Citi Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/citi/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 30 Jul 2026 12:56:31 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘ชีวิตผมพังแล้ว’ เสียงนักลงทุนรายย่อยและคนหนุ่มสาวเกาหลีใต้ หลัง KOSPI ร่วง 40% ประเมินว่าขาดทุนจาก Leveraged ETF รวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท https://thestandard.co/south-korea-kospi-leveraged-etf-loss-2/ Thu, 30 Jul 2026 12:56:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1236611 ภาพหน้าจออิเล็กทรอนิกส์แสดงดัชนี KOSPI ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ พร้อมข้อความแสดงความเสียหายของนักลงทุน

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงเทขายอย่างหนักในสัปดาห์นี้ จนด […]

The post ‘ชีวิตผมพังแล้ว’ เสียงนักลงทุนรายย่อยและคนหนุ่มสาวเกาหลีใต้ หลัง KOSPI ร่วง 40% ประเมินว่าขาดทุนจาก Leveraged ETF รวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหน้าจออิเล็กทรอนิกส์แสดงดัชนี KOSPI ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ พร้อมข้อความแสดงความเสียหายของนักลงทุน

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงเทขายอย่างหนักในสัปดาห์นี้ จนดัชนี KOSPI ร่วงลงเกือบ 40% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนมิถุนายน คิดเป็นมูลค่าตลาดที่หายไปราว 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 67 ล้านล้านบาท)

 

 
 

แรงเทขายครั้งนี้ดึงนักลงทุนรายย่อยหลายสิบล้านคนเข้าไปอยู่ในวงจร และทำให้คนจำนวนมากขาดทุนหนัก โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไปเดิมพันผ่านกองทุน Leveraged ETF

 

ตามรายงานของ Financial Times ระบุว่า ดัชนี KOSPI ร่วงลงกว่า 17% ภายในเวลาเพียง 3 วัน ลงไปแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน หลังหุ้น Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งรวมกันคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของดัชนี ถูกเทขายอย่างรุนแรง


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หุ้นเกาหลีใต้ร่วง 40% ใน 40 วัน บทเรียน 3,100 ล้านล้านวอน เมื่อรัฐผลิตความเสี่ยงด้วย Single-stock leveraged ETFs หุ้นเกาหลีใต้ร่วง 40% ใน 40 วัน บทเรียน 3,100 ล้านล้านวอน เมื่อรัฐผลิตความเสี่ยงด้วย Single-stock leveraged ETFs
30 ก.ค. 2569 | 17:59
หุ้นเทคฯ เอเชียดิ่งยกแผง! SK Hynix นำทีมร่วง แม้กำไรพุ่ง 557% แต่ยังต่ำกว่าคาด นักวิเคราะห์ชี้ตลาดกำลังล้าง ‘ฟองสบู่’ AI หุ้นเทคฯ เอเชียดิ่งยกแผง! SK Hynix นำทีมร่วง แม้กำไรพุ่ง 557% แต่ยังต่ำกว่าคาด นักวิเคราะห์ชี้ตลาดกำลังล้าง ‘ฟองสบู่’ AI
29 ก.ค. 2569 | 12:18
หุ้นเกาหลีใต้เข้าสู่ ‘ตลาดหมี’ ร่วงเกือบ 30% ใน 3 สัปดาห์ สวนทางมูลค่าที่ลงมาถูกกว่าวิกฤตปี 2008 หุ้นเกาหลีใต้เข้าสู่ ‘ตลาดหมี’ ร่วงเกือบ 30% ใน 3 สัปดาห์ สวนทางมูลค่าที่ลงมาถูกกว่าวิกฤตปี 2008
13 ก.ค. 2569 | 16:12

 

ความเจ็บปวดสะท้อนผ่านกรณีของ ซงมีคยอง หญิงวัย 60 ปีในกรุงโซล ที่เคยทำกำไรได้ราว 300 ล้านวอน (ประมาณ 6.9 ล้านบาท) ในช่วงต้นปีจากภาวะตลาดขาขึ้นตามกระแส AI แต่ปัจจุบันพอร์ตของเธอกลับขาดทุนที่ยังไม่ได้ขายไปแล้วมากกว่า 60%

 

เธอระบุว่าไม่เคยเห็นราคาหุ้นร่วงเร็วเช่นนี้ แม้แต่ในช่วงวิกฤตการเงินเอเชีย และตอนนี้กำลังจะต้องคืนกำไรทั้งหมดที่ทำได้ในปีนี้กลับไป

 

เมื่อรายย่อยกลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่สุด และใช้เงินกู้เพิ่มความเสี่ยง

 

นักลงทุนรายย่อยกลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของตลาดเกาหลีใต้ในปีนี้ หลังพลาดโอกาสในช่วงที่ดัชนีปรับขึ้น 75% เมื่อปี 2025 โดยหลายคนใช้สินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์และกองทุน Leveraged ETF เพื่อเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี

 

กองทุน Leveraged ETF คือกองทุนที่ออกแบบให้เคลื่อนไหวแรงเป็นเท่าตัวของหุ้นอ้างอิง กล่าวคือเมื่อหุ้นขึ้นจะได้กำไรมากกว่าการถือหุ้นปกติ แต่เมื่อหุ้นลงก็ขาดทุนหนักกว่าหลายเท่าเช่นกัน

 

ความเสียหายที่เกิดขึ้นสะท้อนผ่านข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์ Korea Investment & Securities ที่เปิดเผยเมื่อวันพุธ (29 ก.ค.) ว่า ในกลุ่มลูกค้า 880,000 รายที่ซื้อหุ้น Samsung มีเกือบครึ่งที่กำลังขาดทุน ขณะที่ลูกค้า 408,000 รายที่ลงทุนใน SK Hynix มีเกือบ 70% ที่ขาดทุนเช่นกัน

 

เมื่อตลาดพลิกกลับ เงินจึงไหลออกอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลของสมาคมการลงทุนทางการเงินเกาหลีระบุว่า เงินฝากในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่กันไว้ซื้อหุ้นลดลงเหลือ 107 ล้านล้านวอน (ประมาณ 2.46 ล้านล้านบาท) จากจุดสูงสุดเดือนมิถุนายนที่ 139.7 ล้านล้านวอน (ประมาณ 3.21 ล้านล้านบาท)

 

ส่วนยอดสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ที่เคยทำสถิติสูงสุดเมื่อเดือนก่อนที่ 38.6 ล้านล้านวอน (ประมาณ 8.88 แสนล้านบาท) ลดลงมาอยู่ที่ 33.2 ล้านล้านวอน (ประมาณ 7.64 แสนล้านบาท) หลังเกิดการบังคับขายหลักทรัพย์เป็นระลอก

 

นามู รี ประธาน Korean Corporate Governance Forum กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้ถือหุ้นรายย่อย ระบุว่าการที่นักลงทุนพากันเทขายกองทุน Leveraged ETF ที่อ้างอิงกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งผันผวนสูงออกมา กำลังส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วตลาด จนรายย่อยจำนวนมากเห็นเงินต้นของตัวเองแทบหมดไป

 

เขามองว่าตลาดกำลังเข้าใกล้จุดที่แรงขายถึงขีดสุด เพราะรายย่อยลดการใช้เงินกู้ลงเกือบเสร็จสิ้นแล้ว และเกิดการบังคับขายหุ้นในวงกว้าง

 

ต้นตอจาก 16 กองทุนที่เพิ่งได้รับอนุมัติเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม

 

ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากการที่หน่วยงานกำกับดูแลตัดสินใจอนุมัติกองทุน Leveraged ETF ที่อ้างอิงหุ้นรายตัวของ Samsung และ SK Hynix จำนวน 16 กองทุนเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นตัวขยายการเคลื่อนไหวของทั้งดัชนีและหุ้นรายตัว โดยกองทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่ร่วงลงมากกว่า 60% นับตั้งแต่เปิดตัว

 

ชิม จงมิน นักวิเคราะห์หุ้นจาก CLSA ระบุว่ากองทุนกลุ่มนี้กลายเป็นตัวจุดชนวน ในจังหวะที่ตลาดถึงเวลาต้องขายทำกำไรอยู่แล้ว

 

ขณะที่รายงานของ Korea Times อ้างประมาณการของ Citi ที่ส่งถึงนักลงทุนสถาบันว่า นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ขาดทุนจากกองทุน Leveraged ETF ที่อ้างอิงหุ้นรายตัวไปแล้วราว 38,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท) ในช่วงเดือนที่ผ่านมา

 

ด้านการรับมือ หลังการประชุมฉุกเฉินคืนวันพุธ (29 ก.ค.) กระทรวงการคลังเกาหลีใต้ระบุว่าจะจำกัดการเข้าถึงกองทุน Leveraged ETF โดยรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และหน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน ออกแถลงการณ์ร่วมว่าการลงทุนในกองทุนกลุ่มนี้เป็นตัวขยายความผันผวนของตลาด

 

นอกจากนี้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ยังเตือนถึงความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ อันชอลซู สมาชิกสภา ยื่นร่างกฎหมายยกเว้นภาษีธุรกรรมการซื้อขายหุ้นให้นักลงทุนรายย่อยที่ขาดทุน

 

ที่น่าสังเกตคือประชาชนจำนวนมากเข้าสู่ตลาดหุ้นในช่วงที่ดัชนี KOSPI ปรับขึ้นกว่าเท่าตัวในปีนี้ โดยประธานาธิบดี อี แจมยอง เคยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้ เพื่อเคลื่อนย้ายความมั่งคั่งของครัวเรือนออกจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อนแรงเกินไป

 

ฮา ซอกคึน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Eugene Asset Management ระบุว่าตลาดที่ทำผลงานได้ดีมากในช่วงก่อนหน้าดึงนักลงทุนมือใหม่จำนวนมากเข้ามาในปีนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ความเสียหายของรายย่อยรุนแรงกว่า

 

ความเสียหายที่ลามถึงสุขภาพจิต

 

ห้องแชตของบริษัทหลักทรัพย์เต็มไปด้วยเสียงของรายย่อยที่คร่ำครวญถึงการขาดทุนจากกองทุน ETF ในระดับ 70-80% โดยนักลงทุนรายหนึ่งในกองทุน Tiger SK Hynix Leverage ETF ที่ขาดทุน 65% ตั้งคำถามว่าเมื่อไรจะออกจากนรกนี้ได้ ขณะที่อีกรายเขียนว่าชีวิตของเขาพังแล้ว

 

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษคือคนหนุ่มสาวเกาหลีใต้ที่หันมาลงทุนในผลิตภัณฑ์ความเสี่ยงสูงเหล่านี้ ในภาวะที่การเป็นเจ้าของบ้านกลายเป็นเรื่องเกินเอื้อมสำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนมาก โดยฮาระบุว่ากองทุน Leveraged ETF ถูกมองว่าเป็นช่องทางรวยเร็วและง่ายสำหรับคนกลุ่มนี้

 

ชิมมองว่านักลงทุนรายย่อยกำลังเผชิญการขาดทุนในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะหลายคนเข้าตลาดหลังจากราคาหุ้นปรับขึ้นไปมากแล้ว และเห็นว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงที่แย่ที่สุด ซึ่งปัจจัยพื้นฐานไม่มีความหมายอีกต่อไป จนดูเหมือนกลไกการกำหนดราคาของตลาดใช้การไม่ได้อีกต่อไป

 

เขาคาดว่าวงจรอันตรายนี้จะดำเนินต่อไปอีกระยะ เพราะนักลงทุนสถาบันหลีกเลี่ยงความผันผวน ขณะที่รายย่อยถอนเงินออกด้วยความกลัว ส่วนฮาระบุว่าการปรับฐานที่รวดเร็วและรุนแรงกำลังทำร้ายทั้งบัญชีหุ้นและสุขภาพจิตของนักลงทุน

 

ความย้อนแย้งปรากฏชัดในการซื้อขายวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) เมื่อดัชนี KOSPI เปิดบวกแต่กลับปิดลบ 1.2% ขณะที่หุ้น Samsung Electronics ปิดบวกเพียง 0.7% แม้จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ทำสถิติสูงสุด

 

โดยรายได้ของ Samsung เพิ่มขึ้น 130% เป็น 171 ล้านล้านวอน (ประมาณ 3.93 ล้านล้านบาท) เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำไรจากการดำเนินงานพุ่งขึ้นราว 1,800% เป็น 89.5 ล้านล้านวอน (ประมาณ 2.06 ล้านล้านบาท) ซึ่งสะท้อนความสามารถทำกำไรของธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่ได้แรงหนุนจาก AI

 

ในวันเดียวกัน หุ้น SK Hynix ร่วงลงกว่า 5% ทำให้ราคาปรับลดลงราว 27% ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ซึ่งซ้ำเติมความเจ็บปวดของนักลงทุนรายย่อยที่ในเกาหลีใต้ถูกเรียกกันว่านักลงทุน ‘มด’

 

อย่างไรก็ตาม หากมองภาพรวมทั้งปี ราคาหุ้นของ Samsung และ SK Hynix ยังปรับขึ้นราว 60% และ 95% ตามลำดับ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าการฟื้นตัวของตลาดจะเป็นไปอย่างช้าๆ เพราะความผันผวนทำให้นักลงทุนสถาบันไม่กล้าเข้าถือหุ้นก้อนใหญ่ ส่วนรายย่อยยังบอบช้ำจากการขาดทุนที่เพิ่งเกิดขึ้น

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.56 บาท, 1 วอนเกาหลีใต้ เท่ากับ 0.023 บาท ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2569

 

ภาพ : Chris Jung/NurPhoto via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post ‘ชีวิตผมพังแล้ว’ เสียงนักลงทุนรายย่อยและคนหนุ่มสาวเกาหลีใต้ หลัง KOSPI ร่วง 40% ประเมินว่าขาดทุนจาก Leveraged ETF รวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin ร่วงหลุด 62,000 ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบ 3 เดือน เพราะ Panic Sell จากแรงขายของ Strategy หรือความต้องการกำลังลดต่ำลง https://thestandard.co/bitcoin-price-drop-etf-outflow/ Thu, 04 Jun 2026 03:48:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1214372 ภาพแสดงเหรียญ Bitcoin และกราฟราคาที่กำลังปรับตัวลดลง

ความเคลื่อนไหวราคา Bitcoin ล่าสุด (3 มิถุนายน) ร่วงลงแต […]

The post Bitcoin ร่วงหลุด 62,000 ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบ 3 เดือน เพราะ Panic Sell จากแรงขายของ Strategy หรือความต้องการกำลังลดต่ำลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงเหรียญ Bitcoin และกราฟราคาที่กำลังปรับตัวลดลง

ความเคลื่อนไหวราคา Bitcoin ล่าสุด (3 มิถุนายน) ร่วงลงแตะ 61,349 ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบเกือบ 4 เดือน โดยตลอด 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคา Bitcoin ลดลงมากว่า 20% ก่อนที่ราคาจะฟื้นกลับมาสู่ระดับ 64,000 ดอลลาร์ ณ เวลา 10.30 น.

 

 
 

แรงขายจาก MicroStrategy ทำให้ตลาดตื่นตระหนก?

 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดันราคา Bitcoin ล่าสุด เป็นผลจากการที่ Strategy (MSTR) หรือชื่อเดิมคือ MicroStrategy บริษัทมหาชนที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก รายงานการขายออกมาจำนวน 32 BTC หรือราว 0.004% ของจำนวน Bitcoin ที่บริษัทถืออยู่ทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าราว 2.5 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 82 ล้านบาท

 

การขายดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่ราคาเฉลี่ย 77,135 ดอลลาร์ ซึ่งภายหลังการขายดังกล่าว MSTR ยังคงถือครอง Bitcoin ทั้งสิ้น 843,706 BTC

 

ไมเคิล เซย์เลอร์ ประธานกรรมการบริหาร MSTR ระบุว่า “เป้าหมายของเราคือการทำให้ STRC เป็นตราสารเครดิตที่ดีที่สุดในโลก”

 

ก่อนหน้านี้ เซย์เลอร์เคยกล่าวว่า Strategy จะเข้าซื้อ 10 ถึง 20 BTC สำหรับทุกๆ 1 BTC ที่บริษัทขายออกไป พร้อมอธิบายว่าคำมั่นสัญญาที่เขาเคยให้ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะไม่มีวันขายนั้น แท้จริงแล้วหมายถึงการยังคงสถานะเป็นผู้สะสมสุทธิต่อไป เขายังระบุด้วยว่า สินทรัพย์ที่ถือครองอยู่นั้นต้องการให้ราคา Bitcoin ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.3% ต่อปี เพื่อให้เพียงพอต่อการครอบคลุมการจ่ายเงินปันผลของ STRC โดยที่บริษัทไม่ต้องเทขายหุ้นสามัญออกไป

 

Citi ชี้ปัญหาความต้องการ Bitcoin ลดลง กระทบหนักกว่าการเทขายของ Strategy

 

Citi เผยว่าความต้องการที่อ่อนแอของนักลงทุนและกระแสเงินทุนไหลออกจาก ETF อย่างต่อเนื่อง กำลังเป็นปัจจัยกดดันราคา Bitcoin มากกว่าการเทขาย BTC เมื่อเร็วๆ นี้ของบริษัท Strategy

 

Citi ระบุว่าแรงเทขาย Bitcoin ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ถูกขับเคลื่อนโดยความต้องการที่อ่อนแอของนักลงทุน มากกว่าการเทขาย Bitcoin เพียงเล็กน้อยของบริษัท Strategy

 

ทางธนาคารกล่าวว่า แม้การเทขายของ Strategy จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น แต่นั่นไม่ใช่ปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin โดย Citi ระบุว่า เซย์เลอร์ได้เคยหารือถึงแผนการที่จะเทขายการถือครอง Bitcoin บางส่วนที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปรับสมดุลพอร์ตโฟลิโอ ในระหว่างการแถลงผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัทไปแล้ว

 

อเล็กซ์ ซอนเดอร์ส นักวิเคราะห์จาก Citi กล่าวว่า กระแสเงินทุนของ Spot Bitcoin ETF ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดราคา Bitcoin โดยทางธนาคารประเมินว่า กระแสเงินทุนของ ETF สามารถอธิบายความผันผวนของผลตอบแทน Bitcoin รายสัปดาห์ได้ถึงประมาณ 45%

 

ข้อมูลจาก SoSoValue ที่อ้างอิงในรายงานระบุว่า ขณะนี้ Bitcoin ETF มีกระแสเงินทุนไหลออกสุทธิ (Net Outflows) ติดต่อกันถึง 11 วันทำการ ซึ่งถือเป็นสถิติเงินทุนไหลออกรายวันที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ผลิตภัณฑ์นี้เปิดตัวในปี 2024

 

เม็ดเงิน 3.4 พันล้านดอลลาร์ ไหลออกจาก Bitcoin ETF ภายในสัปดาห์เดียว

 

Spot Bitcoin ETF เผชิญกับเหตุการณ์เงินทุนไหลออกครั้งใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์ โดย Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มีเงินทุนไหลออกสุทธิสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 3.4 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1.1 แสนล้านบาท ภายในสัปดาห์เดียวของช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2026 ซึ่งถือเป็นการไหลออกรายสัปดาห์ที่มากที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัว ETF ในเดือนมกราคม 2024

 

ก่อนหน้านี้ กระแสเงินทุนของ ETF ได้กลายมาเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคา Bitcoin ซึ่งส่งผลมากกว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อย เนื่องจากกองทุนเหล่านี้ได้กลายเป็นผู้ซื้อรายย่อยในช่วงขาขึ้น และกลายเป็นผู้ขายรายย่อยในช่วงขาลง

 

กองทุน iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของ BlackRock เผชิญกับเงินทุนไหลออกประมาณ 980 ล้านดอลลาร์ในช่วงสัปดาห์ที่เป็นสถิติดังกล่าว ซึ่งถือเป็นสัปดาห์ที่แย่ที่สุด

 

ขณะที่กองทุน GBTC ของ Grayscale มีเงินทุนไหลออกราว 1.2 พันล้านดอลลาร์จากยอดสถิติการไหลออกรายสัปดาห์ทั้งหมด หรือคิดเป็นประมาณ 35% ของทั้งหมด

 

ความต้องการเชิงโครงสร้างยังคงอยู่

 

หากถอยหลังมามองภาพกว้างจากสัปดาห์ที่ย่ำแย่ ภาพรวมระยะยาวยังเป็นบวก โดยยอดสะสมของเงินทุนไหลเข้าสุทธิสำหรับ Spot Bitcoin ETF นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนมกราคม 2024 ยังคงอยู่ที่ระดับเกือบ 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นฐานเงินทุนมหาศาลภายใต้การกำกับดูแลที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่ยั่งยืนและมีโครงสร้างในการเข้าถึง Bitcoin

 

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือทิศทางระยะสั้นของกระแสเงินทุน ไม่ใช่แนวโน้มในระยะยาว แม้ในขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์นี้มีเงินทุนไหลออก สถาบันการเงินรายใหญ่ก็ยังคงสร้างสถานะการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เช่น Bank of America ได้เพิ่มการถือครอง IBIT เป็น 972,590 หุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 37 ล้านดอลลาร์

 

อะไรจะพลิกสถานการณ์ได้?

 

ตัวเร่งที่จะทำให้เกิดจุดต่ำสุดของ Bitcoin ไม่ใช่ระดับทางเทคนิค แต่เป็นการกลับทิศทางของกระแสเงินทุน IBIT โดยกระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิเข้าสู่ IBIT เพียงวันเดียวหลังจากสถิติเงินไหลออกติดต่อกันนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนที่เป็นสัญญาณว่าสถาบันต่างๆ ได้ทำกำไรเสร็จสิ้นแล้วและกำลังก้าวกลับเข้ามา

 

นอกจากนี้ หากราคาน้ำมันปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะช่วยคลายความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อ, รายงานตัวเลขการจ้างงานในวันศุกร์ที่อ่อนแอลงจะช่วยฟื้นความหวังเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ย, เซอร์ไพรส์ในทิศทางผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน (Dovish) จาก Fed ภายใต้การนำของ เควิน วอชช์ ประธานเฟด จะช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครอง Bitcoin

 

ภาพ: nitinan chumdavong/ Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

 

The post Bitcoin ร่วงหลุด 62,000 ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบ 3 เดือน เพราะ Panic Sell จากแรงขายของ Strategy หรือความต้องการกำลังลดต่ำลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผล ‘โลหะเงิน – ทองคำ’ ราคาดิ่ง 10% ใน 24 ชั่วโมง โอกาสซื้อหรือถึงเวลาขาย? https://thestandard.co/gold-silver-price-drop-market-analysis/ Fri, 30 Jan 2026 09:41:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1171542 ภาพแท่งทองคำและแท่งโลหะเงิน วางคู่กัน โดยมีกราฟราคาผันผวนด้านหลัง

ราคาทองคำและโลหะเงิน พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงตลอดหนึ่งปีที่ […]

The post เปิดเหตุผล ‘โลหะเงิน – ทองคำ’ ราคาดิ่ง 10% ใน 24 ชั่วโมง โอกาสซื้อหรือถึงเวลาขาย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแท่งทองคำและแท่งโลหะเงิน วางคู่กัน โดยมีกราฟราคาผันผวนด้านหลัง

ราคาทองคำและโลหะเงิน พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยทองคำพุ่งไปทำสถิติสูงสุดที่เกือบ 5,598.75 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นกว่า 100% ขณะที่โลหะเงินทำสถิติสูงสุดที่ 121.64 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นเกือบ 300%

 

แต่ล่าสุด ทั้งทองคำและโลหะเงินต่างผันผวนอย่างหนักช่วงเมื่อคืนนี้ (29 มกราคม) ก่อนจะปรับตัวลดลงต่อเนื่องในวันนี้ (30 มกราคม) อีกราว -10% และ -6% ตามลำดับ ท่ามกลางมุมมองเชิงบวกของสถาบันการเงินทั่วโลกที่ทยอยปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำและโลหะเงินขึ้นจากเดิม

 

ทำไม ทองคำ-โลหะเงิน ร่วงแรง?

 

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ราคาทองคำปรับตัวลดลงหลังจากมีรายงานว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมเสนอชื่อ เควิน วอร์ช เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น โดยดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (Dollar Index) ปรับตัวขึ้นมากถึง 0.5% กลับมาแตะระดับ 96.7 ส่งผลให้โลหะมีค่ามีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อส่วนใหญ่

 

อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังคงปรับตัวขึ้นราว 19% ในเดือนมกราคม ซึ่งจ่อทำสถิติการปรับตัวขึ้นรายเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 1982 ส่วนราคาโลหะเงินปรับตัวขึ้นแล้วถึง 48% ในปีนี้ แม้ราคาจะร่วงลงอย่างหนักกว่า 10%

 

โดยอดีตวอร์ชมีชื่อเสียงมายาวนานในฐานะผู้ที่มีแนวนโยบายการเงิน ‘สายเหยี่ยว’ (Hawkish) ที่กังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขาได้ปรับแนวทางให้สอดคล้องกับประธานาธิบดีด้วยการออกมาโต้แย้งในที่สาธารณะเพื่อสนับสนุนให้ลดอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ ทรัมป์กล่าวว่าเขาจะประกาศรายชื่อผู้ถูกเสนอชื่อในเช้าวันศุกร์ตามเวลาสหรัฐฯ

 

คริสโตเฟอร์ หว่อง นักกลยุทธ์จาก Oversea-Chinese Banking Corp. กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของราคาทองคำ “เป็นการยืนยันคำเตือนที่ว่า มาเร็วก็ไปเร็ว” โดยระบุว่าแม้รายงานเรื่องการเสนอชื่อวอร์ชจะเป็นตัวจุดชนวน แต่การปรับฐานของราคานั้นเป็นสิ่งที่สมควรเกิดขึ้นมานานแล้ว “มันเหมือนเป็นข้ออ้างที่ตลาดกำลังรอคอยเพื่อเทขายทำกำไร หลังจากราคาพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง”

 

การกระทำของรัฐบาลทรัมป์ที่สั่นคลอนระเบียบโลก ไม่ว่าจะเป็นการจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา, คำขู่ที่จะผนวกกรีนแลนด์ และคำขู่เรื่องภาษีศุลกากรต่อประเทศพันธมิตร ล้วนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก ล่าสุด ทรัมป์ยังได้เตือนถึงความเป็นไปได้ในการโจมตีอิหร่าน และกล่าวว่าจะเก็บภาษีกับประเทศใดก็ตามที่จัดหาน้ำมันให้กับคิวบา

 

ฮั่วเซ่งเฮงคาดทองคำ 6,000 ดอลลาร์ สหรัฐฯ เสี่ยงเกิดซ้ำ Government Shutdown

 

สถานการณ์ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องปิดหน่วยงานภาครัฐ (Government Shutdown) กลับมาอยู่ในความสนใจของตลาดการเงินโลกอีกครั้ง หากย้อนกลับไปดูบทเรียนจากการชัตดาวน์ครั้งล่าสุดในปี 2568 ที่ผ่านมา ในยุคสมัยทรัมป์ 2.0 ถือเป็นการปิดหน่วยงานภาครัฐที่ยาวนานที่สุดถึง 43 วัน (1 ตุลาคม – 12 พฤศจิกายน 2568) สร้างสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ

 

ด้านสำนักงานงบประมาณรัฐสภาแห่งสภาคองเกรส สหรัฐอเมริกา (CBO) ประเมินว่า การปิดหน่วยงานภาครัฐในครั้งนั้นสร้างความเสียหายสูงถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ และทำให้ความล่าช้าในการใช้จ่ายของภาครัฐมีมูลค่าสูงกว่า 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ แม้ผลกระทบต่อ GDP ในเชิงตัวเลขอาจถูกประเมินว่าอยู่ในวงจำกัด และสามารถฟื้นกลับได้บางส่วนหลังหน่วยงานภาครัฐเปิดทำการอีกครั้ง แต่ความเสียหายที่ชัดเจนคือความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและตลาดการเงิน

 

Government Shutdown ในปีนี้อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด หากร่างกฎหมายงบประมาณของรัฐบาลไม่สามารถผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาได้ทันก่อนเส้นตายในคืนวันศุกร์ที่ 30 มกราคมนี้ โดยสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐอเมริกา (DHS) ซึ่งถูกสมาชิกวุฒิสภาของพรรคเดโมแครตคัดค้านอย่างหนัก จากประเด็นการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง

 

รวมถึงเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐอเมริกา (ICE) ยิงพลเมืองอเมริกันเสียชีวิต 2 ราย ระหว่างการปฏิบัติภารกิจกวาดล้างผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายในมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตา

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในรอบนี้ อาจถูกจำกัดอยู่ในวงแคบและไม่รุนแรงเท่ากับครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากร่างกฎหมายงบประมาณฯ 6 จาก 12 ฉบับได้รับการอนุมัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ชัตดาวน์รอบนี้จะเป็นการปิดหน่วยงานภาครัฐบางส่วน (Partial Shutdown) เท่านั้น และอาจไม่ส่งผลให้ GDP สหรัฐฯ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าหากการชัตดาวน์เกิดขึ้นจริง แนวโน้มผลกระทบต่อราคาทองคำจะเป็นไปในเชิงบวก และทองคำมักได้รับการตอบสนอง “ล่วงหน้า” ก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้น จากการป้องกันความเสี่ยงของนักลงทุน รวมทั้งอาจมีความผันผวนสูงในช่วงที่มีการรายงานข่าว ทั้งนี้ หากการชัตดาวน์ยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในวงกว้าง ทองคำมีแนวโน้มจะได้รับแรงหนุนอย่างต่อเนื่อง ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยควบคู่กับการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์

 

การพุ่งขึ้นของราคาทองคำเฉียด 5,600 ดอลลาร์ ถือเป็นการทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All-Time High) เป็นครั้งที่ 12 ของปีนี้ ส่วนราคาทองคำภายในประเทศสร้างสถิติใหม่เช่นกัน ที่ 81,950 บาทต่อบาททองคำ

 

ทั้งนี้ ฮั่วเซ่งเฮงได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำในปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือเทียบเท่าราคาทองคำในประเทศราว 88,000 บาทต่อบาททองคำ พร้อมทั้งแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์เชิงรับในการเข้าทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ระดับ 5,000 และ 4,500 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือเทียบเท่าราคาทองในประเทศราว 74,000 และ 67,000 บาทต่อบาททองคำ ตามลำดับ พร้อมแนะนำว่าพอร์ตลงทุนควรมีทองคำ 10–15%

 

Citi ปรับราคาเป้าหมาย ‘เงิน’ ขึ้นอีก

 

ปัจจัยกดดันต่อราคาโลหะเงินดูเหมือนจะมาจากประเด็นเดียวกันกับทองคำ คือการที่รัฐบาลทรัมป์เตรียมเสนอชื่อวอร์ช เป็นประธานเฟดคนต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม Citi ยังคงมีมุมมองเชิงบวกในเชิงกลยุทธ์ต่อโลหะเงิน เนื่องจากราคายังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้นอย่างรุนแรง โดยบริษัทได้ปรับขึ้นเป้าหมายราคาโลหะเงินในช่วง 0-3 เดือนข้างหน้า เป็น 150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 100 ดอลลาร์ อิงจากแรงส่งที่แข็งแกร่งเกินคาด

 

Citi มองว่าโลหะเงินยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นอีก 30-40% ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากอุปทานที่ตึงตัวและความต้องการที่แข็งแกร่งของนักลงทุน ทั้งนี้ Citi ย้ำจุดยืนขาขึ้นสำหรับโลหะเงินในระยะสั้น โดยคาดว่าจะทำกำไรได้เพิ่มขึ้นเมื่อสภาวะตลาดตึงตัว ซึ่งจากการวิเคราะห์ของธนาคารพบว่า การพุ่งขึ้นของโลหะเงินตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นมา ส่วนใหญ่มีจีนเป็นผู้นำตลาด

 

โดยการวิเคราะห์อัตราส่วนทองคำต่อเงิน (Gold-Silver Ratio) ของ Citi บ่งชี้ว่าราคาโลหะเงินอาจพุ่งไปถึง 160–170 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพความแข็งแกร่งที่ยังมีอยู่ของโลหะชนิดนี้

 

ด้าน YLG มองว่า โลหะเงินได้รับอานิสงส์ตามทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย นักลงทุนหันซบทั้งสถาบันการเงิน และรายย่อย ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่คือกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้งานจริงในการผลิตสินค้า ทั้งแผงโซลาร์เซลล์ อุตสาหกรรม EV และการผลิตชิปประมวลผล ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในเทรนด์การเติบโต มีดีมานด์การใช้สูง

 

ขณะที่จีนเริ่มควบคุมการส่งออกและกักตุน Silver ส่งผลให้เป็นแร่ที่หายากและเป็นที่ต้องการของตลาด

 

สาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่ากลุ่มผู้เล่นหลักที่ผลักดันให้ราคาแร่เงินปรับตัวสูงขึ้นประกอบทั้งนักลงทุนและผู้ใช้งานจริง ดังนี้

 

1.กลุ่มอุตสาหกรรม (Industrial Giants) กลุ่มนี้ถือเป็นผู้ใช้โลหะเงินในการผลิตสินค้าจริง และคิดเป็นสัดส่วน 55% ของตลาด ความต้องการ Silver จากผู้เล่นกลุ่มนี้จึงเป็นความต้องการที่แท้จริงไม่ได้ซื้อเพื่อ “เก็งกำไร” จึงทำให้เกิดกำลังซื้อที่แข็งแกร่งมากจนเป็นฐานราคาที่มั่นคง

 

โดยอุตสาหกรรมที่ต้องใช้โลหะเงิน ได้แก่ พลังงานสะอาด เช่น กลุ่มผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ ต้องใช้เงินเป็นส่วนประกอบหลักในการนำไฟฟ้า โดยเฉพาะในปี 2569 นี้ความต้องการพุ่งสูงขึ้นมากตามเทรนด์ลดโลกร้อน ถัดมาคืออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยพบว่ารถไฟฟ้า 1 คันใช้เงินมากกว่ารถน้ำมันปกติเกือบเท่าตัว รวมถึงอุตสาหกรรม AI & Data Centers ที่ใช้ในการผลิตชิปประมวลผล AI และโครงสร้างพื้นฐานเซิร์ฟเวอร์ต้องการการนำไฟฟ้าที่ยอดเยี่ยม

 

2. นักลงทุนรายย่อย (Retail Investors) แรงซื้อจากนักลงทุนรายย่อยถือว่ามีนัยสำคัญมากในปัจจุบันที่ทำให้ราคาโลหะเงินพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยทั่วโลกที่มองว่าราคาทองคำทรงตัวในระดับสูง จึงหันมาซื้อโลหะเงินแทน จนได้ฉายาว่า “ทองคำของคนจน” นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนรายย่อยบางกลุ่มที่ชอบเก็บ เหรียญเงิน กลุ่มที่ชอบสะสมเหรียญเงินหายาก หรือ แท่งเงิน ซึ่งถือเป็นการเก็งกำไรอย่างหนึ่ง รวมถึงบางกลุ่มสะสมเนื่องจากให้ความรู้สึกจับต้องได้ และให้ความรู้สึกมั่นคงกว่าตัวเลขในบัญชี

 

3. กองทุน ETF (Exchange-Traded Funds) กลุ่มนี้คือ “สถาบันการเงิน” ที่ซื้อเงินจริงมาเก็บไว้เพื่อออกกองทุนให้คนมาเทรด เช่น iShares Silver Trust หรือ SLV

 

4. กำลังซื้อจากจีน ล่าสุดจีนได้เริ่มกักตุนและควบคุมการส่งออก เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่างๆ ทั้ง แผงโซลาร์เซลล์ อุตสาหกรรม EV และการพัฒนาชิป ทำให้ Silver ในตลาดโลกยิ่งขาดแคลนและราคาดีดตัวสูงขึ้น

 

อ้างอิง:

The post เปิดเหตุผล ‘โลหะเงิน – ทองคำ’ ราคาดิ่ง 10% ใน 24 ชั่วโมง โอกาสซื้อหรือถึงเวลาขาย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหาร Citi เตือน ‘ดอกเบี้ย Stablecoin’ อาจซ้ำรอยวิกฤตเงินฝากไหลออกยุค 80s https://thestandard.co/citi-stablecoin-interest-rates-risk/ Tue, 26 Aug 2025 05:08:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1111323

โรนิต โกส ผู้บริหารระดับสูงของ Citigroup ส่งสัญญาณเตือน […]

The post ผู้บริหาร Citi เตือน ‘ดอกเบี้ย Stablecoin’ อาจซ้ำรอยวิกฤตเงินฝากไหลออกยุค 80s appeared first on THE STANDARD.

]]>

โรนิต โกส ผู้บริหารระดับสูงของ Citigroup ส่งสัญญาณเตือนว่าการที่แพลตฟอร์มคริปโตสามารถเสนอดอกเบี้ยจาก Stablecoin ได้ อาจเป็นชนวนให้เกิดวิกฤตเงินฝากไหลออกครั้งใหญ่จากระบบธนาคารแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นภาพที่ย้อนรอยวิกฤตการณ์กองทุนตลาดเงิน (Money Market Funds) ในช่วงทศวรรษ 1980 ที่เคยสั่นคลอนเสถียรภาพของสถาบันการเงินสหรัฐฯ

 

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่กลุ่มสมาคมธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังล็อบบี้สภาคองเกรส เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขและปิดช่องโหว่ใน GENIUS Act ที่เพิ่งผ่านเป็นกฎหมาย ซึ่งพวกเขามองว่ากำลังสร้างสนามแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมและอาจนำไปสู่ความเสี่ยงเชิงระบบในอนาคต

 

ย้อนรอยวิกฤต 1980s เมื่อเงินฝากไหลไปหาผลตอบแทนที่สูงกว่า

 

โกสได้เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้น 1980 ที่กองทุนตลาดเงินซึ่งไม่ถูกควบคุมเพดานดอกเบี้ย สามารถเสนอผลตอบแทนที่สูงกว่าธนาคารได้อย่างอิสระ ส่งผลให้เงินฝากจำนวนมหาศาลไหลออกจากระบบธนาคารที่ถูกควบคุมอัตราดอกเบี้ยอย่างเข้มงวด โดยช่วงปี 1981-1982 ยอดถอนเงินจากบัญชีธนาคารสูงกว่าเงินฝากใหม่ถึง 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ปัจจุบันภาคธนาคารกังวลว่า ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เมื่อแพลตฟอร์มคริปโตสามารถเสนอผลตอบแทนจาก Stablecoin ที่น่าดึงดูดใจ ขณะที่ธนาคารแบบดั้งเดิมยังคงอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวดซึ่งจำกัดความสามารถในการแข่งขันด้านอัตราดอกเบี้ย

 

ช่องโหว่ใน GENIUS Act และความเสี่ยง 6.6 ล้านล้านดอลลาร์

 

กลุ่มธนาคารโต้แย้งว่า แม้กฎหมาย GENIUS Act จะห้ามไม่ให้ ผู้ออก Stablecoin เช่น Circle หรือ Tether จ่ายดอกเบี้ยโดยตรง แต่กฎหมายกลับไม่ได้ห้ามแพลตฟอร์มตัวกลางอย่าง Coinbase หรือ PayPal จากการมอบรางวัลหรือผลตอบแทนให้กับผู้ถือ Stablecoin ซึ่งพวกเขามองว่าเป็นช่องโหว่สำคัญ

 

ฌอน เวียร์กุทซ์ ที่ปรึกษาด้านการธนาคารของ PwC ชี้ว่า หากเงินฝากไหลออกจำนวนมาก ‘ธนาคารอาจต้องเผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้สินเชื่อสำหรับภาคครัวเรือนและธุรกิจมีราคาแพงขึ้น’

 

โดยกลุ่มธนาคารได้อ้างถึงการประมาณการของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ระบุว่า Stablecoin ที่ให้ผลตอบแทนอาจทำให้ เงินฝากไหลออกจากระบบธนาคารสูงถึง 6.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดหาเงินทุนของธนาคารไปโดยสิ้นเชิง

 

ประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้ผู้บริหารของ Citi กำลังออกมาเตือนถึงความเสี่ยง แต่ Citigroup เองก็กำลังสำรวจบริการรับฝาก Stablecoin และพิจารณาออกโทเคนดอลลาร์ดิจิทัลของตนเอง

 

เจน เฟรเซอร์ CEO ของ Citi ยืนยันว่ากำลัง ‘พิจารณาการออก Citi Stablecoin’ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าองค์กร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่ธนาคารขนาดใหญ่เองก็กำลังพยายามปรับตัวเข้าสู่โลกของสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ด้านอุตสาหกรรมคริปโตได้ออกมาตอบโต้ข้อกังวลของภาคธนาคารอย่างแข็งขัน โดย พอล เกรวาล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของ Coinbase ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ฝ่ายนิติบัญญัติได้ ‘ปฏิเสธความพยายามอย่างไม่จำกัดของคุณ (กลุ่มธนาคาร) ที่จะหลีกเลี่ยงการแข่งขัน’ ไปแล้วในระหว่างการพิจารณากฎหมาย GENIUS Act

 

ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่บทบาทของ Stablecoin กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีการคาดการณ์ว่าอาจมีปริมาณการชำระเงินรายปีสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2571 และอาจคิดเป็น 10% ของปริมาณเงินทั้งหมดของสหรัฐฯ
แม้แต่ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ก็ได้แสดงการสนับสนุน โดยมองว่า Stablecoin จะช่วย ‘ขยายการเข้าถึงเงินดอลลาร์สำหรับผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลก และนำไปสู่ความต้องการพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น’

 

ภาพ: wildpixel / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ผู้บริหาร Citi เตือน ‘ดอกเบี้ย Stablecoin’ อาจซ้ำรอยวิกฤตเงินฝากไหลออกยุค 80s appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์วอลล์สตรีทแห่หั่นแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ Bank of America คาด Fed ไม่ลดดอกเบี้ยอีกแล้วในปีนี้ https://thestandard.co/wall-street-us-interest-rate-2025/ Sun, 12 Jan 2025 07:23:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1029609

แบงก์วอลล์สตรีทปรับลดแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย Fed ลง โดย Ba […]

The post แบงก์วอลล์สตรีทแห่หั่นแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ Bank of America คาด Fed ไม่ลดดอกเบี้ยอีกแล้วในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

แบงก์วอลล์สตรีทปรับลดแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย Fed ลง โดย Bank of America คาดว่า Fed จะไม่ปรับลดดอกเบี้ยอีกในปีนี้ ขณะที่ Citi คาดว่า การลดอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปของ Fed จะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม จากก่อนหน้านี้คาดว่าจะเกิดเดือนมกราคม

 

นักเศรษฐศาสตร์จาก Bank of America Corp., Citigroup Inc. และ Goldman Sachs Group, Inc. ต่างปรับลดแนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลง หลังสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานล่าสุดออกมาดีกว่าคาด

 

Bank of America ประเมินว่า Fed ไม่น่าจะปรับลดอีกในปีนี้ จากก่อนหน้านี้คาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ พร้อมทั้งกล่าวว่า การเคลื่อนไหวของ Fed ครั้งต่อไปเสี่ยงที่จะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยด้วยซ้ำ

 

โดยทีมนักเศรษฐศาสตร์ของ Bank of America นำโดย Aditya Bhave ระบุว่า หลังจากรายงานการจ้างงานในเดือนธันวาคมที่แข็งแกร่งมาก เราคิดว่าวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสิ้นสุดลงแล้ว โดยการสนทนาจะมุ่งไปที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในกรณีที่อัตราเงินเฟ้อ PCE หรือดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ที่ Fed ให้ความสำคัญสูงเกิน 3% และคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น

 

ด้าน Citigroup ยังคงมองว่า จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 5 ครั้งในปีนี้ ครั้งละ 0.25% แต่คาดว่าการหั่นจะเริ่มในเดือนพฤษภาคม แทนที่จะเป็นเดือนมกราคมตามประมาณการเดิม

 

โดยทีมนักเศรษฐศาสตร์ Citigroup ที่นำโดย Andrew Hollenhorst และ Veronica Clark ระบุว่า “ไม่กังวลเป็นพิเศษเกี่ยวกับฉากทัศน์ที่ Fed จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ หรือพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากแม้ว่าการจ้างงานจะดีขึ้นกว่าที่เราคาดไว้ แต่อัตราเงินเฟ้อและค่าจ้างต่างก็กำลังลดลง ทำให้เจ้าหน้าที่ Fed น่าจะสบายใจที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย แม้ว่าเศรษฐกิจจะยังคงแข็งแกร่งก็ตาม”

 

ส่วน Goldman Sachs มองว่าจะมีการปรับลด 2 ครั้งในปีนี้ เทียบกับ 3 ครั้งในประมาณการก่อน โดยทีมนักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs นำโดย Jan Hatzius คาดการณ์ว่าการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนและธันวาคม

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 Fed ปรับลดเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลงทั้งหมด 1% มาอยู่ที่ระดับ 4.25-4.5%

 

อ้างอิง:

The post แบงก์วอลล์สตรีทแห่หั่นแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ Bank of America คาด Fed ไม่ลดดอกเบี้ยอีกแล้วในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ใหญ่สหรัฐฯ ปวดหัว เงินเฟ้อไม่ลดทำกำไรวูบ เงินฝากหด-ลูกหนี้จ่ายไม่ไหว ส่งสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว https://thestandard.co/us-banks-struggle-inflation/ Sat, 13 Jul 2024 11:06:11 +0000 https://thestandard.co/?p=957411

แบงก์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Citi, JPMorgan Chase และ […]

The post แบงก์ใหญ่สหรัฐฯ ปวดหัว เงินเฟ้อไม่ลดทำกำไรวูบ เงินฝากหด-ลูกหนี้จ่ายไม่ไหว ส่งสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

แบงก์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Citi, JPMorgan Chase และ Wells Fargo รายงานผลประกอบการที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยังคงชะลอตัว แม้ว่าจะมีสัญญาณเงินเฟ้อลดลงในช่วงที่ผ่านมา JPMorgan และ Wells Fargo รายงานว่าเงินฝากโดยรวมลดลง และพวกเขาต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยสำหรับบัญชีเช็คและออมทรัพย์ ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับผู้กู้ แต่ไม่ใช่สำหรับธนาคารเอง

 

ธนาคารขนาดใหญ่ต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในปีนี้ แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะช่วยให้ผู้ให้กู้มีโอกาสทำกำไรจากเงินกู้ได้มากขึ้น แต่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นก็เป็นอุปสรรคต่อลูกค้าในการก่อหนี้ใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของธนาคาร

 

หุ้นของ Wells Fargo ปิดตลาดลดลงประมาณ 6% หลังจากที่ธนาคารรายงานว่า รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญที่วัดว่าธนาคารทำเงินได้เท่าไรจากการปล่อยกู้ ลดลง 9% เหลือ 1.19 หมื่นล้านดอลลาร์ Charles W. Scharf ซีอีโอของธนาคารกล่าวว่า ความต้องการสินเชื่อจากธุรกิจ “ยังคงซบเซา”

 

ธนาคารรายงานผลกำไร 4.9 พันล้านดอลลาร์ ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า โดยมีรายได้ 2.07 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1% จากปีที่แล้ว

 

ประวัติอื้อฉาวเมื่อไม่นานมานี้ของธนาคารยังคงตามหลอกหลอน โดยต้นทุนการแก้ไขปัญหาของลูกค้าทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น Wells Fargo ยังคงดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดด้านสินทรัพย์ ซึ่งกำหนดโดย Federal Reserve ในปี 2018 ซึ่งป้องกันไม่ให้ธนาคารขยายตัวเกินขนาด 

 

ปัจจุบันธนาคารได้จ่ายค่าปรับและเงินคืนให้ลูกค้าหลายพันล้านดอลลาร์สำหรับการกระทำผิดต่างๆ รวมถึงการสร้างบัญชีปลอมสำหรับลูกค้าโดยไม่ได้รับความยินยอม ยึดรถและบ้านของผู้กู้บางรายโดยมิชอบ และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเงินเบิกเกินบัญชีที่ไม่เหมาะสม

 

ด้าน Citi เตือนว่า ลูกค้าที่มีฐานะไม่ดีกำลังได้รับความเดือดร้อนเป็นพิเศษ “เราเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อและผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยต่อลูกค้าที่มีรายได้น้อย” Mark Mason ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Citi กล่าวกับผู้สื่อข่าว แม้ว่าจะรายงานผลกำไรที่สูงกว่าที่คาดไว้ แต่หุ้นของธนาคารก็ร่วงลงเช่นกัน

 

ในบรรดาธนาคารขนาดใหญ่สามแห่งที่เปิดเผยผลประกอบการเมื่อวันศุกร์ ธุรกิจที่ให้บริการใน Wall Street และลูกค้าสถาบันต่างๆ ยังคงแข็งแกร่งกว่าธุรกิจการออมและสินเชื่อทั่วไป

 

JPMorgan ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ แสดงผลลัพธ์ที่หลากหลาย มีกำไร 1.31 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ก็เปิดเผยการขาดทุนกว่า 500 ล้านดอลลาร์ จากการขายการลงทุนด้านการจำนองที่กำลังดิ่งลง ผลลัพธ์โดยรวมได้รับแรงหนุนจากธุรกิจวาณิชธนกิจและการซื้อขาย และกำไรก้อนโตครั้งเดียวจากการขายหุ้นใน Visa

 

Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan ไม่ได้กล่าวกับนักวิเคราะห์ในระหว่างการประชุมเกี่ยวกับผลประกอบการของธนาคาร หรือสื่อมวลชนก่อนหน้านี้ โดยธนาคารกล่าวว่า เขากำลังเดินทาง ในแถลงการณ์ Dimon กล่าวว่า “สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงซับซ้อน และอาจเป็นอันตรายที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ว่าจะยังไม่ทราบผลลัพธ์และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก”

 

ผลประกอบการของธนาคารมักถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ผู้ให้กู้รายใหญ่ได้เตือนมาหลายไตรมาสแล้วเกี่ยวกับยอดคงค้างในบัตรเครดิตที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ หลังจากช่วงเวลาที่ค่อนข้างเงียบเหงา หุ้นธนาคารก็พุ่งสูงขึ้นในช่วงหลังๆ เนื่องจากหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะลดอัตราดอกเบี้ย และผ่อนคลายกฎระเบียบของธนาคารที่รอดำเนินการ

 

ยอดเงินในบัญชีลดลงที่ Wells Fargo และผู้กู้มีปัญหาในการชำระคืนเงินกู้มากขึ้น โดยค่าใช้จ่ายสุทธิของธนาคารเพิ่มขึ้นมากกว่า 70% จากปีก่อนหน้า เป็น 1.3 พันล้านดอลลาร์ แต่เงินสำรองสำหรับความเสียหายด้านเครดิตของบริษัทลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การขาดทุนจากสินเชื่อยังเพิ่มขึ้นที่ Citi ซึ่งธนาคารระบุว่าเป็นเพราะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

 

Michael Santomassimo ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Wells Fargo กล่าวว่า แม้เงินเฟ้อจะชะลอตัวลง แต่ “ยังคงส่งผลกระทบอย่างมาก” พร้อมเสริมว่า “คนที่อยู่ปลายล่างของความมั่งคั่งหรือรายได้ กำลังดิ้นรนมากกว่าคนที่อยู่ปลายบน” 

 

ภาพ: Tada Images / Shutterstock 

อ้างอิง:

The post แบงก์ใหญ่สหรัฐฯ ปวดหัว เงินเฟ้อไม่ลดทำกำไรวูบ เงินฝากหด-ลูกหนี้จ่ายไม่ไหว ส่งสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยังไม่สิ้นสุดการเลิกจ้าง! ส่องบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง Nike, Intel ไปจนถึง Citi เล็งเลย์ออฟพนักงานอีกครั้งในปี 2024 หวังลดต้นทุนและใช้ AI มาทำงานแทน https://thestandard.co/nike-intel-citi-layoffs-2024/ Thu, 28 Dec 2023 11:48:41 +0000 https://thestandard.co/?p=882329

ส่องบริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกา ทั้ง Nike, Intel ไปจนถึง C […]

The post ยังไม่สิ้นสุดการเลิกจ้าง! ส่องบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง Nike, Intel ไปจนถึง Citi เล็งเลย์ออฟพนักงานอีกครั้งในปี 2024 หวังลดต้นทุนและใช้ AI มาทำงานแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ส่องบริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกา ทั้ง Nike, Intel ไปจนถึง Citi เตรียมลดจำนวนพนักงานลงอีกในปี 2024 ส่วนหนึ่งเป็นแผนลดต้นทุนค่าใช้จ่าย พร้อมนำ AI มาทำงานแทนคน

 

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2023 มีข่าวบริษัทรายเล็กและรายใหญ่ ทั้งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี สื่อ การเงิน และการค้าปลีก ปลดพนักงานเกือบทุกวัน 

 

แต่การปลดพนักงานก็ยังไม่มีที่ท่าว่าจะจบลง เพราะในปี 2024 บริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกาเตรียมลดจำนวนพนักงานลงอีก

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

จากผลสำรวจ ResumeBuilder ที่ได้พูดคุยกับผู้บริหารประมาณ 900 คนในองค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 10 คน ต่างประเมินว่า ธุรกิจมากกว่าครึ่ง หรือราว 50% มีแนวโน้มเลิกจ้างพนักงานลงอีกในปี 2024 โดยอ้างว่ามีความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย 

 

อีกด้านหนึ่งบริษัทส่วนใหญ่ต้องการนำ AI เข้ามาทำงานแทนคน เห็นได้จากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Dropbox, Google และ IBM ที่เริ่มนำเทคโนโลยี AI เข้ามาทำงานแทนคนอย่างจริงจัง

 

มาดูกันว่าในปี 2024 มีบริษัทไหนบ้างที่วางแผนเลิกจ้างพนักงาน เริ่มตั้งแต่

 

  1. Nike บริษัทผลิตชุดกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานมากกว่า 79,000 คน เริ่มวางแผนลดต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์ ภายใน 3 ปีข้างหน้า และหนึ่งในนั้นได้เตรียมลดจำนวนพนักงานลงอีก โดยยังไม่ได้เปิดเผยว่าจะมากน้อยแค่ไหน พร้อมกับยังเตรียมการนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยทำงานในกระบวนการผลิตมากขึ้น 

 

  1. Intel บริษัทผลิตชิปที่ใหญ่ที่สุดในโลก เตรียมเลิกจ้างพนักงานราวๆ 235 คนในปี 2024 ซึ่งเป็นการเลิกจ้างรอบที่ 5 ติดต่อกัน แน่นอนว่าเป็นไปตามกลยุทธ์บริษัทที่ต้องการลดต้นทุนลง โดยโฆษก Intel กล่าวว่า นับเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่เราให้ความเชื่อมั่นว่าจะรับผิดชอบพนักงานที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างดี 

 

  1. Citi เครือธนาคารข้ามชาติยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกัน หลังจากประกาศแผนยกเครื่ององค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 2 ทศวรรษ พร้อมลดจำนวนพนักงานลงอีก 10% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 โดยพนักงานที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าพนักงาน กรรมการผู้จัดการ และพนักงานระดับล่างบางส่วน ทั้งนี้ก็เป็นเพราะ ‘เจน เฟรเซอร์’ ซีอีโอ เผชิญแรงกดดันในการฟื้นฟูบริษัท พร้อมต้องลดต้นทุนค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

 

อ้างอิง:

The post ยังไม่สิ้นสุดการเลิกจ้าง! ส่องบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง Nike, Intel ไปจนถึง Citi เล็งเลย์ออฟพนักงานอีกครั้งในปี 2024 หวังลดต้นทุนและใช้ AI มาทำงานแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ บุกบริษัท Tesla ทดสอบสมรรถนะรถ พร้อมหารือ HP-ADI เอกชนชั้นนำของสหรัฐฯ หวังดึงลงทุนในไทย https://thestandard.co/pm-visit-tesla-and-hp-adi-thailand-investment/ Tue, 14 Nov 2023 00:56:05 +0000 https://thestandard.co/?p=865344 เศรษฐา ทวีสิน

วานนี้ (13 พฤศจิกายน) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐ […]

The post นายกฯ บุกบริษัท Tesla ทดสอบสมรรถนะรถ พร้อมหารือ HP-ADI เอกชนชั้นนำของสหรัฐฯ หวังดึงลงทุนในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐา ทวีสิน

วานนี้ (13 พฤศจิกายน) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าเยี่ยมชมและหารือภาคเอกชนระดับโลกหลายรายเพื่อสนับสนุนความร่วมมือ การค้า การลงทุนระหว่างกัน โดยเวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครซานฟรานซิสโก ซึ่งช้ากว่าเวลาที่กรุงเทพฯ 15 ชั่วโมง) นายกรัฐมนตรีและคณะได้เยี่ยมชมบริษัท Tesla ณ Tesla Fremont Factory ซึ่งเป็นบริษัทดำเนินธุรกิจด้านรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานชั้นนำของโลก มีโรงงานตั้งอยู่ที่เมืองเฟรมอนต์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาโอกาสในการขยายการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย 

 

โดยนายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมโรงงานผลิต พร้อมยืนบนหลังคาเพื่อทดสอบความแข็งแรงของตัวรถตามคำเชิญของผู้บริหาร พร้อมระบุว่า ยินดีสำหรับการพบปะหารือผู้บริหารบริษัท Tesla และได้มาที่บ้านของ Tesla ในวันนี้ เพื่อหารือความร่วมมือที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ในอนาคต ทั้งในเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด หวังว่าความร่วมมือในวันนี้จะตอกย้ำถึงความเป็นศูนย์กลาง EV และพลังงานทดแทนของไทยในอนาคต พร้อมหวังว่าบริษัท Tesla จะเข้ามาร่วมลงทุนในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

 

ชวน HP ร่วมโครงการแลนด์บริดจ์

 

จากนั้นในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีพบปะหารือกับผู้บริหารภาคเอกชนชั้นนำของสหรัฐฯ อาทิ บริษัท HP บริษัทด้านกลุ่มคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและแล็ปท็อป และกลุ่มเครื่องพิมพ์และอุปกรณ์ขนาดใหญ่ของโลก นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนบริษัทขยายการลงทุนเพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิต พัฒนา Supply Chain และตั้งสำนักงานภูมิภาค รวมทั้งให้เพิ่มการผลิตในไทย ซึ่งไทยมีความพร้อมในด้านระบบสาธารณูปโภค รวมถึงมีนโยบายอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ จึงอยากเชิญชวนให้มาร่วมเสริมสร้างความร่วมมือในด้านการศึกษา เพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ 

 

โดยนายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงความคืบหน้าและการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ของไทย พร้อมเชิญชวนบริษัท HP เข้ามาร่วมโครงการฯ ซึ่งมีความสอดคล้องและเป็นประโยชน์ต่อแผนพัฒนา Supply Chain ของบริษัทเป็นอย่างดี ช่วยลดค่าขนส่ง และสามารถทำให้ไทยเป็นฐานการส่งออกที่เหมาะสมเป็นอย่างดีสำหรับบริษัท HP

 

หารือ ADI ดึงลงทุนในไทย

 

ขณะเดียวกัน ได้หารือกับบริษัท Analog Devices, Inc. (ADI) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตวงจรรวมรายใหญ่ระดับโลกที่มีการออกแบบและผลิตแบบครบวงจร โดยเริ่มตั้งแต่ออกแบบวงจรผลิตแผ่นเวเฟอร์ ซึ่งเป็นต้นน้ำของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ การเชื่อมประกอบเพื่อผลิตเป็นชิป นอกจากนี้ บริษัทยังมีความสามารถด้านการออกแบบกระบวนการผลิตและกระบวนการทดสอบ รวมถึงการผลิตฮาร์ดแวร์และพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิตเองด้วย

 

นายกรัฐมนตรียังสนับสนุนให้ ADI ขยายการลงทุนในไทย ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาด และมีศักยภาพการอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมกับบริษัท พร้อมย้ำว่ารัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนการลงทุนของบริษัทอย่างเต็มที่ โดยสถาบันการศึกษาในไทยพร้อมที่จะทำงานกับบริษัท เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะกับทักษะความสามารถที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบวงจรผลิตแผ่นเวเฟอร์ที่ ADI ต้องการ

 

โดยในเวลา 16.00 น. นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมงานสัมมนาโครงการแลนด์บริดจ์ หารือภาคเอกชนไทย และเข้าร่วมกิจกรรม Networking Reception ในเวลา 18.30 น. ณ โรงแรม Ritz-Carlton

 

เยือนสหรัฐฯ เดินสายพบภาคเอกชนระดับโลก

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางมายังนครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ มีกำหนดการเดินสายพบภาคเอกชนระดับโลกหลายแห่ง ได้แก่ บริษัท Tesla, HP Inc., ADI, Walmart, Western Digital, Amazon Web Services, Google, Microsoft Corporation, Intel, Citi และ Meta

 

The post นายกฯ บุกบริษัท Tesla ทดสอบสมรรถนะรถ พร้อมหารือ HP-ADI เอกชนชั้นนำของสหรัฐฯ หวังดึงลงทุนในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับสัญญาณโลกเข้าสู่ภาวะ ‘การค้าถดถอย’ ด้าน Citi เตือนตลาดเกิดใหม่เสี่ยงเป็นพิเศษ https://thestandard.co/citi-warned-emerging-markets-risk-recession-trade/ Wed, 02 Aug 2023 08:34:54 +0000 https://thestandard.co/?p=824603 Citi

นักเศรษฐศาสตร์ Citi เตือนว่าโลกอาจกำลังเข้าสู่ภาวะการค้ […]

The post จับสัญญาณโลกเข้าสู่ภาวะ ‘การค้าถดถอย’ ด้าน Citi เตือนตลาดเกิดใหม่เสี่ยงเป็นพิเศษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Citi

นักเศรษฐศาสตร์ Citi เตือนว่าโลกอาจกำลังเข้าสู่ภาวะการค้าถดถอย ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงให้ประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เป็นพิเศษ

 

โดยตามรายงานล่าสุดขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาคาดการณ์ว่า ปริมาณการค้าสินค้าโลก (Volume of World Merchandise Trade) น่าจะเติบโตเพียง 1.7% ในปีนี้ จาก 2.7 ในปี 2022 สอดคล้องกับข้อมูลของ Citi ที่แสดงให้เห็นว่าปริมาณการนำเข้าทั่วโลก (Global Import Volumes) ที่ติดลบในช่วงปลายปีที่แล้ว ก็ยังคงติดลบในช่วงต้นปี 2023

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปข้างหน้าในปี 2024 WTO มองว่าการค้าโลกมีแนวโน้มดีดตัวขึ้นเป็น 3.2% อย่างไรก็ตาม WTO ก็เตือนว่าการประมาณการนี้มีความไม่แน่นอนมากกว่าปกติ เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านลบจำนวนมาก รวมถึงความตึงเครียดทางการเมือง อุปทานอาหารตกต่ำ และผลกระทบจากการนโยบายทางการเงินแบบตึงตัว

 

ความเสี่ยงเกี่ยวกับภาวะการค้าโลกถดถอยกำลังดูน่ากังวลมากขึ้น หลังจากรัฐบาลประเทศต่างๆ ทยอยประกาศตัวเลขส่งออกช่วงครึ่งปีแรกออกมา โดยจะเห็นได้ว่าประเทศตลาดเกิดใหม่เอเชียที่พึ่งพาภาคส่งออกไม่มากก็น้อยกำลังประสบกับความยากลำบาก

 

โดยตามข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์พบว่าอัตราการขยายตัวมูลค่าส่งออกตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายนปี 2023 ของไต้หวันติดลบ 18.1%, สิงคโปร์ติดลบ 10%, อินโดนีเซียติดลบ 8.8%, อินเดียติดลบ 8.7%, มาเลเซียติดลบ 8.4% และไทยติดลบ 5.4% เป็นต้น

 

นอกจากนี้ เมื่อมองไปในแนวโน้มข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนอีกมาก เช่น นโยบายการกีดกันทางการค้า (Protectionism) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการหันไปพึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่น (Localising of Supply Chains) มากขึ้น รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและเอลนีโญ

 

Citi

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post จับสัญญาณโลกเข้าสู่ภาวะ ‘การค้าถดถอย’ ด้าน Citi เตือนตลาดเกิดใหม่เสี่ยงเป็นพิเศษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Global Trade Recession’ จับสัญญาณโลกเข้าสู่ภาวะ ‘การค้าถดถอย’ ท่ามกลางความท้าทายครั้งใหญ่ ตั้งแต่เอลนีโญถึงสงครามการค้า https://thestandard.co/global-trade-recession/ Wed, 02 Aug 2023 04:36:06 +0000 https://thestandard.co/?p=824463

ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์กังวลว่าโลกจะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถด […]

The post ‘Global Trade Recession’ จับสัญญาณโลกเข้าสู่ภาวะ ‘การค้าถดถอย’ ท่ามกลางความท้าทายครั้งใหญ่ ตั้งแต่เอลนีโญถึงสงครามการค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์กังวลว่าโลกจะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย การค้าโลกกลับแสดงสัญญาณความตึงเครียดออกมาแล้ว สร้างความเสี่ยงให้ประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เป็นพิเศษ

 

ตามรายงานล่าสุดขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าปริมาณการค้าสินค้าโลก (Volume of World Merchandise Trade) น่าจะเติบโตเพียง 1.7% ในปีนี้ จาก 2.7% ในปี 2022 สอดคล้องกับข้อมูลของ Citi ที่แสดงให้เห็นว่าปริมาณการนำเข้าทั่วโลก (Global Import Volumes) ที่ติดลบในช่วงปลายปีที่แล้ว ก็ยังคงติดลบในช่วงต้นปี 2023

 

เมื่อมองไปข้างหน้าในปี 2024 WTO มองว่าการค้าโลกมีแนวโน้มดีดตัวขึ้นเป็น 3.2% อย่างไรก็ตาม WTO ก็เตือนว่าการประมาณการนี้มีความไม่แน่นอนมากกว่าปกติ เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านลบจำนวนมาก รวมถึงความตึงเครียดทางการเมือง อุปทานอาหารตกต่ำ และผลกระทบจากนโยบายทางการเงินแบบตึงตัว

 

ส่องตัวเลขส่งออกของ ‘ไทยและเอเชีย’ ช่วงครึ่งปีแรก

 

ความเสี่ยงเกี่ยวกับภาวะการค้าโลกถดถอยกำลังดูน่ากังวลมากขึ้น หลังจากรัฐบาลประเทศต่างๆ ทยอยประกาศตัวเลขส่งออกช่วงครึ่งปีแรกออกมา โดยจะเห็นได้ว่าประเทศตลาดเกิดใหม่เอเชียที่พึ่งพาภาคส่งออกไม่มากก็น้อย กำลังประสบกับความยากลำบาก

 

ตามข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์พบว่า อัตราการขยายตัวมูลค่าส่งออกตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายนปี 2023 ของไต้หวันติดลบ 18.1% สิงคโปร์ติดลบ 10% อินโดนีเซียติดลบ 8.8% อินเดียติดลบ 8.7% มาเลเซียติดลบ 8.4% และไทยติดลบ 5.4% 

 

โดยสำหรับประเทศไทย การส่งออกของไทยในเดือนมิถุนายน 2023 ติดลบ 6.4% นับเป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9 และทำให้ดุลการค้าตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายนติดลบหรือขาดดุล 6,307.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว

 

เปิด 3 ปัจจัยฉุดการค้าโลกซบเซา

 

เดวิด ลูบิน Head of Emerging Markets Economics จาก Citi มองว่า มีเหตุผลหลัก 3 ประการที่ทำให้การค้าโลกดูซบเซาอยู่ในทุกวันนี้ ได้แก่ 

 

  1. อาการเมาค้างทางการค้า (Trade Hangover) สืบเนื่องจากช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิดที่ทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ ทำให้การบริโภคสินค้าพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการช่วงนี้ชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงล็อกดาวน์

 

นอกจากนี้ ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเวลาดังกล่าว สหรัฐอเมริกาและรัฐบาลเสรีนิยมอื่นๆ มุ่งใช้นโยบายแจกเงินกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน สวนทางกับจีนที่ใช้นโยบายดึงคนงานกลับเข้าโรงงานเพื่อเพิ่มอุปทาน ขณะที่ประเทศคู่ค้าเร่งเพิ่มอุปสงค์ ดังนั้นผลที่ตามมาจึงทำให้การค้าเร่งตัวขึ้น

 

  1. ผู้บริโภคหันไปใช้จ่ายเงินกับการบริการแทนสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว 

 

  1. การฟื้นตัวที่อ่อนแรงของเศรษฐกิจจีน เนื่องจากจนถึงขณะนี้การฟื้นตัวของจีนส่วนใหญ่เป็นการเติบโตแบบ ‘ปราศจากแรงกระตุ้น’ นอกจากนี้ การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ในจีนก็ไปยังภาคบริการมากกว่าการใช้จ่ายด้านการลงทุนที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการ มากไปกว่านี้ ความเชื่อมั่นในจีนที่อ่อนแอมากยังนำไปสู่การลดระดับการบริโภคอีกด้วย ดังนั้นหากรัฐบาลจีนไม่ออกมาตรการระดับ ‘บาซูก้า’ ออกมา สิ่งต่างๆ น่าจะเปลี่ยนแปลงยาก

 

จับตาแนวโน้มเชิงลบต่อทิศทางการค้าโลก

 

ลูบินมองว่า ปัจจัยที่อาจกดดันการค้าโลกต่อไปคือการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกที่ดูเหมือนว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.0% ทั้งในปีหน้าและปีหน้า นับว่าชะลอตัวเมื่อเทียบกับปี 2022 ที่ขยายตัวถึง 3.5% ตามการประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยการชะลอตัวของ GDP โลกจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตรต่อการค้าและอุปสงค์ทั่วโลกมากขึ้น 

 

นอกจากนี้ โลกยังกำลังอยู่ในจุดสูงสุดของโลกาภิวัตน์ (Peak Globalisation) โดยจะเห็นว่าในช่วงต้นทศวรรษ 1980 การส่งออกคิดเป็น 15% ของ GDP โลกตามข้อมูลของ IMF โดยโลกาภิวัตน์ได้ดันอัตราส่วนดังกล่าวให้แตะ 25% ของ GDP ในช่วงวิกฤตการเงินเมื่อปี 2008 อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนดังกล่าวกลับลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือ 20% ของ GDP ในปี 2020

 

อีกปัจจัยที่แสดงให้เห็นถึงความซบเซาของการค้าโลก คือการพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโตของการค้าโลก (Global Trade Growth) และการเติบโตของ GDP โลก (Global GDP Growth) โดยในช่วงปี 2010-2020 จะเห็นได้ว่าอัตราการเติบโตของการค้าโลกโดยเฉลี่ย ‘ต่ำกว่า’ อัตราการเติบโตของ GDP โลกเป็นทศวรรษแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

 

โดย WTO คาดการณ์ว่าการเติบโตของการค้าโลกจะต่ำกว่าการเติบโตของ GDP อีกครั้งในปี 2023 ท่ามกลางนโยบายการกีดกันทางการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการหันไปพึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่นมากขึ้น 

 

นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักทั่วโลกยังเริ่มส่งเสียงเตือนถึงปัจจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและเอลนีโญที่อาจกระทบผลผลิตสินค้าและภาคการส่งออก เนื่องจากภาวะดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรหลายกลุ่ม เช่น โกโก้ กาแฟ ข้าว และฝ้าย โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบต่อผลผลิตเกษตรตั้งแต่ปลายปีนี้ แม้ความเสียหายส่วนใหญ่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2024 

 

 

อ้างอิง:

The post ‘Global Trade Recession’ จับสัญญาณโลกเข้าสู่ภาวะ ‘การค้าถดถอย’ ท่ามกลางความท้าทายครั้งใหญ่ ตั้งแต่เอลนีโญถึงสงครามการค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
JPMorgan และ Citi เล็งสร้างโปรเจกต์ ‘Tokenized’ สินทรัพย์ในวอลล์สตรีทขึ้นบล็อกเชน หวังลดขั้นตอน Settlement จากเดิมใช้เวลา 2 วัน https://thestandard.co/jpmorgan-citi-tokenized/ Thu, 27 Jul 2023 07:37:35 +0000 https://thestandard.co/?p=822776 Tokenized

‘T+2’ จะหมดไปภายใน 5 ปี หลัง JPMorgan และ Citi สถาบันกา […]

The post JPMorgan และ Citi เล็งสร้างโปรเจกต์ ‘Tokenized’ สินทรัพย์ในวอลล์สตรีทขึ้นบล็อกเชน หวังลดขั้นตอน Settlement จากเดิมใช้เวลา 2 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tokenized

‘T+2’ จะหมดไปภายใน 5 ปี หลัง JPMorgan และ Citi สถาบันการเงินชั้นนำของโลกมีโปรเจกต์เล็ง ‘Tokenized’ สินทรัพย์ในวอลล์สตรีทให้ไปอยู่บนบล็อกเชน เพื่อความรวดเร็วในธุรกรรมการลงทุน (ซื้อ-ขาย) 

 

โดยจากข้อมูลของบริษัทด้านข้อมูล Bernstein ชี้ว่าโปรเจกต์การ ‘Tokenized’ สินทรัพย์ดังกล่าวจะทำให้สินทรัพย์มูลค่ากว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 150 ล้านล้านบาท สามารถยืนยันธุรกรรมระหว่างธนาคาร (Settlement) เป็นไปได้อย่างรวดเร็วขึ้นในต้นทุนที่ถูกลง คาดโปรเจกต์ดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายใน 5 ปี

 

ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นค่อนข้างช้า นักลงทุนจะต้องรอนานถึง 2 วันกว่าธุรกรรมในการซื้อ-ขายผ่านโบรกเกอร์จะเสร็จสิ้นจริง หรือที่รู้จักกันในนาม ‘T+2’

 

และสถาบันการเงินเหล่านี้เชื่อว่าการนำระบบบล็อกเชนมาใช้จะทำให้ธุรกรรมการลงทุนสามารถเสร็จสิ้นได้อย่างทันทีทันใด

 

แต่ทั้งนี้เทคโนโลยีดังกล่าวก็อาจต้องเผชิญแรงต้านจากฝ่ายกำกับดูแลในสหรัฐฯ อย่าง ก.ล.ต.สหรัฐฯ

 

หลังจากที่หน่วยงานต่างๆ เร่งกำกับดูแลตลาดคริปโตอย่างเข้มงวดขึ้นนับตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งก็ทำให้บริษัทอย่าง Binance และ Coinbase โดนตรวจสอบอย่างจริงจัง

 

ทั้งนี้ Gary Gensler ประธาน ก.ล.ต.สหรัฐฯ ยังเสนอทุนไปอีกหลายล้านดอลลาร์ เพื่อนำมากำกับตลาดคริปโตสุดปั่นป่วนนี้เพิ่มอีกเช่นกัน

 

อ้างอิง:

The post JPMorgan และ Citi เล็งสร้างโปรเจกต์ ‘Tokenized’ สินทรัพย์ในวอลล์สตรีทขึ้นบล็อกเชน หวังลดขั้นตอน Settlement จากเดิมใช้เวลา 2 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
J.P. Morgan และ Citi ปรับประมาณการ GDP จีนปีนี้ขึ้นจากเดิมเป็น 6.4% และ 6.1% หลังเศรษฐกิจไตรมาสแรกฟื้นแรงกว่าคาด https://thestandard.co/jp-morgan-citi-raise-gdp-estimates/ Wed, 19 Apr 2023 09:11:09 +0000 https://thestandard.co/?p=778562 GDP จีน

J.P. Morgan และ Citi สองสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอ […]

The post J.P. Morgan และ Citi ปรับประมาณการ GDP จีนปีนี้ขึ้นจากเดิมเป็น 6.4% และ 6.1% หลังเศรษฐกิจไตรมาสแรกฟื้นแรงกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
GDP จีน

J.P. Morgan และ Citi สองสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา พร้อมใจกันปรับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปีนี้เพิ่มขึ้นจากเดิม หลังจาก GDP ในไตรมาสแรกของจีนขยายตัวได้ถึง 4.5% สูงกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์เอาไว้ โดย J.P. Morgan ได้ขยับคาดการณ์ GDP ทั้งปีของจีนเพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 6.4% ขณะที่ Citi ปรับตัวเลขจากเดิมที่ 5.7% เป็น 6.1% 

 

Haibin Zhu หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ J.P. Morgan กล่าวว่า ตัวเลข GDP ในไตรมาสแรกของจีนที่ออกมาค่อนข้างดีสะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะในส่วนของการบริโภคและภาคบริการที่เชื่อมโยงกับการเดินทางท่องเที่ยวของจีน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายการเปิดประเทศ

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง​: 

 


 

“การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องในระยะสั้น ก่อนที่โมเมนตัมจะเริ่มอ่อนกำลังลงในช่วงครึ่งปีหลัง” Zhu ระบุ

 

ขณะที่ Xiangrong Yu นักเศรษฐศาสตร์ของ Citi กล่าวว่า การฟื้นตัวของกิจกรรมในภาคการบริโภคและบริการเป็นไปตามที่รัฐบาลจีนคาดหวังเอาไว้ โดยการฟื้นตัวเริ่มมีความชัดเจนในช่วงหลังเทศกาลตรุษจีน 

 

“การฟื้นตัวที่ดีในช่วงไตรมาสแรก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการมีช่วงวันหยุดยาวที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและเดินทาง อย่างไรก็ดี เรายังไม่แน่ใจว่าจีนจะรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ได้ หากรัฐบาลไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่มาอีกในช่วงที่เหลือของปี” Yu กล่าว

 

เมื่อเร็วๆ นี้ UBS ธนาคารขนาดใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ ได้ปรับประมาณการ GDP จีนในปีนี้ขึ้นจาก 5.4% เป็น 5.7% โดยอ้างอิงจากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ขยายตัวได้ดีกว่าคาดเช่นกัน 

 

อ้างอิง:

The post J.P. Morgan และ Citi ปรับประมาณการ GDP จีนปีนี้ขึ้นจากเดิมเป็น 6.4% และ 6.1% หลังเศรษฐกิจไตรมาสแรกฟื้นแรงกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>