เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/charoen-pokphand-foods/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 02 Oct 2025 12:25:20 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘ซีพีเอฟ’ ซื้อหุ้นคืน 8 พันล้านบาท บริหารการเงินเพื่อผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น https://thestandard.co/cpf-share-buyback-2025/ Thu, 02 Oct 2025 12:25:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1125816

วันนี้ (2 ตุลาคม) คณะกรรมการบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จ […]

The post ‘ซีพีเอฟ’ ซื้อหุ้นคืน 8 พันล้านบาท บริหารการเงินเพื่อผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (2 ตุลาคม) คณะกรรมการบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ได้อนุมัติโครงการการซื้อหุ้นคืน หรือ Treasury Stock ในวงเงิน 8,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 6 เดือน ระหว่าง 8 ตุลาคม 2568 ถึง 7 เมษายน 2569 เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น (Shareholders’ return) จากการบริหารสภาพคล่องส่วนเกินให้เกิดประสิทธิผล

 

จากจำนวนหุ้นของบริษัทที่จะลดลงจากจำนวนหุ้นซื้อคืน การซื้อหุ้นคืนจะมีประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นจากการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทและอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นดีขึ้น รวมทั้ง ผู้ถือหุ้นยังมีโอกาสได้รับเงินปันผลต่อหุ้นที่สูงขึ้น

 

โดยการซื้อหุ้นคืนจะต้องดำเนินการตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยวิธีจับคู่อัตโนมัติผ่านระบบซื้อขายของตลาดฯ และราคาซื้อนั้นจะต้องไม่เกิน 115% ของราคาปิดของหุ้นเฉลี่ย 5 วันทำการซื้อขายก่อนหน้าวันที่ทำรายการซื้อหุ้นคืน

The post ‘ซีพีเอฟ’ ซื้อหุ้นคืน 8 พันล้านบาท บริหารการเงินเพื่อผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPF ส่งโปรดักต์ฟังก์ชันนัลดริงก์ รับเทรนด์คนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพแต่ไม่มีเวลา https://thestandard.co/cpf-functional-drink-innoweness/ Mon, 15 Sep 2025 08:13:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1119448 INNOWENESS

ซีพีเอฟ บุกตลาด Functional Drink ที่เป็นตลาดใหญ่และยังม […]

The post CPF ส่งโปรดักต์ฟังก์ชันนัลดริงก์ รับเทรนด์คนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพแต่ไม่มีเวลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
INNOWENESS

ซีพีเอฟ บุกตลาด Functional Drink ที่เป็นตลาดใหญ่และยังมีช่องว่างอยู่มาก ด้วยการเปิดตัวเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ใหม่ INNOWENESS (อินโน-วี-เนส) ชูจุดเด่นเครื่องดื่มบำรุงสมองและการขับถ่าย โดยมีเป้าหมายตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น แต่มีเวลาดูแลตัวเองน้อยลง

 

วรุณ ศิลปสุวรรณชัย ผู้อำนวยการธุรกิจเพื่อสุขภาพ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เปิดเผยว่า บริษัทมุ่งขยายธุรกิจในกลุ่ม Health and Wellness อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยข้อมูลจาก Nielsen ณ เดือนมิถุนายน 2567 ระบุว่า ตลาด Functional Drink ในไทยมีมูลค่าสูงถึง 7 พันล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

จากโอกาสดังกล่าวจึงได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ INNOWENESS Peptide shot เครื่องดื่ม 2 รสชาติ ราคา 39 บาท และ เครื่องดื่ม INNOWENESS Fiber shot 2 รสชาติ ราคา 35 บาท วางจำหน่ายผ่านช่องทางร้านสะดวก โดยทุกๆ ผลิตภัณฑ์ผ่านการวิจัยและพัฒนาโดยซีพีเอฟ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโปรตีนมาอย่างยาวนาน

The post CPF ส่งโปรดักต์ฟังก์ชันนัลดริงก์ รับเทรนด์คนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพแต่ไม่มีเวลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mission Completed ไก่ไทยขึ้นอวกาศสำเร็จ! ในฐานะอาหารของผู้บัญชาการภารกิจ ‘Axiom Mission 4’ [Advertorial] https://thestandard.co/axiom-mission-4-thai-chicken/ Thu, 24 Jul 2025 07:00:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1094698

Mission Completed! อีกครั้งกับอีกก้าวที่น่าภูมิใจของอาห […]

The post Mission Completed ไก่ไทยขึ้นอวกาศสำเร็จ! ในฐานะอาหารของผู้บัญชาการภารกิจ ‘Axiom Mission 4’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

Mission Completed! อีกครั้งกับอีกก้าวที่น่าภูมิใจของอาหารไทยบนเวทีโลกเมื่อ ‘เมนูอกไก่กระเพรา’ จาก CP ได้เป็นหนึ่งในสัมภาระหรือ Payload ร่วมทะยานขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติในภารกิจ ‘Axiom Mission 4’ พร้อมกับยาน ‘Dragon C213’ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อย

 

 

ในขณะที่ทั่วโลกจับตาภารกิจ Axiom Mission 4 คนไทยส่วนหนึ่งก็คงแอบลุ้นไปกับอีกก้าวสำคัญของ ‘ไก่ไทย’ ในฐานะอาหารของผู้บัญชาการภารกิจนี้ด้วยเช่นกัน

 

แม้ ‘เมนูอกไก่กระเพรา’ จะเป็นเมนูธรรมดาที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวันของคนไทย แต่กว่าวัตถุดิบหลักอย่าง ‘ไก่ซีพี’ จะผ่านด่านมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่เข้มข้นที่สุดของโลกเกณฑ์หนึ่งก็ไม่ธรรมดาเลย 

 

 

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างมาตรฐานสูงสุดให้แก่ผู้บริโภคภายใต้ภารกิจ ‘ไก่ไทยไปอวกาศ’ ซีพีตั้งโจทย์สุดท้าทาย ที่จะพิชิตมาตรฐานความปลอดภัยระดับอวกาศ (Space Food Standard) เพื่อให้คนไทยมั่นใจได้ว่าเนื้อไก่ที่รับประทานทุกวันนี้ได้มาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุด

 

กว่าจะพิชิต ‘มาตรฐานอวกาศ’ สำเร็จ!

 

จริงๆ แล้วแคมเปญ ‘ไก่ไทยไปอวกาศ’ เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2023 แต่ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ทาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได้ทำงานร่วมกับ Space Agents ทั้งจากไทยเเละสหรัฐอเมริกา muSpace, Voyager Space เเละ Axiom Space  ร่วมกันทำโครงการวิจัยตรวจสอบกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อยืนยันว่า ‘ไก่ซีพี’ มีความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานระดับอวกาศ 

 

 

กว่าจะผ่านมาตรฐานอาหารอวกาศ ต้องผ่านเกณฑ์ ‘NASA-STD-3001, Vol 2, Rev D’ ทุกข้อ ต้องตรวจสอบตั้งแต่ฟาร์มขั้นตอนการเลี้ยง ไปจนถึงโรงงานผลิตต้องปลอดภัย 100% ทุกขั้นตอน ไม่ใช้ฮอร์โมนเร่งโตตลอดการเลี้ยงดู ปลอดภัยจากยาปฏิชีวนะ เเละกระบวนการผลิตยังต้องปลอดภัยจากเชื้อโรคทางอาหารทุกชนิด เพื่อการผลิตสินค้าที่สามารถถูกจัดเก็บในอุณหภูมิปกติได้นานเป็นปี  

 

ยิ่งไปกว่านั้นยังตรวจสอบลงลึกถึงมาตรฐานการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถเปิดได้ด้วยมือเดียวในสภาพไร้น้ำหนักโดยไม่ทำให้เกิดเศษอาหารหรือของเหลวลอยฟุ้งที่อาจรบกวนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือช่องหายใจของลูกเรือ และสามารถอุ่นซ้ำได้ 

 

‘ครัวไทย’ สู่ห้วงอวกาศ


หลายคนอาจมองว่าภารกิจนี้คือก้าวแรกสู่ความสำเร็จของ ‘อุตสาหกรรมอาหารไทย’ ในเวทีโลก แต่ในฐานะผู้บริโภคที่มองหาอาหารที่ปลอดภัยจริงๆ การที่ CP ไปพิชิตมาตรฐานความปลอดภัยระดับอวกาศสำเร็จ นอกจากจะเป็นความท้าทายครั้งสำคัญ ยังถือเป็นยกเครื่องมาตรฐานการผลิตอาหารทั้งระบบให้มีความปลอดภัยสูงสูงเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าคุณภาพอาหารไทยทุกวันนี้มีความปลอดภัยสูงไม่เเพ้ชาติใด 

 

Axiom Mission 4

 

ภารกิจครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ หลังจาก ‘Dragon C213’ ทะยานสู่อวกาศพร้อม ‘ไก่ซีพี’ เป็นที่เรียบร้อย โดยมี ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร CPF และ Mike Massimino อดีตนักบินอวกาศนาซ่า เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการปล่อยยาน ก็ได้มีการจัดงานแสดงความยินดีที่ ‘Nasa’s Kennedy Space Center’ รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา มีตัวแทนจาก Axiom Space สื่อมวลชนจากหลายประเทศ และชาวไทยในสหรัฐฯ ที่มาร่วมให้กำลังใจอย่างอบอุ่น

 

 

อ้างอิง:

 

The post Mission Completed ไก่ไทยขึ้นอวกาศสำเร็จ! ในฐานะอาหารของผู้บัญชาการภารกิจ ‘Axiom Mission 4’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
7-Eleven มีร้านซูชิแล้ว! CPF เปิดตัว ‘CP-Uoriki’ รูปแบบใหม่ นั่งกินในร้านได้ครั้งแรก ตั้งเป้าขยายครบ 53 สาขาทั่วไทยสิ้นปีนี้ https://thestandard.co/7-eleven-cp-uoriki/ Fri, 18 Jul 2025 13:57:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1097965 CP-Uoriki

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได […]

The post 7-Eleven มีร้านซูชิแล้ว! CPF เปิดตัว ‘CP-Uoriki’ รูปแบบใหม่ นั่งกินในร้านได้ครั้งแรก ตั้งเป้าขยายครบ 53 สาขาทั่วไทยสิ้นปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CP-Uoriki

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได้เปิดตัวร้านอาหารญี่ปุ่น CP-Uoriki ในรูปแบบ ‘ร้านอาหารเต็มรูปแบบ’ ที่สามารถนั่งรับประทานในร้านได้เป็นครั้งแรก โดยปักหมุดที่ชั้น 2 ของร้าน 7-Eleven สาขาประสานมิตร

 

แนวคิดหลักของสาขานี้คือการยกระดับประสบการณ์อาหารญี่ปุ่น โดยนำเสนอซูชิและซาชิมิคุณภาพระดับพรีเมียมที่ทำสดใหม่ทุกจาน พร้อมพื้นที่นั่งรับประทานที่สะดวกสบาย ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในร้าน 7-Eleven ประเทศไทย

 

จตุพล ตันติสุนทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท CP-Uoriki ระบุว่า วัตถุดิบหลักของร้านคัดสรรและนำเข้าจากตลาดปลาโทโยสุ ซึ่งเป็นตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น โดยมีเชฟชาวญี่ปุ่นเป็นผู้ควบคุมคุณภาพ เพื่อให้ลูกค้าได้บริโภคอาหารคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้

 

สำหรับทิศทางธุรกิจนั้น ปัจจุบัน CP-Uoriki มีจุดจำหน่ายแล้วทั้งหมด 36 แห่ง และตั้งเป้าจะขยายให้ครบ 53 แห่งภายในสิ้นปี 2568 นี้ โดยจะกระจายอยู่ในร้านค้าปลีกชั้นนำหลายแห่ง ได้แก่ 7-Eleven 21 แห่ง, Makro 20 แห่ง และ Lotus 12 แห่ง

 

แบรนด์ CP-Uoriki เกิดขึ้นจากการร่วมทุนระหว่าง CPFGS และบริษัท อูโอริกิ จำกัด ผู้จำหน่ายปลารายใหญ่ที่มีประสบการณ์กว่า 100 ปีจากประเทศญี่ปุ่น โดยจัดตั้งบริษัท ซีพี-อูโอริกิ จำกัด ขึ้นเมื่อปี 2566 เพื่อนำเข้าปลาและวัตถุดิบคุณภาพสูงจากญี่ปุ่นโดยตรง

 

ก่อนหน้านี้ ซีพี-อูโอริกิ ได้เริ่มทำตลาดจากการเปิดสาขาแรกที่โลตัส สุขุมวิท 50 เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 และขยายสู่การจำหน่ายสินค้าในรูปแบบแพ็คที่ร้าน 7-Eleven จนกระทั่งพัฒนามาสู่โมเดลร้านอาหารเต็มรูปแบบในสาขาล่าสุดนี้

The post 7-Eleven มีร้านซูชิแล้ว! CPF เปิดตัว ‘CP-Uoriki’ รูปแบบใหม่ นั่งกินในร้านได้ครั้งแรก ตั้งเป้าขยายครบ 53 สาขาทั่วไทยสิ้นปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPF เผยเทรนด์อาหารโลกเปลี่ยน พร้อมกิน-สุขภาพมาแรง มองตลาดยุโรปมีโอกาสโตมหาศาล https://thestandard.co/cpf-global-food-trends/ Sat, 31 May 2025 05:21:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1080606

ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุตสาหกรรมอาหารกำลังลำบากมาก จากการที่ผู […]

The post CPF เผยเทรนด์อาหารโลกเปลี่ยน พร้อมกิน-สุขภาพมาแรง มองตลาดยุโรปมีโอกาสโตมหาศาล appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุตสาหกรรมอาหารกำลังลำบากมาก จากการที่ผู้คนใช้จ่ายระมัดระวังมากขึ้นและเริ่มไม่ออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน แต่ในบางกลุ่มสินค้ายังมีโอกาสอีกมหาศาล ขึ้นอยู่กับว่าใครจะปรับตัวได้เร็วกว่า แน่นอนว่าผู้ประกอบการไม่ว่ารายเล็กหรือรายใหญ่นั้นจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับเทรนด์โลกใหม่ให้ได้

 

เอกปิยะ เอื้อวุฒิเกริก กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ ฟู้ด เน็ตเวิร์ก จำกัด ฉายภาพว่า สภาพเศรษฐกิจทำให้เทรนด์อาหารโลกเปลี่ยน ผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่ายเริ่มไม่นิยมออกไปกินอาหารนอกบ้านเหมือนเดิม โดยเฉพาะร้านอาหารเชนขนาดใหญ่ที่เผชิญปัญหายอดขายตกต่ำ เนื่องจากอาหารนอกบ้านมีราคาสูง ผู้บริโภคจึงหันมามองหาทางเลือกที่สามารถรับประทานเองได้ที่บ้านมากขึ้น

 

จากปัจจัยดังกล่าวได้สร้างอานิสงส์ให้กลุ่มสินค้าอาหารพร้อมกินที่อร่อย ถูกปาก หลากหลาย กลายเป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภค ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของสินค้าในกลุ่มอาหารของซีพีเอฟ ไม่ว่าจะเป็นอาหารพร้อมกินไทยซีรีส์ หรือสินค้ากลุ่มแพลนต์เบสที่เน้นตอบโจทย์ทั้งรสชาติและสุขภาพ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เมื่อมาดูที่แนวโน้มอนาคตอีกหนึ่งเทรนด์ที่เห็นชัดเจนคือ ผู้บริโภคเริ่มลดการบริโภคเนื้อสัตว์ หันมาเพิ่มสัดส่วนผักในแต่ละมื้ออาหารมากขึ้น และให้ความสำคัญกับอาหารเพื่อสุขภาพอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสินค้านวัตกรรมใหม่ เช่น อาหารที่มีโพรไบโอติก จึงจะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์หลักที่เราจะพัฒนา

 

คาดว่าสุขภาพยังคงเป็นเมกะเทรนด์ที่คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 10 ปี ขณะที่ผู้บริโภครุ่นใหม่ยังต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น ท่ามกลางตัวเลือกที่หลากหลายในตลาด นี่คือความท้าทายที่เราต้องเผชิญและต้องก้าวให้ทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

 

เอกปิยะกล่าวต่อไปว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะผันผวน แต่อุตสาหกรรมอาหารยังคงเติบโตได้ ปีนี้บริษัทฯ จะเดินหน้านำเสนอสินค้าใหม่ภายใต้ธีมรักษ์โลก พร้อมชูจุดเด่นด้านสุขภาพ และนอกจากเนื้อสัตว์ หมู ไก่ กุ้งสด แล้วยังได้พัฒนาแบรนด์อาหารแปรรูป ไม่ว่าจะเป็น คิทเช่นจอยและมีทซีโร่ ซึ่งพบว่ากระแสตอบรับค่อนข้างดี ตรงความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น

 

ไม่เพียงแค่จะทำตลาดในประเทศ แต่ยังมีการขยายการส่งออก โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป ซึ่งปัจจุบันมีการครองส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มสแกนดิเนเวียแล้วกว่า 80% และกำลังรุกสู่ตลาดใหม่อย่างอิตาลี ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีความท้าทายมาก แต่สินค้าเริ่มได้รับการยอมรับให้วางจำหน่ายในห้างค้าปลีกชั้นนำของอิตาลีไปแล้ว และมีการส่งเมนูสินค้าไก่ไทย ออกไปให้นักบินอวกาศด้วยเช่นกัน

 

นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสหาลูกค้าใหม่ๆ มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการเข้าไปเปิดบูธ CPF ในงานไทยเฟ็กซ์ปี 2568 เพื่อโชว์ศักยภาพและนวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ ซึ่งเราเชื่อว่าตลาดทั้งประเทศแถบสแกนดิเนเวีย อังกฤษ เยอรมัน รวมถึงกลุ่มประเทศซีไอเอส ที่ประกอบด้วย 11 ประเทศ ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะสินค้าที่มีสัญลักษณ์ฮาลาลที่มีดีมานด์มากขึ้นเรื่อยๆ

The post CPF เผยเทรนด์อาหารโลกเปลี่ยน พร้อมกิน-สุขภาพมาแรง มองตลาดยุโรปมีโอกาสโตมหาศาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
หอการค้าขนทัพ CP-SCG-ปตท.-ไทยซัมมิท-บ้านปู บุกตลาดสหรัฐฯ ‘ทูตวอชิงตัน’ ย้ำจุดยืนไทย Reliable Business Partner https://thestandard.co/thai-chamber-us-market-expansion-2025/ Mon, 12 May 2025 05:17:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1073374 thai-chamber-us-market-expansion-2025

แม้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งสัญญาณเริ่มผ่อนค […]

The post หอการค้าขนทัพ CP-SCG-ปตท.-ไทยซัมมิท-บ้านปู บุกตลาดสหรัฐฯ ‘ทูตวอชิงตัน’ ย้ำจุดยืนไทย Reliable Business Partner appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-chamber-us-market-expansion-2025

แม้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งสัญญาณเริ่มผ่อนคลายลง เมื่อ 2 ประเทศจะเจรจากันที่สวิตเซอร์แลนด์ สำหรับไทย ล่าสุด แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ย้ำว่าการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ยังอยู่ในกรอบ 90 วัน ซึ่งต้องรอช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อนชี้แจงประเด็น ขณะเดียวกันภาคเอกชนไทยก็ไม่รอช้า รุกทำงานแบบรัฐ-เอกชน (Public-Private Partnership) ขนทัพบิ๊กคอร์ปบุกตลาดสหรัฐฯ

 

พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยนำทัพภาคเอกชนร่วมงาน SelectUSA 2025 ร่วมกับผู้แทนการค้าไทย โดยมี นลินี ทวีสิน ประธานผู้แทนการค้าไทย ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารภาครัฐ และภาคเอกชนชั้นนำของไทย เข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 พฤษภาคม 2568 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และรัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา

 

ทั้งนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการทำงานแบบ “รัฐ-เอกชนร่วมขับเคลื่อน” (Public-Private Partnership) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเปิดประตูสู่โอกาสการค้าและการลงทุนในตลาดสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งสำหรับนักลงทุนรายใหม่และผู้ประกอบการไทยที่มีการลงทุนในสหรัฐฯ อยู่แล้ว

 

สำหรับภาคเอกชนไทยที่เข้าร่วมครั้งนี้ ประกอบด้วยกลุ่มบริษัทชั้นนำ เช่น บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน), บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF North America), บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), บริษัท พีทีที อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดดิ้ง ยูเอสเอ จำกัด, บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยซัมมิท อเมริกา คอร์เปอเรชั่น และบริษัท Chicken of the Sea Frozen Foods ในเครือ ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นต้น 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

เกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธาน ผู้แทน ABAC และ APEC ของภาคเอกชนไทย กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 620,000 ล้านบาท) และมีการจ้างงานชาวอเมริกันประมาณ 12,000 ตำแหน่ง สะท้อนถึงศักยภาพของภาคธุรกิจไทยในการขยายฐานการลงทุนเพิ่มเติมในตลาดสหรัฐฯ เชื่อว่านอกจากผู้ลงทุนรายเดิมของไทยนั้น จะมีรายใหม่เพิ่มเติมอีกแน่นอน 

 

นอกจากนี้ การเข้าร่วมงาน SelectUSA ครั้งนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสำรวจความร่วมมือกับแต่ละรัฐของสหรัฐฯ เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุน และการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เพื่อสนับสนุนความสมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ

 

พจน์ย้ำว่า “ตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทย และเป็นหนึ่งในตลาดที่นักลงทุนไทยมีศักยภาพในการขยายธุรกิจและสร้างการจ้างงานมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เราหวังว่า ทั้ง 2 ประเทศจะเร่งให้มีความคืบหน้าในการเจรจาเรื่อง ภาษีศุลกากร (Tariff) ระหว่างไทยและสหรัฐฯ เพื่อสร้างความชัดเจนและเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจระหว่างกันให้ได้ภายในเดือนนี้”

 

ทั้งนี้ เช้าวันนี้ (11 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ คณะผู้บริหาร รัฐและเอกชนที่ลงทุนในสหรัฐฯ เข้าร่วมประชุมสำคัญกับท่านเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน สุริยา จินดาวงษ์ และทีมประเทศไทย (Team Thailand) ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

 

โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึก ก่อนภารกิจหลักในช่วงบ่ายกับงาน SelectUSA Investment Summit 2025 โดยท่านทูตฯ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการที่ภาครัฐและเอกชนไทยผนึกกำลังเข้าร่วมงานครั้งนี้ ซึ่งไม่ใช่เพียง “Investment Summit” แต่ถือเป็นก้าวสำคัญ “Beyond Investment” ในการตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก

 

“ประเทศไทยคือ Reliable Business Partner เป็นข้อความที่ชัดเจนในการส่งสัญญาณถึงความพร้อมและความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจไทย แม้ในขณะที่หลายประเทศยังมีความกังวลจากความไม่เสถียรของนโยบายเศรษฐกิจโลก”

 

ท่านทูตฯ ยังสะท้อนมุมมองว่า แม้การเจรจาทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังดู “Unstructured” และยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนในประเด็นสำคัญ แต่ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือและส่งสัญญาณเชิงบวกในประเด็นที่มีความสำคัญร่วมกัน ทั้งด้าน Energy, Service, Agriculture เพื่อผลักดันให้เกิด Trade Balance และความชัดเจนทางนโยบายในอนาคต

The post หอการค้าขนทัพ CP-SCG-ปตท.-ไทยซัมมิท-บ้านปู บุกตลาดสหรัฐฯ ‘ทูตวอชิงตัน’ ย้ำจุดยืนไทย Reliable Business Partner appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPF – พรีวิว 1Q68 คาดกำไรเติบโตโดดเด่น https://thestandard.co/cpf-q1-68-profit-growth/ Wed, 09 Apr 2025 13:48:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1062596 cpf-q1-68-profit-growth

เกิดอะไรขึ้น:   InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคร […]

The post CPF – พรีวิว 1Q68 คาดกำไรเติบโตโดดเด่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
cpf-q1-68-profit-growth

เกิดอะไรขึ้น:

 

InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 1Q68 ของ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) โดยคาดกำไรสุทธิ 1Q68 ที่ 7.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 525% YoY และ เพิ่มขึ้น 71% QoQ หากตัดกำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ชีวภาพจำนวน 700 ล้านบาท จากราคาสุกรที่สูงขึ้นในเวียดนามและประเทศไทยออกไป กำไรปกติ 1Q68 จะอยู่ที่ 6.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 532 ล้านบาท  ใน 1Q67 และ เพิ่มขึ้น 10% QoQ

 

ปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้กำไรเติบโตคือ: มาร์จิ้นที่ดีขึ้นจากราคาสุกรที่สูงขึ้นในเวียดนามและประเทศไทยที่ VND65,799 ต่อกิโลกรัม (เพิ่มขึ้น 23% YoY, เพิ่มขึ้น 7% QoQ) และ 79 บาทต่อกิโลกรัม (เพิ่มขึ้น 19% YoY, เพิ่มขึ้น 9% QoQ) และต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลง

 

ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่สูงขึ้น YoY จาก CTI (ราคาสุกรในจีนดีขึ้นที่ CNY15 ต่อกิโลกรัม, เพิ่มขึ้น 3% YoY, ลดลง 10% QoQ) และต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลง รวมถึง CPALL และ CPAXT (ยอดขาย, มาร์จิ้นดีขึ้น) 3) กำไรที่ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำหรับการดำเนินงานในประเทศอื่นๆ

 

ปี 2568: คาดราคาผลิตภัณฑ์ดีขึ้น, ต้นทุนอาหารสัตว์ระดับต่ำ การดำเนินงานสัตว์บกในประเทศ ใน 2Q68TD ราคาสุกรในประเทศอยู่ที่ 85 บาทต่อกิโลกรัม (เพิ่มขึ้น 23% YoY, เพิ่มขึ้น 8% QoQ) และราคาไก่เนื้อในประเทศอยู่ที่ 40 บาทต่อกิโลกรัม (ลดลง 1% YoY, เพิ่มขึ้น 6% QoQ) สูงกว่าจุดคุ้มทุนที่ระดับกำไรขั้นต้นที่ 60-65 บาทต่อกิโลกรัม และ 37 บาทต่อกิโลกรัม

 

สำหรับปี 2568 CPF คาดว่าราคาสุกรในประเทศจะปรับตัวเพิ่มขึ้น YoY จากการบริหารจัดการอุปทานที่ดีขึ้นโดยได้แรงหนุนจากมาตรการของภาครัฐ และราคาไก่เนื้อในประเทศจะอยู่ในระดับทรงตัว YoY จากอุปสงค์และอุปทานที่สมดุล

 

ต้นทุนอาหารสัตว์ ใน 2Q68TD ราคา spot กากถั่วเหลืองนำเข้าและข้าวโพดลดลงมาอยู่ที่ 16.3 บาทต่อกิโลกรัม (ลดลง 23% YoY, ลดลง 3% QoQ) และ 10.5 บาทต่อกิโลกรัม (ลดลง 4% YoY, ลดลง 4% QoQ) สำหรับปี 2568 CPF คาดว่าต้นทุนอาหารสัตว์ (โดยเฉพาะกากถั่วเหลืองนำเข้า) จะลดลง YoY จากสภาพอากาศที่เหมาะสมในการเพาะปลูกทั่วโลก

 

การดำเนินงานต่างประเทศ ใน 2Q68TD ราคาสุกรในเวียดนามอยู่ที่ VND69,000 ต่อกิโลกรัม (เพิ่มขึ้น 9% YoY, เพิ่มขึ้น 5% QoQ เทียบกับจุดคุ้มทุนที่ระดับกำไรขั้นต้นที่ VND43,000 ต่อกิโลกรัม) จากอุปทานที่ตึงตัวหลังจากการแพร่ระบาดของโรค ASF ใน 2H67

 

ขณะที่ราคาสุกรในจีนอยู่ที่ CNY14.6 ต่อกิโลกรัม (ลดลง 11% YoY, ลดลง 3% QoQ) ใกล้กับจุดคุ้มทุนที่ระดับกำไรขั้นต้นที่ CNY14.5 ต่อกิโลกรัม สำหรับปี 2568 CPF คาดว่าราคาสุกรในเวียดนามจะปรับตัวดีขึ้น YoY จากอุปทานที่ตึงตัว (6-12 เดือนหลังจากการระบาดของโรค ASF) ขณะที่อุปสงค์ที่เปราะบางอาจส่งผลกระทบต่อราคาสุกรในจีน YoY

 

ผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ผลกระทบโดยตรง จากยอดขายในปี 2567 ของ CPF นั้น  5% มาจากสหรัฐฯ โดยในจำนวนนี้ 0.3% เป็นยอดขายจากการส่งออกโดยตรงจากประเทศไทย (เกี๊ยวกุ้งและผลิตภัณฑ์กุ้งอื่น ๆ) และส่วนที่เหลือมาจาก Bellisio ในสหรัฐฯ (จัดหาวัตถุดิบ ผลิต และจัดจำหน่ายในสหรัฐฯ) ด้วยเหตุนี้ InnovestX Research คาดว่า CPF จะได้รับผลกระทบโดยตรงจำกัดจากอัตราภาษีนำเข้าใหม่ของทรัมป์

 

ผลกระทบทางอ้อม รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาอนุญาตให้นำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากสหรัฐฯ ได้มากขึ้น การนำเข้าอาหารสัตว์ต้นทุนต่ำจากสหรัฐฯ (ข้าวโพด, กากถั่วเหลือง) เพื่อทดแทนผลผลิตที่ไทยขาดแคลนในช่วงนอกฤดู ช่วยให้ต้นทุนการผลิตของ CPF ลดลง โดยราคารวมสำหรับข้าวโพดที่นำเข้าจากสหรัฐฯ (รวมภาษีและค่าขนส่ง) คาดว่าจะต่ำกว่าราคาข้าวโพดในประเทศอยู่ 1 บาทต่อกิโลกรัม (ลดลง 10%) และข้าวโพดคิดเป็น 50% ของต้นทุนอาหารสัตว์ของ CPF

 

ทั้งนี้ หากมีการอนุญาตให้นำเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรจากสหรัฐฯ ได้ จะต้องมีการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามกฎหมายไทย (ไม่มีสารแรคโตพามีน ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภค) นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์จะไม่สดเท่าเนื้อสุกรในประเทศซึ่งสามารถจำหน่ายภายใน 1 วันหลังชำแหละ

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น CPF ปรับลง 2.90% ขณะที่ SET Index ปรับลง 6.4% สู่ 1,125.21 จุด

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research คงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ CPF โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2568 อ้างอิงวิธี SOTP ที่ 30 บาทต่อหุ้น: 11 บาท สำหรับธุรกิจของ CPF เอง (PE 8-12 เท่าสำหรับธุรกิจอาหารสัตว์ ธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และธุรกิจอาหาร) และ 19 บาท สำหรับการถือหุ้นใน CPALL และ CPAXT

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ราคาที่ลดลงจากกำลังซื้อเปราะบางและอุปทานที่มากขึ้น ต้นทุนอาหารสัตว์สูง และเงินบาทแข็งค่า ปัจจัยเสี่ยง ESG ที่สำคัญ คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก, การบริหารจัดการน้ำและของเสีย (E), สวัสดิภาพของลูกค้า, การบริหารจัดการคุณภาพผลิตภัณฑ์ และนโยบายเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัย (S)

 

CPF – พรีวิว 1Q68 คาดกำไรเติบโตโดดเด่น

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/company-update/cpf-update-20250408

The post CPF – พรีวิว 1Q68 คาดกำไรเติบโตโดดเด่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวแทนผู้บริหาร CP รับข้อเรียกร้องจากประชาชน 19 จังหวัด ขอให้รับผิดชอบการระบาดปลาหมอคางดำ https://thestandard.co/cp-responsibility-black-chin-fish/ Mon, 13 Jan 2025 06:22:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1029880 CP ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (13 มกราคม) ตัวแทนประชาชนจาก 19 จังหวัด ประมาณ 1 […]

The post ตัวแทนผู้บริหาร CP รับข้อเรียกร้องจากประชาชน 19 จังหวัด ขอให้รับผิดชอบการระบาดปลาหมอคางดำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CP ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (13 มกราคม) ตัวแทนประชาชนจาก 19 จังหวัด ประมาณ 150 คน รวมตัวกันที่หน้าอาคาร ซี.พี. ทาวเวอร์ ถนนสีลม เพื่อยื่นข้อเรียกร้องถึงบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (CP) และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) เรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบต่อรายงานการระบาดของปลาหมอคางดำ

 

ธีระ วงษ์เจริญ อดีตรองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี อ่านจดหมายเปิดผนึกถึง ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์, สุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ และคณะกรรมการบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด เนื้อหาจดหมายเรียกร้องให้บริษัท CPF แสดงความรับผิดชอบ หลังมีรายงานการระบาดของปลาหมอคางดำที่เริ่มต้นระบาดตั้งแต่ปลายปี 2544-2555 และบัดนี้ลุกลามไปถึง 19 จังหวัดแล้ว

 

“ขอเรียกร้องให้เครือ CP และบริษัท CPF เคารพกฎหมายและหลักเกณฑ์ความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเคร่งครัด ในการนำเข้าสิ่งมีชีวิตที่เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น หรือเอเลี่ยนสปีชีส์ ไม่ให้เกิดการนำเข้าที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยคณะกรรมการด้านความหลากหลายและความปลอดภัยทางชีวภาพ กรมประมง” ธีระอ่านข้อเรียกร้อง

 

จดหมายเปิดผนึกระบุด้วยว่า CPF ยังแถลงผลกำไรในไตรมาส 3 ว่า บริษัทมีผลกำไรมากถึง 7.3 พันล้านบาท ในฐานะบริษัทมหาชนควรแบ่งผลกำไรเหล่านั้นคืนสู่สังคม เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ หรือกรณีอื่นๆ เช่น ฝุ่น PM2.5 และในฐานะบริษัทที่มีบทบาททางเศรษฐกิจและการเมือง ควรเปลี่ยนการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมต่อข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อบริษัทในเชิงบวก มากกว่าใช้กลไกทางกฎหมายกับประชาชน หรือองค์กรที่วิพากษ์วิจารณ์เพื่อยับยั้งการแสดงความเห็น

 

ต่อมาตัวแทนผู้บริหารของบริษัทฯ มารับข้อเรียกร้องและระบุว่า จะนำเรียนหนังสือฉบับนี้ให้ผู้ใหญ่พิจารณา อย่างไรก็ตาม เมื่อทางบริษัทพิจารณาแล้วจะมีความเห็นหรือการตอบรับอย่างไร จะเป็นการแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบต่อไป

 

หลังจากนี้ตัวแทนประชาชน 19 จังหวัดจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา และคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร และในเวลา 14.00 น. จะเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลต่อไป

 

 

The post ตัวแทนผู้บริหาร CP รับข้อเรียกร้องจากประชาชน 19 จังหวัด ขอให้รับผิดชอบการระบาดปลาหมอคางดำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 5 บจ.ไทย ที่คาดว่าจะมีรายได้มากที่สุด ประจำปี 2024 https://thestandard.co/highest-earning-companies-in-thailand-2024/ Wed, 25 Dec 2024 07:38:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1023641

ประเทศไทย หนึ่งในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ […]

The post เปิด 5 บจ.ไทย ที่คาดว่าจะมีรายได้มากที่สุด ประจำปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประเทศไทย หนึ่งในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน แต่ประเทศไทยกลับมีแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่เกาะตัวอยู่ในอุตสาหกรรมยุคเก่า เช่น อสังหา ค้าปลีก ท่องเที่ยว ธนาคาร และน้ำมันและปิโตรเคมี และขาดบริษัทยุคใหม่ๆ ที่มาจากอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีตามกระแสการเติบโตของโลก

 

ในบทความนี้ทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปสำรวจ 5 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (บจ.) ที่คาดว่าจะมีรายได้มากที่สุดในประเทศไทย ว่าเป็นบริษัทใดบ้าง และทำธุรกิจในอุตสาหกรรมประเภทใด รวมไปถึงกำไรและมูลค่าของกิจการของบริษัทเหล่านั้น

 

ทั้งนี้ ข้อมูลนี้เป็นเพียงการประเมินล่วงหน้า จากผลประกอบการงวด 9 เดือน ปี 2024 ที่ประกาศออกมาเท่านั้น

 

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post เปิด 5 บจ.ไทย ที่คาดว่าจะมีรายได้มากที่สุด ประจำปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPF – 3Q67 กำไรปกติเป็นไปตามคาด https://thestandard.co/market-focus-cpf-7/ Tue, 19 Nov 2024 00:42:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1010136 CPF

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 บมจ.เจริญโภ […]

The post CPF – 3Q67 กำไรปกติเป็นไปตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPF

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) รายงานกำไรสุทธิ 3Q67 อยู่ที่ 7.3 พันล้านบาท ฟื้นตัวจากขาดทุนสุทธิ 1.8 พันล้านบาท ใน 3Q66 และเพิ่มขึ้น 6%QoQ สูงกว่ากำไรสุทธิที่คาดการณ์ไว้ที่ 6.3-6.8 พันล้านบาท จากกำไรพิเศษจำนวน 669 ล้านบาท (กำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ชีวภาพในประเทศไทยและเวียดนามจากราคาสุกรปรับตัวเพิ่มขึ้น)

 

กำไรจากการดำเนินงานปกติ 3Q67 เป็นไปตามคาดที่ 6.6 พันล้านบาท ฟื้นตัวจากขาดทุนจากการดำเนินงานปกติ 3.5 พันล้านบาทใน 3Q66 แต่เพิ่มขึ้น 15%QoQ การปรับตัวดีขึ้นเกิดจาก

 

  1. อัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 15.4% (จาก 10.8% ใน 3Q66) โดยเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ นำโดยธุรกิจสัตว์บกจากราคาสัตว์บกที่สูงขึ้นและการส่งออกไก่เนื้อที่ดีขึ้นในประเทศไทย ราคาสุกรที่สูงขึ้นในประเทศเวียดนาม และต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลง

 

  1. ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นสู่ 3.7 พันล้านบาท (เทียบกับ 528 ล้านบาทใน 3Q66) จาก CPALL และ CPAXT (ยอดขายและมาร์จิ้นแข็งแกร่ง), CTI (พลิกกลับมามีกำไรจากขาดทุนในปีก่อน จากราคาสุกรที่สูงขึ้นในประเทศจีนใน 3Q67 และการขายฟาร์มสุกรที่สร้างผลขาดทุนในประเทศจีนออกไปบางส่วนใน 4Q66) และ Hylife (ส่วนแบ่งกำไรดีขึ้น YoY หลังจากขายธุรกิจที่สร้างผลขาดทุนในสหรัฐฯ ใน 3Q66)

 

  1. อัตราส่วนค่าใช้จ่าย SG&A/ยอดขายที่ลดลง (ลดลง 90 bps YoY) หลังจากบริษัทขายฟาร์มไก่ที่สร้างผลขาดทุนประเทศจีนออกไปบางส่วนใน 4Q66

 

  1. ดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง (ลดลง 5%YoY) จากการชำระคืนหนี้บางส่วน และต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจากธุรกิจในต่างประเทศ

 

ประเด็นสำคัญจากการประชุมต้นทุนอาหารสัตว์ CPF มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อทิศทางต้นทุนอาหารสัตว์ ซึ่งโดยเฉลี่ยในปี 2567 มีการปรับตัวลดลงมา 8-10% และน่าจะลดลงได้อีก 3-5% ในปี 2568 จากผลผลิตข้าวโพดและกากถั่วเหลืองที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทยและต่างประเทศจากสภาวะการเพาะปลูกที่ดี

 

ขณะที่ราคาข้าวสาลีทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงหากสงครามรัสเซีย-ยูเครนจบลง ซึ่งจะทำให้จุดคุ้มทุนของฟาร์มเลี้ยงสัตว์สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ลดลงอีก

 

CPF คาดว่าราคาสุกรในประเทศจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ 72-73 บาทต่อกิโลกรัม ในปี 2568 จากอุปทานที่ลดลงจากการที่โรค ASF กลับมาระบาดในบางพื้นที่ที่มีน้ำท่วมในเดือนกันยายน-ตุลาคม การผลิตสุกรในประเทศไทยที่ลดลงสู่ 19.2 ล้านตัวในปี 2568 (จาก 19.4 ล้านตัวในปี 2567) และปริมาณเนื้อสุกรลักลอบนำเข้าที่ลดลง

 

ราคาไก่เนื้อในประเทศในปี 2568 มีแนวโน้มจะอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับปี 2567 จากอุปทานไก่เพิ่มขึ้น จะโดนหักล้างโดยความต้องการนำเข้าที่แข็งแกร่งจากสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น

 

ราคาสุกรต่างประเทศ CPF มองว่าราคาสุกรในประเทศเวียดนามในปี 2568 จะสูงกว่า 6 หมื่นดองต่อกิโลกรัม จากสถานการณ์ขาดแคลนอุปทานหลังจากที่โรค ASF กลับมาระบาดในบางพื้นที่ที่มีน้ำท่วมในเดือนกันยายน-ตุลาคม ราคาสุกรในประเทศจีนในปี 2568 น่าจะอยู่ที่ 15 หยวนต่อกิโลกรัม จากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางอุปสงค์ระดับปานกลาง แต่ยังสามารถทำกำไรได้จากต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลงในปีหน้า

 

ประเทศอื่นๆ ในปี 2568 CPF คาดว่าส่วนแบ่งขาดทุนจากธุรกิจในต่างประเทศจะลดลง YoY จากธุรกิจในสหรัฐฯ (Bellisio) จากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่ เช่น Thai Cube Box มากขึ้น (หลังจากประสบความสำเร็จในการเปิดตัวในยุโรปก่อนหน้านี้)

 

และธุรกิจสัตว์บกในประเทศอินเดีย จากการเพิ่มสัดส่วนยอดขายอาหารสัตว์และอาหาร โดยลดยอดขายไก่มีชีวิตลงเพื่อลดการพึ่งพาธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่มีความผันผวน

 

การลงทุน CPF จะยังคงมุ่งเน้นที่การดำเนินงานและสินทรัพย์หลัก และระมัดระวังการลงทุนใหม่ๆ

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาหุ้น CPF ปรับขึ้น 0.83% สู่ 24.40 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 0.18% สู่ 1,453.90 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการระยะสั้น:

InnovestX Research คาดว่ากำไรปกติ 4Q67 จะเพิ่มขึ้น YoY จากมาร์จิ้นที่กว้างขึ้นเพราะราคาสัตว์บกในประเทศและต่างประเทศสูงท่ามกลางต้นทุนอาหารสัตว์ระดับต่ำ แต่จะลดลง QoQ จากปัจจัยฤดูกาล เมื่อมองต่อไปข้างหน้า CPF คาดว่าต้นทุนอาหารสัตว์ที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจะช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานของบริษัทตั้งแต่ 4Q67 ต่อเนื่องไปอย่างน้อยจนถึง 1H68

 

กลยุทธ์การลงทุนยังคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ CPF โดยให้ราคาเป้าหมายกลางปี 2568 อ้างอิงวิธี SOTP ที่ 29 บาทต่อหุ้น ซึ่งประกอบด้วย 3 บาท สำหรับธุรกิจของ CPF (PE 6-10 เท่าสำหรับธุรกิจอาหารสัตว์ ธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และธุรกิจอาหาร) และ 26 บาท สำหรับการถือหุ้นใน CPALL และ CPAXT

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือราคาที่ลดลงจากกำลังซื้อเปราะบางและอุปทานที่มากขึ้น ต้นทุนอาหารสัตว์สูง และเงินบาทแข็งค่า ส่วนปัจจัยเสี่ยง ESG ที่สำคัญคือการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การบริหารจัดการน้ำและของเสีย (E) สวัสดิภาพของลูกค้า การบริหารจัดการคุณภาพผลิตภัณฑ์ และนโยบายเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัย (S)

Cafe Invest แหล่งรวมข้อมูลการลงทุนและบทวิเคราะห์คุณภาพโดย InnovestX 🚀 คลิกอ่านบทวิเคราะห์ CPF – 3Q67 กำไรปกติเป็นไปตามคาด ได้ที่ https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/company-update/cpf-20241118

The post CPF – 3Q67 กำไรปกติเป็นไปตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปจากต้นจนจบ อนุกรรมาธิการฯ คลายปม ‘ปลาหมอคางดำ’ เริ่มที่ไหน จบอย่างไร? https://thestandard.co/blackchin-tilapia-starting-point/ Wed, 25 Sep 2024 10:02:36 +0000 https://thestandard.co/?p=987949

วันนี้ (25 กันยายน) ที่อาคารรัฐสภา ‘คณะอนุกรรมาธิการพิจ […]

The post สรุปจากต้นจนจบ อนุกรรมาธิการฯ คลายปม ‘ปลาหมอคางดำ’ เริ่มที่ไหน จบอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (25 กันยายน) ที่อาคารรัฐสภา ‘คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมถึงผลกระทบ จากการนำเข้าปลาหมอคางดำ เพื่อการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ในราชอาณาจักรไทย’ นำโดย นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ พร้อมด้วย ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส. กทม. พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ แถลงสรุปผลการดำเนินงาน

 

นพ.วาโยกล่าวว่า ปลาหมอคางดำไม่เคยปรากฏขึ้นในราชอาณาจักรไทย กระทั่งช่วงปลายปี 2553-2555 มีเอกชนรายหนึ่งขอนำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามา ที่ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ต่อมาช่วงปลายปีเดียวกัน เริ่มพบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ดังกล่าว และพบรายงานว่าตั้งแต่ช่วงต้นปี 2555 เป็นต้นมา มีการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นจนส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่นในแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมถึงสัตว์น้ำที่ถูกเพาะเลี้ยงตามบ่อหรือฟาร์มจนได้รับความเสียหาย ซึ่งแพร่ระบาดไปแล้วกว่า 79 อำเภอ ในพื้นที่ 19 จังหวัด

 

คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมถึงผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำฯ แถลงผลการศึกษา

 

นพ.วาโย แถลงว่า จากการได้ค้นหาสาเหตุของปัญหา พบว่า ปรากฏเอกชนเพียงรายเดียว คือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ในปี 2549 ที่ดำเนินการขออนุญาตนำเข้ามาในราชอาณาจักรต่อกรมประมง ซึ่งมอบหมายให้คณะกรรมการด้านความหลากหลายและความปลอดภัยทางชีวภาพของกรมประมง (IBC) เป็นผู้พิจารณา และได้รับอนุญาต แต่บริษัทยังไม่ได้นำเข้ามาในช่วงเวลาดังกล่าว 

 

จนกระทั่งมีการขออนุญาตในปี 2555 ซึ่งครั้งนี้นำเข้าปลาหมอคางดำจำนวน 2,000 ตัวจากกานา โดยแจ้งว่าเพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ปลานิล ณ ศูนย์วิจัยสัตว์น้ำของบริษัท ด้วย 2 เงื่อนไข คือ

 

  1. ขอให้มีการเก็บตัวอย่างครีบดองในน้ำยาเก็บตัวอย่าง และส่งให้กรมประมงโดยไม่ทำให้ปลาตาย

 

  1. เมื่อสิ้นสุดการศึกษาวิจัย ให้รายงานผลการศึกษา หากผลการศึกษาไม่เป็นไปตามเป้าหมายและไม่ประสงค์ที่จะทำการศึกษาต่อไป ให้ทำลายปลาดังกล่าวทั้งหมด และแจ้งกรมประมงเพื่อส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบการทำลาย

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ชี้แจงว่า เนื่องจากปลายังมีขนาดเล็กและเปราะบางเกินไป จึงไม่สามารถตัดครีบปลาได้ จึงเป็นการพ้นวิสัยที่ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อ 1 และเป็นหน้าที่ของกรมประมงที่จะต้องทำ

 

โดยเมื่อบริษัทไม่สามารถทำการศึกษาวิจัยได้ จึงทำลายและฝังกลบ พร้อมส่งมอบให้กับกรมประมงจำนวน 25 ตัว แต่ทว่ารายงานของกรมประมงไม่ปรากฏผลดังกล่าว ทั้งยังระบุว่าการดำเนินการข้อ 1 เป็นหน้าที่ของบริษัท

 

ปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดในพื้นที่น้ำจืดและน้ำกร่อย จังหวัดสมุทรสาคร

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

ต่อมาเมื่อเกิดการระบาด กรมประมงศึกษาวิเคราะห์เส้นทางการแพร่ระบาดจากโครงสร้างพันธุกรรมของประชากร พบว่าแต่ละประชากรย่อยไม่มีความแตกต่างกันทางพันธุกรรมมากนัก บ่งชี้ว่าประชากรปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดในไทยมีแหล่งที่มาร่วมกัน

 

นอกจากนี้ การแพร่กระจายของปลาหมอคางดำมีลักษณะเป็นหย่อมไม่เชื่อมกัน บ่งชี้ว่าการแพร่ระบาดในแต่ละพื้นที่อาจมีสาเหตุเริ่มต้นมาจากการเคลื่อนย้ายปลาหมอคางดำโดยการกระทำของมนุษย์มากกว่าการแพร่กระจายไปตามเส้นทางน้ำที่ติดต่อกับชายฝั่งทะเล

 

ล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 กรมประมงได้นำข้อมูลลำดับพันธุกรรมของปลาหมอคางดำที่ระบาดใน 6 จังหวัด ซึ่งเก็บอยู่ในธนาคารพันธุกรรมหรือ DNA Bank ของกรมประมง ประกอบกับการสนับสนุนข้อมูลจากฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ พบว่าปลาหมอคางดำที่เก็บตัวอย่างจาก 6 จังหวัดที่มีรายงานการระบาดในช่วง พ.ศ. 2560-2564 อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับตัวอย่างข้อมูลทางพันธุกรรมที่มาจากประเทศกานาและโกตดิวัวร์

 

รัฐควรฟ้องร้องหาผู้รับผิดชอบ

 

ขณะที่ณัฐชากล่าวว่า รัฐควรมีการดำเนินการทางกฎหมายสอบหาผู้ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในราชอาณาจักร โดยปรากฏพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มาตรา 97 ซึ่งบัญญัติว่า ‘ผู้ใดกระทำหรือละเว้นการกระทำใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ที่เป็นการทำลายหรือทำให้สูญหายเสียหายจากทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นของรัฐหรือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ เพื่อใช้ค่าเสียหายให้แก่รัฐตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายสูญหายหรือเสียหายไป

 

สำหรับหน่วยงานที่ควรดำเนินการดังกล่าวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ได้แก่ กรมประมง, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์การบริหารส่วนจังหวัดต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ

 

ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ขณะให้สื่อมวลชนรับประทานปลาหมอคางดำทอด

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมาธิการฯ ยังเห็นว่า กระทรวงต่างๆ ควรบูรณาการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับการเกษตรกรรม การจัดหาแหล่งน้ำ และพัฒนาระบบชลประทาน ซึ่งส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร ตลอดทั้งการผลิตสินค้าเกษตรกร จึงควรเร่งดำเนินการจัดการและประเมินความเสียหายทางเกษตรเศรษฐศาสตร์ ค่าเสียหายทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดและเยียวยาค่าเสียหาย

 

สำหรับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ควรเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการทางกฎหมาย ต่อผู้ซึ่งรับผิดชอบตามกฎหมาย รวมถึงกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจส่งเสริมสนับสนุนกำกับการอุดมศึกษาวิจัย และนวัตกรรมก็ควรร่วมด้วย

 

จบหน้าที่อนุกรรมาธิการฯ ฝากการบ้านรัฐบาล

 

นพ.วาโย ยังกล่าวถึงข้อเสนอทั้ง 26 ข้อของคณะอนุกรรมาธิการฯ ว่ายังต้องมีการปรับปรุงใหม่ เนื่องจากต้องเรียบเรียงและปรับตามสถานการณ์ ก่อนจะมีการเผยแพร่ฉบับเต็มแก่สาธารณชน ซึ่งมีทั้งข้อเสนอแนะและข้อสังเกตที่พบ รวมถึงการบ่งชี้ไปในแนวทางไหน และควรมีการดำเนินการอย่างไร

 

ส่วนจะถือว่าพอใจกับผลการศึกษาที่ทำมาหรือไม่นั้น นพ.วาโย กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ คณะอนุกรรมาธิการฯ และผู้แทนประชาชน ต้องบอกว่าเราสามารถทำได้ในระดับหนึ่ง ความพอใจคืออย่างน้อยเรารับทราบปัญหาที่แท้จริงจากฝั่งประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงปัญหาที่พบของตัวเจ้าหน้าที่รัฐเอง เพราะเขามีความคับแค้นใจในบางครั้งเหมือนกัน ซึ่งได้ชี้แจงกับคณะอนุกรรมาธิการฯ แล้ว

 

โดยจากการเรียบเรียงคำตอบของปัญหาทั้งหมด จึงนำมาสู่บทสรุปว่าต้องมีผู้ลงมือกระทำอะไรสักอย่าง

 

“ผมยอมรับว่าอำนาจของคณะอนุกรรมาธิการฯ ค่อนข้างแคบ จึงทำได้เพียงข้อเสนอแนะ แต่อยากให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชน รวมถึงภาคีเครือข่ายต่างๆ สามารถนำข้อมูลที่เรารวบรวมมานี้ไปดำเนินการต่อ” นพ.วาโย ระบุ

 

นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ในการประชุมเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำแพร่ระบาด

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

นพ.วาโย กล่าวว่า แม้คณะอนุกรรมาธิการฯ จะหมดหน้าที่ แต่หน้าที่ในการเป็นผู้แทนประชาชนยังคงดำเนินอยู่ต่อไป ซึ่งวางเอาไว้ว่า เรื่องนี้ต้องไม่จบแค่นี้ เราจะนำเรื่องนี้เข้ามาติดตามและตรวจการบ้านเรื่อยๆ เป็นระยะ ไม่เกิน 3 เดือน จะพยายามคอยดูความคืบหน้าและนำเข้ามาประชุมในคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ และคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรรมาธิการ อว.) สภาผู้แทนราษฎร ต่อไป

 

นพ.วาโย ยืนยันว่า คณะอนุกรรมาธิการฯ ไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจตัดสิน แต่เป็นผู้มีอำนาจในการเก็บรวบรวมรายงานต่างๆ ส่วนงบประมาณจำนวน 450 ล้านบาทนั้น ไม่มีการขอเพิ่มเติม เพียงให้กรมประมงจัดสรร พร้อมยืนยันว่าแม้คณะอนุกรรมาธิการฯ หมดวาระแล้ว แต่งบประมาณส่วนนี้ยังไม่ได้ทิ้ง ทั้งนี้ หากใครมีข้อมูลเพิ่มเติมสามารถส่งมาที่คณะกรรมาธิการ อว. ได้

 

ส่วนจะมีการดำเนินการเรื่องนี้ต่อหรือไม่ นพ.วาโย ยอมรับว่า ฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีอำนาจไปบังคับให้เขากระทำการตามคำแนะนำได้ ซึ่งเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง ย้ำว่าทุกหน่วยงานมีหน้าที่ของตนเอง หากมีเจ้าหน้าที่ที่มิได้ทำตามหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ประชาชนก็ต้องตรวจสอบ

 

“ขณะนี้มีอย่างน้อย 15 หน่วยงานที่ได้เข้าสู่กระบวนการของศาลปกครอง ทางด้านประชาชนเองเราก็ได้เชิญสภาทนายความและภาคประชาชนเข้ามาร่วมด้วยเช่นเดียวกัน และเริ่มมีการดำเนินการฟ้องร้องคดีไปแล้ว และหลายหน่วยงานก็มีการออกระเบียบในพื้นที่กรุงเทพฯ ในการกำหนดเกณฑ์เยียวยาออกมาแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่าไม่กี่เดือนนี้จะสัมฤทธิ์ผล” นพ.วาโย กล่าว

 

ปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร

ภาพ: ฐานิส สุดโต

The post สรุปจากต้นจนจบ อนุกรรมาธิการฯ คลายปม ‘ปลาหมอคางดำ’ เริ่มที่ไหน จบอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPF – กำไร 2Q67 ออกมาดีเกินคาด และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น https://thestandard.co/market-focus-cpf-6/ Thu, 15 Aug 2024 08:54:10 +0000 https://thestandard.co/?p=971426 CPF

เกิดอะไรขึ้น: ราคาหุ้นของ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) […]

The post CPF – กำไร 2Q67 ออกมาดีเกินคาด และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPF

เกิดอะไรขึ้น:

ราคาหุ้นของ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ปรับตัว Outperform ตลาดอยู่ 3% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา จากราคาสัตว์บกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับที่สูงกว่าจุดคุ้มทุนในประเทศหลักๆ ทุกประเทศ

 

InnovestX คาดว่าราคาหุ้นจะปรับตัวดีขึ้นได้ต่อเนื่องจากกำไรสุทธิ 2Q67 ที่ออกมาดีเกินคาดที่ 6.9 พันล้านบาท (เทียบกับขาดทุนสุทธิ 792 ล้านบาท ใน 2Q66 และเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิ 1.2 พันล้านบาท ใน 1Q67) ซึ่งสูงกว่าตัวเลขกำไรสุทธิที่ InnovestX และตลาดประเมินไว้ที่ 4.7-5.8 พันล้านบาทค่อนข้างมาก จากอัตรากำไรขั้นต้นและส่วนแบ่งกำไรจาก CTI ที่ดีกว่าคาด

 

หากตัดกำไรพิเศษจำนวน 1.2 พันล้านบาท (กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ชีวภาพ) ออกไป พบว่ากำไรปกติ 2Q67 อยู่ที่ 5.8 พันล้านบาท ฟื้นตัวจากขาดทุนปกติ 2.6 พันล้านบาท ใน 2Q66 และเพิ่มขึ้นจากกำไรปกติ 532 ล้านบาท ใน 1Q67 กำไรที่ปรับตัวดีขึ้น YoY เกิดจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นที่ 15.4% (จาก 10.2%) จากอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นในทุกธุรกิจ นำโดยธุรกิจสัตว์บกในต่างประเทศ (+670bps YoY) และประเทศไทย (+350bps YoY) จากราคาสุกรที่สูงขึ้นในประเทศเวียดนาม

 

ราคาและการส่งออกไก่เนื้อที่ดีขึ้นจากประเทศไทยและต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลง รวมถึงธุรกิจสัตว์น้ำในต่างประเทศและประเทศไทย (+280-350bps YoY) และส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นสู่ 3.3 พันล้านบาท (เทียบกับ -293 ล้านบาท ใน 2Q66) จาก CPALL และ CPAXT (ยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นแข็งแกร่ง), CTI (พลิกกลับมามีกำไรตั้งแต่ 4Q65 จากราคาสุกรที่สูงขึ้นในประเทศจีนใน 2Q67 และการขายฟาร์มสุกรที่สร้างผลขาดทุนในประเทศจีนออกไปบางส่วนใน 4Q66) และ Hylife (ส่วนแบ่งกำไรดีขึ้น YoY หลังจากขายธุรกิจที่สร้างผลขาดทุนในสหรัฐฯ ใน 3Q66) เงินปันผลงวด 1H67 อยู่ที่ 0.45 บาท/หุ้น (XD วันที่ 29 สิงหาคม)

 

แนวโน้มที่ดีขึ้นใน 3Q67 ใน 3Q67TD ราคาสุกรในประเทศเวียดนามและประเทศจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปีที่ VND62,500/กิโลกรัม (+8%YoY, ทรงตัว QoQ เทียบกับจุดคุ้มทุนที่ระดับกำไรขั้นต้นสำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ VND45,000/กิโลกรัม) และ CNY20/กิโลกรัม (+23%YoY และ +20%QoQ เทียบกับจุดคุ้มทุนที่ CNY16.5/กิโลกรัม) เนื่องจากอุปทานได้รับความเสียหายจากการกลับมาระบาดของโรค ASF ในประเทศเวียดนามเมื่อช่วงปลายปี 2566 และการปรับอุปทานหลังจากเกิดผลขาดทุนในจีนเป็นเวลาหลายปี ใน 3Q67TD ราคาสุกรและไก่เนื้อในประเทศอยู่ใกล้กับระดับสูงสุดในรอบ 1 ปีที่ 71 บาท/กิโลกรัม (+4%YoY และ +2%QoQ เทียบกับจุดคุ้มทุนที่ 63-68 บาท/กิโลกรัม) จากการบริหารจัดการอุปทานในตลาดได้ดีขึ้น และ 44 บาท/กิโลกรัม (+9%YoY, ทรงตัว QoQ เทียบกับจุดคุ้มทุนที่ 38-40 บาท/กิโลกรัม) จากความต้องการส่งออกที่ดีขึ้น

 

InnovestX คาดว่ากำไรปกติ 3Q67 จะเติบโต QoQ จากปัจจัยฤดูกาล และจะฟื้นตัวจากขาดทุนใน 3Q66 จากธุรกิจสัตว์บกที่ดีขึ้นในต่างประเทศ (นำโดยประเทศเวียดนามและประเทศจีน) และประเทศไทย ประกอบกับประโยชน์จากการขายธุรกิจที่สร้างผลขาดทุนออกไปบางส่วน (ฟาร์มไก่และฟาร์มสุกรบางแห่งโดย CPP, HK และ CTI ใน 4Q66)

 

ปรับประมาณการเพิ่มขึ้น InnovestX ปรับประมาณการกำไรปกติปี 2567 ของ CPF เพิ่มขึ้นจาก 1.1 หมื่นล้านบาท สู่ 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อสะท้อนอัตรากำไรขั้นต้นและส่วนแบ่งกำไรที่สูงกว่าคาดจากธุรกิจต่างประเทศที่ดีขึ้น (ราคาสุกรในประเทศเวียดนามและประเทศจีนดีขึ้น) ประมาณการกำไรปกติปี 2567 ของ InnovestX สูงกว่าประมาณการของตลาดที่ 1.1 หมื่นล้านบาท และ InnovestX คาดว่าตลาดจะปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้นตามมา เพื่อสะท้อนผลประกอบการ YTD ที่แข็งแกร่ง และราคาสัตว์บกในประเทศหลักๆ ที่อยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน

 

กระทบอย่างไร:

หลังรายงานผลประกอบการ ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2567 ราคาหุ้น CPF ไม่เปลี่ยนแปลง DoD ขณะที่ SET Index ปรับลง 0.39% สู่ระดับ 1,292.69 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

InnovestX Research คงคำแนะนำ Outperform สำหรับ CPF โดยปรับราคาเป้าหมายใหม่เป็นราคาเป้าหมายกลางปี 2568 อ้างอิงวิธี SOTP ที่ 29 บาท (จาก 28 บาท) ซึ่งประกอบด้วย 3 บาท สำหรับธุรกิจของ CPF (PE 8-12 เท่า สำหรับธุรกิจอาหารสัตว์ ธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และธุรกิจอาหาร) และ 26 บาท สำหรับการถือหุ้นใน CPALL และ CPAXT

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคืออุปสงค์และราคาที่ลดลงจากเศรษฐกิจที่เปราะบางและอุปทานที่มากขึ้น และต้นทุนอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น ปัจจัยเสี่ยง ESG ที่สำคัญคือ การบริหารจัดการพลังงาน ของเสีย และน้ำ ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (E) นโยบายด้านสุขภาพและความปลอดภัยสำหรับลูกค้า/พนักงาน (S)

The post CPF – กำไร 2Q67 ออกมาดีเกินคาด และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ.อว. เตรียมเชิญ 11 บริษัทชี้แจงหาต้นตอปลาหมอคางดำ หลังซัก CPF แล้ว https://thestandard.co/invite-11-companies-to-clarify-blackchin-tilapia/ Thu, 01 Aug 2024 12:08:09 +0000 https://thestandard.co/?p=966205

วันนี้ (1 สิงหาคม) ที่อาคารรัฐสภา ฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส. แ […]

The post กมธ.อว. เตรียมเชิญ 11 บริษัทชี้แจงหาต้นตอปลาหมอคางดำ หลังซัก CPF แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (1 สิงหาคม) ที่อาคารรัฐสภา ฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กมธ.อว.) สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังเชิญ กรมบัญชีกลาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เข้าหารือเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ

 

ฐากรกล่าวว่า กรรมาธิการการอุดมศึกษาฯ หารือกับกรมบัญชีกลางและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย จากการที่อธิบดีกรมประมงได้ทำหนังสือสอบถามเรื่องการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจากการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำสามารถทำได้หรือไม่ อย่างไร ซึ่งกรมบัญชีกลางแจ้งว่าได้ตอบหนังสือไปว่า ในแนวทางปฏิบัติสามารถใช้ในส่วนเงินทดรองราชการ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ตามความเหมาะสม

 

ขณะที่ ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ได้เข้าชี้แจงโดยยืนยันตามเอกสารว่า ทั้งหมดที่บริษัทได้ดำเนินการทดลองคือนำเข้าปลาหมอคางดำที่เป็นลูกปลาขนาดเล็กจำนวน 2,000 ตัว ซึ่งเมื่อนำเข้ามาที่ท่าอากาศยานได้ตายไปทั้งหมด 1,400 ตัว เหลือเพียง 600 ตัว และเมื่อนำทั้งหมด 600 ตัวไปอยู่ในบ่อพักปูนที่กำหนดไว้ ปลาหมอคางดำก็ได้ทยอยตายเรื่อยๆ จนเหลือ 50 ตัว และกระบวนการทั้งหมดนี้ได้นำส่งปลาหมอคางดำให้กับกรมประมงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

 

ส่วนมติของคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษาฯ คือต้องการหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีกในส่วนที่มีข่าวออกไปว่า มี 11 บริษัทที่ส่งออกปลาหมอคางดำไปกว่า 17 ประเทศ จะมีการเชิญบริษัททั้งหมดนี้เข้ามาชี้แจงในสัปดาห์หน้า ว่ามีการนำเข้ามาอย่างไร รวมถึงอธิบดีกรมประมง เนื่องจากเคยชี้แจงว่าเป็นการกรอกเอกสารผิดนั้นจริงหรือไม่ 

 

ฐากรยืนยันว่า กรรมาธิการการอุดมศึกษาฯ พิจารณาด้วยข้อเท็จจริงตามเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ได้มีอคติกับใครในการพิจารณาเรื่องนี้ และภายหลังจากได้ข้อสรุปจะส่งให้กับทางรัฐบาลหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้ต่อไป

 

ฐากรเน้นย้ำว่ายังไม่ได้ตัด CPF ออกจากข้อสงสัย เรื่องต้นตอของการแพร่ระบาด แต่ต้องซักถามจาก 11 บริษัทที่ไม่ได้นำเข้า แต่กลายเป็นผู้ส่งออกได้อย่างไร เพื่อหาข้อสรุปให้สอดคล้องกับเอกสารที่มีการชี้แจง โดย CPF ยืนยันว่า ขั้นตอนการตัดครีบปลา และการเก็บซากปลาไปตรวจสอบ ต้องดำเนินการโดยกรมประมง

 

สำหรับกรณีที่คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมถึงผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำเพื่อการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ในราชอาณาจักรไทย เคยเชิญ CPF เข้ามาชี้แจง แต่กลับส่งมาเพียงเอกสารนั้น ฐากรระบุว่า ในการประชุมวันนี้ทั้ง นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ​ รวมถึง ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ซักถามครบทุกประเด็น และได้ขอเอกสารเพิ่มเติมจาก CPF เช่น ใบขออนุญาตการทำวิจัยในปี 2553 ด้วย

The post กมธ.อว. เตรียมเชิญ 11 บริษัทชี้แจงหาต้นตอปลาหมอคางดำ หลังซัก CPF แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหาร CPF เข้าสภา ชี้แจงปมปัญหาปลาหมอคางดำ ยืนยันไม่ใช่ต้นตอการแพร่ระบาด https://thestandard.co/cpf-black-tilapia-explanation/ Thu, 01 Aug 2024 11:28:57 +0000 https://thestandard.co/?p=966184 ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (1 สิงหาคม) ที่อาคารรัฐสภา ประสิทธิ์ บุญดวงประเส […]

The post ผู้บริหาร CPF เข้าสภา ชี้แจงปมปัญหาปลาหมอคางดำ ยืนยันไม่ใช่ต้นตอการแพร่ระบาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (1 สิงหาคม) ที่อาคารรัฐสภา ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เข้าชี้แจงในการประชุมคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร ที่มี ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เป็นประธาน และมี นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง เป็นรองประธาน

 

ประสิทธิ์กล่าวภายหลังการประชุมว่า รายละเอียดการประชุมให้คณะกรรมาธิการฯ เป็นผู้แถลง ในวันนี้ทาง CPF ไม่ได้ชี้แจงอะไรเพิ่มเติม เป็นการให้ข้อมูลตามที่เคยแจ้งไป ส่วนแนวทางการช่วยเหลือก็เป็นไปตาม 5 โครงการที่จะไปเข้าร่วมกับรัฐบาล ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งมีอีก 2 สถาบันคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่อยากเข้าร่วมโครงการด้วย

 

“เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไรก็ตาม เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท เหมือนกรณีโควิด เราก็เป็นบริษัทหนึ่งที่ไปช่วยเหลือส่งอาหารหลายล้านกล่อง ซึ่งในกรณีนี้ก็มีความคล้ายกัน

 

“สำหรับแนวทางในการช่วยเหลือนั้น เราก็ตั้งเป้าหมายจะช่วยดึงปลาออกจากระบบให้เร็วที่สุดประมาณ 2 ล้านกิโลกรัม และสนับสนุนปลาอีก 2 แสนตัว ในการกำจัดให้เร็วขึ้น รวมถึงช่วยสนับสนุนเรื่องงานวิจัยต่างๆ”

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงภาพหลักฐานซากปลานั้น ประสิทธิ์กล่าวว่า เป็นไปตามที่แจ้งว่าบางภาพไม่สามารถเปิดเผยได้ และได้ส่งไปที่กรมประมงแล้ว

 

ประสิทธิ์กล่าวถึงสิ่งที่ต้องชี้แจงกับสังคมว่า เราคิดว่าสิ่งที่เราได้ชี้แจงไปนั้นเพียงพอแล้ว ส่วนหลักฐานต่างๆ เราก็ได้ส่งจำนวนปลาตามที่ได้ตกลงกัน ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการที่ปลาแพร่กระจาย เรานำเข้ามา 2,000 ตัว โดยมีกระบวนการจัดการที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งข้อมูลที่ระบุว่ามีการส่งออก 300,000 ตัว ห่างกัน 150 เท่า ควรที่จะต้องพิจารณาหรือไม่ว่าการแพร่กระจายนั้นเกิดจากสาเหตุใด

 

ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า แล้วการแพร่กระจายเกิดขึ้นจากสาเหตุใด ประสิทธิ์กล่าวว่า เราเชื่อมั่นว่าไม่ได้เกิดจากเรา ส่วนเกิดจากอะไรต้องให้คณะกรรมาธิการฯ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐ เป็นผู้กำหนดนโยบายในการปราบปราม และฝากนักข่าวพิจารณาเพิ่มเติมว่ามาจากไหน แต่เราคงแสดงความคิดเห็นมากไม่ได้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า มีบริษัทอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ประสิทธิ์กล่าวว่า มันมีข่าวอยู่แล้ว เพราะมีการส่งออกปลาหมอคางดำจาก 11 บริษัท ไป 17 ประเทศ เห็นข้อมูลจากกรมประมงและข่าวต่างๆ ที่มีการสืบค้นเพิ่มเติม

 

ประสิทธิ์ยืนยันว่ากระบวนการจัดการของบริษัทอยู่ในมาตรฐานสูง เรายืนยันกับทางกรมประมงไปแล้วว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นลูกปลาอยู่กับเราแค่ 16 วัน หากใครที่เคยเลี้ยงปลาจะทราบว่าปลาที่นำเข้ามา 2,000 ตัว เมื่อมาถึงสนามบินเหลืออยู่ 600 ตัว และสภาพก็ไม่แข็งแรง แสดงว่าปลาโดยรวมที่เหลือไม่แข็งแรง ซึ่งขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่มาตรวจที่สนามบิน ถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นตัวเลขที่นับกันโดยคาดประมาณการ

 

ประสิทธิ์กล่าวถึงเหตุผลการนำเข้าปลาหมอคางดำในขณะนั้นว่านำเข้าเพื่อการพัฒนาสายพันธุ์ปลา ซึ่งรายละเอียดต้องให้นักพัฒนาสายพันธุ์ปลาเป็นคนตอบ ตอนนั้นนำเข้ามาเกิดจากการประชุมการพัฒนาสายพันธุ์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนปี 2549 เกิดเป็นไอเดียในการนำเข้ามา ก็นำมาทดลอง และกระบวนการยุ่งยากกว่าจะนำเข้ามาได้อย่างถูกกฎหมาย เนื่องจากใช้เวลากว่าจะนำเข้าก็จนถึงปี 2553 เมื่อปลาไม่สมบูรณ์ก็ปิดโครงการ ในระยะเวลาทั้งหมด 16 วัน ซึ่งการฝังซากปลาก็ทำตามระบบขั้นตอน โดยฝังภายในฟาร์ม

 

ปลาหมอคางดำ

The post ผู้บริหาร CPF เข้าสภา ชี้แจงปมปัญหาปลาหมอคางดำ ยืนยันไม่ใช่ต้นตอการแพร่ระบาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาฯ BIOTHAI ชี้ เป็นเรื่องดีที่ CPF จะฟ้องร้องเหตุนำเสนอต้นตอปลาหมอคางดำระบาด จะได้พิสูจน์ในชั้นศาล ยันมีหลักฐานชัด https://thestandard.co/biothai-cpf-legal-dispute/ Thu, 01 Aug 2024 04:51:16 +0000 https://thestandard.co/?p=965856

วันนี้ (1 สิงหาคม) ที่รัฐสภา วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิ […]

The post เลขาฯ BIOTHAI ชี้ เป็นเรื่องดีที่ CPF จะฟ้องร้องเหตุนำเสนอต้นตอปลาหมอคางดำระบาด จะได้พิสูจน์ในชั้นศาล ยันมีหลักฐานชัด appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (1 สิงหาคม) ที่รัฐสภา วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี หรือ BIOTHAI กล่าวก่อนเข้าชี้แจงต่อคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมถึงผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำ เพื่อการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ในราชอาณาจักรไทย กรณีถูกบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เตรียมจะยื่นฟ้องร้องจากการออกมาเปิดเผยเรื่องการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้เชิญ BIOTHAI มาให้ข้อมูล เพราะพื้นที่ของคณะอนุกรรมาธิการฯ เป็นพื้นที่ที่ทั้งเอกชนและภาคประชาสังคมหรือประชาชนควรจะให้โอกาสในการค้นหาความจริงเรื่องนี้

 

การที่เอกชนไม่ได้มาชี้แจงด้วยตนเองอาจจะขาดโอกาสที่ว่านี้ ประเด็นที่เอกชนฟ้อง BIOTHAI หรืออาจจะไม่พร้อมในขณะนี้ แต่มีการแถลงว่าจะดำเนินคดี เป็นโอกาสดีที่หลักฐานอันดีทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าศูนย์กลางการระบาดของปลาหมอคางดำมาจากบริเวณรอบฟาร์มยี่สาร และฟาร์มยี่สารก็เป็นส่วนหนึ่งของการที่ทำให้เกิดการระบาด เป็นเรื่องดีที่ข้อมูลเหล่านี้จะได้นำเข้าสู่ชั้นศาล และจะได้เห็นหลักฐานอื่นๆ อีกที่ BIOTHAI จะเสนอในโอกาสต่อไป

 

จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่เห็นหลักฐานใดมายืนยันว่าไม่มีการเลี้ยงปลาที่ฟาร์มยี่สารและการส่งตัวอย่างปลาให้กรมประมง โดยวันนี้เอกสารที่ BIOTHAI เตรียมมา ทางคณะอนุกรรมาธิการฯ อาจจะยังไม่เคยเห็นข้อมูลนี้ และอาจจะไม่ได้โฟกัสในประเด็นนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่ BIOTHAI จะชี้ให้เห็นถึงรายงานเรื่อง DNA และข้อมูลใหม่ โดยจะต้องหารือกับคณะอนุกรรมาธิการฯ ว่าจะใช้ข้อมูลที่ BIOTHAI มีเป็นจำนวนมากอย่างไร และคนที่รู้เรื่องนี้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ฟาร์มยี่สารมีเป็นจำนวนมาก แต่กลไกที่รัฐและสื่อมวลชนจะเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นเป็นเรื่องที่จะต้องหารือในที่ประชุมวันนี้

 

วิฑูรย์ยังกล่าวถึงประเด็นสำคัญที่คณะอนุกรรมาธิการฯ ยังไม่ได้เห็นคือการตรวจ DNA เพื่อหาเส้นทางการระบาดของกรมประมงเมื่อปี 2565 หลายส่วนบ่งชี้ไปที่แหล่งที่มาเดียวกัน หากไปดูอย่างละเอียดนักวิจัยพูดชัดเจน การระบาดที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากการนำเข้า รวมถึงรายงานการระบาดที่ชัดเจน ซึ่งยังไม่มีการเผยแพร่รายงานชุดนี้จากกรมประมงที่ระบุชัดเจนว่าศูนย์กลางการระบาดอยู่ที่ไหน ที่สำคัญคือข้อมูลที่ BIOTHAI มีอยู่มากกว่าภาพที่โพสต์ไปแล้ว คงต้องใช้ช่องทางและความระมัดระวังของบริษัทว่าจะทำให้เข้าถึงและบริหารข้อมูลอย่างไร

 

วิฑูรย์กล่าวต่อว่า BIOTHAI อยากจะเชิญเอกชนเข้าร่วม แต่ไม่ประสงค์จะพบปะกันโดยตรง ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่เราทำมาเกือบ 30 ปีของการก่อตั้งองค์กร แต่ในเวทีสาธารณะหรือเวทีที่จัดโดยหน่วยงานที่ต้องการแสวงหาข้อมูล อยากเรียกร้องให้ CPF ซึ่งมีรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้มาให้ข้อมูล จะได้รู้รายละเอียดข้อมูลมากกว่าผู้บริหารว่าเกิดอะไรขึ้นที่ฟาร์มดังกล่าว

The post เลขาฯ BIOTHAI ชี้ เป็นเรื่องดีที่ CPF จะฟ้องร้องเหตุนำเสนอต้นตอปลาหมอคางดำระบาด จะได้พิสูจน์ในชั้นศาล ยันมีหลักฐานชัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุ กมธ.แก้ปัญหาปลาหมอคางดำ เตรียมถกมูลค่าเสียหาย คาดรวมกว่าหมื่นล้าน เตรียมเชิญ CPF รอบ 3 https://thestandard.co/cpf-3rd-meeting-blackchin-tilapia/ Thu, 01 Aug 2024 04:28:11 +0000 https://thestandard.co/?p=965864

วันนี้ (1 สิงหาคม) ที่รัฐสภา ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมา […]

The post อนุ กมธ.แก้ปัญหาปลาหมอคางดำ เตรียมถกมูลค่าเสียหาย คาดรวมกว่าหมื่นล้าน เตรียมเชิญ CPF รอบ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (1 สิงหาคม) ที่รัฐสภา ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมถึงผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำเพื่อการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ในราชอาณาจักรไทย แถลงก่อนการประชุมในวันนี้ว่า ได้เชิญสำนักงานอัยการสูงสุด, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อที่จะหารือเกี่ยวกับค่าเสียหายที่เกิดจากปัญหาปลาหมอคางดำระบาด โดยทั้ง 3 หน่วยงานส่งตัวแทนมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่จะดำเนินการเอาผิดได้ ขณะที่ วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เข้าร่วม

 

ณัฐชากล่าวว่า สิ่งที่เห็นวันนี้ต้องเดินหน้าเอาผิดกับต้นตอสาเหตุให้ได้ ซึ่งวันนี้จะได้ข้อสรุปข้อกฎหมายทั้งหมดที่คณะอนุกรรมาธิการฯ จะส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ ว่า กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป ส่วนการประเมินค่าเสียหายมีตัวอย่างชัดเจนแค่ตำบลเดียว คาดว่าประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี แต่วันนี้ระบาดไป 17 จังหวัดที่ยังไม่ได้ประเมิน ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีมูลค่าเสียหายต่างกันไป หากรวมแล้วอาจจะถึงหมื่นล้านบาท

 

ณัฐชายังกล่าวถึงกรณีบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ที่จะฟ้องสื่อมวลชนและมูลนิธิที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า สถานที่ที่จะรับฟังปัญหาข้อเท็จจริงได้ดีที่สุดคือสภาผู้แทนราษฎร ทุกปัญหาและทุกประเด็นในสังคมที่เกิดข้อเคลือบแคลงสงสัยออกมาจากการประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ ชุดนี้ หากต้องการที่จะโต้แย้งและนำความจริงให้ปรากฏต่อสาธารณะเพื่อไม่ให้กระจายคลาดเคลื่อน ควรที่จะเข้ามาให้ข้อมูลกับคณะอนุกรรมาธิการฯ ซึ่งทางหน่วยงานภาครัฐยินดีที่จะนำข้อมูลที่ภาครัฐและเอกชนมีมาเปรียบเทียบกัน เพื่อที่จะคลายความสงสัยให้กับประชาชนได้

 

“การแถลงข่าวของเอกชนลงท้ายทุกครั้งว่ายินดีให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ แต่เราขอความร่วมมือไปแล้ว 2 ครั้ง ยังไม่ได้รับความร่วมมือ ดังนั้นความยินดีดังกล่าวนั้นเรายังไม่ได้รับ หากท่านยินดีให้การสนับสนุนข้อมูลกับหน่วยงานของภาครัฐจริง เราก็ยินดีที่จะเสนอต่อที่ประชุมในวันนี้ หากหน่วยงานเอกชนยินดีที่จะให้ข้อมูล เรายินดีที่จะเสนอเชิญพยานอีกรอบเป็นรอบที่ 3” ณัฐชากล่าว

 

ณัฐชากล่าวอีกว่า วันนี้มีหลายฝ่ายลงพื้นที่ รวมถึงภาครัฐที่ลงพื้นที่หนักมาก วันนี้ก็ที่แสมดำ เขตบางขุนเทียน แต่นอกเหนือจากการลงพื้นที่ ประชาชนยังรอ 7 มาตรการของรัฐที่ใช้งบ 450 ล้านบาทในการแก้ปัญหา ซึ่งตนเห็นว่ายังไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร เพราะ 7 มาตรการที่ออกมาสังคมทำอยู่แล้ว ทั้งการจับ ล่า แปรรูป แต่สิ่งที่เขารอคอยคือสาเหตุ สิ่งนี้ไม่ได้ยินจากฝ่ายบริหารเลย รวมถึงยังไม่มีการประกาศเขตภัยพิบัติ เพื่อปั๊มหัวใจเกษตรกรที่ล้มหายตายจากรายวัน

 

ณัฐชากล่าวยืนยันว่า คณะอนุกรรมาธิการฯ เอาจริงกับการแก้ปัญหา ไม่ใช่การฟอกขาวให้กับเอกชน วันนี้เราต้องการทำข้อสงสัยของสังคมกระจ่าง เมื่อเข้าใจไม่ตรงกันจะเกิดปัญหากระทบกระทั่ง สิ่งเดียวที่ทำได้คือให้ความจริงปรากฏ ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว ถ้าความจริงปรากฏ เราจะรู้ว่าใครคือต้นตอ และจะบรรเทาอาการโกรธแค้นของเกษตรกรที่อยู่ในภาวะสิ้นเนื้อประดาตัว

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการฯ สิ้นสุดลง จะต้องมีผู้ที่ถูกดำเนินคดี รวมทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่รับผิดชอบเรื่องระบบนิเวศ, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีลูกค้าเป็นเกษตรกร, กระทรวงมหาดไทยที่ดูเรื่องกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่ยังไม่มีการบรรเทาภัยให้ประชาชน รวมทั้งนายกรัฐมนตรีต้องนั่งหัวโต๊ะแก้ไขปัญหา อย่าให้มีการครหาเหมือนกับหมูเถื่อนที่นายกฯ แอ็กชันตอนแรกแบบนี้ ซึ่งย้ำว่าจะไม่ให้ปลาเถื่อนจบแบบหมูเถื่อนแน่นอน

 

ณัฐชายังถามถึงคณะทำงานตามหาความจริงใน 7 วันที่ถูกตั้งที่โดยรัฐมนตรีว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น วันนี้ผ่านมา 7 วัน ตนขอตามหาคณะกรรมการฯ ตามหาความจริงให้เจอก่อน แล้วความจริงจะปรากฏ ซึ่งตนขอให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพราะตอนนี้ยังไม่มีความจริงปรากฏ จะทำให้ประชาชนเห็นได้ว่าความจริงใจของรัฐบาลเป็นอย่างไร

The post อนุ กมธ.แก้ปัญหาปลาหมอคางดำ เตรียมถกมูลค่าเสียหาย คาดรวมกว่าหมื่นล้าน เตรียมเชิญ CPF รอบ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีพีเอฟแจง พบสื่อ-เวทีสาธารณะใช้ข้อมูลปลาหมอคางดำบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้สังคมเข้าใจผิดจนบริษัทเสียหาย เตรียมดำเนินการทางกฎหมาย https://thestandard.co/cpf-blackchin-tilapia-misinformation/ Wed, 31 Jul 2024 03:04:26 +0000 https://thestandard.co/?p=965285 ปลาหมอคางดำ

วานนี้ (30 กรกฎาคม) กอบบุญ ศรีชัย ผู้บริหารสูงสุด สายงา […]

The post ซีพีเอฟแจง พบสื่อ-เวทีสาธารณะใช้ข้อมูลปลาหมอคางดำบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้สังคมเข้าใจผิดจนบริษัทเสียหาย เตรียมดำเนินการทางกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลาหมอคางดำ

วานนี้ (30 กรกฎาคม) กอบบุญ ศรีชัย ผู้บริหารสูงสุด สายงานกิจการองค์กร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมามีการใช้รูปภาพและข้อมูลประกอบการสื่อสารบนเวทีสาธารณะที่เป็นเท็จ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท

 

เช่น การกล่าวอ้างถึงสภาพบ่อดินของฟาร์มยี่สาร ซึ่งใช้เพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำ ปี 2554-2557 โดยระบุว่า บริษัทเลี้ยงปลาหมอคางดำต่อเนื่องที่ฟาร์มยี่สารตั้งแต่ปี 2553-2560 ซึ่งขอชี้แจงว่า สถานที่ดังกล่าวไม่ใช่ฟาร์มยี่สาร และหลังจากการตัดสินใจไม่เริ่มดำเนินโครงการและยุติการวิจัยเมื่อต้นเดือนมกราคม 2554 และทำลายลูกปลาทั้งหมดแล้ว บริษัทไม่มีกิจกรรมใดๆ เกี่ยวกับปลานี้อีกเลย

 

ส่วนภาพถ่ายทางอากาศของบริเวณฟาร์ม โดยมีสื่อระบุผังของฟาร์ม กอบบุญกล่าวว่า ข้อความดังกล่าวเป็นเท็จ เนื่องจากบ่อเลี้ยงปลาตามที่กล่าวอ้าง ความเป็นจริงคือเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง ส่วนที่ระบุว่าเป็นบ่อผสมพันธุ์ปลาและบ่ออนุบาลปลาตามที่กล่าวอ้างนั้น ความจริงคือบ่อปรับปรุงพันธุ์ปลานิล ปลาทับทิม และปลาทะเล

 

กอบบุญกล่าวต่อว่า บริษัทอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อความบิดเบือนอื่นๆ เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินการทางกฎหมายต่อไป โดยผู้ที่ให้รูปและข้อมูลที่เป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง ควรต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ ร่วมกับผู้ที่ใช้ข้อมูลและรูปภาพดังกล่าวในการสื่อสารในเวทีสาธารณะต่างๆ ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทเห็นด้วยว่าควรมีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางสังคมเพิ่มเติมในเรื่องนี้ เนื่องจากมีหลายบริษัทที่ซีพีเอฟไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กลับมีกิจกรรมค้าขายปลาชนิดนี้ในช่วงที่ผ่านมา จึงขอให้สังคมให้ความเป็นธรรม และควรมีการสอบหาเหตุอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เพื่อนำข้อเท็จจริงมาร่วมกันพิจารณาหาแนวทางร่วมมือแก้ไขปัญหา ตลอดจนหาแนวทางป้องกันการแพร่กระจายในระยะยาว

 

สำหรับโครงการความร่วมมือสนับสนุนการแก้ปัญหา 5 โครงการนั้น มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งร่วมมือสนับสนุนกรมประมงที่มีกิจกรรมการจับปลาและปล่อยลูกปลากะพง ซึ่งพบว่าในบางพื้นที่มีปริมาณปลาลดลงอย่างมาก

 

ล่าสุด ได้เข้าร่วมกิจกรรมจับปลาและมอบปลากะพงเพิ่มเติมกับประมงจังหวัดสมุทรสงคราม นอกจากนั้นยังได้รับการติดต่อแสดงความจำนงจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอีก 2-3 แห่ง ในการร่วมมือการทำวิจัย ทั้งการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร และการวิจัยเพื่อหาแนวทางควบคุมประชากรปลาในระยะยาว

 

กอบบุญกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า บริษัทยินดีให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสอบหาข้อเท็จจริงบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงอย่างสุจริต ขณะเดียวกันต้องขอปกป้องชื่อเสียงองค์กรจากการใช้ข้อมูลและหรือรูปภาพกล่าวอ้างที่เป็นเท็จ ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงให้สังคมเข้าใจผิด ผู้ให้ข้อมูลและ/หรือรูปภาพเหล่านั้น รวมทั้งผู้ที่ใช้ข้อมูลและรูปภาพดังกล่าวประกอบความคิดเห็นบนเวทีสาธารณะ หรือสื่อต่างๆ ควรรับผิดชอบในการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น โดยจะพิจารณาแนวทางการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

The post ซีพีเอฟแจง พบสื่อ-เวทีสาธารณะใช้ข้อมูลปลาหมอคางดำบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้สังคมเข้าใจผิดจนบริษัทเสียหาย เตรียมดำเนินการทางกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเอกสารฉบับ ‘CPF’ แจงอนุ กมธ. ปมปัญหาปลาหมอคางดำ ลูกปลามีชีวิตแค่ 2 สัปดาห์ ยังไม่ได้เริ่มการวิจัย ทำตามเงื่อนไขกรมประมง https://thestandard.co/cpf-document-in-the-case-of-blackchin-tilapia/ Thu, 25 Jul 2024 10:23:00 +0000 https://thestandard.co/?p=962912

วันนี้ (25 กรกฎาคม) เปรมศักดิ์ วนัชสุนทร ผู้บริหารสูงสุ […]

The post เปิดเอกสารฉบับ ‘CPF’ แจงอนุ กมธ. ปมปัญหาปลาหมอคางดำ ลูกปลามีชีวิตแค่ 2 สัปดาห์ ยังไม่ได้เริ่มการวิจัย ทำตามเงื่อนไขกรมประมง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (25 กรกฎาคม) เปรมศักดิ์ วนัชสุนทร ผู้บริหารสูงสุดด้านการวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ยื่นหนังสือให้ข้อมูลคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แจงละเอียดทุกขั้นตอนการนำเข้าลูกปลาหมอคางดำ 2,000 ตัว จากประเทศกานาว่า ตามที่คณะกรรมาธิการฯ เชิญบริษัทเข้าร่วมการประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมถึงผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำ เพื่อการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ในราชอาณาจักรไทยนั้น 

 

บริษัทขอชี้แจงว่า CPF นำเข้าลูกปลาหมอคางดำในชื่อสามัญ ‘Blackchin Tilapia’ และชื่อวิทยาศาสตร์ ‘Sarotherodon Melanotheron’ ขนาด 1 กรัม จำนวน 2,000 ตัว จากประเทศกานา เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2553 ใช้เวลาเดินทาง 35 ชั่วโมง เมื่อมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิได้เปิดกล่องโฟมบรรจุลูกปลาพร้อมกับเจ้าหน้าที่กรมประมงที่ประจำ ณ ด่านกักกัน พบว่ามีลูกปลาตายจำนวนมาก และเมื่อรับลูกปลามาถึงฟาร์มได้ตรวจคัดแยก พบว่าลูกปลามีชีวิตเหลืออยู่เพียง 600 ตัว ในสภาพที่ไม่แข็งแรง จึงนำลูกปลาที่ยังมีชีวิตลงในบ่อเลี้ยงซีเมนต์ เนื่องจากปลามีสุขภาพไม่แข็งแรง ลูกปลาทยอยตายต่อเนื่องทุกวัน

 

เนื่องจากสภาพลูกปลาที่เหลือไม่แข็งแรงและจำนวนไม่เพียงพอต่อการวิจัย จึงโทรปรึกษาเจ้าหน้าที่กรมประมง (นักวิชาการประมง 4 ตำแหน่งในขณะนั้น) กลุ่มวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพสัตว์น้ำจืด ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบที่มีชื่อระบุอยู่ในหนังสืออนุมัตินำเข้า โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ให้เก็บตัวอย่างใส่ขวดโหลแช่ฟอร์มาลีน และให้นำมาส่งที่กรมประมง ดังนั้น ในสัปดาห์ที่ 2 ของการรับปลาเข้ามา จึงเก็บตัวอย่างจำนวน 50 ตัว ดองฟอร์มาลีนเข้มข้นเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน 

 

จากนั้น วันที่ 6 มกราคม 2554 (สัปดาห์ที่ 3) ปลาทยอยตายจนเหลือเพียง 50 ตัว บริษัทจึงตัดสินใจไม่เริ่มดำเนินโครงการและยุติการวิจัยทั้งหมด และทำลายลูกปลาทั้งหมดโดยใช้คลอรีนใส่ลงน้ำในบ่อเลี้ยงซีเมนต์ เพื่อฆ่าเชื้อและทำลายลูกปลาที่เหลือ 

 

หลังจากนั้นเก็บลูกปลาทั้งหมดแช่ฟอร์มาลีนเข้มข้น 24 ชั่วโมง แล้วนำมาฝังกลบพร้อมโรยปูนขาวในวันที่ 7 มกราคม 2554 รวมระยะเวลาที่ลูกปลาชุดนี้มีชีวิตอยู่ในประเทศไทยเพียง 16 วันเท่านั้น และบริษัทแจ้งต่อกรมประมงถึงการตายของลูกปลา รวมถึงทำลายซากลูกปลาตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่กรมประมงท่านดังกล่าว และส่งตัวอย่างลูกปลาดองทั้งตัวในฟอร์มาลีนทั้งหมด 50 ตัว จำนวน 2 ขวด ขวดละ 25 ตัว ให้กับ ศิริวรรณ ที่กรมประมง 

 

นอกจากนี้ ในวันที่ 6 มกราคม 2554 บริษัทเดินทางมาที่กรมประมง และโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ท่านเดิมเรื่องการส่งมอบตัวอย่างลูกปลาดองทั้ง 2 ขวด ซึ่งเจ้าหน้าที่มอบหมายให้เจ้าหน้าที่อีกท่านหนึ่งลงมารับตัวอย่างแทน ที่ชั้น 1 อาคารจุฬาภรณ์ กรมประมง โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้ขอให้ตัวแทนบริษัทกรอกแบบฟอร์มใดๆ ทำให้เข้าใจว่าการส่งมอบสมบูรณ์แล้ว

 

ถัดมาอีก 7 ปี ในปี 2560 มีข้อมูลจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนว่า พบปลาหมอคางดำระบาดในพื้นที่สมุทรสงคราม กรมประมงจึงเข้าตรวจเยี่ยมฟาร์มยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ในวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ซึ่งเจ้าหน้าที่จากกรมประมงตรวจสอบไม่พบปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยง จึงขอสุ่มในบ่อพักน้ำที่เชื่อมต่อกับแหล่งน้ำธรรมชาติแทน ซึ่งบ่อพักน้ำ R2 ของฟาร์มไม่ได้เป็นส่วนของบ่อเลี้ยง แต่เป็นส่วนที่เชื่อมกับแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อรอการกรองและฆ่าเชื้อทำความสะอาดก่อนนำน้ำเข้ามาใช้ในฟาร์ม

 

ทั้งนี้ เนื่องจากบ่อพักน้ำเป็นส่วนที่เชื่อมกับแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ปลาที่อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติย่อมมีอยู่ในบ่อพักน้ำ เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำเดียวกัน และยังไม่เข้าสู่ระบบการเลี้ยง ดังนั้น การสุ่มในบ่อพักน้ำจึงไม่แปลกที่ปลาจะเป็นชนิดเดียวกันกับปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติ การนำมาเปรียบเทียบว่าเป็นปลาชนิดเดียวกันหรือไม่ จึงเป็นการตั้งสมมติฐานที่ทราบคำตอบตั้งแต่ต้นว่าเป็นปลาชนิดเดียวกัน เพราะมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเดียวกัน 

 

เปรมศักดิ์กล่าวย้ำว่า บริษัทไม่มีการวิจัยหรือเลี้ยงปลาหมอคางดำอีกเลย นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 ถึงแม้ว่าบริษัทมั่นใจว่าไม่ได้เป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด แต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จึงนำศักยภาพองค์กรขับเคลื่อน 5 โครงการสำคัญ ประกอบด้วย

 

  1. ร่วมกับกรมประมงรับซื้อปลาหมอคางดำจากทุกจังหวัดทั่วประเทศที่มีการระบาด จำนวน 2 ล้านกิโลกรัม ในราคา 15 บาทต่อกิโลกรัม

 

  1. สนับสนุนปล่อยปลาผู้ล่าลงสู่แหล่งน้ำ 2 แสนตัว ตามแนวทางของกรมประมง

 

  1. สนับสนุนกิจกรรมจับปลา โดยสนับสนุนอุปกรณ์จับปลาและกำลังคนในทุกพื้นที่ที่ประสบปัญหา

 

  1. ร่วมกับสถาบันการศึกษา 3 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยขอนแก่น พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากปลาหมอคางดำ

 

  1. ร่วมทำวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หาแนวทางควบคุมประชากรปลาหมอคางดำในระยะยาว

The post เปิดเอกสารฉบับ ‘CPF’ แจงอนุ กมธ. ปมปัญหาปลาหมอคางดำ ลูกปลามีชีวิตแค่ 2 สัปดาห์ ยังไม่ได้เริ่มการวิจัย ทำตามเงื่อนไขกรมประมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPF หนีอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบฯ ปลาหมอคางดำ รอบที่ 2 อ้างติดภารกิจ ส่งเอกสาร 4 ใบ พร้อมแนบเอกสารสำคัญแจงแทน https://thestandard.co/cpf-skips-tilapia-hearing-again/ Thu, 25 Jul 2024 05:11:22 +0000 https://thestandard.co/?p=962672 ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (25 กรกฎาคม) ที่อาคารรัฐสภา ที่ประชุมคณะอนุกรรมา […]

The post CPF หนีอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบฯ ปลาหมอคางดำ รอบที่ 2 อ้างติดภารกิจ ส่งเอกสาร 4 ใบ พร้อมแนบเอกสารสำคัญแจงแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (25 กรกฎาคม) ที่อาคารรัฐสภา ที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมถึงผลกระทบจากการนำเข้า ปลาหมอคางดำ เพื่อการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ในราชอาณาจักรไทย ที่มี วาโย อัศวรุ่งเรือง สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ และ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส. กทม. พรรคก้าวไกล เป็นรองประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ทำหนังสือเชิญ เปรมศักดิ์ วนัชสุนทร ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ขออนุญาตนำเข้า ปลาหมอคางดำ ในราชอาณาจักรไทยจากกรมประมง เพื่อให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์

 

ก่อนการประชุม ณัฐชากล่าวว่า ในเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการได้รับหนังสือจากทางบริษัทดังกล่าวว่าไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ โดยทำเป็นหนังสือลาประชุม

 

ณัฐชากล่าวว่า ตนอยากให้บริษัทเอกชนใช้พื้นที่นี้ในการสื่อสารกับประชาชน เพราะเรื่องนี้เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของประชาชนเป็นจำนวนมาก และเวทีของสภาผู้แทนราษฎรเป็นที่ที่ท่านสามารถแสดงความบริสุทธิ์ใจได้ แต่หากท่านเลือกนั่งแถลงข่าวกับสื่อเพียงไม่กี่สำนัก ขาดการโต้แย้งในการซักถาม ก็จะสร้างความสงสัยให้กับประชาชนมากขึ้น

 

ส่วนหลังจากนี้คณะอนุกรรมาธิการฯ จะทำอย่างไรต่อไปนั้น ณัฐชากล่าวว่า ด้วยอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมาธิการฯ ทำได้แค่ขอความร่วมมือ เมื่อขอไปแล้วไม่ได้รับความร่วมมือหรือข้อมูล ก็ต้องสรุปตามข้อมูลที่เรามี ซึ่งเรามีข้อมูลจากหน่วยงานรัฐที่เชื่อถือได้ ทั้งกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะฉะนั้นในสัปดาห์หน้าเราจะเชิญสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาแนะนำหน่วยงานของรัฐในการฟ้องร้องต่อไป รวมถึงเชิญหน่วยงานมาประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศ เพราะปลาสายพันธุ์นี้ทำลายชีวิตของเกษตรกรไปนับไม่ถ้วน

 

สิ่งที่กรมประมงได้ชี้แจงไว้พบว่า บริษัทได้ทำผิดเงื่อนไข ไม่ถูกต้องตามเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาต โดยยังไม่สามารถระบุตัวตนได้ว่าบริษัทเป็นต้นตอที่ทำให้ปลาสายพันธุ์นี้หลุดออกมา เพราะไม่มี DNA ต้นทางของปลาสายพันธุ์ดังกล่าวในปี 2554 มีเพียง DNA ของปี 2560 และ 2565 ไม่สามารถยืนยันได้ เพียงแต่สันนิษฐานได้เท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม การนำเข้าปลาหมอคางดำมีเพียงบริษัทเดียวที่ได้รับอนุญาต โดยเงื่อนไขจะต้องส่งซากปลาที่ทำลายทิ้งแล้วให้กับกรมประมง จากการตรวจสอบตั้งแต่ปี 2550-2560 กลับไม่พบตัวอย่างปลาสายพันธุ์นี้ ขณะที่ข้อสงสัยว่าในปี 2554 ขวดโหลซากปลาอาจจะหายไปกับน้ำท่วมใหญ่นั้น แต่ในห้องแล็บของกรมประมงยังมีพันธุ์ปลาปี 2550 ดังนั้นจะหายเพียงแค่ปี 2554 ไม่ได้ เพราะในห้องแล็บมีขวดโหลอยู่ราว 5,000 ขวด น้ำท่วมจะพาไปแค่ 2 ขวดไม่ได้

 

ณัฐชาอธิบายต่อว่า ตามเงื่อนไข บริษัทต้องส่งซากปลาให้กับกรมประมง 2 ขวด รวม 50 ตัว แต่จากการตรวจสอบไม่มีรายงานรับขวดโหลดังกล่าว โดยในบ่ายวันนี้จะมีการสร้างญัตติด่วนด้วยวาจา ทีมอภิปรายของพรรคก้าวไกล 13 คน เตรียมข้อมูลและพยานหลักฐานเท่าที่มีตั้งญัตติด่วน เพื่อเสนอไปยังรัฐบาลให้เห็นปัญหาการแพร่ระบาดครั้งใหญ่และรุกรานสัตว์น้ำ ซึ่งยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายได้ แต่เกษตรกรตายรายวัน อยู่เฉยๆ แล้วรอการแก้ไขไม่สามารถทำได้อีกต่อไป ซึ่งจะรอดูว่านายกรัฐมนตรีจะมีความจริงใจในการแก้ปัญหามากน้อยแค่ไหน

 

“เราไม่ต้องการส่งมอบระบบนิเวศที่ไม่สมบูรณ์ให้กับคนรุ่นหลัง เรามีบริษัทเอกชนพยายามนำเข้าปลาจากต่างถิ่นเป็นจำนวนมาก ล่าสุดคือปลาเก๋าหยก ซึ่งนำเข้าจากบริษัทเอกชนรายเดิม เรากังวลว่าจะหลุดรอดออกไปอีก”

 

สำหรับคณะอนุกรรมาธิการฯ จะส่งพยานหลักฐานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็น เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินคดี สิ่งที่เราทราบคือเอกชนนำเข้าเพียงรายเดียว ส่วนการกำจัดทำลายยังไม่มีรายงาน โดยในปี 2560 เราเจอปลาสายพันธุ์นี้ในบ่อพักน้ำของบริษัทดังกล่าว หากบอกว่ามีการระบาดภายนอกแล้วเล็ดลอดเข้ามาก็ต้องตั้งคำถามกลับว่า ปลาข้างในเล็ดลอดออกไปได้บ้างหรือไม่ กรมประมงก็ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุม อำนาจของคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ทำสุดความสามารถแล้ว โดยในวันนี้จะสรุปข้อมูลเพื่อส่งให้ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ต่อไป

 

ทั้งนี้ เมื่อเข้าสู่การประชุม วาโยได้อ่านรายงานหนังสือชี้แจงของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ว่า บริษัทได้รับการแจ้งหนังสือจากคณะอนุกรรมาธิการฯ แล้ว แต่ไม่สามารถเข้าร่วมการชี้แจงในครั้งที่ 2 นี้ได้ เนื่องจากติดภารกิจ โดยได้ส่งเอกสารชี้แจงรายละเอียดจำนวน 4 ใบ

 

สำหรับสาระสำคัญในเอกสารนั้น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ยืนยันว่าได้นำเข้าปลาหมอคางดำจำนวน 2,000 ตัว ในปี 2553 และปลาหมอคางดำได้ทยอยตายไปเรื่อยๆ จนเหลือเพียง 50 ตัว จึงได้ยุติการดำเนินการไป

 

เอกสารชี้แจงดังกล่าวระบุอีกว่า เมื่อบริษัทได้ยุติการดำเนินการเกี่ยวกับปลาหมอคางดำแล้ว จึงได้นำไปฝังโดยปูนขาวเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2554 โดยแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่กรมประมงแล้ว และส่งปลาดองฟอร์มาลีนให้กับเจ้าหน้าที่ไปด้วย

 

ทั้งนี้ โดยสรุปนั้น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ไม่ได้มีการวิจัยเลี้ยงปลาหมอคางดำอีกเลยตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 แม้จะมั่นใจว่าไม่ใช่ต้นตอของการแพร่ระบาดในครั้งนี้ แต่บริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด ได้ประสานความร่วมมือกับหลายภาคส่วนแล้ว

 

วาโยกล่าวอีกว่า ในเอกสารการชี้แจง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ได้แนบเอกสารผลการขออนุญาตนำเข้าปลาหมอคางดำ ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 มาด้วย โดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ได้รับการอนุญาตให้นำเข้าตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งจากการพิจารณาของตนเห็นว่า เอกสารดังกล่าวนี้ระบุถึงชื่อของนักวิชาการประมง 4 คน รวมถึงชื่อของ บัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนิติกร 7 ด้วย ซึ่งจากนี้เป็นเรื่องที่คณะอนุกรรมาธิการฯ จะต้องซักถามยังกรมประมงต่อไป

 

ปลาหมอคางดำ ปลาหมอคางดำ

The post CPF หนีอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบฯ ปลาหมอคางดำ รอบที่ 2 อ้างติดภารกิจ ส่งเอกสาร 4 ใบ พร้อมแนบเอกสารสำคัญแจงแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ.การอุดมศึกษาฯ เชิญตัวแทน CPF ร่วมหารืออนุ กมธ. แก้ปัญหาปลาหมอคางดำ ให้ข้อมูลและความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เช้าวันนี้ https://thestandard.co/cpf-to-discuss-blackhin-tilapia/ Thu, 25 Jul 2024 01:11:30 +0000 https://thestandard.co/?p=962492

วันนี้ (25 กรกฎาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการก […]

The post กมธ.การอุดมศึกษาฯ เชิญตัวแทน CPF ร่วมหารืออนุ กมธ. แก้ปัญหาปลาหมอคางดำ ให้ข้อมูลและความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เช้าวันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (25 กรกฎาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร มีหนังสือเชิญ เปรมศักดิ์ วนัชสุนทร ผู้บริหารสูงสุดด้านการวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการฯ เพื่อพิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ปัญหา 

 

รวมถึงผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำ การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ในราชอาณาจักรไทย ในฐานะผู้ขออนุญาตนำเข้าปลาหมอคางดำในราชอาณาจักรไทยจากกรมประมง เพื่อให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ ในเวลา 09.30 น. วันนี้ ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 301 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 

 

ทั้งนี้ ในการประชุมจะมีการพิจารณาเอกสาร ดังนี้

 

  • รายงานการขอและได้รับอนุญาตจากกรมประมง เกี่ยวกับการนำเข้าปลาหมอคางดำในราชอาณาจักรไทย ปี 2553 พร้อมทั้งเหตุผลและความจำเป็น

 

  • หลักฐานการทำลายและฝังกลบปลาหมอคางดำจำนวน 2,000 ตัว ให้กับคณะกรรมการด้านความหลากหลายและความปลอดภัยทางชีวภาพของกรมประมง พร้อมภาพถ่ายและตัวอย่างซากปลาหมอคางดำ

 

  • หลักฐานการนำส่งตัวอย่างซากปลาให้แก่กรมประมง และ/หรือ ให้กับคณะกรรมการด้านความหลากหลายและความปลอดภัยทางชีวภาพของกรมประมง

The post กมธ.การอุดมศึกษาฯ เชิญตัวแทน CPF ร่วมหารืออนุ กมธ. แก้ปัญหาปลาหมอคางดำ ให้ข้อมูลและความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เช้าวันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>