Conservative Party Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/conservative-party/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 27 May 2026 03:35:25 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เส้นทางลงจากอำนาจของ Iron lady บทเรียนถึงรัฐบาลอังกฤษชุดปัจจุบัน https://thestandard.co/thatcher-starmer-uk-leadership-crisis/ Wed, 27 May 2026 03:35:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1211339 ภาพ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ และ เคียร์ สตาร์เมอร์

ในปี 1990 มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ (Margaret Thatcher) ถูกบี […]

The post เส้นทางลงจากอำนาจของ Iron lady บทเรียนถึงรัฐบาลอังกฤษชุดปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ และ เคียร์ สตาร์เมอร์

ในปี 1990 มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ (Margaret Thatcher) ถูกบีบให้ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังคนในพรรคคอนเซอร์เวทีฟเชื่อว่า เธอกำลังนำพาพรรคไปสู่หายนะ และเป็นที่น่าจับตามองว่า สิ่งเดียวกันกำลังจะเกิดขึ้นกับ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ อังกฤษคนปัจจุบันหรือไม่

 

 

ก่อนหน้านี้ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ไม่ได้ดูเหมือนเป็นผู้นำที่จะถูกโค่นได้ง่ายๆ เลยแม้แต่น้อย เธอชนะเลือกตั้ง 3 สมัยติดกัน เป็นผู้เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจอังกฤษ และเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองของสหราชอาณาจักร

 

แต่ท้ายที่สุด ผู้ที่โค่นแทตเชอร์ลงได้ ไม่ใช่ฝ่ายค้านหรือผู้ประท้วงบนท้องถนน แต่คือ “คนในพรรคตัวเอง”

 

ในช่วงเวลานั้น พรรคคอนเซอร์เวทีฟเริ่มเชื่อว่า แทตเชอร์กำลังกลายเป็นภาระทางการเมือง จากหลากหลายเหตุปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย Poll Tax ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และท่าทีแข็งกร้าวต่อการรวมอำนาจของยุโรป รัฐมนตรีจำนวนหนึ่งได้มองว่า พรรคอาจแพ้เลือกตั้งในรอบถัดไปได้ หากยังปล่อยให้เธอนำต่อ

 

บุคคลผู้เคยเป็นพันธมิตรคนสำคัญของแทตเชอร์ถึงกับกล่าวสุนทรพจน์โจมตีเธอกลางรัฐสภา ซึ่งเชื่อว่าเป็น “Killer Speech” ที่เปิดฉากการสูญเสียอำนาจของแทตเชอร์ โดยในเวลาไล่เลี่ยกัน ได้มีผู้ขึ้นมาท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และทำให้เธอค่อยๆ เสียแรงสนับสนุนภายใน จนนำมาสู่การลาออกในที่สุด

 

“กลิ่นอายแบบเดียวกันนี้” กำลังเกิดกับรัฐบาลของเคียร์ สตาร์เมอร์ ที่ต้องเผชิญกับกระแสเปลี่ยนตัวผู้นำในพรรคเลเบอร์มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลชุดปัจจุบันได้ทยอยประกาศลาออก โดยหนึ่งในนั้นคือ เวส สตรีทติง อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุข ที่ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า เขาได้หมดความเชื่อมั่นต่อการนำของสตาร์เมอร์ และการอยู่ในคณะรัฐมนตรีต่อไปจะเป็น “เรื่องเสื่อมเสียเกียรติและไร้จุดยืน”

 

สถานการณ์ยิ่งร้อนแรงขึ้น หลังจอช ไซมอนส์ สส.พรรคเลเบอร์ ได้ประกาศลาออก เพื่อเปิดทางให้แอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham) ซึ่งถูกมองว่าเป็นแคนดิเดตคนสำคัญที่จะมาท้าชิงตำแหน่งผู้นำพรรคเลเบอร์ในอนาคต ได้มีโอกาสกลับเข้าสภาผ่านการเลือกตั้งซ่อมในเขตเมเกอร์ฟิลด์

 

แม้สถานการณ์ในปัจจุบันของสตาร์เมอร์จะยังไปไม่ถึงการลาออกของตัวผู้นำ แต่บทเรียนจากปี 1990 ยังคงชัดเจนเสมอในการเมืองอังกฤษ THE STANDARD จึงขอพาไปสำรวจเส้นทางการลงจากอำนาจของบุคคลผู้ได้รับฉายาว่าเป็น “สตรีเหล็ก” อย่าง มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ กันอีกครั้ง ว่าเหตุใดผู้นำที่เคยยิ่งใหญ่จึงค่อยๆ สูญเสียการสนับสนุนจากพรรคตัวเอง และท้ายที่สุด ต้องลงจากตำแหน่งในที่สุด

 

Poll Tax ระบบภาษีที่สั่นคลอนอำนาจ

 

“We’re leaving Downing Street for the last time after 11.5 wonderful years, and we’re happy to leave the United Kingdom in a very much better state than when we came here,”

 

คือถ้อยคำที่มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของสหราชอาณาจักร กล่าวต่อสาธารณชนหลังประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ซึ่งแปลได้ว่า “เรากำลังออกจากดาวนิงสตรีทเป็นครั้งสุดท้าย หลังช่วงเวลาอันยอดเยี่ยมตลอด 11 ปีครึ่ง และเรามีความสุขที่ได้ทิ้งประเทศนี้ไว้ในสภาพที่ดีกว่าตอนที่เราเข้ามา”

 

ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง แทตเชอร์ได้ฝากผลงานมากมายไว้ให้แก่อังกฤษ ซึ่งหลายอย่างเป็น “มรดกทางการเมือง” ที่ยังส่งอิทธิพลต่อสหราชอาณาจักรมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจเสรี การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือแนวคิดแบบ Thatcherism ที่เปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจอังกฤษไปอย่างสิ้นเชิง

 

เธอยังเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของสหราชอาณาจักรในศตวรรษที่ 20 โดยอยู่ในอำนาจต่อเนื่องนานกว่า 11 ปี ตั้งแต่ปี 1979-1990

 

อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายทศวรรษ 1980 รัฐบาลของเธอเริ่มเผชิญแรงเสียดทานรอบด้าน โดยเฉพาะจากนโยบาย “Poll Tax” หรือภาษีท้องถิ่นแบบอัตราเดียวที่รัฐบาลของแทตเชอร์จะผลักดันขึ้นมาแทนระบบเดิม ซึ่งถูกประชาชนต่อต้านอย่างหนัก จนนำไปสู่เหตุจลาจลที่ลอนดอนในเวลาต่อมา

 

เดิมที ภาษีท้องถิ่นของอังกฤษจะคำนวณแบบอัตราก้าวหน้า (progressive tax) ทำให้คนที่มีฐานะดีกว่าต้องจ่ายมากกว่า แต่ Poll Tax กลับจะเปลี่ยนระบบทั้งหมดให้ “ประชาชนทุกคนจ่ายในอัตราใกล้เคียงกัน” ไม่ว่าจะรวยหรือจน

 

ผลลัพธ์คือ ชนชั้นแรงงานและผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากจึงมองว่า นโยบายนี้ไม่ยุติธรรม เพราะคนธรรมดาอาจต้องจ่ายภาษีในอัตราใกล้เคียงกับมหาเศรษฐี ทั้งยังถูกมองว่าเป็นการโยนภาระไปสู่ประชาชน โดยนโยบายบังคับใช้ภาษีดังกล่าวได้เกิดขึ้นในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเกือบ 11 เปอร์เซ็นต์

 

กระแสต่อต้านจึงลุกลามอย่างรวดเร็วไปทั่วประเทศ เกิดการประท้วงจากกลุ่มต่างๆ และมีการรณรงค์ให้คนไม่จ่ายภาษี

 

การจราจลครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 1990 ผู้ประท้วงราว 2 แสนคนรวมตัวกันที่จัตุรัสทราฟัลการ์ (Trafalgar Square) ใจกลางกรุงลอนดอน ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย จนมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และมีผู้ถูกจับกุมหลายร้อยคน

 

เหตุการณ์ Poll Tax Riot นี้ถือเป็นหนึ่งในความไม่สงบทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดของอังกฤษยุคหลังสงคราม และยังถูกมองว่าเป็น “จุดเริ่มต้นของจุดจบ” ของรัฐบาลแทตเชอร์ เพราะแม้แต่คนในพรรคคอนเซอร์เวทีฟเอง ก็เริ่มเชื่อว่า นโยบายดังกล่าวกำลังทำลายโอกาสชนะเลือกตั้งของพรรคในอนาคต

 

ท่าทีต่อ “ยุโรป” กลายเป็นชนวนแตกหักภายในพรรค

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การลงจากอำนาจของ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ คือ “ความแตกแยกเรื่องยุโรป” ภายในพรรคคอนเซอร์เวทีฟของเธอเอง ซึ่งท้ายที่สุดได้ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเจฟฟรีย์ ฮาว อดีตพันธมิตรคนสำคัญ และกลายเป็นชนวนที่เปิดทางให้คนในพรรคหันมาโค่นเธอลงจากอำนาจ

 

ในช่วงแรกฮาวถือเป็นหนึ่งในคนที่ใกล้ชิดและภักดีต่อแทตเชอร์มาก เขาเคยดำรงตำแหน่งทั้งรัฐมนตรีคลังและรัฐมนตรีต่างประเทศ และเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจแบบ Thatcherism

 

แต่เมื่อมีการปรับคณะรัฐมนตรีในเดือนกรกฎาคม 1989 แทตเชอร์ได้ปลดฮาวออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ และแทนที่เขาด้วยดาวรุ่งของพรรคอย่างจอห์น เมเจอร์ (John Major) แทน

 

แม้เธอจะมอบตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรี” ให้ฮาว แต่หลายฝ่ายมองว่านั่นเป็นตำแหน่งที่แทบไร้อำนาจ

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พังทลายจริงๆ คือประเด็นเรื่อง “ยุโรป”

 

ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ได้มีการผลักดันให้ประชาคมยุโรปเดินหน้าไปสู่การรวมตัวทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดสกุลเงินร่วม ธนาคารกลางยุโรป รวมถึงการเพิ่มอำนาจให้สถาบันส่วนกลางในกรุงบรัสเซลส์ ซึ่งจะพัฒนาไปสู่สหภาพยุโรป (EU) และเงินสกุลยูโรในเวลาถัดมา

 

แม้ในช่วงต้น แทตเชอร์จะไม่ได้ต่อต้านยุโรปอย่างแข็งกร้าว เธอเคยรณรงค์ให้อังกฤษอยู่ต่อในประชาคมยุโรป (European Community) ในปี 1975 และยังเคยสนับสนุนให้พิจารณาแนวคิดความร่วมมือด้านกลาโหมร่วมกันของยุโรป แต่หลังขึ้นสู่อำนาจ เธอกลับเริ่มไม่พอใจการรวมศูนย์อำนาจที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของยุโรป

 

ในปี 1988 เธอได้กล่าว “Bruges Speech” อันโด่งดัง โดยเตือนว่า อังกฤษไม่ได้ลดบทบาทรัฐภายในประเทศ เพียงเพื่อให้ “รัฐมหาอำนาจยุโรป” (European super-state) เข้ามาควบคุมจากบรัสเซลส์แทน

 

ฮาวเป็นหนึ่งในฝ่ายที่เชื่อว่า อังกฤษควรทำงานร่วมกับยุโรปอย่างใกล้ชิด และไม่ควรแยกตัวออกจากกระบวนการรวมอำนาจของยุโรปมากเกินไป ขณะที่แทตเชอร์กลับยิ่งแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ต่อแนวคิดการรวมศูนย์อำนาจ ทำให้กลุ่มสมาชิกพรรคที่สนับสนุนยุโรปหันมาเคลื่อนไหวเพื่อโค่นเธอลงจากตำแหน่ง

 

จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 1990 หลังแทตเชอร์กล่าวคำว่า “No! No! No!” กลางรัฐสภา เพื่อตอบโต้แนวคิดของฌาคส์ เดอลอร์ส (Jacques Delors) ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปในขณะนั้น ที่เสนอให้ประชาคมยุโรปมีโครงสร้างทางการเมืองที่ชัดเจนขึ้น และให้คณะกรรมาธิการยุโรปเป็นฝ่ายบริหาร

 

เพียงสองวันต่อมาฮาวได้ประกาศลาออกจากรัฐบาล แต่สิ่งที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้รัฐบาลคือสุนทรพจน์ลาออกของเขากลางรัฐสภา ซึ่งภายหลังถูกยกให้เป็น “Killer Speech” ที่เปิดฉากการล่มสลายทางการเมืองของแทตเชอร์

 

ฮาวเปรียบเทียบการเจรจากับยุโรปภายใต้การนำของแทตเชอร์ ว่าเหมือน “การส่งนักตีคริกเก็ตลงเปิดสนาม ทั้งที่ไม้ตีถูกกัปตันทีมทำลายไปตั้งแต่ก่อนเริ่มแข่ง”

 

คำพูดดังกล่าวถูกตีความว่า แทตเชอร์กำลังทำลายโอกาสของรัฐบาล ก่อนที่การเจรจาจะเริ่มต้นเสียอีก

 

โดยเขายังโจมตีแนวคิดชาตินิยมของแทตเชอร์ จากการย้ำว่า อังกฤษกำลังทำผิดพลาด หากมองว่า การร่วมมือกับยุโรปคือการ “ยอมสละอธิปไตย”

 

ที่สำคัญฮาวยังทิ้งท้ายว่า ถึงเวลาแล้วที่คนอื่นๆ ในพรรคต้องตัดสินใจว่า จะยังภักดีต่อผู้นำต่อไปหรือไม่ สุนทรพจน์ครั้งนั้นจึงกลายเป็นเหมือนสัญญาณเปิดเกม ให้คนในพรรคเริ่มขยับตัวต่อต้านแทตเชอร์อย่างจริงจัง

 

การท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค

 

ไม่นานหลังจากฮาว ได้กล่าวสุนทรพจน์กลางสภา ไมเคิล เฮเซลไทน์ (Michael Heseltine) อดีตรัฐมนตรีกลาโหม ได้ประกาศท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟอย่างเป็นทางการ

 

ในวันลงคะแนนโหวตรอบแรก แทนที่แทตเชอร์จะอยู่ลอนดอนเพื่อทำการล็อบบี้หรือรวบรวมเสียง สส. ที่เริ่มลังเล เธอกลับเลือกเดินทางไปปารีส เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำโลกว่าด้วยการสิ้นสุดสงครามเย็น

 

แม้ผลการลงคะแนนรอบแรกจะออกมาว่า แทตเชอร์ชนะเฮเซลไทน์ ด้วยคะแนน 204 ต่อ 152 เสียง แต่จำนวน สส. ที่ลงคะแนนสวนก็มีมากพอจะทำให้เธอ “ชนะไม่ขาด” และต้องเข้าสู่การโหวตรอบสอง

 

ทันทีที่ผลโหวตในรอบแรกออกมา อำนาจของเธอในพรรคก็เริ่มพังลงอย่างรวดเร็ว แม้หลายฝ่ายจะกดดันอย่างหนักให้เธอถอนตัว แต่เมื่อกลับถึงลอนดอน แทตเชอร์ยังประกาศกร้าวว่า “I fight on; I fight to win.” หรือ “ฉันจะสู้ต่อ และฉันจะสู้เพื่อชัยชนะ”

 

โดยเธอได้ทำการเรียกรัฐมนตรีมาเข้าพบทีละคน เพื่อประเมินว่าตนยังมีเสียงสนับสนุนเพียงพอหรือไม่ และเมื่อการหารือในครั้งนั้นสิ้นสุดลง เธอได้ขอเวลาคิดหนึ่งคืน เพื่อทบทวนการตัดสินใจครั้งสุดท้าย

 

และในเช้าวันต่อมา Iron Lady ก็ยอมแพ้ในศึกที่สำคัญที่สุดของชีวิตทางการเมือง เธอได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ก่อนที่จะเดินทางไปเข้าพบควีนเอลิซาเบ็ธที่ 2 เป็นครั้งสุดท้ายในฐานะนายกรัฐมนตรี

 

หรือ ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย?

 

ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนในพรรคเลเบอร์ปัจจุบัน สิ่งที่น่าจับตามองคือประวัติศาสตร์การเมืองแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ กำลังจะย้อนกลับมาซ้ำรอยอีกครั้งหรือไม่ เนื่องจากในตอนนี้ เคียร์ สตาร์เมอร์กำลังฝ่ากระแสกดดันจากคนในพรรคตัวเองอยู่เช่นกัน

 

ในกรณีของสตาร์เมอร์นั้น วิกฤตดังกล่าวมาจาก ความผิดหวังและความกังวลต่อภาวะผู้นำ ที่ได้ก่อตัวภายในพรรคเลเบอร์ และสะสมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สตาร์เมอร์เข้ารับตำแหน่ง

 

เพียงไม่นานหลังจัดตั้งรัฐบาลเสร็จ รัฐบาลสตาร์เมอร์มีนโยบายตัดลด “Winter Fuel Allowance” หรือเงินช่วยเหลือค่าเชื้อเพลิงสำหรับผู้สูงอายุในฤดูหนาว โดยรัฐบาลได้จำกัดสิทธิให้เฉพาะผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยหรือได้รับ Pension Credit เท่านั้น เพื่อควบคุมงบประมาณภาครัฐ ส่งผลให้ผู้สูงอายุกว่า 10 ล้านคนสูญเสียสิทธิตรงนี้ และกลายเป็นประเด็นโจมตีสำคัญทั้งจากฝ่ายค้านและคนในพรรคเลเบอร์เอง จนรัฐบาลต้องส่งสัญญาณกลับลำ โดยพิจารณาขยายสิทธิคืนให้ผู้สูงอายุบางกลุ่ม

 

สส. รวมถึงสมาชิกสภาท้องถิ่นของพรรคเลเบอร์บางส่วน ได้ออกมากล่าวโทษว่า มาตรการนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้พรรคสูญเสียคะแนนนิยมและพ่ายแพ้การเลือกตั้งท้องถิ่นในหลายพื้นที่ของอังกฤษเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา

 

ขณะที่ แผนปฏิรูปงบสวัสดิการผู้พิการ หรือ Personal Independence Payment (PIP) ได้เป็นอีกนโยบายหนึ่งที่ยิ่งซ้ำเติมความขัดแย้งภายในพรรค เมื่อรัฐบาลมีแผนที่จะเข้มงวดเงื่อนไขการรับสิทธิมากขึ้น และจะทบทวนการให้งบแก่ผู้ขอรับสิทธิทั้งในปัจจุบันและอนาคต จน สส. พรรคเลเบอร์กว่า 120 คน ออกมาขู่ลงคะแนนคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว และกดดันให้รัฐบาลต้องยอมผ่อนปรนบางส่วน

 

แม้ในเวลาต่อมา สตาร์เมอร์จะสามารถผลักดันร่างกฎหมายผ่านสภาได้อย่างหวุดหวิด ท่ามกลางการกบฏจาก สส. พรรคเลเบอร์จำนวนหนึ่ง แต่แรงต่อต้านที่เกิดขึ้นก็สะท้อนรอยร้าวภายในพรรคอย่างชัดเจน จนรัฐบาลจำเป็นต้องยอมชะลอ และปรับแก้บางมาตรการ หลังถูกวิจารณ์ว่าขัดกับอุดมการณ์พื้นฐานของพรรคเลเบอร์

 

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากของสตาร์เมอร์คือ การที่เขาแต่งตั้ง ปีเตอร์ แมนเดลสัน เป็นเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ แม้จะรู้มาก่อนแล้วว่า แมนเดลสันมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน อาชญากรคดีค้ามนุษย์และล่วงละเมิดผู้เยาว์ ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นต่อภาวะผู้นำของสตาร์เมอร์อย่างมาก โดยสื่อต่างประเทศรายงานว่า เสียงเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก ภายในพรรคเลเบอร์ได้มีมาตั้งแต่ช่วงดังกล่าวแล้ว

 

นอกจากนี้ The Guardian ได้เคยตั้งข้อสังเกตว่า เคียร์ สตาร์เมอร์ มีคะแนนนิยมที่ตกต่ำอย่างสม่ำเสมอ โดยคะแนนนิยมสุทธิของเขาติดลบถึงระดับ -50 ถึง -57 ซึ่งถือว่าเกือบต่ำที่สุด เป็นรองเพียงลิซ ทรัสส์ เท่านั้น จึงไม่แปลกที่ สส. บางกลุ่มในพรรคเลเบอร์จะเริ่มแสดงความกังวลต่ออนาคตทางการเมืองของพรรค

 

แรงกดดันได้ปะทุขึ้นอย่างชัดเจน หลังการเลือกตั้งท้องถิ่นอังกฤษปี 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งพรรคเลเบอร์สูญเสียคะแนนนิยมอย่างหนักในหลายพื้นที่ โดยเสียที่นั่งรวมกันมากกว่า 1,460 ที่นั่ง ขณะที่พรรคฝ่ายขวาอย่าง Reform UK กลับทำผลงานได้ดีเกินคาด พุ่งทะยานกลายเป็นพรรคที่ครองเก้าอี้มากสุด และดึงคะแนนจากทั้งคอนเซอร์เวทีฟและเลเบอร์ได้พร้อมๆ กัน

 

แค่เพียงไม่กี่วันหลังการเลือกตั้ง มีรัฐมนตรีในฝ่ายบริหารชุดปัจจุบันลาออกแล้วอย่างน้อย 4 คน และได้เข้าร่วมกับ สส. ภายในพรรคกว่า 70 คน ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง

 

ท่ามกลางสถานการณ์นี้ ชื่อของแอนดี เบิร์นแฮม จึงเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะทางเลือกใหม่ของพรรคเลเบอร์ โดยเฉพาะในหมู่ สส.และสมาชิกพรรคบางส่วนที่มองว่า เบิร์นแฮมมีภาพลักษณ์ที่เข้าถึงประชาชน และคะแนนความนิยมดีที่สุดในพรรค

 

ขณะเดียวกัน สตาร์เมอร์ยังยืนยันชัดเจนว่า เขาจะไม่ลาออก รวมถึงต้องการจะนำพรรคเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเมื่อถูกสื่อถามว่า หากมี สส.พรรคเลเบอร์คนอื่นรวบรวมแรงสนับสนุนได้มากพอจนเกิดการท้าชิงตำแหน่งผู้นำพรรค เขาจะลงแข่งขันหรือไม่ สตาร์เมอร์ได้ตอบกลับว่า “ตอนนี้เรายังไม่ได้อยู่ในจุดนั้น แต่ผมพูดไปแล้ว ว่าผมจะไม่เดินหนีไปไหน”

 

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างสำคัญระหว่างสตาร์เมอร์กับแทตเชอร์ คือ แทตเชอร์ในปี 1990 อยู่ในอำนาจมาแล้วกว่า 11 ปี และเผชิญบาดแผลทางการเมืองที่สะสมมามาก ขณะที่สตาร์เมอร์เพิ่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ไม่นาน และยังมี สส.จำนวนหนึ่งที่มองว่า การเปิดศึกเปลี่ยนผู้นำเร็วเกินไป อาจยิ่งทำให้รัฐบาลเลเบอร์อ่อนแอลง และไปเข้าทางพรรค Reform UK ที่กำลังเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ

 

สิ่งที่น่าจับตามองคือ สตาร์เมอร์จะสามารถประคองอำนาจและฟื้นความเชื่อมั่นได้หรือไม่ หรือท้ายที่สุดแล้ว พรรคเลเบอร์อาจเดินเข้าสู่เส้นทางเดียวกับที่พรรคคอนเซอร์เวทีฟเคยทำกับแทตเชอร์ นั่นคือการตัดสินใจเปลี่ยนผู้นำเพื่อรักษาอนาคตทางการเมืองของพรรคเอง

 

ภาพ: REUTERS / Toby Melville / Pool, Getty Images

 

อ้างอิง :

 

The post เส้นทางลงจากอำนาจของ Iron lady บทเรียนถึงรัฐบาลอังกฤษชุดปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคเลเบอร์ระส่ำ สตาร์เมอร์ส่อพ้นนายกฯ หลังแพ้เลือกตั้งท้องถิ่น ใครจะเป็นผู้นำคนต่อไป? https://thestandard.co/labour-starmer-crisis-uk-leader/ Tue, 12 May 2026 06:07:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1206256 เคียร์ สตาร์เมอร์ ผู้นำพรรคเลเบอร์ กำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมือง

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเลเบอร์มากกว่า 70 คน และคณะรัฐม […]

The post พรรคเลเบอร์ระส่ำ สตาร์เมอร์ส่อพ้นนายกฯ หลังแพ้เลือกตั้งท้องถิ่น ใครจะเป็นผู้นำคนต่อไป? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคียร์ สตาร์เมอร์ ผู้นำพรรคเลเบอร์ กำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมือง

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเลเบอร์มากกว่า 70 คน และคณะรัฐมนตรีกดดันให้ เคียร์ สตาร์เมอร์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมขอให้กำหนดเงื่อนเวลาที่ชัดเจน โดยให้เหตุผลว่า สถานะทางการเมืองของผู้นำอังกฤษไปต่อไม่ได้ หลังพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้งท้องถิ่นให้กับพรรค Reform UK พรรคการเมืองขวาจัดในช่วงที่ผ่านมา

 

 
 

“เราต้องยอมรับความจริงว่า ทุกคนไม่ได้เรื่องเลย… ผมไม่แน่ใจจริงๆ ว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” สส.ในพรรคเลเบอร์คนหนึ่งระบุผ่านรายงานของ The Guardian แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางภายในพรรครัฐบาลที่ไร้ ‘ภาวะผู้นำ’ ขณะนี้

 

เกิดอะไรขึ้นกับพรรคเลเบอร์ แล้วใครคือตัวเต็งผู้นำคนใหม่ THE STANDARD สรุปประเด็นทั้งหมดในบทความนี้

 

เกิดอะไรขึ้นในพรรคเลเบอร์

 

เช้าวันนี้ (12 พฤษภาคม) ตามเวลาประเทศไทย สื่ออังกฤษหลายสำนัก ได้แก่ The Guardian, The Times และ The Telegraph รายงานถึงสถานการณ์ของสตาร์เมอร์ตรงกันว่า กำลังสุ่มเสี่ยงพ้นจากนายกฯ หลัง สส.พรรคเลเบอร์ราว 70 คน และครม.ระดับสูงกดดันให้เขาลาออกจากตำแหน่งผู้นำประเทศ ขณะที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีลาออกรวมทั้งสิ้น 6 คน

 

ทั้งนี้ The Guardian รายงานว่า อีแวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และ ชาบานา มาห์มูด รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงภายใน กล่าวกับสตาร์เมอร์ตรงไปตรงมาว่า เขาควรส่งต่ออำนาจให้คนอื่น หลังพรรคเลเบอร์พ่ายแพ้ยับเยินให้กับพรรค Reform UK ที่นำโดย ไนเจล ฟาราจ ในการเลือกตั้งท้องถิ่นวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 

แนวทางดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจาก จอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม และ เดวิด แลมมี รองนายกฯ ที่ได้หารือกับสตาร์เมอร์โดยตรง เพื่อให้เกิดการลาออกอย่างมีศักดิ์ศรี มีความรับผิดชอบ และเป็นระเบียบเรียบร้อย

 

นอกจากนี้ สส. 70 คน หรือ 25% ของพรรคเลเบอร์ ยังออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า ต้องการเริ่มต้นใหม่กับผู้นำคนใหม่ โดยเชื่อว่า สถานะทางการเมืองของสตาร์เมอร์ไปต่อไม่ได้แล้ว ท่ามกลางรายงานจาก The Telegraph ว่า ผู้ช่วยรัฐมนตรี 6 คน ลาออกเพื่อประท้วงการตัดสินใจผู้นำอังกฤษที่ยังอยู่ต่อ

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีรัฐมนตรีในพรรคบางส่วน เช่น ริชาร์ด เฮอร์เมอร์ ที่ปรึกษากฎหมายสูงสุดของรัฐบาล และ สตีฟ รีด รัฐมนตรีกระทรวงการเคหะ ยืนหยัดสนับสนุนให้สตาร์เมอร์สู้ต่อไป

 

ในรายงานของ The Guardian รัฐมนตรีคนหนึ่งระบุว่า สตาร์เมอร์ยอมฟังครม. แต่ก็มีความเห็นต่างว่า จะเดินหน้าไปยังทิศทางไหนเพื่อพรรคและประเทศชาติ โดยจะมีการตัดสินใจว่า จะทำอย่างไรต่อก่อนการประชุมในวันที่ 13 พฤษภาคม

 

ขณะที่ สส.บางส่วนเตือนว่า การเปลี่ยนตัวผู้นำขณะนี้ อาจเข้าทางพรรค Reform UK ส่วนสส.คนหนึ่งระบายความในใจว่า ในพรรคเลเบอร์ ไม่มีใครได้เรื่องสักคน เขาไม่รู้ว่าใครกำลังทำอะไรอยู่ จนไม่แน่ใจแล้วว่า ทุกคนมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

 

ทั้งนี้ ฝ่ายค้านในพรรคเลเบอร์ต้องรวบรวมรายชื่อสส. 81 รายชื่อขึ้นไปเพื่อเปลี่ยนตัวผู้นำ ซึ่งขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่า สามารถรวบรวมได้ครบหรือไม่ โดย สตีเฟน คินน็อก รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณสุขให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า ครม.อาจกดดันให้สตาร์เมอร์ลาออกในการประชุมเอง

 

ใครคือตัวเต็งหัวหน้าพรรคเลเบอร์ (และนายกฯ คนต่อไป)

 

The Guardian และ Telegraph ชี้ตรงกันว่า ชื่อที่ได้รับการสนับสนุนมากที่สุดจากพรรคเลเบอร์ คือ แอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham) นายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ หรือเจ้าของฉายา ‘King of the North’ เพราะได้รับความนิยมสูงที่สุดจากประชาชน

 

ทั้งนี้ ผลสำรวจจาก YouGov ระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 36% มองเบิร์นแฮมในแง่บวก เพราะดูเข้าถึงง่าย เป็นกระบอกเสียงให้กับชนชั้นแรงงาน แม้จะมีกระแสมองในแง่ลบถึง 27% แต่ก็ยังถือว่าเป็นตัวเลขที่ดีที่สุด หากเทียบกับคะแนนความนิยมของแคนดิเดตคนอื่นในพรรคเลเบอร์ เช่น

 

  • เวส สตรีทติง รัฐมนตรีสาธารณสุขอังกฤษ มีคะแนนติดลบ 20%
  • แองเจลา เรย์เนอร์ อดีตรองนายกฯ ที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ มีคะแนนติดลบ 31%
  • สตาร์เมอร์มีคะแนนติดลบ 45%

 

เบิร์นแฮมเกิดที่เอนทรี เมืองลิเวอร์พูล จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ โดยเริ่มเส้นทางทางการเมืองจากการเป็นที่ปรึกษาพิเศษให้กับ คริส สมิธ รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมในสมัยแรกของอดีตนายกฯ โทนี แบลร์ ก่อนจะได้เป็น สส.เขตลีห์ในเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ และเมื่อพรรคเลเบอร์ชนะเลือกตั้ง เขาเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข

 

เบิร์นแฮมเคยลงท้าชิงตำแหน่งในพรรคเลเบอร์ 2 ครั้ง คือ ปี 2010 (ได้อันดับ 4) และ ปี 2015 (ได้อันดับ 2 รองจาก เจเรมี คอร์บิน) ขณะที่มีผลงานโดดเด่นจากการปะทะคารมกับ บอริส จอห์นสัน อดีตนายกฯ พรรคคอนเซอร์เวทีฟในช่วงโควิด-19 นำมาสู่ฉายาอย่าง King of the North

 

แต่ปัญหาสำคัญ คือ เบิร์นแฮมไม่ได้เป็น สส.ในพรรคเลเบอร์ จึงไม่สามารถเป็นหัวหน้าพรรคและนายกฯ โดยตำแหน่ง เพราะก่อนหน้านี้ เขาตั้งใจทำงานเป็นนายกเทศมนตรีให้ครบวาระ แต่ในช่วงที่ผ่านมา เบิร์นแฮมกลับวางแผนจะลงสมัคร สส. ในเขตเลือกตั้งซ่อมอย่างกอร์ตันนและเดนตัน

 

อย่างไรก็ตาม The Guardian เปิดเผยว่า สตาร์เมอร์ใช้อิทธิพลภายในพรรค ขอให้คณะกรรมการพรรคเลเบอร์ ‘บล็อก’ ไม่ให้เบิร์นแฮมลงสมัครเลือกตั้งซ่อม เพื่อป้องกันไม่ให้เขากลับเข้าสภาและท้าชิงตำแหน่งผู้นำอีกครั้ง จนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของพรรคแรงงานในเขตดังกล่าว

 

ขณะนี้ สส.บางส่วนภายในพรรคเลเบอร์ออกโรงสนับสนุนเบิร์นแฮม แม้แต่แคนดิเดตอย่างเรย์เนอร์ที่ออกมาระบุว่า พรรคกำลังสร้างความผิดพลาดที่สกัดไม่ให้เบิร์นแฮมลงเลือกตั้งซ่อมในเดือนกุมภาพันธ์

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ขึ้นอยู่กับ 7 วันข้างหน้า หากสตาร์เมอร์ลาออกภายในเงื่อนเวลานี้ เบิร์นแฮมจะหมดสิทธิ์ดำรงตำแหน่ง เพราะไม่ได้เป็น สส.ตามเงื่อนไข ขณะที่ต้องจับตาดูกันต่อว่า พรรคแรงงานจะยอม ‘พลีชีพ’ ด้วยการให้ สส.บางคนลาออกจากตำแหน่ง เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่และผลักดันเบิร์นแฮมสู่เก้าอี้ผู้นำหรือไม่

 

ปัจจุบัน ชื่อของสตรีทติงขึ้นเต็งอันดับหนึ่งมากที่สุด แม้จะถูกมองว่า เป็นฝ่ายขวาของพรรคเลเบอร์ โดยอยู่ปีก Progress ที่สนับสนุนแนวทางของอดีตนายกฯ แบลร์ อีกทั้งยังเคยสนิทสนมกับ ปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ ที่ถูกปลดจากปมอื้อฉาว เจฟฟรีย์ เอปสตีน อาชญากรค้ามนุษย์ ขณะที่แคนดิเดตคนอื่นอย่างเรย์เนอร์มีชนักติดหลังอย่างคดีภาษี

 

ภาพ: Jack Taylor / Reuters

 

 

อ้างอิง:

 

The post พรรคเลเบอร์ระส่ำ สตาร์เมอร์ส่อพ้นนายกฯ หลังแพ้เลือกตั้งท้องถิ่น ใครจะเป็นผู้นำคนต่อไป? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม พรรค Reform UK จึงได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น? หรือนี่จะเป็นจุดสิ้นสุดของระบบสองพรรคใหญ่ในอังกฤษ https://thestandard.co/why-reform-uk/ Fri, 10 Oct 2025 09:10:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1129090 ทำไม พรรค Reform UK จึงได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น? หรือนี่จะเป็นจุดสิ้นสุดของระบบสองพรรคใหญ่ใน อังกฤษ

ภาพการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในสหราชอาณาจักรกำล […]

The post ทำไม พรรค Reform UK จึงได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น? หรือนี่จะเป็นจุดสิ้นสุดของระบบสองพรรคใหญ่ในอังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม พรรค Reform UK จึงได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น? หรือนี่จะเป็นจุดสิ้นสุดของระบบสองพรรคใหญ่ใน อังกฤษ

ภาพการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในสหราชอาณาจักรกำลังเป็นที่จับตามอง เมื่อพรรค Reform UK ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียงพรรคฝ่ายขวาขนาดเล็ก กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองอังกฤษ ด้วยคะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นคู่แข่งสำคัญของพรรคเลเบอร์และพรรคคอนเซอร์เวทีฟที่เคยสลับกันขึ้นมาครองอำนาจหลายทศวรรษ

 

ล่าสุด (กันยายน 2025) ผลสำรวจ MRP ของ YouGov คาดว่า หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น พรรค Reform UK จะได้ 311 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นถึง 40 ที่นั่ง เมื่อเทียบกับการคาดการณ์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งตัวเลขดังกล่าวห่างจากจำนวนเสียงข้างมากในสภาเพียง 15 ที่นั่ง แสดงให้เห็นว่า ความนิยมของ Reform UK ใกล้มากที่จะได้สิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว และต่อให้ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่ง แต่จำนวนที่นั่งดังกล่าวก็เพียงพอที่จะทำให้พรรคสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อยู่แล้ว

 

รศ.ดร.ณัฐนันท์ คุณมาศ ผู้อำนวยการศูนย์ยุโรปศึกษา และอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ฉายภาพให้เห็นว่า ผลสำรวจดังกล่าวสอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันของสหราชอาณาจักร และสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนที่เพิ่มขึ้นต่อทั้งพรรคเลเบอร์และพรรคคอนเซอร์เวทีฟ

 

โดยสามารถเห็นปรากฎการณ์นี้ได้ชัดจาก ‘ผลการเลือกตั้งท้องถิ่น’ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กล่าวคือ พรรค Reform UK สามารถคว้าที่นั่งได้กว่า 677 ที่นั่ง หรือคิดเป็น ร้อยละ 41 ของที่นั่งทั้งหมด และสามารถควบคุมสภาท้องถิ่นได้ถึง 10 แห่ง ในทางกลับกัน พรรคใหญ่ทั้งสองกลับมีผลงานที่ตกต่ำลง พรรคเลเบอร์ได้ที่นั่งจากการเลือกตั้งเพียงร้อยละ 6 (98 ที่นั่ง) ของที่นั่งทั้งหมด ซึ่งยังต่ำกว่าผลการเลือกตั้งท้องถิ่นในปี 2015 ที่พรรคเคยทำได้ร้อยละ 7 ส่วนพรรคคอนเซอร์เวทีฟชนะเพียงร้อยละ 20 (319 ที่นั่ง) จากที่นั่งทั้งหมด

 

“คะแนนความนิยมของพรรค Reform UK กำลังท้าทายอำนาจครอบงำของสองพรรคใหญ่อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน พรรคคอนเซอร์เวทีฟกำลังถูกผลักไปถึงจุดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า จากการที่อาจสูญเสียที่นั่งแทบทั้งหมดในหลายภูมิภาคที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญ เช่น เวลส์ และภาคตะวันตกเฉียงใต้ ขณะที่พรรคเลเบอร์ ผลสำรวจก็ชี้ว่ามีแนวโน้มจะสูญเสียที่นั่งในสภามากกว่าครึ่ง หากมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เรียกได้ว่าสองพรรคใหญ่กำลังถูกพรรค Reform UK และพรรคขนาดกลางอื่นๆ แย่งชิงฐานเสียงจนอันดับคะแนนถดถอยเป็นครั้งประวัติการณ์” รศ.ดร.ณัฐนันท์ กล่าว

 

บทความนี้จะชวนตั้งคำถามว่า เพราะเหตุปัจจัยใด จึงทำให้ประชาชนชาวอังกฤษจำนวนมากหมดความเชื่อมั่นทั้งในรัฐบาลปัจจุบันและฝ่ายค้านหลัก จนตัดสินใจหันไปเปิดรับพรรคทางเลือกใหม่อย่าง Reform UK ด้วยความรู้สึกว่าพรรคการเมืองดั้งเดิมไม่อาจตอบโจทย์ชีวิตพวกเขาได้อีกต่อไป

 

นโยบายต่อผู้อพยพ

 

แนวทางของพรรค Reform UK ให้ความสำคัญกับนโยบายที่ “เด็ดขาดต่อผู้อพยพผิดกฎหมาย” และพร้อมจะมีมาตรการที่รุนแรงกว่ารัฐบาลที่ผ่านมาอย่างมาก โดยผลสำรวจของ Ipsos ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่าร้อยละ 37 ของประชาชน เชื่อมั่นว่าพรรค Reform UK มีนโยบายจัดการปัญหาผู้อพยพได้ถูกต้องเหมาะสมที่สุด

 

ข้อมูลจากรัฐบาลอังกฤษในเดือนสิงหาคม 2025 ระบุว่า มีผู้อพยพจำนวนกว่า 28,076 คน เดินทางมายังสหราชอาณาจักรด้วยเรือเล็ก นับเป็นสถิติที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2024 รวมถึงตัวเลขของผู้อพยพที่ต้องพักในโรงแรมก็เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเช่นกัน

 

สถิติที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ทำให้ความกังวลของสาธารณชนได้เพิ่มสูงขึ้นและสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อรัฐบาลปัจจุบันของเคียร์ สตาร์เมอร์ โดยมีการประท้วงหลายพื้นที่ทั่วประเทศอังกฤษ ตลอดช่วงไม่กี่เดือนมานี้ โดยเฉพาะตามโรงแรมที่พักของผู้ขอลี้ภัย

 

เหตุการณ์ชุมนุมครั้งใหญ่ในเดือนกันยายน 2025 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประท้วงกว่า 110,000 คน ณ กรุงลอนดอน ถือเป็น ‘จุดพีค’ ของกระแสต่อต้านดังกล่าว ผู้ประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการเข้มงวดเพื่อควบคุมการเข้าเมืองของผู้อพยพ แต่เหตุการณ์กลับบานปลายจนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย การประท้วงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงระดับความตึงเครียดของประเด็นผู้อพยพในสังคมอังกฤษ ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นตลอดช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

 

รศ.ดร.ณัฐนันท์ ได้อธิบายถึง “นโยบายต่อผู้อพยพของแต่ละพรรคการเมือง” ว่า พรรคคอนเซอร์เวทีฟมักใช้วิธีผลักดันกฎหมายที่เข้มงวดต่อผู้อพยพมากขึ้น แต่วิธีการของพรรคคอนเซอร์เวทีฟยังคงถูกจำกัดอยู่ภายในกรอบกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศเดิม ในขณะที่พรรคเลเบอร์เน้นปรับตัวตามแรงกดดันของกระแสสังคม และพยายามนำเสนอนโยบาย ‘ทางสายกลาง’ ที่ทั้งควบคุมพรมแดน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ขัดหลักมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ ส่งผลให้เมื่อประเด็นของผู้อพยพกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นอันดับหนึ่ง ความนิยมของพรรคเลเบอร์จึงลดลง สอดคล้องไปกับความกังวลของผู้คน

 

นโยบายล่าสุดของพรรค Reform UK ภายใต้ชื่อ ‘Operation Restoring Justice’ มีสาระสำคัญคือ การปรับเปลี่ยนกรอบกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศเพื่อให้สามารถส่งกลับผู้อพยพผิดกฎหมายได้อย่างครอบคลุม โดยทางพรรคได้เสนอให้สหราชอาณาจักรถอนตัวจากอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ECHR) และยกเลิกกฎหมายสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ (Human Rights Act 1998) ซึ่งจะออกเป็น ‘กฎหมายสิทธิของสหราชอาณาจักร’ (Britain Bill of rights) ฉบับใหม่ในภายหลังแทน

 

นอกจากนี้ พรรคยังเสนอให้ผ่านกฎหมายว่าด้วยผู้อพยพฉบับใหม่ ที่ให้อำนาจรัฐสามารถกักตัวและส่งกลับผู้ลักลอบเข้าเมืองจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงมีแนวคิดที่จะใช้เรือของราชนาวีอังกฤษ ในการผลักดันหรือยิงเตือนเรือผู้อพยพที่พยายามเข้าสู่น่านน้ำของประเทศ นโยบายดังกล่าวจึงเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้สาธารณชนจำนวนมากให้ความมั่นใจต่อพรรค Reform UK อย่างมาก สำหรับมาตรการต่อผู้อพยพ

 

วิกฤตเศรษฐกิจ

 

วิกฤตเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สหราชอาณาจักรกำลังเผชิญอยู่ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังการเพิ่มขึ้นของคะแนนนิยมพรรค Reform UK

 

จากการสำรวจของ YouGov ในมีนาคม 2025 พบว่าร้อยละ 56 ของชาวอังกฤษต้องตัดลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง และอีกร้อยละ 21% คาดว่าจะต้องเริ่มรัดเข็มขัดในไม่ช้า มีเพียงร้อยละ 19 เท่านั้นที่บอกว่ายังใช้จ่ายได้ปกติและไม่คิดว่าจะได้รับผลกระทบในอนาคตอันใกล้ ขณะเดียวกัน ความพึงพอใจของประชาชนต่อการจัดการปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลอยู่ในระดับต่ำมาก โดยชาวอังกฤษถึง 81% เห็นว่ารัฐบาลของพรรคเลเบอร์บริหาร ‘วิกฤตค่าครองชีพ’ ได้ไม่มีประสิทธิภาพ

 

รศ.ดร.ณัฐนันท์ วิเคราะห์ว่า พรรค Reform UK ใช้ประเด็นดังกล่าว (รวมถึงเรื่องของผู้อพยพ) โจมตีและชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐบาลปัจจุบัน พร้อมเสนอนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดูเด็ดขาดมากกว่า เช่น ลดภาษีพลังงาน ยกเลิกเป้าหมาย Net Zero ที่ถูกมองว่าทำให้ค่าไฟขึ้น และเปิดแหล่งพลังงานฟอสซิลเพิ่มเพื่อลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นต้น

 

เมื่อแรงหนุนจากประชาชนที่กำลังเดือดร้อนใจเรื่องปากท้องผนวกกับประเด็นผู้อพยพที่สังคมกำลังให้ความสนใจ จึงทำให้ Reform UK กลายเป็นพรรคที่ตอบโจทย์อารมณ์ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมากในช่วงเวลานี้
อย่างไรก็ตาม อาจารย์ณัฐนันท์มีความเห็นว่า ผลสำรวจนี้ไม่ได้สะท้อนว่าประชาชนเชื่อมั่นเต็มที่ว่าพรรค Reform UK จะจัดการเศรษฐกิจได้ดีกว่าพรรคอื่น เนื่องจากผลสำรวจ YouGov ในช่วงเวลาเดียวกับที่ Reform UK กำลังนำโด่งในโพล (กันยายน 2025) พบว่า เมื่อให้ประชาชนเลือกเปรียบเทียบระหว่าง “พรรค Reform UK กับ รัฐบาลพรรคเลเบอร์ในปัจจุบัน ว่าใครจะบริหารเศรษฐกิจได้ดีกว่ากัน” คำตอบที่ได้คือ ร้อยละ 27 คิดว่ารัฐบาล Reform UK จะดีกว่า ในขณะที่ร้อยละ 25 ยังคงมองว่าพรรคเลเบอร์ทำได้ดีกว่า ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก

 

ผู้นำพรรคที่โดดเด่น

 

ภาพลักษณ์ผู้นำที่โดดเด่นเองก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันคะแนนนิยมของ Reform UK ให้เพิ่มขึ้น

 

ไนเจล ฟาราจ หัวหน้าพรรค Reform UK ในปัจจุบัน เป็นบุคคลที่สาธารณชนอังกฤษรู้จักกันอย่างกว้างขวาง จากบทบาทในฐานะอดีตผู้นำพรรค Brexit ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปสำเร็จ

 

รศ.ดร.ณัฐนันท์ มองว่าความสำเร็จดังกล่าวทำให้ฟาราจถูกมองว่าเป็น “ผู้ท้าทายระบบการเมืองเดิม” ที่มีผลงานเป็นรูปธรรม แตกต่างจากนักการเมืองอาชีพทั่วไป โดยผู้สนับสนุนมักมองว่าเขามีความตรงไปตรงมา พูดอะไรแล้วทำจริง เช่นที่เขาเคยทำสำเร็จมาแล้วในเรื่อง Brexit

 

ไนเจล ฟาราจ ถือเป็นศูนย์กลางในการปลุกปั้นความนิยมของพรรค Reform UK อย่างแท้จริง นับตั้งแต่เขาขึ้นมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค Reform UK ฟาราจสามารถดึงฐานผู้สนับสนุนเดิมบางส่วนของตนติดตามมาด้วย และสามารถขยายไปยังกลุ่มใหม่ๆ ที่ผิดหวังกับพรรคการเมืองหลัก รศ.ดร. ณัฐนันท์ กล่าว

 

ประเมินความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป

 

รศ.ดร.ณัฐนันท์ เชื่อว่า หากพรรค Reform UK ก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในการเมืองอังกฤษ ความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรกับสหภาพยุโรป (EU) มีแนวโน้มจะเผชิญความตึงเครียดมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นผู้อพยพ และกรอบสิทธิมนุษยชนยุโรป (ECHR) ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคประกาศชัดว่าจะผลักดันให้สหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากกรอบดังกล่าว

 

นโยบายนี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งข้อตกลงหลัง Brexit และข้อตกลงสันติภาพไอร์แลนด์เหนือ (Good Friday Agreement) ซึ่งต่างอิงอยู่กับกฎหมายและกลไกทางกฎหมายของยุโรป

 

ในด้านนโยบายต่างประเทศ รัฐบาลที่นำโดย Reform UK มีแนวโน้มจะดำเนินท่าทีที่มีความชาตินิยมและเป็นเอกเทศมากขึ้น โดยจะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติเป็นศูนย์กลาง และลดการพึ่งพาความร่วมมือแบบพหุภาคี (Multilateralism) ซึ่งพรรค Reform UK มีแนวโน้มจะหันไปสร้างพันธมิตรแบบทวิภาคี (Bilateral Relations) กับประเทศที่มีอุดมการณ์หรือผลประโยชน์ร่วมกันแทน

 

แม้แนวทางดังกล่าวอาจช่วยให้อังกฤษมีอิสระในการกำหนดนโยบายต่างประเทศมากขึ้นในระยะสั้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศถูกมองว่า “โดดเดี่ยวในเวทีระหว่างประเทศ” และอาจสูญเสียอำนาจต่อรองกับสหภาพยุโรป ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการทูตในระยะยาว

 

ภาพ: Leon Neal / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ทำไม พรรค Reform UK จึงได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น? หรือนี่จะเป็นจุดสิ้นสุดของระบบสองพรรคใหญ่ในอังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาเลือกตั้งอังกฤษ 2024 เมื่อลมเปลี่ยนทิศ และการเมืองพลิกขั้ว? https://thestandard.co/england-2024-selection/ Wed, 03 Jul 2024 03:11:19 +0000 https://thestandard.co/?p=953134

การเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษจะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 4 กรกฎ […]

The post จับตาเลือกตั้งอังกฤษ 2024 เมื่อลมเปลี่ยนทิศ และการเมืองพลิกขั้ว? appeared first on THE STANDARD.

]]>

การเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษจะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 4 กรกฎาคม 2024 ซึ่งเป็นที่จับตามองอย่างมาก เพราะมีโอกาสที่จะเกิดการพลิกขั้วการเมือง หลังกระแสออกมาว่าพรรคคอนเซอร์เวทีฟ (Conservative Party) ที่ครองอำนาจมายาวนานนับทศวรรษ จ่อเพลี่ยงพล้ำให้กับพรรคเลเบอร์ (Labour Party) ในศึกครั้งนี้

 

เลือกตั้งอังกฤษ 2024 มีอะไรที่น่าจับตา THE STANDARD รวมมาให้ในบทความชิ้นนี้

 

โพลล่าสุด ใครนำ-ใครตาม

 

หากดูจากภาพรวมในเวลานี้ โพลหลายสำนักชี้ตรงกันว่าพรรคเลเบอร์มีคะแนนนำมาเป็นอันดับ 1 หากท้ายที่สุดผลลัพธ์ออกมาไม่พลิกโผ ก็จะเป็นการปิดฉากการครองอำนาจของพรรคคอนเซอร์เวทีฟที่ยาวนานมากว่า 14 ปี และทำให้ ริชี ซูนัค หลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

 

สำนักข่าว Reuters ได้รวบรวมข้อมูลการสำรวจกว่า 50 โพล ซึ่งจัดทำโดย 9 สำนักดัง เช่น BMG, Deltapoll, Ipsos และ YouGov ซึ่งเมื่อนำข้อมูลมาจัดเรียงแล้วพบว่า พรรคเลเบอร์มีแนวโน้มที่จะคว้าชัยในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ที่ราว 40% ด้วยกัน

 

ด้านผลสำรวจของสำนักข่าว BBC ณ วันที่ 29 มิถุนายน 2024 ให้ข้อมูลที่สอดคล้องกันว่า 3 อันดับพรรคที่ประชาชนเทคะแนนโหวตให้มากที่สุด นำมาด้วยพรรคเลเบอร์ที่ 40% เช่นกัน ตามมาด้วยพรรคคอนเซอร์เวทีฟ 20% และพรรครีฟอร์ม 16%

 

ผลสำรวจจาก British Polling Council ณ วันที่ 29 มิถุนายน 2024 ก็ออกมาในทิศทางที่ไม่ต่างกันว่า พรรคเลเบอร์นำมาที่ 40.8% ส่วนพรรคคอนเซอร์เวทีฟอยู่ที่ 20.7% และพรรครีฟอร์ม 16%

 

ขณะที่สำนักข่าว The Guardian คาดการณ์ว่า พรรคเลเบอร์จะครองเสียงข้างมากในสภาด้วยการกวาดที่นั่งไปได้ทั้งหมด 428 ที่นั่ง ส่วนพรรคคอนเซอร์เวทีฟจะได้ไป 127 ที่นั่ง ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่พลิกจากการเลือกตั้งปี 2019 อยู่มากพอสมควร โดยเวลานั้นพรรคคอนเซอร์เวทีฟครองเสียงข้างมากที่ 365 ที่นั่ง ขณะที่พรรคเลเบอร์ได้ไปทั้งหมด 203 ที่นั่ง

 

พรรคเลเบอร์จะชิงเก้าอี้ที่เสียไปให้กับพรรคคอนเซอร์เวทีฟตั้งแต่ปี 2015 ได้หรือไม่

 

หากย้อนกลับไปดูการเลือกตั้งเมื่อปี 2019 จะเห็นว่านั่นเป็นปีที่พรรคเลเบอร์สูญเสียที่นั่งไปให้กับพรรคคอนเซอร์เวทีฟอย่างมาก ฉะนั้นแล้วการชิงเก้าอี้ที่เสียไปในพื้นที่สำคัญต่างๆ จึงเป็นปฏิบัติการสำคัญที่พรรคเลเบอร์จะต้องทำให้สำเร็จในครั้งนี้

 

เขตเลือกตั้งซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคเลเบอร์กุมคะแนนเสียงไว้อย่างเหนียวแน่นนั้นคาดว่าก็จะยังไม่พลิกโผ แต่ก็ยังต้องจับตาด้วยว่าพรรคเลเบอร์ชนะไปด้วยมาร์จิ้นเท่าใดในช่วงเวลาที่ผลคะแนนของเขตเลือกตั้งลีห์ (Leigh) อาเทอร์ตัน (Atherton) และดาร์ลิงตัน (Darlington) ประกาศออกมา ซึ่งจะทำให้พอทำนายได้ว่าแรงสนับสนุนที่มีต่อพรรคเลเบอร์ฟื้นตัวขึ้นมาได้มากน้อยแค่ไหน

 

หากพรรคเลเบอร์สามารถชิงเก้าอี้ของเขตเลือกตั้งโบลโซเวอร์ (Bolsover) ซึ่ง สส. ฝ่ายซ้ายอย่าง เดนนิส สกินเนอร์ (Dennis Skinner) ครองพื้นที่เหนียวแน่นเกือบ 50 ปีมาได้ ก็จะช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับพรรคเป็นอย่างมาก นอกเหนือจากโบลโซเวอร์แล้ว พรรคเลเบอร์ก็ยังหวังที่จะคว้าชัยชนะในเขตเลือกตั้งเกรท กริมสบีย์ (Great Grimsby) คลีทอร์ปส (Cleethorpes) และสคันทอร์ป (Scunthorpe) เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้ล้วนคือเขตเลือกตั้งซึ่งเคยเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเลเบอร์ ก่อนที่จะหันไปเทคะแนนให้พรรคคอนเซอร์เวทีฟในการเลือกตั้งช่วงหลัง รวมถึงเขตเลือกตั้งบาสเซ็ตลอว์ (Bassetlaw) และสเพนแวลลีย์ (Spen Valley) ซึ่งหากคว้าชัยชนะมาได้ ก็จะทำให้แผนการชิงเก้าอี้สำคัญมีความสมบูรณ์มากขึ้น

 

ความท้าทายที่รออยู่

 

แต่ไม่ว่าพรรคใดจะก้าวขึ้นเป็นรัฐบาลชุดใหม่ พวกเขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้าในหลายมิติ ถึงกับมีผู้กล่าวว่า ‘เป็นหนึ่งในความท้าทายที่หนักที่สุดสำหรับรัฐบาลใหม่นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2’

 

ประเด็นใหญ่ที่สุดหนีไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง หากดูตัวเลขตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา อันเป็นปีที่พรรคคอนเซอร์เวทีฟก้าวขึ้นมารับบทบาทบริหารประเทศ จะเห็นว่าลักษณะการขยายตัวของเศรษฐกิจไม่สดใสเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเผชิญกับโรคโควิดระยะแรกช่วงต้นปี 2020 ลากยาวมาถึงปัจจุบัน อัตราการเติบโตของ GDP อังกฤษถือว่าแย่เป็นอันดับรองสุดท้ายในกลุ่ม G7 ชนะแค่เยอรมนีเท่านั้น

 

แม้หลังผ่านพ้นวิกฤตโควิด ซูนัคจะเคยกล่าวว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังพลิกกลับมาปรับตัวดีขึ้น ท่ามกลางราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นด้วย แต่ เคียร์ สตาร์เมอร์ ผู้นำพรรคเลเบอร์ ก็ทราบถึงแผลใหญ่ที่อยู่ในใจประชาชนนี้ดี จึงให้คำมั่นว่าพรรคของเขาจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม G7 แถมยังเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนด้วย

 

นอกเหนือจากมิติเศรษฐกิจแล้ว ปัญหาผู้อพยพก็ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่แก้ไม่ตก แม้ว่าอังกฤษจะออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป แต่ก็ยังไม่สามารถลดอัตราการย้ายถิ่นฐานลงได้ตามเป้าหมาย โดยข้อมูลจาก Reuters ระบุว่า แม้คนงานจากประเทศใน EU จะเดินทางออกจากอังกฤษมากกว่าไหลเข้าดังเช่นในอดีต แต่จำนวนผู้อพยพจากประเทศอื่นๆ กลับดีดตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะจากอินเดียและไนจีเรีย

 

ในปี 2023 ยอดผู้ย้ายถิ่นฐานสุทธิอยู่ที่ 685,000 คน ซึ่งแม้จะลดลงจากระดับ 764,000 คนในปี 2022 แต่ตัวเลขดังกล่าวก็ยังสูงกว่าปี 2019 ถึงเกือบ 4 เท่า ซึ่งหากยังคงจำกันได้ ปี 2019 เป็นปีที่ บอริส จอห์นสัน อดีตผู้นำจากพรรคคอนเซอร์เวทีฟ เคยให้คำมั่นว่าจะลดตัวเลขผู้อพยพให้ต่ำลงกว่าที่ผ่านมา

 

รู้ผลเมื่อไร

 

หลังการเลือกตั้งปิดหีบ ผล Exit Poll จะเริ่มทยอยออกมาให้เห็นช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. ของวันที่ 4 กรกฎาคม 2024 ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้พอเห็นเค้าลางแล้วว่าประชาชนเทคะแนนเสียงให้กับพรรคใด ใครที่อาจเป็นผู้ชนะ

 

ถึงแม้ว่า Exit Poll จะไม่ใช่การนับคะแนนอย่างเป็นทางการ แต่หากดูจากสถิติในอดีตจะพบว่าผลที่ออกมานั้นก็ค่อนข้างสะท้อนการเลือกตั้งได้เป็นอย่างดี

 

ในช่วงเวลาประมาณ 23.00 น. ประชาชนจะเริ่มเห็นแล้วว่าพรรคใดที่ได้ครองที่นั่งชุดแรกๆ ในสภา โดยเขตเลือกตั้งไบลท์ (Blyth) แอชชิงตัน (Ashington) โฮตัน (Houghton) และซันเดอร์แลนด์ เซาท์ (Sunderland South) คาดว่าจะรู้ผลเป็นพื้นที่แรกๆ ในช่วงเวลาประมาณ 23.30 น. ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าพรรคเลเบอร์จะเป็นผู้ที่คว้าชัยชนะไปในพื้นที่เหล่านี้

 

หลังจากเที่ยงคืนจนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 5 กรกฎาคม 2024 ผลการนับคะแนนจะหลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ จนภาพทั้งหมดจะสรุปชัดเจนที่เวลาประมาณ 07.00 น. ซึ่งโลกจะได้เห็นโฉมหน้าของรัฐบาลใหม่อังกฤษแล้วว่าจะเป็นพรรคใหม่อย่างเลเบอร์ตามกระแสคาดการณ์ หรือจบที่พรรคเดิมอย่างคอนเซอร์เวทีฟแบบหักปากกาเซียน

 

อ้างอิง:

The post จับตาเลือกตั้งอังกฤษ 2024 เมื่อลมเปลี่ยนทิศ และการเมืองพลิกขั้ว? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใกล้ถึงเส้นชัย! ผลเลือกตั้งผู้นำพรรคคอนเซอร์เวทีฟรอบสี่ ซูนัคยังครองอันดับ 1 เหลือผู้สมัคร 3 คนสุดท้าย https://thestandard.co/rishi-sunaks-lead-narrows-as-race-for-uk-leader-heats-up/ Wed, 20 Jul 2022 02:26:03 +0000 https://thestandard.co/?p=656173 พรรคคอนเซอร์เวทีฟ

วานนี้ (19 กรกฎาคม) ใกล้ถึงเส้นชัยเข้าไปทุกขณะ หลังจากก […]

The post ใกล้ถึงเส้นชัย! ผลเลือกตั้งผู้นำพรรคคอนเซอร์เวทีฟรอบสี่ ซูนัคยังครองอันดับ 1 เหลือผู้สมัคร 3 คนสุดท้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคคอนเซอร์เวทีฟ

วานนี้ (19 กรกฎาคม) ใกล้ถึงเส้นชัยเข้าไปทุกขณะ หลังจากการเลือกตั้งผู้นำพรรคคอนเซอร์เวทีฟรอบสี่เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากผู้สมัคร 8 คนในรอบแรก ขณะนี้เหลือเพียงแค่ 3 คนสุดท้ายเท่านั้น โดย ริชิ ซูนัค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังคงมีคะแนนนำมาเป็นอันดับ 1 เป็นรอบที่ 4 ติดต่อกัน ได้รับคะแนนสนับสนุนสูงถึง 118 จาก 358 เสียง คิดเป็น 33.2% ของจำนวนสมาชิกรัฐสภาจากพรรคอนเซอร์เวทีฟทั้งหมด

 

ขณะที่ เพนนี มอร์ดอนต์ รัฐมนตรีด้านนโยบายการค้า และ ลิซ ทรูส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังคงรักษาอันดับที่ 2 และ 3 อย่างเหนียวแน่น ได้รับ 92 คะแนน (คิดเป็น 25.9%) และ 86 คะแนน (คิดเป็น 24.2%) ตามลำดับ

 

ส่วน เคมี บาเดนอค อดีตรัฐมนตรีการปกครองท้องถิ่น เป็นผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนน้อยที่สุดในการเลือกตั้งรอบที่สี่ ได้รับ 59 คะแนนเสียง ไม่ผ่านการตัดตัว เพื่อเข้าสู่การเลือกตั้งรอบรองสุดท้ายที่จะจัดขึ้นในวันนี้ (20 กรกฎาคม) ตามเวลาท้องถิ่น 

 

ใกล้จะทราบกันแล้วว่าผู้สมัคร 2 คนสุดท้ายในการเลือกตั้งผู้นำพรรคคอนเซอร์เวทีฟคนใหม่รอบสุดท้ายจะเป็นใคร ซึ่งคาดว่าจะประกาศผลผู้ชนะอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 กันยายนนี้ และขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรคนใหม่ต่อจาก บอริส จอห์นสัน โดยผู้นำคนใหม่อาจจะอยู่ให้ครบวาระ หรืออาจตัดสินใจเสนอให้มีการเลือกตั้งก่อนกำหนดเวลา (Snap Election) เพื่อกระชับอำนาจ จากเดิมที่คาดว่าจะจัดขึ้นในช่วงต้นปี 2025 

 

ภาพ: Oli Scarff / AFP

อ้างอิง:

 

The post ใกล้ถึงเส้นชัย! ผลเลือกตั้งผู้นำพรรคคอนเซอร์เวทีฟรอบสี่ ซูนัคยังครองอันดับ 1 เหลือผู้สมัคร 3 คนสุดท้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลเลือกตั้งผู้นำพรรคคอนเซอร์เวทีฟรอบสาม เหลือ 4 คนสุดท้ายที่ได้ไปต่อ ซูนัคยังนำเป็นอันดับ 1 https://thestandard.co/increasingly-bitter-race-to-replace-uk-pm-johnson-narrows-to-four/ Tue, 19 Jul 2022 02:55:45 +0000 https://thestandard.co/?p=655596 พรรคคอนเซอร์เวทีฟ

วานนี้ (18 กรกฎาคม) การเลือกตั้งผู้นำพรรคคอนเซอร์เวทีฟข […]

The post ผลเลือกตั้งผู้นำพรรคคอนเซอร์เวทีฟรอบสาม เหลือ 4 คนสุดท้ายที่ได้ไปต่อ ซูนัคยังนำเป็นอันดับ 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคคอนเซอร์เวทีฟ

วานนี้ (18 กรกฎาคม) การเลือกตั้งผู้นำพรรคคอนเซอร์เวทีฟของสหราชอาณาจักร รอบสาม ปิดฉากลงแล้ว ผลปรากฏว่าเหลือเพียง 4 คนสุดท้ายที่ได้ไปต่อในการเลือกตั้งรอบถัดไป โดย ริชิ ซูนัค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังคงมีผลคะแนนนำมาเป็นอันดับ 1 เป็นรอบที่ 3 ติดต่อกัน ได้รับคะแนนสนับสนุน 115 จาก 358 เสียง คิดเป็น 32.1%

 

ขณะที่ เพนนี มอร์ดอนต์ รัฐมนตรีด้านนโยบายการค้า ก็ยังคงรักษาตำแหน่งอันดับ 2 ในการเลือกตั้ง 3 ครั้งติดได้อย่างเหนียวแน่น ได้รับ 82 คะแนนเสียง คิดเป็น 22.9% จากจำนวนสมาชิกรัฐสภาจากพรรคอนเซอร์เวทีฟทั้งหมด ตามมาด้วย ลิซ ทรูส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ เคมี บาเดนอค อดีตรัฐมนตรีการปกครองท้องถิ่น ที่ได้รับ 71 และ 58 เสียงตามลำดับ

 

ส่วนผู้ที่ไม่ได้ไปต่อในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ ทอม ทูเกนดัต ประธานคณะกรรมการกิจการต่างประเทศ ที่ได้รับเพียง 31 คะแนนเสียง คิดเป็น 8.7% เป็นผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงน้อยที่สุดในการเลือกตั้งรอบสาม ไม่ผ่านการตัดตัว ส่งผลให้จากผู้สมัครชาย 4 หญิง 4 ขณะนี้ จำนวนอัตราส่วนผู้สมัครชายต่อผู้สมัครหญิงเพิ่มเป็น 1:3 หากพวกเธอสามารถคว้าชัยเหนือผู้สมัครตัวเต็งอย่างซูนัคได้ในรอบถัดๆ ไป สหราชอาณาจักรก็อาจจะมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์การเมือง ต่อจาก มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ และ เทเรซา เมย์ ก็เป็นได้

 

โดยการเลือกตั้งผู้นำพรรคคอนเซอร์เวทีฟรอบสี่ จะจัดขึ้นในวันนี้ (19 กรกฎาคม) โดยผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงน้อยที่สุดจะไม่ได้ไปต่อในการเลือกตั้งผู้นำพรรครอบห้า ผู้สมัคร 2 คนสุดท้ายจะเข้าสู่การเลือกตั้งรอบสุดท้าย และประกาศผลการเลือกตั้งในวันที่ 5 กันยายนที่จะถึงนี้ และคาดว่าจะเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรคนใหม่ต่อจาก บอริส จอห์นสัน ในวันถัดไป (6 กันยายน)

 

อ้างอิง:

 

#ConservativePartyLeadershipElection2022 

 

The post ผลเลือกตั้งผู้นำพรรคคอนเซอร์เวทีฟรอบสาม เหลือ 4 คนสุดท้ายที่ได้ไปต่อ ซูนัคยังนำเป็นอันดับ 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
BREAKING: บอริส จอห์นสัน จ่อลาออกหัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟวันนี้ เปิดทางหาผู้นำพรรค และนายกฯ อังกฤษคนใหม่ภายในเดือนตุลาคม https://thestandard.co/breaking-boris-johnson-resigning-conservative-party/ Thu, 07 Jul 2022 09:17:13 +0000 https://thestandard.co/?p=651303 BREAKING-NEWS

วันนี้ (7 กรกฎาคม) สำนักข่าว BBC รายงานว่า บอริส จอห์นส […]

The post BREAKING: บอริส จอห์นสัน จ่อลาออกหัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟวันนี้ เปิดทางหาผู้นำพรรค และนายกฯ อังกฤษคนใหม่ภายในเดือนตุลาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
BREAKING-NEWS

วันนี้ (7 กรกฎาคม) สำนักข่าว BBC รายงานว่า บอริส จอห์นสัน จะลาออกจากตำแหน่งผู้นำพรรคคอนเซอร์เวทีฟในวันนี้ และจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปจนถึงฤดูใบไม้ร่วง

 

การชิงชัยตำแหน่งหัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟคนใหม่จะเกิดขึ้นในฤดูร้อนนี้ และผู้ชนะจะได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ภายในช่วงเวลาของการประชุมพรรคคอนเซอร์เวทีฟในเดือนตุลาคม

 


 

อ่านเพิ่มเติม:

 


 

แหล่งข่าวจากทำเนียบนายกรัฐมนตรี สหราชอาณาจักร กล่าวว่า จอห์นสันได้พูดคุยกับ เซอร์ เกรแฮม เบรดี ประธานคณะกรรมการ ส.ส. พรรคคอนเซอร์เวทีฟ ที่มีชื่อคณะกรรมการว่า ‘1922 Committee’ เพื่อแจ้งการตัดสินใจของเขา

 

ขณะที่โฆษกทำเนียบนายกฯ สหราชอาณาจักร ระบุว่า จอห์นสันจะมีแถลงการณ์ต่อสาธารณะอีกครั้งในวันนี้

 

การลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคของจอห์นสันมีขึ้นหลังการลาออกของรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของจอห์นสัน และผู้ช่วย รวมมากกว่า 40 ตำแหน่ง และกระแสกดดันอย่างหนักให้จอห์นสันลงจากตำแหน่ง

The post BREAKING: บอริส จอห์นสัน จ่อลาออกหัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟวันนี้ เปิดทางหาผู้นำพรรค และนายกฯ อังกฤษคนใหม่ภายในเดือนตุลาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอริส จอห์นสัน รอดโหวตไม่ไว้วางใจภายในพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ยังรักษาเก้าอี้นายกฯ อังกฤษไว้ได้ แต่อนาคตยังคลุมเครือ https://thestandard.co/boris-johnson-wins-vote-but-suffers-large-tory-rebellion/ Tue, 07 Jun 2022 03:57:17 +0000 https://thestandard.co/?p=638759 บอริส จอห์นสัน

นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ของสหราชอาณาจักร ได้รับการล […]

The post บอริส จอห์นสัน รอดโหวตไม่ไว้วางใจภายในพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ยังรักษาเก้าอี้นายกฯ อังกฤษไว้ได้ แต่อนาคตยังคลุมเครือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอริส จอห์นสัน

นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ของสหราชอาณาจักร ได้รับการลงมติไว้วางใจภายในพรรคคอนเซอร์เวทีฟให้ทำหน้าที่หัวหน้ารัฐบาลต่อไป หลังเผชิญมรสุมทางการเมืองและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักก่อนหน้านี้ จากกรณีอื้อฉาวที่มีการจัดปาร์ตี้ภายในพื้นที่ทำเนียบนายกฯ บนถนนดาวนิงสตรีทในช่วงที่รัฐบาลบังคับมาตรการป้องกันโควิดอย่างเข้มงวดทั่วประเทศ

 

จากจำนวนสมาชิกรัฐสภาพรรคคอนเซอร์เวทีฟทั้งหมดนั้นมีอยู่ 211 เสียงที่โหวตไว้วางใจจอห์นสัน หรือคิดเป็น 59% ขณะที่อีก 148 เสียงลงมติไม่ไว้วางใจ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความแตกแยกภายในที่เด่นชัดขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศของรัฐบาลจอห์นสันในอนาคต

 

นักวิเคราะห์มองว่าคะแนนโหวตไม่ไว้วางใจที่มีจำนวนมากนี้แสดงให้เห็นว่าอำนาจของจอห์นสันเริ่มอ่อนแอลง ขณะที่มีนักการเมืองภายในพรรคบางส่วนเรียกร้องให้เขาลาออกจากตำแหน่ง

 

อย่างไรก็ตาม จอห์นสันมองชัยชนะในการโหวตครั้งนี้ในแง่บวก โดยระบุว่าเป็นผลลัพธ์ที่ดีมาก แม้ว่าเสียงโหวตสนับสนุนของเขาจะน้อยกว่าที่ เทเรซา เมย์ ได้รับ เมื่อครั้งที่เธอได้คะแนนโหวตไว้วางใจ 63% ในปี 2018 แต่กระนั้นเธอก็ตัดสินใจลาออกในอีก 6 เดือนให้หลัง สืบเนื่องจากกระบวนการ Brexit ที่หยุดชะงัก

 

ทั้งนี้ความไม่พอใจในตัวจอห์นสันในหมู่สมาชิกสภาพรรคคอนเซอร์เวทีฟมีเพิ่มขึ้น หลังจากที่เดือนที่แล้วมีการเผยแพร่รายงานการสืบสวนกรณีการจัดปาร์ตี้หลายครั้งภายในทำเนียบดาวนิงสตรีทในช่วงล็อกดาวน์ ซึ่งรายงานบ่งบอกการแหกกฎที่รัฐบาลตั้งขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งรวมถึงกรณีการจัดปาร์ตี้วันเกิดให้จอห์นสันเมื่อเดือนมิถุนายน 2020 ซึ่งจอห์นสันชี้แจงในภายหลังว่าเขาเดินทางไปที่งานเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในช่วงล็อกดาวน์เท่านั้น แต่เขาก็ถูกปรับเงินจากการทำผิดกฎครั้งนั้น

 

นอกจากกรณีอื้อฉาวจัดปาร์ตี้ในช่วงล็อกดาวน์แล้ว สมาชิกคอนเซอร์เวทีฟบางส่วนยังไม่พอใจนโยบายปรับขึ้นภาษี รวมทั้งแนวทางการรับมือค่าครองชีพที่สูงขึ้นของรัฐบาลอีกด้วย

 

แม้ว่าจอห์นสันจะชนะการโหวตไว้วางใจครั้งนี้ แต่นักวิเคราะห์มองว่าการมองหาบุคคลมาแทนจอห์นสันกำลังเริ่มขึ้นแล้ว โดยที่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าในสหราชอาณาจักรอาจจัดขึ้นในปี 2024 แต่คาดว่าอาจเลื่อนมาเร็วขึ้น หากจอห์นสันตัดสินใจยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่

 

ภาพ: PA / PA Images via Getty Images

อ้างอิง:

The post บอริส จอห์นสัน รอดโหวตไม่ไว้วางใจภายในพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ยังรักษาเก้าอี้นายกฯ อังกฤษไว้ได้ แต่อนาคตยังคลุมเครือ appeared first on THE STANDARD.

]]>