CP ALL Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/cp-all/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 31 Mar 2026 06:03:22 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เช็กลิสต์ 8 ห้างยักษ์ ร่วมโปรแรง “ไทยช่วยไทย” ลดของกินของใช้ ดีเดย์ 1 เม.ย. สูงสุด 58% กว่าพันรายการ https://thestandard.co/thai-cost-living-discount-stores/ Tue, 31 Mar 2026 06:03:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1193121 ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569

กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าโครงการ ‘ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่า […]

The post เช็กลิสต์ 8 ห้างยักษ์ ร่วมโปรแรง “ไทยช่วยไทย” ลดของกินของใช้ ดีเดย์ 1 เม.ย. สูงสุด 58% กว่าพันรายการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569

กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าโครงการ ‘ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ’ Kick Off 1 เม.ย. 2569 ร่วมมือกับพันธมิตร ห้างโมเดิร์นเทรด ห้างค้าปลีกค้าส่ง ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ฃลดราคาพิเศษ 25-58% กว่า 1,000 รายการ ชูจุดเด่นสินค้า House Brand

 

8 ห้างค้าส่งและค้าปลีก (Modern Trade)

 

  • บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) CPAXT
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท เซ็นทรัล ฟู๊ด โฮลเซลล์ จำกัด (GO Wholesale)
  • บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด
  • บริษัท เซ็นทรัล วัตสัน จำกัด
  • บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด
  • บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด

 

ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย (Supplier)

 

  • บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด
  • บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด
  • บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท เจียเม้ง มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
  • บริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด
  • บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด
  • บริษัท ข้าวมาบุญครอง จำกัด
  • บริษัท ศรีบุญเรืองฟู๊ด จำกัด
  • บริษัท ข้าวแสนดี จำกัด

 

ทั้งนี้ แนวทางการดำเนินโครงการไม่ได้ดำเนินการเฉพาะในช่วง 2 เดือนแรก (เมษายน-พฤษภาคม)

 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์พาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ สั่งการให้ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของห้างโมเดิร์นเทรดที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยซึ่งเป็นโครงการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน บรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้น

 

โดยได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค เข้าร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ’ กว่า 19 ราย โดยนำสินค้ากลุ่ม House Brand และกลุ่มแบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) มาจำหน่ายในราคาพิเศษเฉลี่ย 25- 58% รวมกว่า 1,000 รายการ เช่น

 

  • สินค้าอุปโภค: สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟันฯ
  • สินค้าบริโภค: ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋องฯ โดยโครงการฯ จะเริ่มเปิดจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

 

ตัวอย่างสินค้าราคาพิเศษที่เข้าร่วมโครงการ

 

  • ข้าวสารหอมมะลิ ถุง 5 กิโลกรัม ราคา 179 บาท แต่แบรนด์ทั่วไป 199 บาท
  • ปลากระป๋อง 11 บาท แบรนด์ทั่วไป 18-19 บาท
  • น้ำมันปาล์ม ขวดละ 42-45 บาท แบรนด์ทั่วไป 49-50 บาท
  • น้ำปลา แกลอน 5 ลิตร ลดสูงสุดกว่า 50%

 

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 1

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 2

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 3

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 4

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 5

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 6

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 7

 

อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่ 4 ห้างโมเดิร์นเทรด เพื่อตรวจความพร้อมของร้านค้าก่อนเริ่มโครงการฯ ในวันที่ 1 เมษายน 4 ห้างดังกล่าวมีประชาชนเข้ามาจับจ่าย ใช้สอยซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคจำนวนมาก

 

มีการจัดโปรโมชันสินค้าราคาพิเศษมาอย่างต่อเนื่อง และมีสินค้า House Brand เป็นของตัวเอง เมื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยฯ กับกระทรวงพาณิชย์ จึงสามารถลดราคาสินค้าได้ในราคาที่พิเศษมากยิ่งขึ้น

 

จากการพูดคุยกับผู้บริหารของทั้ง 4 ห้าง ได้แจ้งว่า ห้างมีความพร้อม 100% ในการเข้าร่วมโครงการฯ โดยได้เตรียมสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันไม่น้อยกว่า 1,000 รายการเข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งมีทั้งสินค้ากลุ่ม House Brand และกลุ่มแบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) มาจำหน่ายในราคาพิเศษ และจะมีการเติมสินค้าตลอดไม่ให้ขาด

 

จึงคาดว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเต็มที่ โดยสินค้ากลุ่ม House Brand กลุ่มแบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) จะมีราคาถูกกว่าสินค้าแบรนด์ทั่วไปเฉลี่ย 25 – 58% และเมื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยก็จะยิ่งลดราคามากยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ ‘โครงการไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ’ จะเป็นกลไกสำคัญในการกระจายสินค้าราคาประหยัดถึงมือประชาชนทั่วประเทศ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น

 

โดยประชาชนสามารถสังเกตป้ายโครงการไทยช่วยไทยที่ติดบริเวณร้าน และสามารถเข้าซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคในราคาพิเศษ โดยคาดว่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมและจับต้องได้

 

The post เช็กลิสต์ 8 ห้างยักษ์ ร่วมโปรแรง “ไทยช่วยไทย” ลดของกินของใช้ ดีเดย์ 1 เม.ย. สูงสุด 58% กว่าพันรายการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
IKEA บุกเชียงใหม่ เปิดร้านไซส์เล็ก เกาะอยู่ในทำเลเดียวกันกับ CP หวังชิงกำลังซื้อต่างจังหวัด https://thestandard.co/ikea-chiangmai-small/ Thu, 20 Feb 2025 02:11:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1043937 ikea-chiangmai-small

แม้ปีที่ผ่านมายอดขายของ ‘อิเกีย ประเทศไทย’ จะเติบโตขึ้น […]

The post IKEA บุกเชียงใหม่ เปิดร้านไซส์เล็ก เกาะอยู่ในทำเลเดียวกันกับ CP หวังชิงกำลังซื้อต่างจังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ikea-chiangmai-small

แม้ปีที่ผ่านมายอดขายของ ‘อิเกีย ประเทศไทย’ จะเติบโตขึ้น แต่ภาวะเศรษฐกิจโลกยังน่าเป็นห่วง IKEA ไม่หยุดสร้างการเติบโต เดินหน้าบุกเชียงใหม่ จับมือกลุ่มซีพีเปิดโมเดลร้านไซส์เล็กเกาะอยู่ในทำเลเดียวกัน ชิงกำลังซื้อต่างจังหวัด

 

“ถึงวันนี้พฤติกรรมการจับจ่ายของคนไทยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่แล้วชอบความสะดวกสบาย เห็นได้จากความนิยมเข้าซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน เป็นตัวช่วยให้ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ที่มีอยู่หลายสาขาประสบความสำเร็จอย่างมาก” ลีโอนี่ ฮอสกิ้น ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจค้าปลีก อิเกียประเทศไทยและเวียดนาม กล่าว

 

จากเทรนด์ดังกล่าว ‘อิเกีย ประเทศไทย’ ต้องปรับตัวตามไปด้วย จึงพัฒนาโมเดลสาขาให้หลากหลายมากขึ้น หนึ่งในความเคลื่อนไหวล่าสุดคือการจับมือกับกลุ่มซีพี ยักษ์ค้าปลีกในไทย เปิด IKEA Chiangmai Order Point ในอำเภอหางดง จังหวัด เชียงใหม่ มีพื้นที่ขนาด 708 ตารางเมตร โดยเตรียมเปิดให้บริการวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2025

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

สำหรับจุดเด่นของโมเดลดังกล่าวเป็นร้านขนาดเล็ก ใช้งบลงทุน 15 ล้านบาท ถือเป็นร้านที่ใช้ต้นทุนน้อยสุดถ้าเทียบกับการเปิดร้านที่ผ่านมาที่จะเน้นเปิดสาขาขนาดใหญ่ มีสินค้าภายในสโตร์กว่า 300 รายการ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าโซลูชันการจัดเก็บห้อง รวมถึงการเสนอประสบการณ์ โดยมีโซน Swedish Bites จำหน่ายไอศกรีมและฮอตด็อก

 

พร้อมกันนี้ยังมีการบริการ Click & Collect เปิดให้สั่งสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ และสาขาเชียงใหม่จะเป็น Cashless Store ไม่รับเงินสด 100% ทั้งนี้ ยอมรับว่าช่วงแรกๆ ลูกค้าอาจยังไม่คุ้นชินกับการไม่รับเงินสด โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ แต่เชื่อว่าผู้บริโภคจะปรับตัวตาม และในปีนี้จะนำโมเดล Cashless Store ไปใช้ที่สาขาบางนาและสาขาบางใหญ่ ตามลำดับ

 

ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจค้าปลีก อิเกียประเทศไทยและเวียดนาม กล่าวต่อไปว่า ถ้าสาขาเชียงใหม่ประสบความสำเร็จ จากนี้ IKEA ก็จะเดินหน้าขยายสาขาเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องพิจารณาตามปัจจัยทางเศรษฐกิจและศักยภาพของพื้นที่ ที่สำคัญการลงทุนขยายสาขาจะต้องอยู่ภายใต้กรอบแนวคิด Low-Cost Store การลงทุนจะต้องคุ้มค่าที่สุด

 

แน่นอนว่าการเปิดร้านขนาดเล็กลงจะทำให้เข้าใกล้ชุมชนและเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายกว่าเดิม เห็นได้จากปีที่ผ่านมาได้ทดลองเปิด IKEA City Store ที่ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ สาขาแรกที่อยู่ในทำเลใจกลางกรุงเทพฯ ถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

 

นอกจากนี้ยังพบว่าผู้บริโภคคนไทยส่วนใหญ่จะเน้นซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ คุ้มค่าต่อการใช้งานระยะยาว และต้องมีราคาเข้าถึงง่าย ดังนั้น IKEA จึงได้สานต่อแคมเปญ New Lower Price ปรับลดราคาสินค้ากว่า 1,000 ชิ้น เฉลี่ย 25-30% ควบคู่กับ การลดค่าจัดส่งสินค้าชิ้นเล็กราคาค่าจัดส่งเริ่มต้น 90 บาท

 

ทั้งหมดจะช่วยตอบโจทย์ลูกค้าในช่วงที่ประเทศเจอปัญหาเงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูง และหนี้ครัวเรือนสูง แน่นอนว่าถ้าสินค้าของ IKEA ปรับราคาลงก็จะช่วยดึงลูกค้าใหม่เข้ามาได้มากขึ้น

The post IKEA บุกเชียงใหม่ เปิดร้านไซส์เล็ก เกาะอยู่ในทำเลเดียวกันกับ CP หวังชิงกำลังซื้อต่างจังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPALL – Risk / Reward น่าสนใจมากขึ้น https://thestandard.co/cpall-risk-reward-is-more-interesting/ Tue, 12 Dec 2023 11:19:55 +0000 https://thestandard.co/?p=876060

เกิดอะไรขึ้น:   ราคาหุ้น บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ปร […]

The post CPALL – Risk / Reward น่าสนใจมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

ราคาหุ้น บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ปรับตัวลดลง 18% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา Underperform SET อยู่ 8% เนื่องจากตลาดมีความกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับการแข่งขันและการบริโภคที่ชะลอตัวลง แม้ตลาดจะมีความกังวลเกี่ยวกับคู่แข่งรายใหม่ / รายเดิม แต่ยังไม่เห็นผลกระทบเชิงลบที่มีนัยสำคัญต่อยอดขายของ CPALL 

 

นับถึงปัจจุบันประเมินการเติบโตของยอดขายสาขา (SSS Growth) ของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ (CVS) ของ CPALL ได้ที่อัตราเลขตัวเดียวระดับต่ำถึงกลาง YoY และ SSS Growth ของ CPAXT ในธุรกิจ B2B ได้ที่อัตราเลขตัวเดียวระดับต่ำถึงกลาง YoY 

 

และธุรกิจ B2C ได้ที่อัตราเลขตัวเดียวระดับกลาง YoY (เทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ระดับทรงตัว YoY เพราะได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่เปราะบางสำหรับผู้มีรายได้น้อย และการใช้จ่ายที่ชะลอตัวสำหรับผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง เพื่อรอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่) สนับสนุนจากการกลับมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิดคลี่คลายและการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว

 

ส่วนกำไร 4Q66 ของ CPALL มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น YoY (แต่คาดว่าจะลดลง QoQ จากปัจจัยฤดูกาล) โดยมีสาเหตุจาก ประการแรก คาดว่ายอดขายในธุรกิจ CVS ของ CPALL จะเติบโต โดยได้รับการสนับสนุนจาก SSS ที่เติบโตเพิ่มขึ้นและการขยายสาขาพร้อมกับอัตรากำไรขั้นต้นที่กว้างขึ้นจาก CPRAM ตามการลดลงของต้นทุนวัตถุดิบ (เช่น ราคาสุกรและไก่เนื้อ) รวมถึงมียอดขายสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัวและกลุ่มอาหารพร้อมทานที่ให้มาร์จิ้นสูงที่เพิ่มขึ้นตามการกลับมาของนักท่องเที่ยวและการตัดสินใจซื้อแบบฉับพลันที่เพิ่มขึ้น 

 

ประการที่สอง คาดว่าอัตราค่าใช้จ่าย SG&A / ยอดขายจะลดลงจากฐานค่าใช้จ่ายโบนัสที่มีการจ่ายจริงในระดับสูงใน 4Q65 (มีการบันทึกค่าใช้จ่ายโบนัสล่วงหน้าต่ำใน 9M65 เทียบกับการจัดสรรการบันทึกค่าใช้จ่ายโบนัสล่วงหน้าให้กระจายตัวดีขึ้นใน 9M66) และมีต้นทุนค่าไฟฟ้าลดลง (ซึ่งประเมินได้ว่าค่าไฟฟ้าที่ลดลงในเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566, ลดลง 15%YoY และลดลง 15% จากเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566, จะหนุนให้กำไรเฉลี่ยต่อปีเพิ่มขึ้น 10%) ประการที่สาม คาดการณ์ส่วนแบ่งกำไรที่ดีขึ้นจาก CPAXT จากดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงหลังจากรีไฟแนนซ์หนี้เสร็จในช่วงปลายเดือนเมษายน

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น CPALL ปรับลง 17.58%MoM สู่ระดับ 52.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 10.38%MoM สู่ระดับ 1,380.99 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

 

InnovestX Research คาดว่ากำไรปี 2567 ของ CPALL จะเติบโต 22%YoY สนับสนุนจากยอดขายและมาร์จิ้นที่ดีขึ้นจากธุรกิจ CVS และส่วนแบ่งกำไรที่ดีขึ้นของ CPAXT ซึ่งหลักๆ เป็นผลจากดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงใน 1H67 หลังจากรีไฟแนนซ์หนี้เสร็จ 

 

ทั้งนี้ ยังไม่ได้รวม Upside ของยอดขายในปี 2567 จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ อาทิ โครงการ Digital Wallet (การแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ซึ่งร่าง พ.ร.บ. จะถูกส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาภายในสิ้นปี 2566 จากนั้นจะส่งต่อให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติช่วงต้นปี 2567 โดยหวังว่าจะเริ่มโครงการได้ในเดือนพฤษภาคม 2567) และโครงการ E-Refund (ครม. อนุมัติลดหย่อนภาษีจากการจับจ่ายสินค้าและบริการมูลค่ารวมไม่เกิน 50,000 บาท มีผลใช้บังคับวันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2567) 

 

โดย CPALL มีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์รายหลักในกลุ่มพาณิชย์จากโครงการ Digital Wallet เนื่องจากบริษัทมีเครือข่ายร้านค้าครอบคลุมทุกอำเภอในประเทศไทย และเงินจากโครงการนี้จะถูกใช้ในร้านค้าที่ลงทะเบียนในอำเภอที่ผู้ได้รับสิทธิอาศัยอยู่

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ณ ระดับราคาหุ้นปัจจุบันมองว่า ผลตอบแทนเทียบความเสี่ยงมีความน่าสนใจมากขึ้น เนื่องจาก

 

  1. CPALL จะรายงานกำไร 4Q66 เติบโตโดดเด่น YoY เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มพาณิชย์จากยอดขายและมาร์จิ้นที่ดีขึ้น รวมทั้งดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงจาก CPAXT นอกจากนี้ประมาณการปี 2567 ยังมี Upside จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะโครงการ Digital Wallet จากเครือข่ายร้านค้า CPALL ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

 

  1. ปัจจุบันหุ้น CPALL เทรดที่ P/E ปี 2566 ระดับ 29 เท่า (-1 S.D. จาก P/E เฉลี่ย 10 ปี) 

 

การจัดตั้งกองทุน TESG (SET ESG Rating ของ CPALL อยู่ที่ AAA) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้นในระยะสั้น โดยยังคงเรตติ้ง Outperform สำหรับ CPALL ด้วยราคาเป้าหมายกลางปี 2567 อ้างอิงวิธี DCF (WACC 7.0% และการเติบโตในระยะยาว 2.5%) ที่ 74 บาทต่อหุ้น

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ การเปลี่ยนแปลงในกำลังซื้อ ต้นทุนที่สูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และนโยบายรัฐบาลใหม่ ความเสี่ยง ESG ที่สำคัญคือ การบริหารจัดการพลังงานและของเสีย ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (E) ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และแนวปฏิบัติด้านการจ้างงาน (S)

The post CPALL – Risk / Reward น่าสนใจมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทย ทำจุดต่ำใหม่ในรอบเกือบ 2 เดือน นักลงทุนถล่มขายหุ้นกลุ่มพาณิชย์ ‘CPALL’ นำตลาดลง https://thestandard.co/investors-collapse-cpall-stocks/ Fri, 24 Feb 2023 04:54:10 +0000 https://thestandard.co/?p=754829 หุ้น CPALL

ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยวันนี้ (24 กุมภาพันธ์) ดัชนี S […]

The post หุ้นไทย ทำจุดต่ำใหม่ในรอบเกือบ 2 เดือน นักลงทุนถล่มขายหุ้นกลุ่มพาณิชย์ ‘CPALL’ นำตลาดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น CPALL

ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยวันนี้ (24 กุมภาพันธ์) ดัชนี SET ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สามติดต่อกัน ลดลงไปกว่า 30 จุด จากราคาปิดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยนักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายที่ขายออกมารวมกันกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ต่างชาติขายหุ้นไทยไปกว่า 3 หมื่นล้านบาท 

 

ส่วนการดิ่งลงในวันนี้ถึง 17.7 จุด ถูกกดดันมาจากกลุ่มพาณิชย์ (COMM) กดดันดัชนีราว 5 จุด รองลงมาคือกลุ่มพลังงาน (ENERG) 2.5 จุด และกลุ่มสื่อสาร (ICT) 2 จุด หุ้นที่กดดันดัชนีมากที่สุดในช่วงเช้านี้คือหุ้นของ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ลดลง 5% ไปแตะระดับ 61.75 บาท ส่งผลให้ราคาหุ้นทำจุดต่ำสุดในรอบเกือบ 3 เดือน 

 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า CPALL รายงานกำไรไตรมาส 4 ต่ำกว่าคาด 20% จากเรื่องเงินโบนัสพนักงานก้อนใหญ่ ทำให้นักลงทุนเทขายออกมา และดึงให้หุ้นกลุ่มค้าปลีกอื่นๆ ลงมาด้วย แม้ว่าบางตัวอาจจะประกาศงบออกมาดี

 

นอกจากนี้ กลุ่มโรงไฟฟ้าเองก็มีปัจจัยกดดันจากการที่บริษัทบางส่วนยื่นต่อศาลปกครองให้คุ้มครองการประมูลใบอนุญาตขายไฟฟ้า ซึ่งอาจทำให้การประกาศผลผู้ชนะการประมูลรอบสุดท้าย วันที่ 22 มีนาคมนี้ อาจล่าช้าออกไปได้ 

 

“เชื่อว่าดัชนี SET ที่ลงไปต่ำกว่า 1,650 จุด น่าจะเป็นโอกาสสะสม โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่แข็งแกร่งกว่าตลาดในวันนี้ โดยแต่ละบริษัทจะทยอยประกาศเงินปันผลครึ่งปีหลังออกมา ส่วนกลุ่มค้าปลีกหากมีการประกาศยุบสภาอย่างเป็นทางการน่าจะฟื้นตัวกลับมาได้” 

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า หุ้นไทยที่ลดลงในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ต้องให้น้ำหนักกับปัจจัยภายใน สะท้อนผ่านค่าเงินบาทที่ Underperform โดยเงินบาทถือเป็นสกุลเงินที่แข็งค่ากลับมาได้น้อยที่สุดเป็นอันดับ 3 เทียบกับภูมิภาค

 

ปัจจัยกดดันที่สำคัญที่สุดคงจะหนีไม่พ้นเรื่องของประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาต่ำกว่าคาดอย่างต่อเนื่องในแต่ละวัน กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และจะนำไปสู่การปรับลดประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์

 

“ช่วงนี้จะเห็นการออกมา Downgrade กำไร บจ. ของนักวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง ถามว่าจะจบเมื่อใด มองว่าน่าจะจบเมื่องบไตรมาส 4 ออกมาครบแล้ว หลังจากนั้นจะเริ่มปรับมุมมองกันอีกครั้ง” 

 

ส่วนอีกปัจจัยที่อาจจะมีน้ำหนักอยู่บ้างคือเรื่องของการเลือกตั้ง โดยเฉพาะความไม่แน่นอนในเรื่องของกรอบเวลา เพราะการปรับกฎเกณฑ์ต่างๆ เช่น เรื่องเกณฑ์การแบ่งเขต เป็นต้น ทั้งนี้ หากการเลือกตั้งเลื่อนออกไปจะกระทบต่อตลาดหุ้นไม่มากก็น้อย 

 

“ในระยะสั้นหุ้นไทยน่าจะเริ่มแกว่งตัวออกข้างหลังจากแรงกดดันเรื่องกำไรสะท้อนไปพอสมควร ส่วนเรื่องของการเลือกตั้งที่ทำให้นักลงทุนคาดหวังเชิงบวกสะท้อนไปในราคาพอสมควร หากมีการเลื่อนอาจกระทบต่อดัชนีในทางลบ” 

 

ด้านปัจจัยต่างประเทศที่ต้องจับตาคือตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่เดือนก่อนเพิ่มขึ้นถึง 5 แสนตำแหน่ง ทำให้นักลงทุนทั่วโลกยังไม่กล้ากลับเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงหุ้น หากตัวเลขเริ่มชะลอลง น่าจะเริ่มเห็นนักลงทุนกล้ากลับเข้ามาลงทุนในหุ้นอีกครั้ง 

 

ณัฐชาตกล่าวต่อว่า กรณีเลวร้ายสุดของหุ้นไทยในรอบนี้ไม่น่าจะต่ำกว่า 1,590-1,600 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำกว่ากรณีฐานของเราที่ 1,640 จุด อิงจากกำไรตลาดปีนี้ 117 บาท คูณกับ Forward P/E 14 เท่า 

 

“กลุ่มที่แข็งกว่าตลาดในตอนนี้คือโรงแรม ล่าสุดดัชนีกลุ่มทำจุดสูงสุดรอบ 4 ปี สอดคล้องกับภาพใหญ่ที่การท่องเที่ยวกลายเป็นเครื่องยนต์หลักตัวเดียวที่หนุนเศรษฐกิจไทย” 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post หุ้นไทย ทำจุดต่ำใหม่ในรอบเกือบ 2 เดือน นักลงทุนถล่มขายหุ้นกลุ่มพาณิชย์ ‘CPALL’ นำตลาดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใช้โอกาส ‘ซื้อสะสม’ หุ้นไทย บริเวณ 1,630-1,650 จุด https://thestandard.co/opportunity-share-collection-purchase/ Fri, 10 Feb 2023 06:31:30 +0000 https://thestandard.co/?p=748476

  สวัสดีครับท่านนักลงทุน หุ้นไทย SET ปรับตัวลงมาแร […]

The post ใช้โอกาส ‘ซื้อสะสม’ หุ้นไทย บริเวณ 1,630-1,650 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

สวัสดีครับท่านนักลงทุน หุ้นไทย SET ปรับตัวลงมาแรง นำโดยแรงขายในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ หลังผลการดำเนินงานใน 4Q65 ของ KCE ออกมาต่ำกว่าคาดมาก และแนวโน้มผลการดำเนินงานใน 1Q66 ยังไม่ดีนัก ทำให้เกิดแรงขายทำกำไร หลังราคาหุ้นปรับขึ้นต่อเนื่องมาก่อนหน้านี้ และสร้าง Sentiment ลบต่อกลุ่ม สำหรับทิศทางผลการดำเนินงานที่จะประกาศของบริษัทในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เหลืออย่าง DELTA และ HANA ให้ปรับตัวลงเช่นเดียวกัน 

 

นอกจากนี้ ความเห็นของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed ที่ยังต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ยังสร้างความกังวลให้กับตลาด และทิศทาง Fund Flow ที่ไหลออก เป็นอีกปัจจัยกดดันตลาด โดยตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิไปแล้ว 1.4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ แม้ SET ในช่วงนี้มีทิศทางเป็นลบ 

 

อย่างไรก็ตาม ผมมองเป็นโอกาสในการซื้อสะสม โดยให้ติดตามแนวรับบริเวณ 1,630-1,650 จุด ที่มอง Downside ของดัชนีน่าจะถูกจำกัด และหากในสัปดาห์หน้า ที่มีการรายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ประจำเดือนมกราคม ตัวเลขออกมาชะลอตัวต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยช่วยหนุนตลาดได้ ด้านกลยุทธ์การลงทุนยังใช้การเข้าซื้อในลักษณะ Selective Buy ในกลุ่มหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้ 

 

  1. กลุ่มหุ้นที่ราคายัง Laggard โดยมี PBV ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังในอดีต และปี 2566 คาดกำไรจะเติบโตดี YoY อีกทั้งยังมี Valuation น่าสนใจ เลือก CPF, GPSC, SCGP และ HMPRO 

 

  1. หุ้นที่คาดได้รับอานิสงส์เม็ดเงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากการเข้าใกล้สู่ช่วงการเลือกตั้งของไทย เลือก BEC, CENTEL, CPN และ MAJOR 

 

  1. หุ้นที่คาดผลประกอบการ 4Q65-1Q66 มีแนวโน้มเติบโตดี YoY เลือก MINT, CRC และ CPALL 

 

ทั้งนี้ ส่วนสรุปสุดท้าย ผมเลือกกลุ่มหุ้นที่แนะนำตามธีมต่างๆ มาจัดพอร์ตหุ้น 5 ตัว ไว้เป็นแนวทางให้กับนักลงทุนดังนี้ครับ 

 

  1. SCGP แม้กำไร 4Q65 ต่ำกว่าคาด แต่ว่าปี 2566 กำไรจะเติบโต 22%YoY จากการรับรู้ต้นทุน RCP ระดับต่ำ และปริมาณการขายที่ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นใน 1H66 โดยจะปรับตัวเพิ่มมากขึ้นใน 2H66 จากการเปิดประเทศของจีน  

 

  1. HMPRO 4Q65 คาดว่าจะเป็นไตรมาสที่มีกำไรสุทธิดีสุดของปี 2565 โดยเติบโต YoY จากยอดขายสาขาเดิม (SSS) ที่เพิ่มขึ้น รายได้ค่าเช่าฟื้นตัว และมาร์จิ้นที่กว้างขึ้นจากการมีสัดส่วนยอดขายสินค้าอัตรากำไรสูงเพิ่มขึ้น และเติบโต QoQ จากปัจจัยฤดูกาล 

 

  1. CENTEL หุ้นที่คาดได้รับอานิสงส์เม็ดเงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากการเข้าใกล้สู่ช่วงการเลือกตั้ง และคาด 4Q65 กำไรจะโตเด่นทั้ง QoQ, YoY เป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดในปี 2565 ขณะที่ผลประกอบการจะฟื้นตัวตามการท่องเที่ยวไทยที่ปรับตัวดีขึ้น 

 

  1. CRC 4Q65 คาดผลประกอบการเพิ่มขึ้น YoY จากยอดขายปลีก รายได้จากการให้เช่าที่ฟื้นตัว และมาร์จิ้นที่กว้างขึ้น ส่วน QoQ เพิ่มขึ้นจากปัจจัยฤดูกาล ทั้งนี้ ปี 2565 คาดรายงานกำไรเติบโตดีสุดในกลุ่มพาณิชย์ และจะเติบโตอีก 25.5%YoY ในปี 2566

 

  1. CPALL 4Q65 คาดกำไรจะปรับตัวดีขึ้น YoY จากธุรกิจ CVS ที่ดีขึ้นตามยอดขายที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งมากขึ้น และรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก MAKRO ที่เพิ่มขึ้นจากการผนึกกำลังทางธุรกิจ และการรีแบรนด์ร้านค้าของ Lotus’s และกำไรยังโตต่อเนื่องใน 1Q66 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post ใช้โอกาส ‘ซื้อสะสม’ หุ้นไทย บริเวณ 1,630-1,650 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีพีออลล์ เตรียมขายหุ้นกู้ 3 รุ่น เดือน ก.พ. นี้ ชูดอกเบี้ย 2.95-4.35% ต่อปี เรตติ้ง A+ https://thestandard.co/cp-all-preparing-sell-debentures/ Thu, 26 Jan 2023 05:01:43 +0000 https://thestandard.co/?p=742210

ซีพีออลล์ เตรียมออกหุ้นกู้ 3 รุ่น เรตติ้ง A+ ดอกเบี้ยระ […]

The post ซีพีออลล์ เตรียมขายหุ้นกู้ 3 รุ่น เดือน ก.พ. นี้ ชูดอกเบี้ย 2.95-4.35% ต่อปี เรตติ้ง A+ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ซีพีออลล์ เตรียมออกหุ้นกู้ 3 รุ่น เรตติ้ง A+ ดอกเบี้ยระหว่าง 2.95-4.35% ต่อปี คาดเสนอขายให้แก่ประชาชนเป็นการทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 พร้อมแต่งตั้ง 7 สถาบันการเงินชั้นนำเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้

 

บมจ.ซีพี ออลล์ หรือ CPALL ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น, เซเว่น เดลิเวอรี่ และผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เตรียมเสนอขายหุ้นกู้จำนวน 3 รุ่น อายุ 4 ปี อายุ 7 ปี และอายุ 12 ปี เสนอขายให้แก่ประชาชนเป็นการทั่วไป (ผู้ลงทุนทั่วไปและผู้ลงทุนสถาบัน) อัตราดอกเบี้ยอยู่ระหว่าง 2.95-4.35% ต่อปี กำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน คาดว่าจะเสนอขายในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 โดยบริษัทและหุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ A+ แนวโน้ม ‘คงที่’ จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2566  


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


เกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ Chief Financial Officer บมจ.ซีพี ออลล์ หรือ CPALL กล่าวว่า เตรียมพร้อมที่จะเสนอขายหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 3 รุ่น ประกอบด้วย 

 

  1. รุ่นอายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.95-3.10% ต่อปี 
  2. รุ่นอายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.55-3.75% ต่อปี 
  3. รุ่นอายุ 12 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.20-4.35% ต่อปี 

 

สำหรับหุ้นกู้รุ่นอายุ 12 ปี บริษัทสามารถไถ่ถอนหุ้นกู้ทั้งหมดหรือบางส่วนได้เมื่อหุ้นกู้ครบปีที่ 7 โดยหุ้นกู้ทั้ง 3 รุ่น มีกำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน การเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้จะเสนอขายให้แก่ประชาชนเป็นการทั่วไป คาดว่าจะเสนอภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ผ่านสถาบันการเงิน 7 แห่งที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่าย ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) รวมถึงมีการขายผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney Wallet เพื่อเพิ่มความสะดวกและตอบโจทย์นักลงทุนยุคดิจิทัลอีกด้วย

 

สำหรับหุ้นกู้ชุดดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2566 ที่ระดับ A+ แนวโน้ม ‘คงที่’ (Stable) ซึ่งสะท้อนถึงพื้นฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ เช่น การเป็นผู้นำในธุรกิจร้านค้าสะดวกซื้อในประเทศไทย อีกทั้งมีการรุกขยายธุรกิจออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน คือประเทศกัมพูชา และ สปป.ลาว ลักษณะของธุรกิจค้าปลีกที่สร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง มีเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จ ได้รับผลตอบรับสูงจากลูกค้า โดยปัจจุบันมีลูกค้าสมาชิก ‘All Member’ อยู่มากกว่า 14 ล้านคน

 

ทั้งนี้ ซีพี ออลล์ เป็นผู้ประกอบธุรกิจหลักในการบริหารร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ ‘เซเว่น อีเลฟเว่น’ ที่ให้บริการความสะดวกกับชุมชน โดยในไตรมาสที่ 3 ปี 2565 บริษัทฯ มีสาขา ‘เซเว่น อีเลฟเว่น’ เปิดให้บริการมากกว่า 13,000 สาขา และภายในปีนี้ บริษัทฯ มีแผนจะเปิดสาขาเพิ่มอีก 700 สาขาในรูปแบบสแตนด์อโลน โดยเน้นร้านขนาดใหญ่ในรูปแบบร้านเดี่ยว (Stand-Alone) ที่มีพื้นที่จอดรถหน้าร้าน ส่วนการขยายสาขาในต่างประเทศ คาดว่าในปี 2566 จะเริ่มเห็นสาขาของ ‘เซเว่น อีเลฟเว่น’ ใน สปป.ลาว ขณะที่ในประเทศกัมพูชามีการเปิดสาขาไปแล้วกว่า 40 สาขา และยังจะขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจแบบ O2O ที่ผสมผสานช่องทาง Omni-Channel ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงบริการเดลิเวอรีของ ‘เซเว่น อีเลฟเว่น’ (7Delivery) ที่จัดส่งสินค้าถึงบ้านผ่านทางแอปพลิเคชัน เพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคอีกด้วย

 

“การออกหุ้นกู้ในครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีของผู้ลงทุนที่แสวงหาการลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ และเป็นกิจการที่มีความมั่นคงภายใต้อุตสาหกรรมค้าปลีกที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ภายหลังจากวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด ผลการดำเนินงานของซีพี ออลล์ ในไตรมาส 3 ปี 2565 ที่ผ่านมามีการฟื้นตัวและเติบโตอย่างโดดเด่น และยังมีแนวโน้มที่ดีในผลการดำเนินงานสำหรับปี 2565 และต่อเนื่องในปี 2566 จากธุรกิจท่องเที่ยวที่เติบโตสูง อีกทั้งบริษัทฯ ยังเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืนระดับโลก โดยได้รับเลือกให้เป็นสมาชิก DJSI ในกลุ่มอุตสาหกรรม Food & Staples Retailing กลุ่มดัชนี DJSI Emerging Markets ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 (2560-2565) และกลุ่มดัชนี DJSI World ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 (2561-2565) โดย ‘ซีพี ออลล์’ เป็นองค์กรเดียวในประเทศไทยในกลุ่มดัชนี DJSI World ของกลุ่มอุตสาหกรรมนี้อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยตอกย้ำความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนที่จะเลือกลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทฯ เพื่อสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน” เกรียงชัยกล่าว

 

สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ บมจ.ซีพี ออลล์ ซึ่งกำหนดจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท ทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท

The post ซีพีออลล์ เตรียมขายหุ้นกู้ 3 รุ่น เดือน ก.พ. นี้ ชูดอกเบี้ย 2.95-4.35% ต่อปี เรตติ้ง A+ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลิซ่า BLACKPINK ไม่ได้เป็นพรีเซนเตอร์แค่ TrueID แต่เป็นการดีลระดับเครือ CP ที่เตรียมปรากฏตัวในอีกหลายแบรนด์ https://thestandard.co/lisa-blackpink-trueid-cp/ Wed, 11 Jan 2023 02:19:38 +0000 https://thestandard.co/?p=735482 ลิซ่า BLACKPINK CPALL TrueID

ในที่สุดคำตอบของคำถามที่ว่า หลังจาก ลิซ่า BLACKPINK ไม่ […]

The post ลิซ่า BLACKPINK ไม่ได้เป็นพรีเซนเตอร์แค่ TrueID แต่เป็นการดีลระดับเครือ CP ที่เตรียมปรากฏตัวในอีกหลายแบรนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลิซ่า BLACKPINK CPALL TrueID

ในที่สุดคำตอบของคำถามที่ว่า หลังจาก ลิซ่า BLACKPINK ไม่ได้ต่อสัญญากับ AIS ใครจะเป็นผู้ที่คว้าท็อปสตาร์รายนี้ไปนั่งแท่นพรีเซนเตอร์ ซึ่งสุดท้ายก็เป็นอย่างที่เดาๆ กันไว้ นั่นคือค่ายคู่แข่งอย่าง True นั่นเอง

 

หลังเก็บความลับมาเป็นระยะเวลาหลายเดือน บวกกับคิวที่แน่นเอียดของลิซ่าจนต้องบินไปถ่ายทำโฆษณากันถึงเกาหลีใต้ ในที่สุดก็ได้มีการฉายโฆษณาชุดดังกล่าวอย่างเป็นทางการในคอนเสิร์ต BLACKPINK WORLD TOUR [BORN PINK] BANGKOK เมื่อวันที่ 7-8 มกราคม 2566 ที่สนามศุภชลาศัย ซึ่งรวมแล้วมีผู้ชมกว่า 8 หมื่นคน

 

แต่ครั้งนี้กลับไม่ได้ประเดิมใน TrueMove H ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก แต่เป็น TrueID ที่ได้เป็นผู้ตัดริบบิ้นกับการคว้า ‘ลิซ่า BLACKPINK’ มาอยู่ในมือ

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 


 

“นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ TrueID ในการสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ ได้ต้อนรับ ลิซ่า BLACKPINK มาเป็นพรีเซนเตอร์คนใหม่ ซึ่งถือเป็นความภูมิใจที่ได้ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกที่สวย สมาร์ท ทรงอิทธิพลด้านดนตรีและแฟชั่น มาตอกย้ำภาพความเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกของ TrueID ที่ในปัจจุบันครอบคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา” จอร์จ​ จิ โจว เชง กรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่ม ดิจิทัล มีเดีย บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด

 

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 THE STANDARD WEALTH ได้รายงานว่า บริษัทแม่ปรับนโยบายการรับงานพรีเซนเตอร์ของ ‘ลิซ่า BLACKPINK’ จะรับเฉพาะแคมเปญระดับ Global หรือ Regional เท่านั้น ไม่รับแคมเปญที่เป็น Local แล้ว 

 

ครั้งนั้นแหล่งข่าวในแวดวงการตลาดเผยว่า CP ALL ซึ่งมี 7-Eleven เป็นธุรกิจหลัก ได้เซ็นสัญญากับ ‘ลิซ่า BLACKPINK’ แล้ว เหลือแค่ถ่ายทำโฆษณาเท่านั้น และมีค่าตัวรวมแล้วกว่า 100 ล้านบาท แหล่งข่าวเผยว่า แม้จะมีโฆษณาของ TrueID ฉายออกไปแล้ว แต่โฆษณาของ 7-Eleven ก็กำลังจะได้รับการเปิดตัวต่อจากนี้

 

“การคว้าพรีเซนเตอร์ในครั้งนี้เป็นการคุยระดับเครือ CP ก่อนที่ธุรกิจต่างๆ จะมีการดึงไปใช้ในแคมเปญของแบรนด์ตัวเอง ซึ่งการดีลเป็นเครือใหญ่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลง รวมถึงเป็นการสร้างการรับรู้ให้กับธุรกิจที่ยังไม่ใหญ่มากด้วย”

 

ถึงในไตรมาส 3/65 บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จะรายงานตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า TrueID สร้างรายได้ต่อเนื่องด้วยจำนวนผู้ใช้งานรายเดือนที่เติบโตแข็งแกร่ง 47% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 เป็น 36 ล้านราย 

 

จำนวนการซื้อคอนเทนต์ด้านความบันเทิงเติบโตขึ้น 87% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 เป็น 9.69 แสนครั้ง และยอดรับชมคอนเทนต์วิดีโอต่อเดือนโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 เป็น 445 ล้านครั้ง ในขณะที่ลูกค้ากล่องทรูไอดี ทีวี เพิ่มสูงขึ้นเป็น 3.5 ล้านกล่อง

 

True ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขของรายได้ TrueID แต่กลับรายงานรายได้ของ TrueMove H กว่า 20,900 ล้านบาท พร้อมกับฐานผู้ใช้งาน 33.6 ล้านราย ซึ่งประเมินได้ว่าตัวเลขรายได้ของทั้ง 2 ธุรกิจยังห่างกันอยู่มาก

 

ดังนั้นแล้วจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะประเดิมด้วย TrueID เพราะด้วยขนาดของธุรกิจ หากเปิดตัวด้วย TrueMove H แน่นอนว่าเสียงของ TrueID ย่อมดังสู้ไม่ได้อย่างแน่นอน

 

ส่วนข้อกังวลที่ว่าภาพจำของ AIS จะติดมากับลิซ่าหรือไม่ แหล่งข่าวในแวดวงการตลาดให้มุมมองว่า “ไม่น่าจะมีข้อกังวลอะไร แต่กลับกัน True จะเสริมภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำตลาดจากกระแสของลิซ่าที่ไม่ได้มีแค่กลุ่มแฟนคลับ แต่คนทั่วไปก็รู้จัก ซึ่งจะหยิบมาเป็นอีกหนึ่งเรื่องในการแข่งขันกับ AIS ได้”

 

ขณะเดียวกันแหล่งข่าวจากแวดวงเอเจนซีให้มุมมองว่า การที่ให้ TrueID เปิดตัวแคมเปญก่อนน่าจะต้องการจับตลาดวิดีโอสตรีมมิงที่คาดว่าปี 2566 จะเป็นปีทองของอุตสาหกรรมนี้

 

“ปีนี้ต้องยอมรับว่าตลาดวิดีโอสตรีมมิงกำลังจะแข่งขันรุนแรงมากขึ้น เพราะเป็นยุคที่เร่งสร้างฐานผู้ใช้งานที่เริ่มหนีออกมาจากทีวีระดับหนึ่ง ยิ่งใครสร้างฐานลูกค้าได้เยอะก็จะเข้าสู่ช่วงของการทำกำไรได้เร็วขึ้น”

 

ซึ่ง ‘ลิซ่า BLACKPINK’ จะทำให้เสียงของ TrueID ดังขึ้น และกระจายออกไปยังต่างจังหวัด ไม่ได้กระจุกตัวแค่ในเมือง รวมไปถึงตลาดต่างประเทศที่ TrueID กำลังสร้างฐานลูกค้าอยู่ด้วย 

 

โดยหนึ่งในตัวที่บอกได้ว่าตลาดวิดีโอสตรีมมิงกำลังเป็นที่สนใจของผู้บริโภค คือตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาที่แบรนด์ต่างทุ่มกันลงไป โดยในปี 2565 คาดว่าตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ 2,943 ล้านบาท และจะเติบโตขึ้นอีก 5-10% ในปี 2566 

 

สำหรับ TrueID แล้ว การได้ลิซ่า BLACKPINK มาเป็นพรีเซนเตอร์ ไม่อาจการันตีได้ว่าจะสามารถดึงฐานผู้ใช้มาจากคู่แข่งที่ล้วนเป็นแบรนด์ระดับโลกได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ วันนี้คนที่เป็นแฟนคลับที่มีอยู่ไม่น้อยได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของ TrueID ซึ่งนานวันเข้าอาจกลายเป็นลูกค้าก็ได้!

The post ลิซ่า BLACKPINK ไม่ได้เป็นพรีเซนเตอร์แค่ TrueID แต่เป็นการดีลระดับเครือ CP ที่เตรียมปรากฏตัวในอีกหลายแบรนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CP ALL คว้า ลิซ่า BLACKPINK ไปเป็น ‘พรีเซนเตอร์’ คาดไปโปรโมตสินค้าให้กับ 7-Eleven https://thestandard.co/cp-all-lisa-blackpink-as-presenter/ Sun, 03 Jul 2022 02:40:52 +0000 https://thestandard.co/?p=649394 ลิซ่า BLACKPINK

กลายเป็นคำตอบที่ใครๆ ก็อยากรู้ว่า หลังจาก ลิซ่า BLACKPI […]

The post CP ALL คว้า ลิซ่า BLACKPINK ไปเป็น ‘พรีเซนเตอร์’ คาดไปโปรโมตสินค้าให้กับ 7-Eleven appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลิซ่า BLACKPINK

กลายเป็นคำตอบที่ใครๆ ก็อยากรู้ว่า หลังจาก ลิซ่า BLACKPINK ไม่ได้ต่อสัญญากับ AIS แล้ว ใครจะได้ไป ล่าสุดเหมือนหวยจะไปออกที่ ‘CP ALL’ ซึ่งมีการดึงไปโปรโมตสินค้าให้กับ 7-Eleven 

 

แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ 2 คนกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ขณะนี้ ‘CP ALL’ ได้เซ็นสัญญากับ ‘ลิซ่า BLACKPINK’ แล้ว ที่เหลือคือการถ่ายทำโฆษณาต่อไป

 

“คาดว่าดีลในครั้งนี้น่าจะมีค่าตัวอยู่ที่ราว 100 ล้านบาท” หนึ่งในแหล่งข่าวกล่าว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

THE STANDARD WEALTH สอบถามเรื่องนี้ไปกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ CP ALL ซึ่งได้ตอบกลับมาว่า “ยังไม่ทราบในประเด็นดังกล่าว”

 

ก่อนหน้านี้แหล่งข่าวที่อยู่ในแวดวงเอเจนซีให้ข้อมูลกับ THE STANDARD WEALTH ว่าตอนนี้บริษัทแม่ปรับนโยบายการรับพรีเซนเตอร์ของ ‘ลิซ่า BLACKPINK’ จะรับเฉพาะแคมเปญระดับ Global หรือ Regional เท่านั้น ไม่รับแคมเปญที่เป็น Local ทำให้น่าสนใจว่าทำไมถึงรับของ CP ALL

 

หากมองลึกเข้าไปที่ธุรกิจของ CP ALL จะพบว่ารายได้หลักมาจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อ นั่นก็คือ 7-Eleven ซึ่ง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 มีจำนวนร้านทั้งสิ้น 13,253 สาขา ซึ่งไม่ได้มีแค่ในไทยเท่านั้น แต่ยังมีในประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

 

CP ALL ได้เปิด 7-Eleven สาขาแรกที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ในเดือนสิงหาคม 2564 และคาดว่าจะเปิดสาขาแรกใน สปป.ลาว ภายในปี 2565 ทั้ง 2 ประเทศนั้น CP ALL ได้รับสิทธิ์เป็นระยะเวลา 30 ปี โดยคู่สัญญาอาจตกลงต่ออายุสัญญาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 20 ปีด้วยกัน

 

ดังนั้นเมื่อมองในเรื่องนี้จึงอาจเข้าเค้ากับบริษัทแม่ที่ระบุว่า จะรับเฉพาะแคมเปญระดับ Global หรือ Regional เท่านั้น เพราะ 7-Eleven ไม่ได้มีเฉพาะในไทย และการได้ ‘ลิซ่า BLACKPINK’ เข้ามาน่าจะช่วยสร้างการรับรู้ได้เร็วขึ้นในประเทศทั้ง 2 เพราะคู่แข่งในประเทศนั้นยังไม่ได้แข็งเกร่งเท่าไร และธุรกิจโมเดิร์นเทรดกำลังเติบโต

 

ส่วนประเด็นที่ว่า ทำไมต้นสังกัดปฏิเสธการต่อสัญญาเนื่องจากมีดีลกับรายใหญ่ที่มี Conflict of Interest กับ AIS ซึ่งเรื่องนี้อาจมาจากการที่ 7-Eleven มีสินค้าของ True วางขายอยู่ด้วย และอาจมีบางแคมเปญที่จะโปรโมตสินค้าเหล่านี้ซึ่งก็จะเป็น Conflict of Interest ทันที

 

ฝ่ายประประชาสัมพันธ์ของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลกับ THE STANDARD WEALTH ว่า True มี Shop in Shop ใน 7-Eleven มาไม่น้อยกว่า 3 ปีแล้ว ขณะนี้มีอยู่ราว 1,000 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งตอนนี้จำหน่ายสินค้าของ TrueMove H, TrueOnline, TrueVisions และสินค้า Internet of Thing โดยมิได้มีการเปิดเผยรายได้จากส่วนนี้ว่ามีอยู่เท่าไร 

 

การที่ CP ALL คว้า ‘ลิซ่า BLACKPINK’ ไปเป็น ‘พรีเซนเตอร์’ นั้น ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด หรือ MI Group ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่าน่าจะไม่ได้ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญกับรายได้มากนัก เพราะ 7-Eleven เป็นเจ้าตลาดที่กินสัดส่วนไปมากกว่า 80% แล้ว 

 

“สิ่งที่ 7-Eleven จะได้แน่ๆ คือการเสริมภาพลักษณ์การเป็นผู้นำตลอดจนสินค้ากลุ่มของกินที่เป็นของ CP เองจะได้อานิสงส์ เพราะสินค้ากลุ่มนี้มีผู้บริโภคมีรอยัลตี้ต่ำและเปลี่ยนแบรนด์ได้ง่าย ซึ่งตลาดของกินเป็นตลาดที่แข่งกันรุนแรงอยู่แล้ว”

 

ขณะที่ผลดีต่อ TrueMove H ภวัตมองว่าอาจจะไม่ได้มากนัก ส่วนหนึ่งมาจากการที่ภาพของลิซ่าผูกไปกับ AIS แล้ว และการย้ายค่ายของผู้บริโภคยังมีองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณหรือราคาแพ็กเกจ 

 

ที่ผ่านมา 7-Eleven ไม่ได้ใช้เม็ดเงินโฆษณาที่มากนัก ข้อมูลจาก MI Group ระบุว่า ปี 2561 มีการใช้งบ 122 ล้านบาท, ปี 2562 ใช้ 60 ล้านบาท, ปี 2564 ใช้ 120 ล้านบาท ส่วนปี 2565 ถึงเดือนพฤษภาคมใช้ไปเพียง 15 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ใช้ไป 83 ล้านบาท 

 

สำหรับผลประกอบการของ 7-Eleven นั้น CP ALL ได้ระบุว่า ไตรมาส 1/65 มีรายได้รวม 81,715 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% กำไรสุทธิ 2,026 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 113.9% 

 

ในไตรมาสนี้ 7-Eleven มียอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน เท่ากับ 73,460 บาท และยอดขายเฉลี่ยของร้านสาขาเดิมเพิ่มขึ้น 13.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดซื้อต่อบิลโดยประมาณ 84 บาท ในขณะที่จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 871 คน 

 

ปี 2565 CP ALL วางแผนที่จะเปิด 7-Eleven เพิ่มอีก 700 สาขา ใช้งบลงทุน 3.8-4 พันล้านบาท และใช้อีก 2.4-2.5 พันล้านบาท สำหรับเปิดปรับปรุงสาขาเดิม 

 

ภาพ: Pierre Suu / GC Images

The post CP ALL คว้า ลิซ่า BLACKPINK ไปเป็น ‘พรีเซนเตอร์’ คาดไปโปรโมตสินค้าให้กับ 7-Eleven appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มค้าปลีกรุกเจาะออนไลน์โตก้าวกระโดด 7-Eleven คาด ยอดขาย All Online ปีนี้โต 300% ด้านแม็คโครเผย เดลิเวอรีขยายตัว 2 เท่า https://thestandard.co/retail-group-penetrates-online-grow/ Fri, 24 Dec 2021 05:08:01 +0000 https://thestandard.co/?p=575216 กลุ่มค้าปลีก

ปี 2564 ที่ผ่านมา โควิดมีทั้งวิกฤตและโอกาส แต่สำหรับธุร […]

The post กลุ่มค้าปลีกรุกเจาะออนไลน์โตก้าวกระโดด 7-Eleven คาด ยอดขาย All Online ปีนี้โต 300% ด้านแม็คโครเผย เดลิเวอรีขยายตัว 2 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มค้าปลีก

ปี 2564 ที่ผ่านมา โควิดมีทั้งวิกฤตและโอกาส แต่สำหรับธุรกิจค้าปลีกแล้ว ถือเป็นการปรับตัวของผู้เล่นกลุ่มค้าปลีกอย่างแท้จริง และเข้าสู่ตลาดออนไลน์ การส่งถึงบ้าน ซึ่งเป็นโอกาสที่ยังเติบโตได้อีกมาก ปัจจุบัน ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากอินโดนีเซียที่ใหญ่กว่าไทยถึง 4 เท่า การขยายตัวของอีคอมเมิร์ซไทยยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน คือแม้จะมีขนาดเล็กหากเทียบกับค้าปลีก ยกเว้นอินโดนีเซียและสิงคโปร์ ที่มีสัดส่วนสูงถึง 20% และ 16% ตามลำดับ

 

ดังนั้นเมื่อผู้เล่นในตลาดค้าปลีกอย่าง เซเว่น อีเลฟเว่น, แม็คโคร, โลตัส, บิ๊กซี ต่างเข้ามาจับตลาดออนไลน์ ทำให้โอกาสการเติบโตในปีหน้าค่อนข้างสดใส มีความเป็นดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากยอดขายออนไลน์ของ ซีพี ออลล์ ที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

 

ยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และ เซเว่น เดลิเวอรี กล่าวว่า ปัจจุบันเซเว่น อีเลฟเว่น มีจำนวนสาขารวมกว่า 13,000 สาขา เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกให้กับลูกค้าทั่วประเทศ เราจึงมีการเปลี่ยนจาก Food Store มาสู่ All Convenience เพื่อบริการความสะดวกให้กับทุกคน และเมื่อโลกเปลี่ยน เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยน วิถีชีวิตคนเปลี่ยน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน คู่แข่งเปลี่ยน การทำธุรกิจจึงต้องสร้างสรรค์บริการใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า

 

โดยเฉพาะเมื่อโลกต้องเจอกับมรสุมทางเศรษฐกิจและเกิดโรคระบาดโดยเฉพาะโควิด สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ New Normal หรือ ‘ความปกติใหม่ หรือ ฐานวิถีชีวิตใหม่’ นั่นหมายถึงการปรับตัวให้เท่าทันสถานการณ์ ด้วยเหตุนี้เอง ส่งผลให้บริการ ALL Online ที่ประกอบด้วยการสั่งสินค้าผ่านบริการ 7-Delivery, 24 Shopping, 7-Eleven.TH Application สามารถตอบโจทย์ลูกค้ายุคใหม่ ได้รับการตอบรับอย่างดี ทำให้มียอดการขาย All Online รวม 10 เดือนของปี 2564 กว่า 21,237 ล้านบาท คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ยอดขายจะเติบโตจากปีที่ผ่านมา 300%

 

จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอีคอมเมิร์ซ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด ทำให้พฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปจากเดิม คือ ลดการเดินทาง ใส่ใจความปลอดภัย และเว้นระยะห่างทางสังคม จนกลายเป็นเรื่องคุ้นชิน ซึ่งทำให้การสั่งซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่งถึงบ้าน หรือโทรศัพท์สั่งสินค้าแล้วมารับที่สาขา เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

 

โดยที่ผ่านมาแม็คโครเห็นแนวโน้มการเติบโตในช่องทางออนไลน์-ส่งถึงบ้านเพิ่มขึ้นมากถึง 2 เท่า กลุ่มลูกค้ามีทั้งผู้ประกอบการโชห่วย ผู้ประกอบการร้านอาหารที่หันมาทำบริการอาหารกล่องเดลิเวอรีมากขึ้นในช่วงนี้ รวมทั้งลูกค้าทั่วไปที่ต้องการวัตถุดิบอาหารคุณภาพดีในราคาผู้ประกอบการ โดยกลุ่มสินค้าขายดี คือ สินค้าอาหารสด รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น อาทิ กาแฟ บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้

 

ถึงแม้ตลาดอีคอมเมิร์ซโต ทำให้ธุรกิจแพลตฟอร์มเติบโตด้วย โดย Shopee และ Lazada มีจำนวนผู้เข้าใช้งานมากสุดคือสูงถึง 51 ล้านราย และ 33 ล้านรายต่อเดือน ตามลำดับ รวมแล้วเป็นจำนวนมากกว่าครึ่งของการใช้อีคอมเมิร์ซทั้งประเทศ แต่ถึงอย่างนั้น การแข่งขันดุเดือด ทำให้แต่ละรายต้องใช้เงินมหาศาลไปกับการโฆษณาและส่งเสริมการขาย ทำให้ธุรกิจแพลตฟอร์มยังคงขาดทุน และมีแนวโน้มขาดทุนต่อเนื่องในช่วงที่ยังไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจน

 

ในขณะที่ผู้เล่นในธุรกิจค้าปลีกยังคงทำกำไรและกำลังเข้าสู่ออนไลน์ และยอดขายไม่ได้แตกต่างกัน ทำให้เวทีนี้เปิดโอกาสสำหรับทุกผู้เล่นในตลาด ดังนั้นเมื่อโลกออนไลน์กำลังมาแข่งกับออฟไลน์ และผู้เล่นที่เคยอยู่ในโลกค้าปลีกออฟไลน์จะขึ้นไปแข่งกับผู้เล่นออนไลน์ ทำให้ตลาดกว้างขึ้นและเป็นโอกาสสำหรับคนที่ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post กลุ่มค้าปลีกรุกเจาะออนไลน์โตก้าวกระโดด 7-Eleven คาด ยอดขาย All Online ปีนี้โต 300% ด้านแม็คโครเผย เดลิเวอรีขยายตัว 2 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัญญาณฟื้นตัวชัด! CP ALL เผย หลังคลายล็อกดาวน์จำนวนลูกค้าเข้าร้านและยอดใช้จ่ายต่อบิลเพิ่ม มั่นใจปีนี้เปิดสาขาใหม่ครบ 700 แห่งตามเป้า https://thestandard.co/cp-all-unveiled-after-unlocked-receiving-more-customers/ Thu, 25 Nov 2021 12:00:45 +0000 https://thestandard.co/?p=564307 7-Eleven

ภายหลังจากการคลายล็อกดาวน์ในไตรมาส 4/64 จำนวนลูกค้าที่เ […]

The post สัญญาณฟื้นตัวชัด! CP ALL เผย หลังคลายล็อกดาวน์จำนวนลูกค้าเข้าร้านและยอดใช้จ่ายต่อบิลเพิ่ม มั่นใจปีนี้เปิดสาขาใหม่ครบ 700 แห่งตามเป้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
7-Eleven

ภายหลังจากการคลายล็อกดาวน์ในไตรมาส 4/64 จำนวนลูกค้าที่เข้ามาจับจ่ายภายในร้าน 7-Eleven เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จก็ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบริการเดลิเวอรีที่มีโปรโมชันอย่างต่อเนื่อง

 

เกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บมจ.ซีพี ออลล์ หรือ CP ALL เปิดเผยผ่านงาน Opportunity Day ว่า หลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์และการเปิดประเทศ ทำให้สาขาร้าน 7-Eleven กลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติ 24 ชั่วโมง รวมทั้งบางสาขาที่ปิดชั่วคราวไปในช่วงล็อกดาวน์ก็สามารถกลับมาเปิดให้บริการตามปกติ ส่งผลให้จำนวนลูกค้ากลับเข้ามาซื้อสินค้าในร้าน 7-Eleven เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จก็ปรับเพิ่มขึ้นช่นกัน ซึ่งประเมินว่าเป็นเพราะผู้บริโภคยังคงระวังตัวท่ามกลางสถานการณ์โควิด ทำให้ไม่ต้องการซื้อสินค้าในร้านบ่อยครั้ง 

 

ในส่วนของบริการเดลิเวอรีนั้น ลูกค้ายังคงใช้บริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุ้นชินกับพฤติกรรมแบบ New Normal ส่วนยอดใช้จ่ายผ่านบริการเดลิเวอรีก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะบริษัทมีการจัดโปรโมชันอยู่ประจำ

 

“แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 4/64 ประเมินว่าจากภาพรวมเศรษฐกิจที่เห็นการฟื้นตัวขึ้น จะช่วยเข้ามาหนุนยอดขายในช่วงไตรมาส 4/64 ของ 7-Eleven ได้”

 

สำหรับแผนการขยายสาขา 700 แห่งในปีนี้ ณ 9 เดือนที่ผ่านมา ได้ดำเนินการเปิดสาขาใหม่ไปแล้ว 450 สาขา เหลืออีก 250 สาขา ที่จะต้องดำเนินการหาพื้นที่เปิดสาขาให้ได้ ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามแผน และในปี 2565 วางแผนเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 700 สาขา ซึ่งจะใช้งบลงทุนในการเปิดสาขาใหม่ราว 1-1.2 หมื่นล้านบาท

 

เกรียงชัยกล่าวถึงกรณีการขายหุ้น MAKRO ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนการปรับโครงสร้างธุรกิจในเครือนั้น เงินที่ได้จากการขายหุ้นจำนวน 363.2 ล้านหุ้น น่าจะมีมูลค่าขายราว 1 หมื่นล้านบาท บริษัทจะนำมาลดต้นทุนทางการเงินและภาระทางการเงินของบริษัทได้ ซึ่งจะช่วยให้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทปรับตัวดีขึ้น และเงินส่วนที่เหลือ บริษัทจะนำมาลงทุนขยายสาขาและบริการเดลิเวอรีของ 7-Eleven และใช้สำหรับหาโอกาสในการลงทุนขยายไปยังต่างประเทศ ทั้งกัมพูชาและลาว รวมถึงขยายธุรกิจเข้าสู่โลกดิจิทัลด้วย

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post สัญญาณฟื้นตัวชัด! CP ALL เผย หลังคลายล็อกดาวน์จำนวนลูกค้าเข้าร้านและยอดใช้จ่ายต่อบิลเพิ่ม มั่นใจปีนี้เปิดสาขาใหม่ครบ 700 แห่งตามเป้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
CP ​ALL เปิด 7-Eleven สาขาแรกใน ‘กัมพูชา’ แล้ว มีทั้งสเลอปี้ และออลล์ คาเฟ่ https://thestandard.co/cp-all-open-7-eleven-in-cambodia-with-slurpy-and-all-cafe/ Mon, 30 Aug 2021 11:56:47 +0000 https://thestandard.co/?p=530961 CP ​ALL

หลังจาก CP ​ALL เซ็นสัญญาแฟรนไชส์หลักสําหรับดําเนินการร […]

The post CP ​ALL เปิด 7-Eleven สาขาแรกใน ‘กัมพูชา’ แล้ว มีทั้งสเลอปี้ และออลล์ คาเฟ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CP ​ALL

หลังจาก CP ​ALL เซ็นสัญญาแฟรนไชส์หลักสําหรับดําเนินการร้าน 7-Eleven ในประเทศกัมพูชากับ 7-Eleven Inc. เป็นที่เรียบร้อยในช่วงกลางปีที่แล้ว ในที่สุด 7-Eleven สาขาแรกในกัมพูชาก็ได้ฤกษ์เปิดแล้วในวันนี้ (30 สิงหาคม)

 

สาขาแรกนี้ตั้งอยู่ที่ Chroy Changvar (30001) ในกรุงพนมเปญ โดยมีสินค้า 2,000 รายการ รวมทั้งเครื่องดื่มอัดลมแช่แข็งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะอย่างสเลอปี้ (Slurpee) ตลอดจนเครื่องดื่มชงสดภายใต้แบรนด์ออลล์ คาเฟ่ (ALL Café) 

 

“การเปิดร้าน 7-Eleven สาขาแรกในกัมพูชาวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของ CP ​ALL ในการเข้าไปยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องในกัมพูชาด้วยการส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ” ชัยโรจน์ ทิวัตถ์มั่นเจริญ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส หน่วยงาน International บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ กล่าว

 

CP All (Cambodia) ระบุว่า ยังมีแผนจะดำเนินการเปิด 7-Eleven ในอีกหลายพื้นที่ภายในปีนี้ เพื่อให้ครอบคลุมตามความเหมาะสมของปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา และในอนาคตจะมีการศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้สอดรับพฤติกรรม และตอบโจทย์ความนิยมของชาวกัมพูชา

 

สำหรับ CP All (Cambodia) นั้นได้รับสิทธิ์แฟรนไชส์ในการจัดตั้งและดําเนินการร้าน 7-Eleven ในประเทศกัมพูชาเป็นระยะเวลา 30 ปี โดยคู่สัญญาอาจตกลงต่ออายุสัญญาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 20 ปีด้วยกัน

 

โดยการเข้าสู่ตลาดร้านสะดวกซื้อของ 7-Eleven ในกัมพูชา ถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากธุรกิจค้าปลีกในขนาดของร้านสะดวกซื้อยังมีจำนวนไม่มากนัก แต่ก็น่าจะก่อให้เกิดการแข่งขันในอนาคตได้ ซึ่งปัจจุบันร้านสะดวกซื้อในกัมพูชามีดังนี้ 

 

  • Circle K มี 22 สาขา และมีเป้าหมายขยายสาขาให้ได้ 200 สาขา ภายในระยะเวลา 10 ปี 
  • Kiwi Mart มี 20 สาขา 
  • Aeon Maxvalu ซึ่งเป็นร้านสะดวกซื้อยอดนิยมในญี่ปุ่น มีสาขาทั้งหมด 12 สาขา 
  • Smile Mini Mart มี 11 สาขา 
  • Lucky Express มี 5 สาขา 
  • Chip Mong Express ซึ่งมีเพียง 2 สาขาที่มีขนาดเป็นร้านสะดวกซื้อ แต่บริษัทมีซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้า Chip Mong Mall ขนาดใหญ่หลายแห่งในกรุงพนมเปญ 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

The post CP ​ALL เปิด 7-Eleven สาขาแรกใน ‘กัมพูชา’ แล้ว มีทั้งสเลอปี้ และออลล์ คาเฟ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เดลิเวอรี’ พระเอกขี่ม้าขาว ช่วยดัน CP ALL ฟาดรายได้ 137,675 ล้านบาท โต 7.5% และมีกำไรสุทธิ 2,190 ล้านบาท ลดลง 24.2% https://thestandard.co/cp-all-revenue-q2-21/ Wed, 11 Aug 2021 14:05:48 +0000 https://thestandard.co/?p=524370 CP ALL

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL รายงานผลการด […]

The post ‘เดลิเวอรี’ พระเอกขี่ม้าขาว ช่วยดัน CP ALL ฟาดรายได้ 137,675 ล้านบาท โต 7.5% และมีกำไรสุทธิ 2,190 ล้านบาท ลดลง 24.2% appeared first on THE STANDARD.

]]>
CP ALL

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/64 มีรายได้รวม 137,675 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อันเป็นผลจากการปรับกลยุทธ์ด้านสินค้าและบริการ รวมถึงกลยุทธ์ O2O ของแต่ละหน่วยธุรกิจ เพื่อสอดรับกับสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้น รวมถึงความได้เปรียบจากฐานรายได้ที่ต่ำจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดแย่ลง ภาครัฐมีการออกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดต่างๆ รวมถึงลดการเคลื่อนย้ายและเดินทาง งดเว้นกิจกรรมในเวลากลางคืนในจังหวัดที่มีการระบาดรุนแรงสูง ปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบเชิงลบต่อธุรกิจค้าปลีกเพิ่มขึ้น

 

ขณะเดียวกัน ด้วยต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นจากเงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น และการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินก่อนครบกำหนดด้วยการออกหุ้นกู้สกุลบาท และอัตราดอกเบี้ยคงที่ทดแทนในระหว่างไตรมาส จึงส่งผลให้มีกำไรสุทธิเท่ากับ 2,190 ล้าน บาท ลดลง 24.2% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

 

สำหรับรายได้หลักของ CPALL ยังคงมาจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อภายใต้ชื่อ 7-Eleven ซึ่งไตรมาสนี้เปิดร้านสาขาใหม่รวมทั้งสิ้น 156 สาขา ณ สิ้นไตรมาส 2 มีร้านทั่วประเทศ 12,743 สาขา 

 

7-Eleven มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 74,971 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.6% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน มียอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวันเท่ากับ 67,767 บาท และยอดขายเฉลี่ยของร้านสาขาเดิมเพิ่มขึ้น 2.1% โดยมียอดซื้อต่อบิลโดยประมาณ 82 บาท ในขณะที่จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 823 คน 

 

ทั้งนี้ CPALL ได้มีการปรับกลยุทธ์ รวมถึงการนำกลยุทธ์ O2O มาใช้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เช่น 7-Eleven Delivery, All Online และ 24Shopping เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น 

 

โดยมุ่งหวังให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ รวมถึงสินค้าภายในร้าน 7-Eleven ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ทั้งบริการส่งถึงปลายทางหรือรับสินค้าที่ร้าน ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพิ่มรายได้จากการขาย สามารถชดเชยผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

 

ในไตรมาส 2/64 สัดส่วนของรายได้จากกากการขาย 74.9% มาจากสินค้ากลุ่มอาหาร และ 25.1% มาจากสินค้าอุปโภค (ไม่รวมบัตรโทรศัพท์) โดยสัดส่วนรายได้จากการขายของสินค้ากลุ่มอาหารเพิ่มขึ้น เนื่องจากกลุ่มอาหารพร้อมทานและเครื่องดื่มมีการเติบโตดีและได้เปรียบจากฐานที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสรุปแล้ว 7-Eleven มีกำไรสุทธิ 4,822 ล้านบาท ลดลง 12.1%

The post ‘เดลิเวอรี’ พระเอกขี่ม้าขาว ช่วยดัน CP ALL ฟาดรายได้ 137,675 ล้านบาท โต 7.5% และมีกำไรสุทธิ 2,190 ล้านบาท ลดลง 24.2% appeared first on THE STANDARD.

]]>
CP ALL ส่ง 7-Eleven หมื่นกว่าสาขาทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ https://thestandard.co/7-eleven-the-more-usable-the-project/ Thu, 24 Jun 2021 05:55:21 +0000 https://thestandard.co/?p=504247 7-Eleven ยิ่งใช้ยิ่งได้

‘ยิ่งใช้ยิ่งได้’ เป็น 1 ใน 4 โครงการที่ทางภาครัฐจัดทำขึ […]

The post CP ALL ส่ง 7-Eleven หมื่นกว่าสาขาทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
7-Eleven ยิ่งใช้ยิ่งได้

‘ยิ่งใช้ยิ่งได้’ เป็น 1 ใน 4 โครงการที่ทางภาครัฐจัดทำขึ้นมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ล่าสุด CP ALL ได้ออกมาขานรับมาตรการดังกล่าว โดยระบุว่า 7-Eleven ทุกสาขาในประเทศ (ณ สิ้นไตรมาส 1/2564 ร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ 7-Eleven มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 12,587 สาขา) จะเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย

 

CP ALL ระบุว่า 7-Eleven นำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นมาจัดโปรโมชันพิเศษพร้อมมอบส่วนลดสูงสุดกว่า 50% ซึ่งนอกจาก 7-Eleven แล้ว ธุรกิจอื่นๆ ในเครือก็จะเข้าร่วมด้วย ได้แก่ ร้านกาแฟออลล์ คาเฟ่ (ในร้าน 7-Eleven) จำนวนกว่า 8,000 สาขา ร้านเบลลินี่ เบค แอนด์ บรู (Bellinee’s Bake & Brew) จำนวนกว่า 60 สาขา ร้านกาแฟคัดสรร (ในร้าน 7-Eleven) จำนวนกว่า 3,000 สาขา และร้านยาเอ็กซ์ต้า พลัส จำนวนกว่า 300 สาขา

 

สำหรับโครงการ ‘ยิ่งใช้ยิ่งได้’ เป็นการใช้จ่ายค่าสินค้าหรือบริการ เช่น ค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ค่าบริการนวด สปา ทำผม ทำเล็บ (ไม่รวมถึงสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ บัตรกำนัล (Gift Voucher) บัตรเงินสด (Gift Card) และสินค้าหรือบริการที่เป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า) ผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยภาครัฐ (G-Wallet) บนแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2564 กับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ติดตั้งแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ ที่เข้าร่วมโครงการ โดยจะได้รับวงเงินสนับสนุนในรูปของบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Voucher)

 

วงเงินใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณสิทธิ์ E-Voucher ไม่เกิน 60,000 บาทต่อคน ยอดใช้จ่ายที่นำมาคำนวณสิทธิ์ต้องไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อวัน และจะได้รับสิทธิ์ E-Voucher สะสมสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ โดย E-Voucher ‘โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้’ ไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้

 

ณ วันที่ 21 มิถุนายน มีการเปิดเผยว่า จำนวนผู้ประกอบการร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการขณะนี้มีจำนวนมากกว่า 29,734 ราย ขณะที่ ณ วันที่ 24 มิถุนายน เวลา 11.45 น. สิทธิ์ในโครงการยังเหลืออีก 3,623,793 สิทธิ์ จากทั้งหมด 4 ล้านสิทธิ์

 

ทั้งนี้ มีการประเมินว่าหากเข้าร่วมเต็มจำนวน 4 ล้านคน ใช้จ่ายเต็มสิทธิ์ จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ 2.4 แสนล้านบาท และเมื่อมีการนำ E-Voucher กลับมาใช้ ก็จะมีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มอีก 2.8 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 2.68 แสนล้านบาท

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

  • ‘ยิ่งใช้ยิ่งได้’ เปิดลงทะเบียน 21 มิ.ย. นี้ 4 ล้านสิทธิ์ คาดเงินเข้าสู่ระบบ 2.6 แสนล้านบาท / https://thestandard.co/ying-chai-ying-dai-register-21st-june-2021/
  • ยอดลงทะเบียน ‘ยิ่งใช้ยิ่งได้’ วันแรกไม่คึก มีผู้รับสิทธิ์เพียง 2 แสนกว่าราย ยังเหลืออีก 3.79 ล้านสิทธิ์ / https://thestandard.co/the-more-usable-the-project/ 

 

พิสูจน์อักษร: นัฐฐา สอนกลิ่น

The post CP ALL ส่ง 7-Eleven หมื่นกว่าสาขาทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เทสโก้ โลตัส’ คืนสู่มือซีพี ดีลนี้จะเปลี่ยนสมรภูมิค้าปลีกให้ร้อนแรงขึ้นแค่ไหน https://thestandard.co/tesco-lotus-returns-to-cp/ Mon, 09 Nov 2020 00:00:59 +0000 https://thestandard.co/?p=418051 ‘เทสโก้ โลตัส’ คืนสู่มือซีพี ดีลนี้จะเปลี่ยนสมรภูมิค้าปลีกให้ร้อนแรงขึ้นแค่ไหน

ในช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวไหนจะเป็น Talk of […]

The post ‘เทสโก้ โลตัส’ คืนสู่มือซีพี ดีลนี้จะเปลี่ยนสมรภูมิค้าปลีกให้ร้อนแรงขึ้นแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เทสโก้ โลตัส’ คืนสู่มือซีพี ดีลนี้จะเปลี่ยนสมรภูมิค้าปลีกให้ร้อนแรงขึ้นแค่ไหน

ในช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวไหนจะเป็น Talk of the Town ในแวดวงค้าปลีกไปมากกว่าการที่ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ สามารถดึงลูกอย่าง ‘เทสโก้ โลตัส’ กลับมาสู่อ้อมอก สมความตั้งใจซึ่งเคยให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ไว้ว่า

 

“ความจริงเทสโก้ โลตัสเป็นลูกของผม ตอนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ผมขายไป ฝากให้คนอื่นเลี้ยง ในครั้งนี้เจ้าของที่เคยเลี้ยงลูกผมจะขายลูกกลับคืนมา ผมก็ต้องซื้อ แต่ผมจะซื้อต่อเมื่อต้องเป็นประโยชน์ ถ้าซื้อแล้วไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ซื้อ​“

 

โดย ‘ซีพี’ เป็นผู้สร้างฐานลูกค้าเทสโก้ โลตัสในเมืองไทย แต่ต้องจำใจขายกิจการในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เพื่อรักษาธุรกิจหลักซึ่งก็คือเกษตรเอาไว้ แต่มั่นใจว่าด้วยประสบการณ์ที่เคยใช้ปรมาจารย์ระดับโลกจาก Walmart มาช่วยบริหารตั้งแต่ยุคเริ่มต้นนั้น ทำให้มีความรู้ความเข้าใจในรากฐานของธุรกิจ เปรียบเสมือนตึกสูงที่มีเสาเข็มที่แข็งแรง

 

 

การเข้าซื้อในครั้งนี้คิดเป็นมูลค่ากว่า 10,576 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 338,445 ล้านบาท โดยเป็นการเข้าซื้อผ่าน 3 บริษัทในเครือ ได้แก่ ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้ง 40%, CP ALL 40% และ CPF 20% ซึ่งได้มาทั้งธุรกิจของในไทยและมาเลเซีย

 

ข้อมูล ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2562 ระบุว่า ร้านค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า Tesco Lotus ในประเทศไทย ประกอบด้วยร้านค้ารูปแบบ ไฮเปอร์มาร์เก็ต 214 สาขา ตลาดโลตัส 179 สาขา และเทสโก้ เอ็กซ์เพรส 1,574 สาขา และให้เช่าพื้นที่ในศูนย์การค้า 191 สาขา

 

เทสโก้ประเทศมาเลเซียประกอบธุรกิจค้าปลีกภายใต้เครื่องหมายการค้า Tesco ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีร้านค้าในรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตจํานวน 46 สาขา ซูเปอร์มาร์เก็ตจํานวน 13 สาขา และร้านค้าขนาดเล็กจํานวน 9 สาขา นอกจากนี้ยังมีธุรกิจให้เช่าพื้นที่ในศูนย์การค้าจํานวน 56 สาขา 

 

การแข่งขันจะไม่เปลี่ยนไปมากนัก

อย่างไรก็ตาม การจะเข้าซื้อได้จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ซึ่งแม้การรวมธุรกิจดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ขออนุญาตรวมธุรกิจซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาดในตลาดร้านค้าปลีกสมัยใหม่สินค้าอุปโภคบริโภคประเภทร้านค้าปลีกขนาดเล็ก จะมีอำนาจตลาดเพิ่มมากขึ้น 

 

แต่ไม่เป็นการผูกขาด และการรวมธุรกิจดังกล่าวมีความจำเป็นตามควรทางธุรกิจและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการส่งเสริมการประกอบธุรกิจเพิ่มมากขึ้นและอาจส่งผลให้การแข่งขันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง รวมทั้งไม่ส่งผลกระทบต่อประโยชน์สำคัญอันควรมีควรได้ของผู้บริโภคส่วนรวม 

 

ทั้งนี้ มีความจำเป็นต้องกำหนดมาตรการเพื่อลดหรือเยียวยาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการแข่งขันในตลาดร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่สินค้าอุปโภคบริโภคภายหลังการรวมธุรกิจ โดยกรรมการเสียงข้างมากจึงมีมติอนุญาตให้รวมธุรกิจระหว่างบริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และบริษัท เทสโก้ สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด 

 

อ่านเพิ่มเติม :

 

หนึ่งในคำถามที่เกิดขึ้นหลังจากที่ซีพีสามารถเข้าซื้อเทสโก้ โลตัสในประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จคือ การแข่งขันใน ‘สมรภูมิไฮเปอร์มาร์เก็ต’ จะเปลี่ยนไปไหม? ซึ่งเจ้าสัวธนินท์เคยให้มุมมองกับ THE STANDARD ไว้ว่า

 

“การแข่งขันเหมือนเดิม เพราะว่าก็ยังมีคู่แข่งอยู่เหมือนเดิม แล้ววันนี้ที่แข่งกันอยู่มีใครเสียเปรียบไหม เราซื้อมาก็แข่งอยู่ บิ๊กซีก็ยังอยู่ ผมไม่ได้ซื้อบิ๊กซี ผมซื้อเฉพาะเทสโก้ โลตัส แล้วก็ไม่เกี่ยวกับสะดวกซื้อ มันคนละเรื่อง ร้านสะดวกซื้อคนเดินมาซื้อเพราะสะดวกใกล้บ้าน แม็คโครก็ขายส่ง ขายถูก เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันแข่งกันอยู่แล้ว แต่ถ้าผมซื้อมาแล้วไม่มีใครแข่ง อันนี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง”

 

 

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงในแวดวงค้าปลีกให้มุมมองกับ THE STANDARD ว่า ด้วยความที่เทสโก้ โลตัสแข็งแกร่งมากๆ ในสมรภูมิไฮเปอร์มาร์เก็ต และมีส่วนแบ่งตลาดทิ้งห่างเบอร์ 2 อย่าง ‘บิ๊กซี’ พอสมควร จึงเชื่อว่า “รูปแบบการแข่งขันจะไม่เปลี่ยนไปมากนัก”

 

“เชื่อว่าการแข่งขันจะอยู่ในกระบวนท่าแบบเดิมๆ เพราะตอนนี้ไฮเปอร์มาร์เก็ตไม่ได้มี New Movement ออกมา ซึ่งที่ผ่านมาก็เน้นขายของถูก สาดโปรโมชันลดราคากันไม่มีวันหยุด เพราะ Perception หรือการรับรู้ของลูกค้ายังไม่ได้เปลี่ยนไป กล่าวคือลูกค้ามาที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตด้วยต้องการความคุ้มค่า”

 

อีกทั้งวันนี้เทสโก้ โลตัสมีความได้เปรียบมากกว่าบิ๊กซีอยู่แล้วคือ ในแง่ของฐานลูกค้า โดยแม้จะมีฐานเป็นกลุ่มแมสเหมือนกัน แต่ความต่างคือฐานลูกค้าของบิ๊กซีมีอำนาจในการซื้อที่จำกัดมากกว่า ขณะที่เทสโก้ โลตัสมีฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อมากกว่า จึงมีโอกาสที่จะเพิ่มยอดขายได้มากกว่า

 

สาเหตุที่เป็นอย่างนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการรับรู้แบรนด์ในกลุ่มของผู้บริโภคเอง ซึ่งที่ผ่านมาบิ๊กซีพยายามแก้แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในการปรับภาพลักษณ์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยากมากๆ และหากต้องการจะทำให้สำเร็จ จำเป็นต้องลงทุนหลายร้อยล้านและใช้เวลาหลายปี ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือต้องทำเหมือนกับที่ ‘กลุ่มธนาคาร’ ทำ ต้องทุ่มสุดตัวถึงจะสามารถปรับภาพลักษณ์ได้

 

“ถ้าถามว่าบิ๊กซีจะก้าวขึ้นมาแข่งกับเทสโก้ โลตัสทำได้ไหม คำตอบคือทำได้ แต่ต้องเร่งขยายสาขาให้เข้ามาใกล้เคียงกันให้มากที่สุด และต้องเร่งสร้างประสบการณ์ของลูกค้าด้วย”

 

 

โดยจากรายงานของบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบิ๊กซี ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 มีบิ๊กซีมีจำนวนสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตทั้งหมด 151 สาขา (บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และบิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า) บิ๊กซี มาร์เก็ต 61 สาขา (บิ๊กมาร์เก็ต บิ๊กซีฟู้ดเพลส และบิ๊กซี ดีโป้) มินิบิ๊กซี 1,094 สาขา (รวมสาขาแฟรนไชส์ 63 สาขา) และภายใต้กลุ่มธุรกิจสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ ยังมีร้านขายยาเพรียวอีก 142 สาขา 

 

อ่านทิศทางบิ๊กซีเพิ่มเติม: 

 

 

อำนาจการต่อรองสูงอยู่แล้ว 

ขณะเดียวกันด้วยความที่ซีพียังมีธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ อยู่ในมืออีก ทั้ง ‘7-Eleven’ ซึ่งตัวเลข ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 มีอยู่ทั้งสิ้น 12,089 สาขา (เฉพาะธุรกิจร้านสะดวกซื้อในช่วงครึ่งปีแรก 2563 มีรายได้ 167,673 ล้านบาท กำไรสุทธิ 9,329 ล้านบาท) และยังมี ‘แม็คโคร’ อีก 136 สาขา (หากรวมสาขาในประเทศอีก 8 สาขา ทำให้ตัวเลข ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 แม็คโครมีทั้งสิ้น 144 สาขา โดยครึ่งปีแรก 2563 มีรายได้ 107,538 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,860 ล้านบาท)

 

ทั้ง 7-Eleven และ แม็คโคร ต่างเป็น ‘ยักษ์ใหญ่’ ในเซกเมนต์ที่ตัวเองอยู่ ทิ้งห่างเบอร์ 2 อย่างไม่เห็นฝุ่น และเมื่อรวมกับเทสโก้ โลตัสที่เป็นเบอร์ 1 เช่นกัน ทำให้เป็นที่สังเกตว่าอำนาจในการต่อรองกับ ‘แบรนด์สินค้า’ จะมีเพิ่มมากขึ้นหรือไม่?

 

 

เรื่องนี้แหล่งข่าวระดับสูงในแวดวงค้าปลีกให้มุมมองว่า ที่ผ่านมาด้วยความที่ 7-Eleven และ เทสโก้ โลตัส ต่างเป็นฮีโร่ในเซกเมนต์ตัวเอง จึงมีอำนาจในการต่อรองกับแบรนด์สูงอยู่แล้ว หากเข้ามาอยู่ภายใต้เครือเดียวกัน อำนาจต่อรองจะเพิ่มไปกว่านี้ไหม “ก็อาจจะมีบ้าง แต่คงไม่ได้เพิ่มไปมากกว่าเดิม”

 

ที่ผ่านมาการนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อและไฮเปอร์มาร์เก็ตทุกแบรนด์ต่างต้องมีค่าใช้จ่าย 2 ส่วนที่มักจะเรียกกันว่า ‘Font Margin’ คือเมื่อขายสินค้าได้เท่าไรจะถูกหักออกในสัดส่วนที่ตกลงไว้ และ ‘Back Margin’ คือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่แบรนด์ต้องจ่ายเพิ่ม เช่น การเข้าร่วมโปรโมชัน สื่อหน้าร้าน ตำแหน่งบนชั้นวางสินค้า เป็นต้น 

 

“รวมๆ แล้วทั้งคู่จะอยู่ที่ราว 50-70% ด้วยกัน สำหรับกลุ่มร้านสะดวกซื้ออาจจะเรียก Font Margin เยอะหน่อย ส่วนร้านไฮเปอร์มาร์เก็ตจะเรียกเก็บ Back Margin เยอะกว่า เพราะด้วยความที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตมีขนาดใหญ่ การวางสินค้าในจุดที่ลูกค้าจะเห็นมากที่สุดจึงเป็นเรื่องสำคัญ ต่างจากร้านสะดวกซื้อซึ่งมีขนาดเล็กกว่า จึงมีโอกาสที่ลูกค้าจะเห็นมากกว่า

 

“ถึงจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูง อย่างร้านสะดวกซื้อแค่คิดจะนำสินค้าไปวางก็มีค่าใช้จ่ายหลักแสนกลางๆ ซึ่งนับเป็นต่อ SKU ไม่ใช่ต่อแบรนด์ แต่ที่แบรนด์ต่างๆ ยอมเป็นเพราะช่องทางขายเป็นเรื่องสำคัญ มีแบรนด์ดีๆ มากมายที่สุดท้ายแล้วไม่เกิดเพราะไม่สามารถเข้าไปวางจำหน่ายในร้านโมเดิร์นเทรดได้ ซึ่งการเป็นช่องทางหลักทำให้วันนี้มีแต่แบรนด์ต่อคิวจะเข้า

 

“ขณะเดียวกันทุกวันนี้ผู้บริโภคมี Brand Loyalty หรือความภักดีต่อแบรนด์ที่ต่ำมาก ไม่มีแบรนด์ A ก็ซื้อ B หรือแบรนด์ไหนลดมากกว่าก็พร้อมจะซื้อ ดังนั้นการเข้าสู่ช่องทางขายให้ผู้บริโภคได้เห็นย่อมอีกว่า อีกทั้งยังเป็นการรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด เพราะเมื่อใดก็ตามที่ส่วนแบ่งตก จะกระทบเหมือนโดมิโนตั้งแต่โรงงาน การวางแผนการผลิต เป็นต้น สุดท้ายเมื่อต้องเลือกยอดขายหรือกำไร แบรนด์ก็ต้องเลือกยอดขายมาก่อน กำไรค่อยมาจัดการกันเองหลังบ้าน แต่ถ้ายอดขายไม่เข้าจะแย่มากกว่า”

 

 

ความเสี่ยงเรื่อง ‘ปั้นแบรนด์’ ขึ้นมาเอง

อย่างไรก็ตาม หากทั้ง 7-Eleven และ เทสโก้ โลตัส จับมือกันเพื่อต่อรองกัน ก็กลายเป็นความเสี่ยงที่แบรนด์ต่างๆ ต้องจับตาดูไว้ หลายๆ แบรนด์จึงต้องเตรียมวิธีบริหารช่องทางจำหน่ายไว้รองรับ เพราะหากมีการดึงไพ่ใบนี้ออกมาใช้จริงก็จะลำบาก บางแบรนด์ยอดขาย 70-80% มาจากช่องทางโมเดิร์นเทรด

 

“เท่าที่รู้มาตอนนี้ ทั้ง 7-Eleven และ เทสโก้ โลตัส ต่างมีการทำงานและกลยุทธ์ที่แยกกันอย่างชัดเจน ไม่ได้มีการตัดสินใจร่วมกัน”

 

ขณะเดียวกันยังมีอีกความเสี่ยงหนึ่งคือ ด้วยความที่ 7-Eleven และ เทสโก้ โลตัส ต่างเป็นปลายทางที่ได้เจอกับลูกค้า ทำให้มีข้อมูล พฤติกรรมของลูกค้า สินค้าไหนขายดี อยู่ในมือ

 

ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่อาจจะ ‘ปั้นแบรนด์’ ขึ้นมาเอง ด้วยความที่ซีพีมีร้านค้าปลีกจำนวนมากและมีวัตถุดิบอยู่ในมืออยู่แล้ว จึงไม่ยากที่จะตั้งบริษัท สร้างโรงงาน แล้วทำสินค้าส่งให้กับร้านภายใต้เครือของตัวเอง แต่ก็อาจจะไม่ได้เห็นมากนัก เพราะอาจทำให้เกิดการต่อต้านจากผู้บริโภค

 

ยกเครื่อง ‘ไฮเปอร์มาร์เก็ต’ มาชนกับ ‘ดีพาร์ตเมนต์สโตร์’ 

ในส่วนของฐานลูกค้า หากวัดเฉพาะไฮเปอร์มาร์เก็ตย่อมไม่ทับซ้อนกัน เพราะจุดมุ่งหมายของการเดินเข้าไปซื้อสินค้าแตกต่างกันอยู่แล้ว อย่างเดินเข้าไปไฮเปอร์มาร์เก็ตด้วยต้องการซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน เน้นความคุ้มค่า ส่วนร้านสะดวกซื้อก็ตรงตามชื่อคือเน้นความสะดวก

 

แต่ที่น่าสนใจคือ ฟอร์แมตของเทสโก้ โลตัสมี เทสโก้ เอ็กซ์เพรส ซึ่งเป็นโมเดลไซต์เล็กอยู่ แต่ในมุมมองของแหล่งข่าวก็มองว่าจะไม่ทับซ้อน เพราะ Perception ของลูกค้าแตกต่างกันอยู่แล้ว

 

แหล่งข่าวระดับสูงในแวดวงค้าปลีกกล่าวต่อว่า ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คนจากซีพีได้เข้าไปร่วมประชุมนัดสำคัญๆ และวางทิศทางในอนาคตบ้างแล้ว โดยเป้าหมายของซีพีคือต้องการขยายอัตราการเข้าถึงให้มากขึ้น โดยเฉพาะหัวเมืองสำคัญๆ ที่ยังมีคู่แข่งอยู่ไม่เยอะมาก แต่อาจจะไม่ได้ขยายสาขาแบบก้าวกระโดดอีกแล้ว

 

 

อีกเรื่องที่ซีพีวางกลยุทธ์ไว้กับเทสโก้ โลตัสคือ การยกเครื่อง ‘ไฮเปอร์มาร์เก็ต’ เพราะที่ผ่านมาเวลาลูกค้ามาที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตมักจะใช้เวลาไม่นาน มาซื้อของแล้วก็กลับ ต่างจากการไปดีพาร์ตเมนต์สโตร์ที่จะไปซื้อเสื้อผ้าหรือนัดกินข้าว

 

ดังนั้นจึงมีแผนที่จะยกเครื่องไฮเปอร์มาร์เก็ต เพื่อทำให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น เพราะหากมองถึงจำนวนลูกค้าที่เดินเข้ามาเทสโก้ โลตัส ยังถือว่าได้เปรียบกว่าดีพาร์ตเมนต์สโตร์ โดยจะมีการขยายให้เป็นคอมเพล็กซ์ เบื้องต้นเทสโก้ โลตัสกำลังเจรจากับร้านอาหารให้เข้ามาเปิดอยู่ ซึ่งมีทั้งที่เป็นเชนและเป็นร้านย่อยๆ คาดว่าสาขานำร่องที่จะมีการปรับนั้นจะอยู่ในชลบุรี นครสวรรค์ และพิษณุโลก

 

แน่นอนว่าการชนกับ ‘ดีพาร์ตเมนต์สโตร์’ ย่อมไม่พ้นกับ ‘เซ็นทรัล’ ที่ในช่วงหลังใช้โรบินสันและท็อปส์เข้าไปเจาะในหัวเมืองรอง ซึ่ง “หากเทสโก้ โลตัส ตอบโจทย์ในเรื่องการใช้ชีวิตได้ดีกว่า ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ลำบากแน่นอน” แหล่งข่าวระดับสูงในแวดวงค้าปลีกกล่าว

 

Synergy ระหว่างเครือ ลดต้นทุนหลัก ‘พันล้าน’

อย่างไรก็ตาม มุมมองในเรื่องการขยายสาขาที่จะไม่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดอีกแล้ว เป็นสิ่งที่ เอกสิทธิ์ คุณาดิเรกวงศ์ นักวิเคราะห์หุ้น การพาณิชย์ การท่องเที่ยว และการขนส่ง (อากาศ) บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด ซึ่งให้ข้อมูลกับ THE STANDARD ว่า มองไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตในไทยค่อนข้างอิ่มตัวแล้ว ถึงจะมีการขยายสาขาก็คงขยายไม่ได้มากนัก

 

สิ่งที่น่าจับตาคือ การเปลี่ยนแปลงในเชิงของ Product Mix เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้ามากขึ้น เพราะอย่าลืมว่าซีพีมีธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอยู่แล้ว และเมื่อเทียบกับบิ๊กซีที่อยู่ใต้ร่มของเครือช้าง ต้องยอมรับว่าซีพีครบเครื่องในทุกเซกเมนต์มากกว่า ซึ่งหากซีพีสามารถเพิ่มมูลค่า หาสินค้าที่โดนใจลูกค้ามากกว่า รวมถึงดึงกลุ่มร้านค้าเช่าที่เป็น ‘แม่เหล็ก’ เข้ามา ลูกค้าย่อมเลือกที่จะมาเดินเทสโก้ โลตัสมากกว่า

 

 

“ในมุมของผู้บริโภคอาจจะไม่ได้กระทบอะไรมาก เพราะในแง่ของการแข่งขันก็คงแข่งในเรื่องเดิมคือ ลดราคา ส่วนจะขึ้นราคาสินค้าก็อาจเป็นไปได้ยาก เพราะที่ผ่านมาเทสโก้ โลตัสที่เชี่ยวชาญด้านไฮเปอร์มาร์เก็ตอยู่แล้วยังขึ้นได้ยาก เห็นได้จากยอดรายได้ที่เติบโตในระดับตัวเลขเดียวต้นๆ ดังนั้นการจะเพิ่มยอดซื้อของลูกค้าน่าจะเติมสินค้าที่มีมูลค่าสูงเข้ามามากกว่า”

 

โดยในปี 2561 เทสโก้ โลตัส มีรายได้ 188,628 ล้านบาท กำไร 7,840 ล้านบาท ส่วนในปี 2562 มีรายได้ 187,959 ล้านบาท กำไร 12,107 ล้านบาท

 

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ Synergy ระหว่างเครือ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนมหาศาล ตัวอย่างเช่น หลังจากที่บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ซื้อบิ๊กซีเข้ามาในพอร์ต ในช่วง 2-3 ปีต่อมาสามารถลดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 1.7 พันล้านบาท แน่นอน ‘เทสโก้ โลตัส’ ใหญ่กว่าบิ๊กซีเป็นเท่าตัว ค่าใช้จ่ายย่อมลดได้มากกว่า

 

ซื้อ ‘เทสโก้ โลตัส’ เพื่อบุกต่างประเทศ

เอกสิทธิ์ฉายมุมมองอีกว่า ในช่วงอีก 3-4 ปีต่อจากนี้ หนี้ที่ CP All เข้าซื้อ ‘แม็คโคร’ มูลค่า 188,880 ล้านบาทเมื่อ 5 ปีก่อนจะหมดลงแล้ว จึงกลายเป็นว่าหนี้จะน้อยกว่าเงินสดที่อยู่ในมือ และอย่างที่รู้กันว่าวันนี้ดอกเบี้ยไม่ได้สูงมากนัก ดังนั้นแทนที่จะทำให้เงินสดกองอยู่กับตัวเอง สู้นำไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า การเข้าซื้อเทสโก้ โลตัส ซึ่ง CP All ร่วมถือหุ้น 40% จึงนับเป็นทางออกที่ดีที่สุด

 

กระนั้นเป้าหมายของการซื้อเทสโก้ โลตัสในครั้งนี้อาจไม่ใช่เป้าหมายภายในประเทศ แต่ต้องการบุก ‘ต่างประเทศ’ มากกว่า เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา CP All ต้องการนำ 7-Eleven บุกตลาดต่างประเทศมาโดยตลาด ทั้งมีการขอสิทธิ์ไปยังบริษัทแม่เพื่อลุยธุรกิจในเวียดนามและจีนที่เมืองกวางโจว แต่ไม่เคยได้รับการอนุมัติ

 

ถึงล่าสุดจะได้รับสิทธิ์ในการนำ 7-Eleven บุกตลาดลาวและกัมพูชา แต่ก็อาจไม่ได้มีนัยอะไรมากนัก เพราะความเป็นเมืองของทั้ง 2 ประเทศยังไม่ได้ขยายตัวมากขนาดนั้น ซึ่งเหมือนกับไทยเมื่อ 20 ปีก่อน จึงเหมาะกับการนำไฮเปอร์มาร์เก็ตไปเปิดมากกว่า

 

 

“แม้ตลาด CLMV ยังมีการแข่งขันที่ไม่แรงมากนัก แต่ก็ยังไม่เหมาะกับธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่ต้องมีความเป็นเมืองและมีคนแออัดระดับหนึ่ง ทางเลือกที่ดีที่สุดจึงเป็นการนำไฮเปอร์มาร์เก็ตไปเปิดมากกว่า ซึ่งการซื้อในครั้งนี้ทำให้ซีพีได้สิทธิ์ขาดในเทสโก้ โลตัส เหมือนที่ทาง BJC ได้สิทธิ์ในบิ๊กซี จึงนำไปเปิดที่ไหนก็ได้ในอาเซียน ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตบริษัทแม่แล้ว”

 

สำหรับธุรกิจในมาเลเซียนั้น เอกสิทธิ์กล่าวว่า ด้วยความที่บริษัทแม่ต้องการขายเป็นแพ็กรวมระหว่างไทยกับมาเลเซีย ไม่แยกขาย ซีพีจึงต้องซื้อมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งสภาพธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ตในเวียดนามไม่ได้แตกต่างจากไทยมากนัก ทิศทางจึงคาดว่าจะเป็นการเพิ่มยอดซื้อมากกว่าที่จะขยายสาขา

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดยังเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น ที่สุดแล้ว ‘เทสโก้ โลตัส’ ในมือของ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ได้ลูกกลับมาสู่อ้อมอกอีกครั้งจะดำเนินไปในทิศทางไหน เราคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดกันต่อไป!

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post ‘เทสโก้ โลตัส’ คืนสู่มือซีพี ดีลนี้จะเปลี่ยนสมรภูมิค้าปลีกให้ร้อนแรงขึ้นแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐฯ แจกเงิน 3 พันบาท 15 ล้านคน หนุน CPALL-BJC https://thestandard.co/the-government-gave-money-3-thousand-baht-to-15-million-people/ Thu, 03 Sep 2020 03:56:38 +0000 https://thestandard.co/?p=394026

รัฐบาลเตรียมอัดงบ 4.5 หมื่นล้านบาท กระตุ้นใช้จ่ายในประเ […]

The post รัฐฯ แจกเงิน 3 พันบาท 15 ล้านคน หนุน CPALL-BJC appeared first on THE STANDARD.

]]>

รัฐบาลเตรียมอัดงบ 4.5 หมื่นล้านบาท กระตุ้นใช้จ่ายในประเทศ ผ่านการแจกเงิน 3,000 บาท ให้ประชาชน 15 ล้านคน ใช้จ่ายผ่านแอปฯ ‘เป๋าตัง’ หวังช่วยฟื้นเศรษฐกิจ เตรียมเคาะโครงการเดือนตุลาคมนี้ พร้อมปรับเกณฑ์เราเที่ยวด้วยกัน – กระตุ้นจ้างงานเด็กจบใหม่ 2.6 แสนอัตรา โบรกฯ มองแค่ช่วยพยุงเศรษฐกิจช่วงสั้น ไม่ได้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ชี้ส่งผลดีต่อ CPALL-BJC

 

ศบศ. เคาะแจกเงิน 3,000 บาท 15 ล้านคน 

  

ดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ผู้ช่วยเลขานุการ ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หรือ ศบศ. เปิดเผยหลังการประชุม ศบศ. ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน ส่งเสริมการบริโภค และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยทั่วไปที่ครอบคลุมไปถึงผู้ประกอบการหาบเร่แผงลอยประมาณ 80,000 ร้านค้า

 

โดยเบื้องต้นจะเป็นนโยบายแจกเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ให้ประชาชนที่อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 15 ล้านคน คนละ 3,000 บาท ให้เวลาใช้ 3 เดือน โดยจะกำหนดให้ใช้วันละ 100-250 บาท แต่จะเป็นลักษณะร่วมจ่าย โดยผู้ซื้อจ่าย 50% และรัฐจ่ายให้ 50% โดยในครั้งนี้จะเปิดให้ซื้อของในร้านค้าสะดวกซื้ออย่างเซเว่น อีเลฟเว่น และในห้างสรรพสินค้าได้ โดยรัฐบาลจะใช้เงินกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจในโครงการนี้จำนวน 4.5 หมื่นล้านบาท 

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติให้กระทรวงการคลังจัดทำรายละเอียดโครงการเพื่อนำเสนอต่อศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ภายในเดือนตุลาคม 2563 

 

ปรับเกณฑ์เราเที่ยวด้วยกัน

 

นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มเติม ภายใต้โครงการเราเที่ยวด้วยกัน แบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือเห็นชอบให้มีการเพิ่มสิทธิให้ผู้ลงทะเบียนจำนวน 3 สิทธิ ได้แก่ เพิ่มส่วนลดค่าที่พัก 40% จำนวน 10 คืนต่อคน เพิ่มคูปองอาหารต่อการท่องเที่ยว สูงสุดมูลค่า 900 บาทต่อวันในวันจันทร์-พฤหัสบดี และให้เงินคืนค่าตั๋วเครื่องบินจำนวน 2,000 บาทต่อที่นั่ง ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2563

 

รวมทั้งเห็นชอบในหลักการให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง และพนักงานรัฐวิสาหกิจสามารถลาพักผ่อนในวันธรรมดาเพิ่มได้ 2 วัน โดยไม่ถือเป็นวันลา เมื่อลงทะเบียนและใช้สิทธิในแพ็กเกจเราเที่ยวด้วยกัน เพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวในวันธรรมดา

 

เคาะจ้างงานเด็กจบใหม่ 2.6 แสนคน

  

รวมถึงเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการจ้างงานใหม่สำหรับผู้จบการศึกษาใหม่ 3 กลุ่ม ได้แก่ ระดับปริญญาตรี ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) รวมจำนวน 260,000 อัตรา โดยมีอัตราค่าจ้างตามวุฒิการศึกษาดังนี้ ปริญญาตรีเดือนละ 15,000 บาท ปวส. 11,500 บาท ปวช. 9,400 บาท ซึ่งรัฐบาลจะให้การสนับสนุนเงินค่าจ้าง 50% ของเงินเดือนตามวุฒิการศึกษาสูงสุดไม่เกิน 7,500 บาทต่อคนต่อเดือน โดยจะมีระยะเวลาการจ้างงานทั้งสิ้น 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึง 30 กันยายน 2564  

 

อนึ่ง ที่ผ่านมารัฐบาลแจกเงินไปแล้ว 248,765 ล้านบาท ดังนี้ แจก 15,000 บาท จำนวน 15 ล้านคน รวมเป็นเงิน 225,000 ล้านบาท แจกผ่านบัตรคนจน 3,000 บาท จำนวน 1.14 ล้านคน รวมเป็นเงิน 3,420 ล้านบาท แจกกลุ่มเปราะบาง 3,000 บาท จำนวน 6.78 ล้านคน รวมเป็นเงิน 20,345 ล้านบาท

 

มาตรการล่าสุดกำลังจะแจกรอบใหม่ 3,000 บาท จำนวน 15 ล้านคน รวมเป็นเงิน 45,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 293,765 ล้านบาท

 

โบรกฯ มองแค่ช่วยพยุงเศรษฐกิจช่วงสั้น ส่งผลดี CPALL-BJC

    

เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า จากกรณีที่ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หรือ ศบศ. มีนโยบายแจกเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ให้ประชาชนที่อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 15 ล้านคน คนละ 3,000 บาท มองว่าเป็นเพียงการช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงสั้น และไม่ได้เป็นมาตรการที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 

ทั้งนี้ ถือเป็นเพียงการกระตุ้นการบริโภค การใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มหุ้นประเภทอุปโภคและบริโภค เช่น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL และ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC แต่อย่างไรก็ตามจะต้องรอสรุปนโยบาย และเงื่อนไขการใช้เม็ดเงินที่ชัดเจนอีกครั้ง

 

วิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์ การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่านโยบายดังกล่าวเป็นเพียงการเรียกเม็ดเงินให้เข้าสู่ระบบอุปโภคบริโภคการใช้จ่ายภายในประเทศ และมองว่ายังไม่ได้ส่งผลบวกในกลุ่มหุ้นประเภทอุปโภคบริโภคภายในประเทศมากเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีนโยบายที่พ่วงเรื่องของการท่องเที่ยวไปด้วยนั้น ก็ยังไม่สามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวให้ฟื้นขึ้นมาได้อย่างชัดเจนเท่าที่ควร

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post รัฐฯ แจกเงิน 3 พันบาท 15 ล้านคน หนุน CPALL-BJC appeared first on THE STANDARD.

]]>
คาด 7-Eleven สาขาแรกของ CP All ในลาว จะเปิดที่นครหลวงเวียงจันทน์ ปี 2022 มีบริการเหมือนไทยทุกอย่าง https://thestandard.co/thailand-s-cp-group-to-open-first-7-eleven-store-in-laos-in-2022/ Wed, 02 Sep 2020 02:10:50 +0000 https://thestandard.co/?p=393743

หลังจากที่ CP All ผู้ถือสิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์ของ 7-Ele […]

The post คาด 7-Eleven สาขาแรกของ CP All ในลาว จะเปิดที่นครหลวงเวียงจันทน์ ปี 2022 มีบริการเหมือนไทยทุกอย่าง appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากที่ CP All ผู้ถือสิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์ของ 7-Eleven เพิ่งบรรลุข้อตกลงกับ 7-Eleven, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ในการเป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์นำร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมงบุกไปลาว ด้วยสัญญา 30 ปี และอาจต่อสัญญาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 20 ปี รวมแล้วเป็น 70 ปีด้วยกัน

 

Nikkei Asian Review รายงานโดยอ้างคำพูดของ เกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งคาดว่า 7-Eleven สาขาแรกในลาว จะเปิดที่นครหลวงเวียงจันทน์ ปี 2022 

 

ลาวจะเป็นประเทศและภูมิภาคที่ 20 ที่เชนร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่ของโลก 7-Eleven ได้เข้าไปดำเนินธุรกิจ โดยผู้ปลุกปั้นร้าน 7-Eleven ในเมืองไทยจนมี 12,000 สาขา เป็นผู้บริหาร 

 

“ด้วยความสำเร็จที่น่าทึ่งในประเทศไทย ฉันคิดว่าจะมีใครเหมาะสมไปกว่า CP All ในการนำแบรนด์ 7-Eleven ไปสู่ผู้บริโภคในลาว” โจ เดอปินโต (Joe DePinto) ประธานและซีอีโอของ 7-Eleven กล่าว

 

กว่าทศวรรษแล้วที่ CP ลงทุนในธุรกิจอาหารสัตว์ปีกและอาหารในลาว นักวิเคราะห์ประเมินว่า ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่บริษัทจะลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจค้าปลีก เนื่องจากจะช่วยสร้างเครือข่ายการกระจายสินค้าสำหรับขายอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศเพื่อนบ้าน

 

ในไทยร้าน 7-Eleven ให้บริการแบบครบวงจร ทั้งบริการทางธนาคาร การจ่ายบิล บริการทางการเงินอื่นๆ เทคโนโลยีดิจิทัล ตลอดจนการจัดส่งแบบเดลิเวอรี ซึ่ง 7-Eleven ในลาวก็จะมีบริการในแบบเดียวกัน 

 

ตลาดค้าปลีกของลาวเติบโตขึ้นตามเศรษฐกิจราว 8.7% ต่อปี และมีมูลค่าประมาณ 1.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.2 หมื่นล้านบาท ในปี 2019 จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ประชากร 65% ของลาวเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีวิถีชีวิตที่กำลังเปลี่ยนไป

 

นักวิเคราะห์ของกสิกรไทยกล่าวว่า ลาวเป็นโอกาสในการเติบโตที่ยิ่งใหญ่สำหรับธุรกิจค้าปลีก เพราะในขณะที่มีร้านค้าปลีก 64,264 แห่งในประเทศ มีเพียง 53 ร้านเท่านั้นที่ถือว่าทันสมัย จึงทำให้ CP All มีช่องว่างมากพอที่จะทำกำไรได้ที่นั่น

 

“การเปิดร้าน 7-Eleven ในลาวนอกจากช่วยขยายธุรกิจของกลุ่ม CP ยังช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยในลาวด้วย” นักวิเคราะห์กล่าว

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post คาด 7-Eleven สาขาแรกของ CP All ในลาว จะเปิดที่นครหลวงเวียงจันทน์ ปี 2022 มีบริการเหมือนไทยทุกอย่าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาหุ้น CPALL เคลื่อนไหวแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นวันนี้ หลังแจ้งได้สิทธิ์แฟรนไชส์เพื่อเปิดร้าน 7-Eleven ในลาว https://thestandard.co/cp-all-stocks-strong/ Mon, 31 Aug 2020 12:07:32 +0000 https://thestandard.co/?p=393278 หุ้น CPALL

เกิดอะไรขึ้น: วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2563 บมจ. ซีพี ออล […]

The post ราคาหุ้น CPALL เคลื่อนไหวแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นวันนี้ หลังแจ้งได้สิทธิ์แฟรนไชส์เพื่อเปิดร้าน 7-Eleven ในลาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น CPALL

เกิดอะไรขึ้น:

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2563 บมจ. ซีพี ออลล์ (CPALL) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า CP ALL LAOS Co. Ltd. (ซึ่ง CPALL ถือหุ้น 100%) ได้เข้าทำสัญญาแฟรนไชส์หลักกับ 7-Eleven, Inc. เพื่อจัดตั้งและดำเนินกิจการร้าน 7-Eleven ใน สปป.ลาว โดยได้รับสิทธิ์แฟรนไชส์ใน สปป.ลาว เป็นเวลา 30 ปี ทั้งนี้ คู่สัญญาอาจตกลงต่ออายุสัญญาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 20 ปี โดยดีลนี้เป็นการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติมหลังจากเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม CP ALL (Cambodia) Co., Ltd. (CPALL ถือหุ้น 100%) ได้รับสิทธิ์แฟรนไชส์ในการจัดตั้งและดำเนินการร้าน 7- Eleven ในกัมพูชาด้วยระยะเวลาเท่ากันกับลาว

 

กระทบอย่างไร:

วันนี้ (31 สิงหาคม) ราคา CPALL ปรับขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 64.75 บาท ก่อนจะกลับมาปิดที่ระดับ 63.50 บาท ซึ่งเท่ากับวันก่อนหน้า ขณะที่ SET Index ปรับตัว 12.65 จุด หรือลดลง 0.96%DoD สู่ระดับ 1,310.66 จุด

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS มองว่า ความคืบหน้าการลงทุนใน สสป.ลาว ครั้งนี้เป็นเพียงปัจจัยหนุนเชิงจิตวิทยาต่อราคาหุ้น ซึ่งยังไม่ได้มีผลกระทบต่อผลประกอบการในระยะสั้นนี้ แต่จะเป็น Upside ต่อประมาณการผลประกอบการในระยะยาวมากกว่า ทั้งนี้ ในระยะถัดไปต้องติดตามรายละเอียดแผนการขยายสาขา รวมถึงกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านจากทางบริษัทอย่างเป็นทางการ

 

มุมมองระยะยาว:

SCBS ได้ประมาณเบื้องต้นโดยอิงสัดส่วนประชากรต่อร้านสะดวกซื้อในประเทศไทยซึ่งอยู่ที่ 4,000 คน โดยหากใช้บรรทัดฐานของประเทศไทยมาเทียบกับ สปป.ลาว จะหมายว่าจะต้องมีร้านสะดวกซื้อทั้งหมดใน สปป.ลาว จำนวนประมาณ 2,000 ร้านจากจำนวนประชากรทั้ง 9 ล้านคน และมีประมาณ 4,000 ร้านในกัมพูชาจากประชากรทั้งหมด 16 ล้านคน ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และไต้หวัน มีสัดส่วนประชากรต่อร้านสะดวกซื้อประมาณ 2,000 คน

 

SCBS คาดว่า การลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านช่วงแรกจะมีผลขาดทุนน้อยมาก เนื่องจากฐานในประเทศไทยมี Operational Leverage ที่จะช่วยสนับสนุนการขยายธุรกิจระยะเริ่มแรกในประเทศเพื่อนบ้านได้

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ราคาหุ้น CPALL เคลื่อนไหวแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นวันนี้ หลังแจ้งได้สิทธิ์แฟรนไชส์เพื่อเปิดร้าน 7-Eleven ในลาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
มอง 7-Eleven ในมือ CP All ก่อนสยายบุกกัมพูชาและลาว https://thestandard.co/cp-all-7-eleven-before-expand-to-cambodia-and-laos/ Mon, 31 Aug 2020 07:39:40 +0000 https://thestandard.co/?p=393170 7-Eleven CP All

เป็นที่แน่นอนแล้วว่าต่อไป 7-Eleven ที่อยู่ในมือ CP All […]

The post มอง 7-Eleven ในมือ CP All ก่อนสยายบุกกัมพูชาและลาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
7-Eleven CP All

เป็นที่แน่นอนแล้วว่าต่อไป 7-Eleven ที่อยู่ในมือ CP All จะไม่ได้มีเพียงที่ประเทศไทยอย่างเดียว เพราะตอนนี้ได้รับสิทธิ์จาก 7-Eleven, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ในการเป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์นำร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมงบุกไปยังกัมพูชาและลาว

 

สำหรับที่กัมพูชานั้น ข้อตกลงได้บรรลุในเดือนพฤษภาคม โดย CP All จะได้สิทธิ์ขยาย 7-Eleven เป็นระยะเวลา 30 ปี และอาจต่อสัญญาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 20 ปี

 

ส่วนในลาว ข้อตกลงเพิ่งบรรลุในวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งสัญญาในลาวก็มีลักษณะคล้ายกับกัมพูชา คือได้สิทธิ์ 30 ปี และอาจต่อสัญญาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 20 ปี รวมแล้วเป็น 70 ปีด้วยกัน

 

ก่อนที่ CP All จะนำ 7-Eleven สยายปีกบุกกัมพูชาและลาว มาดูกันว่าเบื้องหลังเสียง ‘รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มไหมคะ’ มีผลงานเป็นอย่างไรบ้าง

 

CPALL 7-eleven สาขา บริษัท infographic กราฟ อินโฟกราฟฟิค

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post มอง 7-Eleven ในมือ CP All ก่อนสยายบุกกัมพูชาและลาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
CP All คว้าสิทธิ์ขยายแฟรนไชส์ 7-Eleven ในลาว สัญญา 30 ปี https://thestandard.co/cp-all-laos-7-eleven/ Fri, 28 Aug 2020 12:51:53 +0000 https://thestandard.co/?p=392560 CP All 7-Eleven

หลังจากที่ได้สิทธิ์แฟรนไชส์สำหรับขยายสาขาที่กัมพูชาเป็น […]

The post CP All คว้าสิทธิ์ขยายแฟรนไชส์ 7-Eleven ในลาว สัญญา 30 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
CP All 7-Eleven

หลังจากที่ได้สิทธิ์แฟรนไชส์สำหรับขยายสาขาที่กัมพูชาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สุดบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP All เพิ่งแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าได้รับสิทธิ์ที่ประเทศลาวด้วย

 

โดยเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2563 CP All Laos Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยทางอ้อมของ CP All (ถือหุ้นในสัดส่วน 99.99% โดย Albuera International Limited ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้น 100%) ได้เข้าทำสัญญาแฟรนไชส์หลักสำหรับดำเนินการร้าน 7-Eleven ในประเทศลาวกับ 7-Eleven, Inc. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

 

โดย CP All Laos Co., Ltd. ได้รับสิทธิ์แฟรนไชส์ในการจัดตั้งและดำเนินการร้าน 7-Eleven ในประเทศลาวเป็นระยะเวลา 30 ปี โดยคู่สัญญาอาจตกลงต่ออายุสัญญาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 20 ปี

 

ทั้งนี้ CP All Laos Co., Ltd. เป็นบริษัทย่อยที่จัดตั้งขึ้นใหม่ตามกฎหมายประเทศลาว เพื่อดำเนินธุรกิจร้าน 7-Eleven ตามสัญญาแฟรนไชส์หลักข้างต้นในประเทศ โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มแรกเป็นจำนวนทั้งสิ้น 2 หมื่นล้านกีบลาว (หรือประมาณ 2.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นเงินไทยประมาณ 68 ล้านบาท

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post CP All คว้าสิทธิ์ขยายแฟรนไชส์ 7-Eleven ในลาว สัญญา 30 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาหุ้น CPALL ปรับตัวลง สวนทางตลาดหุ้น หลังผลประกอบการไตรมาส 2 หดตัว https://thestandard.co/market-focus-cpall-2/ Thu, 13 Aug 2020 10:46:37 +0000 https://thestandard.co/?p=388242

เกิดอะไรขึ้น: วันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2563 บมจ. ซีพี ออ […]

The post ราคาหุ้น CPALL ปรับตัวลง สวนทางตลาดหุ้น หลังผลประกอบการไตรมาส 2 หดตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2563 บมจ. ซีพี ออลล์ (CPALL) รายงานกำไรสุทธิ 2Q63 ที่ 2.9 พันล้านบาท ลดลง 40%YoY และลดลง 49%QoQ จากผลกระทบของมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ยอดขายสาขาเดิม (SSS) หดตัวลง 20.2%YoY ถึงแม้ว่าจะมีการควบคุมค่าใช้จ่าย SG&A ที่ดีขึ้นและกำไรจาก MAKRO เข้ามา แต่ไม่อาจสามารถชดเชยผลกระทบจากโควิด-19 ได้

 

กระทบอย่างไร:

วันนี้ (13 สิงหาคม) ราคาหุ้น CPALL ปรับตัวลง 1.45%DoD สู่ระดับ 67.75 บาท สวนทางตลาดหุ้นไทย (SET Index) ที่ปรับตัวขึ้น 9.85 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.74%DoD สู่ระดับ 1,346.69 จุด

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS ได้สรุปไฮไลต์สำคัญของผลประกอบการ 2Q63 ที่หดตัวลงคือ ยอดขายสาขาเดิม (SSS) 2Q63 หดตัวลง 20.2%YoY โดยจำนวนลูกค้าลดลง 31%YoY สู่ 841 คนต่อสาขาต่อวัน ซึ่งเป็นผลกระทบจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 (การจำกัดการเดินทางข้ามจังหวัด เคอร์ฟิวช่วงกลางคืน การห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการเลื่อนวันหยุดสงกรานต์) 

 

สำหรับยอดการซื้อต่อบิลเพิ่มขึ้น 14.5%YoY สู่ 79 บาท จากการขายผลิตภัณฑ์แพ็กใหญ่เพิ่มมากขึ้น และ CPALL ยังมีการนำเสนอช่องทางการขายผ่านบริการ 7-Eleven Delivery เพื่อชดเชยรายได้จากยอดขายในร้านที่หายไปในช่วงบังคับใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ CPALL ยังได้มีการเปิดสาขาเพิ่ม 106 สาขา ส่งผลให้จำนวนสาขาทั้งหมดเพิ่มขึ้นสู่ 12,089 สาขา ณ สิ้น 2Q63

 

อัตรากำไรขั้นต้นลดลง 30 bps YoY สู่ 26.6% โดยมีสาเหตุจาก 

 

  1. อัตรากำไรสินค้ากลุ่มอาหารลดลง 20 bps YoY (ซึ่งคิดเป็น 72% ของยอดขาย) ซึ่งเกิดจากการขายอาหารพร้อมรับประทานที่ให้อัตรากำไรสูงลดลง

 

  1. อัตรากำไรสินค้าอุปโภคที่ลดลง 50 bps YoY (คิดเป็น 28% ของยอดขาย) ซึ่งเกิดจากการขายกลุ่ม Personal Care ที่ให้อัตรากำไรสูงลดลง

 

ด้านต้นทุนบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ลดลง 9.5%YoY เนื่องจากค่าตอบแทนพนักงานและค่าล่วงเวลาลดลง ค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการร้านค้าลดลงตามยอดขายและค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคลดลง

 

สำหรับธุรกิจ Cash & Carry (ซึ่ง CPALL ถือหุ้น 93% ใน MAKRO) โดย MAKRO มีกำไรสุทธิ 2Q63 ที่ 1.2 พันล้านบาท ทรงตัว YoY แต่ลดลง 30%QoQ เนื่องจากอัตรากำไรที่ดีขึ้น และอัตราส่วน SG&A ต่อยอดขายที่ลดลง ซึ่งพอช่วยหักล้างกับยอดขายสาขาเดิม (SSS) ที่ลดลง 3.6%YoY ได้

 

มุมมองระยะยาว:

SCBS เชื่อว่า การหดตัวของยอดขายสาขาเดิม (SSS) ได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดแล้วใน 2Q63 และจะฟื้นตัวดีขึ้นในช่วง 2H63 แต่ยังคงติดลบ เนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ 

 

สำหรับแผนการขยายสาขา CPALL ยังคงตั้งเป้าขยายสาขาใหม่ที่ 700 สาขาในปี 63 ซึ่งในช่วง 1H63 ได้เปิดสาขาไปแล้ว 377 สาขา นอกจากนี้ยังต้องติดตามการขยายสาขาในต่างประเทศ

 

ข้อมูลเพิ่มเติม:

%QoQ คือ % การเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

%YoY คือ % การเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ราคาหุ้น CPALL ปรับตัวลง สวนทางตลาดหุ้น หลังผลประกอบการไตรมาส 2 หดตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>