการเด่นๆ อย่างโครงการลำไทรโยงโมเดล ที่ถือเป็นชุมชนแห่งแรกที่ IRPC ได้นำองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำมาช่วยแก้และลดปัญหาการขาดแคลนน้ำในหน้าแล้งให้แก่ชาวบ้านในหมู่บ้านหนองยาง ตำบลลำไทรโยง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2557 เริ่มตั้งแต่การลงไปทำประชาพิจารณ์เก็บข้อมูล ตามด้วยการช่วยขุดบ่อกักเก็บน้ำ ทำท่อส่งน้ำ และขุดลอกอ่างเก็บน้ำจำนวน 5 อ่าง ให้มีความลึกเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 4 เมตร ทำให้สามารถเก็บน้ำเพิ่มขึ้นจากเดิมได้อีก 100,000 ลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 1 เท่าตัว ทำให้ชาวบ้านหนองยางมีน้ำใช้อย่างพอเพียงในหน้าแล้งและกลายเป็นต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ ก่อนจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ อีกหลายจังหวัด เช่น จังหวัดศรีสะเกษ อุตรดิตถ์ อุดรธานี ฯลฯ

 

 

นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ร่วมกับชุมชนตามมา เช่น การติดตั้งกังหันลมสำหรับกวนปูนขาวที่ช่วยปรับสภาพน้ำให้ใสขึ้น วางระบบการเดินท่อส่งน้ำและติดตั้งเครื่องสูบน้ำโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากองค์ความรู้ของพนักงาน IRPC

 

 

IRPC ยังมีกิจกรรม CSR ดีๆ อีกหลายด้านที่ครอบคลุมการคืนประโยชน์สู่สังคมอย่างรอบด้าน ซึ่งนอกจากจะเป็นกิจกรรมที่ยั่งยืนแล้ว IRPC ยังยืนหยัดในการแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนด้วยการจัดสรร 3% ของกำไรสุทธิเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีคืนสู่สังคม ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับบริษัทเอกชนรายอื่นๆ ให้ตระหนักถึงการแบ่งปันเพื่อเติบโตร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืนเช่นเดียวกับที่ IRPC คำนึงมาโดยตลอด

 

แน่นอนว่าการวัดผลกิจกรรม CSR ไม่สามารถสำเร็จได้ภายในเวลาข้ามปี แต่ต้องเกิดจากการสั่งสมเป็นระยะเวลานาน อาจจะกินเวลาร่วมทศวรรษหรือถึงจะต้องใช้เวลาบ่มเพาะยาวนานเกินกึ่งศตวรรษ แต่เชื่อเถอะว่ากำไรที่เกิดขึ้นไม่ได้ตกอยู่กับแค่บริษัทใดบริษัทหนึ่งอย่างแน่นอน แต่จะงอกเงยขึ้นในสังคมและส่งผลดีต่อลูกหลานในอนาคตอย่างยั่งยืนสืบไป

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post เชื่อหรือไม่ CSR ใช้วัด ‘กึ๋น’ องค์กรระดับท็อปได้ว่าใครคือยืนหนึ่งตัวจริง [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/csr-irpc/feed/ 0
กินได้ กินดี กินแล้วไม่ป่วยไข้ ไปกับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่กำลังยกพลขึ้นห้าง https://thestandard.co/jing-jai-farmers-market/ https://thestandard.co/jing-jai-farmers-market/#respond Wed, 22 Aug 2018 09:44:57 +0000 https://thestandard.co/?p=115509

ลองคิดดูว่าจะดีสักแค่ไหน หากคุณสามารถหาซื้อสินค้าท้องถิ […]

The post กินได้ กินดี กินแล้วไม่ป่วยไข้ ไปกับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่กำลังยกพลขึ้นห้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ลองคิดดูว่าจะดีสักแค่ไหน หากคุณสามารถหาซื้อสินค้าท้องถิ่นจากตำบลเล็กๆ ของจังหวัดที่ไม่ได้เด่นดัง หรือวัตถุดิบสดใหม่หรือของแห้งต่างๆ จากแหล่งผู้ผลิตที่ดีที่สุดในเมืองไทยได้จากห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน ในราคาที่ไม่ได้บวกเพิ่มจนต้องคิดหนักเมื่อต้องจ่ายตังค์

 

เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันของคนกรุงผู้แสวงหาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น มากกว่าการจับจ่ายใช้สอยไปกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เพราะผลผลิตในบ้านเรากินอย่างไรก็สัมผัสได้ว่าสดใหม่กว่าวัตถุดิบนำเข้า ทั้งยังเป็นผลผลิตที่ออกตามฤดูกาล ไม่ผิดสีผิดรูป แต่ปัญหาคือการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเหล่านั้นไม่ได้ง่ายสำหรับลูกค้าบางกลุ่มที่ใช้ชีวิตในเมืองกรุง เวลาซื้อของสดเข้าบ้าน ถ้าไม่ได้แวะตลาดนัดแถวบ้าน ก็ต้องเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้าที่มีตัวเลือกคล้ายคลึงกันไปหมด มันเลยไม่ใช่ว่าเราไม่ได้อยากบริโภคของดี หรือยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษ แต่กลับกลายเป็นว่าวัตถุดิบดีๆ เหล่านั้นช่างหาได้ยากเย็นในชีวิตประจำวัน  

 

สำรับอาหารหน้าฝนที่รังสรรค์ขึ้นโดยเชฟแบล็ก-ภานุภน บุลสุววณ จาก Blackitch Artisan Kitchen ซึ่งใช้วัตถุดิบไทยร้อยเปอร์เซ็นต์  

 

ล่าสุดผู้เขียนมีโอกาสได้ร่วมรับฟังแนวคิดที่เปลี่ยนจาก CSR (Corporate Social Responsibitity) สู่ CSV (Creating Shared Values) ซึ่งเป็นแนวคิดที่กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง เริ่มขยับปรับเปลี่ยนมาสักพักใหญ่แล้ว สอดคล้องกับเป้าหมายและความตั้งใจขององค์การสหประชาชาติ ที่มีมติในสมัชชาใหญ่ว่าทุกประเทศในโลก ควรร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาโลกให้ไปในทิศทางที่ยั่งยืน

 

 

หนึ่งในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้แก่ โครงการ ‘เซ็นทรัล ทำ (Central Tham)’ ที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อให้คนในองค์กรมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการลงมือทำในเชิงคุณภาพ มอบความรู้และยกระดับกลุ่มผู้ผลิตท้องถิ่น เพื่อให้พวกเขาสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้เติบโตทันตลาดโลก อีกทั้งยังช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า เพราะจากนี้ไป Tops Market ทุกสาขาจะมีผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากตำบลเล็กๆ หรือหมู่บ้านที่ไม่มีใครรู้จักชื่อ วางจำหน่ายควบคู่กับสินค้านำเข้าอื่นๆ  

 

จากท้องถิ่นสู่คนเมืองเพียงอึดใจเดียว

 

ในวันเดียวกันนั้นเองที่เราพอได้เห็นตัวอย่างสินค้าที่จะถูกนำไปวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตห้างดัง พบว่าหลายอย่างมีความน่าสนใจทั้งในแง่การส่งเสริมอาชีพและรายได้ให้กับท้องถิ่น การแปรรูปถนอมอาหารมาตรฐาน การแต่งแต้มหน้าตาแพ็กเกจจิ้งของสินค้าให้ทันสมัย น่าจับจองเป็นเจ้าของ รวมถึงข้าวของเครื่องใช้บางประเภทที่ทีมดีไซเนอร์ได้เข้าไปช่วยออกแบบให้ร่วมสมัยยิ่งขึ้น

 

เราได้เห็นผักปลอดภัยภูทับเบิก น้ำดุกใต้ น้ำหนาว และศรีเทพ จากจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ผักงามและสดมากถึงมากที่สุด และไข่ไก่จากโรงเรือนเพาะเลี้ยงไก่ ที่เลี้ยงโดยเด็กๆ ในโรงเรียนประชารัฐ ซึ่งมั่นใจได้ว่าเป็นแม่ไก่อารมณ์ดีแน่นอน

 

 

รวมถึงกลิ่นหอมๆ ที่ลอยทะลุมาจากถุงของเมล็ดกาแฟภูชี้เดือน จังหวัดเชียงราย ที่คงเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟไทยได้คุณภาพ

 

 

ผักใบกรอบ ซึ่งเป็นผลผลิตจากสหกรณ์กสิกรรมผักไร้สารพิษ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดพิษณุโลก หรือข้าวสังข์หยด เมืองพัทลุง ซึ่งเป็นข้าวสายพันธ์ุเฉพาะถิ่นของจังหวัดพัทลุง มีตำนานกว่า 100 ปี และหนึ่งในผลิตภัณฑ์แปรรูปถนอมอาหารอย่าง หมี่กรอบสมุนไพร จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม้บ้านมะขามทอง จังหวัดกาญจนบุรี

 

 

นอกจากของสดแล้วยังมีผ้าไทยที่ได้มาจากพิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง ซึ่งสืบทอดงานฝีมือมากว่า 3 ช่วงชีวิต เอกลักษณ์เด่นอยู่ที่ผ้าห่มยกดอกที่มีโครงสร้างของผืนผ้าและลวดลายที่สวยงาม

 

 

ในอนาคตเราจะมีโอกาสได้เห็นตลาดสินค้าชุมชนรูปแบบใหม่ที่เน้นขายของสด สะอาด ปลอดภัย ในห้างสรรพสินค้า ภายใต้ชื่อ Jing Jai Farmer’s Market ที่จังหวัดเชียงใหม่นำร่องไปก่อนหน้านี้แล้ว หรือ Good Goods แบรนด์คัดสรรที่ผลิตและคัดเลือกสินค้าคุณภาพดีจากชุมชนสู่มือผู้บริโภค ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่กำลังจะยกพลขึ้นห้างในไม่ช้า เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ผู้บริโภคได้เลือกสรรผลิตภัณฑ์ไทยแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ไม่ต้องดั้นด้นไปไกล เพราะอยู่ใกล้ตัวเรานิดเดียวเอง

 

Jing Jai Farmer’s Market

 

ภาพประกอบ: Tanya S.

ภาพ: Courtesy of Brand

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post กินได้ กินดี กินแล้วไม่ป่วยไข้ ไปกับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่กำลังยกพลขึ้นห้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/jing-jai-farmers-market/feed/ 0
พลังแห่งการให้ของกิจกรรม CSR ยิ่งให้ยิ่งได้ ไม่ทำ ไม่ได้ https://thestandard.co/king-power-thai-power-csr/ https://thestandard.co/king-power-thai-power-csr/#respond Fri, 29 Jun 2018 05:52:10 +0000 https://thestandard.co/?p=102335

จากข้อมูลของ The Academy of Business Society ศึกษาผลที่ […]

The post พลังแห่งการให้ของกิจกรรม CSR ยิ่งให้ยิ่งได้ ไม่ทำ ไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากข้อมูลของ The Academy of Business Society ศึกษาผลที่เกิดขึ้นเมื่อองค์กรธุรกิจทำกิจกรรมที่รับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ภายใต้โครงการ ‘Impact Measurement and Performance Analysis of CSR’ (IMPACT) ในปี 2010 โดยพัฒนาเครื่องมือในการวัดผลอย่างมีประสิทธิภาพจากการเก็บข้อมูลใน 5 อุตสาหกรรมสำคัญ คือ ยานยนต์ ค้าปลีก ไอซีที ก่อสร้าง และสิ่งทอ

 

ผลการศึกษาพบว่า หลักคิดเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) เป็นหัวข้อสำคัญที่ทุกองค์กรทั้ง SME และบริษัทใหญ่ให้ความสำคัญสำหรับการออกแบบกิจกรรม CSR ของตนเอง ประเด็นที่มักถูกหยิบยกมาตั้งโจทย์ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การเลือกใช้วัตถุดิบในการผลิต หรือกระทั่งคุณภาพชีวิตในการทำงาน อย่างไรก็ตาม ระดับการตระหนักรู้ต่อเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กรทั้งหลายกับผลลัพธ์ที่ออกมาในเชิงรูปธรรมยังมีช่องว่างอยู่มาก บริษัทจำนวนมากทราบและให้ความสำคัญกับปัญหา แต่ก็มีโครงการ CSR ที่เกี่ยวข้องออกมาน้อยกว่าที่ควร

 

นอกจากนี้ประโยชน์โดยตรงทางด้านเศรษฐกิจจากการทำ CSR ยังไม่สามารถวัดผลได้ตามกระบวนการทางธุรกิจปกติ เป็นเพียงแต่การตอบคำถามเรื่องเป้าประสงค์ของแต่ละองค์กรในการทำ CSR เพื่อความยั่งยืนในแต่ละด้านเท่านั้น ซึ่งการศึกษาชิ้นนี้แนะนำว่า ควรมีการเสริมแรงผ่านนโยบายด้านการเมืองจากภาครัฐเพิ่มมากขึ้นด้วย จึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

ขณะที่ McKinsey & Company แบ่งรูปแบบของการทำกิจกรรม CSR มิติที่เกิดขึ้นกับผลประโยชน์ทางสังคมและธุรกิจ ซึ่งโครงการส่วนใหญ่คือโครงการที่เกิดขึ้นตามความชอบหรือความสนใจของผู้บริหารองค์กรนั้นๆ ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับสังคมและธุรกิจที่ทำค่อนข้างน้อย เป็นการสนองตอบความต้องการเสียมากกว่า ส่วนกิจกรรมที่เน้นสร้างประโยชน์ให้กับสังคมมากกว่าธุรกิจของตนเองจะเป็นลักษณะกิจกรรมเพื่อการกุศล ในทางกลับกัน ถ้าทำ CSR โดยหวังผลทางธุรกิจมากกว่าสิ่งที่สังคมจะได้รับ นั่นคือการทำโฆษณาชวนเชื่อและประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร

 

แนวทางที่เหมาะสมที่สุดคือ การพัฒนากิจกรรม CSR ไปสู่ะดับของการเป็นหุ้นส่วนต่อกัน (Partnership) ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมในการดำเนินการของทั้งองค์กรและภาคสังคม เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายทางธุรกิจและสังคม

 

อ้างอิง: McKinsey & Company

 

องค์กรระดับโลกต่างให้ความสำคัญกับการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการส่งมอบคุณค่าผ่านกิจกรรม CSR ให้กับสังคม องค์กรเบอร์หนึ่งด้านเทคโนโลยีอย่าง Google ก็มี Google Green ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและสนับสนุนพลังงานทดแทนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการใช้ระบบ Machine Learning เพื่อใช้การคำนวณเพื่อประหยัดพลัง นอกจากนี้ยังตั้งเป้าลดการใช้พลังงานใน Data Center ลงถึง 50% นอกจากนี้เมื่อครั้งเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในประเทศจีนเมื่อปี 2008 Google และพนักงานก็สามารถระดมทุนเพื่อบริจาคแก่ผู้ประสบภัยได้กว่า 2.6 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังให้บริการโฆษณาฟรีแก่องค์กรการกุศลที่ให้ความช่วยเหลือ ขณะเดียวกันยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการใช้ตามหาสมาชิกครอบครัวผู้ประสบภัยที่สูญหายด้วย

 

https://www.youtube.com/watch?v=5Be2YnlRIg8

 

ขณะที่ยักษ์ใหญ่วงการการพิมพ์อย่าง Xerox ก็ให้ความสำคัญกับกิจกรรม CSR และนำมาใช้กำหนดทิศทางขององค์กร จัดตั้งโปรแกรมการมีส่วนร่วมกับชุมชน (Community Involvement Program) ขึ้นมา เพื่อกระตุ้นให้พนักงานขององค์กรทำกิจกรรมเพื่อสังคม กว่า 40 ปีของโปรแกรมดังกล่าว มีพนักงานของ Xerox เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 5 แสนคน ซึ่งองค์กรแห่งนี้ก็อุดหนุนกิจกรรม CSR ของพนักงานปีละนับล้านเหรียญสหรัฐ

 

จะเห็นว่าการช่วยเหลือสังคมไม่เพียงแต่จะสร้างการรับรู้และจดจำของชุมชน (Community Recognition) เท่านั้น หากแต่ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างพนักงานและผู้บริหารด้วย ทุกคนต่างรู้สึกดีกับสิ่งที่ทำ รวมถึงความภาคภูมิใจในการทำงานกับองค์กรที่ทำดีเพื่อคนอื่นด้วย

 

สำหรับภาคธุรกิจของประเทศไทย องค์กรขนาดใหญ่ต่างมีหน่วยงานเพื่อสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมทั้งสิ้น ภาพจำของโครงการฝายชะลอน้ำโดย SCG โครงการปลูกป่าของ ปตท. โครงการสานรักโดย AIS หรือกระทั่งการแจกผ้าห่มคลายหนาวของแบรนด์ Chang กลายเป็นเรื่องน่าประทับใจที่ทำให้คนไทยรู้สึกดีกับแบรนด์เหล่านี้ไปด้วย

 

สำหรับกลุ่ม King Power นอกจากบทบาทของผู้นำด้านการบริหารจัดการร้านค้าปลอดภาษี หรือ Duty Free ยังให้ความสำคัญกับกิจกรรมเพื่อสังคม โดยในปี 2560 ได้ริเริ่มโครงการ ‘KING POWER THAI POWER พลังคนไทย’ ที่ส่งเสริมและสนับสนุนเยาวชนไทยให้ได้แสดงศักยภาพบนเวทีโลก โดยแบ่งการสนับสนุนออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่

 

1. พลังด้านกีฬา (SPORT POWER)  

 

2. พลังด้านดนตรี (MUSIC POWER)

 

3. พลังของชุมชน (COMMUNITY POWER)  

 

4. พลังด้านการศึกษาและสาธารณสุข (EDUCATION & HEALTH POWER)

 

 

SPORT POWER

ภาพจำสำคัญของ King Power คือการบริหารจัดการสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ที่สามารถสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของอังกฤษมาได้ จึงนำแรงบันดาลใจส่วนนี้ส่งต่อไปถึงเยาวชนที่ชื่นชอบฟุตบอล โดยการมอบลูกฟุตบอล 1 ล้านลูกผ่านโครงการ ‘ล้านลูก ล้านพลัง สานฝันเด็กไทย’ นอกจากนี้ยังมอบสนามฟุตบอลหญ้าเทียมมาตรฐานสากล จำนวน 100 สนามภายใน 5 ปีนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ ‘โครงการ Fox Hunt’ ซึ่งจะมอบทุนการศึกษาให้เยาวชนและส่งไปฝึกทักษะฟุตบอลที่สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ประเทศอังกฤษอีกด้วย

 

MUSIC POWER

โรงละครอักษราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสืบสานอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ให้โอกาสนักดนตรีไทยที่มีความสามารถระดับสากลมาร่วมแสดง และเมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมา ยักษ์ใหญ่ Duty Free จับมือกับวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดการแข่งขันวงดุริยางค์เครื่องเป่านานาชาติแห่งประเทศไทย ประจำปี 2561 เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนศักยภาพคนดนตรี

 

สิ่งที่เกิดคุณค่าและมูลค่าทางธุรกิจอย่างชัดเจนคือ พลังของชุมชน

 

 

COMMUNITY POWER

เน้นการให้ความรู้กับชาวบ้าน ผู้ผลิตในชุมชน เพื่อพัฒนาสินค้าชุมชน หรือ OTOP สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งสินค้าหัตถกรรม อาหาร และของที่ระลึก นอกจากนี้ยังช่วยจัดจำหน่ายสินค้าโดยจัดโซนสินค้า OTOP ที่สนามบิน และที่ King Power ทุกสาขา เพื่อเผยแพร่สินค้าจากภูมิปัญญาของคนไทยให้แพร่หลาย ล่าสุดเปิดตัวคอลเล็กชัน INDIGO ซึ่งนำเสน่ห์ของผ้าสีย้อมครามมาออกแบบตัดเย็บใหม่ให้ดูทันสมัยและสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยทีมนักออกแบบของ King Power ทำงานร่วมกับกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านนาขาม จังหวัดสกลนคร ครูช่างศิลปหัตถกรรม และศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ซึ่งวางจำหน่ายที่ The City Fanstore at King Power Stadium เมืองเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

 

และสำหรับ พลังด้านการศึกษาและสาธารณสุข (EDUCATION & HEALTH POWER) นั้น มีมูลนิธิ King Power เพื่อช่วยเหลือและพัฒนาการศึกษาและสาธารณสุขแก่เยาวชน ซึ่งกิจกรรมนี้มีมาถึง 13 ปีแล้ว โครงการช่วยเหลือต่างๆได้แก่ โครงการมอบตู้อบเด็กให้กับโรงพยาบาลในชนบท ซึ่งช่วยให้ทารกที่คลอดก่อนกำหนดมีสุขภาพที่แข็งแรงและเติบโต นอกจากนี้ยังสนุบสนุนโครงการก้าวคนละก้าวในปี 2560 เพื่อช่วยระดมทุนแก่โรงพยาบาลที่ขาดแคลน 11 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ King Power ยังร่วมกับมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ มอบทุนการศึกษาให้กับบัณฑิตไทยเพื่อศึกษาต่อและนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ ยังไม่นับรวมการสนับสนุนสถาบันการศึกษาสำหรับการซ่อมแซมอาคารเรียนและสนับสนุนอุปกรณ์ทางการศึกษาที่ทำมาอย่างต่อเนื่องด้วย

 

เหล่านี้คือกิจกรรม CSR ที่สร้างประโยชน์ในหลายมิติและตีโจทย์เรื่องเยาวชนได้ดี เพราะเด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า อนาคตของประเทศก็ขึ้นอยู่กับคนหนุ่มสาวที่ถูกบ่มเพาะและได้รับโอกาสอันดีนี่เอง

 

เว็บไซต์ชั้นนำด้านการเงินและการลงทุนอย่าง Investopedia สรุปแนวโน้มของกิจกรรมเพื่อสังคมได้อย่างน่าสนใจ จากนี้ทุกองค์กรจะให้ความสำคัญเรื่องความโปร่งใสของกิจกรรมที่ทำ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร พนักงาน กับชุมชนที่เหนียวแน่นมากขึ้น ซึ่งสามารถสรุปได้เป็น 4 แนวทางคือ

 

1. ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส เปิดเผยได้ (Demand for Deisclosure) ทราบถึงที่มาที่ไป การดำเนินการที่มีธรรมาภิบาล

 

2. สร้างสรรค์ทรัพยากรทางเลือกใหม่ๆ (Creation of New Resources) เช่นเทคโนโลยีสีเขียวหรือพลังงานทางเลือก เป็นต้น

 

3. การปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่น (Global Company Acting Locally) เมื่อทำธุรกิจในประเทศใด คนในพื้นที่นั้นๆ ก็ควรได้รับประโยชน์ รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ถูกเบียดเบียนจนเกินไปด้วย การส่งเสริมพนักงานให้ทำกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นหัวใจสำคัญ

 

4. ลงทุนเพื่อยกระดับพนักงาน (Investing in Employees) ซึ่งแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมในการจ่ายผลตอบแทนให้กับพนักงานควรจะเสมอภาคโดยไม่ถูกจำกัดภายใต้ความแตกต่างของเพศ เชื้อชาติ หรือเงื่อนไขที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานแต่อย่างใด

 

โลกใบนี้อยู่ได้ด้วยการแบ่งปัน พึ่งพาระหว่างกันทั้งมนุษย์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม กิจกรรม CSR จึงเป็นหลักอันสำคัญไม่เพียงแต่กระตุ้นเตือนให้บรรดาธุรกิจตระหนักถึงการคืนกลับสิ่งดีๆ สู่สังคมเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและจิตใจของคนในสังคมให้เห็นคุณค่าของกันและกันอีกด้วย

 

ยิ่งให้ ก็ยิ่งได้

ภาพประกอบ: Nisakorn Rittapai 

อ้างอิง:

The post พลังแห่งการให้ของกิจกรรม CSR ยิ่งให้ยิ่งได้ ไม่ทำ ไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/king-power-thai-power-csr/feed/ 0
กล้าไหมที่จะลองเป็นคนตาบอดหรือหูหนวกสักครั้ง? ซื้อประสบการณ์เพื่อเข้าใจคนพิการกับ Dialogue SE https://thestandard.co/dialogue-social-enterprise/ https://thestandard.co/dialogue-social-enterprise/#respond Wed, 07 Feb 2018 05:48:41 +0000 https://thestandard.co/?p=68158

เราทุกคนรู้ว่าคนพิการทางสายตาและการได้ยินมีอุปสรรคต่างๆ […]

The post กล้าไหมที่จะลองเป็นคนตาบอดหรือหูหนวกสักครั้ง? ซื้อประสบการณ์เพื่อเข้าใจคนพิการกับ Dialogue SE appeared first on THE STANDARD.

]]>

เราทุกคนรู้ว่าคนพิการทางสายตาและการได้ยินมีอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตมากมาย แต่เรารู้จักและเข้าใจพวกเขาดีสักแค่ไหน

 

การช่วยจูงคนตาบอดข้ามถนนหรือเห็นคนใช้ภาษามืออาจจะทำให้เราเข้าถึงพวกเขาได้มากขึ้น แต่ถ้าเราได้ ‘ลอง’ เป็นพวกเขาสักครั้งล่ะ เราน่าจะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งกว่า

 

 

และนี่คือที่มาของ Dialogue Social Enterprise (DSE) กิจการเพื่อสังคมระดับโลกที่ ‘คิดต่าง’ ในการจำลองสถานการณ์ในชีวิตประจำวันจริงๆ ของคนพิการทางสายตาและทางการได้ยิน เพื่อให้เรารับรู้ เข้าใจ และลดช่องว่างระหว่างกัน เพื่อให้เราอยู่ในสังคมที่เท่าเทียมได้มากขึ้น

 

ก่อนจะเป็นกิจการเพื่อสังคมที่ขยายแฟรนไชส์ไป 40 ประเทศทั่วโลกและสร้างรายได้ 900,000 ยูโรต่อปี (ประมาณ 36 ล้านบาท – ข้อมูลปี 2016) DSE มีจุดกำเนิดจากความบังเอิญใน ค.ศ. 1985 เมื่อ แอนเดรียส ไฮเนคเก (Dr.Andreas Heinecke) นักข่าวชาวเยอรมันได้รับมอบหมายให้ดูแลเพื่อนใหม่ในทีม ซึ่งอยู่ในช่วงพักฟื้นหลังจากสูญเสียความสามารถในการมองเห็นจากอุบัติเหตุ เขาไม่รู้จะให้งานอะไรทำ เพราะไม่เคยทำงานร่วมกับคนตาบอดมาก่อน

 

 

การพบกันครั้งแรกทำให้แอนเดรียสเปลี่ยนทัศนคติเรื่องข้อจำกัด การปรับตัว และการดำรงชีวิตประจำวันของคนตาบอด เขาเคยคิดว่าการสูญเสียดวงตาคงเหมือนการสูญเสียคุณค่ายิ่งใหญ่ในชีวิตไป ชีวิตคงเศร้าและแย่มาก การกินข้าว รินกาแฟ เดินขึ้นบันไดคงเป็นความยากลำบาก แต่เมื่อพบกับเพื่อนในทีม ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม แอนเดรียสยอมรับว่าเขามีมายาคติของตนเอง ดูถูกความสามารถและความคิดบวกของคนพิการ

 

 

แอนเดรียสจึงนำบทเรียนดังกล่าวมาสร้างสถานการณ์จำลองในความมืด เพื่อให้คนอื่นลองทำความเข้าใจประสบการณ์ของคนที่มองไม่เห็น และเสนอไอเดียนี้เพื่อทำเป็นงานนิทรรศการ โดยเริ่มต้นที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ก่อนจะกลายเป็นนิทรรศการในความมืด Dialogue in the Dark ในปี 1992 ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม และนำไปจัดแสดงผ่านรูปแบบแฟรนไชส์ในหลายเมืองใหญ่

 

 

ในปัจจุบันเราสามารถพบเห็นนิทรรศการ Dialogue in the Dark ได้ 25 แห่งทั่วโลก เช่น เมลเบิร์น, เซี่ยงไฮ้, ฮ่องกง, โตเกียว, เวียนนา, มิลาน, บัวโนสไอเรส รวมถึงกรุงเทพฯ (ณ อาคารจามจุรีสแควร์ ปทุมวัน)

 

 

ผู้ชมของนิทรรศการ Dialogue in the Dark จะใช้เวลา 90 นาทีในสถานที่มืดสนิทที่จำลองเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันทั่วไป โดยจะใช้ไม้เท้าขาวที่คนตาบอดใช้เป็นตัวช่วยในการเดินทาง เช่น เข้าไปนั่งในร้านกาแฟ ข้ามถนน ลงเรือ เข้าสวนสาธารณะ ฯลฯ ซึ่งนิทรรศการในแต่ละประเทศจะมีการปรับให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นจริง ผู้ชมจะมีไกด์หรือคนนำทางเป็นคนพิการทางสายตา (ที่จะเดินในนิทรรศการได้คล่องแคล่วและเร็วกว่าคนสายตาปกติมาก)

 

 

นิทรรศการไม่เพียงสร้างความท้าทายเรื่องข้อจำกัดของการมองไม่เห็นเท่านั้น แต่ยังให้ความสนุกกับการกระตุ้นให้ผู้ชมใช้ประสาทสัมผัสด้านอื่นมากขึ้น เช่น การรับรู้ผ่านเสียง กลิ่น และสัมผัส

 

แนวคิดของนิทรรศการ Dialogue in the Dark ได้ขยายรูปแบบไปสู่การจัดเวิร์กช็อปให้กับองค์กรต่างๆ เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสาร ความเป็นผู้นำ และการทำงานเป็นทีม รวมไปถึงร้านอาหารในความมืด ในปี 2016 นิทรรศการนี้ต้อนรับผู้ชมประมาณ 590,000 คน จ้างงานคนพิการทางสายตากว่า 500 คน

 

 

ด้วยความสำเร็จของ Dialogue in the Dark บริษัทได้เพิ่มนิทรรศการ Dialogue in Silence นำเสนอโลกความเงียบสนิทเพื่อให้คนดูเข้าใจการใช้ชีวิตของคนพิการด้านการได้ยินและด้านการพูด ผู้ชมนิทรรศการจะใส่ที่ปิดหูแบบไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ห้ามมีการพูดคุย และต้องผ่านสถานการณ์ที่ทำให้ต้องสื่อสารกันโดยไม่ใช้เสียง เช่น ใช้มือและสีหน้า

 

 

ไกด์ที่จะนำทางผู้ชมก็เป็นผู้พิการทางการพูดและการได้ยิน นิทรรศการนี้มีใน 5 เมืองทั่วโลก ได้แก่ เซี่ยงไฮ้, โตเกียว, ฮัมบูร์ก, โฮลอน และอิสตันบูล

 

 

และเมื่อเร็วๆ นี้ DSE ก็มีนิทรรศการใหม่ล่าสุดที่ออกมาเพื่อการสร้างความเข้าใจและรับมือกับความท้าทายของสังคมผู้สูงอายุที่กำลังเป็นกระแสสำคัญของโลก นิทรรศการ Dialogue with Time อยากให้คนดูยอมรับและเปิดใจรับความชรา ทำความคุ้นเคยกับอุปสรรคต่างๆ ที่มาพร้อมการเป็นผู้สูงอายุและเข้าใจสภาพร่างกายที่แปรเปลี่ยน ไกด์ของนิทรรศการเป็นผู้สูงอายุที่จะแบ่งปันเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของพวกเขากับผู้ชม นิทรรศการนี้จัดแสดงที่สิงคโปร์, ฮัมบูร์ก, โฮลอน และเซาเปาโล

 

ผู้ชมของ DSE ทั่วโลกมักพูดถึงประสบการณ์ผ่านนิทรรศการหรือเวิร์กช็อปขององค์กรว่า ‘น่าทึ่ง’ และเปลี่ยนมุมมองของพวกเขาต่อคนพิการ ทั้งด้านความสามารถ ความคิดบวก และการใช้ชีวิตของพวกเขาในแต่ละวัน

 

 

แอนเดรียสกล่าวว่า “ปัญหาใหญ่ไม่ใช่การที่พวกเราต้อง ‘บริการ’ คนพิการทางสายตามากขึ้น แต่คือการลดช่องว่างระหว่างคนที่ตาบอดกับคนที่ไม่ได้ตาบอด” ความเข้าใจที่ไม่มากพอ มายาคติ ความสงสารบางแบบที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาระยะยาว และการสร้างสังคมที่ไม่ได้คิดเผื่อคนพิการหรือคนมีข้อจำกัดอื่นๆ ทำให้พวกเขาไม่ได้ถูก ‘รวม’ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างแท้จริง

 

 

ในแง่ธุรกิจ โมเดลการทำนิทรรศการของแอนเดรียสอาจไม่มีอะไรซับซ้อน แต่เขาเชื่อว่าความ ‘คิดต่าง’ ของเขาทำให้สิ่งที่ดูเหมือนขายไม่ได้กลับขายได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนใครจะอยากซื้อประสบการณ์ความมืด หรืออยากจะจ้างงานคนพิการทางสายตา แต่เขาพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ มีคุณค่า และหาเงินได้ รวมทั้งสร้างคุณค่าทางสังคมให้คนเข้าใจปัญหานี้ได้ดีขึ้น

 

พร้อมๆ กับเปิดโอกาสในการทำงานแก่คนพิการเพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งนี่ล่ะที่จะช่วยลดช่องว่างระหว่างกัน และเปิดประตูสู่โอกาสอื่นๆ แก่พวกเขาต่อไปในสังคม

 

อ้างอิง:

The post กล้าไหมที่จะลองเป็นคนตาบอดหรือหูหนวกสักครั้ง? ซื้อประสบการณ์เพื่อเข้าใจคนพิการกับ Dialogue SE appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/dialogue-social-enterprise/feed/ 0
จุฬาฯ ฟันธงธุรกิจ 2561 ต้อง ‘เปลี่ยน’ ชี้ ‘ปรับตัวช้าต้องไป’ และ AI จะเป็น CEO https://thestandard.co/chula-business-2561-the-flagship-summit-future-fast-forward/ https://thestandard.co/chula-business-2561-the-flagship-summit-future-fast-forward/#respond Thu, 14 Dec 2017 11:40:11 +0000 https://thestandard.co/?p=55477

ชีวิตจริงยิ่งกว่าในหนัง ประโยคนี้ถูกพิสูจน์ผ่านกาลเวลาม […]

The post จุฬาฯ ฟันธงธุรกิจ 2561 ต้อง ‘เปลี่ยน’ ชี้ ‘ปรับตัวช้าต้องไป’ และ AI จะเป็น CEO appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชีวิตจริงยิ่งกว่าในหนัง ประโยคนี้ถูกพิสูจน์ผ่านกาลเวลามานาน เพราะเป็นไปได้จริงๆ ที่เราจะมีหัวหน้าเป็นปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เนื่องจากอัตราเร่งของการพัฒนาเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้แบบก้าวกระโดด แม้ ‘ในช่วงนี้’ นักวิชาการต่างๆ จะออกมายืนยันว่าหุ่นยนต์จะไม่มาแทนที่แรงงานคนได้อย่างที่เรากลัว แต่ไม่มีใครบอกได้ว่ามันจะเกิดขึ้นวันข้างหน้าหรือไม่ และวันนั้นอาจจะเป็นอีก 10 ปี หรืออาจจะเป็นวันพรุ่งนี้ก็ได้

 

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานใหญ่ประจำปี ‘The Flagship Summit: Future Fast-Forward ฟันธงธุรกิจไทย 2561’ โดยเปิดพื้นที่ให้คณาจารย์ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจทุกภาคส่วนของไทยคาดการณ์แนวโน้มธุรกิจปีหน้า โดยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในทิศทางเดียวกันคือเรื่องดิจิทัลที่มีบทบาทกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ สังคมผู้สูงอายุ และสิ่งที่สำคัญคือถึงเวลาที่ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัว เพราะปีหน้าโลกธุรกิจอาจไม่มีพื้นที่ให้คนที่คิดช้า ทำช้า เปลี่ยนช้าอีกแม้แต่ตารางนิ้วเดียว!

 

 

จุดบอดทางธุรกิจของผู้ประกอบการและปีของอีคอมเมิร์ซ

รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะอาจารย์ประจำภาควิชาพาณิชยศาสตร์วิเคราะห์จุดผิดพลาดที่ผู้ประกอบการมองข้ามหรือต้องปรับปรุง คือ

  • การประมาทคู่แข่งหน้าใหม่ เพราะเข้าใจว่าอาจจะไม่มีประสบการณ์เพียงพอ ตอนนี้สิ่งที่น่ากลัว คือ ผู้เล่นรายใหม่ที่มาจากอุตสาหกรรมอื่นซึ่งมีความคิดที่สดใหม่และมาพร้อมกับนวัตกรรมซึ่งจะสร้างความเปลี่ยนแปลงและเอาชนะผู้เล่นรายเดิมได้ไม่ยาก
  • ธุรกิจดั้งเดิมมักเน้นสะสมสินทรัพย์ ทำองค์กรให้ใหญ่โต ถือเป็นความเสี่ยง เพราะยิ่งองค์กรใหญ่ การปรับตัวจะทำได้ช้ากว่าองค์กรที่เล็กกว่า
  • รับมือกับการเปลี่ยนแปลงช้า หลายองค์กรก็ไม่รู้ว่าต้องเปลี่ยน แต่น่ากังวล หรือบางองค์กรรู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังไม่คิดเปลี่ยน ซึ่งเราจะเห็นหลายแบรนด์ที่ต้องปิดตัวหรือขายกิจการจากการยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ
  • ลงทุนในเทคโนโลยีช้าเกินไป อย่ามองว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องหวือหวา รอให้นิ่งก่อนแล่วค่อยลงทุน เพราะคู่แข่งอาจจะชิงลงมือก่อนจนล้ำหน้าไปไกลกว่า และทำให้เราเสียความสามารถในการแข่งขันไปโดยไม่ทันตั้งตัว เทคโนโลยีเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจตอนนี้

 

 

สำหรับธุรกิจที่ยังคงได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก Digital Disruption จากการวิเคราะห์ของ รศ.ดร.พสุ คือ

  • ธุรกิจสื่อและบันเทิง
  • ธุรกิจเทคโนโลยี
  • ธุรกิจบริการด้านการเงิน
  • ธุรกิจค้าปลีก
  • ธุรกิจการสื่อสาร

 

และด้วยเทรนด์ของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ภาควิชาพาณิชยศาสตร์มองว่าเป็นไปได้ที่ในอนาคตองค์กรต่างๆ อาจจะมีผู้บริหาร หรือ CEO เป็น AI ซึ่งสามารถทำงานได้แม่นยำ ตรงไปตรงมา ไม่มีอคติ ปรับเปลี่ยนได้ตามที่คณะกรรมการบริษัทเห็นควร และลดปัญหาเรื่องการทุจริตและความผิดพลาดจากการบริหารงานได้ กระทั่ง แจ็ค หม่า แห่ง Alibaba ก็ยังเคยพูดถึงความเป็นไปได้เรื่องนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายทีเดียว

 

สิ่งที่น่าสนใจ คือ ธุรกิจค้าปลีกที่จะได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซก็พยายามสร้างช่องทางขายออนไลน์เพื่อให้ลูกค้ายังอยู่ในระบบหรือสิ่งแวดล้อมของตน ไม่มีใครต้านทานกระแสของอีคอมเมิร์ซที่มาแรงในตอนนี้ได้ ในวันที่ทั้ง Alibaba และ JD.com ต่างรุกตลาดอาเซียนอย่างหนักในตอนนี้

 

ดร.ทิม นพรัมภา อาจารย์ภาควิชาพาณิชยศาสตร์ มองปัจจัยสำคัญที่ทำให้อีคอมเมิร์ซเติบโตเร็ว ได้แก่ การเข้าถึงระบบได้ง่ายดายชนิดไร้แรงเสียดทาน ปัจจุบัน มากกว่า 1 ใน 3 ของครัวเรือนไทยใช้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ และต้นทุนการใช้อินเทอร์เน็ตค่อนข้างต่ำ การซื้อของออนไลน์จึงเป็นเรื่องง่ายและเป็นไปได้ที่การซื้อของออนไลน์จะแซงหน้าออฟไลน์ในปี 2565 นี้

 

และรูปแบบการขนส่งในลักษณะ ‘Last Mile’ จะเพิ่มมากขึ้น นั่นคือการกระจายจุดจัดส่งสินค้าเข้าไปในพื้นที่ชุมชนและทำให้ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าสั้นลงเพื่อตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าที่ใจร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Lalamove ที่สามารถส่งสินค้าถึงมือได้ในระยะเวลาเพียง 55 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่าค่อนข้างฮือฮา เพราะไม่กี่เดือนก่อน การส่งสินค้าในเวลา 2 ชั่วโมงนับจากกดสั่งซื้อก็ถือว่ารวดเร็วมากแล้ว

 

นอกจากนี้ด้วยโครงสร้างประชากรของคน Gen Y และ Gen Z ที่ตอนนี้เป็นฐานสำคัญ มีกำลังซื้อ ประกอบกับการพัฒาช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร ส่งผลให้อีคอมเมิร์ซจะเติบโตได้อีกมากด้วย ดังนั้นผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจแบบดั้งเดิมอาจต้องรีบคิด รีบเปลี่ยนแปลงช่องทางการขายให้หลากหลายขึ้นจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

อาชีพนักวิเคราะห์ทางการเงินจะเสี่ยงตกงานมากกว่าเชฟทำอาหาร

อาชีพในธุรกิจบริการด้านการเงินจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน จะสังเกตได้ว่าบรรดาธนาคารพาณิชย์ขณะนี้ทยอยลดสาขาลง เพราะลูกค้าหันไปใช้บริการ Mobile Banking กันมากขึ้น และแทบจะทุกธุรกรรมที่จำเป็นสามารถทำได้ผ่านโทรศัพท์มือถือทุกที่ทุกเวลา

 

ผศ.ดร.สิระ สุจินตะบัณฑิต อาจารย์ภาควิชาการธนาคารและการเงินให้ความเห็นว่า ไม่เพียงแต่การให้บริการพื้นฐานด้านการเงิน งานในปัจจุบันที่เป็นลักษณะทำซ้ำๆ ในรูปแบบเดิม คาดเดากระบวนการการทำงานล่วงหน้าได้ จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ในอีกไม่นานจากนี้

 

ขณะเดียวกันยังมีผลกระทบไปถึงงานด้านการวิเคราะห์ทางการเงินด้วย เพราะปัจจุบัน AI มีความสามารถในการเรียนรู้หรือ Machine Learning ซึ่งอีกไม่นานจะสามารถสื่อสารกับมนุษย์ได้ในรูปแบบเหมือนกับที่มนุษย์คุยกันเองและจะก้าวมาเป็นผู้ช่วยให้คำแนะนำทางการเงินส่วนตัว หรือ Robo-Advisor นั่นเอง

 

ไม่เพียงแต่ช่วยทำธุรกรรมเท่านั้น AI ยังช่วยวางแผนการลงทุนได้อีกด้วย โดยวิเคราะห์และเรียนรู้พฤติกรรมการใช้จ่าย การลงทุน ระดับความเสี่ยงที่รับได้ของเรา หรือ Lifestyle Profiling จากนั้นจึงนำเสนอทางเลือกทางการเงินต่างๆ ซึ่งจะแม่นยำตรงกับความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นไปได้ว่าบทวิเคราะห์ทางการเงินสำหรับนักลงทุนในอนาคตจะทำด้วย AI ไม่ใช่มนุษย์

 

นอกจากนี้ภาควิชาการธนาคารและการเงินยังฟันธงว่า Blockchain จะมีบทบาทมากขึ้นในปีหน้า เนื่องจากแนวโน้มการทำธุรกรรมกันโดยตรงระหว่างบุคคลเติบโตมากขึ้น ไม่เพียงแต่การใช้จ่าย แต่ยังเป็นเรื่องของการลงทุนและระดมทุนด้วย โดย Blockchain อาจก้าวขึ้นมาเป็นพื้นที่ลงทุนตลาดรองไม่ต้องผ่านตลาดหลักทรัพย์ มีประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมที่เร็วขึ้น รวมถึงภาระค่าธรรมเนียมที่ลดลงมากด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ถิระ ฉวรรณกุล อาจารย์ภาควิชาพาณิชยศาตร์มองว่า แม้หุ่นยนต์และ AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่สิ่งที่เทคโนโลยีเหล่านี้ยังไม่สามารถทำได้คือทักษะด้านอารมณ์ หรือ Soft Skills ซึ่งงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ งานบริการบางประเภท หรืองานที่ต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่หลากหลาย เช่น เชฟทำอาหาร หรือผู้สร้างผลงานศิลปะจะถูกแทนที่ได้ยาก เพราะยังต้องใช้ทักษะของมนุษย์อยู่

 

หุ่นยนต์จะมาแทนที่แรงงานคนจนหมดหรือไม่?

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า มีอาชีพเพียง 5% เท่านั้นที่หุ่นยนต์สามารถแทนที่ได้ในวันนี้ ส่วนใหญ่แล้วการเข้ามาของเทคโนโลยีจะเป็นการแทนที่กิจกรรมบางอย่างที่มนุษย์ทำเพื่อแบ่งเบาภาระ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีใครให้คำตอบในอนาคตว่าความสามารถของหุ่นยนต์และ AI จะพัฒนาไปมากแค่ไหนและเร็วเพียงใด

 

 

มองผู้สูงอายุให้กว้างขึ้น และต้องทำมากกว่าเข้าใจลูกค้า

นอกจากเรื่องเทคโนโลยีที่เป็นของใหม่ซึ่งถาโถมเข้ามาในทุกองค์ประกอบของชีวิตแล้ว อีกเทรนด์สำคัญคือสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ นั่นคือมีผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปถึง 20% ของประชากรทั้งหมดในปี 2568 ขณะที่ปี 2560 นี้เป็นปีแรกที่จำนวนเด็กน้อยกว่าจำนวนผู้สูงอายุ

 

ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ อาจารย์ภาควิชาการตลาดตั้งข้อสังเกตการทำการตลาดกับผู้สูงอายุที่ตอนนี้ทุกธุรกิจต่างก็ให้ความสำคัญ หากแต่มีผู้ประกอบการไม่มากนักที่มองตลาดผู้สูงอายุได้ลึกซึ้ง สิ่งที่ผิดพลาดในการประเมินตลาดนี้คือ

 

  • มองตลาดผู้สูงอายุเป็นตลาดเดียว ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะนอกจากผู้สูงวัยที่สุขภาพไม่ดี ต้องได้รับการดูแล หรือ Care Senior แล้ว ยังมีกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรง อยากจะทำกิจกรรมแบบที่คนหนุ่มสาวทำ หรือ Active Senior ด้วย ซึ่งมีจำนวนมากและมีกำลังซื้อสูง จึงต้องแบ่งเซกเมนต์ของตลาดผู้สูงอายุให้ละเอียดมากขึ้น
  • มองว่าผู้สูงอายุใช้จ่ายเพื่อตัวเองอย่างเดียว ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะปัจจัยสำคัญคือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ผู้สูงอายุยินดีจ่ายเงินให้กับสินค้าและบริการที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในครอบครัว เช่น ธุรกิจนำเที่ยวบางประเทศที่พาไปเที่ยวทั้งครอบครัว หรือสวนสนุกที่ชวนคนรุ่นเก๋าจูงหลานไปเที่ยวเล่น
  • มองเพียงแค่ตัวผู้สูงอายุ จึงพิจารณาแต่พฤติกรรมและความต้องการของตัวผู้สูงอายุเท่านั้น โดยที่ลืมมองลูกหลานและคนรอบข้างที่คอยดูแลผู้สูงอายุเหล่านั้น ซึ่งมีสินค้าและบริการจำนวนมากที่คนใช้เป็นผู้สูงอายุแต่คนซื้อกลับเป็นคนรอบตัว เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์สมัยใหม่ หรือกระทั่งธุรกิจจัดงานศพแบบมืออาชีพ

 

นอกจากการมองตลาดผู้สูงอายุให้ละเอียดขึ้นแล้ว การตลาดในปี 2561 ในมุมของ ผศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร และ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อาจารย์จากภาควิชาการตลาดก็ต้องปรับมุมมองด้วย เพราะเดิมเราเชื่อว่าการเข้าใจลูกค้าและนำเสนอสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการเป็นกระบวนการที่ครบถ้วนแล้ว แต่นั่นไม่พออีกต่อไป

 

สิ่งที่สำคัญคือ การทำการตลาดในระดับที่ออกแบบพฤติกรรมของผู้บริโภค (Designing Consumer Behavior) โดยการเข้าใจถึงความต้องการที่ถ่องแท้หรือ Insight ของลูกค้า และวางกลยุทธ์ที่โดนใจจนลูกค้าไม่สามารถที่จะต้านทานได้ จะสังเกตได้จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจากเดิมได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วทั้งหลายนั่นเอง

 

อีกเทรนด์ที่จะได้เห็นคือความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเดิมเราอาจคุ้นเคยกับเรื่อง CSR และต่อมาพัฒนาเป็น Creating Shared Value (CSV) ซึ่งภาควิชาการตลาดมองว่า ถ้าจะปรับให้เข้ากับทิศทางของอนาคตต้องมีความรับผิดชอบกับสังคมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ นั่นคือ Digital Social Responsibility (DSR) ซึ่งจะเห็นเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆ เช่น Virtual Reality (VR) เข้ามาเป็นเครื่องมือ ตัวกลางของกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้นด้วย

 

แม้คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจะมองว่าปี 2561 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นปีของโอกาสด้วย หากแต่ผู้ประกอบการต้องมีความถ่อมตัวทางปัญญา (Intellectual Humility) ต้องกล้ายอมรับสิ่งใหม่ ลงทุนในเทคโนโลยี ปรับตัวให้เร็ว สิ่งที่สำคัญคือการตัดสินใจในการบริหารธุรกิจจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช้ความรู้สึกของตนเองในการขับเคลื่อนองค์กร ขณะที่การจับมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจจะมีให้เห็นมากขึ้น เพราะการสู้คนเดียวในตลาดที่เปลี่ยนแปลงและผันผวนถือเป็นความเสี่ยงอย่างที่สุด

 

สิ่งที่ฟันธงได้หนักแน่นที่สุด คือ ธุรกิจแบบดั้งเดิมกำลังจะหายไป ผู้ที่เห็น คิด และปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับยุคสมัยได้คือผู้ที่จะอยู่รอด และสิ่งที่สำคัญที่สุดขององค์กรคือทรัพยากรมนุษย์ จึงจำเป็นต้องพัฒนาคนในองค์กร รวมถึงต้องพัฒนาตัวเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ

 

เพราะถ้าวันข้างหน้า มีเจ้านายเป็น AI จริงๆ ระบบคงไม่ให้ความสำคัญกับเสียงอ้อนวอนของผู้ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก

 

ภาพประกอบ: Nisakorn Rittapai 

The post จุฬาฯ ฟันธงธุรกิจ 2561 ต้อง ‘เปลี่ยน’ ชี้ ‘ปรับตัวช้าต้องไป’ และ AI จะเป็น CEO appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/chula-business-2561-the-flagship-summit-future-fast-forward/feed/ 0
ทุนการศึกษารูปแบบใหม่เป็น ‘ตารางเมตร’ ส่งต่อพื้นที่ชีวิต เพื่อน้องนักศึกษา [Advertorial] https://thestandard.co/ap-space-scholarship/ https://thestandard.co/ap-space-scholarship/#respond Wed, 15 Nov 2017 08:30:39 +0000 https://thestandard.co/?p=45247

การศึกษากับโอกาส      จากการเก็บสถิติของ […]

The post ทุนการศึกษารูปแบบใหม่เป็น ‘ตารางเมตร’ ส่งต่อพื้นที่ชีวิต เพื่อน้องนักศึกษา [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

การศึกษากับโอกาส

     จากการเก็บสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี 2558 พบจำนวนเด็กที่เข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนเป็นจำนวน 327,774 คน เกินกว่าร้อยละ 50 อยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จากการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ได้มีการมอบทุนการศึกษามากมายสำหรับนักศึกษาที่ขาดแคลนและต้องการโอกาส ซึ่งถือเป็นโอกาสทางการศึกษาที่ดีของน้องๆ แต่ในขณะเดียวกัน เด็กต่างจังหวัดที่เดินทางเข้ามาศึกษาในกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นมาก ภาระค่าใช้จ่ายมีมากมายเมื่อต้องเปลี่ยนสภาพแวดล้อม เดินทางเข้ามาศึกษาในกรุงเทพฯ

 

 

ทุนการศึกษารูปแบบตารางเมตร

     นับเป็นแนวคิดใหม่ที่น่าสนใจ ที่ทางบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด มหาชน ผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย ได้ร่วมกับสตูดิโอนักออกแบบระดับโลกอย่าง Fabrica Design Studio จากประเทศอิตาลี ออกแบบพื้นที่แห่งโอกาสที่จะสร้างอนาคตให้กับเด็ก โดยนำเสนอออกมาภายใต้โครงการ ‘Space Scholarship’ โดยเอพีมอบทุนการศึกษาเป็น ‘ที่พักอาศัย’ แก่นักเรียนต่างจังหวัดที่ย้ายเข้ามาศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก เป็นเวลา 1 ปี โดยคัดเลือกจากเด็กที่เรียนดี มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนที่พักอาศัยในกรุงเทพฯ

 

 

ทำไมต้องเป็น ‘Space Scholarship’

     ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านอสังหาฯ ต้องยอมรับว่าแนวคิดในการทำ CSR ที่สร้างสรรค์ โดยการต่อยอดจากความถนัดและสิ่งที่มีอยู่ เพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้เด็ก เพราะถ้าดูจากสถิติค่าใช้จ่ายของการดำรงชีวิตในเมืองหลวงของเด็กต่างจังหวัดแล้ว ค่าที่พักอาศัยถือเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ต่อเดือน การเปิดโครงการทุนการศึกษาแบบตารางเมตรนี้ถือเป็นการตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานที่เด็กควรได้รับ สิ่งนี้ถือเป็นการลดภาระของผู้ปกครองและลดความกังวลของเด็กได้ เพราะเด็กๆ จะได้อยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี และอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สร้างสรรค์ โดยครั้งนี้จัดขึ้นเป็นปีแรก มีเด็กที่ได้รับทุนการศึกษาในโครงการจำนวนทั้งหมด 7 คน ซึ่งมาจากต่างที่มา และอาจจะเรียนต่างที่กัน แต่การที่น้องๆ ได้มาพักอาศัยอยู่ด้วยกันถือเป็นการสร้างกลุ่มมิตรภาพใหม่ๆ ที่จะช่วยให้แต่ละคนปรับตัวเข้ากับเมืองหลวงได้เร็วยิ่งขึ้น

 

 

พื้นที่ชีวิต เราคิดเพื่อคุณ

     ด้วยความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์สเปซสำหรับที่อยู่อาศัย ในครั้งนี้การออกแบบสเปซของที่พักสำหรับโครงการ Space Scholarship จึงให้ความสำคัญกับการใช้งาน ดีไซน์ และวัสดุ ให้สามารถใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าในทุกตารางเมตร แต่ยังคงให้ความรู้สึกสบายและอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน แม้จะอยู่ไกลจากบ้านเกิด ภายใต้ดีไซน์ คอนเซปต์ SUM ซึ่งเป็นแนวคิดที่ว่าด้วยการรวมตัวกันของสิ่งเล็กๆ ทุกสิ่ง จะก่อให้เกิดความหมายใหม่ขึ้นได้ ทั้งในแง่มุมของการรวมตัวของชีวิต ประสบการณ์การอยู่อาศัย และฟังก์ชันห้องพักที่สร้างสรรค์และเอื้อให้เกิดประสบการณ์ใหม่ๆ

 

 

โอกาสสร้างอนาคต

     ไม่ว่าการให้จะอยู่ในรูปแบบใด แต่หากถูกคิดออกมาอย่างสร้างสรรค์และตั้งใจดี การให้คือการสร้างโอกาสแก่ผู้รับเสมอ และเมื่อการให้มาพร้อมกับการศึกษา นั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่ได้ร่วมสร้างอนาคต

 


 

อ้างอิง:

The post ทุนการศึกษารูปแบบใหม่เป็น ‘ตารางเมตร’ ส่งต่อพื้นที่ชีวิต เพื่อน้องนักศึกษา [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/ap-space-scholarship/feed/ 0
‘เมื่อดวงตาถูกใช้ช่วยเเทนการสื่อสาร’ รู้จัก SenzE นวัตกรรมช่วยเหลือผู้ป่วยทุพพลภาพและสื่อสารลำบาก https://thestandard.co/senze-eyetrackingsystem/ https://thestandard.co/senze-eyetrackingsystem/#respond Sat, 12 Aug 2017 12:23:06 +0000 https://thestandard.co/?p=20211

     จากสถิติข้อมูลล่าสุดที่จัดเก็บโดยกร […]

The post ‘เมื่อดวงตาถูกใช้ช่วยเเทนการสื่อสาร’ รู้จัก SenzE นวัตกรรมช่วยเหลือผู้ป่วยทุพพลภาพและสื่อสารลำบาก appeared first on THE STANDARD.

]]>

     จากสถิติข้อมูลล่าสุดที่จัดเก็บโดยกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2557 พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ประมาณ 500,000 ราย และมียอดผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวมากถึง 25,000 คน ขณะที่โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) ซึ่งแม้จะมีโอกาสเป็นได้น้อยกว่า แต่หนทางการรักษาให้หายเป็นปกติก็ค่อนข้างริบหรี่

     ที่สำคัญผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหรืออัมพาต และโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงส่วนใหญ่ยังต้องเผชิญสภาวะการสูญเสียความสามารถทางการเคลื่อนไหวร่างกายหรือแม้แต่ ‘การสื่อสาร’ ที่ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถพูดคุยได้เลย ทำให้พวกเขาไม่สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้เฉกเช่นคนปกติทั่วไป

 

 

     เมื่อเข้าใจถึงปัญหาและอยากเป็นส่วนหนึ่งของการหาทางออก เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว เพียร์-ปิยะศักดิ์ บุญคมรัตน์ จึงหันมาพัฒนานวัตกรรมช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวด้วยเทคโนโลยี Eye Tracking System จนเกิดเป็น ‘SenzE’ เครื่องมือช่วยเหลือผู้ป่วยเพื่อการสื่อสารโดยควบคุมผ่านดวงตา

     THE STANDARD ชวนคุณมาทำความรู้จักกับ SenzE ภายใต้การพัฒนาของปิยะศักดิ์และบริษัท เมดิเทค โซลูชั่น จำกัด (Meditech Solution) เพื่อค้นหาที่มา แรงบันดาลใจ และโอกาสของการได้ช่วยเหลือผู้ป่วยหลายๆ รายไปพร้อมๆ กัน

 

จากความต้องการอยากช่วยเหลือคุณพ่อของเพื่อนขยายสู่โอกาสช่วยเหลือผู้ป่วยอีกหลายแสนคน

     เดิมทีปิยะศักดิ์ประกอบธุรกิจในนามบริษัท บางกอก เว็บโซลูชั่น จำกัด ซึ่งดำเนินกิจการรับออกแบบเว็บไซต์ พัฒนาระบบ e-Learning และซอฟต์แวร์ให้กับหน่วยงานชั้นนำต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ กระทั่งวันหนึ่งในปี 2555 หลังจากที่เพื่อนของเขาได้เข้ามาขอคำปรึกษาเพราะต้องการช่วยเหลือคุณพ่อที่ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงให้กลับมาสื่อสารได้อีกครั้ง เขาจึงหันเหความสนใจทั้งหมดมามุ่งเป้าหมายพัฒนานวัตกรรมเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่สามารถสื่อสารได้ด้วยตัวเอง

     ปิยะศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่าคงมีผู้ป่วยเพียงไม่กี่รายบนโลกใบนี้ที่สามารถใช้กล้ามเนื้อบนใบหน้าถ่ายทอดออกมาเป็นประโยคคำพูดเหมือนที่ สตีเฟน ฮอว์คิง (Stephen Hawking) นักฟิสิกส์ทฤษฎีและนักจักรวาลวิทยาชื่อดัง ซึ่งป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงสามารถทำได้ และเมื่อผู้ป่วยสูญเสียทักษะการพูดโดยสิ้นเชิง ทักษะการได้ยินและการมองเห็นก็น่าจะยังใช้การได้อยู่ ฉะนั้นแล้วความสามารถในการควบคุมดวงตาที่ยังไม่เสื่อมสภาพก็น่าจะพอต่อยอดสร้างประโยชน์ได้บ้าง

     “ผมค้นพบว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาและสวีเดนมีการนำเทคโนโลยีการตรวจจับความเคลื่อนไหวของดวงตา (Eye Tracking System) มาใช้ช่วยเหลือผู้ป่วยด้านการสื่อสาร เลยคิดที่จะนำเข้าเทคโนโลยีดังกล่าวแล้วเขียนโปรแกรมให้เป็นภาษาไทย แต่ก็แอบรู้สึกว่าบางทีเราอาจจะต่อยอดมันได้มากกว่านั้น ผมจึงนำแนวคิดและเทคโนโลยีนี้ไปปรึกษากับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และได้รับคำแนะนำว่าเป็นไอเดียที่น่าสนใจ เป็นประโยชน์ไม่น้อย ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่เคยมีผู้ประกอบการรายใดในไทยนำโปรเจกต์ที่ใกล้เคียงกันมาปรึกษาเลย ผมจึงอาสาขอลองทำโดยได้งบประมาณในการพัฒนาจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

     “เราใช้ระยะเวลาพัฒนาฮาร์ดแวร์ดังกล่าวและการวิจัย-พัฒนา (R&D) นานถึง 8 เดือน ก่อนจะได้เป็น SenzE อุปกรณ์ช่วยสื่อสารทางสายตา (ตาทำหน้าที่เสมือนเมาส์ เมื่อกะพริบตาจะเท่ากับการกดคลิก) ผ่านการเขียนโปรแกรมบนเครื่องคอมพิวเตอร์และกล้องเว็บเเคมที่ใช้ตรวจจับการเคลื่อนไหวของดวงตา หลังจากนั้นก็เริ่มนำอุปกรณ์รุ่นโปรโตไทป์เข้าไปขออนุญาตทดลองผลการใช้งานทางคลินิก Clinical Trials ที่สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ผู้ป่วยจริง และผ่านการทดสอบครบถ้วนทุกขั้นตอน”  ปิยะศักดิ์กล่าว

 

 

แพทย์ชี้ช่วยลบข้อจำกัดด้านการสื่อสารของผู้ป่วยซึ่งเดิมทีต้องใช้ ‘บัตรคำ’

     อาจกล่าวได้ว่า SenzE คือการทลาย Pain Point หรือปัญหาด้านการสื่อสารที่เกิดขึ้นเรื้อรังในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ผู้ป่วยอัมพาต ฯลฯ อย่างเเท้จริง เพราะหลังจากที่เเพทย์จำนวนหนึ่งได้ทดสอบอุปกรณ์ดังกล่าวผ่านการใช้งานในห้องปฏิบัติการหรือกับผู้ป่วยจริง พวกเขาก็ลงความเห็นในทิศทางเดียวกันว่านวัตกรรมนี้มีประสิทธิภาพในการใช้งานสูง และไม่เป็นอันตรายกับตัวผู้ใช้แต่อย่างใด

     ปิยะศักดิ์บอกว่า “ในตอนนั้นคุณหมอหัวหน้าภาควิชาประจำสถาบันประสาทวิทยาได้เข้ามาดูแลการทดสอบด้วยตัวเอง เพราะตื่นเต้นกับตัวเทคโนโลยี เขาบอกว่าเดิมทีเวลาจะรักษาหรือดูแลผู้ป่วยก็ต้องใช้บัตรคำแทนการสื่อสารตลอด ผู้ป่วยจะต้องเปิดบัตรคำจำนวนกว่า 100 ใบเพื่อสื่อสารความต้องการของตนออกมาเช่น อยากเข้าห้องน้ำ, ทานอาหาร, อยากพลิกตัว, เจ็บปวดส่วนใดของร่างกาย ซึ่งทำให้เสียเวลาและไม่รู้ว่าสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการจะอยู่ที่บัตรเบอร์อะไร และบางทีบัตรคำเองก็อาจจะไม่มีสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการเลยก็ได้

     “เเพทย์หลายท่านลงความเห็นหลังจากที่ทดลองวิจัยและใช้งาน SenzE กับผู้ป่วยจริงว่า เป็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยกับตัวผู้ป่วย ขณะที่ผู้ป่วยจำนวนกว่า 70% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุก็สามารถใช้งานได้อย่างไร้ปัญหาตั้งแต่เวอร์ชันโปรโตไทป์ สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมของเราไม่ได้ถูกต่อต้านจากผู้ที่อาจจะไม่ได้สนใจเทคโนโลยี เพราะเขามองอุปกรณ์ของเราเป็นโอกาสที่จะช่วยให้กลับมาสื่อสารได้อีกครั้ง หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมก็เริ่มนำอุปกรณ์ไปเดินสายประกวดตามเวทีต่างๆ และได้รับการร่วมทุนจากบริษัทหลายๆ แห่ง”

     ให้หลัง 8 เดือน Meditech Solution ก็พัฒนา SenzE เวอร์ชันเเรกสำเร็จจนสามารถวางขายในท้องตลาดได้ในราคาประมาณ 180,000 บาท (ถูกกว่าต่างประเทศที่ขายในราคา 300,000 บาทและยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยเครื่องรองรับภาษาไทยและอังกฤษ และในช่วงระยะเวลา 5 ปีหลังสุด พวกเขาก็สามารถพัฒนา SenzE ออกมาได้มากถึง 4 รุ่นแล้ว

 

 

นวัตกรรมช่วยสานต่อรอยยิ้มและเสริมสร้างกำลังใจที่ดีสู่ผู้ป่วย

     สำหรับ SenzE เวอร์ชัน 4 ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดมาพร้อมกับความสามารถที่ครบครันรอบด้าน ทั้งฟีเจอร์ระบบแปลภาษา (ผ่าน Google), ระบบไลฟ์แชตเเละมอนิเตอร์แบบเรียลไทม์บนตัวแอปพลิเคชันของผู้ดูแลและเเพทย์, ความสามารถในการท่องอินเทอร์เน็ตและโซเชียล (เฟซบุ๊ก, ยูทูบ, เว็บไซต์ทั่วไป), ระบบสัญญาณเตือนฉุกเฉิน, รองรับภาษาในการใช้งานได้ 17 ภาษา

     นอกจากนี้ชุดคำสั่งการสื่อสารทั้งหมด 6 หมวดหมู่ได้แก่ ความรู้สึก, ​ความต้องการ,​ อาหารและเครื่องดื่ม, คีย์บอร์ดสนทนา, ความบันเทิงและกิจกรรม ก็สามารถปรับเพิ่มลดได้ตลอดเวลาตามพฤติกรรมและลักษณะนิสัยของผู้ใช้งาน (ผู้ป่วย) ในหมวดความรู้สึกสามารถบอกอาการเจ็บปวดในตำแหน่งต่างๆ ตามระดับที่รู้สึกได้, หมวดอาหารสามารถบอกเมนูที่อยากทานและรสชาติที่ต้องการ ด้านการใช้งาน จากเดิมที่ต้องกะพริบตา 2 ครั้ง เพื่อเเทนการกดคลิกก็ถูกเปลี่ยนมาใช้การมองจ้องเป็นระยะเวลา 2 วินาทีแทนเพื่อให้ใช้งานง่ายขึ้น (ปรับเพิ่มระยะเวลาได้ตามความเหมาะสม) สนนราคาเครื่องคอมพิวเตอร์ 240,000 บาท ส่วนเเท็บเล็ตจะอยู่ที่ 60,000 บาท

     ปิยะศักดิ์บอกกับเราว่า “ส่วนใหญ่แล้วญาติและผู้ดูแลจะเป็นคนฟีดแบ็กผลการใช้งานกลับมาให้เรา และก็มีหลายเคสที่เราได้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเขาอย่างชัดเจน อย่างเคสอาม่ารายหนึ่งซึ่งป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่จังหวัดชลบุรี จากเดิมที่ไม่เคยมีความสุขและรอยยิ้ม หรือแม้แต่กำลังใจในการใช้ชีวิต กระทั่งได้ลองใช้อุปกรณ์ของเรา ผู้ดูแลก็เล่าให้เราฟังว่าอาม่าเริ่มพูดคุยกับลูกหลานได้มากขึ้น ส่วนเราก็ได้เห็นรอยยิ้ม ความหวัง และกำลังใจของเขา
     “ส่วนเคสล่าสุดของอาจารย์แพทย์ท่ีโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ก็ใช้อุปกรณ์ของเราในการรักษาและดูผู้ป่วยต่ออีกที ทั้งๆ ที่ตัวเขาป่วยอยู่บนเตียงและไม่สามารถพูดได้เลยด้วยซ้ำ มีผู้ป่วยและแพทย์จำนวนไม่น้อยเลยที่มาขอบคุณนวัตกรรมของเรา เพราะเป็นส่ิงที่พวกเขารอคอยกันมานาน และจนถึงทุกวันนี้ก็ยอมรับว่ามันมาไกลพอสมควรนะครับ ผมเองก็ไม่คิดว่าเราจะพัฒนามาถึงขนาดนี้ได้”

 

 

โจทย์ใหญ่คือการแก้อุปสรรคด้านราคาและการเจาะกลุ่มผู้ใช้งานทางบ้าน (Home Users) ให้มากขึ้น

     ปัจจุบัน SenzE มียอดผู้ใช้งานแบบ Active Users ไม่เกิน 100 ราย แบ่งเป็นสัดส่วนการใช้งานตามโรงพยาบาล 60% และผู้ใช้งานทั่วไป 40% โดยในช่วงระยะเเรกๆ พวกเขาอาศัยการวิ่งเข้าไปตามโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อแนะนำนวัตกรรมนี้ และยังได้รับโอกาสจากการร่วมงานกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติและ ‘Intouch’ ในนาม AIS ทำโปรเจกต์เพื่อซื้ออุปกรณ์เวอร์ชันแรกทั้งหมด 30 เครื่องไปบริจาคให้โรงพยาบาลรัฐบาลจำนวน 10 แห่ง ส่วนเวอร์ชันล่าสุดโรงพยาบาลอย่างบำรุงราษฎร์, กรุงเทพ, ปิยะเวท, พญาไท, เปาโล และวิชัยยุทธ ก็เริ่มนำอุปกรณ์เข้าไปทดลองใช้กับผู้ป่วยจริงแล้ว โดยมีโรงพยาบาลบางแห่งที่อยู่ในขั้นตอนพิจารณาการจัดซื้ออยู่

     อย่างไรก็ดีปัญหาสำคัญคือราคาวางจำหน่ายที่ยังคงสูงเกินไปเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ตัวผู้ป่วยต้องแบกรับ (ราคาเครื่อง 240,000 บาท) ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีโครงการบริจาคอุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยที่มีความต้องการใช้ หรือโปรโมชันผ่อน 0% เป็นระยะเวลา 10 เดือน, ให้เช่า 8,500 บาทต่อเดือน และลดราคาตามสเปกที่ไม่ต้องการ กระนั้นอุปสรรคด้านราคาและการไม่สามารถบริจาคเป็นจำนวนมากได้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ SenzE ยังคงเข้าถึงผู้ป่วยตามครัวเรือนได้ยากอยู่

     ต่อประเด็นดังกล่าว ปิยะศักดิ์บอกว่า “เราวางแผนไว้ว่าเครื่อง SenzE เวอร์ชันล่าสุดจะทำงานร่วมกับเว็บไซต์ ‘เทใจ’ ที่ดำเนินการระดมทุนเเบบ Crowdfunding กับโรงพยาบาลรัฐบาล 5 แห่ง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยอัมพาต, ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง, ผู้ป่วย ICU, ผู้ป่วยบาดเจ็บกระดูกสันหลัง รวมถึงผู้ป่วยนอนติดเตียงสามารถใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ของเราได้ นอกจากนี้ก็พยายามพูดคุยกับหน่วยงานหลายๆ แห่งเหมือนกัน เช่น ปลัดกระทรวงคมนาคมและกองทุนความปลอดภัยด้านการใช้รถใช้ถนนเพื่อหาลู่ทางการนำเงินรายได้จากการประมูลทะเบียนเลขสวยมาต่อ
ยอดซื้อ SenzE ไปบริจาคให้กับผู้ป่วย ซึ่งเขาก็โอเคเพราะมองว่ามันเป็นประโยชน์ เราพยายามจะผลักดันนวัตกรรมของเราเข้าไปกับหน่วยงานพวกนี้มากขึ้น

     “หากมองในแง่การพัฒนาเทคโนโลยี ผมมองว่าเราทำสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว แต่ในแง่ของการขายก็ยังคงต้องทำการบ้านอีกเยอะ โจทย์สำคัญคือการทำให้เทคโนโลยีของเราเป็นที่รู้จักกว้างขวางกับผู้ใช้ทั่วไปจากทางบ้านมากกว่านี้ เพราะก่อนหน้านี้เรามุ่งให้ความสำคัญกับตัวโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์เป็นส่วนใหญ่มากกว่า

     “ส่วนในอนาคตเรามองถึงโอกาสการไปบุกตลาดต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากยังไม่ค่อยพบเห็นเทคโนโลยีแบบนี้ในเอเชียมากนัก จะมีก็แค่ในญี่ปุ่นหรือเกาหลีที่ Samsung พัฒนาหลังจากเรา 2 ปีเพื่อการกุศล ส่วนสหรัฐอเมริกา แคนนาดา สวีเดน เยอรมัน เดนมาร์ก ก็มีการใช้นวัตกรรมเหล่านี้เช่นกัน ซึ่งในอาเซียนน่าจะมีแค่เราเพียงเจ้าเดียว ดังนั้นเวลาที่นำ SenzE ไปออกบูธในสิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย ก็จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนในประเทศเขามาก แต่ก็คงต้องหาตัวแทนจำหน่ายและพาร์ตเนอร์ให้ได้เสียก่อน”

     ในวันที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยคำพูดหรือท่าทางการเคลื่อนไหวเพื่อบอกความรู้สึก อารมณ์หรือความต้องการได้อีกต่อไป อย่างน้อยที่สุด SenzE ก็น่าจะช่วยเหลือผู้ป่วยทุพพลภาพให้กลับมาสื่อสารและมอบกำลังใจที่งดงามให้กับพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง

     ถ้าคุณสนใจอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ป่วยให้กลับมาสื่อสารได้อีกครั้ง สามารถติดตามโปรเจกต์การระดมทุนเพิ่มเติมได้ที่ taejai.com/en หรือ www.meditechsolution.com

The post ‘เมื่อดวงตาถูกใช้ช่วยเเทนการสื่อสาร’ รู้จัก SenzE นวัตกรรมช่วยเหลือผู้ป่วยทุพพลภาพและสื่อสารลำบาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/senze-eyetrackingsystem/feed/ 0
Marks & Spencer: เราไม่มี ‘แผนบี’ เพราะเรามีโลกแค่ใบเดียว https://thestandard.co/opinion-unconventional-business-marks-and-spencer-because-there-is-no-plan-b/ https://thestandard.co/opinion-unconventional-business-marks-and-spencer-because-there-is-no-plan-b/#respond Mon, 03 Jul 2017 08:34:42 +0000 https://thestandard.co/?p=11624

     ยิ่งผู้บริโภคซื้อเยอะ กินเยอะ และใช […]

The post Marks & Spencer: เราไม่มี ‘แผนบี’ เพราะเรามีโลกแค่ใบเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ยิ่งผู้บริโภคซื้อเยอะ กินเยอะ และใช้เยอะ ธุรกิจค้าปลีกอย่างห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ตก็ยิ่งเติบโต แต่ห้างอย่าง Marks & Spencer (M&S) กลับเลือกประกาศเป้าหมายก้องโลกว่า ตัวเองจะเป็นร้านค้าปลีกที่มีความยั่งยืน (sustainable) ที่สุดในโลกตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน โดยมุ่งมั่นลดผลกระทบทางลบ และสร้างคุณค่าทางบวกในกระบวนการธุรกิจต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

 

 

     ห้างค้าปลีกอายุเกินร้อยแห่งนี้ตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1884 ณ เมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษ ธุรกิจหลักของบริษัทคือการจำหน่ายเสื้อผ้าและของใช้ภายในครัวเรือน นอกจากห้างสรรพสินค้าแล้ว M&S มีซูเปอร์มาร์เก็ตที่จำหน่ายอาหารสดและอาหารแปรรูปต่างๆ ปัจจุบัน M&S มีร้านค้าและสินค้าวางจำหน่ายอยู่ใน 41 ประเทศทั่วโลก  รวมทั้งในประเทศไทย มีพนักงานถึง 85,000 คน มีลูกค้าจำนวน 32 ล้านคน และทำงานกับซัพพลายเออร์กว่า 2,100 องค์กร

     ใน ค.ศ. 2007 เซอร์สจ๊วร์ต โรส (Sir Stuart Rose) ซีอีโอในขณะนั้นตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะสร้างบทบาทของธุรกิจที่แตกต่างได้อย่างไร เขามองว่าในขณะที่เศรษฐกิจอยู่ในจุดที่มั่งคั่งที่สุด แต่ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนมั่งมีกับคนยากจนในสังคมก็มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รวมถึงสิ่งแวดล้อมของโลกก็ถูกทำลายอย่างย่อยยับด้วยความพยายามที่จะ ‘คิดต่าง’ ในการดำเนินธุรกิจ

     เซอร์โรสพาผู้บริหารระดับสูงของ M&S 100 คน ไปดูภาพยนตร์สารคดีชื่อดัง An Inconvenient Truth (ชื่อไทย: เรื่องจริงช็อคโลก) ที่เปิดเผยความจริงที่คนไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง (climate change) ไม่ว่าจะเป็น ภาพหมีขั้วโลกที่กำลังอดตาย หรือภูเขาน้ำแข็งที่กำลังละลายอย่างไม่มีวันหวนกลับ หลังการชมภาพยนตร์ เซอร์โรสได้อีเมลจากผู้บริหารกลุ่มนั้นตอบกลับมาถึง 75 ฉบับ ซึ่งเซอร์โรสถือเป็นการส่งสัญญาณว่า “พวกเราน่าจะร่วมกันทำอะไรกับเรื่องนี้ได้บ้าง”

 

 

     แต่เดิม M&S ก็ทำซีเอสอาร์เหมือนบริษัททั่วไป และใช้ซีเอสอาร์ป้องกันความขัดแย้งกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียฝ่ายต่างๆ เพื่อหาแนวคิดใหม่ เซอร์โรสให้เวลาลูกทีม 3 เดือนในการหาคำตอบ 2 เรื่องคือ หาความหมายของซีเอสอาร์ใหม่ให้บริษัท และหากลยุทธ์ในการเป็นร้านค้าปลีกแห่ง ‘ศตวรรษที่ 21’ ทีมงานกลับมาด้วยกลยุทธ์ที่เรียกว่า ‘แผนเอ’ (Plan A) ที่มีเป้าหมายแสนทะเยอทะยานถึง 100 ข้อที่จะบรรลุให้ได้ภายใน 5 ปี แผนเอครอบคลุมทุกประเด็นสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เป็นความท้าทายในการทำธุรกิจของบริษัท ได้แก่ สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง, ขยะ, การใช้ทรัพยากร, ความสัมพันธ์ทางการค้าที่เป็นธรรม (fair partnerships) และสุขภาพ

 

 

     M&S เรียกกลยุทธ์นี้ว่าแผนเอ เพราะบริษัทไม่มีแผนบี (Plan B) หรือแผนสำรอง เพราะปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วน บริษัทอธิบายไว้ในคำแถลงว่า “เรากำลังทำสิ่งนี้เพราะนี่คือสิ่งที่คุณอยากให้เราทำและมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่จะทำ เราเรียกมันว่าแผนเอ เพราะเราเชื่อว่านี่คือวิธีเดียวเท่านั้นในการทำธุรกิจ ดังนั้นจึงไม่มีแผนบี”

     แผนเอทั้ง 100 ข้อ ถูกนำไปใช้ในทุกส่วนการดำเนินธุรกิจ ไล่มาตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การจัดจำหน่าย การบริโภค ไปจนถึงการทิ้ง เช่น การลดการใช้พลังงานและน้ำ การเปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือก การใช้หลักอาคารเขียว การงดให้ถุงแก่ลูกค้า (ก่อนที่จะกลายเป็นข้อบังคับสาธารณะในภายหลัง) การแก้ปัญหาแรงงาน เช่น ค่าแรง สภาพความเป็นอยู่ และการเพิ่มทักษะในโรงงานผลิตของซัพพลายเออร์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น การส่งเสริมการรีไซเคิลและหาบ้านใหม่ให้เสื้อผ้า การจัดการขยะ การเลือกใช้วัตถุดิบ เช่น ฝ้าย ไม้ อาหารทะเล ชา กาแฟ น้ำมันปาล์ม และเครื่องหนัง ที่ต้องมาจากแหล่งที่ผ่านมาตรฐานความยั่งยืน การใช้มาตรฐานการค้าที่เป็นธรรม (fair trade) การเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยคาร์บอน ฯลฯ โดยการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เริ่มที่ตัว M&S เองก่อน ก่อนจะขยับไปทำงานกับซัพพลายเออร์และผู้บริโภค

     แม้จะเป็นแนวคิดที่ดีต่อโลก แต่เส้นทางของแผนเอไม่ได้ราบรื่น เซอร์โรสกล่าวว่าส่วนที่ท้าทายที่สุดคือ การจูงใจนักลงทุนของบริษัทให้เห็นด้วยกับการลงทุน 200 ล้านปอนด์กับแผนเอ ที่จะไม่ทำกำไรภายใน 5 ปีแรก และไม่ผลักภาระไปให้ผู้บริโภค

 

 

     ผู้ถือหุ้นหนึ่งในสามคิดว่าเขาบ้าและมีเพียงหยิบมือที่เห็นด้วย อย่างไรก็ตามเซอร์โรสพิสูจน์ได้ว่า แผนเอช่วยลดค่าไฟฟ้าของ M&S ไปได้ 25% ในปีแรก และเริ่มทำกำไรได้ 50 ล้านปอนด์ภายในปีที่ 3 และเพิ่มเป็น 105 ล้านปอนด์ในปีที่ 5 เมื่อครบ 5 ปี M&S บรรลุเป้าหมายของแผนเอได้ถึง 94 ข้อ ก่อนที่ซีอีโอคนใหม่จะเพิ่มเป้าไปอีก 80 ข้อสำหรับอีก 5 ปีต่อมา เป้าที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นความตั้งใจของ M&S ในการจัดการปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

     แผนเออาจจะไม่ใช่ ‘ยาวิเศษ’ ที่ช่วยให้ M&S มีผลกำไรเติบโตสวยงาม ผลประกอบการและราคาหุ้นของบริษัทก็ยังมีขึ้นมีลง เพราะการแข่งขันกันอย่างดุเดือดในธุรกิจค้าปลีก แต่แผนเอช่วยให้ M&S พบนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การออกแบบเสื้อผ้าที่ง่ายต่อการรีไซเคิล ร้านค้าแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (eco-store) เป็นต้น ทำให้ M&S ได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้นำด้านความยั่งยืนและมีความโปร่งใส เพราะทุกปี M&S จะรายงานสถานะของแผนเอแต่ละข้อว่าเป็นไปตามเป้า, อยู่ในระหว่างการดำเนินการ, ล่าช้ากว่าแผน หรือยกเลิกแผนอย่างตรงไปตรงมาพร้อมเหตุผล และมีการตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอก แผนเอยังช่วยดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาทำงานกับบริษัท และจูงใจให้ซัพพลายเออร์อยู่กันไปนานๆ

 

 

     ทุกวันนี้ M&S เป็นร้านค้าปลีกแห่งแรกและแห่งเดียวของโลกที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (carbon neutral) บริษัทไม่ได้ส่งขยะไปทิ้งที่ทิ้งขยะ (zero waste) มาตั้งแต่ ค.ศ. 2012 แผนเอทำให้ M&S มีสินค้าที่มาจากแหล่งที่มีความยั่งยืนได้ถึง 79% ลดการใช้ถุงไปได้ 4,000 ล้านใบ หาบ้านใหม่ให้เสื้อผ้าได้ 27 ล้านชิ้น สร้างประสิทธิภาพพลังงานได้ 39% ช่วยให้แรงงานของซัพพลายเออร์เกือบ 890,000 คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอื่นๆ แผนเอยังคงเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปจนถึง ค.ศ. 2025

     เมื่อครั้งที่ผู้เขียนไปประเทศอังกฤษเมื่อหลายปีก่อน และได้มีโอกาสซื้ออาหารที่ M&S และพบว่าบรรจุภัณฑ์จะระบุไว้ว่าชิ้นไหนรีไซเคิลได้บ้าง ส่วนชิ้นไหนที่รีไซเคิลไม่ได้จะเขียนไว้ว่า “ในทุกๆ วัน M&S กำลังหาวิธีที่จะทำให้บรรจุภัณฑ์ชิ้นนี้รีไซเคิลให้ได้” แผนเออยู่ในสิ่งเล็กๆ อย่างบรรจุภัณฑ์และในทุกส่วนของ M&S และไม่ได้เป็นแค่กลยุทธ์บ้าระห่ำที่ทำเพื่อการประชาสัมพันธ์ แต่เป็นจิตวิญญาณของการทำธุรกิจที่ ‘ยั่งยืน’ และดีต่อโลกที่มีเหลืออยู่แค่เพียงใบเดียว

 

อ้างอิง:

The post Marks & Spencer: เราไม่มี ‘แผนบี’ เพราะเรามีโลกแค่ใบเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/opinion-unconventional-business-marks-and-spencer-because-there-is-no-plan-b/feed/ 0