CPI Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/cpi/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 05 Aug 2026 05:28:35 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ท่ามกลางภาวะน้ำมันแพง Bond Yield พุ่ง Valuation ตึงตัว SET Index ไปต่อได้อีกแค่ไหน https://thestandard.co/set-index-oil-bond-yield-outlook/ Wed, 05 Aug 2026 05:28:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1238341 ภาพแท่นขุดเจาะน้ำมันพร้อมกราฟตลาดหุ้นและตัวเลขทางการเงิน

ประเด็นที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตามากที่สุดในขณะนี้ คือก […]

The post ท่ามกลางภาวะน้ำมันแพง Bond Yield พุ่ง Valuation ตึงตัว SET Index ไปต่อได้อีกแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแท่นขุดเจาะน้ำมันพร้อมกราฟตลาดหุ้นและตัวเลขทางการเงิน

ประเด็นที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตามากที่สุดในขณะนี้ คือการกลับมาปะทุของความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพิ่มแรงกดดันต่อแนวโน้มเงินเฟ้อโลก ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

 

ทว่าตัวเลขเงินเฟ้อดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนมิถุนายนที่ประกาศล่าสุดอยู่ที่ 3.5% YoY ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 3.8% และชะลอลงจากระดับ 4.2% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ Core CPI ก็ชะลอลงมาอยู่ที่ 2.6% ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เช่นกัน ส่งผลให้แรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดของ Fed ผ่อนคลายลงบางส่วน

 

ทั้งนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อดังกล่าวยังไม่สะท้อนผลกระทบจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในระยะล่าสุด อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ระดับ 3.5% ยังคงสูงกว่าเป้าหมายระยะยาวของ Fed จึงประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะยังคงรอประเมินข้อมูลเศรษฐกิจเพิ่มเติมก่อนปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน ส่งผลให้ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนจากทั้งแนวโน้มเงินเฟ้อและพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางสินทรัพย์เสี่ยง อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และการคาดการณ์นโยบายการเงินในระยะต่อไป

 

ท่ามกลางปัจจัยดังกล่าว ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยผ่าน 3 ด้านหลัก ได้แก่ Valuation, Fund Flow และ Earnings Yield Gap การปรับขึ้นของ Bond Yield ทำให้อัตราคิดลดสูงขึ้น กดดันมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่ซื้อขายด้วย Valuation สูงหรือมีความคาดหวังการเติบโตของกำไรในระยะยาว ขณะเดียวกัน ผลตอบแทนสินทรัพย์ปลอดภัยของสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นย่อมเพิ่มแรงจูงใจให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ และทำให้ส่วนต่างระหว่าง Earnings Yield ของตลาดหุ้นไทยกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แคบลง ซึ่งในอดีตมักสัมพันธ์กับแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ

 

อย่างไรก็ตาม ภาพที่เกิดขึ้นจริงในรอบนี้กลับแตกต่างจากทฤษฎี โดยแม้ Bond Yield จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ต่างชาติยังคงซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยในเดือนกรกฎาคม (1 – 17 ก.ค. 69) มียอดซื้อสุทธิกว่า 4 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่เกือบ 7 หมื่นล้านบาท นับเป็นปีแรกที่พลิกกลับมาซื้อสุทธิหลังขายต่อเนื่อง 3 ปี (2566-2568) รวมกว่า 4.4 แสนล้านบาท สะท้อนว่ายังมีโอกาสที่เม็ดเงินต่างชาติจะทยอยไหลกลับ ซึ่งช่วยลดทอนแรงกดดันจาก Bond Yield ได้บางส่วน เมื่อพิจารณาร่วมกับตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ชะลอลง จึงประเมินว่าการปรับขึ้นของ Bond Yield ในรอบนี้สะท้อนความกังวลต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและราคาพลังงานมากกว่าการคาดการณ์ว่า Fed จะกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

 

เมื่อกลับมาที่ราคาน้ำมันซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวแปรหลัก ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมีทั้งด้านบวกและลบ ในด้านลบ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และกำลังซื้อของภาคครัวเรือน อีกทั้งยังจำกัดโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลาย หากเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงยังอาจกดดันดุลบัญชีเดินสะพัดและค่าเงินบาทผ่านต้นทุนนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้น

 

ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นไทยมีโครงสร้างที่แตกต่างจากหลายประเทศ เนื่องจากมีน้ำหนักหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีค่อนข้างสูง ซึ่งมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น จึงช่วยพยุงดัชนีโดยรวมได้บางส่วน ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังสนับสนุนบรรยากาศการลงทุน ทั้งการปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปีนี้ของ กนง. ขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 1.5% และภาวะอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ซึ่งยังอยู่ในระดับติดลบและเอื้อต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ SET Index ปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ P/E ราว 16 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยระยะยาว ทำให้ Upside จากการขยายตัวของ Valuation อาจเริ่มจำกัด การปรับขึ้นต่อจากนี้จึงต้องพึ่งปัจจัยพื้นฐานใหม่ เช่น กำไรที่โตเกินคาดหรือเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่อง

 

ด้วยความไม่แน่นอนที่ยังสูงทั้งจากสงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อ และทิศทาง Bond Yield จึงประเมินว่า SET Index มีโอกาสทดสอบบริเวณ 1,650–1,700 จุดได้ ก็ต่อเมื่อ กระแสเงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าต่อเนื่องและ Bond Yield สหรัฐฯ ไม่เร่งตัวขึ้นอีก ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ยังไม่มีความแน่นอนสูงนัก ขณะที่แนวรับสำคัญบริเวณ 1,530–1,540 จุด ก็อาจถูกทดสอบได้เช่นกันหากปัจจัยลบข้างต้นรุนแรงกว่าคาด ภาพการลงทุนในระยะถัดไปน่าจะอยู่ในลักษณะของการสลับกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) มากกว่าการปรับขึ้นพร้อมกันทั้งตลาด

 

ภายใต้ภาพ Sector Rotation และภาวะที่ราคาน้ำมันยังมีความผันผวน ขณะที่ทิศทางการคลี่คลายของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่ชัดเจน กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือการจัดพอร์ตแบบ Barbell Strategy โดยให้น้ำหนักหุ้นพลังงานต้นน้ำเพื่อเป็น Hedge ต่อความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ควบคู่กับหุ้น Domestic ที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจากแรงส่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ทยอยฟื้นตัว เช่น กลุ่มธนาคาร กลุ่มการแพทย์ กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าที่ได้รับแรงหนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการขยายตัวของ Data Center ขณะที่ควรเพิ่มความระมัดระวังต่อกลุ่มสายการบิน ซึ่งมีต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นสัดส่วนสูง และอาจเผชิญแรงกดดันต่ออัตรากำไร หากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง

 

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่หากยกระดับความรุนแรงจะดันราคาน้ำมันขึ้นแรงและปลุกความเสี่ยงเงินเฟ้อรอบใหม่ รองลงมาคือทิศทางนโยบายการเงินของประเทศหลักและแนวโน้มเงินเฟ้อโลกที่หากค้างสูงนานกว่าคาดจะกดดันสินทรัพย์เสี่ยง ดังนั้น ในเชิงกลยุทธ์ จังหวะการอ่อนตัวของดัชนีจึงยังเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นในธีมดังกล่าว มากกว่าการไล่ซื้อในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นแรง

 

ภาพ: Who is Danny / Shutterstock

 

The post ท่ามกลางภาวะน้ำมันแพง Bond Yield พุ่ง Valuation ตึงตัว SET Index ไปต่อได้อีกแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘งบต้านโกงพันล้าน’ แต่ตอบไม่ชัดว่าการทุจริตลดลงจริงหรือเปล่า? https://thestandard.co/anti-corruption-budget-results-unclear/ Mon, 13 Jul 2026 07:46:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1230101 ภาพประกอบเงินงบประมาณต้านการทุจริตที่ยังไม่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน

ประเทศไทยมีสิ่งทีเรียกว่า ‘งบต้านโกง’ จากเงินภาษีของพวก […]

The post ‘งบต้านโกงพันล้าน’ แต่ตอบไม่ชัดว่าการทุจริตลดลงจริงหรือเปล่า? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบเงินงบประมาณต้านการทุจริตที่ยังไม่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน

ประเทศไทยมีสิ่งทีเรียกว่า ‘งบต้านโกง’ จากเงินภาษีของพวกเราที่ถูกเบิกใช้ต่อเนื่องมานานหลายปี รวมแล้วหลายพันล้านบาท เพื่อวัตถุประสงค์ตรงตามชื่อก็คือการต้านโกง

 

 

แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา งบต้านโกงทำให้การทุจริตของไทยลดลงได้จริงไหม หลายหน่วยงานได้เกรด AA มีความโปร่งใสสูง ตรงกันข้ามกับมุมมองที่โลกมีต่อไทย ทำให้เกิดคำถามว่าเงินส่วนนี้ถูกใช้ไปกับเรื่องอะไรบ้าง รัฐกำลังแก้ปัญหาอย่างถูกจุดจริงหรือเปล่า หรือเราอาจจะกำลังใช้เงินแบบผิดที่ผิดทาง

 

งบต้านโกงพันล้าน แต่รัฐยังตอบไม่ได้ว่าอะไรได้ผล

 

ประเทศไทยใช้งบประมาณมหาศาลไปกับการต่อต้านการทุจริต ที่มาในรูปแบบการอบรม สัมมนา รณรงค์ ปลูกฝังจิตสำนึก ผลิตสื่อ สร้างเครือข่าย และกิจกรรมอีกนับไม่ถ้วน ภายใต้ชื่อทางการว่า ‘แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ’ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘งบต้านโกง’

 

หลายคนอาจเข้าใจว่า “งบต้านโกง” คือเงินของ ป.ป.ช. แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ งบก้อนนี้เป็นเหมือนกองกลางให้หน่วยงานรัฐหลายแห่งเสนอของบประมาณไปทำโครงการป้องกันการทุจริต ป.ป.ช. จะทำหน้าที่วางกรอบ กำหนดทิศทาง ประสานงาน และติดตามผล

 

เมื่อดูจากชื่อโครงการ หลายอย่างฟังดูสมเหตุสมผล ตั้งแต่การสร้างความรู้เรื่องทุจริตให้ข้าราชการ การปลูกฝังความซื่อสัตย์ในโรงเรียน การอบรมครูและนักเรียน การทำสื่อรณรงค์ ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังในพื้นที่ต่างๆ แต่ปัญหาดันอยู่ที่ว่า หลังใช้เงินต่อเนื่องมาหลายปี เรายังตอบได้ไม่ชัดว่าโครงการแบบไหนลดการทุจริตได้จริงบ้าง

 

และถ้าดูตัวเลขงบประมาณของแผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบในแต่ละปี เช่น

 

2564 ประมาณ 225 ล้านบาท

 

2565 ประมาณ 478 ล้านบาท

 

2566 ประมาณ 495 ล้านบาท

 

2567 ประมาณ 712 ล้านบาท

 

2568 ประมาณ 953 ล้านบาท

 

2569 ประมาณ 961 ล้านบาท

 

เมื่อดูแนวโน้มงบประมาณระหว่างปี 2564-2569 จะเห็นว่าวงเงินเพิ่มขึ้นจากราว 225 ล้านบาท เป็น 961 ล้านบาท หรือเพิ่มกว่า 4 เท่า ภายในเวลา 6 ปี

 

และล่าสุด เราก็ได้เห็นสำนักข่าวหลายแห่งรายงานว่างบต้านโกงปี 2570 มีกรอบงบประมาณสูงถึง 1,276 ล้านบาท จนทำให้คณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณต้องเรียกสำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงถึงการใช้เงินภาษีก้อนนี้

 

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่า 1,276 ล้านบาท เป็นเพียงคำขอเบื้องต้น แต่เมื่อผ่านกระบวนการจัดทำงบประมาณ ตัวเลขที่เสนอผ่าน ครม. เหลืออยู่ที่ 761.7 ล้านบาท ครอบคลุม 36 หน่วยงาน 45 โครงการ

 

แต่ตัวเลข 36 หน่วยงาน กลับนำไปสู่อีกคำถามหนึ่ง เพราะหากนี่คือ ‘แผนบูรณาการต่อต้านการทุจริต’ แล้วหน่วยงานที่ไม่ได้เข้าร่วมมีที่ไหนบ้าง และเหตุใดจึงแยกไปดำเนินโครงการของตัวเอง

 

รักชนก ศรีนอก ประธานกรรมาธิการฯ จึงขอรายชื่อหน่วยงานที่ไม่เคยเข้าร่วมแผน เพื่อให้เห็นภาพว่างบต้านโกงของประเทศถูกขับเคลื่อนอยู่ภายใต้แผนเดียวจริงหรือไม่ เพราะหากแต่ละหน่วยงานใช้งบและดำเนินมาตรการของตัวเอง การประเมินว่าประเทศไทยใช้งบต้านโกงได้ผลแค่ไหน ก็ย่อมทำได้ยากขึ้น

 

คำถามนี้ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า หากยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีหน่วยงานใดอยู่นอกแผน ระบบที่เรียกว่า ‘บูรณาการ’ จะบูรณาการได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงอีกคำถามที่ถูกถามซ้ำไปซ้ำมาตลอดการประชุมว่า

 

“เงินที่ใช้ไปทั้งหมด ทำให้การทุจริตลดลงจริงหรือไม่”

 

คำถามเรียบง่ายนี้กลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เพราะสิ่งที่หน่วยงานส่วนใหญ่ชี้แจง มีเพียงจำนวนกิจกรรมที่ดำเนินการไปแล้ว เช่น จัดอบรมกี่ครั้ง มีคนเข้าร่วมกี่คน ผลิตสื่อกี่ชิ้น หรือสร้างเครือข่ายได้กี่แห่ง รายงานส่วนใหญ่เป็นการรายงานผลผลิต แต่สิ่งที่กรรมาธิการพยายามถามคือผลลัพธ์ ว่าหลังใช้เงินแล้วการทุจริตลดลงอย่างไร หรือระบบราชการเปลี่ยนไปอย่างไร สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ยืนยันได้จึงมีเพียงว่ารัฐได้ดำเนินโครงการต่อต้านการทุจริตแล้ว

 

และเมื่อย้อนกลับไปดูโครงการที่ใช้งบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะพบว่ากิจกรรมมักวนอยู่กับการอบรม การประกวด การแข่งขัน Hackathon การผลิตสื่อ ภาพยนตร์สั้น การสร้างวิทยากร การจัดนิทรรศการ และการทำแบบทดสอบออนไลน์เพื่อรับเกียรติบัตร ที่หลายโครงการดำเนินต่อเนื่องมาทุกปี

 

สิ่งที่เปลี่ยนไปในแต่ละปีมักเป็นชื่อกิจกรรมหรือกลุ่มเป้าหมาย แต่สิ่งที่ยังหาได้ยากคือข้อมูลที่ตอบว่า หลังจบกิจกรรมแล้วการทุจริตลดลงตรงไหน หรือพฤติกรรมของหน่วยงานเปลี่ยนไปอย่างไร เพราะเอกสารโครงการส่วนใหญ่กลับรายงานผลสำเร็จจากจำนวนผู้เข้าร่วม จำนวนโรงเรียน จำนวนหน่วยงาน หรือระดับความพึงพอใจ

 

อีกตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพชัด คือโครงการด้านการศึกษาในสังกัด สพฐ. ที่ได้รับงบจากแผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตต่อเนื่องมาหลายปี แต่กิจกรรมหลักกลับวนอยู่กับการอบรมครู อบรมนักเรียน และประเมินผลความโปร่งใสไม่ทุจริตด้วยแบบสอบถาม

 

รักชนกจึงเปิดแบบสอบถามขึ้นบนจอในห้องประชุม ทำให้เห็นว่าคำถามส่วนใหญ่ให้ผู้ตอบประเมินตัวเอง เช่น โรงเรียนมีความโปร่งใสหรือไม่ ครูมีความตระหนักเรื่องการทุจริตหรือไม่ นักเรียนเห็นความสำคัญของความซื่อสัตย์รึเปล่า หรือให้คะแนนความรู้สึกต่อคุณธรรมและความโปร่งใสในหน่วยงานของตัวเอง

 

ภาพประกอบเงินงบประมาณต้านการทุจริตที่ยังไม่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน 1ภาพประกอบเงินงบประมาณต้านการทุจริตที่ยังไม่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน 2

 

เธอตั้งข้อสังเกตว่าแบบสอบถามลักษณะนี้มีข้อจำกัด เพราะมันคงไม่มีใครตอบว่าตัวเองไม่มีคุณธรรม หรือไม่เห็นด้วยกับความโปร่งใส และคงจะใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าการทุจริตลดลงไม่ได้

 

เมื่อถูกตั้งคำถามเรื่องการอบรมสัมมนาและทำแบบสอบถามมากเข้า สำนักงบประมาณจึงชี้แจงว่าปีงบ 2570 มีการปรับเปลี่ยนหลายอย่าง เช่น ลดงบด้านการปลูกฝังจิตสำนึกประมาณ 41.93% แล้วไปเพิ่มงบด้านการป้องกันการทุจริตเพิ่มขึ้นประมาณ 46.24% แทน แต่ก็ยังไร้คำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าแล้ววิธีการเดิมที่ใช้ต่อเนื่องมาหลายปีนั้นได้ผลมากน้อยแค่ไหน ซึ่งทางผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์ฯ มองว่าการให้ความรู้และการปรับทัศนคติยังคงจำเป็น แต่ก็ยอมรับว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมต้องใช้เวลาไม่สามารถเห็นผลได้ภายในปีงบประมาณเดียว

 

นอกจากวิธีการจัดการงบต้านโกง อีกหนึ่งเรื่องที่ดูจะมีปัญหาเหมือนกันก็คือ ‘ตัวชี้วัด’ ตอนนี้ประเทศไทยมีระบบการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสที่เรียกว่า ITA เป็นดัชนีที่ ป.ป.ช. จัดทำขึ้นเพื่อประเมินหน่วยงานภาครัฐ ที่เมื่อดูผลประเมินจะเห็นว่าหน่วยงานรัฐได้คะแนนสูงกันมากๆ ตัวอย่างเช่นปี 2568 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้คะแนนสูงสุด 94.64 คะแนน กลุ่มหน่วยงานในสังกัดรัฐสภาได้คะแนนเฉลี่ยในภาพรวมทุกประเภทที่ 96.79 คะแนน หรือหน่วยงานท้องถิ่นกวาดคะแนน 90-99 กันหลายจังหวัด กลายเป็นว่าถ้าดูจาก ITA หน่วยงานรัฐของเราส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในระดับ A หรือ AA ของการประเมินความโปร่งใส

 

แต่เมื่อนำผลประเมิน ITA ไปเทียบกับดัชนี CPI ของ Transparency International ที่สะท้อนจากมุมมองของนักลงทุนภาคธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ และองค์กรระหว่างประเทศต่อปัญหาคอร์รัปชัน กลับได้ภาพที่แตกต่างออกไป เพราะคะแนนของไทยลดลงต่อเนื่อง จาก 38 คะแนนในปี 2557 แล้วค่อยๆ ลดลงเหลือ 33 คะแนนเต็ม 100 ในปี 2568

 

ปัจจุบันไทยอยู่อันดับ 116 จาก 182 ประเทศ และอยู่อันดับ 5 ของอาเซียน จนเกิดคำถามว่าถ้าหน่วยงานรัฐสอบผ่านกันเกือบหมด เหตุใดนักลงทุน ภาคธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกถึงยังมองว่าประเทศไทยยังมีปัญหาคอร์รัปชันอยู่

 

คำตอบของ ป.ป.ช. คือการอธิบายว่า ITA ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อวัดการทุจริตโดยตรง แต่ใช้ประเมินกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ เช่น การเปิดเผยข้อมูล การปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล มาตรการป้องกันการทุจริตภายในองค์กร ซึ่งก็คือ ITA กับ CPI กำลังสะท้อนคนละมุมของปัญหากันอยู่

 

และหลังการชี้แจงอยู่หลายชั่วโมง สุดท้ายเรื่องดูเหมือนจะค้างคาอยู่กับการไม่ได้คำตอบของคำถามแรก นั่นคืองบประมาณหลายร้อยล้านบาทที่ใช้ไปทุกปี ทำให้การทุจริตลดลงอย่างไรบ้าง แต่เราก็ได้เห็นกระบวนการใช้เงินของงบต้านโกงที่ชัดขึ้น

 

เทคโนโลยีล้าหลัง หรือเพราะรัฐไม่กล้าเปิดข้อมูลกันแน่?

 

หลายคนเคยพูดไว้ว่าการเปิดเผยข้อมูลคือวิธีป้องกันการทุจริตที่ต้นทุนต่ำที่สุด เพราะไม่ต้องตั้งคณะทำงาน ไม่ต้องจัดอบรม และไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เพียงแค่เปิดข้อมูล ประชาชน สื่อมวลชน นักวิชาการ ก็สามารถช่วยกันสอดส่องได้ทันที แต่จนถึงตอนนี้ข้อมูลจำนวนมากก็ยังเข้าถึงได้ยากอยู่ดี

 

รักชนกยกตัวอย่างการเข้าถึงบัญชีทรัพย์สินนักการเมือง ดูเผินๆ เหมือนเปิดเผยหมดแล้ว แต่พอจะเข้าไปดูรายละเอียดกลับไม่ง่ายแบบนั้น เพราะข้อมูลจะอยู่บนเว็บไซต์แค่ 180 วัน หลังจากนั้นถ้าอยากรู้ เราต้องเดินทางไปสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อขอดูข้อมูลเพิ่มเติม

 

เธอจึงถามย้ำว่าทำไมหลังพ้น 180 วัน ถึงไม่สามารถส่งเป็นไฟล์ให้ได้ ทำไมต้องให้ประชาชนไปยืนจดหน้าห้อง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากต้องการเปรียบเทียบบัญชีทรัพย์สินย้อนหลังหลายปี ก็ต้องนั่งคัดทีละหน้า และหน่วยงานไม่สามารถส่งไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ให้ผู้ร้องขอได้เลย

 

ที่เป็นแบบนั้นเพราะระเบียบของ ป.ป.ช. อนุญาตแค่เปิดให้ ‘คัด’ แต่ไม่ได้เปิดให้ ‘คัดถ่าย’ หรือรับเป็นไฟล์ดิจิทัล รักชนกจึงเสนอให้ ป.ป.ช. แก้ไขระเบียบดังกล่าว เพื่อให้ผู้ขอข้อมูลหลังพ้น 180 วัน สามารถรับเอกสารหรือไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ได้ ไม่ต้องเสียเวลาคัดข้อมูลด้วยตัวเองทุกครั้ง

 

นอกจากบัญชีทรัพย์สินนักการเมือง กลุ่มเครือญาติหรือผู้ใกล้ชิดของนักการเมืองที่ถูกจัดกลุ่มว่ามีความเสี่ยงสูงตามหลักเกณฑ์สากลด้านการป้องกันการฟอกเงิน ก็ควรจะทำข้อมูลเชื่อมโยงกันทั้งหมด ทั้งผู้ดำรงตำแหน่ง คู่สมรส บุตร ผู้ถือหุ้น บริษัท และความสัมพันธ์ทางธุรกิจไว้ในระบบเดียว หากบริษัทที่เข้าประมูลงานรัฐมีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลใกล้ชิดของผู้มีอำนาจ ระบบก็จะช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงได้ตั้งแต่ก่อนลงนามในสัญญา แทนที่จะรอให้เกิดคดีแล้วค่อยย้อนกลับมาตรวจสอบ

 

กลายเป็นว่าเวลานี้ ต่อให้รัฐมีงบต้านโกงทุกปี แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ก็ยังเรียกได้ว่า ‘อ่านได้ แต่ใช้ต่อยาก’ เพราะมักมาในรูปแบบเอกสารที่ห้ามถ่ายภาพ ห้ามถ่ายเอกสาร บางอันที่ไม่ลับมากมาเป็น PDF หรือภาพสแกน ทั้งที่ควรอยู่ในรูปแบบ Open Data หรือ Machine-readable ที่สามารถค้นหา เชื่อมโยง และนำไปวิเคราะห์ต่อได้ง่ายกว่านี้ ยิ่งหลายหน่วยงานกำลังของบประมาณเพื่อพัฒนาระบบ AI และฐานข้อมูลดิจิทัล ปัญหาเรื่องเอกสาร PDF หรือภาพสแกนก็ควรเป็นเรื่องที่แก้ไขได้แล้ว

 

รักชนกยังเสนอว่า ป.ป.ช. เองก็ควรเปิดข้อมูลการทำงานขององค์กรให้มากขึ้นด้วยเหมือนกัน ทั้งรายงานการประชุม หลักเกณฑ์การพิจารณาคดี ระยะเวลาและความคืบหน้าของคดีสำคัญ เพื่อให้สังคมติดตามการทำงานขององค์กรได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเปิดเผยรายละเอียดในสำนวนคดี

 

ในระหว่างการชี้แจงถามตอบกันไปมา คณะกรรมาธิการยังตั้งข้อสังเกตอีกเรื่องหนึ่ง ว่าวิธีวัดผลแผนต่อต้านการทุจริตอาจกำลังเดินผิดทาง เพราะถ้าใช้จำนวนคดีที่ลดลงเป็น KPI ในความเป็นจริงถ้าประชาชนเชื่อมั่นในระบบ เชื่อมั่นว่าร้องเรียนแล้วคนผิดจะถูกลงโทษตามกฎหมาย และเชื่อมั่นว่าหากร้องเรียนไปแล้วตัวเองจะปลอดภัย คดีมันควรจะเยอะเพราะคนกล้าแจ้งเบาะแส รวมถึงอีกมุมหนึ่งที่ว่าถ้าหน่วยงานทำงานตรวจสอบอย่างจริงจัง จำนวนคดีมันก็ควรจะเพิ่มขึ้นหรือเปล่า สุดท้ายคำถามนี้ก็ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าจำนวนคดีลดลงยังเหมาะเป็นตัวชี้วัดหรือไม่ และรัฐจะเปลี่ยน KPI หรือเปล่า

 

ประเด็นทั้งหมดถูกเชื่อมโยงไปถึงเป้าหมายใหญ่ของรัฐบาล เพราะประเทศไทยกำลังเดินหน้าสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งให้ความสำคัญกับการประเมินธรรมาภิบาล การต่อต้านการทุจริต

 

ตอนนี้ไทยอยู่ระหว่างการปรับกฎหมาย และแผนแม่บทด้านการต่อต้านการทุจริตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งอนุสัญญาต่อต้านการให้สินบนเจ้าหน้าที่ต่างประเทศของ OECD และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต (UNCAC) เพราะการประเมินดูตั้งแต่การบังคับใช้กฎหมาย การเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ ไปจนถึงผลลัพธ์ของมาตรการป้องกันการทุจริต ไม่ได้ดูแค่ว่าประเทศนั้นมีกฎหมายหรือแผนงานครบถ้วนรึเปล่า

 

และก่อนจะไปถึงมาตรฐานระดับนานาชาติ เราอาจต้องกลับมาตอบคำถามพื้นฐานของตัวเองให้ได้ก่อนว่า งบต้านโกงกำลังถูกใช้ไปกับสิ่งที่แก้ปัญหาจริงหรือไม่ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เงินจำนวนไม่น้อยถูกใช้กับการอบรม การรณรงค์ การผลิตสื่อ และกิจกรรมสร้างการรับรู้ ขณะที่การทำฐานข้อมูล การเปิดข้อมูลแบบ Open Data การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน หรือการสร้างระบบที่ทำให้ประชาชนตรวจสอบได้ง่ายขึ้น กลับยังไม่ใช่ภาพของการลงทุนที่เห็นอย่างเด่นชัดจากงบประมาณก้อนนี้

 

ถ้าใช้งบไม่ถูกจุด ก็จะไม่มีวันหยุดการโกงได้?

 

หลังไล่เรียงไปทีละเรื่องตั้งแต่งบประมาณ โครงการอบรมต่างๆ ตัวชี้วัดหน่วยงานรัฐที่สวนทางกับตัวชี้วัดระดับโลก การเปิดเผยข้อมูล รักชนกเลิกถามผู้ชี้แจงระดับบริหาร แล้วหันไปเรียกผู้อำนวยการสำนักและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตอบคำถามทีละคน

 

“ถ้าให้แก้ ป.ป.ช. ได้ 3 เรื่อง จะเริ่มจากอะไร ไล่ไปทีละคนเลยนะคะ ท่านตอบให้ครบนะคะ ดิฉันนับอยู่”

 

เมื่อคำถามถูกโยนไปยังคนที่อยู่กับระบบทุกวัน คำตอบคือไม่มีใครขอประมาณเพิ่ม ไม่มีใครเสนอเพิ่มการอบรมหรือกิจกรรมรณรงค์ ที่งบต้านโกงถูกใช้กับเรื่องเหล่านี้มาตลอดหลายปี พวกเขาพูดถึงการปรับโครงสร้างองค์กรที่ทำให้งานหลายส่วนสะดุด การโยกย้ายบุคลากร ระบบถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ยังไม่ทันกับการรับข้าราชการรุ่นใหม่ รวมถึงการสื่อสารจากผู้บริหารที่ลงมาถึงผู้ปฏิบัติไม่ตรงกัน แต่ละสำนักตีความนโยบายคนละแบบทั้งที่ทำงานภายใต้แผนเดียวกัน ส่งผลให้งานต้องเริ่มต้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก

 

เจ้าหน้าที่จากส่วนภูมิภาคพูดถึงอีกหนึ่งปัญหา ที่แทบไม่เคยเห้นในรายงานผลการดำเนินงาน นั่นคือเรื่องกำลังคนไม่พอ หลายจังหวัดมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันเพียงไม่กี่คน แต่ต้องรับผิดชอบทั้งจังหวัด ตั้งแต่ลงพื้นที่ ประเมินความเสี่ยง สร้างเครือข่าย ไปจนถึงติดตามหน่วยงานรัฐ

 

อีกเรื่องที่หลายคนพูดตรงกันคือข้อมูลที่กระจัดกระจาย พอจะดึงข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาวิเคราะห์ร่วมกันก็ติดทั้งข้อกฎหมาย ข้อมูลส่วนบุคคล และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี หลายคนเห็นตรงกันว่า หากลดงานเอกสาร ใช้ระบบดิจิทัลและเชื่อมโยงข้อมูลกันได้มากกว่านี้ งานป้องกันการทุจริตจะเดินหน้าได้เร็วกว่าเดิมและมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่

 

สุดท้ายแล้วประเทศไทยคงยังต้องมีการเบิกใช้งบประมาณเพื่อต่อต้านการทุจริตต่อไป แต่สิ่งที่ควรถูกทบทวน คือเงินก้อนนั้นกำลังถูกใช้กับปัญหาที่ถูกจุดหรือไม่ เพราะสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นไม่ใช่จำนวนครั้งของการอบรม หรือจำนวนกิจกรรมที่จัดได้ แต่พวกเราอยากเห็นหลักฐานว่าเงินภาษีที่จ่ายไปทำให้การโกงลดลงอย่างไร และถ้ายังไร้คำตอบที่ชัดเจน พิสูจน์ได้ เป็นรูปธรรม ความคุ้มค่าของการใช้งบต้านโกง ก็จะคงยังถูกตั้งคำถามต่อไปแบบไม่มีวันสิ้นสุด

 

The post ‘งบต้านโกงพันล้าน’ แต่ตอบไม่ชัดว่าการทุจริตลดลงจริงหรือเปล่า? appeared first on THE STANDARD.

]]>
US Economic Literacy & Portfolio 101 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่นักลงทุนต้องรู้ https://thestandard.co/us-economic-data-investors-portfolio/ Tue, 30 Jun 2026 08:00:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1222461 นักลงทุนวิเคราะห์กราฟและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพื่อวางแผนการลงทุนในตลาดโลก

นโยบาย Fed และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นปัจจัยหลักที่ขับ […]

The post US Economic Literacy & Portfolio 101 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่นักลงทุนต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักลงทุนวิเคราะห์กราฟและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพื่อวางแผนการลงทุนในตลาดโลก

นโยบาย Fed และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้นและพอร์ตลงทุนทั่วโลกผ่านการเชื่อมโยงของสินทรัพย์ต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้คือดัชนีชี้วัดสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม แม้การตอบสนองของราคาอาจไม่เป็นไปตามคาดการณ์เสมอไป

 

กล่าวได้ว่า ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศ แต่เป็น “ภาษากลาง” ของตลาดเงินโลกที่บ่งบอกทิศทางกระแสเงินทุน การเปลี่ยนแปลงต้นทุนทางการเงิน และความเสี่ยงสำคัญที่ตลาดกำลังจับตามองในขณะนั้น

 

บทความนี้มุ่งสร้างความเข้าใจว่าทำไมรายงานเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงสำคัญ ข้อมูลใดที่ควรจับตา และส่งผลอย่างไรต่อพอร์ตการลงทุน เพราะในโลกปัจจุบัน การประกาศตัวเลขเพียงครั้งเดียวอาจเปลี่ยนทิศทางสินทรัพย์ทั่วโลกได้ทันที

 

ทำไมข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงสำคัญกับพอร์ตลงทุนของคนไทย

 

เหตุผลที่ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นจุดเริ่มต้นการประเมิน “ต้นทุนเงิน” โลก เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจประกาศออกมา ตลาดจะคาดการณ์ทันทีว่า Fed จะปรับดอกเบี้ยอย่างไร เมื่อความคาดหวังต่อ Fed เปลี่ยน Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์จะขยับตาม กดดันราคาหุ้น ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ พร้อมบีบให้ประเมินมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงใหม่ตามต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ยังมีผลต่อบรรยากาศการลงทุน (Risk Appetite) ทั่วโลก หากตัวเลขเศรษฐกิจชะลอตัวเหมาะสม นักลงทุนจะกล้าเปิดรับความเสี่ยง แต่หากเงินเฟ้อสูงหรือเศรษฐกิจแย่เกินคาด ตลาดจะระมัดระวังทันที ข้อมูลเพียงชุดเดียวจึงสร้างแรงกระเพื่อมต่อสินทรัพย์ทุกประเภทได้พร้อมกัน

 

ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผ่านมาถึงพอร์ตลงทุนอย่างไร

 

ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีน้ำหนักกับตลาด ไม่ใช่เพียงเพราะตัวเลขนั้นออกมาดีกว่าหรือแย่กว่าคาด แต่เพราะผลที่ตามมาหลังจากนั้น

 

จุดเริ่มต้นของกระบวนการทั้งหมดคือ ความคาดหวังต่อ Fed หากเงินเฟ้อสูงกว่าคาด ตลาดจะเริ่มมองว่า Fed อาจยังไม่พร้อมลดดอกเบี้ย แต่หากเศรษฐกิจเริ่มชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดก็อาจมองว่า Fed มีพื้นที่ผ่อนคลายนโยบายมากขึ้น

 

เมื่อความคาดหวังต่อดอกเบี้ยเปลี่ยน สิ่งที่ขยับตามมาคือ Bond Yield โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปีและ 10 ปี Yield ที่ปรับขึ้นมักหมายถึงต้นทุนเงินที่สูงขึ้น หุ้นเติบโตจึงมักถูกกดดัน พันธบัตรเดิมเผชิญแรงกดดันจากราคาที่เคลื่อนไหวสวนทางกับ Yield ขณะที่ทองคำมักเสียเปรียบเมื่อผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น

 

ถัดจากนั้น ค่าเงินดอลลาร์ก็มักตอบสนองตามมา หากตลาดเชื่อว่า Fed จะคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ดอลลาร์ก็มักแข็งค่าขึ้น และเมื่อดอลลาร์แข็ง ผลกระทบก็จะขยายไปยังทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดเกิดใหม่

 

พูดอีกแบบหนึ่ง ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้กระทบพอร์ตแบบเส้นตรง แต่มักเดินผ่านลำดับเดิมซ้ำๆ จากตัวเลขเศรษฐกิจ ไปสู่การคาดการณ์นโยบายของ Fed จากนั้นไปสู่ Bond Yield และดอลลาร์ ก่อนจะสะท้อนออกมาเป็นราคาของหุ้น พันธบัตร ทองคำ และสินทรัพย์อื่น ๆ

 

เงินเฟ้อ ตัวเลขแรกที่ต้องติดตาม

 

ถ้าจะมีตัวเลขเศรษฐกิจชุดไหนที่ทำให้ตลาดต้องรีบตีความมากที่สุด ชุดนั้นมักเป็น “เงินเฟ้อ” เพราะมันกำลังบอกว่า Fed มีพื้นที่มากน้อยแค่ไหนในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

 

ถ้าเงินเฟ้อยังสูงกว่าที่ตลาดหวัง การลดดอกเบี้ยก็อาจต้องถูกเลื่อนออกไป แต่ถ้าเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงต่อเนื่อง ตลาดก็จะเริ่มมองหาโอกาสที่ต้นทุนเงินจะค่อยๆ ลดลงตามมา

 

ตัวเลขที่นักลงทุนเห็นบ่อยที่สุดคือ CPI (Consumer Price Index) หรือ ดัชนีราคาผู้บริโภค แต่ในทางปฏิบัติ ตลาดไม่ได้หยุดอยู่แค่ CPI เท่านั้น สิ่งที่ถูกจับตาไม่แพ้กันคือ Core CPI ซึ่งช่วยกรองความผันผวนระยะสั้นออกไปเพื่อดูว่าแรงกดดันด้านราคาที่แท้จริงยังเหนียวอยู่หรือไม่

 

ขยับลึกลงไปอีก ตลาดจะดู PCE (Personal Consumption Expenditures) และโดยเฉพาะ Core PCE มากขึ้น เพราะนี่คือมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญมากกว่าในการกำหนดนโยบาย หากตัวเลขนี้ค่อยๆ ชะลอลง ภาพของการลดดอกเบี้ยก็จะเริ่มชัดขึ้น แต่ถ้ายังทรงตัวในระดับสูง ความหวังเรื่องดอกเบี้ยขาลงก็มักถูกเลื่อนออกไป

 

ส่วน PPI (Producer Price Index) หรือดัชนีราคาผู้ผลิตช่วยสะท้อนแรงกดดันฝั่งต้นทุน ขณะที่ Inflation Expectations สำคัญเพราะหากคนเริ่มเชื่อว่าเงินเฟ้อจะอยู่สูงไปอีกนาน ความคาดหวังนั้นเองก็อาจกลายเป็นแรงกดดันใหม่ต่อเงินเฟ้อในอนาคต

 

เมื่อข่าวเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด Bond Yield มักมีแนวโน้มขยับขึ้น ดอลลาร์มีแรงหนุน และสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยอย่างหุ้นเติบโตหรือทองคำมักถูกกดดัน แต่ถ้าตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มอ่อนลงในจังหวะที่เศรษฐกิจยังไม่ทรุดมาก ตลาดก็มักตอบรับในอีกแบบหนึ่ง เพราะนั่นหมายถึงความเป็นไปได้ที่ Fed จะผ่อนคลายได้โดยไม่ต้องแลกกับเศรษฐกิจที่เสียหายรุนแรง

 

ดังนั้น กุญแจสำคัญสำหรับนักลงทุนคือการทำความเข้าใจว่ารายงานแต่ละประเภทกำลังทำหน้าที่ตอบโจทย์ที่แตกต่างกัน

 

  • CPI สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าที่ผู้คนต้องแบกรับจริง
  • Core CPI ทำหน้าที่กรองเสียงรบกวนระยะสั้นเพื่อค้นหาแรงกดดันที่แท้จริง
  • PCE และ Core PCE คือเลนส์สายตาที่ Fed ใช้มองภาพรวมเงินเฟ้อ
  • PPI บอกเล่าเรื่องราวความกดดันจากฝั่งต้นทุนการผลิต
  • Inflation Expectations บ่งบอกถึงระดับความเชื่อมั่นของตลาดต่อสถานการณ์ในวันข้างหน้า

 

ตลาดแรงงาน ความแข็งแรงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

 

หากเงินเฟ้อคือตัวชี้วัดจังหวะการลดดอกเบี้ยของ Fed ตลาดแรงงานก็คือคำตอบว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งหรือร้อนแรงเกินไป ความสำคัญของตลาดแรงงานอยู่ที่การเป็นฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนการบริโภค แต่หากตึงตัวเกินไปจะกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้เงินเฟ้อลดลงช้ากว่าคาด

 

สถานการณ์นี้มักสร้างความย้อนแย้งในการลงทุน เพราะตัวเลขจ้างงานที่แข็งแกร่งอาจทำให้ตลาดกังวลว่า Fed จะยังไม่ลดดอกเบี้ย เนื่องจากค่าจ้างที่สูงจะหนุนให้เงินเฟ้อภาคบริการยังทรงตัว

 

รายงานหลักที่ต้องติดตามคือ Nonfarm Payrolls ซึ่งสามารถพลิกทิศทางตลาดได้ทันที หากตัวเลขสูงกว่าคาด ตลาดจะมองว่าเศรษฐกิจยังร้อนแรงเกินกว่าจะผ่อนคลายนโยบายการเงิน ส่วนอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ช่วยชี้สัญญาณการอ่อนแรง หากเพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสมอาจเป็นสัญญาณชะลอตัวที่ดี แต่หากพุ่งเร็วเกินไปจะเปลี่ยนความกังวลไปสู่ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยแทน

 

อีกมาตรวัดสำคัญคือ Average Hourly Earnings หรือค่าจ้างเฉลี่ย ซึ่ง Fed มองว่าเป็นต้นทุนเงินเฟ้อภาคบริการโดยตรง หากยังเติบโตสูง ผู้ประกอบการมีแนวโน้มส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า และนอกจากนี้ Initial Jobless Claims ชี้วัดความเร็วการเลิกจ้าง และ JOLTS (Job Openings and Labor Turnover Survey) หรือรายงานสำรวจข้อมูลทางสถิติของสำนักงานสถิติแรงงานแห่งสหรัฐอเมริกาจะสะท้อนระดับความตึงตัวของตลาดผ่านตำแหน่งงานเปิดใหม่ หากตำแหน่งงานยังสูงกว่าผู้ว่างงาน แรงกดดันด้านค่าจ้างจะยังคงอยู่

 

สำหรับนักลงทุน ข้อมูลแรงงานที่แข็งแกร่งเกินไปอาจไม่ใช่ข่าวดีเสมอไป สิ่งที่ตลาดต้องการคือภาวะที่ค่อย ๆ “เย็นลง” อย่างมีระบบ โดยที่การจ้างงานยังดำเนินต่อไปได้และค่าจ้างชะลอตัวลงโดยไม่เกิดการเลิกจ้างรุนแรง

 

การเติบโตและการบริโภค ตัวบ่งชี้เศรษฐกิจ ไปต่อหรือพอแค่นี้

 

ถ้าเงินเฟ้อบอกว่า Fed มีพื้นที่ลดดอกเบี้ยหรือยัง และตลาดแรงงานบอกว่าเศรษฐกิจยังร้อนแรงแค่ไหน ตัวเลขการเติบโตและการบริโภคก็บอกอีกด้านหนึ่งว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไปต่อได้มากน้อยเพียงใด

 

หมวดนี้สำคัญเพราะสุดท้ายแล้ว ตลาดหุ้นไม่ได้ซื้อขายอยู่บนดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่ซื้อขายอยู่บนความคาดหวังต่อกำไรบริษัทด้วย และกำไรของบริษัทก็หนีไม่พ้นสุขภาพของเศรษฐกิจจริง

 

ตัวเลขแรกที่คนมักนึกถึงคือ GDP ซึ่งทำหน้าที่บอกภาพใหญ่ของการเติบโต แต่สำหรับตลาด สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ตัวเลขแข็งแรงหรืออ่อนแอ หากคือแข็งแรงภายใต้เงื่อนไขแบบไหน ถ้า GDP โตดีในช่วงที่เงินเฟ้อยังสูง ตลาดอาจไม่ได้ดีใจมากนัก แต่ถ้า GDP ยังขยายตัวได้ ขณะที่เงินเฟ้อค่อยๆ ชะลอลง ภาพที่ตลาดเห็นอาจกลายเป็นอีกแบบหนึ่ง

 

Retail Sales สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยตรง หากยอดค้าปลีกยังแข็งแรง ย่อมบอกว่าครัวเรือนยังจับจ่ายและเศรษฐกิจยังไม่สะดุดง่ายๆ แต่ถ้าเริ่มอ่อนลงต่อเนื่อง ตลาดก็จะตั้งคำถามว่าแรงส่งของผู้บริโภคเริ่มหมดหรือยัง

 

ด้านภาคธุรกิจ ตลาดมักตาม ISM Manufacturing PMI และ ISM Services PMI เพื่อดูว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจกำลังขยายตัวหรือหดตัว ขณะที่ Durable Goods Orders และตัวเลขภาคที่อยู่อาศัยอย่าง Housing Starts หรือ Existing Home Sales ช่วยเติมภาพอีกด้านหนึ่งว่า ภาคธุรกิจยังกล้าลงทุนหรือไม่ และภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยกำลังรับแรงกดดันมากแค่ไหน

 

สิ่งที่นักลงทุนต้องระวังคือ ตัวเลขกลุ่มนี้ไม่ได้ตีความได้ตรงเสมอไป เศรษฐกิจที่แข็งแรงอาจเป็นข่าวดีต่อกำไรบริษัท แต่ถ้าแข็งแรงเกินไปในช่วงที่เงินเฟ้อยังไม่ยอมลง ก็อาจกลายเป็นเหตุผลให้ Fed ต้องคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ในทางกลับกัน เศรษฐกิจที่ชะลอลงอาจช่วยให้ตลาดหวังเรื่องดอกเบี้ยขาลง แต่ถ้าชะลอลงมากเกินไป ตลาดก็จะเริ่มหันไปกังวลเรื่อง Recession และผลประกอบการแทน

 

Fed, Bond Yield และดอลลาร์ ตัวเลขสุดท้ายที่ห้ามมองข้าม

 

เมื่อข้อมูลเศรษฐกิจเปิดเผย ตลาดจะประเมินทิศทางนโยบาย Fed ทันที รายงานการประชุมและถ้อยแถลงของ Fed จึงสำคัญกว่าบทวิเคราะห์ย้อนหลัง เพราะเป็นเครื่องชี้วัดแนวโน้มดอกเบี้ยและเงินเฟ้อในสายตานักลงทุน แต่อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของตลาดต่อการกระทำในอนาคตของ Fed มีอิทธิพลไม่แพ้กัน

 

Fed Funds Futures จึงเป็นตัวแปรสะท้อนน้ำหนักการปรับดอกเบี้ยที่ตลาดคาดหวัง ซึ่งส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ตอบสนองอย่างรุนแรงตามความเปลี่ยนแปลง โดยมี Bond Yield เป็นตัวส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุด พันธบัตรอายุ 2 ปี สะท้อนนโยบายระยะสั้น ส่วนอายุ 10 ปี สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจระยะยาว เมื่อ Yield ขยับ คือสัญญาณว่าต้นทุนการเงินโลกกำลังเปลี่ยนไป

 

ซึ่งนำไปสู่การปรับฐานมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ หุ้นกลุ่มเติบโตจะรับผลกระทบหนักจากมูลค่ากระแสเงินสดในอนาคต ราคาพันธบัตรจะเคลื่อนไหวสวนทางกับ Yield ทองคำจะลดความน่าสนใจเมื่อผลตอบแทนจากดอกเบี้ยสูงขึ้น และสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทจะถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าตามต้นทุนที่สูงขึ้น

 

นอกจาก Yield แล้ว ค่าเงินดอลลาร์มักเคลื่อนไหวสอดรับกัน หาก Fed คงดอกเบี้ยสูงหรือเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ดอลลาร์จะแข็งค่า กดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดเกิดใหม่จากเงินทุนไหลออก

 

อิทธิพลของข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงอยู่ที่พลังในการเปลี่ยนความคาดหวังต่อ Fed และแรงส่งไปยัง Bond Yield กับดอลลาร์ เพราะตลาดขับเคลื่อนด้วย “การตีความ” ว่าข้อมูลนั้นจะเปลี่ยนทิศทางกระแสเงินและราคาสินทรัพย์โลกอย่างไรมากกว่าตัวเลขดิบเพียงอย่างเดียว

 

จุดที่นักลงทุนมักอ่านข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผิด

 

บ่อยครั้งที่ตลาดไม่ได้ขยับตามคุณภาพของตัวเลข แต่ขยับตามความต่างจากสิ่งที่คาดไว้ หากข้อมูลตรงตามการวางเดิมพัน ตลาดอาจนิ่งเฉย แต่ถ้าผิดไปจากสมมติฐานเพียงนิดเดียว การเคลื่อนไหวของสินทรัพย์อาจรุนแรงกว่าที่คิด

 

นักลงทุนจำนวนมากมักยึดติดกับตัวเลขพาดหัวจนละเลยบริบทการตีความ ทั้งที่ประเด็นสำคัญคือตัวเลขนั้นส่งผลต่อมุมมองด้านดอกเบี้ย Bond Yield ดอลลาร์ และบรรยากาศการลงทุนอย่างไร

 

สิ่งสำคัญคือตัวเลขนั้นเปลี่ยนมุมมองตลาดต่อดอกเบี้ย Yield ดอลลาร์ และบรรยากาศลงทุนอย่างไร

 

  • อย่ามองแค่ตัวเลขดีหรือแย่ ตัวเลขที่ดีเกินคาดอาจเป็นลบต่อตลาดหากทำให้ Fed คงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ขณะที่ตัวเลขที่อ่อนแออาจเป็นบวกถ้าตลาดต้องการให้เศรษฐกิจเย็นลง
  • อย่าดูตัวเลขเดี่ยว ตลาดอ่านเงินเฟ้อ แรงงาน การเติบโต และดอกเบี้ยควบคู่กันเสมอ ตัวเลขที่ดีอาจเปลี่ยนความหมายตามบริบทนโยบาย Fed
  • ระบุความกลัวหลักของตลาด ข้อมูลชุดเดียวกันอาจถูกตีความต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าตลาดกำลังกังวลเรื่องเงินเฟ้อหรือเศรษฐกิจถดถอย
  • เทียบกับสิ่งที่คาดไว้ ตลาดเคลื่อนไหวตามความเบี่ยงเบนจากสิ่งที่คาดการณ์ล่วงหน้า ไม่ใช่แค่ความดีหรือแย่ของตัวเลขดิบ
  • เน้นกรอบการตีความ ให้ความสำคัญว่าข้อมูลนั้นเปลี่ยนทิศทางต้นทุนการเงินและกระแสเงินทุนโลกอย่างไร มากกว่าแค่ตัวเลขพาดหัว

 

อ่านข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้เป็น คืออ่านทิศทางเงินของโลกให้ชัดขึ้น

 

ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญเพราะเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนมุมมองต่อดอกเบี้ย Bond Yield ค่าเงินดอลลาร์ และบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก นักลงทุนจึงไม่ควรดูเพียงตัวเลขแยกส่วนหรือพยายามทายทิศทางตลาดระยะสั้น

 

หัวใจสำคัญคือการเข้าใจว่าข้อมูลแต่ละชุดตอบโจทย์ใด เช่น เงินเฟ้อบ่งชี้พื้นที่การลดดอกเบี้ยของ Fed ตลาดแรงงานสะท้อนความแข็งแกร่งหรือความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ส่วนการบริโภคบอกถึงแรงส่งทางการเติบโต เพื่อเข้าใจว่าตลาดตีความข้อมูลเหล่านั้นสู่ราคาสินทรัพย์อย่างไร

 

การอ่านข่าวให้เป็นจะช่วยให้เข้าใจโครงสร้างตลาดและความเสี่ยงหลักในแต่ละช่วงเวลา มากกว่าเพียงตื่นเต้นกับความผันผวน เพราะในโลกที่ตัวเลขเดียวเปลี่ยนทิศทางเงินทุนได้ทันที ทักษะนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการลงทุนอย่างเข้าใจ

 

*ข้อมูลนี้มิใช่คำแนะนำด้านการลงทุน การตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาจากความเข้าใจและระดับความเสี่ยงของนักลงทุน

The post US Economic Literacy & Portfolio 101 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่นักลงทุนต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wealth Expert: เจาะลึกเงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง และแผนใหม่ของ Fed ที่นักลงทุนต้องรู้ https://thestandard.co/us-inflation-fed-plan-investors/ Mon, 29 Jun 2026 02:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1222764 กราฟเงินเฟ้อ สหรัฐฯ พุ่งสูง และโลโก้ Fed สื่อถึงการปรับนโยบายทางการเงิน

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง […]

The post Wealth Expert: เจาะลึกเงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง และแผนใหม่ของ Fed ที่นักลงทุนต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟเงินเฟ้อ สหรัฐฯ พุ่งสูง และโลโก้ Fed สื่อถึงการปรับนโยบายทางการเงิน

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง ไม่เพียงแต่สร้างแรงกระเพื่อมต่อความมั่นคงโลก แต่ยังได้ส่งผ่านผลกระทบโดยตรงมายังค่าครองชีพของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอัตรารวดเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนทิศทางแนวโน้มของนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รวมไปถึงกลยุทธ์การลงทุนต่อจากนี้

 

ในบทความนี้ UOB Privilege Banking จะพาไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังตัวเลขเงินเฟ้อที่กำลังกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง พร้อมคาดการณ์แผนรับมือของ Fed ภายใต้การนำของประธาน Fed คนใหม่อย่าง Kevin Warsh

 

เจาะลึกเงินเฟ้อสหรัฐฯ เมื่อราคาน้ำมันดันต้นทุนพุ่งสูง

 

ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 3.8% และ 4.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) เงินเฟ้อได้กลับไปยืนเหนือระดับ 4% และถือเป็นระดับที่สูงที่สุด ในรอบ 3 ปี โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางภาวะสงครามในอิหร่าน

 

การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น โดยคิดเป็นมากกว่า 60% ของการเพิ่มขึ้นของ CPI รายเดือน เมื่อเทียบกับปีก่อน ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 23.5% ขณะที่หมวดอาหารเพิ่มขึ้น 3.1% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากภาวะอุปทานด้านพลังงานที่หยุดชะงัก (Supply shock) ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างชัดเจน

 

 

นอกจากนี้ สัญญาณเตือนล่วงหน้าที่สำคัญยังมาจากตัวเลขเงินเฟ้อฝั่งค้าส่งหรือดัชนีราคาผู้ผลิต (Headline PPI) ที่เซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการพุ่งแรงถึง 6.5% YoY ในเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนว่าต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น กำลังถูกส่งผ่านไปยังภาคส่วนต่างๆ ในห่วงโซ่อุปทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นความเสี่ยงที่จะกดดันให้เงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภคทรงตัวในระดับสูงต่อไปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ความคาดหวังต่อเงินเฟ้อระยะยาว 10 ปี (10-year inflation expectations) ของสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับ 2.47% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2007 อิงจากข้อมูลของ Federal Reserve Bank of Cleveland

 
 

Dot Plot ใหม่ของ Fed เพิ่มโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้

 

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟด มีมติเอกฉันท์ 12-0 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือนมิถุนายน ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด

 

รายงานคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) บ่งชี้ว่า เจ้าหน้าที่เฟดจำนวน 9 รายจากทั้งหมด 18 ราย คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในสิ้นปี 2026 เทียบกับการประชุมรอบเดือนมีนาคมที่ส่งสัญญาณว่าไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้

 

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดของประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช คือ การส่งสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินที่ลดลง โดยแถลงการณ์หลังการประชุมสั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มีความยาวมากกว่า 300 คำ เหลือเพียงประมาณ 130 คำ

 

สะท้อนแนวคิดของเควิน วอร์ช ที่เคยวิจารณ์ว่า การสื่อสารแนวโน้มดอกเบี้ยมากเกินไปอาจจำกัดความยืดหยุ่นของธนาคารกลาง และทำให้ตลาดยึดติดกับคำพูดของ เฟดมากกว่าข้อมูลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  แต่การลดการสื่อสารนี้ ทำให้นักลงทุนต้องตีความข้อมูลเศรษฐกิจมากขึ้น และอาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงิน

 

การสื่อสารในฐานะประธานเฟดครั้งแรกของเควิน วอร์ช ยังมีท่าทีที่ระมัดระวัง และแม้จะมีแนวโน้มไปในทางการใช้ขโยบายที่เข้มงวดขึ้นเล็กน้อย (slightly hawkish) แต่ก็ยังไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจน

 

เควิน วอร์ชได้จัดตั้ง 5 คณะทำงานเฉพาะกิจที่จะเข้ามาดูแลด้านการสื่อสาร, งบดุลของเฟด, การพึ่งพาแหล่งข้อมูล, ผลิตภาพและการจ้างงาน และผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงเทคโนโลยีที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ตลอดจน กรอบการทำงานด้านเงินเฟ้อของเฟด  UOB มองว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นการ “ซื้อเวลา” ให้คณะ FOMC ได้มีเวลาทบทวนและตัดสินใจการใช้นโยบายการเงินในอนาคต

และจาก Dot Plot ล่าสุดที่เสียงแตกยังมีกรรมการ 8 ท่านที่มีมุมมองให้คงดอกเบี้ยในปีนี้ UOB จึงยังคงมุมมองคาดการณ์ดอกเบี้ยสหรัฐฯว่า เฟดจะคงดอกเบี้ยไว้ตลอดปี 2026 นี้ และเมื่อเงินเฟ้อชั่วคราวที่พุ่งสูงเริ่มผ่อนคลาย เฟดจะเริ่มกลับมาลดดอกเบี้ยในปี 2027 จำนวน 2 ครั้งในช่วงปลายไตรมาส 2 และ 4  แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้ เรายังคงตระหนักถึงความเสี่ยงขาขึ้นของดอกเบี้ยด้วย หากเงินเฟ้อเร่งตัวต่อเนื่องและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น

 

 

โอกาสลงทุนซ่อนอยู่ที่ไหน ท่ามกลางดอกเบี้ยที่ค้างสูง?

 
 

ภาวะ Higer for longer กลับมาอีกครั้ง UOB Privilege Banking มองว่าจังหวะนี้คือโอกาสในการปรับพอร์ตและคัดเลือกสินทรัพย์เข้าลงทุน

 

การลงทุนในตราสารหนี้ ในสภาวะที่เฟดคงดอกเบี้ยสูงยาวนานขึ้น นักลงทุนจะได้รับ yield ในระดับที่สูงยาวนานขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในการสร้าง income ให้พอร์ตการลงทุน และตราสารหนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการลดความผันผวน สร้างเสถียรภาพให้พอร์ตในยามที่ตลาดผันผวนด้วย โดย UOB ยังแนะนำลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดี (Investment Grade) เป็นหลัก และปรับลด duration ลงเพื่อลดความผันผวน จาก 5-7 ปี สู่ระดับ 4-5 ปี

 

นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญทั้งการสร้าง income และคุณภาพของตราสาร รวมถึงการปรับพอร์ตให้เหมาะกับสภาวะตลาดในกองทุน K-GDBOND-A(A) ความเสี่ยงระดับ 5 ซึ่งลงทุนในกองทุนหลัก PIMCO GIS Income Fund, Class INST USD Acc

 

และยังสามารถเลือกลงทุน Offshore Bond  หุ้นกู้บริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น  AIA Group , Citigroup ,  NVIDIA , Bangkok Bank PCL/Hong Kong หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อล๊อคอัตราผลตอบแทนสม่ำเสมอได้เช่นกัน

 

 

และภายใต้สภาวะการลงทุนที่ตลาดอาจไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดการณ์ รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงผันผวนได้รวดเร็วนั้น การลงทุนที่มีผู้ช่วยจัดการกองทุนที่มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญสูงจะช่วยลดภาระในการดูแลพอร์ตของนักลงทุนลงได้ และเรายังคงแนะนำการจัดพอร์ตกระจายการลงทุนให้หลากหลาย หลีกเลี่ยงการกระจุกตัวในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป ธนาคาร UOB มีกองทุนที่ตอบโจทย์เหล่านี้ นักลงทุนสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวม UIFT  ความเสี่ยงระดับ 5 นโยบายลงทุนในตราสารหนี้ 50% และหุ้น 50%  เป็นกองทุนผสมลงทุนสินทรัพย์ทั่วโลกที่จะช่วย balanced พอร์ตการลงทุน และสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง คาดหวังผลตอบแทนระยะยาวที่สูงขึ้น สามารถเลือกลงทุนกองทุน UGFT ความเสี่ยงระดับ 6 นโยบายลงทุนในหุ้น 80% และตราสารหนี้ 20% เป็นกองทุนหุ้นโลกที่มีความยืดหยุ่นสูง และสัดส่วนของตราสารหนี้ 20% นั้นเปรียบเหมือนหลุมหลบภัยในยามที่ตลาดผันผวนได้

 

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน 

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)

 

The post Wealth Expert: เจาะลึกเงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง และแผนใหม่ของ Fed ที่นักลงทุนต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ทำไมไทยสอบตก CPI ในรอบ 14 ปี? ชงรัฐใช้สูตรเกาหลีใต้-มาเลเซีย ฟันคอร์รัปชัน ก่อนเศรษฐกิจพัง หลุดสมาชิก OECD https://thestandard.co/thailand-cpi-corruption-economy-oecd/ Wed, 11 Feb 2026 10:51:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1177475 ภาพประกอบแสดงถึงเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาคอร์รัปชันและดัชนี CPI ที่ลดต่ำลง

แม้ตรุษจีน 2569 เงินสะพัด 5.4 หมื่นล้านบาท สูงสุดรอบ 6 […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ทำไมไทยสอบตก CPI ในรอบ 14 ปี? ชงรัฐใช้สูตรเกาหลีใต้-มาเลเซีย ฟันคอร์รัปชัน ก่อนเศรษฐกิจพัง หลุดสมาชิก OECD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาคอร์รัปชันและดัชนี CPI ที่ลดต่ำลง

แม้ตรุษจีน 2569 เงินสะพัด 5.4 หมื่นล้านบาท สูงสุดรอบ 6 ปี โต 5% จากแรงหนุนบรรยากาศเลือกตั้ง แต่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะ ‘ประคองตัว’ ต้องลุ้นไตรมาส 2 หลังนโยบายชัดจากการจัดตั้งรัฐบาล นักวิชาการแนะอัดฉีดเศรษฐกิจ คู่รักษาวินัยการคลัง พร้อมฝากโจทย์ใหญ่เร่งด่วน 4 ข้อ เพื่อกู้ภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นนักลงทุน หลังดัชนี CSI ไทยถดถอย

 

วันที่ 11 ก.พ. 2569 ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เทศกาลตรุษจีนปีนี้ 2569 คาดว่าตรุษจีนปีนี้จะคึกคักเมื่อเทียบปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจัยหลักเป็นผลพวงมาจากบรรยากาศของการเลือกตั้ง และจะมีมูลค่าการใช้จ่ายเงินจะอยู่ที่ 54,221.53 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมากถึง 5% มูลค่าสูงสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้ ยังอยู่ในช่วง ‘ประคองตัว’ จากภาคการท่องเที่ยวที่แม้ฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ยังไม่เพียงพอจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

 

ธนวรรธน์ ระบุอีกว่า อีกปัจจัยสำคัญ คือ ข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการ ซึ่งไม่สามารถเดินหน้าโครงการใหม่หรืออัดฉีดงบลงทุนขนาดใหญ่ได้เต็มที่ ทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินก็ยังเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจเปราะบาง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

“สิ่งสำคัญเมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารงาน ควรเร่งมาตรการกระตุ้นจับจ่ายในประเทศ ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ เพื่อรองรับภาระงบประมาณในอนาคต ซึ่งเศรษฐกิจวันนี้ ไม่ได้ขาดความหวัง แต่กำลังรอความชัดเจนนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่”

 

ชี้ข้อสงสัยเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติ ย้ำพิสูจน์ได้ตามกติกา ‘ไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล’

 

สำหรับกระแสข้อสงสัยเกี่ยวกับการนับคะแนนเลือกตั้ง ที่มีการเรียกร้องในหลายเขต ธนวรรธน์ กล่าวว่า “การตั้งข้อสังเกตหรือการแสดงความไม่มั่นใจ ต่อกระบวนการเลือกตั้งถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย โดยสิ่งสำคัญอยู่ที่การตรวจสอบว่าข้อสงสัยนั้นมีมูลหรือไม่ และสามารถพิสูจน์ได้ตามกระบวนการทางกฎหมาย”

 

โดยในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ก็เคยมีกรณีร้องเรียนเรื่องการเลือกตั้ง

 

“ดังนั้น การตั้งคำถามไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ” เขากล่าวเสริม

 

ปัจจุบันกระบวนการนับคะแนนมีการบันทึกภาพ และถ่ายทอดสดในหลายหน่วยเลือกตั้ง ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ หากมีข้อร้องเรียนก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอน เช่น การนับคะแนนใหม่ หรือการไต่สวนตามหลักฐานโดย ‘ไม่จำเป็นต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด’ เว้นแต่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการทุจริตในวงกว้าง

 

นอกจากนี้ กฎหมายยังมีบทลงโทษทั้งทางอาญาและความผิดตามมาตรา 157 สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงไม่ใช่ประเด็นที่ไร้กลไกกำกับดูแล

 

ขณะที่ ประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลผสม ประเมินว่า “ยังไม่เห็นสัญญาณ ที่บ่งชี้ว่าจะเกิดภาวะสุญญากาศทางการเมือง หรือความล่าช้าเกินปกติ”

 

โดยแม้จะมีกรณีใบเหลืองใบแดง หรือคำร้องเรียนต่างๆ แต่ตามประวัติที่ผ่านมา กระบวนการเหล่านี้สามารถดำเนินควบคู่กับการจัดตั้งรัฐบาลได้

 

ควันหลงเลือกตั้ง ชี้ตลาดทุนตอบรับความชัดเจนทางการเมือง

 

ทั้งนี้ ตลาดทุนมักตอบสนองต่อความชัดเจน และความคาดการณ์ได้ของนโยบายรัฐบาล หากรัฐบาลมีเสียงสนับสนุนที่มั่นคงและสามารถดำเนินนโยบายต่อเนื่องอย่างน้อย 1-2 ปี จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ต่อคำถามเรื่องนโยบายประชานิยมกับการจัดตั้งรัฐบาลผสม มองว่า “สิ่งที่ต้องจับตาคือความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐมากกว่าการใช้จ่ายเพียงด้านเดียว หากเศรษฐกิจเติบโตต่ำและการจัดเก็บภาษียังไม่ถึงเป้า อาจกระทบเสถียรภาพการคลังได้”

 

ดังนั้น รัฐบาลควรมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบภาษี มากกว่าการแจกเงินระยะสั้น พร้อมย้ำว่า ไทยมีกรอบวินัยการคลังที่ค่อนข้างเข้มแข็ง โดยงบประมาณขาดดุลอยู่ในระดับบริหารจัดการได้

 

ถอดโมเดลเกาหลีใต้-มาเลเซีย ปราคอร์รัปชัน หลังไทยสอบตก CPI

 

ธนวรรธน์ ระบุอีกว่า นาทีนี้รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญกับการ ‘ปราบคอร์รัปชัน’ ทุนเทา สแกมอย่างจริงจัง หลังจากที่ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ รายงานดัชนีการรับรู้การทุจริต ปี 2025 หรือ CPI โดยประเทศไทยมีคะแนน 33/100 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค อยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก นับเป็นอันดับต่ำสุดในรอบ 14 ปีในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

 

“สะท้อนภาพลักษณ์และ บ่งชี้ว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การทุจริตที่อยู่ในระดับสูงยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและฉุดรั้งเศรษฐกิจ”

 

ดังนั้น รัฐบาลใหม่ทำเร่งด่วน 4 แนวทางเพื่อกู้คืนภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ

 

1. บังคับใช้กฎหมายอย่างทันท่วงที ปัญหาหลักของไทยไม่ใช่การขาดแคลนกฎหมาย แต่คือ ‘วิธีบังคับใช้กฎหมาย’ รัฐบาลต้องสั่งการให้หัวหน้าหน่วยงานเร่งรัดกระบวนการตัดสินคดีทุจริต ไม่ปล่อยให้คดีหมดอายุความ และต้องมีความโปร่งใสในทุกขั้นตอน

 

2. นำระบบ ITA มาใช้เต็มรูปแบบ โดยศึกษาบทเรียนโมเดลความสำเร็จจากเกาหลีใต้ ซึ่งใช้ดัชนี ITA (Integrity and Transparency Assessment) ประเมินหน่วยงานรัฐ หากหน่วยงานใดคะแนนต่ำ หัวหน้าหน่วยงานต้องถูกลงโทษหรือนำมาอบรมเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

 

3. สร้างบรรทัดฐานทางสังคม สนับสนุนให้มีการแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกเมื่อมีข้อครหาทุจริต เช่นเดียวกับมาตรฐานในประเทศอังกฤษหรือเกาหลีใต้ เพื่อสร้างระบบคุณธรรมในวงราชการและการเมือง

 

4. ประกาศวาระแห่งชาติขจัดคอร์รัปชันและสแกมเมอร์ รัฐบาลต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความมั่นใจในระยะยาวว่าประเทศเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ (Safe Zone) สำหรับการลงทุนและการท่องเที่ยว

 

ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการกว่า 20% ต่างคาดหวังให้รัฐบาลใหม่ปฏิรูปกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการขยายตัว ของเศรษฐกิจไทยให้พ้นจาก GDP ที่โตต่ำ 1-2%

 

หวั่นไทยหลุดสมาชิก OECD

 

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเครือข่าย ‘กกร และเพื่อน ไม่ทน’ ก็ออกแถลงการณ์ว่า ผลการจัดอันดับนี้จะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป้าหมายระยะยาวของประเทศไทยในการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และหลักนิติธรรม

 

“‘กกร. และเครือข่าย ‘เพื่อน ไม่ทน’ ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่เพียงประเด็นทางศีลธรรม แต่เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากไม่เร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ไทยอาจสูญเสียโอกาสด้านการลงทุน ยกระดับมาตรฐานสากล และการก้าวเข้าสู่ OECD ในอนาคต”

 

ต่อคำถามที่ว่า มองเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจรัฐบาลผสม ที่เหมาะสม ควรเป็นอย่างไร

 

“ในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ ควรประสานงานระหว่างกระทรวงเศรษฐกิจหลัก เช่น การคลัง พาณิชย์ เกษตร และอุตสาหกรรม ควรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ลดการขายวัตถุดิบขั้นต้น และผลักดันการแปรรูปเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร หากกระทรวงเศรษฐกิจทำงานสอดประสานกันได้ จะช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯมีแรงงานอยู่เยอะ หากแก้หนี้ ยกระดับรายได้ ก็จะเป็นกำลังสำคัญ” ธนวรรธน์ กล่าว

 

ภาพ: Westend61 / Getty images
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ทำไมไทยสอบตก CPI ในรอบ 14 ปี? ชงรัฐใช้สูตรเกาหลีใต้-มาเลเซีย ฟันคอร์รัปชัน ก่อนเศรษฐกิจพัง หลุดสมาชิก OECD appeared first on THE STANDARD.

]]>
Post-Election Rally! ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด หากรัฐบาลใหม่ตั้งเร็ว ขณะที่โลกจับตา ‘Kevin Warsh’ ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 กับเดิมพันดอกเบี้ยต่ำยุค AI Boom https://thestandard.co/set-rally-government-kevin-warsh-ai/ Mon, 09 Feb 2026 05:29:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1176320 ภาพกราฟดัชนีตลาดหุ้นไทยและภาพสัญลักษณ์แสดงถึงการตัดสินใจนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแส AI

The post Post-Election Rally! ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด หากรัฐบาลใหม่ตั้งเร็ว ขณะที่โลกจับตา ‘Kevin Warsh’ ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 กับเดิมพันดอกเบี้ยต่ำยุค AI Boom appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟดัชนีตลาดหุ้นไทยและภาพสัญลักษณ์แสดงถึงการตัดสินใจนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแส AI

The post Post-Election Rally! ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด หากรัฐบาลใหม่ตั้งเร็ว ขณะที่โลกจับตา ‘Kevin Warsh’ ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 กับเดิมพันดอกเบี้ยต่ำยุค AI Boom appeared first on THE STANDARD.

]]>
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ https://thestandard.co/fed-us-inflation-gold-5000-surge/ Tue, 20 Jan 2026 03:01:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1167022 บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

The post บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

The post บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จัดพอร์ต DR อย่างไรให้เข้าเส้นชัยในครึ่งปีหลัง https://thestandard.co/how-to-invest-dr-portfolio/ Thu, 01 Aug 2024 03:51:49 +0000 https://thestandard.co/?p=965844 พอร์ต DR

ผ่านกันมาแล้วครึ่งทางสำหรับปี 2567 นักลงทุนหุ้นไทยอาจยั […]

The post จัดพอร์ต DR อย่างไรให้เข้าเส้นชัยในครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พอร์ต DR

ผ่านกันมาแล้วครึ่งทางสำหรับปี 2567 นักลงทุนหุ้นไทยอาจยังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่าง เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ การเมือง หรือปัญหาธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้นไทย อันนำไปสู่ดัชนี SET ที่ติดลบกว่า 7% นับจากต้นปี (ข้อมูล ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2567) ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ Underperform มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ท่ามกลางตลาดหุ้นในต่างประเทศหลายแห่งที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่น หรือหากพิจารณา DR ในตลาดหุ้นไทยก็มีหลายตัวที่ปรับขึ้นได้ดี 

 

ในบทความนี้จะเป็นการพูดถึงมุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฮ่องกง และเวียดนาม พร้อมคำแนะนำการจัดพอร์ตการลงทุนในประเทศดังกล่าวผ่าน DR ในตลาดหุ้นไทยที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น ETF ที่ลงทุนอ้างอิงดัชนีหลักในต่างประเทศ ซึ่งผู้เขียนมองว่าน่าสนใจในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อกู้สถานการณ์พอร์ตการลงทุนให้กลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยกระจายการลงทุนไปยังหุ้นต่างประเทศมาก่อนเลย

 

หากเรียงลำดับ 3 ตลาดหุ้นข้างต้นที่เราชอบมากที่สุดในช่วงครึ่งปีหลัง ตลาดหุ้นแรกที่ผู้เขียนมองว่าควรมีการลงทุนติดพอร์ตไว้คือ ‘เวียดนาม’ เนื่องจากเห็นถึงโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่แข็งแกร่งในระยะข้างหน้า เรามีโอกาสเห็น GDP เวียดนามโตในระดับ 6% ต่อปีขึ้นไป หนุนจากภาคการส่งออก แนวโน้มการย้ายฐานการผลิตมาสู่เวียดนาม รวมถึงการบริโภคภายในประเทศที่ได้รับแรงกระตุ้นจากนโยบายลด VAT จาก 10% เหลือ 8% ไปจนถึงสิ้นปีนี้ 

 

ในขณะที่ตลาดหุ้นก็คาดว่าจะมีแรงขับเคลื่อนจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มโตระดับ 20% ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า พร้อมด้วยมูลค่าหุ้นที่ยังอยู่ในระดับต่ำ P/E 12 เดือนข้างหน้าของตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ที่เพียง 11 เท่า ทำให้มองว่าสนใจทั้งในแง่อัตราการเติบโตและมูลค่าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในอาเซียน

 

สำหรับ ตลาดหุ้นอันดับที่ 2 คือ ‘สหรัฐฯ’ ถึงแม้ว่าหุ้นสหรัฐฯ จะปรับขึ้นมาเด่นแล้วนับจากต้นปี ซึ่งผลักดันโดยหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่าง Magnificent 7 หรือกลุ่ม 7 นางฟ้า แต่ผู้เขียนมองว่ายังมีโอกาสไปต่อได้จากภาพรวมกำไรของกลุ่มนี้ที่ยังแข็งแกร่ง และคาดว่าจะยังเป็นกลุ่มที่แบกตลาดต่อไปในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากบริษัทเหล่านี้สามารถรับรู้รายได้เพิ่มเติมจากการนำ AI มาผสานลงบนผลิตภัณฑ์ของตนเอง และปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณของการชะลอตัวมากนัก 


 

รวมถึงแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed ที่ปัจจุบันตลาดคาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงเดือนกันยายน หลังจากที่เงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายนออกมาชะลอตัวกว่าที่คาดไว้ ทำให้สหรัฐฯ มีแนวโน้มเข้าสู่สภาวะ Goldilocks หรือเศรษฐกิจยังโตดี ไม่ถดถอย เงินเฟ้อลดลง ซึ่งมักจะเป็นสภาวะที่ดีต่อตลาดหุ้น 

 

ทั้งนี้ ความผันผวนในตลาดอาจกลับมาเพิ่มสูงขึ้นได้ในช่วงก่อนการเลือกตั้งสหรัฐฯ เดือนพฤศจิกายน ประมาณ 2 เดือน อิงจากสถิติในอดีต ซึ่งอาจเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้หุ้นสหรัฐฯ พักฐานลงมาบ้าง แต่ผู้เขียนมองว่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมหุ้นสหรัฐฯ สำหรับการลงทุนในระยะยาว

 

สุดท้าย ‘ฮ่องกง’ มองว่าจะเป็นภาพของการเคลื่อนไหวในกรอบช่วงที่เหลือของปี หลังจากที่ปรับขึ้นมาเด่นแล้วในช่วงต้นปีจากการใช้นโยบายของรัฐบาลจีนที่มีความตรงจุดมากขึ้น เพื่อแก้ไขภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภค รวมถึงมาตรการช่วยเหลือตลาดทุน เช่น กองทุนพยุงหุ้นหรือการควบคุมการขายชอร์ต เพียงแต่ว่าตลาดได้รับรู้ข่าวดีดังกล่าวไปพอสมควรแล้ว 

 

ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจก็ยังไม่ได้ฟื้นตัวขึ้นมาดีอย่างที่คาดหวังกันไว้ขนาดนั้น เนื่องจากต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ ปัญหาหนี้ ภาวะเงินฝืด และสังคมสูงวัย 

 

ดังนั้นผู้เขียนจึงมองว่าการลงทุนในตลาดหุ้นฮ่องกงจะต้องมีความ Selective มากขึ้น โดยกลุ่มที่มองว่ายังพอมี Upside ดีกว่าภาพรวมตลาดคือกลุ่มเทคโนโลยีใหญ่หรือกลุ่มที่มีรายได้จากต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากภาพรวมเศรษฐกิจจีนที่ยังมีความเสี่ยง

 

สำหรับการจัดพอร์ต DR ครึ่งปีหลัง อิงตามมุมมองที่เล่าไปข้างต้น เราให้น้ำหนักของตลาดหุ้นเวียดนามไว้ที่ประมาณ 40%, สหรัฐฯ 35%, ฮ่องกง 20% และหุ้นไทย 5% เพื่อให้มีความสมดุลมากขึ้น 

 

โดย DR อิงหุ้นเวียดนามที่ผู้เขียนชอบคือ FUEVFVND01 มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น DCVFM VNDIAMOND ETF ลงทุนอ้างอิงดัชนี VN Diamond หุ้นเวียดนามที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น Super Stock 

 

ขณะที่ DR อิงหุ้นสหรัฐฯ มองเป็น NDX01 ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น ChinaAMC NASDAQ 100 ETF ลงทุนอ้างอิงดัชนี Nasdaq 100 หุ้นเทคชั้นนำของสหรัฐฯ 

 

และฮ่องกงเลือกเป็น CNTECH01 ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น ChinaAMC Hang Seng TECH ลงทุนอ้างอิงดัชนี Hang Seng TECH หุ้นเทคจีนขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง 

 

ส่วนไทยขอเลือกเป็น BSET100 ที่เป็น ETF ที่ลงทุนอ้างอิงดัชนี SET 100

 

 

หากพิจารณาผล Backtest นับจากต้นปีจะพบว่า สัดส่วนพอร์ตที่ลงทุนใน DR ผสมกับหุ้นไทยดังกล่าว สามารถเอาชนะดัชนี SET ไปได้เยอะพอสมควร มาถึงจุดนี้นักลงทุนอาจเริ่มตระหนักแล้วว่า การลงทุนต่างประเทศนั้นมีความสำคัญ ทั้งในแง่ของโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมและการกระจายความเสี่ยงจากตลาดหุ้นไทยที่ยังไม่ไปไหน 

 

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ การเริ่มต้นลงทุนต่างประเทศด้วยกลยุทธ์ DCA ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เราสามารถออมเงินใน DR ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น ETF ที่ลงทุนอ้างอิงกับดัชนีหลักในต่างประเทศได้อย่างสม่ำเสมอทุกเดือนผ่านบริการ ‘DCAMIX’ ของหลักทรัพย์บัวหลวง โดยนักลงทุนสามารถเลือก DCA ตามพอร์ตตัวอย่างข้างต้น หรือกำหนดสัดส่วนการลงทุนได้ตามใจชอบ ซึ่งระบบจะ DCA ใน DR หรือ ETF ตามสัดส่วนให้แบบอัตโนมัติ 

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ bualuang.co.th/dr หรือ https://wconnex.bualuang.co.th/s/article/dcamix?language=th 

The post จัดพอร์ต DR อย่างไรให้เข้าเส้นชัยในครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แนวโน้มเงินเฟ้อไทย vs. กรอบเงินเฟ้อ https://thestandard.co/thailand-inflation-vs-inflation-frame/ Mon, 07 Aug 2023 10:16:52 +0000 https://thestandard.co/?p=826485 เงินเฟ้อ

วันนี้ (7 สิงหาคม) กระทรวงพาณิชย์ได้เผยแพร่อัตราเงินเฟ้ […]

The post แนวโน้มเงินเฟ้อไทย vs. กรอบเงินเฟ้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อ

วันนี้ (7 สิงหาคม) กระทรวงพาณิชย์ได้เผยแพร่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ของไทยประจำเดือนกรกฎาคม 2566 ปรับสูงขึ้น 0.38% (YoY) ซึ่งอยู่ระดับต่ำกว่า 1.0% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 (นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566) โดยปัจจัยสำคัญยังคงมาจากการลดลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เนื้อสุกร และเครื่องประกอบอาหาร

 

เมื่อพิจารณารายละเอียดพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเดือนนี้อยู่ในระดับต่ำ ยังคงมาจากการลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ลดลงค่อนข้างมากถึง 7.92% (YoY) ส่งผลให้หมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.38% (YoY) ขณะที่สินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์สูงขึ้นในอัตราที่ชะลอตัว อยู่ที่ 1.49% (YoY) จาก 3.37% ในเดือนมิถุนายน 2566 จากการลดลงต่อเนื่องของราคาเนื้อสุกรและเครื่องประกอบอาหาร

 

สำหรับเงินเฟ้อพื้นฐาน เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก สูงขึ้น 0.86% (YoY) ชะลอตัวต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันของต้นทุนการผลิตมีสัญญาณคลี่คลาย ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย7 เดือน (มกราคม-กรกฎาคม) ปี 2566 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงขึ้น 2.19% (AoA) ทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2566 และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ในช่วงคาดการณ์ที่ระหว่าง 1.0-2.0% (ค่ากลาง 1.5%)

 

สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนสิงหาคม 2566 มีแนวโน้มขยายตัวเล็กน้อยในกรอบแคบๆ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสินค้าอาหารบางประเภทที่ยังคงขยายตัว เนื่องจากสภาพอากาศปีนี้ค่อนข้างแล้งกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย รวมทั้งราคาอาหารสำเร็จรูปที่ยังอยู่ในระดับสูง และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มขยายตัว จากการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศ OPEC และความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่มีความตึงเครียดมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงที่เหลือของปีเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำกว่า 1% ทุกเดือน จากฐานราคาที่ใช้คำนวณที่อยู่ในระดับสูง ทำให้อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำและเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ทั้งนี้ ความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง สถานการณ์ภัยแล้ง เศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

 

เงินเฟ้อ

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post แนวโน้มเงินเฟ้อไทย vs. กรอบเงินเฟ้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนี CPI สหรัฐฯ เดือนมิถุนายน ขยับขึ้น 0.2% แตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี https://thestandard.co/us-cpi-in-june-2023-moves-up/ Thu, 13 Jul 2023 02:34:59 +0000 https://thestandard.co/?p=816249 CPI สหรัฐ

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่ […]

The post ดัชนี CPI สหรัฐฯ เดือนมิถุนายน ขยับขึ้น 0.2% แตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPI สหรัฐ

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งพบว่าตัวเลขโดยรวมต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้า

 

ทั้งนี้ ดัชนี CPI ทั่วไป ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ในอัตรารายเดือนในเดือนมิถุนายน ขยับขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคมก่อนหน้า ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% จากระดับ 0.1%

 

ส่วนดัชนี CPI ดังกล่าวปรับตัวขึ้น 3.0% เมื่อเทียบเป็นอัตรารายปี ทำให้ดัชนี CPI ในเดือนมิถุนายนปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2021 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.1% จากระดับ 4.0% ในเดือนพฤษภาคม

 

ด้านดัชนี CPI พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 4.8% ในเดือนมิถุนายน เมื่อเทียบเป็นอัตรารายปี ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 5.0% จากระดับ 5.3% ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่เมื่อเทียบเป็นอัตรารายเดือน ดัชนี CPI พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนมิถุนายน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% จากระดับ 0.4% ในเดือนพฤษภาคม

 

รายงานระบุว่า โดยสรุปแล้วตัวเลขดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีช่องว่างในการหายใจพักจากการเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2022 หรือสูงสุดในรอบกว่า 40 ปี นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 1981

 

George Mateyo หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Key Private Bank กล่าวว่า รายงานเงินเฟ้อล่าสุดสะท้อนให้เห็นความคืบหน้าที่สำคัญในด้านเงินเฟ้อ โดยเป็นการยืนยันว่าในที่สุดอัตราเงินเฟ้อก็เย็นลง ก่อนคาดว่า Fed น่าจะยึดรายงานดังกล่าวในฐานะหลักฐานยืนยันว่านโยบายของตนเองกำลังสร้างผลกระทบตามที่ต้องการ นั่นคืออัตราเงินเฟ้อลดลง ในขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่หยุดชะงัก

 

อย่างไรก็ตาม Mateyo กลับมองว่าข่าวดีดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนให้ Fed ยุติการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงินที่จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้

 

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ Fed คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อค่าใช้จ่ายสำหรับที่พักลดลง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของน้ำหนักในดัชนี CPI

 

กระนั้น Lisa Sturtevant หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Bright MLS ชี้ว่า ค่าที่อยู่อาศัยซึ่งคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจาก Fed ได้กดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำมากในช่วงที่เกิดโควิด-19 ระบาด และจากนั้นก็เพิ่มดอกเบี้ยขึ้นอย่างรวดเร็ว ทว่าอัตราดอกเบี้ยของ Fed ที่เพิ่มนั้นไม่เพียงแต่ลดความต้องการที่อยู่อาศัยตามที่ตั้งใจไว้เท่านั้น แต่ยังทำให้อุปทานมีจำกัดอย่างรุนแรงด้วย ซึ่งหมายความว่าอัตราเงินเฟ้อมีความเสี่ยงที่ยังไม่อาจวางใจได้ และทำให้ Fed น่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปตามที่ตั้งไว้

 

แต่ข่าวดีที่อัตราเงินเฟ้ออ่อนตัวลงก็ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้น Wall Street ของสหรัฐฯ ที่ปิดตลาดในแดนบวกเมื่อวันพุธที่ 12 กรกฎาคม โดยดัชนี Dow Jones ปรับตัวเพิ่มขึ้น 86.01 จุด หรือ 0.25% ปิดที่ 34,347.43 จุด ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 32.90 จุด หรือ 0.74% ปิดที่ 4,472.16 จุด และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 158.26 จุด หรือ 1.15% ปิดที่ 13,918.96 จุด โดยดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq ทำสถิติปิดที่ระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2022

 

ส่วนหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมการเงินการธนาคารถือเป็นกลุ่มที่มีการปรับตัวสูงสุด โดย Citigroup ขยับขึ้น 1.8% ส่วน Goldman Sachs ไต่ขึ้น 1.7% ขณะที่ธนาคารในภูมิภาคก็ขยับขึ้นเช่นเดียวกัน เช่น Comerica เพิ่มขึ้น 3.1% และ Zions Bancorporation พุ่งถึง 2.8%

 

บรรดานักวิเคราะห์มองว่าข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดเน้นย้ำความคาดหมายของนักลงทุนในตลาดว่า Fed อาจคงอัตราดอกเบี้ยหลังปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ในเดือนกรกฎาคมนี้

 

อ้างอิง:

The post ดัชนี CPI สหรัฐฯ เดือนมิถุนายน ขยับขึ้น 0.2% แตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินบาทเปิดแข็งค่าที่ระดับ 34.76 บาทต่อดอลลาร์ จับตาความผันผวนจากข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ และการโหวตเลือกนายกฯ ไทย https://thestandard.co/thai-baht-opened-to-appreciate/ Wed, 12 Jul 2023 02:27:05 +0000 https://thestandard.co/?p=815645 ค่าเงินบาท

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 34.76 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค […]

The post เงินบาทเปิดแข็งค่าที่ระดับ 34.76 บาทต่อดอลลาร์ จับตาความผันผวนจากข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ และการโหวตเลือกนายกฯ ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าเงินบาท

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 34.76 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 34.80 บาทต่อดอลลาร์ โดยผู้เล่นในตลาดยังคงรอติดตามข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในวันนี้ และจับตาสถานการณ์การเมืองไทยที่จะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ 

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ในช่วงคืนที่ผ่านมาเงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวน โดยมีจังหวะปรับตัวแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ยังคงเผชิญแรงขายทำกำไรต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาด รวมถึงมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ใกล้ถึงจุดยุติการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงใกล้ระดับ 101.6 จุด (กรอบการเคลื่อนไหว 101.5-102 จุดในช่วงคืนที่ผ่านมา) 

 

ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าเงินดอลลาร์จะทยอยปรับตัวอ่อนค่าลงบ้าง แต่ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินได้กดดันให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนสิงหาคม) ยังคงแกว่งตัวใกล้ระดับ 1,940 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

 

ทั้งนี้ หากราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ใกล้โซน 1,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เรามองว่าผู้เล่นบางส่วนทยอยขายทำกำไรทองคำเพิ่มเติม ซึ่งโฟลวธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนช่วยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้

 

สำหรับวันนี้ไฮไลต์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายน โดยบรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป CPI อาจชะลอลงสู่ระดับ 3.1% จาก 4% ในเดือนก่อนหน้า ตามการปรับตัวลดลงของราคาพลังงานและผลของฐานราคาสินค้าและบริการที่อยู่ในระดับสูงในปีก่อนหน้า 

 

อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ซึ่งเป็นข้อมูลที่ Fed ให้ความสำคัญ อาจชะลอลงสู่ระดับ 5% ซึ่งอาจเป็นระดับที่ยังน่ากังวล

 

ทั้งนี้ หากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงมากกว่าคาด ธนาคารกรุงไทยคาดว่าผู้เล่นในตลาดอาจเริ่มปรับลดมุมมองต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องของ Fed ได้ ซึ่งในกรณีดังกล่าวที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานนั้นชะลอลงกว่าคาด เงินดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่าลงได้บ้าง 

 

และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed รวมถึงเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลักอื่นๆ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลักในระยะถัดไป

 

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาทมองว่า แม้เงินบาทจะแข็งค่าหลุดโซนแนวรับที่เราประเมินไว้แถว 34.90 บาทต่อดอลลาร์ จนทดสอบโซน 34.75 บาทต่อดอลลาร์ แต่โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทอาจชะลอลงได้บ้างในช่วงก่อนตลาดทยอยรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ โดยมีสัญญาณการทยอยขายสินทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างชาติ เพื่อลดความเสี่ยงพอร์ตการลงทุน ก่อนรับรู้ผลการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ 

 

นอกจากนี้ โซน 34.55-34.75 บาทต่อดอลลาร์ก็เป็นช่วงที่ผู้เล่นในตลาดอย่างผู้นำเข้าต่างก็รอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ ส่วนผู้เล่นในตลาดที่กลับมา Long THB (มองเงินบาทแข็งค่าขึ้น) ในช่วงเงินบาทแข็งค่าขึ้นหลุดระดับ 35.00 บาทต่อดอลลาร์ ก็อาจทยอยขายทำกำไรได้บ้าง

 

ทั้งนี้ ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ โดยหากอัตราเงินเฟ้อ CPI โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ไม่ได้ชะลอลงตามคาดหรืออาจปรับตัวสูงขึ้นกว่าคาด ก็อาจกดดันให้ผู้เล่นในตลาดกลับมามองว่า Fed มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ หรืออย่างน้อยอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็อาจอยู่ในระดับสูงได้นานขึ้น (Higher for Longer) 

 

ซึ่งมุมมองดังกล่าวอาจช่วยหนุนให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันให้ราคาทองคำย่อตัวลง ทำให้เงินบาทมีโอกาสผันผวนอ่อนค่าลงได้บ้าง ซึ่งเรามองว่าเงินบาทก็อาจอ่อนค่ามาติดโซนแนวต้าน 35.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ 

 

ในทางกลับกันหากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI สหรัฐฯ ชะลอลงตามคาดหรือชะลอลงมากกว่าคาด ก็อาจกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงได้ แต่อาจไม่มากนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างได้มองว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้ง ซึ่งน้อยกว่า Dot Plot ล่าสุด 

 

และในกรณีดังกล่าวคาดว่าหากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ราคาทองคำก็อาจรีบาวด์ขึ้นทดสอบโซน 1,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์หรือสูงกว่านั้น ซึ่งจะช่วยหนุนให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าทดสอบโซน 34.40-34.50 บาทต่อดอลลาร์ได้ (ซึ่งก็เป็นแนวรับที่ผู้นำเข้าต่างก็รอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์เช่นกัน) 

 

ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูง จากทั้งปัจจัยการเมืองไทยและการปรับเปลี่ยนมุมมองไปมาของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย Fed ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยธนาคารมองกรอบเงินบาทวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.55-34.80 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงก่อนรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ และมองกรอบเงินบาทที่ระดับ 34.45-34.90 บาทต่อดอลลารในช่วงทยอยรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ

The post เงินบาทเปิดแข็งค่าที่ระดับ 34.76 บาทต่อดอลลาร์ จับตาความผันผวนจากข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ และการโหวตเลือกนายกฯ ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อจีนชะลอตัวลงอีกเหลือ 0% ตอกย้ำอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ เพิ่มความเสี่ยงภาวะเงินฝืด https://thestandard.co/chinas-inflation-slows-down-again/ Mon, 10 Jul 2023 04:35:14 +0000 https://thestandard.co/?p=814658 เงินเฟ้อ จีน

อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) ของจีน ลดลงเหลือ 0% ในเดือ […]

The post เงินเฟ้อจีนชะลอตัวลงอีกเหลือ 0% ตอกย้ำอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ เพิ่มความเสี่ยงภาวะเงินฝืด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อ จีน

อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) ของจีน ลดลงเหลือ 0% ในเดือนมิถุนายน ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ก็ลดลงอีก ตอกย้ำว่า อุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแออย่างต่อเนื่อง และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดในระบบเศรษฐกิจจีน

 

วันนี้ (10 กรกฎาคม) สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนที่แล้วไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อนหน้า ต่ำกว่าที่คาดการณ์ในแบบสำรวจความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์ของ Bloomberg ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% และต่ำกว่าตัวเลข YoY เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ 0.2%

 

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวน ชะลอตัวลงเหลือ 0.4% จาก 0.6%

 

ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ใช้วัดแรงกดดันเงินเฟ้อที่มาจากฝั่งผู้ผลิตและมักถูกจับตามอง เพราะจะมีผลกับอัตราเงินเฟ้อในเดือนถัดไป ลดลง 5.4% ในเดือนมิถุนายน เทียบกับที่ลดลง 4.6% ในเดือนก่อนหน้า สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ว่าจะลดลง 5%

 

โดยข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดนี้นับเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ระบุว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนกำลังชะลอตัวลง

 

ความกังวลเรื่องภาวะเงินฝืดในจีนกำลังเพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และส่งผลต่อความเชื่อมั่น เนื่องจากผู้ผลิตต้องต่อสู้กับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงและอุปสงค์ที่อ่อนแอทั้งในและต่างประเทศ

 

แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลจีนดำเนินการสนับสนุนเศรษฐกิจมากขึ้น แต่มาตรการส่วนใหญ่จนถึงขณะนี้ยังอยู่ในวงจำกัด โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมาธนาคารกลางจีนลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเล็กน้อย ขณะที่รัฐบาลก็ได้ขยายเวลาลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

 

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีหลี่เฉียงได้พูดคุยกับนักเศรษฐศาสตร์ชาวจีนบางคนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเกี่ยวกับมาตรการความช่วยเหลือที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าเขาจะกล่าวย้ำว่า นโยบายต่างๆ จะต้อง ‘ตรงเป้าหมาย ครอบคลุม และมีการประสานงานที่ดี’ สนับสนุนการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่มองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ของจีนจะไม่ใหญ่โต เนื่องจากมีปัจจัยจำกัดสำคัญนั่นคือภาระหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งอยู่ในระดับสูง เนื่องจากแต่เดิมรัฐบาลท้องถิ่นจะเป็นผู้รับผิดชอบในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายที่มากขึ้น

 

อ้างอิง: 

The post เงินเฟ้อจีนชะลอตัวลงอีกเหลือ 0% ตอกย้ำอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ เพิ่มความเสี่ยงภาวะเงินฝืด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อไทยลงเร็วจริงหรือไม่? หลังพาณิชย์เผย CPI โตต่ำกว่ากรอบ 2 เดือนติด แบงก์ชาติจะหยุดขึ้นดอกเบี้ยหรือยัง? https://thestandard.co/is-thai-inflation-really-fast/ Wed, 05 Jul 2023 11:38:35 +0000 https://thestandard.co/?p=812837 เงินเฟ้อ ไทย

กระทรวงพาณิชย์เผย อัตราเงินเฟ้อประจำเดือนมิถุนายน 2566 […]

The post เงินเฟ้อไทยลงเร็วจริงหรือไม่? หลังพาณิชย์เผย CPI โตต่ำกว่ากรอบ 2 เดือนติด แบงก์ชาติจะหยุดขึ้นดอกเบี้ยหรือยัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อ ไทย

กระทรวงพาณิชย์เผย อัตราเงินเฟ้อประจำเดือนมิถุนายน 2566 เพิ่มขึ้น 0.23% ต่ำสุดในรอบ 22 เดือน หลังเพิ่มขึ้น 0.53% ในเดือนพฤษภาคม นับเป็นการโตต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 1-3% เป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน 

 

ทำให้หลายคนเกิดคำถามว่า เงินเฟ้อของไทยลงเร็วเกินไปหรือไม่ และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ควรยุติการขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือยัง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งออกของไทยที่ติดลบหลายเดือนติดต่อกัน และความไม่แน่นอนทางการเมือง

 

ทำไมเงินเฟ้อไทย ‘ลงเร็ว’?

 

นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics กล่าวว่า การลดลงของอัตราเงินเฟ้อในเดือนมิถุนายนนี้เป็นไปตามการลดลงของราคาพลังงาน ซึ่งกินสัดส่วนอยู่ในตะกร้าเงินเฟ้อไทยประมาณ 15% โดยราคาน้ำมันโลกที่ลดลงในช่วงนี้ก็เป็นตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง​: 


 

นอกจากนี้อีกปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาลดลงอย่างมากคือ ฐานในปีก่อนที่สูง โดย ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า “ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมเราจะเห็นเงินเฟ้อที่ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากฐานที่สูงในปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามในยูเครน นำไปสู่มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย และทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นในช่วงนั้น”

 

สอดคล้องกับนริศที่ระบุว่า ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปี 2022 ฐานเงินเฟ้อของไทยได้ขยับขึ้นไปสูง ก่อนจะปรับลดลงมาในช่วงครึ่งหลังของปี 2022 เนื่องจากราคาพลังงานที่ลดลง ดังนั้นอัตราเงินเฟ้อไทยอาจเริ่มปรับกลับขึ้นมาในครึ่งหลังของปีนี้

 

ไทยจะกลับสู่ยุคเงินเฟ้อต่ำ? หลัง CPI โตไม่ถึงกรอบเป้าหมาย 2 เดือนติดต่อกัน

 

ขณะที่ อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำในช่วงที่ผ่านมา ‘จะเป็นปัจจัยเพียงชั่วคราวเท่านั้น’

 

โดยการชะลอตัวของ CPI ในเดือนพฤษภาคม ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากมาตรการช่วยเหลือค่าไฟทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อ MoM ของเดือนพฤษภาคมติดลบ ต่างจากเดือนนี้ที่ MoM กลับเป็นบวกแล้ว จึงสามารถอธิบายเหตุการณ์นี้ได้ว่า ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ย่ำแย่ต่อเนื่องหรือกำลังซื้อจะหายไป และเป็นผลมาจากกรณีฐาน

 

“ผมไม่คิดว่าเงินเฟ้อไทยจะอยู่ต่ำกว่ากรอบ 1-3% ลากยาวต่อไป แต่จะเห็นพัฒนาการของเงินเฟ้อที่ขยับสูงขึ้นได้ในช่วงถัดไป หรือตั้งแต่เดือนสิงหาคม” อมรเทพกล่าว

 

เงินเฟ้อต่ำสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยกำลังหยุดชะงักหรือไม่

 

ตัวเลขเงินเฟ้อที่ค่อนข้างต่ำในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้บางฝ่ายกังวลว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาอุปสงค์ต่ำ หรือเป็นสัญญาณถึงปัญหาบางอย่างหรือไม่

 

โดยนริศมองว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยที่ค่อนข้างต่ำในช่วงที่ผ่านมาเป็นสัญญาณว่า เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัวมากกว่า เนื่องจากยอดการบริโภคในประเทศยังไปได้ค่อนข้างดี แม้อาจเห็นทิศทางการชะลอตัวในบางกลุ่มสินค้า เช่น ยอดขายรถใหม่ และยอดซื้อสินค้าราคาสูง

 

นโยบายการเงินไทยหลังจากนี้จะไปทางไหน?

 

หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดออกมา นริศมองว่า ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของไทยจะเริ่มยากขึ้น ท่ามกลางคาดการณ์ที่ว่า ตัวเลขการส่งออกของไทยอาจหดตัวมากกว่าที่คาดไว้ในตอนแรก แม้ภาคการท่องเที่ยวยังดูไปได้ดีก็ตาม

 

“ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบหน้า ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 2 สิงหาคม เราจะเห็นภาพการส่งออกชัดเจนขึ้น และอาจรู้ว่าเศรษฐกิจอาจไม่โตแรงเท่าที่ประเมินกันไว้ตอนแรก หรืออาจโตไม่ถึง 3% เมื่อนำปัจจัยเหล่านี้มารวมกันจะเห็นภาพว่า เงินเฟ้ออาจไม่ได้มีแรงกดดันมาก ทำให้ กนง. ยังมีโอกาสขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก แต่ไม่ได้มาจากเหตุผลเรื่องเงินเฟ้อหรือเศรษฐกิจ แต่มาจากเหตุผลหลักการเก็บกระสุนหรือสร้าง Policy Space ไว้เผื่อรองรับวิกฤตที่อาจมาถึงข้างหน้ามากกว่า” นริศกล่าว

 

โดยเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงทำให้เหตุผลในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ กนง. มีน้อยลง ทำให้ ttb analytics มองว่า อัตราดอกเบี้ยไทย ณ สิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 2.25-2.5% โดยเหตุผลหลักในการขึ้นคือ การสร้าง Policy Space

 

สอดคล้องกับความเห็นของอมรเทพที่กล่าวว่า “ในกรณีฐาน (Base Case Scenario) ผมมองว่า กนง. จะขึ้นดอกเบี้ยอีกแค่ครั้งเดียวสู่ระดับ 2.25% ในปีนี้ แต่ไม่จำเป็นต้องขึ้นในรอบเดือนสิงหาคมนี้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่ค่อนข้างต่ำ ส่งออกที่ติดลบต่อเนื่อง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการบริโภคสินค้าชิ้นใหญ่ในประเทศ”

 

ประเมินความเสี่ยงด้านบวก-ลบปีนี้ถึงปีหน้า

 

วิชานัน นิวาตจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวในวันนี้ (5 กรกฎาคม) ว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาสที่ 3 และครึ่งหลังของปีนี้จะขยายตัวเล็กน้อย

 

โดยปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อขยายตัวเล็กน้อย ได้แก่

 

  1. ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีแนวโน้มทรงตัว
  2. การลดลงของราคาเนื้อสัตว์และเครื่องประกอบอาหาร
  3. ฐานราคาไตรมาส 3 และช่วงที่เหลือของปี 2565 อยู่ในระดับสูง
  4. ราคาสินค้าบางชนิดมีแนวโน้มสูงขึ้นจากอิทธิพลของภัยแล้งและเศรษฐกิจไทยที่ยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ราคาผันผวน ได้แก่

 

  1. สภาพอากาศที่คาดว่าจะมีภัยแล้งรุนแรงกว่าที่คาด
  2. การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกในหลายภูมิภาค
  3. มาตรการของภาครัฐต่างๆ
  4. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์​

 

ขณะที่ณัฐพรมองว่า หากปัจจัยเรื่องฐานจบไป เข้าสู่ภาวะมีเสถียรภาพ ขณะที่ปัจจัยภายนอกไม่มีความรุนแรงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน การเคลื่อนไหวของเงินเฟ้อไทยก็จะขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะในปีหน้าอาจต้องจับตาดูนโยบายของภาครัฐ เช่น ค่าไฟ ค่าแรง รวมไปถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ

The post เงินเฟ้อไทยลงเร็วจริงหรือไม่? หลังพาณิชย์เผย CPI โตต่ำกว่ากรอบ 2 เดือนติด แบงก์ชาติจะหยุดขึ้นดอกเบี้ยหรือยัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินบาทยังทรงตัวที่ระดับ 35.21 บาทต่อดอลลาร์ ตลาดจับตาสถานการณ์การเมืองรัสเซีย-ยูเครนอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดเงินสัปดาห์นี้ https://thestandard.co/baht-still-35-21-per-dollar/ Mon, 26 Jun 2023 02:52:47 +0000 https://thestandard.co/?p=807560 เงินบาท

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (26 มิถุนายน) ที่ระดับ 35.21 บาทต […]

The post เงินบาทยังทรงตัวที่ระดับ 35.21 บาทต่อดอลลาร์ ตลาดจับตาสถานการณ์การเมืองรัสเซีย-ยูเครนอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดเงินสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินบาท

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (26 มิถุนายน) ที่ระดับ 35.21 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ต้องจับตาการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เช่น อัตราเงินเฟ้อ PCE สหรัฐอเมริกา, ดัชนี PMI ของจีน และสถานการณ์การเมืองรัสเซียและสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่อาจสร้างความผันผวนให้ตลาดเงิน โดยคาดว่ากรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้จะที่ระดับ 35.00-35.50 บาทต่อดอลลาร์

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้น หนุนโดยความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงตลาดผันผวน และแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จนส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 35 บาทต่อดอลลาร์

 

สำหรับสัปดาห์นี้มีปัจจัยที่ควรรอติดตามดังนี้

 

ฝั่งสหรัฐฯ – ควรรอจับตาการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed หลังจากที่ Dot Plot ใหม่ได้สะท้อนว่า Fed มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก 2 ครั้ง และบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed ต่างย้ำจุดยืนเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ โดยผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนพฤษภาคม ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อ PCE อาจชะลอลงต่อเนื่องสู่ระดับ 3.8% จากระดับ 4.4% ในเดือนก่อนหน้า 

 

นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE ก็อาจชะลอลงสู่ระดับ 4.6% และที่สำคัญอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานภาคบริการที่ไม่รวมค่าที่พักอาศัย (Core Services ex. Housing) ก็มีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่อง ซึ่งหากสิ่งที่นักวิเคราะห์ประเมินนั้นถูกต้อง โอกาสที่ Fed จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อตาม Dot Plot ก็อาจลดลง 

 

ขณะเดียวกันผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินสถานการณ์ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรกและการว่างงานต่อเนื่อง (Initial and Continuing Jobless Claims) ซึ่งตลาดมองว่าอาจมีแนวโน้มทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจ 

 

ฝั่งยุโรป – หลังจากที่ตลาดได้รับรู้อัตราเงินเฟ้อ CPI อังกฤษที่เร่งตัวขึ้นสูงกว่าคาดในสัปดาห์ก่อน ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจรอจับตาอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซนอย่างใกล้ชิด โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป CPI เดือนมิถุนายนอาจชะลอลงสู่ระดับ 5.6% จาก 6.1% ในเดือนก่อนหน้า ตามการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาพลังงาน 

 

อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI อาจเร่งขึ้นสู่ระดับ 5.6% จาก 5.3% ตามการขยายตัวต่อเนื่องของภาคการบริการ โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นไฮซีซันของการท่องเที่ยว ซึ่งภาพอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอาจส่งผลให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) สามารถเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องได้อีก 2 ครั้งในปีนี้ 

 

นอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามสถานการณ์การเมืองรัสเซียอย่างใกล้ชิด หลังในช่วงวันหยุดได้เกิดความวุ่นวายจากการยกกำลังพลของทหารรับจ้าง (PMC) กลุ่มวากเนอร์เข้าประชิดกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย ก่อนที่ทางการรัสเซียจะสามารถบรรลุข้อตกลงกับทางกลุ่มวากเนอร์ ซึ่งล่าสุดได้ทยอยถอนกำลังไปยังประเทศเบลารุส 

 

โดยล่าสุดสถานการณ์ยังคงไม่แน่นอนและเต็มไปด้วยข่าวลือที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงิน เนื่องจากความวุ่นวายของการเมืองรัสเซียอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มสงครามรัสเซีย-ยูเครนได้ 

 

ฝั่งเอเชีย – ตลาดประเมินว่าเศรษฐกิจจีนอาจยังคงฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก สะท้อนผ่านการขยายตัวในอัตราชะลอลงของภาคการบริการ โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (Services PMI) เดือนมิถุนายนอาจลดลงสู่ระดับ 53.3 จุด (ดัชนีสูงกว่า 50 จุด หมายถึงภาวะขยายตัว) ขณะที่ภาคการผลิตอาจยังคงหดตัวต่อเนื่อง โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตอาจอยู่ที่ระดับ 49 จุด (ดัชนีต่ำกว่า 50 จุด หมายถึงภาวะหดตัว) 

 

อย่างไรก็ตาม ภาพเศรษฐกิจจีนที่ดูไม่สดใสจะยิ่งหนุนโอกาสให้ทางการจีนและธนาคารกลางจีน (PBOC) ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมและเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายได้ ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นผ่านรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนพฤษภาคม ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวราว +0.8%m/m (+5.2%y/y) หนุนโดยการฟื้นตัวต่อเนื่องของการบริโภคในประเทศที่ได้แรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและตลาดแรงงานที่ฟื้นตัวได้ดีและตึงตัวมากขึ้น

 

ฝั่งไทย – ตลาดประเมินว่ายอดการส่งออกของไทยในเดือนพฤษภาคมอาจหดตัวต่อเนื่อง -8%y/y ตามการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญ (สะท้อนผ่านดัชนี PMI ภาคการผลิตของประเทศคู่ค้าที่ปรับตัวลดลง)

 

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาทประเมินว่าแรงกดดันฝั่งอ่อนค่ายังพอมีอยู่และเงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบใหม่ ทั้งนี้ ควรรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินหยวนจีนและค่าเงินบาทได้ (Correlation 62%) นอกจากนี้ หากราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้บ้างในจังหวะตลาดไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยง ก็อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้เช่นกัน

 

ในส่วนเงินดอลลาร์นั้นมองว่าอาจยังพอได้แรงหนุน หากตลาดการเงินเผชิญความผันผวนจากความไม่แน่นอนของการเมืองในรัสเซียหรือสถานการณ์สงครามที่อาจร้อนแรงขึ้น อนึ่ง เงินดอลลาร์ก็อาจกลับมาอ่อนค่าลงได้ หากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นต่อการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในกรณีที่อัตราเงินเฟ้อ PCE และตลาดแรงงานสหรัฐฯ ชะลอลงชัดเจน

The post เงินบาทยังทรงตัวที่ระดับ 35.21 บาทต่อดอลลาร์ ตลาดจับตาสถานการณ์การเมืองรัสเซีย-ยูเครนอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดเงินสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัญญาณดี! อัตราเงินเฟ้อภาคบริการที่ Fed ห่วง เริ่มชะลอตัวแล้ว ตลาดยังฟันธงประชุม FOMC ครั้งหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% https://thestandard.co/usa-cpi-rise-5-percent-from-last-year/ Thu, 13 Apr 2023 05:15:41 +0000 https://thestandard.co/?p=776539

อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 5.0% จากปีก่ […]

The post สัญญาณดี! อัตราเงินเฟ้อภาคบริการที่ Fed ห่วง เริ่มชะลอตัวแล้ว ตลาดยังฟันธงประชุม FOMC ครั้งหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% appeared first on THE STANDARD.

]]>

อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 5.0% จากปีก่อน นับเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2021 หรือในรอบเกือบ 2 ปี ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) เพิ่มขึ้น 5.6% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อภาคบริการ (ที่ Fed ให้ความสำคัญ) เร่ิมมีสัญญาณชะลอตัวแล้ว

 

เมื่อเทียบเป็นรายเดือน (Monthly Basis) ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น 0.1% เท่านั้น เทียบกับเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลง 4.6% แม้ว่าค่าเช่ายังอยู่ในระดับสูง

 

ก่อนหน้านี้ใน Reuters Poll นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า CPI เดือนมีนาคม จะเพิ่มขึ้น 0.2% แบบเดือนต่อเดือน และจะเพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี

 

นอกจากนี้เมื่อดูราคาอื่นๆ ก็พบว่า ราคาอาหารไม่เพิ่มขึ้น และเป็นตัวเลขต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2020

 

ซาราห์ เฮาส์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Wells Fargo มองว่า อัตราเงินเฟ้อดังกล่าวยังคงร้อนแรงเกินไปสำหรับ Fed อยู่ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีสัญญาณคาดการณ์ล่วงหน้าที่บ่งชี้ว่า อัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงอีกในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้าแล้ว

 

ขณะที่ค่าอาหารที่บริโภคที่บ้านลดลง 0.3% นับเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2020 ราคาไข่ร่วงลง 10.9% เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ ก็ถูกลงด้วย แต่ราคาผลิตภัณฑ์ธัญพืชและเบเกอรี่ รวมทั้งเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์กลับเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับค่ารับประทานอาหารนอกบ้าน 

 

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวว่า การชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วของอัตราเงินเฟ้อประจำปีโดยรวม หมายความถึงพื้นที่หายใจมากขึ้นสำหรับชาวอเมริกันที่ทำงานหนัก อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อทั้งหมดยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed กว่า 2 เท่า

 

ตามข้อมูลเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group แสดงให้เห็นว่า ตลาดยังเอนเอียงไปทางมุมมองที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) วันที่ 2-3 พฤษภาคมนี้ ก่อนจะลดดอกเบี้ยภายในปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย

 

อย่างไรก็ตาม ไรอัน สวีต หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Oxford Economics คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อจะค่อยๆ เย็นลง แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ 

 

ดังนั้น Fed จึงมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงไว้ตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งสวนทางกับความคาดหวังของตลาดที่มองว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post สัญญาณดี! อัตราเงินเฟ้อภาคบริการที่ Fed ห่วง เริ่มชะลอตัวแล้ว ตลาดยังฟันธงประชุม FOMC ครั้งหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินบาทอ่อนค่ารอบล่าสุด ประเมินความผันผวนแบบ Worst Case Scenario https://thestandard.co/thai-baht-latest-drop-worst-case-scenario/ Thu, 02 Mar 2023 03:42:29 +0000 https://thestandard.co/?p=757506 เงินบาทอ่อนค่า

ในสถานการณ์การอ่อนค่าของเงินบาทที่กำลังดูล่อแหลมในเดือน […]

The post เงินบาทอ่อนค่ารอบล่าสุด ประเมินความผันผวนแบบ Worst Case Scenario appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินบาทอ่อนค่า

ในสถานการณ์การอ่อนค่าของเงินบาทที่กำลังดูล่อแหลมในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ถือเป็นหนังภาคต่อจากความผันผวนในปีก่อนหน้า นั่นคือสงครามเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยืดเยื้อกว่าคาด อาการจึงออกมาคล้ายๆ เดิม คือผู้เล่นในตลาดเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ถือเงินสดเพื่อรักษาสภาพคล่อง และต้องเป็นเงินสดสกุลดอลลาร์สหรัฐเท่านั้นในฐานะสกุลเงินปลอดภัย เราจึงได้เห็นค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าต่อสกุลเงินส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แข็งค่าต่อสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ อันเป็นลักษณะเฉพาะในสถานการณ์ Global Risk-Off

 

ปีนี้ควรจะรุนแรงและเสียหายน้อยกว่าปี 2022

 

เมื่อพิจารณาระดับความรุนแรง ปีนี้ควรจะรุนแรงน้อยกว่าที่เคยเกิดขึ้นในปีที่แล้ว เนื่องจากปี 2022 Fed Fund Rate เริ่มต้นขึ้นจาก 0.25% ไปจบที่ 4.5% หรือปรับขึ้น 425 bp ขณะที่ปี 2023 เริ่มขึ้นจาก 4.5% การขึ้นในปีนี้ก็น่าจะน้อยกว่าปีที่แล้วอย่างมาก

 

นอกจากนี้ CPI ของสหรัฐฯ ในปีที่แล้วเป็นขาขึ้น โดยไปแตะจุดสูงสุดที่ 9.1% เมื่อกลางปี ก่อนปรับลดลงในครึ่งหลัง สำหรับปี 2023 CPI ควรจะเป็นขาลงตลอดทั้งปี

 

อย่างไรก็ตาม CPI ที่ลดลงนี้ยังไม่เพียงพอจะสร้างความสงบได้ การปรับลดช้ากว่าที่คาดก็ทำให้ตลาดผิดหวังและเกิดความผันผวนได้เช่นกัน

 

ดังนั้น หากปีที่แล้วเป็นแผ่นดินไหว ปีนี้ควรจะเป็นเพียงอาฟเตอร์ช็อก คำถามมีอยู่ว่า อาฟเตอร์ช็อกครั้งนี้จะรุนแรงที่สุดได้แค่ไหน (Worst Case) และปัจจัยใดน่าจะเป็นสัญญาณการคลี่คลายของ Global Risk-Off ในครั้งนี้

 

ข้อมูลชุดที่ 1 พิจารณาราคา FX Options ของ USDTHB ที่ระดับ 10% หมายความว่า ระดับราคาจะเปลี่ยนแปลง 10% ในระยะ 12 เดือนข้างหน้า ถ้าเงินบาทมีมุมมองในด้านอ่อนค่า สามารถอ่อนไปได้อีกราว 3-3.5 บาท

 

ข้อมูลชุดที่ 2 พิจารณาข้อมูลย้อนหลัง 10-15 ปี พิสัยการเคลื่อนไหว (ค่าสูงสุดลบค่าต่ำสุด) ของค่าเงินบาทเฉลี่ยในแต่ละปีปฏิทินอยู่ที่ราว 3 บาท (ก็ราวๆ 10% เช่นกัน)

 

หากเชื่อว่าในปีนี้ เราได้เห็นจุดที่ต่ำที่สุดของ USDTHB ไปแล้วที่ 32.70 ดังนั้น ในอีก 10 เดือนข้างหน้า เงินบาทอาจจะอ่อนไปได้ถึง 35.70 แต่นั่นคือการประเมินในสถานการณ์ปีปกติ

 

เทียบกับปี 2022 ที่มีความผันผวนรุนแรงที่สุดในรอบ 15 ปี เงินบาทมีพิสัยการเคลื่อนไหวถึง 6 บาท หรือเกือบ 20% และแน่นอนว่า ปีนี้ก็ยังไม่น่าเป็นสถานการณ์ปกติ

 

ดังนั้น ถ้าเราบวกค่าความเป็นอาฟเตอร์ช็อก ปี 2023 จึงขอประเมินหยาบๆ เอาเองว่า ควรมีพิสัยการเคลื่อนไหวราว 12-14%

 

ด้วยข้อมูลสถิติทั้งหมดนี้ อาจกล่าวได้ว่าในระยะ 10 เดือนข้างหน้า 36.50-37.25 เป็น Worst Case ที่เหมาะสม ถ้าไม่ถึงก็ดีไป แต่ถ้าถึงก็ไม่น่าเกินไปกว่าระดับนี้แล้ว หรืออาจจะเรียกว่าเป็นเพดานของปีนี้ก็พอจะกล่าวได้

 

คำถามต่อไปคือ ระดับจุดสูงสุดหรือจุดกลับข้างต้นนี้ ถ้าจะเกิดจริงน่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด ผู้เขียนเห็นว่ามี 5 ปัจจัยที่น่าติดตาม ดังนี้

 

  1. ช่วงเวลานั้นๆ CPI ตัวเลขจริงควรจะต้องออกมาไม่สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์

 

  1. Dot Plot ที่จะออกมาในเดือนมีนาคม จะต้องแสดงให้เห็นว่า ออกมาไม่ต่างกับระดับที่ Implied โดย Fed Fund Futures มากนัก

 

  1. ประเมินผลกระทบในฤดูกาลจ่ายปันผล ซึ่งจะมีคลื่นการซื้อดอลลาร์ราว 4-5 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม

 

  1. Fed Fund Rate กับ CPI เริ่มเข้าสู่ระดับเท่าๆ กัน หรือ Fed Fund Rate อาจจะเริ่มสูงกว่าเล็กน้อย น่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน

 

  1. หากราคา FX Options 3 เดือน ปรับขึ้นจนไปแตะระดับที่สูงที่สุดในปีที่แล้วที่ 11% น่าจะเป็นสัญญาณการกลับตัวได้

 

ประมวลจังหวะของการเกิด 4-5 เหตุการณ์ข้างต้น จุดสูงสุดของปีมีโอกาสเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน ดังนั้น จึงประเมินว่าตลาดการเงินยังน่าจะมีความผันผวนตลอดไตรมาสแรก แรงกดดันเดิมๆ จะกลับมาส่งเสียงดังอีกครั้ง ไม่ว่าเรื่องของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย เงินทุนสำรองลดลง หรือเสียงเรียกร้องให้มีการเร่งขึ้นดอกเบี้ย เป็นต้น ก่อนที่ตลาดจะมีโอกาสกลับคืนสู่เสถียรภาพในช่วงครึ่งหลังของปี

 

การประเมินข้างต้น มุ่งเน้นสถานการณ์ตลาดการเงินโลกเป็นหลัก ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ เช่น ดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด การเคลื่อนไหวของเงินทุน ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน จะเป็นตัวกำหนดว่าค่าเงินบาทจะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับค่าเงินตลาดเกิดใหม่อื่นๆ 

 

ขณะที่ธีมการเปิดประเทศได้ปลดปล่อยพลังไปจนหมดแล้ว และเราเริ่มเห็นแล้วว่า ลำพังการท่องเที่ยวอย่างเดียวอาจไม่สามารถแบกรับภาระทั้งหมดได้

 

ขออนุญาตปิดท้ายด้วยข้อสังเกตในตลาดหุ้น หากเศรษฐกิจเราขาดพลังการเติบโตแบบใหม่ๆ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไม่มีความน่าสนใจ การซื้อสุทธิหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศเกือบ 2 แสนล้านบาทในปีที่แล้ว อาจเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงปีเดียว และจะไม่เกิดอีกเลยก็เป็นได้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post เงินบาทอ่อนค่ารอบล่าสุด ประเมินความผันผวนแบบ Worst Case Scenario appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์รับ! คุมเงินเฟ้อไม่อยู่แล้ว หลัง CPI พุ่ง 8% ในเดือนพฤศจิกายน https://thestandard.co/marcos-says-philippine-inflation/ Tue, 06 Dec 2022 11:43:22 +0000 https://thestandard.co/?p=720465 ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ยอ […]

The post เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์รับ! คุมเงินเฟ้อไม่อยู่แล้ว หลัง CPI พุ่ง 8% ในเดือนพฤศจิกายน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ยอมรับเงินเฟ้อกำลังอาละวาด (Rampant) และควบคุมไม่ได้ (Out of Control) หลังจากหน่วยงานสถิติเผยว่า อัตราเงินเฟ้อเดือนพฤศจิกายนพุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี

 

ตามแถลงการณ์ของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ในวันนี้ (6 ธันวาคม) ระบุว่า “ปัจจัยขับเคลื่อนอัตราเงินเฟ้อสำคัญยังคงเป็นต้นทุนนำเข้า ดังนั้นการทดแทนการนำเข้า (Import Substitution) ยังคงเป็นความคิดที่ดี ไม่ใช่เฉพาะต่อทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังช่วยดึงอัตราเงินเฟ้อให้ต่ำลงได้”

 

ทั้งนี้ การทดแทนการนำเข้า (Import Substitution) รวมไปถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ การสร้างฐานการผลิตในประเทศให้แข็งแกร่ง และลดการนำเข้า 

 

ตามข้อมูลจากหน่วยงานสถิติฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 8% จากปีที่แล้ว เนื่องจากต้นทุนอาหารที่สูงขึ้น 

 

ส่วนอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วงเดือนมกราคม-พฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 5.6% สูงกว่าเป้าหมาย 2-4% ของธนาคารกลาง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งไม่รวมอาหารและเชื้อเพลิงที่ผันผวน เพิ่มขึ้น 6.5% จากปีที่แล้ว นับเป็นการกดดันให้ธนาคารกลาง ภายใต้การนำของผู้ว่าการเฟลิเป้ เมดัลลา (Felipe Medalla) ดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีมาร์กอสยังกล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจยังดูดี และเงินเปโซแข็งค่าขึ้นแล้วเล็กน้อย เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ หลังสกุลเงินท้องถิ่นแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในไตรมาสนี้ เคลื่อนไหวไปทิศทางเดียวกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค

 

ทั้งนี้ เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในไตรมาสที่ 3 ขยายตัว 7.6% จากปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนส่วนใหญ่มาจากอุปสงค์ภายในประเทศ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์รับ! คุมเงินเฟ้อไม่อยู่แล้ว หลัง CPI พุ่ง 8% ในเดือนพฤศจิกายน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อ เดือน ต.ค. สหรัฐฯ แผ่วเหลือ 7.7% ต่ำกว่าคาดการณ์ตลาด นักวิเคราะห์คาด Fed ขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธ.ค. แค่ 0.50% https://thestandard.co/usa-inflation-october-7-7/ Thu, 10 Nov 2022 14:25:20 +0000 https://thestandard.co/?p=707472

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่ […]

The post เงินเฟ้อ เดือน ต.ค. สหรัฐฯ แผ่วเหลือ 7.7% ต่ำกว่าคาดการณ์ตลาด นักวิเคราะห์คาด Fed ขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธ.ค. แค่ 0.50% appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคประจำเดือนตุลาคมอยู่ที่ 7.7% ลดลงจากระดับ 8.2% ในเดือนกันยายน และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาดที่ 7.9%

 

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งหักลบราคาอาหารและพลังงานที่มีความอ่อนไหวสูงออกไปแล้วปรับเพิ่มขึ้น 6.3% จากปีก่อนหน้า ลดลงจากระดับ 6.6% ในเดือนกันยายน และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาดที่ 6.5% เช่นกัน

 

Diane Swonk หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ KPMG ระบุว่า ตัวเลขเงินเฟ้อในเดือนตุลาคมของสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้าถือเป็นข่าวดี และน่าจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed รู้สึกผ่อนคลายลง โดยมีความเป็นไปได้ที่ Fed อาจปรับลดความแรงในการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบเดือนธันวาคมลงมาอยู่ที่ระดับ 0.50% หลังจากที่เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยที่ระดับ 0.75% มาหลายครั้งติดต่อกัน

 

ขณะที่ Blerina Uruci หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ T. Rowe Price กล่าวว่า การชะลอตัวของเงินเฟ้อสหรัฐฯ เป็นผลมาจากการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนที่ลดความร้อนแรงลง ซึ่งสะท้อนว่าเงินเฟ้อได้เริ่มกินตัวของมันเองแล้ว ซึ่งเป็นวัฏจักรที่เมื่อราคาสินค้าพุ่งขึ้นไปถึงจุดหนึ่งก็จะส่งผลให้คนชะลอการบริโภคของตัวเองลง นอกจากนี้เธอยังเชื่อว่าการแข็งค่าของเงินสกุลดอลลาร์ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยชะลอเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ผ่านต้นทุนการนำเข้าสินค้า


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง:

The post เงินเฟ้อ เดือน ต.ค. สหรัฐฯ แผ่วเหลือ 7.7% ต่ำกว่าคาดการณ์ตลาด นักวิเคราะห์คาด Fed ขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธ.ค. แค่ 0.50% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อ สหรัฐฯ เดือน ส.ค. โตแรง 8.3% นักลงทุนผวา Fed เร่งขึ้นดอกเบี้ยฉุดดัชนีหุ้นร่วงกว่า 400 จุด https://thestandard.co/inflation-rise-august-2022/ Tue, 13 Sep 2022 13:21:32 +0000 https://thestandard.co/?p=680997

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่ […]

The post เงินเฟ้อ สหรัฐฯ เดือน ส.ค. โตแรง 8.3% นักลงทุนผวา Fed เร่งขึ้นดอกเบี้ยฉุดดัชนีหุ้นร่วงกว่า 400 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัด เงินเฟ้อ จากการใช้จ่ายของผู้บริโภคประจำเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 8.3% ลดลงจากระดับ 8.5% ในเดือนกรกฎาคม แต่สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาดที่ 8% และโดยเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ ยังคงเพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

 

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งไม่รวมการคำนวณราคาน้ำมันและอาหารของเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 6.3% สูงกว่าระดับคาดการณ์ของตลาดที่ 6% โดยเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงปรับขึ้นจากเดือนก่อนหน้าถึง 0.6% 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาร้อนแรงกว่าที่คิดส่งผลให้ตลาดมีการตอบรับในเชิงลบทันที โดยดัชนีภาคอุตสาหกรรมดาวโจนส์ฟิวเจอร์สร่วงลงถึง 406 จุดหรือ 1.3% ขณะที่ S&P 500 ฟิวเจอร์ส ปรับลดลง 1.7% และ Nasdaq 100 ฟิวเจอร์ส ลดลง 2.3% 

 

Mark Hackett หัวหน้าฝ่ายวิจัยการลงทุนของ Nationwide กล่าวว่า ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนสิงหาคมที่ออกมาสูงเกินคาดเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่ 0.75% ต่อในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินที่กำลังจะมาถึง

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post เงินเฟ้อ สหรัฐฯ เดือน ส.ค. โตแรง 8.3% นักลงทุนผวา Fed เร่งขึ้นดอกเบี้ยฉุดดัชนีหุ้นร่วงกว่า 400 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ไบเดนแถลงจัดการเงินเฟ้อลำดับแรก หลังดัชนี CPI สหรัฐฯ พุ่งสูงสุดรอบ 30 ปี | Morning Wealth 11 พฤศจิกายน 2564 https://thestandard.co/morning-wealth-11112021-4/ Thu, 11 Nov 2021 08:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=558597 เงินเฟ้อสหรัฐ

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ แถลงว่า การจัดการปัญหาเง […]

The post ชมคลิป: ไบเดนแถลงจัดการเงินเฟ้อลำดับแรก หลังดัชนี CPI สหรัฐฯ พุ่งสูงสุดรอบ 30 ปี | Morning Wealth 11 พฤศจิกายน 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อสหรัฐ

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ แถลงว่า การจัดการปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นในเวลานี้ ถือเป็นประเด็นสำคัญลำดับแรกสุด หรือ Top Priority ของรัฐบาลที่ต้องจัดการแก้ไข ในขณะที่ราคาบ้านเดี่ยวสหรัฐฯ ขยับพุ่งขึ้นถึง 78% เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันเงินเฟ้อเช่นกัน

 

ติดตามรายการ Morning Wealth ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-08.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ชมคลิป: ไบเดนแถลงจัดการเงินเฟ้อลำดับแรก หลังดัชนี CPI สหรัฐฯ พุ่งสูงสุดรอบ 30 ปี | Morning Wealth 11 พฤศจิกายน 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>