China Wave Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/china-wave/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 24 Aug 2026 02:03:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ถอดรหัสการทูตจีน, นิยาม ‘นักรบหมาป่า’ และโจทย์ถ่วงดุลมหาอำนาจ รักษาผลประโยชน์ไทย https://thestandard.co/china-thailand-wolf-warrior-diplomacy/ Sat, 22 Aug 2026 12:58:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1245303 ภาพประกอบแสดงถึงการทูตของจีนในประเทศไทยและผลกระทบต่อความสัมพันธ์

มีสัญญาณว่าความสัมพันธ์ไทย-จีนกำลังเผชิญบททดสอบสำคัญ แต […]

The post ถอดรหัสการทูตจีน, นิยาม ‘นักรบหมาป่า’ และโจทย์ถ่วงดุลมหาอำนาจ รักษาผลประโยชน์ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงการทูตของจีนในประเทศไทยและผลกระทบต่อความสัมพันธ์

มีสัญญาณว่าความสัมพันธ์ไทย-จีนกำลังเผชิญบททดสอบสำคัญ แต่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระดับรัฐต่อรัฐที่ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าอยู่บนจุดสูงสุดทางการทูต หากแต่เป็นความสัมพันธ์ระดับประชาชนของสองประเทศที่ควรจะเป็นรากฐานสำคัญ แต่วันนี้เส้นกราฟดูเหมือนกำลังวิ่งลงสวนทาง

 

 
 

เกิดคำถามเกี่ยวกับความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันในหมู่ประชาชนบางกลุ่ม กระแสต้านจีนในไทยเริ่มก่อตัวอย่างมีนัยสำคัญและโหมกระพือในโซเชียลมีเดียในช่วงหลัง และกำลังสร้างโมเมนตั้มมากขึ้นเรื่อยๆ จากประเด็นร้อนหลายเรื่องที่ถาโถมเป็นระลอกๆ ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นความท้าทายสำหรับรัฐบาลจีนและไทยในการรีเซ็ตให้บรรยากาศกลับมาเป็นปกติ

 

บทความนี้มุ่งทำความเข้าใจถึงวิธีคิดและวิเคราะห์เหตุผลเบื้องหลังของนโยบายการทูตจีนที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียง และต้องการชี้ให้เห็นว่าทั้งจีนและไทยต่างก็มีโจทย์และบทบาทที่ต้องเล่นหลังจากนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน ในขณะที่สองประเทศเพิ่งผ่านหมุดหมายครึ่งศตวรรษ (51 ปี) แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตที่ยังมีความท้าทายมากมายรออยู่ข้างหน้า

 

เกิดอะไรขึ้นในความสัมพันธ์ระดับประชาชน

 

“ไทย-จีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ประโยคนี้มีความเป็นมาในทางประวัติศาสตร์ยาวนาน และเป็นคำที่ฝ่ายจีนมักชูขึ้นเพื่อสะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและใกล้ชิดระหว่างจีนและไทยในหลายโอกาส แต่ในมิติหนึ่ง วาทกรรมเชิงเครือญาตินี้ถูกย้อนถามกลับในทางการเมืองระหว่างประเทศ หรือแม้แต่ในหมู่ประชาชนว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

 

ถ้าถามคนรุ่นเจน X, Y หรือย้อนไปถึงรุ่น Baby Boomers ยังมีคนจำนวนมากที่อาจรู้สึกเช่นนั้น อาจจะด้วยความผูกพันทางสายเลือด เพราะมีคนไทยจำนวนหนึ่งสืบเชื้อสายจีน หรือมีบรรพบุรุษที่อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่มาตั้งรกรากในไทย

 

แต่ถ้าถามคนเจน Z ลงมา หรือที่เกิดตั้งแต่ปี 1997 เป็นต้นไป ในเชิงการรับรู้หรือความรู้สึก คนส่วนใหญ่ไม่ได้คล้อยตามวาทกรรมนี้ มิหนำซ้ำภาพลักษณ์จีนยังดูติดลบด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีแนวคิดเสรีนิยมหรือหัวก้าวหน้า

 

มีปัญหาสั่งสมหลายเรื่องที่บั่นทอนภาพลักษณ์ของจีนในสายตาคนไทยอยู่แล้ว อย่างเช่นปัญหาทุนเทา ปัญหาสวมสิทธิ์สินค้าส่งออก หรือแม้แต่ปัญหาโรงงานศูนย์เหรียญ ซึ่งล้วนแล้วแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม และมีคนไทยจำนวนมากสูญเสียประโยชน์ในทางเศรษฐกิจกับจีน จากเดิมที่เสียเปรียบดุลการค้าให้กับมหาอำนาจเศรษฐกิจเบอร์สองของโลกอยู่แล้ว

 

วันนี้บาดแผลยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาหลากเรื่อง ไล่ตั้งแต่ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกกที่จุดชนวนให้ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวประท้วงที่หน้าสถานกงสุลจีนในเชียงใหม่และสถานทูตจีนในกรุงเทพฯ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม มีรายงานว่าต้นตอของมลพิษปนเปื้อนเกิดจากธุรกิจเหมืองแร่ของบริษัทจีนที่ตั้งอยู่ในเมียนมา เรื่องราวลุกลามกลายเป็นประเด็นใหญ่โตเมื่อคนของสถานทูตจีนกดดันนักข่าวให้ลบรูปผู้ประท้วงที่สวมหน้ากากล้อเลียนประธานาธิบดีสีจิ้นผิง จนเกิดคำถามเกี่ยวกับการแทรกแซงเสรีภาพของสื่อมวลชนนอกดินแดนอธิปไตยของจีน

 

ต่อมาไม่นานนักยังมีประเด็นเทศกาลภาพยนตร์ไต้หวันในไทยที่มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตได้ขอให้ทางผู้จัดงานของไทยลบรูปโลโก้กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวันออกจากสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ เช่น บนโปสเตอร์และแบคดร็อปในงานด้วย ซึ่งจากการสอบถามเจ้าหน้าที่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปในกรุงเทพฯ ก็ได้รับการยืนยันว่า เรื่องแบบนี้เพิ่งเคยเกิดขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่จัดงานมาแล้ว 7 ครั้ง ซึ่งสำหรับจีนแล้ว เมื่อมีการสถาปนาความสัมพันธ์การทูตอย่างเป็นทางการกับประเทศใดแล้ว ก็มักมีการเฝ้าระวังประเด็นอ่อนไหว หากปรากฏกิจกรรมหรือสัญลักษณ์ที่สามารถตีความได้ว่ามีการยอมรับไต้หวันในฐานะรัฐอธิปไตยในประเทศนั้นๆ

 

อีกกรณีที่สร้างความไม่พอใจจนเกิดความขัดแย้งขึ้นในโลกออนไลน์คือกรณีที่สถานทูตจีนโพสต์ข้อความกดดันให้หน่วยงานไทยตรวจสอบการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ไทยที่กระทำต่อแฟนคลับหญิงชาวจีนที่ไปร่วมกิจกรรมรวมพลศิลปินในมหกรรมนิยายนานาชาติที่จัดในกรุงเทพฯ แต่เมื่อตรวจสอบภายหลังแล้ว ปรากฏว่าเป็นฝ่ายพลเมืองจีนที่แทรกตัวเข้าไปนั่งในพื้นที่ที่แฟนคลับชาวไทยจับจองก่อน และเธอไม่ให้ความร่วมมือเมื่อถูกเชิญออก แถมยังไปใช้กำลังกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก่อน ซึ่งเกิดคำถามตามมาถึงบทบาทที่เหมาะสมของสถานทูตจีนครั้งนี้

 

และล่าสุดยังเกิดกรณีที่แฟนคลับซีรีส์วายชาวจีนติดตามศิลปินจนฝ่าฝืนกฎระเบียบความปลอดภัยในสนามบินสุวรรณภูมิจนถูกปฏิเสธไม่ให้ขึ้นเครื่อง และมีประเด็นดราม่าต่อเนื่องกับการที่เจ้าหน้าที่ไทยในสนามบินบางคนทำท่าเหยียดกลุ่มคนจีนเหล่านี้

 

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่จางเจี้ยนเว่ยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย แน่นอนว่าเขาจึงตกเป็น ‘จำเลยทางสังคม’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมกับคำถามตัวโตๆ ว่า การขับเคลื่อนนโยบายการทูตเชิงรุกเขา หรือที่บางคนนิยามว่า ‘การทูตหมาป่า’ นี้ กำลังทำให้ความสัมพันธ์ระดับประชาชนของสองประเทศถดถอยลงหรือไม่

 

นี่ยังไม่รวมมิติทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงที่วันนี้มีกระแสความกังวลจากคนไทยจำนวนหนึ่งที่อาจมองว่าจีนให้การสนับสนุนกัมพูชาด้านอาวุธในการทำสงครามกับไทยหรือไม่ ซึ่งเพิ่มความหวาดระแวงที่มีต่อจีนมากขึ้นไปอีก ถึงแม้ว่าจีนจะยืนกรานมาตลอดว่า จีนต้องการให้ไทยและกัมพูชาแก้ปัญหาโดยสันติวิธี โดยที่จีนพร้อมอำนวยความสะดวกในการเจรจาระดับทวิภาคีระหว่างสองประเทศก็ตาม

 

จีนกับนิยาม ‘การทูตนักรบหมาป่า’ ของตะวันตก และการเมืองระหว่างประเทศ

 

ทำไมจีนจึงดูแข็งกร้าวขึ้น? นโยบายการทูตที่เปลี่ยนไปพร้อมกับการมาของทูตคนใหม่นี้กำลังส่งสัญญาณอะไรจากปักกิ่งหรือไม่? และท่ามกลางมรสุมการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ไทยควรวางตัวหรือดำเนินนโยบายอย่างไรต่อจีน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน ขณะเดียวกันก็ไม่ทำลายมิตรภาพระหว่างกัน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคำถามชวนคิด และบทความนี้พยายามจะหาคำตอบ

 

‘การทูตนักรบหมาป่า’ หรือ Wolf Warrior Diplomacy เป็นคำนิยามจากตะวันตกที่หมายถึงรูปแบบนโยบายการต่างประเทศเชิงรุกและมุ่งเผชิญหน้า มีลักษณะเด่นคือการใช้วาทกรรมตอบโต้ที่ดุดัน โฉ่งฉ่าง ตรงไปตรงมา และเด็ดขาดผ่านแถลงการณ์ทางการ การให้สัมภาษณ์สื่อ และการโพสต์บนโซเชียลมีเดียของนักการทูตและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน

 

Lowy Institute สถาบันวิจัยอิสระหรือคลังสมองด้านนโยบายระหว่างประเทศชั้นนำที่ตั้งอยู่ในนครซิดนีย์ของออสเตรเลีย ระบุว่า ชื่อ ‘การทูตนักรบหมาป่า’ นี้มีที่มาจากภาพยนตร์แนวชาตินิยมจีนเรื่อง Wolf Warrior ซึ่งสไตล์การทูตแบบนี้มักใช้วาทกรรมที่เจ็บแสบ เสียดสี และบางครั้ง ‘ตั้งใจยั่วยุ’ โดยไม่ยึดติดกับกรอบธรรมเนียม มารยาท หรือพิธีการทางการทูตแบบดั้งเดิม

 

ในบทความของนิก บิสลีย์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและศาสตราจารย์สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่ง La Trobe University ในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ Lowy Institute ยังยกตัวอย่างลักษณะการทูตหมาป่าของจีนจาก 2 เหตุการณ์ในอดีต คือในปี 2019 เอกอัครราชทูตจีนประจำสวีเดนเคยกล่าวไว้ว่า “สำหรับมิตร เรามีไวน์ชั้นดีไว้ต้อนรับ แต่สำหรับศัตรู เรามีปืนลูกซองให้” และปี 2020 จ้าวลี่เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน เคยทวีตภาพวาดแนวล้อเลียนเป็นรูปทหารออสเตรเลียกำลังใช้มีดจ่อทำร้ายเด็กชาวอัฟกานิสถาน

 

เพื่อทำความเข้าใจถึงเหตุผลที่จีนเลือกใช้แนวทางการทูตนี้กับบางประเทศ ภากร กัทชลี ผู้เชี่ยวชาญนโยบายจีนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า จีนจะแสดงท่าทีตอบโต้ที่แข็งกร้าวและชัดเจน (Assertive) ทันทีเมื่อรู้สึกว่าอธิปไตย ศักดิ์ศรี หรือผลประโยชน์หลัก (Core Interests) ของตนกำลังถูกท้าทายก่อน และจีนรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่เป็นมิตร หรือเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ภากรระบุว่า จีนมองวาทกรรม ‘การทูตนักรบหมาป่า’ เป็นเพียง ‘กับดักทางวาทกรรม’ ที่สหรัฐฯ และพันธมิตรสร้างขึ้นเพื่อตีตราจีน ในขณะที่จีนยืนยันมาตลอดว่า ไม่ต้องการเข้ารุกรานหรือข่มขู่ใคร

 

สำหรับจีนแล้ว มีเส้นแดงที่จีนขีดไว้ว่าเป็นผลประโยชน์ระดับแกนกลางที่ห้ามล้ำอย่างเด็ดขาด ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า ทิเบต และซินเจียง นอกจากนี้ยังมีประเด็นพิพาทเรื่องเขตทางทะเลในน่านน้ำทะเลจีนใต้ที่จีนมักใช้นโยบายเผชิญหน้ากับหลายประเทศในอาเซียนที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนกัน เช่น ฟิลิปปินส์และเวียดนาม

 

ซึ่งในกรณีของทะเลจีนใต้นั้น จีนลากเส้นประ 9 เส้นคร่อมเหนือน่านน้ำเกือบทั้งหมดเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของโดยอ้างการครอบครองที่สืบต่อมาทางประวัติศาสตร์ ซึ่งศาลอนุญาโตตุลาการ ณ กรุงเฮก เคยมีคำตัดสินให้ฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายชนะคดีที่เป็นข้อพิพาทกันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยวินิจฉัยว่าการอ้างสิทธิ์ของจีนไม่มีฐานทางกฎหมายภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) และการกระทำของจีนเป็นการละเมิดสิทธิ์อธิปไตยของฟิลิปปินส์ แต่จีนปฏิเสธ และปัญหาความขัดแย้งนี้ก็ยังลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน

 

จาก ‘หานจื้อเฉียง’ สู่ ‘จางเจี้ยนเว่ย’ ถอดรหัสสัญญาณจากปักกิ่ง และประเด็นไต้หวัน

 

จางเจี้ยนเว่ยเข้ามารับช่วงต่อในฐานะเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยแทนหานจื้อเฉียงที่หมดวาระเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ดูเหมือนแนวทางการดำเนินนโยบายของเขาจะดูดุดันกว่าทูตคนก่อนอย่างเห็นได้ชัด

 

หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่สะท้อนการทูตเชิงรุกในประเด็นไต้หวันและหลักการจีนเดียวของทูตจาง คือการที่เขาเขียนบทความและส่งให้สื่อมวลชนเผยแพร่ โดยเนื้อหาเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักการจีนเดียวและเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนของไทยสนับสนุนการรวมชาติอย่างสมบูรณ์ และต่อต้านการแบ่งแยกไปสู่เอกราชของไต้หวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในสารของทูตคนก่อนๆ เพราะครอบคลุมข้อเรียกร้องถึงภาคประชาชน เอกชน และสื่อมวลชนในไทย กลายเป็นคำถามตามมาว่าทูตจีนพยายามกดดันไทยมากเกินไปหรือไม่

 

ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นไม่นานก่อนที่ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล จะเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม ซึ่งก็มีแถลงการณ์ร่วมจีน-ไทยตามมาเกี่ยวกับหลักการจีนเดียว โดยมีถ้อยคำที่ดูเป็นส่วนต่อขยายและไม่เคยปรากฏในแถลงการณ์ร่วมฉบับก่อนๆ อย่างเช่น ‘การสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติ’ ซึ่งต่อมาไต้หวันได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวอย่างรุนแรง

 

กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า ถ้อยคำต่างๆ ที่ปรากฏในแถลงการณ์ดังกล่าวล้วนอยู่ในกรอบคำนิยาม ‘หลักการจีนเดียว’ ซึ่งเป็นเงื่อนไขอันดับแรกระหว่างจีนกับทุกประเทศทั่วโลกที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ เพียงแต่การบรรจุคำต่างๆ ลงไปนั้นเป็นไปตามบริบทหรือสถานการณ์การเมืองโลกในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งผ่านการพูดคุยเจรจาระหว่างรัฐบาลจีนกับไทย เหมือนกับที่จีนทำกับประเทศต่างๆ

 

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า “ในแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยและจีนครั้งนี้ ส่วนที่กล่าวถึงนโยบายจีนเดียวมีการเพิ่มถ้อยคำใหม่เพิ่มเติมจากครั้งก่อนๆ ในอดีต เช่น การที่ไทยระบุถึงการสนับสนุน ‘การรวมชาติอย่างสันติ’ หรือการสนับสนุนกรอบ ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ ซึ่งเป็นภาษาทางการทูตที่จีนต้องการ”

 

ส่วนเหตุผลว่า ทำไมกระทรวงการต่างประเทศถึงยอมเพิ่มถ้อยคำบางอย่างเข้าไปจากเดิมนั้น ในมุมมองของอาจารย์อาร์มวิเคราะห์ว่า รัฐบาลภายใต้อนุทินอาจมองว่า การเพิ่มคำเหล่านี้ไม่ได้ต่างจากหลักการจีนเดียวที่ไทยเคยยึดถือมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามการเติมข้อความเพิ่มจากเดิมเหล่านี้ก็อาจถูกมองได้ว่าเป็นการปรับจุดยืนของไทยให้เข้าใกล้จีนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

ทว่าอาจารย์อาร์มเชื่อว่า ฝ่ายไทยเองก็อาจมีความพยายามที่จะปรับถ้อยคำให้มีความรัดกุมขึ้นในระหว่างการเจรจา เช่น มีคำว่า ‘อย่างสันติ’ ขยายคำว่ารวมชาติ เป็นต้น

 

กลับมาสู่คำถามว่า ทำไมทูตจีนคนใหม่ในไทยจึงมีนโยบายที่ดูแข็งกร้าวขึ้นเกี่ยวกับไต้หวัน รวมถึงในประเด็นอื่นๆ อย่างเช่นปัญหาทุนเทาที่ตัวทูตเคยออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอย่าเรียกเหมารวมคนจีนด้วยคำว่า ‘จีนเทา’

 

อาจารย์ภากรเปรียบเทียบแนวทางการทูตของหานจื้อเฉียงและจางเจี้ยนเว่ยโดยให้มองผ่านกรอบใหญ่นโยบายการต่างประเทศของจีนในระดับโลกที่มีแรงขับเคลื่อนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ยุค คือยุคหลังการระบาดของโควิด และยุคที่การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์มีความผันผวนและเข้มข้นขึ้น

 

หานจื้อเฉียงมารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตในช่วงที่จีนต้องการฟื้นฟูภาพลักษณ์ หลังถูกโจมตีอย่างหนักจากทั่วโลกว่าเป็นต้นตอการแพร่ระบาดของเชื้อ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มองว่าช่วงนี้จีนต้องการแสวงหาพันธมิตรในภูมิภาค และมีความพยายามที่จะใช้นโยบายการทูตวัคซีนเพื่อเพิ่มความร่วมมือกับหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ยังไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนของตะวันตก ตัวทูตหานเองก็มีแนวทางที่ประนีประนอมและชูวาทกรรม ‘ไทย-จีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ อย่างมากในช่วงนี้ เพื่อดึงไทยไว้เป็นพันธมิตรหลัก

 

แต่ในยุคของจางเจี้ยนเว่ย เขาเข้ามาในวันที่โครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความตึงเครียดถึงขีดสุด ทั้งจากสงครามเทคโนโลยี สงครามการค้า สงครามในตะวันออกกลาง และประเด็นช่องแคบไต้หวันที่ร้อนระอุขึ้น ดังนั้นจางเจี้ยนเว่ยจึงเข้ามาพร้อมกับภารกิจในการ ‘กระชับพื้นที่’ ประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะไทยให้ยึดมั่นอยู่ในกรอบของปักกิ่งอย่างเคร่งครัด

 

อาจารย์ภากรวิเคราะห์ว่า จางเจี้ยนเว่ยอาจไม่ได้ตั้งใจมาเป็น ‘Wolf Warrior’ เต็มรูปแบบตั้งแต่วันแรก เพราะเขายังคงขับเคลื่อนความสัมพันธ์ในระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) อย่างเข้มแข็ง แต่จุดต่างคือ เมื่อเกิดประเด็นที่กระทบผลประโยชน์ของจีน ทูตจางเลือกใช้การสื่อสารแบบ Proactive และรวดเร็ว เพื่อตีกรอบและปกป้องจุดยืนของปักกิ่งทันที โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ‘หลักการจีนเดียว’ และภาพลักษณ์ของนักลงทุนและพลเมืองจีน แต่เมื่อสั่งสมหลายกรณีเข้า ก็กลายเป็นทำให้เกิด “ช่องโหว่ขนาดใหญ่” ในความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน (People-to-People: P2P) แม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จในการควบคุมท่าทีของรัฐบาลไทยก็ตาม

 

อีกสิ่งสำคัญที่ทำให้แนวทางการทูตแตกต่างกันคือแบคกราวด์ของทูตทั้งสอง

 

พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสหรัฐอเมริกามองว่า ภูมิหลังของทั้งสองเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อแนวทางการทำงานของทั้งคู่ เพราะหานจื้อเฉียงมาจากสายงานกระทรวงการต่างประเทศ จึงรู้ธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูตมากกว่า ในขณะที่จางเจี้ยนเว่ยมาจากสายงานพรรคคอมมิวนิสต์โดยตรง จึงไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการทูตมากนัก

 

ทูตพิศาลมองว่า เมื่อเขาไม่ได้มาจากสายงานนักการทูตอาชีพของกระทรวงการต่างประเทศจีน แต่เป็นข้าราชการที่เติบโตมาจากสายงานของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ธงในการทำงานของเขาจึงไม่ได้มุ่งสร้างความนิยมชมชอบในหมู่ประชาชนคนไทยเป็นหลัก แต่มุ่งตอบสนองกรอบนโยบายการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ในปักกิ่ง

 

แน่นอนว่า ถึงแม้จางเจี้ยนเว่ยจะเผชิญกระแสต่อต้านถึงขั้นมีกระแสเรียกร้องในโลกออนไลน์ให้มีการเปลี่ยนตัวทูต แต่ก็ไม่ได้สร้างความกังวลให้มากนัก ตราบใดที่เขายังสามารถรักษาและปกป้องผลประโยชน์ของจีนได้สำเร็จตามที่พรรคสั่งการ เขาก็ถือว่าปลอดภัยและประสบความสำเร็จในหน้าที่แล้ว

 

แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญจีนอีกคนซึ่งไม่ประสงค์ออกนามก็มองคล้ายคลึงกัน โดยเปรียบเทียบว่า ถ้ามองในสายตาของคนในพรรคคอมมิวนิสต์จีนแล้ว ทูตคนเก่าอย่างหานจื้อเฉียงอาจดูละมุนละม่อมหรือประนีประนอมเกินไป เพราะในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง กระแสต่อต้านจีนในไทยเรื่อง ‘ทุนจีนสีเทา’ และกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติพุ่งขึ้นสูงมาก จนทำให้ภาพลักษณ์ของจีนดูแย่ และแนวทางประนีประนอมของเขาก็ไม่ได้ช่วยยับยั้งกระแสต้านจีนในหมู่ประชาชนคนไทยเลย

 

ในทางกลับกัน เมื่อเปลี่ยนมาเป็นจางเจี้ยนเว่ย แม้ผลลัพธ์ในไทยอาจไม่แตกต่าง คือกระแสต่อต้านจีนยังคงมีอยู่หรืออาจจะมีเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่ในมิติการเมืองภายในพรรคนั้น จางเจี้ยนเว่ยจะไม่ถูกวิจารณ์จากคนในพรรคเลย เนื่องจากเขาได้ทำหน้าที่อย่างเด็ดขาด มีความแข็งกร้าว และปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มที่ นี่คือวิธีคิดแบบข้าราชการพรรคที่เน้นตอบโจทย์สายการบังคับบัญชาในปักกิ่งเป็นหลัก

 

นอกจากนี้แหล่งข่าวคนเดียวกันยังชี้ให้เห็นว่า จางเจี้ยนเว่ยเคยดำรงตำแหน่งทางการทูตในประเทศขนาดเล็กกว่าอย่างคูเวต ซึ่งสไตล์การทูตที่เขาใช้อาจมองผ่านเลนส์ของมหาอำนาจที่มีต่อประเทศขนาดเล็กกว่า ซึ่งมักจะคาดหวังให้เจ้าบ้านยอมรับและเกรงใจจีนในฐานะมหาอำนาจ แต่แนวทางนี้อาจใช้ไม่ได้กับไทย เนื่องจากบริบทโครงสร้างสังคม ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชนไทยนั้นมีความซับซ้อน ขณะที่การวิพากษ์วิจารณ์ในไทยก็เปิดกว้างกว่า จึงทำให้เกิดแรงเสียดทานตามมาทันที

 

อย่างไรก็ตาม ทูตพิศาลมองว่า ทูตจีนจำเป็นต้องปรับตัวเช่นกัน โดยเปรียบเทียบกับวังเหวินปิน ทูตจีนประจำประเทศกัมพูชาว่าทำหน้าที่นักการทูตที่สร้าง ‘ศรัทธา’ ได้ดี พร้อมแนะว่า ทูตจีนควรเรียนรู้จากเขา

 

ที่ผ่านมา วังเหวินปิน อดีตโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนใช้กลยุทธ์การสื่อสารที่ทำให้คนเชื่อมั่นว่าจีนและกัมพูชาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ‘ดุจเหล็กกล้า’ และพยายามแสดงให้เห็นความจริงใจผ่านการลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนผู้ประสบภัย และสร้างความรู้สึกดีๆ ให้เกิดขึ้นในใจของคนท้องถิ่น ไม่ใช่การใช้อำนาจกดดันจนสร้างความรู้สึกบาดหมาง

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ภากรชี้ว่า จีนก็มีการเรียนรู้และแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดอยู่ตลอดเช่นกัน ถึงแม้รัฐบาลจีนจะไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติในการออกมาขอโทษต่อสาธารณะ เพราะจีนมีวัฒนธรรมให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และการรักษาหน้า โดยที่ไม่ยอมถูกมองว่าพรรคคอมมิวนิสต์ทำอะไรผิดพลาด แต่จีนจะรับฟีดแบคเพื่อนำปัญหาไปแก้ไขอย่างเงียบๆ

 

อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยกตัวอย่างช่วงโควิดว่า จีนไม่เคยออกมารับผิดชอบว่าเป็นต้นตอการแพร่ระบาด แต่จีนก็พยายามแก้ไขด้วยการพัฒนาวัคซีนและสร้างความร่วมมือกับนานาประเทศในเรื่องนี้แทน

 

อีกกรณีที่เห็นได้ชัดคือ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ออกมาเรียกร้องให้ทูตจีนแสดงบทบาทสร้างความเข้าใจกับพลเมืองของตนเกี่ยวกับกฎหมายและข้อปฏิบัติในการเดินทางมาไทย ซึ่งหลังจากผ่านไปไม่นาน สถานทูตจีนก็มีการออกคำแนะนำเกี่ยวกับข้อปฏิบัติสำหรับพลเมืองจีนในไทยตามมา ซึ่งเป็นการลดแรงเสียดทานจากสังคมอย่างเงียบๆ

 

โจทย์ไทยในวันที่ต้องสร้างสมดุลในความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ

 

การเมืองเป็นเรื่องของการต่อรองผลประโยชน์ การเมืองระหว่างประเทศก็เช่นเดียวกัน ซึ่งมีผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลมักถูกตั้งคำถามว่า ประชาชนหรือประเทศไทยได้อะไรหรือเสียเปรียบหรือไม่จากการทำข้อตกลงกับมหาอำนาจ ซึ่งแถลงการณ์ร่วมที่ไทยลงนามกับจีนก็ถูกตั้งคำถามว่ามีการคล้อยตามจีนหมดทุกเรื่องจนสูญเสียไพ่ต่อรองในมือหรือไม่

 

ไทยมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอาเซียนและ 30 ของโลก มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มหาอำนาจต่างหมายปอง ดังนั้นทูตพิศาลจึงเชื่อว่าไทยมีไพ่ต่อรองอยู่ในมือสูงมาก อยู่ที่ว่าจะใช้มันอย่างไร

 

การส่งทูต ‘สายเหยี่ยว’ มาดำรงตำแหน่งในไทย ทูตพิศาลไม่ได้ตีความเป็นอื่น นอกจากมองว่าไทยเป็นประเทศที่มีผลประโยชน์สูงมากสำหรับจีน ดังนั้นจึงต้องส่งทูตสายพรรคมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติโดยตรง คำถามคือ เมื่อจีนทำหน้าที่ของเขาแล้ว ไทยเองได้ทำหน้าที่ในการปกป้องประโยชน์ของชาติมากพอแล้วหรือไม่ หากรู้สึกว่าไทยสูญเสียผลประโยชน์จากนโยบายของจีน

 

อดีตแคนดิเดตรัฐมนตรีต่างประเทศของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งปี 2026 มองว่า ไทยมักทำให้จีนรู้สึกว่า “ยังไงก็ได้” ด้วยความเกรงอกเกรงใจจนอาจเข้าขั้น ‘นอบน้อม’ ของผู้นำและฝ่ายการเมืองไทยในหลายยุคสมัย ทำให้จีนประเมินว่าไทยเป็นประเทศที่ยอมรับเงื่อนไขได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องผ่อนปรนหรือประนีประนอมด้วยมากนัก ยิ่งไทยเกรงใจ จีนก็จะยิ่งกระชับพื้นที่และเรียกร้องเพิ่มขึ้น

 

ในส่วนของแหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับแถลงการณ์ร่วมไทย-จีนเรื่องหลักการจีนเดียวว่า เบื้องหลังการปรับเพิ่มถ้อยคำอาจมาจากการเจรจาที่ไทยยอมแลกเพื่อให้จีนเพิ่มถ้อยคำที่เป็นคุณกับฝ่ายไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แต่ถึงกระนั้นผู้เชี่ยวชาญจีนคนนี้มองว่า การต่อรองโดยการขอไม่ปรับเปลี่ยนถ้อยคำจากแถลงการณ์เดิมก่อนหน้า ก็สามารถทำได้เช่นกัน และเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ก็พยายามทำกับจีนมาตลอด นั่นคือการรับประกันขั้นต่ำว่าจะไม่ทำให้อะไรแย่ลงไปกว่านี้ ซึ่งสำหรับจีนแล้ว การรักษาสถานภาพเดิมเอาไว้ ก็อาจเป็นสิ่งที่จีนพึงพอใจแล้วเช่นกัน

 

ผู้เชี่ยวชาญคนนี้ยังเตือนว่า การผูกมัดด้วยถ้อยคำหรือเงื่อนไขเพิ่มเติมจะเพิ่มความเสี่ยง เพราะในอนาคต หากสถานการณ์ตึงเครียดขึ้น ไทยจะไม่สามารถตัดคำเหล่านี้ออกจากแถลงการณ์ฉบับถัดๆ ไปโดยที่ไม่ถูกจีนมองว่าตีตนออกห่างหรือกำลังปรับเปลี่ยนนโยบายต่อปักกิ่งได้เลย ซึ่งถือเป็นการสูญเสียความยืดหยุ่นทางการทูตโดยไม่จำเป็น

 

ส่วนการสื่อสารกับทูตจีนคนปัจจุบันนั้น เขามองว่า จากกรณีที่รองนายกฯ สีหศักดิ์ออกมาแสดงจุดยืนเรียกร้องให้ทูตจีนช่วยสร้างความเข้าใจกับคนจีนเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายไทย ไม่ใช่มุ่งปกป้องแต่ผลประโยชน์ของพลเมืองจีนเพียงอย่างเดียวนั้น ได้แสดงให้เห็นว่าฝ่ายไทยเองก็เริ่มรับรู้ถึงความสุ่มเสี่ยงนี้ และจีนเองก็จำเป็นต้องทบทวนผลลัพธ์ของการทูตลักษณะนี้เช่นกัน ซึ่งอาจทำให้บรรยากาศหลังจากนี้คลายความตึงเครียดลงได้บ้าง

 

แต่แน่นอนว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนในระดับประชาชนดีขึ้น โดยเฉพาะปัญหาที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย เช่น ปัญหาสารพิษในแม่น้ำ ไปจนถึงปัญหาทุนสีเทา การสวมสิทธิ์สินค้าส่งออก และการมาตั้งโรงงานโดยที่แรงงานและธุรกิจไทยได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

 

ทูตพิศาลให้ข้อเสนอแนะว่า ทางออกของไทยคือ ไม่ใช่การไปแข็งกร้าวหรือประกาศตัวเป็นศัตรูกับจีน แต่ไทยต้องวางตัวแบบ ‘นิ่มนวลแต่ไม่นอบน้อม‘ และ ’แข็งแกร่งแต่ไม่แข็งกร้าว’

 

“อะไรที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ไทยพร้อมทำ แต่ถ้าสิ่งไหนที่จีนได้ประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว แล้วไทยเสียประโยชน์ รัฐบาลก็ต้องกล้าพูดอย่างตรงไปตรงมาด้วยความจริงใจ ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ในระดับประชาชนด้วย” อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ กล่าว

 

ทูตพิศาลเสนอว่า ไทยต้องใช้ประโยชน์จากกระแสมวลชนและภาคประชาสังคม (NGO) ให้เป็นไพ่ต่อรองทางการทูต เช่น กรณีปัญหามลพิษในแม่น้ำโขงหรือแม่น้ำกก ฝ่ายการเมืองไทยสามารถอ้างกระแสความไม่พอใจของประชาชน เพื่อเพิ่มน้ำหนักในการเจรจากับปักกิ่งว่า “เรื่องนี้หากจีนไม่ลงมาช่วยแก้ปัญหา จะกระทบต่อภาพลักษณ์และมิตรภาพระยะยาวของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะเป็นเหตุผลทางการทูตที่มีพลังอย่างยิ่ง”

 

อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสร้างการทูตที่สมดุลระหว่าง G2G และ P2P (Bridging the G2G-P2P Gap) ทูตพิศาลและอาจารย์ภากรมองในทิศทางเดียวกันว่า รัฐบาลไทยและสถานทูตจีนควรตระหนักว่า ในยุคโซเชียลมีเดีย ความสัมพันธ์ระดับ G2G ที่ดี ไม่เพียงพอที่จะค้ำยันความมั่นคงของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อีกต่อไป ฝ่ายไทยต้องกล้าสื่อสารกับฝ่ายจีนอย่างตรงไปตรงมาในเชิงรับและเชิงรุกว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อทุนเทาและคนจีนที่ทำผิดกฎหมาย ไม่ใช่การ ‘ต่อต้านคนจีน’ แต่เป็นการ ‘ปกป้องมาตรฐานนิติรัฐ’ ซึ่งจะช่วยคัดกรองทุนจีนคุณภาพดี และช่วยสร้างบรรยากาศ P2P ที่เป็นมิตรและยั่งยืนในระยะยาว

 

ความสัมพันธ์ไทย-จีนจะมีความยั่งยืนได้นั้น ไม่ได้เกิดจากการที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องยอมจำนนให้อีกฝ่ายหนึ่งด้วยความหวาดกลัวหรือเกรงใจ หากแต่เกิดจากความเข้าใจในผลประโยชน์ของกันและกัน

 

ในยุคที่จีนกำลังผงาดขึ้นมาท้าทายบัลลังก์มหาอำนาจเบอร์หนึ่งท่ามกลางสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์โลก ไทยมีโจทย์ต้องรักษาสมดุลกับมหาอำนาจเพื่อลดความเสี่ยง ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นร่วมกับประเทศอำนาจขนาดกลางและอาเซียน โดยยึดมั่นการทูตที่กล้าปกป้องผลประโยชน์ของชาติบนพื้นฐานของมิตรภาพที่เท่าเทียม

The post ถอดรหัสการทูตจีน, นิยาม ‘นักรบหมาป่า’ และโจทย์ถ่วงดุลมหาอำนาจ รักษาผลประโยชน์ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘จากผู้ใช้ สู่ผู้สร้าง’ โจทย์ใหญ่ท่ามกลางคลื่น AI จีน ไทยพร้อมแค่ไหน? https://thestandard.co/china-ai-wave-thailand-readiness/ Wed, 05 Aug 2026 05:19:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1238336 ภาพกราฟิกแสดงอนุทิน ชาญวีรกูล คู่กับหุ่นยนต์และชิป AI ท่ามกลางฉากหลังเทคโนโลยีจีน

ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ดุเดือดระดับโลก […]

The post ‘จากผู้ใช้ สู่ผู้สร้าง’ โจทย์ใหญ่ท่ามกลางคลื่น AI จีน ไทยพร้อมแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงอนุทิน ชาญวีรกูล คู่กับหุ่นยนต์และชิป AI ท่ามกลางฉากหลังเทคโนโลยีจีน

ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ดุเดือดระดับโลก ‘กระแสคลื่น AI จีน’ กำลังก่อตัวและถาโถมเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความก้าวหน้าทางวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค ‘การทูต AI’ (AI Diplomacy) อย่างเต็มรูปแบบ

 

 
 

ปัจจุบันจีนกำลังยกระดับตัวเองจากผู้ผลิตเทคโนโลยี (AI Producer) ขึ้นเป็น ‘ผู้กำหนดกติกา’ (Rule Shaper) ด้านปัญญาประดิษฐ์ของโลก ผ่านการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ‘AI Vision 2030’ และการก่อตั้งองค์การด้าน AI ระดับโลกที่เป็นรูปธรรมอย่าง ‘องค์การความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์โลก’ (World Artificial Intelligence Cooperation Organization: WAICO)

 

ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นทั้ง ‘โอกาสครั้งสำคัญ’ และ ‘โจทย์ท้าทาย’ ที่ยากจะหลีกเลี่ยงสำหรับประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย ว่าจะเลือกขยับตัวอย่างไรเพื่อป้องกันการเป็นเพียงแค่ ‘ทางผ่าน’ และยกระดับประเทศขึ้นในระบบนิเวศเทคโนโลยีใหม่ที่จีนกำลังพยายามก้าวเข้ามาเป็นผู้ร่วมกำหนดกติกานี้

 

สีจิ้นผิงกับ ‘การทูต AI’

 

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน นำ ‘การทูต AI’ มาใช้สร้างพันธมิตรในประชาคมโลก เพื่อปูทางไปสู่เป้าหมายหลัก นั่นคือ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านธรรมาภิบาล AI (AI Governance) ซึ่งจะทำให้จีนมีอำนาจในการจัดระเบียบและตั้งกฎกติกาการใช้งานเทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งมีแนวทางสำคัญ คือ การผลักดัน AI ให้เป็น ‘สินค้าสาธารณะ’ และต่อต้านการผูกขาด รวมถึงการใช้ AI เป็นข้อเสนอทางการทูตใหม่ เพื่อดึงดูดกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) ให้เข้ามาอยู่ในวงโคจรทางเศรษฐกิจของจีน

 

ผศ.ดร.ชาดา เตรียมวิทยา อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษา ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า การทูตของจีนในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านจากการเน้นโครงสร้างพื้นฐานหรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เช่น รถไฟ ถนน ท่าเรือ ภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ไปสู่การเชื่อมโยงด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล มาตรฐานทางเทคโนโลยี และมาสู่การทูต AI ในท้ายที่สุด

 

จีนได้ปรับแนวคิดจาก ‘Made in China’ หรือ ‘Made by China’ มาเป็น ‘Build with China’ ซึ่งหมายถึงการที่จีนไม่ได้แค่นำ AI ของตนมาขาย แต่เข้าไปช่วยประเทศอื่นสร้าง AI หรือ AI Agent ของตนเองขึ้นมา

 

อาจารย์ชาดายังมองอีกว่า AI กำลังกลายเป็น ‘Soft Power’ รูปแบบใหม่ของจีน เพราะเป็นเทคโนโลยีและเครื่องมือที่คนทั่วโลก รวมถึงนักศึกษาในทวีปต่างๆ ต้องใช้งานทุกวัน โดยมีวิศวกรหรือคนเขียนโค้ดชาวจีนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ AI ระดับโลกหลายตัว

 

ขณะที่ มาร์โก เฉิน (Marco Chen) ที่ปรึกษาบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ให้บริการด้านธุรกิจ กฎหมาย และดิจิทัลชั้นนำระดับโลกอย่าง Corporation Service Company (CSC) แสดงความเห็นผ่าน THE STANDARD ว่า อาจจะต้องระวังเล็กน้อยกับการเรียก AI ทั้งหมดว่าเป็น ‘Soft Power’ เพราะตัวเทคโนโลยีเองไม่จำเป็นต้องเป็น Soft Power แต่เมื่อ AI ทำให้คนต่างชาติรู้สึกว่าเทคโนโลยีจีน ‘ใช้งานได้จริง ราคาเข้าถึงได้ และช่วยแก้ปัญหาได้’ ตรงนี้จะเริ่มกลายเป็น ‘อำนาจดึงดูด’ (Attraction) ซึ่งเข้าใกล้แนวคิด Soft Power มากขึ้น เมื่อต่างชาติเข้ามาใช้งานอย่างแพร่หลาย จะนำไปสู่การผูกพันในระบบนิเวศ (Ecosystem) ทางเทคโนโลยีของจีน ที่มีความลึกซึ้งมากกว่าแค่การซื้อขายสินค้า

 

มาร์โก เฉินยังระบุว่า นอกเหนือจากการแข่งขันระหว่าง DeepSeek Vs ChatGPT ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพแทนของการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาแล้ว ประเด็นที่สำคัญกว่าคือ บริษัทด้านเทคโนโลยี AI ของจีน ไม่ว่าจะเป็น Alibaba, ByteDance, Tencent, Baidu, DeepSeek และ AI สตาร์ทอัพอื่นๆ ก็กำลังแข่งขันกันเองภายในจีนด้วย โดยเขามองว่า การแข่งขันภายในจีนนี่เองที่เป็นหนึ่งใน ‘เครื่องเร่งนวัตกรรมของจีน’ ในปัจจุบัน

 

WAICO: องค์การ AI โลก ภายใต้การนำของจีน

 

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับรายงานสรุปผลการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2026

 

โดยระบุว่า ในการเยือนครั้งนี้ผู้นำรัฐบาลของไทย ได้เข้าร่วมการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC 2026) ที่เซี่ยงไฮ้ ซึ่งสีจิ้นผิงได้ประกาศจัดตั้งองค์การ AI โลกอย่าง WAICO ขึ้นอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จีนจะให้โควตาฝึกอบรมด้าน AI จำนวน 5,000 คนแก่ประเทศกำลังพัฒนา และเตรียมจัดตั้งศูนย์ประยุกต์ใช้ AI ระหว่างประเทศสำหรับอาเซียน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยอย่างมาก

 

อนุทินยังได้แสดงความยินดีและสนับสนุนข้อริเริ่มของจีนในการจัดตั้งองค์การ WAICO โดยพร้อมร่วมมือกับจีนในการสร้างระบบ ‘ธรรมาภิบาล AI ระดับโลก’ ที่เปิดกว้าง ยุติธรรม และสมเหตุสมผล ทั้งยังกล่าวว่า การพัฒนา AI ควรอยู่บนพื้นฐานของหลักการ 3 ประการ ได้แก่ การคุ้มครองประชาชน การปลดปล่อยศักยภาพ และการร่วมกันสร้างความเจริญรุ่งเรือง ซึ่ง ‘สอดคล้อง’ กับความคิดริเริ่มของสีจิ้นผิง ที่มุ่งเน้นให้การพัฒนา AI มีความปลอดภัย ควบคุมได้ ครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

 

โดยอนุทินและสีจิ้นผิง ‘เห็นพ้อง’ ที่จะยึดมั่นในความเปิดกว้าง และความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน ลดช่องว่างทางดิจิทัลผ่านความร่วมมือพหุภาคี และสร้างระบบธรรมาภิบาล AI ระดับโลกที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผลร่วมกัน

 

WAICO มีสมาชิกก่อตั้ง 29 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศโลกใต้ โดย 5 จากทั้งหมด 11 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา เข้าเป็นสมาชิกองค์การนี้แล้ว ขณะที่ปัจจุบันไทยยังไม่ได้เข้าร่วมองค์การ WAICO ภายใต้การนำของจีน

 

THE STANDARD พูดคุยกับ อาจารย์ ดร. ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศจีนและเจ้าของเพจ ‘อ้ายจง’ ถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระแสคลื่น AI จีน และองค์การ WAICO

 

อาจารย์ภากรมองว่า จีนแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง และได้วางยุทธศาสตร์ ‘AI Vision 2030’ มาตั้งแต่ปี 2017 โดยมีเป้าหมายค่อยๆ ลดช่องว่างและก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลกด้าน AI ภายในปี 2030 ซึ่งในทางปฏิบัติถือว่า ‘มีการแบ่งขั้วแล้ว’ ระหว่าง 2 ค่ายยักษ์ใหญ่นี้ แม้จีนจะบอกว่า เป็นการพัฒนาแบบพหุภาคี (Multilateral) ที่ร่วมมือกันได้หมด แต่ความจริงคือ จีนกำลังเดินรอยตามสหรัฐฯในอดีต โดยพยายามสร้างและ ‘จัดระเบียบโลกด้านธรรมาภิบาล AI’ (Global AI Governance) ของตนเอง เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นแกนกลางและคานอำนาจกับฝั่งตะวันตก

 

องค์การ WAICO เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนที่เป็นรูปธรรมของยุทธศาสตร์ ‘AI Vision 2030’ ของจีน ซึ่งจีนพยายามใช้ AI เป็นเครื่องมือทางการทูต โดยดึงกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่มประเทศโลกใต้ เข้ามาร่วมก่อตั้งองค์การนี้ เพื่อแสดงศักยภาพให้เห็นว่า จีนคือผู้นำอย่างแท้จริงในกลุ่มประเทศเหล่านี้

 

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการที่ไทยไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้งองค์การ WAICO นั้น อาจารย์ภากรระบุว่า การที่ไทยยังไม่เข้าร่วมในทันที อาจเป็นเพราะว่าไทยต้องการ ‘การคานอำนาจ’ (Balancing) ระหว่างมหาอำนาจ เนื่องจากในความเป็นจริง ไทยก็ยังต้องพึ่งพาและมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกในมูลค่ามหาศาล

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ภากรคาดว่า ในอนาคตไทยมีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมองค์การนี้ เพราะไทยจำเป็นต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย แม้ปัจจุบันไทยจะยังไม่ได้เป็นสมาชิกก่อตั้ง แต่ก็อาจสามารถอยู่ในสถานะ ‘ผู้สังเกตการณ์’ (Observer) หรือ ‘พันธมิตรหุ้นส่วน’ (Partner) ได้ ซึ่งในทางปฏิบัติ จีนก็ไม่ได้รอให้ไทยต้องเข้าเป็นสมาชิกก่อน เพราะปัจจุบันทุนจีนได้เข้ามาเตรียมลงทุนสร้าง AI Data Center ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เช่น ชลบุรี และระยอง

 

โอกาส และความท้าทายของไทย ท่ามกลางคลื่น AI จีน

 

อาจารย์ชาดามองว่า การเข้ามาของกระแสคลื่น AI จีน ทำให้ไทยมีทางเลือกในการเป็น ‘ผู้บริโภค’ ที่หลากหลายมากขึ้น และเป็นโอกาสที่ไทยจะดึงบริษัทจีนเข้ามาร่วมพัฒนา AI หรือทำวิจัยเพื่อฝึกฝนบุคลากรของเราให้มีความรู้ความสามารถทางด้าน AI เพิ่มมากยิ่งขึ้น

 

ขณะที่ มาร์โก เฉิน มองเห็นโอกาสจากสงครามราคา AI โดย ประเมินว่าการแข่งขัน AI ในปัจจุบันไม่ใช่แค่แข่งว่า “ใครมีโมเดลที่ฉลาดที่สุด” แต่เป็นการแข่งขันด้าน ความฉลาด (Intelligence) × ความเร็ว (Speed) × ต้นทุน (Cost) พร้อมกัน โดยทิศทางของโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งกันสร้างโมเดล ไปสู่สงครามราคา และการนำ AI ไปติดตั้งใช้งานจริงในวงกว้าง นำไปสู่การเปลี่ยนคำถามครั้งสำคัญในโลกธุรกิจ

 

การปรากฏตัวของโมเดล AI จีนอย่าง DeepSeek, Qwen และ Kimi ได้สร้างมาตรฐานใหม่ที่ว่า AI ไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลเสมอไป หากโมเดลสามารถทำงานได้เก่งระดับ 90-95% ของโมเดลแนวหน้า แต่มีต้นทุนที่ถูกกว่าหลายเท่า ย่อมเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่ามาก นี่จึงเป็นโอกาสทองที่องค์กรในไทยจะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงได้ในราคาที่ต่ำลง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เร็วที่สุด เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่แข่งขันกันว่า “ใครสามารถเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมได้เร็วกว่ากัน”

 

เมื่อ AI ราคาถูกลง องค์กรจะไม่ถามว่า “ควรใช้ AI หรือไม่” แต่จะถามว่า “จะเอา AI ไปแทรกในกระบวนการทำงานตรงไหนได้บ้าง” มาร์โกมองว่า โอกาสของภาคธุรกิจและภาครัฐไทยคือ การนำ AI ราคาถูกเหล่านี้ไปใช้เพื่อจัดการงานที่เป็นลำดับขั้นตอนและมีปริมาณมหาศาล (Complete Multi-Step Workflows at Scale) เช่น ระบบบริการลูกค้า การวิเคราะห์เอกสาร การแปลภาษา งานบัญชี โลจิสติกส์ และการศึกษา แทนที่จะใช้เป็นแค่แชตบอตถาม-ตอบทั่วไป

 

ส่วนประเด็นเรื่องความท้าทายในมุมมองของอาจารย์ชาดานั้น ปัญหาหลักคือ คนไทยเป็นเพียง ‘ผู้ใช้’ (User) แต่ไม่เคยเป็น ‘ผู้สร้าง’ (Creator) เมื่อเทียบกับระบบการศึกษาในทั้งสองประเทศ จีนมุ่งเน้นพัฒนา Soft Skill ให้เด็กกล้าตั้งคำถามและถกเถียง ซึ่งจำเป็นมากสำหรับการป้อนคำสั่ง Prompt ให้ AI ในขณะที่เด็กไทยส่วนใหญ่ยังมีจุดอ่อนเรื่องการตั้งคำถาม และมักใช้ AI เป็นเพียงแชตบอตไว้คุยเล่นหรือดูดวง มากกว่าที่จะใช้เพื่อการพัฒนาแอปพลิเคชันหรือเขียนโค้ด

 

ปัจจุบันประเทศจีนได้พัฒนาจากประเทศที่เคยรับเทคโนโลยีจากประเทศอื่นในยุคทศวรรษ 1980s มาสู่การเป็นผู้สร้าง และกำลังมุ่งสู่การเป็นผู้กำหนดกติกา AI ของโลก

 

มาร์โก เฉินยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยจะเป็นประเทศที่น่าลงทุน แต่ปัจจุบันกระแสการลงทุนด้านเทคโนโลยีจากต่างชาติกลับเทน้ำหนักไปที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและสิงคโปร์มากกว่า สาเหตุสำคัญมาจากประเทศเหล่านั้นมีความพร้อมด้านทรัพยากรบุคคลและระบบที่ตรงไปตรงมา ในขณะที่ไทยกำลังเผชิญปัญหาด้านภาพลักษณ์จากกระแส ‘ธุรกิจสีเทา’ ซึ่งทำให้กลุ่มนักลงทุนรู้สึกว่า สภาพแวดล้อมอาจมีความเสี่ยงในการลงทุน

 

ด้านอาจารย์ภากร ยังมองว่า หาก AI จีนเข้ามาทำตลาดด้วยราคาที่ถูกและเข้าถึงง่าย (Low Cost / Open Source) จะมีความเสี่ยงที่สตาร์ทอัพไทยอาจจะพึ่งพาจีนมากเกินไป คล้ายกับกรณีอุตสาหกรรม EV ที่จีนใช้กลยุทธ์ข้อได้เปรียบด้านราคา (Absolute Advantage) เข้ามาเจาะตลาดแข่งกับเจ้าอื่นๆ ในประเทศกำลังพัฒนา

 

ไทยควรรับมือกับ ‘คลื่น AI จีน’ อย่างไร

 

อาจารย์ภากรเสนอว่า ทางออกคือ ไทยไม่จำเป็นต้องต่อต้านคลื่น AI จีน แต่ต้อง ‘รักษาสมดุล’ โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจากทั้งจีนและตะวันตก ควบคู่ไปกับการเร่งสร้างผู้ประกอบการและสร้างโมเดล AI ของตนเอง เพื่อไม่ให้ขาดดุลทางเทคโนโลยี เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศในอาเซียนที่ก็กำลังดำเนินการในเรื่องนี้

 

อาจารย์ยังได้เผยถึงข้อมูลเชิงลึกจากการเข้าร่วมการประชุมเครือข่ายคลังสมองอาเซียน-จีน (Network of ASEAN-China Think Tanks: NACT) ที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการประชุม World AI ที่เซี่ยงไฮ้ โดยเป็นการพูดคุยในมิติของการกำกับดูแลดิจิทัล (Digital Governance) และการกำกับดูแลธรรมาภิบาล AI (AI Governance)

 

อาจารย์พบว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย เริ่มมีการวางนโยบายที่ชัดเจนและจริงจังแล้วว่าจะร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีนอย่างไรในด้าน AI โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มีการจัดทำแผนงานและแผนแม่บท (Master Plan) รองรับอย่างเป็นระบบว่า ตนเองจะนำระบบ AI เข้าไปเชื่อมโยงกับอาเซียนและจีนอย่างไร อีกทั้งยังใช้วิธีบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยไม่ยอมปล่อยให้เรื่องของ AI เป็นหน้าที่หรือความรับผิดชอบของกระทรวงดิจิทัล (DE) หรือกระทรวง ICT เพียงอย่างเดียว ซึ่งเหมือนกับการทำงานแบบไซโล (Silo) อย่างในอดีตที่ต่างคนต่างทำ แยกกันทำงานอย่างชัดเจน

 

อาจารย์ภากรมองว่า ไทยยังคงขาดการวางนโยบายและแผนการเชื่อมโยงที่เป็นเอกภาพ รวมถึงยังขาดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเหมือนอย่างที่อินโดนีเซียทำ ไทยจึงจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับการทำงานแบบบูรณาการข้ามกระทรวง และต้องเร่งวางนโยบาย กฎระเบียบ เพื่อให้ไทยสามารถรับประโยชน์และถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) จากทุนจีนได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียง ‘ผู้ให้เช่าที่ดิน’ หรือเป็นแค่ ‘ทางผ่าน’ ของการลงทุนเท่านั้น แต่ต้องมีการตั้งเงื่อนไขที่ไทยจะได้ประโยชน์ เช่น การตั้งศูนย์วิจัยในไทย การจ้างนักวิจัยชาวไทย การร่วมพัฒนาโมเดล AI และการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ไทยเป็นเจ้าของร่วมด้วย

 

อาจารย์ยังเสนอแนะว่า การตั้ง Data Center ใช้พลังงานสูงและมีผลต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลควรจัดโซนนิ่ง (Zoning) ให้ชัดเจนว่า พื้นที่ใดเหมาะสมและปลอดภัย เช่นเดียวกับจีนที่นำ Data Center ไปตั้งในเขตภูเขาตะวันตก เพื่อใช้พลังงานสะอาด และเลี่ยงพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ ทั้งยังจะต้องพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงาน (Upskill / Reskill) รวมถึงพัฒนาบุคลากรเฉพาะกลุ่ม (Segment) อย่างชัดเจน ทั้งการต่อยอดให้กับผู้เชี่ยวชาญ AI เดิม และการสอนผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพอื่นให้นำ AI ไปประยุกต์ใช้ในสายงานของตน (Domain Expert) รวมถึงการที่ไทยต้องสร้าง AI ของตัวเอง เพื่อนำไปต่อยอด ‘จุดแข็ง’ เดิมของประเทศ เช่น ด้านการเกษตร อาหาร และการท่องเที่ยว

 

‘สอดคล้อง’ กับความเห็นของอาจารย์ชาดาที่มองว่า ไทยต้องนำ AI มาเชื่อมโยงกับจุดแข็งของประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดและมีเทคโนโลยีที่เป็นของตัวเอง ควรเรียนรู้จากจีนที่นำ AI มาผูกกับชีวิตประจำวันของคนได้อย่างไร้รอยต่อ โดยไทยต้องกลับมาทบทวนความพร้อมของตัวเองก่อนว่า ระบบคอมพิวเตอร์ เครือข่าย และบุคลากรของเราพร้อมที่จะไปร่วมพัฒนา AI ในระดับนั้นแล้วหรือไม่ ไทยต้องพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงานให้มีความพร้อมมากยิ่งขึ้น ทั้งยังต้องเล่นบทบาทในการเป็น ‘สะพานเชื่อม’ (Bridge) ระหว่างจีน ตะวันตก และอาเซียน ซึ่งจะเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ

 

อาจารย์กล่าวทิ้งท้ายว่า หากคนไทยยังคงใช้ AI เป็นเพียงแค่แชตบอต อีก 10 ปีข้างหน้าเราก็จะยังเป็นแค่ ‘ผู้ใช้เทคโนโลยี’ ต่อไป ไทยต้องถอดบทเรียนจากจีน ที่เมื่อกว่า 40 ปีก่อนเคยเป็นเพียงประเทศยากจนที่ต้องรับเทคโนโลยีจากต่างชาติ แต่ปัจจุบันจีนสามารถยกระดับเป็นผู้ผลิต ผู้สร้าง และผู้กำหนดกติกาโลกได้

 

เป้าหมายสำคัญ ‘ไม่ใช่’ การปรับตัวเพื่อเป็นแบบจีน แต่เพื่อเปลี่ยนตัวเองจาก ‘ผู้ใช้’ (User) ให้กลายเป็น ‘ผู้สร้าง’ (Creator) เด็กไทยรุ่นใหม่จะต้องเป็นผู้สร้างนวัตกรรมให้ได้ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้บริโภคอย่างที่ผ่านมา

 

แฟ้มภาพ: Reuters / Shutterstock

 

The post ‘จากผู้ใช้ สู่ผู้สร้าง’ โจทย์ใหญ่ท่ามกลางคลื่น AI จีน ไทยพร้อมแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผล สหรัฐฯ เตรียมแบนอุปกรณ์จีนใน Data Center ส่งผลกระทบอย่างไร https://thestandard.co/us-china-ban-data-center-equipment/ Wed, 05 Aug 2026 05:14:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1238332 ภาพอุปกรณ์รับส่งสัญญาณออปติคัลใน Data Center

เมื่อวานนี้ (4 สิงหาคม) สำนักข่าว Reuters รายงานว่า คณะ […]

The post เปิดเหตุผล สหรัฐฯ เตรียมแบนอุปกรณ์จีนใน Data Center ส่งผลกระทบอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอุปกรณ์รับส่งสัญญาณออปติคัลใน Data Center

เมื่อวานนี้ (4 สิงหาคม) สำนักข่าว Reuters รายงานว่า คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐอเมริกา (FCC) กำลังร่างมาตรการแบนการนำเข้าอุปกรณ์ศูนย์ข้อมูล (Data Center) รุ่นใหม่จากจีน

 

 
 

มาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่ ‘อุปกรณ์รับส่งสัญญาณออปติคัล’ (Optical Transceivers) ซึ่งทำหน้าที่ส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็วแสงผ่านสายเคเบิลใยแก้วนำแสงภายใน Data Center โดยเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า จะประกาศใช้มาตรการแบนนี้ภายในปี 2026 อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการร่างและอาจถูกปรับเปลี่ยนหรือระงับในภายหลังได้

 

การร่างมาตรการดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่ FCC ได้ประกาศสั่งห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์) หุ่นยนต์สี่ขา และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Power inverters) รุ่นใหม่จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศจีน เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยไม่มีผลย้อนหลังกับหุ่นยนต์รุ่นเก่าที่ได้รับอนุญาตหรือกำลังใช้งานอยู่แล้วในสหรัฐฯ

 

สหรัฐฯ เตรียมสั่งแบนอุปกรณ์ Data Center จีน เพราะอะไร

 

Data Center ของสหรัฐฯ เป็นสถานที่จัดเก็บและรันชิปสำคัญที่ใช้สำหรับฝึกฝนโมเดล AI รัฐบาลสหรัฐฯ จึงต้องการปกป้องระบบโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ทั้งยังมองว่า อุปกรณ์รับส่งสัญญาณเหล่านี้มีความเสี่ยง โดยอาจเปิดโอกาสให้บริษัทจีนสามารถขโมยข้อมูล ติดตั้งมัลแวร์ หรือขัดขวางการทำงานของ Data Center ในสหรัฐฯ ได้

 

ดิฟยานช์ คอชิก ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย AI จาก Beacon Global Strategies ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาในสหรัฐฯ ระบุว่า อุปกรณ์รับส่งสัญญาณออปติคัลนั้น ‘มีความเสี่ยงอย่างแน่นอน’ พร้อมชี้แนะว่า ในขณะที่การก่อสร้าง Data Center กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว สหรัฐฯ จำเป็นต้องทำให้แน่ใจว่า ซัพพลายเชนของ Data Center มีความปลอดภัยมาตั้งแต่เริ่มต้น

 

อีกทั้งยังมีแรงกระเพื่อมจากกลุ่ม ‘China Hawks’ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ‘สายเหยี่ยวต่อจีน’ ในรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีแนวคิดแข็งกร้าวและผลักดันนโยบายสกัดกั้นอิทธิพลทางเทคโนโลยีของจีน โดยเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้คือผู้อยู่เบื้องหลังการยกกรณีศึกษาของ Huawei มาเปรียบเทียบ โดยชี้ว่าในอดีตอุปกรณ์ของ Huawei เคยเข้าไปฝังลึกในโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ จนทำให้การรื้อถอนในภายหลังทำได้ล่าช้า มีค่าใช้จ่ายสูง และไม่สามารถทำได้สมบูรณ์ พวกเขาจึงผลักดันให้ต้องรีบสกัดกั้นอุปกรณ์ Data Center รุ่นใหม่ของจีนในทันทีก่อนที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย

 

นอกจากนี้ยังมีเหตุผลด้านความก้าวหน้าของจีนในด้าน AI, การผลิตชิป และหุ่นยนต์ ทำให้ตลาดเกิดความปั่นป่วนและสร้างความกังวลด้านความมั่นคงและซัพพลายเชนให้แก่สหรัฐฯ อีกด้วย

 

หากสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการแบนนี้ จะส่งผลกระทบอย่างไร?

 

หน่วยงานวิจัยอย่าง Counterpoint Research เปิดเผยข้อมูลการวิเคราะห์ตลาดที่ระบุว่า บริษัท Zhongji Innolight ของจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ขายอุปกรณ์รับส่งสัญญาณรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยครองส่วนแบ่งตลาดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณออปติคัลสำหรับ Data Center ทั่วโลกสูงที่สุดถึง 27% และมีรายได้ที่พึ่งพาตลาดนอกประเทศสูงถึง 90% อีกทั้งบริษัทนี้เพิ่งถูกจัดอยู่ในรายชื่อบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพจีนโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หากสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการแบนในอนาคต มาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อบริษัทนี้โดยตรง

 

ขณะที่รายงานจาก Foundation for American Innovation (FAI) ชี้ว่า ผู้ผลิตฝั่งสหรัฐฯ อย่าง Coherent และ Lumentum ยังขาดกำลังการผลิต (Scale) ที่จะเข้ามาแทนที่คู่ค้าจากจีนได้ทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาด้านกำลังการผลิตทดแทนตามมาในสหรัฐฯ

 

อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มต้นทุนให้บริษัทคลาวด์ของสหรัฐฯ อีกด้วย โดยบริษัทคลาวด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon Web Services (AWS) อาจเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น เนื่องจากถูกบังคับให้เปลี่ยนไปใช้ผู้ผลิตรายอื่น เช่น Coherent หรือ Lumentum ของสหรัฐฯ แทน

 

มาตรการแบนนี้ยังจะส่งผลกระทบต่อซัพพลายเออร์ประเทศอื่นๆ โดย FCC มีแผนที่จะประกาศแบนอุปกรณ์รับส่งสัญญาณรุ่นใหม่ทั้งหมดก่อน แล้วจึงจะทยอยยกเว้นข้อจำกัดให้กับผู้จัดจำหน่ายจากประเทศอื่นที่ไม่ได้มาจากจีนในภายหลัง

 

ส่วนท่าทีและการตอบโต้จากรัฐบาลจีนนั้น สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตอบโต้ว่า สหรัฐฯ ควรหยุดใส่ร้ายและข่มขู่บริษัทจีน พร้อมเตือนว่า จีนจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อตอบสนองต่อการกระทำใดๆ ที่สร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของตน

 

แฟ้มภาพ: Tayibaa / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เปิดเหตุผล สหรัฐฯ เตรียมแบนอุปกรณ์จีนใน Data Center ส่งผลกระทบอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสบัญชีรายชื่ออาชีพใหม่ของคนจีน เพื่อดูว่าเศรษฐกิจจีนกำลังไปทางไหน https://thestandard.co/china-new-jobs-economy-future/ Fri, 31 Jul 2026 08:13:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1236857 ภาพคนงานในโรงงานอัจฉริยะของจีน สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและอาชีพใหม่

ถ้าเราอยากรู้ว่า ‘อนาคต’ ของเศรษฐกิจจีนกำลังเดินไปทางไห […]

The post ถอดรหัสบัญชีรายชื่ออาชีพใหม่ของคนจีน เพื่อดูว่าเศรษฐกิจจีนกำลังไปทางไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคนงานในโรงงานอัจฉริยะของจีน สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและอาชีพใหม่

ถ้าเราอยากรู้ว่า ‘อนาคต’ ของเศรษฐกิจจีนกำลังเดินไปทางไหน วิธีที่ง่ายและชัดที่สุดอย่างหนึ่งคือลองเปิดดู ‘บัญชีรายชื่ออาชีพใหม่’ ที่รัฐบาลจีนประกาศล่าสุด

 

กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมของจีน (MHRSS) ได้ออกประกาศรายชื่ออาชีพใหม่ 12 อาชีพ และประเภทงานใหม่อีก 22 รายการสำหรับปี 2026 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวครั้งใหญ่ของพญามังกรท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยีและโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่อง ‘ไฮเทค’ เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องการบริหารจัดการ “แรงงานสูงวัย” ที่กำลังจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในอนาคตของจีนด้วยจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็ว

 

หากพิจารณาจากรายชื่ออาชีพใหม่และประเภทงานใหม่ จะพบ 3 สัญญาณสำคัญที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดแรงงานจีนไปตลอดกาลครับ

 

สัญญาณแรกคือ การเข้าสู่ยุค ‘Digital Twin’ และ ‘Physical AI’ อาชีพใหม่กลุ่มแรกในประกาศคือ ‘กลุ่มคนทำงานเชื่อมโลกดิจิทัลเข้ากับโลกกายภาพ’ จีนกำลังขยับจากการเป็น ‘โรงงานของโลก’ แบบเดิม ไปสู่การเป็น ‘โรงงานอัจฉริยะ’ ที่ตัวโรงงานตั้งอยู่ทั้งในโลกกายภาพและโลกเสมือนพร้อมกัน

 

อาชีพใหม่ที่น่าสนใจมากคือ ‘เจ้าหน้าที่เทคนิควิศวกรรมดิจิทัลทวิน’ (Digital Twin Engineering Technicians) หน้าที่ของพวกเขาคือการสร้างแบบร่างจำลองของสิ่งของในโลกจริงขึ้นมาในคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน สะพาน หรือโครงข่ายท่อระบายน้ำในเมือง เพื่อจำลองสถานการณ์และแก้ไขปัญหาก่อนที่จะมีปัญหาเกิดขึ้นจริงในโลกกายภาพ

 

นอกจากนี้ ในรายการยังมีอาชีพ ‘เจ้าหน้าที่เทคนิคการเทรนหุ่นยนต์’ (Embodied AI Robot Application Technicians) คนในอาชีพนี้ต้องทำหน้าที่ฝึกสอนให้หุ่นยนต์เข้าใจโลกทางกายภาพ เช่น การแยกแยะพัสดุในโกดัง หรือการปรับตัวให้เข้ากับฝูงชนในห้างสรรพสินค้า

 

สัญญาณนี้ชัดเจนมากครับว่า จีนไม่ได้มองดิจิทัลเป็นเพียงเรื่องของ ‘ซอฟต์แวร์’ อีกต่อไป แต่คือการนำเทคโนโลยีมาพลิกโฉมกระบวนการผลิตและบริการใหม่ทั้งหมดโดยการเชื่อมโลกเสมือนเข้ากับโลกกายภาพ

 

สัญญาณที่สองคือ การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ ‘เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ’ (Low Altitude Economy) และ ‘เศรษฐกิจสีเงิน’ (Silver Economy)

 

ในรายการอาชีพใหม่ปี 2026 เราเริ่มเห็นอาชีพอย่างพนักงานโลจิสติกส์การบินต่ำ และผู้จัดการระบบเครือข่ายอัจฉริยะสำหรับการบินต่ำ ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับยุคโดรนส่งสินค้าและแท็กซี่บินได้

 

ส่วน ‘อุตสาหกรรมสีเขียว’ ก็มาแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในสายงานที่เกี่ยวกับ ‘ไฮโดรเจน’ ทั้งการผลิตเซลล์เชื้อเพลิงและการควบคุมระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งสอดคล้องกับแผนพลังงานระยะยาวของประเทศจีน

 

แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือการเกิดขึ้นของอาชีพใหม่ ‘นักออกแบบเพื่อการปรับปรุงพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ’ นี่คือตัวอย่างรูปธรรมของการที่จีนพยายามเปลี่ยน ‘วิกฤตสังคมสูงวัย’ ให้กลายเป็น ‘โอกาสทางเศรษฐกิจ’ หรือคือการสร้างงานใหม่ใน ‘Silver Economy’ นั่นเอง

 

สัญญาณที่สามจากประกาศใหม่ของรัฐบาลจีนคือ การคุ้มครองแรงงานสูงวัย ท่ามกลางการเปิดตัวอาชีพไฮเทค จีนยังได้ประกาศใช้กฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานที่เกินเกณฑ์เกษียณอายุ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา

 

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมจีนต้องหันมาให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้? เหตุผลตรงไปตรงมาก็คือ จีนต้องการดึงดูดให้ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี (กลุ่ม “Young-old” ประมาณ 150 ล้านคน) กลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง โดยรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยน ‘ภาระทางสวัสดิการ’ ให้กลายเป็น ‘พลังการผลิตใหม่’ เพื่อเพิ่มรายได้และการบริโภคให้คนกลุ่มนี้

 

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ การบังคับให้บริษัทต้องทำสัญญาจ้าง มีสวัสดิการ และจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำให้แรงงานสูงวัย ไม่ได้มีไว้เพื่อคุ้มครองคนแก่เท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อปกป้องพื้นที่งานของคนหนุ่มสาวด้วย

 

ลองคิดดูนะครับ ถ้าบริษัทจ้างคนเกษียณได้ในราคาถูกมากโดยไม่มีสวัสดิการ ตลาดจะเลือกจ้างแต่คนแก่จนเบียดบังโอกาสของคนรุ่นใหม่ ดังนั้น การเพิ่มต้นทุนการจ้างผู้สูงอายุ จึงเป็นการสร้างจุดสมดุล (Balance Point) ไม่ให้ต้นทุนการจ้างผู้สูงอายุกับหนุ่มสาวแตกต่างกันเกินไปด้วย

 

ดังนั้น จากภาพรวมของอาชีพใหม่และกฎระเบียบแรงงานใหม่ข้างต้น จึงส่งสัญญาณสำคัญ 3 ประการกล่าวคือ จีนกำลังก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ผสานกายภาพกับโลกเสมือน อุตสาหกรรมใหม่ๆ อย่างโดรนและ AI กำลังลงลึกไปถึงระดับทักษะเฉพาะทางใหม่ๆ และจีนกำลังเตรียมระบบนิเวศเพื่อรองรับ ‘สังคมสูงวัย’ อย่างเป็นระบบ ทั้งในฐานะผู้บริโภคและแรงงานศักยภาพสูง

 

บัญชีอาชีพใหม่ของจีนจึงเป็นการส่งสัญญาณถึงภาคการศึกษาและตลาดแรงงานทั้งระบบว่า อาชีพเก่าหลายๆ อย่างกำลังค่อยๆ หายไป แต่ก็กำลังมีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

 

กุญแจสำคัญคือระบบการศึกษาปรับตัวได้ทันในการผลิตคนป้อนเข้าสู่อาชีพใหม่ๆ เหล่านี้หรือไม่ และคนในอาชีพเดิมเองพร้อมเรียนรู้ใหม่เพื่อคว้าโอกาสในอาชีพใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นหรือไม่ ที่สำคัญ นี่ยังเป็นโอกาสใหม่สำหรับ ‘แรงงานผู้สูงวัย’ ด้วยในการหวนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง โดยใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเทคโนโลยีมากมายในยุคปัจจุบันที่จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายแม้กำลังวังชาจะอ่อนแรงลง เพียงอยู่ที่ว่าผู้สูงวัยเหล่านี้พร้อมที่จะเรียนรู้และเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหรือไม่

 

ภาพ: REUTERS / Go Nakamura

The post ถอดรหัสบัญชีรายชื่ออาชีพใหม่ของคนจีน เพื่อดูว่าเศรษฐกิจจีนกำลังไปทางไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมสหรัฐฯ สั่งแบนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน หลังจีนครองเจ้าตลาดรายใหญ่ https://thestandard.co/us-china-robot-ban/ Thu, 30 Jul 2026 08:51:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1236535 ภาพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม

วันนี้ (30 กรกฎาคม) รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของ โ […]

The post ทำไมสหรัฐฯ สั่งแบนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน หลังจีนครองเจ้าตลาดรายใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม

วันนี้ (30 กรกฎาคม) รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ และคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ได้ประกาศสั่งห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์) หุ่นยนต์สี่ขา และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Power inverters) รุ่นใหม่จากต่างประเทศ โดยมาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่ผู้ผลิตจากจีนเป็นหลัก แต่จะไม่มีผลย้อนหลังกับหุ่นยนต์รุ่นเก่าที่ได้รับอนุญาตหรือกำลังใช้งานอยู่แล้วในสหรัฐฯ

 

 
 

สถานการณ์ตลาดปัจจุบันนี้ จีนถือเป็นเจ้าตลาดและผู้ส่งออกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายใหญ่ที่สุด โดยครอบครองสัดส่วนการจัดส่งทั่วโลกสูงถึง 85-90% ในขณะที่บริษัทคู่แข่งในสหรัฐฯ อย่าง Tesla และ Figure AI ยังคงประสบปัญหาเรื่องการเริ่มต้นสายการผลิตแบบจำนวนมาก

 

แม้สหรัฐฯ จะเป็นตลาดบริโภคที่ใหญ่ที่สุดและเป็นจุดหมายปลายทางการส่งออกหุ่นยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของจีน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า คำสั่งแบนนี้จะมีผลกระทบ ‘น้อยมาก’ ในระยะยาว เพราะจีนมีฐานการผลิตที่ใหญ่ ลดต้นทุนได้เร็ว และบริษัทจีนหลายแห่งเริ่มเบนเข็มไปทำตลาดในยุโรปแทนแล้ว

 

Omdia เปิดเผยข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงช่องว่างด้านความสามารถในการผลิตที่ชัดเจนมาก โดยระบุว่าจากยอดจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกประมาณ 15,000 ตัวในปี 2025 บริษัทจีนอย่าง Unitree และ AGIBOT จัดส่งได้มากกว่า 5,000 ตัวต่อบริษัท ในขณะที่บริษัทสหรัฐฯ อย่าง Tesla และ Figure AI สามารถจัดส่งได้เพียงหลักร้อยตัวหรือน้อยกว่านั้น

 

ทางด้านองค์กร Morgan Stanley คาดการณ์ว่า ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนจะเติบโตจนมีมูลค่าสูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030

 

ทำไม สหรัฐฯ ถึงสั่งแบนหุ่นยนต์จากจีน?

 

  • ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไซเบอร์และการจารกรรม

 

รัฐบาลสหรัฐฯ มีความกังวลว่าหุ่นยนต์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอาจลักลอบเก็บข้อมูล ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีหรือหน่วยข่าวกรองของรัฐบาลต่างชาติใช้ เพื่อสอดแนมชาวอเมริกัน หรือแม้กระทั่งเข้ายึดและควบคุมหุ่นยนต์จากระยะไกล

 

อีกทั้งกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ระบุว่า บริษัทผลิตหุ่นยนต์รายใหญ่ของจีนอย่าง Unitree มีความเชื่อมโยงและให้ความช่วยเหลือแก่กองทัพจีน ส่งผลให้บริษัทถูกรัฐบาลสหรัฐฯ มองว่า เป็นความเสี่ยงและถูกสั่งห้ามทำสัญญาใดๆ กับกระทรวงกลาโหม

 

  • ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานระดับชาติ

 

FCC กังวลว่า การพึ่งพาอุปกรณ์ต่างชาติ ทั้งหุ่นยนต์และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลและระบบโซลาร์เซลล์ จะเป็น ‘จุดอ่อนของห่วงโซ่อุปทาน’ ซึ่งสามารถถูกโจมตีทางไซเบอร์ สั่งปิดการทำงาน หรือคุกคามโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศและเศรษฐกิจได้

 

  • การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ

 

คังยู่เซียว หลี่ นักวิเคราะห์จาก Morningstar บริษัทวิจัยและจัดอันดับทางการเงินระดับโลก จากสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการยอมรับและมีอิทธิพลอย่างมากในโลกการลงทุน มองว่า นี่คือความพยายามของสหรัฐฯ ในการปกป้องบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ไม่ให้ต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคา (Price Competition) เนื่องจากผู้ผลิตจีนสามารถขยายขนาดการผลิตและลดต้นทุนได้เร็วกว่าคู่แข่งทั่วโลกมาก

 

อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่า การสั่งแบนนี้จะไม่ทำให้การพัฒนาหุ่นยนต์ของจีนชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะจีนยังมีฐานการผลิตในประเทศที่ใหญ่มากและมีตลาดส่งออกอื่นๆ รองรับ

 

  • การรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ ต้องการรักษาสถานะความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี AI และต้องการชะลอการพัฒนาทางทหารของจีน ประกอบกับเทคโนโลยี AI ของจีนกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและสามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างรวดเร็ว

 

นอกจากนี้ ซูเมน มอนดอล นักวิเคราะห์จากสถาบันวิเคราะห์ตลาดเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Counterpoint Research ตั้งข้อสังเกตว่าช่วงเวลาของการสั่งแบนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดขึ้นในขณะที่ผู้ผลิตหุ่นยนต์จีนหลายราย รวมถึง Unitree กำลังเตรียมตัวเสนอขายหุ้น IPO ในปีนี้ ซึ่งการ ‘สกัดดาวรุ่ง’ นี้จะสร้างผลประโยชน์อย่างมากให้กับบริษัทคู่แข่งในสหรัฐฯ อย่าง Tesla, Figure และ Boston Dynamics

 

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า สหรัฐฯ กำลังนำเรื่องความมั่นคงของชาติมาใช้เป็น ‘ข้ออ้างเกินจริง’ เพื่อกลั่นแกล้งและกีดกันทางการค้า พร้อมเตือนว่า ทางการจีนจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน

 

แฟ้มภาพ: IM Imagery / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไมสหรัฐฯ สั่งแบนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน หลังจีนครองเจ้าตลาดรายใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ห้ามยิ้ม เขียนหน้า เจ็บไม่จ่าย’ เปิดชีวิตแรงงานไทยในโรงงานจีน https://thestandard.co/china-grey-capital-labor-rights-violation-thailand/ Sat, 10 May 2025 10:00:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1141723 china-grey-capital-labor-rights-violation-thailand

ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่ไม่ว่าหันไปทางไหนก็เจอแต่กา […]

The post ‘ห้ามยิ้ม เขียนหน้า เจ็บไม่จ่าย’ เปิดชีวิตแรงงานไทยในโรงงานจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
china-grey-capital-labor-rights-violation-thailand

ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่ไม่ว่าหันไปทางไหนก็เจอแต่การเข้ามาของทุนจีน ทั้งในรูปแบบร้านค้า ร้านอาหาร ไปจนถึงการเข้ามาทำโรงงานที่จำนวนไม่น้อยถูกเรียกว่า ‘ทุนศูนย์เหรียญ’ ที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบกฎหมายของไทยอย่างถูกต้อง และสายพานสำคัญของธุรกิจจีนเทาอย่าง ‘แรงงาน’ ก็มักปรากฏให้เห็นว่าส่วนใหญ่ไม่ใช่แรงงานไทย แต่เป็นเหล่าแรงงานข้ามชาติ 

 

 

แรกเริ่มเรามองเรื่องนี้ไปยังประเด็นว่าที่ทุนจีนเทาไม่จ้างแรงงานไทยอาจมีเหตุผลมากกว่าข้อกังขาเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน แต่เป็นเรื่องที่ว่าแรงงานข้ามชาติมักเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ยากกว่าคนไทย จึงใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายกดขี่แรงงานข้ามชาติ แต่พอได้เจาะลึกเรื่องนี้มากขึ้นกลับพบว่าแรงงานไทยจำนวนไม่น้อยถูกโรงงานจีนที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงไม่แพ้กับแรงงานชาติอื่นๆ ที่ทำงานอยู่ในไทย

 

เมื่อทุนจีน(เทา) เบี้ยวค่าจ้าง ลดตำแหน่ง กดขี่แรงงาน

 

หลังได้เห็นการเข้ามาของทุนจีนเทามากขึ้น สิ่งที่ตามมาอย่างปฏิเสธไม่ได้คือข่าวเรื่องการละเมิดสิทธิแรงงานของโรงงานจีนที่ตั้งอยู่ในไทยในรูปแบบต่างๆ ที่มีตั้งแต่ความรุนแรงน้อย ไปจนถึงการบาดเจ็บหนัก และพวกเขาก็มักไม่ได้รับความยุติธรรมจากสิ่งที่เกิดขึ้น

 

รายการ KEY MESSAGES ได้รวบรวมเหตุการณ์จากแหล่งข่าวจำนวนหนึ่ง พบว่ามีโรงงานจีนแห่งหนึ่งออกประกาศบริษัทช่วงปลายปี 2566 ที่มีกฎระเบียบเข้มงวดหลายอย่างการระบุว่า พนักงานในไลน์ผลิตต้องให้ความสำคัญกับสินค้าที่กำลังผลิตอยู่ โดยแสดงออกด้วยการห้ามยิ้มแย้มเวลาหัวหน้างานคนจีนเดินผ่าน ลูกจ้างห้ามเงยหน้ามอง ห้ามสบตา หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกลงโทษด้วยการยืน 5 นาที และถูกออกใบเตือน รวมถึงออกกฎว่าแรงงานหญิงที่ตั้งครรภ์จำเป็นต้องกลับเข้าไปทำงานในไลน์ผลิตที่มีการใช้สารเคมีหนักอย่างทินเนอร์ โดยไม่ได้พูดถึงผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นกับสุขภาพของแม่และเด็ก

 

ทุนจีน (เทา)

 

แหล่งข่าวรายแรก: “มีเอกสารออกมาชัดเจนว่าห้ามมองหน้าผู้บริหาร ห้ามยิ้ม ห้ามหัวเราะ ให้ก้มหน้าทำงานอย่างเดียว คนเผลอมองก็จะถูกทำโทษโดนใบเตือน ตอนที่ทำงานอยู่เราเป็นเหมือนกับตัวแทนของพนักงาน ทีนี้มีพนักงานเขียนเอกสารแล้วให้เราไปแจ้งฝ่ายบุคคลว่าไม่เห็นด้วย แต่ก็พอเราไปแจ้ง ฝ่ายบุคคลบอกว่าเป็นกฎของแผนก ไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งสิ่งที่เราแจ้งไปคือเรื่องขอไม่ให้คนท้องลงไลน์ผลิต เพราะเครื่องจักรมีสารตะกั่วเยอะ เราก็ทำท่าให้ดูว่าพอคนท้องเข้าไปนั่งในไลน์การผลิตท้องจะชนกับตัวเบลต์ เขาก็ไม่ยอม เขาก็จะมารื้อที่ที่เราจัดไว้สำหรับคนท้อง ยืนยันจะให้ลงไลน์เพราะถ้าไม่ลงก็สิ้นเปลืองทรัพยากร เขาว่าอย่างนั้น”

 

KEY MESSAGES ยังได้คุยกับแหล่งข่าวอีกรายหนึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เขาเล่าว่าผู้จัดการโรงงานจีนแห่งหนึ่งเรียกพนักงานระดับปฏิบัติการเข้าประชุมเพราะมีคำสั่งเพิ่มยอดการผลิตสินค้า แต่ระหว่างการประชุม ผู้จัดการหยิบปากกาไวท์บอร์ดแล้วเขียนเลข 4,000 บนหน้าผากของพนักงานรายนี้ และย้ำกับทุกคนว่าตัวเลขดังกล่าวคือเป้าหมายที่ทุกคนจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน รวมถึงเล่าเหตุการณ์ที่ตนถูกผู้จัดการทุบตีเวลารู้สึกไม่พอใจ

 

ทุนจีน (เทา)

 

แหล่งข่าวรายที่สอง: “หน้าที่ของเราคือการเอาแพ็กเกจจิ้งสินค้าที่เก็บอยู่ด้านนอกของโกดังเข้ามาด้านใน กล่องพวกนี้พอวางทิ้งไว้พักหนึ่งมันจะมีฝุ่นเกาะ เราก็แจ้งหัวหน้าว่าสินค้าเหล่านี้เอามาจากด้านนอก ยังไม่ได้แกะทำความสะอาดเพราะเพิ่งไปรับเข้ามา 

 

“อยู่ๆ หัวหน้าเอามือลูบกล่องสินค้า เสร็จแล้วก็ตบเข้าที่หลังจนเป็นรอยมือ แล้วพูดว่าพื้นที่นี้เราเป็นคนรับผิดชอบ เรารับของสภาพแบบนี้เข้ามาได้อย่างไร โดยที่เขาไม่ฟังเหตุผลอะไรทั้งนั้น ซึ่งเราทำได้แค่ยืนเงียบๆ เพราะเราทำอะไรไม่ได้ อธิบายไปเขาก็ไม่ฟังอยู่แล้ว” 

 

“มีอีกเหตุการณ์หนึ่งคือประชุมกันเพื่อตกลงกันว่าต้องการงานวันละเท่าไร ด้วยความคึกคะนองของเขา เขาเอาปากกาเคมีมาเขียนเลข 4,000 ที่หน้า โดยที่บอกว่า 4,000 นี้คือเป้าหมายเดียวกันทั้งโรงงาน แต่เจาะจงเขียนที่หน้าเราคนเดียว เราก็ไปร้องเรียนกับ HR แต่ฝ่ายกลับบอกว่าเขาอาจจะทำไปโดยไม่รู้ตัว เราจึงรู้ว่าร้องเรียนไปก็ไม่เกิดประโยชน์”

 

ทุนจีน (เทา)

 

ทำให้บาดเจ็บ ปกปิดความผิด ไร้ความรับผิดชอบ

 

ไม่ใช่แค่การละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานเท่านั้น รายการ KEY MESSAGES ได้พูดคุยกับผู้เสียหายอีกรายที่ทำงานในโรงงานจีนแถบชลบุรี เขาประสบอุบัติเหตุจากการทำงานถึงสองครั้ง ครั้งแรกคือการถูกรถโฟล์คลิฟท์ชนในโรงงาน และครั้งที่สองถูกสายพานดูดแขนจนกลายเป็นผู้พิการ แต่สิ่งที่ได้รับจากโรงงานคือการถูกไล่ออกด้วยเหตุผลว่าเขาประมาทเอง

 

แหล่งข่าวรายที่สาม: “ปกติเส้นทางนั้นจะมีพนักงานเดินเข้าออกประจำอยู่แล้ว ถ้ารถโฟล์คลิฟท์ขับมาเขาจะต้องบีบแตรมาแต่ไกลประมาณ 3 ครั้ง แต่วันนั้นไม่มีเสียงแตร พอเดินออกมารถก็ชน แล้วโรงงานเขาก็บอกว่าเราประมาท ผมโดนใบเตือน โดนหักตังค์โทษฐานที่เราประมาท 

 

“ส่วนครั้งที่สอง หัวหน้าช่างคนจีนสั่งให้เราเอาเศษยางที่ติดอยู่ใต้สายพานออก เขาอยากให้เราเอามีดกรีดแล้วก็ดึงออก แล้วในจังหวะที่ผมพยายามดึงยางออกมา มันก็ดูดเข้าไปเลย”

 

ผู้เสียหายรายนี้ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลร่วมสองเดือน ผ่านการผ่าตัดหลายรอบ ต้องเอาเนื้อบริเวณต้นขามาใส่แขนแล้วดามด้วยเหล็กแทนกระดูก เมื่อเริ่มฟื้นตัวเตรียมกลับเข้าทำงานก็มีเจ้าหน้าที่จากโรงงานแจ้งให้ออก ส่งผลให้เขากลายเป็นผู้พิการและไม่สามารถหางานทำได้เหมือนเดิม

 

กระดูก xray

 

แหล่งข่าวรายที่สาม: “เขาบอกตอนผมออกจากโรงพยาบาลได้เดือนกว่าๆ ว่าไล่ออก เพราะเราประมาท เราไม่หยุดเครื่อง เราผิดกฎข้อ 8+3 ของ SOP (Standard Operating Procedure: ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ถูกกำหนดขึ้นภายในองค์กร) คือผมจะพูดอย่างไร ถ้าผมหยุดเครื่องแล้วแขวนป้าย เราก็จะโดนไปเตือน โดนหักเงิน เพราะว่าเครื่องจักรจะต้องห้ามหยุดทำงาน เพราะผู้จัดการย้ำตลอดว่าต้องเร่งผลิตทุกวันทั้งวัน”

 

อีกเคสหนึ่งเป็นแรงงานชาวไทยที่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาชาวจีนให้ยกแผ่นเหล็กหนักประมาณ 200 กิโลกรัมออกจากพื้นที่ เพื่อจะได้ผลิตแผ่นเหล็กใหม่ แต่เครนแม่เหล็กเกิดทำงานผิดพลาด ส่งผลให้แผ่นเหล็กหล่นทับขาซ้ายจนเนื้อเปิด เมื่อนำตัวส่งโรงพยาบาล แพทย์ระบุว่ากระดูกหน้าแข้งส่วนกลางหัก แต่โรงงานจีนกลับไม่ยอมจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน

 

บาดแผล

 

และแหล่งข่าวรายที่สี่ เล่าให้เราฟังว่าเธอทำงานอยู่ในไลน์ผลิตแล้วเกิดอุบัติเหตุมือกระแทกกับเครื่องม้วนขดลวดจนได้รับบาดเจ็บ จึงเข้าไปที่ห้องพยาบาลของบริษัท แต่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยกลับไม่ยอมออกเอกสารใดๆ เพื่อให้ไปหาหมอระหว่างเวลางาน บอกให้รอเลิกงาน 5 โมงเย็นแล้วไปหาหมอเอง แต่เมื่อหาหมอเสร็จ นายทุนจีนกลับบ่ายเบี่ยงที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดให้ 

 

แหล่งข่าวรายที่สี่: “เขา (หัวหน้าชาวจีน) พูดประมาณว่ากระดูกมือมีปัญหาอะไรไหม แตกหักไหม หนูก็บอกว่าไม่มีแตกหัก แล้วเหมือนแอป WeChat แปลออกมาว่า “แล้วทำไมต้องพัก แค่บาดเจ็บนิดหน่อยใช่ไหม” แล้วเขาก็บอกว่า “งานมันเยอะนะ จะกลับมาทำงานได้ไหม” ก็ตอบไปว่าเส้นเอ็นอักเสบรุนแรง คุณหมอให้พัก ถ่ายรูปไปให้เขา แล้วเขาบอกกลับมาว่าที่ห้องพยาบาลบอกว่ากระดูกไม่มีปัญหาไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องไปเอ็กซเรย์อีก วันต่อมาหนูก็ถ่ายรูปบิลค่ารักษาทั้งหมดให้เขา แจ้งว่าหนูใช้เงินตัวเองทั้งหมดจะเบิกกับบริษัทได้ไหม แล้วแอป WeChat มันแปลว่า “ควรจะเป็นแบบนั้นเหรอ…อาจจะไม่นะ”

 

จากกรณีต่างๆ ที่เกิดขึ้น เราได้เห็นแรงงานจำนวนมากถูกลดตำแหน่ง ถูกเลิกจ้างกะทันหัน ไม่ได้รับค่าชดเชยอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่จริงๆ แล้วคำสั่งเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างงาน ลดตำแหน่ง ลดเงินเดือน ตามกฎหมายไทยไม่สามารถทำได้และลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธ 

 

แต่ในความเป็นจริง แรงงานส่วนใหญ่มักไม่รู้ถึงเงื่อนไขนี้ เพราะถูกโรงงานบอกว่าเป็นความผิดของพวกเขาเอง หรือบางคนอาจจะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองไม่ยุติธรรมแต่ไม่รู้จะเรียกร้องสิทธิคืนมาอย่างไร ต้องทำวิธีไหน ใช้เวลายาวนานเท่าไหร่ หรือต้องไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานใดได้บ้าง

 

การต่อสู้ของแรงงานที่ไม่รู้จะสู้อย่างไร สู้อีกนานแค่ไหน

 

พื้นที่จังหวัดชลบุรีมีโรงงานและแรงงานจากทั่วประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก เราจึงสอบถามไปยัง สหัสวัต คุ้มคง สส. เขตชลบุรี สัดส่วนปีกแรงงาน พรรคประชาชน เขาอธิบายภาพรวมที่เกิดขึ้นว่าเพราะแรงงานส่วนใหญ่มาจากบริษัทจัดหางานแบบซับคอนแทร็กหรือ ‘พนักงานไม่ประจำ’ ส่งผลให้โรงงานแทบไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ถ้าไม่ถูกใจลูกจ้างก็แค่ส่งคืนบริษัทซับฯ ส่งผลให้แรงงานไทยจำนวนมากไม่มีความมั่นคงในการจ้างงาน

 

สหัสวัต คุ้มคง: “แม้ถูกกดขี่ แต่ปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจก็ไม่ได้ดี ทำให้ทางเลือกของแรงงานในพื้นที่มีน้อยลง จะไปหางานบริษัทอื่นก็ไม่ได้หาง่ายๆ เลยต้องทนอยู่กับโรงงานแบบนี้ไปก่อน กลายเป็นสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของแรงงาน

 

“ไม่ใช่ว่าก่อนจีนเข้ามาจะไม่มีเรื่องแบบนี้ แต่พอจีนเข้ามามันเหมือนกระตุ้นให้เรื่องนี้รุนแรงขึ้น ซึ่งเราก็ไม่พบเห็นบริษัทสัญชาติอื่นที่รุนแรงเท่าบริษัทจีน คือพูดกันแบบขำๆ ว่าสมัยก่อนนายจ้างเกาหลีโหดมาก นายจ้างไต้หวันเขี้ยว แต่พอมีนายจ้างจีนเข้ามาเยอะๆ กลายเป็นว่าทุกคนรู้สึกว่าเกาหลีน่ารักไปเลย”

 

“มันเลวร้ายมากกับการที่เราให้คนกลุ่มหนึ่งเข้ามาลงทุนแล้วก็มากดขี่คนบ้านเรา เข้ามาลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนในบ้านเรา” 

 

เมื่อเกิดการละเมิดสิทธิ หรือถูกนายจ้างปฏิบัติตัวอย่างไม่เป็นธรรม หน่วยงานแรกที่เหล่าแรงงานจะต้องเข้าไปเรียกร้องและขอความช่วยเหลือคือ ‘สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน’ ในจังหวัดนั้นๆ แต่มักจะมีปัญหาที่พบบ่อยตามมาอีก ในแง่อุปสรรคและข้อจำกัดต่างๆ ของแรงงาน 

 

บุญยืน สุขใหม่ ทนายความ นักสหภาพแรงงาน และตัวแทนกลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก ระบุว่าพอไม่มีการตรวจสอบเชิงรุก ไม่มีเจ้าหน้าที่คอยมาดูว่าแต่ละโรงงานมีการละเมิดสิทธิหรือไม่ ต้องเกิดเรื่องก่อนแล้วค่อยไปร้องเรียน พอถึงเวลาแรงงานจำนวนมากก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปตรงไหน หรือบางคนรู้แต่ไม่สามารถไปได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะด้วยระยะเวลา ด้วยการเดินทาง ด้วยทุนทรัพย์ต่างๆ หลายคนมาจากภาคอีสานเพื่อทำงาน เมื่อถูกเลิกจ้างก็ไม่มีเงินไปทำเรื่องจ้างทนาย ที่สังคมก็เห็นอยู่แล้วว่าการร้องเรียนไม่สามารถทำได้จบเพียงแค่วันเดียว 

 

บุญยืน สุขใหม่: คนงานที่นี่ (ชลบุรี) มีแต่คนอีสานมาจากสุรินทร์ มาจากบึงกาฬ มาจากบุรีรัมย์ เขาไม่รู้หรอกว่าสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรีอยู่ที่ไหน หรือบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องไปหน่วยงานนี้ หรือเวลาไปร้องเรียนยื่นคำร้องก็ใช้เวลา 20 วัน ก่อนพนักงานตรวจออกคำสั่ง พอมีคำสั่งแล้วฝ่ายนายจ้างไม่พอใจก็ไปอุทธรณ์เพิกถอนคำสั่งศาล ที่ยืดเยื้อใช้เวลาหลายปี ไม่ว่าจะเป็นแรงงานข้ามชาติหรือแรงงานไทยก็เป็นปัญหาเดียวกัน เราก็ไม่อยากจะใช้คำว่า ‘ตามเวรตามกรรม’ แต่นี่คือสิ่งที่เราเห็น

 

“ขณะเดียวกัน ด้วยอาชีพของเราที่ต้องไปโรงพักบ่อย มันจะมีกลุ่มคนคอยมานั่งเคลียร์มีบัตรแปลกๆ เหมือนที่อยู่ในข่าวเป๊ะเลย เรารู้สึกว่า ‘อะไรวะ บ้านกูทำไมมันแย่ขนาดนี้’ ประเทศไทยทำไมมันปล่อยให้ คือสังคมมันก้าวมาสู่จุดนี้ได้ไวมาก” 

 

กลุ่มพัฒนาตัวแทนแรงงานสัมพันธ์ตะวันออกให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ไม่ค่อยมีแรงงานออกมาพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขามากนัก ไม่ใช่แค่ความยากลำบากในการเข้าถึงกระบวนการ แต่รวมถึงเหตุผลที่บริษัทจีนบางเจ้ามักฟ้องปิดปากหรือฟ้อง SLAPP ต่อแรงงานที่เป็นผู้เสียหาย ใช้กระบวนการทางกฎหมายทำให้ผู้ถูกฟ้องหยุดพูดหรือหยุดกระทำการใดๆ ต่อสาธารณชน เพราะกรณีของผู้เสียหายมือกระแทกขดลวดเล่าให้เราฟังเพิ่มเติมว่าหลังจากเธอไม่ได้รับเงินค่ารักษา เลยเอาเรื่องออกไปเล่าให้เพจหนึ่งฟัง พอเรื่องเริ่มดังขึ้น บริษัทถึงมายื่นเงื่อนไขให้เซ็นสัญญาว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ แล้วจะจ่ายเงินค่ารักษาให้

 

บุญยืน สุขใหม่: เงินประกันตัว 50,000 บาท มันไม่ได้หาได้ง่ายๆ มันไม่ได้มีใครมีเงินฝากที่จะมาใช้ประกันตัว แล้วจะไปหาทนายจากไหน สุดท้ายก็ต้องก็ต้องนอนห้องขังฟรีหมด ต้องนอนห้องขังแล้วรอติดต่อญาติ สุดท้ายก็ถูกเลิกจ้าง นี่คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว แล้วพอเป็นแบบนี้เขาก็บอกว่าแรงงานไทยเลือกมาก จริงๆ แล้วเราไม่ได้เลือกมากเลย เราแค่พูดถึงสิทธิตามกฎหมายของเรา”

 

แรงงานที่ส่วนใหญ่หาเช้ากินค่ำ ได้ค่าแรงวันละไม่กี่ร้อยบาท แถมยังต้องเผชิญหน้ากับนายจ้างต่างชาติที่มีอำนาจมากกว่า บางคนพอออกจากงานเหล่านี้ ถ้ารู้สึกว่าควรต้องเปิดหน้าให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน หรือโพสต์เล่าถึงสิ่งที่ตัวเองเจอมา ก็เสี่ยงที่จะถูกฟ้อง เสียเงิน เสียเวลา เสียสุขภาพจิต ทำให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นมักถูกพูดกันแค่ในวงแคบ และเงียบหายไปตามกาลเวลา 

 

รัฐไทยทำอะไรกับเรื่องนี้บ้าง?

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงงานจีนจำนวนมากสร้างความเสียหายรุนแรงต่อชีวิตของแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ สิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือไทยได้จัดการกับเหตุการณ์เหล่านี้อย่างไรบ้าง แรงงานจำนวนมากที่ถูกละเมิดสิทธิหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ ได้รับการชดเชยเยียวยาอย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ และมีวิธีใดบ้างที่จะทำให้ความรุนแรงไม่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งทางออกที่ชัดเจนที่สุดอาจจะต้องเป็นการจัดการโดยรัฐ และความร่วมมือของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง

 

สหัสวัต คุ้มคง: “จริงๆ ต้องให้ความเป็นธรรมกับสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพราะจำนวน ‘พนักงานตรวจแรงงาน’ ไม่เคยเพียงพอ แรงงานในชลบุรีมีหลายแสนคนแต่พนักงานตรวจแรงงานมีหลักสิบ ต่อให้ทำงานหนักขนาดไหนมก็ไม่เพียงพอ ดังนั้นการคาดหวังให้ทำงานเชิงรุกมาตรวจสุ่มตรวจ ที่จริงๆ แล้วก็ควรจะเป็นอย่างนั้น อาจทำได้ยากเพราะว่าจำนวนคน งบประมาณที่ไม่เพียงพอ

 

“มันเป็นปัญหาที่ต้องแก้ตั้งแต่ภาพใหญ่จากรัฐบาลในการจัดงบประมาณ ในการวางยุทธศาสตร์ เจ้ากระทรวงต้องกำหนดยุทธศาสตร์นโยบายลงมาว่ากรมสวัสดิฯ แต่ละจังหวัดต้องมีการตรวจเชิงรุกในพื้นที่ ซึ่งพนักงานปฏิบัติการเองหลายคนเขาก็อยากทำ เขาคุยกับผมว่าเขาก็ได้ยินเคสมาแต่ไม่รู้จะทำงานเชิงรุกอย่างไร เพราะว่าแค่งานที่มีอยู่ก็ทำไม่ทันแล้ว

 

“อีกเรื่องหนึ่งที่อยากแชร์ให้ฟัง คณะกรรมาธิการแรงงานงานไปลงพื้นที่แถวนิคมแห่งหนึ่ง เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมจัดหางานและนิคมอุตสาหกรรมเพื่อพูดคุยถึงข้อเท็จจริงเรื่องการละเมิดสิทธิแรงงาน เรื่องที่น่าตกใจคือในการประชุมกรรมาธิการ เราพยายามจะทำให้เปิดเผยต่อสาธารณชน ถามว่าเอาสื่อมวลชนเข้ามาถ่ายได้ไหม ปรากฏว่าเจ้าของสถานที่คือนิคมอุตสาหกรรมไม่ยอมให้สื่อเข้า แล้วในการพูดคุย ณ วันนั้น สิ่งที่น่าตกใจคือแทนที่จะพูดข้อเท็จจริงที่คนเห็น นิคมอุตสาหกรรมกลับออกตัวปกป้องจีนอย่างชัดเจน พูดว่าจีนเข้ามาลงทุนก็จ้างคนไทยทั้งนั้น ถ้ามีตรงไหนที่หาคนไทยไม่ได้จริงๆ ถึงจะจ้างชาติอื่น หรือมีอาชีพไหนที่เป็นความเชี่ยวชาญที่หาในไทยไม่ได้ถึงจะขนคนจีนเข้ามา แต่ข้อเท็จจริงที่เราเห็นมันไม่ตรงกับที่เขาบอกเลย

 

“นิคมเขาบอกอีกว่าที่คนลือว่าจีนมาลงทุนในไทยแล้วเอาสินค้าเอาของจากจีนเข้ามาก็ไม่ใช่เรื่องจริง เพราะว่าจีนจะต้องหาซื้อสินค้าในไทยก่อนอยู่แล้ว ถ้าหาไม่ได้ถึงจะนำเข้าจากจีนเข้ามา ซึ่งถ้าเราไม่ยอมรับข้อเท็จจริง ท้ายที่สุดจะไม่ใช่แค่แรงงานที่รับผลกระทบ เพราะผู้ประกอบการก็โดนสินค้าจีนเข้ามาตีตลาดแล้วทำให้ SMEs ต่างๆ อาจจะอยู่ไม่ได้ด้วยซ้ำ”

 

สหัสวัตระบุว่าสิ่งที่เขาเห็นในการประชุมกรรมาธิการ คือการโบ้ยกันไปมาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บอกว่าเป็นภาระหน้าที่ของอีกฝ่าย หรือบอกว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของตัวเอง เช่น กรมจัดหางานอ้างว่าไม่สามารถตรวจสอบสิทธิและจำนวนแรงงานต่างชาติได้ เพราะไม่รู้ว่า BOI ให้สิทธิแรงงานต่างชาติกี่คน หรือทาง BOI ก็บอกว่าทำงานได้ยากเพราะไม่รู้ว่ากรมจัดหางานออกใบอนุญาตทำงานจำนวนเท่าไหร่ 

 

เขาจึงมองว่าการแก้ปัญหาที่สามารถเริ่มทำได้เลยหากรัฐให้ความสำคัญต่อประเด็นแรงงาน คือการทำระบบดาตากลางหรือ Data Center เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเข้าไปตรวจสอบได้อย่างจริงจัง เห็นตัวเลข เห็นรายงานที่ชัดเจน แล้วปัญหาแรงงานเถื่อนอาจจะลดลง และได้เห็นความคืบหน้าเรื่องรายงานการละเมิดสิทธิแรงงานได้มากขึ้น 

 

เรายินดีต้อนรับนักลงทุนทุกคนที่เข้ามาลงทุนในไทย แต่อย่าลืมว่าคนที่สร้างเศรษฐกิจให้เรามันไม่ได้มีแค่นักลงทุน แต่มันมีแรงงานอีกจำนวนมาก เวลาแรงงานกลุ่มนี้ล้มมันคือชีวิตคนคนหนึ่ง รัฐไม่สามารถปล่อยปละละเลยได้จริงๆ ผมว่าวันนี้เราต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาแล้วว่าวิกฤตทุนจีนเป็นปัญหากับระบบเศรษฐกิจและสังคมของบ้านเราอย่างชัดเจน”

 

 

The post ‘ห้ามยิ้ม เขียนหน้า เจ็บไม่จ่าย’ เปิดชีวิตแรงงานไทยในโรงงานจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เจาะลึกเบื้องหลัง ‘จีนเทา’ กินรวบธุรกิจไทย อนาคตจะเป็นอย่างไร? | Exclusive Interview MEDLEY#3 https://thestandard.co/exclusive-interview-medley-3/ Fri, 18 Apr 2025 09:00:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1065519 exclusive-interview-medley-3

ในคลิปนี้เราจะพาคุณไปเปิดเบื้องหลังการครอบงำ ธุรกิจไทย […]

The post ชมคลิป: เจาะลึกเบื้องหลัง ‘จีนเทา’ กินรวบธุรกิจไทย อนาคตจะเป็นอย่างไร? | Exclusive Interview MEDLEY#3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
exclusive-interview-medley-3

ในคลิปนี้เราจะพาคุณไปเปิดเบื้องหลังการครอบงำ ธุรกิจไทย ของ ‘จีนเทา’ และการขยายตัวที่รวดเร็วในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย พร้อมเจาะลึกอนาคตที่จะเกิดขึ้นในขณะที่การลงทุนจากจีนกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ฟังมุมมองและการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจสถานการณ์นี้อย่างลึกซึ้งในหลากหลายด้าน และทำความเข้าใจกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและยาวต่อประเทศไทย

 

 

The post ชมคลิป: เจาะลึกเบื้องหลัง ‘จีนเทา’ กินรวบธุรกิจไทย อนาคตจะเป็นอย่างไร? | Exclusive Interview MEDLEY#3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนตอบโต้ภาษีทรัมป์ เตรียมเก็บเท่ากันที่ 34% เริ่ม 10 เมษายนนี้ https://thestandard.co/china-retaliates-trump-tariff-2/ Fri, 04 Apr 2025 13:19:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1060839 china-retaliates-trump-tariff

จีนประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับส […]

The post จีนตอบโต้ภาษีทรัมป์ เตรียมเก็บเท่ากันที่ 34% เริ่ม 10 เมษายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
china-retaliates-trump-tariff

จีนประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับสินค้านำเข้าทุกประเภทจากสหรัฐฯ โดยเรียกเก็บที่อัตรา 34% เท่ากับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเรียกเก็บกับจีนในรอบล่าสุด ส่งผลให้สงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์ 1 และ 2 ตึงเครียดขึ้น และสร้างความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางอยู่แล้ว 

 

คณะกรรมาธิการภาษีศุลกากรแห่งคณะรัฐมนตรีจีนระบุว่า การเก็บภาษีศุลกากรอัตราใหม่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 เมษายนนี้ ซึ่งไล่เลี่ยกับช่วงเวลาที่อัตราภาษีใหม่ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจีนจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายน

 

คณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า การกระทำของสหรัฐฯ ที่ประกาศมาตรการภาษีกับจีนก่อนหน้านี้ไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของจีนอย่างร้ายแรง และถือเป็นการกลั่นแกล้งฝ่ายเดียว

 

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์จีนยังประกาศสอบสวนการทุ่มตลาดสินค้าหลอดเอกซเรย์ที่ใช้ในทางการแพทย์ที่มาจากสหรัฐฯ และอินเดียด้วย

 

ขณะเดียวกันจีนยังควบคุมการส่งออกสินแร่หายาก (แรร์เอิร์ธ) 7 ชนิดไปยังสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงซาแมเรียม แกโดลิเนียม และเทอร์เบียม โดยแร่เหล่านี้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการตอบโต้ของฝั่งจีนก็ทำให้เกิดคำถามว่าจะกระทบเศรษฐกิจจีนเองมากแค่ไหน เนื่องจากเวลานี้เศรษฐกิจจีนก็อยู่ในภาวะชะลอตัว ขณะที่รัฐบาลจีนพยายามกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ และเวลานี้ยังมีแนวโน้มที่จะได้เผชิญกับสงครามการค้าระลอกใหม่ที่รุนแรงขึ้น

 

ภาพ: Lightspring via Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post จีนตอบโต้ภาษีทรัมป์ เตรียมเก็บเท่ากันที่ 34% เริ่ม 10 เมษายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ดราม่า สตง. ตรวจสอบคนอื่น เจอสอบกลับ ตึกถล่มลดสเปก หรือคอร์รัปชัน? | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow03042025/ Thu, 03 Apr 2025 10:34:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1060215 thestandardnow03042025

ดราม่า สตง. ตรวจสอบคนอื่น เจอสอบกลับ ตึกถล่มลดสเปก หรือ […]

The post ชมคลิป: ดราม่า สตง. ตรวจสอบคนอื่น เจอสอบกลับ ตึกถล่มลดสเปก หรือคอร์รัปชัน? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
thestandardnow03042025

ดราม่า สตง. ตรวจสอบคนอื่น เจอสอบกลับ ตึกถล่มลดสเปก หรือคอร์รัปชัน?

 

คุยกับแขกรับเชิญ 2 ท่าน

 

  • พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
  • วินท์ สุธีรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน)

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 3 เมษายน 2568 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทาง YouTube และ TikTok ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: ดราม่า สตง. ตรวจสอบคนอื่น เจอสอบกลับ ตึกถล่มลดสเปก หรือคอร์รัปชัน? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทุนจีนเหมาสร้างโครงการใหญ่รัฐ-ขู่ย้าย รมต. ถ้าหาสาเหตุไม่ได้ ไทยอยู่ยาก! https://thestandard.co/thestandardnow02042025/ Wed, 02 Apr 2025 11:26:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1059749

ทุนจีนเหมาสร้างโครงการใหญ่รัฐ-ขู่ย้าย รมต. กับข้อพิรุธ […]

The post ชมคลิป: ทุนจีนเหมาสร้างโครงการใหญ่รัฐ-ขู่ย้าย รมต. ถ้าหาสาเหตุไม่ได้ ไทยอยู่ยาก! appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทุนจีนเหมาสร้างโครงการใหญ่รัฐ-ขู่ย้าย รมต. กับข้อพิรุธ อาจเข้าข่ายคอร์รัปชัน นายกฯ ประกาศ ถ้าหาสาเหตุไม่ได้ ไทยอยู่ยาก!

 

คุยกับแขกรับเชิญ 3 ท่าน

 

  • สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ
  • จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงาน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 2 เมษายน 2568 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทาง YouTube และ TikTok ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: ทุนจีนเหมาสร้างโครงการใหญ่รัฐ-ขู่ย้าย รมต. ถ้าหาสาเหตุไม่ได้ ไทยอยู่ยาก! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ตรวจเหล็กเส้น ลือมีคนวิ่งเต้น-ข่มขู่ ปมตึก สตง. ถล่ม สู่ภาพใหญ่คอร์รัปชัน | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow010468/ Tue, 01 Apr 2025 10:43:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1059353 thestandardnow010468

ตรวจเหล็กเส้นแผลงฤทธิ์ ลือมีคนวิ่งเต้น-ข่มขู่ ปกปิดตึก […]

The post ชมคลิป: ตรวจเหล็กเส้น ลือมีคนวิ่งเต้น-ข่มขู่ ปมตึก สตง. ถล่ม สู่ภาพใหญ่คอร์รัปชัน | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
thestandardnow010468

ตรวจเหล็กเส้นแผลงฤทธิ์ ลือมีคนวิ่งเต้น-ข่มขู่ ปกปิดตึก สตง. ถล่ม สู่ภาพใหญ่คอร์รัปชัน

 

คุยกับแขกรับเชิญ 3 ท่าน

 

  • เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
  • ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส. ระยอง พรรคประชาชน
  • ศ. ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ ออฟ พลวุฒิ วันที่ 1 เมษายน 2568 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทาง YouTube และ TikTok ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: ตรวจเหล็กเส้น ลือมีคนวิ่งเต้น-ข่มขู่ ปมตึก สตง. ถล่ม สู่ภาพใหญ่คอร์รัปชัน | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดบันทึกสถิติย้อนหลัง 5 ปี ทุนจีนตั้งธุรกิจในไทย มูลค่ามากแค่ไหน เข้ามาทำธุรกิจอะไรมากที่สุด https://thestandard.co/china-business-5yr-stats/ Mon, 31 Mar 2025 11:16:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1058788 china-business-5yr-stats

นับตั้งแต่การระบาดของโรคโควิด นโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทา […]

The post เปิดบันทึกสถิติย้อนหลัง 5 ปี ทุนจีนตั้งธุรกิจในไทย มูลค่ามากแค่ไหน เข้ามาทำธุรกิจอะไรมากที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
china-business-5yr-stats

นับตั้งแต่การระบาดของโรคโควิด นโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) จากรัฐบาลจีน สนับสนุนการลงทุนและการค้าในหลายประเทศ ส่งผลให้เห็นคลื่นการลงทุนจากจีนหลั่งไหลมายังภูมิภาคอาเซียนและไทยมากขึ้น โดยอาเซียนมีทรัพยากรธรรมชาติ ต้นทุน และค่าแรงงานในบางประเทศในอาเซียนยังต่ำ

 

มากไปกว่านั้น จากแรงกดดันสงครามการค้า 1.0 จนมาถึงนโยบายทรัมป์ 2.0 ยิ่งกดดันภาคธุรกิจจีน โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs กว่าหมื่นราย ต้องเลี่ยงผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ทำให้สินค้าทะลักเข้ามายังอาเซียนและไทย ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นประเด็นที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจับตาและร่วมกันวางมาตรการ

 

หากดูในแง่ของการจดทะเบียนธุรกิจ THE STANDARD WEALTH ชวนติดตามบันทึกสถิติการจดทะเบียนย้อนหลังตั้งแต่ปี 2563-2567 จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่า ช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา มีธุรกิจสัญชาติจีนเข้ามาจดทะเบียนในไทยมากแค่ไหน ซึ่งจะเห็นได้ว่าภายในปี 2567 แค่ปีเดียวมีมูลค่าทุนจดทะเบียนสูงถึง 6,582.15 ล้านบาท

 


 

5 ปี ทุนจีนตั้งธุรกิจในไทย

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

 

อ้างอิง: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, ส​​.อ.ท.

The post เปิดบันทึกสถิติย้อนหลัง 5 ปี ทุนจีนตั้งธุรกิจในไทย มูลค่ามากแค่ไหน เข้ามาทำธุรกิจอะไรมากที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้านอาหารจีนครองเมือง การเติบโตที่ผลประโยชน์ไม่ตกถึงมือคนไทย https://thestandard.co/chinese-restaurants-growth-thailand-impact/ Sun, 30 Mar 2025 01:00:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1058217

ร้านอาหารสัญชาติจีนทยอยเปิดตัวในไทยอย่างไม่ขาดสาย มองผิ […]

The post ร้านอาหารจีนครองเมือง การเติบโตที่ผลประโยชน์ไม่ตกถึงมือคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ร้านอาหารสัญชาติจีนทยอยเปิดตัวในไทยอย่างไม่ขาดสาย มองผิวเผินร้านเหล่านี้อาจเป็นตัวเลือกใหม่ให้กับคนไทย แต่เบื้องหลังกลับสะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่ลึกกว่านั้น

 

THE STANDARD ลงไปสำรวจย่านที่แน่นขนัดไปด้วยร้านอาหารจีน หลายร้านมีระบบนิเวศเป็นจีนล้วน ตั้งแต่เจ้าของร้าน แรงงาน วัตถุดิบ ไปจนถึงระบบชำระเงิน 

 

ปรากฏการณ์จีนทั้งวงจรนี้กำลังส่งสัญญาณอะไรกับเศรษฐกิจไทย แล้วคนไทยได้อะไรจากการเติบโตของธุรกิจเหล่านี้?

 

ตัดต่อ: ชินดนัย มะลิซ้อน

The post ร้านอาหารจีนครองเมือง การเติบโตที่ผลประโยชน์ไม่ตกถึงมือคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดแผนประทุษกรรม ‘จีนหลอกจีน’ ผ่านมือไทยดำ ทำบัตรประชาชนสวมรอยคนไทย https://thestandard.co/chinese-fraud-thailand/ Thu, 27 Mar 2025 09:36:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1057272 chinese-fraud-thailand

เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสอบสว […]

The post ถอดแผนประทุษกรรม ‘จีนหลอกจีน’ ผ่านมือไทยดำ ทำบัตรประชาชนสวมรอยคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
chinese-fraud-thailand

เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายปลอมแปลงบัตรประชาชน นำไปสู่การเปิดโปงขบวนการขนาดใหญ่ที่ใช้เงิน 1 ล้านบาท เปลี่ยนสถานะคนจีนให้กลายเป็นคนไทย

 

คดีนี้ไม่ใช่แค่การปลอมแปลงเอกสารทั่วไป แต่เผยให้เห็นถึงการร่วมมือกันระหว่างข้าราชการไทยและนายทุนจีนที่สมคบคิดก่ออาชญากรรมข้ามชาติ สะท้อนปัญหาการทุจริตและช่องโหว่ในระบบทะเบียนราษฎรของไทย

 


 

ช่องทางการทำบัตรประชาชน-พาสปอร์ต

 

ขบวนการนี้เน้นให้บริการกลุ่มชาวจีนโดยเฉพาะ ผู้ที่สนใจทำเอกสารทางราชการของไทยเพียงชำระค่าบริการและเดินทางมาตามที่นัดหมาย จากนั้นจะมีนายหน้าชาวไทยดูแลทุกขั้นตอน โดยลูกค้าไม่ต้องกรอกเอกสาร เพียงไปถ่ายภาพ สแกนนิ้วการทำบัตรประชาชน ใช้เวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้น

 

ส่วนมากชาวจีนที่ต้องการทำเอกสารทางการไทยแบบนี้ เพื่อจะได้อยู่อาศัยโดยไม่ต้องขอวีซ่า และบางส่วนเพื่ออำพรางตัวในการทำธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย

 


 

กระบวนการตบทรัพย์

 

เมื่อกลุ่มลูกค้าชาวจีนทำบัตรประชาชนเรียบร้อยจะทำพาสปอร์ตต่อ แต่กลุ่มคนร้ายจะใช้โอกาสนี้ที่ลูกค้าชาวจีนมีเอกสารปลอมในครอบครอง จัดฉากบุกจับ โดยมีเจ้าหน้าที่ไทยที่แบ่งหน้าที่ไว้ก่อนหน้าทำแต่ละขั้นตอน (ตามข้อ 1-4) 

 

ลูกค้าจีนที่ตกเป็นเหยื่อ หากไม่ต้องการถูกดำเนินคดีจะต้องจ่ายเงินโดยสแกนจ่ายผ่านเครือข่ายคริปโตในสกุล USDT เงินจะเข้าสู่ Wallet ก่อนถูกโอนต่อไปอีกทอดหนึ่ง

 

ในการเปิดโปงครั้งนี้เกิดจากที่ลูกค้าชาวจีนรายหนึ่งซึ่งถูกตบทรัพย์เมื่อปี 2567 ตัดสินใจแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามเพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นตำรวจสอบสวนกลางจึงขยายผลและจับกุมผู้ต้องหาในขบวนการได้ และยังต้องมีการขยายผลต่อ

 


 

ผู้ก่อเหตุ

 

ตำรวจสอบสวนกลางออกปฏิบัติการตรวจค้น 11 จุด ใน 7 จังหวัดทั่วประเทศ และออกหมายจับ 6 หมาย สามารถควบคุมตัวลีและเอ้ (ภรรยาลี) โดยแจ้งข้อกล่าวหาฉ้อโกงประชาชนแล ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

 

นอกจากนี้ยังพบเจ้าหน้าที่รัฐมีเอี่ยวในขบวนการ เฉพาะตำรวจในกลุ่มนี้เคยมีประวัติอุ้มรีดไถชาวจีน มีบางรายถูกดำเนินคดีฐานกรรโชกทรัพย์อยู่ในเรือนจำก่อนมีหมายจับคดีนี้

 


 

‘ลี’ หัวหน้าแก๊ง

 

หลังจากที่ลีมีบัญชีธนาคารและเอกสารแสดงตัวตนของประเทศไทยจึงเริ่มเปิดบริษัท โดยใช้ที่ตั้งในจังหวัดสมุทรปราการ ปรากฏชื่อนอมินีคนไทยประกอบกิจการในบริษัท แต่ไม่มีการดำเนินกิจการจริง ไม่มีพนักงาน พร้อมเปิดอีก 14 บริษัท โดยใช้ที่ตั้งเดียวกัน

 

ลีสร้างเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีบริษัทที่คล้ายกันอีกกว่า 100 บริษัท ใน 1 ปีมีเงินหมุนเวียนกว่า 400-500 ล้านบาท

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

The post ถอดแผนประทุษกรรม ‘จีนหลอกจีน’ ผ่านมือไทยดำ ทำบัตรประชาชนสวมรอยคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: นิคมจีนศูนย์เหรียญ ปัญหาใหญ่ที่ไทยต้องแก้ | KEY MESSAGES #190 https://thestandard.co/zero-dollar-chinese-estate-thailand-issue/ Sun, 23 Mar 2025 07:35:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1055311

การย้ายฐานการผลิตของโรงงานจีนมายังไทยส่งผลต่อเราหลายด้า […]

The post ชมคลิป: นิคมจีนศูนย์เหรียญ ปัญหาใหญ่ที่ไทยต้องแก้ | KEY MESSAGES #190 appeared first on THE STANDARD.

]]>

การย้ายฐานการผลิตของโรงงานจีนมายังไทยส่งผลต่อเราหลายด้าน ทั้งประโยชน์ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้า การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือความหลากหลายของสินค้าที่มากขึ้น 

 

แต่ในเวลาเดียวกัน การเข้ามาของโรงงานจีนจำนวนมากก็สร้างข้อกังวลให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะกับคนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เมื่อพบว่าโรงงานจีนจำนวนมากอาจไม่ได้ใช้แรงงานไทย ไม่ได้ใช้สินค้าและบริการของไทย หรือแม้กระทั่งไม่ได้มีส่วนร่วมกับระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งที่พวกเขาทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศไทย

 

สำรวจนิคมอุตสาหกรรมไทยที่ถูกรุกด้วยทุนจีนไปพร้อมกันได้ในรายการ KEY MESSAGES

 

ตัดต่อ: ศุภอาฒย์ มั่นสิงห์

The post ชมคลิป: นิคมจีนศูนย์เหรียญ ปัญหาใหญ่ที่ไทยต้องแก้ | KEY MESSAGES #190 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยชี้ ยอดขายรถยนต์ไทยลดไม่ได้เป็นผลจากปัญหารถ EV จีนล้น https://thestandard.co/thai-auto-sales-decline-not-related-to-chinese-ev-overflow/ Thu, 20 Mar 2025 12:22:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1054413 กฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสาเหตุยอดขายรถยนต์ไทยลดลงไม่เกี่ยวกับรถ EV จีนล้นตลาด

กฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้า […]

The post สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยชี้ ยอดขายรถยนต์ไทยลดไม่ได้เป็นผลจากปัญหารถ EV จีนล้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
กฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสาเหตุยอดขายรถยนต์ไทยลดลงไม่เกี่ยวกับรถ EV จีนล้นตลาด

กฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD เกี่ยวกับภาพรวมของสถานการณ์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย กับผลกระทบจากปัญหาการผลิตรถ EV ที่ล้นเกินจากจีน ซึ่งทำให้ผู้ผลิตรถ EV สัญชาติจีนหลายค่าย ต้องหันมาระบายรถส่งขายในต่างประเทศ รวมถึงไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

กฤษฎา กล่าวอย่างชัดเจนว่า “ภาพจำแรกของรถ EV ในไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องของปัญหาการผลิตที่ล้นเกินในจีน แล้วจึงเล็งเป้ามาที่ไทย เพราะเดิมทีไทยเองก็มีแผนดึงดูดให้จีนเข้ามาลงทุนอยู่แล้ว”

 

ในช่วงที่ไทยเริ่มประกาศมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าระยะแรก หรือ แพ็กเกจ EV 3.0 เมื่อปี 2565 ขณะนั้น EV กำลังเป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตอย่างมาก และไทยเองเล็งเห็นโอกาสที่จะดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและ Supply Chain ที่เกี่ยวข้อง มาในไทย โดยในตอนนั้นยังไม่มีใครพูดถึงปัญหา การผลิตที่ล้นเกินของรถ EV เพราะเทรนด์ของโลกกำลังปรับเปลี่ยนเข้าสู่เทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบัน สถานการณ์ของโลกเปลี่ยนไปจากเดิม โดยที่ผ่านมา ทุกๆ ปี ยอดการผลิตรถ EV จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เช่น ในปี 2568 นี้ ไทยมีเป้าหมายตาม นโยบาย 30@30 ที่จะผลิตรถยนต์ EV ประมาณ 10% ของยอดการผลิตทั้งหมด หรือเทียบเท่าราว 225,000 คัน แต่ปีที่แล้ว ยอดการผลิตรวมทั้งหมดอยู่ที่ 1.4 ล้านคัน จึงยังไม่ใกล้เคียงเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ที่ราวๆ 2.25 ล้านคันภายในปี 2568 หมายความว่า ภาพรวมการเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตรถ EV ใน 3-4 ปีข้างหน้า อาจจะยังไม่เติบโตไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ แต่ในขณะเดียวกัน คาดการณ์ว่าจะมีรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยี ปลั๊กอินไฮบริด และ Range-Extended EV ที่ใช้เครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้า มาทำตลาดมากขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค และเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับใช้ไลน์การผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ กฤษฎามองว่า ต่อให้ไม่มีการเข้ามาของรถ EV อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยก็มีแนวโน้มยอดขายปรับลดลง ซึ่งเป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง โดยในส่วนของรถสันดาป โดยเฉพาะในส่วนของรถกระบะนั้น กำลังการซื้อของลดลง และการปล่อยสินเชื่อก็ไม่คล่องอย่างในช่วงที่ผ่านมา ด้วยความกังวลของสัดส่วนหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นผลโดยตรงมาจากปัญหาการผลิต

 

ค่ายรถ EV จีนทะลัก โอกาสของไทยคืออะไร?

 

ในมุมมองของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กฤษฎาคิดว่า มีโอกาสสำหรับไทยในการรับมือการเข้ามาของค่ายรถ EV จีน พร้อมทั้งนำเสนอให้ภาครัฐพิจารณานโยบายที่เสนอให้มีการร่วมทุนระหว่างนักลงทุนต่างชาติ กับซัพพลายเออร์ในประเทศ ในลักษณะที่เป็น Joint Venture มากขึ้น

 

โดยอาจมีการสร้างกฎระเบียบ เช่น ถ้าจะมาลงทุนในซัพพลายที่เป็นชิ้นส่วนรถยนต์ ควรเกิดการลงทุนร่วมกันกับซัพพลายเออร์ในประเทศที่มีอยู่ เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานไทย และถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกันมากขึ้น หรือถ้าอยากได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มขึ้น ก็ต้องมาลงทุนร่วมกับไทย ด้วยการทำเทรนนิ่ง ทำวิจัยกับไทย รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย สำหรับการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า เช่นสนับสนุนการผลิตและการใช้เครื่องอัดประจุไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ ด้วยมาตรฐาน มอก. ให้ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย เป็นต้น

The post สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยชี้ ยอดขายรถยนต์ไทยลดไม่ได้เป็นผลจากปัญหารถ EV จีนล้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ‘จีน’ บุกตลาดเดลิเวอรีไทย โต 600% ใน 3 ปี! https://thestandard.co/chinese-brands-expand-thai-food-delivery-market/ Wed, 19 Mar 2025 11:43:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1054002 แบรนด์จีน

การบุกตลาดครั้งใหญ่ของแบรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่มสัญช […]

The post แบรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ‘จีน’ บุกตลาดเดลิเวอรีไทย โต 600% ใน 3 ปี! appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบรนด์จีน

การบุกตลาดครั้งใหญ่ของแบรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่มสัญชาติจีนในประเทศไทยกำลังสร้างความน่าจับตาอย่างมาก ชนิดที่กะพริบตาทีเดียวก็เห็นร้านเหล่านี้อยู่ทั่วทุกพื้นที่ในระยะสายตา

 

ข้อมูลจาก LINE MAN เผยให้เห็นถึงคลื่นการเข้ามาของแบรนด์เหล่านี้ตั้งแต่ปี 2021 และการขยายสาขาออนไลน์บนแพลตฟอร์มก็พุ่งทะยานอย่างน่าตกใจถึง 600% ภายในปี 2024 ปัจจุบันมีทัพแบรนด์จีนกว่า 16 แบรนด์ พร้อมปักธงสาขารวมกันกว่า 500 แห่งทั่วผืนแผ่นดินไทย

 

และที่น่าจับตายิ่งกว่านั้น สอดคล้องกับรายงานจาก Nikkei Asia ที่ระบุว่าในช่วงเวลาเพียง 2 ปีที่ผ่านมา กองทัพแบรนด์จีนกว่า 60 แบรนด์ดัง ไม่ว่าจะเป็น MIXUE ผู้ครองบัลลังก์ร้านเครื่องดื่ม, Luckin Coffee เชนกาแฟสุดฮิต และ Haidilao ราชาแห่งชาบูหม้อไฟ เร่งเครื่องขยายสาขาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมกันกว่า 6,100 แห่ง ณ สิ้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2022

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง MIXUE ได้สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จอันมองข้ามไม่ได้บน LINE MAN ด้วยยอดสั่งซื้อที่ทะยานขึ้นถึง 20 เท่าในปี 2024 และกวาดตำแหน่งแบรนด์ที่มีจำนวนสาขามากที่สุดกว่า 300 แห่งทั่วประเทศไทย นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าแบรนด์จีนกำลังเข้ามาเขย่าตลาดอย่างแท้จริง

 

เบื้องหลังการรุกคืบครั้งนี้มีปัจจัยสำคัญ นั่นคือการแข่งขันที่ดุเดือดในสมรภูมิอาหารและเครื่องดื่มของจีนเอง ทำให้บรรดาบริษัทต่างต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดที่มีศักยภาพแต่ยังมีการแข่งขันไม่สูงนัก ซึ่งภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทยของเราก็กลายเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ที่น่าดึงดูดใจอย่างยิ่ง

 

อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่ความสำเร็จในตลาดไทยและอาเซียนก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แบรนด์เหล่านี้ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ตั้งแต่การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมและรสนิยมอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้บริโภคชาวไทย ไปจนถึงการต่อสู้กับบรรดาแบรนด์ท้องถิ่นที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว

 

ถึงแม้การไหลบ่าเข้ามาของแบรนด์จีนเหล่านี้อาจสร้างความหวั่นไหวให้กับผู้ประกอบการรายย่อยและแบรนด์ไทย แต่ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Momentum Works ตอกย้ำว่า ในที่สุดแล้วทุกภาคส่วนจะต้องปรับตัวและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะไม่มีผู้เล่นรายใดสามารถครองตลาดนี้ได้แต่เพียงผู้เดียวอย่างแน่นอน

 

ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ตลาดอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการแข่งขันที่ร้อนระอุยิ่งขึ้นจากการเข้ามาของคลื่นแบรนด์ต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแดนมังกร 

 

ไม่เช่นนั้นเราคงไม่พบร้านที่มีป้ายเป็น ‘ภาษาจีน’ ในทุกที่ที่เราไป ใช่หรือไม่?

 

The post แบรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ‘จีน’ บุกตลาดเดลิเวอรีไทย โต 600% ใน 3 ปี! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: หนทางไทยพลิกวิกฤต ‘คลื่นทุนจีน-สินค้าจีนทะลัก’ เป็นโอกาสได้อย่างไร | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-19032025-3/ Wed, 19 Mar 2025 08:00:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1053805 morning-wealth-19032025-3

หลังเปิดฉากสงครามการค้าตั้งแต่ปี 2018 จีนต้องหาตลาดระบา […]

The post ชมคลิป: หนทางไทยพลิกวิกฤต ‘คลื่นทุนจีน-สินค้าจีนทะลัก’ เป็นโอกาสได้อย่างไร | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-19032025-3

หลังเปิดฉากสงครามการค้าตั้งแต่ปี 2018 จีนต้องหาตลาดระบายสินค้าใหม่ และหนึ่งในเป้าหมายคือกลุ่มอาเซียน เมื่อไทยโดนกระทบหนักเช่นกัน ท่ามกลางความท้าทายที่ต้องตั้งรับให้ดี แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจมาพร้อมโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย จะมีอะไรบ้าง ติดตามได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: หนทางไทยพลิกวิกฤต ‘คลื่นทุนจีน-สินค้าจีนทะลัก’ เป็นโอกาสได้อย่างไร | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลื่นทุนจีน-สินค้าจีนทะลัก ถอดบทเรียนอาเซียน ไทยพลิกวิกฤตเป็นโอกาสอย่างไร? https://thestandard.co/chinese-products-flood-thai-economy-opportunities/ Tue, 18 Mar 2025 09:36:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1053548 กราฟแสดงการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้าจีนและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและมาตรการก […]

The post คลื่นทุนจีน-สินค้าจีนทะลัก ถอดบทเรียนอาเซียน ไทยพลิกวิกฤตเป็นโอกาสอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้าจีนและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและมาตรการกระตุ้นการส่งออกของรัฐบาลจีน ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์สินค้าจีนล้นตลาด (Overcapacity) และทะลักเข้าสู่ตลาดโลก ซึ่งรวมถึงตลาดในภูมิภาคอาเซียน อันเป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

 

การทุ่มตลาดของสินค้าจากจีนที่มีราคาถูกและต้นทุนต่ำ ทำให้ผู้ประกอบการในท้องถิ่นของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง หลายกรณีต้องปิดตัวไปเพราะสู้ไม่ไหว แน่นอนว่าท้ายที่สุด ปัญหานี้จะส่งผลลุกลามไปถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

ไทยและประเทศอาเซียนรับมือกับปัญหาสินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาอย่างไร ท่ามกลางความท้าทายจากการที่จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ และแรงกระตุ้นจากสงครามการค้าในยุคทรัมป์ 2.0 ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น 

 

นอกเหนือจากการฝ่าคลื่นความท้าทายจากสินค้าจีน คำถามใหญ่คือไทยจะพลิกวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างไร?

 

สงครามการค้า 1.0 จุดเริ่มต้นสินค้าจีนทะลัก

 

ปัญหาสินค้าจีนทะลัก เริ่มต้นมาตั้งแต่ยุค ‘ทรัมป์ 1.0’ หรือรัฐบาลสมัยแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยสหรัฐฯ เปิดฉากสงครามการค้าในปี 2018 ด้วยการขึ้นกำแพงภาษี ทำให้จีนต้องหาตลาดระบายสินค้าใหม่ และหนึ่งในเป้าหมายคือประเทศกำลังพัฒนาในกลุ่มอาเซียน

 

ในยุคไบเดน จีนเดินหน้าสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งเงินทุนและสินเชื่อ ส่งผลให้ภาคการผลิตเติบโตอย่างรวดเร็ว สวนทางกับภาคการบริโภคภายในประเทศที่ไม่กระเตื้องขึ้น สินเชื่อจำนวนมากไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมหลัก เช่น เหล็ก, EV, โซลาร์เซลล์, พลังงานสะอาด, และเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้จีนสามารถผลิตสินค้าออกมาได้ในปริมาณมาก และนำไปสู่ปัญหาสินค้าล้นตลาดและเกิดการทุ่มตลาดในต่างประเทศ

 

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอาเซียน โดยไทยกระทบหนัก เพราะราคาสินค้าจีนที่ถูกกดลงต่ำ ทำให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ยาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเหล็ก, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เฟอร์นิเจอร์, และเสื้อผ้า ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงผลกระทบจากการเข้ามาของสินค้าจีนจำนวนมหาศาล 

 

กราฟแสดงการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้าจีนและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย

 

อ้างอิง: บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX)

 

แรงกระตุ้นของสงครามการค้ายุคทรัมป์ 2.0

 

รศ. ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน อดีตอาจารย์เศรษฐศาสตร์การเมืองมหาวิทยาลัย National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) อธิบายว่า แรงกระตุ้นของสงครามการค้ายุคทรัมป์ 2.0 นั้นส่งผลกระทบทางอ้อมต่อปัญหาสินค้าจีนทะลัก เนื่องจากผู้ผลิตทางฝั่งจีนนั้น มีกำลังการผลิตที่ล้นเกินมาตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 

 

โดยก่อนวิกฤตโควิด เศรษฐกิจของจีนค่อนข้างดี มีการพูดถึงการเติบโตระดับ 8-10% เป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ในขณะที่ผู้ผลิตได้วางแผนการผลิตและลงทุนโรงงานไว้แล้ว ทำให้สินค้าคงเหลือเป็นจำนวนมาก และตัวเลขสินค้าคงคลังของจีนล้นทะลักมาตั้งแต่ช่วงโควิดแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

 

ผลที่ตามมาคือ สินค้าเหล่านี้มีโอกาสที่จะต้องหาตลาดใหม่ และแน่นอนว่า เมื่อพิจารณาประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะประเทศที่มีการลงนามในสัญญาการค้าเสรี และประเทศที่มีกฎระเบียบค่อนข้างเบา ซึ่งก็คือประเทศไทย ผลกระทบทางอ้อมจึงมีโอกาสเกิดขึ้นในปีนี้ค่อนข้างสูง

 

จีนพลิกแนวคิด ปัญหาอาจไม่สาหัส

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ให้ความเห็นในอีกมุมว่า แนวโน้มสงครามการค้ากับจีนที่อาจรุนแรงขึ้นจากท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 อาจไม่ส่งผลให้ปัญหาสินค้าจีนล้นตลาด เพิ่มความน่ากังวลมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยชี้ถึงหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เกิดขึ้น คือ ‘การเปลี่ยนแปลงในเชิงแนวคิด’ ของผู้นำจีน

 

ที่ผ่านมา จีนมุ่งเน้นการผลิตและส่งออกสินค้าไปนอกประเทศ ไม่เน้นกระตุ้นการบริโภคในประเทศมากนัก 

 

โดยหากมองจากท่าทีของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในอดีต คาดว่าอาจเป็นเพราะความกังวลว่า การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศมากเกินไป จะกลายเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนขี้เกียจในการแข่งขันทางการค้ากับประเทศอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ปิยศักดิ์ ชี้ว่าหนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญคือการที่จีนเริ่ม ‘เปลี่ยนท่าที’ หันมากระตุ้นการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น

 

โดยเมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา จีนได้ประกาศ ‘แผนปฏิบัติการพิเศษเพื่อกระตุ้นการบริโภค’ ซึ่งถือเป็นความพยายามสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศอย่างจริงจัง

 

ก่อนหน้านี้ ในการประชุม 2 สภา นายกรัฐมนตรีหลี่เฉียง ยังได้ส่งมอบรายงานประจำปีเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาล ซึ่งระบุว่า การกระตุ้นการบริโภค ถือเป็นภารกิจสำคัญสูงสุดสำหรับปีหน้า

 

หลี่เฉียง ยังกล่าวคำว่า “Prepare for changes unseen in a century.” ซึ่งถือเป็นคำพูดที่มีนัยมาก เพราะหมายความได้ว่า สงครามการค้าของโลกในสมัยทรัมป์ 2 จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบร้อยปี

 

“พูดง่ายๆ คือการที่ทรัมป์ทำสงครามการค้าครั้งนี้ คนที่ได้รับผลกระทบอาจจะกลับกลายเป็นสหรัฐฯ เอง แล้วก็อาจจะทำให้สหรัฐฯ สูญเสียความเป็นมหาอำนาจโลกที่ครองมายาวนานในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นมหาอำนาจโลก จีนก็ต้องขึ้นมาแทนที่ และสิ่งที่จะต้องเตรียมตัวก็คือ การที่ต้องทำเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น ฐานการบริโภคต้องมีมากขึ้น เพื่อมาทดแทนการส่งออกที่แย่ลง”

 

REUTERS : RC2VADARV4QA

 

สำหรับภาพใหญ่ที่เห็นได้ชัดจากการประชุม 2 สภาของจีนคือ

 

  • ตั้งเป้า GDP ขยายตัว 5% ต่อปี 
  • เพิ่มการขาดดุลการคลังขึ้น 4% สูงสุดในรอบ 3 ทศวรรษ และตั้งเป้าออกพันธบัตรระยะยาว 1.3 ล้านล้านหยวน
  • ลดเป้าหมายเงินเฟ้อเป็น 2% ครั้งแรกใน 2 ทศวรรษ
  • กระตุ้นการบริโภคในประเทศผ่านมาตรการต่างๆ เช่น รถเก่าแลกรถใหม่ การลดหย่อนทางภาษี, สนับสนุนเงินช่วยเหลือในการซื้อสินค้าใหม่, กระตุ้นอุตสาหกรรม AI EV การผลิตเครื่องบิน เรือ และธัญพืช

 

ทั้งหมดเป็นการปรับกลยุทธ์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความพร้อมของจีนสำหรับการเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่ง โดยหันมาเน้นการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น 

 

ข้อดีแม้ว่าจีนจะยังคงเน้นการส่งออก แต่การปรับเปลี่ยนทิศทางนี้อาจช่วยบรรเทาปัญหาการทุ่มตลาดลงได้บ้าง

 

ผลกระทบ SMEs ในอาเซียน

 

การทะลักเข้ามาของสินค้าจีนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ SMEs ในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม 

 

ราคาสินค้าจีนที่ต่ำกว่ามาก ซึ่งเป็นผลมาจาก Economy of Scale หรือการผลิตสินค้าในจำนวนมากและต้นทุนต่ำ อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน ทำให้ SMEs ในอาเซียนไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ส่งผลให้ธุรกิจท้องถิ่นจำนวนมากต้องปิดกิจการลง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแฟชั่นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีน เช่น Shein และ Temu ซึ่งนำไปสู่การลดลงของอัตราการจ้างงาน และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

 

นอกเหนือจากผลกระทบด้านราคาและการแข่งขันแล้ว สินค้าจีนที่เข้ามาในตลาดอาเซียนยังมีความเสี่ยงด้านคุณภาพ โดยปรากฏรายงานบ่อยครั้ง เกี่ยวกับสินค้าที่มีคุณภาพต่ำหรือไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งสร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคในภูมิภาค 

 

ไทยควรรับมืออย่างไร?

 

รายงาน ‘ผลกระทบจาก China Flooding ต่อภาคเศรษฐกิจของไทย’ ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เผยแพร่เมื่อปลายปี 2024 ระบุว่า อุตสาหกรรมหลักของไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการทะลักเข้ามาของสินค้าจีน ได้แก่อุตสาหกรรมโลหะ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และสิ่งทอ ซึ่งถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อภาคการผลิตไทย 

 

โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้ มีขนาด 1 ใน 4 ของภาคการผลิต และมีการจ้างงานในระบบประกันสังคมถึง 8 แสนคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของการจ้างงานในภาคการผลิตในระบบประกันสังคม จึงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และรัฐบาลควรพิจารณาการพัฒนาศักยภาพของประเทศในด้านการแข่งขัน ก่อนที่ผลกระทบจะเริ่มลุกลามกว่าในปัจจุบัน

 

แนวทางรับมือปัญหานี้ ถือเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและท้าทาย เพราะไทยอาจไม่สามารถใช้มาตรการกีดกันทางภาษีที่รุนแรงได้ เนื่องจากผลกระทบที่ตามมา ทั้งในเรื่องของการทูตและการผิดเงื่อนไขข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งไทยและจีนต่างเข้าร่วม

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมาตรการสกัดสินค้าจีนทะลักที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการอยู่ มี 5 มาตรการหลัก ได้แก่

 

  1. บังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ในการตรวจสอบสินค้านำเข้า ทั้งเรื่องพิกัดสินค้า, ภาษี, มาตรฐานสินค้า (มอก.) และใบอนุญาต (อย.) ตรวจสอบการขายสินค้าออนไลน์ที่ได้มาตรฐาน มีมาตรการเชิงรุกตรวจสอบผู้ประกอบการและป้องกันการทำธุรกิจของนอมินี

 

  1. ปรับปรุงกฎระเบียบ โดยให้แพลตฟอร์มต่างชาติที่ขายสินค้าในไทยต้องจดทะเบียนนิติบุคคลและมีสำนักงานในไทย และเพิ่มสินค้าควบคุมภายใต้มาตรฐานบังคับ (สมอ.)

 

  1. มีมาตรการทางภาษี โดยกำหนดให้ผู้ขายสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศและแพลตฟอร์มต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ขณะที่กรมการค้าต่างประเทศ จัดอบรมให้ความรู้กับภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบ

 

  1. ช่วยเหลือ SMEs ไทย ด้วยการพัฒนาศักยภาพ SMEs ด้านการผลิตและการทำธุรกิจ และส่งเสริมการส่งออกผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

 

  1. สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยส่งเสริมการค้าผ่านอีคอมเมิร์ซกับประเทศคู่ค้า เช่น จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าอีคอมเมิร์ซในภูมิภาค

 

ขณะที่ รศ. ดร.วีระยุทธ ให้ความเห็นว่า “มาตรการป้องกันปัญหาของรัฐบาล ที่เริ่มทำเมื่อปลายปี 2024 ถือว่าช้าไปพอสมควร เพราะเปรียบเทียบแล้วเหมือนกับ น้ำที่ทะลักออกมาจากเขื่อนแตก แต่เราเพิ่งจะหาอุปกรณ์มากั้นไม่ให้น้ำมันไหลแรงโดยไม่ได้สร้างกำแพงหรือทำอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราวในการป้องกัน”

 

สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้คือ ผู้ประกอบการไทยแทบทุกภาคอุตสาหกรรม ทั้งด้านดิจิทัล หรือแม้แต่ผลิตผลทางการเกษตรต่างก็เจ็บปวดร่วมกัน

 

ในเชิงมาตรการ แม้จะเห็นความพยายามที่เข้มข้นขึ้นจริง แต่เนื่องจากเหมือนเขื่อนแตก น้ำทะลักลงมา มาตรการป้องกันกำลังคนที่เพิ่มขึ้น สัดส่วนการตรวจตู้คอนเทนเนอร์ก็คงต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย มิฉะนั้นจะทำได้แค่เพิ่มจำนวนแต่เทียบไม่ได้เลยกับปริมาณสินค้าที่ไหลทะลักเข้ามา 

 

“ต้องบอกว่าต้องเพิ่มทั้งเรื่องกำลังคนและกฎระเบียบด้วย ยกตัวอย่างเช่น มาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม สมอ. มีแค่ 144 มาตรฐาน ซึ่งยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด นี่ไม่นับเรื่องกำลังคนว่าสามารถเข้าไปตรวจในแต่ละตู้คอนเทนเนอร์ที่เข้ามาได้แค่ไหน กี่เปอร์เซ็นต์ของสินค้าที่เข้ามามีมาตรฐานหรือไม่ ดังนั้นต้องบอกว่า ต้องเพิ่มทั้งเรื่องกำลังคนและกฎระเบียบ” 

 

เขายังเสนอว่า ยังมีมาตรการการค้าอื่นๆ ที่รัฐบาลแทบไม่เคยนำมาใช้ ตัวอย่างเช่น กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มีเครื่องมือหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือเครื่องมือต่อต้านการทุ่มตลาด (Anti-Dumping) หมายความว่า ถ้ามีการทุ่มตลาดเข้ามา โดยขายราคาต่ำกว่าทุนเพื่อตัดราคาสินค้าในประเทศนั้นๆ กระทรวงพาณิชย์สามารถใช้มาตรการตอบโต้ได้ 

 

หรืออีกอันคือมาตรการ Safe Guard หมายความว่าหากสัดส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้นมากจนเห็นสัดส่วนการนำเข้าสินค้าบางประเภทเข้ามาตีตลาดมากเป็นพิเศษจนทำลายสินค้าในประเทศ เราก็มีเครื่องมือ คือ Safe Guard หรือชื่อเต็มว่า ‘มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น’ ซึ่งหลายประเทศก็ใช้กัน แต่ไทยยังไม่เคยใช้ 

 

“หมายความว่าเราควรนำทางเลือกเชิงนโยบายทั้งหมดมาพิจารณา แล้วดูว่าจะใช้มาตรการใดกับประเทศใดจึงจะเหมาะสม ซึ่งยังไม่เคยมีการพูดคุยและวางยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน”

 

ด้าน ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย มองว่า รัฐบาลไทยจำเป็นต้องมีมาตรการในการดูแลปัญหาและลดผลกระทบ เพื่อให้ผู้ผลิตของไทยได้มีเวลาในการปรับตัว 

 

โดยภายใต้ภาวะสงครามการค้ารอบปัจจุบัน ที่มีแนวโน้มว่าแรงกดดันจากการเข้ามาของสินค้าจีนจะเพิ่มขึ้นอีก สิ่งที่ต้องทำในระยะเร่งด่วน คือต้องผลักดันให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ให้ผู้ผลิตสินค้าจากต่างชาติเข้ามาแข่งขันในกฎกติกาเดียวกันกับผู้ผลิตในประเทศ (Level Playing Field) เช่น เรื่องคุณภาพและมาตรฐานสินค้า การจัดตั้งธุรกิจของต่างชาติ การเสียภาษี VAT และภาษีนิติบุคคล รวมถึงการกำกับดูแลการค้าขายสินค้าทางออนไลน์ให้อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งในอีกแง่หนึ่งก็จะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคไปพร้อมกันด้วย 

 

นอกจากนี้ ยังควรเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับผู้ผลิตสินค้าของไทย เช่น ขยายตลาดใหม่ๆ ตลอดจนสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มโอกาสที่ไทยจะเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตของโลกได้ด้วยเช่นกัน 

 

รายงานของ ธปท. ยังได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหา ว่าจำเป็นต้องอาศัยนโยบายที่เหมาะสมและตรงจุด

 

โดยสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงจากการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในตลาดส่งออกให้กับจีน ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาจจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการหาตลาดใหม่ทดแทน 

 

ในขณะที่สินค้าที่มีความเสี่ยงจากตลาดในประเทศ ได้แก่ เหล็ก ปิโตรเคมี และเคมีภัณฑ์ อาจต้องการนโยบายจากภาครัฐในการปกป้องทางการค้าที่ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งจะมีส่วนช่วยปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศที่มีความเสี่ยงได้รับความเสียหายตามความเหมาะสม 

 

นอกจากนี้ การกำหนดมาตรฐานหรือคุณภาพสินค้านำเข้า รวมถึงมาตรการยกระดับความสามารถทางการผลิต (Production Capability) ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทานโลก พร้อมกับการลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม และพัฒนาศักยภาพแรงงานเพื่อการพัฒนาสู่การผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคการผลิตไทยในระยะยาว

 

เทียบโมเดลประเทศอาเซียน

 

สำหรับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน มีมาตรการที่แตกต่างกันเพื่อปกป้องผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมภายในของตน 

 

โดยอินโดนีเซียได้ใช้มาตรการที่เข้มงวด เช่น

 

  • ห้ามแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำอีคอมเมิร์ซโดยตรง เช่น การสั่งปิด TikTok Shop เพื่อป้องกันสินค้าจีนราคาถูกถล่มตลาด กระทบต่อผู้ค้ารายย่อยในท้องถิ่น
  • เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภท โดยเฉพาะสินค้าที่กระทบต่อ SMEs ในประเทศ
  • สนับสนุนสินค้าท้องถิ่นผ่านโครงการ ‘Bangga Buatan Indonesia’ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเลือกซื้อสินค้าในประเทศ

 

ในขณะที่เวียดนามเลือกใช้การออกกฎหมายในการป้องกันสินค้าจากจีนและปกป้องผู้ประกอบธุรกิจของตน ได้แก่

 

  • ออกกฎหมายให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องเสียภาษีเหมือนธุรกิจท้องถิ่น เพื่อป้องกันการเลี่ยงภาษี
  • เพิ่มข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และอาหารที่นำเข้าจากจีน
  • ส่งเสริมให้ธุรกิจในประเทศใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของเวียดนามแทนแพลตฟอร์มจีน

 

ส่วนมาเลเซียให้ความสำคัญกับการควบคุมสินค้าจีนผ่านมาตรฐานและคุณภาพ โดยออกข้อกำหนดมาตรฐานสินค้า เพื่อให้สินค้านำเข้าต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพ 

 

นอกจากนี้ยังพยายามผลักดันให้ธุรกิจ SMEs ปรับตัวสู่ดิจิทัล โดยให้เงินสนับสนุนแก่ธุรกิจที่ต้องการขยายสู่ตลาดออนไลน์

 

สำหรับฟิลิปปินส์ใช้กลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นกว่า ด้วยการใช้นโยบายภาษีนำเข้าแบบไดนามิก โดยจะปรับขึ้นภาษีสินค้าจีนที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งช่วยให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว 

 

อย่างไรก็ตาม ปราณีมองว่า การใช้มาตรการรับมือของประเทศต่างๆ แตกต่างกันไปตามบริบทและความเหมาะสมของแต่ละประเทศ 

 

ตัวอย่างเช่น อินโดนีเซีย ที่สามารถกำหนดมาตรการหลายอย่างได้พร้อมกัน อาจเป็นเพราะอำนาจต่อรองที่อินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน และเป็นแหล่งผลิตแร่นิกเกิลรายสำคัญของโลก 

 

แต่สำหรับไทย แม้จะใช้มาตรการตอบโต้ทางภาษีหรือ Anti-Dumping ภายใต้กรอบของ WTO ได้ แต่ยังดูแลได้เฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีการค้าขายอย่างไม่เป็นธรรม โดยอาจจะยังมีสินค้าอีกหลายกลุ่มที่ต้นทุนการผลิตของจีนต่ำกว่าไทย ซึ่งเมื่อประกอบกับช่องทางการค้าขายกับจีนที่สะดวกขึ้นทั้งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการขนส่ง จึงทำให้ผู้ผลิตของไทยไม่ทันได้มีเวลาปรับตัวและได้รับผลกระทบ 

 

หนทางไทย พลิก ‘วิกฤต’ เป็น ‘โอกาส’

 

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นในบทความแสดงความเห็นเรื่อง ‘ตั้งหลักให้ถูกในการรับมือคลื่นสินค้าและทุนจีน’ ที่เผยแพร่ทาง THE STANDARD ระบุว่า ปรากฏการณ์ไหลทะลักของคลื่นสินค้าและทุนจีน ด้านหนึ่งเป็นความท้าทายที่ต้องตั้งรับให้ดี แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มาพร้อมกับโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย 

 

เขาชี้ถึง 4 โอกาสสำคัญ ได้แก่ 

 

  1. การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เครื่องจักร และวัตถุดิบ ราคาถูกจากจีน ซึ่งรัฐบาลอาจตั้ง Taskforce ขึ้นมาอีกหนึ่งหน่วยที่จะรับผิดชอบเรื่องการวิเคราะห์ทำ Matching เทคโนโลยี เครื่องจักร และวัตถุดิบ จากจีนที่เหมาะสมเข้ากับภาคธุรกิจไทย

 

  1. การดึงดูดคลื่นการลงทุนจากจีน โดยพยายามดึงดูดทุนจีนที่มีคุณภาพและทุนจีนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์แห่งอนาคต และมุ่งเน้นผลลัพธ์ 2 ประการ คือการถ่ายทอดเทคโนโลยี กับการพยายามส่งเสริมให้ทุนจีนที่มาลงทุนใช้ห่วงโซ่การผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องหรือ Local Content ภายในประเทศไทยให้มากที่สุด 

 

  1. ส่งเสริมทุนไทยร่วมกับทุนจีนรุกตลาดอาเซียนภาคพื้น (ตลาด CLMV) ร่วมกัน โดยอาศัยฐานการผลิตในประเทศไทย ศักยภาพของตลาดผู้บริโภคในภูมิภาคที่ยังเติบโต และจุดแข็งในความเข้าใจกลไกธุรกิจและวัฒนธรรมของอาเซียนภาคพื้นของทุนไทย

 

  1. ใช้แพลตฟอร์มจีนรุกกลับเข้าในตลาดจีน โดยตลาดผู้บริโภคของจีนก็ยังคงเป็นตลาดที่มีขนาดมหึมาและมีพลังการบริโภคมหาศาล ซึ่งการใช้แพลตฟอร์มจีนรุกเข้าไปในตลาดจีนยังจะทำให้ผู้ประกอบการไทยและภาคนโยบายไทยได้เรียนรู้อุปสรรคทางการค้ากับจีน ซึ่งจะช่วยในการสื่อสารและเจรจากับจีน เพื่อผ่อนคลายอุปสรรคทางการค้าเหล่านั้นด้วย

 

ขณะที่ ดร.ปิยศักดิ์ มองว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นทั้ง ‘โอกาส’ และ ‘หนทาง’ ที่อาจช่วยบรรเทาปัญหาสินค้าจีนล้นตลาด คือการที่จีนเองก็ต้องการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ รวมถึงไทย เพื่อแสดงออกในฐานะตัวแทนประเทศกำลังพัฒนาที่ต่อกรกับการบูลลี่และเอารัดเอาเปรียบของรัฐบาลทรัมป์ 

 

เขาเชื่อว่า การที่จีนต้องการจะเป็นตัวแทนประเทศกำลังพัฒนา จะส่งผลให้ปัญหาการทุ่มตลาดของสินค้าจีนมายังไทยและประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ในระยะต่อไป ลดน้อยลง 

 

“ในเชิงภาพใหญ่ จีนก็อาจจะต้องการมุ่งเน้นการค้าเสรี และการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศกำลังพัฒนา เพื่อเป็นตัวแทนของประเทศกำลังพัฒนาในการรับมือสหรัฐฯ ซึ่งในสมัยของทรัมป์ คือกลายเป็นมหาอำนาจที่เอารัดเอาเปรียบประเทศอื่น ด้วยความที่จีนต้องการจะเป็นตัวแทนของประเทศกำลังพัฒนา การที่จะส่งสินค้ามาทุ่มตลาดในระยะต่อไปน่าจะลดลง” ดร.ปิยศักดิ์ กล่าว

 

หลังจากนี้ ภาพที่น่าจะปรากฏมากกว่า คือการเข้ามาลงทุนของจีนที่มากขึ้น โดยรัฐบาลไทยคงต้องจับตามองสิ่งที่จะตามมา ทั้งในเรื่องของ Supply Chain การจ้างงานคนไทย การใช้วัตถุดิบของไทยในการผลิต ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ 

 

ในขณะที่การกำหนดนโยบายของภาครัฐ อาจจะต้องส่งเสริมการลงทุนและกระตุ้นดีมานด์ในประเทศให้มากขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากมีผลต่อความต้องการเข้ามาลงทุน

 

แน่นอนว่าสินค้าจีนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจะส่งผลกระทบต่อ SMEs ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การเปลี่ยนแปลงแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภคของจีน รวมถึงการวางตัวเป็น ‘พี่ใหญ่’ ของประเทศกำลังพัฒนา อาจช่วยบรรเทาปัญหาให้ไทยได้ในระยะยาว 

 

อ้างอิง: 

The post คลื่นทุนจีน-สินค้าจีนทะลัก ถอดบทเรียนอาเซียน ไทยพลิกวิกฤตเป็นโอกาสอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุนจีนบุกหนัก แห่ซื้อที่ดินลงทุนใน EEC ดันราคาที่ดินพุ่งแรง แซงค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนช่วงโควิดระบาด https://thestandard.co/chinese-investment-eec/ Tue, 18 Mar 2025 02:28:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1053313 china EEC

REIC รายงานดัชนีราคาที่ดินเปล่าในพื้นที่ EEC ไตรมาส 4/6 […]

The post ทุนจีนบุกหนัก แห่ซื้อที่ดินลงทุนใน EEC ดันราคาที่ดินพุ่งแรง แซงค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนช่วงโควิดระบาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
china EEC

REIC รายงานดัชนีราคาที่ดินเปล่าในพื้นที่ EEC ไตรมาส 4/67 เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผลจากความต้องการที่ดินมาจากกลุ่มนักลงทุนจีนที่มีการย้ายฐานการผลิตมาไทย ด้าน WHA เดินหน้าขึ้นราคาขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม

 

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) รายงาน ‘ดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไตรมาสที่ 4/67’ พบว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีค่าดัชนีเท่ากับ 323.9 จุด เพิ่มขึ้น 26.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 9.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดในช่วง 5 ปี ระหว่างปี 2558-2562 ที่มีอัตราการปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14% ส่งผลให้ดัชนีราคาที่ดินเปล่าในพื้นที่จังหวัดชลบุรีมีค่าสูงที่สุดในพื้นที่ EEC โดยมีค่าเท่ากับ 447.6 จุด เพิ่มขึ้น 47.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 19.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า 

 

ดัชนีราคาที่ดินเปล่าในพื้นที่ EEC รายไตรมาสช่วงปี 2566-2567

ดัชนีราคาที่ดินเปล่าในพื้นที่ EEC รายไตรมาสช่วงปี 2566-2567

 

ซึ่งเป็นผลมาจากกลุ่มนักลงทุนจีนที่มีการย้ายฐานการผลิตมายังจังหวัดชลบุรีเพิ่มขึ้น และปัจจัยบวกจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการเปิดศูนย์บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ (Government All-Service Center) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนในการขอใบอนุญาตต่างๆ 

 

รองลงมา ได้แก่ จังหวัดระยอง มีค่าดัชนีเท่ากับ 203.6 จุด เพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า 

 

ส่วนพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรามีค่าดัชนีเท่ากับ 197.7 จุด เพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า 

 

ดัชนีราคาที่ดินเปล่าในพื้นที่ EEC ช่วงปี 2558-2562

 ดัชนีราคาที่ดินเปล่าในพื้นที่ EEC ช่วงปี 2558-2562

 

สถิติดัชนีราคาที่ดินเปล่าในพื้นที่ EEC ระหว่าง ปี 2558-2567

สถิติดัชนีราคาที่ดินเปล่าในพื้นที่ EEC ระหว่าง ปี 2558-2567 

 

หากพิจารณาเป็นรายทำเลพบว่า ทำเลที่มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มสูงสุด 5 อันดับแรก มีดังนี้ 

 

อันดับ 1 ได้แก่ ที่ดินในอำเภอแกลง จังหวัดระยอง มีราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 92.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เนื่องจากเป็นอำเภอที่มีการซื้อ-ขายที่ดินส่วนใหญ่ เพื่อพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยรองรับประชากรที่เข้ามาทำงานในนิคมอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว

 

อันดับ 2 ได้แก่ ที่ดินในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี มีราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 50.6% เป็นอำเภอที่ตั้งของเมืองพัทยา ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักของจังหวัด โดยที่ดินส่วนใหญ่นำมาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมและโรงแรมสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

อันดับ 3 ได้แก่ ที่ดินในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มีราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 47.6% ที่ดินส่วนใหญ่นำไปพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยรองรับคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาทำงานในนิคมอุตสาหกรรมและท่องเที่ยว

 

อันดับ 4 ได้แก่ ที่ดินในอำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา มีราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 27.5%

 

อันดับ 5 ได้แก่ ที่ดินในอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี มีราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 1.8%

 

ตารางแสดงดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในพื้นที่ EEC ไตรมาส 4/67

 

เปิด 5 ทำเลใน EEC ที่มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มสูงสุด 5 อันดับแรก

เปิด 5 ทำเลใน EEC ที่มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มสูงสุด 5 อันดับแรก

 

WHA ลุยขึ้นราคาขายที่ดินใน EEC ปีนี้ 10-15% หลังดีมานด์พุ่ง

 

ด้าน จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในช่วงต้นปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทมีการปรับราคาขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมขึ้นประมาณ 10-15% ซึ่งหลักตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ EEC โดยถือเป็นอัตราการปรับเพิ่มขึ้นที่มากกว่าระดับปกติในอดีต ซึ่งจะมีการปรับขึ้นราคาขายประมาณ 1-2% ต่อปี

 

จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA

จรีพร จารุกรสกุล

ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA

 

“ช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีการปรับขายที่ดินเพิ่มขึ้นมาก โดยในปี 2567 ราคาโอนขายที่ดินสูงขึ้นถึง 19% จากปี 2566 โดยมาจากการปรับราคาขายขึ้นจำนวน 2 ครั้งในปี 2024 มาจากดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนที่ดินของที่ดินใหม่ที่มีราคาสูงขึ้นด้วย แต่ภาพรวมถือว่าทำราคาที่ดินได้ดี เพราะปีที่แล้วเราทำ EBITDA Margin ได้ถึง 66% ส่วนปีนี้มั่นใจว่าจะทำได้เกิน 45% และเชื่อมั่นว่าธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมจะดีต่อเนื่องในช่วง 3-4 ปีข้างหน้านี้”

 

ทั้งนี้ ในปีนี้ WHA ตั้งเป้ายอดขายที่ดินรวมไว้ที่ 2,350 ไร่ แบ่งเป็นในไทย 1,700 ไร่ และเวียดนามอีก 650 ไร่ โดยมุ่งเน้นการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง 

 

“ระยะหลังเห็นความต้องการของลูกค้าจะซื้อที่ดินแปลงใหญ่ขึ้นอยู่ที่ราว 400-1,000 ไร่ต่อราย เปลี่ยจากภาพเดิมในอดีตที่จะต่ำกว่า 100 ไร่ต่อราย”

 

สำหรับกลุ่มลูกค้า 3 อันดับแรกขณะที่มีดีมานด์เข้ามาลงทุนซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมของบริษัทมีดังนี้ 

 

อันดับที่ 1 จีน

อันดับที่ 2 สหรัฐฯ 

อันดับที่ 3 ญี่ปุ่น ที่เริ่มทยอยกลับมาลงทุนเพิ่มขึ้น รวมทั้งกลุ่มนักลงทุนไต้หวันที่มีแนวโน้มการลงทุนเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

 

โดยอุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนมีความหลากหลาย ทั้งอุตสาหกรรมกลุ่มเทคโนโลยี ผู้ผลิตแบตเตอรี่ในกลุ่มยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คอนซูเมอร์ และอื่นๆ ซึ่งจะยังมีความต้องการที่ดีต่อเนื่อง

 

จรีพรกล่าวต่อว่า ปัจจัยที่สนับสนุนให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มเข้ามาประเทศเพิ่มขึ้นมาจากต้องการกระจายความเสี่ยงย้ายฐานการผลิตออกจากจีน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสถานการณ์สงครามการค้า (Trade War) ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น อีกทั้งในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ยังมีความต้องการของลูกค้าต่างชาติที่ยังดีต่อเนื่อง โดยปัจจุบันที่ดินที่กำลังเจรจาและมีหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) เป็นหลักพันไร่ อีกทั้งในช่วงไตรมาส 4/67 มียอดขายที่ดินรอโอน (Backlog) ประมาณ 1,500 ไร่ที่รอจะโอนในปีนี้

 

ภาพ: zmotions / Shutterstock, Pornprasit Panada / Shutterstock

The post ทุนจีนบุกหนัก แห่ซื้อที่ดินลงทุนใน EEC ดันราคาที่ดินพุ่งแรง แซงค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนช่วงโควิดระบาด appeared first on THE STANDARD.

]]>