CIMB THAI – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 19 Jan 2026 12:15:37 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ใช้แอป CIMB THAI ‘ถอนเงินไม่ใช้บัตร’ ได้ที่ตู้ ATM ไทยพาณิชย์ ฟรีค่าธรรมเนียม ทั่วประเทศ https://thestandard.co/cimb-thai-cardless-withdrawal-scb-atm-free/ Mon, 19 Jan 2026 12:15:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1166914 ใช้แอป CIMB THAI ‘ถอนเงินไม่ใช้บัตร’ ได้ที่ตู้ ATM ไทยพาณิชย์ ฟรีค่าธรรมเนียม ทั่วประเทศ

วันนี้ (19 มกราคม ) ไพศาล ธรรมโพธิทอง Head, Digital, Op […]

The post ใช้แอป CIMB THAI ‘ถอนเงินไม่ใช้บัตร’ ได้ที่ตู้ ATM ไทยพาณิชย์ ฟรีค่าธรรมเนียม ทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใช้แอป CIMB THAI ‘ถอนเงินไม่ใช้บัตร’ ได้ที่ตู้ ATM ไทยพาณิชย์ ฟรีค่าธรรมเนียม ทั่วประเทศ

วันนี้ (19 มกราคม ) ไพศาล ธรรมโพธิทอง Head, Digital, Operations and Channels ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า CIMB THAI เปิดตัวบริการ ‘ถอนเงินไม่ใช้บัตร’ ผ่านแอป CIMB THAI ให้ลูกค้าสามารถถอนเงินสดได้ที่เครื่องเอทีเอ็ม ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยไม่มีค่าธรรมเนียม สะดวกสบายไม่ต้องพกบัตรอีกต่อไป ปลอดภัยเพราะใช้รหัสผ่าน One Time Password และคล่องตัวในการทำธุรกรรมมากยิ่งขึ้น

 

“CIMB THAI ก้าวสู่บริการ Cardless เต็มรูปแบบ สอดรับกับวิสัยทัศน์ ‘A Digital-Led Bank with ASEAN Reach’ มุ่งตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้งานยุคใหม่ ที่ต้องการบริการทางการเงินและการทำธุรกรรมที่ง่ายขึ้น ดีขึ้น เร็วขึ้น (Simpler, Better, Faster)” ไพศาล กล่าว

 

พร้อมระบุต่อว่า “CIMB THAI ปักธงเป็นธนาคารที่ ส่งเสริมความก้าวหน้าให้ลูกค้าพร้อมสร้างคุณค่าให้สังคม (Advancing Customers and Society) เรามุ่งพัฒนาความคล่องตัว และความปลอดภัยของธุรกรรมการเงินให้ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้า บริการถอนเงินไม่ใช้บัตร เป็นส่วนหนึ่งของ Cardless เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ทันสมัย อนาคตอันใกล้ ธนาคารจะขยายช่องทางบริการถอนเงินไม่ใช้บัตรให้กว้างขึ้น เพื่อลูกค้าคล่องตัวมากขึ้น”

 

เปิดขั้นตอนบริการถอนเงินไม่ใช้บัตร ผ่านแอป CIMB THAI

 

  • เปิดใช้งานแอป CIMB THAI เลือกเมนู ‘เพิ่มเติม’ และเลือกบริการ ‘ถอนเงินไม่ใช้บัตร’
  • เลือก ‘ธนาคาร ไทยพาณิชย์’
  • เลือกเมนู ‘บัญชีที่ต้องการถอน และจำนวนเงินที่ต้องการถอน’
  • เลือกเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ในการยืนยันการทำรายการ
  • นำรหัสที่ได้รับ ไปกดเงินที่ตู้ เอทีเอ็ม ภายใน 15 นาที เพียงเท่านี้ก็เสร็จสิ้น

 

CIMB THAI ย้ำอีกว่า ถอนเงินไม่ใช้บัตร ช่วยลดความเสี่ยงจากการทำบัตรหาย ลืมรหัส หรือบัตรถูกยึดที่ตู้ รองรับการใช้งานได้กว่า 9,000 ตู้ของธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ ตอบโจทย์ทั้งความปลอดภัยและไลฟ์สไตล์ไร้เงินสดของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน

The post ใช้แอป CIMB THAI ‘ถอนเงินไม่ใช้บัตร’ ได้ที่ตู้ ATM ไทยพาณิชย์ ฟรีค่าธรรมเนียม ทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ หลังรัฐบาลยุบสภาเร็วกว่าคาด CIMB THAI – KResearch ยังคงประมาณการ GDP ปีนี้-ปีหน้าไว้ https://thestandard.co/thai-gdp-forecast-election-unchanged/ Fri, 12 Dec 2025 12:12:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1154124 วิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ หลังรัฐบาลยุบสภาเร็วกว่าคาด CIMB THAI - KResearch ยังคงประมาณการ GDP ปีนี้-ปีหน้าไว้

หลังจากนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศยุบสภา เม […]

The post วิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ หลังรัฐบาลยุบสภาเร็วกว่าคาด CIMB THAI – KResearch ยังคงประมาณการ GDP ปีนี้-ปีหน้าไว้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ หลังรัฐบาลยุบสภาเร็วกว่าคาด CIMB THAI - KResearch ยังคงประมาณการ GDP ปีนี้-ปีหน้าไว้

หลังจากนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เปิดทางสู่การจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ซึ่งการเลือกตั้งใหม่ต้องจัดขึ้นภายใน 45-60 วัน นับจากวันที่ยุบสภา (คาดว่าจะอยู่ระหว่างวันที่ 26 มกราคม -10 กุมภาพันธ์ 2569) นักเศรษฐศาสตร์มองว่า การยุบสภาเร็วขึ้นไม่น่าเปลี่ยนภาพรวมเศรษฐกิจไทยมากนัก โดย CIMB THAI และ KResearch ยังคงประมาณการเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าไว้เท่าเดิม พร้อมมองว่า โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับภาวะถดถอยมีต่ำ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา มีโครงการคนละครึ่งพลัสเข้ามาช่วยประคอง และผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ต่อการส่งออกไทยก็ล่าช้าออกไป

 

CIMB THAI เปิดความเสี่ยงด้านลบและบวกจากการยุบสภาเร็วกว่าที่คาด

 

ดร.อมรเทพ จาวะลา Head, Research Office ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB THAI) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่าการยุบสภาที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา เกิดขึ้นก่อนไทม์ไลน์เดิมเพียงเล็กน้อย จึงไม่เปลี่ยนภาพรวมมุมมองทางเศรษฐกิจไปมากนัก ดังนั้น CIMB THAI จึงยังคงประมาณการ GDP ปี 2568 และ 2569 ไว้เท่าเดิมที่ 2.2% และ 1.7% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ดร.อมรเทพ มองความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากการยุบสภารอบนี้ไว้ 3 ด้าน ได้แก่

 

  • กำลังซื้อที่อาจยังอ่อนแอจากการขาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น มาตรการคนละครึ่งพลัส มาตรการภาษี และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยการขาดมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อเหล่านี้ไป อาจทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ชะลอตัวลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงต้องติดตามว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะอนุมัติให้มีการใช้มาตรการใด ๆ ได้หรือไม่ และรัฐบาลรักษาการจะมีอำนาจมากแค่ไหน
  • การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่อาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากอาจมีนักลงทุนต่างชาติบางกลุ่มเลือกที่จะรอดูสถานการณ์ (Wait and See) นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ก่อน อย่างไรก็ตาม ดร.อมรเทพ เชื่อว่า ผลกระทบต่อ FDI จะไม่มากนัก เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติที่วางแผนลงทุนในไทย ส่วนใหญ่วางแผนในระยะยาวอยู่แล้ว
  • ความผันผวนของตลาดการเงินและตลาดทุน แม้ว่าการยุบสภาอาจทำให้นักลงทุนตื่นตกใจและเกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุน แต่ ดร.อมรเทพ มองว่าประเด็นนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ เพราะคนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้แล้วว่าจะเกิดการยุบสภาในไม่ช้า

 

เปิดปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจจากการยุบสภาเร็ว

 

ดร.อมรเทพกล่าวต่อว่า การยุบสภาที่เร็วขึ้นถือเป็นการสลายความไม่ชัดเจนของรัฐบาลเสียงข้างน้อย และทำให้ปัญหาที่ค้างคาต่างๆ เช่น การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ที่หยุดชะงักสามารถกลับมาเดินหน้าได้เร็วขึ้น

 

นอกจากนี้ อาจทำให้ความเสี่ยงงบประมาณล่าช้าจะลดลง และจะไม่รุนแรงเหมือนการเลือกตั้งครั้งก่อน เนื่องจาก การยุบสภาตอนนี้จะทำให้เกิดการเลือกตั้งในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ และคาดว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 2 ซึ่งจะทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 เป็นไปตามกำหนดทันเดือนตุลาคม ฉะนั้นความเสี่ยงเรื่องงบประมาณล่าช้าจึงมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลง

 

KResearch ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทย แต่จับตาความไม่แน่นอนหลังเลือกตั้ง

 

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าการยุบสภาเกิดเร็วกว่าที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดไว้ราวครึ่งเดือน ไม่ได้เปลี่ยนภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดย KResearch ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ไว้ที่ 1.6% และคาดว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้จะอยู่ที่ราว 2% ที่เคยประมาณไว้

 

ณัฐพร ยังมองว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) ซึ่งเกิดจากการเติบโตของ GDP แบบไตรมาสต่อไตรมาส (QoQ) ติดลบต่อกัน 2 ไตรมาส “ไม่น่าจะเกิดขึ้น” ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ หรือในช่วงต้นปีหน้า เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา มีโครงการคนละครึ่งพลัสเข้ามาช่วยประคอง และผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ต่อการส่งออกไทยก็ล่าช้าออกไป

 

“สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในปีหน้าคาดว่า จะดูซึมลง จากตัวขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจจะอ่อนแรงลงทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาดูปัจจัยต่างๆ ประกอบด้วย เช่น ผลการเลือกตั้ง ความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาล และหน้าตาของรัฐบาลใหม่จะเป็นอย่างไร เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้ยังมีผลต่อความต่อเนื่องของนโยบายที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ดำเนินการอยู่” ณัฐพรกล่าว

 

สำหรับผลกระทบจากการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ในช่วงไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ที่เป็นรัฐบาลรักษาการนั้น ณัฐพร กล่าวว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้นำผลกระทบนี้มาพิจารณาแล้ว โดยอธิบายว่า “ปกติแล้ว เมื่อเป็นรัฐบาลรักษาการ การเบิกจ่ายงบลงทุนจะลดลงเล็กน้อยต่ำกว่าค่าเฉลี่ย อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างรวดเร็ว การเบิกจ่ายจะสามารถเร่งตัวขึ้นได้ในไตรมาส 2”

 

มองการเลือกตั้งน่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคได้

 

ณัฐพร กล่าวต่อว่าในช่วงที่มีการเลือกตั้ง การบริโภคของภาคครัวเรือนไม่น่าจะลดลง เนื่องจากกิจกรรมและการใช้จ่ายเงินในการเลือกตั้งเป็นปัจจัยสนับสนุน แม้ว่าอาจจะไม่มีโครงการคนละครึ่ง เฟส 2 ก็ตาม

 

นอกจากนี้ เงินงบประมาณที่เหลือใช้ในงบกลางปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 6 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งเป็นกรอบวงเงินที่อาจจะนำมาใช้ในโครงการคนละครึ่งเฟส 2 แต่แม้จะไม่มีโครงการนี้ เงินจำนวนนี้ก็ยังคงอยู่ ดังนั้น หากรัฐบาลใหม่สามารถจัดตั้งได้เร็ว รัฐบาลใหม่ก็จะสามารถใช้กรอบวงเงินนี้ได้ ทำให้เม็ดเงินก็จะหมุนเวียนอยู่ในปีปฏิทิน 2560 อยู่ เพียงแต่ถูกชะลอ (delay) ออกไปเท่านั้น

 

การยุบสภามีส่วนช่วยสนับสนุนให้ กนง. ลงเสียงลดดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น

 

ดร.อมรเทพยังมองว่า การยุบสภามีส่วนช่วยสนับสนุนให้ กนง. ลงคะแนนเสียงลดดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น ในการประชุมนัดสุดท้ายของปีวันที่ 17 ธันวาคมนี้ เนื่องจากนโยบายการคลังจะไม่สามารถนำมาใช้ได้แล้ว และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น

 

พร้อมทั้งระบุว่า แม้ว่า การลดดอกเบี้ยจะไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง แต่อย่างน้อยก็ช่วยลดภาระให้กับผู้มีหนี้สิน หรือเพิ่มสภาพคล่องได้

 

ดร.อมรเทพ ยังคาดหวังว่า ในระยะต่อไป จะมีการประสานกันมากขึ้นระหว่างกระทรวงการคลังและธปท.ต่อไป ในการช่วยเหลือ SME และกลุ่มผู้มีรายได้น้อย รวมถึงการจัดตั้งกิจการร่วมทุนระหว่างสถาบันการเงิน (ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจ) และบริษัทบริหารสินทรัพย์ (JV AMC)

 

เช่นเดียวกับ ณัฐพร ก็มองว่า กนง. น่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบเดือนธันวาคมนี้ลง 0.25% เช่นกัน โดยกนง. น่าจะมองไปข้างหน้า (looking forward) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักจะอ่อนแรงลง ภายใต้รัฐบาลรักษาการ และหากภาพรวมเศรษฐกิจผิดไปจากที่เคยคาดการณ์ไว้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการลดดอกเบี้ยเช่นกัน

 

นโยบายเศรษฐกิจที่อยากเห็นจากพรรคการเมือง

 

ดร.อมรเทพ กล่าวว่า อยากเห็นนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นใน ‘ระยะกลางและระยะยาว’ มากกว่านโยบายระยะสั้น เนื่องจาก พรรคการเมืองส่วนใหญ่มักหาเสียงด้วยนโยบายระยะสั้นอยู่แล้ว เช่น การขึ้นค่าแรงหรือการแจกเงิน

 

แต่สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์อยากเห็นคือ แผนการที่จะ ยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ อาจจะไม่ต้องถึง 3% แต่ให้มากกว่า 2% ในระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เห็นพรรคใดหาเสียงไว้

 

เช่นเดียวกับ ณัฐพร ที่ห่วงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระยะกลางและยาว โดยเฉพาะความเสี่ยงทางการคลัง โดยระบุว่า “หากแนวทางการจัดการความเสี่ยงด้านการคลังไม่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติ ไทยก็มีความเสี่ยงที่จะถูกลดอันดับเครดิตเรตติ้งลงได้ นอกจากนี้ ก็ยังต้องรอติดตามนโยบายของรัฐบาลใหม่เกี่ยวกับประเด็นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจด้วย”

 

“ความเสี่ยงด้านการคลังยังคงเป็นประเด็นที่หน่วยงานจัดอันดับเครดิตเรตติ้งจับตาอยู่ แม้รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ประกาศแผนที่จะเริ่มลดการขาดดุลในปีงบประมาณ 2570 เนื่องจากปี 2569 ไม่สามารถทำได้ทันแล้ว ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ที่ว่า รัฐบาลใหม่จะสานต่อและดำเนินนโยบายลดการขาดดุลต่อเนื่องในการทำงบประมาณปี 2570 หรือไม่” ณัฐพร กล่าว

The post วิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ หลังรัฐบาลยุบสภาเร็วกว่าคาด CIMB THAI – KResearch ยังคงประมาณการ GDP ปีนี้-ปีหน้าไว้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMB Thai คว้า Best Bank for Investment Solutions 12 ปีซ้อน จาก The Asset Triple A Awards [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/cimb-thai-best-bank-12years/ Sat, 29 Nov 2025 12:00:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1149506 CIMB Thai คว้า Best Bank for Investment Solutions 12 ปีซ้อน จาก The Asset Triple A Awards [ADVERTORIAL]

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้า […]

The post CIMB Thai คว้า Best Bank for Investment Solutions 12 ปีซ้อน จาก The Asset Triple A Awards [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMB Thai คว้า Best Bank for Investment Solutions 12 ปีซ้อน จาก The Asset Triple A Awards [ADVERTORIAL]

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้านบริหารความมั่งคั่ง ด้วยการคว้ารางวัลระดับนานาชาติจากเวที The Asset Triple A Awards 2025 ประเทศฮ่องกง ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 (ตั้งแต่ปี 2014–2025) สะท้อนศักยภาพ ความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์การลงทุน และบทบาทสำคัญในตลาดทุนไทย

 

CIMB Thai คว้า 5 รางวัลเวที The Asset Triple A Awards

 

รางวัล The Asset Triple A Awards คือหนึ่งในเวทีรางวัลด้านสถาบันการเงิน ตลาดทุน และบริการทางการเงินที่ทรงเกียรติที่สุดในเอเชีย ซึ่งมีเกณฑ์คัดเลือกเข้มงวดทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ รวมถึงพิจารณาจากเสียงสะท้อนของลูกค้า และการวิเคราะห์เชิงลึกจาก Asset Benchmark Research ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงระดับเอเชีย

 

สำหรับปีนี้ CIMB Thai ได้รับรางวัลรวมหลายสาขา ได้แก่

 

  • Best Bank for Investment Solutions
  • Best Bank for Investment Solutions, Equity
  • Best Bank for Investment Solutions, Commodity
  • Best Bank for Investment Solutions, Rates
  • Best Structured Investment and Financing Solution – Commodities

 

รางวัลเหล่านี้สะท้อนความสามารถของธนาคารในการออกแบบโซลูชันการลงทุนที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า ทั้งด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) และการเพิ่มศักยภาพผลตอบแทน (Yield Enhancement) โดยผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม และการวิเคราะห์เชิงลึกเข้ากับการพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงินอย่างต่อเนื่อง

 

ผู้นำผลิตภัณฑ์หุ้นกู้ครบวงจร ตลาดแรก ตลาดรอง ตลาดต่างประเทศ

 

CIMB Thai เป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่โดดเด่นด้านโครงสร้างผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้และโซลูชันการลงทุนแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ อาทิ

 

  • พันธบัตรออมทรัพย์
  • หุ้นกู้ตลาดแรก
  • หุ้นกู้และพันธบัตรตลาดรอง
  • หุ้นกู้ต่างประเทศ
  • หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Notes) อ้างอิงสินทรัพย์หลากหลายทั่วโลก

 

นอกจากนี้ ธนาคารยังเดินหน้าเพิ่มโอกาสเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้นสำหรับนักลงทุนรายบุคคล พร้อมสร้างมาตรฐานด้านการให้คำปรึกษา (Advisory) ที่ตอบโจทย์ทุกระดับความเสี่ยง

 

เป้าหมาย CIMB Thai ช่วยลูกค้าสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

 

CIMB Thai ย้ำพันธกิจขับเคลื่อนการเติบโตด้านความมั่งคั่งของลูกค้า ผ่านการผสาน ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง เข้ากับ บริการที่เป็นเลิศ และทีมที่ปรึกษามืออาชีพ เพื่อให้ลูกค้าสามารถวางแผนการเงินและเลือกโซลูชันการลงทุนได้อย่างมั่นใจในทุกภาวะตลาด โดยปัจจุบันธนาคารเปิดรับบุคลากรเพิ่มเติมในหลายสายงาน ได้แก่

 

  • ผู้อำนวยการภาค
  • Wealth Relationship Manager
  • Wealth Research & Advisory
  • Treasury Specialist

 

ผู้สนใจร่วมงานสามารถติดต่อได้ที่ 084-356-6008 หรือ [email protected]

 

CIMB Thai คว้า Best Bank for Investment Solutions 12 ปีซ้อน จาก The Asset Triple A Awards [ADVERTORIAL] 1

 

ศึกษาและติดต่อข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการเพิ่มเติมติดต่อธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ทุกสาขา โทร. 02-638-8277 หรือ LINE Official: @CIMBTHAIWealth

 

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน โดยผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับหุ้นกู้ต่างประเทศ หรือหุ้นกู้ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงอาจมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน สภาพคล่อง และความผันผวนของตลาด ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ใช่สิ่งยืนยันผลตอบแทนในอนาคต

The post CIMB Thai คว้า Best Bank for Investment Solutions 12 ปีซ้อน จาก The Asset Triple A Awards [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMB คาด GDP ไทยครึ่งปีหลัง จ่อรอด ‘ถดถอยทางเทคนิค’ จากแรงส่งมาตรการรัฐ-นโยบายการเงิน https://thestandard.co/cimb-thai-gdp-avoids-recession/ Thu, 30 Oct 2025 12:37:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1137617 CIMB คาด ** GDP** ไทยครึ่งปีหลัง จ่อรอด ‘ถดถอยทางเทคนิค’ จากแรงส่งมาตรการรัฐ-นโยบายการเงิน

CIMB คาด GDP ไตรมาส 3 ติดลบ QoQ ครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส […]

The post CIMB คาด GDP ไทยครึ่งปีหลัง จ่อรอด ‘ถดถอยทางเทคนิค’ จากแรงส่งมาตรการรัฐ-นโยบายการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMB คาด ** GDP** ไทยครึ่งปีหลัง จ่อรอด ‘ถดถอยทางเทคนิค’ จากแรงส่งมาตรการรัฐ-นโยบายการเงิน

CIMB คาด GDP ไตรมาส 3 ติดลบ QoQ ครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส แต่เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจ่อรอด ‘ถดถอยทางเทคนิค’ จากแรงส่งมาตรการรัฐ-นโยบายการเงิน พร้อมปรับคาดการณ์ GDPไทยปี 2568 และ 2569 เป็น 2.2% จาก 1.8% ในประมาณการก่อนหน้า

 

วันนี้ (30 ตุลาคม) ดร.อมรเทพ จาวะลา Head, Research Office ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า สำนักวิจัย CIMB THAI ได้ปรับคาดการณ์ GDP เศรษฐกิจไทยปี 2568 และ 2569 เป็น 2.2% และ 1.7% ตามลำดับ

 

พร้อมทั้งประเมินว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 จะขยายตัว 1.2% YoY หรือ -0.48% QoQ หลังปรับฤดูกาล ซึ่งแม้จะเป็นการหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาสครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส หรือนับจากไตรมาส 4 ปี 2565 แต่การหดตัวของเศรษฐกิจไทยครั้งนี้ น่าจะเป็นเพียงช่วงไตรมาส 3 ไม่น่าลากยาวไปสู่ไตรมาส 4 จนเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค หรือเศรษฐกิจหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาส สองไตรมาสติดต่อกัน

 

โดยปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 มาจากการบริโภคภาคเอกชนที่แทบไม่ขยายตัวเลยจากไตรมาสก่อน และมาจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสุทธิที่หดตัวจากไตรมาสก่อนหน้า แม้ตัวเลขการส่งออกจะเติบโตดี แต่การนำเข้าก็เร่งแรงเช่นกัน

 

การอัปเดตประมาณการครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ จะรายงานตัวเลขเศรษฐกิจในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้

 

CIMB คาด ** GDP** ไทยครึ่งปีหลัง จ่อรอด ‘ถดถอยทางเทคนิค’ จากแรงส่งมาตรการรัฐ-นโยบายการเงิน 1

 

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 จะฟื้นหรือฟุบ?

 

ดร.อมรเทพ กล่าวต่อว่า แรงฟื้นเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 4 จะอยู่ที่มาตรการภาครัฐและแรงส่งจากนโยบายการเงินเป็นหลัก

 

โดยแรงฟื้นที่หนึ่ง มาตรการคนละครึ่งพลัส ช่วยฟื้นความเชื่อมั่น ลดภาระใช้จ่ายกระตุ้นให้คนมาซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น และรัฐบาลอาจมีมาตรการอื่นๆ มาสนับสนุนการบริโภคและการท่องเที่ยวด้วย เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี ซึ่งมาตรการทั้งหลายนี้น่าจะสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนให้พลิกกลับมาขยายตัวได้อย่างเร่งแรงขึ้น แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด การกระตุ้นอาจทำได้ไม่มาก อีกทั้งให้ระมัดระวังการชะลอตัวของการบริโภคหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากมาตรการต่างๆ ไม่ได้ก่อให้เกิดการจ้างงานหรือการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าในช่วงมาตรการต่างๆ อาจไม่จับจ่ายใช้สอยหลังสิ้นสุดมาตรการ เพราะคนมักสต๊อกสินค้าไว้ ส่งผลให้การบริโภคลดลงภายหลัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

 

แรงฟื้นที่สอง การส่งผ่านนโยบายการเงินช่วงก่อนหน้า หรือการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับสูงสุดเมื่อปลายปี 2567 ที่ 2.50% สู่ระดับปัจจุบันที่ 1.50% ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยของผู้กู้และสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อในอนาคต นอกจากนี้ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในรอบการประชุมธันวาคมนี้ สู่ระดับ 1.25% ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม นอกจากนี้ คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ดูแลปัญหาหนี้ครัวเรือน เพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อยสามารถบริหารกระแสเงินหมุนเวียนและกลับมาจับจ่ายใช้สอยได้ดีขึ้น แต่ต้องระมัดระวังว่ามาตรการต่างๆ นี้จะไม่ส่งเสริมให้คนหันกลับไปก่อหนี้จนเกินตัวอีก หรือเปิดช่องให้ผู้กู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้แต่กลับใช้โอกาสนี้หาประโยชน์ในการลดหนี้

 

CIMB คาด ** GDP** ไทยครึ่งปีหลัง จ่อรอด ‘ถดถอยทางเทคนิค’ จากแรงส่งมาตรการรัฐ-นโยบายการเงิน 2

 

ส่วนความเสี่ยงเศรษฐกิจไตรมาส 4 มาจากปัจจัยต่างประเทศผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งกระทบภาคการลงทุนของไทย

 

ความเสี่ยงแรก คือ การส่งออกสินค้าที่กำลังจะพลิกมาติดลบในช่วงไตรมาส 4 นี้ แม้ตัวเลขส่งออกล่าสุดเดือนกันยายนจะขยายตัวได้ดี ทั้งที่เป็นช่วงสหรัฐจัดเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าไทยในอัตรา 19% แต่ส่วนหนึ่งมาจากคำสั่งซื้อไว้ก่อนแล้วและคาบเกี่ยวอยู่ในช่วงผลิตและขนส่ง อีกส่วนมาจากสินค้าจากไทยที่แม้ถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 19% แต่ยังนับว่าถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในสหรัฐหรือสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากจีน จึงยังพอให้มีความต้องการสินค้าอยู่บ้าง หรือมีการทะลักของสินค้าจีนผ่านไทยเพื่อส่งออกไปสหรัฐ แต่ต้องระวังการส่งออกช่วงต่อจากนี้ ที่อาจพลิกกลับมาหดตัว และอาจลากยาวไปถึงช่วงกลางปีหน้า นั่นเพราะสหรัฐเองได้สต๊อกสินค้าก่อนมาตรการภาษีไว้มากและจำเป็นต้องเร่งระบายสินค้าคงคลังก่อนนำเข้าสินค้าใหม่ นอกจากนี้ เชื่อว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนจะยังไม่ยุติ แม้มีข่าวดีในการพัฒนาด้านการเจรจาที่จีนจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ แต่ด้วยสหรัฐต้องการแยกห่วงโซ่อุปทานภาคการผลิตกับจีนเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต สหรัฐอาจจำเป็นต้องหามาตรการกีดกันทางการค้าหรือลดทอนอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนลง จนทำให้บรรยากาศการค้าโลกซบเซาลงหลังจากนี้ ซึ่งไทยน่าจะเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐเพื่อลดความเสี่ยงนี้ต่อเนื่อง ทั้งการเปิดตลาดให้สหรัฐส่งออกมาไทยได้เสรีมากขึ้นและเจรจาในประเด็นการสวมสิทธิสินค้าจีนเพื่อป้องกันการถูกจัดเก็บอัตราภาษีที่สูงขึ้นในกรณี Transshipment และเมื่อบรรยากาศการค้าโลกซบเซา อาจส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะจากจีนอ่อนแอลง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติก็มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าลงเช่นกัน ซึ่งจะกระทบรายได้ภาคบริการอีกทอดหนึ่ง

 

ความเสี่ยงถัดมา คือ ภาคการลงทุน เมื่อการส่งออกหดตัว การผลิตก็มีแนวโน้มหดตัวตาม แม้จะมีการเร่งอนุมัติการลงทุนของ BOI แต่ก็ไม่อาจชดเชยความเสี่ยงด้านการลงทุนเพื่อการส่งออกที่หดตัวได้ อีกทั้งให้จับตาการเร่งระบายสินค้าจากจีนเข้ามาไทย ที่จะกระทบการผลิตในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่ขาดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากการลงทุนด้านเครื่องจักรแล้ว ความเสี่ยงอีกด้านคือการลงทุนด้านการก่อสร้างที่ยังมีแนวโน้มซบเซาจากคอนโดที่ล้นตลาดและกำลังซื้อที่อ่อนแอ ขณะที่สถาบันการเงินยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูง อาจมีผลให้การออกโครงการใหม่เลื่อนออกไป

 

“โดยสรุป เศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 4 เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย ความหวังอยู่ที่มาตรการภาครัฐในการเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ และให้ผู้บริโภคเร่งลงทุนและจับจ่ายใช้สอย มากกว่ารอคอยให้เกิดความชัดเจนทางการเมือง อีกทั้งแรงส่งจากมาตรการทางการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อลดภาระดอกเบี้ยและสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งมาตรการลดภาระหนี้ของผู้มีรายได้น้อยโดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียด้านพฤติกรรมของผู้กู้และภาระทางการคลังระยะยาว ส่วนความท้าทายอยู่ที่ภาคการส่งออกสินค้าของไทยที่เสี่ยงหดตัวหลังสหรัฐเร่งนำเข้าไปมากแล้วและจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่อาจปะทุขึ้นอีกจนกระทบบรรยากาศการค้าโลก ซึ่งบรรยากาศที่ซบเซาจะกระทบการลงทุนภาคเอกชนทั้งด้านเครื่องจักรและการก่อสร้างให้หดตัวได้ช่วงปลายปีนี้” ดร.อมรเทพกล่าว

The post CIMB คาด GDP ไทยครึ่งปีหลัง จ่อรอด ‘ถดถอยทางเทคนิค’ จากแรงส่งมาตรการรัฐ-นโยบายการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMB THAI เดินหน้ารุกตลาด Wealth ที่ทุกคนเข้าถึงได้ พร้อมคว้า 7 รางวัลการตลาดแห่งปี [PR NEWS] https://thestandard.co/cimb-thai-7-marketing-excellence-awards-2025/ Fri, 24 Oct 2025 08:40:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1134386

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย คว้า 7 รางวัลใหญ่จากเวที Marketin […]

The post CIMB THAI เดินหน้ารุกตลาด Wealth ที่ทุกคนเข้าถึงได้ พร้อมคว้า 7 รางวัลการตลาดแห่งปี [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย คว้า 7 รางวัลใหญ่จากเวที Marketing Excellence Awards Thailand 2025 ตอกย้ำศักยภาพความเป็นผู้นำการตลาดยุคใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของ Digital, Data และ Human Expertise เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน พร้อมทำให้การธนาคารและการลงทุนเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย เข้าใจได้ และเป็นของทุกคน

 

 

เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ คือความร่วมมือของ นายตัน คีท จิน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจรายย่อย, นางสาวอุทัยวรรณ สุขพรรณพิมพ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ Brand & Marketing , นายกิตติ์ธเนศ พิริยะการสกุล ผู้บริหารการตลาด และทีมงานการตลาดทุกคน 

 

 

โดยในปีนี้ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย คว้า 7 รางวัล จากเวที Marketing Excellence Awards จากหลากหลายหมวดที่สะท้อนกลยุทธ์เชิงรุก ได้แก่

 

  • CIMB THAI Wealth & Preferred Transformation คว้า 4 รางวัลใหญ่: ระดับ Gold 3 สาขา ได้แก่ Excellence in Brand Strategy, Excellence in Content Marketing และ Excellence in Influencer / KOLs Marketing และ ระดับ Bronze สาขา Excellence in Digital Marketing ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงความรู้ด้านการเงินการลงทุน ผ่านแพลตฟอร์ม LINE OA: Wealth & Preferred ที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับความเชี่ยวชาญของที่ปรึกษา สื่อสารเนื้อหาการเงินที่เข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และสร้างความมั่นใจในทุกการตัดสินใจของลูกค้า 

 

ซึ่งหากท่านใดสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://lin.ee/Ab5VzbZ พิเศษ! สำหรับลูกค้าสมาชิก CIMB Preferred สามารถใช้บริการสมาชิกได้แบบครบวงจรบน LINE OA Wealth & Preferred ทั้งการเช็กคะแนน แลกรับสิทธิพิเศษ รับบริการผู้ช่วยส่วนตัวผ่านแชทตลอด 24 ชม. และที่ปรึกษาทางการเงิน

 

 

  • CIMB THAI App คว้ารางวัล Silver สาขา Excellence in Data-Driven Marketing จากผลงาน Application-Based Customer Onboard & Retention ที่ใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า เพื่อเพิ่มทั้งการเติบโตของฐานลูกค้าใหม่และการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง

 

 

  • Rod Plod Lock: FUNancial Freedom จากผลิตภัณฑ์สินเชื่อรถยนต์ ‘รถปลดล็อก’ ของ ซีไอเอ็มบี ไทย ออโต้ กวาดอีก 2 รางวัล คือ Silver สาขา Excellence in Brand Strategy และ Bronze สาขา Excellence in Advertising แคมเปญนี้เปลี่ยนมุมมองของตลาดสินเชื่อ จากการแข่งขันด้วยความเร็วและความเครียด สู่การให้ความสำคัญกับ “ความรับผิดชอบ” ที่ช่วยให้ลูกค้ามองเห็นคุณค่าของสินเชื่อและสบายใจไปกับทุกปัญหาเรื่องเงิน

 

 

นาย กิตติ์ธเนศ เน้นย้ำว่า “ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการคว้ารางวัล แต่คือการสะท้อนถึงพลังของทีมการตลาด CIMB THAI ที่กล้าคิด กล้าทำ และท้าทายกรอบเดิม ๆ และมุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่มีคุณค่า เราภูมิใจในทุกก้าวที่ทีมได้ร่วมกันสร้างขึ้น และนี่คือก้าวสำคัญสู่ New Era ของการตลาดธนาคาร ที่ไม่ได้แค่สร้างแบรนด์ แต่ยังสร้างการเข้าถึงทางการเงินให้กับทุกคน”

 

 

ความสำเร็จในปีนี้สะท้อนบทบาทของ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ในฐานะผู้นำด้าน Wealth และ Digital Banking ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ธนาคารให้ความสำคัญและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์ทางการเงินของลูกค้าในทุกมิติ และตอกย้ำบทบาท ในการขับเคลื่อนลูกค้าและสังคมให้เติบโตไปด้วยกัน ไม่เพียงในฐานะสถาบันการเงิน แต่ในฐานะ ‘พันธมิตรที่รับผิดชอบและเติบโตไปพร้อมกัน’ ผ่านกลยุทธ์ที่อาศัยข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven Marketing) และความเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด ‘Simpler, Better, Faster’ ที่มุ่งมอบประสบการณ์ทางการเงินที่ง่ายกว่า ดีกว่า และเร็วกว่าให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม

The post CIMB THAI เดินหน้ารุกตลาด Wealth ที่ทุกคนเข้าถึงได้ พร้อมคว้า 7 รางวัลการตลาดแห่งปี [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายย่อยลงทุนหุ้นกู้ วางเป้าคงมาร์เก็ตแชร์ 30% https://thestandard.co/cimb-thai-expands-retail-debentures/ Tue, 07 Oct 2025 09:02:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1127660

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายบุคคลที่ลงทุน […]

The post ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายย่อยลงทุนหุ้นกู้ วางเป้าคงมาร์เก็ตแชร์ 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายบุคคลที่ลงทุนในหุ้นกู้ หวังคงส่วนแบ่งตลาด 30% สำหรับหุ้นกู้ตลาดรองบุคคลธรรมดาที่ปีนี้น่าจะมีมูลค่าราว 5.5 หมื่นล้านบาท เผยคนไทยยังลงทุนหุ้นกู้น้อยเพียง 2 แสนราย แม้เป็นเครื่องมือช่วยลดความผันผวนพอร์ตลงทุน

 

ภูดินันท์ เศรษฐนันท์, Head, Affluent & Wealth Management ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นกู้ในประเทศไทยปัจจุบันมีผู้ลงทุนเพียงประมาณ 2 แสนราย สะท้อนว่าความรู้ความเข้าใจเรื่องหุ้นกู้ยังค่อนข้างกระจุกตัว และเพื่อให้หุ้นกู้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น CIMBT จึงมุ่งขยายตลาดในส่วนนี้ โดยเฉพาะในฝั่งของหุ้นกู้ตลาดรอง

 

“(การซื้อขาย) หุ้นกู้ตลาดรองบุคคลธรรมดาปีก่อนอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท ปีนี้น่าจะโตได้ 10% เป็น 5.5 หมื่นล้านบาท”​

 

ภูดินันท์กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน ธนาคารมีมาร์เก็ตแชร์สำหรับหุ้นกู้ตลาดรองบุคคลธรรมดาประมาณ 30% และตั้งเป้าจะยังรักษาอัตราส่วนไว้ในระดับนี้ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

 

ทั้งนี้ ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นกู้ปัจจุบันอยู่ระหว่าง 2-5% แม้จะไม่มากเท่ากับผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ แต่หุ้นกู้ถือเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน และให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากค่อนข้างมาก ในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยกำลังลดลง

 

สำหรับการขยายเพิ่มเติมนี้ ภูดินันท์บอกว่าปัจจัยหลักที่จะช่วยผลักดันคือ การมีเจ้าหน้าที่ผู้ให้ข้อมูลถูกต้องแก่ลูกค้า และผู้เชี่ยวชาญให้มุมมองการลงทุนสอดคล้องกับสภาวะตลาด ธนาคารจึงมุ่งขยายฐานที่ปรึกษาการเงินอิสระ (Independent Financial Advisor: IFA) เพื่อช่วยชี้ช่องผลิตภัณฑ์ลงทุนที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละราย ทั้งหุ้นกู้ตลาดแรก-ตลาดรอง และเงินฝากดอกเบี้ยสูงให้ลูกค้าพักเงิน จึงยังคงตั้งเป้าหมายเพิ่ม IFA ให้ถึง 500 คนภายในปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 140 – 150 คน

 

ด้าน กษิรา คล่องอนันต์ Head, Independent Wealth Sales ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภายใต้โลกที่เปลี่ยนแปลง คนต้องการอิสรภาพทางการใช้ชีวิตและการทำงาน ต้องการเลือกเวลาทำงานได้เอง จึงมีผู้แนะนำการลงทุนมืออาชีพ ที่ผันตัวมาเป็นผู้แนะนำการลงทุนอิสระมากขึ้น

 

ขณะเดียวกันบทบาทของ IFA กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ปัจจุบันแวดวงการเงินต้องการ IFA มืออาชีพมาเติมเต็มการลงทุนให้ลูกค้าอย่างครบวงจร ปัจจุบันทั้งอุตสาหกรรมมี IFA กว่า 2 หมื่นราย โดยในจำนวนนี้มีไม่ถึง 50% ที่ทำเป็นอาชีพหลัก

The post ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายย่อยลงทุนหุ้นกู้ วางเป้าคงมาร์เก็ตแชร์ 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเศรษฐศาสตร์เตือน จัดตั้งรัฐบาลล่าช้า เศรษฐกิจยิ่งเสี่ยง ประเมิน ‘ยุบสภา’ เศรษฐกิจอาจ ‘ถดถอย’ ในระยะสั้นเท่านั้น https://thestandard.co/thai-economy-political-shock/ Mon, 01 Sep 2025 01:43:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1113957 thai-economy-political-shock

กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) วินิจฉั […]

The post นักเศรษฐศาสตร์เตือน จัดตั้งรัฐบาลล่าช้า เศรษฐกิจยิ่งเสี่ยง ประเมิน ‘ยุบสภา’ เศรษฐกิจอาจ ‘ถดถอย’ ในระยะสั้นเท่านั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-economy-political-shock

กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลง อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เศรษฐกิจไทย ซึ่งเผชิญกับความท้าทายต่างๆ รุมเร้าอยู่แล้ว

 

CIMB Thai และ KResearch ประเมินว่า เหตุการณ์ทางการเมืองนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจใน ‘ระยะสั้น’ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ด้วย โดยมองว่า ผลกระทบช่องทางหลักมาจากการผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 และการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568  แต่หากมีการยุบสภา เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession)

 

พร้อมแนะรัฐบาลใหม่ควรเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในระยะสั้น ไปพร้อมกับการงแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างในระยะยาว

 

จัดตั้งรัฐบาลล่าช้า เศรษฐกิจยิ่งเสี่ยงมากขึ้น

 

ดร. อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) ประเมินว่า จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ ขาดคุณสมบัติและหลุดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อาจสร้าง Shock หรือส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยแค่ชั่วคราว เฉพาะในไตรมาส 3 เท่านั้น แต่ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจก็จะมีมากขึ้น

 

“ถ้ามีความเสี่ยงในการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ก็จะยิ่งทำให้ความเสี่ยงเศรษฐกิจมีมากขึ้น แต่โดยภาพรวมเราคิดว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะทำได้เร็ว” ดร. อมรเทพ กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ดร. อมรเทพ แสดงความกังวลว่า ถ้าไม่นับเหตุการณ์ด้านการเมือง ตามข้อมูลภาพรวมเศรษฐกิจและการเงินในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นเดือนแรกของไตรมาสที่ 3 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็พบว่า เศรษฐกิจมีความเสี่ยงอยู่แล้ว

 

โดยผลกระทบจากปัจจัยการเมืองต่อเศรษฐกิจไทย ดร. อมรเทพ มองว่า อาจส่งผ่านมาหลายช่องทางได้แก่ การลงทุนภาคเอกชน ที่อาจจะชะลอตัว หลังนักลงทุนไทยและต่างชาติอาจตัดสินใจ Wait and See ต่อไป ซึ่งอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในช่วงกันยายนไป และการเบิกจ่ายงบประมาณ ก็ต้องจับตาดูว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองแล้ว ภาครัฐจะเร่งการเบิกจ่ายได้มากแค่ไหน โดยเฉพาะภาคการก่อสร้าง

 

สำหรับการท่องเที่ยว ดร. อมรเทพ มองว่า ก็ไม่น่ากระทบ หากไม่มีการประท้วง เนื่องจากนักท่องเที่ยวอาจไม่ได้มองเรื่องการมีหรือไม่มีรัฐบาล แต่อาจมองเรื่องความรุนแรงมากกว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนักท่องเที่ยวอาจจะพิจารณาคือ มาตรการที่เคยสนับสนุนการท่องเที่ยวในอดีต เช่น มาตรการกระตุ้น ฟรีวีซ่า การเปิดตลาดจะหายไปหรือไม่

 

KResearch ยังคงประมาณการ GDP ปีนี้ไทยไว้ที่ 1.5%

 

สอดคล้องกับ ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากเหตุการณ์การเมืองรอบนี้ ขึ้นอยู่กับว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะทำได้รวดเร็วแค่ไหน

 

พร้อมประเมินว่า เหตุการณ์การเมืองครั้งนี้ อาจกระทบเศรษฐกิจได้ใน 2 มิติหลักๆ ได้แก่ การผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 และการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ในช่วงเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ

 

“การผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 ไม่น่าจะล่าช้า เนื่องจาก ตามกฎหมายแล้ว วุฒิสภาจะต้องพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ภายใน 20 วัน ก่อนจะส่งกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎร แต่ถ้าไม่ส่งกลับมาก็จะหมายความว่า วุฒิสภาเห็นชอบ แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเสี่ยงก็ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลด้วย”

 

สำหรับประเด็นการเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ ณัฐพร มองว่า เหตุการณ์ทางการเมืองรอบนี้อาจทำให้การเจรจาภาษีสินค้าผ่านทาง (Transshipment) กับทางสหรัฐฯ มีความล่าช้าออกไปได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกสินค้าเร่งส่งสินค้าต่อเนื่อง (Front Loading)

 

ณัฐพร กล่าวว่า ปัจจุบัน KResearch ยังคงประมาณการ GDP ปีนี้ไทยไว้ที่ 1.5% เนื่องจาก ยังต้องรอดูพัฒนาการของเหตุการณ์การเมืองต่อไป รวมถึงต้องจับตาดูว่า รัฐบาลชุดใหม่จะมีหน้าตาอย่างไร กระนั้น ภาวะ Front Loading ในภาคการส่งออกก็มีโอกาสทำให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) มี ‘ลดลง’

 

KKP ประเมิน กรณีงบประมาณล่าช้า ฉุด GDP หายไป 1%

 

ก่อนหน้านี้ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในงาน Thailand Focus 2025 ว่า เกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมือง ประเด็นที่ห่วงที่สุด คือ ความล่าช้าของการผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569

 

โดยอธิบายว่า การผ่านพ.ร.บ.งบประมาณหากล่าช้าก็ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้าไปด้วย ซึ่งอาจกระทบต่อ GDP สูงถึง 1% เนื่องจากการเบิกจ่ายที่สะดุดไปจะกระทบในแง่ของความคาดหวังการลงทุน

 

หากยุบสภา เศรษฐกิจอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค ‘ในระยะสั้น’

 

อย่างไรก็ตาม ดร. อมรเทพ กล่าวว่า ในกรณียุบสภา เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) ได้ เนื่องมาจากการเบิกจ่ายงบประมาณในเดือนตุลาคมเป็นต้นไปอาจหยุดชะงัก ขณะที่การเลือกตั้งอาจจะลากยาวไปถึงต้นปีหน้า นอกจากนี้ การลงทุนของภาคเอกชน ทั้งไทยและต่างประเทศอาจ Wait and See ต่อไป ภาคก่อสร้างอาจจะซึมลึกมากกว่านี้ เหตุโครงการใหม่อาจจะยังไม่เกิด คนอาจไม่กล้าใช้จ่าย เนื่องจากขาดความเชื่อมั่น คนรายได้น้อยก็ไม่มีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐก็ทำให้ไม่มีรายได้ ขณะที่ ปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศที่จะหนักขึ้น อาจทำให้ภาคการส่งออกติดลบ ซึ่งจะฉุดภาคการผลิตและกำลังซื้อต่อไป

 

กระนั้น ดร อมรเทพ ก็มองว่า ในอีกด้านหนึ่ง การเลือกตั้งใหม่ก็อาจจะเป็นผลดีในระยะกลาง กล่าวคือ ความไม่แน่นอนต่างๆ จะคลี่คลายลง เศรษฐกิจที่จะโตต่ำซึมก็อาจจะมีแรงส่งก็ได้ หลังจากมีความชัดเจนมากขึ้น รวมทั้ง ในช่วงเลือกตั้งก็มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น เงินก็อาจจะสะพัด

 

“ไม่จำเป็นต้องห่วง Technical Recession หรือมองด้านลบอย่างเดียว โดยอาจจะต้องดูผลบวกและลบ (Balance) ในระยะกลางและระยะสั้นด้วย”

 

ดร. อมรเทพ ยังชี้ว่า ต้องติดตามประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป แม้ว่าวันนี้ผลกระทบอาจจำกัด แต่ต้องมาดูว่า หลังจากได้รัฐบาลชุดใหม่แล้ว จะจัดการปัญหาความขัดแย้งนี้อย่างไร เนื่องจากความขัดแย้งนี้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวชายแดน การค้าชายแดน ไปจนถึงความเชื่อมั่น

 

เปิดโจทย์เศรษฐกิจ ฝากถึงรัฐบาลใหม่

 

ดร. อมรเทพ มีข้อเสนอแนะถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดต่อไปว่า ควรมุ่งความสำคัญไปที่การสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ รวมไปถึงการออกมาตรการประคองระยะสั้น เนื่องจากยังมีคนที่มีรายได้โตไม่ทันรายจ่ายอยู่ รวมไปถึงการพลิกฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับมาเกิดการลงทุนและการท่องเที่ยว

 

ส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาว ควรมุ่งแก้ไขปัญหาศักยภาพเศรษฐกิจไทยที่ลดลง ด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การหาตลาดใหม่ นอกเหนือจากสหรัฐฯ เปิดเสรีทางการค้า การเข้าร่วม CPTPP การเร่งให้เกิดการลงทุน ไปจนถึงยกระดับฝีมือแรงงาน

 

“ธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) มองว่า เศรษฐกิจปีนี้จะโต 2.3% ปีหน้าโต 1.7% หมายความว่า เฉลี่ยก็ประมาณปีละ 2% เราจะโตเท่านี้อีกยาวแค่ไหน ตอนนี้ศักยภาพเศรษฐกิจเราอยู่ที่เท่าไหร่ ศักยภาพเรากำลังต่ำลงไปเรื่อยๆ” ดร.อมรเทพกล่าว

The post นักเศรษฐศาสตร์เตือน จัดตั้งรัฐบาลล่าช้า เศรษฐกิจยิ่งเสี่ยง ประเมิน ‘ยุบสภา’ เศรษฐกิจอาจ ‘ถดถอย’ ในระยะสั้นเท่านั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ กระทบต่อเศรษฐกิจไทยและการเจรจาภาษีสหรัฐฯ แค่ไหน? https://thestandard.co/thai-pm-suspension-economic-us-tariff-impact/ Tue, 01 Jul 2025 11:01:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1091581 นักวิเคราะห์เศรษฐกิจประเมินผลกระทบจากกรณีนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ต่อเศรษฐกิจไทยและการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ

นักเศรษฐศาสตร์ห่วง ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้นายกฯ หยุดปฏิบัต […]

The post นายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ กระทบต่อเศรษฐกิจไทยและการเจรจาภาษีสหรัฐฯ แค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิเคราะห์เศรษฐกิจประเมินผลกระทบจากกรณีนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ต่อเศรษฐกิจไทยและการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ

นักเศรษฐศาสตร์ห่วง ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้นายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่อาจจะส่งผลกระทบเศรษฐกิจ ผ่านความเชื่อมั่นนักลงทุนและผู้บริโภค จับตาร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 หากติดขัดอาจฉุดเศรษฐกิจลงอีก ห่วงสหรัฐฯ ใช้ประเด็นการเมืองไทยต่อรองเพิ่ม หวั่นสถานการณ์ลุกลามยืดเยื้อจนกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจะทำให้อันดับเครดิตเรตติ้งไทยเสี่ยงมากขึ้น

 

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) กล่าวว่า จากเหตุศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ ‘เพิ่ม’ ความไม่แน่นอนทางการเมืองขึ้นมา ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อไปยังความเชื่อมั่นนักลงทุนและผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ก็อาจจะรอดูความชัดเจนทางการเมืองก่อน (Wait and See) ว่าจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือไม่

 

ดร.อมรเทพ ประเมินอีกว่า ปัญหานี้อาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรง จนทำให้เศรษฐกิจถดถอย (Technical Recession) เนื่องจากรัฐบาลก็ยังมีอำนาจเต็มในการใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ และยังสามารถผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายได้อยู่ รวมทั้งยังสามารถดำเนินการต่างๆ ได้ รวมถึงการส่งตัวแทนไปเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 

 

“ผลกระทบทางเศรษฐกิจ เรายังมองว่ามีในด้านลบ แต่ว่าไม่รุนแรงถึงขั้นเศรษฐกิจถดถอย” ดร.อมรเทพ กล่าว

 

โดยวันนี้ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ยังคงคาดการณ์ GDP ปี 2568 ไว้ที่ 1.8% แม้การเมืองกดดันเศรษฐกิจ หลังนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองสามารถกระทบเศรษฐกิจไทยได้ในหลายมิติ โดยเฉพาะต่อการขับเคลื่อนนโยบาย เนื่องจากหากคนเริ่มสงสัยในเสถียรภาพของรัฐบาล ข้าราชการก็อาจจะเข้าเกียร์ว่างได้ เป็นต้น ขณะที่ในฝั่งนักลงทุนก็คงเข้าสู่โหมดรอดูสถานการณ์ (Wait and See) ท่ามกลางความไม่ชัดเจนของนโยบายรัฐบาล

 

จับตางบประมาณปี 2569 สะดุดจ่อฉุดเศรษฐกิจ

 

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) ระบุว่า สิ่งที่ต้องจับตาจากเหตุการณ์วันนี้คือ ความต่อเนื่องและประสิทธิภาพของการเบิกจ่ายงบประมาณ และการผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2569 

 

“ต้องติดตามดูว่าหลังจากนี้จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกหรือไม่ เนื่องจากตามปฏิทินการเมืองยังมีคดีความและประเด็นอื่นๆ อีกในระยะข้างหน้า แม้ว่ารัฐบาลจะยังคงบริหารต่อไปได้ แต่เสถียรภาพของรัฐบาลก็ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาดูต่อไป” ณัฐพรกล่าว

 

ขณะที่ ดร.พิพัฒน์ ก็มองว่า ถ้ารัฐบาลสามารถอยู่ต่อไปได้ในช่วงอีกสัก 2 เดือน ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2569 ก็น่าจะผ่านได้ อย่างไรก็ตาม ดร.พิพัฒน์ เตือนว่า ในระหว่างนี้ รัฐบาลยังมีบททดสอบอีกหลายเรื่อง เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการผ่านกฎหมายต่างๆ ที่เสนอโดยรัฐบาล เนื่องจากปัจจุบัน รัฐบาลเสียงเกินอยู่เล็กน้อยเท่านั้น

 

ดร.พิพัฒน์กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ครั้งนี้หวังว่า จะไม่นำไปสู่การปรับลดประมาณการ GDP อีก ท่ามกลางความไม่แน่นอนมากมาย “ตัวอย่างเช่น ถ้าสมมุติว่า เกิดการยุบสภาจริงๆ ก่อน พ.ร.บ. งบประมาณจะผ่าน รับรอง GDP ลงไปได้อีกเยอะเลย”

 

ทั้งนี้ KKP Research เพิ่งปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2025 เหลือ 1.6% จาก 1.7% และปี 2026 เหลือ 1.5% เหตุจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจีน การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่มีโอกาสกลับมาชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี การบริโภคในประเทศที่ยังคงอ่อนแอตามสินเชื่อที่หดตัว ตลอดจนความไม่แน่นอนทางการเมืองที่รุนแรงขึ้น

 

ประเมินผลกระทบต่อการเจรจาภาษีสหรัฐฯ

 

ดร.อมรเทพ และณัฐพร มองตรงกันว่า ผลกระทบต่อการเจรจากับสหรัฐฯ จากเหตุการณ์วันนี้ ‘น่าจะมีน้อย’ เนื่องจาก ประเด็นหลักของการเจรจาน่าจะอยู่ที่ข้อเสนอทางการค้ามากกว่า โดยเสถียรภาพทางการเมืองไม่น่าใช่ประเด็นหลักที่ถูกโฟกัสในการเจรจานี้ นอกจากนี้ตัวแทนที่ไทยส่งไปเจรจายังเป็น พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเช่นเดิม

 

“ก็หวังว่า สหรัฐฯ จะไม่ใช้ประเด็นนี้ในการต่อรองเพิ่มเติม เพราะว่า เป็นเหตุการณ์การเมืองภายใน นอกจากนี้ การเจรจาน่าจะเป็นลักษณะ Win-Win ก็คือให้ทั้งพลเมืองทั้งสหรัฐฯ และไทยได้ประโยชน์สูงสุด” ดร.อมรเทพกล่าว

 

ดร.พิพัฒน์ ก็มองว่า เหตุการณ์วันนี้ ไม่น่าจะกระทบต่อการเจรจา เนื่องจากใกล้จะถึงเส้นตาย (วันที่ 8 กรกฎาคม) อยู่แล้ว พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็เตรียมเดินทางไปเจรจาแล้ว แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ไทยจะกล้าเสนออะไรให้สหรัฐฯ หรือไม่ เช่น เงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตร 

 

ดังนั้น “การเจรจาภายในจะยากกว่าเจรจาภายนอกอีก” ดร.พิพัฒน์กล่าว

 

เสถียรภาพทางการเมืองไทยที่ลดลงจะกระทบเครดิตเรตติ้งหรือไม่

 

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า เหตุการณ์วันนี้ ไม่น่าส่งผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย (Credit Rating)  อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่เครดิตเรตติ้งจะได้รับผลกระทบก็ยังมีอยู่ เนื่องจากประเด็นที่สำคัญหน่วยงานจัดอันดับต่างๆ ห่วงที่สุดก็คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย (Growth)

 

ณัฐพร มองว่า ตราบใดที่เหตุการณ์นี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาล ในลักษณะที่รัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือไม่เกิดการชุมนุมประท้วงใหญ่อย่างที่เคยเกิดในปี 2557-2558 ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อเครดิตเรทติ้ง โดยปัจจุบัน ประเด็นที่หน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้ความสำคัญมากกว่าคือ ฐานะทางการคลัง

The post นายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ กระทบต่อเศรษฐกิจไทยและการเจรจาภาษีสหรัฐฯ แค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจแคมเปญใหม่จากธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ฉีกสูตรโฆษณาธนาคาร ไม่พูดถึงยอดเงินในบัญชี แต่พูดถึงชีวิตที่ทุกคนอยากมี [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/cimb-life-campaign/ Wed, 11 Jun 2025 05:03:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1083147 ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย

วันนี้อยากนอนต่อไหม?   เช้าวันจันทร์ที่ไม่ต้องฟังเ […]

The post สำรวจแคมเปญใหม่จากธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ฉีกสูตรโฆษณาธนาคาร ไม่พูดถึงยอดเงินในบัญชี แต่พูดถึงชีวิตที่ทุกคนอยากมี [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย

วันนี้อยากนอนต่อไหม?

 

เช้าวันจันทร์ที่ไม่ต้องฟังเสียงนาฬิกาปลุก ไม่ต้องฝ่ารถติด ไม่มีประชุม 9 โมง
มีแค่กาแฟแก้วโปรดกับผ้าห่มผืนเดิม เชื่อว่าภาพเรียบง่ายแบบนี้คือสวรรค์ของคนทำงานเกือบทุกคน

 

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ ‘อิสรภาพทางการใช้ชีวิต’ แคมเปญล่าสุดจากธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ที่ พลิกภาพจำโฆษณาธนาคารแบบเดิมๆ แล้วหยิบอินไซต์มาพูดแทน ‘ความรู้สึกของคนทำงาน’ ว่าชีวิตจะดีแค่ไหน ถ้าเราได้ใช้มันในแบบที่อยากใช้ 

 

เรียกได้ว่า สั้น เรียบง่าย แต่โดนใจ จนหลายคนต้องหยุดดู แล้วถามตัวเองกลับว่า
“ถ้าอยากมีชีวิตแบบนี้ ต้องเริ่มอย่างไร?”

 

เมื่อธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เล่าเรื่องผ่าน ‘ความอิน’ มากกว่าตัวเลข

 

แคมเปญนี้ประกอบด้วยหนังโฆษณา 3 เรื่องสั้นๆ ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของ First Jobber, Manager และเจ้าของกิจการ ที่ค้นพบ ‘อิสรภาพทางการนอน เล่น เที่ยว’ ในแบบที่ตัวเองชอบ ด้วยแอป CIMB THAI 

 

ซีไอเอ็มบี ไทย

 

สิ่งที่น่าสนใจ คือโฆษณานี้เลือกที่จะไม่พูดถึงยอดเงินในบัญชีหรือโชว์ตารางเปรียบเทียบเหมือนโฆษณาธนาคารทั่วไป แต่ใช้กลยุทธ์เล่าผ่านความรู้สึกของคนทำงาน ที่โหยหาชีวิตในแบบของตัวเอง แล้วชี้ให้เห็นปลายทางว่า หากวางแผนทางการเงินได้เร็ว อิสรภาพในการใช้ชีวิตก็อาจมาเร็วกว่าที่คิด

 

นอกจากนั้นยังนำอินไซต์ของคนรุ่นใหม่ที่ให้คุณค่ากับ ‘การใช้ชีวิต’ มากกว่าความมั่งคั่งทางการเงิน มาเปลี่ยนวลีที่วงการโฆษณาธนาคารใช้กันเป็นประจำอย่าง ‘อิสรภาพทางการเงิน’ เป็น ‘อิสรภาพทางการใช้ชีวิต’ ที่ไม่เพียงมีความหมายครอบคลุมกว่า แต่ยังกระแทกใจได้มากกว่า ทำให้โฆษณานี้ ยิ่งดู ยิ่งอิน และยิ่งเห็นตัวเองอยู่ในนั้น

 

เตียงกลางความวุ่นวาย พูดแทนใจคนทำงานด้วยภาพเดียว

 

ไม่จบแค่หนังโฆษณา ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย  ยังต่อยอดแคมเปญด้วยกิจกรรม Activation กลางเมือง นำ ‘เตียงนอน’ วางในจุดที่คนเดินพลุกพล่าน พร้อมป้ายเรียบง่ายที่เขียนว่า “อยากนอนต้องได้นอน”

 

 

ไม่ต้องอธิบายรายละเอียดมากมาย มีแค่เตียงนอนเป็นสัญลักษณ์ของการได้พักผ่อน ได้ทำตามใจตัวเอง ก็พาแบรนด์เข้าไปอยู่ในความรู้สึกของคนได้ทันที นอกจากนี้ยังทำให้ผู้คนตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าอยากมีชีวิตที่ได้นอนสบายๆ ท่ามกลางความวุ่นวายในเมืองแบบนี้ ต้องเริ่มต้นอย่างไร?

 

 

อิสรภาพในมือคุณ เปิดก่อนได้เปรียบ

 

เริ่มต้นเส้นทางสู่ ‘อิสรภาพในแบบของคุณ’ ได้ง่ายๆ ผ่านแอป CIMB THAI ที่มี 3 ฟีเจอร์หลัก ได้แก่

 

  • Deposit (Savings): ออมเงินดอกเบี้ยสูง
  • Secondary Bond: ลงทุนง่าย ไม่ต้องเป็นเซียนก็เริ่มได้
  • App Security: มั่นใจได้ทุกเวลา แอปปลอดภัยแม้ไม่ได้ใช้งาน ด้วยระบบล็อกแอปที่ไว้ใจได้

 

บางทีอิสรภาพทางการใช้ชีวิต อาจไม่ต้องรอให้พร้อมทุกอย่าง แค่เริ่มวางแผนการเงินให้ดี คิดเผื่ออนาคตตั้งแต่วันนี้ เปิดแอป CIMB THAI เปิดก่อนได้เปรียบนะ!

 

ชมหนังโฆษณา ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย x FLASH BOMBER 

 

The post สำรวจแคมเปญใหม่จากธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ฉีกสูตรโฆษณาธนาคาร ไม่พูดถึงยอดเงินในบัญชี แต่พูดถึงชีวิตที่ทุกคนอยากมี [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMB Thai มอง เศรษฐกิจไทยยังเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย ท่ามกลางความไม่แน่นอนภาษีทรัมป์ หวั่นศักยภาพระยะยาวจ่อลดอีก https://thestandard.co/cimb-thai-economic-recession-risk/ Thu, 10 Apr 2025 13:08:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1063151

ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทยมองว่า เศรษฐกิจไทยยังเสี่ยงเข้าสู่ภ […]

The post CIMB Thai มอง เศรษฐกิจไทยยังเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย ท่ามกลางความไม่แน่นอนภาษีทรัมป์ หวั่นศักยภาพระยะยาวจ่อลดอีก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทยมองว่า เศรษฐกิจไทยยังเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่างๆ รวมถึงจากนโยบายภาษีทรัมป์ นอกจากนี้ ศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว (Potential Growth) ก็มีความเสี่ยงลดต่ำลงด้วย

 

วันนี้ (10 เมษายน) ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) ในไตรมาส 3 และ 4 อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่ไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยดังกล่าวยังมีไม่สูงในฉากทัศน์ฐานพื้นฐาน (Base Case Scenario)

 

สำหรับประมาณการเศรษฐกิจไทยล่าสุดของซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่า GDP ปี 2568 จะขยายตัว 1.8% ในปี ในฉากทัศน์ฐานพื้นฐาน (Base Case Scenario) ซึ่งเป็นฉากทัศน์ที่คาดว่า สหรัฐฯ จะเก็บภาษีประเทศส่วนใหญ่ (Universal Tarrif) รวมถึงไทยในอัตรา 10% เท่านั้น

 

โดยประมาณการล่าสุดนับว่า ลดลงจากประมาณการก่อนหน้านี้ที่คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวถึง 2.7% โดยดร.อมรเทพ กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ทำให้ปรับประมาณการลง เนื่องจากก่อนเกิดเหตุแผ่นดินไหวและการประกาศ (Reciprocal Tariff) ของทรัมป์ เศรษฐกิจไทยก็มีความเสี่ยงหลายปัจจัย ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุแล้ว ตัวอย่างเช่น จากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ในเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ ก็สะท้อนว่า กำลังซื้อของคนไทยอ่อนแอลง มาตรการแจกเงินดูไม่ได้มีประสิทธิภาพพอจะขับเคลื่อนได้ ความเสี่ยงจากภาคอสังหาริมทรัพย์ และนักท่องเที่ยวจีนมาน้อยกว่าที่ขาด เป็นต้น

 

แต่ในฉากทัศน์ที่หากทรัมป์เริ่มเก็บภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) เศรษฐกิจไทยอาจโตแค่ 1.4% แต่ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยแม้เพียงเล็กน้อย และเกิดความผันผวนทั่วโลก (Global shocks) เศรษฐกิจไทยอาจชะลอลงหนักกว่าคาด จากการส่งออกที่แย่ลงและความผันผวนทั่วโลก โดยใน Worst Case Scenario ซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะโต 0.5%

 

เศรษฐกิจไทย ความเสี่ยงทรัมป์

 

เปิดข้อแนะนำสำหรับรัฐบาล

 

ดร.อมรเทพยังระบุว่า อันดับแรกที่รัฐบาลต้องทำคือ การเจรจา พร้อมระบุว่า “ตอนนี้เรามีไทม์ไลน์อยู่แล้ว 90 วัน ดังนั้น จึงต้องคิดว่า เราจะเจรจาอย่างไรเพื่อลดปัญหาการขาดดุลของสหรัฐฯ ให้ได้ โดยอาจเพิ่มการลดกฎระเบียบหรือ Non Tariff Barrier เข้าไปด้วย”

 

อันดับต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ก็ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ รัฐบาลจึงควรหามาตรการมาช่วยดูแลเพิ่มเติม ไม่ใช่แค่การแจกเงินเท่านั้น แต่ควรช่วยเพิ่มการสร้างงานสร้างอาชีพ และเพิ่มการกระจายรายได้ให้มากขึ้น

 

“คุณภาพของเม็ดเงินที่ใส่ลงไปที่ผ่านมาเราเห็นว่า ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ไม่ได้ทำให้เกิดความเชื่อมั่น หรือการลงทุนในระยะยาว เหมือนกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือการสร้างงานสร้างอาชีพ ที่เป็นปัจจัยที่จะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว”

 

อันดับต่อไปคือ การสร้างความเชื่อมั่น เนื่องจากปัจจุบัน ยังมีหลายกลุ่มที่ยังมีศักยภาพและมีเงินอยู่ แต่ขาดความเชื่อมั่น ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องคิดว่า ทำอย่างไรให้คนที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว มาลงทุนและใช้จ่ายมากขึ้น

 

“ท่ามกลางปัญหาในตลาดทุนและในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ผมเชื่อว่า มีหลายมาตรการที่ต้องดำเนินการพร้อมกัน ท่ามกลางความเชื่อว่า มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะโตช้ากว่าที่คาดและโตช้าต่อไปเรื่อยๆ ในระยะยาว จึงอาจทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความน่าสนใจต่อการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ไปได้” ดร.อมรเทพกล่าว

 

ห่วง Potential Growth ไทยลดลงอีก

 

ดร.อมรเทพ กล่าวอีกว่า มีความเสี่ยงที่ศักยภาพเศรษฐกิจไทยระยะยาว (Potential Growth) ซึ่งต่ำอยู่แล้วอยู่ที่ราว 2.5%-3% จะลดลงต่ำลงไปอีก ในระยะ 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังเจอกับปัญหาสังคมสูงวัย ขาดแคลนแรงงาน และขาดเทคโนโลยี ท่ามกลางความเสี่ยงเรื่องการค้าโลก (Global Trade) ซึ่งหากไม่ได้เติบโตอย่างที่คาดไว้ ก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อผลิตภาพ (Productivity) และการจ้างงานในประเทศไทย

 

สำหรับสถานการณ์แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติระยะสั้น จึงอาจจะมีผลต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทยระยะยาว (Potential Growth) นิดหน่อยเท่านั้น

 

“สิ่งสำคัญคือ การปรับตัว หาอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพิ่มทักษะแรงงาน เน้นการลงทุนระยะยาว ลดกฎระเบียบต่างๆ” ดร.อมรเทพกล่าว

 

ก่อนหน้านี้ มีนักเศรษฐศาสตร์หลายคน ตั้งข้อสังเกตว่า ทุกครั้งที่เศรษฐกิจไทยเจอวิกฤตทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น วิกฤตการเงินเอเชียเมื่อปี 1997 วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ปี 2008 ปัญหาน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2011 และวิกฤตการระบาดของโควิด อัตราการเติบโตของไทย หรือ Potential Growth จะค่อยๆ ชะลอลง

The post CIMB Thai มอง เศรษฐกิจไทยยังเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย ท่ามกลางความไม่แน่นอนภาษีทรัมป์ หวั่นศักยภาพระยะยาวจ่อลดอีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMB Thai สนับสนุน กนง. ลดดอกเบี้ย ไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวไปมากกว่านี้ หลังความไม่แน่นอนและความเสี่ยงขาลงมีมากขึ้น https://thestandard.co/cimb-thai-supports-mpc-interest-rate-cut-economy/ Thu, 20 Feb 2025 11:20:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1044220 CIMB Thai

CIMB Thai เตือนแบงก์ชาติอย่ามัวแต่ระวัง พร้อมสนับสนุน ก […]

The post CIMB Thai สนับสนุน กนง. ลดดอกเบี้ย ไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวไปมากกว่านี้ หลังความไม่แน่นอนและความเสี่ยงขาลงมีมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMB Thai

CIMB Thai เตือนแบงก์ชาติอย่ามัวแต่ระวัง พร้อมสนับสนุน กนง. ลดดอกเบี้ย ไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวไปมากกว่านี้ เปิด 5 ความไม่แน่นอนและความเสี่ยงขาลงที่มีสูงขึ้น ชี้หากปรับลดก่อนสร้างความเชื่อมั่นมีผลต่อเศรษฐกิจมากกว่า

 

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า สนับสนุนคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในรอบวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 โดยชี้ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยน่าจะเป็นการพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดตัวไปมากกว่านี้ หรือพยายามรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจเทียบไตรมาสต่อไตรมาสให้ทรงตัว

 

โดย ดร.อมรเทพ ยังกล่าวว่า หลังจากการประชุม กนง. รอบก่อนเมื่อเดือนตุลาคม 2567 ตีความได้ว่า การคงอัตราดอกเบี้ยคราวก่อน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย หรือเก็บ Policy Space ไว้ เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยยามจำเป็นและตลาดมีความชัดเจน ไม่สับสนจากมาตรการการค้าโลกที่ยังไม่แน่นอน ซึ่งหากทำไปล่วงหน้าแล้ว นโยบายการเงินอาจมีประสิทธิภาพด้อยลง ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและทิศทางอัตราเงินเฟ้อน่าจะขยับเข้ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม ดร.อมรเทพ เตือนว่า แต่เมื่อเวลาผ่านไปราวเดือนเศษ เศรษฐกิจดูเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงขาลงมากขึ้น จึงมองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ กนง. จะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% สู่ระดับ 2% ในรอบการประชุมที่จะถึงนี้ โดยชี้ถึงความเสี่ยงที่มากขึ้น ดังนี้

 

  1. เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าคาด

 

หลัง GDP ไทยขยายตัวต่ำเพียง 2.5% ในปี 2567 และมีความไม่แน่นอนด้านกำลังซื้อแม้มีมาตรการภาครัฐกระตุ้น โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ที่ยังอ่อนแอลากยาว ประกอบกับแรงส่งจากกลุ่มภาคบริการที่ได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวเริ่มจำกัด เนื่องจากการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้เทียบกับปีก่อนไม่ได้สูงมากนักและใกล้เข้าสู่ระดับก่อนโควิด อีกทั้งการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่คาด

 

นอกจากนี้ ด้านการก่อสร้างภาคเอกชนยังเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจ จากทั้งการออกโครงการใหม่ที่ยังลดลง และความเข้มงวดของการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ยังมีต่อเนื่องจากปัญหาด้านเครดิต แม้ในช่วงแรกเศรษฐกิจไทยจะมีแรงส่งจากการท่องเที่ยวและการลงทุนภาครัฐ แต่ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจจะเริ่มมีมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี จากประเด็นสงครามการค้าที่จะกระทบภาคการผลิตและลามไปสู่ภาคการบริโภค

 

  1. เงินเฟ้อเสี่ยงไม่ถึงกรอบล่างที่ 1%

 

ทั้งจากกำลังซื้อของคนในประเทศที่ยังอ่อนแอ จนผู้ประกอบการไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่ขยับสูงขึ้นให้ผู้บริโภคได้ และจากทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลง จากความคลี่คลายด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในยูเครนและตะวันออกกลาง ซึ่งจะช่วยทำให้ราคาสินค้ายังอยู่ในระดับต่ำ และไม่เข้ากรอบล่างของกรอบนโยบายการเงินที่ 1-3%

 

  1. กำลังซื้อครัวเรือนรายได้น้อยและ SMEs อ่อนแอ ห่วงลามไปกระทบธุรกิจขนาดใหญ่

 

เราเริ่มเห็นสินเชื่อที่หดตัวในธุรกิจขนาดเล็กและหลากหลายสินเชื่อภาคครัวเรือน โดยเฉพาะด้านอสังหาริมทรัพย์และเช่าซื้อ จนอาจกระทบสภาพคล่องของธุรกิจขนาดใหญ่ ธปท. อาจพิจารณาหามาตรการดูแลไม่ให้เกิดการลามจนกระทบภาคส่วนอื่นและสถาบันการเงินโดยรวม

 

นอกจากนี้ ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อน่าจะมีส่วนสนับสนุนให้หนี้ครัวเรือนปรับตัวลดลง ทั้งระดับเทียบ GDP และมูลค่าในรูปเงินบาท ซึ่งเป็นเรื่องดีในด้านเสถียรภาพตลาดการเงินในระยะยาว และ ธปท. น่าจะคลายความกังวลในประเด็นนี้ได้ในระดับหนึ่ง จนสามารถผ่อนคลายมาตรการทางการเงินได้มากขึ้น

 

  1. ป้องกันความเสี่ยงจากสงครามการค้า

 

สงครามการค้าน่าจะมีความชัดเจนและรุนแรงในช่วงครึ่งหลังของปี รวมทั้งมีการตอบโต้จากชาติที่สหรัฐอเมริกาตั้งกำแพงภาษี จนอาจทำให้การค้าโลกอ่อนแอลง ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต การจ้างงาน การส่งออก และการบริโภคในประเทศ ซึ่งอาจต้องอาศัยมาตรการป้องกันผลกระทบหรือลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากมาตรการที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

 

  1. พยุงค่าเงินบาทให้อ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐ

 

ค่าเงินบาทยังมีทิศทางแข็งค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐนับจากต้นปี แม้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าเทียบสกุลสำคัญๆ และสกุลอื่นในภูมิภาคเอเชีย จนทำให้เงินบาทดูจะแข็งค่าเทียบสกุลคู่ค้าอื่น จนทำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก

 

ซึ่งหากจะใช้มาตรการทางการเงินด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยลง ก็พอจะช่วยลดความน่าสนใจในการลงทุนสกุลเงินบาท โดยเฉพาะในตลาดตราสารหนี้ ซึ่งพอจะช่วยให้เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าเทียบสกุลอื่นได้บ้าง

 

ไทยลดดอกเบี้ยก่อน Fed ได้หรือไม่?

 

ดร.อมรเทพ กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีความกังวลว่าไทยจะลดอัตราดอกเบี้ยก่อนธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้หรือไม่นั้น CIMB Thai มองว่า ธปท. สามารถดำเนินนโยบายการเงินได้อย่างมีอิสระจากธนาคารกลางสำคัญ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ แม้อาจต้องพิจารณาผลกระทบด้านความผันผวนของทุนเคลื่อนย้ายบ้าง แต่น่าจะอาศัยเครื่องมือบริหารความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารพาณิชย์มีอยู่ในการดูแลลูกค้าและนักลงทุน

 

ทั้งนี้ CIMB Thai คาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยรอบวันที่ 18-19 มีนาคม และอาจลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในรอบวัน 17-18 มิถุนายน และ 9-10 ธันวาคมสู่ระดับ 4% ในปีนี้ ส่วน กนง. น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.50% ในช่วงปลายปีนี้

 

อย่ามัวแต่ระวัง ปรับลดก่อนสร้างความเชื่อมั่นมีผลต่อเศรษฐกิจมากกว่า

 

ดร.อมรเทพ กล่าวอีกว่า หลายสำนักคาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ ซึ่งในความเป็นจริงก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากยังไม่มีสัญญาณใดๆ จาก ธปท. ถึงความจำเป็นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อีกทั้งยังมีการย้ำถึงการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายหรือเก็บกระสุนไว้ใช้ยามจำเป็น

 

แต่ที่ ดร.อมรเทพ มองต่างและมองว่า กนง. น่าจะทบทวนปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจากการประชุมครั้งก่อน และจากทิศทางตัวเลขเศรษฐกิจและตลาดการเงินในอนาคต จนน่าจะสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในรอบเดือนกุมภาพันธ์นี้

 

อีกทั้งหากไม่ได้ปรับลดในรอบนี้ นักวิเคราะห์ในตลาดการเงินส่วนใหญ่ก็มองว่ามีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยในรอบการประชุมหน้าในเดือนเมษายนอยู่แล้ว ดร.อมรเทพ จึงมองว่าการปรับลดก่อนน่าจะสร้างความเชื่อมั่นและมีผลต่อเศรษฐกิจมากกว่า

 

ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจไม่เห็นผลชัดเจนในช่วง 1-2 เดือน แม้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยจาก ธปท. จะส่งผ่านถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในเวลาไม่นาน

 

แต่กว่าการลดอัตราดอกเบี้ยจะสร้างแรงจูงใจให้คนมาลงทุนเพิ่มขึ้น เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ การผลิตสินค้าและบริการ จนเกิดเงินหมุนเวียนผ่านการบริโภคที่เพิ่มขึ้น หรือส่งผ่านกลไกอัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินค้าต่างๆ ยังต้องใช้เวลาราว 6-12 เดือน ซึ่งก็อาจเห็นผลทางเศรษฐกิจมากขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 – ไตรมาส 4 หรือในช่วงที่ ดร.อมรเทพ คาดว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวมากขึ้น อย่างน้อยก็พอป้องกันไม่ให้ไถลลงลึกหรือพอประคองการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้บ้าง เพราะหากรอนานเกินไปจนทุกอย่างสุกงอม มีความชัดเจน แม้จะดูเหมือนปลอดภัยในการดำเนินนโยบายการเงิน แต่ก็อาจทำให้เราขาดโอกาสในการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำต่อเนื่องลากยาวได้ สุดท้ายนโยบายการเงินไม่ใช่พระเอก แต่ต้องเป็นการประสานกับนโยบายการคลังที่ดูแลด้านความเหลื่อมล้ำและมาตรการอื่นๆ ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อฟื้นเศรษฐกิจไทยในปีนี้และยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้สูงขึ้นในระยะยาวอย่างยั่งยืน

The post CIMB Thai สนับสนุน กนง. ลดดอกเบี้ย ไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวไปมากกว่านี้ หลังความไม่แน่นอนและความเสี่ยงขาลงมีมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปี 2024 ธนาคารไทยทุ่มลงทุน AI ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน https://thestandard.co/2024-thai-banks-and-ai/ Mon, 30 Dec 2024 02:00:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1025460

ปี 2024 นับเป็นอีกปีแห่ง ‘การเปลี่ยนผ่าน’ สำหรับภาคธนาค […]

The post ปี 2024 ธนาคารไทยทุ่มลงทุน AI ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2024 นับเป็นอีกปีแห่ง ‘การเปลี่ยนผ่าน’ สำหรับภาคธนาคารไทย หลังจากธนาคารหลายแห่งพากันเร่งลงทุน และปรับใช้ (Adopt) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับการให้บริการลูกค้า และพัฒนาศักยภาพขีดการแข่งขัน ท่ามกลางเทรนด์ ‘ใครมีโมเดล AI เก่งกว่า คนนั้นชนะ’

 

แบงก์ไทยเร่งลงทุน AI

 

ตั้งแต่ต้นปี ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยต่างประกาศลงทุนขนาดใหญ่ในเทคโนโลยี AI โดยเม็ดเงินที่ประกาศออกมารวมกันมากกว่า 730 ล้านดอลลาร์ (หรือราว 25,550 ล้านบาท) 

 

ตัวอย่างเช่น KBTG ตั้งกลยุทธ์พัฒนาศักยภาพองค์กร ภายใต้ AI Human-first x AI-first Transformation ผ่านการลงทุนทางด้านยุทธศาสตร์ไอทีด้วยงบประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท, SCB 10X ประกาศร่วมลงทุนใน Guardrails AI มูลค่า 7.5 ล้านดอลลาร์, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ทุ่ม 15,000 ล้านบาท พัฒนาระบบ IT และดิจิทัลโซลูชัน เป็นต้น

 

ใช้ AI ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า-ขับเคลื่อนองค์กร

 

สำหรับการเร่งใช้ AI ของธนาคารในประเทศไทย ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า เพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน และประสิทธิภาพการทำงานในองค์กร

 

ตัวอย่างเช่น SCB เปิดตัว 3 นวัตกรรม AI ได้แก่ AI อนุมัติสินเชื่อรายย่อย, บริการ AI Advisory Chatbot และบริการ My Alert ด้านธนาคารกรุงศรีอยุธยา รุกหนักพัฒนา AI เพื่อประยุกต์ใช้งานในองค์กร ได้แก่ การใช้ AI ในการประเมินมูลค่าคอนโด เพิ่มประสิทธิภาพการเติมเงินสดสำหรับตู้ ATM พร้อมทั้งแชตบอตสำหรับพนักงานอำนวยความสะดวกค้นหาข้อมูลภายในองค์กร 

 

ขณะที่ CIMB Thai ก็ประกาศดันกลยุทธ์ AI-Driven Organization และ ttb ที่ยกระดับ ‘ยินดี-Yindee’ ผู้ช่วยเสมือน ด้วยการผสาน Gen AI ให้เข้าใจมนุษย์ลึกซึ้งขึ้น เป็นต้น

 

แข่งเปิดตัว LLM 

 

นอกจากนี้ ธนาคารหลายแห่งยังเดินหน้าเอาจริงเอาจังกับการพัฒนา LLM ในปีที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น ไต้ฝุ่น (Typhoon) ของ SCB 10X ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาช่องว่างทางภาษา โดยประสิทธิภาพเทียบเท่า ChatGPT 3.5 ในเวอร์ชันภาษาไทย

 

THaLLE (ทะเล) ของ KBank โมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาให้มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านภาษาไทยและด้านการเงินโดยเฉพาะ ครอบคลุมเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านสอบระดับ CFA (Chartered Financial Analyst) 

 

ทั้งนี้ LLM (Large Language Model) คือโมเดล AI ภาษาขนาดใหญ่ที่ใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลในการฝึก เพื่อให้สามารถทำความเข้าใจและสร้างข้อความที่ซับซ้อน รวมถึงตอบคำถาม แก้ปัญหา และสร้างเนื้อหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

‘ใครมีโมเดล AI ที่เก่งกว่า’ คนนั้นชนะ

 

จากผลสำรวจของ IBM ในปีนี้ พบว่า 66% ของผู้บริหารวงการธนาคารมีความเห็นเหมือนในทำนองเดียวกันว่า ธุรกิจการเงินมีโอกาสที่จะสร้างประโยชน์และยกระดับประสิทธิภาพได้อย่างมีนัยสำคัญมาก จนธุรกิจการเงินต้องยอมเสี่ยงนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้เพื่อให้สามารถแข่งขันได้

 

อีกทั้ง 57% ของผู้บริหารที่ถูกสำรวจมองว่า จุดแข็งของธุรกิจเทียบกับคู่แข่งจะอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ‘ใครมีโมเดล AI ที่เก่งกว่า’

 

สำหรับแนวโน้มการใช้งาน AI ในปีหน้า John Duigenan ผู้บริหารระดับสูงของ IBM มองว่าธีมการทำธุรกิจของธนาคารในยุคของ AI คือการทำให้แผนกต่างๆ ในองค์กรเข้าถึงการใช้งาน AI ได้มากขึ้น โดยคีย์เวิร์ดสองอย่างคือ ‘การขยายและการทำซ้ำ’ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการทำงาน การสร้างนวัตกรรมที่รวดเร็วขึ้น และประสบการณ์ที่ดีสำหรับลูกค้า

 

อย่างไรก็ตาม John เตือนว่า “การนำ AI มาใช้ต้องใช้บนพื้นฐานของความเชื่อมั่น ธนาคารต้องให้ความสำคัญกับการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบและโปร่งใส เพราะในท้ายที่สุดความสำเร็จของ AI ในวงการธนาคารจะขึ้นอยู่กับมูลค่าทางธุรกิจที่จับต้องและวัดผลได้”

 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post ปี 2024 ธนาคารไทยทุ่มลงทุน AI ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทย เงินบาท และดอกเบี้ยนโยบาย จะเป็นอย่างไร? ใต้เงาทรัมป์ vs. แฮร์ริส https://thestandard.co/what-will-happen-to-the-thai-economy-after-us-election/ Thu, 24 Oct 2024 12:37:51 +0000 https://thestandard.co/?p=999759

CIMB THAI คาด เศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวได้เพียง 2.5% […]

The post เศรษฐกิจไทย เงินบาท และดอกเบี้ยนโยบาย จะเป็นอย่างไร? ใต้เงาทรัมป์ vs. แฮร์ริส appeared first on THE STANDARD.

]]>

CIMB THAI คาด เศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวได้เพียง 2.5% หาก โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะ เทียบกับ 3.2% ในกรณีที่ คามาลา แฮร์ริส ชนะ พร้อมคาดว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงถึงระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐช่วงปลายปี 2568 หากทรัมป์ชนะ ในทางตรงกันข้ามหากแฮร์ริสชนะการเลือกตั้ง เงินบาทน่าจะแข็งค่าแตะระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปลายปี 2568 ด้าน UOB มองว่า นโยบายของทรัมป์อาจดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น พร้อมชี้ว่านโยบายของแฮร์ริสเน้นเป้าหมายชัดเจนกว่าแม้จะไม่สุดโต่งเท่า

 

วันนี้ (24 ตุลาคม) ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า สำนักวิจัยฯ ประเมินฉากทัศน์ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะได้เป็นประธานาธิบดีในการเลือกตั้งสหรัฐฯ เพราะหาก คามาลา แฮร์ริส ชนะ คงเห็นการเปลี่ยนแปลงไม่มาก เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงที่จะดำเนินนโยบายต่อเนื่องจาก โจ ไบเดน ประธานาธิบดี ดังนั้นหากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เศรษฐกิจไทยปี 2568 จะเต็มไปด้วยทั้งโอกาสและความท้าทาย

 

โดยสำนักวิจัยฯ มองว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวได้เพียง 2.5% ในกรณีของทรัมป์ เทียบกับ 3.2% ในกรณีของแฮร์ริส โดยคาดว่านอกจากการส่งออกที่จะชะลอและกดดันการลงทุนภาคเอกชนให้เติบโตช้าลงแล้ว ความต้องการในประเทศจะอ่อนแอตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง โดยเฉพาะข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ภาคการเกษตรทั่วประเทศ รวมทั้งครัวเรือนที่มีรายได้น้อยในพื้นที่ชนบท ก็จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการลดลงของกำลังซื้อ แต่เชื่อว่าการบริโภคภาคเอกชนยังเติบโตได้ด้วยแรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวและมาตรการแจกเงินของรัฐบาล

 

“เศรษฐกิจไทยภายใต้นโยบายการค้าและนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์น่าจะมีความผันผวนมากกว่ากรณีของแฮร์ริส โดยเฉพาะจากความพยายามลดทอนอำนาจทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งจะกดดันการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน” ดร.อมรเทพ กล่าว

 

แนวโน้มด้านบวกหากทรัมป์ชนะ

 

  1. เศรษฐกิจโลกจะรอดจากภาวะถดถอย เพราะมาตรการลดภาษีนิติบุคคลจะกระตุ้นให้ธุรกิจในสหรัฐฯ เพิ่มการจ้างงานและปรับขึ้นค่าแรง ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตขึ้น

 

  1. ราคาน้ำมันดิบโลกจะลดลงจากนโยบายส่งเสริมการผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ และการทำข้อตกลงที่เป็นประโยชน์กับประเทศในตะวันออกกลางและรัสเซีย เป็นผลดีต่อประเทศที่นำเข้าพลังงานอย่างไทย และจะช่วยลดค่าครองชีพของคนในประเทศ

 

  1. มีการย้ายฐานการลงทุนมาไทยเพิ่มขึ้น เพราะภาษีการค้าที่กำหนดต่อจีนจะกระตุ้นให้บริษัทจีนย้ายการดำเนินงานไปยังประเทศอื่น ช่วยเสริมสร้างอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล 

 

แนวโน้มด้านลบหากทรัมป์ชนะ

 

  1. การส่งออกของไทยเสี่ยงโตช้าจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และความกังวลว่าการค้าระหว่างประเทศจะหยุดชะงัก

 

  1. ต้นทุนกู้ยืมของรัฐบาลจะอยู่ระดับสูงตามความเสี่ยงทางการคลัง ไม่ใช่เพียงแค่ในสหรัฐฯ แต่ยังรวมถึงไทยด้วย เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน

 

  1. รายได้ภาคเกษตรของไทยเสี่ยงลดลงตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก กดดันให้อุปสงค์ในประเทศไทยอ่อนแอตาม

 

ได้ทรัมป์บาทอ่อน แฮร์ริสมาบาทแข็ง

 

ดร.อมรเทพ ยังมองด้วยว่า กรณีทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง แม้ Fed อาจปรับลดดอกเบี้ยลงมากกว่าที่คาดไว้ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ รอดพ้นจากภาวะถดถอยจากสงครามการค้า ดอลลาร์สหรัฐน่าจะอ่อนค่าตามทิศทางดอกเบี้ยที่ลดลง แต่คาดว่าตลาดจะให้น้ำหนักกับความเสี่ยง รวมทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจยังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนที่สูงจะทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ และนำเงินกลับไปถือดอลลาร์สหรัฐแทน ทำให้ดอลลาร์แข็ง บาทอ่อน โดยคาดว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงถึงระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายปี 2568

 

ในทางตรงกันข้าม หากแฮร์ริสชนะการเลือกตั้ง Fed จะทยอยปรับลดดอกเบี้ยตามทิศทางเงินเฟ้อที่ลดลง นักลงทุนจะลดความสนใจในเงินดอลลาร์ลง เงินบาทน่าจะแตะระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปลายปี 2568

 

ในส่วนของมาตรการทางการเงินของไทย ดร.อมรเทพ มองว่า ธปท. จะปรับลดดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศ และลดความเสี่ยงด้านภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ แม้การลดดอกเบี้ยจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าและเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่อสินค้านำเข้ามากขึ้นก็ตาม สำนักวิจัยฯ มองว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ที่ระดับ 1.25% ในกรณีของทรัมป์ เทียบกับที่ระดับ 1.50% ในกรณีของแฮร์ริส

 

UOB มอง นโยบายของทรัมป์อาจดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น

 

เฮงคุนเฮา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายกลยุทธ์ตลาด ธนาคารยูโอบี กล่าวเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่า ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ รวมถึงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ อัตราดอกเบี้ย และค่าเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ผลกระทบดังกล่าวอาจส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเศรษฐกิจโลก รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

 

นักวิเคราะห์หลายท่านระบุถึงความเสี่ยงที่นโยบายของทรัมป์อาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น โดยระหว่างการหาเสียง ทรัมป์ประกาศสนับสนุนให้มีการเพิ่มภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าหลายรายการ

 

  • เสนอให้เพิ่มภาษีนำเข้าจากจีนอย่างมีนัยสำคัญสูงสุดถึง 60% 
  • ภาษีนำเข้ารถยนต์จากเม็กซิโกในอัตราร้อยละ 200
  • เสนอให้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทุกประเภทในอัตรา 10% 

 

“การดำเนินนโยบายดังกล่าวอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อ เนื่องจากภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ราคาสินค้านำเข้าปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ทรัมป์ยังต้องการส่งตัวผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายกลับประเทศ ซึ่งอาจทำให้ตลาดแรงงานตึงตัวและผลักดันให้ค่าแรงสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออีกทางหนึ่ง” UOB กล่าว

 

แม้จะดูเหมือนว่านโยบายของทรัมป์จะช่วยยืดอายุวงจรการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่การดำเนินนโยบายเหล่านี้แม้เพียงบางส่วนอาจส่งผลให้เกิดเงินเฟ้ออีกครั้งในสหรัฐฯ สถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศปีเตอร์สันเตือนว่า ข้อเสนอภาษีนำเข้าของทรัมป์อาจทำให้ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของชาวอเมริกันทั่วไปเพิ่มขึ้นกว่า 2,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี

 

เงินเฟ้อที่สูงขึ้นนี้อาจส่งผลทำให้แผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ไม่ลงลึกเท่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เราคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed จะลดลงจาก 5% ในปัจจุบัน เหลือ 3.5% ภายในสิ้นปีหน้า แต่หากทรัมป์ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง เราก็ไม่อาจคาดเดาการดำเนินการอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ได้

 

แฮร์ริสเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายชัดเจนและไม่สุดโต่งเท่า

 

ในขณะเดียวกัน คามาลา แฮร์ริส ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต ได้นำเสนอนโยบายในภาพรวมกว้างๆ โดยเฉพาะด้านการค้า แฮร์ริสน่าจะยังคงดำเนินนโยบาย ‘สนามเล็กรั้วสูง’ ตามแนวทางของรัฐบาลไบเดน โดยจัดเก็บภาษีนำเข้าเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่สุดโต่งเท่านโยบายที่ทรัมป์เสนอ

 

ส่วนด้านนโยบายภาษี แฮร์ริสเสนอให้เพิ่มภาษีรายได้สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด รวมถึงภาษีสำหรับกลุ่มการเก็งกำไรสูงสุดและภาษีนิติบุคคล โดยสงวนการลดภาษีให้กับอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมสะอาด

 

ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตมีเป้าหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจขนาดเล็กและครัวเรือนที่มีรายได้น้อยรับมือกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยรวมแล้วนโยบายเศรษฐกิจของแฮร์ริสมีเป้าหมายชัดเจนและไม่สุดโต่งเท่านโยบายของทรัมป์ และน่าจะมีผลกระทบด้านเงินเฟ้อน้อยกว่าต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้แฮร์ริสยังสนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงมีอิสระในการดำเนินนโยบาย ซึ่งแตกต่างจากข้อเสนอของทรัมป์ที่ต้องการให้ประธานาธิบดีมีอำนาจในการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินมากขึ้น แฮร์ริสยังไม่ได้เสนอมาตรการให้ลดค่าเงินดอลลาร์เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ทรัมป์กล่าวถึงบ่อยครั้ง

The post เศรษฐกิจไทย เงินบาท และดอกเบี้ยนโยบาย จะเป็นอย่างไร? ใต้เงาทรัมป์ vs. แฮร์ริส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดซื้อขายหุ้นกู้ตลาดรองผ่านทรูมันนี่ ตั้งเป้าลดมูลค่าซื้อขั้นต่ำจากหลักแสนบาทเหลือหลักพันบาท https://thestandard.co/cimb-thai-truemoney-bond-trading/ Fri, 04 Oct 2024 10:52:59 +0000 https://thestandard.co/?p=991806 ซีไอเอ็มบี ไทย

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ร่วมกับ ทรูมันนี่ เปิดให้ซื้อขายห […]

The post ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดซื้อขายหุ้นกู้ตลาดรองผ่านทรูมันนี่ ตั้งเป้าลดมูลค่าซื้อขั้นต่ำจากหลักแสนบาทเหลือหลักพันบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีไอเอ็มบี ไทย

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ร่วมกับ ทรูมันนี่ เปิดให้ซื้อขายหุ้นกู้ตลาดรอง (Secondary Bond) ผ่านแอปทรูมันนี่ พร้อมหวังลดมูลค่าการซื้อขั้นต่ำจาก 1 แสนบาทในปัจจุบัน มาเหลือหลักพันบาทในปีหน้า

 

ภูดินันท์ เศรษฐนันท์ ผู้บริหารพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงิน ธุรกิจผลิตภัณฑ์การเงินและที่ปรึกษา Equity Derivatives และผู้บริหารการขายลูกค้าบุคคลธนกิจ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ตลาดตราสารหนี้ปัจจุบันมีมูลค่าการซื้อ-ขายอยู่ที่ 5,921,913 ล้านบาท ซึ่งแม้ว่าจะมีลูกค้าบุคคลเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดรองเพิ่มขึ้น และมีมูลค่าซื้อขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนแตะระดับ 37,089 ล้านบาทในปัจจุบัน แต่ก็คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% เมื่อเทียบกับมูลค่าการซื้อ-ขายทั้งตลาด

 

การร่วมมือกับทรูมันนี่ในครั้งนี้จะช่วยให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงการลงทุนในหุ้นกู้ได้มากขึ้น และมูลค่าการลงทุนขั้นต่ำซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 100,000 บาท ในอนาคตจะลดลงไปเหลือหลักหมื่นบาทหรือพันบาท

 

“เรากำลังพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อทำให้นักลงทุนทั่วไปสามารถซื้อหุ้นกู้ในตลาดรองขั้นต่ำลดลงไปเหลือหลักหมื่นบาทหรือพันบาท ในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า”

 

ทั้งนี้ หลังจากเปิดบริการซื้อขายหุ้นกู้ตลาดรองผ่านทรูมันนี่มา 2-3 สัปดาห์ ปัจจุบันมีมูลค่าการซื้อขายเกือบ 100 ล้านบาท โดยธนาคารคาดหวังว่ามูลค่าธุรกรรมในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1 หมื่นล้านบาท 

 

สำหรับมูลค่าการซื้อขายตราสารหนี้ของลูกค้าบุคคล เพิ่มขึ้นจาก 1.1 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2561 มาเป็นกว่า 5.5 หมื่นล้านบาทในปีนี้ อย่างไรก็ตาม จำนวนของลูกค้าบุคคลที่ถือตราสารหนี้ยังมีเพียง 2.13 แสนคน เทียบกับตลาดหุ้นที่มีผู้มีบัญชี 2.87 ล้านคน

 

ด้าน ธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า โดยปกติแล้ว ‘หุ้นกู้ตลาดแรก’ หรือที่เรียกว่า ‘หุ้นกู้มือหนึ่ง’ มีจำนวนไม่มาก และมีขั้นตอนในการติดต่อขอจองซื้อที่ยุ่งยาก ทำให้ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเข้าถึงได้

 

ทรูมันนี่ จึงร่วมกับ ธ.ซีไอเอ็มบี ไทยทำให้การลงทุนในหุ้นกู้เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้นผ่านแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีของเรา พร้อมส่งเสริมให้นักลงทุนรายย่อยที่อาจยังไม่คุ้นเคยกับการลงทุนในหุ้นกู้ตลาดรองได้เข้ามาศึกษาและเลือกลงทุน เพราะเป็นทางเลือกที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากประจำ โดยหุ้นกู้ตลาดรองสามารถสร้างผลตอบแทนสูงถึง 5% ต่อปี

 

พร้อมกันนี้ ธัญญพงศ์เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยื่นขอใบอนุญาตจัดตั้ง Virtual Bank ซึ่งบริษัทจะนำประสบการณ์จากการทำ Ascend Money ซึ่งให้บริการสินเชื่อผ่าน Pay Next โดยลูกค้าราว 70% เป็นกลุ่มที่เข้าไม่ถึงหรือเข้าถึงได้ไม่เต็มที่ (Underserved) ในบริการทางการเงินแบบดั้งเดิม

 

สำหรับ Pay Next ปัจจุบันปล่อยสินเชื่อรวม 2 หมื่นล้านบาท และสามารถควบคุมหนี้เสียได้ค่อนข้างดี ปัจจุบันมีอัตราส่วนหนี้เสียราว 7.5% ก่อนการตัดจำหน่าย (Write Off)

 

“ที่ผ่านมาเราทำธุรกิจกับกลุ่ม Underserved มาตลอด และใช้ Alternative Credit Scoring มาพิจารณาการปล่อยสินเชื่อแทนรูปแบบการพิจารณาแบบดั้งเดิม เช่น พฤติกรรมการใช้ TrueMoney Wallet”

The post ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดซื้อขายหุ้นกู้ตลาดรองผ่านทรูมันนี่ ตั้งเป้าลดมูลค่าซื้อขั้นต่ำจากหลักแสนบาทเหลือหลักพันบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMB Thai เร่งใช้ปัญญาประดิษฐ์ ตอกย้ำ AI-Driven Organization https://thestandard.co/cimb-thai-ai-driven-organization/ Mon, 23 Sep 2024 07:16:36 +0000 https://thestandard.co/?p=986947

CIMB Thai เร่งใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ป้องกันแล […]

The post CIMB Thai เร่งใช้ปัญญาประดิษฐ์ ตอกย้ำ AI-Driven Organization appeared first on THE STANDARD.

]]>

CIMB Thai เร่งใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ป้องกันและตรวจจับการทุจริต และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า วางแผนนำ AI วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อให้คำแนะนำ นำเสนอผลิตภัณฑ์ และ Solution ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด (Personalization) และสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุด

 

ทรงพรต วิจยาภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เทคโนโลยีและวิทยาการข้อมูล ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ธนาคารได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Technology) เข้ามาใช้แล้วในหลายส่วน ภายใต้แนวคิด ‘AI-Driven Organization’ เป็นอีกตัวช่วยให้ธนาคารขับเคลื่อนไปข้างหน้าตามวิสัยทัศน์ ‘Digital-led Bank with ASEAN Reach’ โดย CIMB Thai ได้เริ่มนำเทคโนโลยี AI มาใช้แล้วดังนี้

 

  1. การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: โดยพนักงานใช้ AI มาช่วยค้นหา วิเคราะห์ สร้าง และจัดเรียงข้อมูล รวมถึงการจัดทำสรุปและเสนอข้อคิดเห็นคำแนะนำต่างๆ
  2. การป้องกันและตรวจจับการทุจริตและการฉ้อโกง:ธนาคารได้นำ AI Technology มาประยุกต์เข้ากับระบบต่างๆ ของธนาคาร เช่น ระบบการตรวจสอบการทุจริต ระบบป้องกันการฟอกเงิน ระบบป้องกันบัญชีม้า เปลี่ยนจาก Rule Based เป็น Behavior Based ช่วยให้กระบวนการตรวจสอบแม่นยำและทันท่วงทีมากขึ้น
  3. ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า: ด้วยการประยุกต์ใช้ AI ในเรื่องการทำ Credit Scoring และขั้นตอนการขอสินเชื่อ ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน โดยเฉพาะการรวบรวมข้อมูล เมื่อการอนุมัติสินเชื่อเร็วขึ้น ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น

 

เปิดแผนการขับเคลื่อน AI Banking ของ CIMB Thai ในอนาคต

 

CIMB Thai ยังมีแผนในการนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในหลายส่วน เช่น การใช้ AI Algorithms วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อให้คำแนะนำ นำเสนอผลิตภัณฑ์ และ Solution ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด (Personalization) และสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุด

 

นอกจากนี้จะนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ‘Copilot Smart Assistant’ ให้พนักงานทุกคน ซึ่ง AI สามารถทำให้กิจกรรมการทำงานที่กินเวลาระหว่าง 60-70% ของพนักงานสามารถเสร็จลุล่วงโดยอัตโนมัติ

 

อีกทั้งจะนำ AI เข้ามาช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ปรับปรุงกระบวนการเขียนโค้ด การตรวจจับข้อบกพร่องและข้อผิดพลาดในการเขียนโค้ด รวมถึงกระบวนการทดสอบก่อนเพื่อให้แอปพลิเคชันสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงที่สุด

 

การเข้ามาของ AI คือ ‘โอกาส’ หรือ ‘ความเสี่ยง’ ของภาคธนาคารไทย?

 

ทรงพรตกล่าวว่า “ผมมองว่า AI เป็นตัวช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนต่ออุตสาหกรรมการธนาคาร แม้ว่าระบบการจัดการข้อมูลและธุรกรรมของธนาคารแบบเดิมจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่ในปัจจุบัน แต่ระบบเหล่านี้อาจไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต เนื่องจากความต้องการใหม่ๆ ของลูกค้าได้เพิ่มขึ้นตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ครั้งหนึ่ง AI เคยเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ แต่ปัจจุบันการนำ AI ไปใช้งาน เช่น Generative AI กำลังเคลื่อนเข้าสู่กระแสหลักมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ดังนั้นธนาคารต้องเอาชนะความท้าทายด้านการดำเนินงานและการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ทันสมัยตลอดเวลา เพื่อสร้างโอกาสและต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ หลายธนาคารต่างเริ่มตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่มีนวัตกรรม AI เป็นตัวผลักดัน และเปิดรับการเปลี่ยนแปลง

 

อย่างไรก็ดี การนำ AI มาใช้ก็มีความเสี่ยงที่จะต้องคอยดูแลและบริหารจัดการให้มีความรอบคอบ เช่น เรื่องความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูลที่จัดการโดย AI, ประเด็นความขัดแย้งทางจริยธรรม, ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและการก่อการร้าย และขอบเขตความรับผิดชอบและความท้าทายทางกฎหมายที่เกิดจากการกระทำของ AI เป็นต้น

 

AI จะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ภาคการธนาคารในไทยได้อย่างไร?

 

ทรงพรตเปิดเผยว่า AI จะส่งผลกระทบต่อประสบการณ์ลูกค้า (CX) ภาคการเงินในหลายด้านดังนี้

 

ประการแรก: AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อทำความเข้าใจความต้องการ รวมถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ AI สามารถทำงานได้ 24 ชั่วโมงตลอดเวลา รวมถึงสามารถประมวลผลได้แบบเรียลไทม์

 

ธนาคารยังสามารถใช้ AI เพื่อให้บริการลูกค้าจากทุกที่บนโลกตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน  นอกเหนือจากบริการขั้นพื้นฐานทางดิจิทัลที่มีอยู่แล้ว เช่น การถอนเงิน การโอนเงิน การจ่ายบิล แต่ AI จะช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนของลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

รวมถึงการขอคำแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ตรงเป้าหมาย การตรวจจับการฉ้อโกง การยืนยันตัวตน โดยไม่ต้องรอให้ธนาคารหรือสาขาของธนาคารเปิดในวันถัดไป

 

ประการที่สอง: การมาถึงของเทคโนโลยี AI ที่ใช้ข้อมูลใหม่ ได้ยกระดับศักยภาพด้านนวัตกรรมไปสู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน การปรับใช้และบูรณาการเทคโนโลยี AI ร่วมกับเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น การประมวลผลแบบคลาวด์ (Cloud) แพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ (Data) และแอปพลิเคชันแบบไมโครเซอร์วิส จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของธนาคาร เช่น ค่าใช้จ่ายในการเปิดและดูแลสาขา ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ Data Center, Disaster Recovery (DR) และระบบ Backup ข้อมูล

 

นอกจากนี้ธนาคารสามารถวางแผนพยากรณ์ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพแบบ Dynamic ไม่จำเป็นต้องสร้างแผนการลงทุนล่วงหน้าระยะยาว เพราะการเลือกใช้ AI และ Cloud Technology สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตลอดเวลาตามความเหมาะสมของสภาวะเศรษฐกิจ ปัจจัยต่างๆ และ Consumer Trend ของลูกค้าในขณะนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในระบบ Infrastructure และการจ้างงานแบบดั้งเดิม ที่มีค่าใช้จ่ายและเป็นการลงทุนแบบมีภาระผูกพันไปอีกหลายปี

The post CIMB Thai เร่งใช้ปัญญาประดิษฐ์ ตอกย้ำ AI-Driven Organization appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘การบริหารความมั่งคั่งแบบครบวงจร’ เบื้องหลังความสำเร็จ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ที่คว้ารางวัลระดับโลก 5 ปีซ้อน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/wealth-management-cimb-success/ Wed, 18 Sep 2024 06:10:00 +0000 https://thestandard.co/?p=973243 CIMB

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในปัจจุบันการลงทุนถือเป็นเรื่องใหญ่แ […]

The post ‘การบริหารความมั่งคั่งแบบครบวงจร’ เบื้องหลังความสำเร็จ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ที่คว้ารางวัลระดับโลก 5 ปีซ้อน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMB

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในปัจจุบันการลงทุนถือเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็น ‘ทางรอด’ เดียวทางการเงินในโลกยุคใหม่ และการลงทุนต้องละเอียดในทุกขั้นตอน เพื่อให้การลงทุนเกิดประสิทธิภาพ

 

นั่นเป็นเหตุผลที่ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จะเป็นพาร์ตเนอร์​ทางการลงทุนให้กับนักลงทุนทุกคน ตั้งแต่ Baby Step เริ่มต้นลงทุนแบบความรู้การลงทุนเท่ากับศูนย์ไปจนถึงนักลงทุนผู้เจนตลาดที่พร้อมอยู่ร่วมในทุกประสบการณ์ของการลงทุน และพร้อมเดินหน้าไปกับทุกไลฟ์สไตล์

 

End to End Wealth Solutions

 

ทุกความสำเร็จที่ได้รับของธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เกิดจากการเป็นธนาคารที่มีบริการความมั่งคั่งแบบครบวงจร หรือ End to End Wealth Solutions

 

 

ด้านของผลิตภัณฑ์มีให้เลือกสรรหลากหลาย โดยเริ่มต้นตั้งแต่หุ้นกู้ที่ครบครัน ตั้งแต่ตลาดแรก ตลาดรอง และอีกมากมาย ทั้งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มอบผลิตภัณฑ์การลงทุนต่างประเทศแบบไร้พรมแดน ไม่ว่าจะตราสารหนี้หรือตราสารอนุพันธ์ 

 

นอกจากนี้ยังมีกองทุนรวมที่มีสินทรัพย์ให้เลือกได้หลากหลาย ทำให้สามารถกระจายความเสี่ยงและสร้างสมดุลของการลงทุน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อคอยดูแลผลประโยชน์ของนักลงทุน

 

ในส่วนของบริการก็เชื่อมั่นได้อย่างเต็ม 100% ที่มีตั้งแต่แพลตฟอร์มการลงทุนที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ระดับโลกไว้ในที่เดียว ทั้งยังดูแลประสบการณ์การลงทุนด้วยการมอบความรู้การลงทุนผ่าน Wealth Advisory Service พร้อมด้วยที่ปรึกษาส่วนตัวที่จะช่วยวางแผนการงานของคุณให้ถึงเป้าหมายได้รวดเร็วกว่าที่ฝัน

 

การลงทุนกับธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ยังสบายใจหายห่วงด้วยบริการสินเชื่อเพื่อการลงทุน ที่จะคอยซัพพอร์ตการลงทุนของคุณแบบไร้รอยต่อ 

 

ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยรางวัลระดับโลก 5 ปีซ้อน

 

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ไม่ได้เป็นเพียงธนาคารชั้นนำในประเทศไทย แต่ยังเป็นธนาคารชั้นนำระดับอาเซียน ให้นักลงทุนเชื่อมั่นในการลงทุน สะท้อนได้จากความสำเร็จด้านการลงทุนระดับโลกจาก Asian Banking & Finance Retail Banking Awards ด้วยรางวัล Wealth Management Platform of the Year – Thailand 5 ปีซ้อน

 

 

Wealth Management Platform of the Year เป็นรางวัลที่สะท้อนความเชี่ยวชาญของการจัดการด้านความมั่งคั่งของธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ที่มีการบริหารความมั่งคั่งอย่างครบวงจร 

 

นอกจากนี้ยังเป็นพาร์ตเนอร์การลงทุนที่ครบทุกวงจร โดยมอบความครบครันด้านตัวเลือกการลงทุน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของการลงทุนด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยให้คำปรึกษาด้านการลงทุนตลอดจนประสบการณ์การลงทุน 

 

ติยะชัย ชอง ผู้นำทีม Wealth ของธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย คว้ารางวัล Top 25 ASEAN Selectors 2024

 

CIMB

 

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ยังตอกย้ำความเชื่อมั่นนักลงทุนในระดับผู้บริหารอย่าง ติยะชัย ชอง ผู้นำ Wealth & Preferred Segment ของธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ที่ได้รับการยกย่องด้วยรางวัลผู้บริหารที่มีอิทธิพลมากที่สุดใน ASEAN อย่าง Top 25 ASEAN Selectors 2024 จัดอันดับโดย Citywire Asia โดยได้รับการเสนอชื่อและให้คะแนนจากลูกค้า เพื่อนๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรมการลงทุน และวัดผลงานจากการคัดสรรผลิตภัณฑ์ การแนะนำการลงทุน และประวัติการตัดสินใจลงทุนในภูมิภาคอาเซียน

 

จากทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้ไม่แปลกใจที่ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จะคว้ารางวัลอย่าง Wealth Management Platform of the Year – Thailand ถึง 5 ปีซ้อน จาก Asian Banking & Finance Retail Banking Awards และรางวัล Top 25 ASEAN Selectors 2024 ที่จัดอันดับโดย Citywire Asia ของ ติยะชัย ชอง ด้วยบริการครบวงจร พร้อมผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีให้เลือกหลากหลาย 

 

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย พร้อมก้าวไปข้างหน้ากับนักลงทุน ด้วยความเชื่อมั่นในฐานะธนาคารชั้นนำระดับอาเซียน ผู้เป็นตัวจริงเรื่องการลงทุน และพร้อมมอบประสบการณ์การลงทุนที่ดีที่สุด ที่พิสูจน์แล้วด้วยรางวัลระดับโลก 5 ปีซ้อน

 

 

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญการลงทุนกับธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้ที่

LINE OA Wealth & Preferred: https://lin.ee/GS3f8F0 

CIMB THAI Care Center: โทร. 0 2626 7777

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ทุกสาขา 

 

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

The post ‘การบริหารความมั่งคั่งแบบครบวงจร’ เบื้องหลังความสำเร็จ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ที่คว้ารางวัลระดับโลก 5 ปีซ้อน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 แบงก์พาณิชย์ โกยกำไรสุทธิทะลุ 1.26 แสนล้านบาท จับตาภาพรวมเร่งสำรองหนี้เสียเพิ่ม https://thestandard.co/10-commercial-banks-profit-2/ Thu, 25 Jul 2024 11:55:17 +0000 https://thestandard.co/?p=962971

เปิดกำไรสุทธิ 10 ธนาคารพาณิชย์ไทย ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย […]

The post 10 แบงก์พาณิชย์ โกยกำไรสุทธิทะลุ 1.26 แสนล้านบาท จับตาภาพรวมเร่งสำรองหนี้เสียเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>

เปิดกำไรสุทธิ 10 ธนาคารพาณิชย์ไทย ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกรุงไทย, เอสซีบี เอกซ์, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารทิสโก้, ธนาคารทหารไทยธนชาต, ธนาคารเกียรตินาคินภัทร, ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย และธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ พบในครึ่งแรกของปี 2567 โกยกำไรสุทธิไป 126,421 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.69% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

 

โดยในครึ่งแรกของปี 2567 ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) นับเป็นธนาคารที่กำไรสุทธิปรับตัวขึ้นสูงสุดถึง 20.26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แม้ในไตรมาส 2 ปี 2567 ธนาคารและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิจำนวน 12,653 ล้านบาท ลดลง 6.18% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

 

โดย KBANK อธิบายว่า กำไรสุทธิในไตรมาสที่ 2 ลดลงหลักๆ มาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลง ในขณะที่รายได้สุทธิจากการรับประกันภัยเพิ่มขึ้น

 

ขณะที่ KKP เป็นธนาคารที่กำไรสุทธิลดลงมากที่สุด โดย KKP อธิบายว่า สำหรับงวดครึ่งแรกปี 2567 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิเท่ากับ 2,275 ล้านบาท ลดลง 34.9% จากงวดเดียวกันของปี 2566 โดยรายได้รวมจากการดำเนินงานปรับลดลง 6.8% โดยลดลงในส่วนของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลง 4.5% จากต้นทุนทางการเงินที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับลดลง 13.7% เป็นผลมาจากรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยสินเชื่อที่ลดลงตามการชะลอตัวของสินเชื่อปล่อยใหม่ ประกอบกับภาวะความไม่แน่นอนทางด้านตลาดทุนที่ยังคงส่งผลกระทบต่อการลงทุน

 

การสำรองหนี้เสียของแบงก์พาณิชย์เพิ่ม

 

ขณะที่การตั้งสำรองหนี้เสียหรือผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของธนาคารพาณิชย์ทั้ง 10 แห่ง ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.19 แสนล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ท่ามกลางปัญหาคุณภาพหนี้สินไทยที่มีแนวโน้มแย่ลงและภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

 

โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาเป็นธนาคารที่ตั้งสำรองหนี้เสียสูงที่สุด อยู่ที่ 24,088 ล้านบาท หลังเผยอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) อยู่ที่ 3.05% ขณะที่สัดส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 243 Basis Point และอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 128.8%

 

ขณะที่ TISCO ระบุว่า บริษัทตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อสะท้อนความเสี่ยงของลูกหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องมาจากการเติบโตของสินเชื่อในกลุ่มที่มีอัตราผลตอบแทนสูง รวมถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนที่ยังคงเปราะบาง สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (NPL) เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้ามาอยู่ที่ 2.44% และมีอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 162.7%

 

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

The post 10 แบงก์พาณิชย์ โกยกำไรสุทธิทะลุ 1.26 แสนล้านบาท จับตาภาพรวมเร่งสำรองหนี้เสียเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: มองปีหน้า กนง. ลดดอกเบี้ย 4 ครั้ง หนุนทางออก ‘แก้จน’ ได้แค่ไหน? | Morning Wealth 10 ก.ค. 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-10072024/ Wed, 10 Jul 2024 02:50:35 +0000 https://thestandard.co/?p=955764

ซีไอเอ็มบี ไทย มอง เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ กระจายรายได้ไม่ด […]

The post ชมคลิป: มองปีหน้า กนง. ลดดอกเบี้ย 4 ครั้ง หนุนทางออก ‘แก้จน’ ได้แค่ไหน? | Morning Wealth 10 ก.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ซีไอเอ็มบี ไทย มอง เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ กระจายรายได้ไม่ดี คาด แบงก์ชาติลดดอกเบี้ย 4 ครั้งภายในปีหน้า ช่วยหนุนแก้ปัญหาโครงสร้างได้ รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

ไฮไลต์จาก World Economic Forum 2024 หรือ Summer Davos ณ เมืองต้าเหลียน ประเทศจีน มีอะไรที่คนไทยต้องรู้ พูดคุยกับ ณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว THE STANDARD

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

 


 

ทำไมถึงติดตาม THE STANDARD WEALTH ชวนมาร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อทีมงานในการพัฒนาและต่อยอดสร้างสรรค์ต่อไป

 

พิเศษ! 20 ท่านที่ได้รับคัดเลือก จะได้รับเครื่องกำจัดไรฝุ่น ฆ่าเชื้อด้วยยูวี แทนคำขอบคุณจากพวกเรา

 

คลิกเพื่อแสดงความคิดเห็นได้ที่: https://forms.gle/PXnfLA4Fzy4VBG378

 

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ตั้งแต่วันนี้ – 14 กรกฎาคม 2567 และติดตามการประกาศผลผู้ได้รับคัดเลือกในวันที่ 18 กรกฎาคม 2567 ผ่านทาง Facebook: THE STANDARD WEALTH

The post ชมคลิป: มองปีหน้า กนง. ลดดอกเบี้ย 4 ครั้ง หนุนทางออก ‘แก้จน’ ได้แค่ไหน? | Morning Wealth 10 ก.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMB Thai หั่น GDP ไทย ปี 67 เหลือ 2.3% จาก 3.1% มี 3 ปัจจัยฉุด การบริโภคซบเซา-การลงทุนรัฐทรุดตัว-ส่งออกฟื้นตัวช้า https://thestandard.co/cimb-thai-cuts-thai-gdp/ Thu, 14 Mar 2024 01:31:27 +0000 https://thestandard.co/?p=910828

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารส […]

The post CIMB Thai หั่น GDP ไทย ปี 67 เหลือ 2.3% จาก 3.1% มี 3 ปัจจัยฉุด การบริโภคซบเซา-การลงทุนรัฐทรุดตัว-ส่งออกฟื้นตัวช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT เปิดเผยว่า สำนักวิจัยฯ ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2567 ลงเหลือ 2.3% จากเดิมมองไว้ที่ 3.1% ซึ่ง GDP 2.3% เป็นระดับที่ต่ำมากอีกปีหนึ่ง เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ การบริโภคคนไทยซบเซา การลงทุนภาครัฐทรุดตัว และการส่งออกฟื้นตัวช้า

 

การบริโภคของคนไทยเผชิญความเสี่ยงมากกว่าที่คาด 

 

โดยครึ่งแรกของปี 2567 เริ่มเห็นสัญญาณอ่อนตัวของการใช้จ่ายของครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายโดยทั่วไปในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ของ GDP สาเหตุหลักเกิดจากรายได้ครัวเรือนฟื้นตัวช้า แม้ว่าการท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมาจะสนับสนุนการใช้จ่ายได้บ้าง แต่ยังกระจุกตัวแค่บางทำเล บางธุรกิจ ขณะที่ภาคการเกษตรอ่อนแอจากการชะลอตัวของการจ้างงานในภาคการผลิต แม้ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดของรัฐบาลจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในบริการและสินค้าไม่คงทนเป็นการชั่วคราว แต่ก็น่าจะไม่เพียงพอที่จะชดเชยผลกระทบจากรายได้ที่อ่อนแอ

 

การลงทุนภาครัฐ 

 

แม้ทราบกันดีอยู่แล้วว่าภาครัฐยังไม่ผ่านเรื่องงบประมาณจนถึงเดือนเมษายน แต่จากการพิจารณาตัวเลขเดือนต่อเดือนเห็นได้ชัดว่า การลงทุนภาครัฐทรุดตัวหนักกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า การใช้จ่ายงบต่างๆ ล่าช้า กระทบความเชื่อมั่นของเอกชน อาจทำให้เอกชนชะลอการลงทุน โดยเฉพาะภาคก่อสร้างที่มีการกระจายเม็ดเงินสูง หากชะลอตัวต่อเนื่องจนถึงเดือนเมษายน จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวหนักกว่าที่คาด การขาดการลงทุนสาธารณะคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในทางลบเพิ่มเติม

 

การส่งออกฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด 

 

จากการที่ประเทศไทยไม่ได้รับประโยชน์มากจากการฟื้นตัวของตลาดโลก เนื่องจากปัจจัยต่างประเทศมีความผันผวน ทั้งตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก กระทบการส่งออก และกระทบไปสู่การผลิตในประเทศ ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจเลื่อนปรับดอกเบี้ยนโยบายจากเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนมิถุนายน ทำให้เม็ดเงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ ส่งผลให้บาทอ่อนค่า

 

ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยคาดว่าจะปรับลดเร็วที่สุดน่าจะเป็นเดือนเมษายน จาก 2.50% เป็น 2.25% และจะลดอีกครั้งเหลือ 2.00% อย่างไรก็ดี การปรับลดดอกเบี้ยคงไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เป็นเพียงการพยุงชั่วคราว เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยยังมีอยู่ เช่น ขาดการลงทุนจากต่างชาติ การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวน้อย การขาดทักษะแรงงาน และสังคมสูงอายุของไทย ทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำ 3% ในระยะยาว และไม่น่าสนใจในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ จึงอยากเห็นมาตรการภาครัฐในการเร่งปรับปรุงปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ และเน้นศักยภาพของไทยโตขึ้นได้ในอนาคต

 

ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2567 ลดดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด อาจไม่ช่วยเร่งการเติบโตท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างรุมเร้า

 

ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2567

 

สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ได้ทบทวนตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจไทยล่าสุด การเปลี่ยนแปลงนโยบาย และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เพื่อปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปี 2567 จากการชะลอตัวที่เห็นได้ชัดเจนในไตรมาสที่ 4 ของปี 2566 การจ่ายเงินงบประมาณล่าช้า การลงทุนภาครัฐที่ไม่เพียงพอ และการบริโภคที่อ่อนแอ จึงปรับประมาณการการเติบโตจาก 3.1% เป็น 2.3

 

ปัญหาการกระจายตัวของเศรษฐกิจ

 

เศรษฐกิจไทยนอกจากจะขยายตัวต่ำแล้ว ยังมีปัญหาด้านการกระจายตัวด้วย โดยภาคการผลิตยังคงหดตัวจากการฟื้นตัวของความต้องการภายนอกที่ช้าและการลดลงของสินค้าคงคลังที่สูง แต่ก็มีสัญญาณบวก เช่น การส่งออกที่ปรับขึ้นและการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าเครื่องจักร ซึ่งบ่งชี้ถึงศักยภาพในการฟื้นตัวของภาคการผลิต การก่อสร้างคาดว่าจะส่งผลให้การเติบโตในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ชะลอ โดยมากเนื่องจากการจ่ายเงินงบประมาณที่ล่าช้าและการขาดการลงทุนใหม่ในโครงสร้างพื้นฐาน

 

ในทางตรงกันข้าม ภาคบริการ โดยเฉพาะบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว คาดว่าจะเห็นการขยายตัว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ภาคขายส่ง ขายปลีก การขนส่ง และอุตสาหกรรมการบริการด้านโรงแรมและร้านอาหารได้รับการสนับสนุน

 

ลดดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด ไม่ได้แก้ปัญหาที่ฝังลึก

 

ยังคงการคาดการณ์สำหรับการลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะลดลงจาก 2.50% เป็น 2.00% ภายในสิ้นปี จากศักยภาพทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ การลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกน่าจะเกิดขึ้นในรอบการประชุมในเดือนเมษายน ซึ่งเลื่อนเข้ามาจากเดือนสิงหาคม การลดอัตราดอกเบี้ยมีจุดประสงค์เพื่อบรรเทาผลกระทบของกำลังซื้อที่ต่ำเนื่องจากการจ่ายเงินงบประมาณที่ล่าช้า

 

อย่างไรก็ตาม ไม่คาดหวังว่าการปรับตัวเหล่านี้จะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มากกว่าเกณฑ์การเติบโต 3.0% เนื่องจากไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายทางโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เช่น สังคมสูงวัย, ขาดการลงทุนด้านเทคโนโลยีจากต่างชาติ, FDI เติบโตช้า, ขาดแรงงานมีทักษะ และปัญหาความล่าช้าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง

 

น้ำทะลักเขื่อน ระวังผลลัพธ์ของการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

 

เราต้องการเปรียบเปรยหรือสะท้อนถึงนโยบายการเงิน โดยเฉพาะการตัดสินใจในการลดอัตรานโยบาย เพื่อเตือนถึงแรงกดดันหลังการลดดอกเบี้ยในครั้งแรกที่น่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 10 เมษายนนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนการเปิดประตูให้น้ำไหลออกได้อย่างอิสระและไม่สามารถควบคุมได้ เมื่อใดที่แบงก์ชาติตัดสินใจลดอัตรานโยบาย อาจถูกมองว่าเป็นการเปิดประตูสู่เงื่อนไขการเงินที่ผ่อนคลายขึ้น

 

อีกทั้งจะยิ่งกระตุ้นความคาดหวังภายในตลาดการเงิน หรือทำให้ผู้ที่อยู่ในตลาดเงินและตลาดทุนดำเนินกิจกรรมไปในการกดดันให้อัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง หรือมีผลข้างเคียงต่ออัตราแลกเปลี่ยนและกิจกรรม หรือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอื่นอย่างไม่ตั้งใจและควบคุมไม่ได้ เหมือนกับน้ำที่ไหลผ่านประตูที่เปิดออกและไม่สามารถย้อนกระแสน้ำให้ไหลกลับได้ การดำเนินนโยบายการเงินมีความสำคัญที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและการมองไกล โดยเน้นว่าการตัดสินใจเบื้องต้นสามารถกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองต่อเนื่อง ซึ่งสามารถกำหนดแนวทางของตลาดในทางที่ลึกซึ้งและมักไม่สามารถย้อนกลับได้

 

อย่างไรก็ดี มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้สู่ระดับ 2.00% ไม่ใช่เพียงเพื่อประคองเศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าและอัตราเงินเฟ้อต่ำในช่วงครึ่งปีแรก แต่เพื่อตอบสนองต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะยาวที่ศักยภาพการเติบโตลดต่ำลง ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น ขาดการลงทุน แรงงานขาดทักษะ และสังคมสูงวัย ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้อัตราดอกเบี้ยที่สูงในระยะยาว

 

ขณะที่คาดว่าปัญหาเศรษฐกิจที่เผชิญในระยะสั้นนี้ไม่สามารถแก้ไขด้วยนโยบายการเงินอย่างเดียว แต่น่าจะอาศัยนโยบายการคลังเป็นตัวนำ ซึ่งภาพรวมเศรษฐกิจไทยน่าจะเร่งตัวขึ้นหลังรัฐบาลมีงบประมาณมากระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนในเดือนเมษายน และนโยบายดอกเบี้ยน่าจะกลับมาเป็นกองหลัง เว้นแต่ตลาดการเงินจะกดดันให้แบงก์ชาติลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งเราต้องระวังผลข้างเคียง โดยเฉพาะการที่ไทยลดอัตราดอกเบี้ยก่อนสหรัฐฯ ทำให้สินทรัพย์ในรูปเงินบาทลดความน่าสนใจ เกิดเงินไหลออก บาทอ่อนค่ากระทบผู้นำเข้า และต้นทุนการใช้จ่ายของครัวเรือนโดยเฉพาะด้านน้ำมัน แม้ไทยจะมีผู้ส่งออกและกลุ่มท่องเที่ยวได้ประโยชน์ก็ตาม แต่ยากจะวัดว่าการลดอัตราดอกเบี้ยแบบต่อเนื่องนั้นจะได้คุ้มเสียหรือไม่ และเราต้องเตรียมตั้งรับว่าเราได้หรือเราเสียจากการลดอัตราดอกเบี้ยรอบนี้

 

บาทเสี่ยงอ่อนค่าแรง

 

เปลี่ยนมุมมองแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาท ซึ่งเราคาดการณ์ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าถึง 37 บาทต่อดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2567 จากการประเมินก่อนหน้านี้ที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์

 

ทั้งนี้ เราปรับมุมมองหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยช้ากว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า โดย Fed อาจเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคม ตามตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงและการจ้างงานที่ยังแข็งแกร่ง ซึ่งจะกระทบต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายจากตลาดเกิดใหม่

 

ความท้าทายและโอกาสทางเศรษฐกิจ

 

มองไปข้างหน้า ครึ่งแรกของปี 2567 คาดว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงภาวะชะงักงัน เนื่องจากการใช้จ่ายของครัวเรือนที่อ่อนแอ การลงทุนภาคเอกชนที่ซึม และการจ่ายเงินงบประมาณที่ล่าช้า อย่างไรก็ตาม ครึ่งหลังของปีอาจเห็นการเติบโตที่เร่งขึ้น ซึ่งขับเคลื่อนโดยการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายของรัฐบาลและการลงทุนของภาครัฐ 

 

ทั้งนี้ ความมีเสถียรภาพทางการเงินยังคงเป็นสิ่งสำคัญ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน จะสร้างความเสี่ยงที่สำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทย ขณะที่เศรษฐกิจไทยน่าจะเร่งขึ้นแรงในช่วงครึ่งปีหลังจากแรงส่งภาครัฐ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญและการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีขึ้น โดยสำนักวิจัยจะติดตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป

The post CIMB Thai หั่น GDP ไทย ปี 67 เหลือ 2.3% จาก 3.1% มี 3 ปัจจัยฉุด การบริโภคซบเซา-การลงทุนรัฐทรุดตัว-ส่งออกฟื้นตัวช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เตือนรัฐบาล-ธปท. ขัดแย้ง กระทบความเชื่อมั่นต่างชาติ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-22022024-4/ Thu, 22 Feb 2024 07:00:38 +0000 https://thestandard.co/?p=902947

ดร.อมรเทพ จาวะลา ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวถึงการที่รัฐ […]

The post ชมคลิป: เตือนรัฐบาล-ธปท. ขัดแย้ง กระทบความเชื่อมั่นต่างชาติ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

ดร.อมรเทพ จาวะลา ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวถึงการที่รัฐกดดันแบงก์ชาติให้ลดอัตราดอกเบี้ยอาจมีส่วนกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติและค่าเงินบาท

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เตือนรัฐบาล-ธปท. ขัดแย้ง กระทบความเชื่อมั่นต่างชาติ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>