COP30 Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/cop30/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 24 Nov 2025 07:43:16 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ไทยอยู่ตรงไหนบนสมรภูมิโลกเดือด? มองบทสรุปของ COP30 กับ ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ https://thestandard.co/thailand-cop30-climate-position/ Mon, 24 Nov 2025 07:11:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1146725

จบไปแล้วสำหรับการประชุม COP30 ณ เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิ […]

The post ไทยอยู่ตรงไหนบนสมรภูมิโลกเดือด? มองบทสรุปของ COP30 กับ ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

จบไปแล้วสำหรับการประชุม COP30 ณ เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล ตั้งแต่วันที่ 10 – 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ท่ามกลางแรงกดดันของวิกฤตโลกเดือด และการถกเถียงอันเข้มข้น โดยไร้เงามหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่ส่งผู้แทนมาเข้าร่วม
THE STANDARD ได้พูดคุยกับ ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ซึ่งได้เข้าร่วมการประชุม COP30 ในครั้งนี้ว่า บรรยากาศเป็นอย่างไร มีประเด็นอะไรน่าจับตามองบ้าง แล้วโอกาสของไทยอยู่ตรงไหน โดยเฉพาะกับคำถามที่ว่า ไทยพร้อมหรือยัง ในการวางหมุดหมายของตนเองบนโลกที่กำลังร้อนเกินรับไหว?

 

ย้อนมองบรรยากาศ COP30 และเหตุการณ์ ‘ไฟไหม้’ ปริศนา

 

ศ.ดร.ศิวัช เริ่มอธิบายว่า COP คือการประชุมด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีความสำคัญสูงมาก โดยมีผู้นำระดับโลกเข้าร่วมทุกปี เช่น สหรัฐฯ (ในอดีต), จีน และรัสเซีย ซึ่งสิ่งแรกที่ถูกจับตามองมากในการประชุมครั้งนี้ คือ มาตรการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับเหตุก่อการร้าย

 

อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมระบุว่า บรรยากาศตึงเครียดเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการรักษาความปลอดภัย ซึ่งแตกต่างจากการประชุมวิชาการนานาชาติที่ตนเคยเข้าร่วม เช่น มีทหารถือปืน M16 คอยรักษาการ หรือตรวจตราความเรียบร้อยทุกจุด

 

ขณะที่ท่าทีของผู้จัดงานต่อกลุ่มเคลื่อนไหว ดู ‘ขัดแย้ง’ กับความตั้งใจของ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล ที่เคยประกาศว่า COP30 จะเป็นการประชุมสิ่งแวดล้อมที่เปิดกว้างและครอบคลุมกับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะชนพื้นเมือง แต่ ศ.ดร.ศิวัช กลับพบว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไล่ชนพื้นเมือง ที่พยายามเข้ามาเรียกร้องสิทธิ หรือขายสินค้าพื้นเมืองออกจากพื้นที่

 

สำหรับเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ศ.ดร.ศิวัช อธิบายเหตุการณ์ว่า เขาปลอดภัยดี และบูธของประเทศไทยติดอยู่กับทางเข้า ซึ่งถูกใช้เป็นทางออกฉุกเฉิน ทำให้คนไทยในงานสามารถอพยพออกไปอย่างรวดเร็ว หากแต่สับสนเหตุการณ์เล็กน้อย เพราะมีคนตะโกนว่า ‘Fire’ ซึ่งแปลได้ทั้ง ‘ไฟไหม้’ หรือ ‘กราดยิง’ ก็ได้

 

อย่างไรก็ดี สาเหตุไฟไหม้ยังไม่แน่ชัด โดย UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) แหล่งข่าวทางการของ COP30 ชี้แจงว่า ไม่ทราบสาเหตุ ขณะที่สำนักข่าว BBC ระบุจากปากคำของพยานว่า เป็นเพราะไฟฟ้าลัดวงจร

 

อนึ่ง ศ.ดร.ศิวัช ระบุว่า สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เหตุไฟไหม้ครั้งนี้อาจเกิดจากการใช้ไฟฟ้าเกินขนาด เช่น ใช้ปลั๊กไฟชาร์จไฟหลายเครื่องเกินไป

 

COP30 คุยอะไรกันบ้าง?

 

สำหรับสาระสำคัญของการหารือ COP30 ในครั้งนี้ ศ.ดร.ศิวัช แบ่งออกเป็น 2 เรื่อง คือ การจัดตั้งกองทุน 1.5 องศาเซลเซียส และ Blue Carbon

 

1.การจัดตั้งกองทุน 1.5 องศาเซลเซียส – ศ.ดร.ศิวัช ระบุที่มาที่ไปว่า ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า อุณหภูมิโลกเกินค่าเฉลี่ยของข้อตกลงปารีส คือ 1.5 องศาเซลเซียล ซึ่งหมายถึง ‘ส่วนต่าง’ ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิโลกในแต่ละปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกในรอบ 1 ศตวรรษ

 

ศ.ดร.ศิวัช ขยายความประเด็น 1.5 องศาเซลเซียสนี้ว่า หมายถึงการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยในแต่ละปี โดยที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ตรวจวัดอุณหภูมิในทุกจุดบนโลกเพื่อหาค่าเฉลี่ยในทุกปี ซึ่งจะนำมาเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลก ที่คำนวณสะสมมาเป็นเวลา 100 ปี หรือ 1 ศตวรรษ (นับตั้งแต่เริ่มมีการตรวจวัด)

 

แต่ปรากฏว่า ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกในปีที่มีการสำรวจ สูงกว่าค่าเฉลี่ย 1 ศตวรรษ ซึ่งมีผลลัพธ์เป็นบวก นั่นหมายความว่า โลกกำลังร้อนขึ้น การแก้ไขปัญหาคือต้องควบคุมต้นเหตุ อย่างการปล่อยแก๊สเรือนกระจก เพื่อทำให้อุณหภูมิส่วนต่างไม่เกิน 1.5 องศาเซลเชียล

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือ ‘ปัญหาความเหลื่อมล้ำ’ ระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว กับประเทศด้อยพัฒนา เช่น ประเทศซีกโลกใต้ (Global South) อย่างฟิจิและตูวาลู เสี่ยงจมลงใต้ทะเลก่อนประเทศพัฒนา หรือแม้แต่ภูฏานที่มีตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นลบ แต่กลับเผชิญผลกระทบจากภาวะโลกเดือดอย่างรุนแรง เช่น น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก

 

แนวคิดการจัดตั้งกองทุนอย่าง Climate Finance จึงตามมา โดยมีหัวใจสำคัญ คือ การรวบรวมเงินมูลค่าราว 3 แสนล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 43 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2035 โดยให้กลุ่มประเทศที่ร่ำรวย ลงขันช่วยเหลือกลุ่มประเทศยากจน รวมถึงให้ความสำคัญกับประเทศที่มีความเสี่ยงสูงก่อน เช่น ประเทศหมู่เกาะในแปซิฟิก

 

ศ.ดร.ศิวัช ระบุว่า ในการประชุม COP 30 ที่เบเล็ง มีการหารือกองทุน Climate Finance อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น กลไกในการจัดสรรและติดตามประเมินผล เพื่อทำให้ทุกฝ่ายแน่ใจว่า เงินทุนจะถึงมือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง และไม่ถูกใช้ในทางที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือถูกแทรกแซงทางการเมือง

 

2. Blue Carbon – ศ.ดร.ศิวัช อธิบายว่า COP 30 มีการพูดถึงแนวคิดดังกล่าวยิ่งขึ้นมากกว่าการประชุมครั้งก่อนๆ ซึ่งจะช่วยทำให้ไทยจะ ‘ได้เปรียบ’ มากขึ้นบนเวทีโลกในประเด็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมเท้าความว่า แนวคิด Net Zero เป็นเป้าหมายที่ไทยได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่า ภายในปี 2050 ประเทศต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เหลือศูนย์ ซึ่งหมายถึงการสร้างตัวเลขสมดุลระหว่าง ‘แหล่งกำเนิด’ กับ ‘แหล่งดูดซับ’ เช่น หากประเทศใดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา 100 ล้านตันต่อปี ประเทศนั้นจะต้องประกาศว่า ตนเองมีแหล่งในการดูดซับกลับคืนได้ 100 ล้านตัน

 

ศ.ดร.ศิวัช ระบุว่า แต่เดิม การนับคาร์บอนเครดิต จำกัดแค่ ‘ต้นไม้ที่มีวงปี’ เท่านั้น หากแต่การประชุม COP30 มีการพูดคุยให้หยิบ Blue Carbon ขึ้นมาพิจารณาเป็นทางเลือก ซึ่งเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านระบบนิเวศในทะเล และไทยมีทรัพยากรดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

 

“ประเทศไทยได้เปรียบตรงจุดนี้ เพราะ Blue Carbon คือการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มาจากหญ้าทะเล ป่าชายเลน ไฟโตแพลงก์ตอน หรือสาหร่ายต่างๆ ที่อยู่ในอ่าวไทย หรือฝั่งอันดามัน” ศ.ดร.ศิวัชระบุ

 

อย่างไรก็ดี สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งมองว่า COP30 ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น โดย Reuters ระบุว่า การประชุมครั้งนี้ปิดฉากด้วย ‘ข้อตกลงอันน่าไม่พึงพอใจ’ เนื่องจากมีความเห็นไม่ลงรอยกัน โดยเฉพาะประเด็นการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

 

ทั้งนี้ โคลอมเบีย, ปานามา และอุรุกวัย ต้องการให้แถลงการณ์ COP30 พูดถึงเรื่องการเปลี่ยนผ่านเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่กลับถูกประเทศผู้ส่งออกน้ำมันคัดค้าน ซึ่งแสดงให้เห็นถึง รอยร้าวและผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว ระหว่างประเทศที่ต้องการให้เปลี่ยนแปลง กับประเทศพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

COP30 ใกล้ตัวกว่าคนไทยมากกว่าคิด

 

“ตอนนี้เรากำลังอยู่ในรถบัสที่วิ่งด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตร แล้วคนกำลังเหยียบไปถึง 130-150 กิโลเมตร เราเห็นอยู่แล้วว่า หายนะมันมาแน่ๆ”

 

คือคำตอบของ ศ.ดร.ศิวัช เมื่อถามว่า ประเทศไทยเกี่ยวข้องกับการประชุม COP30 อย่างไร โดยเปรียบเปรยว่า หายนะโลกเดือดกำลังจะมาถึงตัวอย่างแน่นอน ดังนั้นทุกคนจึงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การประชุมครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน

 

อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมอธิบายว่า ไม่ใช่แค่ภาวะอากาศร้อนเกินไป หรือฝนตกหนัก จนน้ำท่วมที่กระทบการใช้ชีวิตของผู้คน เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ภูมิอากาศถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความเป็นไปในการสร้างอารยธรรม จนมีคำกล่าวที่ว่า ‘เมื่อลมเปลี่ยน อารยธรรมก็ดับ’ เช่น อารยธรรมโบราณหลายแห่งล่มสลาย เพียงเพราะขาดน้ำทำการเกษตร

 

“ไทยไม่ยุ่งเกี่ยวกับ COP30 ไม่ได้ เพราะนี่คือเวทีโลกที่นานาประเทศ มาคุยมาตกลงในทิศทางเดียวกันว่า จะไปอย่างไรต่อ เพราะทุกคนได้รับผลกระทบ และมีส่วนเกี่ยวข้องต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหมือนกันหมด

 

“สิ่งที่คนไทยจำเป็นจะต้องรู้จากการประชุม COP30 ก็คือทิศทางของโลกว่า จะไปอย่างไรต่อ แล้วประเทศไทยมีจุดยืนอะไรบนเวทีโลก แล้วใครจะต้องได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์”

 

ศ.ดร.ศิวัช มองว่า ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ เรื่องภาวะโลกเดือดก็เช่นกัน เช่น รัสเซียเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์จากวิกฤตดังกล่าว เพราะความร้อนทำให้น้ำแข็งบนพื้นที่ของรัสเซียละลาย ซึ่งประเทศสามารถทำการเกษตรได้

 

อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมย้อนกลับมาตั้งคำถามต่อว่า แล้วประเทศไทยมีการคิดอย่างจริงจังหรือไม่ว่า เราสามารถมองหา ‘ประโยชน์’ ท่ามกลางจากวิกฤตได้ เช่น การสร้างธุรกิจและอาชีพใหม่ๆ เพื่อรองรับผลกระทบจากภาวะโลกเดือด เหมือนกับที่ COVID-19 ก่อให้เกิดธุรกิจส่งอาหาร หรือรูปแบบการประชุมออนไลน์ในแบบทุกวันนี้

 

“สมมติถ้าเกิดน้ำท่วมต่อไปเรื่อยๆ ต่อไปบ้านของคนไทยต้องเป็นบ้านแบบไหน ตอนนี้ ต่างชาติเขามีการคิดค้นบ้านลอยน้ำ ซึ่งดีมากด้วย”

 

ศ.ดร.ศิวัช ยังทิ้งท้ายว่า ไทยต้องปรับตัว (Adaptation) ให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง ไปพร้อมกับบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) เพราะต่อให้ประเทศไทยไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่โลกก็ร้อนขึ้นอยู่ดี ซึ่งภาวะดังกล่าวไปไกลมาก จนไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีกแล้ว

 

ภาพ: Anderson Coelho / Reuters

The post ไทยอยู่ตรงไหนบนสมรภูมิโลกเดือด? มองบทสรุปของ COP30 กับ ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 https://thestandard.co/brazil-indigenous-amazon-protest-cop30/ Wed, 12 Nov 2025 03:37:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1142307 “พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30

เกิดเหตุปะทะกลางสถานที่จัดการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซ […]

The post “พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 appeared first on THE STANDARD.

]]>
“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30

เกิดเหตุปะทะกลางสถานที่จัดการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล หลังกลุ่มชนพื้นเมืองออกมาประท้วง และพยายามบุกเข้าไปในที่ประชุม เผยที่ดินทำกินในป่าแอมะซอนถูกรุกราน จากการตัดไม้ทำลายป่า และการขุดเจาะน้ำมัน โดยหวังใช้เวทีครั้งนี้แสดงพลังรักษาสิ่งแวดล้อมเฮือกสุดท้าย

 

วันนี้ (12 พฤศจิกายน) ชนพื้นเมืองชาวบราซิลนับร้อยแห่ประท้วงกลางที่ประชุม COP30 โดยพยายามบุกเข้าไปในสถานที่จัดงาน เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อกรณีที่ดินทำกินในป่าแอมะซอนถูกรุกราน จนเกิดเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ที่พยายามห้ามปราม

 

ในวิดีโอบนโลกโซเชียลมีเดีย ปรากฏให้เห็นชนพื้นเมืองถือป้ายประท้วงว่า ‘ดินแดนของเราไม่ได้มีไว้ขาย’ ท่ามกลางฝูงชนจำนวนหนึ่งที่ถือป้ายและธงชาติปาเลสไตน์ สวมเสื้อ Juntos (แปลว่า Together) ขณะที่อีกส่วนหนึ่งตะโกนด่าทอรัฐบาลบราซิลว่า “พวกเขาคือรัฐบาล นี่คือวิธีการปกป้องผืนป่าที่ถูกยึดครอง เข้าใจบ้างไหม?”

 

ทั้งนี้ โฆษกสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (U.N. Climate Change) แถลงการณ์ว่า ผู้ชุมนุมพยายามบุกรั้วบริเวณทางเข้าหลักของสถานที่จัดงาน COP30 จนเกิดเหตุปะทะกัน โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบาดเจ็บเล็กน้อย 2 ราย พร้อมยืนยันว่า ทุกภาคส่วนกำลังสอบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น และรักษาความปลอดภัยต่อไป

 

นอกจากนี้ Reuters ยังรายงานว่า มีพยานพบเห็นเจ้าหน้าที่ใช้มือกุมท้องด้วยความเจ็บปวด ขณะที่หน่วยรักษาความปลอดภัย 1 คน ถูกไม้ของชนพื้นเมืองฟาดที่บริเวณศีรษะ จนเลือดไหลบริเวณศีรษะ และมีรอยฟกช้ำบริเวณใต้ตา

 

เหตุประท้วงในการประชุม COP ถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก เพราะที่ผ่านมา การประชุมมักจัดในประเทศที่เสรีภาพทางการแสดงออกไม่ได้เปิดกว้าง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์ หากแต่รัฐบาลบราซิลในฐานะเจ้าภาพ COP 30 นำโดยประธานาธิบดี ลูลา ดา​ ซิลวา สนับสนุนตัวแสดงอื่นๆ ในวิกฤตโลกเดือดให้เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะชนพื้นเมือง

 

ทั้งนี้ ชนพื้นเมืองออกมาเปิดเผยว่า พวกเขารู้สึกไม่พอใจกับโครงการพัฒนาที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลส่งเสริมบทบาทอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของชนพื้นเมือง โดย ออกุสติน โอกาญา (Agustin Ocaña) ตัวแทนกลุ่ม Global Youth Coalition ให้สัมภาษณ์ว่า ชนพื้นเมืองรู้สึกไม่พอใจที่รัฐบาลระดมทุนสร้างเมืองเบเล็งใหม่โดยไม่จำเป็น ทั้งที่งบประมาณสามารถใช้จ่ายในด้านการศึกษา สุขภาพ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งการประท้วงครั้งนี้แสดงถึงความรู้สึกสิ้นหวังของพวกเขา

 

“เรากินเงินไม่ได้ เราต้องการที่ดินทำกินของเรา ให้รอดพ้นจากธุรกิจการเกษตร การสำรวจน้ำมัน การขุดเหมืองผิดกฎหมาย และการลักลอบตัดไม้” กิลมาร์ (Gilmar) หัวหน้ากลุ่มชนพื้นเมืองตูปินัมบา (Tupinamba) ที่อาศัยบริเวณแม่น้ำตาปาฌอส กล่าวกับผู้สื่อข่าว

 

“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 1“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 2“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 3“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 4“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 5“พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 6

 

ภาพ: Anderson Coelho / Reuters

 

อ้างอิง:

The post “พวกเรากินเงินไม่ได้” ชนพื้นเมืองบราซิลบุกประท้วง ปมป่าแอมะซอนถูกรุกราน กลางการประชุม COP30 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เยาวชนไทยเสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน ก่อน COP30 เปิดฉาก หวังผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม https://thestandard.co/six-urgent-climate-demands/ Mon, 10 Nov 2025 10:59:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1141772 เยาวชนไทยเสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน ก่อน **COP30** เปิดฉาก หวังผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ขณะที่ทั่วโลกเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสั […]

The post เยาวชนไทยเสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน ก่อน COP30 เปิดฉาก หวังผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เยาวชนไทยเสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน ก่อน **COP30** เปิดฉาก หวังผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ขณะที่ทั่วโลกเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 30 หรือ COP30 ที่จะเปิดฉากขึ้นที่บราซิลในวันนี้ (10 พฤศจิกายน) ตามเวลาท้องถิ่น เด็กและเยาวชนนักเคลื่อนไหวและนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมกว่า 360 คนทั่วประเทศไทย ได้ร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องให้ผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วนและทั่วถึง

 

เสียงของพวกเขารวบรวมจากการประชุมปรึกษาหารือเยาวชน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งจัดขึ้นโดย องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ร่วมกับ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) เมื่อเร็วๆ นี้ โดยผลการหารือสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเด็กและเยาวชนแล้วอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพวกเขาที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ด้วยตนเอง

 

เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมเป็นตัวแทนจาก 97 เครือข่ายเยาวชนทั่วประเทศ ทั้งกลุ่มนักเรียน เยาวชนชาติพันธุ์ที่ทำงานอนุรักษ์ป่าและธรรมชาติ รวมถึงเยาวชนที่ขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย การปรึกษาหารือเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แบ่งปันประสบการณ์ ความกังวล และข้อเสนอแนะต่อการกำหนดนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ โดยมีจุดร่วมสำคัญคือ เยาวชนต้องการให้เสียงของพวกเขาได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม

 

ชัยรัตน์ ดิ๊ผอ (อเล็กซ์) อายุ 19 ปี เยาวชนจากกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในผู้เข้าร่วมการปรึกษาหารือภาคเหนือ และเป็นหนึ่งในตัวแทนเยาวชนไทย 9 คน ที่จะร่วมเดินทางไปกับคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายนนี้ กล่าวว่า “ในชุมชนของผม ความร้อนที่สูงขึ้นและภัยแล้ง ทำให้หลายครอบครัวปลูกพืชได้ยากขึ้นและมีรายได้น้อยลง เมื่อพืชผลเสียหาย เด็กมักเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ บางคนต้องออกจากโรงเรียน เพื่อช่วยครอบครัว เราอยากให้ผู้นำฟังเรื่องราวของเรา และลงมือปกป้องอนาคตของพวกเรา”

 

ขณะเดียวกัน นันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ เยาวชนวัย 23 ปี ผู้ประสานงานของ GYBN Thailand และ Project Manager ของ Local Conference of Youth (LCOY) Thailand 2025 ซึ่งจะร่วมเดินทางไปประชุม COP30 กับคณะผู้แทนไทย กล่าวว่า LCOY พบว่ากุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นคือ การร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างคนต่างรุ่นและหลากหลายภาคส่วน

 

โดยเยาวชนจากทั่วประเทศได้เสนอ ‘6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน’ เพื่อปกป้องสุขภาพ ความเป็นอยู่ และความมั่นคงของทรัพยากรน้ำ โดยมุ่งเน้นไม่ให้มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ได้แก่

 

1. ระบบสาธารณสุขที่ตอบสนองต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ เช่น ความร้อนจัด มลพิษ PM2.5 โรคไข้เลือดออก และผลกระทบทางจิตใจจากภัยพิบัติ

 

2. การศึกษาด้านสภาพภูมิอากาศสำหรับนักเรียนทุกคน เพื่อให้เด็กมีทักษะในการรับมือภัยพิบัติ การเกษตรที่ยั่งยืน และการจัดการของเสีย

 

3. เศรษฐกิจที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอาชีพในท้องถิ่น เช่น เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว ให้สามารถรับมือกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ

 

4. การจัดการภัยพิบัติที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนและครอบคลุมทุกกลุ่ม มีระบบเตือนภัยที่ทั่วถึงและมาตรการอพยพที่คำนึงถึงความปลอดภัยของเด็ก

 

5. ความมั่นคงด้านน้ำสำหรับทุกคน ผ่านการปกป้องลุ่มน้ำ การควบคุมมลพิษ และการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการบริหารจัดการ

 

6. การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างจริงจัง เช่น การจัดเก็บภาษีพลาสติกระดับประเทศ และสนับสนุนธุรกิจชุมชนที่แปรรูปของเสียให้เกิดมูลค่า

 

เซเวอรีน เลโอนาร์ดี รองผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “เสียงของเยาวชนเหล่านี้คือ การเรียกร้องให้เกิดการดำเนินการในระดับประเทศ เยาวชนได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่เพียงกังวลต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ยังพร้อมจะเป็นผู้นำและร่วมลงมือ ยูนิเซฟจึงขอเรียกร้องให้แนวทางและนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (NDC) สะท้อนความต้องการของเด็กและเยาวชนด้วย ขณะที่เรากำลังก้าวสู่การประชุม COP30 นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แสดงภาวะผู้นำ โดยให้ความต้องการและเสียงของเด็กเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจด้านสภาพภูมิอากาศ”

 

เยาวชนยังได้เสนอให้มีการจัดตั้ง ‘เครือข่ายเยาวชนด้านสภาพภูมิอากาศระดับภูมิภาค’ ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงการจัดตั้ง ‘กองทุนเยาวชนเพื่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศระดับประเทศ’ และการออกนโยบายที่คุ้มครองสิทธิเด็กในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

 

จากผลสำรวจ U-Report ปี 2024 พบว่า แม้กว่าร้อยละ 90 ของเยาวชนไทยต้องการมีส่วนร่วมในประเด็นสภาพภูมิอากาศ แต่มีเพียงร้อยละ 34 ที่ได้รับโอกาสนั้นจริง ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงาน ‘จากรุ่นสู่รุ่น ในโลกใบเดียวกัน’ (Between Generations, One Planet) ของยูนิเซฟเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าแม้เยาวชนจะเป็นพลังสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ แต่พวกเขายังมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจน้อยเกินไป

 

เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนมากขึ้น ยูนิเซฟจึงได้จัดทำ แคมเปญ #CountMeIn 2025 ‘จากเหนือจรดใต้ ทุกเสียงของเด็กมีความหมาย: รับฟัง ลงมือทำ รับมือโลกรวน’ ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากทุกภาคส่วนของสังคม นอกจากนี้ ยูนิเซฟยังสนับสนุนให้ชัยรัตน์, นันท์นภัส และตัวแทนเยาวชนไทย ได้นำเสียงและข้อเสนอของพวกเขาไปสู่การประชุม COP30 เพื่อให้มุมมองของเด็กและเยาวชนไทยได้รับการสะท้อนในเวทีเจรจาระดับโลก

 

เลโอนาร์ดีเน้นย้ำว่า การเปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่เพียงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน โดยเด็กและเยาวชนคือผู้อยู่แนวหน้าของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มุมมองและภาวะผู้นำของพวกเขามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างประเทศไทยที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

 

ภาพ: ยูนิเซฟ ประเทศไทย

 

อ้างอิง:

  • ยูนิเซฟ ประเทศไทย

The post เยาวชนไทยเสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน ก่อน COP30 เปิดฉาก หวังผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อโลกทะลุ 1.5 องศา COP30 คือสัญญาณเตือนสุดท้าย ก่อน ‘หายนะ’ ทางภูมิอากาศ https://thestandard.co/cop30-climate-catastrophe-warning/ Mon, 10 Nov 2025 05:59:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1141567 เมื่อโลกทะลุ 1.5 องศา COP30 คือสัญญาณเตือนสุดท้าย ก่อน ‘หายนะ’ ทางภูมิอากาศ

‘หายนะ’ หรือ ‘ทางออก’ คือสถานการณ์เส้นบางๆ ที่อาจเกิดขึ […]

The post เมื่อโลกทะลุ 1.5 องศา COP30 คือสัญญาณเตือนสุดท้าย ก่อน ‘หายนะ’ ทางภูมิอากาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อโลกทะลุ 1.5 องศา COP30 คือสัญญาณเตือนสุดท้าย ก่อน ‘หายนะ’ ทางภูมิอากาศ

‘หายนะ’ หรือ ‘ทางออก’ คือสถานการณ์เส้นบางๆ ที่อาจเกิดขึ้นในการประชุม COP30 ซึ่งเปิดฉากอย่างเป็นทางการ ณ เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล ตั้งแต่วันที่ 10 – 21 พฤศจิกายน ท่ามกลางความคาดหวังและแรงกดดันจากทั่วโลก หลังมีการเปิดเผยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในช่วงปลายปี 2024 ว่า โลกมีค่าเฉลี่ยอุณหภูมิทะลุ 1.5 องศา ซึ่งเป็นตัวเลขเกินกว่าขีดจำกัดตามที่ ‘ข้อตกลงปารีส’ เคยตั้งไว้

 

THE STANDARD รวบรวมวาระการประชุม ประเด็นที่น่าสนใจ รวมถึงความหวังเฮือกสุดท้ายของโลกในการจัดการวิกฤตโลกเดือดมาสรุปไว้ที่นี่

 

การประชุม COP คืออะไร

 

COP เป็นการประชุมของสมาชิกประเทศในภาคีสนธิอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (U.N. Framework on Climate Change Convention: UNFCCC) โดยมีการลงนามตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมาว่า ทุกประเทศต้องร่วมกันขับเคลื่อนประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกอย่างแข็งขัน

 

ทั้งนี้ หลักการสำคัญในภาคีสนธิสัญญาที่ยึดถือร่วมกัน คือ ‘Common But Differentiated Responsibilities’ (CBDR) ซึ่งหมายความว่า ทุกประเทศในโลกต้องรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะหากเป็นประเทศพัฒนา ก็ต้องแบกรับความรับผิดชอบมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา (เพราะมีส่วนสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สร้างความร่ำรวยให้กับตนเอง)

 

อย่างไรก็ดี การประชุม COP ในแต่ละปี ยังมีไฮไลต์สำคัญนอกเหนือจากประเด็นสภาพภูมิอากาศ เช่น ภูมิรัฐศาสตร์หรือการเงินโลก โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งผู้นำระดับโลก นักวิทยาศาสตร์ องค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และตัวแสดงที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตครั้งนี้ ซึ่งคาดว่า ปี 2025 จะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 5 หมื่นคน

 

COP30 มีความสำคัญอย่างไร

 

ชื่อของ COP30 มาจากจำนวนครั้งของการประชุมตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา โดยในปี 2025 ประเทศบราซิลได้เป็นเจ้าภาพตามวาระหมุนเวียน ซึ่งใช้เมืองเบเล็งเป็นสถานที่การประชุม โดย อังเดร กอร์เรอา ดู ลาโก (André Corrêa do Lago) ประธาน COP30 ระบุว่า สาเหตุที่ต้องใช้สถานที่นี้ เพราะต้องการให้ผู้นำโลกเผชิญ ‘วิกฤตทางสภาพภูมิอากาศ’ อย่างตรงไปตรงมา

 

เบเล็งคือเมืองที่เผชิญความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมสูง โดยพื้นที่ 40% ของเมืองตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ยากจนของประเทศ อีกทั้งยังเป็นเมืองปากแม่น้ำแอมะซอน ป่าริมฝนเขตร้อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำหน้าที่เป็น ‘ปอดโลก’ ดูดซับมลพิษ แต่กลับเผชิญความเปราะบางสูง จากการถูกทำลายทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การทำเหมือง การทำฟาร์ม และการสกัดเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

นอกจากนี้ COP30 ยังมีชื่อเล่นอื่นๆ เช่น the Forest COP หรือ COP of Truth โดยรัฐบาลบราซิลภายใต้ ลูลา ดา ซิลวา ยืนยันว่า การประชุมครั้งนี้จะมีความหลากหลายและเปิดกว้างต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น การให้ชนพื้นเมืองเข้ามานั่งร่วมพูดคุย หรือเปิดกว้างให้กลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทำการประท้วง หรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายในการประชุมครั้งก่อนๆ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์ ที่จำกัดเสรีภาพการแสดงออก

 

COP30 มีวาระอะไรน่าจับตามองบ้าง

 

อันที่จริง การประชุม COP30 เกิดขึ้นท่ามกลางคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice: ICJ) ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศโลกที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ คือ ภัยคุกคามเร่งด่วน โดยการมีสิ่งแวดล้อมที่สะอาด และยั่งยืน เป็น ‘สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน’ ของมนุษยชาติ ซึ่งตอกย้ำมติของสมัชชาใหญ่ (UNGA) ในปี 2022 อันมีผลให้รัฐภาคีในสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน เช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights: UDHR) มีพันธกรณีต้องปฏิบัติตามในเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย

 

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นทั้งโอกาสพิเศษ และการผลักดันให้วาระดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง รวมถึงอยู่ในวงกว้างมากขึ้น เช่น การสนับสนุนให้ภาคธุรกิจและสถาบันทางการเงิน ดำเนินมาตรการหรือสร้างกฎระเบียบที่เชื่อมโยงกับคำตัดสินครั้งนี้

 

อย่างไรก็ดี วาระหลักของการประชุม COP30 คือ การหาทางออกจากวิกฤตโลกเดือด โดยในช่วงที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีตัวเลขมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส เกินขีดจำกัดที่กำหนดไว้ตามข้อตกลงปารีส และหากไม่มีการจัดการ อุณหภูมิโลกอาจพุ่งสูง 2.3-2.8 องศาเซลเซียส ซึ่งระบบนิเวศอาจล่มสลาย มนุษย์อาศัยอยู่ไม่ได้ เพราะโลกเผชิญอุทกภัย และความร้อนจัด

 

บราซิลในฐานะเจ้าภาพจึงตั้งใจใช้เวทีการประชุมครั้งนี้ตอกย้ำปัญหา และประกาศว่า การแก้ไขวิกฤตโลกเดือดคือภารกิจร่วมกันของมนุษยชาติ (Collective Task หรือ Mutirão ในภาษาพื้นเมือง) โดยมีแผนงานสืบเนื่อง คือ การระดมทุน 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 ซึ่งเป็นโปรเจกต์ต่อเนื่องจาก COP29 เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา และผลักดัน ‘การเปลี่ยนผ่านอย่างยุติธรรม’ ให้กับโลก

 

นอกจากนี้ การประชุม COP30 ยังเกิดขึ้นในช่วงครบรอบ 10 ปี ที่ข้อตกลงปารีสเกิดขึ้น ซึ่งในสนธิสัญญาระบุให้รัฐภาคีต้องปรับปรุงเนื้อหา ‘กรอบการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด’ (Nationally Determined Contributions: NDCs) ในทุก 5 ปี หรือแผนงานที่ระบุว่า แต่ละประเทศมีเจตนารมณ์ที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อทำให้อุณหภูมิต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสได้อย่างไร โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า ปริมาณก๊าซต้องลดลง 60% ภายในปี 2035

 

อย่างไรก็ดี รัฐบาล 95% ในภาคีไม่ได้ส่งกรอบเนื้อหาภายใต้เงื่อนเวลาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 แม้จะขยายเวลาจนถึงเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่มีเพียง 60 กลุ่มที่ส่งกรอบดังกล่าว

 

มีการคาดการณ์ว่า การประชุมครั้งนี้จะไม่ราบรื่นเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะแต่ละประเทศต้องเจรจาต่อรองตามผลประโยชน์แห่งชาติ ซึ่งมักเกิดความขัดแย้ง และหยุดชะงักกลางคัน

 

COP30 ไร้เงาสหรัฐฯ หนึ่งในมหาอำนาจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก

 

ตามรายงานในหน้าสื่อ รัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุม COP30 หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี สหรัฐฯ ประกาศจุดยืนต่อต้านประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ พร้อมถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2026

 

อย่างไรก็ดี บทวิเคราะห์ How the US could shape the COP30 climate summit without even being there ของ CNN เชื่อว่า แม้ทรัมป์จะไม่เดินทางมาเข้าร่วม แต่สหรัฐฯ ก็ยังคงมีอิทธิพลอย่างมากในเวทีการประชุมดังกล่าว โดยเฉพาะการให้โทษกับหลายประเทศที่เข้าร่วมการประชุม หรือยอมรับข้อตกลงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า

 

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จุดยืนของทรัมป์ที่ไม่ลงรอยกับประเด็นสิ่งแวดล้อม อาจทำให้เป็นอุปสรรคต่อการผลักดันวาระสำคัญในประชุม เช่น การที่สหรัฐฯ สนับสนุนการใช้พลังงานฟอสซิล ได้ลดแรงจูงใจให้ชาติ อื่นๆ ทำตามแผนงานลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2035

 

ทั้งนี้คาดว่า ดาวเด่นในการประชุม COP30 คือ ประเทศกลุ่มซีกโลกใต้ (Global South), ประเทศหมู่เกาะที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโลกเดือดโดยตรง หรือกลุ่มประเทศมหาอำนาจ G7 และ BASIC โดยเฉพาะจีน แม้ สีจิ้นผิง ผู้นำสูงสุดไม่ได้เดินทางมาเข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง แต่ก็พยายามเล่นบทบาทผู้นำสิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขันแทนสหรัฐฯ

 

‘ตัดไม้ทำลายป่า ปูทางให้คนรวย’ เสียงวิจารณ์อีกด้านจาก COP30

 

แม้มีการปูทางให้ COP30 เป็นวาระจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลก แต่การประชุมครั้งนี้มีข้อวิจารณ์มากมายที่ตามมา เช่น กรณีรัฐบาลบราซิลสั่งให้มีการทำถนนเพื่อบรรเทาสถานการณ์รถติดจากการประชุม โดยต้องตัดต้นไม้ในป่าอะแมซอนมากกว่า 400 ตารางกิโลเมตร ซึ่งนักเคลื่อนไหวและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมองว่า เป็นการกระทำที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของการประชุม

 

นอกจากนี้ ยังมีหลายฝ่ายตั้งคำถามถึงศักยภาพของเมืองเบเล็งในการรองรับแขกบ้านแขกเมือง ซึ่งเผชิญกับภาวะขาดแคลนที่อยู่อาศัย และมีค่าครองชีพราคาแพง ทำให้เจ้าของที่และบริษัทเช่าอสังหาริมทรัพย์เก็บค่าที่พักสูงถึงหลักแสน เช่น แฟลตอะพาร์ตเมนต์ 1 ห้อง ราคาเพิ่มขึ้นถึง 15,266 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 4.9 แสนบาท) จากเดิมที่ราคา 158 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 4,902 บาท) ขณะที่มีรายงานว่า เจ้าของที่บางรายไล่ผู้เช่าเดิมออก เพื่อแสวงหากำไรกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

ภาพ: Adriano Machado / Reuters

อ้างอิง:

The post เมื่อโลกทะลุ 1.5 องศา COP30 คือสัญญาณเตือนสุดท้าย ก่อน ‘หายนะ’ ทางภูมิอากาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิลล์ เกตส์ พลิกจุดยืนก่อนประชุม COP30 ชี้โลกทุ่มเงินลดโลกร้อนมากเกินไป ควรหันไปแก้ปัญหาความยากจนและโรคภัยแทน https://thestandard.co/gates-prioritizes-poverty-over-climate/ Sat, 01 Nov 2025 05:14:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1138629 บิลล์ เกตส์ พลิกจุดยืนก่อนประชุม COP30 ชี้โลกทุ่มเงินลดโลกร้อนมากเกินไป ควรหันไปแก้ปัญหาความยากจนและโรคภัยแทน

บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ซึ่งเ […]

The post บิลล์ เกตส์ พลิกจุดยืนก่อนประชุม COP30 ชี้โลกทุ่มเงินลดโลกร้อนมากเกินไป ควรหันไปแก้ปัญหาความยากจนและโรคภัยแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิลล์ เกตส์ พลิกจุดยืนก่อนประชุม COP30 ชี้โลกทุ่มเงินลดโลกร้อนมากเกินไป ควรหันไปแก้ปัญหาความยากจนและโรคภัยแทน

บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ซึ่งเคยเขียนหนังสือ How to Avoid a Climate Disaster ในปี 2021 ได้ออกมาเรียกร้องให้ผู้นำทั่วโลกเปลี่ยนแนวทางในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่ โดยเขาแย้งว่าปัจจุบันมีการทุ่มเททรัพยากรไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเกินไป และควรนำเงินส่วนนั้นไปใช้ ‘พัฒนาชีวิต’ และขจัดความยากจนและโรคภัยไข้เจ็บแทน

 

ในจดหมายที่เผยแพร่ก่อนการประชุมสุดยอดสภาพภูมิอากาศ COP30 ของสหประชาชาติในสัปดาห์หน้า เกตส์ได้วิจารณ์มุมมองแบบวันสิ้นโลก (doomsday view) ที่มีต่อปัญหาโลกร้อน และเรียกร้องให้ผู้นำต่างๆ ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ (strategic pivot) ไปมุ่งเน้นในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของมนุษย์โดยตรงมากกว่า

 

“สภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่ต้องพิจารณาในแง่ของสวัสดิภาพโดยรวมของมนุษย์” เกตส์กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ CNBC “ผมไม่ได้เลือกจุดยืนนี้เพราะทุกคนเห็นด้วย แต่ผมคิดว่านี่คือคำตอบที่สมเหตุสมผลที่สุด”
เกตส์ได้ยกตัวอย่างที่ชัดเจนว่า หากต้องเลือกระหว่างการกำจัดโรคมาลาเรียกับการปล่อยให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 0.1 องศาเซลเซียส

 

“ถ้าให้ผมเลือกระหว่างการกำจัดโรคมาลาเรีย กับการที่อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้น 0.1 องศา ผมยอมเลือกกำจัดมาลาเรียดีกว่า เพราะผู้คนไม่เข้าใจจริงๆ ว่าความทุกข์ทรมาน (จากโรคภัย) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมันเลวร้ายแค่ไหน” เขากล่าว ซึ่งสะท้อนจุดยืนจากมูลนิธิ Gates Foundation ของเขาที่ทุ่มเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บทั่วโลก

 

การเปลี่ยนจุดยืนของเกตส์เกิดขึ้นในจังหวะที่การเมืองในสหรัฐฯ กลับมาให้ความสำคัญกับประเด็นอื่น โดย Breakthrough Energy ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเขา ก็มีรายงานว่าได้ปลดพนักงานเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งสื่ออย่าง The New York Times วิเคราะห์ว่าเป็นการ ‘ปรับทัพอาณาจักรของเกตส์เพื่อรับมือกับยุคของทรัมป์’

 

จุดยืนใหม่ของเกตส์ได้สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทันทีจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศ เจฟฟรีย์ แซคส์ (Jeffrey Sachs) ผู้อำนวยการศูนย์การพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เรียกบันทึกของเกตส์ว่า “ไร้จุดหมาย คลุมเครือ ไม่เป็นประโยชน์ และน่าสับสน”

 

เขายังกล่าวอีกว่า “ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเลือกระหว่างการลดความยากจนกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งสองสิ่งนี้สามารถทำควบคู่กันไปได้”

 

คริสตี เอบี (Kristie Ebi) นักวิทยาศาสตร์จาก University of Washington กล่าวว่าเธอเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าการเจรจาควรเน้นไปที่การพัฒนามนุษย์ แต่ก็ชี้ว่าแนวคิดของเกตส์นั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ไม่น่าเป็นไปได้

 

ขณะที่ คริส ฟิลด์ (Chris Field) จาก Stanford University มองว่าเราควรลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว “อนาคตที่สดใสในระยะยาวนั้นขึ้นอยู่กับการจัดการปัญหาโลกร้อนและการพัฒนามนุษย์ไปพร้อมกัน”

 

แม้จะถูกวิจารณ์ แต่เกตส์ก็ยังคงยืนยันในบันทึกของเขาว่าสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีคือ ‘เกราะป้องกัน’ ที่ดีที่สุดจากปัญหาโลกร้อน โดยอ้างอิงงานวิจัยที่พบว่าอัตราการเสียชีวิตจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงจะลดลงกว่า 50% หากเศรษฐกิจโลกเติบโตตามที่คาดการณ์ไว้ เขายังได้วิจารณ์การที่รัฐบาลในกลุ่มประเทศร่ำรวยนำโดยสหรัฐฯ กำลังตัดงบประมาณช่วยเหลือต่างประเทศ

 

เกตส์ยกตัวอย่าง Gavi องค์กรจัดซื้อวัคซีนที่เขาก่อตั้ง กำลังจะได้รับเงินทุนน้อยลง 25% ในอีก 5 ปีข้างหน้า ทั้งที่ Gavi สามารถช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่งได้ด้วยเงินเพียง 1,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 32,300 บาท) “เด็กที่ไม่ตายเพราะโรคหัดหรือไอกรน จะมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้นเมื่อคลื่นความร้อนมาเยือน” เขากล่าว

 

ในขณะเดียวกัน เกตส์ก็ยังคงแสดงความผิดหวังอย่างมากต่อการที่รัฐบาลทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงปารีสอีกครั้ง แต่เขาก็ยังคงเชื่อมั่นว่านวัตกรรมจะเป็นทางออกในระยะยาว และได้ชื่นชมบริษัทอย่าง Microsoft ที่ยังคงลงทุนในพลังงานทางเลือก ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนพลังงานสะอาดถูกลง

 

จุดยืนของ Microsoft เองก็กำลังถูกท้าทายเช่นกัน เมลานี นากางาวะ (Melanie Nakagawa) ประธานฝ่ายความยั่งยืนของบริษัท ยอมรับว่าเป้าหมายด้านสภาพอากาศของบริษัทนั้นไกลออกไปกว่าเดิม หลังจากที่บริษัทหันมาทุ่มเทให้กับ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ (AI) ซึ่งต้องใช้พลังงานมหาศาล แต่เธอก็แย้งว่า AI จะเป็น ‘จรวดที่ใหญ่ขึ้น เร็วขึ้น และทรงพลังขึ้น’ ที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายเหล่านั้นได้ในระยะยาว

 

ภาพ : Leon Neal – WPA Pool /Getty Images

อ้างอิง:

The post บิลล์ เกตส์ พลิกจุดยืนก่อนประชุม COP30 ชี้โลกทุ่มเงินลดโลกร้อนมากเกินไป ควรหันไปแก้ปัญหาความยากจนและโรคภัยแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>