CKPower Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ckpower/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 05 Nov 2024 09:35:57 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ซีเค พาวเวอร์ ปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าค่ากลางไทย 86% เดินหน้าศึกษาผลิตไฟฟ้าไฮโดรเจน หนุนไทยสู้โลกร้อน https://thestandard.co/ckpower-86-below-thailand-average/ Tue, 05 Nov 2024 09:34:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1004698

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เตือนว่า อุณหภูมิโลกมีแนว […]

The post ซีเค พาวเวอร์ ปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าค่ากลางไทย 86% เดินหน้าศึกษาผลิตไฟฟ้าไฮโดรเจน หนุนไทยสู้โลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เตือนว่า อุณหภูมิโลกมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยมีโอกาสถึง 66% ที่อุณหภูมิเฉลี่ยใกล้พื้นผิวโลกจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ส่งผลให้องค์กรต่างๆ ทั่วโลกเร่งดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

 

ล่าสุด บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรายใหญ่ในภูมิภาค เผยผลงานด้านการจัดการพลังงานปี 2566 ด้วยตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.0691 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ต่อการผลิตไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh)

 

ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าค่ากลางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่ 0.4999 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) ถึง 86% และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องถึง 87% ในปี 2567

 

ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) เผยว่า “เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ซีเค พาวเวอร์ เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจาก 89% เป็น 93% ส่งผลให้สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดถึง 8.5 ล้านเมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) คิดเป็น 17% ของไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่ใช้ในประเทศไทย”

 

 

ด้านการพัฒนานวัตกรรมลดการใช้พลังงาน บริษัทสามารถลดการใช้พลังงานในปี 2566 ได้ถึง 5,101 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 2,051 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) เท่ากับการปิดไฟในกรุงเทพฯ นาน 186 ชั่วโมง

 

ขณะที่ผลงาน 6 เดือนแรกของปี 2567 สามารถลดการใช้พลังงานได้แล้ว 2,883 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) คิดเป็นการลดก๊าซเรือนกระจก 1,313 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) หรือเทียบเท่าการปิดไฟในกรุงเทพฯ 119 ชั่วโมง

 

นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้าศึกษาการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงไฮโดรเจนผสมก๊าซธรรมชาติในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม สอดรับกับร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2567-2580 (PDP 2024)

 

ทั้งนี้ ในปี 2566 การดำเนินงานของซีเค พาวเวอร์ ช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 4.4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) สะท้อนให้เห็นว่าภาคเอกชนไทยมีศักยภาพในการร่วมแก้ปัญหาวิกฤตโลกร้อนได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

อ้างอิง: 

The post ซีเค พาวเวอร์ ปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าค่ากลางไทย 86% เดินหน้าศึกษาผลิตไฟฟ้าไฮโดรเจน หนุนไทยสู้โลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัทเจ้าของ ‘โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี’ ออก Green Bond สกุลเงินบาท 3 ชุด ย้ำธุรกิจไม่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจของ สปป.ลาว https://thestandard.co/xpcl-green-bond-1-2566/ Thu, 12 Oct 2023 06:51:56 +0000 https://thestandard.co/?p=853900 Green Bond

บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด หรือ XPCL ซึ่งเป็นเจ้าขอ […]

The post บริษัทเจ้าของ ‘โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี’ ออก Green Bond สกุลเงินบาท 3 ชุด ย้ำธุรกิจไม่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจของ สปป.ลาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Green Bond

บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด หรือ XPCL ซึ่งเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี และเป็นบริษัทร่วมในเครือของบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower เตรียมที่จะออกและเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสกุลเงินบาท (Green Bond) ครั้งที่ 1/2566 ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ 

 

Green Bond ดังกล่าวมี 3 ชุด อายุ 3-5 ปี มีอัตราดอกเบี้ย 5.15-5.55% ต่อปี โดย XPCL จะนำเงินที่ได้รับไปชำระคืนเงินกู้ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และช่วยลดต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย

 

“ทาง XPCL คาดว่า Green Bond ที่ออกในครั้งนี้จะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่เป็นอย่างดีเช่นเดิม เพราะธุรกิจของ XPCL มีเสถียรภาพทางด้านรายได้ มีผลการดำเนินงานที่มั่นคง และที่สำคัญ XPCL ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เพื่อร่วมสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของประเทศไทยในปี 2593” วรพจน์ อุชุไพบูลย์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในขณะนี้ผู้ลงทุนอาจมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของ สปป.ลาว แต่วรพจน์ย้ำว่า XPCL จะไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยมองว่าธุรกิจผลิตไฟฟ้านั้นถือเป็นรายได้หลักที่สำคัญของ สปป.ลาว ในการเป็น Battery of Asia อีกทั้งบริษัทได้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรัดกุม โดยจัดการกระแสเงินสดที่เกี่ยวกับการดำเนินงานผ่านบัญชีของธนาคารพาณิชย์ไทยที่เปิดในประเทศไทย รวมถึงมีการสำรองเงินสดล่วงหน้าเพื่อให้มีความพร้อมในการชำระดอกเบี้ย จ่ายคืนเงินกู้ และไถ่ถอนหุ้นกู้ ซึ่งบัญชีทั้งหมดก็อยู่ในประเทศไทยเช่นเดียวกัน โดย XPCL มีรายได้เป็นสกุลเงินบาทและดอลลาร์สหรัฐ และมีค่าใช้จ่ายที่เป็นสกุลเงินกีบในสัดส่วนที่น้อยมาก จึงไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินกีบอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด  

 

XPCL ได้รับสัมปทานจากรัฐบาล สปป.ลาว ให้ออกแบบ พัฒนา ก่อสร้าง และดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี กำลังผลิตติดตั้ง 1,285 เมกะวัตต์ ซึ่งไฟฟ้าที่ผลิตได้เกือบทั้งหมดจำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีระยะเวลาสัมปทาน 31 ปี นับตั้งแต่วันเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562 

 

ทั้งนี้ XPCL ผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำได้เฉลี่ยประมาณ 7,400 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี (GWh/Year) ซึ่งจัดเป็นพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เป็นพลังงานสะอาดที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สามารถช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 3.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (tCO2e)

 

ผลการดำเนินงานของ XPCL ในปี 2565 มีรายได้ 16,230 ล้านบาท มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 14,730 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วน EBITDA Margin ร้อยละ 91 และในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 มีรายได้จำนวน 5,211 ล้านบาท มี EBITDA จำนวน 4,567 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วน EBITDA Margin ร้อยละ 88 ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 ของบริษัทอยู่ที่ระดับ 1.8 เท่า ซึ่งต่ำกว่าข้อกำหนดหุ้นกู้ที่ให้ดำรงอัตราส่วนดังกล่าวไม่ให้สูงเกิน 3.0 เท่า

The post บริษัทเจ้าของ ‘โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี’ ออก Green Bond สกุลเงินบาท 3 ชุด ย้ำธุรกิจไม่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจของ สปป.ลาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
CKPower ประกาศความสำเร็จ ทะยานสู่ผู้นำผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เร่งเดินตามโรดแมป NET ZERO EMISSION 2050 https://thestandard.co/ckpower-net-zero/ Tue, 22 Nov 2022 04:30:17 +0000 https://thestandard.co/?p=712862

ประเด็นเรื่องพลังงานหมุนเวียน สิ่งแวดล้อม และการลดอัตรา […]

The post CKPower ประกาศความสำเร็จ ทะยานสู่ผู้นำผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เร่งเดินตามโรดแมป NET ZERO EMISSION 2050 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประเด็นเรื่องพลังงานหมุนเวียน สิ่งแวดล้อม และการลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเป็นศูนย์ให้สำเร็จ ถือเป็นหัวข้อที่องค์กรเอกชนจำนวนมาก ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐในหลายประเทศต่างก็ให้ความสำคัญกันมากเป็นพิเศษในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ด้วยต่างก็เห็นแล้วว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปล่อยปละละเลย ไม่สนใจสภาพแวดล้อม ทำให้ระบบนิเวศในธรรมชาตินั้นย่ำแย่แค่ไหน

 

ทางด้านองค์กรที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานหลายแห่งเองก็ต้องปรับตัวเช่นกัน เพื่อให้การดำเนินธุรกิจของพวกเขายังคงไปต่อได้แบบไม่มีสะดุด สอดคล้องกันกับทุกๆ การ Take Action หรือนโยบายใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นของพวกเขาที่จะต้องคำนึงถึงความยั่งยืนและโลกใบนี้อย่างใส่ใจและจริงจัง

 

ล่าสุดหนึ่งในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานที่เชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืน และการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับโลกใบนี้อย่างบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (CKP) ก็เพิ่งผ่านหลักไมล์ความสำเร็จที่สำคัญของพวกเขาไปสดๆ ร้อนๆ เพื่อสามารถพาตัวเองทะยานกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนได้สำเร็จ

 

ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)

 

‘Climate Action Leading Organization’ ความสำเร็จขององค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการยึดมั่นในความเชื่ออย่างมั่นคง สม่ำเสมอ

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา CKPower ได้ผ่านการรับรองให้เป็น ‘องค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก (Climate Action Leading Organization)’ จากคณะกรรมการเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย ในการประชุมคณะกรรมการเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

 

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นได้ดีถึงความเชื่อมั่นที่ CKPower มีต่อพลังงานหมุนเวียน และการดำเนินธุรกิจโดยเห็นถึงประโยชน์ของสิ่งแวดล้อม มวลมนุษยชาติเป็นสำคัญ ทั้งยังเป็นเครื่องชี้วัดอีกด้วยว่าความสำเร็จที่จับต้องได้ด้วยตำแหน่งองค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน หากแต่มาจากการปรับนโยบายในการดำเนินงาน การบริหารที่ใส่ใจในธรรมชาติและพลังงานสะอาดมาอย่างยาวนาน ต่อเนื่อง ไม่เคยหยุดพัก

 

นอกเหนือจากนี้ ‘โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น’ อีกหนึ่งในบริษัทในเครือของ CKPower ก็ยังผ่านเกณฑ์สำคัญได้รับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint Product) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) อีกด้วย

 

 

โดยที่เครื่องหมายดังกล่าวเปรียบได้ดั่งการการันตีความสามารถของโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกภาคส่วนได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การใช้งาน และการกำจัดซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน

 

สำหรับโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น ปัจจุบันตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มุ่งเน้นการจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และจำหน่ายไฟฟ้าส่วนที่เหลือและไอน้ำให้ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม

 

 

สู่เป้าหมายใหญ่ CKP NET ZERO EMISSION 2050 Vision ‘ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์’

ปัจจุบัน CKPower ยังได้ขับเคลื่อนแผนการดำเนินงาน CKP NET ZERO EMISSION 2050 ด้วยการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวทางการสร้างความยั่งยืนและสมดุลให้กับโลก เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่สามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายของประเทศไทยที่ตั้งไว้ในปี 2065

 

โดยที่พวกเขายังได้เริ่มต้นจากการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Management) ที่ครอบคลุมตั้งแต่การตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกระบวนการผลิต ซึ่งวิสัยทัศน์นี้จะถูกนำไปปรับใช้และให้ความสำคัญกับทุกๆ โรงไฟฟ้าที่บริษัทเข้าไปลงทุนด้วย

 

นอกจากนี้ CKPower ยังได้เลือกใช้เทคโนโลยีระดับสูงเพื่อให้ระบบการจ่ายไฟฟ้าเกิดเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพให้กับบุคลากรทุกระดับ ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาระบบการปฏิบัติงานเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ที่จะช่วยต่อยอดระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพ เตรียมความพร้อมนำกลไกการกำหนดราคาคาร์บอนสร้างโอกาสในการลงทุนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก (Green Finance) ให้กับองค์กรอย่างมั่นคง

 

ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “จากการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 (COP26) รวมถึงแผนนโยบายของประเทศไทยที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) CKPower ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่งของภูมิภาค พร้อมเดินตามเป้าหมายการเติบโตในด้านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและวางรากฐานด้านความมั่นคงทางพลังงาน

 

“ตลอดจนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ที่สามารถหวังผลในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2050

 

“เราให้ความสำคัญในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มุ่งสู่เทรนด์พลังงานสะอาด รักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตลอดจนมีความมุ่งมั่นในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการหยุดยั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมการดำเนินงานทุกขั้นตอน และร่วมยกระดับมาตรฐานทางด้านพลังงานหมุนเวียนของประเทศสู่การเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” แม่ทัพ CKPower กล่าว

 

นอกเหนือจากความสำเร็จของการเป็นองค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก และการเดินหน้าตามโรดแมป NET ZERO EMISSION 2050 CKPower ยังบรรลุความสำเร็จตามแผนงานการเข้าร่วมเป็น ‘Task Force on Climate-Related Financial Disclosures (TCFD) Supporter’ หรือเป็นผู้สนับสนุนมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศในหมวด Electric Utilities อีกด้วย

 

การเข้าร่วม TCFD จะมีความสำคัญในแง่ที่ช่วยให้ CKPower สามารถวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจและความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยร่วมแก้ไขปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นวาระเร่งด่วนในระดับชาติและระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสอดคล้องไปกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่เป้าหมายสำคัญของการลดคาร์บอนอย่างแท้จริง

 

สำหรับภาพรวมของการดำเนินงานในปัจจุบัน CKPower มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอยู่ประมาณ 89% จากสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของทั้งบริษัท โดยตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปีต่อจากนี้จะเพิ่มสัดส่วนเป็น 95% ให้สำเร็จ

 

รวมไปถึงภายในองค์กร จะดำเนินการปรับใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบเต็มสูบ เช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) การเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าภายในอาคาร ที่อยู่อาศัย และโรงไฟฟ้าในเครือเป็นหลอด LED ประหยัดพลังงาน รวมถึงลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น

 

 

ถึงแม้ระยะเวลา 28 ปีอาจจะดูเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอสมควร แต่อย่างน้อยที่สุด กว่าจะถึงเวลานั้น การที่ CKPower ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานหมุนเวียน และมีนโยบายการปรับตัวทั้งในเชิงภายในองค์กร ตลอดจนการดำเนินธุรกิจหลักของตัวเองอย่างมั่นคงต่อเนื่อง เมื่อถึงเวลานั้นเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ก็อาจจะไม่ใช่เป้าหมายที่เกินจริง ยากจะจับต้องได้แต่อย่างใด ไม่เพียงเท่านั้น ผลลัพธ์จาก CKPower ก็น่าจะช่วยให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นไม่มากก็น้อย

The post CKPower ประกาศความสำเร็จ ทะยานสู่ผู้นำผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เร่งเดินตามโรดแมป NET ZERO EMISSION 2050 appeared first on THE STANDARD.

]]>