Chelsea Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/chelsea/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 01 Dec 2025 08:17:01 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Painful lessons บทเรียนจากความเจ็บปวด ที่เปลี่ยนรีซ เจมส์ให้เป็นคนใหม่ https://thestandard.co/lessons-change-reece-james/ Mon, 01 Dec 2025 08:17:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1150217 Painful lessons บทเรียนจากความเจ็บปวด ที่เปลี่ยน รีซ เจมส์ให้เป็นคนใหม่

ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วเชลซีจะไม่สามารถคว้าชัยชนะ เก็บ 3 ค […]

The post Painful lessons บทเรียนจากความเจ็บปวด ที่เปลี่ยนรีซ เจมส์ให้เป็นคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Painful lessons บทเรียนจากความเจ็บปวด ที่เปลี่ยน รีซ เจมส์ให้เป็นคนใหม่

ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วเชลซีจะไม่สามารถคว้าชัยชนะ เก็บ 3 คะแนนเพื่อไล่บี้จ่าฝูงอย่างอาร์เซนอลได้ แต่สำหรับแฟนๆ ‘สิงห์บลูส์’ ทั้งที่ดูอยู่ที่เดอะ บริดจ์ และอีกหลายล้านคนที่นั่งเชียร์อยู่ที่หน้าจอที่บ้าน น่าจะรู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ได้เห็น

 

เพราะแม้จะเสียเปรียบ จำนวนตัวผู้เล่นตั้งแต่ยังไม่จบครึ่งหลัง จากใบแดงราคาแพงของมอยเซส ไคเซโด กองกลางฮาร์ดแมนตัวสำคัญของทีม แต่เชลซีที่เหลือ 10 คน นอกจากจะยันทีมจ่าฝูงที่กำลังร้อนแรงที่สุดได้จนจบเกม (แถมได้ประตูขึ้นนำก่อนด้วย) ยังยืนหยัดแลกหมัดสู้ได้อย่างสง่าผ่าเผย

 

หนึ่งในหัวใจสำคัญของเรื่องราวคือฟอร์มการเล่นในระดับที่พรีเมียร์ลีกยกย่องว่าเป็น ‘Masterclass’ ของรีซ เจมส์ กัปตันทีมวัย 25 ปี ที่รับบทหนักทั้งในการทำหน้าที่เกมรับที่แดนกลางแทนไคเซโด และบัญชาทีมเพื่อต่อกรกับนักเตะระดับท็อปอย่าง เดแคลน ไรซ์, มาร์ติน ซูบิเมนดี, มิเกล เมริโน, เอเรเบชี เอเซ และมาร์ติน โอเดอการ์ดได้อย่างน่าดูชม

 

นี่คือฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดของเจมส์ในรอบหลายปีที่ผ่านมาก็ว่าได้ เรียกว่าเต็ม 10 ต้องได้ 10 เท่านั้น

 

เพียงแต่การกลับมาของ ‘Captain Fantastic’ แห่งเชลซีคนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงช่วงเวลาที่เกิดอาการบาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำอีกที่กล้ามเนื้อด้านหลังโคนขา (แฮมสตริง) จนหลายคนกังวลว่าเราอาจจะสูญเสียนักเตะฝีเท้าดีไปอีกคนเพราะอาการบาดเจ็บเรื้อรัง

 

เจมส์ กลับมาได้อย่างไร และเขาเติบโต เปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไรบ้าง?

 

Painful lessons บทเรียนจากความเจ็บปวด ที่เปลี่ยน รีซ เจมส์ให้เป็นคนใหม่ 2

 

“รีซเล่นได้อย่างมหัศจรรย์ เขาเป็นนักเตะในระดับสุดยอด” เอ็นโซ มาเรสกา นายใหญ่ของเชลซี กล่าวชื่นชมผลงานของกัปตันทีมคนเก่ง

 

ในเกมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เจมส์ลงสนามเต็มเกมครบ 90 นาที และเป็นคีย์แมนในแดนกลางที่นอกจากจะเป็นกำลังหลักในการต้านทานเกมรุกของอาร์เซนอล ทำลายจังหวะการเล่นไม่ให้จ่าฝูงหาช่องจู่โจมได้สะดวกเพราะได้เปรียบตัวผู้เล่นแล้ว ยังทำหน้าที่ในการสร้างจังหวะเกม ลำเลียงบอล ไปจนถึงเปิดบอลอย่างแม่นยำ

 

ย้ำว่าเชลซีต้องแบกความเสียบเปรียบเรื่องจำนวนผู้เล่นนานถึงเกือบครบชั่วโมง หรือ 2 ใน 3 ของเกม ซึ่งอย่าว่าแต่การเจอทีมระดับใกล้เคียงหรือเหนือกว่าเลย ต่อให้เจอทีมที่ระดับฝีเท้าเป็นรองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรับมือไหว

 

แต่เชลซีสู้กับอาร์เซนอลได้อย่างเร้าใจ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะพวกเขามี ‘Leader’ ที่ยอดเยี่ยมอย่าง เจมส์ ที่แสดงความเป็นผู้นำผ่านการกระทำมากกว่าคำพูด

 

เข้าสุดทุกจังหวะ สู้ทุกจังหวะ ดันเกมขึ้นทุกจังหวะที่มีโอกาส พลังงานเหล่านี้ถูกส่งต่อถึงลูกทีมในสนามทุกคน นักเตะเชลซีจึงเล่นด้วยความฮึกเหิมและแลกหมัดกับอาร์เซนอลได้แบบชนิดดูแทบไม่ออกว่าพวกเขาเหลือตัวผู้เล่นน้อยกว่า

 

นอกจากความใจสู้แล้ว อีกสิ่งที่สำคัญคือดูเหมือนเจมส์จะกลับมามีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์ที่สุดอีกครั้ง

 

เรื่องนี้ต้องยกให้เป็นความดีความชอบพิเศษของหลายฝ่ายที่ร่วมมือกัน

 

Painful lessons บทเรียนจากความเจ็บปวด ที่เปลี่ยน รีซ เจมส์ให้เป็นคนใหม่ 3

 

คนแรกที่อยู่เบื้องหลังการฟื้นฟูและถนอมสภาพร่างกายของเจมส์คือ ไบรซ์ คาวานาห์ Performance director ของสโมสร

 

อีกคนคือ เคร็ก โรเบิร์ตส Medical director ผู้ตรวจเช็ก ประเมิน และส่งข้อมูลให้กับโค้ชอย่าง เอ็นโซ มาเรสกา ตัดสินใจว่าใครสามารถลงสนามได้หรือไม่ได้บ้าง

 

งานปกติของทั้งสองนั้นคือการทำงานร่วมกันในการดูแลสภาพร่างกายของนักเตะเชลซีให้มีสภาพร่างกายที่ดีที่สุด พร้อมที่สุด สมบูรณ์ที่สุด แต่ในกรณีของเจมส์ ซึ่งเป็นกัปตันทีมนั้นอาจจะบอกว่าต้องใช้การดูแลเป็นพิเศษ

 

เพราะนี่คือนักเตะที่นับตั้งแต่ลงเปิดตัวในปี 2019 เขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่บาดเจ็บและพลาดการลงสนามมากที่สุดของสโมส หรือของพรีเมียร์ลีก

 

สิ่งที่ทำให้ทั้งสองประเมินได้คือข้อมูลจากฝ่ายวิเคราะห์ที่ติดตามข้อมูลร่างกายของผู้เล่นทุกอย่าง ซึ่งข้อมูลที่เก็บอย่างละเอียดเหล่านี้ นำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันได้ว่าจะดูแลสภาพร่างกายของนักเตะอย่างไร วิ่งไปแล้วเท่านี้ หากให้ลงต่อจะได้กี่นาที หรือควรจะพักก่อน

 

ความใส่ใจในรายละเอียดทำให้เชลซีเปลี่ยนจากทีมที่มีสถิติอาการบาดเจ็บเลวร้ายที่สุดในพรีเมียร์ลีก เป็นทีมที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บน้อยที่สุด

 

ในกรณีของเจมส์นั้นเจ้าตัวบอกว่า “ทีมหลังบ้านช่วยเหลือผมอย่างมาก พวกเขารู้ดีว่าพวกเขาคือใคร ที่สโมสรผมจะมีคนที่ผมทำงานด้วยอย่างใกล้ชิด เขามีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยให้ผมฟิตลงสนามได้”

 

จากคนที่บาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอดเวลา ด้วยแนวทางใหม่ทำให้เจมส์ไม่มีอาการบาดเจ็บเลยตลอดช่วงระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา ในวงเล็บว่าเงื่อนไขสำคัญคือการที่มาเรสกา ห้ามใช้งานเจมส์มากกว่า 1 นัดต่อสัปดาห์ (เงื่อนไขเดียวกับสายเปราะอย่าง เวสลีย์ โฟฟานา และโรเมโอ ลาเวีย)

 

เงื่อนไขนี้ทำให้เขาปราศจากอาการบาดเจ็บอย่างสิ้นเชิงในฤดูกาลที่แล้ว และกลับมามีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะลงเล่นต่อเนื่องได้ในฤดูกาลนี้

 

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เจมส์ลงเล่น 45 นาทีแรกในเกมที่พบกับเบิร์นลีย์ ต่อด้วยลงสนามอีก 82 นาทีในเกมกับบาร์เซโลนา และล่าสุดคือลงเต็มเกมในการเจอกับอาร์เซนอล

 

Painful lessons บทเรียนจากความเจ็บปวด ที่เปลี่ยน รีซ เจมส์ให้เป็นคนใหม่ 4

 

อย่างไรก็ดีเรื่องร่างกายไม่ใช่อย่างเดียวที่มีการเปลี่ยนแปลง ในแง่ของ ‘บทบาท’ และ ‘ตำแหน่ง’ ก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน

 

จากการแจ้งเกิดในฐานะแบ็กขวา ไปจนถึงวิงแบ็กขวา และบางครั้งรับบทเซ็นเตอร์ฮาล์ฟฝั่งขวา เวลานี้เจมส์ กำลังแจ้งเกิดในฐานะของกองกลางทางฝั่งขวาของเชลซีอย่างเต็มตัวโดยเล่นร่วมกับไคเซโด และเอ็นโซ เฟอร์นันเดส

 

ความจริงเรื่องการโยกย้ายตำแหน่งไปเรื่อยไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเจมส์เป็นนักเตะที่มีคุณสมบัติที่ดีติดตัวอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเร็วที่จัดจ้านพอตัว ทักษะการเล่นดี การครองบอลดี เลี้ยงบอลดี อ่านเกมดี และโดยเฉพาะทีเด็ดอย่างการครอสบอลที่มีประสิทธิภาพและอันตรายไม่แพ้ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ คู่แข่งในตำแหน่งแบ็กขวาทีมชาติอังกฤษเลย

 

ความอเนกประสงค์ทำให้เขาเล่นได้หลายตำแหน่ง จนบางครั้งก็สับสนเหมือนกันว่าจะไปอยู่ตรงไหนดี

 

แต่การที่บอสอย่างมาเรสกา จับลงเล่นในตำแหน่งกองกลางดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพร่างกายและการเติบโตของเจมส์

 

ปกติแล้วการเล่นในตำแหน่งตัวริมเส้นนั้นใช้พละกำลังและร่างกายอย่างหนักหน่วง ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาประสบปัญหาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อตลอดเวลา ซึ่งเป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่าต่อให้เขาเล่นได้ แต่ร่างกายรับไม่ไหว

 

การปรับมายืนตรงกลางช่วยลดภาระในส่วนนี้ลงได้มาก โดยที่ไม่ได้ลดทอนคุณค่าในตัวของเจมส์ลงไป เขายังตัดบอลได้อย่างยอดเยี่ยม แข็งแกร่ง และสร้างสรรค์เกมได้ในรูปแบบที่แตกต่าง

 

มากกว่านั้นคือการที่เจมส์ เรียนรู้วิธีการเล่นที่จะถนอมกำลังและร่างกายด้วย ไม่ได้วิ่งพล่านไปมาเกินจำเป็น และไม่ได้ใส่สุดจนเป็นภาระต่อร่างกายที่เปราะบาง การเล่นของเขาเติบโต (Mature) เป็นการเล่นด้วยสมอง อ่านเกมอย่างเด็ดขาด และพัฒนาเรื่องของการตัดสินใจ

 

ที่สำคัญที่สุดคือบทบาทความเป็น ‘ผู้นำ’ ของทีม ที่ไม่ได้เอาปลอกแขนกัปตันทีมมาสวมเฉยๆ ให้ดูโก้

 

เจมส์ ไม่ได้เป็นคนที่ชอบพูดเยอะ แต่เขาเป็นผู้นำด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดี (Lead by example) ทั้งความมุ่งมั่นทุ่มเทในสนาม ความเยือกเย็นในการรับมือกับสถานการณ์กดดัน ไปจนถึงหัวใจนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ไม่ว่าจะต้องเจอกับอะไรก็ตาม

 

สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เชลซี สามารถต้านทานอาร์เซนอล ที่กำลังมั่นใจในขุมกำลังของทีมได้

 

และหากจะมีใครสักคนที่เป็น ‘เสาหลัก’ ค้ำยันเชลซีให้มีโอกาสลุ้นประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้

 

รีซ เจมส์คือคนนั้น

 

และเป็นไปได้ที่เขาอาจจะกลายเป็น ‘มิสเตอร์เชลซี’ คนใหม่ ในแบบเดียวกับที่จอห์น เทอร์รี เคยเป็นให้ทีมเมื่อนานมาแล้ว

 

อ้างอิง

The post Painful lessons บทเรียนจากความเจ็บปวด ที่เปลี่ยนรีซ เจมส์ให้เป็นคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Open play vs. Set piece วิเคราะห์เทรนด์พรีเมียร์ลีกผ่านเลขเด็ด 3 ตัว https://thestandard.co/premier-league-open-play-drop-set-piece-rise/ Fri, 21 Nov 2025 10:03:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1145924 Open play vs. Set piece วิเคราะห์เทรนด์ พรีเมียร์ลีก ผ่านเลขเด็ด 3 ตัว

หนึ่งในประเด็นใหญ่ของวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ […]

The post Open play vs. Set piece วิเคราะห์เทรนด์พรีเมียร์ลีกผ่านเลขเด็ด 3 ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Open play vs. Set piece วิเคราะห์เทรนด์ พรีเมียร์ลีก ผ่านเลขเด็ด 3 ตัว

หนึ่งในประเด็นใหญ่ของวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ (2025/26) ที่ชวนคุยกันสนุกที่สุดคือตกลงแล้วลีกลูกหนังที่ใหญ่ที่สุดของโลกดูสนุกน้อยลงหรือเปล่า

 

และเหตุผลของมันเป็นเพราะจำนวนประตูจากการเล่นจังหวะเปิด หรือที่เรียกว่า ‘Open-play goal’ มันน้อยลงและถูกแทนที่ด้วยจำนวนประตูจากลูกตั้งเตะ (Set piece) หรือเปล่า?

 

ก่อนจะไปลงในรายละเอียด ขออนุญาตให้เลขเด็ด 3 ตัว

 

301, 39 และ 21

 

มา! มาวิเคราะห์เรื่องนี้กัน

 

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 2025/26 ผ่านมาจนถึงตอนนี้ 11 นัดด้วยกัน แน่นอนว่ามันไวเกินไปหากเราจะใช้สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจนถึง ณ เข็มนาฬิกาเดินไปเป็นข้อสรุปที่ชัดเจน

 

อย่างไรก็ดีมันมีสถิติตัวเลขบางอย่างที่น่าสนใจและน่าตกใจในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับตัวเลขในฤดูกาลที่แล้วที่จะทำให้เราสามารถมองเห็นภาพกว้างได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

 

ตัวเลขสถิติแรกที่จะหยิบยกขึ้นมาคือ ‘301’

 

301 คือจำนวนประตูจาก 110 นัดแมตช์แรกของพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025/26 ที่คิดเป็นค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.74 ประตูต่อเกม ซึ่งเหมือนจะไม่น้อย

 

แต่เมื่อเทียบกับจำนวนประตูในฤดูกาลที่แล้ว (2024/25) ที่มีการยิงไป 314 ประตูจาก 110 แมตช์แรกของฤดูกาลก็จะเห็นว่าจำนวนประตูลดลงไป 13 ประตู โดยที่หากตัวเลขสถิตินี้ดำเนินต่อไปจนจบฤดูกาล แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นคือนี่จะเป็นฤดูกาลที่พรีเมียร์ลีกทำประตูกันน้อยที่สุดในรอบ 5 ปีหลัง โดยมีโอกาสจะน้อยกว่าในฤดูกาล 2020/21 ที่มีค่าเฉลี่ยทำประตูที่ 2.69 ประตูต่อเกม (อย่าลืมว่าเป็นช่วงโควิด-19)

 

และในจำนวนนี้ จำนวนประตูจากการเล่น Open play ยังลดลงจาก 235 ประตูเหลือแค่ 196 ประตู หรือลดลงไป 39 ประตู (เลขเด็ดตัวที่ 2 ที่บอกไว้ในตอนต้น)

 

Open play vs. Set piece วิเคราะห์เทรนด์ พรีเมียร์ลีก ผ่านเลขเด็ด 3 ตัว 1

 

อย่างไรก็ดีตัวเลขสถิตินี้ยังไม่น่าตกใจเท่ากับตัวเลขสถิติโอกาสยิงประตู (Shots)

 

จาก 11 นัดแรกของฤดูกาล โอกาสในการทำประตูของทั้ง 20 ทีมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากฤดูกาลที่แล้ว 2,955 ครั้งเหลือแค่ 2,594 ครั้ง หรือโอกาสในการลุ้นประตูลดลงไปถึง 361 ครั้ง

 

ทีนี้ถ้าเจาะไปที่โอกาสการยิงจากจังหวะ Open play ยิ่งลดลงไปอีก โดยจากฤดูกาลก่อนที่มีโอกาสยิง 2,110 ครั้ง เหลือเพียงแค่ 1,740 ครั้ง หายไปถึง 370 ครั้ง!

 

ตามสถิติดังกล่าว ถูกวิเคราะห์ว่ามีโอกาสที่จำนวนประตูจากจังหวะ Open play ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่เกมละ 1.78 ลูก อาจจะลดลงไปต่ำกว่าในฤดูกาล 2009/10 ซึ่งเป็นปีที่มีการยิงประตูแบบ Open play ต่ำที่สุดของพรีเมียร์ลีกที่ 1.76 ประตูต่อเกม

 

ทั้งหมดนี้อาจจะแปลได้ความหมายที่เข้าใจง่ายว่า พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้มีแนวโน้มที่จำนวนการทำประตูจากลูก Open play จะลดลง ซึ่งก็มาจากการโอกาสยิงประตูที่ลดน้อยลงจากจังหวะเปิดนั้นลดลงอย่างมาก

 

Open play vs. Set piece วิเคราะห์เทรนด์ พรีเมียร์ลีก ผ่านเลขเด็ด 3 ตัว 2

 

แต่มันไม่ได้หมายความว่าโอกาสที่หายไปมันจะเทิร์นไปเป็นโอกาสของลูกตั้งเตะทั้งหมด!

 

ตามสถิติแล้วโอกาสการลุ้นทำประตูจากลูกเซ็ตพีซจาก 11 เกมแรกของฤดูกาลนี้ เพิ่มจาก 826 ครั้งในฤดูกาลที่แล้ว มาเป็น 828 ครั้งในฤดูกาลนี้ หรือเพิ่มเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น

 

ขณะที่ลูกจุดโทษจาก 11 นัดแรกเพิ่มจาก 19 ประตูเป็น 26 ประตู

 

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างน่าสนใจมากกว่าอาจจะเป็นเรื่องของ ‘ประสิทธิภาพ’ (Effective) ของการได้ประตูจากลูกเซ็ตเพลย์ที่จับสัญญาณน่าสนใจได้

 

จำนวนประตูที่เกิดจากจังหวะเซ็ตพีซใน 11 นัดแรกของฤดูกาล 2025/26 เพิ่มจาก 64 เป็น 85 ประตู หรือ 21 ประตู (เลขเด็ดตัวสุดท้าย)

 

แน่นอน ทีมที่เป็น ‘พระราชา’ ของลูกเซ็ตเพลย์ยังคงเป็นอาร์เซนอลเจ้าเก่า ที่ไม่ใช่แค่รักษามาตรฐานเดิมได้เท่านั้น แต่ยังทำได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีก

 

จากตัวเลข 5 ประตูใน 11 นัดแรกของฤดูกาลที่แล้ว ในฤดูกาลนี้อาร์เซนอลได้ประตูจากลูกเซตเพลย์ถึง 10 ประตู เพิ่มขึ้นจากเดิม 5 ประตูหรือเรียกว่า ‘เท่าตัว’ โดยที่จำนวนประตูจากจังหวะลูกตั้งเตะแบบนี้คิดเป็นจำนวนถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประตูที่อาร์เซนอลได้ (ทั้งหมด 20 ประตู)

 

แต่อาร์เซนอลไม่ได้เป็นทีมเดียวที่ทำได้ยอดเยี่ยมในเรื่องนี้

 

เชลซี ทำได้ดียิ่งกว่าอาร์เซนอลด้วยในเชิงสถิติ จากที่ได้ประตูด้วยลูกตั้งเตะ 3 ประตูใน 11 นัดแรกของฤดูกาลที่แล้ว ฤดูกาลนี้พวกเขาได้ถึง 8 ประตู เรียกว่าเพิ่มมากกว่าเท่าตัวเลยทีเดียว

 

Open play vs. Set piece วิเคราะห์เทรนด์ พรีเมียร์ลีก ผ่านเลขเด็ด 3 ตัว 3

 

อีกทีมที่ดีแบบเซอร์ไพรส์คือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทำประตูจากจังหวะแบบนี้ได้เพิ่มขึ้นเท่าตัวเช่นกัน จาก 4 ประตูในฤดูกาลที่แล้วสู่ 8 ประตูในฤดูกาลนี้ ขณะที่ทีมอย่างเซาแธมป์ตัน,​ ซันเดอร์แลนด์ และฟูแลม เองก็ทำประตูจากลูกเซ็ตเพลย์ได้เพิ่มจากเดิม 3 ประตูด้วยกัน

 

ขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ประตูจากลูกเซตพีซน้อยลง จากที่เคยได้ 4 ประตูใน 11 นัดแรกของฤดูกาลก่อน ในฤดูกาลนี้พวกเขาทำได้เพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้น เพียงแต่ในทางตรงกันข้ามทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอลา คือทีมที่ได้ประตูเพิ่มจากจังหวะ Open play มากที่สุดถึง 5 ประตู (จาก 17 เป็น 22) รองลงมาคือแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ได้ประตูจากจังหวะเกมเปิดจาก 7 เป็น 10 ประตู (ไม่เบานะรูเบน อโมริม!)

 

ในภาพรวมแล้วทีมที่ได้ประตูจากลูกตั้งเตะมากกว่าจังหวะ Open play มีทั้งหมด 6 ทีมด้วยกัน ประกอบไปด้วย อาร์เซนอล, เชลซี, ฟูแลม, นิวคาสเซิล, ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และเวสต์แฮม ส่วนแมนฯ ซิตี เป็นทีมเดียวที่กลับมาโฟกัสกับการเล่นและได้ประตูจาก Open play มากที่สุด

 

ย้ำอีกทีว่านี่เป็นตัวเลขสถิติที่ยังไม่สามารถเป็น ‘ข้อสรุป’ ที่ชัดเจนได้เพราะยังไม่จบฤดูกาล

 

แต่อย่างน้อยมันก็พอจะบ่งบอก ‘เทรนด์’ ได้อยู่ว่าพรีเมียร์ลีกในเวลานี้เป็นอย่างไร ที่ผ่านมามีการพูดกันบ้างว่า ตอนนี้พรีเมียร์ลีกไปเดินตามรอยของ NFL ในการเน้นจังหวะเซ็ตพีซที่มีกลยุทธ์มากกว่าจะให้ความสำคัญกับการเล่นฟุตบอลแบบปกติที่เคยเป็น

 

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ชวนคุยกันได้ในวงสนทนา ส่วนคำถามสำคัญว่ามันสนุกน้อยลงจริงไหม อันนี้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของแต่ละคน

 

สำหรับผู้เขียนเองพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้สนุกน้อยจริง แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องกลยุทธ์การเล่นสักเท่าไร

 

เกี่ยวกับแชมป์เก่าที่แหกโค้งหลุดวงโคจรเร็วเกิ๊นล้วนๆ! (แฮ่)

 

อ้างอิง

 

The post Open play vs. Set piece วิเคราะห์เทรนด์พรีเมียร์ลีกผ่านเลขเด็ด 3 ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nike Football x Palace เปิดตัวคอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 https://thestandard.co/nike-palace-early-2000s/ Tue, 28 Oct 2025 04:05:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1136374 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000

Nike Football จับมือกับ Palace เปิดตัวคอลเลกชัน P90 ผลง […]

The post Nike Football x Palace เปิดตัวคอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000

Nike Football จับมือกับ Palace เปิดตัวคอลเลกชัน P90 ผลงานสุดพิเศษที่เป็นการคารวะต่อวัฒนธรรมฟุตบอลยุคต้นปี 2000 ผ่านมุมมองร่วมสมัยของแบรนด์สเกตจากลอนดอนอย่าง Palace

 

คอลเลกชันนี้นำแรงบันดาลใจจากซีรีส์ Total 90 อันโด่งดังของ Nike มาตีความใหม่ในสไตล์สปอร์ตสตรีต ทั้งชุดเชลล์สูท เสื้อแข่ง รองเท้าเทรนเนอร์ ไปจนถึงเสื้อฮู้ด แจ็กเก็ต ชุดวอร์ม เสื้อสเวตเตอร์ กางเกงขาสั้น และเสื้อยืดประดับด้วยกราฟิก P90 และโลโก้ Tri-Ferg อันเป็นเอกลักษณ์ของ Palace ที่ผสานเข้ากับ Swoosh ของ Nike อย่างลงตัว

 

การใช้โทนสีที่ผสมระหว่างเฉดเข้มและเฉดกลางยังคงเอกลักษณ์ Volt ของ Nike เอาไว้ เพื่อสืบทอดพลังสีอันเป็นเอกลักษณ์จากคอลเลกชัน T90 ในอดีต

 

ในแคมเปญนี้ เวย์น รูนี่ย์ ตำนาน T90 ร่วมถ่ายแบบกับ เลียห์ วิลเลียมสัน กัปตันทีมชาติอังกฤษหญิง, รีซ เจมส์ จากเชลซี, และดาวรุ่งอย่าง เลนนา กเวนน์ และ เจมี่ เบนส์ กิตเทนส์ ขณะเดียวกัน ทีมไรเดอร์ของ Palace นำโดย ลูเชียน คลาร์ก และ ซาวานนาห์ สเตซี่ คีแนน ก็ร่วมแสดงพลังของสายสเกต ส่วนฝั่งดนตรีมี กิกส์ เจ้าพ่อ Grime จากเซาท์ลอนดอน มาร่วมเติมความเท่

 

คอลเลกชัน Nike Football x Palace P90 จะวางจำหน่ายวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ที่ร้าน Palace ทั่วโลกและช่องทางออนไลน์

 

Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 1 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 2 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 3 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 4 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 5 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 6 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 7 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 8 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 9 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 10

The post Nike Football x Palace เปิดตัวคอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Wizard จิอันฟรังโก โซลา (Part 2) ตำนานพ่อมดแห่งเดอะ บริดจ์ https://thestandard.co/gianfranco-zola-chelsea-legend-part2/ Sun, 05 Oct 2025 05:00:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1126655 จิอันฟรังโก โซลา ขณะฉลองประตูให้เชลซีในสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์

ในปี 1996 ด้วยผลของกฎบอสแมนที่เพิ่งบังคับใช้ได้ไม่นาน ด […]

The post The Wizard จิอันฟรังโก โซลา (Part 2) ตำนานพ่อมดแห่งเดอะ บริดจ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จิอันฟรังโก โซลา ขณะฉลองประตูให้เชลซีในสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์

ในปี 1996 ด้วยผลของกฎบอสแมนที่เพิ่งบังคับใช้ได้ไม่นาน ด้วยวิสัยทัศน์ของเคน เบตส์ รวมถึงแมทธิว ฮาร์ดิง มือขวาคนสำคัญ (ผู้จากไปก่อนวัยอันควรจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก) และด้วยบารมีของรุด กุลลิท นักเตะซูเปอร์สตาร์จากต่างแดนคนแรกในสแตมฟอร์ด บริดจ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Foreign Revolution”

 

การปฏิวัติจากนักเตะต่างชาติในเกมฟุตบอลอังกฤษจึงเกิดขึ้น และไม่มีทีมใดที่จะเปลี่ยนแปลงมากเท่ากับเชลซี

 

จิอันลูกา วิอัลลี หัวหอกพระกาฬระดับตำนานอีกคนของวงการฟุตบอลอิตาลีถูกดึงตัวมาจากยูเวนตุสในเดือนพฤษภาคม ตามด้วย โรแบร์โต ดิ มัตเตโอ กองกลางมันสมองของดีจากลาซิโอ

 

แต่ไม่มีการเซ็นสัญญาใดจะยิ่งใหญ่เท่ากับการที่พวกเขาได้ จิอันฟรังโก โซลา มาจากปาร์มา ด้วยสนนราคา 4.5 ล้านปอนด์ โดยเป็นการได้ตัวมาในระหว่างฤดูกาลช่วงเดือนพฤศจิกายน

 

โดยที่เหล่าแฟนสิงห์บลูไม่รู้เลยว่าในวันนั้นพวกเขาไม่ใช่ได้ตัวจิตรกรลูกหนังมาจากอิตาลี

 

เพราะตัวตนที่แท้จริงของศิลปินคนนี้คือผู้วิเศษที่ทำอะไรก็ได้ในสนาม

 

 

“ผมรู้เรื่องของเชลซีมาบ้างเพราะร็อบบี (ดิ มัตเตโอ) กับลูกา (วิอัลลี)​ เล่าให้ผมฟังเยอะมาก” โซลาบอกถึงเหตุผลที่ช่วยให้การตัดสินใจย้ายออกจากเซเรีย อา นั้นง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าพรีเมียร์ลีก – หรือพรีเมียร์ชิพในเวลานั้น – จะไม่ได้เป็นลีกฟุตบอลที่อยู่ในระดับสูงสุดเหมือนที่เขาเคยอยู่ก็ตาม

 

ในความรู้สึกของผู้คน การย้ายจากอิตาลีมาเล่นในอังกฤษอาจจะเป็นการเดินถอยหลัง

 

แต่สำหรับโซลามันเป็นการเดินหน้าสู่ความท้าทายใหม่ในรูปแบบที่แตกต่าง

 

การมีอยู่ของเพื่อนนักเตะร่วมชาติอย่างวิอัลลี และดิ มัตเตโอ รวมถึงรุ่นพี่มากบารมีอย่างกุลลิท ที่จำใจรับตำแหน่งผู้เล่น-ผู้จัดการทีมต่อจากเกล็นน์ ฮอดเดิล ซึ่งถูกปลดก่อนจากทีมจะไปรับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษต่อจากเทอร์รี เวนาเบิลส์ มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้ชีวิตใหม่ของโซลาไม่ได้โหดร้ายนัก

 

อีกทั้งเขาเองก็พอรู้จักพรีเมียร์ชีพอยู่บ้างจากการเป็นคนเปิดหูเปิดตา

 

โดยที่เมื่อได้มาสัมผัสของจริงแล้ว ทุกอย่างมันดีกว่าที่เคยดูหรือเคยได้ยินเสียอีก

 

“ผมอยากได้ประสบการณ์ใหม่ๆ และผมก็รอจะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ในต่างแดนมาตลอด เชลซีมีดิ มัตเตโอ, วิอัลลี และกุลลิท ผมจำได้ว่าตอนที่เจอกับลูกาในทีมชาติเขาพูดถึงประสบการณ์การเล่นที่นี่เอาไว้ดีมากๆ ทั้งทีม ทั้งลีก และแฟนบอลทุกคน” โซลาบอกในเวลาต่อมาถึงการตัดสินใจในวันนั้นในการแจ้งกับปาร์มาว่าขอย้ายไปเชลซี ซึ่งกลายเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา

 

ในทางกลับกันมันก็เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดของเชลซีด้วยเหมือนกัน

 

 

แม้จะเป็นนักฟุตบอลรูปร่างเล็กสูงเพียง 5 ฟุต 6 นิ้ว แต่ในนั้นเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์อยู่ทุกอณูรูขุมขน

 

โซลาไม่ได้เป็นแค่ “Trequalista” หรือนักฟุตบอล “หมายเลข 10” แต่เป็นนักเตะในระดับ “Fantatista” ผู้สร้างสิ่งเหลือเชื่อให้เกิดขึ้นได้ในสนาม

 

หนึ่งในบทพิสูจน์เรื่องนี้เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 1997 เมื่อโซลา “เริงระบำ” ท่ามกลางแนวรับของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในกรอบเขตโทษก่อนที่จะยิงผ่านปีเตอร์ ชไมเคิล เข้าไปชนิดที่เหล่าปีศาจแดงอ้าปากค้างกันทั้งสนามด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา

 

เพราะมันเป็นการเล่นที่น่าเหลือเชื่อ ซึ่งมีขึ้นได้แต่เฉพาะเหล่านักเตะผู้เอกอุทางศิลปะการเล่นลูกหนังเท่านั้นที่ทำได้ เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากตำราไม่มีใครสอน แต่โซลาทำได้ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาคือศิษย์ผู้ใกล้ชิดกับดีเอโก อาร์มันโด มาราโดนา ผู้ยิ่งใหญ่ด้วย

 

แต่สำหรับแฟนเชลซี ความมหัศจรรย์นี้พวกเขาเริ่มคุ้นชินแล้ว เพราะสตาร์คนใหม่จากอิตาลีสำแดงให้เห็นตั้งแต่เกมนัดแรกที่ลงสนามพบกับแบล็คเบิร์น โรเวอร์สเลยทีเดียว

 

ก่อนที่โซลาจะมีส่วนสำคัญในการช่วยพาเชลซี พิชิตแชมป์เอฟเอ คัพ ด้วยการเอาชนะมิดเดิลสโบรห์ 2-0 (ดิ มัตเตโอ ยิงประตูขึ้นนำตั้งแต่ 43 วินาทีแรก ซึ่งเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ณ ขณะนั้น) ซึ่งเป็นการคว้าโทรฟีใบแรกในรอบ 28 ปีของสโมสร และลบความเจ็บปวดจากการพลาดแชมป์รายการนี้ในปี 1994 เมื่อพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศต่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดขาดลอยถึง 4-0

 

โดยที่ระหว่างทางโซลา ยังสร้างความมหัศจรรย์ต่อเนื่องรวมถึงลูกปั่นโค้งจากระยะ 25 หลาในเกมที่พบกับลิเวอร์พูลที่ช่วยให้เชลซีพลิกจากตามหลัง 0-2 กลับมาเอาชนะได้ 4-2 และประตูตอกส้นใส่วิมเบิลดันในรอบรองชนะเลิศ

 

จบฤดูกาลนั้นเขาได้รับการโหวตให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีจากสมาคมนักข่าวฟุตบอลอังกฤษ (FWA) ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงคุณค่าเพราะคนที่ลงคะแนนให้คือเหล่านักข่าวและนักเขียนผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสิ้น

 

 

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาโซลากลายเป็นคนสำคัญที่เชลซีไม่อาจขาดได้ ในฤดูกาล 1997/98 เขาพาเชลซีคว้าแชมป์ได้อีก 3 รายการทั้งลีก คัพ, ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ (แม้ว่าจะบาดเจ็บจนอดลงนัดชิงที่พบกับสตุ๊ตการ์ตก็ตาม) และยูเอฟ ซูเปอร์ คัพ

 

ต่อด้วยการเป็นแกนหลักค้ำยันทีมในการผจญภัยในยูเอฟา แชมเปียนส์ ลีก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรในฤดูกาล 1999/00

 

แม้ว่าเชลซี จะไปไม่ถึงปลายทางในรายการระดับสโมสรยุโรป แต่น้องใหม่อย่างพวกเขาก็ไปได้ถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเลยทีเดียว (ยิงฟรีคิกใส่บาร์เซโลนาด้วย!) และจบฤดูกาลนั้นโซลา ก็ยังมีส่วนในการพาทีมเป็นแชมป์อีกครั้งในรายการเอฟเอ คัพ ด้วยการเอาชนะแอสตัน วิลลาได้สำเร็จ

 

โดยที่ในเกมนั้นเขาทั้งยิงประตูด้วยลูกปั่นฟรีคิกสุดสวย และถวายพานให้ดิ มัตเตโอ ทำอีกประตูด้วย

 

อย่างไรก็ดีไม่มีอะไรที่จีรังและยั่งยืน แม้แต่นักเตะอย่างโซลาเองก็เริ่มถูกลดบทบาทลง จากนโยบายการหมุนเวียนผู้เล่น (โรเทชัน) ของวิอัลลี และการเข้ามาของกองหน้าคนใหม่อย่าง ไอเดอร์ กุดยอห์นเซน ที่บทบาททับซ้อนกันและหนุ่มแน่นกว่า ทำให้ได้จับคู่กับจิมมี ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ หัวหอกพระกาฬยุคใหม่

 

ก่อนที่ทุกอย่างเหมือนจะแย่ลงเมื่อเคลาดิโอ รานิเอรี เข้ามาคุมทีมเชลซีในฤดูกาล 2001/02 พร้อมกับนโยบายในการผ่องถ่ายนักเตะอายุมากออกจากทีมเพื่อเปิดทางให้นักเตะรุ่นใหม่มากขึ้น แม้โซลาจะยังได้อยู่กับทีมต่อไปแต่บทบาทของเขาก็ถูกลดทอนลงเรื่อยๆ

 

ถึงอย่างนั้นพ่อมดแห่งเดอะ บริดจ์ก็ยังสำแดงเดชให้เห็นบ้างยามมีโอกาสให้แฟนๆได้หายคิดถึง

 

จนถึงฤดูกาล 2002/03 ในยามที่ทุกคนคิดว่าเขาคงจะ “หมด” แล้ว

 

ผู้วิเศษคนนี้เลือกที่จะร่ายมนตร์ชุดใหญ่สุดตระการตาให้เห็นตลอดฤดูกาล ด้วยการกลับมาคืนฟอร์มเก่งอีกครั้ง ในฤดูกาลนี้โซลาทำไปถึง 16 ประตู ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับเชลซี จนได้รับการโหวตให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร และช่วยพาทีมกลับไปแชมเปียนส์ ลีกได้อีกครั้งด้วย

 

ประตูสุดท้ายของเขากับเชลซีคือลูกชิพโด่งจากริมกรอบเขตโทษเข้าไปอย่างสุดเหนือชั้นในเกมกับเอฟเวอร์ตันในวันอีสเตอร์

 

 

และในช่วงเวลาสุดท้ายของเขาในเสื้อสีน้ำเงิน โซลาซึ่งลงสนามในช่วง 20 นาทีสุดท้ายในเกมกับลิเวอร์พูล แสดงให้เห็นถึง “คลาส” ของนักเตะระดับสุดยอดของโลกผู้บรรลุศาสตร์ของการเล่นลูกหนังด้วยการเลี้ยงหลบนักเตะลิเวอร์พูล 4 คนในช่วงสุดท้ายของเกม

 

ลีลานั้นทำให้ไม่ใช่แค่แฟนบอลเชลซีต้องลุกขึ้นเพื่อปรบมือให้ แม้แต่แฟนเดอะ ค็อปเองก็ลุกขึ้นเพื่อปรบมือให้เกียรติและขอบคุณนักฟุตบอลจอมมหัศจรรย์ผู้นี้ที่จะอำลาเชลซีหลังจบฤดูกาล และกลับไปใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตการเล่นกับกายารีในบ้านเกิด

 

แต่ถึงจะยิ่งใหญ่แค่ไหน สิ่งที่ทำให้โซลาเป็นที่รักของแฟนเชลซีมากที่สุดไม่ได้อยู่แค่ผลงานในสนาม

 

ความอ่อนน้อมถ่อมตน รอยยิ้ม ความซื่อ ความเป็นคนง่ายๆ ความเป็นคนเชยๆ บ้านๆ และที่สำคัญคือไมตรีที่มีให้กับแฟนบอลคือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นนักฟุตบอลที่แฟนเชลซีรักมากที่สุดคนหนึ่ง

 

และจนถึงทุกวันนี้ความรักนั้นก็ยังคงอยู่เสมอไม่เคยเปลี่ยนแปลง

 

นั่นอาจเป็นเวทมนตร์บทสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดจากผู้วิเศษลูกหนังคนนี้

The post The Wizard จิอันฟรังโก โซลา (Part 2) ตำนานพ่อมดแห่งเดอะ บริดจ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผลมาเรซกา ทำไมเปลี่ยนแนวรุกตั้งแต่ 20 นาทีแรก? เกมพ่ายแมนฯ ยูไนเต็ด https://thestandard.co/why-maresca-tactics-vs-united/ Sun, 21 Sep 2025 05:08:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1121153

ย้อนกลับไปในเกมบิ๊กแมตช์ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ความดราม่าเร […]

The post เปิดเหตุผลมาเรซกา ทำไมเปลี่ยนแนวรุกตั้งแต่ 20 นาทีแรก? เกมพ่ายแมนฯ ยูไนเต็ด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ย้อนกลับไปในเกมบิ๊กแมตช์ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ความดราม่าเริ่มขึ้นตั้งแต่นาทีที่ 5 เมื่อ โรเบิร์ต ซานเชซ ผู้รักษาประตูเชลซีโดนใบแดงหลังพุ่งชนใส่ไบรอัน เอ็มบูโมของยูไนเต็ด

 

ทำให้แผนที่ เอ็นโซ่ มาเรซกา วางไว้อย่างละเอียดต้องพังทลายในพริบตา จากนั้นสถานการณ์ยิ่งยากขึ้นเมื่อเขาต้องเปลี่ยนผู้เล่นแนวรุกออกตั้งแต่ 20 นาทีแรก และตามมาด้วยการตัดสินใจในครึ่งหลังที่ขัดใจแฟนบอลจำนวนไม่น้อย

 

หลังเกม มาเรซกาอธิบายถึงจุดเริ่มต้นของปัญหา เขามองว่าช็อตที่ซานเชซฟาวล์เอ็มบูโม คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทีมเสียเปรียบทันที

 

“มันเป็นเรื่องที่หนักมาก… ใบแดงแบบนี้ไม่ใช่แค่เชลซีหรอกที่เจอปัญหา สโมสรไหนก็เจอปัญหาเหมือนกัน” มาเรซกากล่าวหลังเกม

 

“หลังจากโดนใบแดง แผนการทั้งหมดก็ไม่เหลืออยู่อีกแล้ว ถ้าย้อนกลับไปได้ ผมยอมเสียหนึ่งประตูตั้งแต่นาทีที่ 3 ดีกว่าต้องเสียผู้รักษาประตู เพราะเรายังมีเวลาเล่นอีก 95 นาที ผมคิดว่าโรเบิร์ตก็รู้เรื่องนี้ แต่เขาต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาที”

 

แท็กติกปกติของเชลซีในยุคมาเรซกาคือการขึ้นเกมด้วยผู้เล่นแนวรุกห้าคน แต่เมื่อเหลือผู้เล่นน้อยกว่า เขาจำเป็นต้องถอยมาเล่นเกมรับเต็มตัว โดยถอด เปโดร เนโต้ และ เอสเตวาโอ วิลเลียน ออก เพื่อส่งผู้รักษาประตูสำรอง ฟิลิป ยอร์เกนเซน และกองหลัง โตซิน อดาราบิโอโย ลงสนาม แผนจึงเปลี่ยนเป็นกองหลัง 5 คน กองกลาง 3 คน และเหลือเพียง เจา เปโดร ในแดนหน้า

 

“ในสภาพ 11 ต่อ 11 เราอาจเล่นรับด้วย 4 คนได้ แต่พอเหลือ 10 คน เราจำเป็นต้องถอยมาเล่นไลน์ 5 เพื่อความแน่นอน”

 

อย่างไรก็ตาม การปรับเกมรับเช่นนี้กลับดูเหมือนตัดพลังเกมรุกออกไป และไม่นานยูไนเต็ดก็ขึ้นนำจาก บรูโน แฟร์นันด์ส ก่อนที่ โคล พาล์มเมอร์ จะต้องถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 21 จากอาการเจ็บที่ยังไม่หายขาด ทำให้เชลซีใช้โควต้าเปลี่ยนตัวครบ 3 คนเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกเพียง 21 นาทีแรก

 

มาเรซกาเปิดเผยว่า พาล์มเมอร์เพิ่งผ่านการทดสอบร่างกายในตอนเช้าและยืนยันอยากช่วยทีม แม้จะยังไม่สมบูรณ์ 100% แต่สุดท้ายก็ฝืนไม่ไหว

 

“โคลอยากช่วยทีม เขาทดสอบร่างกายในตอนเช้าและบอกว่าพอเล่นได้ แต่หลังจากผ่านไป 20 นาที เขาเริ่มเจ็บขึ้นมาอีก เราเลยต้องเปลี่ยนออก”

 

การเสียพาล์มเมอร์ตั้งแต่ต้นเกมทำให้เชลซีขาดคนเชื่อมแดนกลางโดยตรง และเมื่อ กาเซมิโร่ มาซัดเพิ่มให้ยูไนเต็ดนำ 2-0 ก่อนพักครึ่ง สถานการณ์ของทีมก็ยิ่งย่ำแย่ แม้ครึ่งหลังเชลซีจะได้เปรียบตัวผู้เล่นหลังยูไนเต็ดเหลือ 10 คนเท่ากัน แต่พวกเขากลับแทบไม่มีจังหวะเร่งเกมไล่ตาม

 

เสียงวิจารณ์จาก เวย์น รูนีย์ หลังเกมสะท้อนมุมมองแฟนบอลได้ชัดว่า “ตอนที่เหลือ 10 คนเท่ากัน ผมไม่เห็นความเร่งรีบจากเชลซีเลย พวกเขาเล่นช้าไปมา ถ้าคุณเป็นแฟนเชลซี คุณต้องอยากเห็นทีมมีความดุดันกว่านี้”

 

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจในครึ่งหลังก็ยังเป็นที่วิจารณ์ เมื่อมาเรซกาเลือกถอด เวสลีย์ โฟฟานา แล้วส่ง ไทริก จอร์จ ลงสนาม แทนที่จะเป็น อเลฮานโดร การ์นาโช่ ทั้งที่ก่อนเกม เขาเพิ่งยอมรับว่าได้คิดถึง “แรงจูงใจพิเศษ” ของการ์นาโช่สำหรับแมตช์นี้

 

“มันเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง เขายังหนุ่ม คุณไม่รู้หรอกว่าเขาจะตอบสนองอย่างไร ถ้าเราตัดสินใจส่งเขาลงตัวจริง เราจะมีการพูดคุยกับเขาเพื่อดูว่าเขารู้สึกยังไงกับเกมนี้”

 

แต่สุดท้าย เมื่อถึงเวลาต้องเลือก มาเรซกากลับไม่ใช้โอกาสนั้น และเลือกทางที่ปลอดภัยกว่าแทน

 

ถัดจากนั้น แม้เชลซีจะได้ประตูตีไข่แตกจาก เทรโวห์ ชาโลบาห์ ในนาทีที่ 80 แต่ก็ไล่ไม่ทัน จบเกมเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เปิดบ้านเฉือนชนะ 2-1 คว้า 3 แต้มสำคัญ ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 10 ของตาราง มี 7 คะแนน ส่วนเชลซีหล่นไปอยู่อันดับ 6 มี 8 คะแนนเท่าเดิม

 

อ้างอิง:

The post เปิดเหตุผลมาเรซกา ทำไมเปลี่ยนแนวรุกตั้งแต่ 20 นาทีแรก? เกมพ่ายแมนฯ ยูไนเต็ด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมไหนปัง ทีมไหนพัง? เปิดผลสอบตลาดนักเตะ ‘Big Team’ พรีเมียร์ลีก ตลาดนักเตะซัมเมอร์ 2025 https://thestandard.co/premier-league-2025-transfer-grades/ Tue, 02 Sep 2025 10:43:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1114649 เกรดตลาดนักเตะ พรีเมียร์ลีก 2025

หัวข้อในเนื้อหานี้   อาร์เซนอล เชลซี  แมนฯ ซิ […]

The post ทีมไหนปัง ทีมไหนพัง? เปิดผลสอบตลาดนักเตะ ‘Big Team’ พรีเมียร์ลีก ตลาดนักเตะซัมเมอร์ 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกรดตลาดนักเตะ พรีเมียร์ลีก 2025

 

3,087 ล้านปอนด์ (1.34 แสนล้านบาท) คือยอดจำนวนเงินสุทธิคร่าวๆ ที่ 20 สโมสรในพรีเมียร์ลีกใช้จ่ายกันในช่วงตลาดการซื้อขายฤดูร้อนของปี 2025

        

โดยในวันที่ 31 สิงหาคม หรือหนึ่งวันก่อนตลาดการซื้อขายจะปิดตัวลง ยอดการใช้จ่ายอยู่ที่ 2,730 ล้านปอนด์ ซึ่งก็นับว่ามากมายมหาศาลอยู่แล้ว

 

แต่ในวันสุดท้ายของเส้นตายการย้ายทีม (Deadline day) มีการย้ายทีมกันในแบบ “ฝุ่นตลบ” พอสมควร นำโดย อเล็กซานเดอร์ อิซัค ที่ย้ายจากนิวคาสเซิล มาอยู่กับลิเวอร์พูล (สักที!) ด้วยราคา 125 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติใหม่ของอังกฤษ

 

ตัวเลขการย้ายทีมทะลุหลัก “3 พันล้าน” เป็นตัวเลขที่ทำลายสถิติตลอดกาลอย่างไม่ต้องสงสัย และมากกว่าตัวเลขการซื้อขายปีก่อนที่ค่อนข้างซบเซา ที่ 1.96 พันล้านปอนด์มากทีเดียว

 

เหตุผลหลักนั้นเป็นเพราะแต่ละทีมถอดบทเรียนจากฤดูกาลที่แล้วและพยายามที่จะเสริมกำลังในจุดที่ยังอ่อนหรือมีปัญหาอยู่ เพราะเห็นได้ชัดว่าการแข่งขันในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ผ่านมาทวีความเข้มข้นอย่างมาก และคาดว่าจะยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีกในฤดูกาลนี้ (แมนเชสเตอร์ ซิตี ก็แพ้ให้ดู 2 นัดติดแล้ว…)

 

ว่าแต่วันนี้อยากชวนกันมาโฟกัสกันที่กลุ่ม “Big Six” หรือ 6 ทีมท็อปของอังกฤษที่เสริมทัพกันแบบน่าสนใจ

 

ถ้าเราจะให้คะแนนการเสริมทัพของแต่ละทีมกันดู คิดว่าทีมใหญ่เหล่านี้ควรจะได้คะแนนกันสักกี่คะแนน? 

 

 

อาร์เซนอล (เกรด A)

 

ความผิดหวังจากการเป็นรองแชมป์ติดต่อกัน 3 ฤดูกาลทำให้อาร์เซนอล ต้องการที่จะก้าวข้ามกำแพงสูงไปสู่การเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้ และนั่นทำให้ในฤดูกาลนี้พวกเขามีการเสริมทัพผู้เล่นตัวหลักถึง 8 รายด้วยกัน

 

ยกเครดิตให้กับ อันเดรีย แบร์ตา ผู้อำนวยการสโมสรคนใหม่จากแอตเลติโก มาดริด ที่มารับช่วงต่อจากเอดู ตำนานสโมสรที่ประกาศอำลาตำแหน่งไปในฤดูกาลที่แล้ว ที่สามารถดึงนักเตะฝีเท้าดีมาอุดจุดอ่อนได้ครบถ้วนทั้งหมด

 

เริ่มจากจุดใหญ่อย่างศูนย์หน้าที่ตามหามานาน ก็ใช้ความพยายามจนสามารถคว้าตัววิคเตอร์ ยอเคอเรส มาจากสปอร์ติง ลิสบอนได้สำเร็จ เช่นกันกับการเสริมแนวรุก 2 ฝั่งเพิ่มด้วยผู้เล่นอย่าง โนนี มาดูเอเก ตัวริมเส้นที่เอาไว้ทดแทนกับบูกาโย ซากา และเอเบเรชี เอเซ เพลย์เมคเกอร์ที่คาดว่าจะประจำการฝั่งซ้ายแทนที่ของกาเบรียล มาร์ติเนลลี หรือปั้นเกมแทนมาร์ติน โอเดอการ์ด กัปตันทีมในยามจำเป็น

 

อาร์เซนอลยังได้ “ตัวแรร์” อย่างมาร์ติน ซูบิเมนดี กองกลางห้องเครื่องดีกรีทีมชาติสเปน มาจากเรอัล โซเซียดัด ที่ไม่เคยยอมย้ายไปทีมไหนมาก่อน (ปีกลายก็เทลิเวอร์พูลแบบหน้าชา) มาคุมแดนกลาง

 

ไม่เพียงเท่านั้นยังมีทั้งตัวประสบการณ์สูงอย่างคริสเตียน นอร์การ์ด กองกลางสายบู๊, เคปา ประตูที่เคยแพงที่สุดในโลก และดาวรุ่งอย่างคริสเตียน มอสเกรา และคนสุดท้ายคือปิเอโร ฮินคาปิเอเข้ามาเสริมทัพอีกคน

 

ในภาพรวมต้องบอกว่าเป็นการเสริมทัพที่ตอบโจทย์ครบทุกจุด แม้จะมีข้อสังเกตบ้างว่าในรายของยอเคอเรส, ซูบิเมนดี หรือเอเซ ที่เป็นการเซ็นสัญญา “บิ๊กดีล” นั้นเป็นนักเตะที่อายุ 26-27 ปี อายุการใช้งานอาจจะไม่มากเท่าดาวรุ่ง แต่ก็สะท้อนว่าอาร์เซนอลขอเน้นตัวที่ใช้งานได้เลยไม่ต้องรอปั้นเยอะ เพราะความสำเร็จต้องมาแล้วในฤดูกาลนี้

 

ขณะที่ฝั่งขาออกนั้นนอกจากโธมัส ปาร์ตีย์, จอร์จินโญ ที่หมดสัญญาแล้ว จะเป็นกลุ่มตัวสำรองอย่าง ยาคุบ คิวิออร์, นูโน ตาวาเรส, มาร์ควินญอส และโอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก ที่ได้เงินกลับเข้าสโมสรไม่เท่าไร

 

🗣 ความเห็นประกอบ: แก้ปัญหาทุกจุดแบบเน้นๆ ไม่มีเหนียม เน้นคุณภาพควบคู่ปริมาณ

 

 

เชลซี (เกรด B)

 

นับตั้งแต่ทอดด์ โบลีย์ และกองทุน Clearlake Capital เทคโอเวอร์กิจการเชลซีต่อจากโรมัน อบราโมวิช ดูเหมือนสโมสรดังจากลอนดอนแห่งนี้จะกลายเป็นตำราวิชา Modern Football Business ไปแล้ว

 

เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของการหาช่องโหว่ด้วยการ Amortisation ผ่านสัญญาระยะเวลาหลายปี หรือการแปรรูปสินทรัพย์ของสโมสร เช่น โรงแรม หรือทีมฟุตบอลหญิงขายออกมาให้บริษัทในเครือของตัวเองเพื่อตกแต่งบัญชีให้ไม่ผิดกฎ Profit and Sustainability Rules (PSR) แล้ว

 

ในเรื่องโมเดลการซื้อขายผู้เล่นของเชลซี เวลานี้เริ่มชัดเจนว่าไม่ธรรมดา เพราะการซื้อผู้เล่นเข้ามาเป็นจำนวนมากในทุกปีนั้น กลับพิสูจน์ให้เห็นว่ามันไม่ได้เป็นการซื้อมั่วซั่วขนาดนั้น เมื่อพวกเขาทำรายได้กลับมาจากการขายนักเตะที่ไม่ได้ใช้งานกลับมาได้เงินเป็นจำนวนมากในระดับเป็นแชมป์ของการซื้อขายเลยทีเดียว

 

หัวใจสำคัญคือเชลซีจะเลือกซื้อผู้เล่นที่แววดี พอมีชื่อเสียง อายุน้อย โดยจะเสนอสัญญาระยะยาวเพื่อมัดใจในเรื่องของความมั่นคง (ซึ่งนักฟุตบอลชอบ) โดยที่หากลองแล้วไม่เวิร์คก็จะไม่มีการเก็บไว้ให้รกบ้าน แต่จะเปิดท้ายขายกันแบบชัดเจน ทำให้มีอัตราการ Turnover ในทีมค่อนข้างสูงและเร็วมาก

 

ฤดูร้อนนี้เชลซีเสริมนักเตะเข้ามาหลายราย แต่ที่สังเกตได้คือไม่มีใครที่อายุเกิน 23 ปีเลยแม้แต่คนเดียว. คนที่อายุมากที่สุดคือ ชูเอา เปโดร กองหน้าจากไบรตันที่อายุ 23 ปี รองลงมาคือ เลียม ดีแลป, อเลฮานโดร การ์นาโช, เจมี กิตเทนส์, ดาริโอ เอสซูโก ไปจนถึง โจเรลล์ ฮาโต และเอสเตเวา

 

ถามว่านักเตะเหล่านี้เสริมทัพให้เชลซีแกร่งขึ้นขนาดนั้นจริงไหม? คนเดยวที่พอจะบอกแบบนั้นได้คือชูเอา เปโดร ที่กลายเป็นสตาร์ของทีมอย่างรวดเร็ว แต่นอกเหนือจากนั้นเป็นเหมือนการช้อนซื้อเอาไว้ลงทุนมากกว่า 

 

🗣 ความเห็นประกอบ: ในเชิงธุรกิจอาจจะตอบโจทย์ แต่ทีมที่จะประสบความสำเร็จในสนามต้องการนักเตะที่มีประสบการณ์มากกว่านี้

 

 

 

แมนฯ ซิตี (เกรด C)

 

ความล้มเหลวในระดับ “พังพาบ” ของแมนฯ ซิตี ในฤดูกาลที่แล้วทำให้มีการคาดกันว่าพวกเขาจะกลับมาเสริมทัพในระดับ “ถ่ายเลือด” 

 

แต่ความเป็นจริงแล้วแมนฯ ซิตี เปลี่ยนแปลงไม่ได้มากนักโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในช่วงตลาดการซื้อขายรอบฤดูหนาวพวกเขาได้ผู้เล่นมาแล้วบางส่วน อย่าง โอมาร์ มามูช, นิโค กอนซาเลซ, อับดูโคดีร์ คูชานอฟ 

 

เมื่อถึงฤดูร้อนแมนฯ ซิตี้ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งสำคัญอย่างผู้อำนวยการสโมสรจาก ซิกิ เบกิริสไตน์ มันสมองที่ช่วยสร้างทีมมาตั้งแต่ช่วงแรกของการเทกโอเวอร์สโมสร มาเป็นฮูโก วิอานา อดีตผู้อำนวยการสโมสรสปอร์ติง ลิสบอน มีการเสริมทัพเฉพาะบางจุดที่จำเป็นเท่านั้น

 

นักเตะที่ถูกดึงเข้ามาอย่าง ทิยานี ไรน์เดอร์ส, รายาน เอต-นูรี และรายาน เชร์กี รวมถึง เจมส์ แทรฟฟอร์ด ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากแฟนๆ พอสมควร เพียงแต่ทีมยังคงมีปัญหาซึ่งสะท้อนจากการพ่ายแพ้ 2 นัดติดต่อกันต่อสเปอร์ส และไบรตัน

 

สตาร์คนสุดท้ายที่ถูกดึงตัวมาคือ จิอันลุยจิ ดอนนารุมมา ที่มาแทนที่เอแดร์สัน อดีตประตูมือ 1 นอกจากนี้ทีมยังเสีย เควิน เดอ บรอย ที่หมดสัญญาและยอมปล่อยตัว แจ็ก กรีลิช ที่ไม่อยู่ในแผนการทำทีมแต่กลับไปทำผลงานได้โดดเด่นกับเอฟเวอร์ตันแทน

 

ในภาพรวมแล้วฤดูร้อนนี้ของแมนฯ ซิตี น่าผิดหวัง โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงศักยภาพของทีมและปัญหาภายในทีมที่ดูเหมือนมันสมองของเป๊ป กวาร์ดิโอลา อย่างเดียวก็เริ่มจะตันแล้วเหมือนกัน

 

🗣 ความเห็นประกอบ: อย่างน้อยควรดึงสตาร์ในระดับท็อปมาเชิดหน้าชูตาชุบชูใจกันบ้าง 

 

 

แมนฯ ยูไนเต็ด (เกรด D)

 

หลังปีแห่งหายนะที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด สิ่งที่แฟนปีศาจแดงทั่วโลกอยากเห็นคือความตั้งใจจริงที่จะหาทางกลับมาตั้งหลักเพื่อทวงคืนความยิ่งใหญ่ให้ได้อีกครั้ง 

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเสริมทัพที่ไม่รู้จะแก้ปัญหาให้กับทีมได้จริงหรือไม่?

 

เพราะในขณะที่ปัญหาของแมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคของรูเบน อโมริม นั้นสามารถชี้ไปได้ทุกจุดตั้งแต่แดนหน้ายันผู้รักษาประตู แต่นักเตะหลักที่ถูกเสริมเข้ามากลับโฟกัสไปที่ 3 ตำแหน่งในแดนหน้า

 

ถามว่า มาเธอุส คุนญา, ไบรอัน เอ็มเบอโม หรือเบนจามิน เซสโก้ เป็นการเสริมทัพที่น่าตื่นเต้นไหม? ก็ต้องบอกว่าน่าตื่นเต้นพอสมควร 2 คนแรกเป็นผู้เล่นระดับสตาร์ของพรีเมียร์ลีกที่พิสูจน์ผลงานมาแล้วว่ายอดเยี่ยมขนาดเล่นให้กับสโมสรระดับรองอย่าง วูล์ฟส์ และเบรนท์ฟอร์ด

 

ขณะที่เซสโก คือหนึ่งในศูนย์หน้าที่ร้อนแรงและมีอนาคตน่าจับตามองมากที่สุดของยุคที่ทีมคู่แข่งอย่าง อาร์เซนอล หรือลิเวอร์พูลเองก็เคยหมายปองเช่นกัน 

 

แต่การทุ่มเงิน 200 ล้านปอนด์เพื่อแก้ปัญหาแค่จุดเดียว ไม่สามารถกลบปัญหาในจุดอื่นได้อีก โดยเฉพาะพื้นที่ตรงกลางสนามที่อโมริมไม่มีกองกลางที่ลงตัวในบทบาทห้องเครื่อง ทั้งบรูโน เฟอร์นันเดส, คาเซมิโร หรือมานูเอล อูการ์เต พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่เวิร์ก

 

ขณะที่วิงแบ็กสองข้าง พาทริก ดอร์กู, ดีโอโก ดาโลต์ ก็ไม่มีประสิทธิภาพ แม้แต่อาหมัด ดิยาลโล ที่เป็นดาวเด่นของทีมในฤดูกาลที่แล้วก็เริ่มฟอร์มดรอปสูญเสียความเฉียบคมและความมั่นใจเพราะไม่รู้ว่าควรจะเล่นตรงไหนกันแน่

 

สุดท้ายก่อนตลาดซื้อขายจะปิดตัวลง แมนฯ ยูไนเต็ดเลือกแก้ปัญหาใหญ่ที่สุดอย่างผู้รักษาประตูโดยเลือก แซนน์ ลัมเมนส์ ประตูดาวรุ่งจากเบลเยียม มากกว่าเอมิเลียโน มาร์ติเนซ ประตูระดับดีกรีแชมป์โลกของแอสตัน วิลลา ด้วยเหตุผลค่าเหนื่อยที่สูงกว่า

 

ในส่วนของการ “กำจัด” ผู้เล่นส่วนเกิน โดยเฉพาะในกลุ่ม “Bomb squad” ที่อโมริมต้องการเขี่ยให้พ้นทีม ถ้ามองว่าจัดการตะเพิดไปได้เกือบหมด (ยกเว้นไทเรลล์ มาลาเซีย ที่ไม่มีใครเอา) ก็ถือว่าสำเร็จ เขี่ยออกจากทีมได้

 

แต่ถ้ามองผลประกอบการที่ได้รับกลับมา ไม่ว่าจะรายของมาร์คัส แรชฟอร์ด, อเลฮานโดร การ์นาโช, ราสมุส ฮอยลุนด์, แอนโธนี และจาดอน ซานโชแล้ว ก็ต้องบอกว่า “เจ๊งยับ” ทุกตัว ซึ่งก็เป็นผลจากการจัดการของอโมริมเองที่ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย

 

แมนฯ ยูไนเต็ด เสียโอกาสสำคัญที่จะวางรากฐานทีมใหม่ไปอย่างน่าเสียดาย และอาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายรอบตลาดกว่าที่จะจัดการสะสางปัญหาได้หมด

 

🗣 ความเห็นประกอบ: เสริมทัพเหมือนจะดีแต่ควรจะทำได้ดีกว่านี้มาก ต้องศึกษาจากคู่แข่งอีกเยอะ

 

 

ลิเวอร์พูล (เกียรตินิยมเหรียญทอง)

 

นี่ไม่ใช่แค่ตำนานของตลาดการซื้อขาย แต่เป็นตำราระดับ Harvard Business School ได้เลยสำหรับลิเวอร์พูลในตลาดการซื้อขายรอบฤดูร้อน 2025

 

เพราะหลังจากที่เก็บตัวเงียบแทบไม่เสริมทัพเลยในรอบหลายตลาดที่ผ่านมา (ฤดูร้อนที่แล้วเสริมแค่ เฟเดริโก คิเอซา ก่อนตลาดการซื้อขายจะปิดตัวลง) ในฤดูร้อนนี้ลิเวอร์พูลเดินหน้าเสริมทัพแหลก ที่สำคัญเป็นการเสริมทัพที่โดดเด่นคว้าผู้เล่นในระดับ “The Best” แทบทุกตำแหน่งเลยทีเดียว

 

การจุดประกายครั้งใหญ่คือการได้ตัว ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ เพชรเม็ดงามวงการฟุตบอลเยอรมันมาจากเลเวอร์คูเซน ที่เป็นการส่งสัญญาณเตือนว่าลิเวอร์พูล “เปลี๊ยนไป๋”​ พร้อมจ่ายเงินเพื่อคว้าสตาร์ระดับหัวแถวมาเสริมทีม 

 

ก่อนที่จะเปิดเกม “Power Play” กับนิวคาสเซิล ด้วยการหยั่งเชิงสอบถามความเป็นไปได้ในการซื้ออเล็กซานเดอร์ อิซัค เป้าหมายหลักของทีม ซึ่งเมื่อถูกปฏิเสธในครั้งแรกทำให้ไปคว้าตัวฮูโก เอคิติเกที่นิวคาสเซิลกำลังเจรจาอยู่มาทันที (แต่ในเบื้องหลังลิเวอร์พูล ยืมมือนิวคาสเซิลเปิดเจรจากับแฟรงค์เฟิร์ตก่อน) 

 

สุดท้ายหลังใช้ความอดทนอยู่นานก็ได้ อเล็กซานเดอร์ อิซัค มาจากนิวคาสเซิลก่อนตลาดปิดด้วยสถิติใหม่ของวงการฟุตบอลอังกฤษอีกคน ทำให้จิ๊กซอว์ในแนวรุกถือว่าครบถ้วน ทดแทนการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่จากการจากไปของดีโอโก โชตาในเชิงของผู้เล่นได้ (แต่ในเชิงความสูญเสียทางจิตใจไม่อาจประเมินได้)

 

ลิเวอร์พูลยังได้ฟูลแบ็กระดับท็อปอย่างมิลอส เคอร์เคซ รวมถึงเจเรมี ฟริมปง มาเป็นมิติใหม่ของทีม รวมถึงจิโอวานนี เลโอนี ปราการหลังอนาคตไกลของวงการฟุตบอลอิตาลีที่ดึงมาจากปาร์มา เพื่อทดแทนจาเรลล์ ควานซาห์ ที่ย้ายออกไป และได้ประตูมาใหม่อีก 3 คน คือ จอร์จี มามาร์ดาชวิลี, เฟร็ดดี วูดแมน และอาร์มิน เพคซี

 

อย่างไรก็ดีในฝั่งขาออก ก็ต้องบอกว่าลิเวอร์พูลมีการเปลี่ยนแปลงมาก สูญเสียผู้เล่นสำคัญของทีมอย่าง หลุยส์ ดิอาซ, ดาร์วิน นูนเยซ, ควีนวิน เคลเลเฮอร์, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และจาเรลล์ ควานซาห์ รวมถึงกลุ่มตัวสำรองที่ไว้ใจได้อย่าง ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์, คอสตัส ซิมิกาส, เบน โด๊ก และไทเลอร์ มอร์ตัน

 

สิ่งที่ยอดเยี่ยมคือ ริชาร์ด ฮิวจ์ส ในฐานะผู้อำนวยการสโมสรที่รับผิดชอบการเจรจาซื้อขายหาเงินกลับมาได้จากกลุ่มนักเตะเหล่านี้ได้มากกว่า 200 ล้านยูโร ทำให้แม้จะใช้จ่ายเกิน 400 ล้านยอด Net spend ก็แค่หลัก 200 ล้านเท่านั้น โดยที่อย่าลืมว่าลิเวอร์พูลมีรายรับเพิ่มขึ้นมหาศาล จากเงินรางวัล (แชมป์พรีเมียร์ลีก, เข้ารอบน็อกเอาต์แชมเปียนส์ลีก), รายได้สปอนเซอร์ใหญ่รายใหม่ Adidas และที่ผ่านมาก็แทบไม่ได้ใช้เงินเลย

 

แอบเสียดายที่มันควรจะเป็นตลาดที่สมบูรณ์แบบตลอดกาลหากพวกเขาได้ มาร์ค เกอี กองหลังระดับเสาหลักทีมชาติอังกฤษมาจากคริสตัล พาเลซอีกราย ซึ่งน่าเสียดายที่ดีลล้มในช่วงสุดท้ายก่อนตลาดจะปิดตัวลงก่อน

 

แต่แค่นี้ก็ต้องบอกว่านี่คือซัมเมอร์ที่น่าจดจำที่สุดของแฟนลิเวอร์พูล ที่อาจจะไม่ชินนักกับความเป็นเจ้าบุญทุ่มของทีม แต่ถ้ามองให้ดีเป็นการซื้อขายที่ขับเคลื่อนด้วยเหตุและผล รวมถึงข้อมูล ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ความรู้สึกอย่างเดียว ซึ่งมาจากการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการระหว่างทุกฝ่ายของสโมสร

 

มันอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับแต่งทีมบ้างสำหรับอาร์เนอ สล็อต แต่สำหรับแฟนลิเวอร์พูลพวกเขากำลังตื่นเต้นเหมือนรอดูการ์ตูนช่อง 9 ที่หน้าจอประมาณนั้นเลย

 

🗣 ความเห็นประกอบ: ริชาร์ด ฮิวจ์ส แก้ตัวจากปีกลายและกลายเป็นตำนานอย่างรวดเร็วในเวลาแค่ปีเดียวด้วยผลงานระดับ Masterpiece ของวงการ

 

 

 

ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ (เกรด B)

 

ถึงผลงานในฤดูกาลที่แล้วจะไม่ดีนักแต่สเปอร์สยังคงเป็นทีมในกลุ่ม Big Six ที่มีแฟนจำนวนมาก และความเคลื่อนไหวในรอบตลาดฤดูร้อนของพวกเขาก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

 

อย่างแรกคือการคว้าตัวกุนซือมือดีภาพลักษณ์หล่ออย่าง โธมัส แฟรงค์ มาร่วมทีมจากเบรนต์ฟอร์ดได้สำเร็จ (แม้จะมีราคาที่ต้องจ่ายก็เถอะ) โดยกุนซือเลือดเดนส์มาแทนที่ แอนจ์ ปอสเตโคกลู ที่ถึงจะทำตามคำพูด “คว้าแชมป์ในปีที่ 2” ได้สำเร็จ แต่ผลงานในฤดูกาลที่ผ่านมาเลวร้ายเกินไปในภาพรวม

 

สิ่งที่ทำให้แฟนสเปอร์สประหลาดใจคือหลังการได้แฟรงค์มาคุมทัพ ดาเนียล เลวี ที่ปกติควักกระเป๋ายากกลับเอาใจด้วยการซื้อผู้เล่นเข้ามาหลายราย

 

ไม่ว่าจะเป็น โมฮัมเหม็ด คูดุส, มาธิส เทล, เควิน ดานโซ และชูเอา ปาลินญา (ยืมตัว) ก่อนที่จะได้ซาวี ซิมอนส์ กับแรนดอลล์ โคโล มัวนี (ยืมตัว) มาก่อนตลาดการซื้อขายจะปิดตัวลง โดยที่ยังไม่นับโคตะ ทาคาอิ กองหลังอนาคตไกลทีมชาติญี่ปุ่นอีกคนด้วย

 

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความล้มเหลวในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่แล้ว แต่ทีมดันคว้าแชมป์ยูโรปาลีกได้ทำให้ได้สิทธิ์ลงแข่งแชมเปียนส์ลีก ซึ่งเป็นโอกาสในการโกยรายได้สำคัญ ทำให้มีการอนุมัติงบประมาณในการเสริมทัพมากจนแอบคิดว่าปอสเตโคกลู จะน้อยใจหรือไม่

 

อีกส่วนคือการเสียซนฮึงมินกัปตันทีมที่ตัดสินใจอำลาทีมเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับแอลเอเอฟซี ทำให้ทีมต้องหาคนที่จะมาเป็นดาวเด่นคนต่อไป ซึ่งก็นำมาสู่ดีลของคูดุส และซิมอนส์นั่นเอง

 

🗣 ความเห็นประกอบ: จริงๆก็ถือว่าซื้อตัวดีพอสมควรเลย แค่อาจจะไม่หวือหวาเท่านั้นเองเมื่อเทียบกับอาร์เซนอลหรือลิเวอร์พูล แต่การได้ปาลินญามาเสริมแดนกลางนี่อารมณ์เหมือนถูกหวยเลขท้าย 2 ตัว

The post ทีมไหนปัง ทีมไหนพัง? เปิดผลสอบตลาดนักเตะ ‘Big Team’ พรีเมียร์ลีก ตลาดนักเตะซัมเมอร์ 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 สโมสรพรีเมียร์ลีกใช้เงินสูงสุดในตลาดนักเตะซัมเมอร์นี้ https://thestandard.co/pl-top-5-summer-spending-2025/ Tue, 02 Sep 2025 09:34:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1114627

ซัมเมอร์นี้ ทีมในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ใช้เงินไปมากที่สุด […]

The post 5 สโมสรพรีเมียร์ลีกใช้เงินสูงสุดในตลาดนักเตะซัมเมอร์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ซัมเมอร์นี้ ทีมในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ใช้เงินไปมากที่สุดโดยรวมแล้วมีการใช้จ่ายมากกว่า 3 พันล้านปอนด์ หรือกว่า 1.3 แสนล้านบาท

 

แล้วสโมสรไหน คือทีมที่ใช้เงินสูงสุดในตลาดนักเตะซัมเมอร์ที่ผ่านมากันบ้าง?

 

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

อ้างอิง:

The post 5 สโมสรพรีเมียร์ลีกใช้เงินสูงสุดในตลาดนักเตะซัมเมอร์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชลซีรำลึกยุคทอง ด้วยสไตล์ T90 ผ่านชุดแข่งที่สาม ของฤดูกาล 2025/26 https://thestandard.co/chelsea-t90-2025-26-third-kit/ Fri, 22 Aug 2025 02:39:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1109908

เชลซี และ ไนกี้ เปิดตัวชุดแข่งที่สามประจำฤดูกาล 2025/26 […]

The post เชลซีรำลึกยุคทอง ด้วยสไตล์ T90 ผ่านชุดแข่งที่สาม ของฤดูกาล 2025/26 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เชลซี และ ไนกี้ เปิดตัวชุดแข่งที่สามประจำฤดูกาล 2025/26 อย่างเป็นทางการในวันนี้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ การผสานพลังระหว่างความสำเร็จในอดีตกับความรุ่งโรจน์ของยุคใหม่

 

การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทัพสิงห์บลูส์เพิ่งประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ ทั้งทีมชายที่คว้าแชมป์ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ และ ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก เมื่อกลางปี รวมถึงทีมหญิงที่กวาด ‘เทรเบิลแชมป์’ ในประเทศได้อย่างยิ่งใหญ่ในฤดูกาลที่ผ่านมา

 

แรงบันดาลใจของดีไซน์ต้องย้อนกลับไปยังฤดูกาล 2004/05 ปีที่เชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พร้อมกับแชมป์ลีกคัพ ขณะที่ทีมหญิงในเวลานั้น (Chelsea Ladies) เพิ่งก้าวขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดและเริ่มต้นการเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรอย่างเต็มตัว

 

สำหรับดีไซน์สีดำและเงิน เป็นสีชุดที่ครั้งหนึ่งเคยถูกตำนานอย่าง จอห์น เทอร์รี และแฟรงก์ แลมพาร์ด ฉีกเสื้อฉลองชัยเหนือแบล็กเบิร์นใน ‘Battle of Blackburn’ ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง โดยครั้งนี้สีดำเป็นหลัก ตัดด้วยแถบเงินบริเวณคอ แขนเสื้อ และถุงเท้า พร้อมแถบสีน้ำเงินรอยัลบลูที่สื่อถึงอัตลักษณ์ของสโมสร

 

ที่สำคัญ ตราสโมสรเวอร์ชันปี 2004/05 ถูกนำกลับมาประดับบนหน้าอกเสื้อ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างความทรงจำกับความทะเยอทะยานของทีมยุคปัจจุบัน

 

นอกจากนี้ ไนกี้ย้ำว่า นี่ไม่ใช่แค่การย้อนอดีต แต่คือการปลุกจิตวิญญาณของ ยุค Total 90 ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความกล้า ความดิบ และพลังแห่งการเปลี่ยนเกมฟุตบอลให้ต่างออกไป และวันนี้ เชลซีพร้อมถ่ายทอดความรู้สึกนั้นสู่ยุคใหม่ ผ่านนักเตะอย่าง เอลลี คาร์เพนเตอร์, เจา เปโดร, นาโอมิ เกอร์มา, เจมี กิทเทนส์, เอสเตวาโอ และเลียม ดีแลป ที่ร่วมเปิดตัวชุดแข่งในครั้งนี้

 

The post เชลซีรำลึกยุคทอง ด้วยสไตล์ T90 ผ่านชุดแข่งที่สาม ของฤดูกาล 2025/26 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครั้งแรกในพรีเมียร์ลีก! เชลซีจะมีล่ามภาษามือสากลให้บริการในทุกเกมเหย้า https://thestandard.co/chelsea-bsl-interpreter-matchdays/ Fri, 15 Aug 2025 04:59:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1107608

เชลซี ดีกรีแชมป์สโมสรโลก 2025 เดินหน้าสร้างประวัติศาสตร […]

The post ครั้งแรกในพรีเมียร์ลีก! เชลซีจะมีล่ามภาษามือสากลให้บริการในทุกเกมเหย้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

เชลซี ดีกรีแชมป์สโมสรโลก 2025 เดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับทั้งพรีเมียร์ลีกและวีเมนส์ ซูเปอร์ลีก ด้วยการจับมือพันธมิตรอย่าง Cadbury จัดบริการล่ามภาษามือสากลอังกฤษ (British Sign Language หรือ BSL) บนจอระหว่างการถ่ายทอดสดทุกเกมเหย้าของสโมสร ตลอดฤดูกาล 2025/26 ทั้งของทีมชายและทีมหญิง

 

บริการนี้ครอบคลุมการแข่งขันทุกรายการทั้งในประเทศและยุโรป ที่สนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ และ คิงส์มีโดว์ ตลอดซีซัน โดยได้รับความร่วมมือจาก Performance Interpreting และเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Sign with Fingers ที่เชลซีและ Cadbury พัฒนาร่วมกับ Chelsea Deaf Supporters Group และ National Deaf Children’s Society เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมของแฟนบอลหูหนวก

 

สำหรับแคมเปญนี้มีจุดเริ่มต้นจากงานวิจัยที่เผยว่า 60% ของประชากรมีความยากลำบากในการสื่อสารกับผู้ที่หูหนวก และ 27% ของชาวอังกฤษยอมรับว่าไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดคุยกับผู้ที่หูหนวกอย่างไร โดย เชลซี และ Cadbury จึงตั้งเป้าสร้างสภาพแวดล้อมที่ครอบคลุมทุกคน พร้อมให้ความรู้ด้าน BSL แก่นักเตะและแฟนบอล

 

นอกจากล่าม BSL ในวันแข่งขัน เชลซียังเตรียมให้บริการล่ามในงานประชุมแฟนคลับ (fan forums) และทัวร์สนามแบบนำชมด้วย BSL ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ซีซันก่อน ขณะที่ Cadbury จะจัดคอนเทนต์บทสนทนายอดนิยมในรูปแบบ BSL เผยแพร่ในสื่อวันแข่งขัน แพลตฟอร์มดิจิทัลของสโมสร และ Cadbury Sign with Fingers Digital Hub พร้อมแหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อสร้างความตระหนักและขจัดอุปสรรคในการสื่อสาร

 

โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในพันธกิจของเชลซีในการทำให้สนามแข่งขันเข้าถึงได้สำหรับทุกคน เพื่อให้แฟนบอลทุกคนรู้สึกได้รับการต้อนรับ มีส่วนร่วม และสนุกกับประสบการณ์วันแข่งขันอย่างเต็มที่

 

อ้างอิง:

The post ครั้งแรกในพรีเมียร์ลีก! เชลซีจะมีล่ามภาษามือสากลให้บริการในทุกเกมเหย้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชลซีร่วมบริจาคเงินจากโบนัสแชมป์สโมสรโลก ช่วยครอบครัว ดิโอโก โชตา และอันเดร ซิลวา https://thestandard.co/chelsea-donates-prize-money-jota/ Thu, 14 Aug 2025 12:40:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1107469

The Athletic UK รายงานว่า เชลซี สโมสรดังแห่งพรีเมียร์ลี […]

The post เชลซีร่วมบริจาคเงินจากโบนัสแชมป์สโมสรโลก ช่วยครอบครัว ดิโอโก โชตา และอันเดร ซิลวา appeared first on THE STANDARD.

]]>

The Athletic UK รายงานว่า เชลซี สโมสรดังแห่งพรีเมียร์ลีก จะนำส่วนหนึ่งของโบนัสแชมป์ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ 2025 มอบเป็นเงินช่วยเหลือครอบครัวของ ดิโอโก โชตา และ อันเดร ซิลวา สองพี่น้องนักฟุตบอลชาวโปรตุเกสที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

 

เชลซีภายใต้การคุมทีมของ เอนโซ มาเรสกา คว้าแชมป์รายการสโมสรโลกซึ่งจัดขึ้นในรูปแบบใหม่ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังเอาชนะปารีส แซงต์ แชร์แมง 3-0 ในนัดชิงชนะเลิศที่สนามเมตไลฟ์สเตเดียม รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา คว้าเงินรางวัลรวมราว 114.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,710 ล้านบาท)

 

จากเงินรางวัลดังกล่าว สโมสรได้จัดสรรงบประมาณ 15.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 502 ล้านบาท) เพื่อแบ่งให้กับนักเตะที่มีส่วนร่วมในทัวร์นาเมนต์อย่างเท่าเทียมกัน พร้อมทั้งมีมติร่วมกันระหว่างสโมสรและนักเตะที่จะมอบจำนวนเงินเท่ากันให้กับครอบครัวของโชตา ซึ่งคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนหักค่าใช้จ่ายในการแปลงสกุลเงิน ภาษี และค่าประกันสังคมที่เกี่ยวข้อง

 

ก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูลประกาศแผนสร้างรูปปั้นอนุสรณ์ที่สนามแอนฟิลด์ เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางในการรำลึกถึงโชตา พร้อมติดสัญลักษณ์ ‘Forever 20’ บนเสื้อแข่งและเสื้อทีมตลอดฤดูกาล 2025/26 ขณะเดียวกัน มูลนิธิ LFC Foundation จะเปิดโครงการฟุตบอลเยาวชนในนามของเขา

 

นอกจากนี้ สโมสรจะจัดแฟนโมเสกพิเศษและยืนไว้อาลัย 1 นาที ในเกมเปิดพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ที่จะพบกับบอร์นมัธ ที่แอนฟิลด์ในวันศุกร์ รวมถึงประกาศเลิกใช้เสื้อหมายเลข 20 ในทุกระดับของสโมสรอย่างถาวร เพื่อเป็นเกียรติแก่โชตา ซึ่งลงเล่นให้ลิเวอร์พูล 182 นัด ยิงได้ 65 ประตู นับตั้งแต่ย้ายมาจากวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ในปี 2020

 

The post เชลซีร่วมบริจาคเงินจากโบนัสแชมป์สโมสรโลก ช่วยครอบครัว ดิโอโก โชตา และอันเดร ซิลวา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Together in Glory เชลซีฉลองฤดูกาลแห่งความสำเร็จที่ เดอะ บริดจ์ https://thestandard.co/chelsea-5-trophies-celebration/ Thu, 07 Aug 2025 03:31:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1104666 chelsea-5-trophies-celebration

ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อวานที่ผ่านมา เชลซีเปิดสนาม […]

The post Together in Glory เชลซีฉลองฤดูกาลแห่งความสำเร็จที่ เดอะ บริดจ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
chelsea-5-trophies-celebration

ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อวานที่ผ่านมา เชลซีเปิดสนามต้อนรับแฟนบอลสิงห์บลูส์เข้าสู่บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองเล็กๆ ในงาน ‘Together in Glory’ เพื่อฉลองความสำเร็จในฤดูกาล 2024/25 อันยิ่งใหญ่ของสโมสร

 

ในช่วงก่อนการฝึกซ้อม ทีมเชลซีได้จัดงานพิเศษเพื่อร่วมแบ่งปันความสำเร็จของทั้งทีมชายและทีมหญิง ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้า 5 แชมป์ใหญ่ รวมกัน

 

  • ทีมชายคว้าแชมป์ FIFA Club World Cup และ UEFA Conference League
  • ทีมหญิงคว้า เทรเบิลแชมป์ แบบไร้พ่ายในประเทศ ทั้ง WSL, FA Cup และ League Cup

 

ภายในงาน นักเตะจากทั้งสองทีมเดินทางมาร่วมเฉลิมฉลองกับแฟนๆ อย่างอบอุ่น พร้อมเปิดตัวนักเตะใหม่ รวมถึงการนำถ้วยแชมป์ทั้ง 5 ใบมาอวดโฉมและถ่ายภาพหมู่กลางเสียงเชียร์ในเดอะ บริดจ์ สร้างบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจให้แฟนเชลซี

 

เชลซี ฉลอง 5 แชมป์ เชลซี ฉลอง 5 แชมป์ เชลซี ฉลอง 5 แชมป์ เชลซี ฉลอง 5 แชมป์

The post Together in Glory เชลซีฉลองฤดูกาลแห่งความสำเร็จที่ เดอะ บริดจ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CHELSEA x OVO ปล่อยคอลเล็กชันฉลองแชมป์สโมสรโลก https://thestandard.co/chelsea-x-ovo/ Wed, 16 Jul 2025 03:34:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1096859 CHELSEA x OVO

แบรนด์ OVO ของแรปเปอร์ชื่อดังอย่าง DRAKE เดินหน้าทำการต […]

The post CHELSEA x OVO ปล่อยคอลเล็กชันฉลองแชมป์สโมสรโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
CHELSEA x OVO

แบรนด์ OVO ของแรปเปอร์ชื่อดังอย่าง DRAKE เดินหน้าทำการตลาดในลอนดอนต่อไป หลังล่าสุดจับมือกับทีมแชมป์สโมสรโลกทีมล่าสุดอย่างเชลซี ในการออกคอลเล็กชันใหม่ หลังจากที่สิงห์บลูส์ได้แชมป์

 

โดยไม่มีสัญญาณล่วงหน้าการออกคอลเล็กชันนี้จนกระทั่งช็อปของ OVO สาขาโซโห นำสินค้าคอลเล็กชันนี้ขึ้นโชว์ที่หน้าร้าน และจะวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

CHELSEA x OVO CHELSEA x OVO

 

ภาพ: chelseanewsambassador, anas1ace / Instagram

The post CHELSEA x OVO ปล่อยคอลเล็กชันฉลองแชมป์สโมสรโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
โมเมนต์แชมป์โลก ในวันที่ ‘เชลซี’ สร้างตำนานบทใหม่ https://thestandard.co/chelsea-club-world-champion/ Tue, 15 Jul 2025 07:21:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1096563 chelsea-club-world-champion

หลังจบศึกชิงแชมป์สโมสรโลก 2025 กับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของ […]

The post โมเมนต์แชมป์โลก ในวันที่ ‘เชลซี’ สร้างตำนานบทใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
chelsea-club-world-champion

หลังจบศึกชิงแชมป์สโมสรโลก 2025 กับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของ เชลซี ควันหลงจากแมตช์นี้ทิ้งไว้ทั้งโมเมนต์น่าจดจำ สถิติที่น่าสนใจ และข้อมูลสำคัญมากมาย

 

ตั้งแต่ภาพร่วมเฟรมฉลองแชมป์ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เงินรางวัลมหาศาลกว่า 84 ล้านปอนด์ ไปจนถึงรางวัลส่วนตัวของนักเตะแต่ละคน

 

และทั้งหมดคือผลลัพธ์จากค่ำคืนที่ ‘สิงห์บลูส์’ ได้จารึกตำนานบทใหม่ในโลกฟุตบอล

 


 

เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 พร้อมทรัมป์ร่วมฉลอง เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 พร้อมทรัมป์ร่วมฉลอง เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 พร้อมทรัมป์ร่วมฉลอง เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 พร้อมทรัมป์ร่วมฉลอง เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 พร้อมทรัมป์ร่วมฉลอง เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 พร้อมทรัมป์ร่วมฉลอง เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 พร้อมทรัมป์ร่วมฉลอง เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 พร้อมทรัมป์ร่วมฉลอง เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 พร้อมทรัมป์ร่วมฉลอง

The post โมเมนต์แชมป์โลก ในวันที่ ‘เชลซี’ สร้างตำนานบทใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดรายได้ 8 ทีมทำเงินสูงสุดจากศึกสโมสรโลก 2025 https://thestandard.co/club-world-cup-2025-top-earners/ Tue, 15 Jul 2025 00:00:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1096391

จบกันไปแล้วสำหรับการแข่งขัน Club World Cup 2025 ที่ไม่เ […]

The post เปิดรายได้ 8 ทีมทำเงินสูงสุดจากศึกสโมสรโลก 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>

จบกันไปแล้วสำหรับการแข่งขัน Club World Cup 2025 ที่ไม่เพียงแต่เดิมพันด้วยถ้วยแชมป์ แต่ยังมีเงินรางวัลรวมกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 726 ล้านปอนด์) ที่ฟีฟ่าเตรียมแจกจ่ายให้กับทั้ง 32 ทีม โดยแบ่งเป็น

 

  • 525 ล้านดอลลาร์ สำหรับเงินร่วมแข่งขัน
  • 475 ล้านดอลลาร์ ตามผลงานในทัวร์นาเมนต์

 

โดยทีมแชมป์อย่างเชลซี คือทีมที่ฟันรายได้มากที่สุด ซึ่งโกยเงินกลับลอนดอนไปถึง 84 ล้านปอนด์ ส่วนรองแชมป์อย่าง ปารีส แซงต์ แชร์แมง รับไป 78.4 ล้านปอนด์

 

และนี่คือภาพรวมของ 8 ทีมทำเงินสูงสุดจากศึกสโมสรโลก 2025

 

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post เปิดรายได้ 8 ทีมทำเงินสูงสุดจากศึกสโมสรโลก 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชลซีฉลองแชมป์สโมสรโลก 2025 พร้อมจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ https://thestandard.co/chelsea-world-champions/ Mon, 14 Jul 2025 09:00:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1096199 chelsea-world-champions

เชลซี โชว์ฟอร์มเหนือความคาดหมาย แม้ก่อนเกมจะถูกมองว่าเป […]

The post เชลซีฉลองแชมป์สโมสรโลก 2025 พร้อมจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
chelsea-world-champions

เชลซี โชว์ฟอร์มเหนือความคาดหมาย แม้ก่อนเกมจะถูกมองว่าเป็นรอง แต่ด้วยแผนการเล่นที่เตรียมมาอย่างดี และการประสานงานที่ลงตัว ทำให้ทัพ “สิงห์บลูส์” เอาชนะ ปารีส แซงต์ แชร์แมง ไปแบบขาดลอย 3-0 ในนัดชิงชนะเลิศ ศึกชิงแชมป์สโมสรโลก 2025 ที่สนามเมตไลฟ์สเตเดียม

 

เกมนี้ โคล พาลเมอร์ สวมบทฮีโร่ ยิง 2 จ่าย 1 พร้อมคว้ารางวัล นักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ ขณะที่ โรเบิร์ต ซานเชซ ผู้รักษาประตูของทีม คว้ารางวัล ถุงมือทองคำ

 

และจากชัยชนะในค่ำคืนนี้ เชลซีกลายเป็นสโมสรจากยุโรปทีมแรกที่คว้าแชมป์รายการสำคัญครบทุกถ้วย ทั้งในระดับประเทศ ยุโรป และระดับโลก

 

เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 เชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 

The post เชลซีฉลองแชมป์สโมสรโลก 2025 พร้อมจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“อย่าให้ใครมาบอกว่า คุณทำไม่ได้” สิ่งที่เรียนรู้จากเชลซี ในวันที่กลายเป็นแชมป์โลก https://thestandard.co/chelsea-club-world-cup-2025/ Mon, 14 Jul 2025 00:47:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1096054 นักเตะ เชลซี ฉลองชัยชนะหลังคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 ด้วยสกอร์ 3-0 เหนือปารีส แซงต์-แชร์กแมง

ย้อนกลับไป 72 ชั่วโมงก่อนเกมนัดชิง ศึกชิงแชมป์สโมสรโลก […]

The post “อย่าให้ใครมาบอกว่า คุณทำไม่ได้” สิ่งที่เรียนรู้จากเชลซี ในวันที่กลายเป็นแชมป์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเตะ เชลซี ฉลองชัยชนะหลังคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 ด้วยสกอร์ 3-0 เหนือปารีส แซงต์-แชร์กแมง

ย้อนกลับไป 72 ชั่วโมงก่อนเกมนัดชิง ศึกชิงแชมป์สโมสรโลก 2025 เชลซีถูกประเมินว่ามีโอกาสชนะเพียง 36 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น

 

ในขณะที่คู่แข่งอย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แชมป์ยุโรปทีมล่าสุด มีโอกาสคว้าแชมป์สูงถึง 64 เปอร์เซ็นต์

 

และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย เพราะเปแอสเชไล่สยบทีมดังแห่งพรีเมียร์ลีกมาตั้งแต่ UCL รอบน็อกเอาต์ ก่อนจะปิดบัญชีอินเตอร์ มิลานแบบ outclass ด้วยสกอร์ 5-0

 

จากนั้นยังสานต่อความร้อนแรงในศึกชิงแชมป์สโมสรโลกด้วยการปราบ บาเยิร์น มิวนิก ในรอบ 8 ทีม และถล่ม เรอัล มาดริด แบบขาดลอย 4-0

 

ทั้งหมดคือเหตุผลว่าทำไม เปแอสเชจึงดู “เหนือกว่า” ในสายตาแฟนบอลทั่วโลก

 

ขณะที่เชลซี แม้จะผ่านเข้าชิงมาได้ แต่ระหว่างทางที่เดินมาถึงนัดสุดท้ายถูกมองว่า “ไม่หนัก” เท่าคู่แข่งอย่างเปแอสเช

 

เพราะหลังจากผ่านเบนฟิก้ามาในรอบ 16 ทีม ก็มาเอาชนะสองทีมจากบราซิลอย่าง พัลไมรัส และฟลูมิเนนเซ ในรอบ 8 ทีม และรอบรองฯ ตามลำดับ

 

หลายคนพูดว่า “เชลซียังไม่เจอของจริง” ซึ่งเมื่อดูจากสถิติ ข้อมูล และการจำลองผลแข่งนับหมื่นครั้งจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของ Opta ทุกอย่างล้วนชี้ไปที่คำตอบเดียวคือ เปแอสเช.. โอกาสแพ้น้อยมาก

 

เช่นเดียวกับฝั่งนักเตะเชลซี ทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจว่า พวกเขาถูกมองว่าเป็นทีมรองอย่างชัดเจน และต่างก็เห็นตรงกันว่า นาทีนี้ เปแอสเช คือทีมที่ร้อนแรงที่สุดในโลก

 

แต่แม้จะรู้อย่างนั้น… ไม่มีใครในทีมแสดงอาการ ‘หงอ’ หรือเกรงกลัวออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย และในมุมกลับกัน.. สายตาทุกคนนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเตรียมมา

 

“เปแอสเชเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม…แต่เราไม่ใช่อินเตอร์ มิลาน และไม่ใช่เรอัล มาดริด” ลีวาย โคลวิลล์ กล่าวไว้ก่อนเกม

 

ทุกคนรู้ดีว่าเชลซีกำลังเจอกับอะไร แต่แทนที่จะกลัว พวกเขาเลือกสู้ด้วยหัวใจของทีมที่ไม่มีอะไรจะเสีย เพราะสิ่งเดียวที่พวกเขาต้องการแบบไม่เผื่อใจคือ “ชัยชนะ”

 

และเมื่อเสียงนกหวีดเริ่มขึ้น เชลซีก็ไม่ปล่อยให้เปแอสเชได้ตั้งเกมตามที่ถนัดทุกคนไล่เพรส ใส่จังหวะหนัก บีบช่องว่าง จนแชมป์ยุโรปแทบไม่ทันตั้งตัว

 

และกว่าที่เปแอสเชจะคิดหาทางจบสกอร์ได้.. โคล พาลเมอร์ ก็จัดการเปลี่ยนอุณหภูมิในสนามที่กำลังร้อนได้ที่ ให้กลายเป็นความหนาวเหน็บด้วยการยิง 2 ลูกในระยะเวลาห่างกันไม่ถึง 10 นาที ก่อนจ่ายพานให้ เจา เปโดร ยิงฝังอีกเม็ดเป็น 3-0

 

ในขณะที่เปแอสเชพยายามทุกวิธีเพื่อกลับสู่เกม แต่ฝั่งเชลซีไม่มีใครผ่อนเครื่อง ไม่ว่าตัวจริงหรือตัวสำรองที่ลงมาแทน ทุกคนเล่นเหมือนมี ซอฟต์แวร์คำสั่งว่า “วิ่งดิเอ๋” ติดอยู่ในหัวตลอดเวลา

 

สุดท้าย เชลซีรักษาสกอร์ 3-0 ไว้ได้จนจบ 90 นาที

 

นี่กลายเป็นอีกครั้งที่พวกเขาถูกมองว่าเป็นรองก่อนเกม แต่เป็น “แชมป์” หลังจบเกม

 

และมากกว่านั้น พวกเขากลายเป็น ทีมจากยุโรปรายแรก ที่คว้าแชมป์ครบทุกถ้วย ทั้งในประเทศ, ยุโรป และระดับโลก พร้อมจารึกชื่อไว้บนถ้วยแชมป์สโมสรโลกใบใหม่เป็นทีมแรกของโลก

 

ถ้าสตอรีความสำเร็จของเชลซีครั้งนี้เปรียบได้กับนิทานเล่มหนึ่ง

 

นิทานเล่มนี้…คงสอนเราว่า “อย่าให้ใครมาบอกว่า…คุณทำไม่ได้”

 

เพราะเชลซีพิสูจน์ให้เห็นในค่ำคืนนี้แล้วว่า แค่คุณเชื่อในตัวเอง เตรียมตัวให้พร้อม และกล้าลงมือทำ 

 

“If there is 1 chance, have 99% faith” (แม้จะมีโอกาสแค่ 1% ก็จงศรัทธาให้มากถึง 99%)

 

และไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาแบบไหน… จะสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เหมือนเชลซีในค่ำคืนนี้ หรือกลับกัน…ต้องเผชิญหน้ากับคำว่า “ไม่สำเร็จ”

 

ขอแค่คุณได้ลงมือทำอย่างเต็มที่ก่อน

 

เพราะบางครั้ง… “ความพยายามสุดหัวใจ” ก็น่าภูมิใจไม่น้อยไปกว่า “ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ” เสียอีก 😃

The post “อย่าให้ใครมาบอกว่า คุณทำไม่ได้” สิ่งที่เรียนรู้จากเชลซี ในวันที่กลายเป็นแชมป์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจา เปโดร หรือนี่คือศูนย์หน้าที่เชลซีหามานาน? https://thestandard.co/chelsea-joao-pedro-debut/ Wed, 09 Jul 2025 02:57:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1094556 chelsea-joao-pedro-debut

แม้เชลซีจะทุ่มเงินกว่า 600 ล้านปอนด์เพื่อเสริมนักเตะเกม […]

The post เจา เปโดร หรือนี่คือศูนย์หน้าที่เชลซีหามานาน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
chelsea-joao-pedro-debut

แม้เชลซีจะทุ่มเงินกว่า 600 ล้านปอนด์เพื่อเสริมนักเตะเกมรุกถึง 19 คน ตั้งแต่ยุคของ ท็อดด์ โบห์ลีย์ เข้ามาแทน โรมัน อบราโมวิช ในปี 2022 แต่พวกเขากลับยังหากองหน้าที่ ‘ใช่’ ไม่เจอเสียที

 

จนกระทั่งการมาถึงของ เจา เปโดร ดาวยิงบราซิลวัย 23 ปี ที่ย้ายมาจากไบรท์ตันในซัมเมอร์นี้ ด้วยค่าตัวรวมเงื่อนไขราว 60 ล้านปอนด์ และดูเหมือนว่าเขาอาจเป็นคำตอบที่ทีมรอคอย

 

เปโดร ซึ่งยิงไป 30 ประตูจาก 70 นัดให้กับไบรท์ตัน นับตั้งแต่ย้ายมาจากวัตฟอร์ดในปี 2023 ถูกเซ็นมาเพื่อสร้างการแข่งขันในตำแหน่งหมายเลข 9 และ 10 ของทีม

 

ทันทีที่นักเตะวัย 23 ปีจากบราซิล ย้ายมาร่วมทีมได้เพียง 1 สัปดาห์ เขากลับสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ทันที ด้วยผลงานสุดเฉียบในศึกชิงแชมป์สโมสรโลก

 

และแสดงให้เห็นแล้วว่า เขาพร้อมเป็นตัวหลักของทีม หลังโชว์ฟอร์มเด่นในนัดประเดิมตัวจริงที่สนามเม็ตไลฟ์ สเตเดียม ด้วยการซัด 2 ประตูจาก 3 ครั้งที่มีโอกาสยิง โดยทั้งสองลูกยิงตรงกรอบทั้งหมด ซึ่งมีแค่ คริสโตเฟอร์ เอ็นกุนกู เท่านั้นที่สร้างโอกาสยิงได้เท่ากัน และไม่มีใครในทีมที่ยิงตรงกรอบมากเท่าเขา

 

ประตูแรกคือการเก็บบอลที่ตกมาแถวหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนบรรจงยิงไซด์โป้งเข้าเสาไกลแบบสุดคลาสสิก ส่วนประตูที่สองมาจากการวิ่งทะลุช่อง รับบอลจากเอ็นโซ เฟร์นันเดซ ก่อนตัดสินใจยิงผ่านมือผู้รักษาประตูวัย 44 ปีของฟลูมิเนนเซเข้าไปอย่างเด็ดขาด

 

ยิ่งไปกว่านั้น เปโดรยังมีบทบาททั่วสนาม เขาปะทะกับคู่แข่ง 9 ครั้ง ดวลลูกกลางอากาศอีก 4 ครั้ง และมีบทบาทในจังหวะเชื่อมเกมจากแนวลึก ไม่ใช่แค่รอจบสกอร์ในเขตโทษ

 

เฉพาะจำนวนการปะทะ มีแค่ เอ็นกุนกู และ มอยเซส ไกเซโด ที่ทำได้มากกว่า ซึ่งทั้งคู่ลงเล่นนานกว่า ส่วนการดวลลูกกลางอากาศ มีเพียง มาร์ก กูกูเรญ่า และ เทรเวอห์ ชาโลบาห์ เท่านั้นที่ทำได้ใกล้เคียง

 

“มันไม่ใช่แค่ประตูที่เขาทำได้ แต่มันคือการประสานงาน, การจ่ายบอล และวิสัยทัศน์ในเกม ถือเป็นฟอร์มที่ยอดเยี่ยมในทุกด้าน”

 

“นี่คือก้าวต่อไปของอาชีพเขา เขากำลังมาถูกทาง และเราก็เห็นถึงศักยภาพที่เขามีอยู่ หวังว่าเขาจะก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง” แกเร็ธ เบล กล่าวผ่าน DAZN หลังได้ยลผลงานของ เจา เปโดร

 

ผลงานของเขาทำให้แฟนบอลเริ่มตั้งคำถามว่า นี่คือตัวรุกที่เชลซีรอคอยมานานหรือเปล่า?

 

เอ็นโซ มาเรสกา กุนซือของทีม กล่าวหลังเกมว่า “สิ่งดีของเจาคือเรารู้ดีว่าเขาเก่งแค่ไหน เขาเล่นได้หลากหลาย ทั้งถอยลงมาเป็นหน้าต่ำ ช่วยเชื่อมเกม และทะลุช่องไปทำประตู นั่นคือเหตุผลที่เราตัดสินใจดึงเขามา”

 

สำหรับแฟนบอลที่ได้ชมเกมนัดนี้ จะเห็นได้ว่า เจา เปโดร ไม่ได้มีดีแค่ยิงประตู แต่เขายังมีบทบาททั่วสนาม ทั้งการดร็อปต่ำมาช่วยต่อเกม โผล่ริมเส้นทั้งสองข้าง เพื่อสร้างจังหวะเกมรุก รวมถึงช่วยเพรสและแย่งบอลในแดนตัวเองด้วย

 

เขายังให้สัมภาษณ์ก่อนเกมว่า “ผู้เล่นแต่ละคนมีสไตล์ของตัวเอง ดีแลปมีแบบหนึ่ง แจ็คสันอีกแบบหนึ่ง ผมก็มีทางของผม ผมคิดว่าใครที่ช่วยทีมได้มากกว่า คนนั้นก็จะได้ลงเล่น”

 

ด้วยสไตล์ที่ครบเครื่องทั้งการจบสกอร์ การเล่นร่วมกับเพื่อน และการเคลื่อนที่ในเกมรุก เจา เปโดร กำลังทำให้เชลซีอาจไม่ต้องมองหาใครอีกในตลาดซัมเมอร์หนนี้

 

และในวันอาทิตย์นี้ เขาจะมีโอกาสคว้าแชมป์แรกกับทีม หากพาทีมล้ม เรอัล มาดริด หรือ เปแอสเช ได้ในรอบชิงชนะเลิศ

 

บางที.. นี่อาจเป็นสัญญาณจากเปโดรส่งถึงแฟนๆสิงห์บลูส์ และบอร์ดของเชลซีว่า 

 

คุณไม่จำเป็นต้องตามหาศูนย์หน้าอีกแล้ว..!

The post เจา เปโดร หรือนี่คือศูนย์หน้าที่เชลซีหามานาน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์เซนอล vs. เชลซี จากคู่แข่งสู่ลูกค้าขาประจำ? https://thestandard.co/arsenal-chelsea-transfer-shift/ Wed, 02 Jul 2025 13:26:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1092180 arsenal-chelsea-transfer-shift

บิดเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว สิ่งที่ไม […]

The post อาร์เซนอล vs. เชลซี จากคู่แข่งสู่ลูกค้าขาประจำ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
arsenal-chelsea-transfer-shift

บิดเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดจะได้เห็นมาก่อนในชีวิตได้เกิดขึ้น เมื่ออาร์แซน เวนเกอร์ สติหลุดเข้าผลักโชเซ มูรินโญ ที่ยืนคุมทีมอยู่ข้างสนามจนเกิดความวุ่นวายกันเล็กๆ ขึ้น

 

เวนเกอร์ ปรัชญาเมธีลูกหนังผู้สงบนิ่งคนนั้นเนี่ยนะ!

 

เหตุการณ์ระดับตำนานเล็กๆ ในวันนั้นเป็นกระจกสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ร้อนรุ่มระหว่างเชลซีกับอาร์เซนอล ที่ความจริงแล้วก่อนเรื่องจะปะทุก็เริ่มมีการก่อสงครามประสาทกันมาสักระยะแล้ว กับประโยคอมตะหนึ่งของ “The Special One” ที่เปรียบเทียบเวนเกอร์ว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านความล้มเหลว” (Specialist in failure)

 

บิดเข็มนาฬิกากลับมาที่ปัจจุบัน อาร์เซนอลเพิ่งเซ็นสัญญาคว้า เกปา อาร์ริซาบาลากา ผู้รักษาประตูชาวสเปนที่เคยครองสถิติผู้รักษาประตูที่แพงที่สุดในโลกมาจากเชลซีด้วยค่าตัวเพียง 5 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นการเสริมขุมกำลังให้พร้อมสำหรับการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลหน้า

 

โดยที่เกปา ไม่ได้เป็นนักเตะรายแรกที่ย้ายข้ามฟากระหว่างกัน ในระดับที่ 7 ฤดูกาลหลังสุดอาร์เซนอลซื้อนักเตะมาจากเชลซีมากถึง 6 รายด้วยกัน และใช้จ่ายเงินมากถึง 90 ล้านปอนด์

 

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้อดีตสโมสรที่เคยวางตัวเป็นปฏิปักษ์ (Rivalry) กลายเป็น “ลูกค้าขาประจำ” กันในตอนนี้ไปเสียแล้ว?

 

เวนเกอร์ผลักมูรินโญ และการซื้อขายนักเตะระหว่างอาร์เซนอลกับเชลซี

 

จุดเริ่มต้นความผูกพันทางการค้า

 

ความจริงแล้วเชลซีและอาร์เซนอล ไม่ได้ถือเป็นทีมคู่แข่งกันโดยตรงเหมือนที่ “กันเนอร์ส” เป็นคู่แค้นกับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ทีมร่วมลอนดอนตอนเหนือ (North London Rivalry) ที่เจอกันเมื่อไรไม่มีใครยอมใครทั้งนั้น

 

ระหว่างเชลซีกับอาร์เซนอล มากที่สุดก็เป็นเพียงคู่แข่งร่วมเมืองลอนดอนที่ต้องเจอกันบ่อยใน “ลอนดอน ดาร์บีแมตช์” เท่านั้น

 

แต่จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาที่นำไปสู่ช่วงเวลาที่ทั้งสองสโมสรรู้สึกเป็นคู่แข่งกันขึ้นมาเกิดขึ้นในช่วงหลังจากปี 2004 ที่เชลซีได้โชเซ มูรินโญ ซึ่งในขณะนั้นเป็นกุนซือคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่เก่งกาจสมฉายา “The Special One” เข้ามาคุมทีม

 

โดยเชลซีของมูรินโญ กลายเป็น “ตัวแปร” ที่เข้ามาสอดแทรกและคั่นกลางศึกของสองสโมสรใหญ่ในตอนเหนือและใต้ของอังกฤษอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอาร์เซนอล ที่ช่วงชิงความเป็นหนึ่งมายาวนานตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 90

 

สำหรับทีมที่ไร้รากความสำเร็จอย่างเชลซี สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงให้พวกเขาเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จได้คือการลงทุนผู้เล่น โดยท่ามกลางผู้เล่นมากมายที่โรมัน อบราโมวิช อดีตเจ้าของสโมสรชาวรัสเซีย ทุ่มเงินให้ซื้อตัวมาเสริมทัพนั้น หนึ่งในผู้เล่นที่เป็นประเด็นพอสมควรคือ แอชลีย์ โคล

 

โคล ในเวลานั้นเป็นแบ็กซ้ายอันดับหนึ่งของอังกฤษ เป็นผลผลิตที่อาร์เซนอลและเหล่า “กูนเนอร์ส” ภาคภูมิใจ แต่ถูกดึงดูดด้วยโอกาสประสบความสำเร็จกับเชลซีที่กำลังเริ่มมาแรงในเวลานั้น จนนำไปสู่การแลกตัวกัน

 

โดยเชลซีส่งวิลเลียม กัลลาส ปราการหลังชาวฝรั่งเศส กลับมาให้อาร์เซนอล ซึ่งเวนเกอร์ก็ต้องการนักเตะกองหลังอยู่พอดี แม้ว่าจะไม่อยากเสียกำลังสำคัญอย่างโคลไปแต่อย่างน้อยก็ดีกว่าเสียไปเปล่าๆ ไม่ได้อะไรกลับมา

 

เวนเกอร์ผลักมูรินโญ และการซื้อขายนักเตะระหว่างอาร์เซนอลกับเชลซี

 

ไม่ชอบหน้าแต่แวะมาหานิดหน่อย

 

หลังจากนั้นการขับเคี่ยวกันระหว่างอาร์เซนอลกับเชลซีในสนามยังดำเนินต่อมาเรื่อย แม้ว่าจะไม่ได้ร้อนแรงอะไรนักเพราะทั้งสองทีมต่างก็มีช่วงเวลาที่ดีและแย่สลับกันไปในแต่ละฤดูกาลที่ผ่านพ้น โดยยังมีแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใต้การนำของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ครองความยิ่งใหญ่ยาวนานเป็นคู่แข่งของทั้งสองทีมอีกที

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจคืออาร์เซนอล แอบหรอยนักเตะจากเชลซีมาเรื่อยๆ โดยในช่วงที่เวนเกอร์ ยังคุมทีมอาร์เซนอลจนถึงปี 2018 มีนักเตะอีก 3 รายที่คว้าตัวมาจากเชลซี

 

  • ลาสซานา ดิยาร์รา (2007) กองกลางดาวรุ่งระดับหัวแถวของวงการ ถูกซื้อมาด้วยค่าตัว 2.6 ล้านปอนด์
  • ยอสซี เบนายูน (2011) ตัวทำเกมของดีชาวอิสราเอล ถูกยืมตัวมาใช้งาน 1 ฤดูกาลเต็ม
  • ปีเตอร์ เช็ก (2015) ผู้รักษาประตูระดับตำนานของเชลซี ที่ย้ายข้ามฝั่งมาเพราะสูญเสียตำแหน่งตัวจริงในทีม

 

หากสังเกตจะพบว่าการย้ายทีมเหล่านี้เป็นการย้ายทีมของผู้เล่นในระดับที่ไม่ใช่ตัวหลักอะไรนัก และทั้งสองสโมสรยังคงทำธุรกิจกันได้แม้ว่าจะมีช่วงของกระแสความขัดแย้งที่รุนแรง โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาล 2014/15 ที่มูรินโญ กลับมาพาเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง (และเป็นแชมป์ลีกสมัยสุดท้ายของเขา) ซึ่งเป็นช่วงที่เวนเกอร์ พยายามพาอาร์เซนอลกลับคืนสู่ความสำเร็จเช่นกัน

 

ความร้อนแรงทางอารมณ์ในเวลานั้นถึงขั้นทำให้เวนเกอร์มี “ตบะแตก” เกือบซัดกับมูรินโญเหมือนกัน และในความรู้สึกระหว่างแฟนบอลสองสโมสรก็เริ่มมีอาการเหม็นหน้ากันบ้างเล็กน้อย

 

เวนเกอร์ผลักมูรินโญ และการซื้อขายนักเตะระหว่างอาร์เซนอลกับเชลซี

 

ขาประจำ ไม่มาก็คิดถึง

 

สถานภาพและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของสองสโมสรทำให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นค่อยๆ จางและบางลงตามไปด้วย ทำให้เกิดการโยกย้ายระหว่างกันอีกหลายครั้ง

 

โดยเฉพาะอาร์เซนอล ที่นับตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมาได้กลายเป็นลูกค้าขาประจำของเชลซีไปแบบไม่น่าเชื่อ

 

  • ดาวิด ลุยซ์ (2019) 8 ล้านปอนด์
  • วิลเลียน (2020) ฟรี
  • จอร์จินโญ (2023) 12 ล้านปอนด์
  • ไค ฮาเวิร์ตซ์ (2023) 65 ล้านปอนด์
  • ราฮีม สเตอร์ลิง (2024) ยืมตัว 1 ฤดูกาล
  • เคปา อาร์ริซาบาลากา (2025) 5 ล้านปอนด์

 

ขณะที่เชลซีอุดหนุนอาร์เซนอลกลับแค่คนเดียวคือ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ (2018) ด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์

 

อย่างไรก็ดี หากมองในภาพรวมแล้วการโยกย้ายระหว่างทั้งสองทีมนั้นโดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้เล่นที่เริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาในการลงสนามกับต้นสังกัดเดิมแทบทั้งสิ้น และต้องการที่จะย้ายทีมเพื่อโอกาสในการเริ่มต้นใหม่และลงสนามที่มากขึ้น

 

มีเพียงรายของฮาเวิร์ตซ์ กองหน้าดาวเด่นทีมชาติเยอรมนีในเวลานั้นแค่คนเดียวที่ถือเป็นการย้ายทีมในแบบ “บิ๊กดีล” ที่สร้างความฮือฮาน่าจับตามองในวงการ

 

โดยที่เราไม่ได้พูดถึงการโยกย้ายแบบที่มี “จุดพัก” (ไม่ได้ย้ายตรง) เช่น นิโกลาส์ อเนลกา, เซสก์ ฟาเบรกาส หรือ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยัง

 

เวนเกอร์ผลักมูรินโญ และการซื้อขายนักเตะระหว่างอาร์เซนอลกับเชลซี

 

เหตุผลที่ซ่อนอยู่

 

สำหรับเหตุผลที่ซ่อนอยู่ในการโยกย้ายระหว่างกันนั้น ไม่ได้มีแค่เรื่องของโอกาสในการลงสนามเท่านั้น

 

เรื่อง “หลังบ้าน” ก็เป็นเหตุผลที่สำคัญไม่แพ้กัน

 

เนื่องจากทั้งเชลซีและอาร์เซนอล ต่างอยู่ในลอนดอนเหมือนกัน ซึ่งสำหรับนักฟุตบอลแล้วเกือบทุกคนไม่ได้อาศัยเพียงคนเดียวแต่มีครอบครัวรวมถึงลูกที่ต้องคำนึงด้วย การย้ายทีมโดยที่ไม่ต้องย้ายเมืองหรือย้ายประเทศนั้นทำให้ชีวิตนอกสนามของครอบครัวยังดำเนินไปได้ตามปกติ

 

ลูกยังไปโรงเรียนเดิมได้ ภรรยายังมีไลฟ์สไตล์ในแบบเดิมได้ แม้ว่าสำหรับบางคนอาจจะตัดสินใจย้ายบ้านก็ตามเพราะการเดินทางระหว่างทางตอนเหนือของลอนดอน (อาร์เซนอล) ไปทางตะวันตกของลอนดอน (เชลซี) นั้นก็ไม่ใช่การเดินทางที่สะดวกสบายนัก แต่อย่างน้อยก็ยังได้ชื่อว่าอยู่ในลอนดอนเหมือนเดิม

 

อีกเหตุผลที่มีความสำคัญคือการที่อาร์เซนอล และเชลซี เป็นสโมสรไม่กี่แห่งที่สามารถจ่ายค่าเหนื่อยผู้เล่นในระดับสูงใกล้เคียงกันได้ ทำให้หากมีนักเตะที่คิดอยากจะย้ายออกจากทีมหนึ่ง อีกทีม (ส่วนใหญ่จะเป็นอาร์เซนอล) จะเป็นทีมแรกที่ถูกคิดถึงเสมอ

 

ดังนั้นถึงจะเป็นคู่แข่งร่วมเมืองกัน แต่เรื่องนอกสนามการซื้อขายระหว่างกันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สามารถพูดคุยกันได้ไม่ยาก ซึ่งตอนนี้ก็ใกล้เคียงกับการ “ผูกปิ่นโต” กันแล้ว

 

ไม่ต่างอะไรจากเวนเกอร์ ที่เคยออกมาเล่าถึงเรื่องเหตุการณ์กับมูรินโญ ในรายการทอล์คโชว์ Graham Norton

 

“มันมีสิ่งที่ผมพยายามบอกให้ลูกทีมพยายามควบคุมตัวเอง แต่บางครั้งผมเองก็ทำไม่ได้”

 

“ผมเป็นคนเริ่มก่อนด้วย” เสียงหัวเราะของผู้ชมที่อยู่ในสตูดิโอห้องส่งดังลั่น เช่นกันกับรอยยิ้มของเวนเกอร์ที่เหมือนบอกเป็นนัยว่าบางอย่างมันผ่านไปนานแล้วก็ผ่านไป

 

โลกนี้ ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูที่ถาวรหรอก (แต่ไม่เคยเอ่ยถึงมูรินโญในหนังสือของตัวเองนะ!)

 

อ้างอิง:

 

 

The post อาร์เซนอล vs. เชลซี จากคู่แข่งสู่ลูกค้าขาประจำ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตะตี 3 จบ 7 โมงเช้า! เกิดอะไรขึ้นในเกมเชลซีพบเบนฟิกา https://thestandard.co/what-happened-chelsea-v-benfica/ Sun, 29 Jun 2025 06:20:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1090683

4 ชั่วโมง 38 นาที คือเวลาในเกมที่เชลซีลงสนามพบกับเบนฟิก […]

The post เตะตี 3 จบ 7 โมงเช้า! เกิดอะไรขึ้นในเกมเชลซีพบเบนฟิกา appeared first on THE STANDARD.

]]>

4 ชั่วโมง 38 นาที คือเวลาในเกมที่เชลซีลงสนามพบกับเบนฟิกาในรอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึกฟุตบอลชิงแชมป์สโมสร หรือ Club World Cup 2025 ที่สนาม Bank of America Stadium เมืองชาร์ลอตต์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา

 

ถึงสุดท้ายเชลซีจะผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศไปพบกับพัลไมรัส หลังเอาชนะเบนฟิกาไป 4-1 แต่เกมแมตช์นี้เต็มไปด้วยดราม่า ทั้งจุดโทษปัญหา ใบแดง และการหยุดการแข่งขันเกือบ 2 ชั่วโมง เพราะสภาพอากาศเลวร้าย

 

แล้วทำไมการแข่งขันถึงจบช้าขนาดนั้น?

 

สำหรับแฟนฟุตบอล นี่ไม่ใช่สิ่งปกติเลยที่แมตช์ซึ่งควรจะกินเวลาราว 2 ชั่วโมง ต้องใช้เวลารวมกว่าจะแข่งขันจนไปกว่า 4 ชั่วโมงครึ่งแบบนี้

 

ต่อให้มีการต่อเวลาออกไปอีก 30 นาที หลังเกมจบด้วยผลเสมอ 1-1 ในเวลา 90 นาที เกมก็ไม่ควรจะเกิน 3 ชั่วโมง แต่แมตช์นี้ต้องเจอกับเงื่อนไขด้านสภาพอากาศที่ทำให้แฟนบางคนอาจจะร่ำร้องในใจว่า ‘สภาพ!’

 

แมตช์นี้เริ่มต้นเวลาตี 3 ของประเทศไทย และเกมทำท่าจะจบกันปกติ แต่ในนาทีที่ 85 ผู้ตัดสิน สลาฟโก วินชิช สั่งหยุดเกมทันทีเมื่อได้รับแจ้งว่ามีพายุฟ้าคะนองใกล้สนาม โดยนักเตะทั้งสองทีมถูกส่งกลับเข้าห้องแต่งตัวทันที

 

หลังจากนั้นเวลาก็ค่อยๆ ผ่านไป โดยต้องใช้เวลาถึง 113 นาที หรือเกือบ 2 ชั่วโมง กว่าจะกลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 6 ของทัวร์นาเมนต์ที่เกมต้องถูกระงับเพราะพายุ

 

ก่อนหยุดเกมเชลซีนำอยู่ 1-0 จากประตูของ รีซ เจมส์ ในนาที 64 แต่เมื่อกลับมาเล่นต่อช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เบนฟิกาได้จุดโทษปัญหาจากจังหวะแฮนด์บอลของ มาโล กุสโต ซึ่งเกิดขึ้นหลังตรวจสอบ VAR และเป็น อังเคล ดิ มาเรีย ยิงไม่พลาด ตีเสมอ 1-1 ส่งเกมเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ

 

ในตอนที่เกมกลับมาแข่งขันกันอีกครั้ง แฟนบอลที่น้อยอยู่แล้วในแมตช์นี้กลายเป็นโหรงเหรง เพราะแฟนบอลบางส่วนเลือกที่จะกลับบ้านโดยไม่รอเกมกลับมาแข่งต่อ หรืออันที่จริงบางส่วนอาจจะรอไม่ไหว!

 

แม้หลังจากนั้นเกมจบลงด้วยชัยชนะของเชลซี 4-1 ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเพราะใบแดงของ จานลูกา เพรสติอันนี ในนาทีที่ 92 ส่งผลให้เชลซีได้ถึง 3 ประตูในครึ่งหลังของการต่อเวลา และเอาชนะไปได้

 

จากเกมที่เริ่มต้นเวลาตี 3 จบลงในเวลาราว 07.40 น. ตามเวลาประเทศไทย!

 

ในรายการนี้มีการเลื่อนการแข่งขันก่อนหน้านี้ไปแล้วถึง 5 เกม เพราะเหตุผลด้านสภาพอากาศ ไล่ตั้งแต่เกมที่

 

  • อุลซาน พบ มาเมโลดี ซันดาวน์ส ต้องดีเลย์กว่า 1 ชั่วโมง
  • เรดบูล ซัลซ์บวร์ก พบ ปาชูกา ดีเลย์ 97 นาที
  • พัลไมรัส พบ อัล อาห์ลี ดีเลย์เล็กน้อย
  • เบนฟิกา พบ ออกแลนด์ ซิตี้ ดีเลย์ไปร่วม 2 ชั่วโมง
  • ออกแลนด์ ซิตี้ พบ โบคา จูเนียร์ ดีเลย์ไป 40 นาที

 

สาเหตุที่เกมส่วนมากต้องเลื่อนไปนานขนาดนั้นเป็นเหตุผลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะจากฟ้าผ่าซึ่งมักเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในพื้นที่โล่งอย่างสนามกีฬา

 

ฟาบริซิโอ โรมาโน เปิดเผยว่า โปรโตคัล FIFA กำหนดให้มีการดีเลย์เกมอย่างน้อย 30 นาทีเพื่อความปลอดภัยจากฟ้าผ่า โดยในรายละเอียดระบุว่า ทุกครั้งที่ฟ้าผ่าลงมาในรัศมี 10 ไมล์ (16 กิโลเมตร) จะต้องรอ 30 นาที และเวลาจะรีเซ็ตทุกครั้งที่มีฟ้าผ่าครั้งใหม่ โดยเกมจะกลับมาแข่งขันกันไม่ได้จนกว่าจะผ่านไป 30 นาทีโดยไม่มีฟ้าผ่าเลย

 

นั่นหมายความว่า หากฟ้าผ่าครั้งสุดท้ายในที่ใดที่หนึ่ง ผ่านไป 29 นาที แล้วมีฟ้าผ่าครั้งใหม่ลงมา เกมก็จะต้องดีเลย์ออกไปอีก 30 นาที ซึ่งกินเวลาไป 59 นาที จนกว่าเกมจะกลับมาแข่งขันกันได้หากไม่มีฟ้าผ่าครั้งใหม่ในระหว่าง 30 นาทีรอบหลัง

 

แม้จะดูเป็นการใช้เวลานาน แต่ทั้งหมดก็เป็นเหตุผลด้านความปลอดภัย ทั้งต่อตัวนักกีฬารวมไปถึงคนดูที่อยู่บนอัฒจันทร์ด้วย

 

กฎข้อนี้ไม่ได้ถูกใช้แค่กับฟุตบอล เพราะใน NFL เองก็มีกฎความปลอดภัยจากฟ้าผ่าเช่นกัน แต่เนื้อหาขอกฎอาจจะแตกต่างกันเล็กน้อย

 

ใน NFL จะมีการหยุดเกม 30 นาทีเช่นกัน แต่ระยะรัศมีที่ถูกนำมาใช้ว่าเกมจะกลับมาเล่นต่อได้หรือไม่จะมีรัศมี 8 ไมล์ หรือราว 13 กิโลเมตร ซึ่งน้อยกว่า FIFA เล็กน้อย

 

แฟนๆ NFL เองก็คงจะคุ้นชินกับการที่เกมถูกดีเลย์ออกไปเนื่องจากสภาพอากาศเช่นกัน เพราะการที่เกมต้องหยุดด้วยเหตุผลนี้เกิดขึ้นในแทบจะทุกฤดูกาล

 

แต่แตกต่างจาก NFL ที่ปกติแต่ละเกมก็กินเวลายาวนานกว่าฟุตบอลในแต่ละแมตช์อยู่แล้ว และฤดูกาล NFL ก็ยาวนานกว่าฟุตบอลทัวร์นาเมนต์เช่นนี้ เพราะในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากเกมถูกยกเลิกก็จะยังพอที่จะหาเวลากลับมาเล่นใหม่ในวันหลังได้

 

แต่ฟุตบอลทัวร์นาเมนต์แบบสโมสรโลก การเลื่อนเกมออกไปเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว เพราะมันจะกระทบกับเกมต่อๆ ไป และการเลื่อนเกมฟุตบอลออกไปถึง 2 ชั่วโมงแบบนี้มันยังกระทบกับโมเมนตัมของเกมฟุตบอลที่ต้องเล่นกันอย่างต่อเนื่อง ต่างจาก NFL ที่เล่นๆ หยุดๆ ด้วย

 

โดยทาง เอ็นโซ มาเรสกา หัวหน้าโค้ชของเชลซี ก็มองว่า การหยุดเกมนานถึง 2 ชั่วโมงแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องปกติเช่นกัน โดยกล่าวหลังจบเกมว่า “มันน่าตลกสิ้นดี เป็นไปไม่ได้เลยกับการหยุดเกม 2 ชั่วโมง นี่มันฟุตบอลนะ มันไม่เหมาะกับกีฬาของเราเลย

 

“ผมเข้าใจการหยุดเกมเพื่อความปลอดภัย แต่คงไม่ใช่จุดที่เหมาะสมในการจะเล่นฟุตบอลแบบนั้นหรอก คุณครับ การหยุดเกม 2 ชั่วโมงนี่มันไม่ใช่ฟุตบอลแล้ว

 

“มันไม่ใช่เกมฟุตบอลแบบเดิมหลังจากผ่านไป 2 ชั่วโมง มันไม่ปกติหลังจากผ่านไป 85 นาทีเราไม่เสียประตู และเมื่อคุณหยุดแล้วกลับออกมา คุณก็เสียประตู เมื่อมันมีเกม 6-7 แมตช์ถูกหยุดระหว่างเกม นั่นหมายความว่ามีบางอย่างผิดปกติแล้วละ”

 

ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ FIFA ต้องกลับไปขบคิดและหาทางรับมือให้ได้ เพราะมันจะเป็นบทเรียนสำคัญก่อนที่ฟุตบอลโลก 2026 ในสหรัฐอเมริกา จะเปิดฉาก ซึ่งฟุตบอลโลกในปีหน้าก็ยังจะเล่นในช่วงเวลาเดียวกันกับสโมสรโลกในปีนี้ด้วย

 

นั่นหมายความว่าฟุตบอลโลก 2026 อาจต้องรับมือกับสภาพอากาศที่คล้ายๆ กันนี้ในปีหน้า และฟ้าผ่าก็อาจเกิดขึ้นได้เหมือนเดิมเช่นกัน

 

FIFA ต้องหาทางให้หลายๆ เมืองเตรียมรับมือกับพายุฤดูร้อนที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อโปรแกรมการแข่งขัน ทั้งสำหรับนักเตะ แฟนบอล และผู้ชมทางบ้าน

 

เพราะแม้สภาพอากาศจะเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่หากไม่มีข้อกำหนดในการรับมือแล้วปล่อยให้ฟุตบอลโลกถูกเลื่อนเกมออกไปแบบที่เกิดขึ้นในสโมสรโลกปีนี้

 

ฟุตบอลโลก 2026 อาจเป็นฟุตบอลโลกที่ ‘ดูไม่จืด’ ที่สุดครั้งหนึ่งเลยก็ได้

 

ภาพ: Justin Setterfield – FIFA / Getty Images

 

อ้างอิง

The post เตะตี 3 จบ 7 โมงเช้า! เกิดอะไรขึ้นในเกมเชลซีพบเบนฟิกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nike Football นำ 4 ตำนานมาเปิดตัวเสื้อแข่งใหม่ 4 สโมสร https://thestandard.co/nike-new-kits-4-football-clubs/ Thu, 12 Jun 2025 10:22:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1084421

Nike Football ลงภาพการเปิดตัวชุดแข่งใหม่ของ 4 สโมสร ที่ […]

The post Nike Football นำ 4 ตำนานมาเปิดตัวเสื้อแข่งใหม่ 4 สโมสร appeared first on THE STANDARD.

]]>

Nike Football ลงภาพการเปิดตัวชุดแข่งใหม่ของ 4 สโมสร ที่ได้อดีตนักเตะระดับตำนานของแต่ละสโมสรมาเป็นคนใส่เสื้อโปรโมต

 

สโมสรทั้ง 4 ประกอบด้วย ปารีส แซงต์ แชร์กแมง (เหย้า), แอตเลติโก มาดริด (เหย้า), เชลซี (เยือน) และ อินเตอร์ มิลาน (เยือน)

 

โดยนักเตะทั้ง 4 คนที่มาโปรโมตเสื้อทั้ง 4 ตัวประกอบไปด้วย โรนัลดินโญ ในเสื้อ เปแอสเช, เฟอร์นานโด ตอร์เรส ในเสื้อตราหมี, ดิดิเยร์ ดร็อกบา ในเสื้อสิงห์บลูส์ และ โรนัลโด (R9) ในเสื้องูใหญ่

 

คิดถึงใครในเสื้อตัวไหนกันมากที่สุด?

 

The post Nike Football นำ 4 ตำนานมาเปิดตัวเสื้อแข่งใหม่ 4 สโมสร appeared first on THE STANDARD.

]]>