CIMBT – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 07 Oct 2025 09:02:41 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายย่อยลงทุนหุ้นกู้ วางเป้าคงมาร์เก็ตแชร์ 30% https://thestandard.co/cimb-thai-expands-retail-debentures/ Tue, 07 Oct 2025 09:02:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1127660

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายบุคคลที่ลงทุน […]

The post ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายย่อยลงทุนหุ้นกู้ วางเป้าคงมาร์เก็ตแชร์ 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายบุคคลที่ลงทุนในหุ้นกู้ หวังคงส่วนแบ่งตลาด 30% สำหรับหุ้นกู้ตลาดรองบุคคลธรรมดาที่ปีนี้น่าจะมีมูลค่าราว 5.5 หมื่นล้านบาท เผยคนไทยยังลงทุนหุ้นกู้น้อยเพียง 2 แสนราย แม้เป็นเครื่องมือช่วยลดความผันผวนพอร์ตลงทุน

 

ภูดินันท์ เศรษฐนันท์, Head, Affluent & Wealth Management ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นกู้ในประเทศไทยปัจจุบันมีผู้ลงทุนเพียงประมาณ 2 แสนราย สะท้อนว่าความรู้ความเข้าใจเรื่องหุ้นกู้ยังค่อนข้างกระจุกตัว และเพื่อให้หุ้นกู้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น CIMBT จึงมุ่งขยายตลาดในส่วนนี้ โดยเฉพาะในฝั่งของหุ้นกู้ตลาดรอง

 

“(การซื้อขาย) หุ้นกู้ตลาดรองบุคคลธรรมดาปีก่อนอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท ปีนี้น่าจะโตได้ 10% เป็น 5.5 หมื่นล้านบาท”​

 

ภูดินันท์กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน ธนาคารมีมาร์เก็ตแชร์สำหรับหุ้นกู้ตลาดรองบุคคลธรรมดาประมาณ 30% และตั้งเป้าจะยังรักษาอัตราส่วนไว้ในระดับนี้ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

 

ทั้งนี้ ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นกู้ปัจจุบันอยู่ระหว่าง 2-5% แม้จะไม่มากเท่ากับผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ แต่หุ้นกู้ถือเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน และให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากค่อนข้างมาก ในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยกำลังลดลง

 

สำหรับการขยายเพิ่มเติมนี้ ภูดินันท์บอกว่าปัจจัยหลักที่จะช่วยผลักดันคือ การมีเจ้าหน้าที่ผู้ให้ข้อมูลถูกต้องแก่ลูกค้า และผู้เชี่ยวชาญให้มุมมองการลงทุนสอดคล้องกับสภาวะตลาด ธนาคารจึงมุ่งขยายฐานที่ปรึกษาการเงินอิสระ (Independent Financial Advisor: IFA) เพื่อช่วยชี้ช่องผลิตภัณฑ์ลงทุนที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละราย ทั้งหุ้นกู้ตลาดแรก-ตลาดรอง และเงินฝากดอกเบี้ยสูงให้ลูกค้าพักเงิน จึงยังคงตั้งเป้าหมายเพิ่ม IFA ให้ถึง 500 คนภายในปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 140 – 150 คน

 

ด้าน กษิรา คล่องอนันต์ Head, Independent Wealth Sales ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภายใต้โลกที่เปลี่ยนแปลง คนต้องการอิสรภาพทางการใช้ชีวิตและการทำงาน ต้องการเลือกเวลาทำงานได้เอง จึงมีผู้แนะนำการลงทุนมืออาชีพ ที่ผันตัวมาเป็นผู้แนะนำการลงทุนอิสระมากขึ้น

 

ขณะเดียวกันบทบาทของ IFA กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ปัจจุบันแวดวงการเงินต้องการ IFA มืออาชีพมาเติมเต็มการลงทุนให้ลูกค้าอย่างครบวงจร ปัจจุบันทั้งอุตสาหกรรมมี IFA กว่า 2 หมื่นราย โดยในจำนวนนี้มีไม่ถึง 50% ที่ทำเป็นอาชีพหลัก

The post ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายย่อยลงทุนหุ้นกู้ วางเป้าคงมาร์เก็ตแชร์ 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
11 แบงก์ไทยทำกำไรรวม 6.58 หมื่นล้านบาท โต 7% ใน 3Q67 https://thestandard.co/profits-of-11-thai-banks/ Wed, 23 Oct 2024 06:52:56 +0000 https://thestandard.co/?p=999270

ผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทยทั้ง 11 ธนาคารช่วงไตรม […]

The post 11 แบงก์ไทยทำกำไรรวม 6.58 หมื่นล้านบาท โต 7% ใน 3Q67 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทยทั้ง 11 ธนาคารช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ยังออกมาในทิศทางบวก โดยมีเพียงธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) และทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) ที่กำไรหดตัวลง

 

โดยทั้ง 11 ธนาคารมีกำไรสุทธิรวมกัน 6.58 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 7.04% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 2.53 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.99%

 

ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เป็นธนาคารที่มีรายได้จากการดำเนินงานสูงสุด 4.8 หมื่นล้านบาทในไตรมาสที่ผ่านมา ส่วนธนาคารที่มีกำไรสุทธิมากที่สุดคือธนาคารกรุงเทพ (BBL) ทำได้ 1.14 หมื่นล้านบาท

 

ขณะที่อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในไตรมาสล่าสุดเทียบกับไตรมาสแรกของปีนี้ ส่วนใหญ่ยังคงเพิ่มขึ้น โดยมีเพียง 3 ธนาคารที่ NPL ลดลง ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) และ บมจ.แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHFG)

 

ตฤณ สิทธิสวัสดิ์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ กลุ่มธนาคารและไฟแนนซ์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่าผลประกอบการของกลุ่มธนาคารที่ออกมาแข็งแกร่งนั้น ส่วนใหญ่มาจากรายได้จากเงินลงทุนและการตั้งสำรองที่ลดลง

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ยังคงกดดันผลประกอบการกลุ่มธนาคารอยู่คือเรื่องของคุณภาพหนี้ เนื่องจากสัดส่วน NPL ของธนาคารส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้การปล่อยสินเชื่อทำได้ยากขึ้น

 

“การลดการตั้งสำรองเป็นสัญญาณที่ดีว่าคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ แต่รายได้ดอกเบี้ยค่อนข้างอ่อนแอ เพราะแนวโน้มในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารค่อนข้างตึงจากความต้องการลดความเสี่ยง” ตฤณกล่าว

 

หากมองไปที่ไตรมาส 4 ซึ่งปกติจะเป็นโลว์ซีซันของกลุ่มธนาคาร เนื่องจากจะเป็นช่วงที่ธนาคารจะบันทึกค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่อนข้างมาก และยังถูกกดดันจากการลดดอกเบี้ย ทำให้รายรับจากดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมา

 

ส่วนแนวโน้มปี 2568 ตฤณมองว่ากำไรของกลุ่มธนาคารจะเติบโตในกรอบเลขตัวหลักเดียว เนื่องจากแนวโน้มของดอกเบี้ยขาลงทำให้มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยลดลง แต่การตั้งสำรองจะลดลงเช่นกัน เนื่องจากคุณภาพหนี้ผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้ว

 

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post 11 แบงก์ไทยทำกำไรรวม 6.58 หมื่นล้านบาท โต 7% ใน 3Q67 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ต่างชาติ ‘จับตา’ รัฐบาลเล็งคุมแบงก์ชาติ เคาะเลือกผู้ว่าการคนใหม่ | Morning Wealth 7 มิ.ย. 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-07062024/ Fri, 07 Jun 2024 03:13:17 +0000 https://thestandard.co/?p=942278

จับตาศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ จุดเปลี่ยนดอกเบี้ยไ […]

The post ชมคลิป: ต่างชาติ ‘จับตา’ รัฐบาลเล็งคุมแบงก์ชาติ เคาะเลือกผู้ว่าการคนใหม่ | Morning Wealth 7 มิ.ย. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>

จับตาศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ จุดเปลี่ยนดอกเบี้ยไทย? พูดคุยกับ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT

หุ้นไทยร่วงแย่สุดในภูมิภาค นักลงทุนกังวล ‘แบงก์ชาติถูกแทรกแซง-วินิจฉัยคุณสมบัตินายกฯ กระทบอภิปรายงบ’ ครึ่งหลังของปีจะฟื้นได้หรือไม่ รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

 

The post ชมคลิป: ต่างชาติ ‘จับตา’ รัฐบาลเล็งคุมแบงก์ชาติ เคาะเลือกผู้ว่าการคนใหม่ | Morning Wealth 7 มิ.ย. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิเคราะห์ GDP ไทยโตต่ำ เสี่ยงภาวะชะงักงัน ใกล้วิกฤตแค่ไหน | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-14032024-2/ Thu, 14 Mar 2024 07:51:15 +0000 https://thestandard.co/?p=911017

สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT หั่นคาดการณ์ […]

The post ชมคลิป: วิเคราะห์ GDP ไทยโตต่ำ เสี่ยงภาวะชะงักงัน ใกล้วิกฤตแค่ไหน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT หั่นคาดการณ์ GDP ไทยปี 2567 เหลือ 2.3% ไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะงักงันแล้ว ใกล้วิกฤตแค่ไหน พูดคุยกับ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: วิเคราะห์ GDP ไทยโตต่ำ เสี่ยงภาวะชะงักงัน ใกล้วิกฤตแค่ไหน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT กำไรไตรมาส 3 วูบ 47.20% เหลือ 367 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายที่เติบโตสูงกว่ารายได้และการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น https://thestandard.co/cimbt-third-quarter-profit-drop/ Fri, 20 Oct 2023 10:12:52 +0000 https://thestandard.co/?p=856897 CIMBT

ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประกาศกำไรสุทธิงวด 9 เดือน ปี 2566 […]

The post CIMBT กำไรไตรมาส 3 วูบ 47.20% เหลือ 367 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายที่เติบโตสูงกว่ารายได้และการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT

ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประกาศกำไรสุทธิงวด 9 เดือน ปี 2566 จำนวน 1,736.3 ล้านบาท ลดลง 38.24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,811.47 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิในไตรมาส 3 อยู่ที่ 367.41 ล้านบาท ลดลง 47.20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 695.97 ล้านบาท

 

พอล วอง ชี คิน กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ไตรมาส 3 ปี 2566 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 367.41 ล้านบาท ลดลง 47.20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 695.97 ล้านบาท แม้รายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4,284 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 3,269.86 ล้านบาท แต่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวอยู่ที่ 1,808.64 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 854 ล้านบาท ส่งผลทำให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2,476 ล้านบาท

 

ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมและบริหารสุทธิ ลดลงอยู่ที่ 269 .47 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 3,165.34 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 3,603.67 ล้านบาท รวมถึงมีผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 502.48 ล้านบาท

 

ขณะที่กำไรสุทธิงวด 9 เดือน ปี 2566 ของธนาคารอยู่ที่ 1,736.29 ล้านบาท ลดลง 38.24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,811.47 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากการดำเนินงานลดลง 3.6% สาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ 18.6% รายได้อื่น 18.1% และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น 9.7% ขณะที่มีการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น 26.5% โดยเป็นการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับหลักความระมัดระวังของธนาคาร และเหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่

 

ทั้งนี้ อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Net Interest Margin: NIM) สำหรับงวด 9 เดือน ปี 2566 อยู่ที่ 2.6% ลดลงจากงวดเดียวกันของปี 2565 อยู่ที่ 2.7% เป็นผลจากต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น

 

วันที่ 30 กันยายน 2566 เงินให้สินเชื่อสุทธิจากรายได้รอตัดบัญชี (รวมเงินให้สินเชื่อซึ่งค้ำประกันโดยธนาคารอื่นและเงินให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงิน) ของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 249.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.0% เมื่อเทียบกับเงินให้สินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 กลุ่มธนาคารมีเงินฝาก (รวมตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางประเภท) จำนวน 298.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9% จากสิ้นปี 2565 ซึ่งมีจำนวน 289.7 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (The Modified Loan to Deposit Ratio) ของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นเป็น 83.6% จาก 81.2% ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565

 

ด้านสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) อยู่ที่ 8.5 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อทั้งสิ้นอยู่ที่ 3.2% ลดลงเมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 อยู่ที่ 3.3% อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 อยู่ที่ 111.3% ลดลงจากสิ้นปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 114.6% ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของกลุ่มธนาคารอยู่ที่จำนวน 8.8 พันล้านบาท ซึ่งเป็นเงินสำรองส่วนเกินตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 1.5 พันล้านบาท

 

เงินกองทุนรวมของกลุ่มธนาคาร ณ สิ้นวันที่ 30 กันยายน 2566 มีจำนวน 58.3 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยง 20.9% โดยเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ 15.5%

The post CIMBT กำไรไตรมาส 3 วูบ 47.20% เหลือ 367 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายที่เติบโตสูงกว่ารายได้และการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT รุกตลาดธุรกรรมซื้อขายหุ้นกู้ ตั้งเป้าขยายส่วนแบ่งตลาดเพิ่มอีก 2-3 แสนล้านบาท มองหุ้นกู้ตลาดรองมีโอกาสโตได้อีก 10-20 เท่า https://thestandard.co/cimbt-buy-and-sell-bonds/ Tue, 19 Sep 2023 12:17:58 +0000 https://thestandard.co/?p=843538 CIMBT หุ้นกู้

เพา จาตกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจบริหารเงิน […]

The post CIMBT รุกตลาดธุรกรรมซื้อขายหุ้นกู้ ตั้งเป้าขยายส่วนแบ่งตลาดเพิ่มอีก 2-3 แสนล้านบาท มองหุ้นกู้ตลาดรองมีโอกาสโตได้อีก 10-20 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT หุ้นกู้

เพา จาตกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจบริหารเงิน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ธนาคารยังมีแผนจะเดินหน้าปั้นหุ้นกู้ตลาดรองอย่างต่อเนื่อง เพราะเห็นโอกาสที่หุ้นกู้ตลาดรองจะเติบโตได้อีก 10-20 เท่าจากปัจจุบัน เนื่องจากนักลงทุนไทยจำนวนมากยังไม่ทราบว่า หุ้นกู้ที่ซื้อไว้ไม่ต้องรอจนครบกำหนดก็สามารถขายเพื่อเปลี่ยนเป็นกระแสเงินสด หรือเปลี่ยนเป็นหุ้นกู้ที่อยากจะลงทุนเมื่อเห็นโอกาสใหม่ๆ ก็สามารถทำได้

 

ทั้งนี้ ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ไทยในปัจจุบันมีมูลค่าการซื้อขายทั้งตลาด มีมูลค่ารวม 4 ล้านล้านบาท โดยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ราว 15% หรือ 5 แสนล้านบาท และคาดว่าช่วงที่เหลือของปี ส่วนแบ่งตลาดจะเพิ่มอีก 2-3 แสนล้านบาท ขณะที่มูลค่าการซื้อขายตราสารหนี้ของลูกค้าบุคคล (ตลาดรองหุ้นกู้) มีมูลค่าตลาด 3 หมื่นล้านบาท ธนาคารมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 32.10% หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตได้อีกมาก 

 

“เราเป็นธนาคารเดียวที่ลูกค้าสามารถเดินเข้ามาซื้อหุ้นกู้กับเราได้ตลอด ทำตลาดจริงจังมา 10 ปี เราคัดเลือกหุ้นกู้ดีๆ เรตติ้งดี มาให้ลูกค้าเลือกทุกวัน แต่ที่ตลาดนี้ยังไม่บูม เพราะคนนึกว่าซื้อหุ้นกู้เสร็จต้องถือครบ แต่เขาไม่รู้ว่าซื้อแล้วจะขายเมื่อไรก็ได้ คนกลัวว่าต้องถือยาวเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงินระหว่างทางจะไม่มีสภาพคล่อง” เพากล่าว

 

ตัน คีท จิน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจรายย่อย กล่าวเสริมว่า Wealth Management เป็นธุรกิจที่มีการเติบโตสูง และมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ปัจจุบันธนาคารมีฐานลูกค้า CIMB Preferred อยู่ 93,629 ราย คิดเป็นมูลค่า AUM รวม 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นขนาดสินทรัพย์ภายใต้การบริหารที่เทียบเท่ากับธนาคารขนาดใหญ่ โดยจุดเด่นของธนาคารอยู่ที่การช่วยลูกค้ามองหาโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ เพราะนอกจากจะช่วยกระจายความเสี่ยงแล้ว ยังให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ โดยปัจจุบันธนาคารมีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทั้ง Offshore Bond และ Offshore ELN 

 

ล่าสุด ธนาคารยังได้ดึงตัว ‘ก้อง สหรัถ’ ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของธนาคารมาเป็นพรีเซนเตอร์ และเปิดตัวหนังโฆษณา ‘CIMB Thai ก้องในใจ หุ้นกู้ดีดีมีได้ทุกวัน’ ที่ชูจุดเด่นหุ้นกู้ซื้อง่าย ขายได้ ปลดล็อกความเชื่อแบบเดิมๆ ไม่ต้องรอหุ้นกู้ออกใหม่ ไม่ต้องรอหุ้นกู้ครบกำหนด แต่สามารถเปลี่ยนหุ้นกู้ในมือให้เป็นกำไร และนำเงินไปต่อยอดการลงทุนหุ้นกู้ใหม่ๆ ได้

The post CIMBT รุกตลาดธุรกรรมซื้อขายหุ้นกู้ ตั้งเป้าขยายส่วนแบ่งตลาดเพิ่มอีก 2-3 แสนล้านบาท มองหุ้นกู้ตลาดรองมีโอกาสโตได้อีก 10-20 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT หั่นคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้จาก 3.3% เหลือ 3.0% หลังเศรษฐกิจจีนชะลอแรงกว่าคาด ห่วงปัญหาภัยแล้ง หนี้ครัวเรือนซ้ำเติม https://thestandard.co/cimbt-cuts-thai-gdp-forecast/ Tue, 05 Sep 2023 07:45:44 +0000 https://thestandard.co/?p=837677 คาดการณ์ GDP

ซีไอเอ็มบี ไทย ปรับคาดการณ์ GDP ปี 2566 เหลือ 3.0% และ […]

The post CIMBT หั่นคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้จาก 3.3% เหลือ 3.0% หลังเศรษฐกิจจีนชะลอแรงกว่าคาด ห่วงปัญหาภัยแล้ง หนี้ครัวเรือนซ้ำเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
คาดการณ์ GDP

ซีไอเอ็มบี ไทย ปรับคาดการณ์ GDP ปี 2566 เหลือ 3.0% และ ปี 2567 เหลือ 3.5% ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน คาดแบงก์ชาติจบรอบดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.25% ขณะที่เงินบาท ณ สิ้นปีจะอยู่ที่ระดับ 34.50 บาทต่อดอลลาร์

 

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า จากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อการส่งออก สำนักวิจัยฯ ได้ปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ ชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกที่ 3.3% โดยคาดว่า GDP ปี 2566 จะอยู่ที่ 3.0% และ ปี 2567 อยู่ที่ 3.5% จากเดิมคาดที่ 3.7% ปัจจัยหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ที่ภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และการใช้จ่ายของกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลางถึงสูงซึ่งมีกำลังซื้อที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางการรอคอยการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐที่คาดว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมในไตรมาส 2/67 

 

ทั้งนี้ สำนักวิจัยมีความเป็นห่วงในประเด็นการขยายตัวที่ไม่ทั่วถึงของเศรษฐกิจไทย กำลังซื้อระดับล่างยังอ่อนแอ และถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาภัยแล้งและหนี้ครัวเรือนสูง มีเพียงเครื่องยนต์ด้านท่องเที่ยวที่ยังแข็งแกร่ง แต่การท่องเที่ยวไทยยังกระจุกตัวเพียงเมืองท่องเที่ยวหลัก 

 

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 ต้องจับตาเศรษฐกิจโลกและนโยบายภาครัฐ ซึ่งจะมีผลต่อองค์ประกอบของการคาดการณ์ GDP เช่น การส่งออก การท่องเที่ยว การบริโภค การลงทุนของภาครัฐและเอกชน โดยสำนักวิจัยได้จัดทำ 3 สมมุติฐานทางเศรษฐกิจ ได้แก่ กรณีดี กรณีแย่ และกรณีเลวร้าย ดังนี้

 

กรณีดี 

สหรัฐฯ สามารถหลีกเลี่ยงสถานการณ์ Soft Landing ได้ ขณะที่จีนอัดฉีดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต และไม่เกิดปัญหาหนี้ในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ และปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ 

 

การส่งออกของไทยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาส 4 ส่งผลให้ทั้งปีการส่งออกหดตัวน้อยกว่าคาดที่ -2.1% ปีนี้ และขยายตัวมากกว่า 0.6% ปีหน้า จำนวนนักท่องเที่ยวเติบโตสูงเกินคาดหรือมากกว่า 28.4 ล้านคนปีนี้ และ 34 ล้านคนปีหน้า 

 

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสามารถดำเนินการได้ก่อนสิ้นปี 2566 โดยมีเป้าหมายเพื่ออัดฉีดเงินให้ภาคครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและกระตุ้นการบริโภค อีกทั้งมีเสถียรภาพทางการเมืองสร้างความเชื่อมั่นดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้สูงขึ้น 

 

กรณีแย่ 

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นกินเวลานาน ส่วนจีนเผชิญการชะลอตัวยิ่งขึ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทและฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ 

 

การส่งออกของไทยเติบโตเล็กน้อยท่ามกลางอุปสงค์ทั่วโลกที่อ่อนแอ ส่วนการท่องเที่ยวยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

 

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาส 2/67 หลังจากได้รับอนุมัติงบประมาณ กระตุ้นการบริโภคและการลงทุน และอาจมี FDI ย้ายฐานการลงทุนมาไทยบ้าง 

 

กรณีเลวร้าย 

เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ชะลอตัวเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ขณะที่จีนเผชิญภาวะชะลอตัวที่รุนแรงยิ่งขึ้น แต่ยังคงเติบโตเหนือ 4% ในปี 2567  

 

การส่งออกชะลอท่ามกลางปัญหาอุปสงค์และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกที่อ่อนแอ ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวเติบโตช้ากว่าคาด 

 

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลล่าช้าไปเป็นครึ่งปีหลังของปี 2567 ส่งผลกระทบซ้ำให้การบริโภคภาคครัวเรือนของผู้มีรายได้น้อย ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งรุนแรง 

 

สำหรับทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย อาจสิ้นสุดการขึ้นอัตราดอกเบี้ยรอบนี้ที่ 2.25% เพื่อหยุดยั้งการคาดหวังอัตราเงินเฟ้อสูงในอนาคต จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 

 

ขณะที่เงินบาทคาดว่าจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ สืบเนื่องจากการคาดการณ์ว่าสหรัฐฯ จะเริ่มหั่นดอกเบี้ยในปี 2567 และเงินบาทน่าจะแข็งค่าขึ้น รายได้จากการท่องเที่ยวไทยที่แข็งแกร่งขึ้น คาดเงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 34.50 บาทต่อดอลลาร์ในปลายปี 2566 และระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปลายปี 2567   

 

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ 

 

  1. Decoupling เศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีนแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งปัญหาสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี กระทบห่วงโซ่อุปทานและภาคการส่งออกของไทยและภูมิภาคอาเซียน 

 

  1. De-dollarization ลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์สหรัฐ แม้ดอลลาร์สหรัฐยังเป็นสกุลหลักในการใช้จ่ายและชำระหนี้ต่างประเทศ แต่จะมีสกุลเงินอื่นโดยเฉพาะเงินหยวน (ใช่ในกลุ่ม BRICS) เข้ามาใช้ในระบบการเงินโลกมากขึ้น ถึงจะยังไม่สามารถทดแทนดอลลาร์สหรัฐได้ แต่ก็อาจส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนได้ 

 

  1. Disinflation เงินเฟ้อต่ำ โดยเฉพาะจากจีนที่เผชิญปัญหาเงินฝืดช่วงเศรษฐกิจขยายตัวต่ำลง ราคาสินค้ามีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะกระทบนโยบายการเงินในภูมิภาคเอเชียให้ยิ่งแตกต่างกับสหรัฐฯ ที่ยังเผชิญปัญหาเงินเฟ้อและจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง 

 

  1. Digitization เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งมาตรการรัฐในอนาคตจะออกมาในรูปแบบนี้มากขึ้น มีส่วนช่วยให้เกิดการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินด้วยเทคโนโลยี Blockchain แต่ SMEs และธุรกิจเล็กๆ ในต่างจังหวัดอาจไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีได้ทันรายใหญ่ และอาจสร้างความเหลื่อมล้ำมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลใหม่น่าจะหาทางช่วยให้ SMEs เข้าถึงโครงการใหม่นี้ด้วย 

 

  1. Democracy Movement เป็นการแสดงออกทางการเมืองในประเทศ มีการเรียกร้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งอาจมีความเปราะบางทางการเมือง หรือเกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นอีกก็เป็นได้ จนกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน 

The post CIMBT หั่นคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้จาก 3.3% เหลือ 3.0% หลังเศรษฐกิจจีนชะลอแรงกว่าคาด ห่วงปัญหาภัยแล้ง หนี้ครัวเรือนซ้ำเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยานแม่ SCBX กวาดกำไร 9 เดือนแรกทะลุ 3 หมื่นล้าน หลังรายได้ดอกเบี้ยพุ่งตามสินเชื่อ ขณะที่ CIMBT โชว์กำไร 2.8 พันล้าน โตเฉียด 65% https://thestandard.co/scbx-cimbt-profit-2022/ Fri, 21 Oct 2022 08:09:11 +0000 https://thestandard.co/?p=698321 SCBX

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCB) ประกาศผลกำไรสุ […]

The post ยานแม่ SCBX กวาดกำไร 9 เดือนแรกทะลุ 3 หมื่นล้าน หลังรายได้ดอกเบี้ยพุ่งตามสินเชื่อ ขณะที่ CIMBT โชว์กำไร 2.8 พันล้าน โตเฉียด 65% appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBX

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCB) ประกาศผลกำไรสุทธิในไตรมาส 3 ของปี 2565 จำนวน 10,309 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลของการขยายตัวของฐานรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและการตั้งเงินสำรองที่ลดลง ในขณะที่กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองมีจำนวน 22,815 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2565 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 30,403 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

 

ในไตรมาส 3 ของปี 2565 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 27,714 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิพร้อมกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ในขณะที่สินเชื่อโดยรวมขยายตัว 3.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและอื่นๆ มีจำนวน 11,752 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ปรับตัวดีขึ้น 6.5% จากไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบและการฟื้นตัวของกิจกรรมทางธุรกิจในวงกว้าง ในขณะที่รายได้จากการลงทุนและการค้าปรับตัวลดลง 81.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย

 

ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมีจำนวน 16,942 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดีที่ 42.6% ในไตรมาส 3 ของปี 2565

 

โดยบริษัทฯ ได้ตั้งเงินสำรองในไตรมาส 3 ของปี 2565 จำนวน 7,750 ล้านบาท ลดลง 22.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ในระดับสูงที่ 163.8% 

 

สำหรับคุณภาพของสินเชื่อโดยรวมปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2565 อยู่ที่ 3.34% ปรับตัวลดลงจาก 3.58% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2565 และเงินกองทุนตามกฎหมายยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 18.5%

 

อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ กล่าวว่า ธุรกิจของกลุ่มเอสซีบี เอกซ์ ยังคงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม ควบคู่กับการสนับสนุนการฟื้นตัวของลูกค้าในกลุ่มต่างๆ ในขณะเดียวกันการจัดตั้งธุรกิจใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘ยานแม่’ มีความก้าวหน้าหลายประการ เช่น 

 

  • การบุกตลาดธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถของบริษัท ออโต้ เอกซ์ ภายใต้แบรนด์ ‘เงินไชโย’ ที่สามารถขยายฐานลูกค้าและสินเชื่อมากกว่า 3 พันล้านบาทภายในไตรมาสเดียว 

 

  • บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ ได้เปิดตัวซูเปอร์แอปด้านการลงทุนแห่งแรกของไทย ที่รวบรวมการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดั้งเดิมและสินทรัพย์ดิจิทัลไว้ในแพลตฟอร์มเดียว 

 

  • แพลตฟอร์มโรบินฮู้ดได้ผันตัวไปเป็นซูเปอร์แอปอย่างเต็มรูปแบบ โดยเพิ่มบริการจองที่พักและกิจกรรมท่องเที่ยว (Online Travel Agent) บริการสั่งซื้อสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้า (Mart Service) และบริการรับ-ส่งของ (Express Service) ตลอดจนได้รับใบอนุญาตแพลตฟอร์มบริการเรียกรถแล้ว 

 

ในวันเดียวกัน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ได้ประกาศผลการดำเนินงานงวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2565 มีกำไรสุทธิจำนวน 2,811.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,103.3 ล้านบาท หรือ 64.6% เมื่อเปรียบเทียบผลกำไรสุทธิของงวดเดียวกันปี 2564 สาเหตุหลักเกิดจากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 3.9% และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 45.5% เป็นผลจากการลดลงของการด้อยค่าของสินทรัพย์ ในขณะที่รายได้จากการดำเนินงานลดลงร้อยละ 0.4%

 

ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 เงินให้สินเชื่อสุทธิจากรายได้รอตัดบัญชี (รวมเงินให้สินเชื่อซึ่งค้ำประกันโดยธนาคารอื่นและเงินให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงิน) ของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 2.24 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อเทียบกับเงินให้สินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 กลุ่มธนาคารมีเงินฝาก (รวมตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางประเภท) จำนวน 2.79 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.7% จากสิ้นปี 2564 ซึ่งมีจำนวน 2.39 แสนล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (The Modified Loan to Deposit Ratio) ของกลุ่มธนาคารลดลงเป็น 80.2% จาก 88.5% ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564

 

ด้านสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) อยู่ที่ 7.8 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อทั้งสิ้นอยู่ที่ 3.4% ลดลงเมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 อยู่ที่ 3.7% สาเหตุหลักจากการขายสินเชื่อด้อยคุณภาพในปี 2565 การบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ การปรับปรุงการบริหารคุณภาพสินทรัพย์และกระบวนการในการเก็บหนี้

 

อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 อยู่ที่ 113.6% เพิ่มขึ้นจากวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ซึ่งอยู่ที่ 117.5% ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของกลุ่มธนาคารอยู่ที่จำนวน 8.1 พันล้านบาท เป็นเงินสำรองส่วนเกินตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 1.5 พันล้านบาท

 

ขณะที่เงินกองทุนรวมของกลุ่มธนาคาร ณ สิ้นวันที่ 30 กันยายน 2565 มีจำนวน 56.2 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยง 20.5% โดยเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนชั้น 1 ที่ 15%

The post ยานแม่ SCBX กวาดกำไร 9 เดือนแรกทะลุ 3 หมื่นล้าน หลังรายได้ดอกเบี้ยพุ่งตามสินเชื่อ ขณะที่ CIMBT โชว์กำไร 2.8 พันล้าน โตเฉียด 65% appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้เป็น 3.2% เตือนไทยตั้งรับ 6 ปัจจัยเสี่ยงฉุดการเติบโตในไตรมาส 4 https://thestandard.co/cimbt-expected-gdp-this-year/ Fri, 23 Sep 2022 09:46:36 +0000 https://thestandard.co/?p=685830 CIMBT

สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐ […]

The post CIMBT ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้เป็น 3.2% เตือนไทยตั้งรับ 6 ปัจจัยเสี่ยงฉุดการเติบโตในไตรมาส 4 appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT

สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2565 จาก 3.1% เป็น 3.2% โดยคาดว่าเศรษฐกิจไตรมาส 3 และ 4 จะฟื้นตัวต่อเนื่องที่ราว 4% จากปีก่อน และมองการเติบโตปี 2566 ที่ 3.4%

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจไทยมีทิศทางฟื้นตัวสดใสขึ้น แต่ไตรมาส 4 มี 6 ปัจจัยเสี่ยงที่อาจฉุดให้การเติบโตต่ำกว่าคาด เสมือนหมอกปกคลุมทั่วฟ้าท่ามกลางมหาพายุ ได้แก่

 

  1. เศรษฐกิจไทยฟื้นไม่ทั่วถึง – เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวหลังเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ขนส่ง และร้านค้าปลีก มีรายได้ดีขึ้น ขณะที่ภาคการผลิตเพื่อส่งออกขยายตัวได้ตามความต้องการสินค้าในกลุ่มอาหารแปรรูปและสินค้าเกษตร แม้จะมีสัญญาณขาดแคลนวัตถุดิบในภาคการผลิตรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์บ้างเล็กน้อย ส่วนการลงทุนจากต่างประเทศน่าจะเร่งได้ครึ่งปีหลัง ตามการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาอาเซียน และการเร่งลงทุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของไทย ด้านการก่อสร้าง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มราคาต่ำกว่า 4 ล้านบาทต่อยูนิต น่าจะเติบโตได้ดี สะท้อนกำลังซื้อระดับกลางถึงระดับบน นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจที่ปรับตัวเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายน่าจะมีโอกาสมากขึ้น และภาพการฟื้นตัวเช่นนี้น่าจะต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ไปถึงปีหน้า

 

อย่างไรก็ดี ภาพการฟื้นตัวจำกัดอยู่ในกลุ่มที่แข็งแกร่งและได้ประโยชน์จากการเปิดเมืองและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ฟื้นตัวแค่เพียงส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจไทยเท่านั้น นักเศรษฐศาสตร์มองภาพรวมของเศรษฐกิจไทยก็มักจะเห็นภาพนี้ แต่ความเป็นจริงที่น่ากังวล เศรษฐกิจไทยมีฝาแฝดที่ตัวติดกันเหมือนแฝดสยาม เป็นกลุ่มอ่อนแอที่มักถูกลืม ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะไม่ยั่งยืน เพราะภาคส่วนที่อ่อนแอจะดึงให้ภาคส่วนที่แข็งแรงทรุดลงได้

 

กลุ่มที่อ่อนแอ ได้แก่ ภาคเกษตร ที่แม้รายได้จะสูงขึ้นตามราคาสินค้าเกษตรและผลผลิตที่ออกมามากขึ้น แต่ต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีขยับขึ้นจนกระทบกำไร อีกทั้งกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ทำให้ภาคการผลิตเพื่อการบริโภคในประเทศเติบโตช้า ด้านการท่องเที่ยวที่เรียกว่าฟื้นตัวก็ฟื้นเพียงไม่กี่เมือง เมืองรองการท่องเที่ยวยังอ่อนแอ ด้านอสังหาริมทรัพย์มีสต๊อกสูงกว่าความต้องการ ขายไม่หมด โดยเฉพาะต่างจังหวัด สะท้อนกำลังซื้อระดับกลางถึงล่างที่เปราะบาง ส่วนภาคธุรกิจทั่วไปถ้าเข้าถึงเทคโนโลยีได้ยากก็ยากจะปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต

 

  1. เงินเฟ้อไทยลดลงช้า – แม้เงินเฟ้อของไทยน่าจะผ่านจุดสูงสุดไปได้ แต่จะเริ่มเห็นการส่งผ่านของราคาสินค้าจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคมากขึ้นในไตรมาส 4 โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจโดยภาพรวมกำลังฟื้นตัว กำลังซื้อดีขึ้นบ้าง ผู้ผลิตที่มีต้นทุนสินค้าสูงขึ้นโดยเฉพาะจากราคาน้ำมันน่าจะสามารถขยับราคาสินค้าและบริการได้มากขึ้น อีกทั้งต้นทุนด้านแรงงานที่กำลังขยับขึ้นตามค่าแรงขั้นต่ำ น่าจะมีผลให้ราคาสินค้ายังคงขยับสูงขึ้นต่อในปีหน้า แต่คงไม่รุนแรงเท่าที่ผ่านมา 

 

สำนักวิจัยฯ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อน่าจะเฉลี่ยที่ราว 6.2% ปีนี้ และ 2.9% ในปีหน้า โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของปีที่เงินเฟ้อสูงกว่ากรอบบนของนโยบายการเงินที่ 1-3% น่าจะมีผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องจากปลายปีนี้ที่ 1.75% ไปจนถึงกลางปีหน้าที่ระดับ 2.50% และน่าจะคงไว้ที่ระดับนี้ตลอดทั้งปี แต่หากเงินเฟ้อยังสูง ประกอบกับความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันในต่างประเทศ ทาง กนง. อาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแรงกว่าคาด ทำให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าเติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์

 

  1. เสียโอกาสการลงทุน – ไทยอาจเสียโอกาสการลงทุนจากความไม่แน่นอนทางการเมือง การเปลี่ยนรัฐบาลหลังการเลือกตั้งทั่วไปน่าจะมีขึ้นภายใน 9 เดือนนี้ แม้การเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย แต่นักลงทุนต่างชาติจะรอความชัดเจนในนโยบายของรัฐบาลใหม่ก่อนเข้าลงทุนโครงการขนาดใหญ่ นอกจากนี้ไทยอาจเสียโอกาสบรรลุข้อตกลงการเจรจาการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าสำคัญหากไม่มีสภาในการรับรองสนธิสัญญากับต่างประเทศ และจะยิ่งทำให้ไทยขาดจุดแข็งดึงดูดต่างชาติย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทยได้ หากเร่งขจัดความไม่แน่นอน ประเทศไทยจะมีโอกาสในการลงทุนดีขึ้น นอกจากนี้การยุบสภาจะมีผลให้การลงทุนภาครัฐในโครงการใหม่ชะลอไปก่อนมีรัฐบาลชุดใหม่ แต่จะแก้ไขได้ถ้าเร่งอนุมัติโครงการโดยเร็ว ซึ่งจะยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนเข้าลงทุนตาม

 

  1. วิกฤตพลังงานในยุโรป – สืบเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยุโรปที่อาจนำไปสู่การจำกัดการส่งออกแก๊สธรรมชาติจากรัสเซียไปยุโรปในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะถึง จะทำให้หลายประเทศในยุโรปเผชิญปัญหาวิกฤตพลังงาน และหากลากยาวออกไปจะกระทบชีวิตความเป็นอยู่ของคนในยุโรป การบริโภคลดต่ำลง ภาคการผลิตหยุดชะงัก นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจได้ ต้องจับตาว่าชาติสมาชิกในสหภาพยุโรปจะมีความเห็นขัดแย้งกันหรือไม่ เพราะบางกลุ่มที่แม้ไม่เห็นด้วยกับสงครามที่รัสเซียทำกับยูเครน แต่อาจมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักและยอมเปลี่ยนมุมมองแตกต่างกับชาติสมาชิกอื่นเพื่อนำเข้าน้ำมันและแก๊สธรรมชาติในราคาที่ถูกลงจากรัสเซีย อย่างไรก็ดี หากปัญหาการขาดแคลนพลังงานลากยาว เศรษฐกิจยุโรปถดถอย จะกระทบเศรษฐกิจไทยผ่านการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยว ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีปัญหา

 

  1. สหรัฐฯ เร่งขึ้นดอกเบี้ย – เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเผชิญภาวะถดถอย GDP ติดลบนับจากไตรมาส 4 ไปถึงปีหน้าหากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงเร่งการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกดดันเงินเฟ้อลดลง คาดว่าปีนี้ Fed จะยังคงขึ้นดอกเบี้ยในระดับสูงกว่าปกติ ไปอยู่ที่ระดับ 4.50% เป็นอย่างน้อย ช่วงปลายปี จนมั่นใจว่าเงินเฟ้อจะลดลงอย่างชัดเจน เพราะ Fed คงกังวลว่าหากไม่ส่งสัญญาณชัดเจนพอ หรือไม่สามารถลดการคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตได้ดีพอ เงินเฟ้อที่แม้จะปรับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในเดือนต่อๆ ไป อาจพลิกกลับมาเพิ่มขึ้นได้อีก และจะยิ่งทำให้ Fed ต้องเข้มงวดในการปรับดอกเบี้ยขึ้นแรงมากเกินจำเป็น กระทบเศรษฐกิจหนักขึ้น คาดว่า Fed จะยังคงขึ้นดอกเบี้ยไปถึงจุดสูงสุดที่ระดับ 4.75% ในช่วงกลางปีหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อสามารถลดลงมาได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ขณะเดียวกัน คาดว่า Fed จะดูดซับสภาพคล่องผ่านการลดงบดุลหรือมาตรการ Quantitative Tightening (QT) ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของทั้งบริษัทและครัวเรือน โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ขยับสูงขึ้นได้ต่อเนื่อง แม้ Fed อาจประสบความสำเร็จในการสร้างเสถียรภาพด้านราคาด้วยการลดการคาดการณ์เงินเฟ้อในปีหน้าได้ แต่จากสงครามเงินเฟ้ออาจมีธุรกิจหลายแห่งล้มลง คนอเมริกันหลายล้านคนตกงาน การบริโภคชะลอแรง กดดันเศรษฐกิจโลกให้เติบโตช้าลง กระทบการส่งออกของไทยติดลบปีหน้า คาดว่าการส่งออกสินค้าสกุลดอลลาร์สหรัฐจะหดตัว 0.6% ปีหน้า หลังขยายตัว 7.1% ปีนี้

 

  1. เงินหยวนอ่อนค่า – การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนมีผลกดดันเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียนเป็นพิเศษ เห็นได้จากช่วงที่จีนมีคำสั่งล็อกดาวน์หรือจำกัดการเดินทางในประเทศ สินค้าบริโภคที่ส่งออกไปจีนกระทบมาก ห่วงโซ่อุปทานชะงักงันจากการหยุดผลิตสินค้า ปัญหาด้านการขนส่งสินค้าทางเรือกระทบการค้าในอาเซียนรวมทั้งไทย มองต่อไปคาดว่าจีนจะเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ และลดข้อจำกัดการเดินทางต่างประเทศช่วงปลายปีนี้ตามอย่างฮ่องกง อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจจีนเสี่ยงเติบโตช้ากว่าในอดีต ประกอบกับมีสงครามเทคโนโลยี (มาตรการจำกัดการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของจีนจากสหรัฐฯ) กระทบเงินทุนเคลื่อนย้ายและความมั่นใจการลงทุนในจีน

 

ประเด็นสำคัญคือส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ และจีนจะยิ่งกว้างขึ้น เพราะสหรัฐฯ กำลังขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง สวนทางกับจีนที่มีโอกาสลดดอกเบี้ยเพื่อฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อเงินเฟ้อของจีนยังต่ำ มีผลให้เงินหยวนอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐได้อีก ช่วงที่เงินหยวนแตะระดับ 7 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ มีผลทางจิตวิทยาให้นักลงทุนเก็งกำไรว่าเงินหยวนอาจอ่อนค่าขึ้นอีก ส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาค โดยเฉพาะเงินบาทที่มีความเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกับหยวนอย่างใกล้ชิดอ่อนค่าตามได้

 

ทั้งนี้ อมรเทพประเมินว่า ค่าเงินบาทมีโอกาสแกว่งตัวในระดับ 37-37.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยไทยและสหรัฐฯ กว้างขึ้นอีก ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นอยู่ในระดับสูง จะดึงดูดเงินทุนไหลจากตลาดทุนไทยไปพักในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น คาดว่าเงินบาทอาจแตะระดับ 38.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐปลายปีนี้ และมีความเสี่ยงที่อ่อนค่าช่วงต้นปีหน้าได้อีกจากปัญหาความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการอ่อนค่าของเงินหยวน ประกอบกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในต้นปีหน้า ก่อนที่เงินบาทจะแตะระดับ 37.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐปลายปีหน้า เมื่อเงินเฟ้อสหรัฐฯ เริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงโตช้าและมีปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้นจน Fed จะส่งสัญญาณการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายได้บ้างในปีถัดไป

 

อย่างไรก็ดี หากหยวนอ่อนค่าปีหน้าหรือจีนมีปัญหาเศรษฐกิจต่อเนื่อง เงินบาทอาจจะไม่พลิกมาแข็งค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐ แต่น่าจะอ่อนค่าในทิศทางเดียวกับเงินหยวนและค่าเงินในภูมิภาค ซึ่งจะกระทบต้นทุนการนำเข้าสินค้าและทำให้เงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับสูงปีหน้า

 

“เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 แม้ใกล้จะฟื้นตัวเท่าช่วงก่อนโควิด แต่ขาดการกระจายตัวและอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ มีเพียงกลุ่มท่องเที่ยวฟื้นได้เร็ว ส่วนปัญหาเงินเฟ้อยังรุนแรงต่อ เพราะแม้เงินเฟ้อจะลดลงแต่ราคาสินค้าและบริการหลากหลายหมวดหมู่เริ่มขยับขึ้นหลังผู้ผลิตอั้นต้นทุนต่อไปไม่ไหว จึงคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง ด้านการเมืองไทย อาจเห็นรัฐบาลยุบสภาช่วงไตรมาส 4 ถึงต้นปีหน้า มีผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติที่เตรียมย้ายฐานมาไทยและการลงทุนภาครัฐโครงการใหม่อาจชะลอออกไปก่อนมีรัฐบาลใหม่ ด้านต่างประเทศ ปัจจัยที่กระทบการส่งออกและการท่องเที่ยวไทยคือ วิกฤตพลังงานในยุโรปที่กระทบการบริโภคและการลงทุนหากยุโรปมีปัญหากับรัสเซีย และปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวแรงหลัง Fed เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ อีกทั้งการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ สวนทางกับจีนที่ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนเก็งกำไรการอ่อนค่าของเงินหยวน และจะยิ่งทำให้เงินบาทอ่อนค่าได้แรงปลายปีนี้” อมรเทพกล่าว

The post CIMBT ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้เป็น 3.2% เตือนไทยตั้งรับ 6 ปัจจัยเสี่ยงฉุดการเติบโตในไตรมาส 4 appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT คาด กนง. เริ่มทยอยขึ้นดอกเบี้ยไตรมาส 3 ที่ 0.25% ก่อนจบรอบที่ 1.5% https://thestandard.co/gradually-raise-interest-rates-in-the-3rd-quarter/ Thu, 16 Jun 2022 07:20:08 +0000 https://thestandard.co/?p=642658 CIMBT

Markets Research & Advisory ธุรกิจบริหารเงิน ธนาคาร […]

The post CIMBT คาด กนง. เริ่มทยอยขึ้นดอกเบี้ยไตรมาส 3 ที่ 0.25% ก่อนจบรอบที่ 1.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT

Markets Research & Advisory ธุรกิจบริหารเงิน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มอง​อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยว่าจะเป็นขาขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะเริ่มขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในไตรมาส 3 นี้ เนื่องจากคาดว่าอัตราเงินเฟ้อไทยในช่วงไตรมาสหน้าจะยังคงอยู่ในระดับที่สูงจาก 3 ปัจจัย ได้แก่

 

  1. ผลกระทบของการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 

 

  1. แรงหนุนจากนโยบายการเปิดประเทศแบบเต็มรูปแบบในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ 

 

  1. ผลของฐานที่ต่ำจากปี 2564 โดยอัตราเงินเฟ้อไทยในช่วงไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับติดลบ 

 

ภิสัก อึ้งถาวร ผู้บริหารฝ่ายวิจัยตลาดเงินและที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มองว่าประเทศไทยยังอยู่ในภาวะดอกเบี้ยต่ำ และคาดว่าอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นรอบนี้ Terminal Rate (จุดสูงสุดของการขึ้นดอกเบี้ย) ของไทยจะอยู่ที่ระดับ 1.50% 

 

สำหรับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในระยะถัดไป คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 3% ซึ่งจะไม่สูงเท่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปยังต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งในเรื่องปัญหาประชากรผู้สูงอายุ ปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับที่สูงกว่า 90% ต่อ GDP และปัญหาการกระจายรายได้ ซึ่งการเติบโตของเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มที่จะต่ำกว่าในอดีตนั้น อาจส่งผลให้การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยทำได้ไม่มากเหมือนในช่วงที่ผ่านมา

 

จากปัจจัยข้างต้น ธนาคารจึงแนะนำนักลงทุนให้ปรับพอร์ตเพิ่มการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มีอายุสั้นประมาณ 2-3 ปี และผลิตภัณฑ์ประเภทคุ้มครองเงินต้นแบบมีการันตีผลตอบแทนขั้นต่ำ เพื่อลดความเสี่ยงจากตลาดที่มีความผันผวนสูง โดยที่ยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

 

The post CIMBT คาด กนง. เริ่มทยอยขึ้นดอกเบี้ยไตรมาส 3 ที่ 0.25% ก่อนจบรอบที่ 1.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT คาดดอกเบี้ยขาขึ้นทำเอกชนไทยระดมทุนผ่านตราสารหนี้ในปีนี้ลดลง แนะรายย่อยลงทุนในหุ้นกู้ ตลาดรองรับดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝาก https://thestandard.co/cimbt-expect-rising-interest-rates-thai-private-sectors-raise-funds-debt-instruments/ Wed, 23 Feb 2022 11:42:06 +0000 https://thestandard.co/?p=597754 CIMBT

ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย คาดภาวะดอกเบี้ยโลกขาขึ้นจะส่งผลให้ […]

The post CIMBT คาดดอกเบี้ยขาขึ้นทำเอกชนไทยระดมทุนผ่านตราสารหนี้ในปีนี้ลดลง แนะรายย่อยลงทุนในหุ้นกู้ ตลาดรองรับดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT

ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย คาดภาวะดอกเบี้ยโลกขาขึ้นจะส่งผลให้เอกชนไทยระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ในปีนี้ลดลง โดยประเมินว่าผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีไทยมีโอกาสขึ้นไปแตะระดับ 2.4% ในช่วงกลางปีนี้

 

กรกฏ กมลเนตรพิสุทธิ์ ผู้บริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้และเงินตราต่างประเทศ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่า ภาวะดอกเบี้ยที่เข้าสู่ขาขึ้นในปีนี้อาจส่งผลให้ธุรกิจเอกชนไทยมีการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้หรือออกหุ้นกู้ลดลงจากปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าภาพรวมมูลค่าการออกตราสารหนี้ของธุรกิจเอกชนในปีนี้จะลดลงจาก 1 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา ลงมาอยูที่ 8-9 แสนล้านบาท

 

“ภาคเอกชนไทยมีการเร่งออกตราสารหนี้กันค่อนข้างมากไปแล้วตั้งแต่ในปีที่ผ่านมา เพราะพอจะคาดเดากันได้ว่าดอกเบี้ยในปีนี้จะเป็นขาขึ้น ทำให้ต้นทุนในการออกจะสูงขึ้น ขณะเดียวกันสถานการณ์โควิดที่มีแนวโน้มผ่อนคลายขึ้นก็ทำให้หลายบริษัทเริ่มมีแผนจะลงทุนใหม่ในปีนี้ จึงเริ่มตุนเงินสดกันล่วงหน้า” กรกฏกล่าว

 

กรกฏกล่าวอีกว่า แม้ว่าดอกเบี้ยนโยบายไทยจะยังไม่มีการปรับขึ้น แต่การส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยและดูดสภาพคล่องกลับของธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของไทยปรับเพิ่มขึ้นจาก 1.8% ในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 2.2% ไปแล้ว และคาดว่าผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของไทยจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 2.4% ในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ในปีนี้

 

กรกฏกล่าวว่า ในภาวะที่ทิศทางดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น แต่ดอกเบี้ยเงินฝากยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ โดยล่าสุดจากข้อมูลของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) ในเดือนพฤศจิกายน 2564 พบว่ายังมียอดเงินฝากคงค้างในระบบแตะสูงถึง 14.89 ล้านล้านบาท ดังนั้นด้วยสภาวะเช่นนี้จึงเป็นโอกาสของนักออมเงินทั่วประเทศในการขยับเงินออมมาลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้คุณภาพดี เพื่อเขยิบผลตอบแทนให้สูงขึ้น หรืออีกมุมหนึ่ง สำหรับลูกค้าที่มีหุ้นกู้หรือพันธบัตรในมือ ก็สามารถนำมาขายก่อนครบกำหนดได้ผ่านบริการซื้อขายตราสารหนี้ของธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย หรือเรียกกันว่าหุ้นกู้ตลาดรอง

 

ยกตัวอย่างเช่น พันธบัตรออมทรัพย์รุ่นออมไปด้วยกัน ที่ออกมาในเดือนพฤศจิกายน 2564 วงเงิน 5.5 หมื่นล้านบาท ก็จะเริ่มนำมาขายเปลี่ยนมือได้เป็นวันแรกในวันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งผู้ที่ถือรุ่นนี้ก็สามารถปรับพอร์ตการลงทุน นำมาขายก่อนครบกำหนด รับกำไรจากการขาย และนำไปต่อยอดการลงทุน รับโอกาสใหม่ๆ สอดรับกับดอกเบี้ยขาขึ้น

 

“การขายก่อนครบกำหนดแบบนี้ หลายๆ คนอาจไม่เคยทราบ เพราะคุ้นชินกับการถือครบกำหนด อย่างพันธบัตรออมทรัพย์ที่ทุกคนรู้จักและคุ้นเคย จนตลาดเติบโตมีมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท แต่คนส่วนใหญ่ยังถือจนครบกำหนด เพราะไม่เคยรู้กลยุทธ์การลงทุนในแบบอื่นๆ พอซีไอเอ็มบี ไทย ออกข่าวไป ก็มีนักลงทุนที่ถือครองเริ่มนำมาขาย โดยยังได้ดอกเบี้ย 3 เดือนด้วย และได้ Capital Gain อีก 4-5% จากการขาย” กรกฏกล่าว

 

สำหรับการขายพันธบัตรออมทรัพย์ที่ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กรกฏระบุว่า สามารถทำได้ตาม 4 ขั้นตอนต่อไปนี้ 1. ลูกค้านำเล่มพันธบัตรไปเปลี่ยนเป็นใบพันธบัตรจากธนาคารที่ซื้อพันธบัตรมาในครั้งแรก 2. ติดต่อขายพันธบัตรที่ซีไอเอ็มบี ไทย 3. จัดส่งเอกสารประกอบการขายพันธบัตร ประกอบด้วยพันธบัตรตัวจริง สำเนาบัตรประชาชน สำเนาสมุดบัญชี 4. เมื่อจัดส่งเอกสารตัวจริงครบถ้วนสมบูรณ์ให้ธนาคาร ลูกค้ารอรับเงินจากการขายพันธบัตร ภายใน 4-7 วันทำการได้ทันที 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post CIMBT คาดดอกเบี้ยขาขึ้นทำเอกชนไทยระดมทุนผ่านตราสารหนี้ในปีนี้ลดลง แนะรายย่อยลงทุนในหุ้นกู้ ตลาดรองรับดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT กำไรสุทธิปี 64 จำนวน 2.4 พันล้าน โต 89.1% ผลจากการคุมเข้มค่าใช้จ่าย https://thestandard.co/cimbt-net-profit-of-2564/ Fri, 21 Jan 2022 05:28:03 +0000 https://thestandard.co/?p=585017 CIMB

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประกาศกำไรสุทธิปี 2564 ที่ 2,440. […]

The post CIMBT กำไรสุทธิปี 64 จำนวน 2.4 พันล้าน โต 89.1% ผลจากการคุมเข้มค่าใช้จ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMB

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประกาศกำไรสุทธิปี 2564 ที่ 2,440.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,150 ล้านบาท หรือ 89.1% เมื่อเปรียบเทียบผลกำไรสุทธิของงวดเดียวกันปี 2563 สาเหตุหลักเกิดจากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้นส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 8.1% และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 25.7% ในขณะที่รายได้จากการดำเนินงานลดลง 3.9%

 

ทั้งนี้ รายได้จากการดำเนินงานสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2564 มีจำนวน 14,347.4 ล้านบาท ลดลงจำนวน 579.7 ล้านบาท หรือ 3.9% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปี 2563 เป็นผลจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 988.5 ล้านบาท หรือ 9% ตามการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อและธุรกิจเช่าซื้ออันเนื่องมาจากการขยายตัวของสินเชื่อลดลง   

 

ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิของธนาคารอยู่ที่ 337.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.9% ส่วนใหญ่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมจากการเป็นนายหน้าขายประกันและหน่วยลงทุน รายได้จากการดำเนินงานอื่นเพิ่มขึ้นจำนวน 71.2 ล้านบาท หรือ 2.6% สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน

 

สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2564 เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปี 2563 ลดลงจำนวน 723.3 ล้านบาทหรือ 8.1% เนื่องจากการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น ทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้จากการดำเนินงานสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2564 อยู่ที่ 57% ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2563 อยู่ที่ 59.6%

 

อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Net Interest Margin: NIM) สำหรับปี 2564 อยู่ที่ 3.1% ลดลงจากงวดเดียวกันปี 2563 อยู่ที่ 3.2% เป็นผลจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อและธุรกิจเช่าซื้อ

 

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 เงินให้สินเชื่อสุทธิจากรายได้รอตัดบัญชี (รวมเงินให้สินเชื่อซึ่งค้ำประกันโดยธนาคารอื่นและเงินให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงิน) ของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 2.11 แสนล้านบาท ลดลง 6.6% เมื่อเทียบกับเงินให้สินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 กลุ่มธนาคารมีเงินฝาก (รวมตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางประเภท) จำนวน 2.33 แสนล้านบาท ลดลง 7.1% จากสิ้นปี 2563 ซึ่งมีจำนวน 2.5 แสนล้านบาท โดยอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (The Modified Loan to Deposit Ratio) ของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นเป็น 90.9% จาก 90.5% 

 

ด้านสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) อยู่ที่ 7.9 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อทั้งสิ้นอยู่ที่ 3.7% ลดลงเมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 อยู่ที่ 4.6% สาเหตุหลักจากการขายสินเชื่อด้อยคุณภาพในปี 2564 การบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ การปรับปรุงการบริหารคุณภาพสินทรัพย์และกระบวนการในการเก็บหนี้

 

อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 อยู่ที่ 117.5% เพิ่มขึ้นจากวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ซึ่งอยู่ที่ 93.3% ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของกลุ่มธนาคารอยู่ที่จำนวน 8.3 พันล้านบาท เป็นเงินสำรองส่วนเกินตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 1.5 พันล้านบาท

 

เงินกองทุนรวมของกลุ่มธนาคาร ณ สิ้นวันที่ 31 ธันวาคม 2564 มีจำนวน 5.44 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยง 22.4% โดยเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ 16.3%

 


ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

Twitter: twitter.com/standard_wealth

Instagram: instagram.com/thestandardwealth

Official Line คลิก https://lin.ee/xfPbXUP

 

The post CIMBT กำไรสุทธิปี 64 จำนวน 2.4 พันล้าน โต 89.1% ผลจากการคุมเข้มค่าใช้จ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT มองเศรษฐกิจไทยปีหน้าเหมือนเสือหมอบรอกระโจน คาดส่งออก ท่องเที่ยว และกำลังซื้อระดับกลาง-บน ที่ฟื้นตัวหนุน GDP โตได้ 3.8% https://thestandard.co/cimbt-see-thai-gdp-next-growing-3-8-percents/ Thu, 25 Nov 2021 06:38:54 +0000 https://thestandard.co/?p=563988 CIMBT

สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ปรับประมาณการเศรษฐกิจป […]

The post CIMBT มองเศรษฐกิจไทยปีหน้าเหมือนเสือหมอบรอกระโจน คาดส่งออก ท่องเที่ยว และกำลังซื้อระดับกลาง-บน ที่ฟื้นตัวหนุน GDP โตได้ 3.8% appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT

สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ปรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2564 จาก 0.4% เป็น 1.1% และปี 2565 จาก 3.2% เป็น 3.8% รับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ที่ดีกว่าคาด จากปัญหาอุปทานชะงักงันในโรงงานที่ไม่รุนแรงและกำลังคลี่คลาย พร้อมกับการควบคุมการระบาดโควิดในประเทศที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นจนสามารถเปิดเมืองและเปิดรับการท่องเที่ยวได้ 

 

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า นับจากปี 2563 เป็นต้นมา ท่ามกลางการระบาดของโควิดทั่วโลก เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะถดถอย โตช้า ซึมยาว โดยในปี 2564 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า GDP ไทยจะเติบโตต่ำสุดในอาเซียน เหนือเพียงประเทศเมียนมาที่มีปัญหาการเมืองที่รุนแรง 

 

ขณะที่ต่างประเทศเริ่มมองประเทศไทยเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ ที่ต่างชาติเมินการลงทุน ทั้งการลงทุนทางตรง (FDI) พิจารณาได้จากยอดการออกบัตรส่งเสริมฯ ที่มีเงินลงทุน 227,720 ล้านบาท จำนวน 936 โครงการ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 ลดลง 31% และ 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนตามลำดับ และการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวม  63,399 ล้านบาท ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 

 

“เรามองว่าในความเป็นจริงเศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพ เพียงแต่รอปัจจัยที่เอื้ออำนวยและมาตรการภาครัฐที่สนับสนุนการเติบโตระยะยาวอย่างเต็มที่ จึงอาจเปรียบเศรษฐกิจไทยปี 2565 ว่าเป็นเสมือนเสือโคร่งที่ซุ่มหมอบรอจังหวะพุ่งกระโจน ไม่ใช่เสือป่วยนอนหลับนิ่งอย่างที่ใครคิดกัน แต่ขณะเดียวกันต้องระวังให้ดี เพราะมีเสือร้ายอีกตัวคอยดักซุ่มขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2565” อมรเทพกล่าว

 

ทั้งนี้ อมรเทพระบุว่า เศรษฐกิจไทยปี 2565 จะมี 3 ปัจจัยสนับสนุนในการฟื้นตัว ได้แก่

 

ปัจจัยแรก คือ การส่งออก ที่คาดว่าจะเติบโตได้ 4.7% จากการฟื้นตัวต่อเนื่องในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง ปิโตรเคมี และกลุ่มอาหารแปรรูป ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าสำคัญ หลังจากที่พลเมืองในหลายประเทศได้รับการฉีดวัคซีน มีการเปิดเมือง กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มเร่งขึ้นอีกครั้ง แม้จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันยังเพิ่มขึ้น แต่จำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ในระดับต่ำ 

 

ทำให้คาดว่าหลายประเทศในปีหน้าจะจำกัดการเคลื่อนย้ายคนเฉพาะกลุ่มคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนหรือมีปัญหาสุขภาพ แทนการล็อกดาวน์ ส่วนภาคการผลิตของไทยไม่ได้มีปัญหาห่วงโซ่อุปทานชะงักงันรุนแรง สามารถบริหารจัดการแรงงานที่ติดเชื้อโควิดและคัดแยกแรงงานกลุ่มเสี่ยงไม่ให้กระทบแรงงานส่วนใหญ่ได้ดี กำลังการผลิตเร่งขึ้นได้ต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทั้งภาคอุปสงค์และอุปทานด้านการส่งออกของไทยในปีหน้า

 

ปัจจัยที่สอง คือ การท่องเที่ยว ที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาราว 5.1 ล้านคน นับว่าฟื้นตัวดีขึ้นหลังการเปิดประเทศและลดข้อจำกัดด้านการกักตัวของนักท่องเที่ยว โดยคาดว่าส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากกลุ่มประเทศที่เปิดรับนักท่องเที่ยวโดยไม่ต้องกักตัวเช่นกัน เพื่อลดความยุ่งยากหากนักท่องเที่ยวต้องกักตัวหลังเดินทางกลับจากไทย ประเทศเหล่านี้ประกอบด้วยสหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี และกลุ่มยุโรปอื่นๆ กลุ่มตะวันออกกลาง และกลุ่มอาเซียน ยกเว้นจีน ที่เป็นตลาดนักท่องเที่ยวหลักของไทย โดยก่อนโควิดในปี 2562 มีสัดส่วนสูงถึง 28% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด จะยังไม่กลับเข้ามาไทยมากนัก 

 

โดยสำนักวิจัยคาดว่าจะมีคนจีนเพียง 9% ของจำนวนนักท่องเที่ยว 5.1 ล้านคน เนื่องจากทางการจีนกังวลการแพร่ระบาดของโควิดในประเทศ จึงยังไม่น่าจะเปิดให้มีการท่องเที่ยวระหว่างประเทศมากนัก การท่องเที่ยวน่าจะฟื้นตัวได้ดีช่วงครึ่งปีหลัง เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจรอให้พลเมืองไทยได้รับวัคซีนที่มีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอ และจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันลดลงมากกว่านี้ 

 

ดังนั้น การเข้ามาของนักท่องเที่ยวช่วงครึ่งปีหลังจะเร่งให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวชัดเจนและกระจายตัวได้ดีขึ้น ส่งผลดีต่อกลุ่มผู้ประกอบการอิสระ กลุ่มแรงงานด้านบริการ และผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก กลุ่มอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจขนส่งผู้โดยสาร ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์

 

ปัจจัยที่สาม คือ กำลังซื้อระดับกลาง-บน ที่เริ่มเห็นสัญญาณการใช้จ่ายหลังเปิดเมือง การที่ไทยไม่มีปัญหาการว่างงานสูง แต่คนระมัดระวังการใช้จ่ายเพราะขาดความเชื่อมั่นในความมั่นคงของงาน ดังนั้น เมื่อมีการเปิดเมือง กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มคึกคัก คนจะเริ่มจับจ่ายใช้สอยและนำเงินออมออกมาใช้มากขึ้น กลุ่มที่จะฟื้นตัวได้เร็ว ได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ร้านอาหาร โรงแรม และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในประเทศอื่นๆ โดยกลุ่มที่ฟื้นได้เร็วจะอยู่ในกลุ่มที่ผู้บริโภคสามารถลดค่าใช้จ่ายผ่านมาตรการภาครัฐที่คาดว่าจะยังคงมีต่อเนื่อง เช่น คนละครึ่ง ยิ่งใช้ยิ่งได้ และเราเที่ยวด้วยกัน 

 

ขณะเดียวกัน เมื่อความเชื่อมั่นฟื้นได้ดีขึ้นหลังจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง การได้รับวัคซีนเข็ม 3 มีมากขึ้น คนจะกล้าซื้อของกลุ่มที่มีราคาสูงขึ้น เช่น เสื้อผ้า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ แม้เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีแรกจะขับเคลื่อนด้วยการบริโภคจากกลุ่มกำลังซื้อกลาง-บนเป็นหลัก แต่เชื่อว่าหลังมีการกระจายวัคซีนที่ดีขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มมากขึ้น กำลังซื้อระดับกลาง-ล่างจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรปีหน้ายังอยู่ระดับสูงและปริมาณน้ำที่มากกว่าปีนี้น่าจะสนับสนุนผลผลิตให้มากขึ้นและทำให้รายได้ภาคเกษตรสูงขึ้นในปีหน้า 

 

อย่างไรก็ดี แม้เศรษฐกิจไทยปีหน้าจะพุ่งทะยานได้จาก 3 ปัจจัยเบื้องต้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะสะดุดจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้

 

ปัจจัยแรก คือ การระบาดของโควิดรอบใหม่ ทั้งในไทยและประเทศคู่ค้าสำคัญ ที่จะกระทบกำลังซื้อของคนในประเทศ การส่งออก และการท่องเที่ยว แม้ไทยและอีกหลายประเทศจะไม่ล็อกดาวน์ แต่จะกระทบความเชื่อมั่น การบริโภค และกระทบห่วงโซ่อุปทานให้ภาคการผลิตหยุดชะงักได้ 

 

ปัจจัยที่สอง คือ สงครามการค้า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงดำเนินต่อไปในปี 2565 ถ้าปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้น บรรยากาศการค้าโลก รวมทั้งความต้องการสินค้าจากไทยไปจีนและอาเซียนจะได้รับผลกระทบดังเช่นในอดีต แม้ไทยจะยังสามารถส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ได้ดี แต่ก็ไม่น่าจะชดเชยการส่งออกที่ลดลงในภูมิภาคได้ 

 

ปัจจัยที่สาม คือ ปัญหาเงินเฟ้อ หรือค่าครองชีพของคนไทยที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมัน อาหารสด และต้นทุนภาคการผลิตอื่นๆ แม้เงินเฟ้อปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ราว 1.9% และราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยที่ 67 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่หากเกิดปัญหาอุปทานชะงักงันในภาคการผลิตในจีน หรือราคาวัตถุดิบอื่นๆ พุ่งขึ้นเร็ว อัตราเงินเฟ้อของไทยอาจเร่งขึ้นได้อีก ซึ่งราคาสินค้าที่สูงจะกระทบกำลังซื้อของคนรายได้น้อยมากกว่าคนรายได้สูง เพราะคนรายได้น้อยมีสัดส่วนการบริโภคต่อรายได้สูง แปลว่ามีเงินเท่าใดก็ต้องนำไปใช้จ่ายแทบทั้งหมด เมื่อรายได้โตไม่ทันรายจ่าย ภาระหนี้จะเพิ่มขึ้น หรือคนจะต้องยิ่งประหยัดหรือลดการบริโภคลง และขาดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

 

โดยมองว่าแนวทางแก้ปัญหาเงินเฟ้อน่าจะอยู่ที่มาตรการทางการคลังด้วยการลดค่าครองชีพผู้มีรายได้น้อย แต่ไม่น่าจะเป็นการหว่านแหด้วยการลดราคาสินค้าหรือใช้เงินรัฐในการอุดหนุนทุกอย่าง เนื่องจากเมื่อเศรษฐกิจฟื้น กำลังซื้อคนระดับกลาง-บนดีขึ้น รัฐบาลน่าจะสามารถเยียวยาเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่ฟื้นได้

 

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทและดอกเบี้ยในปีหน้า สำนักวิจัยคาดว่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จากปัจจัยด้านทุนเคลื่อนย้าย โดยปัญหาเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ยังมีต่อเนื่องถึงช่วงกลางปีหน้า มีผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ดำเนินการปรับลดการอัดฉีดสภาพคล่อง หรือสิ้นสุดมาตรการ QE ในช่วงกลางปี ก่อนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ 3 ครั้งในปีหน้า ซึ่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ อย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีการสื่อสารที่ชัดเจนไม่น่าจะมีผลให้ตลาดเงินและตลาดทุนโลกผันผวนแรง 

 

แต่ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นในสหรัฐฯ อาจดึงเงินให้ไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งไทยบ้าง แม้ต่างชาติยังน่าจะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ไทย เพื่อหวังผลตอบแทนจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะจากการเปิดประเทศ ที่น่าจะมีผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกมาเกินดุลในช่วงครึ่งปีหลังจากที่ขาดดุลสูงในปีนี้ โดยสำนักวิจัยคาดการณ์เงินบาทปลายปี 2564 ไว้ที่ระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และปลายปี 2565 ไว้ที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

ในด้านดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.50% ต่อปีตลอดทั้งปีหน้า และน่าจะใช้มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องให้ธุรกิจที่ฟื้นตัวช้า หรือส่งเสริมมาตรการช่วยเหลือครัวเรือนที่ขาดรายได้ เพิ่มความยืดหยุ่นในการชำระหนี้ แต่จากเงินเฟ้อที่เร่งสูงขึ้น  ทาง กนง. อาจเริ่มส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังระดับขนาดเศรษฐกิจไทยยืนได้เหนือปี 2562 อัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% และมีการกระจายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นได้ในปี 2566

 

“โดยสรุปภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะเป็นปีเสือหมอบรอกระโจน แต่ให้ระวังเสือร้ายหรือปัจจัยเสี่ยงทำเศรษฐกิจสะดุด นอกจากนี้เรายังอยากให้นักลงทุนทำใจดีสู้เสือ เพื่อรับศึกเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้านี้ ซึ่งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนในเดือนพฤศจิกายนปีหน้าในสหรัฐฯ อาจมีความพยายามจากทั้งสองพรรคใหญ่ในการดึงคะแนนนิยมจากประชาชนด้วยการใช้นโยบายแข็งกร้าวต่อจีน ซึ่งปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนมาตรการที่จีนจะใช้ตอบโต้สหรัฐฯ และจัดระเบียบเศรษฐกิจในประเทศ อาจสร้างความผันผวนต่อตลาดเงินและตลาดทุนได้ อย่างไรก็ดี แม้มีปัญหาใดๆ ก็แล้วแต่ นักลงทุนจะย้อนกลับมามองที่ว่า Fed จะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือยังคงเสริมสภาพคล่องต่อไป ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพในตลาดทุนได้” อมรเทพกล่าว 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post CIMBT มองเศรษฐกิจไทยปีหน้าเหมือนเสือหมอบรอกระโจน คาดส่งออก ท่องเที่ยว และกำลังซื้อระดับกลาง-บน ที่ฟื้นตัวหนุน GDP โตได้ 3.8% appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT เผยดอกเบี้ยต่ำ ทำคนหนีเงินฝากหันลงทุนหุ้นกู้เพิ่ม ตั้งเป้าดันยอดธุรกรรมซื้อขายหุ้นกู้ตลาดรองปีนี้แตะ 1.8 หมื่นล้าน https://thestandard.co/cimbt-unveiled-low-interest-rate/ Thu, 07 Oct 2021 06:23:56 +0000 https://thestandard.co/?p=545723 CIMBT

ภูดินันท์ เศรษฐนันท์ ผู้บริหารพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงิน ผู้ […]

The post CIMBT เผยดอกเบี้ยต่ำ ทำคนหนีเงินฝากหันลงทุนหุ้นกู้เพิ่ม ตั้งเป้าดันยอดธุรกรรมซื้อขายหุ้นกู้ตลาดรองปีนี้แตะ 1.8 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT

ภูดินันท์ เศรษฐนันท์ ผู้บริหารพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงิน ผู้บริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์การเงิน และผู้บริหารการขายลูกค้าบุคคลธนกิจ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า การที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับภาวะดอกเบี้ยต่ำและมีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงมีความเสี่ยงที่จะโตช้ากว่าที่คาดไว้ สอดคล้องกับผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินล่าสุดที่มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ต่อปี ทำให้ลูกค้าบุคคลในปัจจุบันเริ่มให้ความสนใจลงทุนในหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกับเงินฝากแต่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่ามากขึ้น

 

“ถ้าเรามองย้อนกลับไป 15 ปีที่แล้ว การเก็บเงินออมไว้ในธนาคาร ทำให้เราได้รับผลตอบแทนสูงถึง 5% ต่อปี หรือใกล้กว่านั้นเป็นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก็ยังได้รับผลตอบแทนสูงถึง 3% ต่อปี แต่ในปัจจุบันกลับได้รับผลตอบแทนไม่ถึง 1% ต่อปี แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังคุ้นชินกับการออมแบบนั้น จึงพลาดโอกาสสร้างผลตอบแทนให้สูงขึ้น 3 เท่า ผ่านทางเลือกการลงทุนอย่างหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่ 1.5-4% ต่อปี ไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่หุ้นกู้มีรูปแบบการลงทุนคล้ายการฝากเงิน คือ ได้รับดอกเบี้ยเป็นรายงวด และเงินต้นเมื่อครบกำหนด เพียงเปลี่ยนจากฝากเงินธนาคาร เป็นเจ้าหนี้บริษัทเอกชน” ภูดินันท์ กล่าว

 

ภูดินันท์ กล่าวว่า จากการศึกษาของธนาคารพบว่านักลงทุนกลุ่มที่เปิดใจลงทุนหุ้นกู้แล้ว ก็ยังเจอปัญหาพลาดโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงขึ้น เพราะเฝ้ารอจะซื้อเฉพาะหุ้นกู้ที่เสนอขายครั้งแรกเท่านั้น แล้วยังต้องลุ้นอีกว่า หุ้นกู้ที่สนใจจะจองได้ทันหรือเปล่า เพราะไม่ทราบว่ามีหุ้นกู้ดีๆ รอให้เลือกซื้อในตลาดรองมากมาย ส่วนบางคนรู้จักหุ้นกู้ตลาดรองแล้ว แต่กลับมีความคิดฝังหัวว่า ซื้อหุ้นกู้ตลาดรองต้องแพงกว่าซื้อตอน IPO ดูไม่น่าจะคุ้มค่าการลงทุน ทั้งที่ราคาที่ถูกหรือแพงเป็นไปตามภาวะตลาด ด้านนักลงทุนที่ซื้อหุ้นกู้ไปแล้ว ยังติดภาพจำว่าต้องถือครองหุ้นกู้เก็บไว้จนครบกำหนด แท้จริงแล้วนำออกมาขายเปลี่ยนมือได้ หรือบางคนอาจคิดว่า หากเอามาขายก็ขาดทุนเสมอ ทั้งที่มีโอกาสสร้างผลกำไรได้ด้วย ท้ายสุดเคยไปติดต่อสอบถามข้อมูลหุ้นกู้ แต่ไม่ได้คำตอบที่ช่วยให้ตัดสินใจลงทุนได้

 

“เราเห็นแล้วว่ามีโจทย์ที่ยังไม่ได้รับการแก้ จึงเริ่มลงมือตั้งแต่ปี 2558 เราตั้งใจบุกเบิกตลาดซื้อขายตราสารหนี้ก่อนครบกำหนด หรือเรียกง่ายๆ ว่า หุ้นกู้ตลาดรอง เพื่อให้คนไทยมีทางเลือกการออม ที่ทำให้เงินทำงานหนักขึ้น ในเวลาเท่าเดิม สร้างผลตอบแทนได้สูงขึ้นและเปิดใจให้การลงทุนในหุ้นกู้ อีกทั้งสรรหาหุ้นกู้หลากหลายตัวเลือกในแต่ละวัน หรือหุ้นกู้ดีๆ มีได้ทุกวันที่เป็นสโลแกนหลักของเรา และเรายังหวังไปถึงว่าตลาดตราสารหนี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น และเติบโตมากขึ้นจากนักลงทุนรายย่อย เพื่อเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญของทั้งภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป” ภูดินันท์ กล่าว

 

กรกฏ กมลเนตรพิสุทธิ์ ผู้บริหาร ธุรกิจผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้ และเงินตราต่างประเทศ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ปัจจุบันหุ้นกู้อายุ 5 ปีที่ได้รับอันดับความเชื่อถือ A จะให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.35% ขณะที่หุ้นกู้ที่ได้รับอันดับความเชื่อถือ BBB อาจให้ดอกเบี้ยได้ถึง 3-4% ดังนั้นหากลูกค้ามีการจัดพอร์ตลงทุนในหุ้นกู้ที่ได้ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก 3 เท่าโดยที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกัน

 

“ในประเทศที่พัฒนาแล้วสัดส่วนของลูกค้าบุคคลที่ลงทุนในหุ้นกู้ตลาดรองจะอยู่ที่ 20-30% ขณะที่ในประเทศไทยสัดส่วนนี้ยังต่ำมากอยู่ที่เพียง 1% เราจึงเชื่อว่าหุ้นกู้ตลาดรองยังมีโอกาสเติบโตได้อีกสูง ซึ่งปัจจุบันก็เริ่มเห็นผู้เล่นในตลาดที่เพิ่มขึ้น โดยในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าจะมียอดธุรกรรมซื้อขายหุ้นกู้ตลาดรองให้แก่ลูกค้าส่วนบุคคลที่ 18,000 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 51% ขณะเดียวกันยังคาดว่ายอดธุรกรรมซื้อขายหุ้นกู้ตลาดรองของธนาคารในปี 65 จะเติบโตขึ้นอีก 30% จากปีนี้” กรกฏ กล่าว

 

กรกฏ กล่าวอีกว่า ในเดือนที่ผ่านมาธนาคารได้เปิดให้บริการซื้อหุ้นกู้ตลาดรองผ่านแอปพลิเคชัน CIMB THAI Digital Banking ซึ่งช่วยให้ลูกค้าบุคคลสามารถลงทุนในหุ้นกู้ตลาดรองได้ง่ายและสะดวกขึ้น โดยขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบให้ลูกค้าสามารถขายหุ้นกู้ผ่านแอปพลิเคชันได้ในเร็วๆ นี้ 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post CIMBT เผยดอกเบี้ยต่ำ ทำคนหนีเงินฝากหันลงทุนหุ้นกู้เพิ่ม ตั้งเป้าดันยอดธุรกรรมซื้อขายหุ้นกู้ตลาดรองปีนี้แตะ 1.8 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT หั่นคาดการณ์ GDP ปีนี้จาก 1.3% เหลือ 0.4% กรณีเลวร้ายอาจติดลบ 1.1% พร้อมฉุดปี 2565 โต 0% https://thestandard.co/cimbt-cut-expectation-gdp-from-1-3-to-0-4-percents/ Thu, 19 Aug 2021 09:31:41 +0000 https://thestandard.co/?p=526902 cimb

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธน […]

The post CIMBT หั่นคาดการณ์ GDP ปีนี้จาก 1.3% เหลือ 0.4% กรณีเลวร้ายอาจติดลบ 1.1% พร้อมฉุดปี 2565 โต 0% appeared first on THE STANDARD.

]]>
cimb

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า จากที่สภาพัฒน์รายงานว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ขยายตัว 7.5% จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน หรือ 0.4% จากไตรมาสก่อนหน้าหลังปรับฤดูกาล และคาดทั้งปีขยายตัว 0.7-1.3% หรือเฉลี่ยที่ 1.0% สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้ปรับลดการคาดการณ์ที่ให้ไว้ในเดือนกรกฎาคมที่ 1.3% ลงเหลือ 0.4% ในปี 2564 และจาก 4.2% เหลือ 3.2% สำหรับปี 2565 แต่หากสถานการณ์การระบาดยืดเยื้อกระทบภาคบริการในประเทศ และส่งผลต่อภาคการผลิตที่อาจลดลงจากปัญหาคนงานติดเชื้อจนทำให้การส่งออกลดลงจากที่คาดแล้ว เศรษฐกิจไทยมีโอกาสติดลบได้ถึง -1.1% ในปีนี้ และอาจไม่ขยายตัวเลยในปีหน้า

 

อมรเทพกล่าวอีกว่า หากวิเคราะห์เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะชะลอกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า จากการระบาดที่รุนแรง ผู้ติดเชื้อรายวันในระดับสูง ซึ่งน่าจะมีผลให้รัฐบาลคงมาตรการเข้มงวดในการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจลากยาวไปตลอดไตรมาส 3 แม้จะสามารถเปิดกิจกรรมบางส่วนได้มากขึ้นในช่วงไตรมาส 4 แต่ภาคบริการ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวในประเทศยังคงไม่ฟื้นตัว เพราะความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวยังต่ำ ขณะที่การกระจายวัคซีนยังไม่ครบ ไวรัสกลายพันธุ์มีผลให้ประสิทธิภาพวัคซีนลดลง ประชาชนยังคงกังวลการไปแหล่งชุมชนและเลี่ยงการเดินทาง การบริโภคภาคเอกชนปีนี้มีโอกาสติดลบเทียบปีก่อน พอมีปัจจัยสนับสนุนการบริโภคบ้างคือรายได้ภาคเกษตรขยับตัวดีขึ้นจากกำลังซื้อของคนรายได้ระดับกลาง-บน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานภาคการผลิตเพื่อส่งออกและมนุษย์เงินเดือนนอกกลุ่มท่องเที่ยวยังทรงตัว

 

อย่างไรก็ดี มองว่าการส่งออกยังเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทย จากกำลังซื้อตลาดสำคัญ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และจีน ยังขยายตัวได้ดี ส่งผลให้การส่งออกกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ สินค้าเกษตรแปรรูปและอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปยังขยายตัว แต่ต้องจับตาปัญหาการระบาดที่ทำให้คนงานติดเชื้อและมีการหยุดการผลิตชั่วคราว ซึ่งมีผลให้กำลังการผลิตลดลง และอาจทำให้การส่งออกชะลอตัวได้ อย่างไรก็ดี ปัญหานี้น่าจะได้รับการแก้ไขได้ด้วยการจำกัดจำนวนแรงงานในพื้นที่และการตรวจเชื้อคนงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงในการปิดโรงงานในอนาคต

 

นอกจากนี้ เอกชนยังพร้อมลงทุนด้านเครื่องจักร แต่อาจชะลอการลงทุนด้านการก่อสร้าง ซึ่งอาจเห็นการชะลอของภาคอสังหาริมทรัพย์ใหม่ โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม แต่เอกชนน่าจะเน้นการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์แนวราบมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการคนทำงานที่บ้านที่ต้องการพื้นที่มากขึ้น

 

“รัฐบาลสามารถใช้มาตรการทางการคลังเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ผ่านการใช้จ่ายและการลงทุนที่มากขึ้น เราเห็นว่าหากจะต้องกู้เพิ่มเติมอีก 1 ล้านล้านบาทก็ทำได้ เพื่อประคองเศรษฐกิจด้วยการเยียวยาชดเชยผู้ขาดรายได้ และสร้างแรงจูงใจให้แรงงานอิสระอยู่บ้าน เพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อหากต้องไปหารายได้นอกบ้าน” อมรเทพกล่าว 

 

อมรเทพกล่าวเสริมว่า การกู้รอบนี้อาจเสริมเศรษฐกิจระยะยาวได้สองทาง หนึ่ง คือการวางแผนให้ท้องถิ่นเลือกหาโครงการในการใช้จ่ายเงิน เพื่อสร้างสาธารณูปโภคในพื้นที่ การกระตุ้นหรือลดค่าใช้จ่ายของคนผ่านมาตรการเติมเงินในกระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์เมื่อการระบาดลดลง และสอง คือการใช้มาตรการทางการคลังร่วมกับมาตรการทางการเงิน ด้วยการที่คลังแบ่งเงินมาเพื่อช่วยแบกรับความเสี่ยงในกรณีสินเชื่อที่ปล่อยเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจและครัวเรือนกลายเป็นหนี้เสีย ไม่เช่นนั้นมาตรการทางการเงินผ่านการปล่อยสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูธุรกิจก็ทำได้ช้า จากความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังสูง ขณะที่ทาง ธปท. ยังสามารถลดดอกเบี้ยนโยบายได้อีก 0.25% สู่ระดับ 0.25% พร้อมลดเงินนำส่ง FIDF อีก 0.23% เพื่อลดภาระหนี้ และเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจ หรือคลายข้อจำกัดในการปล่อยสินเชื่อ

 

ด้านค่าเงินบาท ประเมินว่ามีโอกาสอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐได้อีกในระยะสั้นถึงระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงไตรมาส 3 นี้ แต่เมื่อ Fed มีความชัดเจนในการส่งสัญญาณการถอน QE ขณะที่การควบคุมการระบาดในประเทศ พร้อมๆ กับการกระจายวัคซีนที่ดีขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ที่สนับสนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติและแนวโน้มการท่องเที่ยวในปีหน้า เงินบาทจะมีโอกาสกลับมาแข็งค่าได้ราว 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และน่าจะทยอยแข็งค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐในปีหน้า

The post CIMBT หั่นคาดการณ์ GDP ปีนี้จาก 1.3% เหลือ 0.4% กรณีเลวร้ายอาจติดลบ 1.1% พร้อมฉุดปี 2565 โต 0% appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT หั่น GDP ปีนี้เหลือโต 1.3% หลังโควิดระลอกสามส่อเค้ายืดเยื้อ ชี้หากลากยาวถึงไตรมาสสี่ เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่า 1% https://thestandard.co/cimbt-gdp-1-3percent/ Thu, 01 Jul 2021 10:04:04 +0000 https://thestandard.co/?p=507254 CIMBT

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธน […]

The post CIMBT หั่น GDP ปีนี้เหลือโต 1.3% หลังโควิดระลอกสามส่อเค้ายืดเยื้อ ชี้หากลากยาวถึงไตรมาสสี่ เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่า 1% appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับประมาณการเติบโตเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงจาก 1.9% เหลือ 1.3% และปี 2565 ลงจาก 5.1% เหลือ 4.2% หลังการระบาดของโควิดระลอก 3 ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยมองว่าการกระจายวัคซีนที่ล่าช้าและการใช้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพต่ำอาจส่งผลให้เกิดการระบาดของโควิดระลอกอื่นๆ ตามมาได้อีก

 

ทั้งนี้ ประเมินว่าหากสถานการณ์การระบาดของโควิดยังลากยาวถึงในไตรมาส 4 โดยยอดผู้ติดเชื่อยังสูงต่อเนื่อง และการใช้มาตรการกึ่งล็อกดาวน์กระทบความเชื่อมั่น อาจเห็น GDP ต่ำกว่าระดับ 1% แต่จะไม่ติดลบ เพราะเศรษฐกิจไทยยังมีภาคส่งออกและมาตรการภาครัฐช่วยพยุงไว้อยู่ 

 

อมรเทพระบุว่า ภายใต้ภาวะที่เติบโตได้ช้า (Slow) เช่นนี้ เศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง 4 เรื่องเสริมเข้ามา ได้แก่ 1. Stagnant 2. Uneven 3. Reverse 4. Effective จึงอยากเรียกเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ว่าเป็นภาวะ Slow But S.U.R.E.

 

โดยตัว S ย่อมาจาก Stagnant หรือ นิ่ง ตามการใช้จ่ายที่ซึมและนิ่ง

การบริโภคภาคเอกชนโตช้าจากความมั่นใจที่อยู่ระดับต่ำ คนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยจากความระมัดระวัง การเดินทางในประเทศยังซึม เพราะขาดความมั่นใจ และการแพร่ระบาดที่สูง

 

ตัว U ย่อมาจาก Uneven หรือ ความไม่เท่าเทียม จากการฟื้นตัวในระดับที่ต่างกัน โดยกลุ่มคนรายได้น้อย กลุ่มธุรกิจ SMEs กลุ่มคนประกอบอาชีพอิสระ ฟื้นตัวช้า ขณะที่มนุษย์เงินเดือน กลุ่มคนทำงานภาคอุตสาหกรรม ฟื้นตัวตามตลาดโลก ตามภาคการส่งออก ส่วนภาคการผลิต ฟื้นตัวได้มากกว่าภาคบริการ สำหรับประเทศไทยในภาพรวม ฟื้นตัวตามการส่งออกได้มากกว่าอุปสงค์ในประเทศ

 

ตัว R ย่อมากจาก Reverse หรือ กลับด้าน จากการเปลี่ยนมุมมองด้านโลกาภิวัตน์ (Reversed Globalization) ซึ่งเป็นผลจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่เริ่มกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศตลาดเกิดใหม่เผชิญปัญหาต้นทุนการผลิต ต้นทุนทางเทคโนโลยีที่สูงขึ้น โดยมองว่าประเทศไทยต้องระมัดระวัง ไม่เลือกข้าง และควรสานสัมพันธ์ความร่วมมือกับทั้ง 2 ชาติมหาอำนาจ

 

ตัว E ย่อมาจาก Effective หรือ ประสิทธิภาพของวัคซีน ทั้งนี้มองว่านอกจากแผนการฉีดวัคซีนให้ถึง 100 ล้านโดสที่ภาครัฐประกาศออกมา สิ่งที่ต้องติดตามเพิ่มเติมคือ วัคซีนที่ใช้สามารถป้องกันไวรัสกลายพันธุ์ได้หรือไม่ และหากฉีดครบ 2 โดสแล้ว จำเป็นต้องฉีดโดสที่ 3 ที่ 4 หรือโดสอื่นๆ เพื่อกระตุ้นต่อเนื่องอีกหรือไม่

 

“เราจึงอยากเห็นการวางแผนเพิ่มเติมในจุดนี้ รวมถึงเร่งดำเนินการเชิงรุกในการกระจายความเสี่ยงของชนิดวัคซีน เพราะนอกจากมีความสำคัญทางการแพทย์ วัคซีนยังมีผลต่อเศรษฐกิจด้วย วัคซีนสะท้อนความเชื่อมั่นของคน หากคนไม่มั่นใจในประสิทธิภาพ แม้ฉีดแล้วยังไม่กล้าเดินทางหรือยังถอดหน้ากากไม่ได้ เดิมคาดว่ากิจกรรมเศรษฐกิจจะกลับมาเปิดได้ในเดือนสิงหาคมนี้ อาจถูกเลื่อนออกไป” อมรเทพกล่าว 

 

อย่างไรก็ดี อมรเทพยังคาดว่าเศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสจะฟื้นได้เร็วกว่าคาด หากมี 4 ปัจจัยเร่ง คือ C.A.R.E 

 

ทั้งนี้ ตัว C ย่อมาจาก Confidence หรือ ความเชื่อมั่น หากมีการเร่งฉีดวัคซีนโดยเร็ว ควบคู่ไปกับเอกชนเข้าถึงวัคซีนทางเลือกรวดเร็ว คนจะกลับมามีความเชื่อมั่นอีกครั้ง

 

ตัว A ย่อมาจาก Agriculture หรือ การฟื้นตัวของแรงงานภาคเกษตร โดยมองว่านโยบายปิดกิจกรรมเศรษฐกิจบางประเภทจะส่งผลให้แรงงานบางส่วน​ย้ายถิ่นฐานกลับบ้าน หากมีการเร่งการฟื้นตัวของแรงงานกลุ่มนี้ โดยเสริมการจ้างงานในชนบท ให้สร้างสาธารณูปโภคในพื้นที่เพื่อกักเก็บน้ำและป้องกันน้ำท่วมได้ จะยิ่งเป็นแรงหนุน เพราะเป็นโชคดีที่รายได้ภาค​เกษตร​ปีนี้ถือว่าดี จากราคาที่สูงและผลผลิตมาก

ตัว R ย่อมาจาก Return of Tourists หรือเตรียมแผนรับนักท่องเที่ยวปีหน้า​ หากไทยเร่งทำ​ Bubble Tourism กับต่างประเทศเพื่อลดการกักตัว​สำหรับผู้ได้รับวัคซีน​ แม้ปีนี้จะยังอยู่ในรูปแบบเตรียมความพร้อมและทดลองผ่าน​แซนด์บ็อกซ์ แต่ปีหน้าหลังมีวัคซีนที่ดีพร้อม​ รายได้จากการท่องเที่ยวอาจกลับมาเป็นตัวหลักฟื้นเศรษฐกิจ​ได้

 

ตัว E ย่อมาจาก Expenditure หรือการเร่งใช้จ่ายของภาครัฐให้ตรงจุด​ โดยเฉพาะการเร่งชดเชยรายได้ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด เช่น กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ให้สามารถจ่ายเงินเดือนพนักงาน​ มีค่าชดเชยรายได้ที่หาย​ หรือ​เครดิตเงินคืนภาษีในปีต่อๆ ไป พร้อมเร่งอัดฉีด​ Soft Loan เสริมสภาพคล่อง​ไม่ให้ธุรกิจต้องปิดตัว​ 

 

“ทั้ง 4 ปัจจัยนี้จะช่วยประคองกำลังซื้อของคนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ และช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทยได้ในปีหน้า” อมรเทพกล่าวทิ้งท้าย

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post CIMBT หั่น GDP ปีนี้เหลือโต 1.3% หลังโควิดระลอกสามส่อเค้ายืดเยื้อ ชี้หากลากยาวถึงไตรมาสสี่ เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่า 1% appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT-BBL มองมาตรการรัฐช่วยโควิด-19 รอบ 3 อาจไม่พอ ย้ำการช่วยเหลือต้องตรงจุด-กระจายวัคซีนทั่วถึง https://thestandard.co/cimbt-bbl-say-government-not-handle-coronavirus-properly/ Thu, 06 May 2021 13:14:04 +0000 https://thestandard.co/?p=485094 CIMBT-BBL มองมาตรการรัฐช่วยโควิด-19 รอบ 3 อาจไม่พอ ย้ำการช่วยเหลือต้องตรงจุด-กระจายวัคซีนทั่วถึง

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัยธนา […]

The post CIMBT-BBL มองมาตรการรัฐช่วยโควิด-19 รอบ 3 อาจไม่พอ ย้ำการช่วยเหลือต้องตรงจุด-กระจายวัคซีนทั่วถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT-BBL มองมาตรการรัฐช่วยโควิด-19 รอบ 3 อาจไม่พอ ย้ำการช่วยเหลือต้องตรงจุด-กระจายวัคซีนทั่วถึง

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยต่อ THE STANDARD WEALTH ว่า การระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายกลุ่ม ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องออกมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบครั้งนี้อย่างเร่งด่วน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเม็ดเงินเพื่อเยียวยาการขาดรายได้และการลดค่าครองชีพของประชาชน (เพราะหากเป็นมาตรการกระตุ้นมักเกิดช่วงหลังการแพร่ระบาดชะลอลง)

 

อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินมาตรการช่วยเหลือฯ หลายกลุ่มที่รัฐบาลออกมาล่าสุดอาจนับเป็นการซื้อเวลาในสถานการณ์ที่ยังไม่มีการกระจายฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง ดังนั้นเม็ดเงินนี้อาจต้องมองถึงส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทยอย่างการจัดหาวัคซีนต้านโควิด-19 ที่จะลดความเสี่ยงการระบาดระลอกใหม่ซ้ำๆ ที่ทำให้คนขาดรายได้ ซึ่งทำให้รัฐต้องใช้เม็ดเงินเยียวยาเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ 

 

ทั้งนี้ สิ่งที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นคือ การใช้ข้อมูลของรัฐที่เก็บมาในช่วงการระบาดระลอก 1 และ 2 ให้นำมาสู่การจ่ายเงินเยียวยาที่มีจำกัดให้ตรงจุด ตรงคน อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าปัจจุบัน ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในระลอกนี้มองว่าเป็นกลุ่มผู้ประกอบการ อาชีพอิสระ ฯลฯ รวมถึงการชดเชยรายได้หรือสร้างแรงจูงใจในกลุ่มผู้ที่ต้องกักตัวแต่ขาดรายได้เพื่อดำรงชีพ ซึ่งถ้ารัฐบาลทำส่วนนี้ได้ช้า อาจทำให้เกิดผู้ติดเชื้อมากขึ้น 

 

อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศมีรูปแบบการเยียวยาควบคู่ไปกับการกระจายฉีดวัคซีน เช่น สหรัฐฯ​ ​มีการกระจายฉีดวัคซีนและการช่วยเหลือกลุ่มมนุษย์เงินเดือนผู้ได้รับผลกระทบซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศผ่านสวัสดิการว่างงาน ฯลฯ ขณะที่กลุ่มอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจะได้รับเงินเยียวยาตรงจุด เช่น จ่ายเงินอุดหนุนให้ผู้มีบุตร ฯลฯ  

 

ขณะที่ไทยซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา ส่วนใหญ่เป็นผู้ทำอาชีพอิสระ ข้อมูลรายได้ ตัวตน และสวัสดิการยังมีน้อย ดังนั้นรัฐจึงต้องอาศัยข้อมูลที่เก็บมาจากมาตรการช่วยเหลือในช่วงการระบาดระลอก 1 และ 2 ซึ่งเป็นจุดที่แสดงประสิทธิภาพการใช้ข้อมูลของรัฐ

 

“มาตรการคลังต้อง Proactive มากกว่านี้ ในสถานการณ์ที่วัคซีนยังไม่ชัดเจน และไม่รู้ว่าจะเกิดการระบาดรอบใหม่ไหม ก็ทำให้หนี้สาธารณะอาจจะต้องเกิน 60% ขณะเดียวกันหากมีวัคซีนต้องติดตามเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีนว่าจะสามารถรองรับการกลายพันธุ์ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ไทยต้องการความหลากหลายของวัคซีนเพื่อลดความเสี่ยงนี้”

 

บุรินทร์ อดุลวัฒนะ Chief Economist ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยต่อ THE STANDARD WEALTH ว่า จากการระบาดระลอก 3 นี้ทาง ธปท. มุ่งให้แก้หนี้และปรับโครงสร้างหนี้ ขณะที่มาตรการทางการคลังที่ออกมาล่าสุด (ครม. เห็นชอบเมื่อวานนี้) ถือว่าสัดส่วนจำนวนเงินต่อเดือนที่กระจายสู่ประชาชนยังน้อยกว่าการเยียวยาในการระบาดรอบ 2 ที่ผ่านมา 

 

ทั้งนี้ มองว่ามาตรการเยียวยาฯ ที่รัฐออกมาล่าสุดอาจไม่เพียงพอต่อผลกระทบการระบาดระลอก 3 ที่เกิดขึ้นในวงกว้าง และมีโอกาสลากยาวอย่างน้อย 2-3 เดือน สาเหตุหลักมองว่ามาจากรัฐที่ตัดสินใจควบคุมสถานการณ์ช้าเกินไป หลังจากพบการระบาดระลอก 3 ก่อนช่วงสงกรานต์ แต่เริ่มเห็นมาตรการควบคุมดูแลในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังหลักจึงขึ้นอยู่กับการกระจายวัคซีนที่คาดว่าจะเริ่มกระจายในไทยตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2564 โดยมองรูปแบบในต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ​ อังกฤษ จะพบว่าเมื่อมีการกระจายวัคซีน เริ่มมีทิศทางควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้ ในส่วนของไทยคาดว่าไทยจะเริ่มเปิดประเทศในปีหน้า แต่หากยังขาดความเชื่อมั่นและความชัดเจนอาจทำให้เศรษฐกิจไทยยังซึมต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้มองว่าหากมีความจำเป็นในการกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเยียวยาเศรษฐกิจเพิ่มเติม จนทำให้ต้องปรับเพดานหนี้สาธารณะของไทยขึ้นสูงกว่าระดับ 60% ในทางเศรษฐศาสตร์ยังไม่น่ากังวล เพราะเป็นการดูแลเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตและพื้นฐานฐานะการคลังของไทยยังอยู่ในระดับที่ดี 

 

“ช่วงต้นปี 2563 ไทยมีระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ราว 40% ช่วงปลายปีขยับขึ้นสู่ระดับ 50% และหากเราใช้เม็ดเงินใน พ.ร.ก. เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท อาจทำให้ขยับสู่ระดับ 58% แต่หาก GDP ไทยโตต่ำกว่าที่คาด อาจทำให้อัตราหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่ทางการคาดการณ์ไว้”

 

อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างประเทศที่มีหนี้สาธารณะต่อ GDP สูง ได้แก่ เยอรมนีราวเกือบ 70% ญี่ปุ่นอยู่ในระดับ 256% ขณะที่สหรัฐฯ และอังกฤษ อยู่ในระดับสูงกว่า 100%

The post CIMBT-BBL มองมาตรการรัฐช่วยโควิด-19 รอบ 3 อาจไม่พอ ย้ำการช่วยเหลือต้องตรงจุด-กระจายวัคซีนทั่วถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT ชี้ไตรมาส 2/64 เศรษฐกิจไทยถดถอย หั่น GDP ปี 2564 เหลือ 2.2% จับตาการกระจายวัคซีน https://thestandard.co/cimbt-2q21-thai-economy-recession/ Thu, 29 Apr 2021 13:38:47 +0000 https://thestandard.co/?p=482103 CIMBT-ชี้ไตรมาส-2_64

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัยธนา […]

The post CIMBT ชี้ไตรมาส 2/64 เศรษฐกิจไทยถดถอย หั่น GDP ปี 2564 เหลือ 2.2% จับตาการกระจายวัคซีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT-ชี้ไตรมาส-2_64

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ทางสำนักวิจัยปรับคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2564 หรือ GDP ว่าจะลดลงเหลือ 2.2% โดยลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าที่อยู่ราว 2.6%

 

สาเหตุการปรับลดดังกล่าวส่วนหนึ่งเพราะผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 และมีการใช้มาตรการดูแลควบคุมสถานการณ์ที่เข้มงวดขึ้นเป็นรอบ 2 ซึ่งจะฉุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง

 

“โควิด-19 ระลอก 3 จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงมาก ส่งผลให้ภาครัฐออกมาตรการค่อนข้างเข้มงวดในการควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันคล้ายการล็อกดาวน์รอบแรก สิ่งที่คล้ายกับรอบแรกคือ การบริโภคภาคเอกชนลดลงค่อนข้างแรง คนออกจากบ้านน้อยลง ร้านค้าเปิดทำการด้วยจำนวนชั่วโมงที่ลดลง กระทบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยภาพรวม ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกนี้จะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค หรือเศรษฐกิจหดตัวไตรมาสเทียบไตรมาส ติดต่อกันสองไตรมาส” 

 

ทั้งนี้แม้ว่าไตรมาส 2/64 เศรษฐกิจไทยจะถดถอยเชิงเทคนิค แต่ยังไม่รุนแรงเท่าปี 2563 ส่วนหนึ่งเพราะการส่งออกไทยที่จะปรับตัวดีขึ้น (ปี 2564 โต 10%) จากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าในโลกปรับตัวดีขึ้น เช่น สหรัฐฯ​ จีน ฯลฯ โดยเฉพาะในหมวดอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์เคมี ยาง และกลุ่มอาหาร ซึ่งจะช่วยให้การจ้างงานส่วนที่เกี่ยวข้องฟื้นตัวด้วย

 

ปัจจัยหลักที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ฟื้นตัวได้และลดความเสี่ยงขาลง ได้แก่ 

 

  1. การควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส โดยอาจต้องมาพร้อมกับการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ให้เร็วที่สุด เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเปิดขึ้นมาได้อีกครั้ง
  2. การกระจายฉีดวัคซีนทั่วถึงทั้งประเทศ เพราะหากไม่มีวัคซีนอาจมีความเสี่ยงการระบาดรอบ 4 รอบ 5 ฯลฯ ไปเรื่อยๆ และทำให้รัฐต้องล็อกดาวน์อีกครั้ง ซึ่งจึงจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

 

ทั้งนี้หากเร่งฉีดวัคซีนในไตรมาส 3/64 ควบคุมการระบาดได้ดีขึ้น ภาครัฐผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดต่างๆ อุปสงค์ในประเทศโดยรวมน่าจะฟื้นตัว ไตรมาส 3 หรือที่เรียกว่า Pent Up Demand ที่คนอั้นการใช้จ่ายในไตรมาส 2 และเริ่มมาใช้จ่ายหลังเศรษฐกิจเปิดเต็มที่ ซึ่งแม้ไม่สามารถชดเชยเศรษฐกิจไตรมาส 2 ได้ แต่เศรษฐกิจจะกลับมาดีขึ้น และยังช่วยให้การท่องเที่ยวในประเทศฟื้นตัวด้วย

 

อย่างไรก็ตาม สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่า GDP ปี 2564 มาอยู่ที่ 2.2% ที่ไม่ปรับลดลงมาก เพราะยังมีแรงผลักดันจากการส่งออกที่คาดว่าจะเติบโตได้ใกล้ 10% และช่วยให้เกิดการลงทุนในประเทศที่ยังโตต่อเนื่องได้ แต่เศรษฐกิจไทยเมื่อขาดการท่องเที่ยวจากต่างชาติย่อมทำให้เศรษฐกิจไทยโตช้า

 

ด้านค่าเงินบาทคาดว่าจะอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐ โดยไตรมาส 2/64 เงินบาทน่าจะอยู่ที่ราว 31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุเพราะเงินไหลออกสืบเนื่องจากความกังวลเรื่องการถอนมาตรการ QE และกังวลเรื่องเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ขณะที่ครึ่งปีหลังคาดว่าความต้องการเงินบาทจะเพิ่มขึ้นจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และคาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวสู่ระดับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐช่วงปลายปี 2564 

 

ส่วนนโยบายการเงินคาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงดอกเบี้ยที่ 0.50% ตลอดทั้งปี โดยคาดว่าอัดฉีดเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจ SMEs หรือออกมาตรการช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้ หากไทยไม่สามารถควบคุมโควิด-19 ได้ และฉีดวัคซีนล่าช้าจนจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้น จนภาครัฐออกมาตรการควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกรอบหนึ่ง เศรษฐกิจไทยอาจจะโตต่ำเหลือ 0.7% ธปท. อาจฉีดวัคซีนประคองเศรษฐกิจไทย โดยลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 0.25% 

 

“นโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่จะออกมามีลักษณะของการประคองไม่ให้เศรษฐกิจทรุดหนัก เป็นการซื้อเวลามากกว่าที่จะสามารถแก้ปัญหาได้ ทางออกอยู่ที่การฉีดวัคซีนให้ฉีดประชากรไทยได้อย่างทั่วถึง”

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า 

The post CIMBT ชี้ไตรมาส 2/64 เศรษฐกิจไทยถดถอย หั่น GDP ปี 2564 เหลือ 2.2% จับตาการกระจายวัคซีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT-กสิกรไทย เร่งเอกชนลงทุน หากรอโควิด-19 จบ ต้นทุนจะสูงกว่า https://thestandard.co/cimbt-kasikornbank-accelerate-private-investment/ Sun, 04 Apr 2021 16:29:25 +0000 https://thestandard.co/?p=472308 CIMBT-กสิกรไทย

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็ […]

The post CIMBT-กสิกรไทย เร่งเอกชนลงทุน หากรอโควิด-19 จบ ต้นทุนจะสูงกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT-กสิกรไทย

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่ปี 2564 นี้อาจจะยังเห็น GDP ติดลบบางช่วง โดยสำนักวิจัยฯ คาดว่า ในไตรมาส 1/64 GDP จะติดลบ 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและเป็นจุดต่ำสุดของปี 2564 

 

ขณะที่ไตรมาส 2/64 มองว่า เศรษฐกิจไทยจะเริ่มพลิกกลับเป็นบวก อาจโตถึง 7.8% ส่วนหนึ่งเพราะฐาน GDP ที่ติดลบมากในไตรมาส 2/63

 

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว เห็นได้จากตัวเลขการขยายรายไตรมาสทยอยปรับตัวดีขึ้น โดยไตรมาส 1/64 คาดว่าจะติดลบ 1.6% แต่ไตรมาส 2/64 จะโตราว 8% จากแรงกระตุ้นของมาตรการรัฐที่ช่วยให้ดีขึ้น และไตรมาส 3/64 คาดว่าจะเติบโต 1.7% รวมถึงไตรมาส 4/64 น่าจะเติบโตที่ 2.6%

 

อย่างไรก็ตาม จากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทยหลายส่วนขึ้น เช่น การนำเข้าปี 2564 ปรับตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันโลกที่ขยับสูงขึ้น และการส่งออกที่เพิ่มขึ้นทำให้มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้บางส่วนยังเพิ่มขึ้นจากการลงทุน การนำเข้าเครื่องจักร 

 

ทั้งนี้ ธปท. คาดว่าหากมีการลงทุนมากขึ้น น่าจะเพิ่มการจ้างงานนอกภาคเกษตร และการบริโภคเพิ่มขึ้นได้

 

ขณะที่สำนักวิจัย CIMBT มองว่า เศรษฐกิจไทยช่วงหลังจากนี้จะโตตามเศรษฐกิจโลก โดยการส่งออกไทยปีนี้คาดว่าจะเติบโต 10% ที่จะขยายตัวจากการกระตุ้นการอัดฉีดเม็ดเงินของสหรัฐฯ ที่ทำให้ความต้องการสินค้าทั่วโลกเพิ่ม ย่อมส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยด้วย

ด้านการลงทุนเอกชนมองว่าจะไม่เร่งขึ้นในครึ่งปีแรก 2564 นี้ ส่วนหนึ่งเพราะในช่วงไตรมาส 4/63 เห็นปริมาณสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น แม้ว่ายังอยู่ในระดับต่ำ แต่คาดว่าภาคเอกชนยังต้องระบาดสต๊อกสินค้าในระดับสูง และคาดว่าจะเห็นการลงทุนในช่วงไตรมาส 2/64 อย่างไรก็ตาม มองว่าเศรษฐกิจไทยยังต้องอาศัยการฟื้นตัวด้านท่องเที่ยว

 

เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า แม้ว่าโควิด-19 ยังไม่สิ้นสุด แต่เริ่มเห็นภาคเอกชนที่มีความพร้อม มีสภาพคล่อง มีโมเดลธุรกิจที่จะไป และมีโจทย์ในการปรับตัวแล้ว เริ่มทยอยลงทุนแล้ว เพราะหากรอลงทุนหลังจากโควิด-19 อาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และต้นทุนอาจสูงขึ้น

 

“การลงทุน ภาคธุรกิจ ห้าง จะเปลี่ยนตามพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนแปลงหลังโควิด-19 โดยอาจจะปรับโครงสร้างรูปแบบการให้บริการ เพื่อรับกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนมาใช้ออนไลน์หรือการทำงานอยู่บ้าน แต่ภาคเอกชนที่ยังล่าช้าออกไปคือ ภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะยังมีซัพพลายในตลาดเหลืออยู่มาก”

 

อย่างไรก็ตาม โจทย์การลงทุนในระยะต่อไปมองว่า ภาคอุตสาหกรรม หากผ่านโควิด-19 ควรจะเร่งทุ่มการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ฯลฯ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาด และไทยต้องแข่งขันเพื่อดึงดูดฐานการผลิตให้เข้ามาในไทย

ทั้งนี้ การลงทุนที่เพิ่มขึ้นอาจมีส่วนให้การนำเข้าของไทยเพิ่มขึ้นด้วย โดย ธปท. กำหนดการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อ 3 เดือนก่อน

 

นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ ธปท. คาดว่าปี 2565 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นเป็น 21 ล้านคน และช่วยให้เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน ในภาคบริการ ปีนี้ ธปท. คาดว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวราว 3 ล้านคนเท่านั้น

The post CIMBT-กสิกรไทย เร่งเอกชนลงทุน หากรอโควิด-19 จบ ต้นทุนจะสูงกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT เผยปี 64 ธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์โต 5-10% หวังจีนยังลงทุนไทยต่อเนื่อง https://thestandard.co/cimbt-electronic-components-growing-in-2021/ Tue, 09 Mar 2021 11:16:32 +0000 https://thestandard.co/?p=463106 CIMBT เผยปี 64 ธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์โต 5-10% หวังจีนยังลงทุนไทยต่อเนื่อง

เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคกา […]

The post CIMBT เผยปี 64 ธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์โต 5-10% หวังจีนยังลงทุนไทยต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMBT เผยปี 64 ธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์โต 5-10% หวังจีนยังลงทุนไทยต่อเนื่อง

เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคการส่งออกน่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่ฟื้นตัวดีที่สุดในปีนี้ โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นการส่งออกที่สำคัญของไทยปีนี้จะเป็นอย่างไร 


สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า ปี 2564 นี้ มองว่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 5-10% เพราะดีมานด์ต่างประเทศยังเพิ่มสูงขึ้น และตลาดส่งออกหลักยังมีแนวโน้มขยายตัว เนื่องจากสงครามทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนจีนย้ายฐานการผลิตมาไทยมากขึ้น เพื่อผลิตและส่งออกไปสหรัฐฯ โดยช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมต่างๆ ในจีนฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องจากการจัดการที่มีประสิทธิภาพ

 

ทั้งนี้ พบอัตราการใช้กำลังการผลิตและการผลิตของกลุ่มอุตสาหกรรรมอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2564 มีแนวโน้มอยู่ในระดับค่อนข้างสูงต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าสูงกว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตและการผลิตในไตรมาสที่ 2/63 

 

โดยปี 2563 พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในปี 2563 อยู่ที่ 36,514.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.6% เฉพาะส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 25.3% เนื่องจากโควิด-19 ทำให้การผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯ ประสบปัญหา ปัจจุบันสินค้าหลักได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ (HDD) มูลค่า 10,680.4 ล้านดอลลาร์ โดยตลาดส่งออก HDD สำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ฮ่องกง และจีน

 

นอกจากนี้ พบว่าอุตสาหกรรมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังได้แรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงโมเดลสินค้า IT ด้านดิจิทัล การพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นจากโควิด-19 เช่น EV Car, รถไร้คนขับ, อุตสาหกรรมทางการแพทย์ที่ต้องมีการสื่อสารกันมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งการส่งออก HDD สำหรับ Cloud Computing ยังเติบโตต่อเนื่องตามเทรนด์ IoT (Internet of Things) และ Big Data แต่ชิ้นส่วน HDD สำหรับการใช้งานในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอาจจะลดลงจากดีมานด์ที่ลดลง 

 

อย่างไรก็ตาม ด้านการลงทุนจากต่างชาติมองว่า รูปแบบการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในไทยและเวียดนามแตกต่างกัน โดยเวียดนามจะลงทุนการลงทุนโทรคมนาคมและ High Technology ส่วนการลงทุนในไทยส่วนใหญ่จะขยายลงทุนในผลิตภัณฑ์เดิมและเทคโนโลยีเดิม เช่น กลุ่ม IC, PCB และ HDD รวมถึงกลุ่มสินค้าหลอดไฟ LED และ Compressors เป็นต้น แต่มองว่าผู้ผลิตส่วนใหญ่จะยังใช้ไทยเป็นฐานการผลิต เช่น ใน EEC และยังไม่มีแนวโน้มย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นๆ  

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเฝ้าระวังที่อาจกระทบอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ การระบาดของโควิด-19, กำลังซื้อของผู้บริโภค, ทิศทางของเงินบาท และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post CIMBT เผยปี 64 ธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์โต 5-10% หวังจีนยังลงทุนไทยต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>