Cracked Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/cracked/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 25 May 2023 11:54:02 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 CRACKED: Tina Turner จากอดีตอันเจ็บปวดและทรมาน นี่คือศิลปินหญิงที่สู้สุดชีวิตเพื่อฝันของเธอ https://thestandard.co/tina-turner-who-fought-for-her-dreams/ Thu, 25 May 2023 11:53:34 +0000 https://thestandard.co/?p=795241 Tina Turner

Tina Turner ศิลปินผู้ได้รับการขนานนามว่า ‘Queen of Rock […]

The post CRACKED: Tina Turner จากอดีตอันเจ็บปวดและทรมาน นี่คือศิลปินหญิงที่สู้สุดชีวิตเพื่อฝันของเธอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tina Turner

Tina Turner ศิลปินผู้ได้รับการขนานนามว่า ‘Queen of Rock ‘n’ Roll’ จากโลกนี้ไปอย่างสงบด้วยวัย 83 ปี จากอาการป่วยเรื้อรัง เหลือทิ้งไว้ซึ่งผลงานเพลงที่เป็นที่จดจำของแฟนๆ มากมาย ทั้ง What’s Love Got to Do with It, A Fool in Love, The Best, Better Be Good to Me และอื่นๆ

 

เส้นทางชีวิตกว่าจะถึงจุดที่ประสบความสำเร็จ นอกจากจะเหนื่อยยากแสนลำบากแล้ว ยังเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ Tina Turner ใช้เวลาทั้งชีวิตพิสูจน์ตัวเองว่าเธอคือศิลปินเปี่ยมความฝันและความเชื่อ และเธอไม่เคยยอมแพ้

 

Tina Turner

ภาพ: @tinaturner / Instagram

 

เส้นทางศิลปินเริ่มต้นที่ไนต์คลับ

 

Tina Turner คือเด็กสาวที่เติบโตในรัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา (ชื่อเดิม Anna Mae Bullock) เธอเติบโตมาโดยปราศจากการดูแลของพ่อแม่ เนื่องจากพวกเขาต้องออกไปทำงานต่างถิ่นอยู่ตลอด เธอจึงได้รับการดูแลจากคุณยายและพี่สาว หลังจากเรียนจบไฮสคูล Tina เริ่มทำงานในสายผู้ช่วยพยาบาล เพื่อหวังว่าวันหนึ่งจะเป็นอาชีพเพื่อหาเลี้ยงชีพ

 

ในช่วงชีวิตวัยรุ่น เธอเองก็คงไม่คิดว่าการไปเที่ยวไนต์คลับย่านเซนต์หลุยส์ และอีสต์เซนต์หลุยส์ในรัฐอิลลินอยส์บ่อยๆ จะเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล เพราะที่นั่นเองเธอได้พบกับ Ike Turner (ไอค์ เทอร์เนอร์) อดีตสามีที่ตอนนั้นเขาเป็นนักร้องนำวง Kings of Rhythm และเขาชักชวนเธอไปร่วมร้องเพลงในฐานะนักร้องสนับสนุน และนั่นคือก้าวแรกในการเป็นศิลปินกับการเป็นศิลปินดูโอ้ร่วมกับ Ike ในชื่อ Ike and Tina Turner

 

ในปี 1960 Ike และ Tina Turner ร่วมกันทำงานเพลงเดบิวต์ซิงเกิลที่ชื่อ A Fool in Love และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ติดชาร์ต Top 30 ของ Billboard Hot 100 และในปีต่อมาพวกเขาปล่อยเพลง It’s Gonna Work Out Fine ที่ส่งให้ดูโอ้ชายหญิงคู่นี้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่เป็นครั้งแรกในสาขา Best Rock and Roll Performance

 

Tina Turner

ภาพ: @tinaturner / Instagram 

 

ผู้หญิงผู้ต่อสู้กับ Toxic Relationship และการทำร้ายร่างกาย

 

ระหว่างการแต่งงานกับ Ike Turner นั้นเหมือนการต่อสู้กับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษและการถูกทำร้ายร่างกาย Ike เริ่มติดแอลกอฮอล์และโคเคนอย่างหนัก รวมถึงการเริ่มเขียนเพลงบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ของเขากับผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ Tina และนั่นเป็นสัญญาณของความรุนแรงต่อร่างกายและจิตใจของเธอ

 

ครั้งแรกที่ Tina Turner ตัดสินใจว่าจะไม่ออกไปทัวร์ร้องเพลงกับเขาอีกแล้ว เขาใช้ Shoe Stretcher (อุปกรณ์ขยายรองเท้าที่ไว้ใช้กับรองเท้าหนัง) ทำร้ายเธอ และเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาที่เธอใช้ชีวิตอยู่กับเขา

 

“ฉันซื่อสัตย์กับ Ike มากในตอนนั้น และฉันไม่อยากทำร้ายเขา เพราะฉันรู้ว่าถ้าฉันออกจากการร้องเพลงกับเขาคงไม่มีใครร้องแล้ว และหลายๆ ครั้งที่ฉันโดนทำร้าย กลายเป็นฉันที่รู้สึกผิดแทนเขา ฉันรู้สึกสงสารเขา เหมือนฉันโดนล้างสมอง” Tina Turner เคยให้สัมภาษณ์กับ Rolling Stone ไว้ในปี 1984

 

นอกจากนี้หลายๆ การให้สัมภาษณ์ของ Tina Turner ยังเล่าความรุนแรงจากอดีตสามีในครั้งอื่นๆ อีกเช่น มีครั้งหนึ่งที่เขาทำร้ายเธอขณะอยู่ในห้องแต่งตัว และเธอกำลังต้องขึ้นแสดง ทำให้ระหว่างร้องเพลงอยู่บนเวทีเธอรู้สึกว่าเลือดกำลังไหลลงคอ Tina พยายามจะจบความสัมพันธ์หลายต่อหลายครั้งในตลอดระยะเวลาร่วมทศวรรษที่ผ่านมา แต่เคยมีครั้งหนึ่งที่ Ike ตามเธอขึ้นไปบนรถโดยสาร และเธอยังเล่าอีกว่ามักจะใช้การแต่งหน้าเพื่อกลบเกลื่อนรอยฟกช้ำต่างๆ

 

“ความสัมพันธ์ของฉันกับ Ike พังทลายลงเมื่อฉันพบว่า Ike คิดว่าฉันเป็นเพียงตัวทำเงินของเขาเท่านั้น เขาต้องการควบคุมฉันทั้งทางร่างกาย จิตใจ หรือแม้แต่ทางด้านการเงินก็ตาม ฉันเลยออกมาจากความสัมพันธ์นั้นไม่ได้”

 

แต่เรื่องราวที่ทำให้ Tina Turner สะบั้นความสัมพันธ์กับสามีอย่างถาวร คือครั้งเดินทางไปแสดงที่เมืองดัลลัส สหรัฐอเมริกา ในเดือนกรกฎาคม 1976 เธอเขียนไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของเธอเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ว่า หลังจากเดินทางถึงดัลลัส สามีของเธอเริ่มทุบตีบนรถระหว่างทางไปโรงแรม และเมื่อสามีเธอหลับไปในคืนนั้น เธอตัดสินใจหนีออกมากับบัตรเครดิตหนึ่งใบ และเงินเพียง 36 เซนต์เท่านั้น ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อน และเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายในที่สุด

 

Tina Turner

ภาพ: @tinaturner / Instagram  

 

ชีวิตหลังมรสุมคือฟ้าใหม่ที่สวยงาม

 

บุคคลสำคัญในชีวิตที่พาชีวิตอันสวยงามของ Tina Turner มาให้คือ Roger Davies ผู้จัดการคนใหม่ชาวออสเตรเลีย ซึ่งคอยช่วยเหลือเธอในเส้นทางการเป็นศิลปินเดี่ยว เช่นการให้ไปออกรายการวาไรตี้ต่างๆ ไปแสดงคอนเสิร์ต รวมถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในการเป็นศิลปินคือการไปร่วมงานกับวงซินธ์ป๊อป Heaven 17 ในประเทศอังกฤษ และ Roger แนะนำให้ทำคัฟเวอร์เพลง Let’s Stay Together ของ Al Green กับพวกเขา และแน่นอนว่ามันโด่งดังมาก ติดชาร์ต Top 30 ในสหรัฐอเมริกา และหลังจากนั้นก็ได้เริ่มทำอัลบั้มใหม่ที่ชื่อ Private Dancer ที่ได้รับความช่วยเหลือจาก David Bowie เพื่อนของเธอนั่นเอง

 

หลังจากอัลบั้มนั้นปล่อยออกไปก็ขายได้กว่า 10 ล้านก๊อบปี้ และยังชนะรางวัลแกรมมี่ถึง 3 ตัว และเพลงที่เรียกว่าประสบความสำเร็จสูงสุดอย่าง What’s Love Got to Do with It ก็เป็นเสมือนการเกิดใหม่ แม้จะเป็นเพลงที่เธอไม่อยากจะร้องในตอนแรก ซึ่งเพลงดังกล่าวยังมาพร้อมกับลุคสุดไอคอนิก วิกฟูๆ รองเท้าส้นสูง และถุงน่องตาข่าย ซึ่งเป็นลุคใหม่และทำให้ Tina Turner เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนฟังรุ่นใหม่ๆ ด้วย

 

ชื่อของ Tina Turner กลับมาสู่แวดวงวัฒนธรรมป๊อปอีกครั้ง เธอแสดงภาพยนตร์เรื่อง Mad Max Beyond Thunderdome เคียงข้าง Mel Gibson แถมเพลงที่ร้องประกอบภาพยนตร์ที่ชื่อ One of the Living ก็ได้รางวัล Best Female Rock Vocal Performance จากแกรมมี่อวอร์ดสอีก! นอกจากนั้นยังมีเพลงฮิตออกมาอีกหลายอัลบั้ม รวมถึงบัตรคอนเสิร์ตยังขายหมดทุกครั้งมาตลอดยุคปลาย 80 ถึงต้น 90 และได้ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ 007: Golden Eye อีก!

 

Tina Turner ได้ทำในสิ่งที่ศิลปินหญิงคนหนึ่งอยากทำ เพื่อสร้างความฝันและความเชื่อของเธอให้มันเป็นจริง

 

Tina Turner

ภาพ: @tinaturner / Instagram 

 

ศิลปินผู้เป็นที่รักและแรงบันดาลใจ

 

Tina Turner เป็นต้นแบบของศิลปินอีกหลายคน นอกจากเสียงอันเป็นเอกลักษณ์และความชื่นชอบในแนวดนตรีร็อก อาร์แอนด์บี และโซลแล้ว การแสดงของเธอก็ทรงพลังแบบหาตัวจับได้ยาก ซึ่งมันถูกส่งต่อมายังศิลปินอย่าง Mary J. Blige, Janet Jackson, Janelle Monáe, Kelly Clarkson หรือ Beyoncé

 

โดยเฉพาะควีนบีที่มักจะให้เครดิตว่า Tina Turner เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจหลักในเส้นทางการเป็นศิลปิน เพราะดูเทปการแสดงของ Tina ตั้งแต่เด็ก และอยากเป็นแบบเธอให้ได้ Beyoncé ยังเคยกล่าวให้เกียรติไอดอลของเธอไว้ว่า “เมื่อฉันคิดถึงแรงบันดาลใจ ฉันคิดถึง Tina ทั้งสองคนในชีวิตฉัน หนึ่งคือแม่ของฉัน สองคือ Tina Turner”

 

ส่วน Janet Jackson เองก็เคยให้สัมภาษณ์กับ Rolling Stone ว่า “Tina เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการอยู่รอดและสวยงาม บทเพลงของเธอเป็นสิ่งที่เยียวยาจิตใจ”

 

และแม้ว่าวันนี้ Tina Turner จะจากโลกนี้ไปอย่างสงบ แต่ผลงานและตัวตนสุดแกร่งจะเป็นสิ่งที่โลกนี้จะไม่มีวันลืม Tina Turner คือตัวแทนของผู้หญิงที่ต่อสู้เพื่อความฝันและชีวิตของเธออย่างแท้จริง ทั้งยังนำเรื่องราวส่วนตัวมาบอกเล่าเพื่อเป็นบทเรียนให้แก่ผู้คนอื่นๆ ที่เคยเผชิญเรื่องราวแบบเดียวกันกับเธอ

 

“ความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนมาจากจิตวิญญาณของความหวัง และจะส่องแสงความหวังได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

 

THE STANDARD POP ขอร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ Tina Turner มา ณ ที่นี้

 

อ้างอิง:

The post CRACKED: Tina Turner จากอดีตอันเจ็บปวดและทรมาน นี่คือศิลปินหญิงที่สู้สุดชีวิตเพื่อฝันของเธอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRACKED: Grammy RS Concerts การร่วมมือ ‘ที่น่าจดจำ’ เราจะได้เจออะไรบ้าง เมื่อ 2 ค่ายเพลงยักษ์มาทำงานด้วยกัน! https://thestandard.co/cracked-grammy-rs-concerts/ Tue, 28 Mar 2023 06:24:28 +0000 https://thestandard.co/?p=769674 Grammy RS concerts

นับเป็นวินาทีประวัติศาสตร์ของแฟนเพลง Grammy และ RS ที่ใ […]

The post CRACKED: Grammy RS Concerts การร่วมมือ ‘ที่น่าจดจำ’ เราจะได้เจออะไรบ้าง เมื่อ 2 ค่ายเพลงยักษ์มาทำงานด้วยกัน! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Grammy RS concerts

นับเป็นวินาทีประวัติศาสตร์ของแฟนเพลง Grammy และ RS ที่ในที่สุดทั้งสองบ้านก็เปิดเผยโปรเจกต์ใหญ่แห่งปี จัดตั้งกิจการร่วมค้า ACROSS THE UNIVERSE JOINT VENTURE เพื่อจัดคอนเสิร์ตร่วมกัน และผู้ชมอย่างเราๆ กำลังได้จะเจออะไรบ้าง? หากสองจักรวาลแห่งวงการดนตรีนี้มาบรรจบกัน

 

Grammy x RS น่าตื่นเต้นอย่างไร?

แน่นอนว่าถ้าใครเติบโตมากับเพลงไทยตั้งแต่ยุค 90 ถึง 2000 จะรับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่ของ 2 ค่ายเพลงนี้เป็นอย่างดี พวกเขาสร้างสรรค์ผลงานและศิลปินออกมามากมายเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการเพลงไทย แต่อีกนัยหนึ่งนี่คือคู่แข่งขันที่แข็งแรงและน่ากลัวที่สุดในยุคหนึ่ง ทั้งในมิติของธุรกิจเพลงและการปั้นศิลปิน/นักแสดงประดับวงการ ฉะนั้นการที่ได้เห็นทั้ง 2 ค่ายเสาหลักมารวมตัวกันดูเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สุดๆ แต่มันกำลังจะเกิดขึ้นแล้วที่คู่แข่งกำลังจะกลายเป็นคู่ค้า

 

ความน่าตื่นเต้นอีกเรื่องคือการร่วมมือครั้งนี้จะใช้ระยะเวลาต่อเนื่องถึง 3 ปี โดยทั้ง 2 บริษัทลงนามตกลงความร่วมมือในการหยิบจุดแข็งของทั้ง 2 บริษัท ร่วมลงทุน ร่วมลงความเชี่ยวชาญ ซึ่งโชว์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะได้รับการดูแลจากทีม GMM Show จาก ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม ที่มีประสบการณ์ในการจัดคอนเสิร์ตมามากมาย และสิ่งที่แฟนๆ ต้องลุ้นต่อคือในคอนเสิร์ตแต่ละครั้งจะมีการกำหนดหน้าหนังการแสดงเป็นปีต่อปี ซึ่งในปีนี้จะมีทั้งหมด 3 ครั้ง คือ 29-30 กรกฎาคม, 9-10 กันยายน และ 28-29 ตุลาคม ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

 

กรณีศึกษา ‘การร่วมมือ’ ที่น่าจดจำ

“จีบกันไปมาทาบทามตลอดหลายปีที่ผ่านมา และถึงเวลาที่เหมาะสม เป็นช่วงของทีมงาน New Generation ที่จะเดินไปข้างหน้าในการทำธุรกิจร่วมกัน” เจ๋อ-ภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวไว้ในงานแถลงข่าว ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆ ที่ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นได้ ซึ่งประจวบเหมาะจริงๆ กับที่ RS เองกลับมาทำธุรกิจเพลงอีกครั้ง และ Insight Data ของแฟนๆ ฟาก Grammy ก็เรียกร้องสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ

 

การร่วมมือกันในครั้งนี้ของ Grammy และ RS จะมีบทบาทในการทำงานในรูปแบบของ Joint Venture (กิจการร่วมค้า) สำหรับการจัดคอนเสิร์ตระดับซูเปอร์สเกลในระยะเวลา 3 ปีที่เรียกว่า Trilogy Series Concert โดยมีการตัดสินใจและช่วยเหลือร่วมกันในทุกๆ เรื่อง ซึ่งในส่วนของ Grammy เองจะเน้นเรื่องกลยุทธ์ของธุรกิจ (Business Strategy), สร้างครีเอทีฟคอนเซปต์ และงานโปรดักชัน ส่วนฟาก RS จะรับบทบาททางด้านการดูแลงบประมาณ งานประชาสัมพันธ์ และติดต่อประสานงานศิลปิน ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองค่ายจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด หยิบเอาจุดแข็งของพวกเขามาใช้ทำงานร่วมกัน ศึกษาเรียนรู้ความเก่งกาจของทั้งสองฝ่ายเพื่อตอบแทนผู้บริโภค โดยตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 220 ล้านบาทสำหรับกิจการร่วมค้านี้

 

“นอกจากให้ศิลปินได้ร้องเพลงและเต้นกันแบบเต็มที่ เราก็คาดหวังให้แฟนคลับ ศิลปิน ทีมงานทุกๆ คน มีความสุขจากการเข้าร่วม และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของคอนเสิร์ต Grammy RS ไปด้วยกัน” วิทวัส เวชชบุษกร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ในฐานะกรรมการกิจการร่วมค้าอะครอสเดอะยูนิเวิร์ส กล่าวในงานแถลงข่าว

 

นอกเหนือการร่วมมือกันในทางธุรกิจแล้ว การประกาศรายชื่อศิลปินกว่า 100 ชีวิตออกมาก็นับเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับแฟนเพลงอย่างมาก นี่อาจเป็นสิ่งที่แฟนเพลงไทยจำนวนหนึ่งรอคอยมาทั้งชีวิต! ไม่ว่าจะเป็น เจ เจตริน, ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง, คริสติน่า อากีล่าร์, แร็พเตอร์, ใหม่ เจริญปุระ, โดม-ปกรณ์ ลัม, มอส ปฏิภาณ, ลิฟท์-ออย, ทาทา ยัง, เต๋า สมชาย, นิโคล เทริโอ, เจมส์ เรืองศักดิ์, มาช่า วัฒนพานิช, นุ๊ก สุทธิดา, นัท มีเรีย, เกิร์ลลี่ เบอร์รี่, ซาซ่า, โฟร์ ศกลรัตน์, กอล์ฟ พิชญะ, หวาย, 2002 ราตรี, ไชน่าดอลส์, แคทรียา อิงลิช, เนโกะจัมพ์, หญิง รฐา, เฟย์ ฟาง แก้ว, เป๊ก ผลิตโชค, แดน-บีม, ลิเดีย ศรัณย์รัชต์, ชิน ชินวุฒ, บาซู, ไอซ์ ศรัณยู, ดัง พันกร, แบงค์ ปรีติ, ปาน ธนพร, หนุ่ม กะลา, แหม่ม พัชริดา, โบ สุนิตา, ฟลุ๊ค ไอน้ำ, อ๊อฟ ปองศักดิ์, ศรราม, จั๊ก ชวิน, นิว-จิ๋ว, โจ๊ก โซคูล, อู๋ ธรรพ์ณธร, แอม เสาวลักษณ์, หญิงลี, ไท ธนาวุฒิ, ปีเตอร์ คอร์ป, อี๊ด ฟลาย, ป๊อบ ปองกูล, อนัน อันวา และศิลปินอีกมากมาย

 

โดย 3 คอนเสิร์ตในปีนี้จัดเต็มไว้สำหรับแฟนเพลงยุค 90 ถึง 2000 โดยมีการแง้มๆ มาแล้วว่า เจ เจตริน และ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง เริ่มเลือกเพลงกันแล้ว หรือการที่ โบ สุนิตา กับ ปาน ธนพร ต้องมาเจอกันอีกครั้ง ครั้งนี้จะบียอนด์กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา!

 

โมเมนต์พิเศษจากเรื่องที่เราไม่เคยรู้

นอกเหนือจากคอนเสิร์ตที่เหล่าศิลปินจาก Grammy และ RS จะมาร่วมสนุกกันตลอดปีนี้และในอีก 2 ปีข้างหน้า สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือโมเมนต์เล็กๆ น้อยๆ ในงานแถลงข่าวที่แฟนเพลงจะได้รู้เรื่องราวหลังตึกจากปากศิลปินทั้ง 2 บ้าน จากในฐานะคู่แข่งแต่ได้ผันตัวมาร่วมงานกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอย่างโมเมนต์สมัยแดน-บีมทำอัลบั้มร่วมกันที่มีเพลงอย่าง ไปน่ารักไกลๆ หน่อย ก็เต็มไปด้วยความมั่นใจว่าเพลงของพวกเขาจะดังสุดๆ แบบไม่มีใครมาขัด แต่เพลง คนใจง่าย ของ ไอซ์ ศรัณยู ก็มาแย่งซีนไปได้พอสมควร และนอกจากนี้คุณรู้หรือเปล่าว่านางเอกมิวสิกวิดีโอเพลง พี่ชาย..(ที่ไม่แสนดี) ของ หญิง รฐา นั้นคือ กิ๊บซี่ วนิดา หรือ กิ๊บซี่ เกิร์ลลี่ เบอร์รี่ นั่นเอง!

 

หรือการที่ มอส ปฏิภาณ กับ เต๋า สมชาย ที่โดนวางโพสิชันให้เป็นคู่แข่งกันทั้งๆ ที่เป็นเพื่อนกัน และมักจะต้องทำงานอยู่บนแนวคิดว่าจะต้องเอาชนะอีกฝ่ายเสมอ ส่วนศิลปินอย่าง นิว นภัสสร, เป๊ก ผลิตโชค เองก็เคยไปทำสกรีนเทสต์ที่ RS มาก่อน หรือ ลิเดีย และ บีม กวี เองก็เคยไปออดิชันที่ Grammy มาก่อนด้วย ซึ่งเราก็ต้องมาดูกันต่อว่าจะมีโมเมนต์อะไรที่เราไม่เคยรู้มาก่อนอีกบ้างจากศิลปิน 2 บ้านนี้

 

เตรียมรับแรงกระแทกที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการเพลงไทย และคุณสามารถติดตามรายละเอียดของทุกคอนเสิร์ตจาก GMM Music และ RS MUSIC เพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/GRAMMYRSCONCERTS/ และทาง Instagram และ Twitter ของ Grammy RS Concerts

The post CRACKED: Grammy RS Concerts การร่วมมือ ‘ที่น่าจดจำ’ เราจะได้เจออะไรบ้าง เมื่อ 2 ค่ายเพลงยักษ์มาทำงานด้วยกัน! appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRACKED: จากบทประพันธ์ของ ‘ภาคินัย’ สู่ละครโทรทัศน์ รำลึกความสำเร็จของงานที่เขียนด้วยใจ https://thestandard.co/cracked-phakhinai-kasirak/ Tue, 21 Mar 2023 12:17:12 +0000 https://thestandard.co/?p=766453 ภาคินัย

ภาคินัย คือนามปากกาและชื่อจริงของ แอมป์-ภาคินัย กสิรักษ […]

The post CRACKED: จากบทประพันธ์ของ ‘ภาคินัย’ สู่ละครโทรทัศน์ รำลึกความสำเร็จของงานที่เขียนด้วยใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาคินัย

ภาคินัย คือนามปากกาและชื่อจริงของ แอมป์-ภาคินัย กสิรักษ์ ซึ่งหากใครเป็นคอหนังสือจะคุ้นชื่อของเขาอย่างมากในฐานะของนักเขียนนิยายสยองขวัญชื่อต้นๆ ของวงการ และเขาได้ล่วงลับไปอย่างสงบเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (19 มีนาคม 2566) ฝากไว้ซึ่งผลงานเขียนที่สร้างปรากฏการณ์มากมาย ทั้งในแง่คำชื่นชม ความสนุก การหักมุม และการผูกโยงเรื่องแบบที่ไม่มีใครเหมือน

 

ผลงานของภาคินัยยังได้รับการยอมรับในวงกว้างจากการที่บทประพันธ์ของเขาถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์และซีรีส์มากมาย และวันนี้ THE STANDARD POP ขอร่วมรำลึกผลงานของเขาบนจอโทรทัศน์ ทบทวนปรากฏการณ์และงานที่น่าจดจำ

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ภาคินัย

ภาพ: ภาคินัย กสิรักษ์

 

นักเขียนสยองขวัญเบอร์ต้นที่หลายคนจำชื่อได้

เดิมทีภาคินัยเกิดที่จังหวัดสุโขทัย แต่ไปเติบโตที่จังหวัดเพชรบุรี ก่อนจะเข้าเรียนต่อทางด้านสื่อสารมวลชนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง 

 

จุดเริ่มต้นในการเขียนหนังสือของภาคินัยเกิดจากที่เขาชื่นชอบการเขียนอย่างมาก ทั้งเขียนกลอนและบทความ โดยแรกๆ เขาส่งงานเขียนของเขาไปตีพิมพ์ในนิตยสารต่างๆ เช่น HAMBURGER และ I LIKE รวมถึงยังได้ร่วมทีมเขียนบทละครให้กับทางค่าย RS ในตอนนั้นอย่างเรื่อง รักของนายดอกไม้ (2548) หรือ คุณชายร้ายเล่มเกวียน (2549) ซึ่งเป็นการคิดพล็อตเองของเขาเป็นครั้งแรก

 

แต่จุดเริ่มต้นของการเป็นนักเขียนที่ชื่อ ภาคินัย จริงๆ คือในปี 2547 ที่เขาได้มีพ็อกเก็ตบุ๊กเป็นของตัวเองเล่มแรกในชื่อ ความรักกัดขา (วันที่หมาติดปาก) กับสำนักพิมพ์อักขระบันเทิง (Sofa Publishing ในปัจจุบัน) ผ่านการเชิญชวนของ ต้องตา ตั้งชูวงษ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์ในขณะนั้น และปัจจุบันภาคินัยมีผลงานของตัวเองแล้วกว่า 70 เล่ม

 

ภาคินัย

ภาพ: หนังสือและละครเรื่อง ‘นางชฎา

 

นางชฎา จุดเปลี่ยนของภาคินัย

แม้จะเริ่มมีหนังสือตีพิมพ์เป็นของตัวเองแล้ว ภาคินัยก็มองหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับตัวเองจากการเริ่มเขียนนิยายขนาดยาว เขาใช้ความชอบส่วนตัวในการดูหนังระทึกขวัญสยองขวัญ บวกกับการได้แรงบันดาลใจจาก สรจักร ศิริบริรักษ์ นักเขียนเรื่องสั้นแนวเขย่าขวัญชื่อดังของประเทศที่เขาชื่นชอบงานเป็นพิเศษ มาสร้างพล็อตเรื่องที่ชื่อว่า ‘นางชฎา’ เพื่อนำไปเสนอกับทางสำนักพิมพ์ 

 

นางชฎา คือเรื่องราวของ ‘เตชิส’ และ ‘ชมพู’ คู่รักที่เลือกซื้อบ้านหลังหนึ่งไกลจากตัวเมืองเป็นเรือนหอ แต่กลับต้องพบกับความผิดปกติบางอย่างคล้ายจะเป็นบ้านที่มีผีสิง และในขณะเดียวกัน ชมพูก็พบว่าเพื่อนในกลุ่มของเธอพากันล้มตายทีละคนจากการแก้แค้นของเพื่อนในอดีตของเธอ 

 

และผลงานเรื่องนี้ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนของภาคินัยและสำนักพิมพ์ เพราะหลังจากนิยายวางขาย ช่อง 7HD และโพลีพลัส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ก็ทาบทามติดต่อเพื่อซื้อลิขสิทธิ์นิยายเรื่องนี้มาดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ในปี 2558 

 

เวอร์ชันละครโทรทัศน์ของ นางชฎา กำกับการแสดงโดย มะตูม-ปรีดาภรณ์ บัวตูม และมีนักแสดงอย่าง ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ และ กันต์ กันตถาวร นำแสดง ซึ่งต้องนับว่าเป็นหนึ่งในละครที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของช่อง 7HD ในยุคทีวีดิจิทัล เพราะกวาดเรตติ้งเฉลี่ยไปที่ 11.465 ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 ตามหลังละครอย่าง บุพเพสันนิวาส และ นาคี 

 

ซึ่งนับเป็นผลงานการดัดแปลงจากบทประพันธ์ของภาคินัยที่แทบจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จสูงสุดอย่างแท้จริง นอกจากตัวเรื่องที่สนุกสนานถูกใจคอละครแล้ว ผู้ชมยังติดตามดูความโหดเหี้ยมของผีริลณีที่ตามล้างแค้นเพื่อนๆ ของเธอแบบสาแก่ใจ!

 

“และนั่นก็เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ทั้งของสำนักพิมพ์ Sofa และนักเขียนที่ชื่อ ภาคินัย” 

 

นี่คือข้อความที่อยู่ในบทบรรณาธิการของหนังสืออีกเล่มของเขาที่ชื่อว่า ชฎานาง หลังจากความสำเร็จดังกล่าว ภาคินัยจึงกลายเป็นชื่อที่คอหนังสือและแฟนละครเริ่มรู้จักมากขึ้น และมักจะรอคอยว่าผลงานไหนของเขาจะกลายมาเป็นละครให้ได้ชมอีก แถมนิยายเรื่องนี้ยังฮอตฮิตขนาดว่ามีเวอร์ชันแปลเป็นภาษาอื่นๆ ด้วย

 

ภาคินัย

ภาพ: ละครเรื่อง นางแค้น

 

จากบทประพันธ์สุดสนุกสู่จอโทรทัศน์

ภาคินัยรู้สึกดีใจมากๆ ที่ผลงานของเขาในฐานะนักเขียนบทประพันธ์รุ่นใหม่ได้รับเลือกไปดัดแปลงเป็นละคร เพราะก่อนหน้านี้ละครของแต่ละช่องส่วนใหญ่มักนำมาจากบทประพันธ์ของนักเขียนระดับขึ้นหิ้งทั้งนั้น ประจวบกับการมาถึงของยุคทีวีดิจิทัลที่การแข่งขันสูงขึ้น บทประพันธ์ของนักเขียนรุ่นใหม่ๆ จึงได้รับความสนใจมากขึ้นตามไปด้วย เพื่อค้นหาความแปลกใหม่ให้กับพล็อตละคร โดยเฉพาะกับงานของภาคินัยที่มักจะมีตัวละครผู้หญิงเป็นตัวดำเนินเรื่อง และมีคาแรกเตอร์ที่ต้องต่อสู้กับความโหดร้ายจากตัวละครอื่นๆ หรือสังคมนั้นๆ ของตัวละคร

 

“ถือว่าเป็นโอกาสอันดีนะครับที่วงการละครได้มีนิยายของนักเขียนหน้าใหม่มาทำละครออกอากาศ จะได้เห็นมุมมองใหม่ๆ พล็อตใหม่ๆ เรื่องราวใหม่ๆ ให้คนดูได้ชมเพื่อความบันเทิง” 

 

ภาคินัย

ภาพ: ละครเรื่อง บ่วงสไบ

 

นอกเหนือจาก นางชฎา แล้ว ยังมีผลงานของภาคินัยอีกจำนวนมากที่ถูกดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็น นางแค้น ทางช่อง Workpoint 23 ละครที่ว่าด้วยเรื่องการฆาตกรรมและการแก้แค้นในโรงละครคาบาเรต์โชว์ ที่ได้ ปอย ตรีชฎา มาเป็น ‘ซินดี้’ ผีสาวแค้นแรง และสร้างการพูดถึงทั้งในแง่ของเรื่องราวสุดสนุก และการลุยตลาดละครของช่อง Workpoint ได้ในระดับหนึ่ง

 

รวมถึงยังมีการหยิบเอาบทประพันธ์ชุด 7 วันจองเวรที่ประกอบไปด้วย Ward ห้องคลอดมรณะ, Mirror กระจกสั่งตาย, Haunted อาถรรพ์เรือนลั่นทม, Theater ตีตั๋วไปตาย, Stairs 12 ขั้น…บันไดผี, Reality ท้าคนเป็น เห็นคนตาย และ Holy ศพ-เซ่น-ศาล ไปดัดแปลงเป็นซีรีส์ขนาดยาวด้วยในปี 2558 และยังมีซีซัน 2 ตามออกมาในปี 2560 

 

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายบทประพันธ์ของภาคินัยที่นำไปดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ได้น่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็น บ่วงสไบ (2562) งานแสดงชิ้นสุดท้ายในฐานะนักแสดงช่อง 7HD ของ กรีน-อัษฎาพร สิริวัฒน์ธนกุล ที่ประชันบทบาทกับ ทับทิม-อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์ ที่การแสดงในบท ‘แก้ว’ ส่งให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมบนเวที Asian Television Awards ครั้งที่ 24, เรือนร่มงิ้ว (2564) ที่เป็นละครสร้างชื่อให้กับทางช่อง 8 หรือ หงส์ในกรงกา (2566) ที่กำลังฉายอยู่ เป็นต้น

 

ภาคินัย

ภาพ: K10 Global Content

 

ทั้งนี้ยังมีผลงานของภาคินัยอีกมากมายที่เตรียมนำไปสร้างเป็นละคร ทั้งที่ยังเป็นโปรเจกต์อยู่หรือเริ่มถ่ายทำไปแล้ว เช่น เรือนชฎานาง ทางช่อง 8, Time หมุนเวลาตาย ที่ปัจจุบันลิขสิทธิ์นั้นอยู่ในมือของค่าย CHANGE2561 ของ ฉอด-สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา, The Whisperer ศพกระซิบ ซีรีส์วายที่ตอนนี้อยู่ภายใต้การสร้างของ K10 Global Content 

 

และไม่ได้มีเพียงนิยายสยองขวัญของเขาเท่านั้น แต่นิยายโรแมนซ์หลายๆ เรื่องของเขาเองก็เข้าตาผู้จัดและถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างละครเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ซินเดอเรลล่ารองเท้าแตะ (2556) นำแสดงโดย มิน พีชญา และ เป้ อารักษ์ กับเรื่องวุ่นๆ ของพนักงานห้างสรรพสินค้าที่อยากจะมีเจ้าชายมาสวมรองเท้าแก้วให้ในสักวัน หรืองานอย่าง คุณชายตำระเบิด ละครพล็อตหลุดโลกสุดๆ เรื่องหนึ่งบนหน้าจอละครไทยก็เป็นผลงานของภาคินัย โดยเป็นการนำเสนอพล็อตให้กับทางช่องไปพัฒนาเป็นบท ไม่ได้เป็นนิยายแต่อย่างใด

 

ภาคินัย นักเขียนที่เขียนด้วยใจ

จากนักเขียนบทความตัวเล็กๆ วันนี้เขาได้ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับผลงานของเขาจนกลายมาเป็นผู้ประพันธ์นิยายชั้นดีหลายต่อหลายเรื่อง สร้างสีสันให้กับวงการหนังสือในประเทศไทยอยู่เสมอตลอดระยะเกือบ 20 ปีบนเส้นทางนี้ของเขา จนเขาเปิดสำนักพิมพ์ของตัวเองในชื่อ AMP A BOOK เป็นเครื่องยืนยันว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสร้างนั้นล้วนมาจากหัวใจของเขาที่รักในการเป็นนักเขียนอย่างแท้จริง ทั้งยังได้รับการยอมรับในแวดวงละครโทรทัศน์ นำบทประพันธ์ไปดัดแปลงเป็นงานอื่นๆ

 

ภาคินัยเขียนเล่าความรู้สึกของเขาในเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงบทประพันธ์เรื่องแรกที่ถูกซื้อไปทำละคร นั่นคือเรื่อง ปมรักรอยอดีต ตอนนั้นเขารู้สึกมันเหมือนฝันมาก และยังเป็นนิยายที่เขาใช้หลักการเขียนบทละครเกือบทั้งเล่ม

 

มีหลายคนถามผมว่าเอานิยายไปเสนอช่องอย่างไร ติดต่อผู้จัดที่ไหน ผมเองก็ตอบไม่ถูก เพราะไม่เคยเอาไปเสนอ ไม่ได้จะอวดว่าเก่ง ผมแค่เชื่อว่าถ้าเราตั้งใจเขียนตั้งแต่ตอนเป็นนิยาย ไม่ต้องไปเสนอใคร สักวันผลงานมันจะขายตัวมันเองได้ครับ”

 

และด้วยพยายามที่ไม่เคยลดละ วันนี้ชื่อของ ภาคินัย ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยแล้วว่าเป็นหนึ่งในนักเขียนนิยายสยองขวัญที่น่าจดจำ และงานของเขาจะอยู่ในความทรงจำของผู้อ่านและผู้ชมตลอดไป

 

อ้างอิง:

The post CRACKED: จากบทประพันธ์ของ ‘ภาคินัย’ สู่ละครโทรทัศน์ รำลึกความสำเร็จของงานที่เขียนด้วยใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRACKED: Ke Huy Quan จากผู้อพยพสงครามสู่เวทีออสการ์ การต่อสู้ของนักแสดงที่ ‘เกือบทิ้งฝัน’ ไปแล้ว https://thestandard.co/cracked-ke-huy-quan/ Mon, 13 Mar 2023 11:09:29 +0000 https://thestandard.co/?p=762365

Ke Huy Quan คือเจ้าของรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมคนล่ […]

The post CRACKED: Ke Huy Quan จากผู้อพยพสงครามสู่เวทีออสการ์ การต่อสู้ของนักแสดงที่ ‘เกือบทิ้งฝัน’ ไปแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

Ke Huy Quan คือเจ้าของรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมคนล่าสุดจากเวทีออสการ์ ครั้งที่ 94 และเป็นการเข้าชิงครั้งแรกจากภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่อง Everything Everywhere All At Once ที่ออกฉายไปเมื่อปีก่อน และกวาดทุกคำชมและสร้างกระแสปากต่อปากไปทั่ว

 

แต่กว่าชีวิตจะพาเขามาถึงเวทีออสการ์และถือรางวัลกลับบ้าน เขาเคยต้องโยกย้ายออกจากบ้านเกิดระหว่างภาวะสงคราม ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากที่ขนาดเขายังกล่าวในสปีชรับรางวัลว่า “พวกเขาบอกว่าเรื่องราวแบบนี้มันเกิดขึ้นได้แค่ในหนังเท่านั้นแหละ” และการต่อสู้บนเส้นทางการแสดงที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบก็ทำให้รางวัลในวันนี้ของเขามันควรค่าแก่การได้มาอย่างแท้จริง

 

 

จากผู้อพยพสงครามสู่สหรัฐอเมริกา

“การเดินทางของผมเริ่มต้นขึ้นบนเรือ และผมใช้เวลาเป็นปีในค่ายผู้ลี้ภัย และไม่ว่าอะไรก็ตาม ตอนนี้ผมมาอยู่ตรงนี้ บนเวทีที่ใหญ่ที่สุดของวงการฮอลลีวูด” นี่คือสปีชกล่าวรับรางวัลของ Ke Huy Quan บนเวทีออสการ์ ซึ่งเผยให้เห็นเส้นทางการต่อสู้ในการเป็นนักแสดงของเขาที่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

 

Quan เติบโตในเมืองไซ่ง่อน ประเทศเวียดนาม ในปี 1971 และในระหว่างภาวะสงครามเวียดนาม เขาและครอบครัวของเขาทั้งหมดลี้ภัยออกจากประเทศในปี 1978 และในช่วงนั้นเองที่ครอบครัวของเขาแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง โดย Quan นั้นได้ถูกส่งไปยังแคมป์ผู้ลี้ภัยในฮ่องกงร่วมกับพ่อและพี่น้องบางส่วนของเขา ส่วนแม่และพี่น้องคนอื่นๆ นั้นย้ายไปอาศัยอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ก่อนที่พวกเขาจะกลับมาพร้อมกันอีกครั้งเมื่อเข้าโปรแกรมช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและย้ายไปที่สหรัฐอเมริกา

 

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตการเป็นนักแสดงของ Ke Huy Quan วัย 51 ปีคนนี้ และในระยะเวลา 4 ปีหลังจากนั้น เขาถึงจะได้พบกับกลุ่มบุคคลที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งก็คือ Steven Spielberg และ George Lucas ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ชื่อดังนั่นเอง

 

ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Indiana Jones and the Temple of Doom (1984)

 

บทเปลี่ยนชีวิตใน Indiana Jones

Steven Spielberg และ George Lucas กำลังมองหานักแสดงเด็กเอเชียสำหรับบทในภาพยนตร์เรื่อง Indiana Jones and the Temple of Doom ที่ออกฉายในปี 1984 ซึ่งตอนนั้นทีมแคสต์ก็ไปมองหานักแสดงที่ต้องการไปทั่วเมือง จนกระทั่งมีการประกาศเรียกแคสต์ในย่านไชน่าทาวน์ของเมืองลอสแอนเจลิส 

 

“น้องชายของผมก็ไปออดิชันด้วย และผมก็ไปกับเขา ไปยืนอยู่หลังกล้อง พยายามจะโค้ชเขาให้แสดง ซึ่งตอนนั้นหัวหน้าทีมแคสต์ก็เดินมาเห็นผมและถามว่าอยากจะลองดูบ้างไหม? และวันต่อมาทีมของ Spielberg ก็โทรเรียกให้ผมไปพบ”

 

Quan ยังเล่าให้นิตยสาร Entertainment Weekly ฟังอีกว่า ครั้งแรกที่เขาได้เจอกับ Spielberg ผู้กำกับใหญ่เดินเข้ามากอดเขาด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่หลังจากนั้นเขาจะได้พบกับ George Lucas และ Harrison Ford เจ้าของบท Indiana Jones และในระยะเวลาเพียงไม่นานนัก การทำงานของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เริ่มต้นขึ้นในประเทศศรีลังกา และนี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของ Ke Huy Quan ในวัย 12 ปี เพราะนอกเหนือจากจะได้เล่นในภาพยนตร์ระดับบล็อกบัสเตอร์แล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาสนใจในเรื่องศิลปะการต่อสู้ โดยเฉพาะเทควันโด

 

ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Everything Everywhere All At Once

 

นักแสดงที่อยากทำงาน แต่ไม่ค่อยมีงานให้ทำ

“การเติบโตจากนักแสดงเด็กไปเป็นนักแสดงผู้ใหญ่ว่ายากแล้ว แต่ถ้าคุณเป็นนักแสดงเอเชียมันจะยากขึ้นไปอีก 100 เท่า” Ke Huy Quan ให้สัมภาษณ์กับ Telegraph ไว้ถึงการต่อสู้บนเส้นทางการเป็นนักแสดงของเขา

 

แม้หลังจากการแสดงใน Indiana Jones and the Temple of Doom จะดูสดใส เพราะเขาได้รับโอกาสในการแสดงภาพยนตร์อีกหลายเรื่องทั้ง The Goonies (1985) หรือ Encino Man (1992) ที่เขาได้แสดงร่วมกับ Brendan Fraser เจ้าของรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก The Whale ซึ่งกลายเป็นโมเมนต์น่าจดจำสุดๆ ของออสการ์ในปีนี้ ที่ทั้งนักแสดงนำชายและสมทบชายต่างเคยมีประสบการณ์ร่วมกันในวงการการแสดงมาก่อน และยังมีเส้นทางในวงการที่ไม่สวยงามนักทั้งคู่

 

ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Encino Man (1992)

 

และภาพยนตร์เรื่องนี้เองก็แทบจะเป็นโอกาสท้ายๆ ในวงการฮอลลีวูดของ Ke Huy Quan ก่อนที่เขาจะตัดสินใจออกไปมองหาโอกาสอื่นๆ จากที่อื่นๆ เขาตัดสินใจเรียนทางด้านภาพยนตร์ที่ University of Southern California และโอกาสแรกของเขาคือการรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยของ Corey Yuen ผู้กำกับคิวแอ็กชันในภาพยนตร์เรื่อง X-Men (2000) และภาพยนตร์ที่มี Jet Li นำแสดงอย่าง The One (2001) นอกจากนี้เขายังนั่งแท่นเป็นผู้ช่วยผู้กำกับในเรื่อง 2046 ของ Wong Kar Wai ในปี 2004 ด้วย

 

“หลังจากหนัง 2 เรื่องแรกของผม มันมีโอกาสน้อยนิดมากๆ เกิดขึ้นหลังจากนั้น ผมอยากทำงาน อยากทำการแสดงแบบนี้อีก ผมเลยคิดว่ามันคงมีโอกาสอยู่ที่อื่นๆ แหละ ผมไปเล่นหนังที่ญี่ปุ่น ทำหลายโปรเจกต์ในไต้หวันและฮ่องกง มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมยังสามารถเข้าใกล้การแสดง ได้อยู่กับมัน เพราะโอกาสในสหรัฐอเมริกามันน้อยมากจริงๆ”

 

ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Crazy Rich Asians (2018)

 

ไฟแห่งความหวังจาก Crazy Rich Asians

แม้จะไม่ได้แสดงในภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่แสดงโดยนักแสดงเอเชียทั้งเรื่องอย่าง Crazy Rich Asians ในปี 2018 แต่นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในชีวิตเขา เพราะมันจุดไฟแห่งความหวังในฮอลลีวูดของเขาขึ้นอีกครั้ง ในวันที่เขาแทบจะทิ้งบทบาทฐานะนักแสดงไว้ข้างหลังเขาแล้ว

 

“ผมดูหนังเรื่องนี้ไปสามรอบในโรง คือผมรู้สึกสบายตัวสบายใจที่จะใช้ชีวิตอยู่โดยไม่ได้แสดงหนังแล้วนะ แต่การดูหนังเรื่องนี้มันทำให้ผมรู้สึกว่าเหมือนมีอะไรขาดหายไป ผมร้องไห้ทุกรอบที่ดู เพราะผมเห็นเพื่อนๆ นักแสดงเชื้อสายเอเชียอยู่บนจอ และผมกลัวมากๆ ที่จะถูกลืม ผมอยากอยู่บนจอนั้นกับพวกเขาบ้าง”

 

หลังจากดู Crazy Rich Asians ไปสามรอบ ร้องไห้ไปสามรอบ Ke Huy Quan ตัดสินใจโทรหาเพื่อนของเขาที่เป็นเอเจนต์จัดหางานแสดงทันที และสองสัปดาห์หลังจากนั้นเขาก็ได้รับสายว่ามีโปรเจกต์หนึ่งของผู้กำกับ Daniels และมี Michelle Yeoh นำแสดง ซึ่งชื่อของนักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลออสการ์นำหญิงยอดเยี่ยมคนล่าสุดนี่แหละ คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจรับเล่นงานนี้ และแม้จะห่างหายจากงานแสดงไปกว่า 20 ปี แต่การออดิชันของเขาก็ทำให้ผู้กำกับทั้ง Daniel Kwan และ Daniel Scheinert ประทับใจอย่างมาก ซึ่ง Quan เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า การตัดสินใจของเขาครั้งนี้ในวัย 50 ปี มันต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากที่จะกลับมาเดินตามความฝันอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เขาทิ้งมันไปแล้ว และเขาก็แทบไม่เชื่อว่ามันจะมีหนทางให้เขากลับมาจนได้!

 

“ผมคิดว่าจะได้เล่นบทเล็กๆ แต่ผมก็ไม่คิดว่าบทนี้มันจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ไม่คิดไม่ฝันว่าบทแบบ Waymond ที่อยู่ตรงหน้าจะมาถึงมือผม และนี่คือบทที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยอ่านมา”

 

ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Everything Everywhere All At Once

 

‘สักวันมันจะเป็นเวลาของผม’

หลังจากภาพยนตร์เรื่อง Everything Everywhere All At Once ออกฉาย เหล่าผู้ชมและนักวิจารณ์ก็ต่างพูดถึงบทบาทของเขากันทั่ว และการกวาดไปถึง 7 รางวัลออสการ์ก็เป็นการการันตีถึงความยอดเยี่ยมที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มี ไม่ว่าจะเป็นรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม, กำกับยอดเยี่ยม, ตัดต่อยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และเหมือนกับการเกิดใหม่อีกครั้งของนักแสดงที่ชื่อ Ke Huy Quan

 

“ผมติดค้างทุกสิ่งอย่างในชีวิตกับ Echo ภรรยาของผมที่ใช้ชีวิตอยู่กับผมมาตลอด 20 ปี เขาบอกผมเสมอว่า ‘สักวันมันจะเป็นเวลาของผม’ ความฝันมันคือสิ่งที่คุณต้องเชื่อและศรัทธา ผมเกือบจะยอมแพ้กับตัวเองไปแล้ว – สำหรับคนอื่นๆ ที่ยังตามฝันอยู่ โปรดทำมันต่อไป ขอบคุณมากๆ ที่ต้อนรับการกลับมาของผม ขอบคุณมากๆ”

 

Ke Huy Quan กล่าวสปีชของเขาหลังรับรางวัลออสการ์ เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและรอยยิ้ม รวมไปถึงการกล่าวไปถึงแม่ของเขาที่กำลังชมอยู่ที่บ้านว่า ลูกชายของเขาคนนี้ทำได้แล้ว เป็นเจ้าของรางวัลออสการ์ได้แล้ว! นับเป็นโมเมนต์ที่น่าจดจำที่สุดครั้งหนึ่งของเขา และยังเป็นโมเมนต์ที่ยิ่งใหญ่เหลือเกินสำหรับนักแสดงเอเชียบนเวทีออสการ์ และเป็นบทพิสูจน์ที่ยิ่งใหญ่ว่า ทุกคนต่างมีเวลาที่ใช่เป็นของตัวเอง และหลังจากภาพยนตร์ออกฉาย Quan ได้พบเจอนักแสดงเอเชียหลายๆ คนที่ทำงานอยู่ในฮอลลีวูด และพวกเขาต่างยินดีที่ได้เห็น Quan บนจอ และนั่นเป็นเหมือนการปูทางให้กับนักแสดงเอเชียคนอื่นๆ ด้วย

 

“ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะมีคนแบบผมอีกกี่คน ทั้งคนที่อายุมากหรืออายุยังน้อยที่กำลังฝันแบบนี้เหมือนผม และแอบซุกมันไว้ในใจมาหลายต่อหลายปี ถ้าคุณถามว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะให้อะไรกับผู้ชม ผมหวังว่ามันจะเป็นไฟแห่งความหวังให้กับนักล่าฝันคนอื่นๆ ได้”

 

อ้างอิง:

The post CRACKED: Ke Huy Quan จากผู้อพยพสงครามสู่เวทีออสการ์ การต่อสู้ของนักแสดงที่ ‘เกือบทิ้งฝัน’ ไปแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRACKED: 9 ปีที่ผ่านมา ค่ายเพลง What The Duck ทำอย่างไรถึงปั้นศิลปินสู่แถวหน้าได้ต่อเนื่อง https://thestandard.co/cracked-what-the-duck/ Tue, 07 Mar 2023 12:32:36 +0000 https://thestandard.co/?p=759702 What The Duck

ค่ายเพลง What The Duck คือหนึ่งในค่ายเพลงไทยที่ประสบควา […]

The post CRACKED: 9 ปีที่ผ่านมา ค่ายเพลง What The Duck ทำอย่างไรถึงปั้นศิลปินสู่แถวหน้าได้ต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
What The Duck

ค่ายเพลง What The Duck คือหนึ่งในค่ายเพลงไทยที่ประสบความสำเร็จสูงสุด จากการปลุกปั้นศิลปินขึ้นมาประดับวงการมากมายอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเพลงกระแสหลักและซีนอินดี้ ไม่ว่าจะเป็น สิงโต นำโชค, THE TOYS, Whal & Dolph หรือตัวแม่คนล่าสุดอย่าง BOWKYLION ที่เพิ่งมีคอนเสิร์ตใหญ่ผ่านไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และล่าสุดพวกเขาเพิ่งฉลองครบรอบ 9 ปีในการก่อตั้งค่ายไปหมาดๆ

 

คำถามคือค่ายเพลงเล็กๆ ที่ออกจะดูอินดี้ในตอนต้น ทำไมถึงสามารถพาศิลปินหลายๆ เบอร์ก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินแถวหน้าได้อย่างต่อเนื่อง พวกเขาใช้วิธีหรือแนวคิดแบบไหนในการสร้างงานและสร้างศิลปินตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา?

 

What The Duck

ภาพ: What The Duck

 

ยุคสร้างตัวของค่ายเพลงเป็ด

What The Duck เริ่มต้นโดย 3 ผู้บริหารคือ มอย-สามขวัญ ตันสมพงษ์, บอล-ต่อพงศ์ จันทบุบผา และ ออน-ชิชญาสุ์ กรรณสูต ซึ่งทุกคนมีไอเดียตรงกันว่าอยากสร้างพื้นที่อิสระให้กับศิลปินและนักดนตรีรุ่นใหม่ที่มีใจรักและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อแสดงความสามารถและผลิตผลงานเพลงในรูปแบบของตัวเองโดยไม่ปิดกั้นและแบ่งแยกแนวเพลง จึงเกิดเป็นค่ายเพลงที่ชื่อ What The Duck ในปี 2014 

 

ศิลปินในยุคแรกเริ่มของค่ายไม่ใช่ใครที่ไหน นั่นคือ สิงโต นำโชค ที่ปัจจุบันเขาเองก็เป็นหนึ่งในศิลปินแถวหน้าของวงการ

 

ภาพ: MThai

 

แต่นอกจากบทบาทศิลปินของเขาจะโดดเด่นแล้ว ค่าย What The Duck เองยังต่อยอดตัวเขาในสายงานอื่นๆ ให้คนได้รู้จักตัวตนเขามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแสดง พิธีกร หรือการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำอัลบั้มภาษาอังกฤษ ทั้งยังเป็นศิลปินไทยคนแรกที่ได้สัมภาษณ์กับ BBC Radio และแรงกระเพื่อมแรกที่เกิดขึ้นคือการทำให้ สิงโต นำโชค ได้แสดงศักยภาพของเขาในด้านอื่นๆ ให้แฟนเพลงได้เห็น โดยเฉพาะการพูดคุยตอบโต้ในบทสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษล้วนแบบที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ผู้คนให้ความสนใจ

 

ในช่วงนั้นเอง What The Duck ยังดูแลและพัฒนาศิลปินให้เติบโตไปในสายงานอื่นๆ ด้วย เช่น แป้งโกะ ที่ในขณะนั้นเองเธอก็ได้ปล่อยผลงานเพลงและแสดงละครกับทางช่อง one31 ไปด้วย หรือการดูแลศิลปินอย่าง เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ ที่บทบาทการเป็นศิลปินเดี่ยวของเขาชัดเจนขึ้นมากเมื่อเข้ามาทำงานกับ What The Duck ควบคู่ไปกับงานแสดง รวมไปถึงในช่วงเริ่มพวกเขายังสร้างเพลงฮิตระดับ 100 ล้านวิวได้เป็นเพลงแรกของค่ายนั่นคือเพลง การเดินทาง ของ ชาติ สุชาติ

 

ภาพ: What The Duck

 

การมาถึงของ THE TOYS ศิลปินที่ไม่มีขนบตายตัว

ด้วยแนวคิดหลักของค่ายเพลง What The Duck ที่ยึดถือคือการเป็นตัวเลือกของผู้ฟังที่ต้องการความแตกต่าง และเป็นพื้นที่ให้กับคนรุ่นใหม่ที่มีของได้มาแสดงศักยภาพและสร้างความสนุกกันอย่างเต็มที่ ในปี 2017 ค่ายเพลงนี้จึงได้ฤกษ์เปิดตัวศิลปินอย่าง THE TOYS หรือ ทอย-ธันวา บุญสูงเนิน ผู้สร้างความแตกต่างในระดับปรากฏการณ์ให้กับวงการเพลงไทย

 

จากศิลปินอิสระที่ทำเพลงเอง การมาถึงของ THE TOYS ในฐานะศิลปินค่าย What The Duck นับเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงของวงการดนตรีไทยไปโดยสิ้นเชิง สายตาที่เฉียบแหลมของผู้บริหารที่มองเห็นศักยภาพทางดนตรีของเขา ตั้งแต่การเล่นกีตาร์ได้อย่างมีเอกลักษณ์และเก่งกาจ การสร้างดนตรีที่ไม่มีแบบแผน การร้องแรปรัวๆ ที่ยากจะร้องตามได้ ทั้งหมดนี้คือความหวือหวาใหม่ของดนตรีไทยกระแสหลัก และ THE TOYS ก็กลายเป็นไอคอนทางดนตรีคนใหม่ที่ครองใจคนได้ทั้งประเทศ

 

นอกจากนั้น การที่ What The Duck เลือกที่จะปล่อยให้ THE TOYS เป็นในแบบที่เขาเป็นในทุกครั้งเวลาปรากฏตัวบนสื่อ ทั้งสไตล์การแต่งตัว คาแรกเตอร์ที่ไม่มีใครเหมือน หรือบทสนทนาที่บางทีก็งง บางทีก็ไม่เข้าใจ จนสร้างการพูดถึงไปทั่ว นับเป็นอีกหนึ่งหมัดสำคัญที่ทำให้ชื่อของ THE TOYS เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ด้วยความไม่มีขนบตายตัว และคาดเดาไม่ได้

 

 

การมาเยือนของ F.HERO ที่เขย่าวงการ

What The Duck สร้างความสั่นสะเทือนให้วงการอีกครั้งจากการได้ศิลปินแรปเปอร์อย่าง F.HERO หรือ กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ มาร่วมงาน ซึ่งนับเป็นอีกโมเมนต์สำคัญที่สุดในวงการเพลงไทยเลยก็ว่าได้ เพราะเขาได้ทำอัลบั้มแรกในชีวิตของเขาอย่าง INTO THE NEW ERA ในปี 2019 ที่จัดเต็มชนิดที่เรียกว่าไม่มีใครมุทะลุทำเพลงถึง 32 เพลง และมีศิลปินตบเท้ามาร่วมงานด้วยถึง 51 ชีวิต และทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์อีกกว่า 18 คน!

 

นับเป็นมหกรรมสร้างสรรค์ศิลปะทางดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ทั้งยังสร้างเพลงฮิตมากมายทั้ง เสือสิ้นลาย (Feat. P-Hot, YOUNGOHM, FYMME) ที่มียอดวิวสูงถึง 244 ล้านครั้งบน YouTube หรือเพลงอย่าง มีแค่เรา (Feat. LAZYLOXY, OG-ANIC) ที่มียอดวิวกว่า 193 ล้านครั้ง รวมถึง F.HERO ยังพาศิลปินเบอร์ใหญ่ๆ มาร่วมงานได้อีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น BamBam, หงา คาราวาน, อิ้งค์ วรันธร, Tattoo Colour, พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ เป็นต้น

 

นอกจากอัลบั้ม INTO THE NEW ERA แล้ว เขายังมีผลงานเพลงอย่าง จำเก่ง ร่วมกับ Tilly Birds และเพลง จำเลยรัก ร่วมกับ Txrbo ที่เป็นเพลงฮิตระดับปรากฏการณ์หลัก 100 ล้านวิวอีกด้วย นับว่าเป็นก้าวกระโดดสำคัญอีกครั้งของ What The Duck และ F.HERO ที่สร้างทั้งผลงานที่ยอดเยี่ยมและประสบความสำเร็จไปพร้อมๆ กัน

 

ภาพ: MILK!

 

MILK! การสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับศิลปินไทย

นอกเหนือจากค่ายหลักอย่าง What The Duck แล้ว ในปี 2020 ค่ายนี้ยังเปิดแพลตฟอร์มย่อยของตัวเองที่ชื่อว่า MILK! ซึ่งเรียกตัวเองว่าเป็น Artist Service Platform กับการเฟ้นหาศิลปินอิสระที่น่าสนใจมาร่วมงาน โดยไม่ได้วางตัวเองเป็นฐานะของ ‘ค่ายเพลง’ แต่ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มในการช่วยนำเสนอผลงาน พัฒนา สนับสนุน เพื่อให้ศิลปินเหล่านั้นเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง คงเอกลักษณ์และตัวตนของตัวเองให้ได้มากที่สุด

 

หนึ่งในสิ่งที่ 3 ผู้บริหารเล็งเห็นเหมือนกันกับการเปิดตัวแพลตฟอร์มนี้คือ ศิลปินอิสระหลายๆ เบอร์นั้นมีฝีมือ แต่มีปัญหาร่วมคือ ‘ทุน’ ในการทำผลงาน รวมถึงวิธีคิด ขายงาน หรือพาเพลงของพวกเขาไปสู่หูผู้ฟังได้มากขึ้นอย่างไร ทั้งยังสนับสนุนพวกเขาในทุกๆ มิติ เพื่อต่อยอดศิลปินอิสระเหล่านี้ให้กลายเป็นศิลปินมืออาชีพได้ ซึ่งในยุคแรกนั้นก็มีศิลปินอย่าง Loserpop, Quicksand Bed และ Varis หรือในยุคถัดๆ มาก็มีศิลปินอย่าง Aimzillow, minekuk, H I N A N O, Gencry, Fluffypak, mute. หรือ PURPEECH ก็ตาม ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นศิลปินที่มีชื่อเป็นที่รู้จักในวงการเพลงปัจจุบัน

 

เส้นทางของศิลปินอิสระจากแพลตฟอร์มย่อยก็คล้ายๆ กับการที่เป็นใบเบิกทางให้พวกเขาได้ลองทำงานอาชีพ ‘ศิลปิน’ อย่างจริงจัง เรียนรู้เพื่อนำไปปรับใช้กับการทำงานของตัวเอง และมีศิลปินหลายๆ เบอร์ที่ได้รับการทาบทามเพื่อทำงานต่อร่วมกันในค่ายหลักอย่าง What The Duck เช่น Uncle Ben หรือ Loserpop ก็ตาม ซึ่งในปีนี้เองค่าย MILK! ก็กำลังจะพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นค่ายเพลงอย่างเต็มตัวแล้ว

 

ภาพ: What The Duck

 

BOWKYLION ข้อพิสูจน์ความเชื่อที่ค่ายมีให้ศิลปิน

BOWKYLION คือหนึ่งในความสำเร็จสูงสุดจาก What The Duck ของการผลิตศิลปินเข้าสู่อุตสาหกรรมเพลงไทย ศิลปินหญิงเดี่ยวแห่งยุคที่แฟนเพลงปวารณาเธอให้เป็น ‘ตัวมัม’ คนใหม่ไปแล้วอย่างแท้จริง ด้วยแนวเพลงที่เป็นเอกลักษณ์กับเพลงป๊อปอาร์แอนด์บี เนื้อหาชวนเศร้าที่กลั่นกรองออกมาจากชีวิตจริงของเธอ จนปัจจุบันเพลงอย่าง ‘วาดไว้ (recall)’ กลายเป็นเพลงระดับ 100 ล้านวิวเพลงใหม่ของบ้านเรา

 

หลังจากที่ BOWKYLION เติบโตจากเส้นทางสายดนตรีมาตั้งแต่สมัยมัธยม เริ่มคัฟเวอร์เพลงของศิลปินคนอื่นๆ จนเริ่มมีชื่อเสียง และเดินทางเข้าสู่บ้าน What The Duck เธอคือผู้หญิงที่ไม่เคยหยุดผลิตผลงาน และค่อยๆ เก็บหอมรอมริบชื่อเสียงของเธอมาเรื่อยๆ จนถึงเพลง ลงใจ เมื่อปี 2019 ที่เป็นสัญญาณแรกของความฮิต ถึงขนาดส่งให้เธอเป็นศิลปินหญิงที่มีคนฟังสูงสุดบน Spotify ไทยในปี 2020 ก่อนจะเริ่มสร้างเพลงฮิตอื่นๆ ให้ตามมา

 

มีผลงานที่ดีคงไม่พอให้ได้รับความสนใจจากแฟนๆ เพราะช่วงเวลาที่น่าสนใจมากๆ ของเธอคือการที่ค่าย What The Duck เริ่มปรับภาพลักษณ์ของ BOWKYLION ช่วงเพลง บานปลาย (best wishes) ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2021 หรือเพลง ทราบแล้วเปลี่ยน (attention please) ในช่วงต้นปี 2022 คือการตัดสินใจครั้งสำคัญของค่ายที่อยากเห็นโบกี้เป็นศิลปินที่สามารถขายตัวตน คาแรกเตอร์ และงานเพลงไปพร้อมๆ กันได้ เราจึงได้เห็นโบกี้ในมุมใหม่ๆ ที่ไม่ใช่เพียงศิลปิน แต่เธอยังเป็นผู้หญิงที่แฝงเสน่ห์ของตัวเองไว้อีกมากมาย ทั้งความขี้เล่น ความสวย หรือความเซ็กซี่ที่แฟนเพลงเองก็ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นเธอในมุมเหล่านี้เมื่อปรากฏตัวสู่สาธารณชนในโอกาสต่างๆ

 

ภาพ: What The Duck

 

กรณีของ BOWKYLION นี้ทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา What The Duck ยึดมั่นความเชื่อที่ว่าศิลปินเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงาน ค่ายจึงเชื่อมั่นในตัวตนและความสามารถของศิลปิน 100% และค่ายเพลงจะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนที่ดี เพื่อส่งให้ศิลปินก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแรง การเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ครั้งนี้ส่งให้เธอเป็นศิลปินหญิงแถวหน้าของวงการไปเรียบร้อยแล้ว และยังมีโอกาสได้ร่วมงานกับแบรนด์ใหญ่ๆ มากมายทั้ง Gucci Beauty, MCM หรือผลิตภัณฑ์อย่าง NESCAFÉ, Bata หรือ est ก็ตาม

 

วง Mirrr / ภาพ: What The Duck

 

ศูนย์รวมศิลปินมากสไตล์ ที่ได้รับความสนใจจากแฟนเพลง

นอกเหนือจาก THE TOYS แล้ว ปัจจุบัน What The Duck ดูแลศิลปินอยู่ทั้งหมด 29 เบอร์ด้วยกัน มีศิลปินหลากสไตล์รวมตัวกันอยู่ และล้วนเป็นศิลปินที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจน มีสไตล์ดนตรีที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และได้รับการตอบรับจากแฟนๆ อย่างดี

 

ตั้งแต่ศิลปินอินดี้คู่หูรุ่นใหม่อย่าง Whal & Dolph (วาฬ แอนด์ ดอล์ฟ) ที่ปลุกกระแสอินดี้ให้กลับมาครองตลาดเพลงไทย พร้อมขึ้นแท่นวงดนตรีอันดับ 1 ที่ครองใจคนฟัง Gen Z ได้ หรือการปั้นศิลปินหญิงอินเตอร์ Valentina Ploy (วาเลนติน่า พลอย) ก็นับว่าเป็นอีกผลงานอันยอดเยี่ยมของ What The Duck ที่อยากขยายตลาดเพลงสู่ระดับ Global มากยิ่งขึ้น ด้วยจำนวนยอดสตรีมที่สูงกว่า 20 ล้านครั้งตั้งแต่เพลงแรก หรืออย่างล่าสุดชื่อของ De Flamingo เองก็ได้รับการพูดถึงในวงกว้างจากการร่วมแสดงคอนเสิร์ตในฐานะศิลปินแบ็กอัพให้กับ แจ็คสัน หวัง ทั้งทัวร์ในประเทศไทย รวมไปถึงเวิลด์ทัวร์ด้วย!

 

YourMOOD / ภาพ: What The Duck

 

นอกจากนี้ยังมี Mirrr และศิลปินอย่าง YourMOOD หรือ บอย-สุรัตน์ รุ่งพิทธิกุล ศิลปินภายใต้สังกัดย่อย WHOOP Music ของ THE TOYS ก็กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน จากปรากฏการณ์เพลง ‘ลาก่อน’ ที่ทำให้ชื่อของเขากลายเป็นอีกคลื่นลูกใหม่ในวงการเพลงที่น่าจับตามอง ไม่เพียงรูปลักษณ์ที่น่ามอง แต่การแสดงบนเวทีเองก็มีความฉูดฉาดอย่างมาก และเขาอาจเป็นศิลปินแถวหน้าคนต่อไปจากค่ายนี้ก็ย่อมเป็นไปได้

 

ด้วยความเชื่อในตัวศิลปินว่าจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่อัดแน่นไปด้วยต้วตนและสไตล์ของพวกเขาได้อย่างเต็มที่ บวกกับกลยุทธ์การสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแรง จึงทำให้ What The Duck ค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวตนของค่ายขึ้นมาได้ในที่สุด และตลอดระยะ 9 ปี เราเชื่อว่าค่ายเพลงเป็ดนี้คือหนึ่งในผู้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมดนตรีไทยไปโดยสิ้นเชิง

The post CRACKED: 9 ปีที่ผ่านมา ค่ายเพลง What The Duck ทำอย่างไรถึงปั้นศิลปินสู่แถวหน้าได้ต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRACKED: ทำความรู้จัก Fujii Kaze ศิลปินผู้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการ J-Pop https://thestandard.co/cracked-fujii-kaze/ Mon, 20 Feb 2023 10:07:59 +0000 https://thestandard.co/?p=752846 Fujii Kaze

Fujii Kaze คือเจ้าของเพลง Matsuri เพลงฮิตระดับปรากฏการณ […]

The post CRACKED: ทำความรู้จัก Fujii Kaze ศิลปินผู้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการ J-Pop appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fujii Kaze

Fujii Kaze คือเจ้าของเพลง Matsuri เพลงฮิตระดับปรากฏการณ์ในวงการเพลง J-Pop ณ ขณะนี้ ถ้าใครเคยผ่านหูผ่านตาไถฟีด TikTok แล้วบังเอิญเจอคนใช้ฟิลเตอร์หนวดและเต้นท่าโบกไม้โบกมือพร้อมเพลงกรูฟดี นั่นแหละเพลงของเขา!

 

แต่ความน่าสนใจอาจจะไม่ใช่เพียงแค่มีเพลงดังวูบเดียวใน TikTok แต่ Fujii Kaze กำลังสร้างฐานแฟนและแสดงศักยภาพทางดนตรีของเขาให้เป็นที่รักของผู้ฟังในประเทศญี่ปุ่นและแฟนเพลงทั่วโลก จนแทบจะเรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการ J-Pop ก็ว่าได้

 

คำถามสำคัญก็คือ เขาทำได้อย่างไร? THE STANDARD POP จะชวนมา CRACKED ทุกเบื้องหลังไปพร้อมๆ กัน

 

 

Fujii Kaze เป็นใครมาจากไหน?

Fujii Kaze (ฟูจิอิ คาเสะ) เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 1997 ในโอคายามะ ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันอายุ 25 ปี เขาเติบโตมาพร้อมกับการฝึกฝนเปียโนคลาสสิกที่ได้รับอิทธิพลมาจากคุณพ่อ เริ่มเล่นและฝึกฝนดนตรีตั้งแต่อายุ 3 ขวบ มีจุดเด่นคือเป็นเด็กที่มีรสนิยมการฟังเพลงหลากหลายแนวมาก ทั้งเพลงแจ๊ส เพลงคลาสสิก เพลงป๊อป รวมไปถึงเพลงเอ็งกะ (Enka) เพลงที่ผสมผสานเมโลดีดั้งเดิมของญี่ปุ่นร่วมกับดนตรีตะวันตก

 

จุดเริ่มต้นของศิลปินที่ชื่อ Fujii Kaze คือการลงผลงานเพลงคัฟเวอร์ใน YouTube ทั้งเพลงคลาสสิกของญี่ปุ่น รวมถึงเพลงสากลฮิตๆ อื่นๆ ทั้งเพลง Wildest Dreams ของ Taylor Swift, Rock With You ของ Michael Jackson, New Rules ของ Dua Lipa เป็นต้น และทำมันออกมาให้เป็นเวอร์ชันใหม่ในแบบของเขา แม้ในช่วงปี 2014 เขาจะเฟดตัวเองจากการทำคอนเทนต์ดนตรีบน YouTube ไปโฟกัสกับการเรียน ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในปี 2017

 

ลองชมดูได้ที่นี่ 

 

 

เช่นเดียวกับศิลปินหลายๆ คนในยุคนี้ที่มีเพลงคัฟเวอร์เป็นใบเบิกทางให้มีโอกาสก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมดนตรี และด้วยความสามารถที่น่าจับตามอง บวกกับเสน่ห์ของเขา ก็ทำให้เขาได้มีโอกาสเซ็นสัญญากับค่ายเพลงอย่าง Hehn Records ภายใต้ Universal Music Japan และเริ่มต้นทำงานในฐานะศิลปินอย่างเต็มตัว และปล่อยอัลบั้มแรกออกมาในเดือนพฤษภาคม 2020 ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาถูกกลืนหายไป เพราะอัลบั้ม HELP EVER HURT NEVER สามารถทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Japan ได้

 

นอกจากการเดบิวต์ตัวตนของ Fujii Kaze เข้าสู่อุตสาหกรรมดนตรี เขายังได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากสื่อและแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น ได้รับการจัดลิสต์ให้เป็น 1 ใน 10 ศิลปิน Early Noise 2020 จาก Spotify Japan ซึ่งเป็นลิสต์ที่จะจัดศิลปินที่น่าจับตามองในปีนั้นๆ หรือการถูกจัดเป็น Voices of the Future จากนิตยสาร GQ ในปี 2021 ที่ศิลปินอย่าง MILLI จากประเทศไทยเองก็เคยถูกจัดให้อยู่ในลิสต์นี้เช่นกัน

 

 

สำหรับ Fujii เพลงคือความสำคัญแรกสุด

แล้วสาเหตุอะไรที่ทำให้ผู้คนชอบเพลงของ Fujii Kaze และทำให้เขาประสบความสำเร็จ?

 

หากมองเนื้องานจะพบว่าเขามอบสุนทรียะทางดนตรีที่น่าสนใจ ร่วมสมัย และยังคงไว้ซึ่งท่วงทำนองที่มีเสน่ห์ของเพลงญี่ปุ่นเอาไว้ เป็นส่วนผสมที่หาได้ไม่มากนักในอุตสาหกรรมดนตรีญี่ปุ่นในปัจจุบัน

 

Matsuo Kiyoshi (มัตซูโอะ คิโยชิ) โปรดิวเซอร์ชื่อดังในประเทศญี่ปุ่นเคยให้ความเห็นส่วนตัวกับงานเพลงและตัวตนของ Fujii Kaze ไว้ว่า “เขามีเซนส์ของความเป็นอาร์แอนด์บี แจ๊ส และคลาสสิก ซึ่งเขาทำมันออกมาได้สมดุลมากๆ และนี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมเพลงของเขาถึงได้โด่งดัง

 

“ถึงแม้จะคัฟเวอร์เพลงสากลตะวันตกเป็นจำนวนมาก แต่ดนตรีในอัลบั้มของเขาก็ยังคงความเป็นญี่ปุ่นไว้ รวมไปถึงวิธีการร้องแบบมาตรฐานเพลงป๊อปญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์ในเมโลดีและสำเนียงเฉพาะตัวที่เขาสามารถผสมผสานกับเพลงตะวันตกได้อย่างลงตัว”

 

เช่นความน่าสนใจในตัวเพลงตั้งแต่ซิงเกิลเปิดตัวอย่าง Nan-Nan ที่หยิบเอาเพลงญี่ปุ่นดั้งเดิมและคำสแลงมารวมกันเป็นเนื้อร้อง ทั้งยังมีเนื้อเพลงภาษาอังกฤษรวมอยู่ด้วยในเพลงของเขา สื่อสารดนตรีออกไปในแบบที่ไม่ได้มองแค่ตลาดเพลงของตัวเองเท่านั้น

 

“I saw the angel in the marble and carved until I set him free”

 

Fujii Kaze ใช้หนึ่งในคำกล่าวของ Michelangelo จิตรกร ช่างแกะสลัก และสถาปนิกชาวอิตาเลียนชื่อดังของโลก เป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน บ่งบอกให้เห็นถึงความประณีตในการทำงานเพลงของเขา ราวกับการแกะสลักอันทรงพลังและสวยงามของ Michelangelo นั่นเอง ซึ่ง Fujii Kaze เคยให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ไว้กับนิตยสาร GQ Japan และเขายังบอกอีกว่า “เพลงต้องมาก่อนทุกสิ่งอย่างเป็นลำดับแรกเสมอ”

 

 

นอกจากนี้ Matsuo Kiyoshi ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับความสำเร็จทางด้านดนตรีและตัวตนของ Fujii Kaze อีกว่า สิ่งที่เขานำเสนอออกมานั้นมันน่าตื่นเต้นและไร้ขีดจำกัดอย่างมาก ทำให้ผู้ชมรู้สึกสนใจในตัวเขาว่าทำไมเขาถึงน่ามอง หรือเล่นดนตรีได้เก่งกาจขนาดนั้นในวัยเพียงเท่านี้

 

ปัจจุบัน Fujii Kaze มีเพลงฮิตอยู่มากมาย โดยเฉพาะเพลง Matsuri ที่ปัจจุบันมียอดผู้ฟังอยู่เกือบ 30 ล้านครั้งบน YouTube และ YouTube Music ส่วนใน Spotify ก็มียอดฟังไปแล้วทั่วโลกกว่า 32.7 ล้านครั้ง ยังไม่นับปรากฏการณ์ฟิลเตอร์หนวดและท่าเต้นโบกมือไปมาบน TikTok อีกนับไม่ถ้วน

 

ส่วนเพลงฮิตอีกเพลงอย่าง Shinunoga E-Wa ก็มีผู้ฟังบน Spotify กว่า 249.6 ล้านครั้ง และติดชาร์ตในหลายประเทศด้วย นอกจากนี้อัลบั้มทั้ง 2 ของเขาอย่าง HELP EVER HURT NEVER (2020) และ LOVE ALL SERVE ALL (2022) ก็ได้รับผลตอบรับที่ดีทั้งยอดขายและยอดผู้ฟัง

 

 

ผู้เปลี่ยนเกมอุตสาหกรรมดนตรีญี่ปุ่นด้วยโชว์ที่เรียบง่าย

อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือด้วยความที่อัลบั้มเดบิวต์ของเขา HELP EVER HURT NEVER นั้นเกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโควิดในเดือนพฤษภาคม 2020 พอดิบพอดี ทำให้ถึงแม้อัลบั้มของเขาจะเดบิวต์ขึ้นสู่อันดับ 1 ของชาร์ต Billboard Japan แต่เขาก็ไม่ค่อยได้ปรากฏตัวตามสื่อเท่าไรนัก

 

ซึ่งหนึ่งในอีเวนต์สำคัญที่ทำให้ชื่อของ Fujii Kaze เป็นที่รู้จักมากขึ้นนั่นคือการแสดงสดออนไลน์ที่ชื่อ Free Live 2021 ที่นิตยสาร Billboard Japan ถึงกับเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นอนาคตของการแสดงดนตรีสดของญี่ปุ่นเลยทีเดียว!

 

Fujii Kaze ทำการแสดงสดแบบเดี่ยวกับเปียโนหลังใหญ่กลางสนาม Nissan Stadium ที่มีความจุกว่า 72,000 ที่นั่ง ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีแต่ศิลปินระดับ A-List เท่านั้นที่จะทำโชว์ที่นี่ แต่ผิดกับศิลปินหน้าใหม่คนนี้ที่เพิ่งเดบิวต์มาได้ไม่ถึง 2 ปี แต่เขาเลือกจะทำโชว์ที่นี่ ด้วยบรรยากาศที่เรียบง่าย มีเพียงเขา ไมโครโฟน และเปียโน เล่นเพลงของเขาไปเรื่อยๆ มีหยุดพูดคุยบ้าง หรือลงไปทิ้งตัวบนสนามด้วยท่าทีสบายๆ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ชมกว่า 9.9 ล้านครั้ง

 

ความน่าสนใจของวิธีคิดการทำ Virtual Concert ในสถานการณ์โควิดของ Fujii Kaze นั้นน่าสนใจอย่างมาก เพราะเป็นการขยายฐานแฟนใหม่ๆ ของเขาผ่านการแสดงสดแบบฟรีๆ และมันสามารถสร้างรายได้กลับสู่เขาได้ในสักวันหนึ่ง แม้ไม่ใช่รายได้ที่เข้ามามากมายเป็นกอบเป็นกำในเร็ววัน แต่มันเหมือนการหว่านเมล็ดพันธุ์ไว้รอการเติบโต คนที่ไม่เคยฟังเพลงเขาก็มีโอกาสจะได้ชมสิ่งนี้ หรือวันหนึ่งคนที่เพิ่งเข้ามารู้จักเขาก็อาจจะมีโอกาสกลับมาดูสิ่งนี้ ก็นับเป็นการสร้างรายได้ให้กับศิลปินได้เช่นกัน

 

 

Fujii Kaze Free Live 2021 มีผู้ชมกว่า 180,000 คน และยังเป็นโชว์อันดับ 1 ที่มีคนพูดถึงมากที่สุดในโลกบน Twitter อีกด้วย นอกจากนี้ตัวเลขของการขายอัลบั้ม HELP EVER HURT NEVER ยังสูงขึ้นถึง 7 เท่าในช่วงที่การแสดงสดนี้ออกฉาย และมียอดดาวน์โหลดบนสตรีมมิงต่างๆ เพิ่มขึ้นถึง 249% อีกด้วย

 

นอกจากวิธีคิดทางด้านการสร้างรายได้ในสถานการณ์โควิดที่น่าสนใจแล้ว ยังมีแนวคิดอื่นๆ สอดแทรกอยู่ในโชว์นี้เช่นกัน โดยเฉพาะการใช้ชื่อว่า Free ที่นอกเหนือจะบอกกลายๆ ว่าคอนเสิร์ตนี้ดูฟรีแล้ว ยังเป็นเสมือนการบอกกับผู้ชมว่าให้ปล่อยใจสบายๆ มีความสุขไปกับเสียงเพลงของเขาในช่วงที่ทุกอย่างกำลังเครียดและเข้มงวดจากการล็อกดาวน์ในช่วงโควิดนั่นเอง

 

รวมไปถึงในช่วงโชว์ที่เขาได้บอกกับทีมงานว่าเขาจะเลือกพูดคั่นระหว่างโชว์ด้วยภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ เพราะโชว์นี้จะสตรีมบนโลกออนไลน์ จึงอยากให้ผู้ชมทั่วโลกได้มีโอกาสเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการสื่อสารด้วย ซึ่งเป็นแนวคิดที่อยากจะพาดนตรีของเขาให้ไปได้ไกลกว่าแค่ตลาดในประเทศ

 

ลองชมโชว์ของเขาได้ที่นี่

 

 

สัญญาณความแมสเริ่มต้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คุณรู้หรือไม่ว่าสัญญาณความแมสแรกของ Fujii Kaze เกิดขึ้นในแถบบ้านเรานี่แหละ! โดยเพลงแรกของเขาที่เดินทางมาถึงหูคนฟังในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือเพลง Shinunoga E-Wa เมื่อช่วงกลางปี 2022

 

โดยเริ่มฮิตจากการนำไปประกอบในคลิปวิดีโอ TikTok ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้กว่า 4.2 แสนวิดีโอทั่วโลก และสิ่งนี้ส่งผลดีไปถึงสตรีมมิงแพลตฟอร์มอย่าง Spotify ที่ทำให้ยอดผู้ฟังพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทยและเวียดนาม

 

โดยในบ้านเรา เพลงนี้ของเขาเคยขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต Viral 50 Thailand บน Spotify มาแล้วในช่วงเดือนสิงหาคม 2022 และเคยไปไกลถึงอันดับ 3 ของชาร์ต Viral 50 ในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย ทั้งๆ ที่ตัวเพลงจริงๆ ถูกปล่อยมาตั้งแต่ปี 2020

 

ความสำเร็จของ Fujii Kaze กลายเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมดนตรีญี่ปุ่นกับการที่ศิลปินไปไกลในระดับโลกได้ เหมือนเป็นใบเบิกทางสู่ความสำเร็จใหม่บนออนไลน์แพลตฟอร์มที่ไม่ใช่เพียงแค่ปล่อยเพลงลงบน YouTube พร้อมมิวสิกวิดีโอแล้วจบไป ซึ่งศิลปินและค่ายเพลงอื่นๆ ในญี่ปุ่นเริ่มเข้าใจตรงนี้มากขึ้น และค่อนข้างใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมเพลงไทยบางกลุ่มที่เลือกใช้แพลตฟอร์ม TikTok เป็นใบเบิกทางความสำเร็จ

 

 

ศิลปินผู้อาจเป็นความสำเร็จสูงสุดของ J-Pop ยุคใหม่

อีกหนึ่งข้อสังเกตจาก Matsuo Kiyoshi ที่มองไปถึงขั้นว่า Fujii Kaze อาจเป็นความสำเร็จสูงสุดของ J-Pop ในยุคปัจจุบันนับตั้งแต่การมีอยู่ของ Utada Hikaru

 

ซึ่งความ ‘สูงสุด’ ที่ว่าอาจไม่ใช่ในแง่ของเรื่องยอดขายหรือชื่อเสียง แต่หมายถึงความรู้สึกพิเศษบางอย่างที่เกิดขึ้นจากตัว Fujii Kaze ในฐานะศิลปินที่ทำให้นึกถึง Utada Hikaru ขึ้นมาได้ เช่น การเติบโตจากครอบครัวศิลปิน ได้รับอิทธิพลจากพ่อแม่ และมีแรงบันดาลใจทางด้านดนตรีตะวันตกเข้ามาร่วมด้วย

 

และศิลปินทั้งสองคนนี้ล้วนมีการสร้างสมดุลที่น่าฟังระหว่างดนตรีร่วมสมัยและความดั้งเดิมคลาสสิกของดนตรีญี่ปุ่น การนำเสนอตัวเอง ดนตรี และวิธีการเขียนเนื้อเพลงที่ช่างสวยงาม มีพรสวรรค์รอบด้าน

 

ทั้งนี้ แม้ตัวเลขของความสำเร็จทางยอดขายเขาอาจจะยังไปไม่ถึงระดับที่ Utada Hikaru เคยทำได้ แต่ต้องยอมรับว่าตัวเลขของอัลบั้มเหล่านั้นไม่ได้สำคัญอะไรมากนักในยุคนี้อีกแล้ว ในเมื่อเพลงของเขากระจัดกระจายในสตรีมมิงไปสู่หูผู้ฟังได้ทั่วโลก และวิธีคิดในการทำงานของเขาก็สร้างแรงกระเพื่อมให้กับอุตสาหกรรมดนตรีญี่ปุ่นอย่างมาก

 

สิ่งเหล่านี้อาจเป็นอีกหนึ่งช่องทางหรือโมเดลการสร้างผลงานที่ทำให้ศิลปินคนอื่นๆ ในวงการมองความสำเร็จของเขาเป็นต้นแบบ และอุตสาหกรรมเพลงญี่ปุ่นอาจเปิดกว้าง กลับมาลุยตีตลาดเพลงนอกบ้านอีกครั้ง และความสำเร็จของศิลปินหนุ่มเจ้าของเพลง Matsuri อาจทำให้ทุกอย่างของวงการเพลงญี่ปุ่นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปนับจากนี้

 

อ้างอิง:

The post CRACKED: ทำความรู้จัก Fujii Kaze ศิลปินผู้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการ J-Pop appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRACKED: Katy Louise Saunders จากนักแสดงแพสชันสูง สู่ผู้กุมหัวใจซงจุงกิ https://thestandard.co/cracked-katy-louise-saunders/ Tue, 31 Jan 2023 14:06:17 +0000 https://thestandard.co/?p=744430

Katy Louise Saunders น่าจะเป็นชื่อที่ถูกเสิร์ชมากที่สุด […]

The post CRACKED: Katy Louise Saunders จากนักแสดงแพสชันสูง สู่ผู้กุมหัวใจซงจุงกิ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Katy Louise Saunders น่าจะเป็นชื่อที่ถูกเสิร์ชมากที่สุดใน Google ตอนนี้ ว่าเธอเป็นใคร? ถึงได้ครอบครองหัวใจของนักแสดงหนุ่มมากความสามารถอย่าง ซงจุงกิ ที่มีแฟนๆ ชื่นชอบอยู่ทั่วโลก 

 

จากการค้นหาข้อมูลทั้งเก่าและใหม่เท่าที่ยังมีอยู่ในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับเธอคนนี้ เราอาจบอกได้ว่า Katy Louise Saunders คนนี้คืออีกหนึ่งบุคคลสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อิตาลี ทั้งยังมีแพสชันและความรักที่เต็มเปี่ยมให้กับการแสดง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

พรสวรรค์บนความบังเอิญ

Katy Louise Saunders (เคที หลุยส์ ซอนเดอร์ส) เกิดเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 1984 ปัจจุบันอายุ 38 ปี เธอเกิดในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ก่อนจะย้ายไปเติบโตที่กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี สำเร็จการศึกษาจาก Bocconi University ในสาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ 

 

เธอเริ่มต้นแสดงภาพยนตร์ครั้งแรกเมื่อปี 2002 ในภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าสัญชาติอิตาลีที่ชื่อ A Scandalous Journey กำกับโดย Michele Placido ซึ่งเดบิวต์เรื่องแรกก็เจอโจทย์หินจากการต้องรับบทเป็นกวีชาวอิตาลี Sibilla Aleramo ในวัยเด็ก โดยภาพยนตร์โฟกัสที่ตัวละครของเธอในความสัมพันธ์แสนหวานขมกับกวีหนุ่ม Dino Campana

 

ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง A Scandalous Journey (2002)

 

การเริ่มต้นเส้นทางการแสดงของเธอคล้ายจะเป็นพรหมลิขิต เพราะจากจุดเริ่มต้นแค่รู้สึกว่าสนุกดีถ้าเด็กผู้หญิงวัย 17 ปีจะได้ไปออดิชันภาพยนตร์ แถมเธอยังแกล้งทำเป็นว่ารู้จักวิธีแสดง แต่นั่นคงเรียกว่าพรสวรรค์ เพราะเธอเตะตาผู้กำกับ Michele Placido เข้าอย่างจัง และได้เล่นภาพยนตร์เรื่องแรกนี้ในที่สุด

 

ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง The Lizzie McGuire Movie (2003)

 

หลังจากนั้นเธอไปปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่อง The Lizzie McGuire Movie ในปี 2003 ถ้าใครโตมาในยุค 90 และเคยดู Hilary Duff ในเรื่องนี้ Katy Louise Saunders รับเล่นบทเล็กๆ เป็นเด็กผู้หญิงชาวอิตาลีในเรื่อง ซึ่งการร่วมแสดงในบทเล็กๆ นี้ก็ทำให้เส้นทางการแสดงของเธอไปต่อได้อีกมากมายหลังจากนั้น

 

ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Three Steps Over Heaven (2004)

 

Babi บทบาทที่ประสบความสำเร็จสูงสุด

Katy Louise Saunders ได้เล่นภาพยนตร์เรื่อง Tre Metri Sopra Il Cielo หรือ Three Steps Over Heaven ในปี 2004 ซึ่งดัดแปลงมาจากนวนิยายระดับปรากฏการณ์ในอิตาลีของผู้ประพันธ์ Federico Moccia ว่าด้วยเรื่องของหญิงสาวสังคมดีที่ตกหลุมรักชายหนุ่มต่างสังคม และบท Babi ส่งให้เธอไปอยู่ในหัวใจของแฟนภาพยนตร์ในวงกว้าง ก่อนที่ต่อมาภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีภาคต่อในชื่อ Ho voglia di te ในปี 2007 และน่าจะเป็นหนึ่งในผลงานที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของเธอ 

 

แต่ถึงอย่างนั้นชีวิตหลังจากบท Babi เรียกว่าเป็นดาบสองคม เพราะในสายตาของผู้ชมแล้ว เธอยังคงเป็นตัวละคร Babi นั้นอยู่เสมอมา คงเป็นเพราะความสดใหม่ทางการแสดงในเวลานั้น บวกกับบทประพันธ์ที่มีคนรู้จักในวงกว้าง ตัวละครจึงผูกติดกับนักแสดงราวกับคนคนเดียวกัน และเป็นเรื่องยากในการแสดงครั้งถัดๆ มาหลังจากนั้น

 

“ฉันเคยคิดว่ามันเป็นความสำเร็จในการทำงานของฉันแล้ว แต่ความสำเร็จไม่ใช่การมีชื่อเสียงโด่งดัง สิ่งสำคัญคือคุณต้องรู้จักวางชื่อเสียงลงได้ รู้จักถ่อมตน และจริงใจกับตัวเองให้มากที่สุด” Katy Louise Saunders ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับคมดาบที่บาดเธอในตอนนั้น

 

 

Katy Louise Saunders กับผลงานสร้างชื่ออีกมากมาย

แต่ก็ไม่ใช่ว่าเส้นทางการแสดงของเธอจะสุดเลเวลแล้ว เพราะ Katy Louise Saunders ก็ยังรับงานแสดงเยี่ยมๆ อีกหลายเรื่อง เช่นในปี 2006 ที่เธอรับบท Giulia Farnese ในภาพยนตร์เรื่อง Los Borgia ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ว่าด้วยเรื่องศาสนาในประเทศอิตาลีที่มีฉากหลังเป็นยุคศตวรรษที่ 15 ซึ่งการแสดงของเธอในเรื่องนี้ทำให้เธอคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงจาก Toulouse Cinespaña Film Festival ในประเทศสเปน สาขา Best New Performer Student Jury Award – Special Mention ในปี 2007

 

หรือในปี 2008 เธอเคยมีผลงานโฆษณากับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Nespresso ซึ่งแสดงร่วมกับ George Clooney ผ่านการกำกับของ Guy Ritchie ผู้กำกับจากภาพยนตร์อย่าง Sherlock Holmes (2009) และ Aladdin (2019) ซึ่งเธอเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการทำงานของเธอในครั้งนี้ไว้ว่ามันน่ามหัศจรรย์มากๆ มันเหลือเชื่อมากสำหรับเธอ และรู้สึกโชคดีที่ได้ทำงานร่วมกับ George Clooney เขาเป็นคนน่าทึ่งและรอบคอบ

 

นอกจากนี้เธอยังมีโอกาสโลดแล่นในโลกฮอลลีวูดอยู่บ้าง เช่น รับเชิญในซีรีส์เรื่องดัง Law & Order ในปี 2004, แสดงภาพยนตร์ดราม่า-โรแมนติกเรื่อง Third Person (2013) ร่วมกับ Liam Neeson, Mila Kunis และ Adrien Brody เป็นต้น รวมถึงรับงานแสดงซีรีส์โทรทัศน์ในอิตาลีอีกจำนวนมาก

 

 

จากความสำเร็จสู่โหมดพักงาน

นอกจากการทำงานที่เปี่ยมไปด้วยแพสชันแล้ว เรื่องอื่นๆ ในชีวิตเธอก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการที่เธอดูแลสุขภาพของเธออย่างจริงจังมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการขี่ม้าในไร่ของคุณตาเธอที่ประเทศโคลอมเบีย หรือการฝึกโยคะหลากหลายประเภท ซึ่งเป็นเพราะเธอต้องทำงานอยู่หน้ากล้องตลอดเวลา ทั้งการถ่ายทำซีรีส์และภาพยนตร์ เธอจึงรู้สึกอยากให้ตัวเองอยู่ในรูปร่างที่เหมาะสมตลอดเวลา

 

“ความสำเร็จคือการได้ใช้ชีวิตที่สงบสุขกับตัวเอง ความสำเร็จมันคือการเดินทางไปสู่เป้าหมาย ความมุ่งมั่น ที่มีความล้มเหลวและความพยายามด้วย” เธอให้สัมภาษณ์กับสื่ออิตาลีในช่วงที่ห่างหายไปจากการเล่นภาพยนตร์เนื่องจากต้องการพัก ในช่วงปี 2014-2015 

 

ระหว่างนั้นเธอได้ใช้เวลาทบทวนและค้นหาตัวเองอีกครั้ง เริ่มจากใช้ความรู้ความสามารถในด้านเศรษฐศาสตร์ธุรกิจของเธอมาเปิดสตาร์ทอัพของตัวเองในชื่อ Suki Suki Juice ผลิตน้ำผักผลไม้ออร์แกนิกร่วมกับเพื่อนสนิทของเธอ และนอกจากเรื่องพักการทำงานแล้ว ปัจจุบันเธอไม่ได้ปรากฏตัวในฐานะนักแสดง แต่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในช่วงไม่กี่ปีก่อนก่อนหน้าจะปรากฏเป็นข่าวกับซงจุงกิ เธอออกเดินทางท่องเที่ยว เลี้ยงสุนัข และบางครั้งก็เก็บตัว เธอเคยให้สัมภาษณ์ว่า มีช่วงหนึ่งที่เธอขังตัวเองในบ้าน ปิดม่าน ปิดโทรศัพท์ ดูภาพยนตร์และซีรีส์ไปเรื่อยๆ รวมถึงหลายๆ สื่อในอิตาลีเองก็พูดถึงเธอว่าเป็นนักแสดงที่ไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องส่วนตัวของตัวเองมากนัก และน้อยมากที่แฟนๆ จะรู้เรื่องราวของเธอ

 

Katy Louise Saunders เป็นหนึ่งในบุคคลในแวดวงภาพยนตร์ที่น่าสนใจ และปัจจุบันเธอคือผู้กุมหัวใจของซงจุงกิ ทั้งในฐานะภรรยาและแม่ของลูกน้อยที่เพิ่งตั้งครรภ์ เราขอแสดงความยินดีมาด้วย ณ ที่นี้ และหวังว่าวันหนึ่งแฟนๆ ภาพยนตร์ของเธอคงอยากจะเห็นเธอกลับไปโลดแล่นบนจอภาพยนตร์อีกครั้ง

 

อ้างอิง:

The post CRACKED: Katy Louise Saunders จากนักแสดงแพสชันสูง สู่ผู้กุมหัวใจซงจุงกิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRACKED: Fake โกหก…ทั้งเพ ชีวิตวัยรุ่น Y2K ในเมืองใหญ่ 20 ปีผ่านไป ทำไมเรายังเหงาเหมือนเดิม https://thestandard.co/cracked-fake-2003/ Mon, 30 Jan 2023 12:45:13 +0000 https://thestandard.co/?p=743807

Fake โกหก…ทั้งเพ คือภาพยนตร์ไทยซึ่งกำลังจะมีอายุค […]

The post CRACKED: Fake โกหก…ทั้งเพ ชีวิตวัยรุ่น Y2K ในเมืองใหญ่ 20 ปีผ่านไป ทำไมเรายังเหงาเหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>

Fake โกหก…ทั้งเพ คือภาพยนตร์ไทยซึ่งกำลังจะมีอายุครบ 20 ปีในปีนี้ ว่าด้วยความสัมพันธ์ของเพื่อนผู้ชาย 3 คน และผู้หญิง 1 คน แม้จะไม่ใช่หนังไทยทำเงินถล่มทลายหรือมีคำวิจารณ์ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ Fake โกหก…ทั้งเพ ก็มีสิ่งน่าจดจำมากมายที่น่าพูดถึง โดยเฉพาะการพาไปสำรวจชีวิตมนุษย์ในยุค Y2K ทั้งความคิด ความรู้สึก แฟชั่น รวมถึงพัฒนาการของเมืองกรุงเทพฯ ในหนังเรื่องนี้ น่าประทับใจและน่าหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน

 

Fake โกหก…ทั้งเพ คือภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าที่ออกฉายเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2003 โดยสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของผู้กำกับผู้ล่วงลับอย่าง อั๋น-ธนกร พงษ์สุวรรณ ว่าด้วยเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน 3 คนอันได้แก่ เบ (รับบทโดย เผ่าพล เทพหัสดิน ณ อยุธยา), โป้ (รับบทโดย ลีโอ พุฒ-พุฒิพงศ์ ศรีวัฒน์) และ ซุง (รับบทโดย เรย์ แมคโดนัลด์) ที่กำลังเผชิญหน้ากับความรู้สึกกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อ ปวีณา (รับบทโดย อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ) โดยหนังจะเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครผู้ชายทั้งสาม และให้ผู้ชมเป็นผู้ปะติดปะต่อเรื่องเล่าเหล่านั้นด้วยตัวเอง

 

 

บันทึกกรุงเทพฯ

ฉากหลังของ Fake โกหก…ทั้งเพ นั้นเล่าเรื่องในช่วงปี 2000 ต้นๆ ซึ่งในตอนแรกเริ่มนั้นผู้กำกับของเรื่องอย่าง อั๋น-ธนกร พงษ์สุวรรณ ใช้ชื่อโปรเจกต์นี้ว่า ‘บันทึกกรุงเทพฯ’ หรืออีกชื่อหนึ่ง ‘ผู้ชายปัจจัย 4’ โดยเขาเริ่มเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งแต่ในช่วง 4-5 ปีก่อนหนังออกฉาย ใช้วิธีการวางโครงเรื่องที่เอาคาแรกเตอร์ของนักแสดงนำมาเป็นลำดับแรก ไม่ได้เน้นที่พล็อตเรื่อง สะสมข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ของนักแสดงนำทั้งหมดมาประยุกต์ให้กลายเป็นเนื้อเรื่องทั้งหมด ซึ่งรายชื่อของนักแสดงนำทั้ง 3 อย่าง เรย์ แมคโดนัลด์, พุฒิพงศ์ ศรีวัฒน์ (ลีโอ พุฒ) และ เผ่าพล เทพหัสดิน ณ อยุธยา (ต้า บาร์บี้) ถูกระบุไว้ตั้งแต่แรกเริ่มโปรเจกต์ และก่อนหน้าจะมาเสนอโปรเจกต์นี้กับทางสหมงคลฟิล์มฯ เขาได้เคยเสนอให้กับทางฟิล์มบางกอกมาก่อนด้วย

 

สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่อง Fake โกหก…ทั้งเพ พาผู้ชมไปสำรวจคือ ตัวละครที่ต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางเมืองใหญ่ และกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ทั้งกับตัวเองและความสัมพันธ์รอบตัว และยิ่งฉากหลังของเรื่องเป็นโลกหลังยุค Y2K เรายิ่งได้เห็นพัฒนาการของโลกที่เปลี่ยนไป ทั้งเรื่องเทคโนโลยีต่างๆ สภาพสังคม ทัศนคติของคน ที่แม้จะผ่านมานานเกือบ 20 ปีเต็ม แต่เราเชื่อว่ามันยังคงมีความเกี่ยวโยงกับยุคปัจจุบันได้อยู่ ไม่ว่าจะเรื่องเซ็กซ์ ความรัก ความรู้สึก หรือแม้แต่ความเคว้งคว้างของชีวิตที่ต้องดิ้นรนในเมืองใหญ่ของตัวละครหลัก 

 

 

บิ๊กไอเดียคือความสัมพันธ์ที่มันซับซ้อน

บิ๊กไอเดียในภาพยนตร์เรื่องนี้คือเรื่องความรักและความสัมพันธ์ประเภทอย่างในเพลง ‘ลบไม่ได้ช่วยให้ลืม’, ‘ชั่วคราวหรือค้างคืนตลอดไป’ หรือเพลง ‘หรือฉันคิดไปเอง’ ซึ่งมันยังสามารถเชื่อมโยงกับผู้ชมในยุคนี้ได้แน่นอน และหนังเองก็ล้วนแสดงให้เห็นความสัมพันธ์และความรู้สึกเหล่านั้นอย่างตรงไปตรงมาผ่านตัวละครนำทั้ง 4 คน

 

ตัวละครหลักทั้งสี่ต่างวนเวียนมาเจอกัน สัมพันธ์กัน และจากกัน และสิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้พิเศษมากขึ้นคือการเล่าเรื่องของแต่ละตัวละครให้มีสีและโปรดักชันในแบบของตัวเองอย่างชัดเจน เช่น เบ (ต้า เผ่าพล) ที่กำลังจมอยู่ในความเศร้า พาร์ตของเขาจะเป็นสีฟ้าทั้งหมด, โป้ (ลีโอ พุฒ) ที่กำลังเอ็นจอยกับเซ็กซ์และชีวิต พาร์ตของเขาจะเป็นสีเหลือง ขุ่นไปด้วยความสับสนและความว้าวุ่นใจ และ ซุง (เรย์ แมคโดนัลด์) พาร์ตของเขาจะเป็นสีแดงที่สื่อสารถึงความรัก ความไม่แน่นอน ความไม่ชัดเจน จินตนาการที่ร้อนแรง

 

 

แฟชั่นแห่งยุค และพัฒนาการของกรุงเทพฯ

นอกเหนือจากตัวภาพยนตร์จะดำเนินเรื่องด้วยพื้นหลังของยุคต้น 2000 แล้ว สิ่งที่จะเห็นได้ชัดอย่างมากคือแฟชั่นในภาพยนตร์ ที่ทำให้หวนคิดถึงความเท่ ความเก๋ ของสิ่งที่กำลังเป็นกระแสพูดถึงอยู่ในปัจจุบันนี้คือความ Y2K ซึ่งบทบันทึกในหนังเรื่อง Fake โกหก…ทั้งเพ เราจะได้เห็นฟากตัวละครหลักฝ่ายชายไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าหวือหวา มีเพียงเสื้อยืด กางเกงยีนส์เท่ๆ ที่ใส่ให้หลุดก้นสักหน่อย และที่ชัดเจนมากๆ คือคาแรกเตอร์เฉพาะของนักแสดงนำชายทั้งสาม ที่ทำให้องค์รวมของบรรยากาศในเรื่องมันดูเท่เสียเหลือเกิน

 

ความเรียบง่ายนั้นตรงกันข้ามกับตัวละครของ อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ หญิงผู้โดดเด่นเพียงผู้เดียว เธอมักจะปรากฏตัวในหลายๆ ลุคที่เย้ายวนน่ามอง โดยเฉพาะการเลือกใส่เสื้อ Sleeveless ทั้งคอปีน คอเต่า เสื้อแขนกุด มาเป็นไอเท็มหลักอยู่เสมอ ก่อนจะคอมพลีตลุคด้วยส้นสูง และกางเกงยีนส์บ้าง หรือกระเป๋าทรงบาแกตต์สักใบคล้องไหล่ ก็นับว่าเป็นภาพของยุคสมัยที่หลายๆ คนจดจำได้ บ่งบอกให้เห็นแฟชั่นที่สนุกสนานและหลากหลายในช่วงเวลานั้น

 

ทั้งนี้ ฉากหลังของกรุงเทพฯ ใน Fake โกหก…ทั้งเพ ทำออกมาได้เหงา ลึกลับ และน่าค้นหาอย่างมาก ในช่วงปีที่เมืองใหญ่กำลังเปลี่ยนแปลงไปด้วยเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน เราจึงได้เห็นภาพของกรุงเทพฯ ในมุมมองที่ว่างเปล่า สวยงาม เหงาๆ และมีภูมิทัศน์ที่แปลกตา เช่น การที่ตัวละครวิ่งอยู่ในอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน ภาพของตึกระฟ้าสูงใหญ่มากมาย รถไฟฟ้าบีทีเอสที่ดูเป็นของใหม่มากๆ ในตอนนั้น หรือภาพของสำนักงาน ท้องถนน สถานบันเทิง ที่ล้วนแล้วแต่บันทึกวันเวลาของยุคสมัยไว้ได้อย่างน่าชม 

 

“ผมอยากจะเล่าถึงบรรยากาศของกรุงเทพฯ ผมเป็นคนกรุงเทพฯ และใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ผมอยากจะพูดถึงมันแบบไม่ได้พูดตรงๆ อยากพูดถึงบรรยากาศของมันแบบที่มันเป็นจริงๆ และในแบบที่ผมรู้สึก กรุงเทพฯ อาจจะเป็นตัวละครตัวหนึ่งในหนังเรื่องนี้ นอกเหนือจาก เบ โป้ ซุง และปวีณา เมืองกรุงเทพฯ เป็นตัวละครที่มีอยู่ตลอดทั้งเรื่อง และมันก็มีบทสนทนาของตัวมันเองโดยที่เราไม่ต้องไปเขียนให้” อั๋น ธนกร ผู้กำกับเคยให้สัมภาษณ์ไว้กับเว็บไซต์ SiamZone เกี่ยวกับความเชื่อมโยงของกรุงเทพฯ และหนังเรื่องนี้

 

 

ความหวังและความหวาดกลัวของช่วงวัย 

หนึ่งประเด็นสำคัญที่ผู้กำกับ อั๋น ธนกร อยากสื่อสารออกมาผ่านหนังเรื่องนี้ คือการนำเสนอชีวิตของคนหนุ่มวัย 20 ต้นๆ ที่กำลังว้าวุ่นกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต แม้จะถูกฉาบผ่านการเล่าเรื่องความสัมพันธ์ แต่ในความจริงแล้ว ข้อความที่อยู่ระหว่างบรรทัดใน Fake โกหก…ทั้งเพ คือตัวละครที่กำลังมีความหวังและความหวาดกลัวต่อการมีชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ และกรุงเทพฯ ก็คือตัวละครอย่าง ปวีณา ที่เข้ามาทำให้ตัวละครนำทั้ง 3 คนนั้นหวั่นไหว หวาดกลัว แม้แต่มีความหวังก็ตาม

 

ผู้กำกับ อั๋น ธนกร เคยให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ไว้ว่า เขารู้สึกว่า กรุงเทพฯ ก็เหมือนปวีณา เพราะบางทีเราก็เหมือนจะรักมันได้ บางทีก็อยากให้เมืองรักเราบ้าง เปรียบเหมือนสิ่งที่กะเกณฑ์และคาดเดาไม่ได้ แต่ไม่ว่าปวีณาหรือกรุงเทพฯ จะปฏิบัติตัวต่อตัวละครนำอย่างไร สุดท้ายสิ่งที่ตัวละครมีนั้นคือ ‘ความหวัง’ หวังให้เธอรัก หรือหวังที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้ได้อย่างมีความสุขนั่นเอง

 

“ตัวละครทั้ง 3 คนยังไม่รู้ว่าชีวิตของตนจะดำเนินไปทางไหน ถึงแม้บางคนจะมีงานทำ แต่ก็ไม่มีความมั่นคงนัก คือมันมีทั้งความเคว้งคว้างและความหวาดกลัว ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จะตกงานเมื่อไหร่ พรุ่งนี้จะมีงานต่อไปมั้ย ผมเองก็กลัวเหมือนกัน มันเป็นความกลัวของคนรุ่นนี้นะผมว่า” อั๋น ธนกร กล่าวถึงผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา

 

 

Fake โกหก…ทั้งเพ ยังมีโอกาสได้ไปร่วมฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศมากมาย ทั้ง Vancouver International Film Festival ในปี 2003 ที่ตอนนั้นก็มีหนังอย่าง Last Life in the Universe ของ เป็นเอก รัตนเรือง เข้าฉายด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติเป็น 1 ใน 5 หนังไทยที่ถูกเลือกไปฉายในเทศกาล Stockholm International Film Festival ในปีเดียวกัน ร่วมกับ 15 ค่ำ เดือน 11, คืนไร้เงา, สยิว และ องค์บาก และ Singapore International Film Festival ในช่วงปีที่หนังออกฉาย

 

เรียกว่าเป็นผลงานแรกที่โดดเด่นมากๆ ของผู้กำกับ อั๋น-ธนกร พงษ์สุวรรณ ซึ่งก่อนที่เขาจะเข้ามานั่งแท่นผู้กำกับ เขาเริ่มต้นการทำงานในวงการภาพยนตร์ในฐานะรีพอร์ตเตอร์ที่คอยจดบันทึกการถ่ายทำในกองภาพยนตร์เรื่อง เกิดอีกทีต้องมีเธอ (1995) ของผู้กำกับ ปรัชญา ปิ่นแก้ว ก่อนจะค่อยๆ ได้รับโอกาสทำงานกับผู้กำกับคนอื่นๆ เช่น เป็นผู้ช่วยผู้กำกับของ เรียว-กิตติกร เลียวศิริกุล และ ออกไซด์ แปง โดยอั๋นได้ฝึกฝนงานสุดหินจากผู้กำกับเหล่านี้มาอย่างมากมาย และเขายังมีผลงานอื่นๆ ตามมาอีกทั้ง เอ็กซ์แมน แฟนพันธุ์เอ็กซ์ (2004), โอปปาติก เกิดอมตะ (2007), ท้าชน (2009) และ ซิงเกิลเลดี้ เพราะเคยมีแฟน (2015) ก่อนที่เขาจะลาลับไปในปี 2020 ที่ผ่านมา

 

ใครที่ยังไม่เคยสัมผัสบรรยากาศของภาพยนตร์เรื่องนี้ ไปร่วมสำรวจโลกของมนุษย์ Y2K กันแบบเข้มๆ ใน Fake โกหก…ทั้งเพ ได้ทาง Netflix ต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ 

 

อ้างอิง:

The post CRACKED: Fake โกหก…ทั้งเพ ชีวิตวัยรุ่น Y2K ในเมืองใหญ่ 20 ปีผ่านไป ทำไมเรายังเหงาเหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: NewJeans เกิร์ลกรุ๊ปที่กำลังพลิกวงการ K-POP?! | CRACKED EP.38 https://thestandard.co/cracked-newjeans-2/ Wed, 18 Jan 2023 12:04:55 +0000 https://thestandard.co/?p=738933

NewJeans คือหนึ่งในวงเกิร์ลกรุ๊ปที่ได้รับการพูดถึงอย่าง […]

The post ชมคลิป: NewJeans เกิร์ลกรุ๊ปที่กำลังพลิกวงการ K-POP?! | CRACKED EP.38 appeared first on THE STANDARD.

]]>

NewJeans คือหนึ่งในวงเกิร์ลกรุ๊ปที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากในวินาทีนี้ ทั้งจากความสดใหม่ของพวกเธอ การนำเสนอบทเพลง แฟชั่น และคาแรกเตอร์ของ 5 สาวนั้นน่าสนใจตั้งแต่แรกเห็น ทั้งแฟชั่นยุค 1990-2000 ปรากฏการณ์เพลงฮิตมากมายอย่าง Attention, Hype Boy หรือล่าสุดอย่าง Ditto และ OMG ก็ล้วนทำให้ชื่อ NewJeans เป็นที่พูดถึงมากขึ้นไปอีก

 

แต่ทำไมเกิร์ลกรุ๊ปที่เพิ่งเดบิวต์มาแบบสดๆ ร้อนๆ อายุวงเพียงไม่ถึงปี นับถึงเดือนมกราคม 2023 ถึงได้เป็นที่ชื่นชอบของแฟนเพลงได้มากขนาดนี้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว พวกเธอกำลังสร้างแรงกระเพื่อมอย่างไรกับอุตสาหกรรมดนตรีและแฟชั่นในปัจจุบันบ้าง?

 

ตัดต่อ: มุกริน ลิ่มประธานกุล

The post ชมคลิป: NewJeans เกิร์ลกรุ๊ปที่กำลังพลิกวงการ K-POP?! | CRACKED EP.38 appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRACKED: Michelle Yeoh ผู้หญิงที่เป็นให้ผู้ชมได้ทุกอย่าง กับจุดสูงสุดของโปรไฟล์ชีวิตในวัย 60 ปี https://thestandard.co/cracked-michelle-yeoh/ Wed, 11 Jan 2023 11:57:44 +0000 https://thestandard.co/?p=735932

“คุณพูดภาษาอังกฤษเหรอ?”    นี่คือคำถามแรกที่ผ […]

The post CRACKED: Michelle Yeoh ผู้หญิงที่เป็นให้ผู้ชมได้ทุกอย่าง กับจุดสูงสุดของโปรไฟล์ชีวิตในวัย 60 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

“คุณพูดภาษาอังกฤษเหรอ?” 

 

นี่คือคำถามแรกที่ผู้หญิงคนหนึ่งได้รับในวันที่ก้าวเท้าเข้าสู่โลกใบใหม่ที่เรียกว่า ‘ฮอลลีวูด’ เวลาหลายสิบปีผ่านไป ความสามารถจากทุกผลงานและรางวัล ‘นักแสดงหญิงยอดเยี่ยม’ จากเวที Golden Globes Awards 2023 และล่าสุดกับออสการ์ตัวแรกในชีวิตของเธอ ได้ตอบทุกคำถามที่ทุกคนเคยสงสัยในตัวผู้หญิงที่ชื่อ Michelle Yeoh (มิเชล โหย่ว) คนนี้ได้หมดแล้ว 

 

Michelle Yeoh คือชื่อนักแสดงหญิงที่คุ้นหูชาวไทยมาหลายสิบปี และในวันนี้เธอเพิ่งจะได้รับรางวัลตัวแรกในชีวิตในฐานะนักแสดงนำหญิงจากภาพยนตร์เรื่อง Everything Everywhere All At Once และเธอยังเป็นผู้หญิงเอเชียนคนแรกในรอบ 94 ปีที่ได้รับรางวัลนี้อีกด้วย กลายเป็นหมุดหมายและจุดสูงสุดของโปรไฟล์ในชีวิตตลอด 60 ปีของเธอ แต่กว่า ‘ซือเจ๊’ คนนี้จะทะลุมัลติเวิร์สมาถึงจุดนี้ได้ ชีวิตของเธอก็ผ่านหุบเหวมามากมายจนหลายคนนึกไม่ถึง 

 

เธอเอาความฝันทั้งหมดเดิมพันกับการเติบโตของชีวิตตั้งแต่เด็ก พลิกผันเส้นทางชีวิตจากการเป็นนักบัลเลต์สู่การเป็นนักแสดงเอเชียเบอร์ต้น ที่โชคชะตา จังหวะ และโอกาสทั้งหมดพิสูจน์แล้วว่า ทุกๆ ก้าวเดินของชีวิต ทำให้เธอมีวันนี้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี

 

ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Yes, Madam! (1985) / IMDb

 

จากนักบัลเลต์อนาคตไกล สู่สตันท์เกิร์ลที่ชื่อ Michelle Khan

 

Michelle Yeoh เป็นลูกครึ่งมาเลเซีย-จีน ที่เติบโตพร้อมกับความสนใจในการเต้น และทุกศาสตร์การเคลื่อนไหว เธอเริ่มเรียนบัลเลต์อย่างจริงจังตั้งแต่อายุ 4 ปี ย้ายตามครอบครัวไปอาศัยอยู่ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตอนอายุ 15 ปี ที่นั่นเธอได้เข้าเรียนที่ London’s Royal Academy of Dance ในสาขาบัลเลต์ และดูเหมือนเส้นทางในการเป็นนักบัลเลต์มืออาชีพของเธอจะสวยงาม เหมือนที่เธอเคยพูดเอาไว้ว่า

 

“ตอนนั้นเหมือนฝันเป็นจริง ฉันได้เต้นบัลเลต์ ห้อมล้อมไปด้วยดนตรีและท่วงท่า” 

 

นอกจากนี้เธอยังมีความฝันสูงสุดคือการได้เป็นอาจารย์สอนบัลเลต์ขั้นสูง และยังมีแพลนเปิดโรงเรียนสอนบัลเลต์ในมาเลเซีย แต่เรื่องราวทั้งหมดก็พลิกผันหลังจากเธอเริ่มมีอาการบาดเจ็บที่หลัง ทำให้เส้นทางการเป็นนักเต้นถึงทางตัน มันเหมือนกับความฝันแตกสลายไปต่อหน้า 

 

แต่ในเรื่องโชคร้ายนั้นก็ยังมีเรื่องที่โชคดี และเหมือนชีวิตของเธอได้กำหนดไว้แล้ว เพราะในขณะนั้นเองเธอได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ของเธอให้ก้าวสู่โอกาสใหม่ นั่นคือการเรียนการแสดง แต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ไม่ได้สวยงามเท่าไรนัก 

 

“ฉันเกลียดมันอย่างแรง!” 

 

Michelle Yeoh เคยพูดถึงจุดเริ่มต้นนี้ในสุนทรพจน์บนเวที ASEAN World Economic Forum ในปี 2016 เธอไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้มาเป็นนักแสดง เพราะเธอตื่นเวทีมากๆ และการเรียนการแสดงในอังกฤษเป็นเรื่องซีเรียสมากๆ จนหลายครั้งเธอพยายามหาทางจะโดดเรียนคลาสแอ็กติ้งตลอดเวลา

 

ภาพจากโฆษณา Guy Laroche (1984)

 

หลังเรียนจบจากอังกฤษ เธอเริ่มต้นชีวิตในอีกเส้นทาง และสร้างชื่อตัวเองจากการประกวดเวที Miss World Malaysia ในปี 1983 ก่อนจะมีผลงานการแสดงแรกเป็นโฆษณานาฬิกาของแบรนด์ Guy Laroche ในปี 1984 ร่วมกับ แจ็คกี้ ชาน หรือเฉินหลง ที่กำลังฮอตสุดๆ ในเวลานั้น ซึ่งงานโฆษณาชิ้นนี้นี่แหละที่ทำให้เธอไปเข้าตาโปรดักชันเฮาส์ในฮ่องกง และเธอก็เริ่มมีงานแสดงในภาพยนตร์หลังจากนั้น โดยเดบิวต์ในชื่อของ Michelle Khan (มิเชล คาน) ในภาพยนตร์ที่ชื่อว่า The Owl vs. Dumbo (1984)

 

ใครจะไปคิดว่าจากนักเรียนบัลเลต์ จะกลายมาเป็นแอ็กชันสตาร์คนใหม่ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮ่องกง และเธอก็เริ่มต้นทำงานในสายนี้อย่างจริงจัง ก่อนที่ในปี 1985 เธอจะมีเครดิตในฐานะนักแสดงนำในหนังแอ็กชัน Yes, Madam! ถึงแม้จะยังไม่ใช่บทบาทที่ถนัด แต่เธอก็พยายามดัดแปลงพื้นฐานการเคลื่อนไหวและแสดงออก เพื่อแสดงท่วงท่าศิลปะการต่อสู้ บวกกับใช้วิธีเรียนรู้จากหน้าฉากและนำไปฝึกซ้อมเองที่ยิมอย่างหนักเพื่อพัฒนาตัวเองเพิ่มเติม

 

ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง The Stunt Woman (1996) / IMDb

 

ชื่อของ Michelle Yeoh ในฐานะแอ็กชันสตาร์หญิงที่โด่งดัง ก็เรียกว่าเป็นการพลิกบทบาททางเพศในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮ่องกงไปอย่างมาก เพราะภาพยนตร์แอ็กชันในขณะนั้นมักจะมีแต่ผู้ชายเป็นนักแสดงนำ และความสามารถของเธอก็ล้นเหลือขนาดนี้ แจ็คกี้ ชาน เพื่อนร่วมงานที่ทำงานด้วยกันมายาวนาน ไว้ใจและให้เธอเป็นนักแสดงหญิงคนเดียวที่เขาจะยอมให้เล่นฉากสตันท์ด้วยตัวเอง

 

แต่จากจุดแข็งนี้ก็ทำให้ช่วงหนึ่งเธอได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก จากอุบัติเหตุในการถ่ายทำเรื่อง The Stunt Woman (1996) เธอประสบอุบัติเหตุอย่างหนักในซีนที่ต้องกระโดดจากสะพานลงมาที่รถบรรทุกในความสูงราว 5 เมตร เธอดิ่งตัวลงบนพื้นจนหลังหัก ต้องพักรักษาตัวนานเป็นเดือน ซึ่งไม่ใช่แค่ทางกายเท่านั้น แต่ความรู้สึกทางจิตใจตอนนั้นก็ได้รับผลกระทบรุนแรงเช่นกัน 

 

ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Tomorrow Never Dies (1997)

 

จากฮ่องกงสู่ฮอลลีวูด และการกำเนิดใหม่ของ Michelle Yeoh

 

ย้อนกลับไปครั้งที่เธอได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง Police Story 3: Super Cop ในปี 1992 ร่วมกับ แจ็คกี้ ชาน ที่มีเวอร์ชันพากย์เสียงอังกฤษใหม่ใน 4 ปีให้หลังและนำไปฉายในสหรัฐอเมริกา และนั่นเป็นใบเบิกทางให้ความสามารถของเธอได้เฉิดฉาย และกลับไปใช้ชื่อเรียกตัวเองว่า Michelle Yeoh ในการเดินทางครั้งสำคัญครั้งนี้

 

บทบาทแรกอันน่าจดจำของการเกิดใหม่ครั้งนี้ คือการได้รับบทเป็นสาวบอนด์ใน Tomorrow Never Dies (1997) ที่เธอแสดงนำเคียงข้าง Pierce Brosnan และทำให้ James Bond คนนี้ประทับใจเธอมากๆ ถึงกับเอ่ยปากว่า Michelle Yeoh เป็นนักแสดงที่มหัศจรรย์ และมีความตั้งใจในการทำงานมากๆ และในปีเดียวกันนี้เองที่เธอเดบิวต์ในฮอลลีวูด ถูกยกย่องให้เธอเป็น 1 ใน 50 ผู้หญิงที่เซ็กซี่ที่สุดแห่งปีจากนิตยสาร People 

 

ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Crouching Tiger, Hidden Dragon (2000)

 

สปอตไลต์ที่ส่องแสงให้เธอเป็นที่รู้จักมากขึ้นในเวทีโลกอีกครั้ง คือการแสดงภาพยนตร์เรื่อง Crouching Tiger, Hidden Dragon (2000) ของผู้กำกับ อังลี เธอใช้เวลา 1 ปีเต็มในการพักเพื่อเตรียมตัวทั้งเรื่องร่างกาย รวมไปถึงการเรียนภาษาจีนแมนดารินในระดับลึก เพื่อให้พร้อมสำหรับบท เนื่องจากเธอพูดได้เพียงภาษาจีนกวางตุ้งเท่านั้น 

 

แต่หลังจากภาพยนตร์เริ่มเดินหน้าถ่ายทำไปไม่นาน เธอประสบอุบัติเหตุเอ็นเข่าฉีกจนได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก จนเกือบจะถอนตัวไปจากบทนี้แล้ว แต่ผู้กำกับ อังลี อยากให้เธอเล่นบทนี้จริงๆ ถึงกับยอมเลื่อนกองถ่ายไปหลายเดือนเพื่อให้เธอรักษาตัว และเมื่อเธออาการดีขึ้น เธอต้องบินไป-กลับจากสหรัฐอเมริกาและจีนเพื่อถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ในซีนที่ไม่ต้องแอ็กชันหนักๆ จนกว่าร่างกายเธอจะเป็นปกติสำหรับฉากอื่นๆ

 

เธอยังสร้างผลงานที่น่าจดจำอีกมากมายไว้ในโปรไฟล์ ไม่ว่าจะเป็น Memoirs of a Geisha (2005) ของผู้กำกับ Rob Marshall ซึ่งเธอเองเป็นแฟนของหนังสือเล่มดังกล่าว และเป็นแฟนหนังเรื่อง Chicago (2002) ของ Rob อยู่แล้ว เมื่อรู้ว่าหนังสือเล่มนี้จะกลายเป็นหนัง เธอถึงกับบอกว่า 

 

“ให้ฉันคุกเข่าอ้อนวอนก็ได้พระเจ้า ให้เขาโทรหาฉันเถอะ!” 

 

นอกจากนี้ Michelle และนักแสดงหญิงอีก 2 คนทั้ง กงลี และ จางจื่ออี๋ ต้องอยู่ด้วยกันเป็นเวลา 6 สัปดาห์เพื่อเข้า ‘Geisha Boot Camp’ เพื่อเรียนหลักสูตรเร่งรัดในการเป็นเกอิชา เรียนรู้วัฒนธรรมทั้งหมด ทั้งการเต้นรำ การเล่นดนตรี และการชงชา

 

ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Crazy Rich Asians (2018)

 

Michelle Yeoh เคยรับบทเป็น ออง ซาน ซูจี ในภาพยนตร์เรื่อง The Lady (2011) หรือบทที่หลายๆ คนน่าจะชอบเธอมากๆ ก็คือ Eleanor Young จาก Crazy Rich Asians (2018) แม่จอมเนี้ยบที่ทำให้เราต้องนั่งเกร็งตัวทุกครั้งที่ปรากฏตัวบนจอ 

 

มีเรื่องน่ารักๆ ที่คุณอาจไม่เคยรู้ ผู้กำกับ John M.Chu บอกว่า Michelle Yeoh ไม่พอใจแหวนหยกม็อกอัพที่ทีมงานทำมา เธอเลยโชว์คอลเล็กชันแหวนงามๆ ของเธอให้เขาดูเพื่อนำไปทำใหม่ จึงกลายมาเป็นแหวนเพชรหยกสุดไอคอนิกอย่างที่เราเห็นในเรื่อง

 

ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Everything Everywhere All At Once (2022)

 

จุดสูงสุดของโปรไฟล์ชีวิตในวัย 60 ปีของ Michelle Yeoh

 

แม้เธอจะรับเล่นภาพยนตร์มามากมาย ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์และผู้ชมอีกจำนวนมาก แต่สิ่งที่เธอกลับไม่ค่อยมีโอกาสได้สัมผัสคือ รางวัลที่การันตีความสำเร็จเหล่านั้น มีไม่กี่ครั้งที่ฝีมือของเธอจะถูกมองเห็นจนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสักอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นเวทีของกลุ่มนักวิจารณ์ หรือเวทีเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลก 

 

ชื่อของเธอเคยเข้าใกล้จุดสูงสุดอยู่บ้าง ก็จากตอนที่เล่น Crouching Tiger, Hidden Dragon (2000) ที่เธอได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำหญิงถึง 7 สถาบัน ซึ่งรวมไปถึงรางวัลม้าทองคำ รางวัลที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมภาพยนตร์จีน หรือจากเรื่อง The Lady (2011) หรือ Crazy Rich Asians (2018) แต่ทั้งหมดก็เป็นเพียงชื่อผู้เข้าชิง ยังไม่เคยมีสักครั้งที่เธอจะได้ขึ้นไปยืนกล่าวสปีชบนเวทีในฐานะนักแสดง ‘ยอดเยี่ยม’ มาก่อน 

 

ผ่านไป 22 ปี ชื่อของ Michelle Yeoh กลับมาโดดเด่นอีกครั้งในช่วงเทศกาลรางวัลจากกระแสของภาพยนตร์เรื่อง Everything Everywhere All At Once นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจริงๆ ตั้งแต่เริ่มเข้าฉายในเทศกาล Southwest Film Festival ในเดือนมีนาคม 2022 เพราะเมื่อเช้านี้ (11 มกราคม 2023) เธอเพิ่งจะได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมหมวดภาพยนตร์ตลกหรือมิวสิคัล จากเวทีลูกโลกทองคำ ซึ่งถือเป็นรางวัลใหญ่รางวัลแรกในชีวิตอย่างแท้จริง ที่ไม่นับรางวัลพิเศษในเวทีอื่นๆ ที่เคยมอบให้เพื่อสรรเสริญและให้เกียรติความสามารถของเธอ

 

 

Michelle Yeoh ได้สร้างคาแรกเตอร์ Evelyn Wang ในหนังที่เคยมีเรื่องย่อปรากฏในเว็บไซต์ IMDb ว่า เป็นเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่พยายามจะจ่ายภาษี ให้กลายเป็นบทบาทที่ได้รับการชื่นชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลก ในทิศทางเดียวกันว่า “นี่คือบทบาทที่ดีที่สุดในชีวิตของ Michelle Yeoh” 

 

Everything Everywhere All At Once นับว่าเป็นการก้าวกระโดดออกจากคอมฟอร์ตโซนอีกครั้ง (และอีกครั้ง) เพราะเธอได้เล่นบทที่มีทุกมิติ ทั้ง คอเมดี้ แอ็กชัน สยองขวัญ และทุกๆ แนวหนังในหนังเรื่องเดียว เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม และเธอก็รอคอยบทบาทแบบนี้มาทั้งชีวิต แม้กระทั่งตัวเธอเองยังรู้สึกว่า ไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะได้เอาทักษะศิลปะการต่อสู้ของตัวเองมาทำอะไรบ้าบอแบบนี้! 

 

และเป็นที่มาของการขึ้นไปกล่าวสปีชในฐานะ ‘นักแสดงยอดเยี่ยม’ ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทรงพลัง และสรุปเรื่องราวตลอดระยะเวลา 60 ปีที่เธอเผชิญมาได้ด้วยตัวเอง 

 

“ฉันจำครั้งแรกที่เดินทางมาที่ฮอลลีวูดได้ มันเหมือนฝันที่เป็นจริง จนกระทั่งมีใครคนหนึ่งถามฉันว่า “คุณพูดภาษาอังกฤษเหรอ?” และฉันก็ตอบเขาว่า “ใช่ พอดีไฟลต์บินยาวตั้ง 13 ชั่วโมง ฉันก็เลยได้ฝึกเรียนภาษา” 

 

“เวลาผ่านไปฉันอายุครบ 60 ปีเมื่อปีที่แล้ว และฉันคิดว่าผู้หญิงทุกคนรู้และเข้าใจสิ่งนี้ เมื่อเราแก่ตัวลง วันเวลาและตัวเลขมากขึ้น แต่โอกาสมันน้อยลง และภาพยนตร์เรื่อง Everything Everywhere All At Once คือของขวัญที่ดีที่สุดที่ฉันได้รับมา”

 

Everything Everywhere All At Once เชื่อมโยงตัวตนของเธอ และคนชายขอบจำนวนมากไว้ด้วยกัน ผ่าน Evelyn Wang ตัวละคร Asian-American ผู้อพยพที่ต้องดีลกับสถานการณ์เหลือเชื่อบางอย่าง นอกจากนี้เธอยังกล่าวถึงตัวละครที่เผยให้เห็นแง่มุมหนึ่งของชีวิตผู้หญิงที่คล้ายจะไร้ตัวตน หรือถูกมองข้ามในบางที รวมถึงยังเป็นตัวละครผู้หญิงที่มาไล่ล่าความฝันแบบอเมริกันชนที่ชีวิตไม่ได้ง่ายเลยกว่าจะมาถึงจุดนี้

 

ถ้าหากมองกันดีๆ เส้นทางความสำเร็จของ Michelle Yeoh ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เธอต้องฝ่าฟัน ตั้งใจทำงาน เจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจมาตลอดชีวิตจากการทำงาน รวมถึงยังเป็นนักแสดงต่างชาติที่ต้องผ่านบททดสอบมากมายจากวงการและสังคมอเมริกันมาตั้งเท่าไร

 

แต่ในวันนี้มันเป็นวันของเธอแล้ว วันที่ Michelle Yeoh  ได้รับรางวัลออสการ์ตัวแรกในชีวิต หลังจากใช้ทุกอย่างที่เธอมีพิสูจน์ความสามารถของตัวเองมาตลอดชีวิต และต้องยอมรับว่านี่คือจุดสูงสุดในชีวิตของเธอในวัย 60 ปีอย่างสมศักดิ์ศรี

 

และผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่แค่พูดภาษาอังกฤษ แต่เธอยังสามารถมอบการแสดงอันทรงพลัง ที่ทำให้คนทั้งโลกต้องยอมรับได้จริงๆ 

 

อ้างอิง:

The post CRACKED: Michelle Yeoh ผู้หญิงที่เป็นให้ผู้ชมได้ทุกอย่าง กับจุดสูงสุดของโปรไฟล์ชีวิตในวัย 60 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRACKED: NewJeans เกิร์ลกรุ๊ปตัวพลิกเกม K-Pop https://thestandard.co/cracked-newjeans/ Tue, 10 Jan 2023 08:59:08 +0000 https://thestandard.co/?p=735192 NewJeans (1)

NewJeans คือหนึ่งในวงเกิร์ลกรุ๊ปที่ได้รับการพูดถึงอย่าง […]

The post CRACKED: NewJeans เกิร์ลกรุ๊ปตัวพลิกเกม K-Pop appeared first on THE STANDARD.

]]>
NewJeans (1)

NewJeans คือหนึ่งในวงเกิร์ลกรุ๊ปที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากในวินาทีนี้ ทั้งจากความสดใหม่ของพวกเธอ การนำเสนอบทเพลง แฟชั่น และคาแรกเตอร์ของ 5 สาวนั้นน่าสนใจตั้งแต่แรกเห็น ทั้งแฟชั่นยุค 1990s-2000s ปรากฏการณ์เพลงฮิตมากมายอย่าง Attention, Hype Boy หรือล่าสุดอย่าง Ditto และ OMG ก็ล้วนทำให้ชื่อ NewJeans เป็นที่พูดถึงมากขึ้นไปอีก

 

แต่ทำไมเกิร์ลกรุ๊ปที่เพิ่งเดบิวต์มาแบบสดๆ ร้อนๆ อายุวงเพียงไม่ถึงปี นับถึงเดือนมกราคม 2023 ถึงได้เป็นที่ชื่นชอบของแฟนเพลงได้มากขนาดนี้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว พวกเธอกำลังสร้างแรงกระเพื่อมอย่างไรกับอุตสาหกรรมดนตรีและแฟชั่นในปัจจุบันบ้าง?

 

NewJeans (1)

สมาชิกของ NewJeans (จากซ้ายไปขวา)

ฮเยอิน, แฮริน, ดาเนียล, ฮันนิ, มินจี / ภาพ: ADOR

 

NewJeans มาสเตอร์พีซชิ้นใหม่ของ มินฮีจิน ผู้พลิกวงการ K-Pop

 

NewJeans ประกอบไปด้วยสมาชิก 5 คน อันได้แก่ มินจี, ฮันนิ, ดาเนียล, แฮริน และ ฮเยอิน รวมตัวกันภายใต้ค่ายชื่อว่า ADOR หรือ All Doors One Room ซึ่งหัวเรือใหญ่ของค่ายนี้คือ Min Heejin (มินฮีจิน) ที่ได้เข้ามาร่วมทำงานกับทางค่าย HYBE Corporation ในปี 2019 โดยก่อนหน้านี้ทุกคนจะรู้จักเธอในฐานะครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ SM Entertainment 

 

มินฮีจินเคยฝากผลงานระดับมาสเตอร์พีซไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับ f(x), SHINee, Girls’ Generation, Red Velvet และ EXO โดยหน้าที่ของเธอคือการดูแลภาพรวมของศิลปิน ตั้งแต่แพลนการทำงาน อาร์ตเวิร์ก เสื้อผ้าหน้าผม หรือมิวสิกวิดีโอ เพื่อสร้างความเป็นแบรนด์ของศิลปินนั้นๆ ให้แข็งแรง 

 

และกว่า 17 ปีใต้ชายคาบ้าน SM Entertainment เธอสร้างความฮือฮาให้กับวงการ K-Pop มามากพอสมควร การันตีด้วยรางวัล MAMA Awards สาขา Best Visual & Art Director ในปี 2016 และสาขา Breakout Producer ในปี 2022 จากการทำงานโปรเจกต์ NewJeans 

 

NewJeans (2)

Min Heejin (มินฮีจิน)

 

NewJeans นับเป็นศิลปินเบอร์แรกภายใต้การดูแลของ ADOR ซึ่งมีมินฮีจินเป็น CEO โดยเป็นการรวมตัวกันของสาวๆ ซึ่งคัดเลือกมาจากการออดิชัน และสมาชิกหลายๆ คนเองก็ต่างเคยมีผลงานในวงการบันเทิงกันอยู่ก่อนแล้ว 

 

ส่วนที่มาของชื่อ NewJeans นั้นได้ให้ความหมายไว้สองแบบ อย่างแรกหมายถึงกางเกงยีนส์ที่เป็นไอเท็มแฟชั่นซึ่งเข้าถึงทุกเพศทุกวัย ส่วนอีกนัยหนึ่งคือชื่อ NewJeans พ้องเสียงกับคำว่า New Genes อันแปลได้ว่าเป็นยีนหรือสายพันธุ์ใหม่ของวงการเพลงนั่นเอง

 

มินฮีจินเคยกล่าวไว้ตอนเปิดตัว NewJeans ว่า “ดนตรีป๊อปเป็นวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของเรา เหมือนกับเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ได้ทุกวัน เช่นเดียวกับกางเกงยีนส์​ที่ผ่านวันเวลามาอย่างยาวนาน และกลายมาเป็นไอเท็มฮิตในคนทุกเพศทุกวัย เป็นหนึ่งสิ่งที่คุณหยิบมาใส่ได้ไม่เบื่อ”

 

ที่ต้องบอกว่า NewJeans เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซของบุคลากรระดับพระกาฬของวงการ K-Pop เพราะมินฮีจินเองก็ทรงอิทธิพลอย่างมากในฐานะครีเอทีฟไดเรกเตอร์ เพราะผลงานของเธอมีความไอคอนิกสูง มีเอกลักษณ์ ฉูดฉาด และไม่เหมือนใคร รวมถึงสิ่งที่เป็นจุดแข็งของเธอนั่นคือกลยุทธ์ที่พางานเพลงหลุดพ้นจากกรอบเดิมๆ โดยเฉพาะในช่วงปี 2010 เธอเคยพลิกเกมของอุตสาหกรรมดนตรีเกาหลีด้วยแนวคิดที่ว่า “ซีดีรูปแบบแผ่นไม่ใช่อะไรที่ไว้ฟัง แต่มันคือการมองเห็น”

 

NewJeans (2)

 

มินฮีจินเริ่มต้นการพลิกเกมในช่วงที่ยอดขายซีดีตกลง เธอรู้สึกว่าแค่การดีไซน์ปกอัลบั้มไม่เพียงพออีกต่อไป จึงเปลี่ยนการทำงานที่จับเอางานโปรดักชันและงานโปรโมตเข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว เรียกว่า ‘Visual Storytelling’ กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของวงการ K-Pop ที่ไม่ใช่แค่ฟังเพลง แต่หมายถึงเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ภาพ เอ็มวี หรือวิธีการโปรโมตที่ล้วนเป็นเรื่องเดียวกันให้ผู้ฟังเข้าใจบริบทของศิลปินและเพลงนั้นๆ มากขึ้น

 

และเมื่อกลยุทธ์นี้ถูกนำมาใช้กับ NewJeans อีกครั้งก็ยังได้ผลอย่างมาก โดยเฉพาะการที่เหล่าคนฟังเพลงให้ความสนใจกับ Storytelling จากงานของพวกเธอ เช่น ในเอ็มวีเพลง Ditto หรือ OMG ที่เพิ่งปล่อยไป ชิ้นงานทำให้เกิดกระแสปากต่อปาก ผลัดกันชม ผลัดกันแชร์ จนไปถึงผู้คนในวงกว้างในที่สุด ไม่ว่าจะในแง่เรื่องราว โปรดักชัน หรืองานอาร์ตไดเรกชันของเธอที่ยังคงเขย่าหัวใจคนได้เหมือนเดิม

 

NewJeans (3)

ภาพ: ADOR

 

Surprise Release ปล่อยเพลงแบบปล่อยใจ ความเสี่ยงที่ผลลัพธ์คุ้มค่า

 

มินฮีจินพลิกเกมอุตสาหกรรม K-Pop อีกครั้ง หลังจากการปรากฏตัวครั้งแรกของ NewJeans ที่ต้องบอกว่า ‘ไม่เข้าตามตรอก ออกตามประตู’ เอาเสียเลย เช่น ไม่มีการโปรโมตล่วงหน้าอย่างมีแบบแผน ไม่เปิดเผยภาพคอนเซปต์ ทีเซอร์เอ็มวี หรือข้อมูลของการพรีออร์เดอร์อัลบั้มเฉกเช่นที่วงอื่นๆ เขาทำกัน เพราะนอกจากทีเซอร์แรกที่มีตัวเลข 22, 7 และ 22 หรือน้องกระต่ายที่วิ่งไปพร้อมกับดนตรี เราก็แทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเกิร์ลกรุ๊ปวงนี้ 

 

จนกระทั่งวันที่ 22 กรกฎาคม 2022 ที่เพลง Attention ถูกปล่อยออกมาแบบ Surprise Release ปล่อยเพลงแบบไม่มีการโปรโมต เซอร์ไพรส์ทุกคนไปเลย! ถึงขนาดที่ Jeff Benjamin คอลัมนิสต์จาก Billboard ได้พูดถึงการเปิดตัวครั้งนี้ของ NewJeans ว่าค่อนข้างเสี่ยง แต่ให้พลังงานที่ดีอย่างมาก ถือเป็นการเดิมพันที่ผลตอบแทนน่าสนใจมากๆ ครั้งหนึ่งของอุตสาหกรรมดนตรี 

 

ต้องบอกว่า Surprise Release ไม่ใช่เรื่องใหม่ Beyoncé เองก็เคยทำมาแล้วกับอัลบั้มของเธอ Beyoncé ในปี 2013 หรือศิลปินอย่าง U2 ก็เคยเป็นพาร์ตเนอร์กับ Apple ในปี 2014 ปล่อยอัลบั้ม Songs of Innocence ออกมาแบบเซอร์ไพรส์บน iTunes แต่ความเสี่ยงของ NewJeans ในการใช้กลยุทธ์นี้คือพวกเธอเป็นศิลปินหน้าใหม่มากๆ และในอุตสาหกรรมดนตรี K-Pop ศิลปินต้องการการรับรู้จากผู้คนเพื่อหาฐานแฟนคลับของตัวเอง เพื่อทำให้ค่ายได้เห็นศักยภาพของศิลปินนั้นๆ รวมถึงเป็นปัจจัยให้ค่ายตัดสินใจในเรื่องการลงทุนกับศิลปินนั่นเอง 

 

ความคาดเดาไม่ได้ การปล่อยเพลงแบบปล่อยใจจอยๆ ไม่มีกฎตายตัวของ NewJeans นับว่าเป็นเสน่ห์ที่น่าค้นหา เพราะการค่อยๆ เปิดเผยงานไปทีละนิดทีละหน่อย หรือการเปิดตัวเพลงแต่ไม่เปิดชื่อเมมเบอร์ ช่างยั่วเย้าให้คนอยากติดตาม 

 

ก่อนที่หลังจากนั้นจะปล่อยเอ็มวีเพลง Hype Boy ออกมาหลายตัวเพื่อเป็นการแนะนำสมาชิกในวงให้คนรู้จักก็เป็นวิธีการอันชาญฉลาด เพราะนอกจากจะได้รู้จักสมาชิกแล้ว อย่าลืมว่าเราอาจจะเผลอฟังเพลง Hype Boy ไปหลายๆ รอบโดยไม่ทันรู้ตัว สร้างยอดผู้ชมได้มากกว่าเดิมที่ศิลปินอื่นอาจจะมีเอ็มวีแค่ตัวเดียว

 

หรือล่าสุดอย่างเอ็มวีเพลง Ditto เองที่มีสองเวอร์ชัน แฟนเพลงก็ต้องดูให้ครบทั้งสองตัวเพื่อให้ได้เรื่องราวที่ครบถ้วน เป็นกลยุทธ์ที่แยบยลที่สุด ให้ทุกคนอยู่กับเพลงของ NewJeans ให้นานขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้คุณฟังเพลงของพวกเธอมากขึ้นนั่นเอง

 

NewJeans (4)

ภาพ: ADOR

 

สุนทรียะจากเทรนด์ Newtro เอาของเก่ามาดัดแปลงใหม่

 

การยิงปืนนัดแรกด้วยความแตกต่าง สดใหม่ และเป็นธรรมชาติ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ NewJeans ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะสุนทรียะของภาพและเสียงที่ให้ความรู้สึกถึงเพลงและบรรยากาศในช่วงปลาย 1990s ถึงต้น 2000s และเมื่อแปะป้ายตัวเองว่าเป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่เป็นผลผลิตจากอุตสาหกรรม K-Pop การทำเพลงฟังสบาย ติดกลิ่นความอินดี้นิดๆ ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางใหม่ เมื่อเพลงนี้ถูกปล่อยลงไปท่ามกลางมหาสมุทรเพลง K-Pop อื่นๆ ในปัจจุบัน

 

นอกจากนี้ คุณลองนึกภาพว่าพวกเธอแต่งหน้าเบาๆ แต่งตัวสบายๆ เสื้อยืด กางเกงขายาว รองเท้าผ้าใบ ทำผมตรง ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเด็กผู้หญิงที่อาจจะเป็นเพื่อนเรา หรือดูเป็นสาว Girl Next Door ที่ดูเป็นธรรมชาติ เข้าถึงได้ง่าย มองเห็นเพียงครั้งแรกก็สามารถจำมวลรวมของวงได้ ก็นับว่าเป็นภาพลักษณ์และจุดแข็งที่สำคัญมากๆ ของ NewJeans

 

ดนตรีและแฟชั่นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากช่วง Y2K หรือปี 2000 รวมไปถึงอาร์ตไดเรกชันที่หวือหวาของ NewJeans เรียกเสียงตอบรับจากแฟนๆ ได้มากมาย ซึ่งล้วนเป็นการผลิตซ้ำโดยดัดแปลงสิ่งเดิมจากยุคก่อนผสานเข้ากับสิ่งใหม่ในปัจจุบัน และในประเทศเกาหลีใต้เองมีเทรนด์ที่เรียกว่า ‘Newtro’ หรือ ‘New Retro’ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่พบเห็นได้ตั้งแต่ในช่วงปี 2018 เป็นต้นมา (ถ้านึกภาพไม่ออกให้นึกถึงการที่ Samsung ทำรุ่น Z Flip แบบพับได้ออกมา ซึ่งโทรศัพท์ฝาพับฮิตมากในยุค 2000s)

 

NewJeans (5)

ภาพ: ADOR

 

สิ่งนี้ทำให้ NewJeans ค่อนข้างแตกต่างจากสิ่งที่ตลาดเพลง K-Pop มีอยู่ในปัจจุบัน เพราะภาพลักษณ์เหล่านี้ดึงดูดให้คนเจเนอเรชันใหม่ๆ สนใจงานดีไซน์หรือภาพลักษณ์ของ NewJeans ไปด้วย เนื่องจากเป็นยุคที่พวกเขาเติบโตมาและพอจำความได้ เป็นการสะท้อนภาพอดีตให้พวกเขาเห็นด้วยบริบทแบบปัจจุบัน

 

ขณะเดียวกันคนในเจเนอเรชันที่โตกว่าก็สามารถจะหวนระลึกถึงวันเวลาเก่าๆ ของตัวเองได้จากพวกเธอเหมือนกัน รวมถึงยังเป็นการแสดงให้เห็น ‘คอนเซปต์วง’ ที่แข็งแรงมากๆ ทั้งภาพและเสียง ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่งที่วงการ K-Pop มีมาตรฐานเป็นของตัวเองจนทุกๆ วงสามารถสร้างสรรค์ในคุณภาพเท่าเทียมกันได้ การมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างจึงเป็นอีกจุดแข็งที่ทำให้ NewJeans ประสบความสำเร็จ

 

แต่ก่อนที่ NewJeans จะเดบิวต์ด้วยคอนเซปต์ที่คุณเห็นมาทั้งหมดนี้ มันเคยถูกคอมเมนต์ว่า ‘เรียบไป’ และ ‘ไม่น่าดึงดูด’ ซึ่งเป็นความคิดเห็นจากคนใน HYBE Corporation เอง 

 

มินฮีจินเคยให้สัมภาษณ์ว่า บางคนรู้สึกว่ามัน ‘ไม่น่าจะฮิต’ เพราะการทำคอนเซปต์นี้ของ NewJeans ไม่เป็นไปตามแกรมม่าในแบบที่ K-Pop Idol ควรจะเป็น แต่นั่นก็พิสูจน์แล้วว่ามันไม่จริงเสมอไป และคาดว่าจะเป็นโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรม K-Pop ในยุคถัดไปแน่นอน ที่จะทำอย่างไรให้ผลงานของตัวเองนั้นไม่เหมือนใครและมีจุดยืนชัดเจน

 

อิทธิพลที่ได้มาอย่างรวดเร็ว

 

แม้จะรู้ว่าสิ่งที่มินฮีจินทำกับ NewJeans คือลีลาใหม่ๆ ของวงการ K-Pop ที่เสี่ยงต่อความล้มเหลวอย่างมาก แต่ด้วยความมั่นใจในตัวศิลปินและตัวเพลงก็ทำให้มินฮีจินยอมทุ่มกับพวกเธอทั้ง 5 คน และแน่นอนว่ามันคุ้มค่า เพราะหลังจากปล่อยเพลง Attention มาได้ 24 ชั่วโมง ก็ทำยอดผู้ชมได้ถึง 1.3 ล้านครั้งบน YouTube และนี่คือต้นกำเนิดของเพลงฮิตและชื่อเสียงที่ถาโถมเข้ามาในทันที 

 

หลังจากนั้นทั้งเพลง Hype Boy และ Cookie ก็มีกระแสตามมา จนวันแรกในการวางขายอีพีอัลบั้มแรกของพวกเธอที่ชื่อ NewJeans 1st EP ‘New Jeans’ สามารถทำยอดขายไปได้ถึง 262,815 ก๊อบปี้ ซึ่งนับว่าสูงมากๆ เมื่อเทียบว่าพวกเธอเป็นเกิร์ลกรุ๊ปหน้าใหม่ที่เพิ่งเดบิวต์ 

 

นอกจากนี้ยังมีรางวัลการันตีความสำเร็จมากมาย อย่างรางวัลศิลปินหน้าใหม่แห่งปีจากเวที Melon Music Awards และ Asia Artist Awards ประจำปี 2022 รวมไปถึงรางวัลใหญ่อย่าง Performance of the Year หนึ่งในรางวัลแดซัง (รางวัลสูงสุดของการประกาศรางวัลในประเทศเกาหลี) จากเวที Asia Artist Awards ประจำปี 2022 ซึ่งพวกเธอได้สร้างสถิติกลายเป็นวง K-Pop ที่ได้รับรางวัลในสาขาดังกล่าวเร็วที่สุดในระยะเวลาเพียง 134 วัน หรือการมาปรากฏตัวที่ประเทศไทยในงาน Golden Disc Awards 2023 ที่ผ่านมา พวกเธอก็ได้รับเสียงตอบรับจากแฟนชาวไทยอย่างดีจนอยากให้มาบ่อยๆ (หลายคนถึงกับเตรียมเก็บเงินซื้อบัตรคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบของพวกเธอในประเทศไทยแล้ว!) 

 

NewJeans (3)

 

ปัจจุบัน NewJeans เพิ่งปล่อยเพลงออกมาอีก 2 เพลงในช่วงปลายปี 2022 ถึงต้นปี 2023 นั่นคือ Ditto และ OMG ที่ครองชาร์ตทุกชาร์ตอยู่ในตอนนี้ โดยเฉพาะเพลง Ditto ที่ครองชาร์ตได้แบบ PAK (Perfect All-Kill) ขึ้นอันดับ 1 ทุกชาร์ตในประเทศเกาหลีใต้ ใช้เวลาเพียง 6 วันกับอีก 6 ชั่วโมงเท่านั้น ถือเป็นสถิติเกิร์ลกรุ๊ปที่สามารถเหมาชาร์ตได้หลังเดบิวต์ในเวลาแค่ 4 เดือน 24 วัน พิสูจน์แล้วว่าชื่อของ NewJeans แข็งแรงขึ้นทุกวันในเวลาอันรวดเร็ว และได้รับเลือกเป็นหนึ่งในลิสต์ 100 รายชื่อศิลปินหน้าใหม่ที่น่าจับตามองของ NME อีกด้วย 

 

นอกจากนี้ความทรงอิทธิพลของพวกเธอก็ส่งให้สมาชิกของวงได้รับเลือกให้ร่วมงานในฐานะ Global Brand Ambassador กับลักชูรีแบรนด์เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ ฮันนิ กับ Gucci, ดาเนียล กับ Burberry หรือ ฮเยอิน กับ Louis Vuitton 

 

 

กลยุทธ์นี้ใช้มาได้พักใหญ่และแน่นอนว่ามันเวิร์กจริงๆ เพราะในปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสนใจกับคอนเทนต์จากเกาหลีใต้ ซึ่งการให้ศิลปิน K-Pop นั้นเป็น Global Brand Ambassador ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็น เพราะมันคือการสร้างมูลค่าและภาพลักษณ์ของแบรนด์นั้นๆ ให้มีภาพจำเป็นตัวบุคคลและคาแรกเตอร์เฉพาะของแบรนด์ ซึ่งจะส่งผลต่อกลุ่มมิลเลนเนียลและ Gen Z ที่มีกำลังซื้อมากขึ้น แน่นอนว่าพวกเขาก็คือฐานคนฟังเพลงของศิลปินเหล่านี้ และ NewJeans เองก็ทรงอิทธิพลพอจะได้รับตำแหน่งเหล่านี้แม้จะเดบิวต์มาได้ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ

 

นี่เป็นเพียงก้าวแรกของ NewJeans จริงๆ แม้จะมีผลงานเพลงที่ประสบความสำเร็จไปแล้วหลายเพลง แต่ชื่อของ NewJeans ก็ยังใหม่มากสำหรับอุตสาหกรรม K-Pop แต่เราเชื่อว่าพวกเธอก็พร้อมจะมอบความตื่นเต้นให้กับคนฟังเพลงได้เสมอในผลงานถัดๆ ไป และหลังจากนี้เราคงต้องมาจับตาดูกันต่อไปว่าน้องสาวทั้ง 5 ที่มาพร้อมความสดใสจะเติบโตไปในทิศทางไหน 

 

วันนี้คุณเป็น ‘บันนี่’ แล้วหรือยัง?

 

อ้างอิง:

The post CRACKED: NewJeans เกิร์ลกรุ๊ปตัวพลิกเกม K-Pop appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRACKED: Paper Planes คือใคร? ทำไมเป็นขวัญใจวัยรุ่นฟันน้ำนม https://thestandard.co/cracked-paper-planes/ Thu, 05 Jan 2023 06:37:56 +0000 https://thestandard.co/?p=733099

“ทรงอย่างแบด แซดอย่างบ่อย เธอไม่อินกับผู้ชาย Bad Boy” & […]

The post CRACKED: Paper Planes คือใคร? ทำไมเป็นขวัญใจวัยรุ่นฟันน้ำนม appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ทรงอย่างแบด แซดอย่างบ่อย เธอไม่อินกับผู้ชาย Bad Boy”

 

มาถึงตอนนี้มีใครบ้างที่ไม่เคยได้ยินเนื้อเพลงท่อนนี้

 

ไม่ว่าจะจากจากต้นฉบับ จากคลิปไวรัลที่เหล่าวัยรุ่นฟันน้ำนมรวมกลุ่มตะโกนร้องเพลงท่อนนี้แบบสุดเสียง หรือบางคนที่มีเด็กๆ อยู่ในบ้าน ก็อาจมีลูกหลานมาร้องกรอกหูให้ฟัง คล้ายๆ แบบที่เพลง Baby Shark เคยฝากความหลอนหูเอาไว้ก่อนหน้านี้ 

 

นี่คือเพลงฮิตเพลงใหม่ของวงการเพลงไทย ที่ปัจจุบันหลังจากปล่อยมา 2 เดือนนิดๆ ก็มียอดวิวกว่า 39 ล้านครั้งบน YouTube รวมถึงการถูกพูดถึงเพลงนี้ในแง่มุมอื่นๆ อีกมากมาย

 

โดยเฉพาะการที่ ทรงอย่างแบด เป็นเพลงฮิตในหมู่วัยรุ่นฟันน้ำนมนี่แหละ เซอร์ไพรส์สุดๆ! ซึ่งนอกเหนือจากเพลงที่ติดหูแล้ว การหวนระลึกยุคเฟื่องฟูของเพลงร็อกมีสไตล์ในช่วงปลาย 90 ถึงต้น 2000 ของเพลงนี้ก็อาจทำให้พ่อแม่ยุคใหม่หลายๆ คนคิดถึง Good Old Days ของตัวเอง และเลยเถิดไปเข้าหูน้องๆ หนูๆ กันก็เป็นได้

 

แต่กว่าจะมามีเพลงฮิตระดับนี้ Paper Planes ผ่านอะไรกันมาบ้าง?

 

ปัจจุบัน Paper Planes มีสมาชิก 2 คน คือ HYE หรือ ฮาย-ธันวา เกตุสุวรรณ และ เซน-นครินทร์ ขุนภักดี (มือเบส) แต่เส้นทางของการมารวมตัวกันนั้นเกิดขึ้นจากเพื่อนที่ทำเพลงและเล่นดนตรีด้วยกัน เริ่มต้นจาก 3 สมาชิก ได้แก่ ฮาย, หยก-คีตเมศร์ เสรีดุสิตพัชร์ (กีตาร์) และ แจ๊ส-ฤทธิ์อำนาจ ขวานทอง (กลอง) 

 

โดยชื่อ Paper Planes นั้น ทางวงได้เคยให้สัมภาษณ์กับทางฟังใจซีน ไว้ว่า ชื่อนี้มาจากเนื้อเพลง Antarctica ของวงร็อกสัญชาติออสเตรเลียที่ชื่อ Hands Like Houses พวกเขาชอบเนื้อเพลงท่อนที่เขียนว่า Little boys with dreams of paper planes เลยนำมาตั้งชื่อวง สะท้อนความรู้สึกอยากโบยบินขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้า

 

ความหมายของเครื่องบินกระดาษเป็นสิ่งที่พับเองได้ ก็คล้ายกับความฝันที่พวกเขาสามารถสร้างขึ้นมาได้เอง เช่นเดียวกับวิธีการทำงานที่เหมือนชวนเพื่อนๆ มาเล่นสนุกเหมือนตอนเด็กๆ ไปด้วยกัน

 

Paper Planes เดบิวต์เป็นศิลปินหน้าใหม่ภายใต้สังกัด Genie Records ในปี 2017 จาก Showroom Vol.3 โปรเจกต์ อัลบั้มแบบ Compilation ที่ประกอบไปด้วยศิลปินหน้าใหม่ที่น่าสนใจหลายคนจากหลายค่าย ที่หลายคนน่าต้องคุ้นอยู่กันอยู่บ้าง

 

อย่างใน Showroom Vol.1 ปี 2004 มีวงอย่าง Saturday Seiko, Retrospect, Sweet Mullet, Senorita, Day Tripper ใน Showroom Vol.2 ในปี 2005 เองก็มีทั้ง The Richman Toy หรือ LHAM แหลม สมพล ร่วมอยู่ด้วย 

 

โดยในโปรเจกต์ Showroom Vol.3 Paper Planes ปล่อยเพลงที่มีชื่อว่า ก่อนเสียเธอไป เป็นการแนะนำตัวเองให้ผู้ฟังได้รู้จักด้วยสไตล์ดนตรีที่จัดจ้าน ชัดเจนในแนวทางของตัวเองแบบป๊อปพังก์ที่ค่อนข้างโดดเด่น ก่อนที่ในปี 2018 จะปล่อยซิงเกิลที่ชื่อว่า ซ้ำซ้ำ และรับสมาชิกเพิ่มเข้ามาอีกคนก็คือ เซน สมาชิกคนปัจจุบันของวง

 

Paper Planes ปล่อยอีพีอัลบั้มที่ชื่อ HERS ออกมาในปี 2019 มีเพลงฮิตๆ อย่าง ความคิดถึงที่ส่งไปไม่ถึง และอีกหลากหลายบทเพลง แต่ด้วยการเติบโตของวง รวมไปถึงเหตุผลส่วนตัวต่างๆ สมาชิกจากรุ่นก่อตั้งวงก็ค่อยๆ ยุติการทำงานในฐานะ Paper Planes 

 

โดยแจ๊สออกไปฟอร์มวงของตัวเอง หรือในช่วงปลายปี 2022 หยก มือกีตาร์ก็ประกาศยุติบทบาทเช่นกัน เพื่อออกไปสร้างครอบครัวและทำธุรกิจส่วนตัว 

 

เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับ HYE

 

ก่อนรวมตัวกับหยกและแจ๊สเดบิวต์เป็นวง Paper Planes เส้นทางดนตรีของ HYE เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังจากการเข้าไปสมัครตัวเป็นเด็กฝึกงานกับ ดาโน่-ดนัย ธงสินธุศักดิ์ โปรดิวเซอร์ผู้ปลุกปั้นอัลบั้มแรกของ Retrospect และวง Klear ตัว HYE ได้ฝึกฝนวิชาและเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับดาโน่อยู่พักใหญ่ จนได้เริ่มต้นการเป็น Co-Engineer ของหลายๆ เพลงในยุคช่วงปี 2015 เช่น น้ำตาที่หาย (The Mousses) หรือ สิ่งของ (Klear) และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งนั่นทำให้ดาโน่ได้เห็นศักยภาพของเขา และให้โอกาสเขาในการ Mixed & Mastering เพลง หักหลัง ของ Retrospect ในปี 2015 เป็นเพลงแรก และพัฒนาการของ HYE ด้านงานเบื้องหลัง ทั้งด้านโปรดิวซ์ เขียนเนื้อเพลง และผสมเสียงก็เริ่มต้นขึ้นตรงนั้นเป็นต้นมา

 

และคุณรู้หรือเปล่าว่าเพลงฮิตๆ จำนวนมากในประเทศไทยหลายเพลงก็มีผู้ชายคนนี้ยืนอยู่เบื้องหลัง นับตั้งแต่เพลงแรกๆ ที่ทำให้เขามีชื่อเสียงในฐานะโปรดิวเซอร์ก็คือเพลง อยู่ดีๆ ก็… (Wonderframe Feat. YOUNGOHM) ซึ่ง HYE เคยเล่าไว้ในรายการ NANANA ทางช่อง GMM25 เมื่อปี 2022 ว่า เดิมทีเพลงนี้เป็น Side Project ของเขา เพราะแม้จะชอบทำดนตรีร็อกกับเพื่อนๆ แต่ในใจลึกๆ ของเขาเองชอบเพลงอิเล็กโทรป๊อปมากๆ เช่นกัน แต่โปรเจกต์นี้ก็ถูกเก็บไว้ไม่ได้ปล่อย

 

เพราะเสียดายตัวเพลง เขาเลือกที่จะเอาเพลงนี้ให้ Wonderframe มาเป็นคนร้องและนำไปส่งที่ค่าย Wayfer Records ในขณะนั้น เนื่องจากเห็นว่าเฟรมที่เป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว ตั้งสเตตัสระบายบนเฟซบุ๊กเกี่ยวกับความพยายาม การตามล่าความฝันในการเป็นศิลปินที่ไม่สำเร็จสักที 

 

และเมื่อทำเสร็จเพลงนี้ก็กลายเป็นสปริงบอร์ดที่สำคัญที่สุดในชีวิตให้กับศิลปินที่ชื่อ Wonderframe ในช่วงเวลาไม่นาน ที่ปัจจุบันมียอดผู้ฟังกว่า 148 ล้านครั้งบน YouTube และอีก 4.9 ล้านครั้งบน Spotify

 

นอกจากนี้ HYE ยังเป็นโปรดิวเซอร์เพลง ดอกไม้ไฟ (Mirrr), ใครเพื่อนแก (bamm), เด็ด (PiXXiE), ไม่ได้ก็ไม่เอา (PiXXiE Feat. Zom Marie) ฯลฯ ซึ่งในแวดวง T-Pop เอง HYE ก็เป็นส่วนผลักดันสำคัญให้วงการนี้สนุกสนาน จากการร่วมงานกับทางค่าย LIT Entertainment และปลุกปั้นเพลงให้กับศิลปินในค่ายมาเสมอ 

 

นอกจากนี้เขายังทำงานศิลปินเดี่ยวในชื่อ HYE มาเรื่อยๆ ที่มีเพลงฮิตๆ อย่าง ด้วยรักและ F*CK YOU, ติดอยู่ที่เดิม (OURFAVPLACE), ระยะเพื่อน (s o c i a l d i s t a n c i n g) หรือเพลง เพื่อนสัมพันธ์ และปัจจุบัน HYE เองก็เป็นศิลปินเดี่ยวภายใต้สังกัด Gene Lab อีกด้วย

 

เสแสร้ง และ ทรงอย่างแบด เพลงฮิตที่ทำให้คิดถึงยุคเฟื่องฟูต้น 2000

 

แม้จะอยู่ในวงการมาหลายปี แต่ชื่อของ Paper Planes เพิ่งมาได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นจริงๆ ก็เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2022 หลังจากปล่อยซิงเกิลที่ชื่อว่า เสแสร้ง (Pretend) Feat. MOON เพลงป๊อปร็อกสไตล์จัดที่ทำให้หวนนึกถึงยุครุ่งเรืองของเพลงทรงนี้ในช่วงต้นยุค 2000 

 

ด้วยตัวเพลง เสียงร้อง และเนื้อหาของเพลง ทำให้วงถูกพูดถึงในวงกว้าง โดยเฉพาะการถูกตั้งคำถามว่าเพลงร็อกแบบนี้เหมือนเพลงวงไหนมาก่อนบ้าง? ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วการผลิตซ้ำของดนตรีแนวนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอ และในห้วงเวลาที่วงการดนตรีไทยเมนสตรีมไม่มีใครผลิตงานสไตล์จัดเช่นนี้ออกมา ทำให้พวกเขาโดดเด่นขึ้นมา เพราะคนฟังเพลงจำนวนมากกำลังคิดถึงสีและกลิ่นดนตรีเช่นนี้อยู่มากพอตัว

 

ปัจจุบันเพลง เสแสร้ง ของ Paper Planes มียอดผู้ชมถึง 100 ล้านครั้งบน YouTube เรียบร้อยแล้วหลังปล่อยออกมาเพียง 9 เดือน และบน Spotify ก็มีผู้ฟังร่วม 10 ล้านครั้ง! นับเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของพวกเขา ทำให้ชื่อของ Paper Planes เป็นที่จดจำทั้งแนวดนตรีและวิธีการเล่าเรื่อง 

 

แต่กระแสของเพลง เสแสร้ง ยังไม่ทันจางไป ในเดือนตุลาคม 2022 พวกเขาปล่อยซิงเกิลล่าสุดที่ชื่อว่า ทรงอย่างแบด (Bad Boy) และมันก็กลายเป็นอีกหนึ่งผลงานฮิตในเวลาอันรวดเร็ว เพราะหากนับถึงตอนนี้ (เวลา 11.28 น. วันที่ 5 มกราคม 2023) ทรงอย่างแบด มียอดผู้ฟังไปแล้วถึง 39 ล้านครั้งบน YouTube ในระยะเวลาเพียง 2 เดือนนิดๆ

 

เพลงฮิตหนึ่งเพลงอาจจะมีที่มาจากเรื่องราวที่โดนใจ หรือเมโลดีที่ไพเราะ แต่กับเพลง ทรงอย่างแบด (Bad Boy) นั้นมีมากกว่านั้น เพราะมันคือเพลงไวรัลสุดแมสชนิดที่ว่าเด็กอนุบาลร้องตะโกนไปพร้อมๆ กันได้! มันน่าเซอร์ไพรส์มั้ยล่ะ! 

 

หลายคนน่าจะจำคลิปไวรัลที่เป็นการร้อง (เกือบๆ ตะโกน) ของท่อน ทรงอย่างแบด แซดอย่างบ่อย จากน้องๆ หนูๆ ในรั้วโรงเรียนเด็กเล็กกันได้ นั่นคือจุดก้าวกระโดดสำคัญของเพลงนี้และวงนี้อย่างมาก เพราะใครจะไปคิดว่าเพลงร็อกเดือดๆ ที่มีเนื้อหาเช่นนี้ จะกลายเป็นเพลงขวัญใจวัยรุ่นฟันน้ำนมได้ล่ะ? 

 

@madeaw.h #ทรงอย่างแบดแซดอย่างบ่อย #วัยรุ่นอนุบาล #นักร้องฟันน้ํานม ♬ เสียงต้นฉบับ – มะเดี่ยว อมรินทร์

 

 

รวมไปถึงยังมีเด็กๆ ไปดูโชว์ของ Paper Planes กันเยอะมาก จน HYE ต้องประกาศระหว่างโชว์ว่า “ถ้าดูคอนเสิร์ตจบแล้ว ก่อนนอน อย่าลืมแปรงฟันกันนะ”

 

 

 

ส่วนเนื้อหาของเพลง ทรงอย่างแบด (Bad Boy) ก็เป็นการพูดแทนใจของผู้ชายที่ภาพลักษณ์ภายนอกอาจดูแบดบอยจนคนอื่นคิดว่าเราเจ้าชู้ แต่จริงๆ แล้วเราก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากทำความรู้จักกับคนที่แอบชอบ แต่ด้วยภาพลักษณ์แบบแบดบอย จึงทำให้เราถูกปฏิเสธจนต้องแซดอยู่บ่อยๆ และก็ตรงกันกับที่มาของเพลงนี้ตามที่ Paper Planes เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า 

 

“ปกติพวกเรามักถูกมองจากภายนอกว่าดูลุคแบดๆ ดูแข็งกร้าว ก็เลยเข้าใจว่าพวกเราเป็นคนแบบนั้น แต่จริงๆ เราก็ไม่ได้แข็งกร้าวขนาดนั้น เราเป็นคนปกติกลางๆ คนหนึ่งเลย ตอนแรกเพลงนี้ไม่ได้อยู่ในแพลนที่เราจะทำกัน แต่อยู่ดีๆ วันที่ตกลงกันว่าจะไปนั่งทำเพลง เราดันนึกถึงเรื่องนี้ แล้วคิดต่อไปว่าถ้าทำออกมาเป็นเพลงน่าจะเป็นอะไรที่สนุกดี เลยลองทำเพลงนี้ขึ้นมาก่อนเป็นเพลงแรก ซึ่งใช้เวลาวันเดียวก็ได้ทั้งเนื้อร้องและดนตรีจบเลย เพราะตอนทำรู้สึกสนุกมาก”

 

ซึ่งหลายๆ คนเองก็วิเคราะห์หลายแง่มุมว่าเพลงนี้มันติดหู และทำให้เด็กๆ ร้องตามได้ง่าย บ้างก็ว่าสัดส่วนของเพลงคล้ายการท่องสูตรคูณที่เด็กๆ ต้องท่องอยู่แล้ว หรือแม้แต่การวางเมโลดีหรือคอร์ดเพลงที่คล้ายเพลง Baby Shark ก็อาจทำให้ติดหูเด็กๆ ซึ่งไม่ว่าจะมุมไหนที่พูดถึงเพลงนี้ ก็ดูจะเป็นวิธีคิดที่น่าสนใจไปทั้งหมด เพราะมันร้องตามง่ายจริงๆ

 

จุดเริ่มต้นที่ยังหาที่มาไม่ได้

 

แต่เรื่องที่เราไม่รู้และยังไม่รู้คือ “แล้วเพลงนี้ไปถึงหูเด็กๆ จนร้องตามกันขนาดนี้ได้อย่างไร?” ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการห่างหายไปของดนตรีร็อกที่ผลิตออกมาให้ป๊อปมากพอจนติดหูและร้องตามได้ รวมไปถึงคนรุ่นพ่อๆ แม่ๆ ของเด็กๆ ในยุคนี้เองก็น่าจะเป็นมนุษย์ที่เติบโตมาในช่วงปลาย 90 หรือต้น 00 ที่เพลงร็อกเป็นเสมือนเพลงกระแสหลักที่หล่อหลอมให้ทุกคนเป็นทุกคนในวันนี้ 

 

การผลัดเปลี่ยนรุ่นและช่วงวัยของคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็อาจมีผลทำให้เพลงนี้เป็นเพลงฮิตที่ติดอยู่ในใจน้องๆ หนูๆ วัยรุ่นฟันน้ำนมก็ย่อมได้ พ่อแม่เปิดให้ฟังก็เลยฟังด้วย ร่วมด้วยเนื้อหาที่ไม่หยาบคายแต่เร้าใจในทุกจังหวะ นับเป็นส่วนผสมที่น่าสนใจมากๆ ของเพลงไทยในปัจจุบันนี้

 

เส้นทางของ Paper Planes ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วบนอุตสาหกรรมดนตรีไทยนี้ และเป็นวงที่มีจุดยืนชัดเจนทั้งดนตรีและสไตล์ การก้าวกระโดดของพวกเขาทำให้ดนตรีร็อกพังก์กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง และสิ่งนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ๆ ต่อไปให้กับวงการดนตรีไทย รวมไปถึงกลุ่มแฟนเพลงวัยรุ่นฟันน้ำนมที่อาจจะได้รับอิทธิพลทางดนตรีไปใช้ในอนาคตก็ย่อมเป็นไปได้ 

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการเดินทางที่ยาวนานของพวกเขาก็ได้ตอบโจทย์ความฝันในการอยากโบยบินของพวกเขาได้ชัดเจนขึ้น และเครื่องบินกระดาษลำนี้ก็กำลังจะบินได้ไกลและสูงขึ้นอีกอย่างแน่นอน

 

ติดตามพวกเขาได้ที่ https://www.instagram.com/paperplanesbandofficial/ 

 

อ้างอิง:

The post CRACKED: Paper Planes คือใคร? ทำไมเป็นขวัญใจวัยรุ่นฟันน้ำนม appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRACKED: หรือที่โสดเป็นเพราะ ‘เลือดกรุ๊ปบี’ ซิงเกิลจาก ‘เอิ้ก ชาลิสา’ อีกหนึ่งความน่าสนใจ เมื่ออินฟลูกระโดดลงมาทำเพลง https://thestandard.co/cracked-b-blood-type-chrissa/ Wed, 04 Jan 2023 08:46:28 +0000 https://thestandard.co/?p=732722

เลือดกรุ๊ปบี – B Blood Type จาก เอิ้ก ชาลิสา คืออ […]

The post CRACKED: หรือที่โสดเป็นเพราะ ‘เลือดกรุ๊ปบี’ ซิงเกิลจาก ‘เอิ้ก ชาลิสา’ อีกหนึ่งความน่าสนใจ เมื่ออินฟลูกระโดดลงมาทำเพลง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เลือดกรุ๊ปบี – B Blood Type จาก เอิ้ก ชาลิสา คืออีกหนึ่งความน่าสนใจ เมื่ออินฟลูเอ็นเซอร์บน YouTube กระโดดลงมาทำเพลงของตัวเองอีกคนแล้ว ทั้งยังโดดเด่นด้วยการยืนพื้นเนื้อเพลงบนคอนเทนต์ของตัวเองที่มีฐานแฟนอยู่มากมาย มอบรสชาติใหม่ๆ ให้กับเพลงไทย และในเวลาเพียงไม่กี่วันหลังปล่อยออกมา ก็ได้รับการพูดถึงอย่างมากในทุกๆ แพลตฟอร์ม

 

เลือดกรุ๊ปบี – B Blood Type คือเพลงจาก เอิ้ก ชาลิสา เจ้าของช่อง Chrrissa Chotijirasathit บน YouTube ที่มีผู้ติดตามราว 3.2 แสนบัญชี และมียอดผู้ชมรวมราว 26.4 ล้านครั้ง ซึ่งเอิ้กเป็นที่รู้จักในฐานะคนทำคอนเทนต์สไตล์ Mukbang หรือ ม็อกบัง (การกินอาหารไปด้วยและพูดคุยไปด้วย)

 

โดยในช่องของเธอจะมีรายการ EAT อีส มารูอ้วย เป็นเรือธงหลัก ซึ่งเป็นรายการที่เธอจะกินอาหารจำนวนมากโชว์ พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์ของเธอและเพื่อนๆ โดยมักจะเป็นเรื่องเล่าสนุกๆ ขำๆ และใส่ฟิลเตอร์หน้านูนอันเป็นเอกลักษณ์ และนี่คือครั้งแรกของการทำเพลงของตัวเองในชื่อ เลือดกรุ๊ปบี – B Blood Type ซึ่งเป็นหนึ่งในวลีสำคัญของเธอขณะทำรายการ

 

ความน่าสนใจของตัวเพลงหลักๆ คือการหยิบเอาคอนเทนต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองออกมาใช้ ซึ่งวลี ‘เลือดกรุ๊ปบี’ เกิดขึ้นเมื่อเธอได้ทำคอนเทนต์กินข้าวขาวัวแล้วรู้สึกมึนๆ เลยพูดขึ้นมาว่า “อาจจะเป็นเพราะเลือดกรุ๊ปบีหรือเปล่า” จากนั้นเลยใช้วลีดังกล่าวเป็นข้ออ้างกับเรื่องอื่นๆ กลายเป็นมีมที่หลายๆ คนจดจำเอิ้กได้ และการนำคอนเทนต์นี้มาใส่ในเนื้อเพลงที่ว่าด้วยเรื่องการไม่สมหวังในความรัก เพลงนี้เลยทำให้เนื้อหาทั่วๆ ไปดูพิเศษขึ้นมาและมีมุมมองที่ไม่เหมือนใคร

 

อีกเรื่องที่น่าชื่นชมคือการเรียบเรียงดนตรี (Arrangement) ที่เอาจริงเอาจังมากพอสมควร โดยรวมมีความเป็นเพลงซินธ์ป๊อปเข้าถึงง่าย และมีเมโลดีที่เป็นแพตเทิร์นร้องตามง่าย

 

โดยตัวเนื้อเพลงได้รับการดูแลโดย มิกซ์ เฉลิมศรี หรือ BADMIXY ที่เคยมีผลงานเพลงเป็นของตัวเองมาแล้วก่อนหน้านี้อย่างเพลง Next Love และ เพื่อนไม่ไหว ที่ฟีเจอริงกับ F.HERO ซึ่งความคิดเห็นจากแฟนๆ ของพวกเธอต่อมิวสิกวิดีโอเพลง เลือดกรุ๊ปบี – B Blood Type ต่างก็เห็นไปในทิศทางเดียวกันว่ามิกซ์นั้นทำเนื้อเพลงและทำนองออกมาได้น่าฟัง ไพเราะ และเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่แฟนๆ อยากเห็น มิกซ์ เฉลิมศรี ทำเพลงบ่อยๆ ซึ่งต้องยอมรับจริงๆ ว่าเธอเป็นอีกคนที่มีความสามารถในการเขียนเนื้อร้องที่รอวันเฉิดฉาย

 

ปัจจุบันเพลง เลือดกรุ๊ปบี – B Blood Type มียอดผู้ฟังกว่า 8 แสนครั้ง (นับยอดถึงเวลา 14.21 น. ของวันที่ 4 มกราคม 2566) ติดอยู่บน Top 10 Trending ของ YouTube ด้วย (สูงสุดที่อันดับ 4) นอกจากนี้ยังมีผู้นำเพลงนี้ไปใช้งานแล้วเกิน 10,000 วิดีโอบน TikTok แม้จะปล่อยออกมาได้เพียง 2 วันเท่านั้น

 

เอิ้ก ชาลิสา นับเป็นหนึ่งใน YouTuber และอินฟลูเอ็นเซอร์ที่น่าจับตามองในปีที่ผ่านมา และในปีนี้เธอจะสามารถผลิตคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ให้กับผู้ชมและสร้างมีมหรือวลีอันน่าจดจำได้อีกมากมายแค่ไหน นอกจากนั้นเธอยังมีโอกาสได้ร่วมงานกับแบรนด์ใหญ่ๆ อย่าง Grab อีกด้วย เพราะนอกจากตัวตนและความสนุกของเอิ้ก คอนเทนต์การกินอาหารของเธอก็ทำให้เรารู้สึกสดใหม่และคาดเดาไม่ได้ในทุกครั้ง

 

ก่อนหน้านี้ในโลกของ YouTuber และอินฟลูเอ็นเซอร์ ต่างก็เคยมีการทำคอนเทนต์ประเภท Original Song ออกมาเรื่อยๆ นับตั้งแต่ Bie The Ska, Kaykai Salaider หรือในแก๊งเพื่อนๆ ของ เอิ้ก ชาลิสา ก็มี BADMIXY หรือ มิกซ์ เฉลิมศรี นอกจากนี้ยังมี SPRITE BABABI, Bryan Tan, เหล่าแก๊ง OKWEGO จาก BadOfficial และ เต้ จาก Powerpuff GAY ก็ต่างมีเพลงเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น นับเป็นสีสันและคอนเทนต์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์กลุ่มแฟนคลับและกลุ่มคนฟังเพลงได้หลากหลายมากขึ้น

 

เป็นการเปิดต้นปี 2023 ได้อย่างน่าสนใจในแวดวงของ YouTuber และอินฟลูเอ็นเซอร์ ที่มีคอนเทนต์เพลงชวนฟัง น่าสนใจ และยังถูกใจผู้ฟังและแฟนๆ ของ เอิ้ก ชาลิสา ด้วย

 

สามารถชมมิวสิกวิดีโอเวอร์ชันปล่อยใจสบายๆ ใน Art Museum ของ เอิ้ก ชาลิสา ได้แล้วที่นี่

 

The post CRACKED: หรือที่โสดเป็นเพราะ ‘เลือดกรุ๊ปบี’ ซิงเกิลจาก ‘เอิ้ก ชาลิสา’ อีกหนึ่งความน่าสนใจ เมื่ออินฟลูกระโดดลงมาทำเพลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cracked: ‘ป้ายไฟนีออน’ สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของฮ่องกง งานศิลป์ที่กำลังตายจากการจัดระเบียบของภาครัฐ https://thestandard.co/hong-kongs-neon-signs/ Tue, 18 Oct 2022 14:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=697001 ป้ายไฟนีออน

หากพูดถึงฮ่องกง สิ่งที่หลายคนนึกถึงคือเมืองใหญ่บนเกาะเล […]

The post Cracked: ‘ป้ายไฟนีออน’ สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของฮ่องกง งานศิลป์ที่กำลังตายจากการจัดระเบียบของภาครัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป้ายไฟนีออน

หากพูดถึงฮ่องกง สิ่งที่หลายคนนึกถึงคือเมืองใหญ่บนเกาะเล็กที่มีตึกรามบ้านช่องทรงสูงชะลูด ผู้คนอาศัยอยู่บนตึก มีร้านค้าร้านอาหารขายของกินอร่อยมากมาย และป้ายนีออนที่มีให้เห็นอยู่ทั่วเมืองยามค่ำคืน

 

ไม่รู้เมื่อไรกันที่ ‘ป้ายนีออน’ เหล่านี้กลายเป็นสัญลักษณ์เชิงวัฒนธรรมของฮ่องกง เป็นภาพจำที่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่โฆษณาและประชาสัมพันธ์ร้านค้าร้านอาหาร ทั้งยังช่วยสร้างสีสัน สร้างบรรยากาศคึกคักให้กับย่านการค้า จนไม่ว่าใครจะมาจะไปเป็นต้องถ่ายภาพคู่กับป้ายนีออนอยู่เสมอ เราจึงมักเห็นฉากฮ่องกงพร้อมกับป้ายนีออนตามนิตยสารท่องเที่ยว หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์ หรือสื่อต่างๆ ทว่าเมื่อปี 2017 รัฐบาลฮ่องกงกลับออกกฎหมายเพื่อจัดระเบียบป้ายนีออนเสียใหม่ รวมไปถึงป้ายที่มีการสร้างแบบผิดกฎหมายและไม่ได้รับอนุญาต ในปี 2016 มีรายงานว่าฮ่องกงมีป้ายโฆษณาอยู่ราวๆ 120,000 ป้าย ทว่าปัจจุบันเหลือไม่ถึง 1,000 ป้าย

 

🌆 ‘ป้ายไฟนีออน’ มรดกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

 

เราไม่แน่ใจว่าการทำป้ายนีออนในฮ่องกงเริ่มครั้งแรกเมื่อไร แต่ที่แน่ๆ พวกมันได้รับความนิยมมาก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของเกาะฮ่องกงในช่วงปี 1950 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเศรษฐกิจของเมืองเริ่มนำโดยอุตสาหกรรมการผลิต ป้ายไฟนีออนกลายเป็นรูปแบบการโฆษณาที่เข้าถึงได้สำหรับธุรกิจทุกประเภท ตั้งแต่ร้านอาหาร ร้านไพ่นกกระจอก ไปจนถึงโรงรับจำนำ ในยุคที่การค้าขายเกิดขึ้นริมถนน ป้ายที่ใหญ่ที่สุด สว่างที่สุด และดึงดูดผู้คนได้มากที่สุด จะได้รับความสนใจจากผู้คน ซึ่งอาจเป็นลูกค้าในอนาคต

 

จากนั้นเป็นต้นมา ป้ายไฟนีออนก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของฮ่องกง และปรากฏตัวอยู่ตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตามหนัง การ์ตูน ตามสื่อนิตยสาร ฯลฯ และด้วยการแข่งขันที่สูง การทำป้ายไฟนีออนจึงกลายเป็นศาสตร์ของวิทย์และศิลป์ที่อาศัยความครีเอตและความสามารถเชิงช่าง 

 

🌆 กฎหมายหรือเทคโนโลยี สาเหตุการแตกสลาย

 

แม้ในฮ่องกงป้ายไฟนีออนจะได้รับความนิยมมากในช่วงหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ในปี 1990 กลับได้รับความนิยมน้อยลง เนื่องจากการเข้ามาของป้ายแบบ LED หลายบริษัทใหญ่จึงเลือกป้ายแบบ LED เพราะเห็นว่าให้แสงสว่างได้มากกว่าแต่กินไฟน้อยกว่าเดิม อีกทั้งยังมองเห็นได้ชัดในระยะไกล ซึ่งสอดรับกับยุคสมัยที่การช้อปปิ้งในร่มได้รับความนิยมมากขึ้น ห้างสรรพสินค้าคลาคล่ำไปด้วยผู้คน และการช้อปปิ้งทางออนไลน์กลายเป็นตัวเลือกสำหรับคนเวลาน้อย 

 

ไม่เพียงแค่นั้น กฎระเบียบของรัฐบาลยังเร่งการตายของป้ายไฟนีออน ในปี 2017 รัฐบาลฮ่องกงประกาศกฎหมายเพื่อการจัดระเบียบป้ายไฟ ซึ่งเป็นมรดกยุคสงครามโลก และอีกนัยหนึ่งก็เป็นผลพ่วงวัฒนธรรมในยุคภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ โดยพวกเขาพบว่าป้ายไฟส่วนใหญ่นั้นล้วนอันตรายและไม่ได้รับการก่อสร้างอย่างถูกกฎหมาย 

 

🌆 จากเมืองสู่พิพิธภัณฑ์

 

อย่างไรก็ดี การทำป้ายไฟนีออนในฮ่องกงเป็นเหมือนงานศิลปะชั้นครู กลุ่มนักอนุรักษ์ในฮ่องกงมองว่ามันคือมรดกทางวัฒนธรรมของคนฮ่องกง และสมควรอนุรักษ์ไว้ ปัจจุบันหลายหน่วยงานพยายามอนุรักษ์ความรู้ในการทำป้ายไฟนีออน ด้วยการจัดเวิร์กช็อปให้ความรู้กับบุคคลทั่วไปได้ลองทำป้ายไฟนีออนขนาดเล็กเอาไว้ตกแต่งที่ห้อง รวมถึงนำป้ายไฟนีออนเก่าแก่หลายป้ายและแบบสเกตช์ไปจัดแสดงใน M+ Museum ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ด้านวัฒนธรรมของฮ่องกง 

 

ภาพ: Nathan Road / Getty images 

อ้างอิง:

The post Cracked: ‘ป้ายไฟนีออน’ สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของฮ่องกง งานศิลป์ที่กำลังตายจากการจัดระเบียบของภาครัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: 8 บทเรียนที่ได้รู้ หลังดู Little Women | Cracked EP.37 https://thestandard.co/pop-cracked-ep37/ Mon, 17 Oct 2022 13:00:38 +0000 https://thestandard.co/?p=696500 Little Women

ดูซีรีส์ 4 ดรุณี Little Women แล้วรู้สึกอย่างไร? หมดยาพ […]

The post ชมคลิป: 8 บทเรียนที่ได้รู้ หลังดู Little Women | Cracked EP.37 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Little Women

ดูซีรีส์ 4 ดรุณี Little Women แล้วรู้สึกอย่างไร?

หมดยาพาราไปกี่กระปุกระหว่างเดินทางไปกับพวกเขา?

ซีรีส์เรื่องนี้มีบทเรียนอะไรกับคนดูอย่างเราบ้าง?

 

วันนี้ THE STANDARD POP จะมา Cracked ให้ฟัง

The post ชมคลิป: 8 บทเรียนที่ได้รู้ หลังดู Little Women | Cracked EP.37 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: One Piece Film RED | CRACKED EP.36 https://thestandard.co/pop-cracked-ep36/ Fri, 26 Aug 2022 12:00:39 +0000 https://thestandard.co/?p=672335 One Piece Film RED

ดู One Piece Film RED แล้วรู้สึกอย่างไร? เพลง เสียงพากย […]

The post ชมคลิป: One Piece Film RED | CRACKED EP.36 appeared first on THE STANDARD.

]]>
One Piece Film RED

ดู One Piece Film RED แล้วรู้สึกอย่างไร?

เพลง เสียงพากย์ ฉากต่อสู้ เป็นอย่างไรบ้าง?

มีประเด็นทางสังคมแบบโอดะสไตล์แบบไหนซ่อนอยู่?

 

วันนี้ THE STANDARD POP และ โลกคือการ์ตูน จะมาชวนคุย และ Cracked ให้ฟัง!

The post ชมคลิป: One Piece Film RED | CRACKED EP.36 appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRACKED: 4 เหตุผล ทำไมคุณถึงไม่ควรพลาดบินฟรีถึงลอนดอน! กับแคมเปญ ‘Hey Standard! Contest’ https://thestandard.co/cracked-hey-standard-contest/ Thu, 11 Aug 2022 11:58:12 +0000 https://thestandard.co/?p=666182 Hey Standard! Contest

ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วกับวันหมดเขตร่วมสนุกแคมเปญ ‘Hey Stan […]

The post CRACKED: 4 เหตุผล ทำไมคุณถึงไม่ควรพลาดบินฟรีถึงลอนดอน! กับแคมเปญ ‘Hey Standard! Contest’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hey Standard! Contest

ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วกับวันหมดเขตร่วมสนุกแคมเปญ ‘Hey Standard! Contest’ กิจกรรมน่ารักๆ ที่ The Standard, Bangkok Mahanakhon ชวนนักพักผ่อนไลฟ์สไตล์เก๋มาตอบคำถามสั้นๆ ลุ้นรางวัลเป็นตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ชั้นธุรกิจ จากสายการบิน Etihad ไกลถึงกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พร้อมเข้าพักโรงแรมสุดไอคอนิกอย่าง The Standard, London สำหรับ 2 ท่าน ฟรี เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน หลายคนกำลังลังเลใจว่าจะร่วมสนุกดีหรือไม่ หลายคนกำลังขบคิดว่าจะเขียนอะไรเพื่อชิงรางวัลดี ทว่าเวลาไม่คอยท่า THE STANDARD POP เลยขอ Cracked เหตุผลดีๆ มากระตุ้นความอยาก ทำไมคุณควรเข้าร่วมแคมเปญนี้ ไม่อย่างนั้นถือว่าพลาดมาก!

 

🚴 ฟรี! ตั๋วเครื่องบินและที่พัก ไม่ต้องเสียสักบาท

ใครว่าเราจะเห็นแก่ของฟรี แต่โลกนี้มันอยู่ได้ด้วยทุนนิยม ในเมื่อมีคนหยิบยื่นโอกาสดีๆ มาให้ ทำไมถึงไม่คว้าไว้กันล่ะ แคมเปญ Hey Standard! Contest พาเราไปพักผ่อนฟรีถึงลอนดอน แถมที่นั่งยังเป็นชั้นธุรกิจของสายการบิน Etihad ซึ่งเป็นหนึ่งในสายการบินพาณิชย์อันดับต้นๆ ของโลก นั่งสบาย อยู่สบาย ตั้งแต่เลานจ์ในสนามบินไปจนถึงบนเครื่อง ไหนจะลงจากเครื่องยังมีที่พักให้ฟรี 4 วัน 3 คืน ที่สำคัญทั้งหมดทั้งมวลรางวัลนี้ไม่ได้แจกแค่ผู้ชนะ แต่ยังสามารถพกผู้ติดตามไปเป็นเพื่อนได้อีก 1 คน แค่นี้ก็คุ้มแล้ว

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 


 

🚴 นอนโรงแรมไอคอนิกอย่าง The Standard, London

ถ้าได้ตั๋วเครื่องบินฟรี แต่นอนโรงแรม 1-2 ดาว เราอาจต้องชั่งใจสักนิดว่าจะร่วมกิจกรรมดีหรือไม่ แต่แคมเปญ Hey Standard! Contest กลับใจกว้าง หยิบเอาที่พักไอคอนิกในกรุงลอนดอนอย่าง The Standard, London มาเป็นของรางวัลถึง 4 วัน 3 คืน เรียกว่าแค่ไปนอนกลิ้งบนเตียง ปล่อยเวลาทิ้งขว้างยังคุ้ม ตัวอาคารโดดเด่นด้วยสไตล์ Brutalist ที่ยังคงกลิ่นอายเดิมของตึก Camden Town Hall ไว้ครบถ้วน แต่ถูกเสริมเติมแต่งจนสวยสะดุดตา ใครมาก็ล้วนหลงเสน่ห์ ไหนจะงานออกแบบด้านในที่โก้ เก๋ เท่ คูล ในคราวเดียว แต่ในรายละเอียดปลีกย่อยกลับทิ้งกลิ่นอายความสนุก ขี้เล่น ไว้เล็กๆ ไม่ให้น่าเบื่อจนเกินไป นี่เรายังไม่ได้เอ่ยถึงห้องอาหารรสเลิศ รวมถึงห้องนอนที่แค่มองมาจากเตียงก็เห็นความขลังของ King’s Cross สถานีรถไฟเก่าแก่ที่ปรากฏอยู่ตามวรรณกรรมและภาพยนตร์ดังหลายเรื่องอีกด้วย

 

🚴 อยู่กลางย่าน King’s Cross ที่แวดล้อมด้วยสถานที่ฮิปและมหาวิทยาลัยศิลปะระดับท็อปโลก

ในช่วงเวลา 4 วัน 3 คืน ในลอนดอน ถ้าไม่อยากใช้เวลาเรื่อยเปื่อยในโรงแรมแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำเลที่ตั้งของ The Standard, London ยังอยู่ใจกลางย่าน King’s Cross ใกล้ทั้งสถานีรถไฟ 2 แห่ง และสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหอสมุดแห่งชาติ The British Library ที่เดินแค่ 5 นาทีก็ถึง หรือหากคุณเป็นสาวกแดนเวทมนตร์ หลงใหลในศาสตร์ล้ำลึก จะแปลงร่างเป็นพ่อมด-แม่มดเตรียมเดินทางไปฮอกวอตส์ ณ Platform 9¾ ก็ได้ หากเท่านี้ยังไม่หนำใจ เราขอให้คุณแวะไปเยือน Coal Drops Yard อดีตชุมทางขนส่งถ่านหินประจำ King’s Cross ที่ถูกปรับเปลี่ยนใหม่ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ประจำย่าน มีผับ บาร์ ร้านอาหาร และร้านรวงมากมาย ด้วยตั้งอยู่ใกล้กับ Central Saint Martins แน่นอนว่าพวกงานดีไซน์จะต้องดีเยี่ยม มีแต่เหล่าคนเก๋เต็มไปหมด

 

🚴 ร่วมสนุกง่ายมาก แค่ตอบ 1 คำถาม!

ปกติรางวัลยิ่งใหญ่ กติการ่วมสนุกต้องยิ่งมากเป็นธรรมดา แต่แคมเปญนี้คุณไม่จำเป็นต้องเยอะ แค่เพียงกดไลก์ กดแชร์ ตามเงื่อนไขนิดหน่อย พร้อมตอบคำถามว่า ‘เพราะเหตุใดคุณถึงสมควรเป็นผู้ถูกเลือกที่จะได้รับทริปสุดหรูนี้’ เขียนคำตอบเชิงสร้างสรรค์และปฏิบัติตามขั้นตอนให้ครบถ้วน ก็สามารถมีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลได้แล้ว กติกาง่ายแสนง่ายขนาดนี้ ไม่ร่วมสนุกอย่างไรไหว แคมเปญนี้เปิดรับคำตอบตั้งแต่วันนี้ – 15 สิงหาคมนี้ ใครที่สนใจสามารถร่วมกิจกรรมได้ที่ www.standardhotels.com/campaigns/Hey-Standard-Contest

 

ภาพ: The Standard, London

The post CRACKED: 4 เหตุผล ทำไมคุณถึงไม่ควรพลาดบินฟรีถึงลอนดอน! กับแคมเปญ ‘Hey Standard! Contest’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRACKED: รู้จัก ‘Midjourney’ AI สายภาพประกอบ สร้างภาพสวยล้นจินตนาการมนุษย์ จากคำสั่งคีย์เวิร์ดไม่กี่คำ https://thestandard.co/cracked-midjourney/ Sun, 07 Aug 2022 11:46:36 +0000 https://thestandard.co/?p=664103 Midjourney

ช่วงนี้ใครจะฉงนสงสัย เห็นผู้คนในโซเชียลมีเดียต่างโพสต์ภ […]

The post CRACKED: รู้จัก ‘Midjourney’ AI สายภาพประกอบ สร้างภาพสวยล้นจินตนาการมนุษย์ จากคำสั่งคีย์เวิร์ดไม่กี่คำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Midjourney

ช่วงนี้ใครจะฉงนสงสัย เห็นผู้คนในโซเชียลมีเดียต่างโพสต์ภาพวาดประกอบที่ดูค่อนข้างล้ำจินตนาการไปสักนิด แล้วติดแฮชแท็ก #Midjourney ขอให้รู้ไว้เลยว่านั่นคือภาพวาดที่เกิดขึ้นจากความสามารถและมันสมองของ AI ปัญญาประดิษฐ์อีกตัวที่มนุษย์เราพัฒนาขึ้น เพื่อสำรวจขอบเขตจินตนาการเผ่าพันธ์ุมนุษย์ แน่นอนว่า Midjourney ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์ตัวแรกในการสร้างภาพ แต่ทำไมเจ้า AI ถึงได้รับความนิยมและความสนใจในเวลาอันสั้น THE STANDARD POP จะมา Cracked ให้คุณหายสงสัยไปพร้อมกัน

 

👽 Midjourney คืออะไร? 👽

 

Midjourney เป็นปัญญาประดิษฐ์สายภาพประกอบที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ถูกพัฒนาขึ้นในแล็บเล็กๆ ชื่อเดียวกัน ก่อตั้งโดย David Holz ผู้คร่ำหวอดในวงการไอที และยังเป็นผู้ก่อตั้งเดียวกับบริษัทฮาร์ดแวร์ Leap Motion บริษัทนี้มีสมาชิกเพียง 10 คน ไม่มีนักลงทุนและโปรเจกต์เชิงพาณิชย์ใดๆ ทั้งสิ้น พวกเขามุ่งเป้าเพียงทำงานในโครงการเจ๋งๆ เน้นความสนุกสนานเป็นหลัก

 

“เราจะขยายพลังแห่งจินตนาการเผ่าพันธ์ุมนุษย์ได้อย่างไร? คอมพิวเตอร์มีจินตนาการมากกว่ามนุษย์ 99% แต่ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ต้องหยุดจินตนาการ รถยนต์เร็วกว่ามนุษย์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องหยุดเดิน เมื่อเราขนย้ายสิ่งของจำนวนมากในระยะไกล สิ่งที่เราต้องการคือเครื่องยนต์ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของรถยนต์ เรือ หรือเครื่องบินก็ตาม พวกเรามองว่าเทคโนโลยีเป็นเครื่องสร้างจินตนาการ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ดีและมีความเป็นมนุษย์อย่างหนึ่ง” David Holz ให้สัมภาษณ์กับ The Verge

 

Black Cat in an old house

 

👽 ทำไมชาวโซเชียลถึงสนใจ Midjourney 👽

 

Midjourney ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์สร้างภาพตัวแรกที่เปลี่ยนข้อความให้กลายเป็นภาพ ก่อนหน้านั้นมีหลายบริษัทพัฒนา AI ในลักษณะนี้ขึ้นมาเช่นกัน เช่น Imagen ของ Google, DALL·E ของ OpenAI หรือแม้แต่โปรเจกต์เล็กๆ อย่าง Craiyon ทว่า Midjourney กลับได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มประชาชนทั่วไป หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าความฮอตฮิตของ AI ตัวนี้มาจากการใช้ Discord ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้แพลตฟอร์มอยู่แล้ว และทุกคนล้วนสนุกเพราะสามารถทดลองใช้ได้ฟรี 25 รูปแรก แถมฝีแปรงการวาดก็พลิกแพลงได้หลายแบบ ที่สำคัญคือ ‘ผู้ใช้ล้วนสนุก’ และเมื่อคนหนึ่งใช้แล้วสนุก ก็เริ่มชักชวนต่อๆ กัน จากงานทดลองเล็กๆ ก็เกิดเป็นไวรัล คอมมูนิตี้ และมีชาวเน็ตหลายคนท้าทายความสามารถเจ้า AI ด้วยการให้โจทย์แบบแปลกประหลาด ส่งผลให้ภาพออกมาสวยงามเกินจินตนาการ สร้างความสนใจให้บุคคลภายนอกเข้าไปอีก

 

👽 อยากเล่นบ้างต้องทำอย่างไร? 👽

 

สำหรับคนที่ใช้ Discord เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การใช้งาน Midjourney นั้นง่ายดายราวกับปลอกกล้วย ขั้นตอนคือแอดตัวเองเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ แล้วเลือกห้องที่ชื่อว่า Newbie จะเป็น Newbie ไหนก็ได้ ขอแค่อยู่ในหมวด Newcomer ใช้ได้หมด จากนั้นพิมพ์คำสั่ง /imagine แล้วตามด้วยคีย์เวิร์ดภาพที่ต้องการ อาจเขียนเป็นประโยคหรือเป็นคำๆ แยกจากกันได้ เช่น /imagine Black Cat in old house หรือ /imagine Black Cat, old house เป็นต้น จากนั้น AI จะประมวลภาพออกมาแบบ Lo-Fi ให้เลือก 4 สเกตช์ในภาพเดียว หากคุณชอบภาพไหน สามารถกดคำสั่งใต้รูปนั้นได้เพื่อต่อยอดได้อีก เช่น U1, U2, V1, V2 เพื่อสร้างภาพความละเอียดสูงหรือแยกภาพจากแบบที่ชอบได้อีก

 

ท่ามกลางความฮอตฮิต อันที่จริงมีหลายคนกลัวกว่า AI สร้างภาพจะกลายเป็นแรงงานสำคัญและแย่งงานสายภาพประกอบ แต่มีศิลปินอีกเยอะเช่นกันที่รู้สึกว่า AI อย่าง Midjourney เข้ามาช่วยสร้างขอบเขตจินตนาการของเขาให้กว้างมากขึ้นและทำงานง่ายขึ้นกว่าเดิม สำหรับสายนักเขียนนิยาย Midjourney เข้ามาช่วยให้พวกเขามีภาพประกอบเนื้อหาตรงใจในราคาย่อมเยา

 

Living in Space, City, Farm

 

สำหรับใครอยากลองของ Midjourney ตอนนี้ทางทีมเปิดทดลองให้ผู้ใช้งานฟรี 25 ภาพ หลังจากนั้นถ้าอยากใช้งานต่อจำต้องเสียเงินจ่ายแพ็กเกจ โดยมีให้เลือกระหว่าง 10 กับ 30 ดอลลาร์ต่อเดือน ขึ้นอยู่กับจำนวนภาพที่สร้างได้ รายละเอียดทั้งหมดสามารถคลิกเข้าไปดูได้ที่ www.midjourney.com และ Discord: https://discord.gg/midjourney

 

ภาพ: Midjourney

อ้างอิง:

The post CRACKED: รู้จัก ‘Midjourney’ AI สายภาพประกอบ สร้างภาพสวยล้นจินตนาการมนุษย์ จากคำสั่งคีย์เวิร์ดไม่กี่คำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สำรวจโลก VTuber อินฟลูเอนเซอร์ ‘โลกเสมือน’ | CRACKED EP.34 https://thestandard.co/pop-cracked-ep34/ Wed, 03 Aug 2022 12:00:03 +0000 https://thestandard.co/?p=662479 VTuber

สวัสดีชาว THE STANDARD POP ทุกคน พบกับรายการที่จะมา Cra […]

The post ชมคลิป: สำรวจโลก VTuber อินฟลูเอนเซอร์ ‘โลกเสมือน’ | CRACKED EP.34 appeared first on THE STANDARD.

]]>
VTuber

สวัสดีชาว THE STANDARD POP ทุกคน พบกับรายการที่จะมา Cracked ทุกข้อสงสัย โดยที่ไม่ต้อง Google

 

ในโลกคอนเทนต์ออนไลน์ที่กว้างใหญ่ไม่มีสิ้นสุด ทุกๆ วันมีเหล่าครีเอเตอร์ผลิตผลงานออกมาให้รับชมเป็นจำนวนมาก และไม่ใช่เฉพาะคนที่เปิดเผยหน้าตา แต่ยังมีกลุ่ม VTuber ที่ใช้ ‘ภาพเสมือนจริง’ เป็นตัวแทน แล้วสร้างคอนเทนต์ที่สนุก มีเสน่ห์ น่าสนใจ และมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมากไม่แพ้ยูทูเบอร์หรือสตรีมเมอร์ที่คุ้นเคยกันตามปกติ

 

วันนี้ THE STANDARD POP จะมา Cracked ให้ฟังว่า VTuber คืออะไร ประสบความสำเร็จมากขนาดไหน และมีอะไรบ้างที่ควรรู้ ก่อนเข้าสู่โลก VTuber แบบเต็มตัว

The post ชมคลิป: สำรวจโลก VTuber อินฟลูเอนเซอร์ ‘โลกเสมือน’ | CRACKED EP.34 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: Extraordinary Attorney Woo คนธรรมดาที่แสนพิเศษ | CRACKED EP.33 https://thestandard.co/pop-cracked-ep33/ Wed, 27 Jul 2022 12:00:50 +0000 https://thestandard.co/?p=659754 Extraordinary Attorney Woo

สวัสดีชาว THE STANDARD POP ทุกคน พบกับรายการที่จะมา Cra […]

The post ชมคลิป: Extraordinary Attorney Woo คนธรรมดาที่แสนพิเศษ | CRACKED EP.33 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Extraordinary Attorney Woo

สวัสดีชาว THE STANDARD POP ทุกคน พบกับรายการที่จะมา Cracked ทุกข้อสงสัย โดยที่ไม่ต้อง Google

 

เชื่อว่าซีรีส์เกาหลีที่ตอนนี้ใครหลายๆ คนกำลังดูอยู่ และโดนตกกันไปอยู่ไม่น้อยในช่วงนี้คือเรื่อง Extraordinary Attorney Woo ที่ออนแอร์อยู่ใน Netflix ซีรีส์เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับทนายสาวสุดน่ารัก แต่ว่าเธอเป็นโรค Autistic Spectrum วันนี้ THE STANDARD POP จะมาชวน Cracked เจ้าโรคนี้กันว่าคืออะไร และมาไขความลับว่า ทำไมคนดูถึงรักทนายอูยองอูกันขนาดนี้

 

ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/video/

The post ชมคลิป: Extraordinary Attorney Woo คนธรรมดาที่แสนพิเศษ | CRACKED EP.33 appeared first on THE STANDARD.

]]>