COVID-19 – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 21 Nov 2025 04:57:12 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 นายกฯ พบชาว อสม. เปรียบเป็นฝีพายชั้นดี ช่วยยกระดับสาธารณสุขไทย https://thestandard.co/pm-meets-volunteers-boosts-health/ Fri, 21 Nov 2025 04:57:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1145748 นายกฯ พบ ชาว อสม. เปรียบเป็นฝีพายชั้นดี ช่วยยกระดับ สาธารณสุขไทย

วันนี้ (21 พฤศจิกายน) เวลา 09.30 น. ที่อิมแพ็ค เมืองทอง […]

The post นายกฯ พบชาว อสม. เปรียบเป็นฝีพายชั้นดี ช่วยยกระดับสาธารณสุขไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ พบ ชาว อสม. เปรียบเป็นฝีพายชั้นดี ช่วยยกระดับ สาธารณสุขไทย

วันนี้ (21 พฤศจิกายน) เวลา 09.30 น. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สู่สาธารณสุขยุคพัฒนา โดยมีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บุคลากรสาธารณสุข และตัวแทนอสม. จากทั่วประเทศเข้าร่วม

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า วันนี้รู้สึกปลาบปลื้ม และยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้มาร่วมงานนี้ ที่สำคัญคือได้มาพบปะพี่น้องอสม. ที่มีความคุ้นเคยคิดถึงกันมาตลอด งานในวันนี้มีความหมายมาก เพราะสาธารณสุขยุคนี้เป็นยุคพัฒนาจริงๆบุคลากรมีคุณภาพความรู้ความสามารถ รายล้อมไปด้วยคนที่ตั้งใจจะมาทำงานด้านสาธารณสุข ทุกคนที่มาทำงานในยุคนี้ทราบดี ว่าระบบสาธารณสุขไทยจะไปไกลไม่ได้ ถ้าไม่มีฝีพายชั้นดีที่เรียกว่า อสม.

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันเราทำงานด้วยเทคโนโลยีซึ่งถ่ายทอดไปยังอสม. เพราะถือว่าเป็นหมอคนแรกของพี่น้องประชาชน ต้องมีการปรับเปลี่ยนการให้บริการประชาชนให้เป็นไปตามความทันสมัยของโลก โดยมีเป้าหมายคือทำให้ประชาชนได้รับการบริการอย่างดีที่สุด ปีนี้กระทรวงสาธารณสุขมีความคาดหวังต่ออสม. ด้วยการยกระดับอสม.ธรรมดาให้เป็นสมาร์ท อสม. ตนทำงานกับอสม.มา 4 ปีเต็ม ทราบถึงพิษสงของ อสม.เป็นอย่างดี ที่บอกว่าพิษสงคือไม่หมู แต่มีความทุ่มเทเสียสละ แต่ถ้าใครก็ตามจะมาทำให้ประชาชนของเขาเจ็บไข้ได้ป่วย สุขภาพไม่ดีเจอพิษอสม.แน่

 

“ผมซ้อมๆไว้เดี๋ยวก็เลือกตั้งแล้ว วันนี้ผมเลยมาเจอพี่น้องอสม. มากันเยอะลิบหูลิบตาไปหมด มาเป็นหมื่นๆคน ไม่ว่าใครก็ตามเจ๋งหรือเก๋าขนาดไหน เจอคนเป็นหมื่น เหมือนคนที่มานั่งเป็นพวกเดียวกันแล้วต้องพูดต่อหน้าเขาก็สั่นทุกคน ขณะที่ผมพูดกับทุกคนอยากให้รู้ว่าขาผมสั่นขนาดไหน แต่สั่นด้วยความตื่นเต้นดีใจ และสั่นสู้ทุกครั้งเมื่อเจออสม. เพราะเราเคยเป็นนักรบด้วยกันมาก่อนสมัยโควิด ที่ต้องช่วยกันดูแลพี่น้องประชาชนมากมาย และไม่ว่าสมัยไหนๆเมื่อได้ไปต่างประเทศ ผมก็หน้าบานเป็นกระด้ง เพราะไม่ว่าที่ไหนก็มีหมอพยาบาลนักวิทยาศาสตร์ แต่ที่เขาไม่มีเหมือนเราคืออสม.” นายกรัฐมนตรี กล่าว

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า วันนี้เรามีอสม. ถึง 1 ล้านคน นี่คือสิ่งที่ช่วงที่ประเทศเจอวิกฤตโควิด-19 เราถึงมั่นใจว่าถ้าใช้เครืออสม. ผนึกกำลังด้านการแพทย์ตลอดจนเทคโนโลยีที่มี พวกเราจะผ่านวิกฤตนั้นไปได้แน่นอน แต่ตอนนั้นพูดอะไรไปคนก็ปรามาส และมีความกังวล แต่สุดท้ายเราก็ผ่านวิกฤตร้ายแรงของโรคไปได้ด้วยดี และทำให้ประเทศไทยมีสถานะเป็นประเทศที่มีระบบสาธารณสุขอยู่ในลำดับต้นๆของโลก และถ้าให้ตนวัดก็ยกให้เป็นเบอร์หนึ่งในการดูแลพี่น้องประชาชน

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการต่อยอด อสม. เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาสุขภาพอนามัย และพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนด้วยหลักการ “ป้องกันก่อนป่วย” โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อป้องกันโรคให้กับพี่น้องในชุมชน สื่อสารข้อมูลข่าวสารด้านสาธารณสุขให้ประชาชนมีความรู้ ตลอดจนการฝึกอาชีพสร้างความมั่นคงของอสม.ยุคใหม่ ด้วยการเป็นผู้ช่วยแพทย์แผนปัจจุบัน และแผนไทย

 

ทั้งนี้ เชื่อว่าโครงการต่างๆเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านสุขภาพให้ประชาชนชาวไทย รวมถึงความมั่นคงในชีวิตของอสม.ทุกคน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้แน่นอน เพราะกลไกระบบสาธารณสุขของไทยมีความเข้มแข็งมาก อาจมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่สุดท้ายผลลัพธ์ไม่เคยทำให้ประชาชนคนไทยผิดหวัง

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากนี้สังคมไทยมีความเปลี่ยนแปลง เราต้องดูแลผู้สูงอายุ ตนไม่อยากพูดคำว่าติดเตียง ดูแลตัวเองไม่ได้ เพราะพูดแล้วเหมือนบั่นทอนพวกเขา วันนี้ศัพท์ที่ตนชอบมากคือคำว่า “ผู้มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน” เราต้องปรับเปลี่ยนสังคมให้สอดคล้องกับสภาวะสังคมผู้สูงอายุ เพราะหนีอย่างไรก็ไม่พ้น ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบ และกฎระเบียบของสังคมขึ้นมาใหม่

 

อย่างที่ตนพูดหลายครั้งเรื่องการขยายการเกษียณอายุ ควบคู่ไปกับการที่อสม. จะเป็นส่วนสำคัญที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ เพื่อ ทุกคนจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากนี้ เราต้องใช้ระบบสาธารณสุขสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศด้วย นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องหันหัวเรือใช้ความเข้มแข็งในสิ่งที่ประเทศมีอยู่ สร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสให้กับประเทศ

 

นายกฯ พบ ชาว อสม. เปรียบเป็นฝีพายชั้นดี ช่วยยกระดับ สาธารณสุขไทย 1
นายกฯ พบ ชาว อสม. เปรียบเป็นฝีพายชั้นดี ช่วยยกระดับ สาธารณสุขไทย 2
นายกฯ พบ ชาว อสม. เปรียบเป็นฝีพายชั้นดี ช่วยยกระดับ สาธารณสุขไทย 3
นายกฯ พบ ชาว อสม. เปรียบเป็นฝีพายชั้นดี ช่วยยกระดับ สาธารณสุขไทย 4

The post นายกฯ พบชาว อสม. เปรียบเป็นฝีพายชั้นดี ช่วยยกระดับสาธารณสุขไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเดียหวนเปิดเที่ยวบินตรงสู่แผ่นดินใหญ่ของจีน หลังระงับนาน 5 ปี https://thestandard.co/india-china-direct-flights-resume/ Mon, 27 Oct 2025 08:56:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1136085 อินเดียหวนเปิดเที่ยวบินตรงสู่แผ่นดินใหญ่ของ จีน หลังระงับนาน 5 ปี

ทางการอินเดียเปิดเผยว่าอินเดียกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงสู่ […]

The post อินเดียหวนเปิดเที่ยวบินตรงสู่แผ่นดินใหญ่ของจีน หลังระงับนาน 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเดียหวนเปิดเที่ยวบินตรงสู่แผ่นดินใหญ่ของ จีน หลังระงับนาน 5 ปี

ทางการอินเดียเปิดเผยว่าอินเดียกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงสู่แผ่นดินใหญ่ของจีนอีกครั้งเมื่อคืนวันอาทิตย์ (26 ตุลาคม) หลังระงับไปนานกว่า 5 ปี โดยกลับมาเริ่มให้บริการที่ท่าอากาศยานนานาชาติเนตาชี สุภาษ จันทระ โพสในเมืองโกลกาตา รัฐเบงกอลตะวันตก ซึ่งมีเที่ยวบินมุ่งหน้าไปยังเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน

 

ท่าอากาศยานฯ รายงานว่าเที่ยวบินดังกล่าวหมายเลข 6E1703 ให้บริการโดยสายการบิน IndiGo มีผู้โดยสารเดินทาง 176 คน

 

ช่วงก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคม ปีเตอร์ เอลเบอร์ส ซีอีโอของอินดิโก เปิดเผยว่าการกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงครั้งนี้จะช่วยให้การเดินทางของผู้คน สินค้า และแนวคิดเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมทั้งกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกและมีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว

 

อนึ่ง เที่ยวบินตรงระหว่างอินเดียกับแผ่นดินใหญ่ของจีนเคยเปิดให้บริการจนถึงช่วงต้นปี 2020 ก่อนจะถูกระงับเนื่องจากการแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด-19

 

แฟ้มภาพ: ซินหัว

The post อินเดียหวนเปิดเที่ยวบินตรงสู่แผ่นดินใหญ่ของจีน หลังระงับนาน 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเตือน โควิดสายพันธุ์ใหม่ ‘NB.1.8.1’ ระบาดเร็วในหลายภูมิภาค ทั่วโลกจับตาใกล้ชิด https://thestandard.co/new-covid-variant-nb181/ Sat, 31 May 2025 03:09:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1080562

วันนี้ (31 พฤษภาคม) อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำ […]

The post รัฐบาลเตือน โควิดสายพันธุ์ใหม่ ‘NB.1.8.1’ ระบาดเร็วในหลายภูมิภาค ทั่วโลกจับตาใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (31 พฤษภาคม) อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกประกาศเตือนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดที่กลับมาน่ากังวลอีกครั้ง โดยพบการเพิ่มขึ้นของเชื้อ SARS-CoV-2 อย่างมีนัยสำคัญใน 3 ภูมิภาคทั่วโลก ได้แก่ แปซิฟิกตะวันตก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ซึ่งมีปัจจัยสำคัญจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ NB.1.8.1 ที่กำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

 

จากข้อมูลล่าสุดขององค์การอนามัยโลก ณ วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ระบุว่า นับตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การระบาดของเชื้อ SARS-CoV-2 ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราการตรวจพบเชื้อจากสถานเฝ้าระวังพุ่งสูงถึง 11% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 โดยเฉพาะใน 73 ประเทศที่รายงานข้อมูลเข้ามา ขณะที่ภูมิภาคแอฟริกา ยุโรป และอเมริกา ยังคงมีระดับการแพร่ระบาดต่ำอยู่ที่ประมาณ 2-3% แต่ก็พบแนวโน้มเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ เช่น แถบแคริบเบียนและแอนเดียนในภูมิภาคอเมริกา

 

โควิดยังคงมีการพัฒนาและกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปี 2568 สายพันธุ์โอมิครอน LP.8.1 ที่เคยแพร่หลายเริ่มลดลง และถูกแทนที่ด้วยสายพันธุ์ NB.1.8.1 ซึ่งอยู่ภายใต้การเฝ้าระวัง (Variant Under Monitoring-VUM) และมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลล่าสุด ณ กลางเดือนพฤษภาคม 2568 ชี้ว่า สายพันธุ์ NB.1.8.1 คิดเป็นสัดส่วนถึง 10.7% ของลำดับพันธุกรรมเชื้อที่ได้รับการจัดเก็บทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากเพียง 2.5% เมื่อสี่สัปดาห์ก่อนหน้า

 

สายพันธุ์ NB.1.8.1 นี้เป็นสายพันธุ์ย่อยของ XDV.1.5.1 ซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก JN.1 และพบตัวอย่างแรกเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 แม้ปัจจุบัน NB.1.8.1 จะยังมีสัดส่วนการระบาดในระดับต่ำ แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก (จาก 8.9% เป็น 11.7%) อเมริกา (จาก 1.6% เป็น 4.9%) และยุโรป (จาก 1.0% เป็น 6.0%) ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีรายงานการพบเพียง 5 ตัวอย่าง และยังไม่พบในแอฟริกาหรือเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก

 

สำหรับสถานการณ์โควิดในประเทศไทย ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 พบผู้ป่วยโควิดรายใหม่ จำนวน 41,283 ราย ส่งผลให้ยอดผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 257,280 ราย ขณะที่มีผู้เสียชีวิตรายใหม่ 2 ราย รวมยอดผู้เสียชีวิตสะสม 52 ราย จากข้อมูลพบว่ากรุงเทพมหานครมีการแพร่ระบาดมากที่สุด รองลงมาคือจังหวัดชลบุรี โดยพบกลุ่มวัยทำงาน นักศึกษา อายุ 20-30 ปี เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ มีอัตราการป่วยสูง

 

อนุกูลเน้นย้ำให้ประชาชนติดตามข้อมูลสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่เชื้อสายพันธุ์ใหม่อย่าง NB.1.8.1 กำลังแพร่กระจายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายภูมิภาค แม้จะยังไม่พบการแพร่ระบาดในระดับสูงในประเทศไทย แต่การเดินทางระหว่างประเทศและฤดูฝนที่มาพร้อมกับโรคทางเดินหายใจต่างๆ อาจเป็นปัจจัยเร่งการแพร่ระบาดในอนาคต

 

รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินแนวโน้มสายพันธุ์ใหม่ และออกมาตรการรองรับที่เหมาะสม เพื่อความปลอดภัยของประชาชน พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง หมั่นล้างมือ สวมหน้ากากในที่แออัด และเข้ารับวัคซีนกระตุ้นเมื่อครบกำหนด รวมถึงควรสังเกตอาการตนเอง หากมีไข้ ไอ เจ็บคอ หรืออาการทางเดินหายใจอื่นๆ ให้รีบพบแพทย์โดยเร็ว

The post รัฐบาลเตือน โควิดสายพันธุ์ใหม่ ‘NB.1.8.1’ ระบาดเร็วในหลายภูมิภาค ทั่วโลกจับตาใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเตือนประชาชน หลังพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่-โควิดเพิ่มสูงขึ้น แนะดูแลตัวเองเข้มงวด ขณะที่ สธ. ยืนยันว่ายังควบคุมได้ https://thestandard.co/government-warns-rising-flu-covid-cases/ Wed, 28 May 2025 04:23:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1079312 ไข้หวัดใหญ่ โควิด

วันนี้ (28 พฤษภาคม) อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำ […]

The post รัฐบาลเตือนประชาชน หลังพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่-โควิดเพิ่มสูงขึ้น แนะดูแลตัวเองเข้มงวด ขณะที่ สธ. ยืนยันว่ายังควบคุมได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไข้หวัดใหญ่ โควิด

วันนี้ (28 พฤษภาคม) อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลห่วงใยสุขภาพของประชาชนในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่พบการระบาดของโรคติดต่อในกลุ่มระบบทางเดินหายใจเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะโรคโควิดและไข้หวัดใหญ่ ขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัวอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อ เนื่องจากขณะนี้พบแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น

 

จากข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (Digital Disease Surveillance: DDS) กองระบาดวิทยา พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-22 พฤษภาคม 2568 มีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 338,352 ราย อัตราป่วย 521.25 ต่อประชากรแสนคน และมีรายงานผู้เสียชีวิต 44 ราย กลุ่มอายุที่พบอัตราป่วยสูงสุด ได้แก่ อายุ 5-9 ปี รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 0-4 ปี และกลุ่มอายุ 10-14 ปี ตามลำดับ โดยข้อมูลจากการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคไข้หวัดใหญ่พบว่า เชื้อที่เป็นสาเหตุการระบาดส่วนใหญ่เป็นเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A/H1N1 (2009)

 

ส่วนโรคโควิด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 22 พฤษภาคม 2568 พบผู้ป่วยสะสม 149,190 ราย อัตราป่วย 229.83 ต่อประชากรแสนคน มีรายงานผู้เสียชีวิต 31 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 0.02 กลุ่มที่พบอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อายุ 0-4 ปี รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 30-39 ปี และกลุ่มอายุ 20-29 ปี ตามลำดับ

 

อนุกูลกล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่ายังควบคุมได้ โรคไม่รุนแรงเท่ากับปี 2563-2564 แต่ได้เตือนให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอาการรุนแรงและเสียชีวิต 

 

สำหรับผู้ที่มีอาการ เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ แยกตัวไม่ใกล้ชิดกับผู้อื่น และรีบพบแพทย์ ส่วนประชาชนทั่วไปที่ยังไม่มีอาการสามารถป้องกันตนเองได้ ควรสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วย โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

The post รัฐบาลเตือนประชาชน หลังพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่-โควิดเพิ่มสูงขึ้น แนะดูแลตัวเองเข้มงวด ขณะที่ สธ. ยืนยันว่ายังควบคุมได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลแนะ 3 แอป พบแพทย์ออนไลน์ฟรี สำหรับผู้ป่วยโควิดอาการไม่หนัก ชี้ดูแลตามอาการ ไม่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสทุกราย https://thestandard.co/free-online-doctor-covid-thailand-telehealth-apps/ Thu, 22 May 2025 05:46:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1076847 พบแพทย์ออนไลน์

วันนี้ (22 พฤษภาคม) อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำ […]

The post รัฐบาลแนะ 3 แอป พบแพทย์ออนไลน์ฟรี สำหรับผู้ป่วยโควิดอาการไม่หนัก ชี้ดูแลตามอาการ ไม่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสทุกราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
พบแพทย์ออนไลน์

วันนี้ (22 พฤษภาคม) อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงสาธารณสุข แนะนำประชาชนที่ต้องการติดต่อรับการดูแลจากผู้ให้บริการ Telemedicine หรือบริการทางการแพทย์ทางไกล ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด สามารถหาหมอออนไลน์ผ่าน 3 แอปพลิเคชันสุขภาพ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ดังนี้ 

 

  1. Saluber MD (ซาลูเบอร์ เอ็ม ดี) ดำเนินการโดย สุขสบายคลินิกเวชกรรม
  2. Clicknic (คลินิก) ดำเนินการโดย คลินิกเฮลท์คลินิกเวชกรรม
  3. Mordee (หมอดี) ดำเนินการโดย ชีวีบริรักษ์ คลินิกเวชกรรม ร่วมกับ สปสช.

 

ทั้งนี้ กรมการแพทย์ได้มีการปรับปรุงแนวทางการดูแลผู้ป่วยให้สอดคล้องกับองค์ความรู้ใหม่ๆ และมีการประกาศแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย การดูแลรักษา และการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อโควิดไว้ว่า 

 

  • กรณีผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรือสบายดี ให้รักษาแบบผู้ป่วยนอก และไม่ให้ยาต้านไวรัส เนื่องจากส่วนมากหายได้เอง 
  • กรณีผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง/โรคร่วมสำคัญ ให้ดูแลรักษาแบบผู้ป่วยนอก และดูแลตามอาการ ตามดุลยพินิจของแพทย์
  • กรณีผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรงหรือมีโรคร่วมสำคัญ หรือผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงแต่มีปอดอักเสบเล็กน้อยถึงปานกลาง ยังไม่ต้องให้ Oxygen

 

อนุกูลกล่าวว่า รัฐบาลขอให้ประชาชนมั่นใจว่าแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิดดังข้างต้น มีเป้าหมายเพื่อให้การใช้ยาเป็นไปอย่างเหมาะสม ปลอดภัย และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อประชาชน สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หากแพทย์ประเมินแล้วว่า การรักษาผ่านระบบ Telemedicine ไม่เพียงพอ จะมีการแนะนำให้เข้ารับบริการที่โรงพยาบาล หรือเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน โดยในกรณีดังกล่าวจะได้รับการจ่ายยาต้านไวรัสทางการแพทย์อยู่แล้ว

The post รัฐบาลแนะ 3 แอป พบแพทย์ออนไลน์ฟรี สำหรับผู้ป่วยโควิดอาการไม่หนัก ชี้ดูแลตามอาการ ไม่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสทุกราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเผย พบผู้ป่วยโควิดพุ่ง 8,000 รายภายในหนึ่งสัปดาห์ เสียชีวิตแล้ว 5 ราย แนะ 4 วิธีดูแลตัวเอง https://thestandard.co/thailand-covid-19-cases-may-2025/ Sat, 10 May 2025 03:10:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1073026 thailand-covid-19-cases-may-2025

วันนี้ (10 พฤษภาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายก […]

The post รัฐบาลเผย พบผู้ป่วยโควิดพุ่ง 8,000 รายภายในหนึ่งสัปดาห์ เสียชีวิตแล้ว 5 ราย แนะ 4 วิธีดูแลตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-covid-19-cases-may-2025

วันนี้ (10 พฤษภาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลห่วงใยประชาชน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น 

 

จากข้อมูลระหว่างวันที่ 27 เมษายน-3 พฤษภาคม 2568 พบผู้ป่วยโควิดจำนวน 8,446 ราย เข้ารับการรักษาทั้งในระบบผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ไม่รวมคนที่ติดเชื้อแล้วไม่ได้ไปรักษาที่โรงพยาบาล ครอบคลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเล็กอายุ 0-4 ปี วัยเรียน วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ สถานการณ์โควิดในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา (ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2568) พบว่าจำนวนผู้ป่วยโควิดสูงกว่าไข้หวัดใหญ่ถึง 2 เท่า และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ราย 

 

ทั้งนี้การดูแลตนเองในชีวิตประจำวันเพื่อให้ปลอดภัยจากโรคโควิดควรปฏิบัติ ดังนี้

  1. การลดการสัมผัสเชื้อโรค ด้วยการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่และร้อนอยู่เสมอ ใช้ภาชนะส่วนตัว ซื้อจากร้านที่ถูกหลักสุขาภิบาลอาหาร 
  2. ล้างมือบ่อยๆ ก่อนกินหลังกินอาหาร ก่อนเข้าบ้าน ก่อนและหลังสัมผัสใบหน้า ด้วยน้ำประปากับสบู่ นานอย่างน้อย 20 วินาที ถ้าไม่มีใช้แอลกอฮอล์เจลเข้มข้นอย่างน้อย 70% 
  3. ล้างผักผลไม้ถูกวิธี เปิดก๊อกน้ำไหล เกิน 5 นาที หรือล้างด้วยการแช่เบกกิ้งโซดา หรือแช่น้ำด่างทับทิม ก่อนกินหรือปอกเปลือก หรือก่อนแช่ตู้เย็น 
  4. สวมหน้ากากเหมาะสม คนปกติทั่วไปใส่หน้ากากผ้าได้ ผู้ป่วยหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วไปใส่หน้ากากอนามัยผ่าตัด ถ้าต้องดูแลผู้เสี่ยง/ป่วยโควิด หรือตรวจเชื้อให้ใส่หน้ากากเอ็น-95 ถ้าทำหัตถการใกล้ชิดให้ใส่เกราะบังหน้าและชุดพีพีอีครบชุด 

 

คารมกล่าวว่า ขอให้ประชาชนเฝ้าระวังและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 2-3 วันก่อนแสดงอาการ โดยจะเริ่มมีอาการป่วยหลังรับเชื้อประมาณ 3-4 วัน และหลังติดเชื้อ ควรแยกตัวอย่างน้อย 5 วัน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีโอกาสแพร่เชื้อถึง 50% ในวันที่ 7 โอกาสลดลงเหลือ 25-30% และเหลือประมาณ 10% ภายในวันที่ 10 ดังนั้นควรแยกตัวจนไม่มีอาการ และตรวจ ATK ซ้ำจนได้ผลลบ 

 

นอกจากนี้แนะนำให้สวมหน้ากากเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ โดยเฉพาะหากในครอบครัวมีผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้มีโรคประจำตัว หากพบอาการผิดปกติ เช่น ไอ เจ็บคอ หายใจเหนื่อย จมูกไม่ได้กลิ่น หรือลิ้นไม่รับรส ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที หากล่าช้าเกิน 48 ชั่วโมง อาจเพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิตได้

The post รัฐบาลเผย พบผู้ป่วยโควิดพุ่ง 8,000 รายภายในหนึ่งสัปดาห์ เสียชีวิตแล้ว 5 ราย แนะ 4 วิธีดูแลตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลแนะประชาชนสังเกตอาการ 6 โรคเฝ้าระวัง หลังท่องเที่ยวปีใหม่ https://thestandard.co/govt-advises-6-diseases-to-watch-after-new-year-travel/ Wed, 01 Jan 2025 06:12:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1026326 govt-advises-6-diseases-to-watch-after-new-year-travel"

วันนี้ (1 มกราคม) ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนั […]

The post รัฐบาลแนะประชาชนสังเกตอาการ 6 โรคเฝ้าระวัง หลังท่องเที่ยวปีใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
govt-advises-6-diseases-to-watch-after-new-year-travel"

วันนี้ (1 มกราคม) ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลห่วงใยสุขภาพประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่มีการเดินทางท่องเที่ยวและพบปะสังสรรค์ของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญต่างๆ ทำให้มีโอกาสติดเชื้อโรคได้ง่าย ขอให้เฝ้าระวัง 6 โรคต่อไปนี้

 

  1. โรคโควิด

ปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาว เชื้อไวรัสแพร่กระจายได้ดี

 

  1. โรคไข้หวัดใหญ่

เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว แนวโน้มการระบาดของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจมักเพิ่มขึ้น จึงขอเน้นย้ำให้ประชาชนตระหนักในการป้องกันการป่วย โดยดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ เลี่ยงการนำมือมาสัมผัสจมูก ปาก ตา หากไปสถานที่ปิดหรือแออัดควรสวมหน้ากากอนามัย ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ

 

  1. โรคไข้เลือดออก

ยังคงพบผู้ป่วยสูงในภาคใต้ เนื่องจากยังมีฝนตกและน้ำท่วม ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยเรียน กลุ่มผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้มีโรคประจำตัว การป้องกันยังคงเน้นย้ำการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย พร้อมงดจ่ายยากลุ่ม NSAIDs แก่ผู้ป่วยที่สงสัยว่าป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก และแนะนำให้ทายากันยุงเพื่อไม่ให้ถูกยุงกัด

 

  1. โรคไอกรน

เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ติดต่อผ่านละอองฝอยที่เกิดจากการไอหรือจาม ติดง่ายในเด็กเล็กหรือผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรค จะมีอาการคล้ายไข้หวัด ไอ ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงพบบ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ เช่น ไอเป็นชุดยาวจนหายใจไม่ทัน หอบเหนื่อย อาจเกิดภาวะหยุดหายใจและเสียชีวิตได้ แนะนำให้ผู้ปกครองพาบุตรหลานไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอกรน

 

  1. โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน-อาหารเป็นพิษจากเชื้อโนโรไวรัส (Norovirus)

คำแนะนำสำหรับประชาชนในการป้องกัน ให้ยึดหลัก ‘สุก ร้อน สะอาด’ กินอาหารปรุงสุกใหม่, ไม่กินอาหารดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ, อาหารปรุงสุกที่เก็บไว้นานเกิน 2 ชั่วโมงต้องอุ่นร้อนก่อนกินทุกครั้ง, ล้างมือด้วยสบู่และน้ำให้สะอาดทุกครั้งก่อนหยิบจับอาหาร และเลือกดื่มน้ำที่มีเครื่องหมาย อย.

 

  1. โรคติดเชื้อสเตร็ปโตคอคคัสซูอิส หรือโรคไข้หูดับ

เกิดจากการติดเชื้อ Streptococcus suis ซึ่งเป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน เชื้อจะอาศัยอยู่ในระบบทางเดินหายใจส่วนบนของหมู ติดต่อผ่านทางการรับประทานเนื้อหมูที่ปรุงไม่สุก

 

“ขอให้ประชาชนหมั่นสังเกตอาการ หากมีอาการผิดปกติให้พบแพทย์หรือสาธารณสุขใกล้บ้าน แยกตัวเองอย่างใกล้ชิดกับครอบครัว โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง ทั้งนี้ขอให้ประชาชนระมัดระวังโรคติดต่อจากต่างประเทศ เช่น ไข้หวัดนก ฝีดาษลิง และไข้โอโรพุช โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด” ศศิกานต์กล่าว

The post รัฐบาลแนะประชาชนสังเกตอาการ 6 โรคเฝ้าระวัง หลังท่องเที่ยวปีใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินเผย ‘ทรงศักดิ์’ และ ‘ซาบีดา’ 2 รมช. ภูมิใจไทย ติดโควิด https://thestandard.co/anutin-songsak-sabida-covid/ Fri, 06 Sep 2024 05:13:43 +0000 https://thestandard.co/?p=980229

วันนี้ (6 กันยายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล รอ […]

The post อนุทินเผย ‘ทรงศักดิ์’ และ ‘ซาบีดา’ 2 รมช. ภูมิใจไทย ติดโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (6 กันยายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า รัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทยติดเชื้อโควิดจำนวน 2 คนคือ ทรงศักดิ์ ทองศรี และ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งผล RT-PCR 2 ครั้ง ยืนยันว่าติดโควิด 

 

อนุทินระบุว่า กระบวนการหลังจากนี้ แม้ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้จนกว่าจะเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ และต้องเข้าไปถวายสัตย์ปฏิญาณอีกครั้งหนึ่งในภายหลัง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับพระราชอัธยาศัย ตนเองก็จะทำงานแทนไปพลางๆ ก่อน เพราะรับผิดชอบทั้งกระทรวงอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย รัฐมนตรีว่าการจะต้องเป็นผู้กำกับดูแลอยู่ดี 

 

ขณะที่การแบ่งงานให้ ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อนุทินกล่าวว่าขอดูความเหมาะสม พร้อมระบุว่าไม่น่าจะมีอะไรแตกต่างเยอะจากสมัยของ เกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมาจากพรรคเพื่อไทย ก็ให้กำกับดูแลกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คุมกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี 

 

รวมไปถึงมอบหมายให้ธีรรัตน์กำกับดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร ถือว่าในทางการเมืองพรรคเพื่อไทยมีความคุ้นเคยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และมี สส. จำนวนมาก ธีรรัตน์เป็น สส. กรุงเทพมหานคร จึงควรได้ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ แต่ทั้งหมดต้องออกเป็นคำสั่งแบ่งงาน หลังจากที่ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร 

 

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีแบ่งงานให้กับรองนายกรัฐมนตรีแล้วหรือไม่ อนุทินกล่าวว่าขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ยังไม่เห็นว่ามีการแบ่งงาน

 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่ามีข่าวว่าจะได้ดูกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยดูแลใช่หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า แน่นอน ตนก็ต้องคุมกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยกำกับดูแลอยู่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงแรงงาน แต่ขณะนี้นายกรัฐมนตรียังไม่ได้เรียกมาแบ่งงานแต่อย่างใด 

 

ส่วนการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองของพรรคภูมิใจไทยมีการวางตำแหน่งไว้แล้วหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ต้องสับไพ่ใหม่ เพราะว่าเป็นคนละรัฐบาล ก็ต้องปรับความคิดตัวเองเหมือนกัน อันนี้ไม่ใช่การต่อเนื่อง เรานั่งอยู่ในกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ตอนนี้เป็น มท.1 ภาค 2 แล้ว จึงต้องดูโครงสร้างวางตำแหน่งแห่งหนทั้งหลาย ตำแหน่งข้าราชการการเมืองก็ต้องดูให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน หากว่าไปแล้ววาระรัฐบาลนี้เหลือไม่ถึง 3 ปีก็จะครบเทอม ก็ต้องวางคนให้เหมาะสมกับหน้าที่การงาน 

 

ส่วนตำแหน่งเลขาธิการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อนุทินกล่าวว่า ก็คิดๆ อยู่ ส่วนจะเป็นคนเดิมหรือไม่ มองว่า ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ทำงานได้ดี

 

ส่วนตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทยจะเป็นคนเดิมหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า “ขออย่ายึดติดกับของเดิม เอาอย่างนี้ดีกว่า นี่รัฐบาลแพทองธารแล้ว ต่อให้เป็นคนเดิมก็ต้องตั้งใหม่ มันไม่มีทางเหมือนเดิม 100% หรอก”

The post อนุทินเผย ‘ทรงศักดิ์’ และ ‘ซาบีดา’ 2 รมช. ภูมิใจไทย ติดโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
การบินไทยไม่กลับสู่ ‘รัฐวิสาหกิจ’ คือทางออกจากวิกฤต พร้อมคืนชีพ ออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ นำหุ้นกลับเข้าเทรดในปี 68 https://thestandard.co/wealth-in-depth-thai-airways/ Tue, 30 Jul 2024 04:12:50 +0000 https://thestandard.co/?p=964731 การบินไทย รัฐวิสาหกิจ

หากย้อนกลับไปดูผลประกอบการย้อนหลัง 10 ปี ระหว่างปี 2556 […]

The post การบินไทยไม่กลับสู่ ‘รัฐวิสาหกิจ’ คือทางออกจากวิกฤต พร้อมคืนชีพ ออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ นำหุ้นกลับเข้าเทรดในปี 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
การบินไทย รัฐวิสาหกิจ

หากย้อนกลับไปดูผลประกอบการย้อนหลัง 10 ปี ระหว่างปี 2556-2565 ของสายการบินแห่งชาติของไทย หรือ บมจ.การบินไทย หรือ THAI ที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 พบว่ามีกำไรสุทธิเป็นบวกเพียง 1 ปีเท่านั้นคือในปี 2564 ที่มีกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ การขายทรัพย์สิน และเงินลงทุน หลังการบินไทยได้ดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการในปี 2564

 

เหตุผลที่การบินไทยต้องเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ ก็เพราะมีผลการดำเนินงานที่ขาดทุนยาวนานติดต่อกัน 8 ปี โดยปี 2563 มีผลขาดทุนสุทธิหนักกว่า 141,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขขาดทุนที่สูงสุดในประวัติการณ์ ทั้งนี้ ปี 2563 เป็นช่วงที่โรคโควิดแพร่ระบาดและสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการบินไทยไม่ได้เกิดจากผลกระทบของโรคโควิดเพียงอย่างเดียว แต่โรคโควิดเป็นตัวเร่งให้การบินไทยต้องยื่นฟื้นฟูกิจการในปี 2563 จึงเป็นทางออกเอาตัวรอดเพื่อแก้ปัญหาขาดทุนที่หมักหมมมายาวนาน สะท้อนจากตัวเลขผลขาดทุนที่ออกมา และมีหนี้ที่ต้องแบกรับมหาศาลมากกว่า 200,000 ล้านบาท

 

และอีกส่วนคือที่ผ่านมาการบินไทยเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ จึงขาดความคล่องตัวในการทำธุรกิจ ไม่สามารถปรับตัวได้ทันจากการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ปมปัญหา ‘การบินไทย’

 

 

ในช่วงยื่นการทำแผนฟื้นฟูกิจการของการบินไทย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ออกบทวิเคราะห์ในหัวข้อ ‘ฟื้นฟูการบินไทย: ทำอย่างไรถึงจะยั่งยืน?’

 

โดยบทวิเคราะห์ส่วนหนึ่งของ TDRI ระบุว่า ข้อมูลงบการเงินของการบินไทย พบว่า ผลการดำเนินงานในปี 2560-2562 ซึ่งเป็นช่วง 3 ปีก่อนที่จะเกิดปัญหาโรคโควิด มีผลประกอบการที่ขาดทุนมาโดยตลอด และมีแนวโน้มขาดทุนมากขึ้น โดยพบการขาดทุน 2,000 ล้านบาทในปี 2560, ขาดทุน 11,000 ล้านบาทในปี 2561 และ ขาดทุน 12,000 ล้านบาทในปี 2562 จึงสะท้อนว่าธุรกิจไม่มีความสามารถในการแข่งขันมาก่อนหน้านี้นานแล้ว

 

คลังลดถือหุ้น ส่งการบินไทยเป็นเอกชน

 

กระทรวงการคลังเคยถือหุ้นการบินไทยในระดับกว่า 51% แต่ปัจจุบันถือหุ้นการบินไทยในสัดส่วน 48% หลังจากในปี 2563 ยอมลดสัดส่วนขายหุ้นออกมาให้กับกองทุนรวมวายุภักษ์ ส่งผลให้การบินไทยหลุดจากสถานะของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ กลายเป็นเอกชน และเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการในช่วงประมาณกลางปี 2564 ตามที่ศาลล้มละลายกลางเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ

 

เปิดชื่อคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทย

 

  • ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และมีประสบการณ์การทำงานในองค์กรเอกชนชั้นนำของไทยมาแล้วหลายแห่งทั้งภาคธุรกิจและการเงิน
  • ชาญศิลป์ ตรีนุชกร ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ และอดีตซีอีโอ บมจ.ปตท. หรือ PTT
  • พรชัย ฐีระเวช ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ และผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะตัวแทนกระทรวงการคลัง

 

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บมจ.การบินไทย

 

อีกทั้งในปี 2563 ยังได้ผู้บริหารลูกหม้อมือดี คือ ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายธุรกิจปิโตรเลียม ประกันภัยและสิ่งแวดล้อมการบิน มานั่งแท่นเก้าอี้ซีเอฟโอ คุมงานการเงินของการบินไทย จนส่งผลฐานะการเงินทยอยดีขึ้น จากนั้นต้นปี 2566 ได้รับแต่งตั้งเป็นซีอีโอ หรือตำแหน่งดีดีการบินไทย ที่คุมการบินไทยมาถึงปัจจุบัน

 

ผลงานผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการและดีดีการบินไทยชุดนี้ถือว่าทำได้อย่างโดดเด่น เพราะสามารถพลิกฟื้นผลการดำเนินงานที่ในปี 2563 ขาดทุนหนักกว่า 141,000 ล้านบาท กลับมามีรายได้ที่เติบโต และทำให้บริษัทมีกำไรที่เติบโตได้ โดยเน้นการบริหารควบคุมต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการให้บริการของสายการบินในช่วงที่ภาคการเดินทางท่องเที่ยวกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากโรคโควิด

 

  • ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 55,100 ล้านบาท แม้ไม่ได้มาจากการดำเนินงาน แต่ปัจจัยหลักมาจากการปรับโครงสร้างหนี้ การขายทรัพย์สิน และเงินลงทุน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการ
  • ปี 2565 การบินไทยและบริษัทย่อยมีรายได้รวม 105,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 342% จากปี 2564 แต่ขาดทุน 272 ล้านบาท เพราะรับรู้ผลขาดทุนจากบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด ที่บริษัทถือหุ้น 100% ซึ่งในปี 2565 มีผลขาดทุน 4,248 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสะสมถึง 20,000 ล้านบาท การบินไทยจึงตัดสินใจยุบ ‘ไทยสมายล์’ รวมกับ ‘การบินไทย’ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการและลดต้นทุนในการทำธุรกิจ
  • ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 28,100 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 10,000% จากปี 2565 เนื่องจากมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว และความต้องการเดินทางของผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ในรอบ 12 เดือน (เดือนกุมภาพันธ์ 2565 – มกราคม 2566) บริษัทสามารถทำกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ออกมาได้มากกว่า 20,000 ล้านบาทแล้ว ซึ่งเข้าหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดไว้ในการยื่นขอออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ โดยถือว่าบริษัทสามารถทำ EBITDA ได้ในระดับดังกล่าวเร็วกว่าแผนงาน และสร้างกระแสเงินสดได้ถึงระดับประมาณ 40,000 ล้านบาท

 

ขณะที่ในปี 2567 การบินไทยยังคงเป้าหมายรายได้รวมที่ประมาณ 180,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่มีรายได้ 165,000 ล้านบาท โดยอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 78% และมั่นใจ EBITDA ปีนี้มากกว่า 20,000 ล้านบาท ด้วยปัจจัยบวกจากภาพธุรกิจที่ปัจจุบันฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง

 

รวมกระแสเงินสดที่ขึ้นตามการทำธุรกิจ ณ สิ้นไตรมาส 1/67 การบินไทยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวม 52,700 ล้านบาท

 

ก่อนหน้านี้การบินไทยประกาศว่าเตรียมทยอยใช้ชำระคืนหนี้รวมประมาณ 130,000 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มทยอยจ่ายหนี้ทั้งหนี้สถาบันการเงินและหุ้นกู้ตั้งแต่ปี 2567 โดยใน 3 ปีแรกจะเริ่มจ่ายหนี้ประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี จากนั้นจะเริ่มทยอยคืนหนี้ลดลง ซึ่งบริษัทจะทยอยชำระหนี้ครบทั้งหมดในปี 2574

 

ผลการดำเนินงานการบินไทย ปี 2566

 

 

‘การบินไทย’ เป็นเอกชน การบริหารงานมีประสิทธิภาพดีกว่า

 

โดยล่าสุดชาญศิลป์เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า เงื่อนไขหลักในการออกแผนฟื้นฟูกิจการประกอบไปด้วย 4 ข้อสำคัญ ได้แก่

 

  1. การเพิ่มทุน
  2. ทำส่วนผู้ถือหุ้นกลับมาเป็นบวก
  3. มี EBITDA จากการดำเนินงานหลังหักเงินสดจ่ายหนี้สินตามสัญญาเช่าเครื่องบินเกิน 20,000 ล้านบาท ในรอบ 12 เดือน
  4. แต่งตั้งกรรมการบริษัทชุดใหม่

 

โดยปัจจุบันการบินไทยอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการเตรียมเพิ่มทุนและแต่งตั้งกรรมการบริษัทชุดใหม่ ซึ่งตามแผนจะเสร็จสิ้นภายในปี 2567

 

ชาญศิลป์อธิบายต่อว่า การบินไทยจะดำเนินการแผนเพิ่มทุนให้เสร็จสิ้นภายในปี 2567 ส่วนรายละเอียดรูปแบบของการเพิ่มทุนจะขายหุ้นเพิ่มทุน ทั้งแบบขายหุ้นเพิ่มทุนให้บุคคลในวงจำกัด (Private Placement: PP), ขายหุ้นเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Right Offering: RO) และขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับผู้บริหารและพนักงาน (ESOP)

 

“การเพิ่มทุนขึ้นอยู่ที่ฝั่งรัฐบาลว่าจะเข้ามาใส่เงินเพิ่มทุนมากหรือน้อยแค่ไหน แต่นโยบายเดิมในการทำธุรกิจการบิน ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง เพราะฉะนั้นธุรกิจจะต้องมีความสามารถในการดำเนินการได้คล่องตัวและมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องไปใช้ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างแบบหน่วยงานภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ เพราะวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการทำธุรกิจของหน่วยงานภาครัฐจะแตกต่างจากเอกชน ดังนั้นการที่การบินไทยมีสถานะเป็นหน่วยงานเอกชนจะมีความคล่องตัวมากกว่าในการทำธุรกิจ เหมือนบริษัทเอกชนต่างๆ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่การบินไทยก็ยังมีรัฐบาลถือหุ้นอยู่ เพียงแต่ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ”

 

อย่างไรก็ดี ภายหลังการเพิ่มทุนดังกล่าว กระทรวงการคลังจะใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุน จนส่งผลให้การบินไทยกลับมาเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถตอบในประเด็นนี้ได้ชัดเจน

 

แต่ด้วยธุรกิจการบินที่มีการแข่งขันสูงมาก อีกทั้งนโยบายของประเทศก็มีนโยบายให้แข่งขันอย่างเสรี ซึ่งการบินไทยจำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในการแข่งขัน และจำเป็นต้องมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการในการทำธุรกิจ ดังนั้นด้วยเจตนารมณ์แรกของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นเดิมไม่ต้องการให้การบินไทยต้องกลับเข้าไปเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ แต่ต้องการให้คงสถานะเป็นเอกชนต่อไป โดยมีรัฐบาลร่วมถือหุ้นใหญ่ เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพตามเป้าหมายและมีความโปร่งใส เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุน รวมถึงมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนภาคธุรกิจในไทย ทั้งกลุ่มท่องเที่ยว อาหาร และเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ในการนำผู้โดยสารต่างชาติเข้ามาสู่ไทย

 

“ธุรกิจของการบินไทยถือว่ามีผลต่อการจ้างงานของไทย เพราะมีทั้งการจ้างงานพนักงานจำนวนมาก มีจำนวนผู้ถือหุ้นเกือบ 100,000 ราย อีกทั้งมีเจ้าหนี้อีก 13,000 ราย หากการบินไทยต้องเป็นอะไรไปอีก ก็จะมีผลกระทบเกิดขึ้นในวงกว้างด้วย”

 

ซีอีโอการบินไทยมั่นใจนำหุ้นกลับมาเทรดในปี 2568

 

ชายเปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ความคืบหน้าของแผนเพิ่มทุนกับการทำส่วนผู้ถือหุ้นกลับมาเป็นบวกจะเสร็จสิ้นตามแผนในปี 2567 ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญหลักที่จะทำให้บริษัทออกจากแผนฟื้นฟูกิจการตามแผนที่บริษัทตั้งไว้ และเป็นตามกรอบเงื่อนไขของแผนฟื้นฟูกิจการ

 

ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.การบินไทย

 

ดังนั้นคาดว่าจะสามารถนำบริษัทออกแผนฟื้นฟูกิจการ และนำหุ้นกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2568 ตามแผนที่วางไว้ และยังเป็นไปตามกรอบของแผนฟื้นฟูกิจการ และจะยังคงสถานะของการบินไทยเป็นเอกชนต่อไป โดยไม่กลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจ

 

TDRI ชี้ ภาครัฐต้องลดบทบาทความเป็นเจ้าของ

 

ขณะที่บทวิเคราะห์ของ TDRI หัวข้อ ‘ฟื้นฟูการบินไทย: ทำอย่างไรถึงจะยั่งยืน?’ ยังให้ข้อเสนอแนะว่า การฟื้นฟูการบินไทยต้องอาศัยประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจของเอกชน โดยภาครัฐควรจะลดบทบาทในการเข้าไปแทรกแซงการฟื้นฟูกิจการโดยตรง และให้ภาคเอกชนเป็นตัวหลักในการทำแผนฟื้นฟูกิจการ

 

นอกจากนี้ การดำเนินธุรกิจในอนาคตของภาครัฐควรจะต้องลดบทบาทลง ไม่แต่งตั้งบอร์ดผู้บริหารเข้าไปจำนวนมาก โดยภาครัฐควรจะวางแผนลดบทบาทความเป็นเจ้าของบริษัทลงอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้บริษัทดำเนินธุรกิจในรูปแบบของเอกชนมากกว่าในรูปแบบของรัฐวิสาหกิจที่ภาครัฐมีบทบาทในการกำหนดมากจนเกินไป

 

หากภาครัฐไม่สามารถที่จะดำเนินงานในลักษณะดังกล่าวได้ จุดเหมาะสมที่ทำให้เกิดความยั่งยืนทางการคลังอาจจะเป็นการปล่อยให้ธุรกิจเลิกกิจการ และให้บริษัทเอกชนอื่นเข้ามาดำเนินการให้บริการแทน อย่าลืมว่าธุรกิจสายการบินในปัจจุบันมีการแข่งขันสูง และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้ามาไทยหรือนักท่องเที่ยวไทยที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศมีทางเลือกในการเดินทางจำนวนมาก ไม่ใช่เหตุผลความจำเป็นที่ต้องมีการบินไทย

 

งบการเงินการบินไทย ย้อนหลัง 5 ปี

 

ขณะที่ ประภาศ คงเอียด อดีตผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เคยเป็นหนึ่งในซูเปอร์บอร์ด หรือคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานการแก้ไขปัญหา บมจ.การบินไทย ในยุคของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งแต่งตั้งซูเปอร์บอร์ดเพื่อมาเริ่มแก้วิกฤตการบินไทยในปี 2563 ได้กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า มองว่าแนวทางการแก้ปัญหาของการบินไทยปัจจุบันดำเนินการมาได้ถูกทางแล้ว

 

อีกทั้งมีความเห็นว่าการบินไทยไม่ควรกลับไปเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอีก เพื่อให้การทำธุรกิจเกิดความคล่องตัว รองรับการแข่งขันกับสายการบินต่างประเทศได้ เพราะการเป็นเอกชนจะช่วยให้การบริหารงานสะดวกมากกว่า เพราะหากเป็นรัฐวิสาหกิจต้องอยู่ภายใต้ระเบียบของราชการ ซึ่งจะมีข้อจำกัดค่อนข้างมากในการทำธุรกิจ

 

นักวิชาการชี้ การบินไทยต้องเพิ่มคุณภาพบริการ

 

นักวิชาการที่มีความเห็นสอดคล้องกับ TDRI คือ ผศ. ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า มองว่าแผนการลดต้นทุนควบคุมค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ ของการบินไทยที่ผ่านมามีผลกระทบต่อคุณภาพของอาหารและบริการของลูกเรือบนเครื่องบินให้ลดลง เพราะการบินไทยลดจำนวนลูกเรือลงในช่วงที่ผ่านมา โดยที่ผ่านมามักเห็นการร้องเรียนคุณภาพการให้บริการเป็นข่าวออกมาเป็นระยะตามช่องทางสื่อต่างๆ หลังเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ ขณะที่ราคาตั๋วโดยสารยังคงเดิม สะท้อนว่ารายได้ของการบินไทยจะเพิ่มขึ้นทันที

 

อย่างไรก็ดี มองว่าหากการบินไทยยังไม่มีการปรับปรุงยกระดับคุณภาพการให้บริการต่างๆ ให้กลับมาดีขึ้นและมีคุณภาพเทียบเคียงกับคู่แข่ง จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของการบินไทยให้ลดลงได้ในระยะยาวอย่างมาก เพราะหากเปรียบเทียบกลุ่มสายการบินของตะวันออกกลางที่ปัจจุบันตั๋ว Economy สามารถให้บริการที่มีคุณภาพดีใกล้เคียงกับตั๋ว Business แล้ว หากการบินไทยไม่ปรับคุณภาพการให้บริการ แม้จะออกจากแผนฟื้นฟูกิจการได้ แต่ในระยะยาวก็มีความเสี่ยงจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากปัญหาคุณภาพการให้บริการที่ด้อยกว่า

 

นอกจากนี้ ไม่เห็นด้วยหากการบินไทยจะกลับเข้าไปเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจอีกครั้ง ควรที่จะบริหารเป็นเอกชนแบบเต็มตัว เนื่องจากการเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจจะมีข้อเสียอย่างมาก เพราะมีรัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองสามารถเข้ามาแทรกแซงการทำธุรกิจได้ในการกำหนดสเปกจัดซื้อจัดจ้าง โดยอาศัยช่องทางกฎระเบียบของราชการ ซึ่งในอดีตก็มีกระทรวงคมนาคมเข้ามาล้วงลูกโดยตลอดในประเด็นดังกล่าว อีกทั้งมีการปูนบำเหน็จ ส่งคนจากฝ่ายการเมืองมานั่งเป็นบอร์ดของการบินไทย จนสร้างปัญหาให้กับธุรกิจของการบินไทยมาถึงปัจจุบัน ดังนั้นควรส่งบุคคลที่มีความสามารถเหมาะสม มีวิสัยทัศน์ เป็นมืออาชีพ มานั่งเป็นบอร์ดเพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้ในระยะยาว

 

อ้างอิง:

The post การบินไทยไม่กลับสู่ ‘รัฐวิสาหกิจ’ คือทางออกจากวิกฤต พร้อมคืนชีพ ออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ นำหุ้นกลับเข้าเทรดในปี 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : ทำเนียบขาวเผย ไบเดนติดโควิด ยกเลิกแผนหาเสียงลาสเวกัส บินกักตัวที่บ้านพัก https://thestandard.co/biden-has-covid-cancel-las-vegas-campaign/ Thu, 18 Jul 2024 04:39:24 +0000 https://thestandard.co/?p=959535

คารีน ฌอง-ปิแอร์ โฆษกทำเนียบขาว แถลงยืนยันว่าประธานาธิบ […]

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : ทำเนียบขาวเผย ไบเดนติดโควิด ยกเลิกแผนหาเสียงลาสเวกัส บินกักตัวที่บ้านพัก appeared first on THE STANDARD.

]]>

คารีน ฌอง-ปิแอร์ โฆษกทำเนียบขาว แถลงยืนยันว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน มีผลตรวจโควิดเป็นบวก และต้องยกเลิกแผนกล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่มผู้สนับสนุนชาวอเมริกันเชื้อสายละติน ในงานประชุมประจำปี UnidosUS ที่นครลาสเวกัส รัฐเนวาดา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแผนหาเสียงสำคัญของไบเดน

 

โฆษกทำเนียบขาวเผยว่า ไบเดนมีอาการเล็กน้อย และได้รับยาต้านไวรัส Paxlovid แล้ว โดยเขาเคยได้รับวัคซีนและฉีดเข็มกระตุ้นแล้วก่อนหน้านี้ และเคยติดโควิดมาแล้ว 2 ครั้ง

 

ซึ่งล่าสุดไบเดนได้ขึ้นเครื่องบินกลับไปกักตัวที่บ้านพักในรัฐเดลาแวร์แล้ว โดยก่อนขึ้นเครื่องเขาได้กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่าตนเองนั้นสบายดี พร้อมทั้งชูนิ้วโป้งยืนยัน

 

ขณะที่ไบเดนจะปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ (CDC) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งแนะนำให้เขาอยู่บ้านจนกว่าจะไม่มีไข้ และไม่ต้องกินยาลดไข้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง ซึ่งหากอาการดีขึ้นหลังจากนั้นอีก 24 ชั่วโมง แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยต่อเนื่องเป็นเวลา 5 วัน

 

ทางด้าน เควิน โอคอนเนอร์ แพทย์ประจำทำเนียบขาว เผยว่า ไบเดนมีอาการน้ำมูกไหล ไอ และอาการป่วยไข้ทั่วไป โดยเขามีผลตรวจโควิดเป็นบวกหลังจากเข้าร่วมกิจกรรมหาเสียง แต่ไม่แน่ชัดว่าได้รับเชื้อจากที่ไหนและตอนไหน แต่อาการของผู้นำสหรัฐฯ ยังคงไม่รุนแรง และมีอัตราการหายใจ อุณหภูมิร่างกาย และออกซิเจนในเลือด ในระดับปกติ

 

เดโมแครต 2 ใน 3 มองไบเดนควรถอนตัว

 

ทั้งนี้ ไบเดน วัย 81 ปี อยู่ในช่วงสำคัญของการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ท่ามกลางแรงกดดันเกี่ยวกับอายุและสุขภาพของเขา หลังจากที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล้มเหลวในการดีเบตครั้งแรกกับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คู่แข่งจากพรรครีพับลิกัน

 

โดยผลสำรวจล่าสุดจาก AP-NORC ชี้ว่าสมาชิกพรรคเดโมแครตเกือบ 2 ใน 3 มองว่าไบเดนควรถอนตัวจากการชิงประธานาธิบดี และมีสมาชิกราว 3 ใน 10 คนเท่านั้นที่ยังมั่นใจมากว่าไบเดนยังสามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ไบเดนยอมรับว่าเขาจะพิจารณาเรื่องการยกเลิกการลงสมัคร หากได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการป่วยร้ายแรง

 

ภาพ: Tom Brenner / Reuters

อ้างอิง:

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : ทำเนียบขาวเผย ไบเดนติดโควิด ยกเลิกแผนหาเสียงลาสเวกัส บินกักตัวที่บ้านพัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: แนวโน้มหนี้เสียเป็นขาขึ้น สิ้นปี NPL พุ่ง 3.8% กระทบกลุ่ม ‘แบงก์’ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-16072024-2/ Tue, 16 Jul 2024 06:00:46 +0000 https://thestandard.co/?p=958474 หนี้เสีย ขาขึ้น NPL

แนวโน้มหนี้เสีย (NPL) ของภาคธนาคารพาณิชย์ของไทยจากปี 25 […]

The post ชมคลิป: แนวโน้มหนี้เสียเป็นขาขึ้น สิ้นปี NPL พุ่ง 3.8% กระทบกลุ่ม ‘แบงก์’ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนี้เสีย ขาขึ้น NPL

แนวโน้มหนี้เสีย (NPL) ของภาคธนาคารพาณิชย์ของไทยจากปี 2557-2567 เป็นขาขึ้นมาต่อเนื่อง คาดสิ้นปี 2567 NPL พุ่ง 3.8% แซงช่วงโควิดระบาด ติดตามรายละเอียดได้ในไฮไลต์นี้

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวน และศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: แนวโน้มหนี้เสียเป็นขาขึ้น สิ้นปี NPL พุ่ง 3.8% กระทบกลุ่ม ‘แบงก์’ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐีจีนแห่หวนคืนสู่ฮ่องกง หลังสิงคโปร์ยกระดับตรวจสอบเข้ม https://thestandard.co/chinese-millionaires-return-to-hong-kong/ Wed, 10 Jul 2024 10:22:34 +0000 https://thestandard.co/?p=956058 เศรษฐีจีน ฮ่องกง

เว็บไซต์ข่าว Bloomberg รายงานอ้างอิงข้อมูลจากบริษัท New […]

The post เศรษฐีจีนแห่หวนคืนสู่ฮ่องกง หลังสิงคโปร์ยกระดับตรวจสอบเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐีจีน ฮ่องกง

เว็บไซต์ข่าว Bloomberg รายงานอ้างอิงข้อมูลจากบริษัท New World Wealth และบริษัทที่ปรึกษาด้านการย้ายถิ่นฐาน Henley & Partners ซึ่งคาดการณ์ว่าในปีนี้เขตปกครองพิเศษฮ่องกงจะสามารถทวงคืนตำแหน่งในฐานะหมุดหมายปลายทางสำคัญของบรรดาเศรษฐีจากจีนแผ่นดินใหญ่ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่สิงคโปร์ยกระดับการตรวจสอบเงินจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในประเทศ

 

ทั้งนี้ รายงานของ New World Wealth และ Henley & Partners ประเมินว่าฮ่องกงจะต้อนรับมหาเศรษฐีกระเป๋าหนักจากจีนแผ่นดินใหญ่ราว 200 คน นับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่ฮ่องกงกลับมาติดอยู่ในทำเนียบจุดหมายปลายทางลำดับต้นๆ ของเศรษฐีจีนอีกครั้ง

 

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฮ่องกงได้รับความนิยมจนแซงหน้าคู่แข่งอย่างสิงคโปร์ก็คือนโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดหน่อยภาษี และวีซ่าการพำนักอาศัยระยะยาวในฮ่องกง

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังเป็นผลมาจากคดีฟอกเงินมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ที่ทำให้ทางการสิงคโปร์ยกระดับมาตรการคุมเข้มการตรวจบรรดาเศรษฐีและครอบครัวที่โยกย้ายเข้ามาในประเทศ สร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าเศรษฐีจากจีน

 

ความไม่พอใจดังกล่าวทำให้เขตปกครองพิเศษฮ่องกงกลับมาคึกคักอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจฮ่องกงที่อยู่ในระหว่างการฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจการเงินการธนาคาร ประกันภัย และการให้บริการต่างๆ

 

รายงานระบุว่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของฮ่องกงเพิ่มขึ้น 2.1% เป็น 31 ล้านล้านดอลลาร์ฮ่องกงในปี 2023 โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของการธนาคารเอกชนและการบริหารความมั่งคั่ง Paul Chan เลขานุการฝ่ายการเงินของทางการฮ่องกงชี้ว่า การไหลเข้าของกองทุนสุทธิพุ่งขึ้นมากกว่า 3 เท่า เป็นเกือบ 3.9 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกงในปีที่แล้ว ขณะที่ในปี 2022 การไหลเข้าของธนาคารเอกชนและกองทุนความมั่งคั่งลดลงประมาณ 80%

 

ทั้งนี้ กรณีคดีฟอกเงินที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์ทำให้ธนาคารในสิงคโปร์ส่วนหนึ่งเร่งดำเนินการจัดระเบียบลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งของตนเอง ซึ่งลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งดังกล่าวหมายรวมถึงลูกค้ามหาเศรษฐีชาวจีน โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อแบ่งปันข้อมูลลูกค้าเพื่อต่อสู้กับการฟอกเงิน ทำให้ลูกค้าเศรษฐีที่เข้ามาใหม่ต้องเผชิญกับการซักถามและตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลให้มหาเศรษฐีชาวจีนที่ไม่ชอบความยุ่งยากหันมาพิจารณาฮ่องกงแทน

 

Zhiwu Chen ศาสตราจารย์ด้านการเงินจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง กล่าวว่า มหาเศรษฐีจากจีนแผ่นดินใหญ่หลายคนมองหาแหล่งพำนักและทำเงินแห่งใหม่ เพราะไม่ชอบการแทรกแซงของรัฐบาลตามอำเภอใจ ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบของรัฐบาล หรือการคุกคามต่อความมั่งคั่งส่วนบุคคลของพวกเขา โดยทั้งหมดถือเป็นเหตุผลที่เศรษฐีต้องการย้ายเงินออกจากจีน ดังนั้นหากสิงคโปร์จะตรวจสอบและมีกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นเช่นเดียวกับแผ่นดินใหญ่ เศรษฐีจีนที่เข็ดขยาดกับการตรวจสอบย่อมไม่อยากไปสิงคโปร์

 

นายธนาคารจากธนาคารเอกชนชั้นนำในฮ่องกงเปิดเผยว่า ขณะนี้ธุรกิจของธนาคารเอกชนในจีนฟื้นตัวขึ้น ในขณะที่การเติบโตของกลุ่มเดียวกันในสิงคโปร์ชะลอตัวลง ซึ่งหมายความว่าเงินกำลังเคลื่อนไปยังไปสิงคโปร์น้อยลง

 

Philip Marcovici ผู้ให้คำปรึกษากับครอบครัวทั่วโลก และสถาบันการเงินเกี่ยวกับความมั่งคั่งและภาษี กล่าวว่า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในฮ่องกงและความท้าทายหลายประการที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ยังมีเหตุผลที่สำคัญสำหรับความมั่งคั่งและเจ้าของธุรกิจในการพัฒนาและรักษาความสัมพันธ์กับฮ่องกง

 

ทางการฮ่องกงระบุว่า ตัวเลขของคนร่ำรวยที่ย้ายมาฮ่องกงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เห็นได้จากโปรแกรมวีซ่าผู้มีความสามารถชั้นนำ ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้สูงและสำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยกำลังได้รับผลตอบรับที่ดี โดยมีใบสมัครมากกว่า 68,000 ใบที่ได้รับการอนุมัตินับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2022 ซึ่ง 95% ของใบสมัครเหล่านั้นมาจากจีนแผ่นดินใหญ่

 

อย่างไรก็ตาม ตามข้อมูลของ Henley & Partners พบว่าสิงคโปร์ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการโยกย้ายถิ่นฐานของบรรดามหาเศรษฐีทั่วโลก โดยมีการประเมินว่าสิงคโปร์จะต้อนรับเศรษฐีสุทธิ 3,500 คนในปีนี้ ซึ่งมากเป็นอันดับสามของโลก

 

สำหรับฮ่องกง รายงานระบุว่า ประชากรเศรษฐีมีแนวโน้มจะฟื้นตัวในปีนี้ หลังจากที่หายไปประมาณ 500 คนในช่วงปี 2023 โดย Andrew Amoils หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ New World Wealth หุ้นส่วนการวิจัยของ Henley & Partners กล่าวว่า แม้จะผ่านทศวรรษที่ยากลำบาก แต่ฮ่องกงยังคงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐีชั้นนำของโลก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ฮ่องกงจะฟื้นกลับมาอยู่ในลิสต์ของเศรษฐีทั่วโลกอีกครั้ง

 

ภาพ: d3sign / Getty Images

อ้างอิง:

The post เศรษฐีจีนแห่หวนคืนสู่ฮ่องกง หลังสิงคโปร์ยกระดับตรวจสอบเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัญญาณดอกเบี้ยลด จังหวะของกองทุนรวมอสังหา-กองทรัสต์ https://thestandard.co/interest-rates-real-estate-funds-trusts-timimg/ Wed, 10 Jul 2024 05:35:19 +0000 https://thestandard.co/?p=955880

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และ […]

The post สัญญาณดอกเบี้ยลด จังหวะของกองทุนรวมอสังหา-กองทรัสต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และ REITs (ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์) เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่น่าลงทุน และทำให้ผู้ลงทุนมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลได้แบบระยะยาว 

 

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา นักลงทุนหลายท่านต่างเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการลงทุนในกลุ่มกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์ ถึงความสามารถของกองทุนที่กลับมาจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนได้อย่างต่อเนื่องหลังจากที่สถานการณ์โควิดสิ้นสุดลง 

 

แต่ด้านราคาซื้อ-ขายในตลาดกลับลดลงมาอยู่ระดับที่ต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (Net Asset Value: NAV) จึงสร้างความกังวลให้นักลงทุนไม่น้อย แล้วปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้ราคาตลาดของกลุ่มกองทุนรวมกลุ่มอสังหาและกองทรัสต์ปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับราคาตลาดช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิดในปี 2562 

 

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลายแห่งได้ประเมินสาเหตุในภาพรวมการปรับตัวลงของราคาซื้อ-ขายกลุ่มกองทุนรวมอสังหาและกองทรัสต์ในตลาด โดยตั้งแต่ปลายปี 2565-2566 พบว่า แรงกดดันส่วนหนึ่งมาจากเงินเฟ้อระดับสูงและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) ที่ส่งผลถึงการปรับดอกเบี้ยในประเทศไทยและเพิ่มภาระต้นทุนทางการเงินให้แก่กลุ่มกองทุนรวมอสังหาและกองทรัสต์ที่มีการกู้ยืมเงิน ซึ่งถือเป็นรายจ่ายก้อนโตที่กองทุนต้องรับผิดชอบ และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากความผันผวนของตลาดทุนไทย ประกอบกับนักลงทุนหันไปลงทุนสินทรัพย์ที่ได้รับอานิสงส์จากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น 

 

ทั้งนี้ จากการประชุมรอบเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Fed ได้ออกมาส่งสัญญาณถึงสถานการณ์เงินเฟ้อที่ดีขึ้น ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed จะมีโอกาสเกิดขึ้นในปี 2567 เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยมีการลดอัตราดอกเบี้ยและเกิดการฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจ ดังนั้นหากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มมีนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ก็จะส่งผลดีต่อกลุ่มกองทุนรวมอสังหาและกองทรัสต์ ที่สามารถลดแรงกดดันจากภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย อีกทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะทำให้กองทุนกลับมาประกอบกิจการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

 

แน่นอนว่าการฟื้นตัวของราคาหน่วยลงทุนสำหรับกลุ่มกองทุนรวมอสังหาและกองทรัสต์ของไทย นอกจากประเด็นข้างต้นแล้วยังมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ‘ความเชื่อมั่นของนักลงทุน’ โดยนักลงทุนสามารถพิจารณาและประเมินศักยภาพของกองทุน เพื่อเตรียมพร้อมและเสริมความเชื่อมั่นก่อนเข้าลงทุนผ่าน 3 ข้อนี้ คือ 

 

  1. คัดเลือกกองทุนรวมอสังหาและกองทรัสต์ที่มีคุณภาพทรัพย์สินดี มีโลเคชันที่ได้รับความสนใจจากผู้เช่าหรือผู้มาเลือกใช้บริการสูง สามารถหาผู้เช่ามาทดแทนได้ง่าย ซึ่งดูข้อมูลได้จากอัตราการเช่า อัตราค่าเช่าของอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ที่เปิดเผยข้อมูลในรายงานประจำปี และหลายกองทุน / ทรัสต์ มีการเปิดเผยข้อมูลรายไตรมาสอีกด้วย 

 

  1. เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดได้ดี คือมีอัตราการเติบโตของกำไรหรือมีการจ่ายประโยชน์ตอบแทนให้ผู้ถือหน่วยได้อย่างสม่ำเสมอ ผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์มีประสบการณ์และความชำนาญในการบริหาร ทั้งนี้ รูปแบบการจ่ายประโยชน์ตอบแทนนั้น ผู้ลงทุนต้องพิจารณาควบคู่ด้วยว่ากองทุนมีการลงทุนในสินทรัพย์แบบกรรมสิทธิ์ (Freehold) หรือสิทธิการเช่า (Leasehold) 

 

เนื่องจากเป็นปัจจัยที่มีผลโดยตรงกับระยะเวลาการหารายได้ของกองทุน อีกทั้งยังมีข้อดีและข้อพึงระวังที่แตกต่างกัน เช่น อสังหาริมทรัพย์แบบการเช่า (Leasehold) มักจะตั้งอยู่ในทำเลที่ดีที่หาทดแทนได้ยาก (Prime Area) เป็นที่ต้องการอย่างมากของผู้เช่า ทำให้อัตราการเช่าและการปรับค่าเช่าอยู่ในระดับสูง แต่ก็จะมีระยะเวลาหาประโยชน์ที่จำกัด เพราะกองทุนรวม กองทรัสต์ ไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น เพื่อชดเชยกับข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาที่จำกัดดังกล่าว

 

สำหรับอสังหาริมทรัพย์แบบกรรมสิทธิ์ (Freehold) จะไม่ถูกจำกัดด้วยระยะเวลาการหารายได้ แต่อาจตั้งอยู่ในโลเคชันที่เป็นจุดยุทธศาสตร์รองลงมา และอัตราผลตอบแทนแต่ละปีจะต่ำกว่า Leasehold โดยที่ในอนาคตผู้ลงทุนอาจมีกำไรจากการขายทรัพย์สินอีกด้วย

 

  1. พิจารณาค่าใช้จ่ายต่างๆ ของกองทุน เช่น จำนวนเงินกู้ยืมคงเหลือ แนวทางการชำระคืนเงินกู้ยืม เพื่อพิจารณาผลกระทบต่อกำไรที่นำมาจ่ายเงินปันผล ซึ่งหากกองทุนมีจำนวนเงินกู้ยืมสูง และเป็นการลงทุนใน Leasehold ที่มีอายุคงเหลือสั้น ย่อมหมายถึงภาระดอกเบี้ยจ่ายในแต่ละปีจะสูง

 

อย่างไรก็ดี การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาและกองทรัสต์ที่มีคุณภาพและพื้นฐานทรัพย์สินดี ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการหาโอกาสสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ ด้วยนโยบายการจ่ายเงินปันผลของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และกองทรัสต์ ที่กำหนดว่ากองทุนต้องจ่ายเงินปันผลทุกปีโดยไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของกำไรสุทธิที่ปรับปรุงด้วยรายการเงินสำรอง และ/หรือ รายการอื่นใด ตามที่กฎหมายกำหนด 

 

โดยเฉพาะในช่วงที่เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดทุนไทย และเป็นจังหวะที่สามารถคัดเลือกลงทุนกับหน่วยลงทุนพื้นฐานดี ในช่วงราคาที่ลดต่ำกว่าก่อนเกิดโรคระบาดโควิดมาก ซึ่งจะทำให้ได้รับประโยชน์หากกองทุนและกองทรัสต์กลับมาเติบโตได้ตามทิศทางเศรษฐกิจ

 

กองทุนรวมกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานของ บลจ.ไทยพาณิชย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล (DIF) กองทุนแฟลกชิปมีรายได้หลักจากสัญญาให้เช่าทรัพย์สินเสาโทรคมนาคมและสายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic Cable) ระยะยาวกับกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ธุรกิจของผู้เช่ามีแนวโน้มเติบโตตามความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตในทางธุรกิจ เพื่อการสื่อสารและความบันเทิงที่เพิ่มขึ้นตามนวัตกรรมเทคโนโลยี 

 

กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN คอมเมอร์เชียล โกรท (CPNCG) ลงทุนในสิทธิการเช่าของอาคารสำนักงานเกรดเอบริเวณเขตปทุมวัน กรุงเทพฯ มีอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy Rate) เทียบกับพื้นที่ให้เช่าสุทธิ (ตารางเมตร) ของโครงการร้อยละ 95 (อ้างอิง: สรุปข้อมูลการลงทุน กองทุนอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ไตรมาส 1/67, กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN คอมเมอร์เชียล โกรท ณ วันที่ 31 มีนาคม 2567

 

กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ไพรม์ออฟฟิศ (POPF) ลงทุนในสิทธิการเช่าของอาคารสำนักงานพื้นที่ทำเลดี 3 แห่ง คือ อาคารสมัชชาวาณิช 2, อาคารเพลินจิต เซ็นเตอร์ และอาคารบางนา ทาวเวอร์ โดยอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy Rate) เทียบกับพื้นที่ให้เช่าสุทธิ (ตารางเมตร) ของ 3 โครงการมีอัตราการเช่าร้อยละ 84.7, 82.5 และ 92.6 ตามลำดับ (อ้างอิง: สรุปข้อมูลการลงทุน กองทุนอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ไตรมาส 1/67, กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ไพรม์ออฟฟิศ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2567

 

หมายเหตุ:

  • ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน 
  • สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ บลจ.ไทยพาณิชย์ โทร. 0 2777 7777 และ www.scbam.com 

 

ภาพ: 2d illustrations and photos / Getty Images

The post สัญญาณดอกเบี้ยลด จังหวะของกองทุนรวมอสังหา-กองทรัสต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC คาด ต้นปี 2568 คนจีนกลับมาเที่ยวไทยสู่ระดับปกติ หลังเห็นสัญญาณฟื้นชัด ประเมินทั้งปีนี้ต่างชาติเที่ยวไทยแตะ 36.2 ล้านคน https://thestandard.co/scb-eic-chinese-traveling-thailand/ Mon, 24 Jun 2024 09:46:58 +0000 https://thestandard.co/?p=949118

SCB EIC แนะนำผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยปรับตัวรับพฤติกรร […]

The post SCB EIC คาด ต้นปี 2568 คนจีนกลับมาเที่ยวไทยสู่ระดับปกติ หลังเห็นสัญญาณฟื้นชัด ประเมินทั้งปีนี้ต่างชาติเที่ยวไทยแตะ 36.2 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>

SCB EIC แนะนำผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยปรับตัวรับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของชาวจีนที่เปลี่ยนแปลงไป หันมาเดินทางเองมากขึ้นและใช้กรุ๊ปทัวร์ขนาดเล็กลง การตลาดรีวิวบนโซเชียลมีเดียของจีนจะมีผลต่อการตัดสินใจ

 

ดร.กมลมาลย์ แจ้งล้อม นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวของประเทศไทยในช่วงต้นปี 2567 จนถึงล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา พบว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยแล้วมากกว่า 16.6 ล้านคน ถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจพอสมควร แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาจะมีการชะลอตัวลงตามฤดูกาลท่องเที่ยว แต่ถือว่ามีทิศทางการฟื้นตัวที่ดี

 

โดยในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาไทยรวม 2.63 ล้านคน เร่งฟื้นตัวดีขึ้นแตะ 96% ของช่วงก่อนเกิดโควิดแพร่ระบาด และคาดว่าการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในเดือนมิถุนายนนี้จะฟื้นตัวดีต่อเนื่อง จากปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการวีซ่าฟรี และ Visa on Arrival (VOA) ของรัฐบาลไทยที่เพิ่งประกาศใช้

 

อย่างไรก็ดี เมื่อแยกกลุ่มการฟื้นตัวตามสัญชาติของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทย พบข้อมูลว่านักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศต่างๆ เริ่มจะฟื้นตัวกลับมาเทียบเท่าในปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะมีสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด มีเพียงกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่ยังอยู่ในช่วงของการทยอยฟื้นตัว จากข้อมูลในเดือนพฤษภาคมปีนี้ พบว่ามีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาประเทศไทยราว 5 แสนคน ถือเป็นการฟื้นตัวที่ระดับสัดส่วน 70% ก่อนช่วงเกิดโควิด โดยสะท้อนว่าการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนยังอยู่ในระดับที่ช้ากว่านักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ

 

ขณะที่ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนได้กลับมาครองตำแหน่งชาติที่เดินทางมาประเทศไทยสูงสุด ด้วยจำนวน 3.27 ล้านคน สะท้อนว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่เข้ามาสร้างรายได้ให้กับภาคการท่องเที่ยวของไทยในระยะจากนี้ไปข้างหน้าต่อไป

 

เปิดปัจจัยหนุนภาคการท่องเที่ยวไทยฟื้นปี 2567 

 

SCB EIC เชื่อมั่นว่าในปี 2567 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะฟื้นตัวแตะระดับ 36.2 ล้านคน โดยแบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนอย่างน้อย 7 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนจะกลับมาใกล้เคียงกับปี 2562 ในช่วงต้นปี 2568

 

สำหรับภาพรวมแนวโน้มของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีการเดินทางออกไปในต่างประเทศเริ่มทยอยฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว จากปัจจัยบวกที่มีความต้องการเดินทางไปต่างประเทศที่ระดับสูง ซึ่งจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางทางอากาศระหว่างประเทศของจีนในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 19.2 ล้านคน หรือฟื้นตัวดีขึ้นเป็นสัดส่วน 79% ของช่วงก่อนโควิดระบาด อีกทั้งยังมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนจากตัวเลขจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างประเทศในเดือนเมษายนที่เร่งตัวขึ้นแตะสัดส่วน 84% ของช่วงก่อนโควิดระบาด จากเดือนมีนาคมที่ฟื้นตัวดีขึ้นมาแตะระดับ 80% ของช่วงก่อนโควิดระบาด 

 

ปัจจัยสนับสนุนที่ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมาสู่ภาวะปกติได้นั้นมีดังนี้

 

  • ภาวะเศรษฐกิจของจีนที่ภาพรวมยังอยู่ในช่วงการชะลอตัวหลังจากในไตรมาส 4/2566 มีการขยายตัวที่ต่ำที่สุด ส่งผลกระทบให้การใช้จ่ายของชาวจีนยังไม่กลับมาคึกคักในระดับปกติ
  • การเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีกำลังซื้อสูง โดยผู้ที่มีรายได้สูงถึงปานกลางเป็นพลเมืองกลุ่มใหญ่ของจีน มีสัดส่วนประมาณ 30% หรือมีจำนวนประมาณ 470 ล้านคน
  • มาตรการวีซ่าฟรีระหว่างจีนกับต่างประเทศ จะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมายังต่างประเทศได้ง่ายขึ้น โดยปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวจีนสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าเป็นจำนวน 20 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

 

อย่างไรก็ดี เริ่มเห็นภาพว่าหากไม่รวมเขตของพิเศษฮ่องกง, ไต้หวัน และมาเก๊า ที่ชาวจีนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกและง่ายอยู่แล้ว จะเห็นได้ว่านักท่องเที่ยวชาวจีนยังยกให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางหลักของการเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ ตามมาด้วยญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, เวียดนาม และสิงคโปร์

 

ดร.กมลมาลย์ กล่าวต่อว่า พฤติกรรมการท่องเที่ยวของชาวจีนแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตัวเองและกรุ๊ปทัวร์

 

โดยในปี 2562 จะเห็นได้ว่านักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาไทยด้วยตัวเองมีสัดส่วน 60% และนักท่องเที่ยวที่เป็นกรุ๊ปทัวร์จะอยู่ที่ 40% ส่วนในปี 2566 นักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตัวเองนั้นเพิ่มมากขึ้นถึง 86% ส่วนที่เหลือ 14% เป็นการเดินทางด้วยกรุ๊ปทัวร์ ซึ่งจะเห็นได้ว่านักท่องเที่ยวที่เป็นกรุ๊ปทัวร์นั้นลดลงพอสมควร โดยเฉพาะทัวร์กรุ๊ปใหญ่ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอลง รวมถึงความพร้อมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ที่ค่อนข้างมีความอ่อนไหวต่อราคาแพ็กเกจการท่องเที่ยวที่มีการเปลี่ยนแปลง

 

ขณะที่ในปี 2567 นักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาด้วยตัวเองเป็นหลัก โดยรูปแบบการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจะเป็นลักษณะการเข้าถึงวิถีคนท้องถิ่นอย่างแท้จริง รวมถึงในเชิงการรับประสบการณ์ที่แตกต่างจากเดิม กำลังเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมในสื่อโซเชียลมีเดียของจีน

 

SCB EIC แนะธุรกิจไทยปรับตัวรับพฤติกรรมชาวจีนเปลี่ยน

 

กรุ๊ปทัวร์ที่เดินทางเข้ามาจะมีลักษณะ Tailor Made ที่ปัจจุบันกำลังได้รับความสนใจในการให้บริการเพิ่มขึ้น โดยจะออกแบบจัดโปรแกรมตามความต้องการของลูกทัวร์เป็นหลัก ซึ่งจะมีราคาสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับราคาของแพ็กเกจท่องเที่ยวกรุ๊ปใหญ่ทั่วไป สะท้อนการเปลี่ยนโครงสร้างของรูปแบบการท่องเที่ยวของกรุ๊ปทัวร์ที่จะนำไปสู่กลุ่มที่มีกำลังซื้อและมีความพร้อมในการใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น

 

ดังนั้นการปรับตัวของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้ภาคธุรกิจทั้งของจีนและไทยต้องมีการปรับตัวให้พร้อมรับรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป โดยปัจจุบันธุรกิจท่องเที่ยวในไทยยอมรับว่าคาดหวังว่าจะได้รับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นกรุ๊ปใหญ่ในรูปแบบเดิม ส่งผลให้ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวบางส่วนยังปรับตัวไม่ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นธุรกิจที่รองรับ Value Chain ของนักท่องเที่ยวจีน ต้องยอมปรับตัวให้ทันความต้องการของนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่ให้ทันและสอดคล้องกับภาพที่เกิดขึ้น

 

ในฝั่งของบริษัททัวร์ควรมีโปรแกรมทัวร์ที่หลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของชาวจีนให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันชาวจีนต้องการหาโปรแกรมการท่องเที่ยวที่มีความแปลกใหม่หรือมีการ Tailor Made ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น หรือจัดโปรแกรมท่องเที่ยวพิเศษตามความสนใจของนักท่องเที่ยวชาวจีน เช่น การจัดโปรแกรมให้มีการแต่งชุดไทยถ่ายรูปในสถานที่สำคัญในกรุงเทพฯ หรือการจองร้านอาหารชื่อดัง

 

ด้านบริษัทรถทัวร์ควรพิจารณาปรับลดการใช้รถบัสขนาดใหญ่มาเป็นรถบัสขนาดเล็กหรือรถตู้ เพื่อรองรับรูปแบบการเดินทางที่เป็นกรุ๊ปทัวร์ขนาดเล็กหรือแบบไพรเวตเพิ่มมากขึ้น ส่วนธุรกิจโรงแรมควรให้ความสำคัญในการยกระดับ Facilities เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของชาวจีนที่ต้องการท่องเที่ยวแบบ Slow Life มากขึ้น ส่งผลให้มีการใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ของโรงแรมยาวนานขึ้น รวมถึงมีการออกแบบที่พักให้มีลักษณะโดดเด่น มีการทำการตลาดโดยการรีวิวบนโซเชียลมีเดียของจีน ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกที่พักของชาวจีน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มีการใช้โซเชียลมีเดียในการหาข้อมูลในการท่องเที่ยว

The post SCB EIC คาด ต้นปี 2568 คนจีนกลับมาเที่ยวไทยสู่ระดับปกติ หลังเห็นสัญญาณฟื้นชัด ประเมินทั้งปีนี้ต่างชาติเที่ยวไทยแตะ 36.2 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
“เจอกันวันพุธ” อนุทินเผย นายกฯ ตอบกลับ หลังส่งข้อความให้กำลังใจป่วยโควิด ยืนยันการเมืองพรุ่งนี้ไม่ส่งผลเปลี่ยนขั้ว https://thestandard.co/anutin-see-you-wednesday/ Mon, 17 Jun 2024 09:49:04 +0000 https://thestandard.co/?p=946099 อนุทิน

วันนี้ (17 มิถุนายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล […]

The post “เจอกันวันพุธ” อนุทินเผย นายกฯ ตอบกลับ หลังส่งข้อความให้กำลังใจป่วยโควิด ยืนยันการเมืองพรุ่งนี้ไม่ส่งผลเปลี่ยนขั้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน

วันนี้ (17 มิถุนายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตนได้ส่งข้อความทาง WhatsApp ไปหาเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โดยขอให้หายป่วยเร็วๆ ซึ่งนายกฯ ได้ตอบกลับมาว่า เจอกันวันพุธ ตนก็คาดว่าคงเจอกันในสภา เนื่องจากในวันดังกล่าวมีการประชุมร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มองสถานการณ์การเมืองอย่างไร หลังพรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า หรือหากมีเหตุเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีความเป็นไปได้ในการจับมือกับพรรคภูมิใจไทยมากกว่าพรรคเพื่อไทย อนุทินกล่าวว่า “มันไม่มีการเปลี่ยนขั้วหรอกครับ รัฐบาลชุดนี้ก็ยังมีความเข้มแข็ง มีเสียงสนับสนุน 300 กว่าเสียง การทำงานมีความสามัคคีกันดี สนับสนุนซึ่งกันและกันทุกฝ่าย”

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการวิเคราะห์อย่างไร เนื่องจากพรุ่งนี้มีการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ และอัยการสูงสุด จะมีผลต่อรัฐบาลหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า รัฐบาลทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน บริหารประเทศ ส่วนเรื่องตัวบุคคลหรือสถาบันอื่น เราไปก้าวก่ายไม่ได้ ซึ่งการบริหารราชการแผ่นดินมันมี If และ Then เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นก็แล้วแต่ รัฐบาลก็ต้องอยู่ได้ตลอด ไม่ให้เกิดอุปสรรคใดๆ และทำให้ประเทศอยู่ในความสงบ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ได้มีการวิเคราะห์หรือไม่ หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเรื่องการเลือก สว. ขัดรัฐธรรมนูญ จะมีผลอย่างไรต่อการเมือง อนุทินกล่าวว่า ไม่มี เพราะเราไม่ใช่คนตัดสินเอง และเราต้องไม่ก้าวก่ายหน่วยงานหรือสถาบันอื่นๆ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด รวมถึงแผนที่ตั้งใจให้เกิดประสบกับเป้าหมาย เกิดผลสำเร็จให้ได้ รัฐบาลก็ต้องทำเช่นนี้เหมือนกัน

The post “เจอกันวันพุธ” อนุทินเผย นายกฯ ตอบกลับ หลังส่งข้อความให้กำลังใจป่วยโควิด ยืนยันการเมืองพรุ่งนี้ไม่ส่งผลเปลี่ยนขั้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ฮ่องกง’ เบอร์หนึ่งเมืองที่ดินแพงที่สุดในโลก ราคาสูงเกินเอื้อมเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ https://thestandard.co/hk-most-expensive-land-world/ Mon, 17 Jun 2024 08:43:59 +0000 https://thestandard.co/?p=946064 ฮ่องกง ที่ดิน

สถานีโทรทัศน์ CNN เปิดเผยรายงานประจำปีของ Demographia I […]

The post ‘ฮ่องกง’ เบอร์หนึ่งเมืองที่ดินแพงที่สุดในโลก ราคาสูงเกินเอื้อมเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮ่องกง ที่ดิน

สถานีโทรทัศน์ CNN เปิดเผยรายงานประจำปีของ Demographia International Housing Affordability Report ซึ่งติดตามราคาบ้านมาเป็นเวลา 20 ปี และคอยจัดอันดับราคาที่อยู่อาศัยของเมืองต่างๆ ทั่วโลกทั้งหมด 94 แห่งใน 8 ประเทศ พบเขตปกครองพิเศษฮ่องกงขึ้นแท่นกลายเป็นเมืองที่มีราคาที่ดินแพงที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับค่าครองชีพของคนในท้องถิ่น จนทำให้ชนชั้นกลางหนึ่งคนกับการอยากมีบ้านเป็นของตนเองกลายเป็นความฝันที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ (Impossibly Unaffordable)

 

รายงานนี้รวบรวมโดยนักวิจัยจาก Center for Demographics and Policy ของ Chapman University ในแคลิฟอร์เนีย และ Frontier Centre for Public Policy ซึ่งเป็น Think Tank ด้านนโยบายสาธารณะในแคนาดา ซึ่งระบุว่า ทางกลุ่มได้เปรียบเทียบรายได้เฉลี่ยกับราคาบ้านโดยเฉลี่ย โดยพบว่าความต้องการบ้านที่มีพื้นที่ภายนอกซึ่งขับเคลื่อนด้วยโควิด บวกกับนโยบายการใช้ที่ดินที่มุ่งจำกัดการขยายตัวของเมือง และนักลงทุนที่เข้ามาในตลาด ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้น

 

ทั้งนี้ การศึกษาพบว่า 5 เมืองทางชายฝั่งตะวันตกและฮาวายของสหรัฐฯ ครองตำแหน่ง 5 จาก 10 อันดับแรกที่มีราคาเอื้อมไม่ถึง โดยเมืองที่แพงที่สุดในการซื้อบ้านในสหรัฐฯ อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ขณะที่เมืองซานโฮเซ ลอสแอนเจลิส ซานฟรานซิสโก และซานดิเอโก ล้วนติด 10 อันดับแรก ส่วนโฮโนลูลู เมืองหลวงของฮาวาย จัดอยู่ในอันดับที่ 6 

 

ด้านออสเตรเลียถือเป็นประเทศเดียวนอกเหนือจากสหรัฐฯ ที่ครองรายชื่อ ‘เมืองที่บ้านยังไม่สามารถหาซื้อได้’ โดยเมืองที่บ้านราคาแพงที่สุดในออสเตรเลียคือซิดนีย์และเมลเบิร์น เมืองทางตอนใต้ในรัฐวิกตอเรีย และเมืองแอดิเลดในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย

 

อย่างไรก็ตาม อันดับหนึ่งยังคงเป็นเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ซึ่งครองตำแหน่งเบอร์หนึ่งราคาที่อยู่อาศัยแพง โดยศูนย์กลางการเงินขนาดเล็กในเอเชียแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องอพาร์ตเมนต์ขนาดเล็กและค่าเช่าที่สูงลิ่ว 

 

ปัจจุบันฮ่องกงมีอัตราการเป็นเจ้าของบ้านต่ำที่สุดในบรรดาเมืองทั้งหมดที่สำรวจ คือเพียง 51% เมื่อเทียบกับคู่แข่งในเอเชียอย่างสิงคโปร์ ซึ่งมีอัตราการเป็นเจ้าของบ้านสูงสุด 89% อานิสงส์จากความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่ยาวนานหลายทศวรรษในการสร้างและจัดสรรอาคารสาธารณะ

 

ทั้งนี้ การจัดทำรายงาน Demographia International Housing Affordability Report จะวัดความสามารถในการจ่าย โดยใช้อัตราส่วนราคาต่อรายได้ของราคาบ้านเฉลี่ยหารด้วยรายได้เฉลี่ยของครัวเรือน โดยเชื่อมโยงการเพิ่มขึ้นของการทำงานจากที่บ้านในช่วงวิกฤตโควิดระบาดที่เกิด Demand Shock ขณะที่บ้านนอกใจกลางเมืองซึ่งมีพื้นที่ภายนอกมากขึ้นก็ยังคงมีราคาแพง อันเป็นผลมาจากนโยบายการใช้ที่ดิน ซึ่งรวมถึงการจำกัดพื้นที่ในเมือง ซึ่งเป็นการวางแผนประเภทหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อหยุดยั้งการขยายตัวของเมือง

 

รายงานระบุว่า ชนชั้นกลางตกอยู่ภายใต้การปิดล้อม สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดิน เนื่องจากที่ดินได้รับการจัดสรรเพื่อลดการขยายตัวของเมือง และอุปสงค์ที่มากเกินอุปทานทำให้ราคาสูงขึ้น

 

นอกจากนี้ ราคาบ้านและที่ดินของหลายประเทศทั่วโลกยังปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากมีนักลงทุนส่วนหนึ่งกระโดดเข้ามาหาช่องทางลงทุนทำกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ 

 

ทั้งนี้ 10 เมืองที่มีราคาที่อยู่อาศัยแพงที่สุดในโลกได้แก่

 

  1. ฮ่องกง
  2. ซิดนีย์
  3. แวนคูเวอร์
  4. ซานโฮเซ
  5. ลอสแอนเจลิส
  6. โฮโนลูลู
  7. เมลเบิร์น
  8. ซานฟรานซิสโก / แอดิเลด
  9. ซานดิเอโก
  10. โทรอนโต 

 

ขณะเดียวกัน รายงานยังได้หยิบยกนิวซีแลนด์เป็นตัวอย่างการหาโซลูชันในการแก้ปัญหาราคาที่ดินแพงเกินเอื้อม ด้วยการเพิ่มพื้นที่ว่างเพื่อการพัฒนาในทันที ภายใต้นโยบาย ‘Going for Housing Growth’ ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานท้องถิ่นต้องกำหนดเขตการเติบโตของที่อยู่อาศัยในระยะเวลา 30 ปีโดยทันที

 

สำหรับผู้ที่ไม่สามารถรอให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรืออุปสงค์ที่ลดลง รายงานยังระบุเมืองที่มีราคาเหมาะสมที่สุดจาก 94 เมืองที่สำรวจทั่วโลก ได้แก่ เมืองพิตต์สเบิร์ก, โรเชสเตอร์ และเซนต์หลุยส์ ในสหรัฐฯ เมืองเอดมันตันและคาลการีในแคนาดา เมืองแลงคาสเชอร์และกลาสโกว์ในอังกฤษ และเมืองเพิร์ทกับบริสเบนในออสเตรเลีย 

 

อ้างอิง: 

The post ‘ฮ่องกง’ เบอร์หนึ่งเมืองที่ดินแพงที่สุดในโลก ราคาสูงเกินเอื้อมเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ มอบหมายให้ภูมิธรรมนำประชุม ครม. – จิราพรร่วมงานฉลองกฎหมายสมรสเท่าเทียมแทน คาด 19 มิ.ย. นี้ เปิดแถลงงบ 68 ด้วยตัวเอง https://thestandard.co/assigned-phumtham-to-lead-a-cabinet-meeting/ Mon, 17 Jun 2024 06:42:03 +0000 https://thestandard.co/?p=946003

วันนี้ (17 มิถุนายน) ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ […]

The post นายกฯ มอบหมายให้ภูมิธรรมนำประชุม ครม. – จิราพรร่วมงานฉลองกฎหมายสมรสเท่าเทียมแทน คาด 19 มิ.ย. นี้ เปิดแถลงงบ 68 ด้วยตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (17 มิถุนายน) ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ภายหลังมีอาการป่วยจากการติดเชื้อโควิดว่า เบื้องต้นเศรษฐาลาป่วย 2 วัน คือวันที่ 17-18 มิถุนายนนี้ โดยในช่วงเช้าวันนี้นายกรัฐมนตรียังพักรักษาอาการป่วยอยู่ที่บ้านพักซอยสุขุมวิท 16 และกินยาตามที่แพทย์สั่ง

 

ขณะที่ภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาลในเวลา 13.30 น. นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงวิสัยทัศน์ ‘เตรียมทัพกำลังคน สร้างอนาคตอุตสาหกรรมใหม่’ IGNITE THAILAND: Future Workforce for Future Industry ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล แทน 

 

ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 18 มิถุนายนนี้ ยังคงมีตามปกติ โดยมอบหมายให้ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมแทน

 

ทั้งนี้ ในส่วนของการเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 นายกรัฐมนตรีได้เตรียมความพร้อมที่จะไปกล่าวเปิดด้วยตนเอง ซึ่งคาดว่าจะหายจากโควิดทัน เนื่องจากไม่มีอาการรุนแรงและแพทย์ได้ตรวจอาการอย่างละเอียดแล้ว 

 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของงานเลี้ยงรับรองเพื่อแสดงความยินดีกับจุดเริ่มต้นของกฎหมายสมรสเท่าเทียม ที่บริเวณสนามหญ้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 18 มิถุนายน เวลา 17.00 น. นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมงานแทน

The post นายกฯ มอบหมายให้ภูมิธรรมนำประชุม ครม. – จิราพรร่วมงานฉลองกฎหมายสมรสเท่าเทียมแทน คาด 19 มิ.ย. นี้ เปิดแถลงงบ 68 ด้วยตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. เตือน โควิด-ไข้หวัดใหญ่ติดเชื้อพุ่งสูง ช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. แนะกลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีนป้องกัน https://thestandard.co/bangkok-warns-of-covid-flu-surge-june-august/ Wed, 12 Jun 2024 00:49:43 +0000 https://thestandard.co/?p=944116

วานนี้ (11 มิถุนายน) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกร […]

The post กทม. เตือน โควิด-ไข้หวัดใหญ่ติดเชื้อพุ่งสูง ช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. แนะกลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีนป้องกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (11 มิถุนายน) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 3/2567 ณ ห้องนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า และผ่านระบบออนไลน์ 

 

ทั้งนี้ ในที่ประชุม สำนักอนามัยรายงานสถานการณ์โรคติดต่อที่สำคัญ เช่น โควิด โรคไข้หวัดใหญ่ โรคไข้เลือดออก และโรคติดเชื้อฝีดาษลิง โดยสถานการณ์โควิดในกรุงเทพมหานครมีลักษณะติดเชื้อตามฤดูกาล (Seasonality) ซึ่งคาดว่าจำนวนการป่วยรายสัปดาห์จะยังเพิ่มขึ้น และน่าจะสูงสุดในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เป็นสายพันธุ์ JN.1 

 

ปัจจุบันอัตราป่วยตายร้อยละ 0.02 ซึ่งดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงสายพันธุ์เดลตา (CFR ร้อยละ 2.16 ณ มิถุนายน 2564) บ่งชี้ว่าความรุนแรงของโรคลดลง เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันในระดับประชากร ร่วมกับสายพันธุ์ไม่รุนแรง ในส่วนภาพรวมภาระโรคยังไม่ก่อให้เกิดปัญหาเชิงระบบการดูแลรักษาพยาบาล โรงพยาบาลยังมีศักยภาพสูงในการดูแลผู้ป่วย อัตราป่วยตายในกลุ่มผู้ป่วยในลดลงมากเมื่อเทียบกับปี 2566

 

ทั้งนี้ สำนักอนามัยขอเน้นย้ำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัย สวมหน้ากากอนามัย พบแพทย์หากมีอาการรุนแรง และหลีกเลี่ยงการนำเชื้อไปสู่กลุ่มเปราะบาง

 

ส่วนสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ กรุงเทพมหานคร ปี 2567 มีผู้ป่วยจำนวน 21,406 ราย จากจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พบว่าสูงกว่าปี 2566 และสูงกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง และพบผู้เสียชีวิต 2 ราย รายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาล คาดว่าจะมีผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม อัตราป่วยสูงสุดพบในเด็กวัยเรียน อายุ 5-14 ปี 

 

การระบาดเป็นกลุ่มก้อนของโรคไข้หวัดใหญ่ ส่วนใหญ่พบในเรือนจำ โรงเรียน และสถานปฏิบัติธรรม สายพันธุ์ที่พบมีทั้งไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B ซึ่งปัจจุบันมีการรณรงค์เชิญชวนประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยงเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาล พร้อมประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนประชาชนในเรื่องการป้องกันโรคและการแพร่กระจายเชื้อ โดยเน้นการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่

 

ส่วนสถานการณ์โรคไข้เลือดออก กรุงเทพมหานคร ปี 2567 สัปดาห์ที่ 21 (ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม – 1 มิถุนายน 2567) มีผู้ป่วยสะสมจำนวน 1,973 ราย เสียชีวิต 3 ราย เมื่อเทียบกับประเทศไทย กรุงเทพมหานครมีอัตราป่วยเป็นลำดับที่ 46 และมีอัตราป่วยเป็นลำดับที่ 6 เมื่อเทียบกับปริมณฑล กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อายุ 5-14 ปี รองลงมาคือ อายุ 15-34 ปี และอายุ 0-4 ปี 

 

เมื่อแยกข้อมูลเป็นรายเขตพบว่า 3 เขตที่มีอัตราป่วยสะสมสูงสุด ได้แก่ เขตภาษีเจริญ (แขวงคูหาสวรรค์) เขตดุสิต (แขวงสี่แยกมหานาค) และเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย (แขวงคลองมหานาค) สำหรับมาตรการในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อนำโดยยุงลาย สำนักอนามัยแนะนำให้ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยสงสัยโรคไข้เลือดออกควรทายากันยุงป้องกันยุงกัดทุกรายเพื่อลดการแพร่โรค ตลอดจนผู้ที่อยู่ร่วมบ้านและผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนที่มีการระบาด เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อจากผู้ป่วยโรคติดต่อนำโดยยุงลายไปสู่ชุมชน

 

ทั้งนี้ รศ.ทวิดา ได้เน้นย้ำในการรณรงค์ป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก แม้ว่าปี 2567 จะสามารถควบคุมยอดผู้ป่วยได้มากกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคาดว่าปีนี้จะมีฝนตกหนัก 

 

ฉะนั้นการรณรงค์เรื่องโรคไข้เลือดออกต้องมีกิจกรรมเพิ่มเติมและทำอย่างเข้มข้นในพื้นที่ที่มีการระบาดอย่างต่อเนื่อง ลงพื้นที่ตามชุมชน นอกจากนี้ยังต้องรณรงค์เพิ่มเติมในกลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่มวัยทำงานด้วย

 

ด้านสถานการณ์โรคติดเชื้อฝีดาษลิง (Mpox) กรุงเทพมหานครเป็นจังหวัดที่มีการติดเชื้อสูงสุดในประเทศไทย สำหรับมาตรการในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคฝีดาษลิง ยังต้องเฝ้าระวังและเพิ่มมาตรการในการคัดกรองผู้มีความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาล Pride Month ซึ่งอาจมีการเบียดเสียดของคนที่ไปร่วมงานได้

 

The post กทม. เตือน โควิด-ไข้หวัดใหญ่ติดเชื้อพุ่งสูง ช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. แนะกลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีนป้องกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าตามรอยริงกิตหรือไม่? | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-06062024-3/ Thu, 06 Jun 2024 08:00:27 +0000 https://thestandard.co/?p=941931 ค่าเงินบาท

หลังการแพร่ระบาดของโควิด เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าอย่างต่ […]

The post ชมคลิป: ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าตามรอยริงกิตหรือไม่? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าเงินบาท

หลังการแพร่ระบาดของโควิด เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร ได้วิเคราะห์ ‘ค่าเงินบาทจะตามรอยริงกิตหรือไม่’ ติดตามรายละเอียดได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าตามรอยริงกิตหรือไม่? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทักษิณ’ ป่วยโควิด รักษาตัวอยู่บ้าน ทนายเตรียมยื่นประกันขอปล่อยตัวชั่วคราว ติดใจคลิปในสำนวนสั่งฟ้องอาจถูกตัดต่อใส่ร้าย https://thestandard.co/thaksin-covid-112-29052567/ Wed, 29 May 2024 05:16:42 +0000 https://thestandard.co/?p=938791 ทักษิณ โควิด

วันนี้ (29 พฤษภาคม) ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเ […]

The post ‘ทักษิณ’ ป่วยโควิด รักษาตัวอยู่บ้าน ทนายเตรียมยื่นประกันขอปล่อยตัวชั่วคราว ติดใจคลิปในสำนวนสั่งฟ้องอาจถูกตัดต่อใส่ร้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทักษิณ โควิด

วันนี้ (29 พฤษภาคม) ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก วิญญัติ ชาติมนตรี ในฐานะทนายความของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังสำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องทักษิณว่ามีความผิดตามมาตรา 112 ทุกข้อกล่าวหา จากกรณีทักษิณให้สัมภาษณ์กับสื่อเกาหลีใต้ และมีการพาดพิงถึงสถาบันฯ

 

เมื่อถามถึงอาการป่วยของทักษิณที่ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาฟังคำสั่งอัยการสูงสุดด้วยตนเองได้ วิญญัติกล่าวว่า ตนเองได้รับใบรับรองแพทย์ที่แจ้งว่าทักษิณติดเชื้อโควิด-19 เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 28 พฤษภาคม และทำหนังสือขอเลื่อนการฟังคำสั่งยื่นให้กับสำนักงานอัยการสูงสุดก่อนเวลา 16.00 น. วานนี้ (28 พฤษภาคม) ในใบรับรองแพทย์ระบุว่าให้กักตัว 7 วัน

 

วิญญัติกล่าวต่อว่า จากที่ได้โทรศัพท์คุยกับทักษิณ พบว่าทักษิณเสียงแหบ ส่วนอาการป่วยโควิด-19 ตนทราบเพียงแค่ว่ารักษาตัวอยู่ที่บ้าน มีอาการไข้ อุณหภูมิ 38 องศาเซลเซียส และส่วนตัวมองว่าอาการอาจจะไม่หนักมากเหมือนครั้งที่ป่วยเมื่ออยู่ต่างประเทศ เพียงแต่ทักษิณต้องป้องกันผู้อื่นไม่ให้ติดเชื้อไปด้วย

 

ส่วนข้อสงสัยที่ว่าทำไมทักษิณพึ่งแจ้งป่วยในวันที่ 28 พฤษภาคม ก่อนข้ามคืนที่จะฟังคำสั่งในคดีนี้นั้น วิญญัติระบุว่า ความสงสัยเป็นสิทธิ์ของแต่ละคน ซึ่งทุกอย่างที่ตนได้ยื่นให้อัยการสูงสุดนั้นล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริง ข้อมูลสถาบันทางการแพทย์ที่ตรวจให้กับทักษิณตนไม่สามารถเปิดเผยและไปก้าวล่วงได้ แต่อยากให้ตั้งข้อสังเกตว่าช่วงวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทักษิณได้ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งอาจจะเป็นจังหวะที่ได้รับเชื้อ 

 

ด้านคดีความ วิญญัติเปิดเผยว่า ในฐานะทนายความ จะขอยื่นประกันตัวเพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราว เมื่อถามต่อว่ามีความกังวลหรือไม่ที่ทักษิณจะไม่ได้ประกัน วิญญัติระบุว่า ตนเห็นหลักฐาน ข้อกล่าวหา รวมทั้งเหตุผลในการฟ้อง ตนไม่กังวล และทำตามที่กฎหมายได้ให้สิทธิ์ไว้ทุกประการนับจากนี้ ส่วนแนวทางการต่อสู้ ตนก็ขอให้ถึงเวลานั้นก่อน แต่ยืนยันว่าเตรียมพยานหลักฐานไว้ค่อนข้างสมบูรณ์ ซึ่งต้องไปพิสูจน์กันในศาล 

 

ซึ่งการฟ้องของอัยการสูงสุดในครั้งนี้ ตนเห็นว่าเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และดุลพินิจ ถึงแม้ข้อเรียกร้องที่ตนขอให้พิจารณาอัยการจะไม่รับไป แต่ก็ขอยืนยันว่า จะดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอน และทักษิณก็พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่เดินทางกลับประเทศไทยมา

 

นอกจากนี้วิญญัติยังตั้งข้อสังเกตถึงสำนวนของพนักงานสอบสวนและพยานหลักฐานต่างๆ ที่อัยการได้พิจารณา โดยเฉพาะคลิปต้นเรื่องที่มีนายทหารจากกองทัพบกนำมายื่นไว้เป็นพยานหลักฐานนั้น คาดว่าจะเป็นคลิปตัดต่อและเป็นข้อมูลเท็จ ที่นำมาใส่ร้ายทักษิณ เมื่อถามต่อว่าตัวทนายมีคลิปต้นฉบับหรือไม่ วิญญัติไม่ได้ตอบคำถาม พร้อมบอกว่าเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายโจทก์ที่จะต้องหาคลิปต้นฉบับมาพิสูจน์

The post ‘ทักษิณ’ ป่วยโควิด รักษาตัวอยู่บ้าน ทนายเตรียมยื่นประกันขอปล่อยตัวชั่วคราว ติดใจคลิปในสำนวนสั่งฟ้องอาจถูกตัดต่อใส่ร้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สพฐ. ให้สิทธิ์โรงเรียนปิดเรียนและสอนออนไลน์แทน หากอากาศร้อน โควิด และค่าฝุ่นพุ่ง เน้นปลอดภัยเป็นหลัก https://thestandard.co/obec-gives-rights-to-school-to-teach-online/ Wed, 15 May 2024 03:11:31 +0000 https://thestandard.co/?p=933601

วันนี้ (15 พฤษภาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายก […]

The post สพฐ. ให้สิทธิ์โรงเรียนปิดเรียนและสอนออนไลน์แทน หากอากาศร้อน โควิด และค่าฝุ่นพุ่ง เน้นปลอดภัยเป็นหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (15 พฤษภาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ เตรียมความพร้อมช่วงเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2567 ผ่านมาตรการต่างๆ รวมถึงได้แจ้งแนวปฏิบัติเวียนไปยังโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ทุกแห่งแล้ว เชื่อมั่นว่าโรงเรียนจะสามารถบริหารจัดการและดูแลนักเรียน ครู รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษา อย่างเป็นไปด้วยดี 

 

สำหรับการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุความไม่ปลอดภัยที่เกิดจากสภาพอากาศร้อนจัดแก่นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา คารมกล่าวว่า กรณีที่มีสภาพอากาศร้อนจนมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของนักเรียน สพฐ. ให้ผู้บริหารโรงเรียนพิจารณาปิดเรียนและจัดการเรียนในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมได้ เช่น Online, On-Hand, On-Air หรือ On-Demand ฯลฯ

 

ส่วนการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด หากมีการแพร่ระบาดในโรงเรียนจนกระทบต่อสุขภาพของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงผู้บริหารโรงเรียน สามารถประกาศปิดเรียนและปรับมาเรียนในรูปแบบที่เหมาะสมได้ อาทิ การเรียนออนไลน์ โดยมีการเน้นย้ำให้ยึดมาตรการป้องกันโรคโควิดตามแนวทางเดิม เช่น หมั่นล้างมือและทำความสะอาด เว้นระยะห่าง และสวมหน้ากากอนามัย 

 

คารมกล่าวต่อว่า เพื่อต้อนรับเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2567 ในส่วนของสถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศได้มีการปรับลดดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ โดยคิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้

 

  • เงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ต่อเดือน 
  • เงินต้นเกิน 5,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน 

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2567

 

“ยืนยันว่ารัฐบาล โดย สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2567 ในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ เพื่อเปิดเรียนได้ตามปกติ แต่เป็นการเปิดเรียนแบบมีเงื่อนไขคือ ถ้าอุณหภูมิสูง มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด หรือแม้กระทั่งหากมีค่าฝุ่น PM2.5 ในปริมาณที่สูงขึ้น เสี่ยงกระทบกับสุขภาพนักเรียน ผู้บริหารโรงเรียนสามารถประกาศปิดและปรับมาเรียนในรูปแบบที่เหมาะสมตามความพร้อม” คารมกล่าว

The post สพฐ. ให้สิทธิ์โรงเรียนปิดเรียนและสอนออนไลน์แทน หากอากาศร้อน โควิด และค่าฝุ่นพุ่ง เน้นปลอดภัยเป็นหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทย์เชียงใหม่เผย ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จาก วัคซีนโควิด พบได้เพียงช่วง 1-2 สัปดาห์หลังฉีด https://thestandard.co/chatri-blood-clots-covid-vaccines/ Thu, 02 May 2024 03:51:06 +0000 https://thestandard.co/?p=928954 แพทย์เชียงใหม่เผย ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จาก วัคซีนโควิด พบได้เพียงช่วง 1-2 สัปดาห์หลังฉีด

วานนี้ (1 พฤษภาคม) รศ.ดร.นพ.ชาตรี ชัยอดิศักดิ์โสภา อาจา […]

The post แพทย์เชียงใหม่เผย ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จาก วัคซีนโควิด พบได้เพียงช่วง 1-2 สัปดาห์หลังฉีด appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทย์เชียงใหม่เผย ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จาก วัคซีนโควิด พบได้เพียงช่วง 1-2 สัปดาห์หลังฉีด

วานนี้ (1 พฤษภาคม) รศ.ดร.นพ.ชาตรี ชัยอดิศักดิ์โสภา อาจารย์หน่วยโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลกรณีบริษัทแอสตร้าเซนเนก้ายอมรับว่า วัคซีนโควิด มีผลข้างเคียงทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดและเกล็ดเลือดต่ำว่า มีรายงานภาวะลิ่มเลือดอุดตันและเกล็ดเลือดต่ำ (VITT) หลังฉีดวัคซีนโควิดอยู่ 2 ชนิด โดยกลไกที่ทำให้เกิดภาวะ VITT เพราะองค์ประกอบของวัคซีนบางส่วนที่ทำให้ร่างกายผู้รับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาแล้วไปกระตุ้นเกล็ดเลือด ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันและเกล็ดเลือดต่ำ

 

อุบัติการณ์ทั่วไปพบได้ 1:100,000 ในกลุ่มประชาชนทั่วไป พบน้อยมากในกลุ่มผู้สูงอายุ (มากกว่า 65 ปี) มีเพียง 1:1,000,000 ของประชากรที่ฉีดวัคซีน และในกลุ่มที่อายุน้อยกว่า 55 ปี พบได้ 1:50,000 มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 

 

สำหรับอาการมักเกิดใน 1-2 สัปดาห์หลังจากฉีดเข็มแรก แต่ยังสามารถพบได้ภายใน 30 วันหลังฉีด โดยอาการขึ้นอยู่กับว่าลิ่มเลือดอุดตันที่อวัยวะใด พบบ่อยที่สุดบริเวณหลอดเลือดดำของสมอง รองลงมาคือในหลอดเลือดดำในท้อง ส่วนบริเวณอื่นๆ พบได้น้อยกว่า 

 

การวินิจฉัยประกอบด้วย 3 องค์ประกอบคือ ต้องมีภาวะลิ่มเลือดอุดตัน หากสงสัยจะส่ง CT Scan ต้องมีปริมาณเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ และมีการสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อต้านเกล็ดเลือดของตนเอง การรักษาจะให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และระวังภาวะแทรกซ้อนต่างๆ และยับยั้งการสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติด้วยการให้ยา Intravenous Immunoglobulin (IVIG)

 

ทั้งนี้ คาดว่าภายหลังจากการออกมายอมรับของบริษัทผู้พัฒนาวัคซีนแล้ว จะเริ่มมีการเก็บรวบรวมข้อมูลในเรื่องนี้เพื่อศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 

The post แพทย์เชียงใหม่เผย ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จาก วัคซีนโควิด พบได้เพียงช่วง 1-2 สัปดาห์หลังฉีด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. อนุมัติยกเว้นภาษีค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่และบุคคลภายนอกปฏิบัติงานโควิด https://thestandard.co/tax-relief-covid-19-workers/ Tue, 19 Mar 2024 06:42:53 +0000 https://thestandard.co/?p=912808 ยกเว้นภาษี เจ้าหน้าที่ โควิด

วันนี้ (19 มีนาคม) เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนา […]

The post ครม. อนุมัติยกเว้นภาษีค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่และบุคคลภายนอกปฏิบัติงานโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยกเว้นภาษี เจ้าหน้าที่ โควิด

วันนี้ (19 มีนาคม) เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าตอบแทนที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่และบุคคลภายนอก ซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด-19) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ออกไปอีก 1 ปีภาษี โดยให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปีภาษี พ.ศ. 2566

 

โดยกำหนดให้เงินได้ดังต่อไปนี้เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

 

  • ค่าตอบแทนเสี่ยงภัยในการเฝ้าระวัง สอบสวน ป้องกัน ควบคุม และรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามที่ได้รับอนุญาตจาก กระทรวงการคลัง

 

  • ค่าตอบแทนในการให้คำปรึกษาด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อรับมือกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจ่ายให้เจ้าหน้าที่และบุคคลภายนอกที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง

 

  • ค่าตอบแทนในการให้บริการฉีดวัคซีนโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานให้บริการฉีดวัคซีนโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นอกสถานพยาบาลตามที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง

The post ครม. อนุมัติยกเว้นภาษีค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่และบุคคลภายนอกปฏิบัติงานโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยืนยัน ‘ลิ่มเลือดสีขาว’ เกิดจากโปรตีนเลือดตกตะกอน ไม่ใช่ความผิดปกติจากการฉีดวัคซีน mRNA https://thestandard.co/white-clot-not-abnormality-from-mrna-vaccination/ Thu, 22 Feb 2024 00:45:51 +0000 https://thestandard.co/?p=902834

วานนี้ (21 กุมภาพันธ์) สถาบันวัคซีนแห่งชาติเผยแพร่เอกสา […]

The post ยืนยัน ‘ลิ่มเลือดสีขาว’ เกิดจากโปรตีนเลือดตกตะกอน ไม่ใช่ความผิดปกติจากการฉีดวัคซีน mRNA appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (21 กุมภาพันธ์) สถาบันวัคซีนแห่งชาติเผยแพร่เอกสารชี้แจงข้อเท็จจริง เรื่อง ลิ่มเลือดสีขาว (White Clot) และวัคซีนโควิด ชนิด mRNA โดยระบุว่า

 

จากกรณีที่มีการเผยแพร่และส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับการพบสิ่งแปลกปลอมซึ่งมีลักษณะเป็นลิ่มเลือดสีขาว (White Clot) ในหลอดเลือดผู้เสียชีวิตที่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด และระบุว่าสามารถพบสิ่งแปลกปลอมนี้ได้ในผู้ที่ยังมีชีวิตที่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในวงกว้าง

 

สถาบันวัคซีนแห่งชาติและภาคีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญไม่ได้นิ่งนอนใจกับประเด็นกังวลดังกล่าว จึงได้ประสานไปยังแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ได้รับข้อมูลดังนี้

 

รูปสิ่งแปลกปลอมที่อ้างถึง ไม่ใช่ความผิดปกติของเลือดที่เกิดจากการฉีดวัคซีน mRNA แต่อย่างใด เป็นเพียงการตกตะกอนของโปรตีนส่วนประกอบของเลือดที่เกิดขึ้นภายหลังการตาย (ลิ่มเลือดภายหลังการตาย หรือ Postmortem Blood Clot) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่พบได้เป็นปกติในผู้เสียชีวิต และพบมาตั้งแต่ก่อนมีการระบาดหรือมีการใช้วัคซีนโควิด

 

โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากเมื่อมีการเสียชีวิตระบบหมุนเวียนของเลือดรวมทั้งระบบอื่นๆ ในร่างกายจะหยุดทำงาน จากนั้นเม็ดเลือดแดงจะมีการตกตะกอนตามแรงโน้มถ่วงของโลก ก่อนแยกออกมาจากน้ำเลือด (Plasma) ซึ่งในน้ำเลือดยังมีโปรตีนที่ทำหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด (Fibrinogen) คงเหลืออยู่และเกิดการแข็งตัวขึ้นตามธรรมชาติ เป็นโปรตีนเส้นใย (Fibrin Clot) ทำให้เกิดเป็นลิ่มโปรตีนสีขาวลักษณะดังกล่าว

 

สำหรับข้อมูลที่ระบุว่า สามารถพบ White Clot นี้ในเลือดของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยนั้น สามารถอธิบายด้วยหลักการทางโลหิตวิทยา เรื่องกระบวนการแข็งตัวของเลือด ได้เช่นกัน โดยสามารถอธิบายได้ว่า เมื่อมีการเจาะเลือดออกมานอกร่างกาย หากไม่มีการเติมสารกันเลือดแข็ง (Anticoagulants) และตั้งทิ้งไว้ระยะหนึ่ง เลือดจะมีการแข็งตัวแยกชั้นออกมา เป็นชั้นลิ่มเลือด (Thrombus หรือ Clot Blood) และชั้นน้ำเหลือง (Serum) ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

 

อย่างไรก็ตาม หากนำเลือดที่ไม่ได้เติมสารกันเลือดแข็งมาปั่นแยกด้วยเครื่องปั่นเหวี่ยงตกตะกอนความเร็วสูง (Centrifuge) แยกส่วนประกอบของเลือด ในขณะที่การแข็งตัวของเลือดยังเกิดขึ้นไม่สมบูรณ์ (Partial Clot) จะสามารถพบโปรตีนเส้นใยที่ทำหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด (Fibrin Clot) ที่มีความคล้ายกับ White Clot ข้างต้นได้ เป็นเหตุการณ์ที่พบเป็นปกติ

 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องน่ากังวลและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนโควิดแต่อย่างใด

 

ทั้งนี้ ทั่วโลกมีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนโควิดแล้วกว่า 1.3 หมื่นล้านโดส และมีการติดตามและเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์อย่างเป็นระบบในแต่ละประเทศ และปัจจุบันหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลกยังคงแนะนำให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้น ปีละ 1 ครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงของการป่วยรุนแรงจากโรคโควิด

 

อย่างไรก็ตาม สถาบันวัคซีนแห่งชาติขอให้ประชาชนเลือกรับข่าวสารจากแหล่งข้อมูลวิชาการที่เป็นทางการและมีความน่าเชื่อถือ

The post ยืนยัน ‘ลิ่มเลือดสีขาว’ เกิดจากโปรตีนเลือดตกตะกอน ไม่ใช่ความผิดปกติจากการฉีดวัคซีน mRNA appeared first on THE STANDARD.

]]>
31 ธันวาคม 2019 – WHO ได้รับรายงานกรณีการติดเชื้อโควิดในอู่ฮั่นเป็นครั้งแรก https://thestandard.co/onthisday31122019/ Sun, 31 Dec 2023 07:23:33 +0000 https://thestandard.co/?p=882995

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ได้รั […]

The post 31 ธันวาคม 2019 – WHO ได้รับรายงานกรณีการติดเชื้อโควิดในอู่ฮั่นเป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ได้รับรายงานจากคณะกรรมการสุขภาพเทศบาลเมืองอู่ฮั่นของจีน เกี่ยวกับกรณีคลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อ ‘โรคปอดอักเสบปริศนาจากเชื้อไวรัส’ ที่พบในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย เป็นครั้งแรก 

 

โดยต่อมาโรคปอดอักเสบดังกล่าวถูกกำหนดให้เป็นโรคโควิด-19 และกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ที่แพร่ระบาดอย่างรุนแรงไปทั่วโลก

 

ภาพ: Getty Images

The post 31 ธันวาคม 2019 – WHO ได้รับรายงานกรณีการติดเชื้อโควิดในอู่ฮั่นเป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเดียพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ JN.1 กว่า 100 คน https://thestandard.co/india-finds-people-infected-new-strain-of-covid/ Thu, 28 Dec 2023 03:17:27 +0000 https://thestandard.co/?p=882023

กระทรวงสาธารณสุขอินเดียรายงานวานนี้ (27 ธันวาคม) ว่า พบ […]

The post อินเดียพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ JN.1 กว่า 100 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระทรวงสาธารณสุขอินเดียรายงานวานนี้ (27 ธันวาคม) ว่า พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นอีก 412 คนในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ทั่วประเทศที่พบในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 4,093 คน ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่พบในรัฐเกรละ 

 

นอกจากนี้ยังพบเสียชีวิตแล้ว 3 คนในรัฐกรณาฏกะ และรัฐคุชราต และพบการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์ย่อย JN.1 ในผู้ติดเชื้อจำนวน 109 คน ซึ่งกรณีการติดเชื้อส่วนใหญ่ที่พบไม่แสดงถึงการแพร่ระบาดแบบกลุ่มหรือคลัสเตอร์ ขณะที่ผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ JN.1 ที่พบส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง

 

อย่างไรก็ตาม ชุมชนนักวิทยาศาสตร์ในอินเดียกำลังตรวจสอบและติดตามกรณีการระบาดของเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่นี้อย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นที่ทางการต้องเพิ่มการตรวจเชื้อและระบบเฝ้าระวังผู้ติดเชื้อให้มากขึ้น

 

ทั้งนี้ อินเดียพบผู้ติดเชื้อโควิดรวมแล้วทั้งหมดมากกว่า 45 ล้านคน และเสียชีวิตกว่า 5.3 ล้านคน มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีอัตราผู้ติดเชื้อที่หายป่วยอยู่ในระดับสูงกว่า 98.80% และอัตราเสียชีวิตอยู่ที่ 1.19% ตามข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขอินเดีย

 

ภาพ: Yawar Nazir / Getty Images

อ้างอิง:

The post อินเดียพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ JN.1 กว่า 100 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี 2023 เป็นของผู้ร่วมคิดค้นวัคซีนโควิด https://thestandard.co/nobel-prize-in-medicine-2023/ Tue, 03 Oct 2023 04:34:01 +0000 https://thestandard.co/?p=849830 Drew Weissman and Katalin Karikó

คณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลประกาศให้ ศ.ดร.กอตอลิน กอริ […]

The post รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี 2023 เป็นของผู้ร่วมคิดค้นวัคซีนโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Drew Weissman and Katalin Karikó

คณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลประกาศให้ ศ.ดร.กอตอลิน กอริโก (Katalin Karikó) นักชีวเคมีสัญชาติฮังการี-อเมริกัน และรองประธานอาวุโสบริษัท BioNTech และ ศ.นพ.ดรู ไวส์แมน (Drew Weissman) นายแพทย์ชาวอเมริกันจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ผู้ร่วมกันคิดค้นและพัฒนาวัคซีน mRNA เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี 2023

 

คณะกรรมการยังกล่าวยกย่องทั้งคู่อีกว่า “การค้นคว้าที่ก้าวล้ำของทั้งสองคน มีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงความเข้าใจของเราเกี่ยวกับการทำงานของ mRNA ว่ามีปฏิกิริยาต่อระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์เราอย่างไร 

 

“โดยผลงานการคิดค้นและพัฒนาวัคซีน mRNA ของทั้งคู่ มีส่วนช่วยชีวิตผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด จนสังคมโลกกลับมาขับเคลื่อนได้อย่างปกติอีกครั้ง และในขณะนี้วัคซีน mRNA ก็ยังได้รับการพัฒนาต่อยอด เพื่อใช้ป้องกันและรักษาโรคชนิดอื่นๆ อาทิ โรคมะเร็ง อีกด้วย”

 

ศ.ดร.กอริโก และ ศ.นพ.ไวส์แมน เคยตีพิมพ์ผลงานการค้นคว้าร่วมกันในปี 2005 ซึ่งในขณะนั้นไม่ค่อยได้รับความสนใจเป็นวงกว้างมากนัก แต่ต่อมางานศึกษาค้นคว้าของพวกเขากลับมีความสำคัญอย่างมากสำหรับการวางรากฐานเพื่อพัฒนาวัคซีน mRNA ซึ่งมีส่วนช่วยชีวิตผู้คนนับล้านในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด

 

นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังเคยได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล สาขาการแพทย์ ประจำปี 2021 อีกด้วย โดยทั้งคู่จะเข้ารับรางวัลโนเบลอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนธันวาคมนี้ และจะได้รับเงินรางวัลร่วมกันจำนวน 10 ล้านโครนสวีเดน (ราว 33.5 ล้านบาท)

 

ภาพ: Peggy Peterson / Pennsylvania School of Medicine / AFP

อ้างอิง:

The post รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี 2023 เป็นของผู้ร่วมคิดค้นวัคซีนโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผอ.องค์การอนามัยโลก จี้จีนเปิดทางให้ WHO เข้าถึงข้อมูลทั้งหมดเพื่อระบุหาต้นตอโควิด https://thestandard.co/who-china-covid-origin/ Mon, 18 Sep 2023 02:51:36 +0000 https://thestandard.co/?p=842689

ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) เรียกร้องให้ปักกิ่งแบ […]

The post ผอ.องค์การอนามัยโลก จี้จีนเปิดทางให้ WHO เข้าถึงข้อมูลทั้งหมดเพื่อระบุหาต้นตอโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) เรียกร้องให้ปักกิ่งแบ่งปันข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับต้นกำเนิดของโควิด ทั้งยังระบุด้วยว่า WHO พร้อมที่จะส่งทีมผู้เชี่ยวชาญชุดที่ 2 ไปยังประเทศจีนเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้  

 

“เรากำลังกดดันจีนให้เปิดการเข้าถึงอย่างเต็มที่ และเราจะขอให้ประเทศต่างๆ หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือในระหว่างการประชุมทวิภาคีกับจีน เพื่อกระตุ้นให้ปักกิ่งให้ความร่วมมือ” เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO กล่าวกับ Financial Times ในวันอาทิตย์ (17 กันยายน)

 

คำกล่าวของผู้อำนวยการ WHO มีขึ้นในขณะที่หน่วยงานด้านสุขภาพและบริษัทยาทั่วโลกต่างเร่งปรับปรุงวัคซีนเพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่มีการกลายพันธุ์

 

ที่ผ่านมาเกเบรเยซุสกดดันจีนมาโดยตลอดให้แบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับต้นกำเนิดของโควิด และระบุว่า WHO ยังไม่ตัดสมมติฐานใดๆ ทิ้งจนกว่าจะได้ข้อมูลทั้งหมดจากจีน 

 

โควิดพบครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่นของจีนเมื่อเดือนธันวาคม 2019 ซึ่งผลการศึกษาส่วนใหญ่ชี้ว่าไวรัสเริ่มแพร่กระจายในตลาดค้าสัตว์ที่มีชีวิต ก่อนที่จะระบาดไปทั่วโลกและคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 7 ล้านคน

 

ภาพ: Fabrice COFFRINI / AFP

อ้างอิง:

The post ผอ.องค์การอนามัยโลก จี้จีนเปิดทางให้ WHO เข้าถึงข้อมูลทั้งหมดเพื่อระบุหาต้นตอโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เผยไทยพบโควิด HK.3 จริง แต่ยังไม่มีหลักฐานความรุนแรงเพิ่มขึ้น ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก โควิดกลายพันธุ์เป็นเรื่องปกติ https://thestandard.co/thailand-found-covid-hk-3/ Wed, 30 Aug 2023 12:32:20 +0000 https://thestandard.co/?p=835746 โควิด hk 3

วันนี้ (30 สิงหาคม) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยา […]

The post สธ. เผยไทยพบโควิด HK.3 จริง แต่ยังไม่มีหลักฐานความรุนแรงเพิ่มขึ้น ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก โควิดกลายพันธุ์เป็นเรื่องปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิด hk 3

วันนี้ (30 สิงหาคม) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมด้วย นพ.บัลลังก์ อุปพงษ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ นพ.อาชวินทร์ โรจนวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข แถลงข่าวอัปเดตสถานการณ์การเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิดในประเทศไทย และโอมิครอน HK.3 

 

นพ.ศุภกิจกล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการ ติดตามการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์เชื้อโควิด พบเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง สำหรับสายพันธุ์ที่องค์การอนามัยโลกติดตามใกล้ชิดในปัจจุบัน ได้แก่ 

 

สายพันธุ์ที่เฝ้าระวัง หรือ Variants of Interest (VOI) 3 สายพันธุ์ดังนี้

  • XBB.1.5
  • XBB.1.16
  • EG.5

 

สายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง หรือ Variants Under Monitoring (VUM) 7 สายพันธุ์ ดังนี้

  • BA.2.75
  • BA.2.86 
  • CH.1.1
  • XBB
  • XBB.1.9.1
  • XBB.1.9.2
  • XBB.2.3

 

สถานการณ์ภาพรวมทั่วโลกจากฐานข้อมูลกลาง GISAID รอบสัปดาห์ที่ 26-30 (เดือนกรกฎาคม 2566) พบ XBB.1.16 และ EG.5 เป็นสายพันธุ์ในกลุ่ม VOI ที่พบมากที่สุด ทั้งสองสายพันธุ์มีสัดส่วน 21.1% โดยมีรายงานพบ XBB.1.16 จาก 101 ประเทศ และพบ EG.5 จาก 50 ประเทศ โดย EG.5 มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าในรอบหนึ่งเดือน ปัจจุบันยังไม่พบมีรายงานการเพิ่มความรุนแรงของโรค 

 

อย่างไรก็ตาม จากความได้เปรียบในการเติบโตและคุณลักษณะหลบภูมิคุ้มกัน จึงมีความเป็นไปได้ว่า EG.5 จะเพิ่มมากขึ้น และกลายเป็นสายพันธุ์หลักในระดับประเทศหรือทั่วโลก ในขณะที่ XBB.1.5 พบรายงานจาก 121 ประเทศทั่วโลก ซึ่งมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

 

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์โดยรวมในปัจจุบันพบว่า XBB.1.16 เป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาด โดยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 14-27 สิงหาคม 2566 ผลการถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อก่อโรคโควิด จำนวน 116 ราย พบส่วนใหญ่ 96.55% เป็นสายพันธุ์ลูกผสมกระจายทุกเขตสุขภาพ สายพันธุ์ XBB.1.16 พบสัดส่วนมากที่สุด (38.79%) ถัดมาคือ XBB.1.9.1 (14.66%), XBB.2.3 (16.38%), XBB (10.34%) และ EG.5.1 พบสัดส่วน 6.90% 

 

ในประเทศไทยพบระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม 2566 จำนวน 8 ราย และในเดือนสิงหาคม 2566 พบเพิ่มจำนวน 7 ราย (ปัจจุบันพบสายพันธุ์ EG.5.1 แล้วจำนวน 15 ราย) 

 

ในขณะที่ XBB.1.5 พบ 2.59% และพบสายพันธุ์ XBB.1.9.2 อื่นๆ นอกเหนือจาก EG.5.1 6.90% ข้อมูลจากห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่าสัดส่วนของ EG.5.1 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สำหรับ XBB.1.5 พบในสัดส่วนลดลง

 

นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า สำหรับสายพันธุ์ HK.3 (XBB.1.9.2.5.1.1.3) มีต้นตระกูลมาจาก EG.5.1 มีการกลายพันธุ์บนส่วนหนามสองตำแหน่งติดกันคือ L455F และ F456L ในภาพรวมทั่วโลกมีรายงานพบ HK.3 จำนวน 127 ราย จาก 12 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย, แคนาดา, จีน, เดนมาร์ก, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, สเปน, สวีเดน, สหรัฐอเมริกา และไทย พบไวรัสที่มีการกลายพันธุ์ใน 2 ตำแหน่งดังกล่าวทั้งหมด 3 ราย แต่มีเพียง 2 รายที่จัดเป็น HK.3 โดยผู้ติดเชื้อทั้ง 2 ราย เป็นครอบครัวเดียวกัน ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้รายงานฐานข้อมูลกลาง GISAID เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2566

 

สำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับความได้เปรียบในการเติบโตของ HK.3 ที่มีความสามารถในการแพร่ได้เร็วกว่า XBB.1.16 ที่เป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดของประเทศไทยในปัจจุบันถึง 95% และหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น ขอชี้แจงว่า การคำนวณเปอร์เซ็นต์อาจมีความคลาดเคลื่อน เนื่องจากจำนวนข้อมูลมีจำกัด ประกอบกับทั่วโลกมีรายงานตรวจพบ HK.3 เพียง 127 รายเท่านั้น จาก 12 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก และยังไม่มีหลักฐานที่ส่งผลต่อความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และเครือข่ายห้องปฏิบัติการจะเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด

 

ส่วนสายพันธุ์ BA.2.86 เป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน BA.2 และองค์การอนามัยโลกให้เป็นสายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง (VUM) หากนำไปเปรียบเทียบกับ XBB.1.5 และ XBB.1.16 ที่เป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในปัจจุบัน จะพบความแตกต่างถึง 36 ตำแหน่ง โดยมีรายงานในฐานข้อมูล GISAID แล้ว 21 ราย พบใน 7 ประเทศ คือ เดนมาร์ก, สวีเดน, โปรตุเกส, อิสราเอล, สหรัฐอเมริกา, แอฟริกา และอังกฤษ ขณะนี้ยังไม่พบในประเทศไทย ขณะที่ Dr.Leshan Wannigama และทีมนักวิจัยจุฬาฯ ได้ถอดรหัสพันธุกรรมตัวอย่างไวรัสจากน้ำเสียที่เก็บในกรุงเทพมหานคร ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2566 ในเฉพาะส่วน S-Gene (ไม่ใช่ทั้งตัวไวรัส) แล้วนำไปเทียบกับ BA.2.86 ทั้ง 9 ตัวอย่างที่รายงานใน GISAID พบว่าสอดคล้องกัน ทั้งนี้ ยังไม่พบข้อมูลที่บ่งชี้ว่ามีการเพิ่มความรุนแรง หลบภูมิคุ้มกัน หรือแพร่เร็วขึ้นกว่าสายพันธุ์อื่นแต่อย่างใด

 

“จึงขอให้ประชาชนอย่าเพิ่งตระหนกตกใจเกินไป สำหรับเชื้อโควิดกลายพันธุ์เป็นเรื่องปกติ ขอให้มั่นใจว่ากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และหน่วยงานทางการแพทย์ของไทยมีบุคลากร ความรู้ ความสามารถ จะสามารถตรวจพบ ได้อย่างแน่นอน ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และเครือข่ายห้องปฏิบัติการยังคงเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในผู้ติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต สำหรับการป้องกันตนเองตามมาตรการสาธารณสุขยังใช้ได้กับทุกสายพันธุ์” นพ.ศุภกิจกล่าวทิ้งท้าย

The post สธ. เผยไทยพบโควิด HK.3 จริง แต่ยังไม่มีหลักฐานความรุนแรงเพิ่มขึ้น ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก โควิดกลายพันธุ์เป็นเรื่องปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ไฟเขียวขยาย 2 โครงการจัดหาวัคซีนโควิดถึง มี.ค. 67 เปลี่ยนรายละเอียด 9 โครงการเศรษฐกิจฐานราก https://thestandard.co/2-project-covid-vaccine-supply/ Wed, 30 Aug 2023 00:52:38 +0000 https://thestandard.co/?p=835122 โครงการจัดหาวัคซีนโควิด

วานนี้ (29 สิงหาคม) ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนัก […]

The post ครม. ไฟเขียวขยาย 2 โครงการจัดหาวัคซีนโควิดถึง มี.ค. 67 เปลี่ยนรายละเอียด 9 โครงการเศรษฐกิจฐานราก appeared first on THE STANDARD.

]]>
โครงการจัดหาวัคซีนโควิด

วานนี้ (29 สิงหาคม) ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คกง.) ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 (พ.ร.ก.กู้เงินฯ เพิ่มเติม พ.ศ. 2564)

 

ทั้งนี้ อนุมัติให้กรมควบคุมโรคขยายระยะเวลาการสิ้นสุดโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด สำหรับประชากรในประเทศไทยจำนวน 60 ล้านโดส (AstraZeneca) ปี 2565 และโครงการจัดหาวัคซีนโควิดสำหรับประชากรในประเทศไทยจำนวน 30 ล้านโดส (Pfizer) ปี 2565 ไปสิ้นสุดโครงการในเดือนมีนาคม 2567 จากเดิมที่สิ้นสุดโครงการเดือนกันยายน 2566 

 

เนื่องจากกรณีของการจัดหาวัคซีน AstraZeneca นั้นอยู่ระหว่างรอหนังสือแจ้งยืนยันผลการเจรจา ในการขอเปลี่ยนแปลงรายการวัคซีนที่ยังไม่ส่งมอบจำนวน 19.07 ล้านโดสเป็น LAAB ส่วนโครงการจัดหาวัคซีน Pfizer นั้น ส่งมอบครบแล้วแต่อยู่ระหว่างการบริหารจัดการวัคซีนส่วนที่เหลือ เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานบริหารจัดการวัคซีน Pfizer (Maroon Cap) ในพื้นที่

 

ไตรศุลีกล่าวว่า พร้อมกันนี้ ครม. ได้อนุมัติให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญของโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากใน 7 จังหวัด รวม 9 โครงการ วงเงินรวม 74.136 ล้านบาท ประกอบด้วย 

 

  1. ยกเลิกดำเนินโครงการใน 2 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม และนครราชสีมา รวม 3 โครงการ กรอบวงเงิน 2.137 ล้านบาท เนื่องจากไม่สามารถจัดหาผู้รับจ้างและลงนามผูกพันทันภายในเดือนพฤศจิกายน 2565 

 

  1. ขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการเป็นสิ้นสุดเดือนกันยายน 2566 ในจังหวัดนครศรีธรรมราช รวม 2 โครงการ วงเงินรวม 16.453 ล้านบาท เนื่องจากดำเนินการแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างเบิกจ่ายเงินตามขั้นตอน 

 

  1. ขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการเป็นเดือนธันวาคม 2566 ใน 3 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด นครสวรรค์ และนราธิวาส รวม 3 โครงการ วงเงินรวม 52.865 ล้านบาท เนื่องจากลงนามผูกพันสัญญาแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินโครงการ 

 

  1. เปลี่ยนแปลงรายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญของโครงการและขยายระยะเวลาสิ้นสุดเป็นเดือนกันยายน 2566 ในจังหวัดสมุทรสาคร 1 โครงการ วงเงิน 2.68 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ ครม. ได้กำชับให้จังหวัดที่ได้รับการอนุมัติปรับปรุงรายละเอียดโครงการและขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการ ให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาที่ได้รับอนุมัติจาก ครม. โดยโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จแล้วก็ดำเนินการเร่งคืนเงินกู้เหลือจ่ายตามระเบียบต่อไป

 

ไตรศุลีกล่าวว่า ครม. ได้รับทราบภาพรวมผลการดำเนินงานและเบิกจ่ายเงินกู้ของแผนงานหรือโครงการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 ราย 3 เดือน ครั้งที่ 8 (เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2566) ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2566 มีดังนี้

 

  1. โครงการของส่วนราชการจำนวน 85 โครงการ กรอบวงเงินอนุมัติ 494,760.93 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแล้วเสร็จ 79 โครงการ วงเงินอนุมัติ 455,233.34 ล้านบาท มีผลการเบิกจ่าย 438,671.87 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 96.36 และโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ 6 โครงการ กรอบวงเงินอนุมัติ 39,527.59 ล้านบาท มีผลการเบิกจ่าย 30,662.90 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 77.57

 

  1. โครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งจำนวน 2,285 โครงการ กรอบวงเงิน 4,762.87 ล้านบาท มีความก้าวหน้าแบ่งเป็น 4 สถานะ ได้แก่ 1. โครงการแล้วเสร็จ 2,224 โครงการ วงเงินอนุมัติรวม 4,526.06 ล้านบาท 2. โครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ 27 โครงการ วงเงินอนุมัติรวม 97.30 ล้านบาท 3. โครงการที่สิ้นสุดระยะเวลาโดยไม่มีการเบิกจ่าย 28 โครงการ วงเงินอนุมัติรวม 67.51 ล้านบาท และ 4. โครงการที่ขอขยายระยะเวลา 6 โครงการ วงเงินอนุมัติรวม 72 ล้านบาท

The post ครม. ไฟเขียวขยาย 2 โครงการจัดหาวัคซีนโควิดถึง มี.ค. 67 เปลี่ยนรายละเอียด 9 โครงการเศรษฐกิจฐานราก appeared first on THE STANDARD.

]]>
​​กรมวิทย์ฯ เผย ไทยพบโควิดสายพันธุ์ EG.5.1 แล้ว 5 ราย แต่ยังไม่พบความรุนแรง https://thestandard.co/thailand-found-covid-eg-5-1/ Fri, 14 Jul 2023 03:40:04 +0000 https://thestandard.co/?p=817070 COVID-19

วันนี้ (14 กรกฎาคม) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยา […]

The post ​​กรมวิทย์ฯ เผย ไทยพบโควิดสายพันธุ์ EG.5.1 แล้ว 5 ราย แต่ยังไม่พบความรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
COVID-19

วันนี้ (14 กรกฎาคม) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรณีที่มีข่าวพบโควิดสายพันธุ์ EG.5.1 แพร่เร็วกว่า XBB.1.16 นั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติม ดังนี้ 

 

EG.5.1 หรือ XBB.1.9.2.5.1 เป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน XBB.1.9.2.* มีตำแหน่งกลายพันธุ์เพิ่มเติมบนโปรตีนหนาม คือ S:F456L (กรดอะมิโนที่ตำแหน่ง 456 เปลี่ยนจากฟีนิลอะลานีนเป็นลิวซีน) และ S:Q52H (กรดอะมิโนที่ตำแหน่ง 52 เปลี่ยนจากกลูตามีนเป็นฮีสทิดีน) 

 

ทั้งนี้ อัตราการแพร่เชื้อในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาในภาพรวมทั่วโลก พบว่าสูงกว่าสายพันธุ์ลูกผสม XBB.1.16* ร้อยละ 45 สถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียระหว่างวันที่ 4 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม 2566 พบว่า XBB.1.16 เป็นสายพันธุ์ที่พบมากที่สุด คิดเป็น 13.71% รองลงมาคือสายพันธุ์ XBB.1.9.1 คิดเป็น 8.68% และสายพันธุ์ EG.5.1 คิดเป็น 7.33% 

 

สถานการณ์ของสายพันธุ์ EG.5.1 ทั่วโลก อ้างอิงจากฐานข้อมูลกลาง GISAID แบ่งตามภูมิภาค ดังนี้ เอเชีย 1,385 ราย, ยุโรป 203 ราย, โอเชียเนีย 35 ราย, อเมริกาเหนือ 360 ราย, อเมริกากลาง 4 ราย และอเมริกาใต้ 1 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2566) 

 

สายพันธุ์ EG.5.1 ในภูมิภาคเอเชียพบรายงานจาก 11 ประเทศ โดยลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ จีน, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, ฮ่องกง, อิสราเอล, สปป.ลาว, อินโดนีเซีย, ไต้หวัน, ไทย และอินเดีย 

 

สำหรับประเทศไทยพบสายพันธุ์ EG.5.1 จำนวน 5 ราย รายงานครั้งแรกในเดือนเมษายน 2566 จำนวน 1 ราย, เดือนพฤษภาคม 2566 จำนวน 3 ราย และเดือนมิถุนายน 2566 จำนวน 1 ราย ทั้งนี้ ยังไม่พบข้อมูลเรื่องการเพิ่มความรุนแรง 

 

นพ.ศุภกิจ กล่าวต่อว่า สถานการณ์โดยรวมในปัจจุบันพบว่า XBB.1.16 เป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดของประเทศไทยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 17-23 มิถุนายน 2566 ผลการถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อก่อโรคโควิดจำนวน 74 ราย พบเป็นสายพันธุ์ลูกผสม XBB.* 73 ราย (นับรวม XBB.1*, XBB.1.9*, XBB.2.3*, XBB.1.5* และ XBB.1.16*) คิดเป็น 98.6% และสายพันธุ์ลูกผสม XBL (XBB.1.5* ผสมกับ BA.2.75*) 1 ราย สัดส่วนสายพันธุ์ที่ตรวจในสัปดาห์นี้ 2 อันดับแรก ได้แก่ สายพันธุ์ลูกผสม XBB.1.16* และ XBB.1.9.1* คิดเป็น 56.76% และ 16.22% ตามลำดับ ซึ่งไม่พบ EG.5.1 ในสัปดาห์นี้

 

ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญกับการติดตามโอมิครอนจำนวน 8 สายพันธุ์ จากพื้นฐานของข้อมูลการเพิ่มความชุกหรือความได้เปรียบด้านอัตราการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ และการกลายพันธุ์ในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการได้เปรียบในการก่อโรค ได้แก่ สายพันธุ์ที่เฝ้าระวัง หรือ Variants of Interest (VOI) 2 สายพันธุ์ คือ XBB.1.5* และ XBB.1.16* และสายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง หรือ Variants under Monitoring (VUM) 6 สายพันธุ์ คือ BA.2.75*, CH.1.1*, XBB*, XBB.1.9.1*, XBB.1.9.2* และ XBB.2.3* 

 

ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังคงเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ของเชื้อก่อโรคโควิดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรง หรือเสียชีวิต

The post ​​กรมวิทย์ฯ เผย ไทยพบโควิดสายพันธุ์ EG.5.1 แล้ว 5 ราย แต่ยังไม่พบความรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2566 : อุ๊งอิ๊งแจ้งผ่าน Instagram ติดโควิดรอบ 2 ต้องงดภารกิจบรรยายพิเศษ ส.ส. เพื่อไทยเย็นนี้ https://thestandard.co/paetongtarn-is-infected-with-covid-19/ Wed, 21 Jun 2023 06:38:28 +0000 https://thestandard.co/?p=806144 อุ๊งอิ๊ง โควิด

วันนี้ (21 มิถุนายน) แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมน […]

The post เลือกตั้ง 2566 : อุ๊งอิ๊งแจ้งผ่าน Instagram ติดโควิดรอบ 2 ต้องงดภารกิจบรรยายพิเศษ ส.ส. เพื่อไทยเย็นนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุ๊งอิ๊ง โควิด

วันนี้ (21 มิถุนายน) แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย แจ้งข่าวผ่าน Instagram ส่วนตัวว่าติดโควิดเป็นรอบที่ 2 โดยระบุว่า “เอ๊าแม่ ไม่ต้องตามกระแสก็ได้นะคะ ลูกยังเล็ก #เกมซะงั้น เจ็บคอตั้งแต่วันอาทิตย์ จิ้มทุกวันไม่เจอ เจอเช้านี้ งงเลย อะไรก็ได้ขอให้สองจิ๋วที่บ้านไม่ติดพอ”

 

ทั้งนี้ แพทองธารติดโควิดครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 โดยติดเชื้อครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2565 อย่างไรก็ตาม วันนี้แพทองธารมีกำหนดการบรรยายพิเศษในการสัมมนา ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย ร่วมกับ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เวลา 16.30-17.00 น. ที่โรงแรม เอสซี ปาร์ค ทำให้ต้องงดภารกิจดังกล่าวไปก่อน เนื่องจากตรวจพบโควิด

The post เลือกตั้ง 2566 : อุ๊งอิ๊งแจ้งผ่าน Instagram ติดโควิดรอบ 2 ต้องงดภารกิจบรรยายพิเศษ ส.ส. เพื่อไทยเย็นนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัยธวัชเผยพิธาติดโควิด ต้องเลื่อนประชุมพรรคร่วมฯ สัปดาห์นี้ออกไปก่อน คาดหายทันก่อนนัดรายงานตัว ส.ส. ก้าวไกล ที่สภา 27 มิ.ย. นี้ https://thestandard.co/pitha-covid-meeting-postponed/ Tue, 20 Jun 2023 11:28:29 +0000 https://thestandard.co/?p=805884 พิธาติดโควิด

วันนี้ (20 มิถุนายน) ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไก […]

The post ชัยธวัชเผยพิธาติดโควิด ต้องเลื่อนประชุมพรรคร่วมฯ สัปดาห์นี้ออกไปก่อน คาดหายทันก่อนนัดรายงานตัว ส.ส. ก้าวไกล ที่สภา 27 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิธาติดโควิด

วันนี้ (20 มิถุนายน) ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่าการประชุมร่วมระหว่างหัวหน้าพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งสัปดาห์นี้กำหนดให้จัดที่พรรคก้าวไกล ในวันที่ 22 มิถุนายน 2566 จำเป็นต้องเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจาก พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ติดเชื้อโควิด ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ 

 

ทั้งนี้ ต้องขออภัยพรรคร่วมทั้ง 7 พรรคที่ไม่สามารถจัดการประชุมตามนัดหมายได้ เนื่องจากการประชุมครั้งนี้มีความสำคัญ จำเป็นต้องให้หัวหน้าพรรคเข้าร่วม ไม่สามารถส่งตัวแทนได้

 

ชัยธวัชยังระบุอีกด้วยว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล จะไปรายงานตัวที่สภาผู้แทนราษฎรพร้อมกันในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นวันที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย โดยตนมั่นใจว่าพิธาจะหายป่วยทัน และมารายงานตัวพร้อม ส.ส. ทุกคนได้

 

ส่วนกรณีที่มีการตั้งคำถามว่า ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ซึ่งประกาศลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อสังคมในกรณีที่ตรวจพบแอลกอฮอล์ขณะขับรถ เหตุใดยังมีชื่อปรากฏในรายชื่อ ส.ส. บัญชีรายชื่อที่ได้รับการรับรองจาก กกต. ชัยธวัชชี้แจงว่าตามขั้นตอนกฎหมาย ณธีภัสร์ต้องได้รับการรับรองให้เป็น ส.ส. และเข้าไปปฏิญาณตนในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเสียก่อน จึงจะดำรงตำแหน่ง ส.ส. โดยสมบูรณ์ และสามารถลาออกจากตำแหน่งได้ จากนั้นจึงจะมีการเลื่อนลำดับบัญชีรายชื่อให้ สุเทพ อู่อ้น ขึ้นมาเป็น ส.ส. แทน

The post ชัยธวัชเผยพิธาติดโควิด ต้องเลื่อนประชุมพรรคร่วมฯ สัปดาห์นี้ออกไปก่อน คาดหายทันก่อนนัดรายงานตัว ส.ส. ก้าวไกล ที่สภา 27 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 มิถุนายน 2564 – รัฐบาลไทยประกาศดีเดย์ฉีดวัคซีนโควิดทั่วประเทศ https://thestandard.co/on-this-day-07062564/ Wed, 07 Jun 2023 04:50:23 +0000 https://thestandard.co/?p=800185 ฉีดวัคซีนโควิด

การระบาดของโควิดทั่วโลกที่เริ่มต้นในช่วงปลายปี 2562 ใช้ […]

The post 7 มิถุนายน 2564 – รัฐบาลไทยประกาศดีเดย์ฉีดวัคซีนโควิดทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฉีดวัคซีนโควิด

การระบาดของโควิดทั่วโลกที่เริ่มต้นในช่วงปลายปี 2562 ใช้เวลาราวปีเศษกว่าจะสามารถคิดค้นวัคซีนที่ใช้ในการป้องกันการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรคโควิดได้สำเร็จ

 

ในที่สุดวันที่ 7 มิถุนายน 2564 รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศให้วันนั้นเป็นวันเริ่มฉีดวัคซีนโควิดทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายภายในสิ้นปี 2564 ประเทศไทยตั้งเป้าการฉีดวัคซีนโควิดให้ได้ร้อยละ 70 ของประชากร หรือประมาณ 50 ล้านคน รวม 100 ล้านโดส 

 

ผ่านมาเกือบ 2 ปี กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานสรุปตัวเลขการฉีดวัคซีนในประเทศไทย ณ วันที่ 10 มีนาคม 2566 มีผู้ฉีดวัคซีนเข็ม 1 กว่า 57.61 ล้านคน, เข็ม 2 กว่า 54.14 ล้านคน, เข็ม 3 จำนวน 27.34 ล้านคน, เข็ม 4 จำนวน 6.56 ล้านคน, เข็ม 5 จำนวน 1.03 ล้านคน และเข็ม 6 จำนวน 68,497 คน

The post 7 มิถุนายน 2564 – รัฐบาลไทยประกาศดีเดย์ฉีดวัคซีนโควิดทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมควบคุมโรคเผย ผู้ป่วยโควิดยังเพิ่มต่อเนื่องเฉลี่ย 440 รายต่อวัน มากสุดในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ย้ำเด็กเล็กควรได้รับวัคซีน https://thestandard.co/440-covid-patients-per-day/ Mon, 05 Jun 2023 04:01:03 +0000 https://thestandard.co/?p=799405 ผู้ป่วยโควิด

วันนี้ (5 มิถุนายน) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบ […]

The post กรมควบคุมโรคเผย ผู้ป่วยโควิดยังเพิ่มต่อเนื่องเฉลี่ย 440 รายต่อวัน มากสุดในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ย้ำเด็กเล็กควรได้รับวัคซีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ป่วยโควิด

วันนี้ (5 มิถุนายน) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้สรุปสถานการณ์การติดเชื้อโควิด ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2566 พบจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ที่รักษาในโรงพยาบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากสัปดาห์ที่แล้ว เป็นจำนวน 3,085 ราย (เฉลี่ย 440 รายต่อวัน) จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบ 386 ราย ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 243 ราย และพบผู้เสียชีวิตจำนวน 68 ราย (เฉลี่ย 9 รายต่อวัน) 

 

ซึ่งเป็นกลุ่ม 608 มากถึง 66 ราย (ร้อยละ 97) และพบว่าผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนครบสองเข็ม (31 ราย) เท่ากับร้อยละ 45.6 หรือไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น (22 ราย) หรือได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นนานเกิน 3 เดือน (15 ราย) ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นหรือวัคซีนประจำปี ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดอัตราการป่วยหนักและเสียชีวิตจากโควิดได้

 

นพ.ธเรศยังกล่าวถึงสถานการณ์การติดเชื้อในเด็กที่มีแนวโน้มสูงขึ้นด้วยว่า จากข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 20 พฤษภาคม 2566 พบเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปี มีอัตราป่วยและติดเชื้อสูงสุด ซึ่งมากกว่าในทุกกลุ่มอายุ (1,581 รายต่อประชากรแสนราย) ตามมาด้วยผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป (647 รายต่อประชากรแสนราย) โดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรงหรือเสียชีวิต สำหรับผู้ปกครองบางท่านที่อาจกังวลเรื่องผลข้างเคียง โดยเฉพาะเมื่อมีการเผยแพร่ข่าวบิดเบือน (ข่าวปลอม) ถึงอาการต่างๆ จากวัคซีน ทำให้ขาดความเชื่อมั่น ไม่นำบุตรหลานมาฉีดวัคซีนนั้น 

 

กรมควบคุมโรคขอยืนยันว่า จากการติดตามข้อมูลอาการไม่พึงประสงค์ในเด็กไทยที่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิดไปหลายล้านโดส พบว่าวัคซีนมีความปลอดภัยสูง โดยในเด็กเล็กจะพบผลข้างเคียงน้อยกว่าเด็กโต เช่น อาการไข้ อ่อนเพลีย นาน 1-2 วัน แต่ทั้งหมดไม่มีอาการรุนแรงและไม่เป็นอันตราย ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากต่างประเทศที่ได้มีการติดตามอาการไม่พึงประสงค์ในเด็กที่ฉีดวัคซีนไปแล้วกว่าร้อยล้านโดส ก็พบว่าวัคซีนมีความปลอดภัยในระดับสูงเช่นกัน ผู้ปกครองสามารถพาเด็กเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดพร้อมกันกับวัคซีนพื้นฐานตามช่วงอายุได้ในเวลาเดียวกันที่สถานพยาบาลทั่วประเทศ 

 

ด้าน พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า วัคซีนป้องกันโควิดมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้ไม่สมบูรณ์ คือประมาณ 60% ในช่วง 4 เดือนแรก และการฉีดเพื่อป้องกันสายพันธุ์กลายพันธุ์ ควรฉีดอย่างน้อย 3 เข็ม จากนั้นประสิทธิภาพในการป้องกันโรคจะลดลง แต่ยังสามารถป้องกันความรุนแรงได้ดียาวนาน 

 

คือหากติดเชื้ออาการจะไม่หนัก และป้องกันการเสียชีวิตในประชากรได้จริง และวัคซีนยังช่วยลดการเกิดภาวะ Long COVID ซึ่งทำให้อ่อนเพลียหลังจากเป็นโควิดได้ด้วย และที่สำคัญคือสามารถลดภาวะมิสซี (MIS-C) ที่อาจรุนแรงในเด็กลงได้มากกว่า 90% และในช่วงที่มีการระบาดระลอกนี้พบเด็กๆ ติดเชื้อค่อนข้างมาก ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ฉีดวัคซีนมาก่อน เด็กบางคนมีอาการหนักขึ้นเพราะติดเชื้อไวรัสตัวอื่นร่วมด้วย และเมื่อมีเด็กๆ เป็นมากขึ้น ทำให้มีปัญหาของ Long COVID มากขึ้น 

 

เป็นเหตุทำให้เด็กบางคนมีอาการต่อเนื่องเป็นเวลานาน เด็กบางคนมีอาการปวดหัว เหนื่อย อ่อนเพลีย มีปัญหาในการนอนหลับ ส่งผลต่ออารมณ์ พัฒนาการ และผลการเรียนได้ ซึ่งบางคนมีอาการอยู่หลายเดือน จึงขอแนะนำให้เด็กทุกคนควรเข้ารับวัคซีน โดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรง และแม้ว่าเด็กหลายคนเคยเป็นโรคโควิดแล้วก็ยังควรได้รับวัคซีน เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันลูกผสมที่จะป้องกันการเป็นซ้ำได้ยาวนาน

The post กรมควบคุมโรคเผย ผู้ป่วยโควิดยังเพิ่มต่อเนื่องเฉลี่ย 440 รายต่อวัน มากสุดในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ย้ำเด็กเล็กควรได้รับวัคซีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังรายงาน ครม. โควิดทำรัฐบาลต้องกู้ 1.5 ล้านล้านช่วยประชาชน ทำหนี้สาธารณะพุ่ง 61.30% https://thestandard.co/public-debt-31-march-2566/ Wed, 31 May 2023 01:31:13 +0000 https://thestandard.co/?p=797221 โควิด หนี้สาธารณะ

วันนี้ (31 พฤษภาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรั […]

The post คลังรายงาน ครม. โควิดทำรัฐบาลต้องกู้ 1.5 ล้านล้านช่วยประชาชน ทำหนี้สาธารณะพุ่ง 61.30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิด หนี้สาธารณะ

วันนี้ (31 พฤษภาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รายงานสัดส่วนหนี้สาธารณะตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566 โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นจริงอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนดไว้

 

ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (30 พฤษภาคม) รับทราบรายงานสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566 กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 รายละเอียด ดังนี้

 

  1. สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) กรอบที่คณะกรรมการกำหนด ไม่เกินร้อยละ 70 สัดส่วนหนี้ที่เกิดขึ้นจริง ร้อยละ 61.30

 

  • หนี้สาธารณะ จำนวน 10,797,505.46 ล้านบาท
  • ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จำนวน 17,615,169.00 ล้านบาท

 

  1. สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ กรอบที่คณะกรรมการกำหนด ไม่เกินร้อยละ 35 สัดส่วนหนี้ที่เกิดขึ้นจริง ร้อยละ 30.91 

 

  • ภาระหนี้รัฐบาล จำนวน 805,677.79 ล้านบาท  
  • ประมาณการรายได้ประจำปีประมาณ จำนวน 2,606,589.21 ล้านบาท

 

  1. สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมด กรอบที่คณะกรรมการกำหนด ไม่เกินร้อยละ 10 สัดส่วนหนี้ที่เกิดขึ้นจริง ร้อยละ 1.63

 

  • หนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศ จำนวน 175,590.96 ล้านบาท
  • หนี้สาธารณะทั้งหมด จำนวน 10,797,505.46 ล้านบาท  

 

  1. สัดส่วนภาระหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ กรอบที่คณะกรรมการกำหนด ไม่เกินร้อยละ 5 สัดส่วนหนี้ที่เกิดขึ้นจริง ร้อยละ 0.05

 

  • ภาระหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศ จำนวน 5,943.86 ล้านบาท
  • รายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ จำนวน 11,882,174.88 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในภาวะปกติรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพื่อนำไปใช้ในการลงทุน โดยกว่าร้อยละ 75 ของเงินกู้เป็นการกู้เพื่อโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ เช่น การคมนาคมขนส่ง พลังงาน สาธารณูปโภค สาธารณูปการ การศึกษา และที่อยู่อาศัย โดยหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2562 ก่อนเกิดการระบาดของโควิด อยู่ที่ร้อยละ 41.06 ต่อ GDP 

 

เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญกับการระบาดของโควิดที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและประชาชนทั่วประเทศ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องกู้เงินกว่า 1.5 ล้านล้านบาทเพื่อช่วยเหลือประชาชนและทุกภาคส่วน ตลอดจนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมโดยเร่งด่วน ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินการของรัฐบาลทั่วโลก ส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2566 อยู่ที่ร้อยละ 61.30

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลสามารถบริหารหนี้สาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีต้นทุนที่เหมาะสมและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ อีกทั้งหนี้กว่าร้อยละ 98 เป็นหนี้สกุลเงินบาทจึงช่วยลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ รัฐบาลได้ชำระคืนหนี้ก่อนครบกำหนด (Pre-Funding) เมื่ออัตราดอกเบี้ยเหมาะสม รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อลดการกระจุกตัวของภาระหนี้ ยืดอายุหนี้ และลดความเสี่ยงด้านการอัตราดอกเบี้ย โดยหากอัตราดอกเบี้ยมีทิศทางปรับตัวลดลง ก็ได้มีการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยลดต้นทุนเฉลี่ยของหนี้สาธารณะ รวมถึงสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น กระทรวงการคลังได้ทำการแปลงหนี้ที่เป็นดอกเบี้ยลอยตัวให้เป็นดอกเบี้ยคงที่ ทำให้หนี้กว่าร้อยละ 85 เป็นหนี้ที่เป็นดอกเบี้ยคงที่ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย

 

นอกจากนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการชำระหนี้โดยได้เพิ่มงบประมาณเพื่อการชำระหนี้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย อีกทั้งยังได้เร่งการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐาน และเมื่อรัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นก็จะสามารถนำมาชำระหนี้ได้เพิ่มขึ้น

 

อนุชาเปิดเผยอีกว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อระดับสากลยังคงอันดับความน่าเชื่อของประเทศไทยที่ BBB+ และมุมมองความน่าเชื่อถือมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) โดยเชื่อมั่นว่าภาคการคลังสาธารณะ (Public Finance) ของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และรัฐบาลยังมีพื้นที่ทางการคลังที่สามารถรองรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคตได้ 

 

ขณะที่บทวิเคราะห์ของบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) มองสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านการเมืองและการคลังภายหลังจากการเลือกตั้ง อาจเป็นปัจจัยฉุดรั้งอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในระยะสั้น เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการกำหนดนโยบายของประเทศ ความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณสำหรับปีงบประมาณ 2567 ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากจากการดำเนินมาตรการตามนโยบายในช่วงหาเสียง และความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของสัดส่วนหนี้ภาครัฐ

 

อย่างไรก็ตาม อันดับความน่าเชื่อถือของไทยยังคงได้รับปัจจัยสนับสนุนจากสถานะทางการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง กรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่มีประสิทธิภาพ การฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน และการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นสำคัญ

The post คลังรายงาน ครม. โควิดทำรัฐบาลต้องกู้ 1.5 ล้านล้านช่วยประชาชน ทำหนี้สาธารณะพุ่ง 61.30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ห่วงโควิดกลุ่มเสี่ยง 608 เตือนลูกหลานให้พาไปฉีดวัคซีน รับรายงานสัปดาห์ที่ผ่านมา เสียชีวิต 42 ราย https://thestandard.co/prayut-worries-covid-608-risks/ Wed, 31 May 2023 01:22:08 +0000 https://thestandard.co/?p=797216 ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (31 พฤษภาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรั […]

The post ประยุทธ์ห่วงโควิดกลุ่มเสี่ยง 608 เตือนลูกหลานให้พาไปฉีดวัคซีน รับรายงานสัปดาห์ที่ผ่านมา เสียชีวิต 42 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (31 พฤษภาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามสถานการณ์โควิด ตามรายงานล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2566 ผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นตามคาดการณ์ โดยในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล พบการระบาดสูงกว่าพื้นที่อื่น และผู้เสียชีวิตยังเป็นกลุ่มเสี่ยง 608 ที่ติดเชื้อจากคนในครอบครัว และไม่ได้รับวัคซีนตามกำหนด นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยกลุ่มเสี่ยง 608 ย้ำขอให้ลูกหลานพามารับวัคซีนประจำปี รวมทั้งด้านกระทรวงสาธารณสุข แนะนำประชาชนที่ได้รับวัคซีนไม่ครบ หรือไม่ได้รับเข็มกระตุ้นมานานกว่า 3 เดือน ควรไปรับวัคซีนโควิดที่โรงพยาบาลได้ทุกแห่ง และหน่วยบริการตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ 

 

ขณะที่สถานการณ์ของโควิดล่าสุด ตามการรายงานของกระทรวงสาธารณสุขนั้น การระบาดเป็นไปตามคาดการณ์ คือหลังเทศกาลสงกรานต์ โรงเรียนเปิดเทอม และเข้าสู่ฤดูฝน จะพบผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วย และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น สัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาล 2,970 ราย เฉลี่ยวันละ 424 ราย ผู้ป่วยปอดอักเสบ 425 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 253 ราย และเสียชีวิต 42 ราย เฉลี่ยวันละ 6 ราย แนวโน้มผู้เสียชีวิตลดลงจากสัปดาห์ก่อนที่มี 60 กว่าราย 

 

แต่ปัจจัยเสี่ยงของผู้เสียชีวิตยังเหมือนเดิม คือเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 โรค และหญิงตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่ได้รับเชื้อจากคนในครอบครัวที่มีกิจกรรมนอกบ้าน ที่สำคัญเกือบทั้งหมดไม่ได้ฉีดวัคซีน ฉีดไม่ครบตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข โดยขณะนี้ในเขต กทม. และปริมณฑล พบมีการระบาดมากกว่าพื้นที่อื่น ปลัดกระทรวงสาธารณสุข จึงมอบหมายให้กรมควบคุมโรค ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ทำหนังสือประสานประธานคณะกรรมการโรคติดต่อ กทม./จังหวัด ให้ประสานความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน หรือยังไม่ได้ฉีดวัคซีนประจำปี เพื่อเร่งรัดการฉีดวัคซีนให้มากขึ้น โดยกระทรวงสาธารณสุขจะสนับสนุนเวชภัณฑ์และข้อมูลต่างๆ 

 

ทั้งนี้ จากการเฝ้าระวังสายพันธุ์ในประเทศไทย โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ XBB.1.16 ซึ่งความสามารถในการแพร่ระบาดและความรุนแรงไม่ได้มากกว่าสายพันธุ์เดิม เตียงรองรับผู้ป่วยภาพรวมทั้งประเทศและ กทม. ยังคงเพียงพอ อัตราครองเตียงอยู่ที่ 22% ขณะที่ยาที่ใช้ในการรักษามีเพียงพอเช่นกัน

The post ประยุทธ์ห่วงโควิดกลุ่มเสี่ยง 608 เตือนลูกหลานให้พาไปฉีดวัคซีน รับรายงานสัปดาห์ที่ผ่านมา เสียชีวิต 42 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลัด สธ. เผยผู้ติดโควิดเพิ่มขึ้นตามที่คาดไว้ จากคนในครอบครัว-ไม่ได้รับวัคซีนตามกำหนด https://thestandard.co/covid19-increase-of-people-infected/ Mon, 29 May 2023 13:13:59 +0000 https://thestandard.co/?p=796637 ผู้ติดโควิด

วันนี้ (29 พฤษภาคม) ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์ก […]

The post ปลัด สธ. เผยผู้ติดโควิดเพิ่มขึ้นตามที่คาดไว้ จากคนในครอบครัว-ไม่ได้รับวัคซีนตามกำหนด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ติดโควิด

วันนี้ (29 พฤษภาคม) ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์โรคโควิดว่า สถานการณ์การระบาดเป็นไปตามคาดการณ์ คือหลังเทศกาลสงกรานต์ โรงเรียนเปิดเทอม และเข้าสู่ฤดูฝน จะพบผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วย และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น โดยสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาล 2,970 ราย เฉลี่ยวันละ 424 ราย, ผู้ป่วยปอดอักเสบ 425 ราย, ใส่ท่อช่วยหายใจ 253 ราย และเสียชีวิต 42 ราย เฉลี่ยวันละ 6 ราย แนวโน้มผู้เสียชีวิตลดลงจากสัปดาห์ก่อนที่มี 60 กว่าราย แต่ปัจจัยเสี่ยงของผู้เสียชีวิตยังเหมือนเดิม คือเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 โรค และหญิงตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่ได้รับเชื้อจากคนในครอบครัวที่มีกิจกรรมนอกบ้าน ที่สำคัญเกือบทั้งหมดไม่ได้ฉีดวัคซีน ฉีดไม่ครบตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข 

 

“การฉีดวัคซีนถือเป็นมาตรการเร่งด่วนสำหรับผู้สูงอายุ เพราะช่วยลดการป่วยและเสียชีวิตได้ ขอให้ลูกหลานพาผู้สูงอายุในบ้านไปฉีดวัคซีน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้รณรงค์การฉีดวัคซีนประจำปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา และหากลูกหลานป่วยมีอาการทางเดินหายใจ ต้องไม่เข้าไปสัมผัสใกล้ชิดผู้สูงอายุ หรือหากจำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงการนำเชื้อไปแพร่ให้ผู้สูงอายุ” นพ.โอภาสกล่าว 

 

นพ.โอภาสกล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล พบมีการระบาดมากกว่าพื้นที่อื่น จึงให้กรมควบคุมโรคในฐานะเลขานุการคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ทำหนังสือประสานประธานคณะกรรมการโรคติดต่อ กทม./จังหวัด ให้ประสานความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน หรือยังไม่ได้ฉีดวัคซีนประจำปี เพื่อเร่งรัดการฉีดวัคซีนให้มากขึ้น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขยินดีสนับสนุนเวชภัณฑ์และข้อมูลต่างๆ

 

ทั้งนี้ จากการเฝ้าระวังสายพันธุ์ในประเทศไทยโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ XBB.1.16 ซึ่งความสามารถในการแพร่ระบาดและความรุนแรงไม่ได้มากกว่าสายพันธุ์เดิม เตียงรองรับผู้ป่วยภาพรวมทั้งประเทศและ กทม. ยังคงเพียงพอ อัตราครองเตียงอยู่ที่ 22% ขณะที่ยาที่ใช้ในการรักษามีเพียงพอเช่นกัน 

 

นพ.โอภาสกล่าวอีกว่า กรมควบคุมโรคได้รายงานสถานการณ์โรคไข้เลือดออก ตั้งแต่ต้นปี 2566 พบผู้ป่วยจำนวน 16,650 ราย เสียชีวิต 17 ราย คาดว่าเดือนหน้าจะมีผู้ป่วยเพิ่มสูงมากขึ้น เนื่องจากการสำรวจลูกน้ำยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคตามบ้านเรือนประชาชนและสถานที่ต่างๆ พบว่าบางแห่งดัชนีลูกน้ำยุงลายสูงกว่า 50% เช่น โรงเรียน วัด สถานที่ราชการ และโรงงาน ซึ่งจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำชับเรื่องการสำรวจและเร่งกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายต่อไป ทั้งนี้ อาการของโรคไข้เลือดออกในช่วงแรกจะคล้ายคลึงกับโรคติดต่อทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น โควิด ไข้หวัดใหญ่ ทำให้วินิจฉัยได้ยาก ได้กำชับให้บุคลากรทางการแพทย์ตระหนักและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด สำหรับผู้ป่วย หากมีอาการไข้ สงสัยโรคไข้เลือดออก ขอให้ปรึกษาแพทย์

The post ปลัด สธ. เผยผู้ติดโควิดเพิ่มขึ้นตามที่คาดไว้ จากคนในครอบครัว-ไม่ได้รับวัคซีนตามกำหนด appeared first on THE STANDARD.

]]>
รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ประกาศเตียงรองรับผู้ป่วยโควิดเต็มอัตราทุกห้อง-ไม่สามารถรับผู้ป่วยเพิ่ม https://thestandard.co/siriraj-hospital-full-bed-for-covid-patients/ Sat, 27 May 2023 02:41:22 +0000 https://thestandard.co/?p=795886 โรงพยาบาลศิริราช

วานนี้ (26 พฤษภาคม) เวลา 17.43 น. เพจเฟซบุ๊ก Siriraj Pi […]

The post รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ประกาศเตียงรองรับผู้ป่วยโควิดเต็มอัตราทุกห้อง-ไม่สามารถรับผู้ป่วยเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงพยาบาลศิริราช

วานนี้ (26 พฤษภาคม) เวลา 17.43 น. เพจเฟซบุ๊ก Siriraj Piyamaharajkarun Hospital ของโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ โพสต์ภาพพร้อมข้อความ ระบุว่า

 

“เรียน ผู้รับบริการทุกท่าน ขณะนี้เตียงผู้ป่วยวิกฤติ (ICU) และเตียงผู้ป่วยใน (IPD) สำหรับดูแลผู้ป่วย COVID-19 เต็มทุกห้อง

 

“ทั้งนี้ แผนกฉุกเฉิน (ER) ยังมีผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ที่รอการส่งต่อ ทำให้ไม่สามารถรองรับผู้ป่วย COVID-19 เพิ่มได้

 

“ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ ประกาศ ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2566”

 

อ้างอิง: เฟซบุ๊ก Siriraj Piyamaharajkarun Hospital

The post รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ประกาศเตียงรองรับผู้ป่วยโควิดเต็มอัตราทุกห้อง-ไม่สามารถรับผู้ป่วยเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
องค์การอนามัยโลกประกาศยุติสถานการณ์ฉุกเฉินจากโควิด https://thestandard.co/covid-19-no-longer-global-health-emergency/ Sat, 06 May 2023 02:14:37 +0000 https://thestandard.co/?p=785822

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศว่า โควิด-19 ไม่ใช่ภาวะฉุก […]

The post องค์การอนามัยโลกประกาศยุติสถานการณ์ฉุกเฉินจากโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศว่า โควิด-19 ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขทั่วโลกอีกต่อไป แถลงการณ์ดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญสู่การสิ้นสุดของโรคระบาด หลังจากที่ไวรัสระบาดทั่วโลกมานานกว่า 3 ปี จนสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและมีผู้คนเสียชีวิตหลายล้านราย

 

เจ้าหน้าที่ WHO ระบุว่า อัตราการเสียชีวิตจากโควิดลดต่ำลงจากจุดสูงสุดที่กว่า 100,000 รายต่อสัปดาห์ ในเดือนมกราคม ปี 2021 เหลือเพียง 3,500 ราย ในวันที่ 24 เมษายน

 

ดร.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการ WHO กล่าวว่า จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมพบว่ามีผู้เสียชีวิตทั่วโลกนับตั้งแต่โควิดระบาดรวมอย่างน้อย 7 ล้านราย แต่ตัวเลขแท้จริงอาจแตะ 20 ล้านคน

 

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขจากโควิดทั่วโลกได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่เขาเตือนว่าไวรัสดังกล่าวยังคงเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชนที่สำคัญ

 

ภาพ: Illustration by Avishek Das / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post องค์การอนามัยโลกประกาศยุติสถานการณ์ฉุกเฉินจากโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
30 เมษายน 2564 – ค่อม ชวนชื่น เสียชีวิต ปิดตำนานคำด่าที่หลายคนยังจดจำ https://thestandard.co/onthisday30042564-2/ Sat, 29 Apr 2023 23:30:30 +0000 https://thestandard.co/?p=781508 ค่อม ชวนชื่น เสียชีวิต

ค่อม ชวนชื่น เสียชีวิตเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 หลังจา […]

The post 30 เมษายน 2564 – ค่อม ชวนชื่น เสียชีวิต ปิดตำนานคำด่าที่หลายคนยังจดจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่อม ชวนชื่น เสียชีวิต

ค่อม ชวนชื่น เสียชีวิตเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 หลังจากติดโควิดและเข้ารักษาตัวอยู่ 19 วัน ปิดตำนาน ‘ไอ้สัส!’ คำพูดติดปากที่เป็นดั่งลายเซ็นประจำตัวของตลกวัย 63 ปีคนนี้ลง 

 

และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่เสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่น้าค่อมฝากไว้ให้กับแฟนๆ ชาวไทยที่ติดตามน้ามาตลอด แต่น้าค่อมคือบุคลากรตลกที่มีความสำคัญกับวงการบันเทิงไทยที่สุดคนหนึ่ง ทั้งการเล่นมุกอันเป็นเอกลักษณ์และการเป็นที่รักของคนที่ร่วมงานด้วยเสมอ

 

ค่อม ชวนชื่น หรือ อาคม ปรีดากุล พื้นเพเดิมเป็นคนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เติบโตมาในครอบครัวที่มีพ่อและแม่ทำงานในโรงลิเก และเขาเองต้องเดินตามเส้นทางชีวิตแบบเดียวกันตั้งแต่ยังเด็ก เขารับบทเป็นตัวโจ๊กในคณะลิเก ตีกลองตะโพนประกอบจังหวะ ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของงานที่เขาฝึกฝนและทำเป็นอาชีพโดยแท้จริง 

 

หลังจากนั้นน้าค่อมและเพื่อนสนิทของเขาที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่อายุ 12-13 ปีอย่าง โน้ต เชิญยิ้ม (บำเรอ ผ่องอินทรกุล) จึงเริ่มเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อเล่นตลก และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในช่วงหนึ่งของชีวิต

 

โน้ต เชิญยิ้ม หรือ ‘พี่เรอ’ ของน้าค่อม คือบุคคลที่เริ่มต้นเดินทางสายตลกมาพร้อมๆ กัน ซึ่งโน้ตเคยเล่าว่า สมัยก่อนเขาทั้งคู่นั้นลำบากมาก ต้องเอาไม้ประกอบฉากลิเกมาทำเป็นที่อยู่อาศัย และมีกางเกงที่สั่งตัดจากร้านแถวศรีย่านไว้ใส่ออกไปข้างนอกแค่ตัวเดียว แบบที่ถ้าสมมติน้าค่อมจะออกไปข้างนอก น้าโน้ตก็ต้องใส่ผ้าขาวม้าอยู่ห้อง สลับกันไปมาแบบนี้ 

 

น้าค่อมมีผลงานภาพยนตร์และละครรวมกันมากกว่า 70 เรื่องตลอดระยะเวลาการทำงาน และฝากผลงานที่น่าจดจำไว้มากมาย โดยเฉพาะเซ็ตภาพยนตร์ที่เขาร่วมแสดงกับภาพยนตร์ตระกูลของ ยอร์ช-ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ ทั้ง พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า (2548) และ แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า (2549) ที่สร้างเคมีใหม่ทางการแสดงให้กับน้าค่อม กลายเป็นผลงานขึ้นหิ้งที่แฟนๆ ชื่นชอบ และเป็นจุดเริ่มต้นที่หลายๆ คนจำได้กับคีย์เวิร์ดการด่า “ไอ้สัส!” ที่ถ้าหากเขาด่า แฟนๆ ก็จะไม่รู้สึกโกรธ ถึงขนาดที่ ตูน บอดี้สแลม ยังเอ่ยปากว่าอยากโดนน้าค่อมด่าสักครั้งในชีวิต ขณะไปร่วมรายการ ตลาดใจ String Combo ของ โน้ต-อุดม แต้พานิช

 

นอกจากนั้นน้าค่อมยังมีงานแสดงอีกหลายต่อหลายเรื่อง ซึ่งเป็นงานที่น้าค่อมไม่เคยได้ลองทำ เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Die Tomorrow (2560) ของผู้กำกับ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ กับบทนักดนตรีอาวุโสที่เรียบง่ายและไม่มีซีนตลกเลย หรืออย่างใน คุณนายโฮ (2555) กับบท ผู้กองบูรพา พ่ออดีตทหารที่เป็นโฮโมโฟเบีย ที่ร่วมจอกับนักแสดงแถวหน้าของประเทศอย่าง ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต หรือแม้แต่บทคนตาบอดในเรื่อง น้ำ ผีนองสยองขวัญ (2553) ก็เป็นที่จดจำและสร้างเสียงหัวเราะที่แตกต่างได้อย่างมาก

 

ค่อม ชวนชื่น ในหลายปีให้หลังที่ผ่านมา เขาเติบโตและสร้างเสียงหัวเราะที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับผู้ชมอยู่เสมอ โดยเฉพาะการปรากฏตัวของเขากับทีมบริษัทฮาไม่จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ แจ๊ส ชวนชื่น, ตั๊ก บริบูรณ์, บอล เชิญยิ้ม และ นุ้ย เชิญยิ้ม กลายเป็นรสชาติใหม่ของวงการบันเทิงไทย ที่สร้างรายการตลกที่โดดเด่นทั้งเรื่องราวและการอิมโพรไวส์แบบที่คาดเดาไม่ได้

 

อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า การเสียชีวิตของน้าค่อมหลังติดโควิดถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความรุนแรงในการระบาดจากคลัสเตอร์ทองหล่อ ซึ่งต่อมาสถานการณ์ก็บานปลาย มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากจนระบบสาธารณสุขในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รองรับไม่ไหว ทำให้สังคมไทยได้เห็นภาพผู้ติดเชื้อนอนเจ็บป่วยอยู่ในบ้าน และหลายรายเสียชีวิตที่บ้าน เพราะไม่สามารถเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้

The post 30 เมษายน 2564 – ค่อม ชวนชื่น เสียชีวิต ปิดตำนานคำด่าที่หลายคนยังจดจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวเน็ตจีนวิจารณ์ตำราเรียนประวัติศาสตร์ บอกเล่าสงครามโควิด ตั้งคำถามเนื้อหา ‘จริง’ แค่ไหน? https://thestandard.co/chinese-netizens-criticize-history-textbooks/ Fri, 28 Apr 2023 02:39:33 +0000 https://thestandard.co/?p=782477 จีน วิจารณ์ ตำราเรียน

ชาวเน็ตจีนพากันวิพากษ์วิจารณ์หนังสือเรียนประวัติศาสตร์ส […]

The post ชาวเน็ตจีนวิจารณ์ตำราเรียนประวัติศาสตร์ บอกเล่าสงครามโควิด ตั้งคำถามเนื้อหา ‘จริง’ แค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีน วิจารณ์ ตำราเรียน

ชาวเน็ตจีนพากันวิพากษ์วิจารณ์หนังสือเรียนประวัติศาสตร์สำหรับเด็กนักเรียนเล่มหนึ่ง ที่มีเนื้อหากล่าวถึงการทำสงครามรับมือโควิดของรัฐบาลจีนเป็นครั้งแรก โดยหลายคนตั้งคำถามว่า ข้อมูลในเนื้อหาดังกล่าวเป็นความจริงทั้งหมดหรือไม่? 

 

ขณะที่บางคนมองว่า ทุกตัวละครในเนื้อหาที่เกี่ยวกับโควิดดูเหมือนจะเยาะเย้ยความเจ็บปวดของชาวจีนที่ได้รับจากมาตรการคุมเข้มป้องกันโควิดตลอดระยะเวลากว่า 3 ปี ก่อนที่รัฐบาลจีนยกเลิกไปในช่วงปลายปีที่แล้ว และผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ได้ประกาศชัยชนะเหนือโควิดเมื่อต้นปีนี้

 

ประเด็นดราม่าตำราเรียนของจีนดังกล่าวปะทุขึ้นผ่านคลิปสั้นที่โพสต์ลงในแอปพลิเคชัน Douyin หรือ TikTok เวอร์ชันจีน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (26 เมษายน) และมีผู้กดเข้าไปดูแล้วกว่า 5 ล้านครั้ง ซึ่งผู้โพสต์ที่ดูเหมือนจะเป็นครูสอนประวัติศาสตร์ ระบุในคำบรรยายคลิปว่า “มันถูกเขียนในหนังสือประวัติศาสตร์แล้ว”

 

สำนักข่าว BBC ซึ่งได้รับสำเนาของหนังสือเรียนดังกล่าวที่จัดพิมพ์โดย People’s Education Press ผู้จัดพิมพ์หนังสือเรียนรายใหญ่ของประเทศ มีการอ้างอิงถึงเรื่องโควิดปรากฏในหัวข้อ ‘การเปลี่ยนแปลงในชีวิตทางสังคม’

 

โดยถัดจากย่อหน้าแรกที่อธิบายเกี่ยวกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นของจีน และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตนับตั้งแต่เปิดประเทศในปี 1970 มีกล่องข้อความที่ระบุถึง ‘การทำสงครามกับโควิด

 

“ประเทศของเรายึดมั่นต่ออำนาจสูงสุดของประชาชนและชีวิต มีการปกป้องความปลอดภัยในชีวิตและสุขภาพของผู้คนในระดับสูงสุด เราบรรลุผลสำเร็จที่สำคัญในการประสานงานป้องกันและควบคุมการระบาด”

 

ทั้งนี้ หลังจากที่การระบาดใหญ่ของโควิดเริ่มขึ้นในปี 2020 จีนได้ใช้นโยบาย ‘โควิดเป็นศูนย์’ (Zero-COVID) อย่างเข้มงวด โดยอนุญาตให้ทางการทั่วประเทศใช้มาตรการล็อกดาวน์ และบังคับให้ผู้ที่มีความเสี่ยงเข้าไปกักตัวในค่ายที่ทางการจัดเตรียมไว้

 

ขณะที่มาตรการควบคุมและป้องกันการระบาดที่เข้มงวดส่วนใหญ่ถูกยกเลิกไปเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว หลังจากที่เกิดการประท้วงอย่างกว้างขวางในประเทศเพื่อต่อต้านนโยบายของรัฐ

 

โดยเนื้อหาที่บรรยายในหนังสือเรียนยังสะท้อนถึงคำประกาศชัยชนะเหนือโควิดของผู้นำจีน แต่ชาวเน็ตหลายคนที่มาแสดงความเห็นในคลิปวิดีโอตั้งคำถามว่า เนื้อหาในหนังสือนั้นมีการบอกความจริงทั้งหมดหรือไม่ 

 

ชาวเน็ตคนหนึ่งตั้งคำถามว่าเนื้อหาในหนังสือดังกล่าว “ได้เล่าไหมว่าการทำสงครามโควิดของรัฐบาลจบลงอย่างไร?” ขณะที่อีกความเห็นหนึ่งระบุว่า “คุณมีหน้าเขียนมันลงไปในนั้นได้อย่างไร”

 

ความคิดเห็นส่วนใหญ่ในคลิปดังกล่าวยังสะท้อนถึงช่วงเวลาของสถานการณ์ระบาดที่ผ่านไป โดยความคิดเห็นยอดนิยมระบุว่า “เราได้เป็นพยานเรื่องราวในประวัติศาสตร์” 

 

อย่างไรก็ตาม จีนอ้างว่ามีอัตราผู้เสียชีวิตจากโควิดต่ำที่สุดประเทศหนึ่งของโลก โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากโควิดในจีนจำนวน 120,923 ราย นับตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2020

 

ขณะที่รัฐบาลจีนถูกกล่าวหาว่ารายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิดต่ำกว่าความเป็นจริง แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการเผยแพร่ข้อมูลหลักฐานจากโรงพยาบาลและฌาปนสถานออกมาก็ตาม

 

ภาพ: David Butow / Corbis via Getty Images

อ้างอิง:

The post ชาวเน็ตจีนวิจารณ์ตำราเรียนประวัติศาสตร์ บอกเล่าสงครามโควิด ตั้งคำถามเนื้อหา ‘จริง’ แค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลเจ้าจีนแน่นขนัด เหตุเด็กจบใหม่แห่ขอพรให้ได้งาน หลังตลาดแรงงานซบเซาหนักจากพิษโควิด https://thestandard.co/jobless-young-chinese-seek-solace-temples/ Thu, 27 Apr 2023 10:16:44 +0000 https://thestandard.co/?p=782249

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า วัดและศาลเจ้าหลายแห่งของจีน […]

The post ศาลเจ้าจีนแน่นขนัด เหตุเด็กจบใหม่แห่ขอพรให้ได้งาน หลังตลาดแรงงานซบเซาหนักจากพิษโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า วัดและศาลเจ้าหลายแห่งของจีนในช่วงสุดสัปดาห์คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาต่อคิวยาวหลายร้อยเมตร เพื่อรอเข้าขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้พวกเขาสามารถหางานได้ ท่ามกลางเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงหลังผ่านพ้นวิกฤตโควิดมาหมาดๆ

 

หวังเสี่ยวหนิง (Wang Xiaoning) วัย 22 ปี เปิดใจให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า เธอต้องการมาสงบจิตสงบใจที่วัด เพราะตอนนี้เธอเผชิญกับแรงกดดันหนักในการหางาน รวมถึงค่าที่พักที่ราคาแพงหูฉี่ในเขตเมือง โดยปัจจุบัน นักศึกษาจบใหม่ในจีนกว่า 11.58 ล้านคนกำลังเผชิญกับสภาพตลาดแรงงานที่ซบเซา หลังจากที่จีนเลือกใช้นโยบายสกัดโควิดที่เข้มงวดมาถึง 3 ปีเต็ม รวมถึงมีการลงดาบปราบปรามภาคเทคโนโลยีและกลุ่มติวเตอร์ ทำให้โอกาสในการจ้างงานนั้นลดน้อยลงไปอีก

 

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงกดดันคนรุ่นใหม่ให้แห่กันไปขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ข้อมูลจากเว็บไซต์ Trip.com ระบุว่า นับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ยอดการไปเที่ยวชมวัดในจีนเพิ่มสูงขึ้นถึง 310% เมื่อเทียบรายปี ทั้งยังกล่าวด้วยว่าราวครึ่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวเป็นคนที่เกิดหลังปี 1990

 

ปัจจุบันตัวเลขการว่างงานของคนรุ่นใหม่ในจีนสูงถึง 1 ใน 5 โดยตัวเลขล่าสุดในเดือนมีนาคมระบุว่า ผู้ว่างงานซึ่งมีอายุระหว่าง 16-24 ปีในจีนอยู่ที่ 19.6% หรือเกือบแตะระดับสูงสุดประวัติการณ์ที่เคยทำสถิติไว้ในเดือนกรกฎาคม 2022 ที่ 19.9% ขณะที่จีนตั้งเป้าที่จะสร้างตำแหน่งงานใหม่ให้ได้ 12 ล้านตำแหน่งในปีนี้

 

จางฉีตี้ (Zhang Qidi) นักวิจัยจากศูนย์การศึกษาการเงินระหว่างประเทศ กล่าวว่า จำนวนเด็กจบใหม่จากมหาวิทยาลัยนั้นอยู่ในภาวะ ‘ล้นตลาด’ พวกเขาต้องการงานเพื่อความอยู่รอด โดยหลายคนต้องไปทำงานขับรถหรือส่งของแทน

 

ทั้งนี้ เศรษฐกิจของจีนได้ฟื้นตัวอย่างช้าๆ หลังจากที่ทางการยกเลิกข้อกำหนดด้านโควิดในเดือนธันวาคม แต่ถึงเช่นนั้น การจ้างงานก็กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและจัดเลี้ยง ซึ่งให้ค่าแรงที่ต่ำ เพราะเป็นงานที่ไม่ได้ต้องการทักษะเฉพาะทาง 

 

ในเวลานี้ จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในกรุงปักกิ่งมีมากกว่านักศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นครั้งแรก ทำให้คนรุ่นใหม่ในจีนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมสังคมจึงให้คุณค่ากับการศึกษาสูงนัก หากสิ่งนี้ไม่ได้รับประกันว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน หลายคนเริ่มท้อใจและคิดว่าการมีวุฒิการศึกษาสูงอาจเป็นข้อจำกัดในการถูกเลือกเสียด้วยซ้ำ เพราะหลายคนกำลังตกอยู่ในภาวะ ‘มีวุฒิการศึกษาสูงเกินตำแหน่งงาน’

 

ด้วยเหตุนี้จึงถือเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐบาลจีนที่จะต้องกอบกู้ความเชื่อมั่นของเยาวชน รวมถึงออกแผนส่งเสริมการจ้างงานอย่างเป็นระบบ และมอบเงินทุนสนับสนุนให้องค์การต่างๆ ว่าจ้างคนหนุ่มสาวมากขึ้น เพื่อให้บัณฑิตป้ายแดงได้มีโอกาสทำงานที่ตัวเองใฝ่ฝันและขับเคลื่อนประเทศต่อไป

 

แฟ้มภาพ: Soeren Stache / picture alliance via Getty Images

อ้างอิง:

The post ศาลเจ้าจีนแน่นขนัด เหตุเด็กจบใหม่แห่ขอพรให้ได้งาน หลังตลาดแรงงานซบเซาหนักจากพิษโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดพิกัดจุดรับวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นฟรี 11 จุด https://thestandard.co/11-places-to-get-free-covid-vaccination/ Mon, 24 Apr 2023 06:22:43 +0000 https://thestandard.co/?p=780446 จุดรับวัคซีนโควิด

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2566 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข […]

The post เปิดพิกัดจุดรับวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นฟรี 11 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดรับวัคซีนโควิด

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2566 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข รายงานจุดฉีดวัคซีนโควิดที่โรงพยาบาลและหน่วยงานในสังกัด พื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมพร้อมรับมือแนวโน้มการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์ใหม่หลังวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา โดยให้บริการฟรี

 

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้แนะนำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนชุดแรกแล้ว ควรได้รับวัคซีนเข็ม 3 ที่ 4 เดือนเป็นต้นไปหลังเข็ม 2 และควรได้รับวัคซีนเข็ม 4 ที่ 4 เดือนเป็นต้นไปหลังเข็ม 3 ระยะเวลาอาจแตกต่างกันตามชนิดของวัคซีนที่ได้รับ และโรคประจำตัวของแต่ละบุคคล 

 

ในกรณีผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด ควรฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นที่ระยะเวลา 3 เดือนเป็นต้นไป

 

จุดรับวัคซีนโควิด

 

เปิดพิกัดจุดรับวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นฟรี 11 จุด

 

สถานพยาบาล

 

  • โรงพยาบาลราชวิถี

วัน-เวลา: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-13.30 น. (เว้นวันหยุดราชการ)

โทร: 0 2206 2900

ชนิดวัคซีน: Pfizer, LAAB

 

  • สถาบันโรคผิวหนัง

วัน-เวลา: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-15.00 น.

โทร: 0 2354 5222

ชนิดวัคซีน: Pfizer, AstraZeneca

 

  • โรงพยาบาลเลิดสิน

วัน-เวลา: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 13.00-15.30 น.

โทร: 0 2353 9801

ชนิดวัคซีน: Pfizer, LAAB

 

  • สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

วัน-เวลา: วันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 13.00-15.30 น. วันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-15.30 น.

โทร: 1415 ต่อ 2317

ชนิดวัคซีน: Pfizer

 

  • โรงพยาบาลสงฆ์

วัน-เวลา: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-12.00 น.

โทร: 0 2640 9537

ชนิดวัคซีน: Pfizer

 

  • สถาบันประสาทวิทยา

วัน-เวลา: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-16.30 น. วันเสาร์ เวลา 08.00-12.00 น.

โทร: 0 2306 9899

ชนิดวัคซีน: Pfizer, Moderna Bivalent, LAAB

 

  • โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี

วัน-เวลา: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-15.00 น. (เว้นวันหยุดราชการ)

โทร: 0 2548 1000

ชนิดวัคซีน: Pfizer

 

  • สถาบันโรคทรวงอก

วัน-เวลา: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-15.00 น. (เว้นวันหยุดราชการ)

โทร: 0 2547 0999 ต่อ 30180, 30181

ชนิดวัคซีน: Pfizer, LAAB

 

  • สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

วัน-เวลา: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 13.00-15.00 น. (เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)

โทร: 0 2202 6800 ต่อ 2215

ชนิดวัคซีน: Pfizer, Moderna Bivalent, LAAB

 

  • สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูฯ

วัน-เวลา: วันอังคาร (เว้นวันหยุดราชการ) เวลา 13.00-15.00 น.

โทร: 0 2591 5455

ชนิดวัคซีน: Pfizer, LAAB

 

  • สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี

วัน-เวลา: วันศุกร์ เวลา 08.30-16.30 น.

โทร: 0 2531 0080-4 ต่อ 514

ชนิดวัคซีน: Pfizer, LAAB

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

อ้างอิง: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

The post เปิดพิกัดจุดรับวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นฟรี 11 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
UNICEF เผย ผู้คนทั่วโลกหมดความเชื่อมั่นต่อวัคซีนสำหรับเด็กในช่วงวิกฤตโควิดระบาด https://thestandard.co/people-lost-faith-childhood-vaccines/ Thu, 20 Apr 2023 04:22:54 +0000 https://thestandard.co/?p=778872 UNICEF

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations Children […]

The post UNICEF เผย ผู้คนทั่วโลกหมดความเชื่อมั่นต่อวัคซีนสำหรับเด็กในช่วงวิกฤตโควิดระบาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
UNICEF

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations Children’s Fund: UNICEF) เผยแพร่รายงานผลสำรวจล่าสุด พบว่าในช่วงวิกฤตโควิดระบาด มีผู้คนทั่วโลกจำนวนมากสูญเสียความเชื่อมั่นที่มีต่อการฉีดวัคซีนป้องกันโรคร้ายแรงสำหรับเด็ก เช่น โรคหัดหรือโปลิโอ 

 

ผลสำรวจดังกล่าวซึ่งจัดทำใน 55 ประเทศ พบว่ามี 52 ประเทศที่การรับรู้ของสาธารณชนเกี่ยวกับวัคซีนสำหรับเด็กลดลง ซึ่ง UNICEF ชี้ว่าข้อมูลดังกล่าวเป็น “สัญญาณเตือนอันน่ากังวล” ของการลังเลที่จะให้เด็กเข้ารับการฉีดวัคซีนที่มีเพิ่มมากขึ้น ท่ามกลางปัจจัยหลายอย่าง ทั้งการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และความไว้วางใจในรัฐบาลที่ลดน้อยลง ตลอดจนการแบ่งขั้วทางการเมืองในแต่ละประเทศ

 

“เราไม่สามารถปล่อยให้ความมั่นใจในการฉีดวัคซีนตามปกติกลายเป็นเหยื่ออีกรายของการระบาดใหญ่ของโควิดได้ ไม่เช่นนั้นการเสียชีวิตระลอกต่อไปอาจเป็นเด็กที่เป็นโรคหัด คอตีบ หรือโรคอื่นๆ ที่ป้องกันได้” แคเธอรีน รัสเซลล์ ผู้อำนวยการบริหารของ UNICEF กล่าวในการแถลง

 

UNICEF ยังชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงในการรับรู้ของสาธารณชนเกี่ยวกับความสำคัญในการฉีดวัคซีนสำหรับเด็กเป็นเรื่องที่น่ากังวล ‘มากเป็นพิเศษ’ ซึ่งจากข้อมูลในรายงาน คาดว่าอาจมีเด็กถึงกว่า 67 ล้านคนที่พลาดการฉีดวัคซีนป้องกันหลายโรคร้ายแรงในช่วงที่เกิดโควิดระบาด

 

รายงานยังชี้ว่า ภาพรวมของความเชื่อมั่นที่มีต่อวัคซีนสำหรับเด็กแตกต่างกันในประเทศต่างๆ โดยในหลายประเทศ อาทิ ปาปัวนิวกินีและเกาหลีใต้ พบว่ามุมมองเรื่อง “วัคซีนมีความสำคัญสำหรับเด็ก” ลดลง 44% ส่วนในกานา เซเนกัล และญี่ปุ่น ลดลงมากกว่า 1 ใน 3 ขณะที่สหรัฐอเมริกา ลดลง 13.6% ส่วนอินเดีย จีน และเม็กซิโก พบว่าความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อวัคซีนสำหรับเด็กยังคงเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นในวงกว้าง

 

อย่างไรก็ตาม แม้บางประเทศจะมีความเชื่อมั่นต่อวัคซีนสำหรับเด็กลดลง แต่ผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 80% ในเกือบครึ่งของประเทศที่ทำการสำรวจ ยังคงมองว่าวัคซีนสำหรับเด็กมีความสำคัญ

 

ขณะที่ UNICEF เน้นย้ำในรายงานว่า ความเชื่อมั่นในวัคซีนนั้นเปลี่ยนแปลงได้ง่าย และผลลัพธ์ที่ได้ ณ ตอนนี้ อาจไม่ได้บ่งบอกถึงแนวโน้มในระยะยาว 

 

ภาพ: Jeff J Mitchell / Getty Images

อ้างอิง:

 

The post UNICEF เผย ผู้คนทั่วโลกหมดความเชื่อมั่นต่อวัคซีนสำหรับเด็กในช่วงวิกฤตโควิดระบาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมควบคุมโรคเผยยอดผู้ป่วยโควิดพุ่งหลังสงกรานต์ ย้ำกลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีน ก่อนโรคระบาดหนักช่วงฤดูฝน https://thestandard.co/number-of-covid-patients-after-songkran/ Thu, 20 Apr 2023 03:13:22 +0000 https://thestandard.co/?p=778837 โควิด หลังสงกรานต์

วันนี้ (20 เมษายน) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบค […]

The post กรมควบคุมโรคเผยยอดผู้ป่วยโควิดพุ่งหลังสงกรานต์ ย้ำกลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีน ก่อนโรคระบาดหนักช่วงฤดูฝน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิด หลังสงกรานต์

วันนี้ (20 เมษายน) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์การระบาดของโควิดว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นชัดเจนช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งผู้ป่วยรายใหม่และผู้ป่วยหนัก โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยว และจากการที่กองระบาดวิทยาได้ประเมินลักษณะทางระบาดวิทยาของโควิด พบว่ามีความคล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ คือ มีการระบาดตามฤดูกาล จึงคาดว่าอาจมีการระบาดของโควิดสูงขึ้นในช่วงฤดูฝน 

 

กระทรวงสาธารณสุขจึงขอให้ประชาชนเร่งเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิดประจำปีก่อนเข้าฤดูฝน ซึ่งจะเริ่มฉีดในปี 2566 เป็นปีแรก โดยฉีดปีละ 1 เข็ม สามารถใช้วัคซีนชนิดใดหรือรุ่นใดก็ได้ โดยให้ห่างจากเข็มสุดท้าย หรือประวัติการติดเชื้ออย่างน้อย 3 เดือน และไม่ต้องนับว่าเป็นเข็มที่เท่าใด โดยกรมควบคุมโรคได้จัดเตรียมวัคซีนให้กับทุกกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป และจัดหาวัคซีนรุ่นใหม่สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่อายุ 12 ปีขึ้นไปด้วย 

 

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเข้ารับบริการฉีดวัคซีนได้ที่หน่วยบริการตามที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกำหนดไว้ สำหรับสถานที่ฉีดวัคซีนโควิดในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุขในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ศูนย์การแพทย์บางรัก, โรงพยาบาลราชวิถี, สถาบันโรคผิวหนัง, สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี, โรงพยาบาลสงฆ์ และสถาบันบำราศนราดูร จังหวัดนนทบุรี

 

ด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ปรับคำแนะนำการฉีดใหม่ให้เป็นการฉีดวัคซีนโควิดประจำปี เนื่องจากผลการสำรวจระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประชากรไทยทั้งจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค และการศึกษาจาก ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ พบว่าประชากรไทยส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แล้ว จากการติดเชื้อหรือการรับวัคซีน การปรับคำแนะนำจึงเน้นคำแนะนำการฉีดให้เป็นแบบที่เข้าใจง่าย

 

คือให้ฉีดวัคซีนโควิดประจำปี โดยขอเน้นให้กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ 608, พนักงานบริการหรือผู้ที่มีอาชีพต้องสัมผัสคนเป็นจำนวนมาก หรือผู้อยู่ในสถานที่แออัด เช่น ทัณฑสถาน รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ด่านหน้า และเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี เข้ารับวัคซีนประจำปีโดยเร็ว เพื่อลดอาการป่วยหนัก เสียชีวิต และรักษาระบบสาธารณสุขของประเทศ ก่อนการระบาดของโควิดตามฤดูกาล ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปก็สามารถรับวัคซีนโควิดประจำปีได้เช่นเดียวกันตามความสมัครใจ

The post กรมควบคุมโรคเผยยอดผู้ป่วยโควิดพุ่งหลังสงกรานต์ ย้ำกลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีน ก่อนโรคระบาดหนักช่วงฤดูฝน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. พร้อมรับมือโควิดหลังสงกรานต์ เตือนประชาชนสังเกตอาการ 1-2 สัปดาห์ ยึดปฏิบัติ ใส่หน้ากาก-เว้นระยะ-ล้างมือ https://thestandard.co/covid-19-after-songkran-2/ Wed, 19 Apr 2023 00:48:54 +0000 https://thestandard.co/?p=778347 โควิดหลังสงกรานต์

วานนี้ (18 เมษายน) นพ.สุขสันต์ กิตติศุภกร รองปลัดกรุงเท […]

The post กทม. พร้อมรับมือโควิดหลังสงกรานต์ เตือนประชาชนสังเกตอาการ 1-2 สัปดาห์ ยึดปฏิบัติ ใส่หน้ากาก-เว้นระยะ-ล้างมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิดหลังสงกรานต์

วานนี้ (18 เมษายน) นพ.สุขสันต์ กิตติศุภกร รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงประเด็นกรุงเทพมหานคร (กทม.) กับการเตรียมความพร้อมมาตรการเฝ้าระวังโควิดหลังสงกรานต์ว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ ได้มีการจัดงานสงกรานต์ ทำให้เกิดการรวมตัวกันเล่นน้ำสงกรานต์ ประกอบกับประชาชนบางส่วนได้เดินทางกลับไปพบปะเยี่ยมเยียนพ่อแม่พี่น้องของตนเอง ทำให้เกิดการรวมตัวกันเช่นเดียวกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าตัวเลขผู้ป่วยก่อนสงกรานต์จนถึงสัปดาห์สงกรานต์มีจำนวนมากขึ้น จำนวนผู้ที่นอนโรงพยาบาลสูงขึ้น แต่ผู้ป่วยเสียชีวิตยังคงไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

กทม. ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลสุขภาพของประชาชนชาวกรุงเทพฯ ได้ร่วมกับทางกระทรวงสาธารณสุข ในการติดตามจำนวนผู้ป่วยโควิด โดยจะต้องติดตามในสัปดาห์ถัดไปอีกอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ เพื่อดูแนวโน้มและเฝ้าระวัง รวมถึงการให้คำแนะนำกับประชาชนด้วย

 

นพ.สุขสันต์ กล่าวว่า สำหรับประชาชนที่เดินทางกลับมาจากการเล่นน้ำสงกรานต์หรือไปในที่ที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก ขอให้สังเกตตัวเอง โดยขอความร่วมมือนำมาตรการโควิดในช่วงที่มีการระบาดมาใช้ เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม ถ้าคิดว่าตัวเองยังไม่แน่ใจก็อย่าไปนั่งกินข้าวร่วมกับคนอื่น หรือเว้นระยะห่างประมาณ 1-2 เมตร การใส่หน้ากากอนามัยและการล้างมือ

 

ในส่วนของประชาชนที่มีพ่อแม่พี่น้องที่เป็นกลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี ผู้มีโรคประจำตัวใน 7 กลุ่มโรค (โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน) และกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ขอให้เว้นระยะในการพบปะกัน ให้ผ่านช่วงนี้ไปสักประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อสังเกตว่าตัวเองมีอาการของโควิดหรือไม่ ซึ่งอาการของโควิดที่สังเกตได้ง่ายๆ ก็คือ ไข้ ไอ หวัด เจ็บคอ เหมือนอาการหวัดทั่วไป

 

นพ.สุขสันต์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับในเรื่องของโควิดสายพันธุ์ใหม่ จากการประชุม EOC (Emergency Operation Center หรือศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน) ยังพบว่าสายพันธุ์ที่ระบาดในพื้นที่ประเทศไทยรวมทั้งพื้นที่กรุงเทพฯ ยังเป็นสายพันธุ์ XBB.1.5 อยู่ถึงเกือบ 47% ส่วนสายพันธุ์ใหม่ XBB.1.16 ที่พบในรายงาน จะมีอยู่แค่ประมาณ 7-10% อย่างไรก็ตาม แนวโน้มอาจจะพบการระบาดมากขึ้นเช่นเดียวกับทั่วโลก ฉะนั้นจึงต้องเฝ้าระวังสายพันธุ์ XBB.1.16 ด้วย

 

โดยสายพันธุ์ใหม่นั้นไม่มีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ยังคงเหมือนสายพันธุ์เดิม ทั้งการเจ็บป่วย รวมทั้งอัตราการนอนโรงพยาบาล และอัตราการเสียชีวิต หากถามว่าสายพันธุ์นี้น่ากลัวหรือไม่ ตอนนี้ยังมีข้อมูลไม่มากนัก แต่เท่าที่ดูตัวเลขจากทั่วโลก มีอัตราการระบาดง่ายกว่าสายพันธุ์เดิม 5 เท่า แต่อาการไม่ได้รุนแรง ไม่ได้ทำให้ต้องนอนโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอก ใช้ยาทั่วไปได้ เหมือนการรักษาที่ผ่านมา

 

อาการของเชื้อสายพันธุ์ใหม่เหมือนไข้หวัดทั่วไป แต่มีลักษณะพิเศษที่อาจจะมีเยื่อบุตาแดงหรือตาอักเสบเพิ่มเติม ดังนั้นในช่วงนี้หากมีอาการก็ขอให้เว้นระยะจากผู้อื่น ตรวจ ATK ซึ่งไม่ว่าจะสายพันธุ์ไหน ATK ก็ยังสามารถใช้ตรวจเบื้องต้นได้ หากอาการน่าสงสัยสามารถตรวจ ATK ได้ทุก 1-2 วัน ถ้าผลเป็นบวกก็สามารถไปรับยาตามสิทธิ์การรักษาได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) ของ กทม. ทั้ง 69 ศูนย์ โรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ 11 โรงพยาบาล และโรงพยาบาลวชิรพยาบาล รวมทั้งโรงพยาบาลในสังกัดของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

 

นพ.สุขสันต์ กล่าวด้วยว่า ในเรื่องวัคซีนนั้นได้มีคำแนะนำสำหรับประชาชนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนหรือฉีดวัคซีนเพียง 1 เข็ม ให้ไปรับบริการฉีดวัคซีนได้ ทั้งที่ ศบส. 69 แห่ง โรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ 11 แห่ง โรงพยาบาลวชิรพยาบาล และโรงพยาบาลในสังกัดของกรมการแพทย์ ตามวันและเวลาที่แต่ละแห่งให้บริการ

 

ในกรณีประชาชนทั่วไป ได้มีคำแนะนำใหม่ จากที่ก่อนหน้านี้ให้ฉีดกระตุ้นหลังเข็มล่าสุด 4 เดือน ปรับเป็นฉีดปีละ 1 ครั้ง โดยอาจจะเริ่มฉีดในช่วงนี้หรือเดือนพฤษภาคม 2566 ร่วมกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งจะมีการนำวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาให้บริการตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ส่วนในกรณีผู้มีความเสี่ยง 608 ควรจะฉีดปีละ 2 ครั้ง โดย กทม. ได้มีการสำรองทั้งยาและวัคซีนไว้อย่างเพียงพอ

 

โดยความพร้อมรับมือสถานการณ์ตอนนี้ เรื่องการให้บริการทั้ง 12 โรงพยาบาล ยังมีคลินิก ARI หรือคลินิกโรคทางเดินหายใจให้บริการอยู่ ฉะนั้นคนไข้ที่มีอาการคล้ายโควิดหรือเป็นหวัดก็จะถูกแยกตรวจ และถ้าอาการน่าสงสัยคุณหมอก็ตรวจ ATK ให้ แล้วก็จะจ่ายยาให้ตามสิทธิและตามอาการ ซึ่งยามีเพียงพอแน่นอน

 

ส่วนเรื่องเตียงผู้ป่วย นพ.สุขสันต์ ระบุว่า ตอนนี้ใน 12 โรงพยาบาล มีการสำรองเตียงโควิดไว้ 130 เตียง ให้บริการอยู่ 35 เตียง (ข้อมูล ณ วันที่ 17 เมษายน) หรือประมาณ 26.9% ยังมีเตียงที่สำรองไว้เหลืออยู่มาก ขณะเดียวกันได้มีการเตรียมแผนเอาไว้ด้วย ในกรณีหากมีคนไข้นอนโรงพยาบาลมากขึ้นก็สามารถเพิ่มจำนวนเตียงได้ตามสถานการณ์

The post กทม. พร้อมรับมือโควิดหลังสงกรานต์ เตือนประชาชนสังเกตอาการ 1-2 สัปดาห์ ยึดปฏิบัติ ใส่หน้ากาก-เว้นระยะ-ล้างมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยพบโควิดสายพันธุ์ลูกผสม XBB.1.16 แล้ว 27 ราย แพร่เร็วขึ้น แต่ไม่รุนแรง https://thestandard.co/thailand-found-27-covid-19-xbb-1-16/ Tue, 18 Apr 2023 10:24:03 +0000 https://thestandard.co/?p=778244 ศุภกิจ ศิริลักษณ์

วันนี้ (18 เมษายน) ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นพ.ศุภกิจ […]

The post ไทยพบโควิดสายพันธุ์ลูกผสม XBB.1.16 แล้ว 27 ราย แพร่เร็วขึ้น แต่ไม่รุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภกิจ ศิริลักษณ์

วันนี้ (18 เมษายน) ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมด้วย นพ.บัลลังก์ อุปพงษ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ ดร.พิไลลักษณ์ อัคคไพบูลย์ โอกาดะ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เชี่ยวชาญ แถลงข่าวอัปเดตสถานการณ์การเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด และสายพันธุ์ที่เฝ้าติดตามในประเทศไทย ว่ากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการติดตามการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 พบเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง สำหรับสายพันธุ์ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ติดตามใกล้ชิดในปัจจุบัน ได้แก่ 

 

  1. สายพันธุ์ที่เฝ้าระวัง หรือ Variants of Interest (VOI) 1 สายพันธุ์ ได้แก่ XBB.1.5 
  2. สายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง หรือ Variants under monitoring (VUM) 7 สายพันธุ์ ได้แก่ BQ.1*, BA.2.75*, CH.1.1*, XBB*, XBB.1.16*, XBB.1.9.1* และ XBF*

 

นพ.ศุภกิจกล่าวว่า สถานการณ์สายพันธุ์ทั่วโลก สัปดาห์ที่ 12 (วันที่ 20-26 มีนาคม 2566) สายพันธุ์ XBB.1.5 มีรายงานการตรวจพบจาก 95 ประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนสูงที่สุด คิดเป็น 47.9% และเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วน XBB*, XBB.1.16*, XBB.1.9.1* มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยพบสัดส่วน 17.6%, 7.6% และ 4.0% ตามลำดับ 

 

สำหรับประเทศไทย สัปดาห์ที่ 8-14 เมษายน 2566 สายพันธุ์ XBB* มีสัดส่วนลดลง แต่ยังเป็นสายพันธุ์ที่พบมากเป็นลำดับที่ 1 โดย XBB.1.16* พบในตัวอย่างจากผู้ติดเชื้อช่วงเดือนมีนาคม 2566 จำนวน 22 ราย และเดือนเมษายน 2566 จำนวน 5 ราย รวม 27 ราย (XBB.1.16 = 26 ราย และ XBB.1.16.1 = 1 ราย) สำหรับ XBB.1.9.1* มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 5.1% เป็น 15% ในส่วนของ XBB.1.5 พบมากเป็นลำดับที่ 2 โดยพบสัดส่วน 27.5% ทั้งนี้ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับความรุนแรงในการก่อโรคที่เพิ่มขึ้น และข้อมูลจากห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่า XBB.1.16 มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ XBB และ XBB.1.5 แต่คุณสมบัติด้านการหลบภูมิคุ้มกันยังคงเหมือนกัน  

 

ทั้งนี้ สายพันธุ์ XBB.1.16 เป็นสายพันธุ์ลูกผสมจาก BA.2.10.1 และ BA.2.75 มีการกลายพันธุ์เพิ่มเติมบนโปรตีนหนาม ได้แก่ E180V, F486P และ K478R รายงานครั้งแรกจากประเทศอินเดียเมื่อเดือนมกราคม 2566 ต่อมา WHO จัดให้เป็นสายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง (VUM) เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2566 โดยพบมากที่สุดในประเทศอินเดีย รองมาคือสหรัฐอเมริกา โดยพบการระบาดมากในช่วงสัปดาห์ที่ 12 ของปี 2566 (วันที่ 20-26 มีนาคม 2566) อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตจากผู้เชี่ยวชาญพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ XBB.1.16 มีลักษณะอาการทางคลินิกของโรคเยื่อบุตาอักเสบ คันตา มีขี้ตาร่วมด้วย แต่ยังไม่มีข้อมูลชี้ชัดว่าอาการดังกล่าวเป็นลักษณะจำเพาะที่เกิดจากสายพันธุ์ XBB.1.16 

 

นพ.ศุภกิจกล่าวต่อไปว่า การตรวจโควิดด้วยวิธี Real-time PCR และชุดทดสอบ ATK สามารถใช้ตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสก่อโรคโควิดครอบคลุมทุกสายพันธุ์ ซึ่งรวมถึงสายพันธุ์โอมิครอนและสายพันธุ์ลูกผสม เพื่อค้นหาผู้ป่วยช่วยในการวินิจฉัยและแยกตัวผู้ติดเชื้อได้อย่างรวดเร็ว การทำงานของ ATK อาศัยหลักการทดสอบทางภูมิคุ้มกัน (Immunoassay) ซึ่งเป็นหลักการที่อาศัยการจับกันระหว่างแอนติเจน (Antigen) และแอนติบอดี (Antibody) โดยส่วนใหญ่ออกแบบให้ตรวจจับโปรตีน N ซึ่งการกลายพันธุ์บนโปรตีนหนามไม่ส่งผลกระทบ

 

“กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะเก็บตัวอย่างจากผู้ป่วยโควิดทั่วประเทศ และประสานขอให้โรงพยาบาลทั่วประเทศส่งตัวอย่างมาตรวจสายพันธุ์เพิ่มขึ้น ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรง หรือเสียชีวิต เพื่อเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ต่อไป สำหรับประชาชนมาตรการป้องกันส่วนบุคคล สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และฉีดวัคซีนจะช่วยลดการแพร่เชื้อและรับเชื้อ โดยเฉพาะการเข้าร่วมกิจกรรมที่มีความเสี่ยง และขอให้ความมั่นใจว่ากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และเครือข่ายยังคงเฝ้าระวังติดตามการกลายพันธุ์ของเชื้อ SARS-CoV-2 อย่างต่อเนื่อง และเผยแพร่บนฐานข้อมูลสากล GISAID อย่างสม่ำเสมอ” นพ.ศุภกิจกล่าว

The post ไทยพบโควิดสายพันธุ์ลูกผสม XBB.1.16 แล้ว 27 ราย แพร่เร็วขึ้น แต่ไม่รุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เผยผู้เสียชีวิตโควิดล่าสุดอายุไม่มาก แต่มีปัจจัยเสี่ยง-วัคซีนเข็มสุดท้ายนานเกิน 3 เดือน ย้ำกลุ่ม 608 รับวัคซีนเพิ่ม https://thestandard.co/moph-latest-covid-deaths/ Tue, 18 Apr 2023 10:10:01 +0000 https://thestandard.co/?p=778235 ผู้เสียชีวิต โควิด ล่าสุด

วันนี้ (18 เมษายน) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โอภาส ก […]

The post สธ. เผยผู้เสียชีวิตโควิดล่าสุดอายุไม่มาก แต่มีปัจจัยเสี่ยง-วัคซีนเข็มสุดท้ายนานเกิน 3 เดือน ย้ำกลุ่ม 608 รับวัคซีนเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้เสียชีวิต โควิด ล่าสุด

วันนี้ (18 เมษายน) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ. กล่าวภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์โรคโควิดว่าสถานการณ์ขณะนี้เป็นไปตามการคาดการณ์ของกรมควบคุมโรค ซึ่งเทียบเคียงกับการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ โดยคาดว่าระดับภูมิคุ้มกันหมู่ในประชาชนลดลงจากการที่มีผู้ฉีดวัคซีนเข็มล่าสุดนานเกิน 6 เดือนเพิ่มขึ้น และพบผู้ติดเชื้อลดลงในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2566 รวมทั้งพบการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์ย่อยอื่นจากต่างประเทศ ทำให้จะพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นระลอกเล็กๆ ได้ในช่วงเปิดเทอม และจะพบการระบาดเพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูฝน 

 

โดยสัปดาห์ล่าสุด (วันที่ 9-15 เมษายน 2566) พบผู้ป่วยรายใหม่ 435 ราย ผู้ป่วยปอดอักเสบ 30 ราย ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 19 ราย และผู้เสียชีวิต 2 ราย ทั้งนี้ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในหลายจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว โดยเป็นการติดเชื้อในสมาชิกครอบครัว และการร่วมกิจกรรมที่มีกลุ่มคนจำนวนมาก ช่วงหลังสงกรานต์ 1-2 สัปดาห์นี้จึงควรเน้นมาตรการป้องกันตนเอง สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง และล้างมือบ่อยๆ ทั้งในครอบครัวและสถานที่ทำงาน

 

นพ.โอภาสกล่าวต่อไปว่า สำหรับผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย พบว่าอายุไม่มาก แต่รายหนึ่งมีโรคประจำตัว ส่วนอีกรายได้รับวัคซีนเข็มสุดท้ายนานเกินกว่า 3 เดือน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เมื่อติดเชื้อแล้วเกิดอาการรุนแรง ดังนั้นการฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันจึงยังมีความจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง 608 จะช่วยลดอาการหนักและเสียชีวิตได้ 

 

ส่วนผู้ที่มีปัญหาเรื่องการสร้างภูมิคุ้มกัน สามารถฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป หรือ LAAB ได้เช่นกัน โดยติดต่อขอรับบริการได้ที่สถานบริการในสังกัด สธ. ใกล้บ้าน นอกจากนี้ควรสวมหน้ากากอนามัยหากต้องไปร่วมกิจกรรมที่มีคนจำนวนมากหรือไปในที่สาธารณะ และหากติดโควิดให้เข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาล ซึ่งได้จัดเตรียมยาและวัคซีนไว้ให้บริการอย่างเพียงพอแล้ว

The post สธ. เผยผู้เสียชีวิตโควิดล่าสุดอายุไม่มาก แต่มีปัจจัยเสี่ยง-วัคซีนเข็มสุดท้ายนานเกิน 3 เดือน ย้ำกลุ่ม 608 รับวัคซีนเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิดทำพฤติกรรมคนไทยเปลี่ยน การซื้อวิตามิน-สินค้าบำรุง ไม่ใช่เพื่อ ‘รักษา’ แต่ต้อง ‘ป้องกัน’ ก่อนที่การป่วยจะเกิดขึ้น https://thestandard.co/covid-changed-behavior-thai-people/ Tue, 18 Apr 2023 07:58:01 +0000 https://thestandard.co/?p=778177 พฤติกรรม การซื้อสิ้นค้า

เป็นที่รู้กันว่าการระบาดของโควิดทำให้พฤติกรรมของผู้บริโ […]

The post โควิดทำพฤติกรรมคนไทยเปลี่ยน การซื้อวิตามิน-สินค้าบำรุง ไม่ใช่เพื่อ ‘รักษา’ แต่ต้อง ‘ป้องกัน’ ก่อนที่การป่วยจะเกิดขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
พฤติกรรม การซื้อสิ้นค้า

เป็นที่รู้กันว่าการระบาดของโควิดทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคคนไทยเปลี่ยนไปในทุกแง่มุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อวิตามิน-สินค้าบำรุง ในปัจจุบันไม่ใช่เพื่อ ‘รักษา’ แต่ต้อง ‘ป้องกัน’ ก่อนที่โรคจะเกิดขึ้น

 

“การซื้อสินค้าสุขภาพในวันนี้คือการป้องกัน ไม่ใช่ป่วยแล้วถึงมาซื้อกิน แต่ต้องบำรุงให้แข็งแรงด้วย” อรพรรณ พงศ์พานิช Head of Customer Experience บู๊ทส์ รีเทล ประเทศไทย กล่าว “ตอนนี้สินค้าในกลุ่มสุขภาพหากเป็นความงามและดูแลตัวเองไปด้วยจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค”

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

สิ่งที่น่าสนใจคือ อรพรรณมองว่า เทรนด์การดูแลรักษาภาพลักษณ์มาแน่ๆ นอกจากการซื้อวิตามินที่ต้องบำรุงสุขภาพแล้ว เทรนด์สกินแคร์ใหม่ๆ ก็ให้ความสนใจเรื่องฟื้นฟูและบำรุงไปพร้อมนัก นอกจากนี้คนไทยยังหันมาโฟกัสส่วนผสม เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ได้ดียิ่งขึ้น

 

สิ่งที่อรพรรณมองเห็นสอดคล้องไปกับผลสำรวจที่พบว่า นักช้อปไทยชอบการซื้อสินค้าที่จัดโปรโมชัน และยังตัดสินใจซื้อสินค้าง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ พบว่าการสร้างประสบการณ์ที่ดีเป็นอีกปัจจัยสำคัญสำหรับนักช้อปไทย โดย 75% ของนักช้อปจะยอมจ่ายเงินมากขึ้น ถ้าแบรนด์หรือร้านค้านั้นสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพวกเขาได้ 

 

ซึ่งผลสำรวจเทรนด์ความงามระดับโลกปี 2566 เผยว่าความงามและสุขภาพที่ดีในทุกช่วงอายุเป็นการช่วยยกระดับฟื้นฟูจิตใจให้ดีขึ้นหลังจากวิกฤตโควิด และยังพบว่าคนไทยมากกว่า 65% มีความใส่ใจกับการดูแลภาพลักษณ์ของตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ 

 

ปัจจัยดังกล่าวทำให้บู๊ทส์นำมาปรับใช้กับธุรกิจของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำร้านค้าแบบใหม่ แบ่งเป็น 3 หมวดหมู่ ได้แก่ เน้นสินค้าสุขภาพ เน้นสินค้าความงาม และผสมผสานระหว่างสินค้าสุขภาพและความงาม นอกจากนี้ยังคัดสรรสินค้าจากอินไซต์ลูกค้าให้มีสินค้าสุขภาพและความงามตรงใจลูกค้าแต่ละพื้นที่

 

มีการนำเสนอนวัตกรรมสินค้าคุณภาพภายใต้แบรนด์บู๊ทส์ในราคาจับต้องได้ และสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟนำเข้าจากอังกฤษ โดยมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่เกือบทุกเดือน 

 

รวมถึงการนำอินไซต์ของนักช้อปไทยมาทำเป็นโปรโมชัน ‘บู๊ทส์ มิกซ์แอนด์แมทช์’ (Boots Mix & Match) เลือกคละสินค้าสุขภาพและความงามที่ใช่แบบ 1 แถม 1 คละได้ โดยมีสินค้าเข้ารวม 1,200 รายการ

 

แคมเปญดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ปี 2564 ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก จึงจัดเป็นโปรโมชันต่อเนื่องไตรมาสละ 1 ครั้ง โดยโปรฯ นี้ช่วยกระตุ้นยอดขายของร้านบู๊ทส์ให้เติบโตทุกช่องทางถึง 2 เท่า 

 

การจัดโปรฯ บ่อยครั้งทำให้เกิดความท้าทายว่า ผู้บริโภคจะรอซื้อสินค้าเฉพาะโปรโมชันหรือไม่? แต่เรื่องนี้อรพรรณย้ำว่า สร้างผลกระทบไม่มากนัก เพราะบู๊ทส์จะเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการออกโปรโมชัน

 

“ลูกค้าตามหาสินค้าโปรโมชันอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงต้องมีแคมเปญเพื่อตอบสนองต่อความต้องการ ส่วนหนึ่งจะเป็นการตอกย้ำว่า เรามีความคุ้มค่าและให้ประสบการณ์ที่แตกต่างซึ่งจะเป็นจุดแข็งที่แตกต่างจากคู่แข่ง”

 

ทั้งนี้ปี 2565 ตลาดรีเทลมีมูลค่ากว่า 121,896 ล้านบาท เติบโต 10% โดยสินค้ากลุ่มสุขภาพและสกินแคร์ ยอดขายโตแรงสะท้อนศักยภาพในการเติบโตของตลาดรีเทลสุขภาพและความงามในไทยว่ามีทิศทางที่ดีในปี 2566 โดย EIC มีการคาดการณ์ว่าตลาดรีเทลจะมีการเติบโต 9% และ 13% ในหมวดธุรกิจค้าปลีกสุขภาพ 

The post โควิดทำพฤติกรรมคนไทยเปลี่ยน การซื้อวิตามิน-สินค้าบำรุง ไม่ใช่เพื่อ ‘รักษา’ แต่ต้อง ‘ป้องกัน’ ก่อนที่การป่วยจะเกิดขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาวะ ครม. เคว้งคว้างหลังวันหยุดยาว รัฐมนตรีลา 10 คน ประยุทธ์เตือนประชาชนไปพื้นที่เสี่ยงมาให้ตรวจ ATK ภายใน 3 วัน https://thestandard.co/cabinet-adrift-after-long-holiday/ Tue, 18 Apr 2023 03:44:21 +0000 https://thestandard.co/?p=778026

วันนี้ (18 เมษายน) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนต […]

The post ภาวะ ครม. เคว้งคว้างหลังวันหยุดยาว รัฐมนตรีลา 10 คน ประยุทธ์เตือนประชาชนไปพื้นที่เสี่ยงมาให้ตรวจ ATK ภายใน 3 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (18 เมษายน) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงแนวโน้มสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดภายหลังเทศกาลสงกรานต์ว่า ขอให้ระมัดระวัง ในวันนี้ยังไม่มีแผนใดๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของผู้คนที่สัญจรไปมาเยอะๆ ดังนั้นขอให้ทุกคนระมัดระวังตัวเอง หลังเดินทางไกลขอให้ตรวจหาเชื้อแบบ ATK ด้วยตัวเอง ภายใน 3 วัน

 

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้อาการของโรคถือว่าไม่ร้ายแรงแล้ว เพราะสามารถรักษาได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องเตรียมการเตรียมความพร้อมให้ดี หากรู้ว่าอยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงที่มีคนจำนวนมากก็ต้องระมัดระวังตัวเอง ไม่เช่นนั้นจะทำให้เชื้อแพร่กระจายได้ พร้อมทั้งหวังว่าทุกคนจะร่วมมือกัน แล้วผมเองก็ระมัดระวังตนเองเช่นกัน​ และขอให้อดทนกันอีกหน่อยนะ​

 

สำหรับการประชุม ครม. ในวันนี้​ ครม. เตรียมรับทราบมติกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2565 กระทรวงการคลังเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารอาเซียน ครั้งที่ 9

 

ขณะเดียวกันจับตาการประเมินสถานการณ์โควิดหลังเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ว่าจะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น และจำนวนอาจมากกว่าช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา เนื่องจากประชาชนมีการทำกิจกรรมร่วมกันช่วงสงกรานต์และมีการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ทำให้ใกล้ชิดผู้คนจำนวนมาก อีกทั้งภายหลังประเทศไทยผ่อนคลายมาตรการ จึงไม่ได้มีการตรวจโควิดก่อนเข้าร่วมกิจกรรม และพบการสวมหน้ากากน้อยลง รวมถึงการสรุปภาพรวมอุบัติเหตุในช่วง 7 วันอันตราย

 

นอกจากนี้มีรายงานว่าการประชุม ครม. ในวันนี้มีรัฐมนตรีที่ลาการประชุม 10 คน​ ประกอบด้วย​ คุณหญิงกัลยา​ โสภณพนิช​ รัฐมนตรีช่วยว่าการ (รมช.) กระทรวงศึกษาธิการ, มนัญญา​ ไทยเศรษฐ์​ รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.กระทรวงคมนาคม, สุพัฒนพงษ์​ พันธ์มี​เชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ (รมว.) กระทรวงพลังงาน, สาธิต​ ปิตุเตชะ รมช.กระทรวงสาธารณสุข, อนุชา​ นาคาศัย​ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, สินิตย์ เลิศไกร​ รมช.กระทรวงพาณิชย์, สุนทร​ ปานแสงทอง รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ และ สุชาติ​ ชมกลิ่น​ รมว.กระทรวงแรงงาน

 

The post ภาวะ ครม. เคว้งคว้างหลังวันหยุดยาว รัฐมนตรีลา 10 คน ประยุทธ์เตือนประชาชนไปพื้นที่เสี่ยงมาให้ตรวจ ATK ภายใน 3 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ระบุเป็นรัฐมนตรีรักษาการไม่มีอำนาจสั่งเข้มโควิด ขอประชาชนรับวัคซีนเข็มกระตุ้น โยนถามหมอเอง เป็นคลัสเตอร์ใหม่หรือไม่ https://thestandard.co/anutin-not-authority-instruct-covid-19/ Mon, 17 Apr 2023 07:10:42 +0000 https://thestandard.co/?p=777687 อนุทิน โควิด

วันนี้ (17 เมษายน) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ […]

The post อนุทิน ระบุเป็นรัฐมนตรีรักษาการไม่มีอำนาจสั่งเข้มโควิด ขอประชาชนรับวัคซีนเข็มกระตุ้น โยนถามหมอเอง เป็นคลัสเตอร์ใหม่หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน โควิด

วันนี้ (17 เมษายน) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่ากระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นหลังเทศกาลสงกรานต์ ว่าตอนนี้ตนเองเป็นรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่ได้กำชับให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขให้มาปฏิบัติหน้าที่ตามที่เคยมอบนโยบายไปก่อนหน้านี้ 

 

“เพราะตอนนี้ไม่สามารถมอบนโยบาย ทำได้เพียงสนับสนุนเท่านั้น หากผู้บริหารเสนออะไรมาที่ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือสิ่งที่จำเป็นผมต้องสแตนด์บายเร่งเพื่อให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้ไม่กล้าใช้คำว่าสั่งการอะไร” อนุทินกล่าว 

 

อนุทินกล่าวอีกว่า ขณะนี้ปลัดกระทรวงฯ กำลังเปิดศูนย์ฉุกเฉิน หรือ EOC และให้การยืนยันว่าแม้จะมีการติดเชื้อมากขึ้น ก็ต้องขอให้ประชาชนมารับวัคซีนให้มากขึ้นเช่นกัน เพราะการฉีดวัคซีนจะทำให้ระดับความรุนแรงของเชื้อลดลง ส่วนจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นนั้นก็ยังคงเฝ้าระวังอยู่แล้ว ให้การยืนยันกับทุกคนว่าเรื่องเวชภัณฑ์และทีมแพทย์มีความพร้อมมากๆ 

 

ทั้งนี้ จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นจากการมีความใกล้ชิดมากขึ้น แต่จำนวนผู้ป่วยที่มีความรุนแรงส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มผู้ป่วย 608 กลุ่มที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว และมีเชื้อโควิดเป็นตัวเร่งเร้าให้มีอาการหนักขึ้น รวมถึงผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข โดยขอความกรุณาให้ไปรับวัคซีนเข็มกระตุ้น ก็จะทำให้ความเสี่ยงทั้งหลายลดลง เพราะยังเป็นเชื้อโอมิครอนอยู่ ซึ่งวัคซีนยังสามารถลดความรุนแรงของเชื้อได้ 

 

อนุทินยังกล่าวถึงความกังวลต่อจำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นคลัสเตอร์ และทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อพีคมากขึ้นเหมือนปีก่อนหรือไม่ว่า เรื่องนี้ต้องให้ไปถามแพทย์ แต่เท่าที่ได้รับการรายงานจากกระทรวงสาธารณสุขนั้น ยืนยันว่ายังอยู่ในวิสัยที่ยังไม่ถือว่าเป็นความเสี่ยง การควบคุมดูแลโควิด ต้องอยู่ทั้งสองฝ่าย หากป่วยแล้วป่วยหนัก เรามียารักษาและเพิ่มความคุ้มกันไปด้วย ซึ่งเหมาะสมกับกลุ่มผู้ป่วย 608 

The post อนุทิน ระบุเป็นรัฐมนตรีรักษาการไม่มีอำนาจสั่งเข้มโควิด ขอประชาชนรับวัคซีนเข็มกระตุ้น โยนถามหมอเอง เป็นคลัสเตอร์ใหม่หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมควบคุมโรคคาด หลังสงกรานต์พบผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า ขอประชาชนสังเกตอาการอย่างน้อย 7 วัน https://thestandard.co/covid-19-after-songkran/ Sun, 16 Apr 2023 06:11:31 +0000 https://thestandard.co/?p=777303 โควิด หลังสงกรานต์

วันนี้ (16 เมษายน) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบค […]

The post กรมควบคุมโรคคาด หลังสงกรานต์พบผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า ขอประชาชนสังเกตอาการอย่างน้อย 7 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิด หลังสงกรานต์

วันนี้ (16 เมษายน) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิดประจำสัปดาห์ที่ 15 ปี 2566 ระหว่างวันที่ 9-15 เมษายน 2566 พบผู้ป่วยรายใหม่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้วทั้งหมด 435 ราย เฉลี่ยวันละ 62 ราย ซึ่งมีแนวโน้มพบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 2.5 เท่าของสัปดาห์ก่อนหน้า นอกจากนี้มีรายงานผู้ป่วยปอดอักเสบ 30 ราย และผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 19 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 58 และร้อยละ 36 ตามลำดับ เปรียบเทียบกับสัปดาห์ก่อน

 

สัปดาห์ล่าสุดมีรายงานผู้เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นนานเกินกว่า 3 เดือนแล้ว จึงขอย้ำให้กลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นที่สถานพยาบาลใกล้บ้านโดยเร็ว โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ทั้งนี้ สถานบริการจะปรับการให้บริการรูปแบบวัคซีนโควิดประจำปีตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป

 

ส่วนกรณีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดสายพันธุ์ XBB.1.16 ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก พบเชื้อแล้วใน 22 ประเทศ โดยเฉพาะประเทศอินเดีย เชื้อสายพันธุ์ล่าสุดนี้มีความสามารถในการติดต่อสูงกว่าเชื้อสายพันธุ์ในอดีต เป็นที่จับตาขององค์การอนามัยโลก แต่ข้อมูลขณะนี้พบว่าอาการไม่ได้รุนแรงเพิ่ม ทั้งนี้ ฐานข้อมูล GISAID มีรายงานการตรวจพบสายพันธุ์นี้ในประเทศไทย 6 ราย จากที่มีรายงานทั่วโลกเกือบ 3 พันราย (ข้อมูล ณ วันที่ 13 เมษายน 2566)

 

ด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากรายงานผู้ป่วยโควิดที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลระยะนี้ ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง เนื่องจากได้รับวัคซีนหรือเคยติดเชื้อมาแล้ว ทำให้ยังมีภูมิคุ้มกันป้องกันอาการหนักได้แน่นอน แม้จะไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อได้ 100% พร้อมแนะนำว่า หลังสงกรานต์ขอให้เฝ้าระวังสังเกตอาการตัวเองอย่างน้อย 7 วัน หลีกเลี่ยงสัมผัสใกล้ชิดกับผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หากจำเป็นให้สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ เมื่อเริ่มมีอาการป่วย เช่น มีไข้ เจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก ให้ตรวจ ATK หากผลเป็นบวกก็ให้ปรึกษาแพทย์รักษาตามสิทธิและตามระดับอาการ ไม่แนะนำให้ตรวจ ATK ขณะที่ยังไม่มีอาการ ทั้งนี้ โรงพยาบาลมียา เวชภัณฑ์ และเตียงเพียงพอในการรองรับผู้ป่วยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

The post กรมควบคุมโรคคาด หลังสงกรานต์พบผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า ขอประชาชนสังเกตอาการอย่างน้อย 7 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิจัยเผย สมองทารกในครรภ์อาจถูกทำลายได้หากแม่ติดโควิด แต่ย้ำเป็นเคสที่พบได้ยาก https://thestandard.co/covid-brain-damage-fetuses/ Fri, 14 Apr 2023 03:27:24 +0000 https://thestandard.co/?p=776749

ผลการวิจัยทางการแพทย์ล่าสุด ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ลงในวาร […]

The post วิจัยเผย สมองทารกในครรภ์อาจถูกทำลายได้หากแม่ติดโควิด แต่ย้ำเป็นเคสที่พบได้ยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผลการวิจัยทางการแพทย์ล่าสุด ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการ Pediatrics เปิดเผยว่า สมองของทารกที่อยู่ในท้องอาจถูกทำลายได้หากแม่ที่ตั้งครรภ์ติดโควิด แต่ชี้ว่ากรณีดังกล่าวเป็นเคสที่พบได้ยากมาก 

 

งานวิจัยฉบับนี้เปิดเผยถึงผลการศึกษาของสตรี 2 คนที่พบว่าเธอติดเชื้อ SARS-CoV-2 ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ เธอทั้งคู่ติดไวรัสในปี 2020 ซึ่งในเวลานั้นยังไม่มีการฉีดวัคซีนป้องกันให้กับประชาชนทั่วไป

 

รายงานระบุว่า หญิงคนแรกติดโควิดในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ แต่ไม่แสดงอาการใดๆ ของโรค หลังจากนั้นเธอมีผลตรวจเชื้อเป็นบวกอีกครั้งในวันที่คลอด ซึ่งทารกน้อยมีอาการชักทันทีหลังคลอด 

 

ภายหลังจากที่เธอออกจากโรงพยาบาล ทารกน้อยมีอาการชักอยู่บ่อยครั้ง และเมื่อเด็กอายุเข้า 1 ขวบ แพทย์ก็วินิจฉัยว่าเด็กมีภาวะ Microcephaly หรือมีศีรษะเล็กกว่าปกติเมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานของเด็กในวัยเดียวกัน ซึ่งเป็นผลมาจากสมองหยุดพัฒนาหรือหยุดเจริญเติบโต อีกทั้งหนูน้อยยังมีพัฒนาการทางระบบประสาทที่ล่าช้าอย่างมาก และตอนนี้เด็กก็อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

 

ส่วนแม่คนที่สองนั้นติดเชื้อในช่วงปลายไตรมาส 2 ของการตั้งครรภ์ เธอมีอาการปอดบวมและต้องเข้ารับการรักษาตัวในแผนก ICU ต่อมาประมาณ 5 สัปดาห์ เธอก็คลอดบุตรด้วยวิธีการผ่าคลอด ซึ่งในวันที่คลอดนั้นทั้งแม่และเด็กมีผลตรวจเชื้อเป็นบวก โดยลูกของเธอมีภาวะศีรษะเล็ก หายใจลำบาก และชักตั้งแต่คลอด แพทย์ได้สแกนสมองของทารก ซึ่งเผยให้เห็นสัญญาณของภาวะเลือดออกในสมอง แม้ในภายหลังเด็กจะหายจากภาวะดังกล่าว แต่จากการตรวจก็พบว่า เด็กมีภาวะสมองฝ่ออย่างรุนแรง 

 

หลังจากที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอยู่พักใหญ่จากอาการติดเชื้อและ ‘ไม่สามารถเติบโตได้’ ทารกน้อยก็เสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเมื่ออายุได้ 1 ขวบ 1 เดือน โดยการชันสูตรศพยังเผยให้เห็นว่า เด็กสูญเสียเนื้อเยื่อสมองอย่างมาก และมีหลักฐานที่ชี้ว่ามีไวรัสกระจายอยู่ทั่วเนื้อสมอง

 

จากผลการศึกษาดังกล่าว นักวิจัยจึงสันนิษฐานในเบื้องต้นว่า เชื้อโควิดสามารถทำลายโครงสร้างของเยื่อรกบางๆ และตรงเข้าไปทำลายระบบประสาทส่วนกลางของทารกได้

 

ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าการติดโควิดระหว่างตั้งครรภ์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การคลอดก่อนกำหนด หรือภาวะครรภ์เป็นพิษ เนื่องจากแม่อาจมีความดันเลือดสูงอย่างรุนแรงขณะตั้งครรภ์ 

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ชาห์นาซ ดูอารา ผู้เขียนอาวุโสของรายงานฉบับนี้ และผู้อำนวยการด้านการแพทย์ของ NICU แห่งโรงพยาบาลเด็ก Holtz ในไมอามี กล่าวว่า ในภาพรวมแล้วทารกส่วนใหญ่ยังเกิดมามีสุขภาพแข็งแรงดี ส่วนเคสที่สมองของทารกถูกทำลายในครรภ์นั้นมีโอกาสพบได้ยากมาก ซึ่งทางคณะผู้วิจัยกำลังพยายามทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงว่า ปัจจัยใดเป็นสิ่งที่ทำให้หญิงทั้งสองคนเผชิญกับภาวะดังกล่าว เพื่อจะได้เดินหน้าวิจัยเกี่ยวกับการป้องกันความเสี่ยงนี้อย่างเต็มกำลัง 

 

ฉะนั้นคุณแม่ที่ติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์จึงไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก พร้อมแนะนำว่า หากพบว่ามีการติดเชื้อ ให้คุณแม่แจ้งแก่แพทย์ประจำตัว เพื่อเพิ่มการดูแลขึ้นอีกระดับ

 

แฟ้มภาพ: fizkes Via Shutterstock

อ้างอิง:

The post วิจัยเผย สมองทารกในครรภ์อาจถูกทำลายได้หากแม่ติดโควิด แต่ย้ำเป็นเคสที่พบได้ยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
WHO ปรับข้อแนะนำฉีดวัคซีนโควิด ชี้เด็ก-วัยรุ่นสุขภาพดีอาจไม่ต้องฉีด กลุ่มเสี่ยงสูงรับเข็มกระตุ้นใน 6-12 เดือน https://thestandard.co/who-covid-vaccination-teenager/ Wed, 29 Mar 2023 07:03:04 +0000 https://thestandard.co/?p=770197 WHO วัคซีนโควิด

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศปรับข้อแนะนำการฉีดวัคซีนต้ […]

The post WHO ปรับข้อแนะนำฉีดวัคซีนโควิด ชี้เด็ก-วัยรุ่นสุขภาพดีอาจไม่ต้องฉีด กลุ่มเสี่ยงสูงรับเข็มกระตุ้นใน 6-12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
WHO วัคซีนโควิด

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศปรับข้อแนะนำการฉีดวัคซีนต้านโควิด สำหรับระยะใหม่ของการแพร่ระบาด โดยระบุข้อแนะนำสำหรับเด็กและวัยรุ่นที่มีสุขภาพแข็งแรงอาจไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน แต่สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุหรือกลุ่มเสี่ยงสูง ควรได้รับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในช่วง 6-12 เดือนหลังจากฉีดวัคซีนครั้งสุดท้าย

 

WHO ชี้ว่า เป้าหมายของการปรับข้อแนะนำดังกล่าว เพื่อมุ่งเน้นความพยายามไปที่การให้วัคซีนแก่ผู้ที่เผชิญความเสี่ยงจากการเกิดอาการป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตจากโควิด โดยพิจารณาจากระดับภูมิคุ้มกันของประชากรทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากการติดเชื้อและฉีดวัคซีน

 

ขณะที่ WHO กำหนดกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงว่าเป็นผู้ใหญ่ รวมถึงคนอายุน้อยที่มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญอื่นๆ ซึ่งการฉีดเข็มกระตุ้นเพิ่มเติมช่วง 6-12 เดือนหลังฉีดครั้งสุดท้าย จะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

 

ทั้งนี้ รายละเอียดในการปรับข้อแนะนำดังกล่าวระบุว่า กลุ่มเด็กและวัยรุ่นมีความจำเป็นต้องได้รับวัคซีนโควิดใน ‘ระดับต่ำ’ และเรียกร้องให้นานาประเทศพิจารณาปัจจัยต่างๆ อาทิ ภาระโรค ก่อนที่จะแนะนำให้ฉีดวัคซีนแก่ประชากรในกลุ่มนี้

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว WHO ประกาศว่า “การสิ้นสุดการระบาดใหญ่ (ของโควิด) นั้นอยู่ในระยะที่มองเห็น” โดยในการแถลงวานนี้ (28 มีนาคม) WHO ชี้ว่า ข้อแนะนำล่าสุดสะท้อนภาพสถานการณ์ระบาดในปัจจุบันและระดับภูมิคุ้มกันทั่วโลก แต่เตือนว่าข้อแนะนำที่ปรับใหม่นี้ ไม่ควรมองว่าเป็นข้อแนะนำระยะยาวว่าจำเป็นที่จะต้องรับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็นประจำทุกปีหรือไม่

 

ภาพ: Pavlo Gonchar / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post WHO ปรับข้อแนะนำฉีดวัคซีนโควิด ชี้เด็ก-วัยรุ่นสุขภาพดีอาจไม่ต้องฉีด กลุ่มเสี่ยงสูงรับเข็มกระตุ้นใน 6-12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนอนุมัติใช้วัคซีนโควิด mRNA พัฒนาในประเทศตัวแรก ผลทดลองชี้ประสิทธิภาพสูง แต่ไม่เผยรายละเอียด https://thestandard.co/china-approves-mrna-vaccine/ Wed, 22 Mar 2023 10:19:09 +0000 https://thestandard.co/?p=766926 จีนอนุมัติใช้วัคซีนโควิด mRNA

รัฐบาลจีนอนุมัติใช้งานวัคซีนโควิดชนิด mRNA ที่พัฒนาขึ้น […]

The post จีนอนุมัติใช้วัคซีนโควิด mRNA พัฒนาในประเทศตัวแรก ผลทดลองชี้ประสิทธิภาพสูง แต่ไม่เผยรายละเอียด appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนอนุมัติใช้วัคซีนโควิด mRNA

รัฐบาลจีนอนุมัติใช้งานวัคซีนโควิดชนิด mRNA ที่พัฒนาขึ้นในประเทศเป็นตัวแรก โดยบริษัท CSPC Pharmaceutical Group Ltd ซึ่งเป็นการอนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉิน โดยหน่วยงานกำกับดูแลด้านสาธารณสุขของกรุงปักกิ่ง

 

แถลงการณ์จากบริษัท CSPC ระบุผลการทดลองวัคซีนที่ใช้ในการฉีดเป็นเข็มกระตุ้นสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนชนิดอื่น พบว่ามีประสิทธิภาพสูงในการต้านทานโควิด แต่ไม่ระบุตัวเลขหรือข้อมูลรายละเอียดการทดลองอื่นๆ 

 

การอนุมัติใช้วัคซีน mRNA ตัวแรกของจีนมีขึ้นหลังรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดในการป้องกันการระบาดของโควิดอย่างกะทันหันช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโควิดเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ไม่มีการรายงานข้อมูลตัวเลขผู้ติดเชื้อแก่สาธารณะ โดยเชื่อว่าผู้ติดเชื้อที่พุ่งสูงเป็นผลจากการขาดแคลนวัคซีนภายในประเทศ

 

ที่ผ่านมารัฐบาลจีนใช้วัคซีนชนิดเชื้อตายในการฉีดให้ประชาชน และปฏิเสธที่จะอนุมัติใช้วัคซีน mRNA จากบริษัทต่างชาติอย่าง Pfizer-BioNTech และ Moderna สำหรับการใช้งานสาธารณะ ถึงแม้ว่าวัคซีนชนิด mRNA จะได้รับการพิจารณาว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดการติดเชื้อจนมีอาการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม ทางด้าน CanSino ผู้ผลิตยารายใหญ่ของจีน ก็เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า กำลังพัฒนาวัคซีนชนิด mRNA เช่นกัน เพื่อใช้ในการช่วยลดช่องว่างการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของประชาชนในการต้านทานโควิด

 

ภาพ: Pavlo Gonchar / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post จีนอนุมัติใช้วัคซีนโควิด mRNA พัฒนาในประเทศตัวแรก ผลทดลองชี้ประสิทธิภาพสูง แต่ไม่เผยรายละเอียด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลวิจัยล่าสุดชี้ จิ้งจอกแร็กคูนที่ตลาดอู่ฮั่นอาจเป็นต้นตอแพร่โควิด https://thestandard.co/covid-wuhan-market-raccoon-dogs-lab-leak/ Sat, 18 Mar 2023 06:20:32 +0000 https://thestandard.co/?p=764924 จิ้งจอกแร็กคูน โควิด

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสระหว่างประเทศเปิดเผยเมื่อวันพฤห […]

The post ผลวิจัยล่าสุดชี้ จิ้งจอกแร็กคูนที่ตลาดอู่ฮั่นอาจเป็นต้นตอแพร่โควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
จิ้งจอกแร็กคูน โควิด

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสระหว่างประเทศเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (16 มีนาคม) ว่า พวกเขาพบข้อมูลทางพันธุกรรมจากตลาดในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งเชื่อมโยงไวรัสโควิดกับจิ้งจอกแร็กคูนที่มีขายอยู่ที่ตลาด ซึ่งนับเป็นหลักฐานล่าสุดที่บ่งชี้ว่าโรคระบาดใหญ่ที่ร้ายแรงที่สุดในรอบศตวรรษอาจมีชนวนเหตุมาจากสัตว์ติดเชื้อผ่านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย

 

ข้อมูลทางพันธุกรรมได้มาจากตัวอย่างสวอบในและรอบๆ ตลาดค้าส่งอาหารทะเลหัวหนาน การเก็บตัวอย่างเริ่มเมื่อเดือนมกราคม 2020 ไม่นานหลังจากที่ทางการจีนสั่งปิดตลาดเนื่องจากสงสัยว่ามีความเชื่อมโยงกับการระบาดของไวรัสตัวใหม่ พร้อมทั้งกำจัดสัตว์ต่างๆ ออกจากตลาด โดยนักวิจัยได้ทำการสวอบผนัง พื้น กรงโลหะ และเกวียนที่มักใช้ขนส่งกรงสัตว์

 

ในตัวอย่างผลสวอบที่ออกมาเป็นบวกนั้น ทีมวิจัยระหว่างประเทศพบสารพันธุกรรมของสัตว์จำนวนมากที่ตรงกับจิ้งจอกแร็กคูน จากการเปิดเผยของนักวิทยาศาสตร์ 3 คนที่มีส่วนร่วมในรายงานวิจัย

 

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การผสมปนเประหว่างสารพันธุกรรมจากไวรัสกับสัตว์ไม่ได้พิสูจน์ว่าจิ้งจอกแร็กคูนติดเชื้อ และแม้ว่าจิ้งจอกแร็กคูนติดเชื้อ ก็ไม่ชัดเจนว่าสัตว์นั้นแพร่เชื้อไวรัสสู่คน สัตว์อื่นสามารถแพร่เชื้อไวรัสสู่คนได้ หรือผู้ที่ติดเชื้อไวรัสอาจแพร่เชื้อไวรัสไปยังจิ้งจอกแร็กคูนได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์พบว่า จิ้งจอกแร็กคูนได้ฝากลายเซ็นทางพันธุกรรมไว้ในสถานที่เดียวกับที่สารพันธุกรรมไวรัสถูกทิ้งไว้ ซึ่งหลักฐานดังกล่าวนี้สอดคล้องกับกรณีที่ไวรัสแพร่กระจายจากสัตว์ป่าเข้าสู่มนุษย์

 

รายงานที่มีรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับผลการค้นพบของทีมวิจัยนานาชาติยังไม่ได้รับการเผยแพร่ การวิเคราะห์ของทีมวิจัยกลุ่มนี้ได้รับการรายงานครั้งแรกโดยนิตยสาร The Atlantic

 

แม้ว่าหลักฐานใหม่ไม่ได้ตอบคำถามว่าการแพร่ระบาดเริ่มต้นอย่างไร แต่แน่นอนว่ามันสร้างความสั่นคลอนให้กับการถกเถียงเกี่ยวกับสาเหตุของการแพร่ระบาด

 

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทฤษฎีไวรัสรั่วไหลจากห้องแล็บในอู่ฮั่นกลับมาประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังจากการประเมินข่าวกรองใหม่ของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ และจากการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ 

 

แต่ข้อมูลทางพันธุกรรมจากตลาดถือเป็นหนึ่งในหลักฐานที่จับต้องได้มากที่สุดว่าไวรัสสามารถแพร่จากสัตว์ป่านอกห้องทดลองสู่คนได้ นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่านักวิทยาศาสตร์จีนให้หลักฐานที่ไม่ครบถ้วน

 

เจเรมี คามิล นักไวรัสวิทยาแห่งศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพชรีฟพอร์ต มหาวิทยาลัยลุยเซียนาสเตท ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษานี้ กล่าวว่า การค้นพบล่าสุดแสดงให้เห็นว่า “ตัวอย่างจากตลาดที่พบสายพันธุ์ของโควิดในยุคแรกนั้นปนเปื้อนด้วยค่า DNA ของสัตว์ป่า”

 

ดร.คามิลกล่าวว่า หลักฐานที่ได้ยังไม่เพียงพอที่จะระบุชี้ชัดลงไปว่าสัตว์ที่ติดเชื้อเป็นต้นตอของโรคระบาด แต่มันทำให้ความสนใจพุ่งไปที่การค้าสัตว์ผิดกฎหมาย

 

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนได้เผยแพร่ผลการศึกษาที่ได้จากการเก็บและศึกษาตัวอย่างในตลาดเดียวกันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนพบผลตรวจโควิดเป็นบวกเช่นกัน แต่ระบุว่าเชื้อไวรัสมาจากผู้ติดเชื้อที่ไปซื้อของหรือทำงานในตลาด ไม่ใช่จากสัตว์ที่ถูกขายที่นั่น

 

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ฟลอเรนซ์ เดบาร์เร นักชีววิทยาวิวัฒนาการแห่งศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส บังเอิญเข้าไปค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตลาดหัวหนานใน GISAID ซึ่งเป็นฐานข้อมูลระหว่างประเทศที่เก็บลำดับพันธุกรรมของไวรัส เธอเผยว่า เธอสังเกตเห็นลำดับที่ปรากฏขึ้นมากกว่าปกติ จึงได้แจ้งเตือนนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ เนื่องจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสต่างเฝ้ารอข้อมูลดังกล่าวจากตลาดหัวหนาน

 

หลังจากที่ทีมงานระหว่างประเทศพบกับข้อมูลใหม่ พวกเขาติดต่อนักวิจัยชาวจีนที่อัปโหลดไฟล์ข้อมูลดังกล่าวพร้อมข้อเสนอทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามกฎของระบบคลังข้อมูลออนไลน์ GISAID แต่หลังจากนั้นลำดับพันธุกรรมดังกล่าวกลับหายไปจาก GISAID และยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครลบข้อมูลออก หรือทำไมข้อมูลจึงถูกลบออก

 

ดร.เดบาร์เรกล่าวว่า ทีมวิจัยกำลังหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงข้อมูลบางส่วนที่เก็บตัวอย่างจากตลาดหัวหนานและยังไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะ

 

ภาพ: Getty Images

อ้างอิง:

The post ผลวิจัยล่าสุดชี้ จิ้งจอกแร็กคูนที่ตลาดอู่ฮั่นอาจเป็นต้นตอแพร่โควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. รับมอบวัคซีน Moderna ชนิด Bivalent กว่า 1 ล้านโดส จากรัฐบาลฝรั่งเศส นับเป็นครั้งที่ 3 ที่สนับสนุน https://thestandard.co/moph-received-moderna-france/ Mon, 13 Mar 2023 04:09:28 +0000 https://thestandard.co/?p=762057 กระทรวงสาธารณสุข

วันนี้ (13 มีนาคม) ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังห […]

The post สธ. รับมอบวัคซีน Moderna ชนิด Bivalent กว่า 1 ล้านโดส จากรัฐบาลฝรั่งเศส นับเป็นครั้งที่ 3 ที่สนับสนุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงสาธารณสุข

วันนี้ (13 มีนาคม) ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข รับมอบวัคซีน Moderna ชนิด Bivalent จำนวน 1,000,200 โดส จากรัฐบาลฝรั่งเศส โดยมี ตีแยรี มาตู เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และคณะ เป็นผู้แทนส่งมอบ 

 

อนุทินกล่าวว่า ในนามรัฐบาลไทยและกระทรวงสาธารณสุข ขอขอบคุณรัฐบาลฝรั่งเศสในความช่วยเหลืออันดีที่มีให้แก่ประเทศไทยเสมอมา รวมทั้งความร่วมมือด้านสาธารณสุขในการแก้ไขสถานการณ์โรคโควิด โดยรัฐบาลฝรั่งเศสเคยสนับสนุนวัคซีน Pfizer เพื่อป้องกันโรคโควิดมาแล้ว 2 ครั้ง รวม 3.2 ล้านโดส ซึ่งถูกส่งมาถึงประเทศไทยอย่างทันท่วงที สามารถช่วยเหลือคนไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศได้ในช่วงเวลาที่สำคัญ โดยครั้งที่ 3 นี้เป็นวัคซีน Moderna ชนิด Bivalent จำนวน 1,000,200 โดส แสดงถึงความร่วมมือและมิตรภาพที่ใกล้ชิดของทั้งสองประเทศ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะกระจายไปทั่วประเทศเพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนต่อไป

 

อนุทินกล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันประชาชนในประเทศไทยได้รับวัคซีนเข็มแรกมากกว่าร้อยละ 83 ของประชากรทั้งหมด และได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ร้อยละ 78 ซึ่งการระบาดของโรคโควิดแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการร่วมต่อสู้กับภัยคุกคามด้านสุขภาพทั่วโลก 

 

ทั้งนี้ ประเทศฝรั่งเศสริเริ่มในการป้องกันโรคจากสัตว์สู่คน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระดับโลกในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมถึงโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ ตลอดจนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมผ่านแนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว ซึ่งประเทศไทยได้มีการดำเนินงานและเข้าร่วมโครงการนี้เช่นกัน และมั่นใจว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการจัดการกับสถานการณ์ด้านสาธารณสุขทั้งในปัจจุบันและอนาคต

The post สธ. รับมอบวัคซีน Moderna ชนิด Bivalent กว่า 1 ล้านโดส จากรัฐบาลฝรั่งเศส นับเป็นครั้งที่ 3 ที่สนับสนุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทวิเคราะห์ CNN ชี้ หน่วยงานสหรัฐฯ ชูทฤษฎีโควิดรั่วจากแล็บจีน ชวนยิ่งฉงน มากกว่าได้คำตอบ https://thestandard.co/points-covid-leaked-from-a-chinese-lab/ Mon, 06 Mar 2023 07:32:37 +0000 https://thestandard.co/?p=759145

การสืบหาต้นกำเนิดของโควิดกลับมาเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงก […]

The post บทวิเคราะห์ CNN ชี้ หน่วยงานสหรัฐฯ ชูทฤษฎีโควิดรั่วจากแล็บจีน ชวนยิ่งฉงน มากกว่าได้คำตอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การสืบหาต้นกำเนิดของโควิดกลับมาเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันอย่างร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อมีการเผยแพร่รายงานการประเมินล่าสุดของกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา ที่สนับสนุนความเป็นไปได้ว่าโควิดอาจรั่วไหลจากห้องปฏิบัติการในประเทศจีน จนเกิดการตอบโต้สวนกลับด้วยความไม่พอใจจากปักกิ่ง ซ้ำเติมความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ให้ร้าวลึกยากเกินเยียวยา

 

“เราขอเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพวิทยาศาสตร์และข้อเท็จจริง หยุดนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง หยุดการติดตามสืบเสาะต้นตอจากข่าวกรองและการเมือง” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงเมื่อวันที่ 1 มีนาคม

 

รายงานการประเมินของกระทรวงพลังงานเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของสหรัฐฯ สืบเนื่องจากเมื่อปี 2021 ที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ขอให้หน่วยข่าวกรองต่างๆ สืบหาต้นกำเนิดของไวรัสโคโรนา ซึ่งตรวจพบครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่นของจีน

 

โควิดรั่วจากแล็บ vs. โควิดเกิดจากธรรมชาติ

การประเมินโดยรวมจากหน่วยข่าวกรองต่างๆ ของสหรัฐฯ ตามที่ระบุในรายงานเมื่อปี 2021 นั้น ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ หน่วยงาน 4 แห่ง และสภาข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Intelligence Council) ประเมินด้วย ‘ความเชื่อมั่นในระดับต่ำ’ ว่าไวรัสน่าจะแพร่จากสัตว์สู่คนผ่านการสัมผัสตามธรรมชาติ ในขณะที่อีกหน่วยงานหนึ่งประเมินด้วย ‘ความเชื่อมั่นในระดับปานกลาง’ ว่าการระบาดเป็นผลมาจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับห้องปฏิบัติการ ขณะที่หน่วยข่าวกรองอีก 3 แห่งไม่สามารถสรุปได้ว่าเห็นพ้องกับทฤษฎีใดหากไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่านี้ 

 

หน่วยงานส่วนใหญ่ยังคงไม่แน่ใจ หรือไม่ก็เอนเอียงไปทางทฤษฎีที่ว่าไวรัสมีต้นกำเนิดตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นสมมติฐานที่นักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขานี้เห็นด้วยเป็นวงกว้าง แต่รายงานฉบับปรับปรุงจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นว่ายังคงมีความเห็นแตกต่างกันของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เกี่ยวกับประเด็นแหล่งที่มาของโควิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้อำนวยการ FBI ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในสัปดาห์นี้ถึงการประเมินที่คล้ายกันของ FBI ด้วย ‘ความเชื่อมั่นปานกลาง’

 

ทั้งนี้ หน่วยข่าวกรองสามารถประเมินด้วยความเชื่อมั่นในระดับต่ำ ปานกลาง หรือสูง ซึ่งการประเมินด้วยความเชื่อมั่นในระดับต่ำนั้นโดยทั่วไปแล้วหมายถึงข้อมูลที่หน่วยงานนั้นๆ ได้รับมานั้นไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ หรือกระจัดกระจายเกินกว่าจะตัดสินได้ชัดเจน

 

อย่างไรก็ดี แม้การประเมินและการแสดงความเห็นใหม่ๆ ทำให้ทฤษฎีโควิดรั่วไหลจากแล็บจีนกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง แต่ขณะเดียวกันกลับไม่มีหน่วยงานใดเปิดเผยหลักฐานหรือข้อมูลที่สนับสนุนการตัดสินใจของตนเอง นั่นทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับต้นกำเนิดที่แท้จริง และดึงความสนใจกลับไปที่ปัญหามากมายที่ยังไม่ได้รับคำตอบ รวมถึงความจำเป็นในการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม

 

หลักฐานใหม่?

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าไวรัสน่าจะเกิดจากการแพร่ระบาดตามธรรมชาติ จากสัตว์สู่คน เช่นเดียวกับไวรัสหลายชนิดก่อนหน้านั้น แต่ขณะเดียวกันบรรดานักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่ายังจำเป็นที่จะต้องวิจัยเพิ่มเติม ยิ่งไปกว่านั้นหลายคนยังตั้งคำถามถึงการขาดข้อมูลเพื่อยืนยันข้อกล่าวอ้างล่าสุด

 

เธีย ฟิสเชอร์ นักไวรัสวิทยา ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้ตรวจสอบขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เดินทางไปยังอู่ฮั่นเมื่อปี 2021 เพื่อตรวจสอบหาต้นตอของโควิด และปัจจุบันยังคงเป็นส่วนหนึ่งในคณะทำงานติดตามตรวจสอบของ WHO กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญมากที่การประเมินใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของไวรัสจะต้องมีเอกสารหลักฐานประกอบ

 

“นี่เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงต่อห้องปฏิบัติการวิจัยสาธารณะในจีน และเป็นไปไม่ได้หากไม่มีหลักฐานที่แน่นหนามารองรับ” ฟิสเชอร์ ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนกล่าว “หวังว่าพวกเขาจะแบ่งปันหลักฐานกับ WHO ในเร็วๆ นี้ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระหว่างประเทศได้ทราบและประเมิน เช่นเดียวกับหลักฐานอื่นๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของการระบาดใหญ่”

 

เจ้าหน้าที่ข่าวกรองอาวุโสรายหนึ่งของสหรัฐฯ กล่าวกับ The Wall Street Journal ซึ่งเป็นสื่อรายแรกที่รายงานการประเมินล่าสุดของกระทรวงพลังงานว่า การปรับปรุงการประเมินของกระทรวงนั้นเกิดจากการได้รับข่าวกรองใหม่ การศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับวรรณกรรมทางวิชาการ และการปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญภายนอกรัฐบาล

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางคนที่มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดในการตรวจสอบข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันกลับตั้งข้อสงสัยกับการประเมินใหม่ดังกล่าว 

 

“ในเมื่อข้อมูลมากมายที่เรามีชี้ไปที่เหตุการณ์ระบาดที่ตลาดค้าส่งอาหารทะเลหัวหนานในช่วงปลายปี 2019 ผมจึงสงสัยว่ามีอะไรที่สำคัญมากในนั้น หรือมีข้อมูลใหม่ที่เปลี่ยนความเข้าใจในปัจจุบันของเรา” ศาสตราจารย์เดวิด โรเบิร์ตสัน จากโรงเรียนการติดเชื้อและภูมิคุ้มกันแห่งมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งผลการวิจัยที่ได้นั้นสนับสนุนทฤษฎีต้นกำเนิดตามธรรมชาติ

 

ศาสตราจารย์โรเบิร์ตสันตั้งข้อสังเกตว่า สถานที่ที่พบผู้ป่วยรายแรกๆ มีศูนย์กลางอยู่ที่ตลาด ตัวอย่างแวดล้อมมีผลตรวจเป็นบวก และสัตว์มีชีวิตที่ไวต่อไวรัสก็มีขายอยู่ที่ตลาด ซึ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานที่สนับสนุนทฤษฎีต้นกำเนิดตามธรรมชาติ ในขณะที่ไม่มีข้อมูลที่สนับสนุนทฤษฎีการรั่วไหลจากห้องปฏิบัติการ

 

“ขอบเขตของหลักฐานนี้มักถูกมองข้ามในการรายงานของสื่อ…ในขณะที่ในความเป็นจริงเรารู้เรื่องที่เกิดขึ้นมากมาย และบางทีอาจมากกว่าที่เรารู้เกี่ยวกับโรคระบาดอื่นๆ เสียด้วยซ้ำ” เขากล่าว

 

การตอบสนองของจีน

ความพยายามที่จะทำความเข้าใจว่าการระบาดใหญ่เริ่มต้นขึ้นอย่างไรนั้นซับซ้อนยิ่งขึ้น เนื่องจากการขาดความโปร่งใสของจีน 

 

ปักกิ่งขัดขวางการลงพื้นที่ตรวจสอบของคณะทำงานระหว่างประเทศ ทั้งยังไม่อนุญาตให้ตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ และสงวนท่าทีในการแบ่งปันรายละเอียดและข้อมูลเกี่ยวกับการวิจัยในประเทศ 

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าจีนมีความโปร่งใสและร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก โดยในปี 2021 ปักกิ่งอนุญาตให้คณะทำงานของ WHO เข้าประเทศเพื่อตรวจสอบหาต้นกำเนิดของโควิด แต่เป็นการอนุญาตภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด โดยอ้างว่าเป็นมาตรการควบคุมโรค ทางการจีนจำกัดให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าพักในโรงแรมเป็นเวลาแค่ครึ่งหนึ่งของการเดินทาง และป้องกันไม่ให้พวกเขารับประทานอาหารร่วมกับผู้เชี่ยวชาญชาวจีน ซึ่งเป็นการตัดโอกาสในการแบ่งปันข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ

 

จีนปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวต่อสมมติฐานที่ว่าไวรัสเกิดจากอุบัติเหตุในห้องแล็บ และพยายามยืนยันหลายครั้งว่าไวรัสที่แพร่ระบาดครั้งแรกในประเทศนั้นอาจเข้ามาจากที่อื่น เช่น ห้องปฏิบัติการของสหรัฐฯ โดยไม่ได้แสดงหลักฐานสนับสนุนคำกล่าวอ้างดังกล่าว

 

อย่างไรก็ดี เมื่อเดือนที่แล้วเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ WHO ออกโรงเรียกร้องจีนให้เปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศได้ร่วมมือและประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญในประเทศมากขึ้น เพื่อพัฒนาการศึกษาที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในประเทศจีน ซึ่งรวมถึงการศึกษาตลาดและฟาร์มที่อาจเกี่ยวข้อง

 

“การศึกษาเหล่านี้จำเป็นต้องดำเนินการในประเทศจีน และเราต้องการความร่วมมือจากเพื่อนของเราที่นั่น เพื่อพัฒนาความเข้าใจของเรา” มาเรีย ฟาน เคิร์กโฮฟ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคด้านโควิดขององค์การอนามัยโลกกล่าวในการแถลงข่าว

 

ขณะที่ผู้แทนคนหนึ่งขององค์การอนามัยโลกตอบคำถามของ CNN เกี่ยวกับรายงานการประเมินล่าสุดจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ โดยกล่าวว่า WHO และคณะที่ปรึกษาด้านการติดตามต้นกำเนิดไวรัสของ WHO “จะคอยตรวจสอบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งจะช่วยให้เราพัฒนาความรู้เกี่ยวกับต้นกำเนิดของ SARS-CoV-2 และเราขอเรียกร้องให้จีนและชุมชนวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาวิจัยที่จำเป็นในทิศทางนั้น

 

“จนกว่าเราจะมีหลักฐานเพิ่มเติม สมมติฐานทั้งหมดยังไม่ถูกปัดทิ้ง” ผู้แทนของ WHO กล่าว

 

ภาพ: Chip Somodevilla / Getty Images 

 

อ้างอิง:

The post บทวิเคราะห์ CNN ชี้ หน่วยงานสหรัฐฯ ชูทฤษฎีโควิดรั่วจากแล็บจีน ชวนยิ่งฉงน มากกว่าได้คำตอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 ปีโควิด สธ. ใช้งบรับมือกว่า 4.44 แสนล้านบาท ค่าคัดกรอง-รักษาและฉีดวัคซีนมากสุด 2.6 แสนล้านบาท https://thestandard.co/spent-over-4-billion-baht-for-covid/ Sun, 05 Mar 2023 06:03:39 +0000 https://thestandard.co/?p=758904

วันนี้ (5 มีนาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษา […]

The post 3 ปีโควิด สธ. ใช้งบรับมือกว่า 4.44 แสนล้านบาท ค่าคัดกรอง-รักษาและฉีดวัคซีนมากสุด 2.6 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (5 มีนาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง ในฐานะประธานคณะกรรมการ MIU (MOPH Intelligence Unit) กล่าวว่า จากการศึกษาของโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) กระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับการเงินการคลังสุขภาพเพื่อตอบสนองต่อการระบาดของโรคโควิดในประเทศไทย

 

พบว่าแหล่งงบประมาณหลักด้านสาธารณสุขในการรับมือการระบาดของโรคโควิดมาจากงบกลางและงบเงินกู้ กรอบวงเงิน 1 ล้านล้านบาท และ 5 แสนล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขเพื่อตอบสนองต่อการระบาดของโรคโควิดระหว่างปี 2563-2565 รวมทั้งสิ้น 444,294 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายดังนี้

 

  • ค่าบริการสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโควิด เช่น ค่าตรวจคัดกรอง ค่ารักษาพยาบาล ค่าฉีดวัคซีน เป็นต้น ในสัดส่วนมากที่สุดประมาณ 260,174 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 59 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
  • การจัดซื้อและบริหารจัดการวัคซีน รวม 77,987 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
  • ค่าตอบแทน เยียวยา ชดเชย และเสี่ยงภัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง 57,499 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 13 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
  • ส่วนที่เหลือเป็นค่ายาและวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ พื้นที่กักกันโรคแห่งรัฐ และองค์กรการวิจัยและพัฒนา ฯลฯ

 

นพ.รุ่งเรืองกล่าวต่อไปว่า สำหรับสถานะเงินบำรุงของโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับสถานะเงินบำรุงก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด เช่นเดียวกับภาพรวมของรายได้และอัตราการเพิ่มของสินทรัพย์ของโรงพยาบาลเอกชนที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งบอกว่าเงินที่อุดหนุนโรงพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพียงพอในการรับมือกับการระบาดของโรคโควิด

 

ส่วนภาวะล้มละลายจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครัวเรือนไทยในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด พบว่าลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ก่อนการระบาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่สุด พบว่ามีความเสี่ยงในการล้มละลายลดลงร้อยละ 30-33 อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลพยายามสร้างกลไกการตัดสินใจด้านการคลังสุขภาพในช่วงการระบาดของโรคโควิดให้แตกต่างจากสถานการณ์ปกติ แต่กฎระเบียบและวิธีการใช้เงินไม่ได้แตกต่างจากกลไกเดิมมากนัก ส่งผลต่อความรวดเร็วในการตอบสนองต่อการระบาดของโรค

The post 3 ปีโควิด สธ. ใช้งบรับมือกว่า 4.44 แสนล้านบาท ค่าคัดกรอง-รักษาและฉีดวัคซีนมากสุด 2.6 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
พญามังกรจะผงาดหรือกลับหัว? เมื่อเศรษฐกิจจีนโตเกินคาด แต่ภาระหนี้ยังจ่อทะลุเพดาน จับตาท่าที ‘สีจิ้นผิง’ ชี้ชะตาผลลัพธ์ https://thestandard.co/china-economy-debt-xi-jinping/ Fri, 03 Mar 2023 06:20:37 +0000 https://thestandard.co/?p=758010 เศรษฐกิจจีน

กิจกรรมทางเศรษฐกิจในจีนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็นเดือนท […]

The post พญามังกรจะผงาดหรือกลับหัว? เมื่อเศรษฐกิจจีนโตเกินคาด แต่ภาระหนี้ยังจ่อทะลุเพดาน จับตาท่าที ‘สีจิ้นผิง’ ชี้ชะตาผลลัพธ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจจีน

กิจกรรมทางเศรษฐกิจในจีนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันอาจเป็นสัญญาณแรกสู่การสลัดออกจากผลกระทบของนโยบาย Zero-COVID ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม หนี้ที่เพิ่มขึ้นของมณฑลต่างๆ กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตามอง ซึ่งจะเป็นหนึ่งในหัวข้อที่บรรดาผู้นำจีนต้องหารือกันในวันที่ 5 มีนาคมนี้ สำหรับการประชุมรัฐสภาประจำปีที่กรุงปักกิ่ง

 

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ซึ่งเป็นดัชนีสะท้อนถึงภาวะการขยายตัวหรือหดตัวของภาพรวมภาคการผลิต เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในรอบเกือบ 11 ปีในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่คำสั่งซื้อในภาคส่งออกขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี และกิจกรรมการบริการและการก่อสร้างยังขยายตัวเพิ่มเติมเช่นกัน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางคนเตือนว่า แม้กิจกรรมในจีนจะกลับมาอย่างรวดเร็ว แต่ผลดีที่ล้นทะลักไปยังส่วนอื่นๆ ของเอเชียอาจถูกจำกัด เช่น การส่งออกของเกาหลีใต้ลดลง 12% ในช่วง 2 เดือนแรกจากปีก่อนหน้า บ่งชี้ว่าความต้องการสินค้าทั่วโลกยังมีแนวโน้มชะลอตัวลง แม้ว่าจีนจะฟื้นตัวแข็งแกร่งขึ้นแล้วในขณะนี้

 

ภาคการท่องเที่ยวในต่างประเทศยังไม่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเท่ากับการเดินทางภายในประเทศของจีน ซึ่งทำให้การเติบโตยังจำกัดสำหรับประเทศต่างๆ เช่น ไทย และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีน

 

ถึงกระนั้นแนวโน้มที่ดีขึ้นในจีนคาดว่าจะชดเชยการหดตัวของประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ( Fed) พยายามที่จะควบคุมอัตราเงินเฟ้อโดยไม่ก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ในเดือนมกราคม IMF ได้ปรับคาดการณ์การเติบโตของจีนเป็น 5.2% ในปี 2023 และคาดการณ์ว่าจีนจะมีส่วนร่วมกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกประมาณ 1 ใน 3 ในปีนี้

 

ภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งติดหล่มเป็นเวลาหลายปีหลังจากที่ทางการจีนกำหนดมาตรการควบคุมการให้สินเชื่อแก่นักพัฒนาที่เป็นหนี้สูง กำลังเกิดสัญญาณการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในตลาด ข้อมูลจาก China Real Estate Information ระบุว่า ยอดขายของนักพัฒนาอสังหา 100 อันดับแรกของประเทศเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ของปีก่อนหน้า 

 

อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์บางคนเตือนว่าไม่ควรอ่านข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์มากเกินไป เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงปัจจัยที่เกิดขึ้นครั้งเดียว เช่น ช่วงเวลาของวันหยุดปีใหม่ทางจันทรคติ ตลอดจนอุปสงค์ที่ถูกกักขังได้ถูกปลดปล่อยออกมาจากการยกเลิกมาตรการควบคุมโควิดเป็นศูนย์ในเดือนธันวาคมและมกราคม

 

ตัวเลขทางการที่เปิดเผยเมื่อต้นสัปดาห์นี้ (27 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม) ยังกระตุ้นให้เกิดความกังวลว่ารอยแผลจากโควิดอาจฝังลึกยิ่งขึ้น เมื่อปีที่แล้วจำนวนงานในเมืองต่างๆ ของจีนลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ทศวรรษ ในขณะเดียวกันแม้รายได้หลังหักภาษีต่อหัวจะเพิ่มขึ้น 2.9% แต่เป็นการเพิ่มขึ้นประจำปีที่น้อยที่สุดอันดับ 2 นับตั้งแต่ปี 1989

 

แนวโน้มงานและค่าจ้างที่ย่ำแย่อาจส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค ที่ทางการจีนคาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้ หลังจากที่คาดว่าอุปสงค์การส่งออกจะลดลง

 

จนถึงตอนนี้รัฐบาลไม่ได้วางแผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการแจกเงินสดจำนวนมาก เนื่องจากทางการระวังการขึ้นราคาทรัพย์สินที่มากเกินไป จากบทเรียนของวิกฤตการเงินในปี 2008

 

ระดับหนี้กู้ยืมในเมืองต่างๆ ของจีนยังร้อนแรงต่อเนื่อง

 

รัฐบาลภูมิภาคส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับการบีบตัวของเงินทุนอย่างรุนแรง หลังมียอดกู้ยืมเกิน 120% ของรายได้ในปี 2022 (ตามการคำนวณของ Bloomberg) ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่กำหนดโดยกระทรวงการคลัง เพื่อบ่งบอกถึงความเสี่ยงด้านหนี้สินที่สูงเกินสัดส่วน 

 

เทียนจิน เมืองระดับเทศบาลนครที่ขึ้นชื่อเรื่องท่าเรือและการพัฒนาที่มากเกินไป กำลังเผชิญกับภัยคุกคามครั้งใหญ่ที่สุด โดยมีหนี้เกือบ 3 เท่าของรายได้ของเมือง

 

วิกฤตการณ์ทางการเงินสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลายประการ แม้ว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่รัฐบาลส่วนภูมิภาคจะผิดนัดชำระหนี้ แต่ระดับหนี้ที่สูงอาจทำให้หลายเมืองต้องลดการใช้จ่ายลง และผลักดันให้รัฐบาลกลางใช้จ่ายมากขึ้น นอกจากนี้ยังต้องกระตุ้นให้ธนาคารกลางจีนคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำ เพื่อรักษาภาระการชำระหนี้สำหรับมณฑลที่อยู่ภายใต้การควบคุม 

 

Lisheng Wang นักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs กล่าวว่า ธนาคารกลางจีนมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของหนี้ภาครัฐอย่างรวดเร็ว รวมถึงเหตุผลอื่นๆ เช่น ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงไม่รุนแรง

 

รายได้ของรัฐบาลหดตัวลงในปีที่แล้วเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2012 เนื่องจากการระบาดของโควิด การตกต่ำของอสังหา และการประกาศลดหย่อนภาษีครั้งใหญ่ ในขณะที่การใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3% ทำให้การขาดดุลการคลังพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ รัฐบาลต้องขายพันธบัตรใหม่เป็นจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือภาคส่วนที่มีเงินทุนขาดแคลน

 

หนี้ทางการส่วนใหญ่ที่ยืมมาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะอยู่ในรูปของพันธบัตรรูปแบบพิเศษที่มีจุดประสงค์หลักเพื่อชำระเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นี่เป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลใช้ในการสร้างงานและหนุนเศรษฐกิจ เมื่อปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตอื่นๆ อ่อนแอลง เช่น การส่งออก และการบริโภคภายในประเทศ

 

หนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นคงค้างเกิน 35 ล้านล้านหยวน (คิดเป็น 5 ล้านล้านดอลลาร์) ณ สิ้นปีที่แล้ว ยอดรวมดังกล่าวไม่รวมการกู้ยืมนอกงบดุลผ่านหน่วยงานจัดหาเงินของรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งมณฑลต่างๆ ใช้เพื่อช่วยเหลือความต้องการทางการเงินของพวกเขา โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่าหนี้ที่ซ่อนเร้นอาจมีขนาดใหญ่กว่าหนี้สินในท้องถิ่นอย่างเป็นทางการถึง 2 เท่า

 

จากหนี้ที่เพิ่มขึ้นทำให้ภาระการชำระคืนของรัฐบาลท้องถิ่นก็มากขึ้นเช่นกัน รัฐบาลได้ชำระคืนเงินต้นพันธบัตรและดอกเบี้ยจำนวน 3.9 ล้านล้านหยวนในปีที่แล้ว ซึ่งนับเป็นหนี้ที่เป็นทางการเท่านั้น แต่ยังมีอีกมากมายจากการกู้ยืมอย่างไม่เป็นทางการ

 

ทางเลือกหนึ่งในการอุดช่องว่างด้านเงินทุนคือ การให้รัฐบาลกลางกู้ยืมเงินมากขึ้น และเพิ่มการโอนเงินไปยังท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นที่รัฐบาลท้องถิ่นจะต้องรับภาระหนี้เพิ่ม โดยนักเศรษฐศาสตร์เรียกร้องให้จีนใช้แนวทางนี้มาหลายปีแล้ว เนื่องจากทางการจีนสามารถกู้เงินได้ถูกกว่าหน่วยงานท้องถิ่น และงบดุลก็แข็งแกร่งกว่ามาก

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถเรียกร้องให้ธนาคารของรัฐ เช่น China Development Bank ใช้จ่ายมากขึ้น คล้ายกับการลงทุนมูลค่า 7.4 แสนล้านหยวน ที่ผู้ให้กู้ทำเมื่อปีที่แล้วภายใต้โครงการแห่งหนึ่ง

 

จับตาการประชุมรัฐสภาประจำปี อาจกำหนดทิศทางของจีนให้ชัดเจนขึ้นในปีนี้

 

สภาประชาชนแห่งชาติของจีน (NPC) จะเริ่มการประชุมประจำปีในวันอาทิตย์นี้ (5 มีนาคม) และคาดว่าจะเปิดแผนการปรับโครงสร้างรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ เนื่องจากจีนกำลังเผชิญปัญหามากมายทั้งในและนอกประเทศ

 

ไม่กี่เดือนข้างหน้า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงอาจประกาศเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจประจำปีที่อาจสูงถึง 6% หลังจากที่เขาได้รับตำแหน่งผู้นำสูงสุดสมัยที่ 3 เมื่อไม่นานมานี้ 

 

นอกจากนี้ จีนจะประกาศงบประมาณของรัฐบาลกลางและท้องถิ่น งบประมาณการใช้จ่ายทางทหาร รวมถึงโควตาพันธบัตรท้องถิ่นใหม่ จุดยืนในนโยบายการเงิน

และเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในวันเปิดการประชุมรัฐสภาประจำปี

 

ในบรรดาการประกาศเหล่านี้ เป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจจะเป็นที่จับตามองมากที่สุด เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายกำลังพยายามพยุงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่สม่ำเสมอของจีนจากการระบาดของโควิดและการปิดเมือง

 

งบประมาณด้านการทหารจะอยู่ในจุดสนใจเช่นกัน หลังจากปีที่แล้วมีการใช้จ่ายด้านกลาโหมของจีนเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 ท่ามกลางการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้กับไต้หวันที่อ้างสิทธิ์โดยจีน, ภารกิจทางทหารของสหรัฐฯ ในทะเลจีนใต้ และข้อพิพาทพรมแดนกับอินเดีย 

 

การประชุมดังกล่าวจะเป็นการเปิดตัวการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งผู้บริหารครั้งใหญ่ที่สุด หลี่เฉียง เตรียมพร้อมที่จะได้รับการยืนยันให้เป็นนายกรัฐมนตรีจีนคนใหม่ หลังได้รับอำนาจรองจากสีจิ้นผิง

 

ขณะที่ตำแหน่งงานทางเศรษฐกิจระดับสูงหลายตำแหน่งจะตกเป็นของกลุ่มผู้ภักดีใหม่ของสีจิ้นผิง ซึ่งหลายคนได้รับการเปิดเผยในต่างประเทศเพียงเล็กน้อย แทนที่เจ้าหน้าที่รุ่นเก่าที่มีแนวคิดปฏิรูปมากกว่า

 

แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเผยว่า เหอลี่เฟิง จะกลายเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลพอร์ตโฟลิโอเศรษฐกิจ ขณะที่ จูเหอซิน เจ้าหน้าที่ธนาคารระดับใหญ่ในจีน มีแนวโน้มที่จะเข้ามาเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางคนใหม่ของจีน และเป็นที่แน่ชัดว่าสีจิ้นผิงจะครองตำแหน่งประธานาธิบดีจีนสมัยที่ 3 ติดต่อกันต่อไป 

 

สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาในช่วงสุดสัปดาห์นี้คือ แนวทางที่สีจิ้นผิงจะดำเนินหลังจากนี้จะช่วยต่อยอดการฟื้นของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ 

 

อ้างอิง:

The post พญามังกรจะผงาดหรือกลับหัว? เมื่อเศรษฐกิจจีนโตเกินคาด แต่ภาระหนี้ยังจ่อทะลุเพดาน จับตาท่าที ‘สีจิ้นผิง’ ชี้ชะตาผลลัพธ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.ยง ชี้โควิดที่เข้าสู่ภาวะสงบ กลับติดเชื้อมากอีกครั้ง มิ.ย. นี้ https://thestandard.co/yong-poovorawan-covid-infect-more/ Wed, 01 Mar 2023 03:32:53 +0000 https://thestandard.co/?p=756960 นพ.ยง ภู่วรวรรณ

วันนี้ (1 มีนาคม) นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญ […]

The post นพ.ยง ชี้โควิดที่เข้าสู่ภาวะสงบ กลับติดเชื้อมากอีกครั้ง มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.ยง ภู่วรวรรณ

วันนี้ (1 มีนาคม) นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กประเด็น ‘โควิด โรคเข้าสู่ภาวะสงบ’ 

 

นพ.ยงระบุว่า ตามที่ได้เคยกล่าวไว้ตั้งแต่ต้นปีนี้ เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ไปแล้วโรคก็จะเข้าสู่ภาวะสงบตามฤดูกาลของโรคทางเดินหายใจทั่วไปที่เกิดจากไวรัส โควิดก็เช่นเดียวกัน เพราะติดเชื้อไปแล้วตั้งแต่ปีที่แล้ว มาจนถึงปัจจุบันน่าจะถึง 80% ไปแล้ว รวมกับฉีดวัคซีนจึงมีภูมิต้านทานที่สมบูรณ์แบบมากกว่าวัคซีนอย่างเดียว นักท่องเที่ยวเข้ามาตั้งแต่ต้นปีก็ไม่ทำให้โรคระบาดเพิ่มขึ้น ตามที่เคยได้อธิบายไปแล้ว

 

โรคนี้จะไปเริ่มพบจำนวนมากขึ้นอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ภาพรวมของภูมิต้านทานเริ่มลดลง และเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ในเดือนมิถุนายน ก็จะมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะนักเรียน แต่ความรุนแรงของโรคมีแนวโน้มที่จะลดลงโดยตลอด และทุกอย่างจะอยู่ในภาวะสมดุลโดยอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับไวรัสโควิดที่เป็นโรคทางเดินหายใจ ที่เป็นโรคประจำฤดูกาล

 

“การต่อสู้ที่ผ่านมา เราพยายามใช้หลักสมดุล ยืดเวลามาตามความเหมาะสม จนถึงปัจจุบัน” นพ.ยงกล่าวทิ้งท้าย

The post นพ.ยง ชี้โควิดที่เข้าสู่ภาวะสงบ กลับติดเชื้อมากอีกครั้ง มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงานลับฉบับใหม่ของสหรัฐฯ ชี้ เชื้อโควิดอาจรั่วไหลมาจากห้องแล็บในอู่ฮั่น https://thestandard.co/covid-probably-came-from-lab-wuhan/ Tue, 28 Feb 2023 06:08:04 +0000 https://thestandard.co/?p=756566 ห้องแล็บในอู่ฮั่น

รายงานลับฉบับใหม่จากกระทรวงพลังงานของสหรัฐอเมริกาที่ได้ […]

The post รายงานลับฉบับใหม่ของสหรัฐฯ ชี้ เชื้อโควิดอาจรั่วไหลมาจากห้องแล็บในอู่ฮั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ห้องแล็บในอู่ฮั่น

รายงานลับฉบับใหม่จากกระทรวงพลังงานของสหรัฐอเมริกาที่ได้รับการเผยแพร่ใน Wall Street Journal ชี้ว่า เชื้อโควิดอาจรั่วไหลมาจากห้องปฏิบัติการในเมืองอู่ฮั่นของจีน

 

ทั้งนี้ มีการตรวจพบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ SARS-CoV-2 ครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่น ทางตอนกลางของประเทศจีน ในช่วงปลายปี 2019 และหลังจากนั้นก็เกิดการแพร่ระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วจนคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วเกือบ 7 ล้านคน อีกทั้งยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากมีการปิดกั้นพรมแดนและดำเนินมาตรการล็อกดาวน์ในประเทศต่างๆ เพื่อพยายามควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสดังกล่าวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม รายงานลับฉบับใหม่นี้ก็ยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างแน่ชัด และระดับความเชื่อมั่นในข้อมูลดังกล่าวก็ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ข้อมูลชุดใหม่นี้ก็ยังชี้ให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนมุมมองของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ที่มีต่อประเด็นนี้จากที่ยังไม่เคยระบุว่าเชื้อโควิดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ขณะนี้กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ มีความเห็นสอดคล้องกับรายงานของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ (FBI) ที่เคยสรุปรายงานไว้เมื่อปี 2021 พร้อมให้ระดับความเชื่อมั่นในข้อมูลอยู่ในเกณฑ์ปานกลางว่า มีความเป็นไปได้ที่เชื้อโควิดอาจแพร่ระบาดหลังเกิดข้อผิดพลาดขึ้นในห้องแล็บทางวิทยาศาสตร์

 

ขณะที่หน่วยงานด้านข่าวกรองของสหรัฐฯ อีก 4 แห่ง มีระดับความเชื่อมั่นในข้อมูลอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และแทบจะไม่เชื่อว่าการแพร่ระบาดของโควิดที่เกิดขึ้นเป็นการแพร่ระบาดของโรคตามธรรมชาติ ส่วนหน่วยงานด้านข่าวกรองอีก 2 แห่งยังไม่ปักใจเชื่อหรือสรุปว่าเชื้อไวรัสดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไรและมีต้นตอมาจากที่ไหน

 

ถึงแม้จะมีการวิเคราะห์มากมายจากหน่วยงานต่างๆ แต่หลายฝ่ายก็ยังมีความเห็นที่สอดคล้องกันว่า เชื้อโควิดไม่ได้เป็นผลมาจากการพัฒนาโครงการอาวุธชีวภาพของจีนแต่อย่างใด

 

ด้าน เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว เผยว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ได้ขอให้หน่วยงานต่างๆ พยายามหาคำตอบให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ว่าการระบาดเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไรและเกิดอะไรขึ้นกันแน่

 

ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้คำมั่นว่าจะทำทุกวิถีทางในการค้นหาคำตอบเกี่ยวกับต้นกำเนิดของเชื้อไวรัส โดย WHO ทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ชาวจีน และได้เดินทางไปยังสถาบันไวรัสวิทยาในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการความปลอดภัยทางชีวภาพที่เหล่านักวิจัยได้ทำวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับค้างคาวอยู่ในขณะนี้

 

ถึงกระนั้นการสืบสวนของ WHO ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าขาดความโปร่งใส และการประเมินสมมติฐานถึงสาเหตุการแพร่ระบาดที่คาดว่าอาจเกิดจากการรั่วไหลของเชื้อไวรัสจากห้องแล็บนั้นไม่น่าจะมีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง โดยคำอธิบายที่สมเหตุสมผลมากที่สุดคือ เชื้อไวรัสมีต้นกำเนิดมาจากค้างคาว ก่อนที่จะแพร่ระบาดไปยังสัตว์อื่นที่เป็นตัวกลาง จนพัฒนาไปสู่การแพร่ระบาดในมนุษย์ในท้ายที่สุด 

 

โดยจีนได้กล่าวหาว่า สหรัฐฯ เป็นผู้ทำให้การสืบสวนในประเด็นดังกล่าวนี้กลายเป็นเรื่องทางการเมือง และทำให้ประเทศตนกลายเป็นแพะรับบาป หลังจากอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยขนานนามเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ว่าเป็น ‘ไวรัสจีน’ แต่อย่างไรก็ตาม การค้นหาต้นกำเนิดของเชื้อโควิดนั้นยังถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับเพื่อเตรียมความพร้อมและป้องกันการแพร่ระบาดที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

 

ภาพ: ​​Feature China / Future Publishing via Getty Images

 

อ้างอิง: 

The post รายงานลับฉบับใหม่ของสหรัฐฯ ชี้ เชื้อโควิดอาจรั่วไหลมาจากห้องแล็บในอู่ฮั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดสินค้าลักชัวรีจีนฟื้นแล้ว! หลังโควิดฉุดไม่ให้โตมากว่า 5 ปี ‘LVMH’ เร่งขยายร้านรองรับกำลังซื้อชาวจีนที่อัดอั้นมานาน https://thestandard.co/china-luxury-market-recovered/ Tue, 21 Feb 2023 11:34:38 +0000 https://thestandard.co/?p=753579 ตลาดสินค้าลักชัวรีจีน

ตลาดสินค้าลักชัวรีจีนฟื้นแล้ว! หลังพิษโควิดฉุดการเติบโต […]

The post ตลาดสินค้าลักชัวรีจีนฟื้นแล้ว! หลังโควิดฉุดไม่ให้โตมากว่า 5 ปี ‘LVMH’ เร่งขยายร้านรองรับกำลังซื้อชาวจีนที่อัดอั้นมานาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดสินค้าลักชัวรีจีน

ตลาดสินค้าลักชัวรีจีนฟื้นแล้ว! หลังพิษโควิดฉุดการเติบโตมากว่า 5 ปี เริ่มจากกลุ่มนาฬิกาหรู เครื่องหนัง เครื่องประดับ ยอดขายเริ่มฟื้นตัว ส่วนตลาดนาฬิกา-แฟชั่นยอดขายลดลง ‘LVMH’ เร่งขยายสาขารองรับกำลังซื้อชาวจีนที่อัดอั้นมานาน คาดปี 2023 ตลาดกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง 

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จีนยังเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของกลุ่มสินค้าประเภทลักชัวรี แต่ในปี 2022 ยอดขายตลาดสินค้าลักชัวรีหดตัวลง 10% และไม่มีอัตราการเติบโตมาเป็นระยะ 5 ปี โดยปัจจัยหลักมาจากผลกระทบโควิด การปิดเมือง และภาวะเศรษฐกิจ ประกอบกับต้นทุนสินค้าปรับตัวขึ้น ทำให้ราคาสินค้า เช่น นาฬิกา และกระเป๋า แพงขึ้น ทำให้ผู้คนต้องชะลอการใช้จ่าย 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ขณะเดียวกันหลังจีนเปิดประเทศ สินค้าจำพวกนาฬิกาหรู เครื่องหนัง เครื่องประดับ เครื่องสำอาง เริ่มได้รับความนิยมอีกครั้ง และมียอดขายเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มสินค้านาฬิกา ตามด้วยกลุ่มแฟชั่น ยอดขายลดลงประมาณ 20-25% นั่นอาจเป็นเพราะชาวจีนบางกลุ่มเริ่มเดินทางออกไปจับจ่ายสินค้าหรูในประเทศอื่นๆ 

 

Bernard Arnault ซีอีโอของ LVMH Moët Hennessy Louis Vuitton หรือ LVMH บริษัทจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าลักชัวรีชั้นนำทั่วโลก กล่าวว่า คนจีนมีการจับจ่ายสินค้าระดับไฮเอนด์คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% เนื่องจากมีความอัดอั้นในช่วงโควิด ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยถ้าเทียบกับผู้บริโภคภายในประเทศจีน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นภาพรวมตลาดให้เติบโตได้ภายในปี 2023  

 

สำหรับ LVMH ที่ผ่านมาได้ขยายร้านค้าในเอเชีย รวมถึงจีน ยกเว้นญี่ปุ่น ไปกว่า 20% เพื่อรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้ยอดขายกลับมาเติบโตมากกว่าช่วงก่อนโควิด 

 

ด้าน Bruno Lannes หุ้นส่วนอาวุโสของ Bain & Company ในเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า แบรนด์สินค้าลักชัวรีที่จะสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่ดีได้จะต้องมีพอร์ตโฟลิโอที่แข็งแกร่งกว่าคู่แข่งในตลาด รวมถึงการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับฐานลูกค้า

 

และต้องยอมรับว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาการช้อปปิ้งสินค้าปลอดภาษีในมณฑลไหหลำมีส่วนทำให้ตลาดสินค้าลักชัวรีของจีนเฟื่องฟู แต่เมื่อเกิดวิกฤตโควิดขึ้น ยอดขายสินค้าปลอดภาษีในมณฑลไหหลำก็ปรับลดลงราว 30%

 

อย่างไรก็ตาม ถ้าเทียบกับตลาดลักชัวรีในประเทศอื่นๆ จีนเป็นประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะมีผู้บริโภคที่มีรายได้ปานกลางไปจนถึงระดับสูงมากขึ้น และคาดว่าประชากรดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2030

 

อ้างอิง:

The post ตลาดสินค้าลักชัวรีจีนฟื้นแล้ว! หลังโควิดฉุดไม่ให้โตมากว่า 5 ปี ‘LVMH’ เร่งขยายร้านรองรับกำลังซื้อชาวจีนที่อัดอั้นมานาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน รับมอบ ‘Bivalent’ วัคซีนโควิดรุ่นใหม่ของ Pfizer 5 แสนโดสจากเกาหลีใต้ เตรียมกระจายทั่วประเทศสิ้นเดือนนี้ https://thestandard.co/anutin-pfizer-bivalent-south-korea/ Mon, 20 Feb 2023 07:16:52 +0000 https://thestandard.co/?p=752817

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) ที่กระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวี […]

The post อนุทิน รับมอบ ‘Bivalent’ วัคซีนโควิดรุ่นใหม่ของ Pfizer 5 แสนโดสจากเกาหลีใต้ เตรียมกระจายทั่วประเทศสิ้นเดือนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) ที่กระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้บริหารกระทรวง รับมอบวัคซีนโควิดรุ่นใหม่ Pfizer Bivalent จำนวน 501,120 โดสจากรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี โดยมี มุนซึงฮยอน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย และ จอนโจยอง อัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย และคณะ เป็นผู้แทนส่งมอบ 

 

อนุทินกล่าวว่า ในนามรัฐบาลไทย และกระทรวงสาธารณสุข ขอขอบคุณรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีที่มีความปรารถนาดีให้กับประเทศไทยเสมอมา รวมทั้งความร่วมมือด้านสาธารณสุขในการแก้ไขสถานการณ์โรคโควิด โดยสาธารณรัฐเกาหลีเคยสนับสนุนวัคซีน AstraZeneca ให้กับไทยเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2564 จำนวน 470,000 โดส ช่วยลดการป่วยหนักและเสียชีวิตให้กับคนไทยและคนเกาหลีที่ทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี 

 

สำหรับวัคซีนที่สนับสนุนเป็นครั้งที่ 2 ในครั้งนี้ เป็นวัคซีนรุ่นใหม่ของ Pfizer ชนิด Bivalent ซึ่งจะเป็นล็อตแรกของประเทศไทยที่จะนำมาใช้สร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้กับกลุ่มเสี่ยงและประชาชน 

 

“ปัจจุบันประเทศไทยฉีดวัคซีนโควิดอย่างน้อย 1 เข็ม ครอบคลุมประชากรมากกว่า 83% และฉีดเข็มกระตุ้นไปแล้ว 39% ซึ่งการแพร่ระบาดของโรคโควิด แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการต่อสู้กับภัยสุขภาพระดับโลก สำหรับการรับมอบวัคซีนในวันนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือ และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลีที่ไม่ใช่เพียง 65 ปีเท่านั้น แต่จะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันตลอดไป” อนุทินกล่าว

 

อนุทินกล่าวอีกว่า ตามมติคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และผลการศึกษาในช่วงปลายปี 2565 ในสหรัฐอเมริกาและองค์การอนามัยโลก มีข้อแนะนำให้ใช้วัคซีน Pfizer Bivalent เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นในผู้ที่เคยได้รับวัคซีน Pfizer 2 เข็มขึ้นไป ซึ่งจะช่วยลดการติดเชื้อแบบมีอาการได้ประมาณ 28-56% ความปลอดภัยไม่ต่างกับวัคซีนรุ่นแรกชนิด Monovalent สามารถใช้ทั้งชนิด Monovalent และ Bivalent มาเป็นเข็มกระตุ้นได้ เนื่องจากผลในการป้องกันโรคไม่แตกต่างกัน โดยกรมควบคุมโรคจะจัดสรรวัคซีนให้ทุกจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ตามสัดส่วนของประชากรแต่ละจังหวัดอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม รวมทั้งจัดสรรให้กับเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) กรมการแพทย์ และสภากาชาดไทย คาดว่าจะมีการจัดส่งวัคซีนประมาณสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้

 

สำหรับกลุ่มเป้าหมายในการฉีดวัคซีน Pfizer Bivalent เข็มกระตุ้น ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ด่านหน้าที่ต้องสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย อาสาสมัครสาธารณสุข กลุ่มเสี่ยงเกิดอาการป่วยรุนแรง (กลุ่ม 608) รวมถึงประชาชนทั่วไปที่มีความเสี่ยง เช่น สัมผัสกลุ่มเสี่ยง สัมผัสนักท่องเที่ยว เป็นต้น โดยต้องได้รับวัคซีนโควิดมาแล้วอย่างน้อย 2 เข็ม จะฉีดเข็มที่ 3 ห่างจากเข็มที่ 2 อย่างน้อย 3 เดือน และเข็มที่ 4 ห่างจากเข็มที่ 3 อย่างน้อย 4 เดือน ส่วนผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิดมาแล้วและเคยติดเชื้อ จะฉีดหลังติดเชื้ออย่างน้อย 6 เดือน

The post อนุทิน รับมอบ ‘Bivalent’ วัคซีนโควิดรุ่นใหม่ของ Pfizer 5 แสนโดสจากเกาหลีใต้ เตรียมกระจายทั่วประเทศสิ้นเดือนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หน้ากากกับสังคมโควิด: ความปกติใหม่ของสังคมไทย จริงหรือไม่ https://thestandard.co/masks-and-the-covid-society/ Fri, 10 Feb 2023 13:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=748796

เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2565 ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินท […]

The post หน้ากากกับสังคมโควิด: ความปกติใหม่ของสังคมไทย จริงหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2565 ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปเจออาจารย์ชาวต่างชาติท่านหนึ่งที่เพิ่งจะมารับตำแหน่งใหม่ที่มหาวิทยาลัย โดยเรานัดกันที่ลานหน้าอาคารหนึ่ง ผู้เขียนเพิ่งเดินออกมาจากการประชุมหนึ่งจึงมีหน้ากากอยู่บนใบหน้า (ตามธรรมเนียมการใช้พื้นที่ในที่ร่ม) อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่เดินไปหาอาจารย์ท่านนั้น ก็เกิดความคิดว่าจะถอดหน้ากากออก เพราะเป็นการยืนคุยกันกลางแจ้ง ในจังหวะที่กำลังจะถอดนั้นเอง ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่อาจารย์ท่านนั้นเหลือบมาเห็นผู้เขียนพอดี และท่านได้ดึงเอาหน้ากากขึ้นมาสวม สลับกับผู้เขียนที่ถอดหน้ากากออก เราสองคนมองหน้ากัน หัวเราะและเคอะเขินกับจังหวะที่ไม่ตรงกัน 

 

เป็นที่น่าสนใจว่า ในช่วง ‘หลังโควิด’ (ซึ่งในบทความนี้หมายถึงช่วงที่การระบาดของโรคที่มีความรุนแรงได้คลี่คลายลง) หลายๆ คนจะประสบกับจังหวะที่ไม่แน่ใจว่าควรจะถอดหรือใส่หน้ากากในช่วงเวลาไหน ในบทความนี้ผู้เขียนจึงใคร่ขอย้อนกลับไปมองถึงบทบาทหน้าที่ของการใส่หน้ากากตั้งแต่ช่วงโควิดระบาดใหม่ๆ มาจนถึงปัจจุบันในช่วง ‘หลังโควิด’ และทดลองอธิบายว่าท้ายที่สุดการใส่หน้ากากจะเป็น ‘ความปกติใหม่’ ของสังคมไทยจริงหรือไม่?

 

หน้ากากกับการป้องกันโรคโควิด

หากเรานึกย้อนกลับไปถึงช่วงโควิดเริ่มระบาดใหม่ๆ ในประเทศไทยช่วงต้นปี 2563 เราอาจจะจำได้ว่าเรื่องของความเป็นโรคที่แพร่กระจายทางอากาศ (Airborne) และผ่านละอองฝอย (Droplet) ถูกนำเสนอมาก ซึ่งเมื่อประกอบกับความเป็นโรคอุบัติใหม่ที่ยังไม่มีงานวิจัยทางสาธารณสุขรองรับ วิธีการเบื้องต้นที่ทางหน่วยงานสาธารณสุขและผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์แนะนำคือการให้สวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน คำแนะนำมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก เพราะผู้คนตื่นตัวไปหาซื้อหน้ากากมาป้องกันอย่างพร้อมเพรียง และเมื่อประกอบกับการแพร่ระบาดที่ต่างประเทศที่เกิดก่อนไทย โดยเฉพาะประเทศจีน ทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางกลับประเทศในขณะนั้นก็ได้หยิบซื้อหน้ากากจากภายในประเทศ พร้อมกับผู้อาศัยในไทยที่เริ่มหาหน้ากากมาใช้ ทำให้หน้ากากขาดตลาดอย่างรวดเร็ว

 

ในทางวัฒนธรรมนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เนื่องจากหน้ากากมีจำนวนจำกัด ความรู้ทางสาธารณสุขแบบ ‘บ้านๆ’ ถูกผลิตออกมาจากทุกภาคส่วนของสังคมอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพบ้าง ไม่มีประสิทธิภาพบ้าง เพื่อให้คนยังมีหน้ากากใช้ ไม่ว่าจะเป็น ‘การนำเอาหน้ากากเก่ามาตากแดดและใช้ใหม่’ ‘การเอาทิชชูหรือผ้าอนามัยมาทำเป็นหน้ากาก’ ‘การเฟ้นหาประเภทของผ้าที่ป้องกันไวรัสมาทำหน้ากากผ้า’ และอีกมากมาย ความรู้แบบบ้านๆ นี้ รับรู้ไปถึงกระทรวงสาธารณสุขต้องออก ‘Fact Sheet’ (สรุปข้อมูลสำคัญ) มาในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2563 ว่าถ้าจะทำและสวมใส่หน้ากากผ้า มีอะไรต้องพิจารณาบ้างเพื่อการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ สำหรับคนในประเทศไทยเอง ความตื่นตัวนี้อาจจะดูเป็นเรื่องปกติ แต่หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในแถบทวีปอเมริกาเหนือและออสเตรเลียที่การใส่หน้ากากอย่างพร้อมเพรียงกันของประชาชนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เราจะเห็นว่าสังคมไทยมีความกระตือรือร้นที่จะสวมหน้ากากเพื่อป้องกันการระบาดเป็นอย่างมาก

 

 

หน้ากากกับการสอดส่องในสังคม

ในช่วงโควิดระบาดใหม่ๆ การสวมหน้ากากไม่ได้ทำหน้าที่แค่การช่วยป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัส แต่ในสังคมไทย การสวมหน้ากากยังทำหน้าที่ในการสอดส่องและควบคุมสังคมอีกด้วย ตั้งแต่มีการระบาดของโควิดเกิดขึ้นในต่างประเทศ คนในสังคมไทยหลายคนคอยติดตามข่าวและมีความขยันขันแข็งในการดูว่าใครหรือหน่วยงานไหนจะย่อหย่อนทำให้โควิดหลุดรอดเข้ามาในประเทศได้ แต่แล้วที่สุดในช่วงปลายปี 2563 ก็ได้เกิดการระบาดขึ้น และหน่วยงานสาธารณสุขได้ระบุว่าโควิดหลุดเข้ามาจากคนไทยที่เดินทางข้ามแดนไปทำงานประเทศเพื่อนบ้านและเดินทางกลับเข้าประเทศแบบผิดกฎหมาย ในช่วงเวลานี้เองที่สังคมไทยเปลี่ยนจากสยามเมืองยิ้มไปเป็น ‘รัฐตำรวจ’ ที่คอยติดตามว่ากลุ่มคนกลุ่มนั้นคือใครและไปแวะสถานที่ใดมาบ้างหลังจากที่เดินทางกลับเข้ามาในประเทศ หากยังจำกันได้ ร้านอาหารที่ถูกตรวจเจอว่าคนกลุ่มนี้ไปรับประทานต้องออกมาขอโทษสังคมเป็นการใหญ่ และรีบประกาศปิดร้านชั่วคราวเพื่อทำความสะอาดเพื่อไม่ให้เชื้อโควิดที่ติดมาจากคนทำงานกลุ่มนั้นกระจายออกไป 

 

ในความคิดของผม บรรยากาศแห่งความระแวงและวัฒนธรรมการสอดส่องกันเองในสังคม น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใส่หน้ากากในช่วงการระบาดของโควิดอยู่มากพอสมควร การเดินทางออกไปในที่สาธารณะไม่ว่าจะในที่ร่มหรือกลางแจ้งโดยไม่สวมหน้ากากหรือสวมหน้ากากที่ไม่มีคุณภาพมักจะถูกจับตาอย่างรุนแรง ตั้งแต่ช่วงเวลาที่รัฐเริ่มรณรงค์ให้สวมหน้ากากป้องกันตั้งแต่ต้นปี 2563 มักจะมีข่าวเกี่ยวกับการร้องเรียนผู้ประกอบการต่างๆ ที่ไม่ยอมสวมหน้ากาก หรือสวมหน้ากาก ‘ไม่ถูกหลัก’ ตามที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้คำแนะนำในโทรทัศน์และสื่อกระแสหลัก และในทางกลับกันก็มีผู้ประกอบการหลายเจ้าที่ออกนโยบายไม่ให้บริการหากผู้ใช้บริการไม่สวมหน้ากาก แนวปฏิบัติใหม่ของสังคมไทยในช่วงแรกที่โควิดเริ่มระบาด สร้างภาวะสังคมที่มีลักษณะขาว-ดำ คือผู้คนที่เป็น ‘ประชาชนที่ดี’ และ ‘ประชาชนที่ไม่ดี’ และในสภาวะสังคมแบบนี้ประชาชนที่ดีก็เป็นแขนขาของรัฐในการช่วยสอดส่องดูแลและควบคุมประชาชนด้วยกันเองให้อยู่ในร่องในรอย การสวมหน้ากากไม่เพียงแค่เพื่อจะป้องกันโรคระบาด แต่ยังมีความหมายในเชิงอุดมการณ์ถึงการทำตัวเป็นประชาชนที่ดีของรัฐ

 

สิ่งที่น่าสนใจในสภาวะการนี้ คือวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่ตามมากับการแสดงเป็นประชาชนที่ดีของรัฐ ความพร้อมใจกันสวมหน้ากากส่งผลให้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหน้ากากมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบหรือดัดแปลงหน้ากากเป็นสีหรือลวดลายที่สวยงามหรือเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ การผลิตผ้าหรือวัสดุที่อ้างว่าทำให้การป้องกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือทำให้การหายใจสะดวกขึ้นแต่ไม่ได้ลดประสิทธิภาพการป้องกันลง บริษัทเสื้อผ้าและอื่นๆ หันมาผลิตหน้ากากขายเพื่อเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจตัวเอง หน่วยงานราชการจัดทำหน้ากากตราสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อมอบเป็นของที่ระลึกและแสดงความปรารถนาดีในช่วงการระบาดใหม่ๆ วัฒนธรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มากับหน้ากากนี้ทำให้ภาพของการที่หน้ากากเป็นเครื่องมือสอดส่องสังคมดูมีความอ่อนโยนลงไป และอันที่จริงแล้วกลับยิ่งเป็นสิ่งที่คนที่ไม่ชอบใส่หน้ากากอนามัยแบบมาตรฐานมีข้ออ้างได้ยากกับการที่จะไม่ใส่หน้ากาก เพราะมีหน้ากากให้เลือกแบบหลากหลายและสวมใส่สบายอยู่ในท้องตลาดเต็มไปหมด

 

หน้ากากกับความไม่เสี่ยง

ความตึงเครียดของการใส่หน้ากากในช่วงการระบาดของโควิดเหมือนเริ่มจะบรรเทาลงในช่วงที่หลายประเทศสามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดได้และได้เริ่มเปิดประเทศ ในช่วงนี้ การสวมหน้ากากเริ่มมีนัยยะที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น

 

 

ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2565 รัฐบาลไทยได้ประกาศให้การสวมหน้ากากในที่สาธารณะเป็นเรื่องสมัครใจ ในช่วงเวลาการผ่อนปรนนี้ก็เป็นช่วงเดียวกับการที่คนในสังคมเริ่มที่จะอยากกลับมาเห็นรอยยิ้มและสีหน้าค่าตากัน เราจะเริ่มเห็นว่ามีหลายโอกาสที่ผู้คนในสังคมยอมที่จะไม่ใส่หน้ากาก ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูปทางการพร้อมกันเป็นหมู่คณะ ที่จะต้องมี ‘ท่าถอดหน้ากาก’ หรือการขึ้นพูดบนเวทีที่ผู้พูดได้รับอนุญาตให้ไม่ต้องใส่หน้ากาก เพราะอาจจะหายใจไม่ทันได้ อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม คนไทยจำนวนมากก็ยังคงพกและสวมหน้ากากต่อไป จากการสอบถามคนรู้จักใกล้ตัว พบว่าสาเหตุหลักของคนที่ยังสวมหน้ากากอยู่ก็เพราะยังกลัวว่าจะมีการ ‘ติดโควิด’ เกิดขึ้น ความทรงจำเกี่ยวกับความรุนแรงของการติดเชื้อยังคงหลอกหลอนสังคมในวงกว้าง ถึงแม้ว่าปัจจุบันจำนวนผู้ที่ติดเชื้อและมีอาการทรุดหนักจะมีสัดส่วนที่น้อยลงไปมากแล้วก็ตาม ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ สำหรับหลายคนการใส่หน้ากากก็เป็นเรื่องมารยาทตามวัตรปฏิบัติของสังคม ซึ่งอย่างหลังน่าจะมาจากความคุ้นชินกับการใส่หน้ากากมานาน จนหน้ากากกลายเป็นเครื่องแต่งกายหนึ่ง หากไม่ใส่อาจจะทำให้รู้สึกถูกจ้องมองและสอดส่องจากคนในสังคมได้ ทั้งสองเหตุผลนี้แสดงให้เห็นถึงสภาวะของสังคมไทยยังมีความระแวดระวังและยังไม่แน่ใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การสวมหน้ากากไว้ก่อนจึงเป็นอุปกรณ์ป้องกันเพื่อการรักษาสุขภาพ และรักษาอัตลักษณ์ของตัวเอง เพื่อให้เกิดความอุ่นใจกับการใช้ชีวิตในช่วงเวลาหลังโควิดนี้

 

แต่จะถามว่าการใส่หน้ากากจะมีต่อไป และกลายเป็น ‘ความปกติใหม่’ (New Normal) ในแบบที่นักทำนายอนาคตชอบพูดกันไหม? เอาจริงๆ ผู้เขียนคิดว่าตอบยาก จริงอยู่ว่าเราอาจจะเห็นความระแวงและการเกิดขึ้นของสำนึกในการป้องกันความเสี่ยงซึ่งทำให้หลายคนยังพกหน้ากากอยู่ ในเขตพื้นที่อื่นของประเทศไทยหลายแห่งที่ผู้คนและนักท่องเที่ยวต่างต้องการใช้ชีวิต พักผ่อน และหาความสนุกสนาน (เช่น ภูเก็ต พัทยา) ผู้คนในพื้นที่เหล่านั้นก็เหมือนไม่ได้สนใจในเรื่องความเสี่ยงนี้มากเท่ากับในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คน (เช่น กรุงเทพฯ) ไม่แน่ว่าท้ายที่สุดแล้ว การใส่หน้ากากอาจจะเป็นเรื่องของ ‘วัฒนธรรมเมือง’ (Urban Culture) ก็เป็นไปได้

 

อ้างอิง:

The post หน้ากากกับสังคมโควิด: ความปกติใหม่ของสังคมไทย จริงหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพลักษณ์ของวัคซีน: บทเรียนราคาแพงของการสื่อสารด้านสุขภาพ https://thestandard.co/expensive-lessons-in-health-communication/ Thu, 09 Feb 2023 10:39:48 +0000 https://thestandard.co/?p=748112

วัคซีนหลากหลายยี่ห้อได้รับการอนุมัติในช่วงเวลาไม่นานนัก […]

The post ภาพลักษณ์ของวัคซีน: บทเรียนราคาแพงของการสื่อสารด้านสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วัคซีนหลากหลายยี่ห้อได้รับการอนุมัติในช่วงเวลาไม่นานนักในหลายประเทศทั่วโลก หลังจากการค้นคว้าวิจัยอย่างต่อเนื่องยาวนานตลอดปีและการทดลองทางคลินิกตัวอย่างวัคซีนโควิดนับครั้งไม่ถ้วน 

 

ในเดือนธันวาคมปี 2563 จีนเริ่มอนุมัติให้ใช้วัคซีน Sinopharm สำหรับการใช้งานทั่วไป สหราชอาณาจักรเริ่มอนุมัติวัคซีน Pfizer และ AstraZeneca สำหรับการใช้งานฉุกเฉิน และในช่วงระยะเวลาเดียวกันนี้ยาวไปถึงเดือนมิถุนายนในปีถัดมา องค์การอนามัยโลกก็ได้ทยอยอนุมัติวัคซีน 6 ยี่ห้อสำหรับการใช้งานฉุกเฉิน 

 

แน่นอนว่าการที่บริษัทต่างๆ สามารถผลิตวัคซีนโควิดออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็วจะช่วยคลายความกังวลใจในวงการแพทย์ไปได้บ้าง แต่การมีวัคซีนโควิดหลากหลายชนิดก็สร้างความสับสนให้กับประชาชนทั่วไปอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในเรื่องการแบ่งแยกวัคซีนที่ ‘ดี’ หรือ ‘ดีกว่า’ ออกจากวัคซีนที่ ‘แย่’ หรือ ‘แย่กว่า’ การสื่อสารที่ชัดเจนเรื่องความเสี่ยงและประโยชน์ของวัคซีนแต่ละประเภทจึงเป็นกุญแจสำคัญสำหรับรัฐบาลของทุกประเทศในการรับมือกับโรคระบาดครั้งนี้อย่างมีประสิทธิผล ไม่เช่นนั้นแล้วความสับสนในเบื้องต้นก็อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลังซึ่งอาจจะกลายเป็นอุปสรรคต่องานด้านสาธารณสุข เช่น การนำเข้าวัคซีนบางยี่ห้อมากหรือน้อยเกินไป (Oversupply/Undersupply) หรือแม้กระทั่งการทำให้เกิดความลังเลใจของประชาชนในการเข้ารับการฉีดวัคซีน (Vaccine Hesitancy)

 

การสื่อสารทัศนคติผ่านคำพูด

บทความนี้หยิบยกกรอบการวิจัยที่ชื่อว่า ‘อะเพรเซิล’ (Appraisal) ออกแบบโดย เจมส์ มาร์ติน และ ปีเตอร์ ไวต์ สองนักภาษาศาสตร์เชิงหน้าที่ (Functional Linguistics) 

 

กรอบการวิจัยนี้มองเห็นภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการแสดงทัศนคติต่างๆ ทั้งในแง่บวกและในแง่ลบ มีการแบ่งวิธีการแสดงทัศนคติออกได้เป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ

 

  1. การแสดงอารมณ์ความรู้สึก (Affect) เช่น อารมณ์ที่รู้สึกกลัว/มั่นใจ

 

  1. การประเมินคุณค่าของสิ่งของและการกระทำ (Appreciation) เช่น วัคซีนดี/ไม่ดี

 

  1. การตัดสินลักษณะนิสัยหรือพฤติกรรมของคน (Judgement) เช่น คนที่มีความรับผิดชอบ/สะเพร่า

 

นอกจากนี้ เรายังสามารถปรับระดับของทัศนคติที่แสดงออกมาด้วยการใช้คำที่มีน้ำหนักแตกต่างกันผ่านคำขยายชนิดต่างๆ เช่น เมื่อกล่าวถึงวัคซีน ‘ที่ดี’ เราอาจเลือกเพิ่มหรือลดน้ำหนักการประเมินคุณค่าเชิงบวกนี้ผ่านคำพูดว่า วัคซีนนี้มีประโยชน์ ‘อย่างยิ่ง’ แทนที่จะบอกว่า ‘ค่อนข้าง’ มีประโยชน์ หรือในบางครั้งเราอาจจะเลือกพูดว่าวัคซีนชนิดนี้ ‘ส่วนใหญ่’ มีประสิทธิผลดี แทนที่จะพูดว่า วัคซีนนี้มีประสิทธิผลดี ‘บ้างในบางครั้ง’ น้ำหนักของการประเมินคุณค่าที่แตกต่างกันอาจจะแสดงผ่านคำขยายเชิงปริมาณที่บ่งชี้ถึงจำนวนที่แตกต่าง เช่น วัคซีนนี้มีประโยชน์ ‘หลากหลาย’ ที่ฟังดูแล้วมีน้ำหนักมากกว่าบอกว่า วัคซีนนี้มีประโยชน์ ‘2-3 ประการ’ หรือการใช้คำขยายที่บ่งชี้ขอบเขต เช่น วัคซีนนี้มีประโยชน์ ‘ทั้งในระยะยาวและระยะสั้น’ หรือใช้คำขยายที่กำหนดขอบเขตด้วยลักษณะร่วมบางประการ เช่น วัคซีนชนิดนี้ ‘ส่งผลดีต่อประชากรทุกเพศทุกวัย’ ในขณะที่วัคซีนอีกประเภทหนึ่งมีประสิทธิผลดีกับประชากรที่ ‘มีอายุมากกว่า 60 ปี’ เท่านั้น

 

ในการสื่อสารคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้วัคซีนโควิดนั้น รัฐบาลแต่ละประเทศจำเป็นต้องใช้ภาษาในการประเมินคุณค่าทั้งในเชิงบวกและเชิงลบเพื่อสื่อสารข้อมูลกับประชาชน ตัวอย่างเช่น การใช้คำว่า ‘ผลประโยชน์’ หรือ ‘การปกป้อง’ เพื่อเน้นคุณค่าในเชิงบวก หรือการใช้คำว่า ‘ความเสี่ยง’ หรือ ‘ผลข้างเคียง’ เพื่อเน้นคุณค่าเชิงลบ ในขณะเดียวกันก็ใช้คำขยายในระดับต่างๆ เพื่อปรับระดับการประเมินคุณค่าทั้งในเชิงบวกและลบ ในการสื่อสารเรื่องความเสี่ยงกับผลประโยชน์ที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้อย่างสมดุล เรื่องนี้นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างมากต่อการรับรู้ของผู้คน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์โรคระบาดกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

 

ในบทความนี้ ผู้เขียนทั้งสองคนขอนำเสนอข้อสังเกตเชิงเปรียบเทียบการใช้ภาษาแสดง ‘การประเมินคุณค่า’ (Appreciation) รูปแบบต่างๆ ที่รัฐบาลไทยและรัฐบาลออสเตรเลียใช้ในการสื่อสารเกี่ยวกับวัคซีนโควิดกับประชาชนอย่างเป็นทางการ แถลงการณ์ของรัฐบาลที่เราหยิบยกมาพูดคุยกันในบทความนี้ล้วนเป็นเนื้อหาหลักของการสื่อสารด้านสาธารณสุข เช่น ประกาศหรือคำแนะนำจากทางการ ซึ่งนักการเมืองและสื่อมวลชนแขนงต่างๆ มักนำไปอ้างอิงต่ออย่างกว้างขวาง ตัวอย่างของประเทศไทยที่เราหยิบยกมาใช้ในการวิเคราะห์คือแถลงการณ์คำแนะนำด้านสาธารณสุขจากหน่วยงานและบุคลากรของรัฐระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกันยายน 2564 ส่วนตัวอย่างของออสเตรเลียนั้นหยิบยกมาจากแถลงการณ์ต่อสาธารณะของกลุ่มที่ปรึกษาด้านเทคนิคเกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของรัฐบาลออสเตรเลีย (Australian Technical Advisory Group on Immunisation: ATAGI) เกี่ยวกับการใช้วัคซีน AstraZeneca และวัคซีน Pfizer ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคมในปีเดียวกัน 

 

‘วัคซีนที่ดีที่สุด’ ของไทย

ประชาชนไทยเริ่มตื่นตัวกับโควิดตั้งแต่ตรวจพบผู้ติดเชื้อรายแรกของประเทศที่เป็นผู้เดินทางจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ในวันที่ 12 มกราคม 2563 อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกมาให้ความมั่นใจกับประชาชนอย่างหนักแน่นในวันที่ 25 มกราคม 2563 ว่าโควิดเป็นเพียงแค่ ‘โรคหวัดโรคหนึ่ง’ แต่ทว่าหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน มหากาพย์แห่งการระบาดของโรคโควิดภายในประเทศไทยก็เริ่มต้นขึ้นจากการตรวจพบผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2563 ตามด้วยการระบาดตามกลุ่มคลัสเตอร์ขนาดใหญ่อีกหลายระลอก

 

ในช่วงปีแรกของการระบาดในประเทศไทยในขณะที่ยังไม่มีวัคซีนประกาศใช้ บุคคลในรัฐบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้มีอำนาจในการสั่งการต่างพยายามสร้างขวัญและกำลังใจให้ประชาชนที่กำลังตื่นตระหนกจากโรคอุบัติใหม่นี้ผ่านกลวิธีการสื่อสารตามแนวทางของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่ออกมาเน้นย้ำให้ประชาชนมั่นใจอีกครั้งในวันที่ 5 ธันวาคม 2563 ว่าประเทศไทยพร้อมรับมือกับการระบาดในครั้งนี้เพราะ ‘โควิดกระจอก’ ในช่วงเดียวกันนี้เองสื่อของรัฐบาลก็นำคำว่า ‘วัคซีน’ มาเล่นคำ เพื่อกล่าวถึงสิ่งที่ไม่ใช่วัคซีนในเชิงอุปมาว่าเป็น ‘เครื่องมือป้องกันโรค’ ที่ดียิ่งกว่าวัคซีน ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือ การใช้ช้อนกลาง หรือแม้กระทั่งการนำมาใช้ในเชิงนามธรรม เช่น ‘วัคซีนใจในชุมชน’ ที่หมายถึงมาตรการที่ส่งเสริมให้คนในชุมชนร่วมมือร่วมใจกันในการรับมือกับวิกฤตโรคระบาด

 

หน้ากากคือวัคซีนป้องกันโควิดที่ดีที่สุด (ศูนย์ข้อมูล COVID-19, 28 กันยายน 2563)

 

วัคซีนที่ดีที่สุดของประเทศตอนนี้คือ สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ ใช้ช้อนกลางส่วนตัว กินอาหารปรุงสุกใหม่ๆ (กรมอนามัย, 20 ธันวาคม 2563)

 

วาทกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางการระบาดอย่างหนักของโควิด และเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่รัฐบาลนานาประเทศต่างก็พยายามอย่างแข็งขันที่ระดมสรรพกำลังทั้งในเชิงงบประมาณและพลังการต่อรองทางการทูตเพื่อจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพให้กับประชาชนของตนได้ทันท่วงที วาทกรรมของรัฐบาลไทยที่พยายามทำให้คนเข้าใจว่าโควิดเป็นโรคที่ไม่ได้ร้ายแรงและไม่มีความจำเป็นต้องใช้วัคซีนอย่างเร่งด่วน รวมถึงการยกระดับคุณค่าให้สิ่งที่ไม่ใช่วัคซีนมีคุณค่ามากกว่าวัคซีนผ่านวาทกรรมเช่น ‘วัคซีนที่ดีที่สุด’ ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรงในหมู่ประชาชนชาวไทย ความไม่พอใจเหล่านี้เองที่ทำให้ประชาชนจำนวนมาก ฝังใจว่ารัฐไทยมิได้ความจริงใจในการจัดหาวัคซีนที่เหมาะสมให้กับประชาชนมาตั้งแต่ต้น

 

รัฐบาลเริ่มเปลี่ยนท่าทีมาสนับสนุนการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิดหลังจากที่วัคซีน Sinovac จำนวน 2 แสนโดส เดินทางมาถึงประเทศไทยเป็นล็อตแรกเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 มีการออกประกาศเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของวัคซีนเชื้อตายเพื่อจูงใจให้คนเข้ารับการฉีดวัคซีน บุคลากรทางการแพทย์ที่มีตำแหน่งสำคัญหลายคน เช่น นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) หรือ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่างพร้อมใจกันออกแถลงการณ์ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อยืนยันความปลอดภัยของการฉีดวัคซีนเชื้อตาย

 

เมื่อมองผ่านเลนส์ของกรอบการวิจัย ‘อะเพรเซิล’ (Appraisal) ดังที่กล่าวไปข้างต้นก็จะเห็นได้ว่า คำพูดของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลใช้ในการแถลงการณ์เพื่อให้ข้อมูลและชักจูงใจให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนล้วนแล้วแต่ใช้ภาษาที่การันตีคุณค่าในเชิงบวกของวัคซีน Sinovac ที่เพิ่งนำเข้ามาจากประเทศจีนในช่วงเวลานั้นในระดับสูงมาก เช่น การขอให้ประชาชน ‘มั่นใจ’ ในประสิทธิภาพของวัคซีนที่ใช้ในประเทศไทย พร้อมทั้งฟันธงรับรองคุณสมบัติของวัคซีนว่าสามารถ ‘ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%’ และมี ‘ประสิทธิภาพไม่แตกต่าง’ จากวัคซีน Moderna หรือ Pfizer

 

“จะพบว่าไม่ว่าวัคซีนที่ใช้ในยุโรป อเมริกา หรือไทย ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% ไม่ว่าจะเป็น Sinovac หรือ AstraZeneca ก็ป้องกัน 100% แม้อเมริกันจะฉีดของ Moderna หรือ Pfizer แต่ประสิทธิภาพไม่แตกต่างกันเลย จึงขอให้มั่นใจในประสิทธิภาพของวัคซีนที่ใช้ในประเทศไทย”

 

ในขณะที่สื่อรายงานข่าวแทบทุกวันว่ามีผู้ที่ได้รับวัคซีนเสียชีวิตทั้งจากโควิดและจากอาการข้างเคียงของวัคซีนที่ฉีดเป็นจำนวนมาก การใช้ภาษาแบบฟันธงเพื่อรับรองประสิทธิภาพของวัคซีนในระดับสูงเช่นนี้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความกังขาข้องใจกับข้อมูลทางการแพทย์ดังกล่าว และข้อกังขาเหล่านี้เองก็นำไปสู่ความเสี่ยงที่ลดทอนความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากรัฐบาลและกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์เหล่านี้ โดยเฉพาะเมื่อประสิทธิภาพของวัคซีนโควิดแต่ละชนิดเริ่มชัดเจนขึ้นในสังคมโลกในเวลาต่อมา

 

ในขณะเดียวกัน การกล่าวรับรองประสิทธิภาพของวัคซีนผ่านระดับการให้คุณค่าที่คลุมเครือจากรัฐบาลและกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นตัวแทนของรัฐบาล ก็ทำให้เกิดปัญหาในการตีความและสร้างความสับสนกับประชาชนได้ไม่น้อย เช่น นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ออกมาแถลงกับประชาชนว่า ทั้งวัคซีน Sinovac และวัคซีน AstraZeneca ‘ถือเป็นวัคซีนที่ดี ใช้การได้’ และ ‘มีประสิทธิภาพพอสมควร’ การให้คุณค่าแบบครึ่งๆ กลางๆ โดยไม่ระบุระดับความเสี่ยงที่แน่ชัดเช่นนี้ก็ทำให้ผู้ฟังตีความได้ว่าวัคซีนทั้งสองชนิดนี้เป็นวัคซีนที่ ‘พอใช้ได้’ และอาจจะลดระดับไปถึงขั้น ‘ไม่ดีพอ’ เมื่อเทียบกับวัคซีนชนิดอื่นๆ

 

“วัคซีนที่ดี ณ เวลานี้ คือวัคซีนที่มาถึงแขนทุกท่านเร็วที่สุด เพราะฉะนั้นวัคซีนที่ อย. ได้พิจารณาทบทวนคุณภาพความปลอดภัย ประสิทธิภาพแล้ว ขึ้นทะเบียนแล้ว ถือเป็นวัคซีนที่ดี ใช้การได้”

 

การสื่อสารที่สร้างความสับสนปนความสงสัยในความจริงใจของรัฐบาลมีขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา โดยเฉพาะหลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ Sinovac เป็นวัคซีนหลักของประเทศไทยในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ไปถึงปลายเดือนตุลาคม 2564 ประชาชนไทยได้รับข้อมูลและคำแนะนำทางการแพทย์ทั้งจากศูนย์ข้อมูลโควิด-19 (ศบค.) กรมควบคุมโรค และสื่อต่างๆ ของรัฐที่พร้อมใจกันนำเสนอข้อมูลด้านลบ (Negative Appreciation) ของการฉีดวัคซีนแบบ mRNA ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นประเทศไทยก็ยังไม่สามารถจัดหาวัคซีนประเภทนี้ให้ประชาชนได้เพราะปัญหาด้านการบริหารและการจัดหาวัคซีนของรัฐบาล จนเกิดการล้อเลียนวาทกรรมของรัฐอย่างกว้างขวาง เช่น ‘วัคซีนที่ดีคือวัคซีนที่ (ไทยไม่) มี’

 

 

ความสับสนจากวาทกรรมต่างๆ ที่รัฐบาลสร้างขึ้นตั้งแต่โควิดเริ่มระบาดไปจนถึงสถานการณ์และบริบททางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการทดสอบประสิทธิภาพการใช้วัคซีนที่แตกต่างกันในประเทศต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาในการสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง การใช้วาทกรรมที่ผิดพลาดในการประเมินคุณค่าและความเสี่ยงของวัคซีนทำให้ประชาชนไทยจำนวนมากสูญเสียความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการโควิดและการจัดหาวัคซีนที่เหมาะสมของรัฐบาล นอกจากนั้น การที่สื่อของรัฐพยายามเน้นย้ำคุณค่าในเชิงลบของวัคซีน mRNA ในช่วงที่ไทยยังจัดหาให้ประชาชนไม่ได้ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชาชนไทยบางส่วนเกิดความลังเลใจในการเข้ารับการฉีดวัคซีนชนิดนี้เมื่อวัคซีนมาถึง แม้ว่าผลการทดสอบในประเทศอื่นๆ จะบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าวัคซีน mRNA มีประสิทธิภาพดีกว่าวัคซีนเชื้อตายก็ตาม

 

การให้คุณค่าของวัคซีนที่ขัดแย้งกันเองในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงปัญหาในการจัดหาวัคซีนของรัฐบาลที่ไม่สามารถทำได้ตามระยะเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ทำให้เกิดทัศนคติการจัดลำดับวัคซีนในการรับรู้ของประชาชนที่มีทั้ง ‘วัคซีนที่ดีที่สุด’ ‘วัคซีนที่พอใช้ได้’ และ ‘วัคซีนที่แย่’ การจัดลำดับวัคซีนเหล่านี้นำไปสู่ปรากฏการณ์การใช้ ‘วัคซีนสูตรไขว้’ เพื่อให้ร่างกายได้รับ ‘วัคซีนที่ดีที่สุด’ เท่าที่รัฐจะจัดหามาได้ในแต่ละช่วงเวลา จนสุดท้ายประชาชนชาวไทยก็ได้รับ ‘วัคซีนเต็มแขน’ ตามที่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเคยลั่นวาจาไว้

 

ว่าด้วยความสับสนจากแถลงการณ์ของรัฐบาลออสเตรเลีย

ในระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคมปี 2564 กลุ่มที่ปรึกษาด้านเทคนิคเกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของรัฐบาลออสเตรเลีย หรือเรียกสั้นๆ ว่า ATAGI ได้มีแถลงการณ์เกี่ยวกับการใช้วัคซีนโควิด AstraZeneca และ Pfizer ออกมา 3 ฉบับ ฉบับแรกที่ประกาศในเดือนเมษายนเป็นคำแนะนำให้ใช้วัคซีน AstraZeneca ในกลุ่มประชากรที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ต่อมาในเดือนมิถุนายนได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 โดยปรับแก้อายุกลุ่มประชากรผู้รับวัคซีน AstraZeneca เพิ่มจาก 50 ปีขึ้นไป เป็น 60 ปีขึ้นไป โดยประชากรที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปีทุกคนให้ใช้วัคซีน Pfizer แทน ส่วนแถลงการณ์ฉบับสุดท้ายที่ออกมาในเดือนกรกฎาคมถือเป็นฉบับที่พลิกคำแนะนำที่เคยให้ไว้ใน 2 ฉบับก่อนจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยแนะนำให้กลุ่มประชากรผู้ใหญ่ทุกคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปในรัฐนิวเซาท์เวลส์สามารถเลือกฉีดวัคซีนได้ทั้ง AstraZeneca และ Pfizer เนื่องจากการระบาดที่รุนแรงขึ้นของโควิด

 

 

ในประกาศฉบับแรกของ ATAGI ที่กำหนดอายุผู้รับวัคซีน AstraZeneca ไว้ที่กลุ่มประชากรที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป จะเห็นวิธีการใช้คำที่ประเมินคุณค่าในเชิงลบ (Negative Appreciation) ของการติดเชื้อโควิดในกลุ่มประชากรสูงอายุพร้อมๆ กับการยกระดับคุณค่าในเชิงบวก (Positive Appreciation) ของการได้รับวัคซีน AstraZeneca เพื่อชักจูงใจให้ประชากรที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปเข้ารับการฉีดวัคซีนดังกล่าว

 

This recommendation is based on the increasing risk of severe outcomes from COVID-19 in older adults (and hence a higher benefit from vaccination)…

 

คำแนะนำนี้อิงจากความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นที่จะเกิดผลตามมาที่รุนแรงจากโควิดในผู้สูงอายุ (ดังนั้นประโยชน์ที่ได้รับจากการฉีดวัคซีนก็มีมากยิ่งขึ้น)

 

ในทางตรงกันข้าม เมื่อสื่อสารกับกลุ่มประชากรที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี รัฐบาลกลับมุ่งเน้นการสื่อสารเรื่องความเสี่ยงจากวัคซีน AstraZeneca มากกว่าเรื่องความเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด ซึ่งนำไปสู่การประเมินคุณค่าในทางลบ (Negative Appreciation) ที่มีต่อวัคซีน AstraZeneca สำหรับประชากรกลุ่มนี้

 

…and a potentially increased risk of thrombosis with thrombocytopenia following AstraZeneca vaccine in those under 50 years

 

…และอาจมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นในการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน (Thrombosis) และภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) ในประชากรที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี หลังจากได้รับวัคซีน AstraZeneca 

 

จุดที่น่าสนใจก็คือ แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงประโยชน์ที่กลุ่มประชากรอายุต่ำกว่า 50 ปีอาจจะได้รับจากวัคซีน AstraZeneca และไม่ได้กล่าวถึงผลข้างเคียงจากวัคซีน AstraZeneca ในกลุ่มประชากรที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ข้อมูลดังกล่าวนี้เองที่อาจจะมีส่วนทำให้ประชาชนบางกลุ่มเชื่อว่าการประเมินคุณค่าทั้งในเชิงบวกและเชิงลบเกี่ยวกับวัคซีน AstraZeneca ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอายุประชากรนั้นๆ จะต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไปโดยไม่เปลี่ยนแปลง ในเรื่องนี้ ผู้เขียนจึงอยากจะตั้งข้อเสนอแนะว่า หากเราต้องรับมือกับโรคระบาดกันอีกครั้ง รัฐบาลควรเน้นย้ำให้ประชาชนเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตลอดทุกขั้นตอนที่สื่อสารกับสาธารณะ ตัวอย่างที่ดีของการสื่อสารเช่นนี้เห็นได้จากประกาศเดียวกันจากทาง ATAGI ในช่วงระยะหลังๆ ซึ่งระบุข้อความว่า ‘อาจมีการปรับปรุงแก้ไขคำแนะนำเมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติม’

 

ตัวอย่างบางส่วนของแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ที่ยกมาด้านล่างนี้ทำให้เห็นว่าทาง ATAGI ยังคงเน้นให้เกิดการประเมินคุณค่าในเชิงบวกต่อประโยชน์ของการได้รับวัคซีนโควิดในประชากรสูงอายุอยู่ อย่างไรก็ดี แถลงการณ์นี้เน้นการประเมินคุณค่าในเชิงลบต่อวัคซีน AstraZeneca ในผู้ป่วยกลุ่มอายุ 50-59 ปีมากขึ้นกว่าฉบับแรก ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้คำแนะนำเรื่องการใช้วัคซีน AstraZeneca ที่เพิ่งปรับแก้ไปฟังดูสมเหตุสมผลมากขึ้น เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าในแถลงการณ์นี้มีการระบุระดับความเสี่ยงที่สูงขึ้นที่เพิ่งค้นพบจากการรับวัคซีน AstraZeneca ของกลุ่มอายุ 50-59 ปี

 

The recommendation is revised due to a higher risk and observed severity of thrombosis and thrombocytopenia syndrome (TTS) related to the use of AstraZeneca COVID-19 vaccine observed in Australia in the 50-59 year old age group than reported internationally and initially estimated in Australia.

 

คำแนะนำนี้ได้รับการปรับปรุงแก้ไข เนื่องจากความเสี่ยงและความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นในการเกิดกลุ่มโรคลิ่มเลือดอุดตันและเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombosis and Thrombocytopenia Syndrome: TTS) อันเกี่ยวข้องกับการใช้วัคซีน AstraZeneca ที่พบในประเทศออสเตรเลียในกลุ่มประชากรอายุ 50-59 ปี เพิ่มขึ้นจากที่มีการรายงานในประเทศอื่นๆ และการคาดการณ์ในเบื้องต้นในออสเตรเลีย

 

ทั้งนี้ แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้มีการระบุถึงความเสี่ยงจากการได้รับวัคซีน AstraZeneca ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปีไว้แต่อย่างใด ซึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าจุดประสงค์ของแถลงการณ์ฉบับนี้คือการให้กลุ่มประชากรอายุระหว่าง 50-59 ปีไม่เลือกรับวัคซีน AstraZeneca ตามคำแนะนำก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ยังคงมีการส่งเสริมให้ใช้วัคซีน AstraZeneca เป็นเข็มที่ 2 สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca เป็นเข็มแรกและไม่มีอาการข้างเคียงใดๆ รัฐบาลใช้วิธีการสื่อสารด้วยการลดระดับความเสี่ยงของการได้รับวัคซีน AstraZeneca สำหรับทุกช่วงอายุ

 

This is supported by data indicating a substantially lower rate of TTS following a second COVID-19 Vaccine AstraZeneca dose in the United Kingdom (UK).

 

หลักฐานที่สนับสนุนคำกล่าวนี้มาจากข้อมูลที่บ่งชี้ว่า ในสหราชอาณาจักร อัตราการเกิดโรคลิ่มเลือดอุดตันและเกล็ดเลือดต่ำ (TTS) ลดลงอย่างมากหลังได้รับวัคซีน AstraZeneca เป็นเข็มที่ 2 

 

การเลือกใช้คำขยายเชิงปริมาณที่คลุมเครือ เช่น คำว่า ‘สูงกว่า’ หรือ อัตราที่ ‘ลดลงอย่างมาก’ เมื่อต้องการเพิ่มหรือลดความเสี่ยงจากการใช้วัคซีน AstraZeneca นั้น น่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่เป็นตัวการทำให้ประชาชนสับสนและลังเลใจมากขึ้นในการเลือกรับวัคซีน AstraZeneca เพราะการใช้คำขยายเชิงปริมาณที่คลุมเครือเช่นนี้ เป็นการอ้างอิงจากความคิดเห็นซึ่งทำให้เกิดการตีความได้หลายแบบ เช่น คนอาจตีความคำว่า ‘ความเสี่ยงที่ต่ำกว่า’ หรือ ‘ความเสี่ยงที่สูงกว่า’ แตกต่างกันไปตามระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนจะยอมรับได้ ดังนั้น ในการสื่อสารเพื่อรับมือกับโรคระบาดในอนาคต ควรพิจารณาให้ข้อมูลด้านสถิติแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น เพื่อนิยามระดับของความเสี่ยงต่างๆ ให้ชัดเจน แม้ว่ารายละเอียดของข้อมูลที่ทางการใช้ประกอบการตัดสินใจจะปรากฏอยู่ในส่วนท้ายของประกาศจากทาง ATAGI แต่ก็น่าเสียดายว่าแทบจะไม่มีการเน้นสื่อสารข้อมูลเหล่านี้เลยในการแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชน   

 

ในแถลงการณ์ของ ATAGI ฉบับที่ 3 เราพบการใช้รูปแบบการสื่อสารใหม่ๆ หลายอย่างในการประเมินคุณค่าของวัคซีน ข้อมูลต่างๆ ที่พบในแถลงการณ์ฉบับนี้มีความแตกต่างจากแถลงการณ์ 2 ฉบับก่อนอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ แถลงการณ์ฉบับนี้มุ่งเน้นเรื่องประโยชน์ของการฉีดวัคซีนในช่วงโรคระบาด (Positive Appreciation) อย่างเดียว โดยไม่ได้ระบุผลข้างเคียงใดๆ (Negative Appreciation) พูดง่ายๆ ว่าในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนยี่ห้อใดก็ตาม ทั้งวัคซีน AstraZeneca และอื่นๆ ถือเป็น ‘วัคซีนที่ดี’ อย่างไม่มีข้อกังขา แถลงการณ์ฉบับนี้ยังเน้นปัจจัยด้านเวลาผ่านการใช้คำว่า ‘bring forward’ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนให้เร็วขึ้นด้วย

 

…consider getting vaccinated with any available vaccine including COVID-19 Vaccine AstraZeneca (…) can receive the second dose of the AstraZeneca vaccine 4 to 8 weeks after the first dose (…) to bring forward optimal protection.

 

…ให้พิจารณารับวัคซีนใดก็ตามที่มีอยู่ รวมทั้งวัคซีนโควิด AstraZeneca ด้วย (…) สามารถรับวัคซีน AstraZeneca เข็มที่ 2 ในระยะเวลา 4-8 สัปดาห์หลังจากเข็มแรก (…) เพื่อให้เกิดความคุ้มกันสูงสุดเร็วยิ่งขึ้น

 

นอกจากนั้น เรายังได้เห็นการปรับขอบเขตการประเมินคุณค่าในแง่ของประโยชน์ที่จะได้รับจากการฉีดวัคซีนให้กว้างขึ้น นอกจากปัจจัยด้านอายุที่ครอบคลุมผู้ใหญ่ที่อายุเกิน 18 ปีทุกคนแล้วยังครอบคลุมไปถึงปัจจัยเกี่ยวกับถิ่นที่อยู่อาศัยในซิดนีย์ด้วย

 

All individuals aged 18 years and above in greater Sydney, including adults under 60 years of age, should strongly consider…

 

ทุกคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตซิดนีย์และปริมณฑล รวมทั้งผู้ใหญ่ที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปี ควรอย่างยิ่งที่จะพิจารณา…

 

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งในแถลงการณ์ฉบับที่ 3 ที่เราไม่เคยเห็นในแถลงการณ์ฉบับก่อนๆ เลยก็คือ การสื่อสารข้อมูลเรื่องจำนวนของวัคซีนที่รัฐบาลจัดหามาได้ รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารข้อมูลที่อาจจะเป็นลบกับภาพลักษณ์ในการบริหารงานของตัวเอง โดยเฉพาะการแจ้งข้อจำกัดเรื่องจำนวนของวัคซีน Pfizer ที่มีไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชนในขณะนั้นเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนผู้ใหญ่ในทุกช่วงอายุหันมาพิจารณาถึงประโยชน์ในการรับวัคซีน AstraZeneca อย่างทันท่วงที เพื่อแลกกับความเสี่ยงในการติดโควิดถ้าต้องรอรับการฉีดวัคซีน Pfizer ที่ยังมาไม่ถึง

 

This is on the basis of the increasing risk of COVID-19 and ongoing constraints of Comirnaty (Pfizer) supplies.

 

คำแนะนำนี้อิงจากความเสี่ยงของโควิดที่เพิ่มขึ้น และข้อจำกัดอย่างต่อเนื่องในด้านเสบียงวัคซีน Comirnaty (Pfizer) ที่มี

 

จะเห็นได้ว่าการประเมินคุณค่าของวัคซีน AstraZeneca ในแถลงการณ์ฉบับสุดท้ายเมื่อเทียบกับแถลงการณ์ 2 ฉบับก่อนหน้าของ ATAGI แสดงข้อมูลที่แตกต่างกันมากจนประชาชนไม่สามารถปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่มีต่อวัคซีน AstraZeneca จากวัคซีนที่ดู ‘แย่’ ไปเป็นภาพลักษณ์ของวัคซีนที่ดู ‘ดี’ ได้ตามประสงค์ของรัฐบาล แถลงการณ์ฉบับสุดท้ายของรัฐบาลพยายามกระตุ้นให้คนหันไปสนใจประโยชน์ที่จะได้จาก ‘การปกป้องตนเองแต่เนิ่นๆ’ จากการฉีดวัคซีน AstraZeneca จากที่แถลงการณ์ก่อนหน้านี้เคยมุ่งความสนใจไปที่เรื่องผลข้างเคียง ‘ที่รุนแรงแต่เกิดขึ้นได้น้อย’ ของวัคซีน AstraZeneca มากกว่า นอกจากนี้ แถลงการณ์ฉบับสุดท้ายยังขอให้ประชาชนตัดสินใจเลือกฉีดวัคซีนโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านจำนวนของวัคซีน Pfizer ที่รัฐหามาได้อย่างจำกัด ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับความสามารถในการจัดหาวัคซีนของรัฐบาล มากกว่าที่จะคล้อยตามรัฐบาลในเรื่องการเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่มีต่อวัคซีน AstraZeneca

 

 

บทเรียนของการสื่อสารด้านสุขภาพ

การสื่อสารด้านสุขภาพจากรัฐถึงประชาชนอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลทางการแพทย์เป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของคน เมื่อปักใจเชื่ออะไรแล้วก็มักจะเชื่อเช่นนั้นไปตลอด ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดได้ง่ายๆ การสื่อสารกับสาธารณะจึงต้องพูดถึงความเสี่ยงและผลประโยชน์ในเชิงสุขภาพที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ เน้นการให้ข้อมูลอย่างสมดุลไม่เทเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งเพื่อผลประโยชน์ในระยะสั้นๆ และมีตัวอย่างประกอบให้เห็นได้ชัดเจน พร้อมทั้งเน้นย้ำอย่างต่อเนื่องถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ข้อแนะนำต่างๆ ในช่วงโรคระบาดเป็นข้อแนะนำชั่วคราวที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

ท้ายที่สุดแล้ว การแสวงหาวิธีการปกป้องชุมชนท้องถิ่นและชุมชนโลกในวิกฤตโรคระบาดเช่นนี้ไม่ได้จบลงที่การคิดค้นวิธีรักษา หากแต่การค้นหาวิธีรักษา เช่น การผลิตวัคซีน เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการเดินทางเท่านั้น สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากบทเรียนราคาแพงในครั้งนี้ก็คือ ‘วัคซีนที่ดี’ ต้องเกิดจาก ‘วิทยาศาสตร์ที่ดี’ และย่อมต้องได้รับการหล่อเลี้ยงด้วย ‘การสื่อสารที่ดี’ 

 

อ้างอิง: 

The post ภาพลักษณ์ของวัคซีน: บทเรียนราคาแพงของการสื่อสารด้านสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.ยง ระบุ ‘โควิด End Game’ เข้าสู่โรคตามฤดูกาล ฉีดวัคซีนเหลือปีละครั้ง แนะช่วง เม.ย.-พ.ค. https://thestandard.co/yong-poovorawan-covid-end-game/ Mon, 06 Feb 2023 01:53:30 +0000 https://thestandard.co/?p=746352

วันนี้ (6 กุมภาพันธ์) นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ย […]

The post นพ.ยง ระบุ ‘โควิด End Game’ เข้าสู่โรคตามฤดูกาล ฉีดวัคซีนเหลือปีละครั้ง แนะช่วง เม.ย.-พ.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (6 กุมภาพันธ์) นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กประเด็น ‘โควิด End Game เข้าสู่โรคประจำฤดูกาล’ โดย นพ.ยง ระบุว่า โรคโควิดไม่ได้หายไปไหน และน่าจะสิ้นสุดด้วยการเปลี่ยนเป็นโรคประจำฤดูกาลต่อไป การแพร่ระบาดในปีที่ 4 นี้ การนับยอดผู้ป่วยติดเชื้อไม่เกิดประโยชน์ เพราะตัวเลขที่รายงานต่ำกว่าความเป็นจริงมาก

 

ขณะนี้ทั่วโลกน่าจะมีการติดเชื้อมากกว่าร้อยละ 70 หรือประมาณ 5 พันล้านคน ตัวเลขที่รายงานการติดเชื้อทั่วโลกมีประมาณเกือบ 700 ล้านคน ต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 10 เท่า ประเทศไทยก็ไม่ได้รายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อแล้ว รายงานเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลและผู้เสียชีวิตเท่านั้น

 

องค์การอนามัยโลกคงจะเลิกนับตัวเลขในเร็วๆ นี้ หลังจากการระบาดในประเทศจีนลดลงเนื่องจากคนส่วนใหญ่ติดเชื้อแล้ว ความรุนแรงของโรคลดลงมาโดยตลอด ผู้เสียชีวิตมากกว่าร้อยละ 80 เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว จะไม่มีการย้อนไปปิดบ้านปิดเมืองอีกแล้ว

 

วัคซีนโดยเฉพาะ mRNA ตลาดควรเป็นของผู้ซื้อ วัคซีนมีอายุสั้น และขวดหนึ่งยังมีจำนวน 7-10 โดส จึงยากต่อการใช้ให้มีการสูญเสียทิ้งให้น้อยที่สุด ประกอบกับมีราคาแพง มีอาการแทรกซ้อนที่พบได้มากกว่าวัคซีนที่ใช้ในอดีต

 

ในอนาคตเมื่อเทียบกับความรุนแรงของโรค จึงเป็นการยากที่ประเทศกำลังพัฒนาจะเข้าถึง ความจำเป็นที่จะต้องฉีดทุกๆ 4-6 เดือน ไม่มีอีกแล้ว เมื่อเข้าสู่โรคประจำฤดูกาล การให้วัคซีนจะเหลือปีละ 1 ครั้ง การนัดคนมาฉีดพร้อมกันเพื่อลดการสูญเสียของวัคซีนจะทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะวัคซีนที่มีอายุสั้น การเก็บรักษายุ่งยาก ใช้อุณหภูมิติดลบ ยิ่งทำให้ราคาแพงขึ้น การให้ได้วัคซีนตรงกับสายพันธุ์ยิ่งยากเข้าไปอีก เพราะการพัฒนามีต้นทุนสูงและเมื่อพัฒนาขึ้นมาแล้วไวรัสก็เปลี่ยนสายพันธุ์ไปอีก

 

ในอนาคตอันใกล้นี้จะได้เห็นตัวเลขของประเทศที่ใช้วัคซีนต่างชนิดกัน ประสิทธิภาพในการลดความรุนแรงหรือเสียชีวิตเป็นอย่างไร เมื่อทุกประเทศส่วนใหญ่ติดเชื้อไปหมดแล้ว จะเป็นการย้อนดูบทเรียนในอดีต ประเทศไทยมีการติดเชื้อไปแล้วมากกว่าร้อยละ 70 ถึงวันนี้น่าจะถึงร้อยละ 80 ทำให้มีภูมิต้านทานแบบธรรมชาติร่วมกับภูมิต้านทานจากวัคซีนในประชากรเกือบทั้งหมด

 

ถ้าจำเป็นต้องฉีดวัคซีนปีละ 1 ครั้ง โดยให้ในกลุ่มเสี่ยง ปริมาณวัคซีนที่ใช้ต่อปีก็จะเหมือนไข้หวัดใหญ่ ที่มีการระบาดในฤดูฝนหรือโรงเรียนเปิดเทอมแรกในเดือนมิถุนายนนั่นเอง ดังนั้นการให้วัคซีนประจำปีควรจะเป็นเดือนเมษายน-พฤษภาคม เพื่อป้องกันการระบาดในฤดูฝนที่จะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน

The post นพ.ยง ระบุ ‘โควิด End Game’ เข้าสู่โรคตามฤดูกาล ฉีดวัคซีนเหลือปีละครั้ง แนะช่วง เม.ย.-พ.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮ่องกงเร่งเครื่องกระตุ้นการท่องเที่ยว ลุยแจกตั๋วเครื่องบิน-บัตรกำนัล https://thestandard.co/hong-kong-stimulate-tourism/ Fri, 03 Feb 2023 01:51:28 +0000 https://thestandard.co/?p=745541 ฮ่องกง

เขตปกครองพิเศษฮ่องกงเปิดเผยว่า ทางการเตรียมจะแจกตั๋วเคร […]

The post ฮ่องกงเร่งเครื่องกระตุ้นการท่องเที่ยว ลุยแจกตั๋วเครื่องบิน-บัตรกำนัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮ่องกง

เขตปกครองพิเศษฮ่องกงเปิดเผยว่า ทางการเตรียมจะแจกตั๋วเครื่องบินและบัตรกำนัลเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเยือนฮ่องกง ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกอีกครั้ง ท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดกับนานาประเทศที่ต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน เพื่อนำรายได้กลับมาเร่งฟื้นฟูวิกฤตจากการระบาดของโควิด

 

ในช่วงที่เกิดการระบาด ฮ่องกงได้ดำเนินนโยบาย Zero-COVID ตามรัฐบาลจีน ขณะเดียวกันฮ่องกงก็ประกาศผ่อนคลายการบังคับใช้ Zero-COVID และกฎระเบียบตรวจคนเข้าเมืองช้ากว่าคู่แข่งอย่าง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และไต้หวันหลายเดือน แม้ว่าจะเปิดพรมแดนติดกับจีนแผ่นดินใหญ่แล้วก็ตาม 

 

ทั้งนี้ จอห์น ลี ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกง กล่าวว่า ทางการได้เปิดตัวแคมเปญการท่องเที่ยว ‘Hello Hong Kong’ ขึ้น โดยหนึ่งในแผนการโปรโมตสำคัญคือการมอบตั๋วเครื่องบินฟรี 500,000 ใบเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

 

ลี ประกาศชัดเจนว่า ฮ่องกงเวลานี้สามารถเชื่อมต่อกับจีนแผ่นดินใหญ่และนานาประเทศได้อย่างแนบแน่น โดยฮ่องกงจะไม่มีการกักตัวอีกต่อไป ฮ่องกงในเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เพอร์เฟกต์ต่อการมาเยือนของบรรดานักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และนักลงทุน

 

รายงานระบุว่า ภายใต้แคมเปญ ‘Hello Hong Kong’ นี้ ตั๋วเครื่องบินหลายแสนใบมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ได้รับการสนับสนุนจากบรรดาสายการบินในฮ่องกง 3 สายการบินผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ รวมถึงการจับรางวัลโปรโมชัน ‘ซื้อ 1 แถม 1’ และเกมต่างๆ 

 

Fred Lam ซีอีโอของการท่าอากาศยานฮ่องกง กล่าวว่า โครงการแจกตั๋วจะเริ่มในเดือนมีนาคม และใช้เวลาประมาณ 6 เดือน โดย Lam หวังว่าผู้ที่ได้ตั๋วเครื่องบินจะสามารถพาญาติและเพื่อนอีก 2-3 คนมาเที่ยวฮ่องกงได้ 

 

“แม้ว่าเราจะแจกตั๋วเครื่องบินเพียง 500,000 ใบ แต่เราเชื่อว่าสิ่งนี้จะช่วยดึงดูดให้ผู้เข้าชมฮ่องกงได้มากกว่า 1.5 ล้านคน” Lam ระบุ ก่อนอธิบายว่า ทางสายการบินจะดำเนินการแจกตั๋วเป็นระยะๆ ซึ่งตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะได้รับประโยชน์ในระยะแรก 

 

ยิ่งไปกว่านั้น Lam เปิดเผยว่า จะมีการแจกตั๋วเครื่องบินเพิ่มเติมอีก 80,000 ใบให้กับชาวฮ่องกงในช่วงฤดูร้อนนี้ ขณะที่ผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณ Greater Bay Area ยังจะได้รับประโยชน์จากนโยบายโปรโมตดังกล่าว ซึ่งจะมอบตั๋วอีกรวมกว่า 700,000 ใบ โดย Greater Bay Area เป็นโครงการริเริ่มของรัฐบาลจีนในการเชื่อมโยงฮ่องกงกับเมืองที่อยู่ใกล้เคียงของจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งรวมถึงศูนย์กลางเทคโนโลยีและการเงินอย่างเซินเจิ้น หรือโรงไฟฟ้าการผลิตของตงง้วนและฝอซาน

 

ยิ่งไปกว่านั้น ทางผู้บริหารเกาะฮ่องกงยังเปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสามารถเพลิดเพลินกับข้อเสนอพิเศษ และบัตรกำนัลท่ามกลางสิ่งจูงใจอื่นๆ ในฮ่องกงได้ 

 

เขตปกครองพิเศษฮ่องกงถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยในปี 2019 ก่อนวิกฤตโควิดระบาด ฮ่องกงต้อนรับนักท่องเที่ยว 56 ล้านคน มากกว่าจำนวนประชากรบนเกาะถึง 7 เท่า แต่ด้วยข้อจำกัดในการเดินทาง ทำให้นักท่องเที่ยวไม่มาในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของฮ่องกงอย่างมาก โดย GDP ของฮ่องกงในปี 2022 ลดลง 3.5% จากปี 2021 

 

แม้ว่าในช่วง 2-3 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้วจะมีการยกเลิกการกักบริเวณ และการตรวจ PCR สำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยือนฮ่องกง จนทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย กระนั้นจำนวนผู้มาเยือนฮ่องกงในปี 2022 ยังเป็นเพียง 1% ของระดับนักท่องเที่ยวในปี 2019

 

อ้างอิง:

The post ฮ่องกงเร่งเครื่องกระตุ้นการท่องเที่ยว ลุยแจกตั๋วเครื่องบิน-บัตรกำนัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึกตลาดเหล้า-เบียร์มูลค่า 5 แสนล้าน ในเงื้อมมือของบริษัทใหญ่ https://thestandard.co/thaibev-vs-boonrawd/ Tue, 31 Jan 2023 12:06:20 +0000 https://thestandard.co/?p=744339 ศึกตลาดเหล้า-เบียร์

เมื่อสถานการณ์โควิดคลี่คลายลง ผู้คนเริ่มออกมาทำกิจกรรมน […]

The post ศึกตลาดเหล้า-เบียร์มูลค่า 5 แสนล้าน ในเงื้อมมือของบริษัทใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึกตลาดเหล้า-เบียร์

เมื่อสถานการณ์โควิดคลี่คลายลง ผู้คนเริ่มออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน ประกอบกับนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้น ค่อยๆ ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ส่งผลให้ภาพรวมตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท กลับมาฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ตลาดสะดุดไปกว่า 2 ปี 

 

แน่นอนว่าทำให้ยักษ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่าง ‘ไทยเบฟ’ และ ‘บุญรอดฯ’ เดินหน้าจัดอีเวนต์ทำการตลาด ควบคู่กับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง

 

แม้ว่าปัจจุบันทั้งสองบริษัทได้ครอบครองส่วนแบ่งการตลาดทั้งเหล้าและเบียร์เอาไว้เบ็ดเสร็จ ซึ่งหากเจาะลึกลงมาจะเห็นว่าบุญรอดฯ ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ของปริมาณการจำหน่ายเบียร์ ส่วนกลุ่มเหล้า ไทยเบฟถือส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 80%

 

เรียกได้ว่าการแข่งขันยังต้องดำเนินต่อไป เพื่อรักษาตำแหน่งความเป็นผู้นำอันดับ 1 เอาไว้  แต่ต้องยอมรับว่าเหล้า-เบียร์ ยังเป็นตลาดที่หอมหวาน เพราะล่าสุด ‘คาราบาวกรุ๊ป’ ประกาศเตรียมเปิดตัวเบียร์แบรนด์ใหม่เพื่อท้าชนเจ้าตลาด คาดว่าจะเป็นช่วงไตรมาส 4/66 

 

ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันตลาดจะเปิดกว้างขึ้น แต่ยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการรายย่อยกระโดดเข้ามาในตลาด อาจเป็นเพราะธุรกิจแอลกอฮอล์มีการแข่งขันสูงและใช้งบลงทุนค่อนข้างสูง ประกอบกับกฎหมายต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จึงสร้างความได้เปรียบให้กับรายใหญ่ที่มีอำนาจทางการตลาดรอบด้าน 

 

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกรุงศรีได้ประเมินตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างปี 2565-2567 จะทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆ เนื่องจากภาครัฐยังควบคุมการโฆษณาและกำหนดโซนนิ่งห้ามดื่ม ประกอบกับกระแสการใส่ใจสุขภาพที่เข้ามาเป็นข้อจำกัดการเติบโตของธุรกิจ

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

The post ศึกตลาดเหล้า-เบียร์มูลค่า 5 แสนล้าน ในเงื้อมมือของบริษัทใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
31 มกราคม 2563 – พบผู้ป่วยโควิดติดเชื้อในประเทศรายแรกของไทย https://thestandard.co/on-this-day-31012563/ Tue, 31 Jan 2023 08:15:27 +0000 https://thestandard.co/?p=744221

วันที่ 31 มกราคม 2563 กระทรวงสาธารณสุขไทยรายงานผู้ป่วยย […]

The post 31 มกราคม 2563 – พบผู้ป่วยโควิดติดเชื้อในประเทศรายแรกของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันที่ 31 มกราคม 2563 กระทรวงสาธารณสุขไทยรายงานผู้ป่วยยืนยันติดโควิดเพิ่มอีก 5 ราย รวมผู้ป่วยสะสม 19 ราย โดยหนึ่งในผู้ป่วยยืนยันรายใหม่เป็นคนขับแท็กซี่ชาวไทยที่ไม่เคยมีประวัติเดินทางไปยังประเทศจีน นับเป็นผู้ป่วยโควิดที่ติดเชื้อในประเทศรายแรกของไทย 

 

โดยผู้ป่วยรายดังกล่าวมีอาชีพขับแท็กซี่ คาดว่าติดเชื้อจากการรับผู้โดยสารชาวจีนที่มาจากเมืองอู่ฮั่น จากการสอบสวนโรคมีกลุ่มเสี่ยงจากผู้ป่วยรายนี้รวม 13 ราย ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกในครอบครัว หลังการตรวจพบเชื้อจึงเข้ารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร และหายเป็นปกติในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563

 

สถานการณ์การระบาดของโรคโควิดในไทยเกิดขึ้นหลายระลอก แต่ระลอกที่มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจำนวนมากคือราวกลางปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงของการการระบาดของโควิดสายพันธุ์เดลตา ในเวลาต่อมามีการระดมปูพรมฉีดวัคซีนทั่วประเทศ และทำให้สถานการณ์การระบาดเริ่มคลี่คลาย

 

และนับจนถึงวันนี้ ครบ 3 ปีหลังพบผู้ป่วยโควิดในประเทศรายแรก ตัวเลขจากกระทรวงสาธาณสุขรายงานว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อแล้ว 4,463,557 ราย เสียชีวิต 30,143 ราย

The post 31 มกราคม 2563 – พบผู้ป่วยโควิดติดเชื้อในประเทศรายแรกของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ติดโควิดในไทยลดลงต่อเนื่อง หน่วยบริการวัคซีนแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติเปิดแล้ว 31 จังหวัด 128 แห่ง https://thestandard.co/thailand-covid-decreasing-300166/ Mon, 30 Jan 2023 10:17:55 +0000 https://thestandard.co/?p=743723 โควิด-19

วันนี้ (30 มกราคม) ที่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี น […]

The post ผู้ติดโควิดในไทยลดลงต่อเนื่อง หน่วยบริการวัคซีนแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติเปิดแล้ว 31 จังหวัด 128 แห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิด-19

วันนี้ (30 มกราคม) ที่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์โรคโควิดว่า สถานการณ์โรคโควิดของประเทศไทยในสัปดาห์ที่ 4 (22-28 มกราคม 2566) มีผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล 472 ราย เฉลี่ย 67 รายต่อวัน ผู้ป่วยปอดอักเสบ 160 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 99 ราย และผู้เสียชีวิต 29 ราย เฉลี่ย 4 รายต่อวัน ถือว่ามีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง แต่ผู้เสียชีวิตทั้งหมดยังเป็นกลุ่มเสี่ยง 608 ส่วนใหญ่ไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับเพียง 1 เข็ม ดังนั้นขอให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง 608 มารับวัคซีนให้ครบ 4 เข็ม เพื่อช่วยลดการป่วยอาการหนักและการเสียชีวิต 

 

สำหรับการเฝ้าระวังโรคยังดำเนินการอย่างต่อเนื่องทั้งในสถานพยาบาลและสถานที่เสี่ยง รวมทั้งเตรียมพร้อมรับผู้เดินทางจากต่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น โดยประสานภาคการท่องเที่ยวให้มีการตรวจคัดกรองด้วย ATK ในกลุ่มผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวเป็นประจำทุกสัปดาห์ และแจ้งหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ กรณีพบการระบาดในลักษณะคลัสเตอร์ โดยผลการตรวจ RT-PCR ในผู้เดินทางก่อนออกนอกประเทศ ระหว่างวันที่ 8-21 มกราคม 2566 จำนวน 828 ราย พบผู้ติดเชื้อ 33 ราย คิดเป็น 3.99% เป็นคนจีน 12 ราย คนไทย 9 ราย และสัญชาติอื่นๆ 12 ราย

 

นพ.โอภาส กล่าวต่อไปว่า จากการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิดที่พบในประเทศไทย โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่า ยังเป็นสายพันธุ์โอมิครอน BA.2.75 ถึง 90% ซึ่งภูมิคุ้มกันออกฤทธิ์ชนิดยาว (LAAB) ยังใช้ได้ผลดี เพราะสามารถลบล้างฤทธิ์เชื้อไวรัส BA.2.75  ได้ จึงมีการปรับแนวทางเพื่อเพิ่มการเข้าถึงในกลุ่มเสี่ยงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรังที่ไม่เคยได้รับวัคซีนโควิดมาก่อน และกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ทั้งในสถานพยาบาลและสถานดูแลผู้สูงอายุ สำหรับประชาชนทั่วไปยังแนะนำให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรค ได้แก่ การฉีดวัคซีนให้ครบ 4 เข็ม หากมีอาการป่วยทางเดินหายใจให้ตรวจคัดกรองด้วย ATK และสวมหน้ากากขณะอยู่ใกล้ชิดผู้อื่น รวมทั้งสวมหน้ากากในสถานที่สาธารณะ เช่น โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และขนส่งสาธารณะ

 

นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า การให้บริการวัคซีนป้องกันโควิดแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติขณะนี้เปิดจุดบริการใน 31 จังหวัด รวม 128 แห่ง แยกเป็น ภาคกลาง 5 จังหวัด, ภาคเหนือ 8 จังหวัด, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6 จังหวัด, ภาคใต้ 8 จังหวัด, ภาคตะวันออก 2 จังหวัด และภาคตะวันตก 2 จังหวัด 

 

โดยหน่วยบริการภาครัฐนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ประสงค์จะเปิดให้บริการวัคซีนโควิดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ สามารถแจ้งกรมควบคุมโรคและทำเรื่องขอสนับสนุนวัคซีนผ่านต้นสังกัดได้ ส่วนหน่วยบริการภาคเอกชนอยู่ระหว่างการจัดทำแนวทางและรายละเอียดการดำเนินการ ขณะนี้จึงยังไม่มีการอนุมัติให้เปิดบริการ

The post ผู้ติดโควิดในไทยลดลงต่อเนื่อง หน่วยบริการวัคซีนแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติเปิดแล้ว 31 จังหวัด 128 แห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสกลยุทธ์ Dual Circulation เศรษฐกิจวงจรคู่ คีย์สำคัญสู้วิกฤตโควิดของจีน https://thestandard.co/strategy-dual-circulation-china/ Thu, 26 Jan 2023 07:25:51 +0000 https://thestandard.co/?p=742229 Dual Circulation

‘Dual Circulation’ เป็นกลยุทธ์ที่จีน ภายใต้การนำของประธ […]

The post ถอดรหัสกลยุทธ์ Dual Circulation เศรษฐกิจวงจรคู่ คีย์สำคัญสู้วิกฤตโควิดของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Dual Circulation

‘Dual Circulation’ เป็นกลยุทธ์ที่จีน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง นำมาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่เผชิญการระบาดของโควิด ซึ่งเกิดความไม่แน่นอนและผลกระทบเชิงลบจากภายนอก

 

โดยใจความสำคัญหลักของกลยุทธ์นี้คือเน้นตลาดในประเทศหรือวงจรภายในประเทศ ให้โตขึ้น ให้แข็งแกร่งควบคู่ไปกับการแลกเปลี่ยนกับวงจรภายนอกหรือตลาดต่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดภายนอกมากเกินไป ป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจหยุดชะงักหากเจอวิกฤตอะไรซ้ำแบบวิกฤตโควิดที่ส่งผลกระทบทั้งจีนและทั่วโลก

 

ในความเป็นจริง จีนพยายามผลักดันการสร้างตลาดภายในประเทศให้แข็งแกร่ง เน้นการอุปโภคบริโภคในประเทศมาตั้งแต่ช่วงก่อนโควิดระบาดหนัก ยกตัวอย่างเช่น นโยบาย Made in China 2025 ที่จีนเริ่มดำเนินการในปี 2015 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเปลี่ยนจีนจากการเป็นแค่โรงงานผลิตของโลก หรือใช้นวัตกรรมคนอื่นมาผลิตสินค้า มาเป็นการสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมของจีน เพื่อบริโภคหรือใช้เองในจีนและส่งออกสู่ตลาดโลกด้วย

 

และพอเกิดสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งรุนแรงมากในช่วงปี 2018-2019 ก็ยิ่งปลุกกระแสกระตุ้นความเป็นชาตินิยมในจีนอย่าง ‘Consumer Nationalism’ ซึ่งหมายถึงการบริโภคแบบชาตินิยม เน้นบริโภคสินค้าที่ผลิตในประเทศและแบรนด์ Local ต่างๆ

 

ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า Dual Circulation ก็ต่อยอดมาจากทั้ง Made in China และ Consumer Nationalism ภายใต้ความเป็นจริงที่รู้กันว่าจีนเองก็คงไม่อยากปิดโอกาสตลาดต่างประเทศและเน้นแค่ตลาดภายในอย่างเดียว เพราะการที่เศรษฐกิจจีนเติบโตมานับตั้งแต่การปฏิรูปเศรษฐกิจเมื่อ 40 ปีก่อน ก็มาจากการเปิดตลาดต่างประเทศด้วย

 

ในทางกลับกัน จีนจะเน้นแค่เอาต่างชาติมาลงทุนในจีนอย่างเดียว เพราะตลาดโตแล้ว ก็คงไม่ได้เช่นกัน

 

ภายใต้กลยุทธ์ Dual Circulation ที่ดำเนินมากว่า 3 ปี เราได้เห็นจีนนำเสนอออกมาทั้งในจีนและทั่วโลก ในประเด็นพัฒนานวัตกรรม (Innovation) เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และการพัฒนาสีเขียว (Green Development) ที่มุ่งเน้นเป็นมิตรและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกี่ยวเนื่องกับ Dual Circulation ที่มี Core หลักคือการมุ่งเน้นการแก้ไขและปิดจุดอ่อนเรื่องความไม่แน่นอนและปัจจัยสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เรื่องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง หรือ Structural Change

 

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ตามกลยุทธ์ Dual Circulation จีนไม่ได้พึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก แต่ยังคงเปิดสู่ตลาดต่างประเทศเช่นกัน จึงเป็นการพัฒนาแบบวงจรคู่ แต่อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาและวิเคราะห์แล้ว เราจะเห็นได้ว่า Dual Circulation Strategy ที่จีนดำเนินการอยู่ มีการแก้ไขจุดอ่อนที่เคยเป็นและมองหาโอกาสใหม่ด้วย คือการไม่พึ่งพาตลาดต่างประเทศแห่งใดแห่งหนึ่งมากเกินไป และพร้อมหาตลาดใหม่ ดังกรณีสงครามการค้าจีน-สหรัฐอเมริกา มาจนถึงช่วงโควิดที่เราได้เห็นจีนชูกลยุทธ์ GDI หรือ Global Development Initiative (แนวคิดริเริ่มการพัฒนาระดับโลก) และพหุภาคี (Multilateralism) โดยเปิดรับการพัฒนาร่วมกับทุกประเทศทั่วโลก ชูแนวคิดสร้างประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกัน เพื่อที่จะเกิดความร่วมมือใหม่ๆ

 

นอกจากนี้จีนยังมีความร่วมมือในระดับนานาชาติอยู่แล้ว อย่างเช่นโครงการ ‘หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง’ หรือ BRI (Belt and Road Initiative) ซึ่งก็มีการต่อยอดขึ้นไปอีก จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมจีนและอาเซียน รวมถึงไทย จึงมีความร่วมมือกันต่อเนื่องแม้ในช่วงโควิด เพราะการลงทุนและการค้าระหว่างจีนและอาเซียนอยู่ในอันดับต้นๆ ในช่วงหลายปีมานี้ตั้งแต่ก่อนเกิดโควิด ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ จีนผลักดันอย่างมากให้เกิดเส้นทางรถไฟคุนหมิง-เวียงจันทน์ เพื่อให้เกิดเป็นเส้นทางการค้าเส้นทางใหม่ เจาะอาเซียนโดยตรง รวมไปถึงการลงทุนสร้างทางด่วนในเขตท่าเรือน้ำลึกสีหนุวิลล์ เชื่อมกับกรุงพนมเปญ เมืองหลวงกัมพูชา ที่เปิดใช้เรียบร้อยแล้วในปี 2022

 

ในแง่ของตัวเลขการเติบโตนำเข้า-ส่งออกระหว่างจีนและอาเซียน เติบโตสูงกว่าความร่วมมือกับภูมิภาคอื่น ด้วยตัวเลข 15% ขณะที่กับสหภาพยุโรปอยู่ที่ 5.6% ซึ่งก็นับเป็นตัวเลขที่ไม่น้อย เพราะแม้จะมีประเด็นทางการเมืองระดับประเทศ และมีกระแสกดดันในสหภาพยุโรปและบางประเทศในยุโรปให้ดำเนินนโยบายลดการพึ่งพาจีนก็ตาม แต่ความเป็นจริง จีนยังคงมีความสำคัญต่อสหภาพยุโรปไม่น้อย ไม่เช่นนั้นนายกรัฐมนตรีของเยอรมนีคงไม่เดินทางไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการและพบกับทั้งประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง ก่อนการประชุม G20 เริ่มขึ้นไม่นาน ท่ามกลางกระแสทัดทานในประเทศเยอรมนีและสหภาพยุโรป

 

การพัฒนาเศรษฐกิจแบบแท้จริง ไม่ฉาบฉวย ที่ประธานาธิบดีจีนรายงานในการประชุมใหญ่ของจีนเมื่อเดือนตุลาคม 2022 ก็เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์ Dual Circulation โดยตรง ซึ่งวิเคราะห์ได้ว่าเศรษฐกิจของจีนจะเปลี่ยนจากการเติบโตอย่างรวดเร็วไปสู่การพัฒนาคุณภาพสูง และในการลงทุนจากต่างประเทศ จีนจะเพิ่มการสนับสนุนมากขึ้น โดยเฉพาะที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การปฏิรูปพลังงาน และใช้พลังงานใหม่

 

อย่างไรก็ตาม แม้กลยุทธ์ Dual Circulation จะมุ่งเน้นการสร้าง Resilience ให้สามารถต้านทานปัจจัยความไม่แน่นอนจากภายนอกได้มากขึ้น โดย Resilience หมายถึงการฟื้นตัวได้เมื่อเจออุปสรรคและวิกฤต ซึ่งในช่วงวิกฤตโควิด จีนได้ใช้ Resilience มาเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจจีนเป็นหลัก และสื่อต่างๆ ก็พูดถึงคำนี้อยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริงจะเห็นว่า ในช่วงที่จีนดำเนินมาตรการโควิดอย่างเข้มงวด จีนยังคงเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยมาจากปัจจัยภายในของจีนเองอย่างการล็อกดาวน์เป็นระยะในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักทางการค้า

 

นอกจากนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์จีนก็เจอวิกฤตหนัก จากการที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งในจีนเริ่มทิ้งโครงการพัฒนาและผิดชำระหนี้ จนเกิดเหตุการณ์ Mortgage Boycott หรือผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในจีนไม่ชำระหนี้กู้บ้านจนกว่าบริษัทผู้พัฒนาอสังหาจะสามารถส่งมอบบ้านหรือคอนโดให้แก่ตนเองได้ เพราะไม่อยากจะผ่อนคอนโดทิพย์ บ้านทิพย์ เป็นต้น

 

วิกฤตอสังหาริมทรัพย์จีนที่ยิ่งหนักในช่วงโควิด สร้างบาดแผลต่อตลาดในประเทศจีนเป็นวงกว้าง เนื่องจากธนาคารและรัฐบาลท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่พยายามออกมาตรการภาษี ออกเงินอุดหนุน ทุ่มงบเพื่ออุ้มบริษัทอสังหาไม่ให้สถานการณ์เลวร้าย แต่กลายมาเป็นภาระของรัฐบาลท้องถิ่น ที่หลายแห่งเริ่มไปไม่ไหวเช่นกัน คือรายได้จากที่ควรจะได้จากผู้ประกอบการและผู้พัฒนาอสังหา รวมถึงประชาชนทั่วไป ก็มีแนวโน้มลดลง

 

ดังนั้นการที่จีนผ่อนคลายมาตรการโควิดในเดือนธันวาคม 2022 จนมาเปิดประเทศเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2023 จึงนับเป็นเวลาที่จีน ‘จำเป็นต้องทำ’ มิเช่นนั้นถ้าปล่อยไปนานกว่านั้นปัญหาจะยิ่งไปกันใหญ่ และมองกันตามตรง ก็เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเดือนมกราคม 2023 ระหว่างเทศกาลตรุษจีน ที่มีการเดินทาง ‘ชุนยุ่น’ (春运) ช่วงก่อน ระหว่าง และหลังตรุษจีน รวม 40 วัน ถือเป็นช่วง ‘เวลาทอง’ ในการเพิ่มการอุปโภคบริโภค อัดฉีดตลาดในประเทศ หลังจากที่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2022 GDP จีนขยายตัวต่ำกว่า 1% และ GDP ตลอดทั้งปีนั้นขยายตัวเพียง 3% ซึ่งไม่ถึงเป้า 5.5% ดังนั้นจีนจึงไม่อยากพลาดช่วงโอกาสทองตรุษจีน เพราะเป้าหมายคือกลับมาฟื้นเศรษฐกิจอีกครั้ง

 

ภาพ: Sheldon Cooper / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

The post ถอดรหัสกลยุทธ์ Dual Circulation เศรษฐกิจวงจรคู่ คีย์สำคัญสู้วิกฤตโควิดของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. คาด 1 ก.พ. นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ทยอยเข้าประเทศ วางมาตรการเข้มรับมือโควิด https://thestandard.co/gradually-opens-up-to-foreign-tourists/ Wed, 25 Jan 2023 01:50:09 +0000 https://thestandard.co/?p=741593 นักท่องเที่ยว

วานนี้ (24 มกราคม) ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพ […]

The post กทม. คาด 1 ก.พ. นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ทยอยเข้าประเทศ วางมาตรการเข้มรับมือโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักท่องเที่ยว

วานนี้ (24 มกราคม) ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมศูนย์เฝ้าระวังภาวะฉุกเฉินทางสุขภาพกรุงเทพมหานคร (ศฉส.กทม.) ครั้งที่ 2/2566 ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานและหารือแนวทางป้องกันโรค รวมถึงสร้างเสริมสุขภาพให้ประชาชน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ จะมีนักท่องเที่ยวชาติชาวต่างชาติกลุ่มใหญ่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย และจะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องติดตามสถานการณ์โควิด และเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขรองรับการดูแลสุขภาพนักท่องเที่ยว รวมถึงเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ซึ่งสำนักอนามัยได้ประสานให้สำนักงานเขตกวดขันสถานประกอบการให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ประชาสัมพันธ์ให้สถานประกอบการดำเนินการจัดให้พนักงานได้รับวัคซีนป้องกันโควิดให้ครบ 4 เข็ม อีกทั้งประสานสถานประกอบการในพื้นที่ในการสุ่มตรวจ ATK พนักงานที่ให้บริการในสถานประกอบกิจการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว และประชาสัมพันธ์ให้สถานประกอบการที่ให้บริการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวดำเนินการตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย (SHA) อย่างเคร่งครัด

 

ส่วนสถานการณ์โรคโควิดทั่วโลก แนวโน้มพบผู้ป่วย-ผู้เสียชีวิตคงตัว ทั้งในประเทศแถบเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ขณะที่ประเทศจีนมีรายงานพบผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นในหลายเมือง 

 

สถานการณ์โรคโควิดในประเทศไทย มีแนวโน้มพบผู้ป่วย ผู้ป่วยอาการหนัก และผู้เสียชีวิตลดลงต่อเนื่อง มีการคาดการณ์ว่าจะมีผู้เดินทางจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นมาตรการป้องกันการป่วยรุนแรงด้วยวัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับกลุ่ม 608 และลดการแพร่โรคด้วยมาตรการป้องกันส่วนบุคคล และการฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้ให้บริการภาคการท่องเที่ยวและคมนาคม รวมทั้งเน้นเฝ้าระวังโรคในสถานพยาบาล สถานที่เสี่ยง แหล่งท่องเที่ยว ท่าอากาศยานอย่างต่อเนื่อง เน้นการสื่อสาร แนะนำแนวปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคสำหรับกลุ่มผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

ทั้งนี้ ให้มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการส่วนบุคคลอย่างเข้มงวด เช่น เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่ออยู่ในที่แออัด อากาศไม่ถ่ายเท ล้างมือบ่อยๆ ตรวจหาเชื้อโควิดหากมีอาการทางเดินหายใจ เน้นให้ประชาชนฉีดวัคซีนป้องกันโควิดให้ครบ 4 เข็ม และฉีดเข็มกระตุ้นเมื่อฉีดเข็มสุดท้ายมากกว่า 4 เดือน เนื่องจากผู้เสียชีวิตจากโควิดที่พบส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่เคยรับการฉีดวัคซีน หรือฉีดวัคซีนยังไม่ครบ 4 เข็ม พร้อมทั้งเน้นย้ำให้สถานประกอบการ ร้านอาหาร สนามมวย สนามกีฬา ตลาด วัด และสถานที่ต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวนิยมไป ให้ปฏิบัติตามมาตรการ COVID-FREE Setting ส่วนโรงแรม ร้านอาหารต่างๆ ปฏิบัติตามมาตรฐาน SHA และ SHA Plus

The post กทม. คาด 1 ก.พ. นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ทยอยเข้าประเทศ วางมาตรการเข้มรับมือโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. ประชุมแนวทางฉีดวัคซีนป้องกันโควิดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ย้ำต้องไม่กระทบการฉีดวัคซีนคนไทย https://thestandard.co/covid-vaccine-for-tourists/ Tue, 24 Jan 2023 07:41:03 +0000 https://thestandard.co/?p=741223 กระทรวงสาธารณสุข

วันนี้ (24 มกราคม) ที่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี น […]

The post สธ. ประชุมแนวทางฉีดวัคซีนป้องกันโควิดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ย้ำต้องไม่กระทบการฉีดวัคซีนคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงสาธารณสุข

วันนี้ (24 มกราคม) ที่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมชี้แนวทางการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติของหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยมี นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และ นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมการแพทย์ เข้าร่วม

 

นพ.โอภาสกล่าวว่า ภายหลังสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย ประเทศต่างๆ ได้ทยอยเปิดประเทศ ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก จึงได้มีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานในการกำหนดมาตรการรองรับการเดินทางเข้าประเทศไทย เพื่อป้องกันควบคุมโรคโควิด 

 

โดยหนึ่งในแผนเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ คือให้จัดระบบและกำหนดแนวทางการให้บริการวัคซีนป้องกันโควิดสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติตามความสมัครใจ โดยคิดค่าบริการที่เหมาะสม ภายใต้กลไก Medical Hub โดยวัคซีนที่ให้บริการจะเป็นวัคซีนที่รัฐบาลไทยจัดซื้อมาเท่านั้น ไม่รวมถึงวัคซีนที่ได้รับบริจาค และให้ทุกจังหวัดคำนึงถึงปริมาณวัคซีนคงคลังที่จะไม่กระทบกับการให้บริการประชาชนไทย และจัดสรรวัคซีนให้แก่ประชาชนไทยเป็นลำดับแรก 

 

นพ.โอภาสกล่าวต่อไปว่า สำหรับชาวต่างชาติที่มาพำนักระยะยาวในไทย เช่น ทำธุรกิจ ทำงาน คณะทูตและสมาชิกครอบครัว ยังคงรับวัคซีนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตามนโยบายเดิมของรัฐบาลที่ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดกับประชาชนทุกสัญชาติที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทย ยึดตามหลักสากล โดยเป็นไปตามความสมัครใจและตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ 

 

ดังนั้น ชาวต่างชาติที่นอกเหนือจากนักท่องเที่ยวยังคงสามารถเข้าถึงวัคซีนป้องกันโควิดได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกับคนไทยทุกประการ ในวันนี้จึงได้จัดประชุมชี้แจงให้หน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่เข้าร่วมโครงการทุกจังหวัดมีความเข้าใจตรงกัน พร้อมนำเสนอตัวอย่างการดำเนินงานให้บริการวัคซีนป้องกันโควิดนำร่องสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในระยะแรกของโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์และศูนย์ฉีดวัคซีนบางรัก ทั้งนี้ ได้มีข้อสั่งการขอให้ทุกจังหวัดเปิดจุดบริการสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง เนื่องจากปัจจุบันนักท่องเที่ยวไม่ได้กระจุกอยู่แต่ในจังหวัดใหญ่ๆ โดยย้ำว่าต้องไม่ให้กระทบกับการบริการฉีดวัคซีนให้คนไทย

 

ด้าน นพ.ธเรศกล่าวว่า การเตรียมความพร้อมในการบริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในระยะนำร่อง เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2566 โดยได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมการแพทย์ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในเมืองท่องเที่ยว 

 

สำหรับกรมควบคุมโรคได้เตรียมพื้นที่ในกรุงเทพมหานครไว้ 2 จุด คือ 

  1. ศูนย์การแพทย์บางรัก โดยเปิดให้บริการทุกวัน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว
  2. สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) เขตบางเขน

 

นอกจากนี้ ยังให้เพิ่มจุดบริการในคลินิกเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ ชลบุรี และสงขลา รวมทั้งยังมีหลายหน่วยงาน เช่น กรุงเทพมหานคร (กทม.) โรงเรียนแพทย์ ทยอยแจ้งความจำนงขอเป็นจุดบริการฉีดแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติด้วย

 

สำหรับอัตราค่าบริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แบ่งเป็น ค่าบริการวัคซีน AstraZeneca 800 บาทต่อเข็ม และ Pfizer 1,000 บาทต่อเข็ม โดยมีค่าบริการทางการแพทย์อีก 380 บาท ซึ่งเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ขณะนี้เริ่มให้บริการแล้วในเมืองท่องเที่ยว ได้แก่ เชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ต

 

“ยืนยันว่าเรามีวัคซีนเพียงพอ ไม่กระทบการบริการฉีดในคนไทย โดยรายได้จากค่าบริการให้เป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานต้นสังกัดและกระทรวงการคลัง สำหรับการเปิดจุดบริการฉีดของภาคเอกชนนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ให้เริ่มดำเนินการ เนื่องจากต้องมีการวางแผนเรื่องแนวทางปฏิบัติและการกำกับติดตามที่แตกต่างจากโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งหากมีแนวทางชัดเจนแล้วจะนัดประชุมชี้แจงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระยะถัดไป” นพ.ธเรศกล่าว

 

ด้าน นพ.ธงชัยกล่าวว่า กรมการแพทย์ได้ให้โรงพยาบาลในสังกัดร่วมเป็นจุดฉีดวัคซีนสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในระยะนำร่อง รวม 5 แห่ง ได้แก่ สถาบันโรคผิวหนัง, โรงพยาบาลราชวิถี, โรงพยาบาลเลิดสิน, โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ โดยมีสถาบันโรคผิวหนังและโรงพยาบาลราชวิถีเป็นจุดฉีดหลัก เนื่องจากใกล้แหล่งพักอาศัยของนักท่องเที่ยว เดินทางสะดวก

 

โดยทั้ง 2 แห่งมีบริการฉีดวัคซีนให้ชาวต่างชาติมานานแล้ว เจ้าหน้าที่สามารถใช้ภาษาต่างประเทศได้ดี ขณะนี้ได้จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน และเปิดให้กลุ่มเป้าหมายลงทะเบียนล่วงหน้าได้ รวมทั้งได้มีข้อสั่งการให้โรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ทั่วประเทศอีก 30 แห่ง เป็นจุดบริการฉีดวัคซีนให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

 

อย่างไรก็ตาม ยังคงเน้นการให้บริการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในประชาชนไทยเพื่อลดอัตราการป่วยหนักและเสียชีวิต 

The post สธ. ประชุมแนวทางฉีดวัคซีนป้องกันโควิดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ย้ำต้องไม่กระทบการฉีดวัคซีนคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัตว์เลี้ยงยังจำเป็นอยู่ไหม? หลังโควิดซา คนกลับเข้าออฟฟิศ ค่าใช้จ่ายพุ่งจนอยากเลิกเลี้ยงสัตว์ กระทบตลาดสัตว์เลี้ยง https://thestandard.co/inflation-hurt-demand-for-pets/ Fri, 20 Jan 2023 11:12:25 +0000 https://thestandard.co/?p=739905

หลังโควิดคลี่คลาย คนกลับเข้าออฟฟิศ เจอปัญหาค่าใช้จ่ายพุ […]

The post สัตว์เลี้ยงยังจำเป็นอยู่ไหม? หลังโควิดซา คนกลับเข้าออฟฟิศ ค่าใช้จ่ายพุ่งจนอยากเลิกเลี้ยงสัตว์ กระทบตลาดสัตว์เลี้ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังโควิดคลี่คลาย คนกลับเข้าออฟฟิศ เจอปัญหาค่าใช้จ่ายพุ่ง หลายคนอยากเลิกเลี้ยงสัตว์ พร้อมเลือกใช้อาหารถูกลงเพื่อประหยัดงบ ส่งผลกระทบต่อราคาสัตว์เลี้ยงลดลงต่อเนื่อง

 

Bloomberg รายงานว่า หลังจากการแพร่ระบาดของโควิดคลี่คลายลง ผู้คนเริ่มออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านและกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ แต่ต้องเจอกับภาวะเงินเฟ้อ ทำให้ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

จากการสำรวจผู้ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงร้านขายสัตว์เลี้ยง Pets4Homes ผู้คนประมาณ 18% อยู่ระหว่างพิจารณาเลิกเลี้ยงสัตว์ เพราะไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูได้ ซึ่งสอดคล้องกับศูนย์พักพิงสัตว์ในอังกฤษที่เริ่มเห็นสัตว์เลี้ยง ทั้งสุนัข แมว และกระต่าย ถูกทอดทิ้งมากขึ้น

 

อีกด้านหนึ่งเจ้าของสัตว์เลี้ยงบางกลุ่มยังบอกว่าสัตว์เลี้ยงคือความผูกพันตลอดชีวิต แม้สิ่งที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น จึงปรับตัวหันมาซื้ออาหารที่ถูกลง

  

แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อตลาดสัตว์เลี้ยง ราคาเริ่มลดลง เนื่องจากความต้องการซื้อสัตว์เลี้ยงไม่ได้มีมากเท่ากับช่วงโควิด

 

ตามรายงานจาก Pets4Homes ระบุว่า หากย้อนกลับไปในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2020 มีผู้ซื้อสัตว์เลี้ยงมากกว่า 400 ตัว ขณะที่ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2021 มีคนต้องการสัตว์เลี้ยงประเภทกระต่ายมากขึ้น แต่กลับค้นหาสุนัขและแมวลดลง 

 

ขณะเดียวกันในปี 2022 ราคาสุนัขสายพันธุ์ปกติลดลงเฉลี่ย 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีราคาอยู่ที่ 876 ปอนด์ (35,463 บาท) สูงไปจนถึง 1,000 ปอนด์ (40,483 บาท) แต่สายพันธุ์ยอดนิยมอย่างชิบะอินุ ปัจจุบันยังเป็นสายพันธุ์ที่แพงที่สุดในอังกฤษ ส่วนแมวยอดนิยม 20 สายพันธุ์ มีราคาลดลง 32% 

 

อ้างอิง:

 

The post สัตว์เลี้ยงยังจำเป็นอยู่ไหม? หลังโควิดซา คนกลับเข้าออฟฟิศ ค่าใช้จ่ายพุ่งจนอยากเลิกเลี้ยงสัตว์ กระทบตลาดสัตว์เลี้ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเผย โควิดระบาดพ้นจุดพีคแล้ว แต่ต้องจับตาการเดินทางช่วงตรุษจีนนี้ https://thestandard.co/covid-china-outbreak-travel/ Fri, 20 Jan 2023 10:50:53 +0000 https://thestandard.co/?p=739849 จีนเผย โควิดระบาดพ้นจุดพีคแล้ว

วานนี้ (19 มกราคม) ทางการจีนเปิดเผยว่า จีนได้ผ่านพ้นจุด […]

The post จีนเผย โควิดระบาดพ้นจุดพีคแล้ว แต่ต้องจับตาการเดินทางช่วงตรุษจีนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเผย โควิดระบาดพ้นจุดพีคแล้ว

วานนี้ (19 มกราคม) ทางการจีนเปิดเผยว่า จีนได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดของการแพร่ระบาดของโควิดแล้ว โดยขณะนี้อัตราการติดเชื้ออยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม การที่ประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลตรุษจีนถือเป็นสถานการณ์ที่หลายฝ่ายกำลังจับตา เนื่องจากกังวลว่าจะทำให้ยอดการติดเชื้อกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกทั่วประเทศ

 

ซุนชุนหลาน (Sun Chunlan) รองนายกรัฐมนตรีและผู้ดูแลด้านการรับมือโควิดของจีน กล่าวว่า ขณะนี้การระบาดอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า จำนวนผู้ป่วยโควิดในคลินิก ห้องฉุกเฉิน และหอผู้ป่วยวิกฤต ได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม การประกาศดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่จะเข้าสู่เทศกาลตรุษจีนในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าการที่ประชาชนจำนวนมหาศาลจะเดินทางกลับบ้านเกิดของตนเองนั้นอาจทำให้ยอดการติดเชื้อกลับมาพุ่งสูงขึ้นได้อีกระลอก โดยกระทรวงการคมนาคมคาดการณ์ว่า ในระหว่างวันที่ 7 มกราคม จนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ จะมีการเดินทางสัญจรในจีนมากถึง 2.1 พันล้านครั้ง

 

ด้านหน่วยงานกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตของจีน กล่าวในสัปดาห์นี้ว่า ทางการจะเซ็นเซอร์ ‘ข้อมูลปลอม’ เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัส ซึ่งจะสร้างบรรยากาศที่ไม่ดีในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้ด้วย

 

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ได้ออกมาแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับการที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังพื้นที่ชนบทซึ่งมีระบบสาธารณสุขที่อ่อนแอ พร้อมย้ำว่าต้องปกป้องดูแลผู้สูงอายุให้ดี เนื่องจากยังมีกลุ่มคนสูงอายุจำนวนมากที่ยังฉีดวัคซีนไม่ครบโดส อีกทั้งยังกำชับให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นดูแลป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเต็มกำลัง

 

ทั้งนี้ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สถาบัน Health Metrics and Evaluation (IHME) ของสหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยแบบจำลองทางการแพทย์ที่คาดการณ์ว่า การยกเลิกมาตรการสกัดโควิดที่เข้มงวดอย่างกะทันหันของจีนอาจทำให้การแพร่ระบาดของโรคลุกลามอย่างหนัก จนส่งผลให้มียอดผู้เสียชีวิตทะลุ 1 ล้านคนในปีนี้

 

ด้านผู้เชี่ยวชาญรายอื่นๆ คาดการณ์ว่า ประชากรราว 60% ของจีนจะติดเชื้อในท้ายที่สุด โดยจุดพีคจะอยู่ในช่วงเดือนมกราคม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชากรกลุ่มเสี่ยงมากที่สุด เช่น ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว

 

 

ภาพ: VCG / VCG via Getty Images

อ้างอิง:

The post จีนเผย โควิดระบาดพ้นจุดพีคแล้ว แต่ต้องจับตาการเดินทางช่วงตรุษจีนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: จีนหลังเปิดประเทศ อาจไม่สดใสอย่างที่คิด | KEY MESSAGES https://thestandard.co/china-after-open-country-may-not-be-bright/ Mon, 16 Jan 2023 11:00:52 +0000 https://thestandard.co/?p=737924

หลังใช้เวลา 1,016 วัน ปิดประเทศจากโลกภายนอกตามนโยบาย Ze […]

The post ชมคลิป: จีนหลังเปิดประเทศ อาจไม่สดใสอย่างที่คิด | KEY MESSAGES appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังใช้เวลา 1,016 วัน ปิดประเทศจากโลกภายนอกตามนโยบาย Zero-COVID จีนได้สร้างความประหลาดใจส่งท้ายปี 2022 ด้วยการประกาศยกเลิกนโยบายควบคุมโรคที่เข้มงวด 

 

การตัดสินใจในครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นาน หลังประชาชนลุกฮือประท้วงต่อต้านนโยบาย Zero-COVID ทั่วประเทศ หลายคนจึงมองว่า สีจิ้นผิง ต้องรีบดับไฟตั้งแต่ต้นลม ก่อนการประท้วงจะลุกลามบานปลายไปเป็นการโค่นล้มอำนาจของเขา ขณะเดียวกันสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของจีนก็ไม่สู้ดีนัก การเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิดจึงดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้ สำหรับกอบกู้เศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง 

 

การเปิดประเทศของจีนจะให้ผลดั่งที่หวังหรือไม่ และต่อจากนี้ยังมีโจทย์อะไรอีกบ้างที่จีนต้องรับมือ รวมถึงไทยจะได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศในครั้งนี้จริงหรือ 

 

ตัดต่อ: จิรภัทร นาสารี

The post ชมคลิป: จีนหลังเปิดประเทศ อาจไม่สดใสอย่างที่คิด | KEY MESSAGES appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทยปี 2565 อะไรที่ต้องกังวล https://thestandard.co/report-financial-thai-2022/ Fri, 13 Jan 2023 08:30:05 +0000 https://thestandard.co/?p=736899 ระบบการเงินไทยปี 2565

ผมเชื่อว่ามีน้อยคนมากที่รู้จักรายงานการประเมินเสถียรภาพ […]

The post รายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทยปี 2565 อะไรที่ต้องกังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ระบบการเงินไทยปี 2565

ผมเชื่อว่ามีน้อยคนมากที่รู้จักรายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า Financial Stability Report ที่จัดทำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

ในต่างประเทศ รายงาน Financial Stability Report ถือเป็น 1 ใน 2 รายงานเศรษฐกิจการเงินสำคัญของธนาคารกลาง คู่กับรายงานนโยบายการเงิน หรือ Monetary Policy Report กระทั่งองค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังจัดทำรายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินของโลก ภายใต้ชื่อ Global Financial Stability Report โดยเผยแพร่ปีละ 2 ครั้ง ในเดือนเมษายนและเดือนตุลาคมของทุกปี


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ความแตกต่างของสองรายงานคือ Monetary Policy Report พูดถึงแนวโน้มเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง ขณะที่ Financial Stability Report พูดถึงสุขภาพทางการเงินของภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ ภาคสถาบันการเงิน และตลาดการเงิน (ตลาดเงินตราต่างประเทศ ตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้น) และความเสี่ยงที่ต้องระวังในระยะข้างหน้า

 

สำหรับไทย รายงาน Financial Stability Report เผยแพร่ปีละครั้งทุกสิ้นปี เนื้อหาหลักๆ นอกจากจะเป็นการสรุปภาพสุขภาพทางการเงินของแต่ละภาคส่วนในปีนั้นๆ แล้ว ยังเป็นช่องทางในการสื่อสารแนวโน้มมาตรการทางการเงินสำคัญในอนาคต รวมถึงเป็นคำเตือนความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในปีถัดไป

 

รายงาน Financial Stability Report ปี 2565 ชี้ถึงลักษณะของความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจากสองฉบับก่อนหน้า โดยในรายงานปี 2563 และ 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่โควิดระบาดรุนแรง ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยหลักๆ อยู่ที่ความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน ซึ่งรวมถึงสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้กับครัวเรือนและธุรกิจที่มีปัญหาในการชำระหนี้ และธุรกิจประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากการเคลมกรมธรรม์ประเภทเจอ-จ่าย-จบ และเสถียรภาพของตลาดการเงิน ทั้งในส่วนของธุรกิจกองทุนรวมที่ถูกเร่งไถ่ถอนในช่วงแรกของวิกฤตโควิด และการออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิม (Rollover) ในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน ซึ่งนำไปสู่การออกมาตรการช่วยเหลือทางการเงินจำนวนมาก เช่น มาตรการพักชำระหนี้ชั่วคราว มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรการผ่อนปรนการจัดชั้นลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ มาตรการช่วยเหลือกองทุนรวมที่ได้รับผลกระทบจากการขาดสภาพคล่องในตลาดการเงิน และกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ เป็นต้น

 

ในปี 2565 ความเสี่ยงต่อความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินลดลงอย่างมาก ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การสิ้นสุดความคุ้มครองของกรมธรรม์โควิดประเภทเจอ-จ่าย-จบ และผลของมาตรการต่างๆ ในช่วงก่อนหน้า ทำให้ความจำเป็นของหลายมาตรการทยอยหมดลงและไม่มีการต่ออายุออกไป แม้ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนและธุรกิจจะยังเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องได้รับการแก้ไข แต่คาดว่าปัญหาการชำระหนี้ของครัวเรือนและธุรกิจจะไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อความมั่นคงและการทำหน้าที่ของระบบสถาบันการเงินในภาพรวม

 

ตั้งแต่ต้นปี 2565 ปัจจัยหลักที่กดดันเสถียรภาพระบบการเงินไม่ใช่การแพร่ระบาดของโควิดอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซียและยูเครน และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลกเพื่อต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อ ภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้นส่งผลให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงที่เคยถูกหล่อเลี้ยงด้วยสภาพคล่องปริมาณมหาศาลปรับลดลงในทุกตลาด ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ตลาดอสังหาริมทรัพย์ หรือตลาดคริปโต ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่หลายประเทศต้องประสบกับปัญหาการชำระหนี้ในสกุลเงินตราต่างประเทศ แต่สำหรับไทยเองต้องถือว่าเราผ่านปีที่แล้วไปได้ด้วยดี แม้ตลาดการเงินไทยจะมีความผันผวนเป็นระยะตามตลาดการเงินโลก แต่ตลาดการเงินไทยก็ยังสามารถทำหน้าที่ในการเป็นตัวกลางการระดมทุนได้เป็นปกติ

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 พบว่าปัญหาในตลาดการเงินไม่ได้จำกัดเฉพาะในประเทศตลาดเกิดใหม่ เราเห็นความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษและตลาดตราสารหนี้ของเกาหลีใต้ ที่ถ้ารัฐไม่ได้เข้าไปแทรกแซงด้วยมาตรการแบบบาซูก้า (ในกรณีอังกฤษ รวมถึงการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี) อาจนำไปสู่วิกฤตการเงินได้

 

ทั้งนี้ ปัญหาของอังกฤษและเกาหลีใต้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าอัตราดอกเบี้ยในทั้งสองประเทศไม่ได้ปรับขึ้นเร็วและแรงตามธนาคารกลางสหรัฐฯ (กรณีอังกฤษ อัตราดอกเบี้ยระยะยาวถูกซ้ำเติมด้วยนโยบายลดภาษีของรัฐบาลใหม่ที่ทำให้นักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่นในพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ)

 

ในช่วงสองปีแรกของวิกฤตโควิด ธนาคารกลางของหลายประเทศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ผู้เล่นในตลาดการเงิน ธุรกิจ หรือกระทั่งรัฐบาลในหลายประเทศ ใช้โอกาสนี้ในการกู้ยืมเงินทุนราคาถูกเพื่อขยายกิจการและธุรกิจ โดยไม่ได้คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นเร็วและแรงมาก อัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้นเปรียบได้กับกระแสน้ำที่ลดลงที่ทำให้เราทราบว่าใครกำลังแก้ผ้าว่ายน้ำอยู่ (Only when the tide goes out do you discover who’s been swimming naked) ในคำพูดของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ หรือในสำนวนไทยว่า น้ำลดตอผุด

 

ประเด็นสำหรับปีนี้ (2566) คืออัตราดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศยังมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อ แม้จะเป็นอัตราที่ชะลอลง ซึ่งหมายความว่า น้ำจะยังลดลงไปอีก

 

บทเรียนจากอังกฤษบอกเราว่าไม่มีที่ไหนในโลกที่ปลอดภัย ล่าสุดเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ (BIS) ออกมาเตือนว่าธุรกรรม Swap เงินตราต่างประเทศ (FX Swap) ของสถาบันการเงินที่มิใช่ธนาคาร ซึ่งมีมูลค่ารวมกันมากกว่า 80 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นจุดบอดสำคัญที่ผู้กำกับดูแลมองไม่เห็น ซึ่งถ้าตลาดนี้เป็นอะไรขึ้นมา โลกอาจจะเข้าสู่วิกฤตการเงินแบบปี 2551 ได้

 

โดยทั่วไปลักษณะของสถาบันการเงินและธุรกิจที่อ่อนไหวต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเป็นกิจการที่สัดส่วนหนี้สินต่อทุนสูง พึ่งพาการกู้ยืมระยะสั้น ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นในกรณีของไทย ไม่พบกิจการที่มีความเชื่อมโยงกับระบบการเงินสูงที่มีลักษณะดังกล่าว ประกอบกับไทยขึ้นดอกเบี้ยน้อยและช้ากว่าประเทศส่วนใหญ่ ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์แบบในต่างประเทศมีจำกัด แม้ในระยะต่อไปอาจจะเห็นการผิดนัดชำระหนี้ในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนเพิ่มขึ้นได้ แต่คาดว่าจะไม่ส่งกระทบต่อเสถียรภาพโดยรวมของตลาด

 

โดยสรุป ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยในระยะต่อไปมีแนวโน้มที่จะเป็นความเสี่ยงที่มาจากภายนอกประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะความเสี่ยงที่ส่งผ่านตลาดการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งไทยคงทำอะไรไม่ได้มากกว่าการตั้งการ์ดสูงในสถานการณ์เช่นนี้ ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่มีอะไรรุนแรงเกิดขึ้นในตลาดการเงินโลก หรือถ้าเกิดขึ้น เราก็อยู่ในสถานะที่รับมือไหว

 

สำหรับท่านที่สนใจอ่านรายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทยปี 2565 สามารถตามอ่านได้ที่ลิงก์นี้ครับ

 

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

The post รายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทยปี 2565 อะไรที่ต้องกังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลดล็อกอิสรภาพกลุ่มเสี่ยง ใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19 ผ่านแคมเปญ ‘เตรียมภูมิคุ้มกันให้ทุกความพิเศษ’ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/long-acting-antibody/ Fri, 13 Jan 2023 06:00:11 +0000 https://thestandard.co/?p=735384 Long-Acting Antibody

สถานการณ์โควิด-19 ในไทย ณ ปัจจุบัน แม้จะมีการผ่อนคลายมา […]

The post ปลดล็อกอิสรภาพกลุ่มเสี่ยง ใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19 ผ่านแคมเปญ ‘เตรียมภูมิคุ้มกันให้ทุกความพิเศษ’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Long-Acting Antibody

สถานการณ์โควิด-19 ในไทย ณ ปัจจุบัน แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาด จนทำให้ประชาชนส่วนใหญ่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ และเป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอีกครั้ง ในขณะที่ผู้ติดเชื้ออาการป่วยรุนแรงจนต้องรักษาในโรงพยาบาลมีจำนวนลดลงต่อเนื่อง 

 

แต่ในขณะเดียวกันยังมีกลุ่มประชากรที่เรียกว่า ‘กลุ่มเสี่ยงสูง’ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลและเฝ้าระวัง ทั้งยังไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันท่ามกลางผู้คนในสังคมได้ตามปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือตอบสนองต่อวัคซีนได้ไม่เพียงพอ ตลอดจนผู้ป่วยโรคไตและผู้ที่เป็นแพ้ภูมิตัวเอง 

 

การสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แก่กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป

 

หนึ่งในแรงขับเคลื่อนและสนับสนุนความพยายามนี้คือแคมเปญชื่อว่า ‘เตรียมภูมิคุ้มกันให้ทุกความพิเศษ’ ซึ่งมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ยังเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง

 

‘เสริมภูมิคุ้มกัน’ ปลดล็อกอิสรภาพให้กับกลุ่มเสี่ยง

 

LABB

 

ก่อนจะพูดถึงเรื่องการเสริมภูมิคุ้มกัน ต้องเข้าใจก่อนว่าภูมิคุ้มกันนั้นคือแอนติบอดี ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายหรือเกิดการติดเชื้อจากเชื้อโรคเหล่านั้น ซึ่งภูมิคุ้มกันจะมีความจำเพาะต่อโรคใดโรคหนึ่งเท่านั้น โดยภูมิคุ้มกันแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 

 

  1. ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง (Active Immunity) โดยเกิดหลังการสัมผัสเชื้อโรคนั้นๆ โดยธรรมชาติหรือหลังจากการได้รับวัคซีน
  2. ภูมิคุ้มกันแบบรับจากภายนอก (Passive Immunity) โดยที่ร่างกายไม่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเอง ได้แก่ การส่งผ่านภูมิคุ้มกันจากแม่สู่ลูกผ่านรก และการได้รับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป 

 

ที่ผ่านมาทั้งภาครัฐและเอกชนมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการผลักดันการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงและผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งยังไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมที่ยังมีการระบาดของโควิด-19 ได้ตามปกติ ไม่สามารถออกไปในที่สาธารณะ พบปะสังสรรค์กับครอบครัว เพื่อนฝูง หรือผู้คนจำนวนมาก ได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวการติดเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ที่อาจทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงและอาจถึงขั้นเสียชีวิต

 

ความพยายามสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันถูกผลักดันผ่านแคมเปญที่ชื่อว่า ‘เตรียมภูมิคุ้มกันให้ทุกความพิเศษ’ ซึ่งมุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจให้กับประชาชนด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น และการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป หรือที่รู้จักในชื่อ LAAB (Long-Acting Antibody) 

 

ก่อนหน้านี้แคมเปญ ‘เตรียมภูมิคุ้มกันให้ทุกความพิเศษ’ มีการรณรงค์และสร้างแรงกระตุ้นมาแล้วในหลายรูปแบบ เช่น การเดินในบอลลูนที่ทำไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสะท้อนถึงความสำคัญของภูมิคุ้มกันที่มีต่อผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ทั้งโรคไต ภูมิคุ้มกันบกพร่อง และแพ้ภูมิตัวเอง ให้ได้ออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านได้อย่างมั่นใจ

 

ล่าสุดยังมีการเปิดตัวภาพยนตร์สั้นชุด เตรียมภูมิคุ้มกันให้ทุกความพิเศษ จำนวน 2 เรื่อง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่ยังไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตได้อย่างคนทั่วไป

 

 

ภาพยนตร์สั้นเรื่องแรกของแคมเปญในชื่อ ทำไมพ่อถึงไม่ไปงานแต่งผม? บอกเล่าเรื่องราวคนเป็นพ่อที่จำเป็นต้องปฏิเสธการไปร่วมงานแต่งลูก ที่ตั้งใจบินกลับจากต่างประเทศเพื่อมาจัดงานแต่งที่ไทย โดยต้องการให้พ่อที่เขารักที่สุดได้ร่วมเป็นสักขีพยาน 

 

แต่การไปร่วมงานที่มีผู้คนมากมายอาจกลายเป็นฝันร้าย เนื่องจากพ่อนั้นป่วยด้วยโรคไตระยะสุดท้าย ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูงหากได้รับเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ความหวังสำคัญจึงเป็นการปรึกษาแพทย์ เพื่อช่วยประเมินและหาแนวทางในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น การให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป หรือ LAAB

 

 

ส่วนภาพยนตร์สั้นอีกเรื่องชื่อ คอนเสิร์ตนี้…ต้องไปให้ได้ เล่าถึงชีวิตของผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง ซึ่งต้องการพาคนสำคัญที่สุดในชีวิตไปคอนเสิร์ต แม้ตนเองจะไม่รู้จักศิลปินและไม่เคยฟังเพลงวงนี้สักเพลง แต่เพราะ ‘แม่’ คนที่เขารักที่สุดรักวงนี้มากๆ จึงอยากเติมเต็มความฝัน ด้วยการพาไปดูคอนเสิร์ตของวงนี้สักครั้ง และต้องหาหนทางเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เพื่อออกไปใช้ชีวิตกับคนที่รักได้อย่างมีความสุข

 

 

แรงกระเพื่อมจากแคมเปญนี้เชื่อว่า นอกจากจะสร้างการตระหนักรู้ถึงผลกระทบของโควิด-19 ที่มีต่อผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับประชากรกลุ่มเสี่ยงและผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจร่วมกับคนรอบข้างที่คุณรัก แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะยังไม่หายไป และเป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วโลกต้องปรับตัวตามแนวทาง ‘ใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19’ (Living with COVID-19)

 

รู้จัก ‘LAAB’ ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสำหรับประชากรกลุ่มเสี่ยง

 

 

LAAB (Long-acting Antibody: ยาแอนติบอดีออกฤทธิ์ยาวแบบผสม) หรือภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาแบบมีเงื่อนไขในประเทศไทยแล้ว โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อนุมัติใช้เพื่อการฉีดป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อก่อโรคโควิด-19 ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงและผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และฉีดเพื่อการรักษาโควิด-19 ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป และมีน้ำหนักตัวอย่างน้อย 40 กิโลกรัม

 

ปัจจุบันแม้ว่าไทยจะผ่อนคลายมาตรการป้องกันการระบาดของโควิด-19 แต่ประชากรจำนวนไม่น้อยยังมีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงหากได้รับเชื้อโควิด-19 LAAB จึงช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อวัคซีนได้น้อยกว่าคนทั่วไป

 

ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้นำ LAAB มาใช้ป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อในกลุ่มผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำและร่างกายไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ด้วยวัคซีนจำนวนกว่า 26,000 ราย โดยพบว่ามีความปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียงรุนแรง

 

 

ประสิทธิภาพของ LAAB ในการรักษาโควิด-19 จากการศึกษาทดลองระยะที่ 3 ในกลุ่มผู้ป่วยโควิด-19 ที่แสดงอาการและได้รับยาในช่วง 3 วันแรก สามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรครุนแรงหรือเสียชีวิต (จากทุกสาเหตุ) ได้ถึง 88% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (Placebo) และยังลดความเสี่ยงถึง 67% ในกลุ่มที่ได้รับยา LAAB ใน 5 วันหลังแสดงอาการ (อ้างอิงจากข้อมูลการศึกษาตามที่มาท้ายบทความ)

 

ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (อ้างอิงจากข้อมูลการศึกษาตามที่มาท้ายบทความ) บ่งชี้ว่า ยา LAAB สามารถลบล้างฤทธิ์ของไวรัสก่อโรคโควิด-19 สายพันธุ์ย่อยโอมิครอน BA.2.75, BA.4 และ BA.5 ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่ระบาดในประเทศไทย ณ ปัจจุบันได้

 

ทั้งนี้ ในการใช้งาน LAAB จะต้องฉีดที่สะโพกและสามารถออกฤทธิ์ได้เลยภายใน 6 ชั่วโมง จึงช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับประชากรกลุ่มเสี่ยงที่ตอบสนองต่อวัคซีนได้น้อยกว่าคนทั่วไปหรือไม่ตอบสนองต่อวัคซีน

 

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดแนวทางใช้ LAAB เพื่อการป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อในกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่

 

  • ผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย
  • ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ
  • ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดหรือมะเร็งที่อวัยวะอื่นๆ
  • ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิ  
  • ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปที่ยังไม่ได้รับวัคซีนโควิด-19  
  • ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มสุดท้ายเกิน 6 เดือน
  • ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรคที่ยังไม่ได้รับวัคซีนหรือฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มสุดท้ายเกิน 6 เดือน

 

สำหรับการพิจารณาใช้ LAAB ให้เป็นไปตามดุลพินิจของแพทย์ผู้ให้การรักษาและผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายรับยา LAAB ตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข สามารถแจ้งกับแพทย์เจ้าของไข้ ณ โรงพยาบาลต้นสังกัด เพื่อให้แพทย์เจ้าของไข้ได้ประเมินและดำเนินการแจ้งความจำนงขอเข้ารับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปได้ในลำดับต่อไป

 

#เตรียมภูมิคุ้มกันให้ทุกความพิเศษ #เตรียมความพร้อมให้ทุกความพิเศษ TH-12886

 

อ้างอิง:

The post ปลดล็อกอิสรภาพกลุ่มเสี่ยง ใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19 ผ่านแคมเปญ ‘เตรียมภูมิคุ้มกันให้ทุกความพิเศษ’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ttb analytics คาดรายได้ท่องเที่ยวไทยปี 66 เพิ่มขึ้น 1 ล้านล้านบาท จากพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่ต่างไปจากเดิม https://thestandard.co/ttb-analytics-travel-66/ Thu, 12 Jan 2023 10:24:33 +0000 https://thestandard.co/?p=736392 ttb analytics

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ประมาณ […]

The post ttb analytics คาดรายได้ท่องเที่ยวไทยปี 66 เพิ่มขึ้น 1 ล้านล้านบาท จากพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่ต่างไปจากเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ttb analytics

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ประมาณรายได้ท่องเที่ยวไทยปี 2565 อยู่ที่ระดับ 1.25 ล้านล้านบาท บนบริบทของพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมกับคาดการณ์รายได้ในปี 2566 จะเติบโตในอัตราเร่งอีก 1 ล้านล้านบาท พุ่งแตะ 2.25 ล้านล้านบาท จากอานิสงส์ที่จีนเปิดประเทศ หนุนตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่งแตะ 28.9 ล้านคน ส่งผลทางอ้อมให้การท่องเที่ยวภูมิภาคไทยมีความคึกคักเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดเมืองหลักท่องเที่ยว

 

จากการเปิดประเทศอย่างเป็นทางการของจีน โดยผ่อนคลายมาตรการการรับมือสถานการณ์โควิด ในวันที่ 8 มกราคม 2566 เป็นสัญญาณของ ‘จุดสิ้นสุดของวิกฤตโควิด’ ที่กระทบต่อภาคการท่องเที่ยว หลังไทยได้ประกาศเปิดประเทศอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2565 ส่งผลให้รายได้ภาคการท่องเที่ยวในปี 2565 ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 1.25 ล้านล้านบาท จากแรงขับเคลื่อนสำคัญของการท่องเที่ยวในประเทศของคนไทยที่ฟื้นตัวถึงระดับ 89% (เทียบกับปี 2562)

 

สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน แต่ยังอยู่ที่ระดับ 28% แต่จะเห็นได้ว่าการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวมีความไม่สมดุลของจำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยว โดยพบว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวเพียง 59.5% ซึ่งต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว ในขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาที่ 31.7% สูงกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น สะท้อนพฤติกรรมและรูปแบบการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่ต่างไปจากเดิม โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

  1. นักท่องเที่ยวคนไทย ปี 2565 พบพฤติกรรมการใช้จ่ายในการท่องเที่ยวต่อทริปลดลงจากภาวะเงินเฟ้อที่กดดันรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมีอัตราลดลง ส่งผลต่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวคนไทยดังนี้
  • เทรนด์การเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ (One-Day Trip) โดยไม่พักแรมเพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านจำนวนนักท่องเที่ยวในภาคกลางและภาคตะวันตก ฟื้นตัวเทียบช่วงก่อนสถานการณ์โควิดที่ 105% และ 119% แต่รายได้กลับฟื้นตัวเพียง 78% และ 92% ตามลำดับ
  • นักท่องเที่ยวคนไทยมีแนวโน้มเที่ยวเมืองรองที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าเมืองหลักเพิ่มขึ้น เช่น จังหวัดเชียงราย น่าน แพร่ ในพื้นที่ภาคเหนือมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% จังหวัดสตูลและสุราษฎร์ธานี ในพื้นที่ภาคใต้มีตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 15-20% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสถานการณ์โควิด
  • การปรับลดคืนค้างแรมลง โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดห่างไกล ส่งผลต่อเม็ดเงินค่าใช้จ่ายที่ลดลงต่อทริป โดยเฉพาะในกลุ่มภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ สะท้อนผ่านเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเทียบก่อนสถานการณ์โควิดกลับมาที่ 92%, 55% และ 46% ตามลำดับ ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวฟื้นตัวในอัตราที่สูงกว่าที่ 106%, 76% และ 70% ตามลำดับ

 

สำหรับในปี 2566 คาดการณ์ท่องเที่ยวของคนไทยยังเติบโตต่อเนื่อง ด้วยตัวเลขการท่องเที่ยว 226 ล้านคนต่อครั้ง จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ ส่งผลบวกต่อพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2565 รวมถึงการเริ่มกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2566 ช่วยเพิ่มความคึกคักให้กับภูมิภาคปลายทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ภาคใต้ และภาคตะวันออก ฟื้นตัวในเชิงปริมาณที่ 80%, 84% และ 104% ตามลำดับ 

 

นอกจากนี้การกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน ที่แม้ปี 2566 คาดว่าจะกลับมาไม่มากเมื่อเทียบกับภาวะปกติ แต่อาจช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้รับอานิสงส์จากรถไฟความเร็วสูง สปป.ลาว-จีน รวมถึงในภูมิภาคอื่นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในมิติของรายได้พบค่าเฉลี่ยของรายจ่ายต่อทริปคาดว่าปรับตัวขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อและการปรับขึ้นของค่าที่พักจากระดับที่ปรับลดในช่วงก่อนหน้า แต่ยังคงต่ำกว่าระดับก่อนช่วงสถานการณ์โควิด ส่งผลให้การท่องเที่ยวแบบไทยเที่ยวไทยคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินราว 8.2 แสนล้านบาท ในปี 2566

 

  1. นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2565 พบค่าใช้จ่ายต่อทริปเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เข้ามาเป็นกลุ่มเม็ดเงินจับจ่ายสูง เช่น สัดส่วนนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์สูง เพิ่มจาก 1.8% ในปี 2562 เป็น 4.3% ในปี 2565 รวมถึงกลุ่มที่มีเม็ดเงินใช้จ่ายต่อทริปสูงจากการพักแรมในไทยแบบระยะยาว เช่น นักท่องเที่ยวจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา ที่มีสัดส่วนเพิ่มจาก 17% และ 4% ตามลำดับ ในปี 2562 เป็น 23% และ 6% ตามลำดับ ในปี 2565

 

ซึ่งในปี 2566 ttb analytics คาดตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มสูงแตะ 28 ล้านคน สร้างมูลค่าการท่องเที่ยวราว 1.44 ล้านล้านบาท จากแรงหนุนของการที่จีนเปิดประเทศ และการปรับตัวของสายการบินที่จัดหาบริการเที่ยวบินรองรับอุปสงค์การท่องเที่ยวได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นและน่าสนใจ ประกอบด้วย

  • กลุ่มตะวันออกกลางที่มีสัดส่วนรายจ่ายต่อทริปสูงจากรายจ่ายเชิงการแพทย์ที่ไทยมีข้อได้เปรียบ
  • กลุ่มนักท่องเที่ยวจากอินเดียที่คาดว่าเป็นกลุ่มที่จะมีอัตราการเติบโตที่สูงจากกลุ่มชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นบนฐานประชากรที่ใหญ่ ประกอบกับมีพฤติกรรมการจับจ่ายที่เน้นภาคท่องเที่ยวและภาคโรงแรมในสัดส่วนที่สูง
  • กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีระยะพักแรมนาน เช่น กลุ่มยุโรปและสหรัฐอเมริกา ที่ได้อานิสงส์จากการทำงานรูปแบบ Work from Anywhere มากขึ้น ที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวจัดสรรเวลาเพื่อการท่องเที่ยวได้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมาในอดีต

 

โดยสรุป ttb analytics คาดว่าปี 2566 มูลค่าการท่องเที่ยวไทยจะเติบโตในอัตราเร่งแตะ 2.25 ล้านล้านบาท จากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่งแตะ 28 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายต่อทริปสูงจะมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลทางอ้อมให้การท่องเที่ยวปี 2566 นี้มีความคึกคักเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ปลายทางสำคัญ ได้แก่ กทม. ชลบุรี ภูเก็ต สงขลา เชียงใหม่ ในขณะที่เมืองรองซึ่งมีศักยภาพในการท่องเที่ยวต่างๆ มีโอกาสเติบโตมากขึ้นด้วยการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเมืองหลักในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อหนุนให้ภาคการท่องเที่ยวไทยมีการเติบโตในระยะยาวและก้าวข้ามระดับสูงสุดใน 1-2 ปีข้างหน้า


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ttb analytics คาดรายได้ท่องเที่ยวไทยปี 66 เพิ่มขึ้น 1 ล้านล้านบาท จากพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่ต่างไปจากเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตาเผาศพในจีนมีผู้ต่อคิวรอใช้บริการจำนวนมาก หลังโควิดยังระบาดหนัก https://thestandard.co/crematorium-china-covid19/ Wed, 11 Jan 2023 06:03:02 +0000 https://thestandard.co/?p=735681 เตาเผาศพในจีน

วานนี้ (10 มกราคม) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานถึงสถานการณ […]

The post เตาเผาศพในจีนมีผู้ต่อคิวรอใช้บริการจำนวนมาก หลังโควิดยังระบาดหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตาเผาศพในจีน

วานนี้ (10 มกราคม) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดในจีนที่ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง โดยภาพถ่ายดาวเทียมที่ถ่ายโดยบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกาอย่าง Maxar ในช่วงปลายเดือนธันวาคมจนถึงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมาเผยให้เห็นว่า เตาเผาศพในหลายเมืองของจีนแน่นขนัดไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่ต่างรอคิวเข้าใช้บริการ หลังยอดผู้เสียชีวิตจากโควิดมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น 

 

ภาพถ่ายดาวเทียมยังเผยให้เห็นว่า หน่วยงานที่ให้บริการเตาเผาศพหลายแห่งในจีนตัดสินใจสร้างที่จอดรถใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม เพื่อรองรับปริมาณผู้ที่จะเดินทางมาเข้าใช้บริการเตาเผาศพที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงระยะเวลานี้ ขณะที่เตาเผาบางแห่งที่อาจมีข้อจำกัดในการขยายพื้นที่จอดรถก็จะมีแถวรถยนต์ต่อคิวยาวเหยียดไปตามท้องถนน เพื่อรอเข้าใช้บริการ เช่น เตาเผาศพในเมืองคุนหมิง เมืองหนานจิง เมืองเฉิงตู เมืองถังซาน และเมืองหูโจว

 

โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลจีนได้ประกาศปรับแผนนโยบายรับมือโควิดระดับชาติ จากการคุมเข้มล็อกดาวน์ตามแนวทางโควิดเป็นศูนย์ (Zero-COVID) เปลี่ยนมาเป็นการปรับตัวและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเชื้อไวรัส แม้ในช่วงเวลานั้นสถานการณ์โควิดในจีนจะยังคงแพร่ระบาดอย่างหนักก็ตาม หลายฝ่ายเกรงว่าการปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญนี้อาจจะยิ่งทำให้การแพร่ระบาดของโควิดในจีนเลวร้ายมากยิ่งขึ้นไปอีก

 

สำนักข่าว CNN รายงานว่า หลายพื้นที่ในกรุงปักกิ่งสร้างจุดเก็บศพชั่วคราวขึ้น หลังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่างทำงานอย่างหนักเพื่อจัดการกับร่างของผู้เสียชีวิตจากโควิด และเพื่อใช้เป็นสถานที่พักศพรอบรรดาครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิตนำร่างไปประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของพวกเขา ซึ่งจะมีส่วนในการชะลอปริมาณศพที่รอเข้ารับการเผาหรือฝังตามจุดให้บริการในเมืองต่างๆ ของจีนอีกด้วย

 

แม้ทางการจีนจะยืนยันว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดในจีนยังอยู่ในจุดที่ควบคุมและคาดการณ์ได้ อีกทั้งจำนวนผู้เสียชีวิตที่ได้รับการรายงานก็ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าตัวเลขของผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโควิดในจีนสูงกว่าตัวเลขที่ได้รับรายงานมาก 

 

ดร.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า “เรายังคงเดินหน้าขอความร่วมมือจากทางการจีนให้แชร์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โควิดภายในประเทศ ทั้งจำนวนผู้ที่เข้าพักรักษาตัว จำนวนผู้เสียชีวิต จำนวนผู้ฉีดวัคซีน รวมถึงข้อมูลเชิงลึกอื่นๆ ที่รวดเร็ว สม่ำเสมอ และถูกต้องแม่นยำ ตามความเป็นจริง”

 

โดย WHO มีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของประชาชนในประเทศจีน พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนโควิดรวมถึงวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อลดความเสี่ยงในการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และลดความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตหากติดเชื้อ

 

ขณะที่ ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการด้านภาวะฉุกเฉินของ WHO เผยว่า ตัวเลขรายงานที่เผยแพร่โดยทางการจีนอาจไม่ได้แสดงผลกระทบที่แท้จริงของโควิดที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักภายในประเทศ โดยเฉพาะจำนวนผู้เข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลและจำนวนผู้เสียชีวิต ซึ่งนอกจากประเทศจีนแล้ว ก็ยังมีอีกหลายประเทศที่พบว่าการรายงานข้อมูลเหล่านี้มีความล่าช้าเช่นเดียวกัน

 

ภาพ: Getty Images

อ้างอิง:

The post เตาเผาศพในจีนมีผู้ต่อคิวรอใช้บริการจำนวนมาก หลังโควิดยังระบาดหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สงคราม เศรษฐกิจถดถอย นิวเคลียร์ 5 เรื่องร้อนที่โลกต้องจับตามอง ปี 2023 | GLOBAL FOCUS | THE STANDARD https://thestandard.co/5-hot-stories-in-the-world/ Wed, 11 Jan 2023 04:25:08 +0000 https://thestandard.co/?p=735600

ปี 2022 เป็นหนึ่งในปีที่โลกเผชิญกับความวุ่นวายและความยา […]

The post ชมคลิป: สงคราม เศรษฐกิจถดถอย นิวเคลียร์ 5 เรื่องร้อนที่โลกต้องจับตามอง ปี 2023 | GLOBAL FOCUS | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2022 เป็นหนึ่งในปีที่โลกเผชิญกับความวุ่นวายและความยากลำบากขั้นรุนแรง จากผลกระทบของสถานการณ์ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างสงครามรัสเซีย-ยูเครน วิกฤตพลังงานและอาหาร ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจและการระบาดของโควิดที่ยังไม่สิ้นสุด

 

สำหรับปี 2023 มีหลายเรื่องเป็นประเด็นใหญ่ที่โลกยังต้องติดตาม ขณะที่บางเรื่องอาจสำคัญและใกล้ตัวเรากว่าที่คิด

The post ชมคลิป: สงคราม เศรษฐกิจถดถอย นิวเคลียร์ 5 เรื่องร้อนที่โลกต้องจับตามอง ปี 2023 | GLOBAL FOCUS | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนประกาศงดออกวีซ่าให้ผู้เดินทางจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โต้กลับมาตรการคุมโควิดจากนานาชาติ https://thestandard.co/china-covid19-tourist-visa/ Wed, 11 Jan 2023 03:32:02 +0000 https://thestandard.co/?p=735536 จีนประกาศงดออกวีซ่า

วานนี้ (10 มกราคม) จีนประกาศระงับการออกวีซ่าระยะสั้นให้ […]

The post จีนประกาศงดออกวีซ่าให้ผู้เดินทางจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โต้กลับมาตรการคุมโควิดจากนานาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนประกาศงดออกวีซ่า

วานนี้ (10 มกราคม) จีนประกาศระงับการออกวีซ่าระยะสั้นให้กับนักเดินทางจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่น หลังจากที่เคยออกมากล่าวว่า ทางการพร้อมจะออกมาตรการตอบโต้ประเทศต่างๆ ที่ออกนโยบายด้านโควิดกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากจีนแผ่นดินใหญ่

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังเมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา จีนได้ยกเลิกมาตรการกักตัวผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ รวมถึงกลับมาเปิดพรมแดนกับฮ่องกงอีกครั้งในรอบกว่า 3 ปี และกลับมาออกวีซ่าให้กับชาวจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อออกไปท่องโลกกว้างอีกครั้ง ตามนโยบายของรัฐบาลกลางที่ยกเลิกการใช้แนวทางสกัดโควิดที่เข้มงวดตั้งแต่เมื่อช่วงเดือนธันวาคม

 

อย่างไรก็ตาม การยกเลิกนโยบายดังกล่าวได้ส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิดเป็นวงกว้างในจีน ทำให้หลายประเทศตัดสินใจประกาศใช้มาตรการพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวจีนที่จะเดินทางมาเยือนดินแดนของพวกเขาเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในประเทศ ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา ที่ออกข้อกำหนดให้นักเดินทางจากจีนแสดงผลตรวจเชื้อเป็นลบเมื่อเดินทางมาถึง

 

แม้ขณะนี้จีนจะบังคับใช้ข้อกำหนดการตรวจเชื้อต่อนักเดินทางจากต่างประเทศทั้งหมดในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน แต่วานนี้ หวังเหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า การที่นานาชาติใช้มาตรการพิเศษกับนักท่องเที่ยวจีนนั้นเป็นการ ‘เลือกปฏิบัติ’ และจีนจะใช้มาตรการตอบโต้ ซึ่งล่าสุดสถานทูตจีนในเกาหลีใต้ได้ระงับการออกวีซ่าระยะสั้นให้กับนักเดินทางชาวเกาหลีใต้แล้ว พร้อมระบุว่า จีนจะปรับนโยบายใหม่ก็ต่อเมื่อในฝั่งของเกาหลีใต้ยกเลิก ‘ข้อจำกัดการเข้าเมืองที่เป็นการเลือกปฏิบัติ’

 

ในเวลาต่อมา สถานทูตจีนในญี่ปุ่นก็ได้ประกาศความเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกัน โดยระบุว่าได้ระงับการออกวีซ่าตั้งแต่วันอังคารเป็นต้นไป แต่ไม่ได้ระบุถึงเหตุผลและกำหนดวันสิ้นสุดการใช้มาตรการนี้ โดยญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในชาติที่ออกมาตรการเข้มงวดต่อการรับนักท่องเที่ยวจากจีน โดยขอให้นักเดินทางจากจีนแสดงผลตรวจโควิดแบบ PCR เป็นลบที่ตรวจไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนออกเดินทาง รวมถึงต้องตรวจเชื้อซ้ำอีกครั้งเมื่อเดินทางมาถึงญี่ปุ่น

 

อนึ่ง นับตั้งแต่ที่จีนผ่อนคลายข้อกำหนดด้านโควิดในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทางการก็ได้ยุติการรายงานยอดผู้ติดเชื้อรายวัน ขณะที่มีการเปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ไม่เกิน 5 รายต่อวัน ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรอันมหาศาลของจีนและสถานการณ์ของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก จนองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาแสดงความวิตกกังวลว่าจีนอาจเปิดเผยตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ภาพ: Kevin Frayer / Getty Images

อ้างอิง:

The post จีนประกาศงดออกวีซ่าให้ผู้เดินทางจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โต้กลับมาตรการคุมโควิดจากนานาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียน ‘มาตรการรับนักท่องเที่ยว’ ของไทย ทำอย่างไรไม่ให้ ‘กลับไปกลับมา’ https://thestandard.co/thailand-travel-restrictions/ Tue, 10 Jan 2023 08:30:34 +0000 https://thestandard.co/?p=735180

กะทันหันกว่าการเปิดประเทศของจีนก็น่าจะเป็น ‘มาตรการรับน […]

The post ถอดบทเรียน ‘มาตรการรับนักท่องเที่ยว’ ของไทย ทำอย่างไรไม่ให้ ‘กลับไปกลับมา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

กะทันหันกว่าการเปิดประเทศของจีนก็น่าจะเป็น ‘มาตรการรับนักท่องเที่ยว’ ของไทย เพราะสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เพิ่งออกประกาศข้อกำหนดในการเข้าประเทศไทยสำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ 2 ฉบับ โดยฉบับแรกเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2566 และอีกฉบับเมื่อวันที่ 7 มกราคม เพื่อแก้ไขเนื้อหาในฉบับแรกเกี่ยวกับผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน ก่อนที่ทั้งหมดจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 มกราคม 

 

เป็นที่เข้าใจได้ว่าประกาศทั้ง 2 ฉบับเป็นมาตรการรับมือการเปิดประเทศของจีนที่เริ่มเมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา หลายประเทศก็กำหนดมาตรการรับนักท่องเที่ยวเพิ่มเติมกับนักท่องเที่ยวชาวจีน ส่วนใหญ่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มกราคม กระทรวงสาธารณสุขแถลงยกเลิกมาตรการวัคซีนที่กพท. ออกประกาศมา มาตรการรับนักท่องเที่ยวของไทยเป็นอย่างไร และมีอะไรต้องทบทวนบ้าง

 

มาตรการรับนักท่องเที่ยว

 

“ปฏิบัติตามแนวทางโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง และปฏิบัติกับผู้เดินทางจากทุกประเทศอย่างเท่าเทียม” เป็นข้อสรุปจากการประชุมมาตรการรับนักท่องเที่ยวระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้องที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2566 โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน โดยมี 3 ประเด็นหลักคือ การฉีดวัคซีนโควิด การซื้อประกันสุขภาพ และการเฝ้าระวังโรค

 

ในรายละเอียดของมาตรการสำหรับนักท่องเที่ยวสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

 

  • ระยะก่อนเข้าประเทศ: ให้นักท่องเที่ยวฉีดวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม หากมีอาการป่วยควรเลื่อนการเดินทาง และในกรณีประเทศต้นทางกำหนดให้มีผลการตรวจ RT-PCR เป็นลบก่อนกลับเข้าประเทศ ต้องซื้อประกันสุขภาพที่ครอบคลุมการรักษาโควิด
  • ระหว่างอยู่ในประเทศ: ให้นักท่องเที่ยวป้องกันตนเอง เช่น สวมหน้ากากเมื่ออยู่ในพื้นที่สาธารณะ/ขนส่งสาธารณะ, ล้างมือบ่อยๆ, หากมีอาการทางเดินหายใจให้ตรวจคัดกรองด้วย ATK และหากมีอาการป่วยรุนแรงขึ้นให้ไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาล
  • ระยะก่อนออกประเทศ: หากต้องการผลตรวจ RT-PCR ก่อนเดินทางกลับ แนะนำให้พักโรงแรมที่ผ่านมาตรฐาน SHA+ เพราะมีบริการตรวจหาโควิดโดยโรงพยาบาลที่ได้รับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

 

ส่วนมาตรการสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงสาธารณสุขจะติดตามและประเมินสถานการณ์ในช่วงไตรมาสแรกเพื่อปรับมาตรการตามความเสี่ยง เช่น อัตราการติดเชื้อสูง หรือพบเชื้อกลายพันธุ์ โดยจะมีการเฝ้าระวังโรคและจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์โรคและตอบโต้ภาวะฉุกเฉินกรณีผู้เดินทางจากต่างประเทศ รวมถึงเฝ้าระวังและตรวจโควิดในน้ำเสียจากเครื่องบิน 

 

ข้อกำหนดสำหรับนักท่องเที่ยว

 

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2566 กพท. ออกข้อกำหนดในการเข้าประเทศไทยสำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศจำนวน 7 ข้อ ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข (ในสังคมออนไลน์มีการแชร์สไลด์ของกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค กรมควบคุมโรคควบคู่กัน) และออกประกาศอีกฉบับเพื่อแก้ไขเนื้อหาในฉบับแรกเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2566 และเริ่มใช้วันที่ 9-31 มกราคม 2566 สรุปใจความได้ดังนี้

 

  1. ผู้มีอายุ 18 ปี ต้องแสดงข้อมูลการได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม หรือจดหมายจากแพทย์ที่รับรองว่าหายจากโควิดไม่เกิน 6 เดือน ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนต้องมีจดหมายจากแพทย์ที่ระบุเหตุผล
  2. ผู้ที่มาจากประเทศที่ต้องมีผลการตรวจหาเชื้อก่อนเดินทางกลับเข้าประเทศ ต้องมีประกันสุขภาพวงเงินไม่น้อยกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมการรักษาโควิดตลอดช่วงระยะเวลาเดินทางในประเทศไทยและบวกเพิ่มอีก 7 วัน
  3. ผู้ที่ได้รับการยกเว้นประกันสุขภาพ ได้แก่ ผู้ถือหนังสือเดินทางราชการ หนังสือเดินทางทูต และหนังสือเดินทางสหประชาชาติ
  4. ผู้ที่ได้รับการยกเว้นการตรวจเอกสารการได้รับวัคซีนและประกันสุขภาพ ได้แก่ ผู้ถือหนังสือเดินทางไทย และผู้ที่เปลี่ยนเครื่องหรือต่อเครื่อง
  5. สายการบินต้องตรวจสอบเอกสารตามที่กำหนด ผู้ที่ไม่สามารถแสดงเอกสารได้อาจถูกตรวจการติดเชื้อเมื่อเดินทางมาถึง (ไม่ปฏิเสธการขึ้นเครื่อง)
  6. สายการบินต้องยึดตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เช่น ขอให้ผู้โดยสารสวมหน้ากากตลอดการเดินทาง ยกเว้นช่วงรับประทานอาหารหรือในภาวะฉุกเฉิน
  7. ผู้ที่มีอาการทางเดินหายใจ จะได้รับการแนะนำให้ตรวจการติดเชื้อเมื่อเดินทางมาถึง

 

ประเด็นสำคัญที่มีการแก้ไขคือข้อ 5. เพราะในประกาศฉบับแรกระบุให้สายการบินปฏิเสธการขึ้นเครื่องหากไม่สามารถแสดงเอกสารได้ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2566 สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตจึงออกมาแสดงความเห็นว่า มาตรการดังกล่าวกระทบความเชื่อมั่นของประเทศ และสร้างความเสียหายทางธุรกิจ โดยบริษัทนำเที่ยวถูกยกเลิกและต้องคืนเงินให้กับลูกค้าที่ซื้อแพ็กเกจทัวร์แล้วจำนวนมาก

 

ข้อสังเกตต่อมาตรการดังกล่าว

 

มี 3 ประการคือ 1. ความไม่ครอบคลุมของมาตรการวัคซีน ไทยยกเลิกการตรวจประวัติการได้รับวัคซีนไปตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ในทางสาธารณสุขมองว่าวัคซีนป้องกันอาการรุนแรง การกำหนดให้ฉีดวัคซีนก่อนเดินทางมาอาจลดภาระด้านการรักษาของประเทศได้ แต่ควรปรับปรุงเกณฑ์การได้รับวัคซีนครบ เพราะระดับภูมิคุ้มกันลดลงตามระยะเวลา และขณะนี้ในประเทศมีการรณรงค์ถึงเข็มที่ 4 แล้ว 

 

ในทางสังคม การฉีดวัคซีนเป็น ‘ทางเลือก’ ไม่ใช่ ‘ข้อบังคับ’ ดังนั้นจึงควรกำหนดเงื่อนไขที่ครอบคลุมทั้งกรณีผู้ที่ได้รับวัคซีนครบและไม่ได้รับวัคซีน โดยอาจกำหนดให้ผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนตรวจหาเชื้อก่อนเดินทาง เพื่อคัดกรองผู้ติดเชื้อ และจูงใจให้ฉีดวัคซีนทางอ้อม ปัจจุบันสิงคโปร์ยังคงใช้มาตรการตรวจหาเชื้อก่อนเดินทาง 2 วันในผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนอยู่ ไม่ว่าจะเดินทางมาจากประเทศใดก็ตาม

 

  1. ความไม่ชัดเจนเรื่องการรักษาและการแยกกักโรค (Isolation) ข้อกำหนดดังกล่าวไม่ได้ระบุเรื่องการรักษาและการแยกกักชัดเจนว่า ถ้านักท่องเที่ยวตรวจพบว่าติดเชื้อจะได้รับการรักษาแบบใด และจำเป็นต้องแยกกักหรือไม่ เพราะเมื่อเทียบกับมาตรการภายในประเทศ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก และไม่จำเป็นต้องแยกกักตัวที่บ้านตลอดเวลา แต่ให้สวมหน้ากากและเว้นระยะห่าง 5 วัน

 

  1. กลไกบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากขณะนี้ไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และโควิดไม่ใช่ ‘โรคติดต่ออันตราย’ กระทรวงสาธารณสุขจึงไม่มีกลไกบังคับใช้มาตรการต่างๆ ตามกฎหมาย ข้อกำหนดนี้ให้สายการบินซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ดำเนินการแทน ในขณะที่เดิมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมีอำนาจสั่งให้นักท่องเที่ยวกักกันโรค (Quarantine) เช่น SQ, ASQ หรือคุมไว้สังเกต (Close Observation) เช่น Sandbox, Test & Go 

 

หลักการสำหรับกำหนดนโยบาย

 

ถึงแม้กระทรวงสาธารณสุขจะยึดหลักเท่าเทียมทุกชาติ ไม่เลือกปฏิบัติเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน แต่มาตรการที่ออกมากลับมีผลกระทบเชิงลบต่อนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นด้วย ทั้งจากความฉุกละหุก และความไม่ครอบคลุมของมาตรการวัคซีน จนล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขยกเลิกการตรวจเอกสารวัคซีนแล้ว หลักการที่ควรใช้ในการกำหนดนโยบายนี้คือ แนวทางตามความเสี่ยง (Risk-based Approach)

 

ซึ่งองค์การอนามัยโลกแนะนำให้คำนึงถึงความเสี่ยง 5 ประการ ได้แก่

 

  • ระบาดวิทยาในประเทศต้นทางและปลายทาง 
  • จำนวนนักท่องเที่ยว และข้อตกลงระหว่างประเทศ
  • ศักยภาพของระบบสาธารณสุขในการตรวจและรักษาผู้ติดเชื้อ
  • มาตรการทางสาธารณสุขและสังคมในการควบคุมและป้องกันโรค
  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สิทธิมนุษยชน และความเป็นไปได้ของมาตรการ

 

หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้ว (ไม่เฉพาะจีน) ไทยมีปัจจัยเหล่านี้แตกต่างกันมากก็สามารถกำหนดมาตรการตามความเสี่ยงได้ คือไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกประเทศ และคำนึงถึงวัตถุประสงค์และประสิทธิผลของมาตรการ เช่น สามารถชะลอการระบาดได้เท่าไร ทว่าหากเปรียบเทียบกันแล้วความเสี่ยงไม่ต่างกันก็ไม่จำเป็นต้องกำหนดมาตรการเพิ่ม แล้วสื่อสารความเสี่ยงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

 

ปัจจุบันความพร้อมด้านวัคซีนและยารักษาโรคทำให้ความเสี่ยงเมื่อ 3 ปีก่อนกับตอนนี้ต่างกันมาก ข้อมูลสายพันธุ์ที่ระบาดในจีนยังไม่พบสายพันธุ์ใหม่ ประกอบกับไทยต้องการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว รัฐบาลควรออกแบบมาตรการรับนักท่องเที่ยวตามความเสี่ยงให้ครอบคลุมเงื่อนไขที่สำคัญ และพิจารณาอย่างรอบด้านตั้งแต่ต้น รวมถึงเตรียมแผนสำรองในกรณีที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 

 

ข้อมูลเพิ่มเติม: เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2566 อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีมติให้ยกเลิกการตรวจเอกสารการฉีดวัคซีนโควิดของนักท่องเที่ยว เนื่องจากประเทศไทยได้ผ่อนคลายมาตรการมาระยะหนึ่งแล้ว ยังไม่พบการระบาดของโควิดจากนักท่องเที่ยว ขณะที่คนไทยมีการฉีดวัคซีนจำนวนมากเช่นเดียวกับประเทศจีนและประเทศต่างๆ (แต่ยังไม่มีประกาศจาก กพท. อย่างเป็นทางการ)

 

อ้างอิง:

The post ถอดบทเรียน ‘มาตรการรับนักท่องเที่ยว’ ของไทย ทำอย่างไรไม่ให้ ‘กลับไปกลับมา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขท้องถิ่นเผย มณฑลเหอหนานของจีน มีผู้ติดเชื้อโควิดแล้วกว่า 88 ล้านคน https://thestandard.co/henan-88-million-people-infected-covid/ Tue, 10 Jan 2023 02:43:45 +0000 https://thestandard.co/?p=734901

คันฉวนเฉิง ผู้อำนวยการคณะกรรมาธิการสาธารณสุขของมณฑลเหอห […]

The post เจ้าหน้าที่สาธารณสุขท้องถิ่นเผย มณฑลเหอหนานของจีน มีผู้ติดเชื้อโควิดแล้วกว่า 88 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>

คันฉวนเฉิง ผู้อำนวยการคณะกรรมาธิการสาธารณสุขของมณฑลเหอหนานของจีน เปิดเผยว่า ประชาชนเกือบ 90% หรือราว 88.5 ล้านคน ติดเชื้อโควิด อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ระบุกรอบเวลาแน่ชัดว่า การติดเชื้อระลอกใหม่นี้เกิดขึ้นเมื่อใด แต่คาดว่าประชาชนส่วนใหญ่ในมณฑลเหอหนานเริ่มกลับมาติดเชื้ออีกครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ภายหลังจากรัฐบาลจีนประกาศยกเลิกมาตรการโควิดเป็นศูนย์เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา 

 

คันเผยว่า เขาไปคลินิกเอกชนที่รักษาโควิด แล้วพบว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงที่สุดในวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา จากนั้นตัวเลขผู้ป่วยก็ค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลของเจ้าหน้าที่มณฑลเหอหนานเกี่ยวกับผู้ป่วยโควิดสวนทางกับข้อมูลของรัฐบาลกลางอย่างสิ้นเชิง

 

สำหรับข้อมูลทางการของรัฐบาลจีนระบุว่า จากประชากรจีนกว่า 1,400 ล้านคน มีเพียงราว 120,000 คนเท่านั้นที่ติดเชื้อโควิด และมีผู้เสียชีวิตเพียง 30 คนเท่านั้น หลังจากรัฐบาลยกเลิกมาตรการโควิดเป็นศูนย์ นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมาก็มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเพียง 3 คนเท่านั้น 

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางการจีนได้ปรับลดสาเหตุการเสียชีวิตจากโควิดให้แคบลง คือให้พิจารณากรณีการเสียชีวิตจากโรคปอดบวมและระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ไม่มีการบังคับให้ประชาชนตรวจโรคแล้ว ดังนั้นข้อมูลจากทางการจึงอาจไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้องตามความเป็นจริง

 

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จากมณฑลอื่นๆ ก็ยังรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อต่างจากรัฐบาลกลางอย่างมากเช่นกัน เช่น ที่เมืองชิงเต่า มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 24 ธันวาคมที่ผ่านมามีประชาชนติดเชื้อต่อวันสูงถึงราว 5 แสนคน ซึ่งข่าวนี้ก็ถูกลบออกจากการรายงานข่าวอย่างรวดเร็ว

 

ภาพ: VCG / VCG via Getty Images

 

อ้างอิง: 

The post เจ้าหน้าที่สาธารณสุขท้องถิ่นเผย มณฑลเหอหนานของจีน มีผู้ติดเชื้อโควิดแล้วกว่า 88 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเที่ยวบินแรกถึงไทยแล้ว อนุทินไปต้อนรับ ไม่ต้องแสดงผลวัคซีน-สุ่มตรวจโควิด เชื่อส่วนมากมีภูมิคุ้มกัน https://thestandard.co/chinese-tourists-covid19/ Mon, 09 Jan 2023 08:36:15 +0000 https://thestandard.co/?p=734530 นักท่องเที่ยวจีน (11)

วันนี้ (9 มกราคม) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อนุทิน ชาญวี […]

The post จีนเที่ยวบินแรกถึงไทยแล้ว อนุทินไปต้อนรับ ไม่ต้องแสดงผลวัคซีน-สุ่มตรวจโควิด เชื่อส่วนมากมีภูมิคุ้มกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักท่องเที่ยวจีน (11)

วันนี้ (9 มกราคม) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนชุดแรกที่เดินทางเข้าประเทศไทย ภายหลังที่ทางการสาธารณรัฐประชาชนจีนเริ่มเปิดประเทศวานนี้ (8 มกราคม)

 

โดยเที่ยวบินแรกเดินทางมาจากเมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน นำนักท่องเที่ยว 269 คนมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในเวลา 12.17 น. บรรยากาศระหว่างทางเดินออกมีนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนหนึ่งถ่ายภาพเซลฟีกับอนุทิน พร้อมพูดคุยทักทายอย่างเป็นกันเอง

 

อนุทินกล่าวว่า วันนี้ทั้ง 3 กระทรวงได้มาร่วมต้อนรับพร้อมตรวจดูสถานการณ์ว่าการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวจีนไฟลต์แรกเป็นอย่างไร ซึ่งนักท่องเที่ยวทั้ง 269 คนที่เดินทางเข้ามาปฏิบัติตามมาตรการรับมือโควิดอย่างเคร่งครัด 

 

ทั้ง 3 กระทรวงได้รับนโยบายจาก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา โดยกำหนดมาตรการการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ใช้ข้อกำหนดเดียวกัน ไม่มีการแบ่งแยก จนกว่าจะมีสถานการณ์ที่จำเป็น

 

“สำหรับวันนี้จะมีเที่ยวบินขาเข้าจากจีน 15 เที่ยวบิน มีผู้โดยสาร 3,465 คน ทั้งหมดใช้มาตรการด้านสาธารณสุขตามมาตรฐานโลก ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าตลอดปีจะมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยผ่านทางอากาศยานประมาณ 7-10 ล้านคน จากเดิมก่อนโควิดที่มีประมาณ 20 ล้านคนต่อปี” อนุทินกล่าว

 

อนุทินกล่าวต่อไปว่า กระทรวงคมนาคมมีความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในทุกท่าอากาศยาน มีขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารอย่างเพียงพอ และมีการบูรณาการกับทุกหน่วยงานในสังกัด เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการนักท่องเที่ยวทุกสัญชาติในทุกรูปแบบ ตั้งแต่เดินทางถึงประเทศไทย

 

สำหรับปัญหากระเป๋าสัมภาระที่ล่าช้า ทางกระทรวงคมนาคมได้เร่งแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยกำหนดเวลาเฉลี่ยการลำเลียงกระเป๋าใบแรกต้องเสร็จใน 27 นาที และใบสุดท้ายเสร็จสิ้นภายใน 44 นาที ส่วนระบบขนส่งสาธารณะปัจจุบันเพิ่มจำนวนการให้บริการ ปรับปรุงระยะเวลาในการรอคิวรถสาธารณะ ตั้งเป้าไม่เกิน 10 นาทีต่อคน

 

อนุทินกล่าวต่อด้วยว่า การเดินทางเข้าประเทศไทยของนักท่องเที่ยวจีนและทั่วโลก มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีต่อภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งเป็นการสร้างรายได้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้คนมีงานทำ มีโอกาส หากคนไทยให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยความอบอุ่นและระมัดระวังสุขภาพตัวเอง ก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว หลังจากได้รับความเสียหายจากสถานการณ์โควิดมาตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปี

 

ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ขอขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน พนักงาน เจ้าหน้าที่ ข้าราชการที่ได้ให้ความร่วมมือในการดูแลสุขภาพของตัวเอง จนทำให้วันนี้สามารถเปิดประเทศได้ และมีคนเลือกเดินทางเข้ามาประเทศไทยเป็นประเทศแรก

 

“จากรายงานที่ประชุมของคณะกรรมการวิชาการตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ 2558 ของกระทรวงสาธารณสุข ในช่วงเช้าที่ผ่านมา เล็งเห็นว่า ขณะนี้จำนวนประชาชนที่ฉีดวัคซีนมีมากแล้วทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทำให้คนมีภูมิคุ้มกันแล้วในระดับหนึ่ง

 

ฉะนั้นการไปเน้นเรื่องวัคซีนของผู้ที่จะเดินทางเข้าประเทศอาจทำให้เกิดความไม่สะดวก ที่ประชุมจึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องนำเรื่องการแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีน 2 เข็มมาเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการแล้ว” อนุทินกล่าว

 

อนุทินกล่าวย้ำว่า ขณะนี้มั่นใจว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะได้รับวัคซีนก่อนที่จะเดินทางมาเที่ยวแล้ว และปัจจุบันโควิดในประเทศไทยได้ประกาศลดระดับจากโรคติดต่อร้ายแรงเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ระบบการแพทย์และยารักษาเพียงพอ จึงไม่ต้องแสดงหลักฐานวัคซีนอีกต่อไป

 

นอกจากนี้ก็จะไม่มีการสุ่มตรวจหาเชื้อโควิดด้วย ส่วนนักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะฉีดวัคซีนที่ประเทศไทยจะมีค่าใช้จ่าย ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขจะประสานกับทางโรงพยาบาลเอกชนต่อไป 

 

อนุทินกล่าวด้วยว่า ในการทำกรมธรรม์ นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องทำกรมธรรม์ก่อนเดินทางเข้าประเทศไทย แต่ทั้งนี้ไม่ได้กำหนดวงเงินในการทำประกันในส่วนนี้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่จะต้องเดินทางกลับประเทศตนเอง และจำเป็นต้องแสดงผลตรวจหาเชื้อโควิด มีส่วนไว้ดูแล เพราะถ้าตรวจพบเชื้อ ประกันจะครอบคลุมการรักษา ทางกระทรวงสาธารณสุขจะไม่ได้ดูแล

 

นักท่องเที่ยวจีน

The post จีนเที่ยวบินแรกถึงไทยแล้ว อนุทินไปต้อนรับ ไม่ต้องแสดงผลวัคซีน-สุ่มตรวจโควิด เชื่อส่วนมากมีภูมิคุ้มกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เช็กความพร้อม AOT เปิดรับชาวจีนเข้าไทยไฟลต์แรก https://thestandard.co/morning-wealth-09012023-3/ Mon, 09 Jan 2023 06:39:49 +0000 https://thestandard.co/?p=734467

เช็กความพร้อม AOT เปิดรับชาวจีนเข้าไทยไฟลต์แรก พูดคุยกั […]

The post ชมคลิป: เช็กความพร้อม AOT เปิดรับชาวจีนเข้าไทยไฟลต์แรก appeared first on THE STANDARD.

]]>

เช็กความพร้อม AOT เปิดรับชาวจีนเข้าไทยไฟลต์แรก พูดคุยกับ ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

 

The post ชมคลิป: เช็กความพร้อม AOT เปิดรับชาวจีนเข้าไทยไฟลต์แรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กพท. แก้ข้อกำหนดต่างชาติบินเข้าไทยใหม่ ไม่มีเอกสารรับรอง มาถึงต้องตรวจโควิดที่จุดขาเข้า https://thestandard.co/thailand-travel-restrictions-080166/ Mon, 09 Jan 2023 03:56:01 +0000 https://thestandard.co/?p=734407

วานนี้ (8 มกราคม) ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทร […]

The post กพท. แก้ข้อกำหนดต่างชาติบินเข้าไทยใหม่ ไม่มีเอกสารรับรอง มาถึงต้องตรวจโควิดที่จุดขาเข้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (8 มกราคม) ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ออกประกาศเพิ่มเติม ข้อกำหนดในการเข้าประเทศไทยสำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ เพื่อเป็นมาตรการรับมือกับการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีน และข้อกำหนดในการเข้าประเทศไทยสำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเป็นมาตรการที่กำหนดโดยกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงเพื่อกำหนดวงเงินประกันให้ครอบคลุมการรักษากรณีติดเชื้อใหม่ หลังมีการออกข้อกำหนดเกี่ยวกับเอกสารรับรองที่ต้องแสดงก่อนเดินทาง ทำให้ผู้โดยสารในหลายประเทศมีปัญหา เพราะที่ผ่านมาไม่ต้องแสดง ส่งผลต่อการยกเลิกการจองเที่ยวบิน และไม่สามารถรับเงินคืนได้ กพท. จึงแก้ปัญหาดังกล่าวโดยออกข้อกำหนดซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

 

  1. ผู้โดยสารอายุมากกว่า 18 ปี ต้องแสดงข้อมูลการได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม หรือจดหมายจากแพทย์ที่รับรองว่าหายจากโรคโควิดแล้วไม่เกิน 6 เดือน (180 วัน) ส่วนผู้โดยสารที่ไม่ได้รับวัคซีนต้องมีจดหมายจากแพทย์พร้อมแสดงเหตุผล

 

  1. ผู้โดยสารที่มาจากประเทศที่มีมาตรการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ติดโควิดเดินทางกลับเข้าประเทศ จะต้องมีประกันสุขภาพวงเงินไม่น้อยกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมการรักษาโควิดตลอดช่วงระยะเวลาเดินทางในประเทศไทย และบวกเพิ่มอีก 7 วัน สำหรับผู้มาประกอบภารกิจ รวมถึงลูกเรือ นักเรียน อาจจะใช้หนังสือรับรองจากหน่วยงานเจ้าภาพ หรือเอกสารแสดงถึงการมีประกันรูปแบบอื่นรับรองแทน

 

  1. ผู้โดยสารที่ถือหนังสือเดินทางราชการ หนังสือเดินทางทูต และหนังสือเดินทางสหประชาชาติ ได้รับการยกเว้นข้อกำหนดประกันสุขภาพ

 

  1. ผู้โดยสารที่ถือหนังสือเดินทางไทย และผู้โดยสารที่เปลี่ยนเครื่องหรือต่อเครื่อง ได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบเอกสารการได้รับวัคซีนและข้อกำหนดประกันสุขภาพ

 

  1. สายการบินต้องตรวจสอบเอกสารตามที่กำหนด หากผู้โดยสารไม่สามารถแสดงเอกสารตามกำหนดนี้ได้ ผู้โดยสารดังกล่าวอาจจะถูกตรวจการติดเชื้อ ณ จุดขาเข้า

 

  1. สายการบินต้องยึดตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องและปฏิบัติตามคู่มือแนวทางตามความเหมาะสม เช่น ขอให้ผู้โดยสารสวมใส่หน้ากากตลอดการเดินทาง ยกเว้นช่วงรับประทานอาหาร หรือในภาวะฉุกเฉิน

 

  1. ผู้โดยสารที่มีอาการของโรคโควิดระหว่างการเดินทาง จะได้รับการแนะนำให้ตรวจการติดเชื้อเมื่อเดินทางมาถึงจุดหมาย

 

ทั้งนี้ ข้อปฏิบัติดังกล่าวเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2566 เวลา 08.00 น. ถึงวันที่ 31 มกราคม 2566 เวลา 00.59 น.

The post กพท. แก้ข้อกำหนดต่างชาติบินเข้าไทยใหม่ ไม่มีเอกสารรับรอง มาถึงต้องตรวจโควิดที่จุดขาเข้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Reuters รายงาน จีนดอดเจรจา Pfizer เพื่อขอผลิตยาต้านโควิดในประเทศ https://thestandard.co/china-talks-with-pfizer-generic-covid-drug-sources/ Sat, 07 Jan 2023 06:30:39 +0000 https://thestandard.co/?p=733894 ยาต้านโควิด

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิด 3 แหล่ง […]

The post Reuters รายงาน จีนดอดเจรจา Pfizer เพื่อขอผลิตยาต้านโควิดในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยาต้านโควิด

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิด 3 แหล่งข่าวว่า จีนกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับ Pfizer เพื่อขอใบอนุญาตให้ผู้ผลิตยาสัญชาติจีนสามารถผลิตและจัดจำหน่ายยาต้านโควิดแพกซ์โลวิดในประเทศได้

 

แหล่งข่าวหนึ่งระบุว่า สำนักงานควบคุมเวชภัณฑ์แห่งชาติจีน (NMPA) เป็นผู้นำในการเจรจากับ Pfizer ตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยจีนหวังที่จะปิดดีลนี้ให้ได้ก่อนเข้าช่วงเทศกาลตรุษจีนที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 มกราคมนี้

 

ปัจจุบันโรงพยาบาลหลายแห่งในจีนอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาล เนื่องจากผู้ป่วยโควิดจำนวนมากแห่กันเข้ามารับการรักษาในศูนย์การแพทย์ หลังเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ตัดสินใจยกเลิกการใช้นโยบายสกัดโควิดที่เข้มงวดอย่างกะทันหัน จนส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อใหม่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่สต๊อกยารักษาโรคก็ร่อยหรอลงไปทุกที

 

ผลการวิจัยระบุว่ายาแพกซ์โลวิดสามารถลดความเสี่ยงการป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลของกลุ่มผู้ป่วยเสี่ยงสูงได้ถึง 90% ในการทดลองทางคลินิก โดยขณะนี้ยาแพกซ์โลวิดกำลังเป็นที่ต้องการสูงมากในจีน โดยมีข่าวว่าชาวจีนหลายคนพยายามหาซื้อยาตัวนี้จากผู้จำหน่ายในต่างประเทศและให้ส่งเข้ามาในจีน หลังในอดีตจีนเมินที่จะใช้วัคซีนและยารักษาโควิดจากชาติตะวันตก 

 

ทั้งนี้ ยาแพกซ์โลวิดเป็นหนึ่งในยาจากต่างประเทศเพียงไม่กี่ยี่ห้อที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้งานในจีน ขณะที่เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา Pfizer ได้บรรลุข้อตกลงในการส่งออกยาแพกซ์โลวิดไปยังจีนผ่านบริษัทของจีนเอง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาดังกล่าวได้ในวงกว้าง

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ NMPA และสำนักงานสารนิเทศแห่งคณะรัฐมนตรีจีน ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานข่าวนี้ ส่วนโฆษกของ Pfizer กล่าวเพียงว่า บริษัทกำลังร่วมมือกับทางการจีนและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างเต็มกำลัง เพื่อจัดหายาแพกซ์โลวิดให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ

 

แฟ้มภาพ: Cryptographer Via Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post Reuters รายงาน จีนดอดเจรจา Pfizer เพื่อขอผลิตยาต้านโควิดในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.ยง ชี้โควิดสายพันธุ์จีนไม่น่าห่วง เพราะระบาดในไทยไปแล้ว เตือนเฝ้าระวังสายพันธุ์ยุโรปและอเมริกา https://thestandard.co/chinese-strain-of-covid-070166/ Sat, 07 Jan 2023 05:30:46 +0000 https://thestandard.co/?p=733880 โควิดสายพันธุ์จีน

วันนี้ (7 มกราคม) นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญ […]

The post นพ.ยง ชี้โควิดสายพันธุ์จีนไม่น่าห่วง เพราะระบาดในไทยไปแล้ว เตือนเฝ้าระวังสายพันธุ์ยุโรปและอเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิดสายพันธุ์จีน

วันนี้ (7 มกราคม) นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กประเด็น ‘สายพันธุ์ของโควิดที่ระบาดเป็นส่วนใหญ่ตามช่วงระยะเวลา’

 

นพ.ยงระบุว่า จากข้อมูลที่แสดงดังรูป โดยดึงข้อมูลที่พบสายพันธุ์เป็นส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ไทย และจีน ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะสายพันธุ์โอมิครอน ถ้าดูตามสายพันธุ์ย่อยที่พบแล้ว จะเห็นว่าสายพันธุ์ที่พบในอเมริกาจะพบก่อนประเทศไทย หรือประเทศไทยจะระบาดตามหลังสายพันธุ์ในอเมริกา และเช่นเดียวกับสายพันธุ์ในจีน ก็จะพบระบาดตามหลังสายพันธุ์ที่พบในประเทศไทย

 

ขณะนี้ในประเทศจีนระบาดด้วยสายพันธุ์ BA.5.2 สายพันธุ์นี้ได้ระบาดผ่านพ้นไปแล้วในประเทศไทย ในประเทศไทยขณะนี้เป็นสายพันธุ์ BA.2.75 ตามหลังอเมริกา ในอเมริกาเองขณะนี้ระบาดเป็นสายพันธุ์ BQ.1.1 ซึ่งจะต้องเฝ้าระวังในประเทศไทยต่อไป ในขณะนี้สายพันธุ์ที่อยู่ในตะวันตกและอเมริกาที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือสายพันธุ์ XBB.1.5 เป็นสายพันธุ์ที่จะระบาดต่อจาก BQ และแพร่กระจายได้ง่าย รวมทั้งหลบหลีกภูมิต้านทาน ที่จะระบาดได้เร็วที่กำลังพบเพิ่มขึ้นในอเมริกา และคาดว่าจะเข้ามาแทนที่ในตัวต่อไป

 

ดังนั้นสายพันธุ์จากจีนมาสู่ประเทศไทยที่เป็น BA.5.2 ไม่ได้น่าเป็นห่วง เพราะระบาดในประเทศไทยผ่านไปแล้ว แต่ถ้าเป็นสายพันธุ์ BQ หรือ XBB.1.5 จากอเมริกาและยุโรปเข้ามาก็อาจจะเกิดการระบาดได้อีก

The post นพ.ยง ชี้โควิดสายพันธุ์จีนไม่น่าห่วง เพราะระบาดในไทยไปแล้ว เตือนเฝ้าระวังสายพันธุ์ยุโรปและอเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทั่วโลกออกมาตรการคุมเข้มก่อนจีนเปิดประเทศเต็มสูบ 8 มกราคมนี้ https://thestandard.co/world-china-reopening-08012023/ Thu, 05 Jan 2023 08:24:46 +0000 https://thestandard.co/?p=733123

หนึ่งในข่าวใหญ่ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา คือการประกาศปรับเปลี […]

The post ทั่วโลกออกมาตรการคุมเข้มก่อนจีนเปิดประเทศเต็มสูบ 8 มกราคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หนึ่งในข่าวใหญ่ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา คือการประกาศปรับเปลี่ยนนโยบายด้านโควิดของจีน ที่ยืนยันแล้วว่าต่อแต่นี้ไปจีนจะไม่ใช้นโยบายควบคุมโรคที่เข้มงวด แต่จะปรับสู่การใช้แนวทางการอยู่ร่วมกับโรคระบาดดังเช่นประเทศอื่น โดยนับตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2023 เป็นต้นไป จีนจะยกเลิกมาตรการกักตัวผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ รวมถึงจะกลับมาออกวีซ่าให้กับชาวจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อออกไปท่องโลกกว้างอีกครั้ง

 

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หลายประเทศทั่วโลกต่างต้องขยับตัว เพื่อเตรียมรับการมาเยือนของนักท่องเที่ยวจีนอีกครั้ง เพราะถึงแม้รายได้จากนักท่องเที่ยวจีนจะถือว่างดงามสำหรับหลายๆ ประเทศที่หวังฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่การแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่ในจีนที่เรียกได้ว่าสาหัสนั้นก็เป็นประเด็นที่ไม่อาจตัดทิ้งได้ ส่งผลให้ในขณะนี้หลายประเทศได้เริ่มประกาศใช้มาตรการพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวจีนที่จะเดินทางมาเยือนดินแดนของพวกเขา เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในประเทศ

 

THE STANDARD ชวนทุกคนดูว่านานาชาติเลือกรับมืออย่างไร ในวันที่นักท่องเที่ยวจีนจะมาเยือนดินแดนของพวกเขาอีกครั้ง และไทยเรามีนโยบายอย่างไรบ้าง

 

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

อ้างอิง:

The post ทั่วโลกออกมาตรการคุมเข้มก่อนจีนเปิดประเทศเต็มสูบ 8 มกราคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาตรการรับนักท่องเที่ยวจีน สธ. กำหนดต้องฉีดวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม-ซื้อประกันป่วยโควิด https://thestandard.co/measures-for-chinese-tourists-050166/ Thu, 05 Jan 2023 07:05:24 +0000 https://thestandard.co/?p=733112 นักท่องเที่ยวจีน

วันนี้ (5 มกราคม) เวลา 10.00 น. อนุทิน ชาญวีรกูล รองนาย […]

The post มาตรการรับนักท่องเที่ยวจีน สธ. กำหนดต้องฉีดวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม-ซื้อประกันป่วยโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักท่องเที่ยวจีน

วันนี้ (5 มกราคม) เวลา 10.00 น. อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เป็นประธานในการประชุมกำหนดมาตรการรองรับการเดินทางเข้าประเทศไทย เพื่อป้องกันควบคุมโรคโควิดครั้งที่ 1/2566  

 

โดยมี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงคมนาคม, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงการต่างประเทศ, กรุงเทพมหานคร, สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมประชุมที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

 

อนุทินกล่าวว่า วันนี้เป็นการหารือของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมการรับผู้เดินทางจากต่างประเทศสำหรับปี 2566 รวมถึงการเตรียมความพร้อมกรณีที่ประเทศจีนทยอยเปิดประเทศ เพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าทางการได้มีมาตรการรองรับที่รอบด้าน เพื่อจะให้ภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดดในระยะต่อไปสามารถชดเชยความเสียหายที่เกิดต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงเกิดการแพร่ระบาดของโควิดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้

 

ทั้งนี้ ในภาพรวมการหารือมีความมั่นใจประเทศไทยมีความพร้อมในทุกด้าน เนื่องจากการได้เตรียมการมาระยะหนึ่ง และมีมาตรการที่ครอบคุม ทั้งการคัดกรอง ป้องกัน และดูแลรักษานักท่องเที่ยว และในครั้งนี้ก็มีการเสนอมาตรการเสริมจากหน่วยงานต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมโรค ซึ่งคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข จะนำแต่ละข้อเสนอไปกำหนดเป็นรายละเอียดต่อไป และยืนยันในหลักดำเนินการที่จะไม่เลือกปฏิบัติต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง เนื่องจากขณะนี้ยังคงมีการแพร่ระบาดของโควิดในทุกประเทศ และเป็นการระบาดที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกัน จึงไม่ควรให้โควิดมาเป็นประเด็นการกีดกันประเทศใดประเทศหนึ่ง

 

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้พิจารณาเป็นข้อมูลที่ทุกหน่วยงานมีอยู่ในปัจจุบัน หากในระยะต่อไปเกิดการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ของโรค กระทรวงสาธารณสุขในฐานะผู้รับผิดชอบตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ก็พร้อมจะปรับมาตรการให้เหมาะสมต่อไป และเนื่องจากขณะนี้ไม่ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่มีศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด (ศบค.) ดังนั้นภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ จะต้องขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้การเปิดรับนักท่องเที่ยวในระยะต่อไปเป็นไปอย่างราบรื่น

 

ที่ประชุมฯ ได้พิจารณากำหนดหลักการและการขับเคลื่อนมาตรการควบคุมโควิดของประเทศไทย เพื่อรองรับผู้เดินทางจากต่างประเทศ ปี 2566 ในภาพรวมตามที่คณะกรรมการด้านวิชาการตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ได้ให้แนวทาง โดยจะไม่ใช้มาตรการด้านสาธารณสุขสำหรับโควิด เพื่อกีดกันผู้เดินทางจากประเทศใด โดยไทยมีมาตรการป้องกันควบคุมโควิดตามหลักวิชาการ ซึ่งเป็น World Standard Protocol โดยประเทศไทยจะต้อนรับและดูแลผู้มาเยือนจากทุกประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 

 

ขณะนี้ระบบสาธารณสุขของประเทศมีความพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ มีการเตรียมความพร้อมหากพบการระบาดรุนแรงขึ้น แต่จะเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังโรคจากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างประเทศ การดูแลจัดการน้ำเสียจากเครื่องบิน รวมทั้งติดตามประเมินผลสถานการณ์ในช่วงไตรมาสแรก ปี 2566 เพื่อกำหนดมาตรการที่เหมาะสมตามสถานการณ์ต่อไป

 

สำหรับมาตรการด้านสาธารณสุขซึ่งเสนอโดยกระทรวงสาธารณสุขนั้น กรณีก่อนเข้าประเทศไทย จะต้องฉีดวัคซีนโควิดอย่างน้อย 2 เข็ม และหากมีอาการป่วยโรคทางเดินหายใจ แนะนำให้เลื่อนการเดินทางและรักษาให้หายก่อนเดินทางเข้าไทย รวมถึงแนะนำให้ซื้อประกันสุขภาพเดินทางที่ครบคลุมการรักษาโควิดก่อนเข้าไทย เพื่อลดภาระการใช้จ่ายด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในช่วงพำนักในประเทศไทย

 

ส่วนระหว่างพำนักในประเทศไทย จะแนะนำให้ผู้เดินทางจากต่างประเทศป้องกันตนเอง เช่น สวมหน้ากากอนามัยขณะอยู่ในสถานที่สาธารณะ รถโดยสารขนส่งสาธารณะ ล้างมือบ่อยๆ เน้นการตรวจคัดกรองด้วย ATK เมื่อมีอาการ ส่วนกรณีผู้เดินทางที่จะออกจากไทยไปยังประเทศที่มีนโยบายคัดกรองก่อนเข้าไทย จะแนะนำให้ผู้เดินทางพักในโรงแรม SHA Plus ซึ่งจะมีบริการตรวจโควิดโดยสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

 

พร้อมกันนี้ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์โรค และตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กรณีพบการระบาดในกลุ่มผู้เดินทางจากต่างประเทศ มีการเพิ่มกลไกการรายงานสถานการณ์ผ่านเว็บไซต์กรมควบคุมโรค ที่เน้นแจ้งจำนวนนักท่องเที่ยวและตรวจคัดกรองผู้ที่มีอาการป่วยทางเดินหายใจที่สนามบิน โดยรายงานทุกสัปดาห์ กำหนดเกณฑ์สำหรับการปรับมาตรการเมื่อพบผู้ติดเชื้ออัตราสูงขึ้น หรือมีการกลายพันธุ์ และเฝ้าระวังตรวจสายพันธุ์โควิดในน้ำเสียจากเครื่องบิน

 

ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้กำหนดแนวทางการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติทุกประเทศที่ติดเชื้อ โดยสามารถติดต่อหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อให้ความช่วยเหลือในการประสานงานเข้ารับการรักษา เช่น ตำรวจท่องเที่ยว โทร. 1155, ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) โทร. 0 2134 4077, สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด (สทกจ.) ทุกจังหวัด และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โทร. 1672

 

ทางด้านกระทรวงคมนาคมได้รายงานถึงการเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในทุกท่าอากาศยาน ซึ่งขณะนี้สามารถรองรับผู้เดินทางจากต่างประเทศได้ เนื่องจากปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาประมาณร้อยละ 50-60 ของปี 2562 ก่อนเกิดโควิด ส่วนปัญหาความแออัดที่พบขณะนี้เป็นเพียงเรื่องของการบริหารจัดการ ที่ผู้ประกอบการยังไม่สามารถเพิ่มผู้ปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับจำนวนผู้เดินทาง โดยขณะนี้ทางกระทรวงคมนาคมกำลังเร่งรัดเพิ่มศักยภาพในการให้บริการให้กลับสู่ภาวะปกติ ควบคู่กับการบริหารจัดการในช่วงเวลาเร่งด่วน และเตรียมแผนระยะสั้น-กลาง-ยาว สำหรับการให้บริการ ทั้งการเดินทางผ่านอากาศยาน, การให้บริการรถโดยสารสาธารณะ ณ ท่าอากาศยาน, ระบบขนส่งสาธารณะในเมือง และการจัดตั้งศูนย์ประสานงานร่วม 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

 

ที่ประชุมได้หารือกันถึงประเด็นการซื้อประกันสุขภาพของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย โดยที่ประชุมได้กำหนดหลักการว่าจะไม่กำหนดมาตรการแบบเลือกปฏิบัติกับประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ แต่จะกำหนดให้สอดคล้องกับมาตรการของประเทศนั้นๆ เช่น หากประเทศใดกำหนดว่าให้ผู้เดินทางเข้าประเทศต้องตรวจ RT-PCR ก่อนกลับประไทย ไทยก็อาจต้องกำหนดให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากประเทศนั้นต้องซื้อประกันสุขภาพ เป็นต้น 

 

รวมถึงกรณีการให้วัคซีนแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ว่าจะสัญชาติใด หากต้องการจะรับวัคซีนในไทยก็จะให้บริการ เพื่อเน้นให้เห็นถึงการเป็น Medical Hub ของไทย แต่จะไม่ให้บริการฟรี ซึ่งทั้งส่วนของรายละเอียดประกันสุขภาพและการให้วัคซีนนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดรายละเอียดข้อกำหนดและประกาศให้ทราบต่อไป 

The post มาตรการรับนักท่องเที่ยวจีน สธ. กำหนดต้องฉีดวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม-ซื้อประกันป่วยโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ถกมาตรการรับนักท่องเที่ยวจีน ย้ำปฏิบัติเท่าเทียม โควิดระบาดทั่วโลก ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง https://thestandard.co/discuss-measures-for-chinese-tourists/ Thu, 05 Jan 2023 05:03:33 +0000 https://thestandard.co/?p=733076

วันนี้ (5 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล รอง […]

The post อนุทิน ถกมาตรการรับนักท่องเที่ยวจีน ย้ำปฏิบัติเท่าเทียม โควิดระบาดทั่วโลก ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (5 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวก่อนเข้าร่วมประชุมกับหลายหน่วยงาน เพื่อชี้แจงมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขในการรับนักท่องเที่ยวจีนที่จะเข้ามาภายหลังวันที่ 8 มกราคมนี้ ว่าทางกระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้รับทราบร่วมกันถึงสิ่งที่จะต้องดำเนินการ ซึ่งมาจากที่ประชุมของคณะกรรมการด้านวิชาการตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เป็นคณะทำงานที่เต็มไปด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่มีใครสามารถแทรกแซงการตัดสินใจได้ 

 

“เราต้องเดินหน้าบนพื้นฐานของหลักวิชาการเป็นสำคัญ ต้องปฏิบัติต่อนักท่องเที่ยวอย่างเท่าเทียม โดยข้อเท็จจริงคือการระบาดของโควิดเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง” อนุทินกล่าว 

 

อนุทินกล่าวอีกว่า คนไทยควรฉีดวัคซีนให้ได้ถึง 4 เข็มเพื่อป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิต เมื่อเข้าพื้นที่เสี่ยงต้องใส่หน้ากากอนามัย การประกอบอาชีพด้านบริการก็ต้องสวมหน้ากากอนามัยเช่นกัน เป็นหลักการเบื้องต้นที่เราปฏิบัติกันมาและใช้ได้ผล

 

สำหรับประเทศจีน ได้รับรายงานว่าต้องได้รับการคัดกรองก่อนขึ้นเครื่องบินเดินทาง นอกจากนั้นก่อนกลับประเทศจำเป็นต้องยื่นผล RT-PCR จะทำให้นักท่องเที่ยวมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ซึ่งทางการไทยได้เตรียมพื้นที่ไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจแล้ว

 

ขอย้ำว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยว คนไทยมีภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนและจากการติดเชื้อตามธรรมชาติแล้ว ปัจจุบันเรามีวัคซีนอย่างเพียงพอ นอกจากนั้นยังได้สำรองยาและเวชภัณฑ์ไว้จำนวนมาก เรามีระบบการรักษาพยาบาลที่ดี และเรามีบุคลากรทางการแพทย์ที่มากด้วยความสามารถ ขอให้มั่นใจในระบบการสาธารณสุขของไทย

The post อนุทิน ถกมาตรการรับนักท่องเที่ยวจีน ย้ำปฏิบัติเท่าเทียม โควิดระบาดทั่วโลก ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักโอมิครอนสายพันธุ์ XBB.1.5 รุนแรงแค่ไหน จะระบาดทั่วโลกหรือไม่ https://thestandard.co/get-to-know-omicron-xbb-1-5/ Wed, 04 Jan 2023 09:53:22 +0000 https://thestandard.co/?p=732760

ตลอดระยะเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดานักวิทยาศาสตร์ได้ […]

The post รู้จักโอมิครอนสายพันธุ์ XBB.1.5 รุนแรงแค่ไหน จะระบาดทั่วโลกหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลอดระยะเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดานักวิทยาศาสตร์ได้เฝ้าติดตามการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์ใหม่ที่เป็นลูกหลานของโอมิครอนอีกทีอย่าง XBB.1.5 ซึ่งกำลังแพร่ระบาดรวดเร็วมากจนน่าวิตกในสหรัฐอเมริกา 

 

รายงานจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า การแพร่ระบาดของ XBB.1.5 นั้นเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าตัวในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ โดยในช่วง 4 สัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคมที่ผ่านมา การระบาดของ XBB.1.5 ในกลุ่มผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นจากราว 4% สู่ระดับ 41% ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด ขณะที่ในทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศนั้น ยอดผู้ติดเชื้อใหม่จาก XBB.1.5 มีสัดส่วนสูงถึง 75% เลยทีเดียว จนนักวิทยาศาสตร์ต้องหันมาจับตาไวรัสชนิดดังกล่าว เพราะตลอดในช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา โลกของเราไม่เคยเจอโควิดสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดในอัตราที่รวดเร็วเช่นนี้

 

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดความวิตกกังวลว่า XBB.1.5 จะนำไปสู่การแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่ไปทั่วโลกหรือไม่ THE STANDARD จึงขอรวบรวมข้อมูลของ XBB.1.5 เท่าที่เรารู้ในขณะนี้ เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจ และรับมือกับมันอย่างเหมาะสม

 

ไวรัสสายพันธุ์ใหม่มีชื่อว่าอะไร

 

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เรียกโอมิครอนลูกผสมชนิดนี้ว่า XBB.1.5 โดยข้อมูลจากศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า ต้นตระกูลของมันคือโอมิครอน BA.2 โดยเป็นสายพันธุ์ลูกผสม (Recombinant) ระหว่างโอมิครอน 2 สายพันธุ์ คือ BJ.1 และ BM.1.1.1 ไวรัสชนิดนี้มีอัตราการแพร่ระบาดรวดเร็วมาก และเป็นสายพันธุ์ที่หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุดสายพันธุ์หนึ่งในปัจจุบัน

 

ระบาดเร็วแค่ไหน

 

รายงานระบุว่า รัฐนิวยอร์กและรัฐคอนเนตทิคัตของสหรัฐฯ พบการระบาดของโอมิครอนลูกผสมนี้เป็นครั้งแรกของโลกในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2022 และในช่วงสิ้นเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน ตัวเลขของผู้ป่วยใหม่ในสหรัฐฯ ที่ติดเชื้อดังกล่าวก็พุ่งขึ้นกว่า 2 เท่าในระยะเวลาเพียงแค่ 1 สัปดาห์ จนในที่สุด ปัจจุบันสหรัฐฯ มียอดผู้ติดเชื้อใหม่จากสายพันธุ์ XBB.1.5 คิดเป็นสัดส่วนราว 41% จากจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดทั่วประเทศ ขณะที่ยอดการรักษาตัวในโรงพยาบาลของรัฐนิวยอร์กได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ก่อให้เกิดความวิตกกังวลว่า XBB.1.5 จะทำให้เกิดคลื่นการแพร่ระบาดระลอกใหม่ ในขณะที่มันกระจายตัวไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ บางคนประเมินว่า XBB.1.5 สามารถแพร่ระบาดได้เร็วกว่า BQ.1.1 มากกว่า 2 เท่าตัว

 

เหตุใดจึงแพร่ระบาดรวดเร็วนัก

 

สาเหตุที่ทำให้ XBB.1.5 แพร่ระบาดรวดเร็วนั้น เนื่องจากมันมีวิวัฒนาการกลายพันธุ์จาก XBB.1 ในส่วนของโปรตีนหนาม 1 ตำแหน่งที่มีชื่อว่า ‘F486P’ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้แอนติบอดีจากวัคซีนหรือการติดเชื้อเดิมนั้นมีประสิทธิภาพในการดักจับเชื้อไวรัสได้ต่ำลง หรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ XBB.1.5 หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนและการติดเชื้อตามธรรมชาติได้ดีกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมมาก นอกจากนี้ การกลายพันธุ์ของปุ่มหนาม F486P ยังช่วยให้ไวรัสชนิดนี้สามารถยึดกับเซลล์ของร่างกายมนุษย์ได้แน่นมาก ทำให้ไวรัสแพร่เข้าสู่เซลล์ได้ดี แต่ข่าวดีคือการตรวจแบบ ATK และ PCR ยังใช้ตรวจ XBB.1.5 ได้ดีไม่แตกต่างจากโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยอื่น

 

อันตรายมากกว่าเดิมไหม

 

ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า XBB.1.5 สามารถแพร่เชื้อได้รวดเร็วกว่าโควิดทุกสายพันธุ์ที่ระบาดในขณะนี้ อีกทั้งยังสามารถหลบเลี่ยงแอนติบอดีได้เก่งกว่าสายพันธุ์อื่นๆ จึงอาจเป็นอันตรายมากกว่าในแง่ของจำนวนผู้ติดเชื้อที่อาจพุ่งสูง และเนื่องจากไวรัสแพร่เชื้อสู่ผู้คนได้มาก ก็ยิ่งมีโอกาสเพิ่มขึ้นที่จะส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพที่อันตราย หรือนำไปสู่การเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุ

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุเมื่อเดือนตุลาคมว่า ยังไม่มีข้อมูลที่บ่งชี้ว่า XBB.1.5 จะก่อให้เกิดอาการของโรคที่รุนแรงกว่าโอมิครอน XBB อื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ต้องระวังเพราะตระกูล XBB มีความเสี่ยงก่อให้เกิดการติดเชื้อซ้ำได้มากกว่าโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยอื่น

 

พบในไทยหรือยัง

 

ข้อมูลจากศูนย์จีโนมฯ ณ วันที่ 3 มกราคมระบุว่า หากเช็กจากฐานข้อมูลโควิดโลกหรือจีเสส (GISAID) ยังไม่พบโอมิครอน XBB.1.5 ระบาดในประเทศไทย 

 

จะทำให้เกิดการระบาดใหญ่ระลอกใหม่หรือไม่

 

ประเด็นดังกล่าวยังตอบได้ไม่แน่ชัด แต่ถือเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลและต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะหากย้อนกลับไปดูที่สถานการณ์ในสหรัฐฯ นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า XBB.1.5 มีส่วนทำให้ยอดการเข้าแอดมิตในโรงพยาบาลที่รัฐนิวยอร์กเพิ่มขึ้น ประกอบกับเป็นช่วงฤดูหนาวซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะรวมตัวกันอยู่ในสถานที่ปิด 

 

ด้าน ราวิ กัปตา ศาสตราจารย์ด้านจุลชีววิทยาคลินิกแห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ของอังกฤษ แสดงความคิดเห็นว่า ส่วนตัวเขาคิดว่าคนยังไม่ควรตื่นตระหนกมากเกินไป เพราะสำหรับการติดเชื้อโควิดนั้น ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ ‘ความรุนแรงของโรค’ แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดว่า XBB.1.5 จะก่อให้เกิดอาการรุนแรงหนักกว่าสายพันธุ์อื่นๆ แต่ถึงเช่นนั้น เขาก็แนะนำให้ทุกคนเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มบูสเตอร์ตามระยะเวลาที่เหมาะสม และติดตามการอัปเดตคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอยู่เสมอ

 

นักวิทย์แนะนำอย่างไร

 

แซม วิลสัน ศาสตราจารย์ด้านไวรัสวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ กล่าวว่า วัคซีนยังคงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้เกิดอาการของโรคขั้นรุนแรง นอกจากนี้ มาตรการป้องกันโควิดอื่นๆ ที่เราคุ้นเคยกันดีก็สามารถช่วยป้องกันโรคได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการลดการสัมผัส การสวมหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพเมื่ออยู่ในพื้นที่ปิดและมีคนหนาแน่น และกักตัวเมื่อพบว่าตนเองป่วย ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันตัวเองจากโรคภัยแล้ว ยังช่วยลดแรงกดดันต่อภาคสาธารณสุขของประเทศด้วย

 

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ New England Journal of Medicine ระบุว่า แม้ XBB จะสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าไวรัสสายพันธุ์อื่น แต่การศึกษาพบว่า คนที่ฉีดวัคซีนโควิด 2 สายพันธุ์ (Bivalent Vaccine) สามารถป้องกันโรคได้ดีกว่าคนที่ไม่ฉีด ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์จีโนมฯ ที่ระบุว่า การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น mRNA รุ่นที่ 2 (สองสายพันธุ์ หรือ Bivalent Booster) จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อ XBB ได้ดีกว่าการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นรุ่นแรก (สายพันธุ์เดียว หรือ Monovalent Booster) จำนวน 2 เข็ม 

 

ส่วนยาโมลนูพิราเวียร์และยาแพกซ์โลวิด (ชนิดเม็ด) รวมถึงยาเรมเดซิเวียร์ (ชนิดฉีด) ยังใช้ต้านโควิดทุกสายพันธุ์ได้ดี แม้จะมีการกลายพันธุ์บนส่วนหนามแหลมก็ตาม และปัจจุบันยังไม่พบเชื้อดื้อยา 

 

แฟ้มภาพ: Pete Hansen Via Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post รู้จักโอมิครอนสายพันธุ์ XBB.1.5 รุนแรงแค่ไหน จะระบาดทั่วโลกหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินเผย ไม่มีมาตรการแบ่งแยกนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทย มอบกรมควบคุมโรคดูแล ไม่เอาเรื่องเศรษฐกิจมากดดัน https://thestandard.co/anutin-no-discriminate-against-chinese-tourists/ Wed, 04 Jan 2023 09:24:39 +0000 https://thestandard.co/?p=732745

วันนี้ (4 มกราคม) ที่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี อน […]

The post อนุทินเผย ไม่มีมาตรการแบ่งแยกนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทย มอบกรมควบคุมโรคดูแล ไม่เอาเรื่องเศรษฐกิจมากดดัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (4 มกราคม) ที่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ถึงแนวทางและมาตรการการรับนักท่องเที่ยวจีนที่จะเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยหลังปีใหม่ว่า ยึดหลักการแพทย์และการสาธารณสุขเป็นหลัก ทางคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีการประชุมตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วว่าจะไม่ใช้มาตรการแบ่งแยกจำเพาะเจาะจง

 

ในเรื่องนี้ทางกรมควบคุมโรคเป็นหน่วยงานที่ดูแลหลัก และดำเนินการโดยปราศจากแรงกดดันว่าต้องทำเพื่อเศรษฐกิจ ไม่เคยมีการกดดันตรงนั้น มาตรการที่ทางกรมควบคุมโรคออกมาเรามีหน้าที่สนับสนุนอย่างเต็มที่ เราคิดแต่ในเรื่องของประสิทธิภาพและความสมดุลในทุกด้าน เอาเรื่องของการแพทย์และการสาธารณสุขมาเป็นที่ตั้ง อย่าคิดว่าไทยต้องเหมือนคนอื่น เรามีมาตรฐานของเราที่นานาชาติยอมรับ

 

อนุทินกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่ก่อนมีโควิดเราดูแลรักษานักท่องเที่ยวที่เจ็บป่วย มาตรฐานดังกล่าวดำรงมาอย่างต่อเนื่องแม้กระทั่งในช่วงที่เกิดโรคระบาด ถึงวันนี้เราก็ยังดำรงไว้ซึ่งความโดดเด่นตรงนั้น จนประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวและนักลงทุน ก็เนื่องมาจากระบบสาธารณสุขไทยที่ให้การรักษาทุกคนอย่างเท่าเทียม

The post อนุทินเผย ไม่มีมาตรการแบ่งแยกนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทย มอบกรมควบคุมโรคดูแล ไม่เอาเรื่องเศรษฐกิจมากดดัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิดในจีน หลังยกเลิก Zero-COVID จะส่งผลกระทบต่อเราอย่างไร https://thestandard.co/china-after-zero-covid/ Wed, 04 Jan 2023 09:14:13 +0000 https://thestandard.co/?p=732738

ก่อนหน้านี้การยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์ (Zero-COVID) ข […]

The post โควิดในจีน หลังยกเลิก Zero-COVID จะส่งผลกระทบต่อเราอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ก่อนหน้านี้การยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์ (Zero-COVID) ของจีนแทบเป็นไปไม่ได้เลย นับตั้งแต่การล็อกดาวน์เมืองอู่ฮั่นตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2020 ทางการจีนก็ใช้มาตรการควบคุมโควิดอย่างเข้มงวดเช่นนี้มาโดยตลอด อย่างเมื่อกลางปี 2022 ในขณะที่หลายประเทศให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติแล้ว นครเซี่ยงไฮ้ซึ่งมีประชากรมากที่สุดของจีนกลับถูกล็อกดาวน์นานหลายสัปดาห์

 

จนกระทั่งวันที่ 7 ธันวาคม 2022 ทางการจีนประกาศยกเลิกนโยบาย Zero-COVID อย่างกะทันหัน ผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิดหลายด้าน และอีก 3 สัปดาห์ถัดมาก็ประกาศยกเลิกการกักกัน (Quarantine) ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 8 มกราคม 2023 เท่ากับว่าจีนกำลังจะเปิดประเทศเร็วๆ นี้ การยกเลิกนโยบาย Zero-COVID จะส่งผลกระทบต่อจีนและทั่วโลกอย่างไรบ้าง

 

นโยบาย Zero-COVID คืออะไร

 

Zero-COVID เป็นนโยบายควบคุมการระบาดให้เป็นศูนย์ และมีเป้าหมายกำจัด (Elimination) ไวรัสในท้ายที่สุด ตรงกันข้ามกับนโยบายอยู่ร่วมกับโควิด (Living with COVID) ที่ลดการระบาด (Mitigation) ให้อยู่ในระดับที่ระบบสาธารณสุขรองรับได้ หลายประเทศเคยใช้มาตรการ Zero-COVID ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นอย่างหลังเมื่อมีความพร้อมด้านวัคซีนและยามากขึ้น 

 

มาตรการควบคุมโควิดสามารถสรุปเป็นตัวอักษรย่อว่า ‘TTIQ’ ได้แก่ การตรวจหาเชื้อ (Test) การค้นหาผู้สัมผัส (Trace) การแยกกักผู้ติดเชื้อ (Isolation) และการกักกัน (Quarantine) ทั้งผู้สัมผัสใกล้ชิดและผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ นโยบาย Zero-COVID จะใช้มาตรการเหล่านี้อย่างเข้มงวดและกว้างขวาง รวมถึงมาตรการทางสังคม เช่น การงดกิจกรรม การปิดสถานที่ การจำกัดการเดินทาง

 

สำหรับประเทศจีน นักวิชาการในกรุงปักกิ่งระบุว่าเป็นนโยบายที่จัดการการระบาดในพื้นที่อย่างแม่นยำ ตัดวงจรการระบาดอย่างรวดเร็ว และหยุดการแพร่ระบาดทันเวลา โดยเมื่อพบผู้ติดเชื้อในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จะค้นหาผู้สัมผัสอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีใหม่อย่างการวิเคราะห์ Big Data ภายใน 24 ชั่วโมง และคัดกรองด้วยการตรวจสารพันธุกรรม ช่วยให้กักกันโรคได้อย่างแม่นยำ

 

เมื่อกลางปี 2022 การล็อกดาวน์ยังคงเป็นมาตรการหลักของจีน ประชาชน 25 ล้านคนในนครเซี่ยงไฮ้ต้องอยู่ภายใต้การล็อกดาวน์นานเกือบ 2 เดือนเพื่อควบคุมการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน โดยประชาชนถูกจำกัดกิจกรรมตามระดับความเสี่ยงของพื้นที่ โรงเรียน สถานที่ทำงาน และโรงงานหลายแห่งถูกปิด และมีการติดตั้งรั้วกั้นบนถนนเพื่อจำกัดการเดินทางของประชาชน

 

บทความของสำนักข่าวซินหัวเมื่อ 1 มกราคม 2023 อธิบายว่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา นโยบายนี้ของจีนสามารถจัดการการระบาดมากกว่า 100 เหตุการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถควบคุมอุบัติการณ์ อัตราป่วยรุนแรง และอัตราตายให้อยู่ในระดับต่ำสุดของโลก นอกจากนี้อายุขัยเฉลี่ยของประชากรยังคงเพิ่มขึ้นท่ามกลางการระบาดใหญ่ จาก 77.93 ปีในปี 2020 เป็น 78.2 ปีในปี 2021 

 

ข้อมูลจากเว็บไซต์ Our World in Data ระบุว่า ณ วันที่ 31 ตุลาคม จีนมีผู้ติดเชื้อสะสม 1.03 ล้านราย (724.3 รายต่อประชากรล้านคน) ในขณะที่ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 660 ล้านราย (79,093.7 รายต่อประชากรล้านคน) เท่ากับว่าที่ผ่านมาจีนสามารถควบคุมการระบาดให้ต่ำกว่าทั่วโลกถึง 100 เท่า ก่อนที่จีนจะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2022 

 

มาตรการควบคุมโรคที่เปลี่ยนไป

 

จีนประกาศผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิดอย่างกะทันหันในวันที่ 7 ธันวาคม 2022 เพราะก่อนหน้านั้นเพียง 10 วัน จีนเพิ่งประกาศล็อกดาวน์เมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ของนครฉงชิ่ง พร้อมกับการตรวจหาเชื้ออย่างกว้างขวาง (Mass Testing) และการกักกันโรค ถึงแม้ว่าจีนจะไม่ได้กล่าวว่ายกเลิกนโยบาย Zero-COVID โดยตรง แต่ความเข้มงวดของมาตรการ TTIQ ลดลงอย่างชัดเจน กล่าวคือ

 

  • การตรวจหาเชื้อ: ไม่บังคับให้มีใบรับรองผลการตรวจเป็นลบ และไม่ตรวจสถานะสุขภาพ (Health Code) ยกเว้นผู้ที่มีความเสี่ยงสูง สถานดูแลผู้สูงอายุ สถานพยาบาล ศูนย์เด็กเล็ก และโรงเรียน
  • การแยกกักโรค: ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อยให้แยกกักที่บ้าน และครบแยกกักเมื่อผลตรวจสารพันธุกรรมในวันที่ 6 และ 7 หากเป็นลบ 2 ครั้ง
  • การกักกันโรค: ผู้สัมผัสให้กักกันที่บ้าน และครบกักกันเมื่อผลตรวจสารพันธุกรรมในวันที่ 5 เป็นลบ
  • การล็อกดาวน์: ระบุพื้นที่เสี่ยงสูงในระดับอาคาร/ชั้น/ครัวเรือน ไม่ขยายเป็นระดับเขตที่พักอาศัย/ชุมชน และครบล็อกดาวน์พื้นที่เสี่ยงสูงเมื่อไม่พบผู้ติดเชื้อติดต่อกัน 5 วัน 
  • การปิดสถานที่: ไม่ปิดสถานที่ในพื้นที่เสี่ยงต่ำ และเปิดโรงเรียนตามปกติ

 

จีนประกาศผ่อนคลายมาตรการอีกรอบในวันที่ 28 ธันวาคม โดยเปลี่ยนการเรียกชื่อ ‘โรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่’ เป็น ‘โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่’ และลดระดับการควบคุมโรคจากโรคติดเชื้อ ‘กลุ่ม B และจัดการแบบกลุ่ม A’ เป็น ‘กลุ่ม B และจัดการแบบกลุ่ม B’ (น่าจะคล้ายกับการลดระดับจากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังของไทย) กล่าวคือ

 

  • ตรวจหาเชื้อตามความสมัครใจ 
  • ไม่มีการค้นหาผู้สัมผัส/แยกกักโรค/กักกันโรค 
  • ไม่มีการระบุพื้นที่เสี่ยงสูง/ต่ำ 
  • รักษาผู้ติดเชื้อตามระดับความรุนแรง
  • ปรับความถี่และเนื้อหาของการรายงานข้อมูล
  • ยกเลิกการกักกันผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ แต่ยังต้องมีผลการตรวจสารพันธุกรรมเป็นลบภายใน 48 ชั่วโมงก่อนเดินทาง

 

สรุปคือไม่มีมาตรการ TTIQ อีกต่อไป และเปิดประเทศเกือบเต็มรูปแบบ เท่ากับว่าจีนได้ยกเลิกนโยบาย Zero-COVID ที่ดำเนินการมาตลอด 3 ปี ซึ่งจะมีผลในวันที่ 8 มกราคม 2023 ในระยะยาวการเปลี่ยนนโยบายครั้งนี้น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจโลก เพราะภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวจะกลับสู่ภาวะปกติ แต่ในระยะสั้นจะต้องผ่านข่าวร้ายที่เป็นการระบาดรุนแรงในจีนไปก่อน

 

ความพร้อมสำหรับนโยบายใหม่

 

บทความของสำนักข่าวซินหัวเมื่อเร็วๆ นี้ย้ำว่าการเปลี่ยนนโยบายควบคุมโควิดของจีนมีการวางแผนและเป็นไปตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ อีกทั้งคำนึงถึงความจำเป็นทางเศรษฐกิจและสังคม โดยอธิบายว่ามีปัจจัยที่เหมาะสมหลายประการคือ ไวรัสที่มีความรุนแรงลดลง อัตราการฉีดวัคซีนที่สูง และประสบการณ์ที่สั่งสมมา ทำให้นโยบายป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของจีนเข้าสู่ระยะใหม่ 

 

ในระยะนี้จีนได้เตรียมระบบสาธารณสุขของประเทศ ได้แก่ การเพิ่มบริการทางการแพทย์ การส่งเสริมระบบการวินิจฉัยและรักษา และการขยายบริการทางการแพทย์บนอินเทอร์เน็ต โดยจัดตั้งคลินิกไข้ (Fever Clinic) มากกว่า 15,000 แห่งในโรงพยาบาลทุติยภูมิขึ้นไป และคลินิกไข้หรือห้องให้คำปรึกษามากกว่า 35,000 แห่งในสถานพยาบาลปฐมภูมิ นั่นคือการรองรับการระบาดเป็นวงกว้าง

 

อย่างไรก็ตาม อีกปัจจัยที่น่าจะส่งผลต่อการตัดสินใจครั้งนี้คือการชุมนุมประท้วงนโยบาย Zero-COVID ในหลายเมืองช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน รวมถึงที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์ไฟไหม้ในเมืองอุรุมชี แต่ทางหนีไฟถูกปิดเนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ (การผ่อนคลายมาตรการเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม กล่าวถึงการห้ามปิดทางหนีไฟและประตูทางเข้าอาคารเพื่อความปลอดภัยด้วย)

 

ทว่าการเปลี่ยนนโยบายอย่างกะทันเช่นนี้ทำให้มีความกังวลว่าจีนมีความพร้อมสำหรับนโยบายอยู่ร่วมกับโควิดมากน้อยแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาจีนไม่เคยมีประสบการณ์ในการรับมือกับการระบาดเป็นวงกว้างทั่วประเทศ อัตราการฉีดวัคซีนที่สูงเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย และประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เคยติดเชื้อตามธรรมชาติ ทำให้อาจเกิดการระบาดรุนแรง ทั้งจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต

 

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2022 ว่ายาลดไข้ในประเทศจีนขาดตลาด ผู้ป่วยล้นห้องฉุกเฉินและโรงพยาบาล ผู้สูงอายุเสียชีวิตเพิ่มขึ้น และห้องเก็บศพเต็มไปด้วยศพผู้เสียชีวิต สาเหตุที่ยาลดไข้ขาดตลาด เนื่องจากมาตรการ Zero-COVID ไม่อนุญาตให้ประชาชนซื้อยาผ่านร้านขายยา ทำให้บริษัทยาลดกำลังการผลิต และร้านขายยาสำรองยาไว้จำกัด

 

ข้อมูลจากเว็บไซต์ Our World in Data ผู้ติดเชื้อโควิดในจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนพฤศจิกายน 2022 ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มระบาดมาที่มากกว่า 70,000 รายต่อวัน จากนั้นเริ่มลดลงในเดือนธันวาคมเหลือต่ำกว่า 10,000 รายต่อวัน ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการยกเลิกการตรวจหาเชื้อ และหยุดรายงานยอดผู้ติดเชื้อมาตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตมีรายงานไม่เกิน 10 รายต่อวัน 

 

ในขณะที่เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม หน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นของเมืองชิงเต่าระบุว่าพบผู้ติดเชื้อ 490,000-530,000 รายต่อวัน แสดงว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจริงในจีนน่าจะมากกว่าที่รายงานหลายเท่า ซึ่งบริษัทวิจัย Airfinity ในสหราชอาณาจักรคาดการณ์ว่าน่าจะมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 1 ล้านรายต่อวัน ผู้เสียชีวิตมากกว่า 5,000 รายต่อวัน และน่าจะระบาดถึงจุดสูงสุดในช่วงกลางเดือนมกราคม 2023 

 

อัตราการฉีดวัคซีนในผู้สุงอายุ

 

ถึงแม้ไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนจะมีความรุนแรงลดลง แต่ยังคงมีความรุนแรงในบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน และถึงแม้อัตราการฉีดวัคซีนในจีนจะสูงถึง 90% แต่จีนเน้นฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มวัยทำงานเป็นหลัก และวัคซีนที่ฉีดในประเทศเป็นชนิดเชื้อตาย นี่อาจเป็น 2 เหตุผลหลักที่ทำให้เกิดการระบาดรุนแรงหลังจีนยกเลิกมาตรการ Zero-COVID

 

สำนักข่าว BBC อ้างรายงานอัตราการฉีดวัคซีนของทางการจีนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 ว่าในกลุ่มผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม 65.8% (จาก 50.7% ในเดือนเมษายนของปีเดียวกัน) และได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น 40.4% (จาก 19.7%) แสดงว่านโยบาย Zero-COVID ของจีนบังคับการตรวจหาเชื้อเป็นหลัก แต่ไม่ได้บังคับให้ประชาชนฉีดวัคซีนไปพร้อมกันด้วย

 

ทั้งนี้จีนพึ่งพาวัคซีน Sinovac หรือ Sinopharm ที่ผลิตในประเทศ ส่วนวัคซีนชนิด mRNA ไม่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในจีนแผ่นดินใหญ่ นอกจากนี้การควบคุมให้ไม่เกิดการระบาดเลยมาตลอด ทำให้ประชาชนไม่มีภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อตามธรรมชาติ จนเกิดเป็นภูมิคุ้มกันผสม (Hybrid Immunity) ซึ่งป้องกันอาการรุนแรงได้ดีกว่าการฉีดวัคซีนหรือการติดเชื้อเพียงอย่างเดียว 

 

ดังนั้นเมื่อจีนประกาศยกเลิกนโยบาย Zero-COVID แล้ว สิ่งที่ต้องรีบทำในขณะนี้คือการเร่งฉีดวัคซีนทั้ง 2 เข็มแรกและเข็มกระตุ้นให้กับประชาชน โดยควรอนุมัติวัคซีนชนิด mRNA เหมือนในฮ่องกง ซึ่งทางการจัดหาวัคซีน mRNA ที่ผลิตโดยบริษัท Fosun ของจีน ร่วมกับ BioNTech ของเยอรมนี และยังควรจัดหายาต้านไวรัสแพ็กซ์โลวิดและโมลนูพิราเวียร์ให้เพียงพอด้วย

 

สายพันธุ์ของไวรัสในจีน

 

ปัจจุบันการระบาดของโควิดยังคงเกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น แต่การระบาดที่รวดเร็วและรุนแรงในจีนในขณะนี้เกิดจากสายพันธุ์ใหม่หรือไม่ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหภาพยุโรป (ECDC) ระบุว่าตั้งแต่วันที่ 1-30 ธันวาคม 2022 จีนรายงานข้อมูลรหัสพันธุกรรมของไวรัสเข้าฐานข้อมูลระดับโลก (GISAID) มากขึ้น รวมทั้งหมด 592 ตัวอย่าง พบสายพันธุ์ดังนี้

 

  • BA.5.2 (35%)
  • BF.7 (24%)
  • BQ.1 (18%)
  • BA.2.75 (5%)
  • XBB (4%)
  • BA.2 (2%)

 

ECDC ประเมินว่าสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในจีนอยู่ในขณะนี้แพร่อยู่ในสหภาพยุโรปอยู่แล้ว และด้วยอัตราการฉีดวัคซีนที่สูง การระบาดที่เพิ่มขึ้นในประเทศจีนจึงไม่มีผลกระทบต่อสหภาพยุโรป 

 

สำหรับประเทศไทย BA.5.2 เป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2022 ส่วน BF.7 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ลูกของ BA.5.2 อีกที พบเพียง 1% และปัจจุบันมี BA.2.75 เป็นสายพันธุ์หลัก

 

ดังนั้นถ้าข้อมูลที่จีนรายงานเป็นตัวแทนของทั้งประเทศ การระบาดรุนแรงในขณะนี้น่าจะเป็นผลมาจากระดับภูมิคุ้มกันของประชาชนที่ไม่เพียงพอต่อการป้องกันการติดเชื้อหรืออาการรุนแรงของสายพันธุ์โอมิครอน ประเทศต่างๆ ที่ใช้นโยบายอยู่ร่วมกับโควิดอยู่ก่อนหน้านี้ (ส่งผลให้ยังมีการระบาดภายในประเทศอยู่) เช่น ไทย น่าจะไม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการเปิดประเทศของจีน

 

ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ กลุ่มเสี่ยงต่ออาการรุนแรง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ควรฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นหากฉีดวัคซีนเข็มสุดท้ายนานเกิน 4 เดือน และลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อด้วยการสวมหน้ากากอนามัยเมื่อเข้าไปในสถานที่แออัด ส่วนกระทรวงสาธารณสุขต้องเฝ้าระวังสายพันธุ์ในนักท่องเที่ยวและอาชีพใกล้ชิดนักท่องเที่ยว และพร้อมปรับมาตรการให้ทันเวลา

 

อ้างอิง:

The post โควิดในจีน หลังยกเลิก Zero-COVID จะส่งผลกระทบต่อเราอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
EU เตรียมประชุมพิจารณาข้อกำหนดเข้าประเทศ สำหรับผู้โดยสารที่มาจากจีน https://thestandard.co/eu-chinese-visitors-covid/ Tue, 03 Jan 2023 12:33:53 +0000 https://thestandard.co/?p=732421

27 ชาติสมาชิกสหภาพยุโรปเตรียมจัดประชุมในวันพรุ่งนี้ (4 […]

The post EU เตรียมประชุมพิจารณาข้อกำหนดเข้าประเทศ สำหรับผู้โดยสารที่มาจากจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>

27 ชาติสมาชิกสหภาพยุโรปเตรียมจัดประชุมในวันพรุ่งนี้ (4 มกราคม) เพื่อพิจารณาถึงความจำเป็นในการบังคับใช้ข้อกำหนดการเข้าประเทศสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางมาจากจีน พร้อมทั้งพยายามสร้างแนวทางดำเนินการที่มีการประสานงานกัน

 

สวีเดนในฐานะประธานหมุนเวียนของ EU ระบุว่า จะมีการจัดประชุมบูรณาการการรับมือวิกฤตการณ์ทางการเมือง เพื่อดูว่าข้อกำหนดในการเดินทางเข้าประเทศในกลุ่ม EU นั้นจำเป็นสำหรับนักเดินทางจากจีนหรือไม่ โดย จาคอบ ฟอร์สเมด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสวีเดน เน้นย้ำว่า “เป็นสิ่งสำคัญสำหรับ EU ที่จะต้องมีมาตรการที่จำเป็นโดยเร็ว”

 

ท่าทีของ EU มีขึ้นหลังจากที่จีนประกาศเตรียมเปิดพรมแดนในวันที่ 8 มกราคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีชาวจีนจำนวนมากเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ขณะที่การยกเลิกหลายมาตรการคุมเข้ม ส่งผลให้สถานการณ์ระบาดของโควิดในจีนทวีความรุนแรง และมีรายงานว่าโรงพยาบาลในหลายเมืองกำลังประสบปัญหาผู้ป่วยล้น

 

การหยุดรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันของทางการจีนยังส่งผลให้หลายประเทศแสดงความสงสัยและไม่มั่นใจในข้อมูลการระบาดของจีน และได้บังคับใช้ข้อกำหนดการเดินทาง เช่น การตรวจเชื้อสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากจีน เนื่องจากหวั่นวิตกว่าการระบาดที่รุนแรงในจีนอาจก่อให้เกิดเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่

 

ด้านเบลเยียมเปิดเผยวานนี้ (2 มกราคม) ว่าจะดำเนินการตรวจสอบน้ำเสียจากเครื่องบินที่เดินทางมาจากจีน เพื่อตรวจสอบว่ามีเชื้อโควิดสายพันธ์ุใหม่ที่อันตรายมากับผู้โดยสารหรือไม่

 

แฟรงก์ แวนเดนบรูค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของเบลเยียม กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการดำเนินการที่มากกว่านี้ แต่การดำเนินการควรมีการประสานกันระหว่าง 27 ชาติสมาชิก EU

 

“มันจะเป็นสัญญาณที่ดีต่อจีน หากทุกประเทศในสหภาพยุโรปจะร่วมกันพูดว่า ถ้าคุณมายุโรปคุณต้องเข้ารับการตรวจก่อน” เขากล่าว

 

ก่อนหน้านี้ ฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี ได้ประกาศว่าจะใช้มาตรการป้องกันโควิดที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับผู้โดยสารจากจีน

 

โดยรัฐบาลฝรั่งเศสประกาศข้อกำหนดให้นักเดินทางที่มาจากจีนต้องมีผลตรวจเชื้อที่เป็นลบ และเรียกร้องให้ชาวฝรั่งเศสหลีกเลี่ยงการเดินทางไปจีนโดยไม่จำเป็น พร้อมทั้งนำข้อกำหนดเกี่ยวกับการสวมหน้ากากอนามัยกลับมาใช้ใหม่ สำหรับเที่ยวบินจากจีนไปยังฝรั่งเศส

 

แฟ้มภาพ: Photo by Beata Zawrzel / NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง:

The post EU เตรียมประชุมพิจารณาข้อกำหนดเข้าประเทศ สำหรับผู้โดยสารที่มาจากจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เราจะอยู่ร่วมกับโควิดอย่างไร’ ในปี 2566 ถอดบทเรียนโควิดไทยปี 2565 https://thestandard.co/life-with-covid-2566/ Tue, 03 Jan 2023 09:40:06 +0000 https://thestandard.co/?p=732343

โควิดในปี 2565 ที่ผ่านไปแล้ว คำถามที่ว่า ‘โควิดเป็นโรคป […]

The post ‘เราจะอยู่ร่วมกับโควิดอย่างไร’ ในปี 2566 ถอดบทเรียนโควิดไทยปี 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>

โควิดในปี 2565 ที่ผ่านไปแล้ว คำถามที่ว่า ‘โควิดเป็นโรคประจำถิ่นแล้วหรือยัง’ คงไม่สำคัญเท่ากับว่า ‘เราได้อยู่ร่วมกับโควิดอย่างไร’ ทั้งโลกเริ่มต้นปี 2565 ด้วยการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน บางคนมองว่าจะเป็นสายพันธุ์สุดท้ายก่อนที่จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น แต่จนถึงปัจจุบันไวรัสยังคงกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ย่อยจำนวนมาก และองค์การอนามัยโลกยังคงระดับการระบาดใหญ่ไว้ ทว่าหลายประเทศไม่ได้มองว่าโควิดเป็นโรคอันตรายอีกต่อไป เว้นแต่ว่าจะมีสายพันธุ์ใหม่ที่รุนแรงกว่า

 

ผู้ติดเชื้อสะสมของไทยมากกว่า 2.5 ล้านราย

 

ธันวาคม 2565 ครบรอบ 3 ปีการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่น่าจะเริ่มระบาดในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2562 ไม่มีใครคาดคิดว่าจะระบาดต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกมากกว่า 663.7 ล้านราย และเสียชีวิต 6.7 ล้านราย (อัตราป่วยตาย 1.0%) แต่ถ้านับเฉพาะปี 2565 ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อ 370.1 ล้านราย และเสียชีวิต 1.2 ล้านราย (อัตราป่วยตาย 0.3%) แสดงว่าเมื่อเวลาผ่านไป โรคนี้มีความรุนแรงลดลง

 

ส่วนประเทศไทยมีรายงานผู้ติดเชื้อสะสม 4.7 ล้านราย และเสียชีวิต 3.3 หมื่นราย (อัตราป่วยตาย 0.7%) แต่ถ้านับเฉพาะปี 2565 มีผู้ติดเชื้อ 2.5 ล้านราย และเสียชีวิต 1.2 หมื่นราย (อัตราป่วยตาย 0.5%) แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อจริงน่าจะสูงกว่านี้ เพราะในปีนี้มีการปรับนิยามการรายงานผู้ป่วยใหม่ โดยตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน กรมควบคุมโรครายงานเฉพาะผู้ป่วยที่นอนรักษาตัวในโรงพยาบาล ทำให้อัตราป่วยตายน่าจะต่ำกว่านี้มาก แสดงว่าโรคน่าจะมีความรุนแรงลดลงเช่นกัน

 

ทว่าอย่างที่แพทย์หลายท่านย้ำว่า ‘ความรุนแรงลดลง’ ไม่ได้หมายความว่า ‘ไม่รุนแรง’ เพราะยังมีผู้เสียชีวิตจากโควิด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และที่สำคัญคือผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน ซึ่งมีสัดส่วนเป็นส่วนใหญ่ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด ทั้งนี้จากการสำรวจภูมิคุ้มกันต่อโควิดของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค เมื่อกันยายน 2565 พบว่าประชาชนไทย 93-94% มีภูมิคุ้มกันแล้ว (จากทั้งการติดเชื้อ หรือการฉีดวัคซีน) แต่ในผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน มี 14% ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าเกณฑ์

 

สายพันธุ์โอมิครอนที่ไม่ใช่โอมิครอนเมื่อต้นปี

 

ปี 2565 องค์การอนามัยโลก (WHO) ไม่ได้ตั้งชื่อสายพันธุ์ของโควิดเป็นตัวอักษรกรีกตัวใหม่ แต่สายพันธุ์ ‘โอมิครอน’ ที่ระบาดอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่สายพันธุ์ย่อยเดียวกันกับเมื่อต้นปี เพราะไวรัสยังคงกลายพันธุ์ ทำให้การระบาดของโควิดทั่วโลกในปี 2565 มีลักษณะเป็นระลอกคลื่น โดยระลอกแรกเป็นคลื่นใหญ่สุดของโอมิครอนสายพันธุ์ BA.1 และ BA.2 ต่อมาช่วงกลางปีเป็นระลอกของ BA.4 และ BA.5 และสุดท้ายช่วงปลายปีเป็นระลอกของสายพันธุ์ย่อยที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น

 

  • สหรัฐอเมริกา: BQ.1 และ XBB
  • สหราชอาณาจักร: BQ.1 
  • เกาหลีใต้: BA.5.2
  • ญี่ปุ่น: BF.5 และ BA.5.2
  • มาเลเซีย และสิงคโปร์: XBB.1

 

สำหรับประเทศไทยอาจแบ่งเป็น 3 ระลอก ได้แก่

 

  • มกราคม-มิถุนายน: BA.1 และ BA.2
  • กรกฎาคม-ตุลาคม: BA.4 และ BA.5
  • พฤศจิกายน-ธันวาคม: BA.2.75 

 

เมื่อ 25 ธันวาคม 2565 ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า จากการตรวจเดือนมกราคม-กลางเดือนธันวาคม 2565 จำนวน 1,000 ตัวอย่าง ปัจจุบันพบการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ลูกของ BA.2.75, BA.5 และ XBB ทุกสายพันธุ์สามารถหลบภูมิจากการติดเชื้อครั้งก่อนและการฉีดวัคซีนได้ดีกว่าเดิม แนวโน้มการกลายพันธุ์จะมีสายพันธุ์ย่อยหลายสายพันธุ์มากขึ้น และสัดส่วนของ XBB และ BQ.1 กำลังเพิ่มขึ้นช้าๆ

 

แต่ยังไม่พบความแตกต่างที่ชี้ให้เห็นความรุนแรงมากขึ้นจากสายพันธุ์ดังกล่าวเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ โดยปัจจัยที่ทำให้โรครุนแรงยังคงเป็นปัจจัยด้านคนไข้ เช่น โรคประจำตัว การไม่ได้รับวัคซีนหรือไม่ได้รับเข็มกระตุ้น (แสดงว่าการฉีดวัคซีนหรือการฉีดเข็มกระตุ้นยังจำเป็น!)

 

การพัฒนาของไวรัสที่สามารถหลบภูมิได้ดีขึ้น โดยมีการกลายพันธุ์หลายตำแหน่ง เพื่อจะทำให้ติดเชื้อซ้ำในคนที่เคยติดเชื้อและฉีดวัคซีนมาก่อน บางรายที่ติดเชื้อซ้ำมีการกลายพันธุ์แบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่างผู้ป่วยที่ติด BA.2 มาก่อน และครั้งนี้ติดสายพันธุ์ลูกของ BA.5 ที่กลายพันธุ์เพิ่ม 11 ตำแหน่ง “ปีนี้กับปีหน้าน่าจะเป็นปีที่เกิดการติดเชื้อซ้ำๆ โดยอาการอาจไม่รุนแรง ก่อนจะเข้าสู่ระยะโรคประจำถิ่น ถ้าไม่มีสายพันธุ์ใหม่เข้ามาแทนที่สายพันธ์ุย่อยของโอมิครอน” ผศ.นพ.โอภาส คาดการณ์ 

 

ไทยปรับโควิดเป็นโรคประจำถิ่นได้สำเร็จ?

 

ปี 2565 ประเทศไทยทยอยปรับลดมาตรการควบคุมป้องกันโรคโควิดมาเรื่อยๆ ตามแนวคิด ‘โควิด-19 เข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น’ (Moving to COVID-19 Endemic) ที่ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (ปัจจุบันเป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข) แถลงเมื่อ 4 มกราคม 2565 ซึ่งขึ้นกับปัจจัย 3 ประการ คือ เชื้อโรคมีความรุนแรงลดลง คนมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น และสิ่งแวดล้อมเหมาะสม โดยจะเร่งฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น และเตรียมระบบสาธารณสุขและยารองรับ

 

การประกาศแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวล เพราะถึงแม้สายพันธุ์โอมิครอนอาจมีความรุนแรงลดลง แต่ด้วยความสามารถในการแพร่กระจายสูง ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นโยบายที่ตามมาหลังจากการประกาศแนวคิดดังกล่าวคือ ‘ATK First’ การตรวจหาเชื้อด้วย ATK แทน RT-PCR และเมื่อตรวจพบเชื้อจะได้รับการรักษาด้วยระบบดูแลที่บ้านและชุมชน (HI/CI First) ก่อนหากไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อย เพื่อสำรองเตียงโรงพยาบาลไว้ให้กับผู้ป่วยอาการหนัก

 

การระบาดของโอมิครอนส่งผลให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2565 กระทรวงสาธารณสุขปรับการรักษาเป็น ‘เจอ แจก จบ’ หรือการรักษาแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักตนเอง (OPSI) เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง และลดภาระของโรงพยาบาลในการติดตามอาการผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง รูปแบบการรักษานี้ใกล้เคียงกับการรักษาไข้หวัดใหญ่ แต่ในช่วงแรกของการดำเนินการก็ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้เข้าสู่ระบบการรักษาจนหายป่วยเอง

 

วันที่ 18 มีนาคม 2565 ศบค. แถลงแผนและมาตรการ Endemic Approach to COVID-19 ที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ซึ่งคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นจนถึงเดือนเมษายน จากนั้นจะทรงตัวถึงเดือนพฤษภาคม แล้วค่อยๆ ลงถึงเดือนมิถุนายน และสามารถเข้าสู่ระยะหลังการระบาดใหญ่ (Post-Pandemic) ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไป การระบาดของ BA.1 และ BA.2 เป็นไปตามคาดการณ์ แต่ที่ผิดคาดคือมีการระบาดของ BA.4 และ BA.5 เข้ามาช่วงมิถุนายนพอดี

 

ถึงแม้ระยะ Post-Pandemic เต็มรูปแบบของกระทรวงสาธารณสุขจะเลื่อนออกไป แต่ก่อนหน้านั้นเมื่อ 1 พฤษภาคม ศบค. ได้เปิดประเทศโดยยกเลิกระบบ Test & Go และเมื่อ 1 กรกฎาคม ก็ได้ผ่อนคลายมาตรการทางสังคมเพิ่มเติม โดยให้ประชาชนสวมหน้ากากในที่สาธารณะตามความสมัครใจ และให้สถานบันเทิงเปิดบริการได้ตามปกติ จำนวนผู้ติดเชื้อในระลอก BA.4 และ BA.5 เพิ่มขึ้น แต่ไม่กระทบกับระบบสาธารณสุขมากเท่ากับระลอกก่อน จนค่อยๆ ลดลงในเดือนกันยายน

 

1 ตุลาคม 2565 เป็นวันเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ของราชการ จึงกลายเป็นหมุดหมายในการประกาศระยะ Post-Pandemic เต็มรูปแบบอีกครั้ง ศบค. ยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ใช้มานาน 2 ปีครึ่ง และยุบตัวเองไป ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขลดระดับโรคโควิดจาก ‘โรคติดต่ออันตราย’ เป็น ‘โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง’ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ (ที่สุดท้ายไม่ได้แก้ไข) แต่ยังมีแผนการเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขรองรับ หากอัตราป่วยตายหรืออัตราครองเตียงเพิ่มขึ้น

 

ปัจจุบันกรมควบคุมโรครายงานสถานการณ์ผู้ป่วยเป็นรายสัปดาห์ ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2565 มีผู้ป่วยรายใหม่รักษาในโรงพยาบาล 2,900 ราย (เฉลี่ย 414 รายต่อวัน) แนวโน้มลดลงติดต่อกัน 4 สัปดาห์ ผู้เสียชีวิต 89 คน (เฉลี่ย 12 รายต่อวัน) แนวโน้มเริ่มลดลงเช่นกัน แสดงว่าระลอก BA.2.75 ระบาดไม่มากและจบเร็ว ซึ่งอาจเป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น สายพันธุ์ของไวรัส ระดับภูมิคุ้มกัน การป้องกันตัว การเข้าถึงการตรวจหาเชื้อ และการรักษาด้วยยาต้านไวรัส

 

‘โควิดเป็นโรคประจำถิ่นแล้วหรือยัง’ สำหรับประเทศไทยก็อาจตอบว่า ‘ใช่’ ตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศไว้เมื่อต้นปี แต่คำถามนี้ควรให้ WHO ที่ประเมินสถานการณ์ในระดับโลกเป็นผู้ตอบมากกว่า ทั้งนี้ในทางวิชาการ ‘โรคประจำถิ่น’ หมายถึงโรคที่มีอัตราป่วยคงที่ในพื้นที่และมักคาดการณ์ได้ ซึ่งปัจจุบันดูเหมือนว่าจะเริ่มระบาดตามฤดูกาลแล้ว แต่ยังคงต้องสังเกตรูปแบบการระบาดของโควิดต่อไปอีกในปี 2566 เพราะตัวแปรสำคัญคือจีนที่กำลังจะเปิดประเทศเร็วๆ นี้

 

ความคืบหน้าการฉีดวัคซีนและวัคซีนรุ่นใหม่

 

วัคซีนเป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โรคนี้มีความรุนแรงลดลง ซึ่งปัจจุบันการฉีดวัคซีนไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อ แต่ป้องกันอาการรุนแรง ขณะนี้ทั่วโลกฉีดวัคซีนไปแล้วมากกว่า 13,170 ล้านโดส โดยมีผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม 63.4% (ต่ำกว่าเป้าหมาย 70% ที่ WHO ตั้งไว้เมื่อปีที่แล้ว) และเข็มกระตุ้น 33.6% ดินแดนที่มีอัตราการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ชิลี (145 โดสต่อประชากรร้อยคน), ญี่ปุ่น (122 โดสต่อประชากรร้อยคน), เบลเยียม (101 โดสต่อประชากรร้อยคน), สวีเดน (93 โดสต่อประชากรร้อยคน) และไต้หวัน (92 โดสต่อประชากรร้อยคน) 

 

ส่วนประเทศไทย ข้อมูลจากกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ณ วันที่ 23 ธันวาคม 2565 มีผู้ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม 77.7% (+13.6% เทียบกับปีที่แล้ว) เข็มกระตุ้นแบ่งเป็นเข็มที่ 3 = 38.8% (+29.1%), เข็มที่ 4 = 8.9% และเข็มที่ 5 = 1.2% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนผลงานของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งตามแผน Endemic Approach to COVID-19 เคยตั้งเป้าหมายเข็มกระตุ้นไว้ที่ 60% แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนการยอมรับวัคซีนของประชาชนด้วย ซึ่งจำกัดอยู่เฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น

 

ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ประชาชนได้รับวัคซีนอย่างน้อย 4 เข็ม โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงต่ออาการรุนแรง หากรับวัคซีนเข็มสุดท้ายนานเกิน 4 เดือน ควรได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น ส่วนวัคซีนรุ่นใหม่ที่เป็นชนิด 2 สายพันธุ์ (Bivalent Vaccine) และเริ่มฉีดในต่างประเทศแล้ว กระทรวงสาธารณสุขยังไม่มีแผนจัดซื้อ โดยคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคยังคงแนะนำให้ใช้วัคซีนรุ่นเก่าเป็นเข็มกระตุ้น กระทรวงสาธารณสุขจึงวางแผนบริหารวัคซีนที่มีอยู่เดิม และขอบริจาควัคซีนรุ่นใหม่แทน

 

สถานการณ์โควิดในปี 2566 จะเป็นอย่างไร

 

การคาดการณ์น่าจะแบ่งเป็น 2 กรณี คือกรณีที่ไม่มีสายพันธุ์ใหม่ที่ต่างไปจากโอมิครอนเดิม โควิดน่าจะเข้าสู่ระยะโรคประจำถิ่นได้ คือระบาดตามฤดูกาลเป็นคลื่นลูกเล็ก (Small Wave) เหมือนกับ BA.2.75 ในขณะนี้ ซึ่งใกล้เคียงกับที่กรมควบคุมโรคพยากรณ์ไว้เมื่อ 3 เดือนก่อนว่าจะระบาดช่วงธันวาคม และอาจระบาดอีกครั้งช่วงพฤษภาคมปีหน้า ส่วนอีกกรณีคือมีสายพันธุ์ใหม่ที่ต่างไปจากเดิมมาก โควิดอาจจะกลับมาระบาดเป็นคลื่นลูกใหญ่อีกครั้งเหมือนช่วงต้นปีที่ผ่านมา

 

ตัวแปรสำคัญคือการระบาดในประเทศจีนหลังยกเลิกมาตรการโควิดเป็นศูนย์ (Zero COVID) เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เพราะการระบาดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีข่าวผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ถึงแม้จะมีข้อมูลเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่เป็น BA.5, BQ.1, BF.7 และ BA.2.75 เหมือนในต่างประเทศ แต่เนื่องจากที่ผ่านมาจีนส่งข้อมูลรหัสพันธุกรรมของไวรัสให้ฐานข้อมูลระดับโลก (GISAID) ค่อนข้างน้อย จึงต้องเฝ้าระวังสายพันธุ์ใหม่ในผู้ที่เดินทางจากจีน

 

‘เราได้อยู่ร่วมกับโควิดอย่างไร’ ตลอดปี 2565 โควิดกลายพันธุ์ต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีสัญญาณว่าโรครุนแรงขึ้น ในขณะที่เราก็ปรับตัวอยู่ร่วมกับโควิดจนใกล้เคียงกับปกติ ปีนี้น่าจะเป็นปีที่เราสามารถเคานต์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ได้สบายใจที่สุดในรอบ 3 ปี ส่วนปีนี้เราอาจต้องปรับตัวกันอีกรอบหากมีการระบาดของสายพันธุ์ใหม่ แต่คงไม่รุนแรงเท่ากับปี 2564 แล้ว และเราน่าจะต้องฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นที่ต้องกระตุ้นให้รัฐบาลนำเข้าวัคซีนรุ่นใหม่ด้วย

 

อ้างอิง:

The post ‘เราจะอยู่ร่วมกับโควิดอย่างไร’ ในปี 2566 ถอดบทเรียนโควิดไทยปี 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน การันตีไม่มีล็อกดาวน์โควิด เตรียมถกมาตรการรับมือนักท่องเที่ยวจีน คาด ม.ค. เข้าไทย 40,000 คน https://thestandard.co/anutin-covid-lockdown-rumors/ Tue, 03 Jan 2023 08:47:48 +0000 https://thestandard.co/?p=732323

วันนี้ (3 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร […]

The post อนุทิน การันตีไม่มีล็อกดาวน์โควิด เตรียมถกมาตรการรับมือนักท่องเที่ยวจีน คาด ม.ค. เข้าไทย 40,000 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (3 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงมาตรการรับมือชาวจีนที่เดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย หลังจากจีนยกเลิกนโยบาย Zero-COVID และอนุญาตให้ประชาชนชาวจีนสามารถออกจากประเทศได้ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคมเป็นต้นไปว่า ประเทศจีนเปิดแล้วดีไหม ก็ดี รัฐบาลก็ต้องเตรียมมาตรการของเรา ต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหน้าที่ของสาธารณสุขที่มีมาตรการรองรับอยู่แล้ว 

 

“ในวันนี้หลายประเทศก็เตรียมรับมือในส่วนนี้อยู่แล้ว บางอย่างอาจมีความเหมือนกัน บางอย่างอาจมีความต่างกัน ของเราอยู่ในโซนเกรด A ก็ต้องเชื่อมั่นในส่วนนี้ ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมามีคนเที่ยวเยอะมาก แต่เราก็ต้องเฝ้าระวัง ถ้าหากเรามีการป้องกันที่ดีก็ไม่มีอะไร หากตรวจพบเชื้อก็รักษาพยาบาลได้ หากสาหัสเราก็เคยมีบทเรียนที่แก้เรื่องนี้มาแล้ว มีหลายประเทศที่เอาประเทศไทยไปเป็นตัวอย่าง” พล.อ. ประยุทธ์กล่าว 

 

ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า วันที่ 5 มกราคมนี้จะหารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงคมนาคม ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความปลอดภัยกับประชาชนมากที่สุด โดยที่ไม่มีความเสียหาย 

 

ส่วนจะมีมาตรการที่เข้มข้นกับชาวจีนนั้น ในที่ประชุมคณะกรรมการวิชาการทางการแพทย์มีมติว่าไม่จำเป็นจะต้องแยกปฏิบัติใดๆ เพราะมีมาตรการที่มีความพร้อมทั้ง 2 ฝั่ง เช่น คนที่เข้ามาประเทศไทยต้องมีประกันสุขภาพ จึงไม่จำเป็นต้องมีข้อห้ามอะไรมากมาย 

 

ขณะที่การตรวจเชื้อ ความเห็นทางการแพทย์มองว่าคงไม่จำเป็น เรื่องบางอย่าง ถ้าเป็นเรื่องการแพทย์ต้องให้ทางกรมควบคุมโรค ซึ่งทำหน้าที่ป้องกัน เฝ้าระวังโรคติดต่อ กำหนดมาตรการซึ่งไม่สร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นจึงต้องให้ความเชื่อมั่น และตนพร้อมให้กำลังใจ สนับสนุนเขาเต็มที่

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า สหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปยุโรปมีความกังวลว่าโควิดสายพันธุ์ในประเทศจีนจะกลายเป็นสายพันธุ์ใหม่ และจะทำให้ประเทศไทยได้รับความเสียหาย อนุทินกล่าวว่า ตนเองเชื่อนักวิชาการของคณะกรรมการวิชาการทางการแพทย์ของไทย เพราะได้กำหนดมาตรการมาหลายรอบแล้ว ประเทศไทยสามารถควบคุมการติดเชื้อ การเจ็บป่วย หรือเสียชีวิตได้ดีกว่าประเทศอื่นๆ ซึ่งระบบสาธารณสุขของไทยไม่ได้เป็นรองใคร

 

เพราะฉะนั้นเราจะไปเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่ติดเชื้อมากกว่า เสียชีวิตมากกว่า เราจะไปเทียบกับคนที่ด้อยกว่าทำไม อย่างไรก็ตาม พื้นฐานของสายพันธุ์ไม่ต่างกัน วัคซีนที่มีในไทยยังสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ ขอให้คนไทยไปรับวัคซีนเข็มบูสเตอร์เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ก็จะยิ่งให้คนต่างชาติได้ท่องเที่ยวในเมืองไทย ใช้บริการต่างๆ ในเมืองไทยได้ 

 

สำหรับการรับมือถ้าประเทศจีนเปิดประเทศในวันที่ 8 มกราคมนี้นั้น อนุทินกล่าวว่า เขาไม่ได้แห่กันมาไทยตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม แต่คาดการณ์ว่าเดือนมกราคมคนจีนจะมาไทย 40,000 คน เดือนกุมภาพันธ์จะมา 50,000 คน และไม่ได้อนุญาตให้มาแบบหมู่คณะใหญ่ ส่วนใหญ่จะไม่ได้มาแบบกลุ่มทัวร์ 

 

“อย่างไรก็ตาม ผมได้รับทราบมาว่าประเทศจีนได้ออกกฎใหม่ว่า คนที่จะเดินทางเข้าประเทศจีนต้องตรวจเชื้อแบบ PCR ซึ่งหนักกว่าไทย ซึ่งถ้ามองด้านรายได้ ประเทศไทยก็สามารถให้บริการทางด้านการตรวจแบบ PCR สร้างรายได้ให้กับประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งคนที่จะไปจะมาก็ต้องมีความระมัดระวัง” อนุทินกล่าว 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามเพิ่มเติมว่า จะการันตีได้หรือไม่ว่าการระบาดโควิดในประเทศไทยจะไม่มีความรุนแรงมากกว่านี้ อนุทินกล่าวว่า ไม่มีอะไรการันตีได้ เพียงแต่ว่าเราผ่านจุดนั้นมาแล้ว ซึ่งการันตีได้ว่าจะไม่มีการล็อกดาวน์ หากใครเจ็บป่วย ถ้าใครฉีดวัคซีนเกิน 4 เข็ม ไม่มีโรคประจำตัว ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม 608 ก็จะไม่เกิดความรุนแรง อาการหนัก หรือเสียชีวิต การันตีได้ว่ามียา เวชภัณฑ์ และหมอเพียงพอต่อการรักษา

The post อนุทิน การันตีไม่มีล็อกดาวน์โควิด เตรียมถกมาตรการรับมือนักท่องเที่ยวจีน คาด ม.ค. เข้าไทย 40,000 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>