CGM48 – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 28 Aug 2025 07:38:21 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 บันทึกหน้าสุดท้าย…และบทต่อไปของ CGM48 https://thestandard.co/cgm48-new-journey/ Thu, 28 Aug 2025 08:00:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1112554 cgm48-new-journey

หัวข้อในเนื้อหานี้   บทที่ 1: เชียงใหม่ 106 บทที่ […]

The post บันทึกหน้าสุดท้าย…และบทต่อไปของ CGM48 appeared first on THE STANDARD.

]]>
cgm48-new-journey

 

 

ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นในวันสบายๆ กับเครื่องดื่มที่อยู่ในมือให้ความรู้สึกผ่อนคลายพอๆ กับกลิ่นหอมกรุ่นของขนมมันหวาน ชวนให้บทสนทนาระหว่าง 1 พิธีกรและ 7 สาวจากวงไอดอลแห่งแดนเหนือ CGM48 ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นกันเอง ทุกเสียงหัวเราะ ทุกประโยคสนทนา ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและรีแลกซ์ ราวกับเรากำลังนั่งล้อมวงคุยกันในบ่ายวันหยุด

 

ก่อนที่บทสนทนานี้จะพาเราทุกคน ประหนึ่ง “เปิดลิ้นชักใต้โต๊ะของโนบิตะ” แล้วกระโดดลงไปนั่งไทม์แมชชีน พร้อมย้อนเวลาไล่ดูร่องรอยของวันวาน เรื่องราวมากมายที่ถูกประทับไว้บนผนังแห่งความทรงจำตลอด 6 ปีของการเดินทางในนาม CGM48 พร้อมภาพถ่ายจากกล้องฟิล์มที่คอยบันทึกในห้วงเวลาระหว่างพูดคุย และหลังเวทีจากคอนเสิร์ตของ CGM48

 

เป็นการทบทวนอดีตในแบบที่ไม่ใช่เพื่อโหยหา แต่อยากพาเรากลับมายืนที่เดิม พร้อมมองไปข้างหน้า เพื่อเขียนบันทึก “หน้าต่อไป” ในแบบฉบับของ Next Chapter ของวง CGM48

 

CGM48 Next Chapter

 

บทที่ 1: เชียงใหม่ 106

 

“พอต้องทบทวนอะไรที่เกี่ยวกับวันแรกๆ ในเครื่องแบบ CGM48 ของพวกเรา หนูมักจะนึกถึงวันที่เรานั่งคุยกันว่า อยากให้วงเราเดินไปแบบไหนดีนะ…?”

 

แชมพูอาสาพูดขึ้นเป็นคนแรก ราวกับหยิบกุญแจไขลิ้นชักแห่งความทรงจำที่เธอเฝ้าเก็บไว้มานาน 

 

“จำได้ว่า คุณครูถามว่า อยากให้ CGM48 ในอนาคตเป็นยังไง ทุกคนอยากให้ผู้คนมองวงนี้แบบไหน? แล้วทุกคนก็บอกว่า อยากให้เวลานึกถึงเชียงใหม่ ก็ให้นึกถึง CGM48

 

“มันเป็นโมเมนต์ที่พวกเราดูมีแพสชันเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน รู้สึกเหมือนเป็นความฝันเล็กๆ ของเด็กผู้หญิงหลายๆ คนที่มารวมตัวกันอยู่ตรงนั้น ก็เลยชอบโมเมนต์นั้นมากๆ แล้วก็รู้สึกว่า พวกเราน่าจะทำได้นะ ในอนาคต”

 

เสียงถัดมาเป็นของ นีนี่ ที่ต่อบทสนทนาอย่างนุ่มนวล ราวกับหยิบภาพจำอีกฉากหนึ่งมาต่อเติมผืนผ้าใบแห่งความทรงจำ โดยเล่าว่า “ทางนี้ขอเลือกช่วงเดบิวต์แล้วกันค่ะ…เพราะตอนนั้นก็ยังไม่มีใครรู้จัก CGM48 เลย มันเลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากๆ”

 

“เพราะภาพจำครั้งแรกของวง มันจะเป็นยังไง อยู่ที่พวกเราทั้งหมดเลย ก็เลยรู้สึกว่ากดดันมาก แต่ก็อยากทำให้ภาพจำนั้นออกมาดีที่สุด และเป็นเอกลักษณ์ของเราให้ได้ มันเหมือนการสร้างบ้านให้แข็งแรง เพื่อรอต้อนรับน้องๆ ที่จะเข้ามาในอนาคต ถ้าเราวางรากฐานไว้ดี พวกเขาจะได้ไม่ลำบากมากเหมือนที่พวกเราเริ่มต้น”

 

นีนี่หยุดนิ่งเพื่อคิดเล็กน้อย ก่อนพูดด้วยรอยยิ้มบางๆ “เราเจอบททดสอบเยอะมาก ทั้งการซ้อม การฝึกฝน ทุกอย่างไม่ง่ายเลยจริงๆ…ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ 6 ปี ก็อยากเก็บเกี่ยวช่วงเวลานั้นไว้ให้มากกว่านี้ อยากขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่สู้มาด้วยกันจนถึงตอนนี้ด้วย”

 

ถัดมาก็ถึงคราวของ คนิ้ง ที่ยกมือขึ้นเพื่อร่วมวงสนทนา พร้อมกับประโยคเปิดที่ทำให้อีก 2 คนที่พูดไปก่อนหน้าหันมายิ้มสบตากันอย่างรู้ใจ

 

“ถ้าสำหรับหนู ยกให้เป็นช่วงที่ถ่ายภาพยนตร์ ‘ห้าวเป้งจ๋า…อย่าแกงน้อง’ ค่ะ”

 

เพียงแค่เธอเอ่ยชื่อรายการ สาวๆ อีกสองคนที่เพิ่งพูดจบไปไม่นานก็หลุดยิ้มกว้างออกมาโดยไม่ได้นัดหมาย เหมือนต่างคนต่างรู้ดีว่าเบื้องหลังความสนุกของเรื่องนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

“ตอนนั้นเรายังเด็กกันมาก แล้วมาจากหลายจังหวัด ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกันเท่าไร เขาก็ชอบพาเราออกสถานที่ ไปทำอะไรที่ชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำ ทั้งขึ้นเขา ลงน้ำ โดนแกล้งบ้างอะไรบ้าง ตอนแรกก็คิดว่า นี่คือปกติของรายการ SENPAI แบบที่เคยเห็นตามติดชีวิตรุ่นพี่ไอดอล แต่พอเริ่มถ่ายไปสักพัก…เอ๊ะ ทำไมดูไม่ใช่ละ (หัวเราะ) รู้ตัวอีกทีก็โดนแกล้งไปเยอะเลยค่ะ”

 

หลังจากปล่อยให้เหล่ารุ่น 1 ได้ใช้เวลาท่องร่องรอยแห่งความทรงจำในอดีต เราเอ่ยถามต่อ กับคำถามที่ดูเหมือนเรียบง่าย แต่กลับเต็มไปด้วยความหมายว่า

 

CGM48 Next Chapter

 

อะไรคือสิ่งที่คุณภูมิใจที่สุด ที่ได้สร้างและทิ้งไว้…ในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกของ CGM48

 

คนิ้ง ตอบขึ้นก่อนเป็นคนแรก เธอเว้นจังหวะคิดเล็กน้อย ก่อนเล่าด้วยแววตาจริงจังว่า “หนูว่ามันยากมากเลยค่ะ ในช่วงแรกๆ ที่เริ่มก่อตั้งวงขึ้นมา เพราะตอนนั้นเขาก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเป็นยังไงต่อ…เห็นว่า BNK48 ในกรุงเทพฯ ประสบความสำเร็จ ก็เลยอยากลองเปิดวงน้องสาวที่เชียงใหม่ดูบ้าง”

 

สำหรับคนิ้งแล้ว…เชียงใหม่ในตอนนั้น ไม่ได้ง่ายนักสำหรับการสร้างปรากฏการณ์อะไรที่ ‘แมส’

 

“มันเป็นเมืองที่พอมีอะไรมาก็จะเห่อแป๊บเดียว แล้วเงียบหายไป หนูไม่ได้คิดถึงจุดนั้นตั้งแต่แรกหรอกค่ะ เพิ่งมาคิดช่วงท้ายๆ ว่า…เฮ้ย เราก็เก่งเหมือนกันนะ ที่ผ่านมาได้จนถึงตอนที่มีน้องๆ รุ่น 4 แล้ว”

 

“เราผ่านช่วงโควิดที่หนักมาก ผ่านความไม่แน่นอนสารพัดอย่าง แต่เรายังอยู่…วงเราก็ยังอยู่ ทุกคนช่วยกันผลักดันให้ CGM48 มาถึงตรงนี้ได้ มันอาจดูเหมือนไม่ได้ทำอะไรใหญ่โต แต่จริงๆ แล้ว เวลาและความพยายามทั้งหมดที่เราใส่ลงไป มันพิสูจน์ตัวเองแล้ว แน่นอนว่าหนูภูมิใจนะคะ ที่เราได้เริ่มต้นอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครเคยทำ…แล้วมันเกิดขึ้นจริงและประสบความสำเร็จ

 

“อาจจะเป็นชื่อเสียงแล้วกันค่ะ” นีนี่ เสริมต่อทันที ราวกับคำตอบนั้นค้างอยู่ในใจเธอมานาน

 

“เพราะจากวันแรกๆ ที่ไม่มีใครรู้จักพวกเราเลย คนอาจจะรู้จักแค่ว่า CGM48 เป็นวงน้องของ BNK48 แต่ไม่รู้จักพวกเราเลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าคนเริ่มพูดถึงเรามากขึ้น ยอดเอ็นเกจก็สูงขึ้น มีฟีดแบ็กจากโซเชียลมากมายเลย

 

“หนูว่าชื่อเสียงที่เราช่วยกันสร้างมาตั้งแต่วันแรก มันคือเรื่องราวของการเดินทาง เป็นเหมือนตะเกียงดวงเล็กๆ ที่เราส่งต่อให้รุ่นน้องที่เข้ามาทีหลัง หนูอยากให้คนรู้จัก CGM48 มากขึ้นกว่านี้อีก อยากให้เห็นว่า เราคือวงที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง มีความสุข ความฝัน และความพยายามของเด็กผู้หญิงอยู่ในนั้น เชื่อว่าน้องๆ ที่ยังอยู่ในวงตอนนี้จะทำให้ชื่อเสียงของ CGM48 ดังขึ้นไปได้อีก และทำให้พวกเราภูมิใจในสิ่งที่เราสร้างไว้”

 

แชมพู ค่อยๆ พูดต่อด้วยน้ำเสียงน่ารักที่แฝงความคิดลึกซึ้งว่า “หนูเชื่อว่าก่อนจะมีชื่อเสียง มันต้องมี ‘ความพยายาม’ ด้วยค่ะ”

 

“เพราะรุ่นหนึ่งของพวกเราไม่มีใครที่เก่งมาตั้งแต่แรก ทุกคนต่างมีพื้นฐานไม่เหมือนกัน บางคนไม่มีเลยด้วยซ้ำ เราเลยต้องพยายามปรับตัวเข้าหากัน และทำให้คนภายนอกมองเห็นว่า แม้พวกเราจะยังไม่เก่ง…แต่พวกเรามีความฝันเหมือนกัน”

 

“หนูอยากให้ใครก็ตามที่เห็นพวกเรา ได้แรงบันดาลใจเล็กๆ ว่า ไม่จำเป็นต้องเก่งตั้งแต่แรกก็ได้ แค่พยายามในสิ่งที่เราตั้งใจ เราก็จะเก่งขึ้นได้ เหมือนที่พวกเรากำลังเป็นอยู่ตอนนี้ค่ะ

 

“อยากให้รู้ไว้นะคะว่า มันไม่มีหรอกวันที่ล้มเหลวตลอดไป คนเราสามารถล้มเหลวได้ แต่มันอยู่ที่ว่า…เราจะไปต่อยังไง จะรับมือกับมันยังไง”

 

“ถ้าเราเอาความล้มเหลวมาเป็นแรงผลักดันให้เราโตขึ้นได้ มันจะคุ้มค่ามาก แต่ถ้าเรายอมแพ้ แล้วปล่อยให้ความล้มเหลวนั้นกลืนเราไป…เราก็จะหยุดอยู่แค่นั้น หวังว่าใครก็ตามที่ต้องเผชิญความล้มเหลวในชีวิต ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ขอให้เจอแรงผลักดันสักอย่าง ที่จะทำให้พวกเราก้าวต่อไปได้…เติบโตขึ้น จนตัวเองภูมิใจ และคนรอบข้างก็ภูมิใจไปพร้อมกันนะคะ”

 

CGM48 Next Chapter

 

บทที่ 2: Yume wa Nigenai – จะไม่หนีจากความฝัน

 

“ฟังมาถึงตรงนี้ หนูรู้เลยว่า ที่นี่…มีกลุ่มเด็กสาวที่ล้วนแต่มีแพสชันทั้งนั้นเลย”

 

แพร – รองกัปตันทีม C คนใหม่ เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มก่อนจะค่อยๆ เล่าความรู้สึกจากใจ หลังได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบ้านที่ชื่อว่า CGM48 บ้านที่รุ่นพี่รุ่นหนึ่งร่วมกันก่อร่างสร้างไว้ ด้วยความรักและความพยายามตลอดหลายปี

 

“หลังจากที่หนูเข้ามา หนูก็รู้สึกเลยว่า…แพสชันของทุกคนยังอยู่ ถึงแม้หลายคนจะมีเส้นทางของตัวเองที่แตกต่างไป บางคนมีแพสชันอยากเป็นศิลปิน อยากเป็นนักดนตรี บางคนยังรักการเป็นไอดอลอยู่

 

“บางคนก็กล้าออกจาก comfort zone เพื่อตามหาอนาคตของตัวเอง หนูรู้สึกว่าการที่เราได้มาอยู่ในบ้านหลังนี้ กับคนที่มีแพสชันหลากหลายแบบนี้ มันทำให้หนูมีไฟเพิ่มขึ้นด้วย

 

“มันทำให้หนูอยากอยู่ตรงนี้ต่อ อยากทำให้ดีขึ้น เพราะพลังงานแบบนี้คือพลังบวก มันช่วยดึงให้เราลุกขึ้นได้ แม้จะมีวันที่ไม่ดี พวกเขาก็จะบอกเราเสมอว่า ‘ไม่เป็นไรนะ’ อย่าคิดมาก แล้วเราก็จะสามารถ move on จากจุดนั้นได้ เพื่อโฟกัสกับเป้าหมายของตัวเอง…หรืออะไรก็ตามที่เป็นความสุขของเราในตอนนั้นค่ะ”

 

เสียงของรุ่นน้องอีกคนดังตามมาติดๆ ครั้งนี้เป็นเสียงของกัปตันวง CGM48 พี่ลูกเกดพาเราย้อนกลับไปในวันที่เพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิก CGM48 รุ่น 2 ใหม่ๆ

 

“ตอนมาใหม่ๆ สิ่งที่เห็นเลยคือ ความยิ่งใหญ่ของ CGM48 ตอนนั้นรุ่นหนึ่งเต้นกันแบบ performance ดีมาก หน้าตาน่ารัก เป็นเด็กสาวที่เต็มไปด้วยแพสชัน”

 

“แต่พอเราเข้ามาเป็นรุ่นน้อง หนูรู้สึกว่าสบายใจมากเลยค่ะ…หนูยังไม่ต้องออกหน้า ไม่ต้องแข็งแรงมากก็ได้ เหมือนยังหลบอยู่หลังพี่ๆ ได้ เพราะเห็นเลยว่าเขาฝึกกันเยอะมาก กว่าจะมาถึงจุดนี้

 

“แต่พอเวลาผ่านไป ก็เริ่มรู้สึกว่า…แล้วถ้าวันหนึ่งพี่ๆ ไม่อยู่ล่ะ?”

 

“ตอนนั้นเลยเริ่มรู้ตัวว่า ถ้าวันแห่งฤดูกาลผลัดใบมาถึง คนที่ต้องแบกรับมันต่อ อาจเป็นเรานี่แหละ…คนที่ต้องรับช่วงต่อ สร้างรากฐานนั้นให้แข็งแรงต่อไป เราไม่อยากให้วันที่รุ่นพี่จบการศึกษาไปแล้ว กลายเป็นวันที่วงอ่อนแรงลง เพราะวงนี้มันถูกสร้างมาด้วยความเหนื่อยยาก เต็มไปด้วยความตั้งใจ และความภาคภูมิใจของใครหลายๆ คน”

 

เธอพยักหน้าช้าๆ ราวกับเน้นย้ำกับตัวเองไปในเวลาเดียวกัน

 

“ไม่มีใครอยู่ตรงนี้ได้ตลอดไปหรอกค่ะ ถึงจุดหนึ่งทุกคนก็ต้องไปค้นหาตัวเอง แต่ระหว่างที่ยังอยู่ เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อส่งต่อสิ่งที่พี่ๆ เคยสร้างไว้ให้แข็งแรงยิ่งขึ้นไปอีก และหนูก็หวังว่า…วันหนึ่งที่เราจบการศึกษาไป น้องๆ รุ่นต่อๆ ไปจะรู้สึกแบบเดียวกันนี้ ว่าพวกเขาก็อยากจะสร้างต่อไปให้มั่นคง ไม่ให้วงอ่อนแอหรือหวั่นไหวไปง่ายๆ”

 

CGM48 Next Chapter

 

หลังจาก ลูกเกด พูดจบด้วยน้ำเสียงมั่นใจสมกับตำแหน่งกัปตันของวง สายตาหลายคู่ก็หันไปมอง นานา อีกหนึ่งสมาชิกจากรุ่น 2 ที่เติบโตเคียงข้างพี่ลูกเกดในสถานะ “รุ่นน้องคนแรก”

 

“หนูว่ารุ่นหนึ่งมีสิ่งหนึ่งที่ชัดมากๆ คือ ความเป็นธรรมชาติค่ะ” นานาเอ่ยขึ้น

 

“ตอนแรกที่หนูเข้ามา หนูไม่ได้รู้สึกเหมือนมาทำงาน หรือเข้าออฟฟิศเลย รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน อยู่กับครอบครัว มากกว่า”

 

เธอยิ้มพลางหันไปมองนีนี่กับแชมพู “สองคนนี้ก็มักจะมาเล่นกับหนูบ่อยมาก ทำให้รู้สึกสนิทกันเร็วมากๆ เลยค่ะ…ใจหายเหมือนกันนะ ถ้ากลับมาสัปดาห์หน้า แล้วไม่เจอสองคนนั้นอีกแล้ว”

 

เสียงหัวเราะเบาๆ ตามมาหลังคำพูดนั้น แต่แววตานานากลับซ่อนน้ำตาเอาไว้ไม่มิด ท่ามกลางความเงียบที่โอบล้อมบรรยากาศในห้อง ก่อนที่น้องคนเล็กจาก รุ่น 4 จะหยิบไมค์ขึ้นมาและพูดต่อด้วยความตั้งใจว่า

 

“ถ้าสมมุติจะเปรียบที่นี่เป็น บ้าน…หนูว่า รุ่นพี่รุ่น 1, 2, 3 ก็คือคนที่ช่วยกันสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมาทีละนิดเลยค่ะ พวกเขาตอกเสาเข็ม เทปูน ตั้งกำแพง ขึ้นหลังคา ส่วนพวกหนูก็เป็นเด็กใหม่ที่เข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้

 

“แต่สำหรับหนู…บ้านหลังนี้ ไม่มีวันสร้างเสร็จหรอกค่ะ มันสามารถต่อเติมไปได้เรื่อยๆ บ้านจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่ง ถ้ามีตรงไหนพังบ้าง พวกเราจะเป็นคนช่วยกันซ่อมเหมือนบ้านจริงๆ ที่เราอยู่ด้วยกัน ต้องดูแล คอยต่อเติม เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา”

 

“หนูคิดแค่ว่าเข้ามาแล้วจะตั้งใจร้อง ตั้งใจเต้นให้ดี แต่พอเห็นว่ารุ่นพี่จะไม่อยู่แล้ว ก็เลยรู้สึกว่า…การจากลา มันเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ เลยอยากเก็บช่วงเวลานี้ไว้ให้มากที่สุด เพราะหลังจากเดบิวต์ไป อาจจะไม่ได้เจอรุ่นตัวเองบ่อยๆ แล้วก็อาจจะเริ่มแยกย้ายทำงานกับรุ่นอื่นแทน เลยอยากเก็บช่วงเวลาดีๆ ไว้ให้เยอะที่สุดค่ะ”

 

CGM48 Next Chapter

 

เมื่อบทสนทนาไหลมาถึงตรงนี้ เราชวนทุกคนลองคิดว่า “หากที่นี่คือบ้าน แล้วมรดกสำคัญที่ควรค่าแก่การเก็บไว้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่รุ่น คืออะไร”

 

คนิ้ง เด็กสาวจากเจียงใหม่โดยกำเนิด ตอบขึ้นก่อนด้วยความมั่นใจ “หนูรู้สึกว่า ภาษาเหนือ ค่ะ เพราะมันเป็นเอกลักษณ์ที่น่ารักมากๆ ของวงเรา”

 

“ด้วยความที่วงเราตั้งอยู่เชียงใหม่ ภาษาเหนือเลยเป็นส่วนสำคัญของตัวตนเรา หนูอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กก็เลยชิน แต่พอเห็นคนจากจังหวัดอื่นมา พวกเขาก็จะไม่ชินเลย อย่างคำว่า ‘นอนเช้า’ ที่แปลว่า นอนเร็ว ก็จะงงกันอยู่พักใหญ่”

 

“แต่หนูว่ามันน่ารักมากเลยนะ ถึงจะพูดกันไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็สนุก เพลงที่ใส่ภาษาเหนือเข้าไปก็น่ารักมากๆ อยากให้ตรงนี้รักษาไว้ไปเรื่อยๆ เลยค่ะ”

 

นานา พยักหน้าเห็นด้วยทันที แล้วเสริมต่อ “ใช่เลยค่ะ หนูว่าทุกคนไม่ควรลืมว่า เอกลักษณ์ของเราคือ ‘เด็กสาวข้างบ้าน’

 

“เราอาจไม่ได้มีพื้นฐานอะไรมากมาย แต่เราก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นที่นี่ เหมือนคนข้างบ้านที่คุ้นเคย แล้วได้เห็นการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน มันน่ารักดีนะ”

 

นีนี่ ที่จดคำตอบไว้ล่วงหน้า ก็ขอพูดด้วยรอยยิ้ม “หนูนึกออกอย่างหนึ่งเลย คือเรื่องของความเป็นครอบครัว CGM48 เพราะช่วงแรกๆ เราต้องอยู่หอด้วยกัน เจอกันทุกวัน ซ้อมด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน ความใกล้ชิดพวกนี้ทำให้พวกเราสนิทกันมากขึ้น”

 

“เรารู้จักกัน เข้าใจกัน ทำให้เวลาทำงานด้วยกัน ทุกอย่างมันสมูทขึ้นมาก มันเลยไม่ใช่แค่การเป็นวง แต่กลายเป็นครอบครัวที่เราพูดคุยกันตรงๆ ได้ ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องกลัว”

 

“ความสัมพันธ์พี่น้องตรงนี้ หนูรู้สึกว่าเป็นมรดกสำคัญมากๆ ที่อยากให้ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ ในทุกยุคทุกเจเนอเรชัน”

 

CGM48 Next Chapter

 

ขณะที่ ลูกเกด หยิบมุมพิเศษอีกอย่างหนึ่งขึ้นมาพูดถึง “สิ่งที่ควรค่าแก่การรักษาไว้” ในนามของ CGM48 นั่นคือ ธรรมชาติ ที่โอบล้อมเชียงใหม่ และทำหน้าที่ยกระดับมิวสิกวิดีโอของวงให้โดดเด่นกว่าวงไหนๆ

 

“หนูเข้ามาเป็นรุ่น 2 แล้วก็ติดเซ็มเพลง ‘2565’ ตั้งแต่เพลงแรกเลยค่ะ แล้วเพลงนั้นต้องไปถ่ายบนเขา…”

 

เธอหัวเราะเบาๆ อย่างเอ็นดูตัวเอง “คือหนูเป็นเด็กชลบุรีค่ะ เป็นเด็กทะเล ไม่ค่อยได้เที่ยวภูเขา พอได้ขึ้นเขาที่เชียงใหม่ ก็รู้สึกเลยว่า ‘อ๋อ…นี่แหละ ความงามของภูเขาที่แท้จริง’ เพราะได้ยินมาตลอดว่าถ้าอยากเที่ยวภูเขาให้มาที่นี่”

 

“การได้เป็นส่วนหนึ่งของ MV ที่ต้องบุกป่าฝ่าดง ทนลมหนาว เหนื่อยก็จริง แต่พอเห็นผลลัพธ์แล้วมันคุ้มค่ามาก วิวสวยมากจริงๆ หนูเลยคิดว่าแฟนคลับหลายคนก็น่าจะตามรอยกันด้วย ความเป็นธรรมชาติในหลาย MV มันเลยกลายเป็นภาพจำที่น่ารักของ CGM48 ไปแล้ว”

 

นิชา เสริมมุมความผูกพันจากมุมเล็กๆ แต่มีความหมายใหญ่ในใจเธอ “หนูว่าหนึ่งในสิ่งสำคัญที่ CGM48 มี ก็คือ ความสนิทกันค่ะ อาจจะไม่ได้สนิทกับทุกคนทุกเจเนอเรชัน แต่หนูรู้สึกว่ารุ่นของหนูสนิทกันมากจริงๆ พวกเราอยู่ด้วยกันตลอด รู้สึกว่าแค่อยู่ด้วยกันมันก็รู้สึกอบอุ่นแล้ว ถ้าทุกคนมีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกันแบบนี้ มันก็เป็นสิ่งที่ควรเก็บไว้เลยค่ะ”

 

ในขณะที่ แพร มองลึกไปถึงแก่นนิสัยและจิตใจของสมาชิกในวง

 

“หนูว่า กิริยา มารยาท ความอ่อนน้อมถ่อมตน คืออีกสิ่งที่ CGM48 ควรรักษาไว้ให้ดีที่สุด คือพวกเรามาจากคนละที่ บางคนไม่ใช่คนเหนือด้วยซ้ำ แต่พอมาอยู่ที่นี่ มันหล่อหลอมให้เรากลายเป็นเด็กเรียบร้อย อ่อนน้อม ไม่ใช่ว่าต้องพูดช้าอะไรแบบนั้นนะคะ แต่พอคนภายนอกเข้ามาเจอเรา เขาจะรู้สึกว่า ‘นี่มันเด็กเชียงใหม่เลยนะ’”

 

“เพราะข้างในเราสอนกันตลอด ให้ไหว้ ให้ขอโทษ ให้ขอบคุณ หนูรู้สึกว่าครอบครัวในนี้ มันส่งต่อออกไปถึงคนข้างนอกจริงๆ อยากให้ทุกคนเป็น เด็กน่ารัก กันต่อไปแบบนี้ค่ะ”

 

และสุดท้าย…เสียงของ แชมพู จากรุ่น 1 ก็ดังขึ้น แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจที่อยากส่งไม้ต่อให้ชัดที่สุด ก่อนเดินจากไป

 

“ถ้าถามว่าอยากให้รุ่นน้องเก็บอะไรไว้ หนูขอเลือกคำว่า ‘กระดูกเดียวกัน’ ค่ะ”

 

“สมัยก่อน CGM48 เคยถูกชมว่าเป็นวง performance เต้นพร้อมกันเป๊ะมากเลยนะ แต่พอเริ่มมีรุ่นน้องเข้ามา ไลน์การเต้นของรุ่น 1 กับ 2 ก็เริ่มต่างกัน เราก็ต้องมาปรับกันใหม่ให้เต้นเหมือนกัน”

 

“พอแฟนคลับชมว่าเต้นพร้อมกันดีมาก หนูก็ดีใจมากเลยค่ะ ก็เลยอยากให้รุ่นหลังๆ ที่เข้ามาใหม่ ก็พยายามปรับจังหวะให้ไปด้วยกัน แล้วทำให้วงของเรายังคงเป็นวง performance ที่แฟนๆ จดจำได้ต่อไปค่ะ”

 

CGM48 Next Chapter

 

บทที่ 3: Generation Change

 

เมื่อบทสนทนาเดินทางมาถึงครึ่งทาง 

 

กลิ่นอายของ “ความเปลี่ยนแปลง” ซึ่งเป็นธีมหลักของการพูดคุยในวันนี้ ก็ค่อยๆ คลี่คลุมบรรยากาศอย่างชัดเจนขึ้น แม้จะไม่มีใครอยากพูดถึง…แต่ก็ไม่มีใครเลี่ยงมันได้

 

เราจึงเปิดโอกาสให้ 3 เมมเบอร์รุ่น 1 ได้ใช้ช่วงเวลานี้ เพื่อส่งต่อคำแนะนำ หรือแรงใจบางอย่าง ให้กับรุ่นน้องทั้งรุ่น 2, 3 และ 4 ที่จะต้องเป็นคนดูแลวง CGM48 ต่อจากพวกเธอในวันข้างหน้า

 

“น่าจะเป็นเรื่อง burnout ค่ะ…” แชมพู ตอบอย่างตรงไปตรงมา น้ำเสียงจริงจังอย่างเห็นได้ชัด

 

“หลายคนชอบมาบ่นว่า burnout ทำยังไงดี…ซึ่งหนูว่าทุกคนมีวิธีรับมือไม่เหมือนกันค่ะ แต่มันคือสิ่งที่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะ burnout มันเหมือนหมดไฟในตัวเองเลย แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าเราจะเติมไฟกลับมาไม่ได้”

 

“ถ้าเป็นหนู หนูก็จะหาอะไรที่ช่วยเติมไฟ อย่างเช่นดู performance ของรุ่นพี่จาก AKB48 หรือเสพเพลง เสพโชว์ที่เรารัก เพื่อเติมพลังให้ตัวเองอีกครั้ง”

 

“อย่างหนูเป็นอินโทรเวิร์ตด้วยนะคะ ถ้าเจอคนเยอะไปก็จะขอถอยกลับมา recharge ตัวเองในห้องก่อน แล้วค่อยออกไปใหม่ เพราะสุดท้าย…ไม่ว่าเราจะรู้สึกยังไง งานก็ยังต้องเดินต่อค่ะ the show must go on ไม่ว่าวันนั้นเราจะเศร้าจะเหนื่อยแค่ไหน คนดูเค้าอาจจะดูโชว์ของเราแค่ครั้งเดียว หนูอยากให้เขาจดจำ CGM48 ได้ในแบบที่ดีที่สุดค่ะ”

 

นีนี่ รับไม้ต่อทันทีด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและจริงใจว่า “หนูอยากให้ทุกคนมีความสุข ค่ะ…ไม่ต้องกดดันหรือเครียดเกินไป อยากให้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก โดยที่ยังยิ้มได้อยู่”

 

“หนูเชื่อว่าทุกคนมีความสามารถไม่เหมือนกัน ก็อยากให้ดึงความสามารถนั้นออกมาใช้ให้ถูกจังหวะ ถูกวิธี เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง และทำให้ตกแฟนคลับเพิ่มขึ้นได้”

 

“อีกเรื่องคือ โอกาสค่ะ บางครั้งเราเลือกไม่ได้เยอะหรอก มันมีอะไรมาก็ต้องรีบคว้า เพราะโอกาสเล็กๆ อาจพาเราไปสู่โอกาสใหญ่ๆ ได้”

 

เธอหยุดหายใจสั้นๆ ก่อนพูดต่อด้วยความจริงใจที่แทรกพลังของคนที่ผ่านอะไรมาไม่น้อย “กว่าหนูจะมาถึงตรงนี้ได้ หนูรู้เลยว่ามันไม่ใช่เพราะ ‘เขาเลือกหนู’ อย่างเดียว แต่มันเพราะหนู พยายามไขว่คว้าทุกอย่างที่มีให้มากกว่า หนูก็เลยอยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนตรงนี้ด้วย ถ้ามีอะไรก็ทักมาขอกำลังใจกันได้เลยนะคะ”

 

ส่วน คนิ้ง ที่เงียบอยู่นาน ค่อยๆ เอ่ยขึ้น พร้อมรอยยิ้มบางๆ ตามสไตล์คนคูลๆ ของเธอ

 

“ไม่รู้ว่ามันจะเป็นประโยชน์มั้ยนะ แต่หนูเป็นคนค่อนข้างชิล คือเมื่อก่อนหนูก็เคยเครียด เคยมีช่วงที่กดดันกับหลายๆ อย่างเหมือนกัน แต่พอผ่านมาได้แล้ว รู้เลยว่า ทุกอย่างมันต้องใช้เวลา จริงๆ ค่ะ”

 

“บางคนเห็นตอนนี้เราแบบดูดี ทำอะไรก็ได้ แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย มันต้องค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ เราไม่ต้องเก่งตั้งแต่วันแรก ไม่ต้องทำได้ทันทีตั้งแต่เริ่มต้น ขอแค่มี ‘ความพยายาม’ เท่านั้นเอง”

 

“เข้าใจนะว่าหลายๆ อย่างมันกดดันเรา แต่สุดท้าย หนูรู้สึกว่า ความพอใจของตัวเราเอง ต่างหากที่สำคัญที่สุด บางเรื่องก็แค่ปล่อยมันไปเถอะ ไม่ต้องแบกทุกอย่างไว้ ถ้าเราอยากประสบความสำเร็จ ก็แค่จริงจังกับมันในแบบของเรา โดยไม่ต้องฟังเสียงรอบข้างมากเกินไป เพราะคนอื่นเขาไม่รู้หรอกว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง” – เธอเน้นย้ำเป็นครั้งสุดท้าย

 

หลังจากเสียงของรุ่น 1 ถูกส่งต่อออกไปด้วยพลังใจอย่างล้นเหลือ…คำถามหนึ่งก็ถูกโยนกลับมาสู่รุ่นที่ต้อง “รับไม้ต่อ”

 

CGM48 Next Chapter

 

CGM48 ยุคใหม่ในมือของพวกเธอ รุ่น 2-4 จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร?

 

ลูกเกด กัปตันคนเก่งของวง รับหน้าที่ตอบในฐานะ “หัวเรือ” ของยุคต่อไป บอกว่า “ถ้าพูดตรงๆ ที่ผ่านมาหนูยังรู้สึกว่า รุ่น 1 เขายังอยู่อยู่เลยค่ะ…เหมือนพวกเขาเป็นเกราะกำบังที่เรามีมาตลอด

 

“แต่พอรู้ว่าพวกเขากำลังจะหมดสัญญา เราก็ต้องเริ่มเผชิญหน้ากับความจริง ว่าเราต้องยืนด้วยตัวเองให้ได้

 

“สิ่งที่อยากสานต่อคือ เอกลักษณ์ของวงค่ะ ไม่ว่าจะเป็น performance ความสนิทกัน ความเป็นครอบครัว สิ่งเหล่านี้ควรอยู่ต่อ ไม่ได้ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพราะมันดีอยู่แล้ว”

 

“สิ่งที่หนูอยากทำคือ ‘ต่อยอด’ ให้ดีขึ้นกว่าเดิม อยากให้คนพูดถึง CGM48 อีกครั้งว่า เป็นวงที่เต้นเป๊ะ เป็นเด็กสาวข้างบ้านที่สดใส”

 

เธอพูดถึงภาพในใจอย่างชัดเจน “อยากให้แค่พูดชื่อ CGM48 แล้วคนรู้เลยว่า ‘อ๋อ วงที่อยู่เชียงใหม่ใช่มั้ย’ อยากให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น เพราะตอนนี้รุ่นใหม่ก็ต้องเติบโตขึ้นโดยไม่มีรุ่นพี่คอยอยู่ข้างหลังแล้ว”

 

นานา เสริมต่อจากลูกเกดทันที “เป้าหมายของหนูคือ อยากทำให้ CGM48 แมสขึ้น จริงๆ ค่ะ”

 

“เหมือนที่พี่เกดพูดเลย ตอนนี้เวลาเราแนะนำตัวเอง บอกว่าเป็นวง CGM48 คนก็จะถามกลับว่า ‘วงอะไรนะ?’ แต่ถ้าเราบอกว่าเป็นวงน้องสาวของ BNK48 ถึงจะร้องอ๋อ…”

 

เธอจึงตั้งใจว่า “อยากให้วันหนึ่ง แค่พูดว่า ‘หนูอยู่ CGM48’ แล้วคนก็เก็ตเลยทันที”

นานาไม่ลืมพูดถึงสิ่งสำคัญอีกอย่างในใจ 

 

“หนูอยากให้เด็กผู้หญิงหลายๆ คนมองเข้ามาในวง แล้วรู้สึกว่า อยากสมัครเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ CGM48 เหมือนที่พวกเรารู้สึกในวันแรกค่ะ”

 

“เพราะถ้ารุ่นหนึ่งจบไป มันก็เหมือนเสาบ้านหักไปหนึ่งศอก เราก็ต้องช่วยกันเสริมให้แข็งแรงเหมือนเดิม อยากเติมสีสันให้บ้านหลังนี้ มีคอนเทนต์ มีกิจกรรม มีความสุข มีแพสชันร่วมกัน แล้วจับมือกันพาวงเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง”

 

CGM48 Next Chapter

 

แพร รับไม้ต่ออย่างนุ่มนวล ด้วยมุมมองที่สะท้อนความรักต่อบ้านหลังนี้อย่างเต็มเปี่ยม

 

“หนูว่าบ้านที่รุ่นหนึ่งสร้างไว้ ทาสีไว้สวยมากๆ แล้วค่ะ…

 

“หนูเป็นคนที่รัก CGM48 มาก หนูชอบทุกอย่างที่เป็นวงนี้ เพราะงั้น หนูไม่ได้อยากเปลี่ยนแปลงอะไรเลยค่ะ แค่อยาก ดูแลและบำรุงรักษา มันให้ดีที่สุด ถ้าในวงอยากต่อเติมอะไรในทางที่ดี หนูก็พร้อมซัพพอร์ตตลอด ขอแค่ให้วงนี้คงอยู่และเติบโตต่อไปก็พอแล้วค่ะ”

 

นิชา ปิดท้ายเซกชันนี้อย่างเรียบง่ายแต่ชัดเจน

 

“นูว่าการรักษาเอกลักษณ์ของ CGM48 ไว้คือสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ แล้วก็อาจจะเพิ่มเติมบางเรื่อง เช่น performance ที่อยากให้ดีขึ้นไปอีก คือเราก็มีจุดแข็งที่วงอื่นไม่มี อย่างเรื่อง เพลง Original ที่ใช้ภาษาเหนือ ถ้าเราโปรโมตให้ดี คนก็จะจำได้ว่า นี่แหละ วงที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร”

 

เธอยังมองเห็นโจทย์ใหญ่ที่วงต้องเจอในวันนี้ “ตอนนี้คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จัก CGM48 ด้วยค่ะ เพราะวงอยู่เชียงใหม่ โอกาสการออดิชันเลยน้อยลง

 

“แต่ถ้าเราทำให้วงนี้น่าอยู่ขึ้น คนจะอยากสมัครเข้ามาเอง หนูก็อยากให้ CGM48 เติบโตไปได้อีก เพราะมีคนที่อยากอยู่ตรงนี้จริงๆ เข้ามาเรื่อยๆ ค่ะ”

 

CGM48 Next Chapter

 

บทที่ 4: hetare tachi yo – สิ้นสุดทางแพ้

 

บทสนทนาเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย…

 

อุณหภูมิของบทพูดคุยเริ่มเปลี่ยนไปจากจุดเริ่มต้นอย่างชัดเจน จากเสียงหัวเราะกลายเป็นแววตานิ่งคิด จากถ้อยคำสนุกสนานกลายเป็นถ้อยคำที่ซื่อตรงที่สุดจากใจ

 

เพราะครั้งนี้ ทุกคนไม่ได้แค่เปิดบ้านต้อนรับ แต่เปิด “หัวใจ” ให้เราเห็นทั้งหมด

 

ทุกประโยคที่กลั่นออกมา ไม่ว่าจะผ่านน้ำเสียง รอยยิ้ม น้ำตา หรือความเงียบระหว่างบรรทัด ล้วนคือความจริงที่บอกเล่าเรื่องราวของการเดินทางในฐานะสมาชิก CGM48 ที่กำลังยืนอยู่ตรงจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ

 

และใช่ครับ…หลังจากพาทุกคนท่องอยู่ในไทม์แมชชีนแห่งความทรงจำอยู่พักใหญ่ ตอนนี้ สาวๆ ทั้ง 7 คนได้ก้าวเท้าลงจากเครื่องนั้นอีกครั้ง

 

มาจอด ณ จุดที่พวกเธอคุ้นเคยที่สุด “บ้าน” ของ CGM48

 

คนิ้ง เป็นคนแรกที่พูดถึง บ้านหลังนี้ ในมุมที่ต่างจากคำว่า “เวที” หรือ “วง” ที่เราคุ้นชิน

 

“สำหรับหนู CGM48 เหมือนเป็นโรงเรียนสอนการใช้ชีวิตเลยค่ะ”

 

เธอเล่าย้อนถึงวันแรกที่ก้าวเข้าสู่โลกของไอดอล

 

“ตอนแรกเราคิดว่าเป็นไอดอลก็คงแค่ยิ้ม เต้น ร้องเพลง แต่พอเข้ามาจริงๆ มันคือการทำงาน มันสอนให้เรารู้จักจัดการชีวิตตัวเอง รู้จักคิด รู้จักรับมือกับสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน”

 

“มันทำให้เราพร้อมกว่าคนอื่น เวลาจะออกไปใช้ชีวิตนอกวง เราไม่ใช่เด็กจบใหม่ที่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน…แต่เราผ่านการลองผิด ลองถูก และเรียนรู้มาจากที่นี่แล้ว”

 

นีนี่ พยักหน้าตามด้วยรอยยิ้มก่อนเสริมต่อ “เห็นด้วยเลยค่ะ หนูก็มองว่า CGM48 เหมือนโรงเรียนเหมือนกัน…มันมีคลาส มีเลเวล มีเพื่อน พี่ น้อง ที่เติบโตมาด้วยกัน”

 

“ทุกอย่างเหมือนการเก็บเลเวล สะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ คลาสร้อง คลาสเต้น คลาสอินเนอร์ ก็เป็นเหมือนห้องเรียนของเรา”

 

“จนวันหนึ่ง พอเวลาของเราในโรงเรียนนี้หมด เราก็ต้องออกไปใช้ชีวิตจริง ที่อาจต้องเหนื่อย ต้องสู้ แต่เรามีพื้นฐานจากที่นี่แล้ว เราโตแล้ว ล้มแล้วลุกมาใหม่ได้ หนูรู้สึกดีใจและภูมิใจที่ได้เรียนในโรงเรียนแห่งนี้ค่ะ”

 

CGM48 Next Chapter

 

นานา ที่ฟังอยู่เงียบๆ ตลอดช่วงนั้น แล้วพูดต่อทันทีว่า “ตอนแรกหนูก็คิดว่า CGM48 เป็นโรงเรียนเหมือนกันนะคะ…แต่พอคิดอีกที หนูว่า มันน่าจะเป็นสถาบันสอนพิเศษมากกว่า”

 

“เพราะสถาบันสอนพิเศษ…ที่เร่งให้เราโตเร็วขึ้น ที่นี่ทำให้เราได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ พูดในสิ่งที่ไม่เคยพูด กล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดจะกล้า และออกจาก comfort zone ของตัวเองได้ทุกวัน”

 

“ก่อนเข้าวง หนูเป็นคนขี้อายมาก ไม่กล้าแสดงออก ไม่ทำกิจกรรมที่โรงเรียนเลย แต่พอเข้ามา หนูต้องขึ้นเวที ต้องพูดกับแฟนคลับ ต้องเต้น ต้องร้อง หนูได้ทำทุกอย่างที่ไม่เคยคิดจะได้ทำเลยค่ะ มันคือการเร่งโตแบบจริงจัง และหนูก็ขอบคุณมากที่ได้มาโตที่นี่”

 

“หนูรู้สึกว่าที่นี่…เป็นทั้งโรงเรียนและก็เป็นบ้านเลยค่ะ” นิชา น้องเล็กของวงบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมรอยยิ้มเจือคราบน้ำตา

 

“เดิมทีหนูอยู่ที่อยุธยา แต่ต้องย้ายมาเชียงใหม่ คือหนูติดแม่มาก นอนด้วยกันทุกคืน ไม่เคยแยกห้องนอนเลยแม้แต่ตอนอยู่ ม.3 ตอนแรกก็กลัวว่าเราจะอยู่ได้ไหม”

 

“แต่พอได้มาอยู่จริงๆ หนูมีความสุขมากๆ เลยค่ะ…”

 

ประโยคนั้นยังไม่ทันจบดี พี่ๆ รอบตัวก็เข้ามาโอบกอดปลอบเธอเบาๆ ราวกับจะบอกว่า “ไม่เป็นไรนะ…เธอเก่งมากๆ”

 

“หนูคิดว่าการมาอยู่ที่นี่มันคงแค่ร้องเพลง เต้นบนเวที แต่มันไม่ใช่เลยค่ะ มันสอนการใช้ชีวิตด้วย สอนให้กล้า สอนให้จัดการตัวเอง ถึงจะอยู่ได้แค่ 3 เดือน แต่หนูก็ได้อะไรเยอะมากจริงๆ ดีใจมากๆ ที่ได้มาอยู่ที่นี่ค่ะ”

 

CGM48 Next Chapter

 

แพรพูดต่อด้วยน้ำเสียงอบอุ่นที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในเส้นทางของตัวเอง

 

“สำหรับหนู…ที่นี่คือ ที่ที่ให้หนูได้ทำทุกอย่างที่อยากทำ หนูอาจจะต่างจากคนอื่นตรงที่ หนูถนัดเรื่องจัดการ ชอบดูแล ชอบสอน ชอบคุยกับคนอื่นๆ ทุกอย่างนอกจากร้องเต้นคือ ‘สิ่งที่ใช่’ สำหรับหนูหมดเลย”

 

“แต่ร้องกับเต้น…คือสิ่งที่ยากมาก หนูจับจังหวะไม่ได้ ต้องนับเป็นบีต ต้องจดต้องจำ ต้องซ้อมซ้ำ มันทำให้หนูต้องอยู่กับมันนานมาก แต่นั่นแหละค่ะ มันคือการพัฒนาตัวเองแบบละเอียดสุดๆ และวันนี้หนูรู้สึก ‘แฮปปี้มากๆ’ ที่ได้มาอยู่ที่นี่”

 

“ถ้าย้อนกลับไป หนูคงเลือกมาสมัคร CGM48 เหมือนเดิม…และดีใจเหมือนเดิมค่ะ”

 

สำหรับ แชมพู เธอสรุปทุกความรู้สึกด้วยคำสั้นๆ แต่ทรงพลังที่สุดว่า “สำหรับหนู…ที่นี่คือ เซฟโซน ค่ะ”

 

“มันคือพื้นที่ที่ให้เราได้ลองผิดลองถูก แล้วแก้ไขใหม่อีกครั้ง บนเวทีแรกเราอาจผิด แต่เวทีต่อไป…เราก็จะทำให้มันดีขึ้น”

 

เธอเล่าอย่างตรงไปตรงมา ถึงการเรียนรู้ชีวิตจากจุดเล็กๆ อย่างการเริ่มซักผ้า ไปจนถึงการจัดการอารมณ์ของตัวเอง

 

“ที่นี่สอนให้เราโตขึ้น ให้เราอยู่ร่วมกับคนอื่นให้ได้ รู้จักคุมอารมณ์ รู้จักจัดการงาน รู้จักเป็นมืออาชีพต่อหน้ากล้อง CGM48 สอนหนูหลายอย่างมาก…จนรู้สึกว่า ไม่ใช่แค่เราได้เป็นไอดอลของคนอื่น แต่เราได้เป็นไอดอลของตัวเองด้วย”

 

และปิดท้ายด้วย ลูกเกด กัปตันผู้เดินทางมากับวงจนถึงวันที่ต้องเปลี่ยนผ่าน

 

“หนูเข้าวงมาตอนที่เรียนจบพอดีเลยค่ะ…เหมือนกับว่า จบจากโรงเรียน แล้วก็มาฝึกงานที่นี่เลย

 

“CGM48 สำหรับหนู…ไม่ใช่แค่วง ไม่ใช่แค่อาชีพ แต่มันคือสถาบันชีวิต ที่นี่สอนทุกอย่าง ตั้งแต่ร้อง เต้น ทำงานกับเพื่อน ทำงานกับทีมหลังบ้าน ไปจนถึงการส่งความสุขให้แฟนคลับ สำคัญคือหนูต้องโตเร็วๆ เพราะหนูแก่สุดในวง (หัวเราะ) ต้องมีวุฒิภาวะ ต้องเป็นที่พึ่งของน้องๆ ต้องฮึบไว้ทั้งที่ข้างในก็เหนื่อยมากเหมือนกัน”

 

เธอเว้นช่วงเล็กน้อย ก่อนพูดจบด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักและความภูมิใจ

 

“ที่นี่…มันฝึกให้หนู อยู่กับตัวเอง มากขึ้นจริงๆ แน่นอนว่า หนูก็เหนื่อย…เหนื่อยมากเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่แค่เรา ที่เหนื่อย ทุกคนก็มีภาระ มีหน้าที่ และพยายามทำหน้าที่ของตัวเองออกมาให้ดีที่สุด”

 

“เพราะแบบนั้น หนูก็เลยบอกตัวเองว่า เราแค่ต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดเช่นกัน แค่นั้นเลย”

 

เธอหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงแน่วแน่และสุขุมกว่าเคย

 

“ที่นี่สอนหนูหลายอย่างมากจริงๆ ค่ะ จนตอนนี้รู้สึกว่า…หนูเองก็ได้ขึ้นมาอีกระดับหนึ่งแล้ว ทั้งในแง่ของการทำงาน การมองภาพรวม และการเป็นพี่ที่ต้องพาน้องเดินไปข้างหน้า”

 

“หนูได้เห็นความพยายามของทุกฝ่าย ทั้งเมมเบอร์ ทีมงาน คนเบื้องหน้าเบื้องหลัง ที่ต่างก็ทำให้ที่นี่อยู่รอดต่อไปได้” ทุกคนอยากให้มีคนรุ่นใหม่มาสมัคร อยากให้เด็กผู้หญิงสักคน หันมาเห็นว่าวงนี้ ‘น่าอยู่’ และอยากเป็นส่วนหนึ่งของมันจริงๆ”

 

เธอส่งยิ้มเล็กๆ ก่อนสรุปอย่างซื่อตรงว่า “หนูรู้สึกว่าที่นี่…มันคือบริษัทที่สอนชีวิต สอนเด็กเล็ก และสอนเด็กโตอย่างหนูไปพร้อมกัน มันเป็นได้ทุกอย่าง ทั้งบ้าน เซฟโซน โรงเรียน และที่ทำงาน หนูมองกลับไปแล้วรู้สึกภูมิใจมากๆ ค่ะ ที่ครั้งหนึ่ง หนูเคยเป็นส่วนหนึ่งของ CGM48 ในแบบที่ยิ่งใหญ่มากๆ”

 

CGM48 Next Chapter

 

คุยมาจนถึงตรงนี้…เราลอบมองนาฬิกาอีกครั้ง เข็มเวลาบอกกับเราแบบเป็นนัยว่า ถึงเวลาต้องแยกจากกันตรงนี้แล้วนะ

 

แต่ยังไม่ทันที่เราจะได้เอ่ยคำล่ำลา…สมาชิก CGM48 ทั้ง 7 คน ก็ค่อยๆ ยื่นซองจดหมายของตัวเองมาที่เราทีละคน โดยไม่มีคำพูดใด ไม่มีบทบรรยายยืดยาว มีเพียงรอยยิ้มใสซื่อที่ฉายชัดบนใบหน้าของทุกคน

 

รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความหมาย เหมือนจะบอกกับเราว่า…ทุกคำที่ได้พูดไปก่อนหน้านี้ มันคือ “ความรู้สึกที่อยากฝากไว้ในใจของใครบางคน”

 

บางคน…กำลังจะออกเดินทางไปเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิต

บางคน…กำลังจะก้าวขึ้นมาดูแลบ้านหลังนี้แทนพี่ๆ

แต่ทุกคน…ล้วนมีบางสิ่งที่อยากบอกกับผู้คนที่เธอรักและส่งใจให้เสมอมา

 

เราค่อยๆ พลิกซองจดหมายนั้นขึ้นมาดู แต่ละซองมีชื่อของเจ้าของเรียงไว้ด้วยลายมือ พร้อมประโยคสั้นๆ ที่ซ่อนความหมายลึกซึ้งเอาไว้

 

“ถึงแฟนคลับผู้เป็นที่รัก…”

 

CGM48 Next Chapter

 

Kaning: ขอบคุณมากๆ สำหรับช่วงเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ที่ตรงนี้…เราขาดกันไม่ได้จริงๆ

 

รู้สึกว่าแฟนคลับทำอะไรให้เราหลายอย่างมาก และเขาก็มักจะพูดว่า เราก็ทำอะไรให้เขาเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการได้แสดง หรือเป็นกำลังใจเล็กๆ ที่ส่งถึงกัน มันทำให้เขามีความสุข และเราก็ดีใจมากๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสุขนั้น

 

หกปีที่ผ่านมา มันไม่สั้นและไม่ยาวเกินไป แต่มันอบอุ่นมากที่เราอยู่ร่วมกันจนถึงวันนี้

 

สุดท้ายนี้…อยากฝากถึงเพื่อนๆ ทุกคน และรุ่นต่อๆ ไป ถ้าเมื่อไรรู้สึกหมดกำลังใจ หรือไม่มีความสุข ก็อยากให้ลองมองกลับมาที่ตัวเอง น้องๆ ก็สามารถมอบความสุขให้คนอื่นได้นะ ทุกคนที่เข้ามาที่นี่ ล้วนตั้งใจอยากส่งมอบรอยยิ้มและความสุขให้แฟนคลับเสมอ สู้ๆ นะ ✌

 

Nenie: ต้องขอบคุณแฟนคลับทุกคนมากๆ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ติดตามกันตั้งแต่แรก เข้ามาระหว่างทาง หรือเพิ่งรู้จักกันไม่นาน

 

ขอบคุณที่คอยซัพพอร์ตหนู และมอบโอกาสดีๆ หลายอย่าง จนทำให้หนูเป็น “หนู” ในวันนี้ ดีใจที่ได้รู้จักทุกคนจริงๆ ถ้าไม่ได้มาอยู่ CGM48 หนูก็คงไม่มีทางได้รู้จักแฟนคลับที่น่ารักขนาดนี้เลย

 

หลังจากนี้ หนูคงเหนื่อยน้อยลงบ้าง เพราะจบการศึกษาแล้ว แต่ก็หวังว่าจะยังได้เป็นความสุขให้ทุกคนอยู่ ถึงจะไม่ได้อยู่บนเวทีแล้ว หนูก็ยังอยากให้ทุกคนได้เจอกันบ้าง ผ่านโซเชียล หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ตั้งใจหามาเพื่อให้ได้พบกัน

 

จริงๆ ก็ยังอยากคีปแฟนคลับของหนูอยู่นะคะ อยากให้ทุกคนอยู่กันแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้าใครอยากติดตามน้องๆ ต่อ ก็ฝาก CGM48 ไว้ด้วยนะคะ หนูเชื่อว่าน้องๆ ทุกคนก็มอบความสุขให้ได้ไม่แพ้กันเลย

 

สุดท้ายนี้…ขอบคุณสำหรับระยะเวลา 6 ปี ที่มีความหมายกับหนูมากๆ รักทุกคนนะ 🫰

 

Champoo: อย่างแรกเลย หนูต้องขอบคุณแฟนคลับทุกคนที่คอยซัพพอร์ต คอยน่ารัก และใจดีกับหนูมาโดยตลอด และดีใจมากที่ทุกๆ ความฝันของหนูมีทุกคนร่วมด้วยช่วยกัน ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม หนูรู้สึกว่าทุกช่วงเวลามีค่ามากจริงๆ แม้มันจะมีบางอย่างที่ไม่เป็นดังหวัง แต่แค่ได้ลงมือทำ หนูก็ไม่รู้สึกเสียดายอะไรเลย

 

ขอบคุณที่คอยส่งพลังดีๆ มาให้กันเสมอ โดยเฉพาะในวันที่หนูอาจไม่ได้มีความสุขเท่าไร แต่ก็ได้รับความใจฟูจากทุกคนเสมอ

 

บางคนอาจชอบพาร์ตที่หนูเป็นไอดอล…ถึงแม้จากนี้จะไม่ได้ร้องหรือเต้นอยู่บนเวทีแล้ว แต่หนูก็ยังอยากเป็นพลังงานความสุขให้ทุกคนนะคะ ถ้าใครยังอยากดูไอดอลแบบเต็มๆ ก็ฝากน้องๆ ของหนูด้วย หนูเชื่อว่าน้องๆ ทุกคนจะมอบความสุขให้ทุกคนได้เหมือนกัน เพราะวัฒนธรรมของเรามันส่งต่อกันมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นงานจับมือ ไฮทัช หรือ roadshow ที่เราได้พูดคุยกันอย่างใกล้ชิด

 

หวังว่าหนูจะยังเป็นแรงบันดาลใจเล็กๆ หรือความสุขเล็กๆ ให้กับใครบางคนได้นะคะ เวลามีใครบอกว่า “หนูคือความสุขของเขาในช่วงเวลาหนึ่ง” หนูจะรู้สึกเลยว่า ช่วงเวลานี้มันมีค่า มันเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว และหนูก็หวังว่าทุกคนจะเก็บมันไว้เป็นความทรงจำที่ดี

 

หนูแอบรู้สึกเสียดายนิดหน่อยที่ช่วงเวลาพาร์ตไอดอลของหนูกำลังจะจบลง แต่ไม่เคยเสียใจเลย ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้เป็นไอดอล ได้เป็นความสุขของใครบางคน หรือได้เป็นแรงบันดาลใจให้ใครสักคน

 

ขอบคุณที่อยู่กับหนูมาตลอด และหนูรัก CGM48 มากๆ หวังว่าทุกคนจะรัก CGM เหมือนที่หนูรักเช่นกันนะคะ ฝากทั้งตัวหนู และน้องๆ CGM48 ด้วยค่ะ 💚

 

CGM48 Next Chapter

 

Lookked: แน่นอนว่าหนูต้องขอบคุณทุกๆ คนเลยค่ะ บางคนอยู่กับหนูมาตั้งแต่วันแรก บางคนอาจจะเพิ่งเข้ามาในช่วงหลังๆ ไม่ว่าจะรู้จักกันจากงานไหน หรือโดนตกจากโปรเจกต์ไหน หนูก็อยากจะขอบคุณที่ติดตามกันและให้โอกาสกันเสมอมา

 

หนูเคยคิดเหมือนกันนะว่า…หรือเราจะ “แก่เกินไป” แล้วสำหรับการเป็นที่สนใจ? แต่แฟนคลับหลายๆ คนก็พิสูจน์ให้หนูเห็นว่ามันไม่จริงเลย ทุกคนยังมอบพลังบวกให้หนูเสมอ ไม่ว่าจะติดตามกันมานานแค่ไหน แค่มีบางอย่างที่ตรงใจกัน เราก็ได้มาเจอกัน มาชอบกัน และได้ร่วมเดินทางด้วยกัน

 

ขอบคุณที่อยู่กับหนูตั้งแต่วันที่ยังไม่มีอะไรเลย ขอบคุณที่มอบโอกาสให้หนูมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการได้เดินทางไปญี่ปุ่น หรือการได้ร่วมโปรเจกต์ต่างๆ ที่มีความหมายมากๆ สำหรับหนู

 

กระทั่งวันที่ได้เป็นกัปตัน หนูรู้ว่าตัวเองอาจจะเครียดเยอะมาก และก็อาจส่งพลังแบบนั้นออกไปบ้าง แต่พวกคุณก็ยังอยู่ตรงนั้น เป็นเซฟโซนให้หนูเสมอ ทั้งในไลฟ์ ทั้งในทุกช่วงเวลา ขอบคุณที่เข้าใจ และคอยบอกว่า “ไม่เป็นไรนะลูกเกด พักบ้างก็ได้” มันเป็นประโยคที่เรียบง่าย แต่สำหรับหนูแล้วมีค่ามาก

 

นอกจากเพื่อนๆ ในวง หนูก็ดีใจมากที่ยังมีแฟนคลับที่คอยห่วงใย อยากให้หนูมีความสุข สดใสเหมือนวันแรกที่รู้จักกัน หนูอยากจะบอกว่า…ขอบคุณจริงๆ ที่เดินไปด้วยกันบนเส้นทางที่ทั้งเหนื่อยและยากแบบนี้

 

จากนี้ไป หนูสัญญาว่าจะพยายามเติบโตขึ้น จะไม่ทำให้ทุกคนต้องกังวลหรือเครียดไปมากกว่านี้แล้วนะคะ หนูจะพยายามเป็นลูกเกดที่สดใส เป็นความสบายใจให้กับทุกคนเหมือนที่ทุกคนเป็นให้กับหนู

 

อยู่ด้วยกันไปจนสุดทางเลยค่ะ ขอบคุณมากๆ นะคะ ✨💚

 

CGM48 Next Chapter

 

Prae: อยากจะขอบคุณแฟนคลับทุกๆ คนเลยค่ะ ที่คอยติดตาม CGM48 มาตลอด ไม่ว่าจะผ่านช่วงเวลาไหนก็ตาม

 

อยากจะบอกว่า… “ก้าวต่อไปของ CGM48 ก็ยังคงเป็นภาพของ CGM48” เหมือนเดิม แม้ว่าอาจจะไม่มีรุ่นพี่รุ่นหนึ่งอยู่ด้วยกันแล้ว แต่หนูเชื่อว่าวงของเราจะยังคงเดินหน้า และเติบโตในแบบของเรา

 

ยุคใหม่ของ CGM48 อาจเป็นยุคที่ต่างออกไป แต่จะเป็นยุคที่แข็งแกร่งขึ้น สดใสมากขึ้น และพร้อมจะพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่า Performance ที่ทุกคนคิดถึง จะกลับมาอีกครั้งอย่างสมบูรณ์ แบบกระดูกเดียวกันแน่นอนค่ะ

 

หนูอยากขอบคุณแฟนคลับทุกคน รวมถึงแฟนคลับของหนูด้วยนะคะ หนูเป็นคนที่ออกจะ introvert นิดนึง แต่อาจจะพูดเยอะไปบ้าง 😂

 

บอกตรงๆ ว่าหนูไม่ใช่คนที่เก่งตั้งแต่แรก เริ่มจากศูนย์เลยก็ว่าได้ แต่ก็พยายามมาตลอด และก็ขอบคุณมากๆ ที่ทุกคนยังอยู่ตรงนี้ ช่วยดูพัฒนาการของหนู คอยซัพพอร์ตกันเสมอ

 

ไม่นานมานี้ หนูก็ได้รับข่าวดีเกี่ยวกับก้าวต่อไปของตัวเอง (รองกัปตันทีม C) และหนูสัญญาว่าจะไม่หยุดพัฒนา จะเดินหน้าต่อ เพื่อให้ถึงจุดที่หนูใฝ่ฝันไว้ตั้งแต่วันแรก นั่นคือการ ‘เติบโตขึ้นเรื่อยๆ’

 

วันนี้หนูก็ได้โตขึ้นอีกหนึ่งขั้นแล้ว ขอบคุณที่คอยอยู่ข้างๆ เสมอ และฝากด้วยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นตัวหนูเอง รุ่นพี่ทุกคนที่กำลังจะเดินสู่เส้นทางใหม่ หรือ CGM48 ที่จะยังคงเติบโตต่อไปด้วยกัน ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ 🙇🏻‍♀️

 

Nisha: ช่วงนี้หนูก็เริ่มมีแฟนคลับแล้วค่ะ เลยอยากขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ให้ความสนใจ ทั้งในตัวหนูและเพื่อนๆ ของหนูด้วย ดีใจจริงๆ ที่ได้รู้จักทุกคนค่ะ 

 

สำหรับหลายๆ คนที่อาจจะยังไม่รู้จัก หรืออาจจะยังปิดใจอยู่ หนูก็อยากชวนให้ลองเปิดใจให้พวกเราดูนะคะ

 

หนูเชื่อว่าบางที…เราอาจจะไม่ได้เป็น ‘สเปก’ ของทุกคนตั้งแต่แรกเห็น แต่ถ้าได้คอยติดตาม คอยมองพวกเราบ้าง แค่ห่างๆ ก็ยังดี หนูก็หวังว่าสักวันหนึ่ง พี่ๆ จะชอบหนู…ในแบบที่หนูเป็นหนู และจะชอบเพื่อนๆ ของหนูด้วยเหมือนกันค่ะ 💚

 

Nana: อย่างแรกเลย หนูอยากขอบคุณแฟนคลับของหนูก่อนค่ะ ที่มองเห็นบางอย่างในตัวหนู ทั้งที่ตอนเริ่มต้น…หนูแทบจะเริ่มจากติดลบ เต้นก็ไม่เป็น ร้องก็เพี้ยน จังหวะก็ผิด 😅 แต่ทุกคนก็ยังเลือกที่จะเชื่อมั่นและภูมิใจในตัวหนูเสมอ

 

หนูอาจจะไม่ได้เก่งที่สุด ไม่ได้เทียบเท่าพี่ๆ หรือน้องๆ คนอื่นๆ แต่สิ่งที่หนูมีคือ ‘ความพยายาม’ ที่อยากจะทำให้ได้ และอยากจะพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

 

บางครั้งเวลามีงานที่ต้องโหวต หนูก็แอบรู้สึกกดดันแฟนคลับของตัวเอง เพราะไม่อยากให้ทุกคนเหนื่อยเกินไป หนูเลยตั้งใจทำงานเต็มที่ในทุกโอกาส เพื่อให้มีคนข้างนอกเข้ามาเป็นแฟนคลับเพิ่มขึ้น จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระให้กับแฟนคลับที่อยู่กับหนูมาตลอดค่ะ

 

และหนูก็อยากขอบคุณแฟนคลับ CGM48 ทุกคนด้วย ไม่ว่าจะตามมาตั้งแต่รุ่น 1 รุ่น 2 หรือเพิ่งเข้ามาในรุ่นหลังๆ ทุกกำลังใจมีค่ามากจริงๆ สำหรับพวกเรา

 

หนูรู้ว่าบางคนอาจลังเล…ว่าจะตามต่อดีไหม ก็อยากให้ใจเย็นๆ 😄 แล้วลองติดตามพวกเราต่อไปก่อนนะคะ เพราะตอนนี้ หนูก็เริ่มกลายเป็นรุ่นพี่แล้ว มีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้น และอยากใช้มันเพื่อเสนอสิ่งดีๆ เพื่อทำให้วงของเราดีขึ้นจริงๆ

 

สุดท้ายนี้…ใครที่คิดจะไป หนูก็อยากดึงกลับมาเชียงใหม่อีกครั้ง เพื่อให้ได้เห็นว่า CGM48 ยังคงเป็นบ้านที่อบอุ่น และเป็นที่ที่พวกเราทุกคนทุ่มเทเพื่อแฟนคลับ

 


 

บทส่งท้าย

 

Picture Moment: “สถานีสุดท้าย…Minato 39” CGM48 1st Generation Concert

 

และเมื่อบทสนทนาทั้งหมดได้ปิดฉากลงอย่างงดงาม…

 

สิ่งที่รอคอยอยู่เบื้องหน้าคือ ภาพสุดท้าย ที่จะกลายเป็นความทรงจำร่วมกันของทุกคน

 

คอนเสิร์ต “สถานีสุดท้าย…Minato 39” คือบทสรุปที่เปี่ยมด้วยอารมณ์พิเศษสำหรับ CGM48 รุ่นที่ 1

 

ไม่ใช่เพียงโชว์ส่งท้ายของสมาชิก แต่เป็นเหมือนสมุดบันทึกเล่มใหญ่ ที่รวมทุกเสียงหัวเราะ น้ำตา และรอยยิ้มตลอด 6 ปีเอาไว้ในเวทีเดียว

 

ทุกเพลงที่ดังขึ้น…เหมือนการพลิกหน้าสมุดภาพ

ทุกท่าทางบนเวที…เหมือนการส่งข้อความบอกลาผ่านสายตา

 

และทุกเสียงเชียร์จากแฟนคลับ…คือคำตอบที่ยืนยันว่า บ้านหลังนี้ที่ชื่อว่า CGM48 งดงามและอบอุ่นเพียงใด

 

“สถานีสุดท้าย” อาจเป็นการจบการเดินทางของรุ่นหนึ่ง

แต่ไม่ใช่การจบของเส้นทาง CGM48 เพราะหลังม่านลง…ยังมีใครอีกหลายคนที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาสานต่อร่องรอยแห่งฝันนี้ต่อไป

 

CGM48 Next Chapter

CGM48 Next Chapter

CGM48 Next Chapter

CGM48 Next Chapter

CGM48 Next Chapter

CGM48 Next Chapter

CGM48 Next Chapter

CGM48 Next Chapter

CGM48 Next Chapter

CGM48 Next Chapter

CGM48 Next Chapter

CGM48 Next Chapter

CGM48 Next Chapter

CGM48 Next Chapter

CGM48 Next Chapter

CGM48 Next Chapter

The post บันทึกหน้าสุดท้าย…และบทต่อไปของ CGM48 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sad Cupid เพลงอิเล็กทรอนิกส์ป๊อปจากยูนิตพิเศษ CGM48 ที่ได้ กอล์ฟ F.HERO ร่วมโปรดิวซ์ https://thestandard.co/sad-cupid-cgm48/ Sat, 12 Jul 2025 06:35:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1095760 CGM48 ปล่อย MV เพลง Sad Cupid โปรดิวซ์โดยกอล์ฟ F.HERO

สิ้นสุดการรอคอย หลังจากงานเลือกตั้งครั้งที่ 5 BNK48 &am […]

The post Sad Cupid เพลงอิเล็กทรอนิกส์ป๊อปจากยูนิตพิเศษ CGM48 ที่ได้ กอล์ฟ F.HERO ร่วมโปรดิวซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CGM48 ปล่อย MV เพลง Sad Cupid โปรดิวซ์โดยกอล์ฟ F.HERO

สิ้นสุดการรอคอย หลังจากงานเลือกตั้งครั้งที่ 5 BNK48 & CGM48 Senbatsu General Election 2025 เมื่อเดือนมีนาคม ล่าสุด CGM48 ได้ปล่อย MV เพลง Sad Cupid จากยูนิตพิเศษในชื่อเดียวกันออกมาให้แฟนๆ ได้รับชมและรับฟังกันแล้วเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเพลงเป็นแนวดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ป๊อป พร้อมได้ กอล์ฟ F.HERO มาร่วมสร้างความแปลกใหม่ในบทบาทโปรดิวเซอร์

 

 

Sad Cupid เป็นเพลงพิเศษในยูนิตชื่อเดียวกันที่เป็น Part 1 ของ Special Project ของผู้ที่ได้รับอันดับสูงสุด 7 อันดับแรก (Kami7) จากการเลือกตั้งครั้งที่ 5 โดยในเพลงนี้จะมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน ซึ่งได้รับคะแนนโหวตจากแฟนคลับในอันดับสูงสุดของฝั่ง CGM48 ประกอบด้วย คนิ้ง-วิทิตา สระศรีสม, นีนี่-พิชญาภา สุปัญญา, แชมพู-กชพร ลีละทีป และ สิตา-ธีรเดชสกุล

 

เพลงบอกเล่าเรื่องราวความเศร้า ความเจ็บปวดของ Cupid แม่สื่อที่ควรจะแผลงศรให้เธอกับเขาได้รักกัน แต่กลับกลายเป็นว่าลูกศรนั้นกลับปักเข้าที่ใจของตัวเองแทน แม้เนื้อหาเพลงจะเศร้าแต่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านดนตรีแนว POP, UK GARAGE หรืออิเล็กทรอนิกส์ ป๊อป จังหวะสนุกสนาน ที่เติมเต็มอารมณ์ขี้เล่น สดใสให้กับเพลงได้อย่างลงตัวด้วยฝีมือการโปรดิวซ์จาก “กอล์ฟ F.HERO” พร้อมกับท่าเต้นสุดน่ารักจาก เบลล์-สุภัชญา บุณยสุขานนท์ หรือ เบลล์ ไชน่าดอล์ 

 

รับชมมิวสิกวิดีโอเพลง ‘Sad Cupid’ ได้ที่:

 

The post Sad Cupid เพลงอิเล็กทรอนิกส์ป๊อปจากยูนิตพิเศษ CGM48 ที่ได้ กอล์ฟ F.HERO ร่วมโปรดิวซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BNK48 & CGM48 บันทึกของ 5 สาว กับสิ่งที่ไม่เคยพูดบนเวที https://thestandard.co/bnk48-cgm48-colorcon-diary/ Wed, 02 Jul 2025 12:08:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1092123 bnk48-colorcon-diary

“ถ้าให้เขียนบันทึกหน้าสุดท้าย.. นั่นสิ เราจะเขียนว่าอะไ […]

The post BNK48 & CGM48 บันทึกของ 5 สาว กับสิ่งที่ไม่เคยพูดบนเวที appeared first on THE STANDARD.

]]>
bnk48-colorcon-diary

“ถ้าให้เขียนบันทึกหน้าสุดท้าย.. นั่นสิ เราจะเขียนว่าอะไรดีนะ?”

 

บางทีคำถามที่เหมือนจะเล็ก อาจพาเราย้อนกลับไปไกลกว่าที่คิด และในบางวัน มันก็อาจกลายเป็นโอกาสให้เราพูดในสิ่งที่ไม่เคยพูดมาก่อนเลย แม้แต่กับตัวเอง

 

บทสนทนาในครั้งนี้อาจเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ THE STANDARD POP ได้ชวน 5 สมาชิกจาก BNK48 และ CGM48 มานั่งคุยภายใต้คอนเซ็ปต์ที่หยิบยกแก่นอารมณ์จากเนื้อเพลง Colorcon Wink ซิงเกิลลำดับที่ 19 ของ BNK48 เพื่อเปิดพื้นที่ให้พวกเธอได้พูดถึงตัวเอง ในแบบที่ไม่ค่อยได้เล่าบนเวที

 

คำถามทุกข้อถูกออกแบบมาเพื่อเปิดพื้นที่ให้พวกเธอได้คุยกับหัวใจตัวเอง ตั้งแต่ความกดดันที่ต้องเก็บไว้ใต้รอยยิ้ม ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทีละนิดโดยไม่รู้ตัว การเติบโต ความฝันที่ไม่กล้าบอกใคร และความรู้สึกจริงๆ ที่มีต่อแฟนคลับ

 

และทั้งหมดในบทความนี้คือ ‘สมุดบันทึก’ อีกเล่มหนึ่งที่ แพนเค้ก, คนิ้ง, นีนี่, สิตา และเกรซ อยากเปิดอ่านไปพร้อมกับทุกคน 

 

จุดเริ่มต้นของ Colorcon Wink

 

Pancake: หนูได้ดูคลิป dance practice ของรุ่นพี่ AKB48 แล้วรู้สึกชอบทันทีค่ะ เห็นแล้วตกหลุมรักเลย ถ้าให้เลือกเป็นเซ็นเตอร์เพลงไหน หนูก็เลือกเพลงนี้แน่นอน แล้วก็ชอบที่ท่าเต้นมันสวย แล้วก็รู้สึกว่าเข้ากับตัวเอง เพราะเป็นคนชอบท่าที่ใช้มือกรีดกราย แล้วชุดก็ฟรุ้งฟริ้งน่ารัก เห็นแล้วก็ยิ่งอยากเต้นค่ะ

 

ท่าเต้นโซโล่ที่เราเห็นใน MV คือท่าออริจินัลหรือคิดขึ้นใหม่?

 

Pancake: ใน MV ออริจินัลจะเป็นพี่ยูกิรินที่เต้นโซโล่ค่ะ แต่ของหนูคือคิดขึ้นใหม่ทั้งหมด ได้คุยกับผู้กำกับว่า ถ้าทำท่าออกมาไม่ถึง เขาจะไม่เอาไปใช้นะ มันเลยเป็นแรงกดดันให้หนูต้องทำการบ้านอย่างหนัก โชคดีที่ได้ครูนนมาช่วยคิดท่าเต้นด้วย โดยบรีฟคือให้สื่อถึงความรู้สึกเหมือนอยากปลดปล่อยอะไรบางอย่าง แต่ก็ยังมีอะไรค้างคาอยู่ หนูเลยเต้นตามฟีล ตามจังหวะเพลง และใช้เวลากับการหาอารมณ์ตรงนั้นพอสมควรเลย

 

BNK48 CGM48 เปิดใจผ่านเพลง Colorcon Wink

 

แล้วเมมเบอร์คนอื่นๆ ประทับใจอะไรเป็นพิเศษในซิงเกิลนี้บ้าง?

 

Grace: ชอบชุดค่ะ เพราะโดยปกติซิงเกิลอื่นจะไม่ได้ถามเมมเบอร์ตรงๆ ว่าอยากใส่แบบไหน แต่ครั้งนี้แพนเค้กถาม แล้วก็ได้ชุดเปิดไหล่ที่ดูหวานๆ แต่แอบเปรี้ยวหน่อย อีกอย่างคือได้ไปถ่าย MV ที่ญี่ปุ่น แสงสวยมาก และ MV ก็มีสตอรี่ชัดเจน ซึ่งต่างจากเพลงอื่นที่อาจเน้นเต้นหรือวิชวลอย่างเดียว

 

Nenie: หนูชอบที่ได้ถ่ายที่ญี่ปุ่นค่ะ เหมือนได้สัมผัสวัฒนธรรม ได้ใส่ชุดนักเรียนญี่ปุ่นจริงๆ แล้วก็ได้ถ่ายในห้องเรียนที่สะอาดมาก รู้สึกประทับใจ อยากลองเรียนที่นั่นเลย อีกอย่างคือ MV นี้มีหนังสั้นด้วย มีแอคติ้งจริงจัง ซึ่งเป็นครั้งแรกของหนู มันท้าทายมาก และเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ดีมาก

 

Kaning: สิ่งที่หนูชอบคือทุกคนได้มีส่วนร่วมในเพลงนี้ค่ะ เพราะแพนเค้กเป็นคนเลือกเพลง และเมมเบอร์ทุกคนก็สามารถเสนอไอเดียในแต่ละฉากได้ บางจุดที่เรารู้สึกว่าควรปรับก็สามารถบอกทีมงานได้เลย แล้วทีมงานก็รับฟัง ผลลัพธ์ที่ออกมามันเลยดูกลมกลืนและเต็มไปด้วยความตั้งใจจริงของทุกคน

Sita: ตั้งแต่รู้ว่าได้ติดเซ็มบัตสึจากการโหวตของแฟนๆ หนูก็รู้สึกขอบคุณมากแล้วค่ะ ยิ่งเป็นเพลงสไตล์ไอดอลที่หนูชอบอยู่แล้ว ท่าเต้นมันจะดูสวยๆ หน่อย ซึ่งหนูเองก็แฮปปี้มากค่ะ แม้มันจะยากมากจนตอนแกะท่ารู้สึกทรมาน แต่พอเต้นเป็นแล้วมันสนุกมาก หนูว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่ท่ายากที่สุดตั้งแต่หนูอยู่ที่นี่มาเลย

 

BNK48 CGM48 เปิดใจผ่านเพลง Colorcon Wink

 

จากท่อนในเพลงที่ว่า “Colorcon Magic นั้นทำให้เป็นคนใหม่ / ให้ฉันเปลี่ยนไปและไม่เป็นเหมือนเดิมๆ”

 

มีช่วงเวลาไหนในเส้นทาง BNK48 ที่รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปจริงๆ อย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนไหม?

 

Pancake: สำหรับหนูคิดว่า การได้เป็นเซ็นเตอร์เพลงนี้ ไม่ใช่การเปลี่ยนเป็นอีกคน แต่คือการที่หนูมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น กล้าที่จะแสดงออก และกล้าเสนอไอเดียของตัวเองมากขึ้น

 

ตอนเป็นเซ็นเตอร์ Iiwake Maybe หนูยังเด็กและไม่ค่อยกล้าออกความคิดเห็น แต่กับซิงเกิลนี้ หนูรู้สึกว่าโตขึ้นจริงๆ ทั้งในแง่ความคิดและความมั่นใจ

 

Grace: เข้ามาอยู่ในวง 5 ปี หนูรู้สึกว่าโตขึ้นมากค่ะ ก่อนหน้านี้เป็นเด็กที่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าตอบคำถามในห้องเรียน และเขินมากเวลาต้องพูดหน้ากล้อง

 

แต่พอได้ทำงานหลายอย่างในวง เช่น ไปโปรโมตเพลง ถ่าย MV หรือได้คุยกับเพื่อนๆ มันทำให้เราต้องพูด ต้องสื่อสาร และเรียนรู้ที่จะกล้าขึ้น ความคิดก็โตขึ้น พร้อมกับความรับผิดชอบที่มากขึ้นด้วย

 

Nenie: หนูก็เป็นคนที่ขี้อาย ไม่ค่อยกล้าแสดงออกเหมือนกันค่ะ ตอนอยู่วงใหม่ๆ จะไม่ค่อยกล้าทำอะไร แต่พออยู่ไปนานๆ ก็รู้สึกว่าเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มีความมั่นใจ และกล้าทำอะไรหลายอย่าง

 

ทุกเพลงที่ได้ร่วม มันเหมือนบังคับให้เราต้องเปลี่ยนคาแรกเตอร์ให้เข้ากับมู้ดเพลง ก็เลยได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ อยู่ตลอด อย่างเช่นอินเนอร์ของเพลง ความรู้สึกที่ต้องสื่อออกมา มันช่วยเพิ่มสกิลให้ตัวเราไปเรื่อยๆ เลย

 

Kaning: ตอนแรกหนูยังไม่รู้สึกตัวเลยว่าตัวเองเปลี่ยน แต่เพื่อนที่โรงเรียนทักก่อนว่าเราดูโตขึ้น พอมานั่งคิดก็เห็นด้วยค่ะ เพราะแค่เข้าวงมาไม่นาน ความคิดหลายอย่างก็เปลี่ยนไปเยอะ

 

อยู่ตรงนี้เราได้ทำหลายอย่างมาก ทั้งเรื่องธุรกิจ การจัดการ การวางแผน มันทำให้รู้สึกว่าเราแข็งแกร่งขึ้น และถ้าในอนาคตไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ก็ยังเชื่อว่าเราจะรับมือกับหลายอย่างได้ดี

 

ยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่ชัดมากคือคอมเมนต์ในโซเชียลค่ะ ตอนแรกหนูรู้เลยว่าไม่ไหว เวลาเจอคอมเมนต์แย่ๆ นิดเดียวก็เศร้าแล้ว แต่พอเวลาผ่านไป ก็เริ่มแยกแยะได้ว่าอะไรคือคำแนะนำที่ควรฟัง กับอะไรที่เป็นแค่คำพูดลอยๆ ตอนนี้หนูกล้าคัดค้านและกล้าแสดงออกมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่ตัวเองในแบบเดิมเมื่อเทียบกับตอนเข้าวงแล้วค่ะ

 

Sita: สำหรับสิตา จุดเปลี่ยนน่าจะเป็นเรื่อง empathy ค่ะ เพราะโดยพื้นฐานแล้ว สิตาเป็นคนใช้เหตุผลนำชีวิตมากๆ เป็นเด็กที่มีระเบียบชัดเจน

 

แต่พอเข้ามาอยู่ที่นี่ ได้เจอทั้งแฟนคลับ เพื่อนร่วมงาน และคนหลากหลายประเภท มันทำให้รู้ว่าโลกนี้ไม่ได้มีแค่ตัวเรา และเราต้องเข้าใจคนอื่นด้วย

 

ทุกวันนี้ เวลามีใครทำให้ไม่สบายใจ เราจะไม่รีบด่วนสรุปแล้วว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น แต่จะคิดต่อว่า..หรือเขาอาจเจออะไรแย่ๆ มาก่อนก็ได้ นั่นคือสิ่งที่สิตาไม่เคยคิดมาก่อน จนได้มาอยู่ตรงนี้

 

BNK48 CGM48 เปิดใจผ่านเพลง Colorcon Wink

 

จากท่อน “ก่อนที่นาฬิกาทรายจะไหล…ไหลจนหมด ก่อนที่เวลาจะหมดจากนี้”

 

มีอะไรที่ยังอยากทำ หรือต้องการบอกใครบางคน ไม่ว่าจะเป็นคนในวงหรือแฟนๆ ก่อนที่เวลานั้นจะหมดไปไหม?

 

Sita: อยากมีเพลงแกรดของตัวเองค่ะ เพลงที่เลือกไว้คือ Yuuhi wo mite iru ka? เพราะมันมีความหมายกับหนูมากจริงๆ

 

อีกอย่างที่อยากทำคืออยากเป็นเซ็นเตอร์เพลง Sentimental Train ด้วยค่ะ แต่คิดว่าไทม์มิ่งมันผ่านไปแล้ว คงย้อนกลับไปไม่ได้แล้วจริงๆ

 

Kaning: หนูรู้สึกว่าตัวเองพอใจกับทุกอย่างที่ได้ทำมาตลอดค่ะ ถ้าถามว่ายังเหลืออะไรอีกไหม ก็บอกตรงๆ ว่าไม่มีอะไรที่ติดค้างเลย ในหัวตอนนี้มีแต่คำว่า ‘ปล่อยวาง’ เพราะรู้สึกว่าทำเต็มที่แล้วกับทุกโอกาสที่ได้รับ ถึงวันหนึ่งจะต้องออกไป หนูก็จะไม่รู้สึกเสียดายอะไรเลย

 

Nenie: หนูก็ไม่มีอะไรที่ติดค้างนะคะ เพราะรู้สึกว่าได้ทำอะไรมาเยอะมากแล้ว แต่ถ้าให้พูดถึงความรู้สึกที่ยัง “แอบเสียดาย” ก็คงเป็นการไม่ได้ลองเป็นเซ็นเตอร์เดี่ยวสักครั้ง เพราะส่วนตัวอยากได้เพลงที่โตจริงๆ แบบเซ็กซี่ ฉีกจากสไตล์น่ารักๆ ของ CGM48 เพราะหนูอยากลองอะไรใหม่ๆ มันไม่ได้ถึงกับคาใจ แต่ถ้าได้ทำก็คงจะดีมากค่ะ

 

Grace: อยากจัดงานแฟนมีต เพราะ BNK48 รุ่น 3 ของเราทำคอนเสิร์ตมาเยอะแล้ว แฟนคลับก็น่าจะได้เห็นบนเวทีบ่อย หนูเลยอยากมีเวลาพิเศษกับแฟนๆ มากขึ้น

 

อยากให้เป็นงานที่ได้ใกล้ชิด ได้แกล้งแฟนคลับบ้าง สนุกๆ และได้บอกขอบคุณแบบจริงใจ ว่าขอบคุณที่อยู่กับพวกเรามาตั้งแต่ยังเป็นกระต่ายตัวน้อย จนวันนี้บางตัวได้เป็นเซ็นเตอร์ และได้ไปร่วมทำเพลงที่ญี่ปุ่นแล้ว หนูว่าถ้าได้ทำแบบนั้นอีกสักครั้งก็คงดีมากค่ะ

Pancake: หนูอยากมีเพลงเดี่ยวสักครั้งในชีวิตเมมเบอร์ค่ะ เพลงที่อยากได้คือ Yume de kiss me หนูชอบเพลงนี้มากจริงๆ ถ้ามีโอกาส หนูอยากทำให้ดีที่สุด ก็ถือโอกาสนี้อยากบอกกับผู้ใหญ่ (ในวง) ว่า “ถ้าเลือกหนู หนูจะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอนค่ะ”

 

BNK48 CGM48 เปิดใจผ่านเพลง Colorcon Wink

 

ถ้าให้พูดความในใจถึงเพื่อนร่วมวงสนทนาวันนี้ อยากบอกอะไรบ้าง?

(พาร์ทนี้เป็นกิจกรรมที่น้องๆ ได้ส่วนจับสลากชื่อคนที่พูดถึงกันเอง)

 

Pancake ถึง Nenie: เราสนิทกันมานานแล้วเนอะ ถึงอายุจะต่างกัน แต่เวลาคุยด้วยกันหนูรู้สึกว่าเข้ากันดี เหมือนอายุเท่ากันเลย

 

หนูประทับใจที่พี่นีนี่ชอบตามใจน้อง ดีใจมากที่พี่ชอบมาปรึกษาเรื่องถ่ายรูป หรือถามหนูว่า “อันนี้เทสมั้ย?” มันรู้สึกว่าสนุกดีที่ได้แชร์กัน แล้วพี่ก็เป็นคนเฮฮา ดูไม่มีเรื่องเครียดอยู่เลย ทำให้ชีวิตมันสดใสขึ้นเยอะเลยค่ะ (หัวเราะ) หนูอยากให้เราสนิทกันไปแบบนี้เรื่อยๆ

 

Nenie ถึง Pancake: แพนเค้กเป็นคนที่คุยด้วยแล้วสนุกดีค่ะ ด้วยความที่เป็นเด็กเจนใหม่ หนูก็เลยชอบถามน้องว่า “อันนี้เทสมั้ย?” บางทีเราลงรูปแล้วเทสมันดูเจนเก่าไปหน่อย ก็มาขอคำแนะนำจากน้อง

 

แล้วหนูก็ชอบให้น้องแซว (หัวเราะ) มันเหมือนคอมพลีทชีวิตอะ เวลากวนแล้วเขากวนกลับมา รู้สึกว่าอยู่ด้วยแล้วไม่เหงาเลย แพนเค้กก็เป็นคนขี้เหงา ชอบชวนไปกินข้าว แล้วหนูก็ไม่ชอบอยู่คนเดียวเหมือนกัน เวลาเขาทักมาชวน หนูจะดีใจมาก เพราะรู้สึกว่ามีเพื่อนแล้ว

 

หนูมีเรื่องอยากบอกอย่างหนึ่ง บางทีหนูแอบน้อยใจน้องนะ แต่แพนเค้กเป็นคนที่ง้อเก่งมาก ปกติหนูเป็นคนขี้น้อยใจ แต่แพนเค้กเป็นคนแรกที่ง้อหนูจนหายภายใน 3 นาทีเลยค่ะ

 

Grace ถึง Sita: หนูไม่ค่อยได้ทำงานกับ CGM48 เท่าไหร่ แต่เจอสิตาบ่อยมาก ทั้งตอน Kiss Me! และเพลงนี้

 

หนูรู้สึกว่าสิตาเป็นคนที่มีแพชชั่นความเป็นไอดอลสูงมาก แบบเต็มเปี่ยมเลย ซึ่งในชีวิตหนูไม่ค่อยเจอคนแบบนี้เท่าไหร่ แล้วก็เป็นคนที่สวยมากจริงๆ ถ่ายรูปยังไงก็รอดทุกมุม

 

ตอนแรกหนูคิดว่าสิตาจะน่ากลัว เพราะดูนิ่งๆ เฟียสๆ แต่พอได้คุยจริงๆ กลับเป็นคนอ่อนโยนมาก ซอฟต์กว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ

 

Sita ถึง Kaning: ตั้งแต่รู้จักกันวันแรกจนถึงตอนนี้ คนิ้งยังเหมือนเดิมเลย ดูเป็นเด็กน้อยอยู่ แต่ก็โตขึ้นมาก มีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น จัดการอะไรได้เอง ลดความชิลล์ลงตามอายุ..แต่ก็ยังติดชิลล์อยู่นิดนึง (หัวเราะ)

 

ถึงจะอยู่กันคนละกลุ่ม แต่เราทำงานด้วยกันบ่อย และคุยกันบ่อยมาก ถ้าให้จัดอันดับเมมเบอร์ CGM48 ที่คุยด้วยบ่อยที่สุด คนิ้งต้องติดใน 10 อันดับแน่นอน หนูมีความสุขมากเวลาได้คุยกับน้อง และอยากให้น้องได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากใช้…รักนะ

 

Kaning ถึง Grace: หนูอยากบอกว่าครั้งแรกที่เห็นพี่เกรซ หน้าพี่เหมือนพี่สาวหนูตอนเด็กๆ เลยค่ะ

 

พอได้ทำงานด้วยกัน หนูรู้สึกว่าพี่เกรซมีความ “แกรม” ที่หนูเข้าถึงไม่ค่อยได้ พี่จะชอบสไตล์แบบเกาหลีๆ ตัวมัม ตัวแม่ ดูมีความมั่นใจ มี Self-Esteem สูงมาก แล้วก็กล้าแสดงออกในระดับที่หนูชื่นชมเลย คุยสนุกมาก หนูชอบสไตล์การพูดของพี่ด้วยค่ะ

 

BNK48 CGM48 เปิดใจผ่านเพลง Colorcon Wink

 

ช่วง 1 คำถาม 1 คนตอบ

(พาร์ทนี้เราให้แต่ละคนได้สุ่มคำถาม ที่แต่ละคนเป็นคนตอบคำถามนั้น)

 

ในวันที่รู้สึกว่าตัวเองอาจไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่แฟนๆ หรือตัวเองคาดหวัง มีอะไรที่เธอใช้เตือนตัวเองว่า “ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง”? แล้วมันช่วยให้ก้าวต่อไปได้ยังไง?

 

Kaning: แทบจะจำไม่ได้แล้วค่ะว่ารู้สึกแบบนั้นครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แต่หนูคิดว่าคำตอบคือ “เวลา” ค่ะ

 

มันไม่ใช่แค่ว่าจะพูดกับตัวเองซ้ำๆ แล้วความรู้สึกแย่ๆ จะหายไปได้เลย เพราะสุดท้ายความรู้สึกมันก็ยังอยู่ แต่เวลาจะช่วยขัดเกลาเราจริงๆ

 

เมื่อเรารู้สึกว่า “เรายังไม่ดีพอ” มันจะติดอยู่ในหัวแบบวนซ้ำ แต่พอปล่อยให้เวลาผ่านไป…อาทิตย์นึง เดือนนึง หรือเป็นปี กลับมาคิดอีกที เราอาจจะมองเห็นว่าตอนนั้นมันก็แค่นั้น ทุกคนก็ผิดพลาดกันได้เหมือนกัน

 

เคยรู้สึกไหมว่าตัวเองกำลัง “หลงทาง” สูญเสียตัวตนไปท่ามกลางบทบาทของการเป็นไอดอล? แล้วกลับมาเป็นตัวเองได้ยังไง?

 

Grace: หนูไม่เคยรู้สึกแบบนั้นเลยค่ะ ตั้งแต่เข้าวงมาก็เป็นตัวเองมาตลอด ตอนแรกอาจจะมีช่วงปรับตัวอยู่บ้าง ตอนนั้นคิดว่าเป็น BNK48 ต้องแบ๊ว ต้องน่ารัก เลยพยายามลงแคปชั่น IG ให้น่ารักๆ ถ่ายรูปแบบคิขุอาโนเนะ แต่นั่นก็เป็นช่วงสั้นๆ เท่านั้นเอง

 

พออยู่ไปก็เริ่มเข้าใจว่าไม่ต้องฝืนอะไรเลย หนูเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว และวงนี้ก็ทำให้หนู “หาตัวเองเจอ” มากขึ้นด้วยค่ะ

 

BNK48 CGM48 เปิดใจผ่านเพลง Colorcon Wink

 

มีความฝันส่วนตัวอะไรที่เคยเก็บไว้เงียบๆ เพราะกลัวว่าจะดู “ใหญ่เกินไป” หรือเป็นไปไม่ได้บ้างไหม?

 

Nenie: หนูอยากเป็นนักบินอวกาศค่ะ อยากเข้าไปทำงานที่ NASA จริงๆ หนูชอบดูหนังไซไฟมาก ชอบแนว science, physics แล้วก็ชอบดู Star Wars

 

ตอนเด็กๆ เคยฝันว่าอยากไปอยู่ในอวกาศ แต่มันก็เป็นความคิดที่ไม่กล้าทำจริงๆ เพราะรู้สึกว่าไกลตัวมาก แต่ทุกครั้งที่ดูหนังพวกนั้น หนูก็จะฝันถึงเรื่องนี้อีก คิดเรื่องนี้ตอนจะนอน อยากไปสำรวจจักรวาล อยากเหยียบดวงจันทร์ อยากเซลฟี่กับธงที่เป็นรูปตัวเอง แล้วก็ทำมือกดไลก์ (หัวเราะ)

 

ถ้าให้เลือกหนึ่งบทเรียนจากชีวิตในวง ที่เปลี่ยนวิธีที่มองตัวเองหรือโลกใบนี้ เราจะเลือกบทเรียนไหน?

 

Sita: มันเป็นโมเมนต์ใหญ่ในชีวิตเลยค่ะ คือตอนที่หนูรับแมวมาเลี้ยง

 

ก่อนหน้านั้นหนูเป็นคนที่ใช้เหตุผลนำทางชีวิตมากๆ ทุกอย่างต้องมีเหตุผล แต่กับแมว…มันเปลี่ยนทุกอย่าง หนูสามารถให้มันได้ทุกอย่างเลย โดยไม่ต้องมีอะไรตอบแทน แค่ได้อยู่กับมัน หนูก็พร้อมจะให้ทั้งชีวิต

 

มันทำให้หนูรู้จัก “รักแบบไม่มีเงื่อนไข” เป็นครั้งแรก มัน Magic มากจริงๆ และหนูรู้สึกยินดีกับตัวเองมากๆ ที่ได้สัมผัสความรู้สึกแบบนี้

 

ถ้าได้มีโอกาสนั่งคุยกับตัวเองในวัยที่ยังไม่รู้จักวงการไอดอล เธอจะบอกอะไรกับตัวเองในตอนนั้น..เกี่ยวกับสิ่งที่รออยู่ในอนาคต?

 

Pancake: เอาจริงๆ หนูไม่อยากบอกอะไรเลยค่ะ กลัวว่าเขาจะสูญเสียความเป็นเด็ก เพราะคิดว่าเราในวัยเด็กน่าจะอยากเจอแค่ความสุข ความสนุก อยากให้เขาได้ใช้ชีวิตวัยเด็กแบบเต็มที่ เรียนรู้โลกด้วยตัวเอง ไม่ใช่จากคำสอนของใคร

 

หนูอยากให้เขาค่อยๆ เจอทั้งสุขและทุกข์ รู้จักรสชาติของชีวิตไปตามจังหวะ ไม่ต้องรู้ล่วงหน้าทุกอย่าง

 

ถ้าได้เจอ…ก็คงบอกแค่ “รักนะคะน้องแพนเค้ก อย่าไว้ใจใครมาก และขอให้มีสติอยู่กับตัวเองเสมอ” แค่นั้นจริงๆ

 

BNK48 CGM48 เปิดใจผ่านเพลง Colorcon Wink

 

ในฐานะไอดอลที่ต้องแสดงความสดใสตลอดเวลา เคยมีบ้างไหม…ที่รู้สึกว่าแอบซ่อนความเปราะบางไว้เบื้องลึกในใจ แต่ก็อยากให้คนอื่นเข้าใจมุมนั้นของเธอ?

 

Grace: หนูก็เคยรู้สึกแบบนั้นค่ะ โดยเฉพาะตอนเข้าวงแรกๆ แล้วไม่ติดเพลงเดบิวต์ของรุ่น และไม่ได้ขึ้นสเตจกับเทรนนีเลย

 

ตอนนั้นหนูคิดว่า “หรือเราไม่เหมาะกับทางนี้เลย?” แล้วก็ยังไม่ชินกับการเป็นไอดอลด้วย มันเลยไม่ได้แสดงออกให้ใครรู้ว่าเสียใจ

 

ไป Road Show ก็มีช่วงที่รู้สึกว่าไม่มีคนเรียกชื่อ หรือไม่มีคนถ่ายรูปเราเลย ไม่รู้ว่าเรา “ยังไม่ดีพอ” หรือ “ไม่สวยพอ” หรือ “เต้นไม่เริ่ดพอ” แต่ตอนนี้ หนูปรับตัวได้แล้วค่ะ ชินกับมันมากขึ้น

 

Kaning: ความรู้สึกแบบนั้นน่าจะเกิดขึ้นตอนหนูเพิ่งเข้าวงใหม่ๆ เลยค่ะ หนูเป็นเด็กที่ไม่เคยเรียนร้อง ไม่เคยเรียนเต้นมาก่อน ชีวิตตอนนั้นก็แค่เรียนหนังสือไปวันๆ แล้ววันหนึ่งชีวิตมันก็เซอร์ไพรส์…เราได้มาอยู่ในวงนี้

 

ซิงเกิลแรกที่ติดก็มากับความกดดัน เพราะระบบมันไม่ได้เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้เท่ากัน แล้วเราก็ต้องเจอการฝึกหนักมาก ตอนนั้นมันทรมานมาก ถึงขั้นร้องไห้เลย แล้วก็ป่วยด้วย แต่ที่ผ่านมันมาได้ก็เพราะเพื่อนๆ เลยค่ะ เพราะไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่รู้สึกแบบนี้ ทุกคนให้กำลังใจกันและกันว่า “เดี๋ยวเราก็ทำได้ เดี๋ยวก็ผ่านไป”

 

Nenie: สำหรับหนู มันคือความคาดหวังที่มีแล้วไม่ได้อย่างที่หวังค่ะ

 

เวลาที่ไม่ติดเพลง ไม่ได้งานที่อยากได้ มันจะเกิดคำถามขึ้นในใจว่า “เรายังไม่ดีพอเหรอ?” หรือ “เราทำผิดพลาดตรงไหน?” เคยร้องไห้หนักมากตอนที่ไม่ติดเซ็มเพลงหนึ่ง เพราะเสียใจจริงๆ

 

แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากมูฟออน แล้วใช้มันเป็นแรงผลักให้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อให้เขาเห็นว่า…เราก็เหมาะสมเหมือนกันนะ

 

Sita: เรื่องนี้มันเป็นธรรมชาติของการเป็นไอดอลเลยค่ะ ที่เราต้อง “สวิตช์” อารมณ์ทันทีที่เจอหน้าแฟนคลับ ไม่ว่าเราจะเหนื่อย จะเครียด จะรู้สึกยังไง…พอขึ้นเวที เราก็ต้องยิ้ม ต้องสดใสให้ได้เสมอ

 

แต่หนูคิดว่า มันคือหนึ่งใน “สกิล” ที่ได้เรียนรู้จากที่นี่ และจะติดตัวไปใช้ในโลกใบใหญ่ได้แน่นอน มันคือทักษะของความเป็นมืออาชีพ ที่แม้จะเหนื่อยแค่ไหน เราก็ต้องยังวางตัวได้ดีต่อหน้าคนอื่นเสมอ

 

Pancake: มีครั้งหนึ่งที่หนูรู้สึกเฟลมากๆ ตอนออก Road Show แล้วรู้สึกว่าไม่มีใครมองหนูเลย หนูกำลังเต้นอยู่บนเวที แล้วรู้สึกว่าไม่มีใครมอง ไม่มีใครสนใจเลย มันดาวน์มากจริงๆ จนไม่มีแรงจะเต้นต่อ

 

หลังจากนั้น หนูก็เข้าไปปรึกษากับพี่ฮูพ ทำความเข้าใจอยู่กับตัวเองสักพัก แล้วก็ค่อยๆ ฮึบกลับขึ้นมาใหม่

 

ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น สงสัยน่าจะอยู่ในช่วงที่จิตใจอ่อนไหว แต่พอเวลาผ่านไป มองย้อนกลับมาจริงๆ แล้ว “ก็มีคนมองเราอยู่นะ” แค่ตอนนั้นเราอาจไม่เห็นเอง ส่วนตอนนี้ดีใจมากที่มีคนมาดูพวกเราเยอะขึ้นมากค่ะ

 

BNK48 CGM48 เปิดใจผ่านเพลง Colorcon Wink

 

ถ้า BNK48 & CGM48 เป็นเหมือนสมุดบันทึกที่เก็บเรื่องราวของเธอไว้ เธออยากให้ “หน้าสุดท้าย” ของสมุดเล่มนี้ เขียนไว้ว่าอะไร?

 

Sita: หนูชอบ ไททัน มากค่ะ แล้วตอนสุดท้ายของเรื่องนั้นมันชื่อตอนว่า ถึงเธอ…ในสองพันปีที่แล้ว ถ้าเป็นของหนู ก็อาจจะใช้ชื่อว่า “ถึงเธอ…ในหกปีที่แล้ว” ก็ได้

 

หรืออีกแบบก็อาจจะจบด้วยประโยคง่ายๆ ว่า “นี่คือเรื่องราวของไอดอลคนหนึ่ง” บนโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนอีกมากมายที่ต่างมีเรื่องราวของตัวเอง เพราะฉะนั้น…ใช้วิจารณญาณในการรับชม

 

Kaning: ถ้าเป็นหน้าสุดท้ายของสมุดบันทึก หนูจะวาดรูปเมมเบอร์ CGM48 รุ่น 1 ทุกคนเลยค่ะ เพราะรู้สึกว่ารูปภาพมันสื่ออะไรได้มากกว่าคำพูด

 

แต่จริงๆ คือหนูเขียนไม่เก่ง เขียนผิดเขียนถูกอยู่บ่อยๆ (หัวเราะ) แต่หนูอินกับภาพมากกว่า เหมือนกำแพงวาดรูปที่หอ CGM48 ทุกครั้งที่เดินผ่าน เห็นภาพพวกนั้นแล้ว ความทรงจำมันจะผุดขึ้นมาอัตโนมัติ แม้ว่าโดยปกติหนูจะจำอะไรไม่ค่อยได้ก็ตาม

 

Nenie: หนูจะเขียนว่า “ยินดีที่ได้รู้จัก ขอบคุณที่เข้ามาในช่วงชีวิตของฉันตลอด 6 ปีที่ผ่านมา” ขอบคุณที่เป็นความทรงจำดีๆ ในช่วงเวลาที่เป็นไอดอล

 

ถึงจะไม่ได้อยู่บนเส้นทางนี้แล้ว แต่หนูก็ไม่ได้หายไปไหนนะ ยังอยู่ตรงนี้เสมอ

และอยากให้ทุกคนติดตามในบทบาทอื่นๆ ต่อไป

 

ทุกครั้งที่ย้อนดูรูป หรือนึกถึงเรื่องราวในอดีต ก็อยากให้รู้ว่า…หนูก็ยังเป็น “นีนี่” คนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไปเป็นใครที่ไหน

 

Grace: ของหนู ถ้าเป็นหน้าสุดท้าย จะเลือกแปะรูปโพลารอยด์กับเพื่อนๆ หลายๆ ภาพ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าวงจนถึงวันนี้ แล้วเขียนไว้แค่ว่า “จบแล้วนะ…ชีวิตไอดอล”

 

หนูอินกับภาพมากกว่าคำเขียน เพราะเป็นคนความจำสั้น ถ้าให้เขียนยาวๆ อาจไม่อินเท่าเห็นภาพที่เก็บทุกความรู้สึกไว้ได้ทันทีที่มอง

 

Pancake: หนูจะเขียนว่า “ขอบคุณที่ตัดสินใจมาเป็น BNK48” แล้วก็ต่อด้วย “ขอบคุณที่เติบโตมาอย่างดี และดีใจที่ได้สนุกกับทุกงาน ทุกโอกาสที่ได้รับ”

 

เพราะถ้าย้อนเวลากลับไป แล้วไม่ได้เข้ามาอยู่ในวงนี้ หนูว่ามันคงน่าเสียดายมากๆ ที่ไม่ได้ทำในหลายๆ อย่างที่อยากทำ ดีใจที่ได้ตามความฝันของตัวเอง และดีใจที่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่หวังไว้จริงๆ

 

BNK48 CGM48 เปิดใจผ่านเพลง Colorcon Wink

 

ถ้าได้พูดกับแฟนคลับที่สนับสนุนมาตลอด เธออยากบอกอะไรกับพวกเขา..ผู้ที่ร่วมเดินทางมากับเธอจนถึงวันนี้?

 

Pancake: ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนหนู และเห็นความตั้งใจของเด็กคนนี้ค่ะ

 

หนูยอมรับเลยว่า หนูเริ่มต้นมาจากแถวหลัง แต่ดีใจมากที่ทุกคนให้โอกาส และเชื่อมั่นในตัวหนู จนทำให้วันนี้หนูได้มายืนเป็นเซ็นเตอร์ หนูตั้งใจอย่างเต็มที่กับซิงเกิลนี้ เพราะอยากตอบแทนในสิ่งที่ทุกคนมอบให้ หวังว่าทุกคนจะรักเพลงนี้เหมือนที่หนูรักนะคะ Love you

 

Grace: คำแรกเลยคือ “ขอบคุณ” ค่ะ รู้ดีว่าเส้นทางนี้ไม่ได้ง่ายเลย บางคนต้องอดหลับอดนอน แบ่งเวลา แบ่งเงินมาเพื่อสนับสนุนหนู ทั้งที่เพิ่งรู้จักกัน หรืออยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เดบิวต์ หนูรับรู้ถึงความพยายามของทุกคนจริงๆ

 

ขอบคุณที่อยู่กับหนูมาโดยตลอด หลังจากนี้ หนูจะทำให้ทุกเวลาที่ทุกคนให้มา…ไม่สูญเปล่า อยู่ด้วยกันไปนานๆ นะคะ รักนะคะ จุบุจุบุ

 

Nenie: ขอบคุณที่ซัพพอร์ตเด็กคนนี้ค่ะ ขอบคุณที่เติบโตมาด้วยกัน หนูเคยมีวันที่รู้สึกท้อ รู้สึกเหนื่อย แต่แค่เห็นรอยยิ้มจากแฟนคลับ หรือกำลังใจที่ส่งมา หนูก็ฮึบขึ้นมาได้ทุกครั้งเลย

 

ถ้าไม่มีพวกคุณ หนูคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ ขอบคุณที่ให้โอกาสได้ลองทำอะไรใหม่ๆ เพราะทุกคนช่วยโหวต หนูถึงได้ไปญี่ปุ่น ได้เต้นเพลงนี้ ได้ทำหลายสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้

 

อยากบอกว่า…ถ้าการเห็นหนูยิ้มคือสิ่งที่ทุกคนต้องการ ตอนนี้หนูกำลังยิ้มกว้างมากๆ เลยค่ะ ขอบคุณมากจริงๆ

 

Kaning: อยากขอบคุณแฟนคลับทุกคนค่ะ เพราะในช่วงวัยทำงานที่ผ่านมา หนูได้รับพลังและสิ่งดีๆ มากมายจากทุกคนเลย

 

ทุกครั้งที่หนูพูดออกไปว่าอยากได้อะไร แล้วเขาสามารถมอบมันให้ได้ มันไม่ใช่เพราะโชค แต่มันคือการเติบโตมาด้วยกัน

 

หนูไม่เห็นหรอกว่าทุกคนทำอะไรบ้าง แต่มันแสดงออกในผลลัพธ์เสมอ และขอบคุณที่มองเห็นบางอย่างในตัวหนู อาจจะเป็นความหวัง หรือภาพสะท้อนของตัวเขาเองก็ได้ ขอบคุณที่อยู่กับเด็กคนนี้เสมอมาค่ะ

 

Sita: หนูรู้สึกเหมือนมันคือโชคชะตาค่ะ ที่ทำให้เราได้มาเจอกัน เพราะเราเลือกแฟนคลับไม่ได้ แต่แฟนคลับเลือกเราได้ แล้วมันกลับกลายเป็นว่า…คนที่ชอบอะไรคล้ายกัน ได้มาอยู่ร่วมกัน เพราะความธรรมดาของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

 

มันคือปาฏิหาริย์ที่แท้จริง ที่ได้เจอคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้มีพื้นเพอะไรเหมือนกันเลย แต่กลายเป็นครอบครัวกันได้ ขอบคุณที่รักหนูแบบไม่มีเงื่อนไข เหมือนที่หนูรักแมวของหนู สัญญาว่าจะไม่ทำแจกันแตก ไม่กินเปียกเยอะแล้วนะคะ (หัวเราะ)

 

รู้ว่าที่ผ่านมา หนูอาจจะ “ดูดพลังชีวิต” ของทุกคนไปเยอะมาก ทั้งตอนเลือกตั้งหรือเวลาที่อยากได้อะไรบางอย่าง แต่จากนี้..อยากให้ทุกคนมีความสุขด้วยตัวเองให้ได้ และหนูก็จะพยายามทำให้ได้เช่นกัน รักทุกคนเสมอ เหมือนวันแรกที่เรารู้จักกันเลยค่ะ

 

 

The post BNK48 & CGM48 บันทึกของ 5 สาว กับสิ่งที่ไม่เคยพูดบนเวที appeared first on THE STANDARD.

]]>
BNK48 ส่งซิงเกิลใหม่ Colorcon Wink ที่ได้ ‘แพนเค้ก’ รับหน้าที่เซ็นเตอร์ https://thestandard.co/bnk48-new-single-colorcon-wink/ Mon, 02 Jun 2025 07:41:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1081374

BNK48 ส่งซิงเกิลล่าสุด Colorcon Wink จากสมาชิก BNK48 แล […]

The post BNK48 ส่งซิงเกิลใหม่ Colorcon Wink ที่ได้ ‘แพนเค้ก’ รับหน้าที่เซ็นเตอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

BNK48 ส่งซิงเกิลล่าสุด Colorcon Wink จากสมาชิก BNK48 และ CGM48 ที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุด 12 คนจากเหล่าแฟนคลับ นำทีมโดยเซ็นเตอร์ แพนเค้ก, คนิ้ง, นีนี่, ฮูพ, แชมพู, ป๊อปเป้อ, สิตา, โยเกิร์ต, แอล, จิว, เกรซ และนีน มาร่วมกันถ่ายทอดผลงานซิงเกิลที่ 19 ของ BNK48

 

ซิงเกิลใหม่ Colorcon Wink มาจากการเลือกตั้งครั้งที่ 5 ในงาน BNK48 & CGM48 Senbatsu General Election 2025 โดยมีศิลปิน BNK48 และ CGM48 ลงสมัครทั้งหมด 48 คน โดยการโหวตจากแฟนคลับในครั้งนี้ อันดับที่ 1 ได้แก่ แพนเค้ก BNK48 รุ่นที่ 3 ที่สามารถทุบสถิติยอดคะแนนโหวตสูงที่สุดของประวัติศาสตร์ 48Group ในประเทศไทย จำนวน 277,696.52 Token พร้อมนั่งแท่นตำแหน่งเก้าอี้เซ็นเตอร์ หรือสมาชิกที่ยืนตรงกลางของซิงเกิลที่ 19 ไปครองได้สำเร็จ

 

 

Colorcon Wink เป็นซิงเกิลที่เล่าถึงคนที่ไม่กล้าบอกความรู้สึกของตัวเองออกไปตรงๆ ทำได้เพียงส่งวิงก์หรือขยิบตาเป็นสัญลักษณ์เพื่อแทนความรู้สึกออกไป แต่ก็ยังคงซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้อยู่ โดยหวังว่าคนที่เราส่งสัญญาณไปให้ จะรับรู้และมองเห็นความรู้สึกของเราได้ในสักวัน พร้อมยังได้ แมน ละอองฟอง มารับหน้าที่ในการแปลเนื้อเพลงฉบับภาษาไทยให้อีกด้วย

 

“Colorcon Wink ถึงเธอ ไม่ให้รู้ตัวความรู้สึกพิเศษที่ซ่อนภายในแววตา พูดว่าชอบเธอไม่ได้สักทีก็เลย ต้องทำได้เพียงแค่กะพริบตา สื่อไปผ่านตาขวา I love you”

 

 

แพนเค้ก เจ้าของตำแหน่งเซ็นเตอร์ในซิงเกิลนี้เผยถึง Colorcon Wink ไว้ว่า “หลังได้ฟังเพลง Colorcon Wink ในเวอร์ชัน AKB48 ของญี่ปุ่น ก็รู้สึกว่าหลงรักเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเพลง ทำนอง ชุดคอนเซปต์ ท่าเต้น ที่มีความน่ารักลงตัวมาก ซึ่งเพื่อนๆ ในวง BNK48 ต่างก็เชียร์อัพว่าเพลงมันเหมาะกับเรา และเนื้อเพลงของญี่ปุ่นพอได้มาแปลเนื้อเป็นภาษาไทยก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเข้ากับหนูมากเลยค่ะ เพราะชอบที่จะสื่อสารด้วยสายตามากกว่าคำพูด คล้ายกับเพลงที่ไม่กล้าบอกรักด้วยคำพูด แต่จะใช้วิธีสื่อสารผ่านทางสายตาแทน”

 

รับชมมิวสิกวิดีโอเพลง Colorcon Wink ได้ที่: https://www.youtube.com/watch?v=FQOnJPeaPmc

 

The post BNK48 ส่งซิงเกิลใหม่ Colorcon Wink ที่ได้ ‘แพนเค้ก’ รับหน้าที่เซ็นเตอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวบรวม ‘อันดับ 1’ BNK48 & CGM48 General Election 1-5 https://thestandard.co/bnk48-cgm48-general-election-number-one-rankings/ Tue, 01 Apr 2025 09:00:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1059263 BNK48 & CGM48 General Election

งาน BNK48 & CGM48 Senbatsu General Election 2025 หร […]

The post รวบรวม ‘อันดับ 1’ BNK48 & CGM48 General Election 1-5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
BNK48 & CGM48 General Election

งาน BNK48 & CGM48 Senbatsu General Election 2025 หรือ GE ครั้งที่ 5 ได้ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ นับเป็นอีกหนึ่งอีเวนต์สำคัญของวงไอดอลกรุ๊ป BNK48 และ CGM48 โดยผู้ที่คว้าอันดับ 1 ในครั้งนี้คือ Pancake BNK48 ด้วยคะแนนถล่มทลายถึง 277,696.52 Token

 

THE STANDARD POP ขอพาแฟนคลับ BNK48 และ CGM48 ร่วมย้อนชมผลโหวตของผู้ที่เคยครองตำแหน่งอันดับ 1 หรือเซ็นเตอร์เซ็มบัตสึจากงาน BNK48 General Election ทั้ง 5 ครั้งที่ผ่านมา มาดูกันว่าใครบ้างที่เคยก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในอีเวนต์สำคัญนี้

 

 

BNK48 & CGM48 General Election

 

 

The post รวบรวม ‘อันดับ 1’ BNK48 & CGM48 General Election 1-5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
BNK48 & CGM48 Senbatsu General Election 2025 สรุปผลโหวตทุกอันดับ https://thestandard.co/bnk48-cgm48-vote-summary/ Mon, 31 Mar 2025 05:51:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1058542 bnk48-cgm48-vote-summary

เสร็จสิ้นลงเป็นที่เรียบร้อยสำหรับงาน BNK48 & CGM48 […]

The post BNK48 & CGM48 Senbatsu General Election 2025 สรุปผลโหวตทุกอันดับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
bnk48-cgm48-vote-summary

เสร็จสิ้นลงเป็นที่เรียบร้อยสำหรับงาน BNK48 & CGM48 Senbatsu General Election 2025 หรืองาน GE ครั้งที่ 5 ของวงไอดอลกรุ๊ป BNK48 และ CGM48 ที่จัดขึ้นในช่วงเย็นวันที่ 29 มีนาคม 2568 ณ Union Mall

 

THE STANDARD POP ถือโอกาสชวนแฟนๆ มาย้อนชมอันดับต่างๆ ของเมมเบอร์ในปีนี้ ตั้งแต่ผลด่วน 24 ชั่วโมงแรก, ผลด่วนรอบสอง และผลโหวตรอบสุดท้าย ว่าแต่ละตำแหน่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

 

BNK48 & CGM48 Senbatsu General Election 2025

BNK48 & CGM48 Senbatsu General Election 2025

BNK48 & CGM48 Senbatsu General Election 2025

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

 

อ้างอิง:

The post BNK48 & CGM48 Senbatsu General Election 2025 สรุปผลโหวตทุกอันดับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปผล BNK48 & CGM48 Senbatsu General Election 2025 แพนเค้ก BNK48 คว้าอันดับ 1 https://thestandard.co/bnk48-cgm48-senbatsu-general-election-2025/ Sun, 30 Mar 2025 02:28:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1058231 BNK48 & CGM48 Senbatsu General Election 2025

เสร็จสิ้นลงเป็นที่เรียบร้อย สำหรับงาน BNK48 & CGM48 […]

The post สรุปผล BNK48 & CGM48 Senbatsu General Election 2025 แพนเค้ก BNK48 คว้าอันดับ 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
BNK48 & CGM48 Senbatsu General Election 2025

เสร็จสิ้นลงเป็นที่เรียบร้อย สำหรับงาน BNK48 & CGM48 Senbatsu General Election 2025 ของวงไอดอลกรุ๊ป BNK48 และ CGM48 ที่แฟนๆ จะได้มีส่วนร่วมในการโหวตลงคะแนนให้กับเมมเบอร์ในดวงใจให้ติดอันดับเซ็มบัตสึในซิงเกิลหลักและซิงเกิลรองต่อไปของวง โดยจัดขึ้นในช่วงค่ำวันนี้ (29 มีนาคม) ณ ศูนย์การค้ายูเนี่ยน มอลล์

 

เมมเบอร์ที่คว้าอันดับที่ 1 ในปีนี้ไปได้สำเร็จได้แก่ แพนเค้ก BNK48 ด้วยผลโหวตที่สูงถึง 277,696.52 Token นั่นหมายความว่าเพลงจากงาน General Election ครั้งนี้จะเป็นซิงเกิลที่ 19 ของวง BNK48 และเพลงจากวงรุ่นพี่ 48 Group ที่เธอเลือกคือ Colorcon Wink จากวง AKB48

 

ส่วนเมมเบอร์ที่ได้อันดับที่ 2-7 ได้แก่ อันดับที่ 2. คนิ้ง CGM48 ด้วยผลโหวต 205,083.23 Token, อันดับที่ 3. นีนี่ CGM48 ด้วยผลโหวต 81,162.14 Token, อันดับที่ 4. ฮูพ BNK48 ด้วยผลโหวต 54,784.55 Token, อันดับที่ 5. แชมพู CGM48 ด้วยผลโหวต 39,245.59 Token, อันดับที่ 6. ป๊อปเป้อ BNK48 ด้วยผลโหวต 37,273.12 Token และ อันดับที่ 7. สิตา CGM48 ด้วยผลโหวต 35,481.32 Token โดยเมมเบอร์ทั้ง 7 อันดับแรกนี้ ( Kami 7) จะได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์เพลงพิเศษของวงที่จะได้ กอล์ฟ F.HERO มาร่วมดูแลในตำแหน่งโปรดิวเซอร์อีกด้วย

 

ด้านอันดับที่ 13 หรือตำแหน่งเซ็นเตอร์ Under Girls ได้แก่ เอิร์น BNK48 ด้วยผลโหวต 21,953.46 Token โดยเพลงจากวงรุ่นพี่ 48 Group ที่เธอเลือกคือ Chouhatsu no Aozora จากวง NMB48 Team N และอันดับที่ 25 หรือตำแหน่งเซ็นเตอร์ Next Girls ได้แก่ น้ำมนต์ BNK48 ด้วยผลโหวต 10,219.79 Token โดยเพลงจากวงรุ่นพี่ 48 Group ที่เธอเลือกคือ 11-Gatsu no Anklet จากวง AKB48

 

สำหรับผลโหวตรอบสุดท้ายทุกอันดับ มีดังนี้

 

Senbatsu (อันดับที่ 1-12):

 

  1. แพนเค้ก BNK48 (277,696.52 Token)
  2. คนิ้ง CGM48 (205,083.23 Token)
  3. นีนี่ CGM48 (81,162.14 Token)
  4. ฮูพ BNK48 (54,784.55 Token)
  5. แชมพู CGM48 (39,245.59 Token)
  6. ป๊อปเป้อ BNK48 (37,273.12 Token)
  7. สิตา CGM48 (35,481.32 Token)
  8. โยเกิร์ต BNK48 (26,825.22 Token)
  9. แอล BNK48 (26,140.83 Token)
  10. จิว BNK48 (24,511.25 Token)
  11. เกรซ BNK48 (24,071.33 Token)
  12. นีน BNK48 (22,683.42 Token)

 

Under Girls (อันดับที่ 13-24):

 

  1. เอิร์น BNK48 (21,953.46 Token)
  2. นานา CGM48 (17,854.30 Token)
  3. ข้าวฟ่าง BNK48 (17,385.19 Token)
  4. แจนรี่ BNK48 (16,501.05 Token)
  5. เหมย CGM48 (16,073.06 Token)
  6. มีน BNK48 (15,982.20 Token)
  7. อาหลี BNK48 (14,329.64 Token)
  8. เอ็มมี่ BNK48 (13,627.15 Token)
  9. วาว่า BNK48 (13,019.46 Token)
  10. สาวน้อย BNK48 (12,380.25 Token)
  11. มิชา BNK48 (11,793.43 Token)
  12. นีญ่า BNK48 (11,788.39 Token)

 

Next Girls (อันดับที่ 25-36):

 

  1. น้ำมนต์ BNK48 (10,219.79 Token)
  2. จิงจิง CGM48 (10,084.99 Token)
  3. มารีน BNK48 (9,879.16 Token)
  4. แนล BNK48 (9,702.67 Token)
  5. แพท BNK48 (9,184.77 Token)
  6. ลูกเกด CGM48 (8,861.25 Token)
  7. ปาล์มมี่ BNK48 (8,758.81 Token)
  8. ภราว BNK48 (7,699.06 Token)
  9. ซินดี้ BNK48 (7,309.45 Token)
  10. เกลญ่า BNK48 (6,803.52 Token)
  11. เพลิน CGM48 (5,876.25 Token)
  12. ไข่มุก BNK48 (5,807.60 Token)

 

THE STANDARD POP ขอแสดงความยินดีกับเมมเบอร์ทุกคนที่คว้าอันดับในปีนี้ได้สำเร็จและขอเป็นกำลังใจให้กับเมมเบอร์ที่ไม่ติดอันดับทุกคน

The post สรุปผล BNK48 & CGM48 Senbatsu General Election 2025 แพนเค้ก BNK48 คว้าอันดับ 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
BNK48 & CGM48 ความฝันและเป้าหมายบนเวที General Election https://thestandard.co/bnk48-cgm48-election/ Sun, 16 Mar 2025 05:00:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1052637 bnk48-cgm48-election

บนเวทีของ General Election ไม่มีใครรู้ได้ว่าผลลัพธ์จะออ […]

The post BNK48 & CGM48 ความฝันและเป้าหมายบนเวที General Election appeared first on THE STANDARD.

]]>
bnk48-cgm48-election

บนเวทีของ General Election ไม่มีใครรู้ได้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ล้วนเต็มไปด้วยความฝัน ความพยายาม และหัวใจที่อยากจะก้าวไปให้ไกลกว่าเดิม

 

สำหรับสมาชิก BNK48 และ CGM48 นี่ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่เป็นโอกาสสำคัญที่พวกเธอจะได้พิสูจน์ตัวเอง

 

บางคนอยากเติบโต

บางคนอยากพิสูจน์ตัวเอง

บางคนอยากให้แฟนๆ เห็นศักยภาพของพวกเธอให้มากขึ้น

 

แต่ไม่ว่าเป้าหมายของแต่ละคนจะเป็นอย่างไร…สิ่งที่เหมือนกันคือ พวกเธอพร้อมจะเดินไปข้างหน้ากับแฟนคลับที่อยู่เคียงข้าง

 

ในบทสัมภาษณ์นี้ THE STANDARD POP จะพาไปสำรวจหัวใจของพวกเธอเกี่ยวกับเป้าหมายในกิจกรรม General Election ครั้งนี้ และอะไรคือสิ่งที่พวกเธออยากจะบอกกับทุกคนที่คอยซัพพอร์ตเสมอมา

 

BNK48 & CGM48

 

เป้าหมาย (ที่แท้จริง) ใน General Election ครั้งนี้คืออะไร?

 

Popper: อยากติด Senbatsu ใน General Election สักครั้งค่ะ จริงๆ แล้ว หนูคิดเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนเข้าวงแล้ว เพราะอยากเรียนรู้และเติบโตจากกิจกรรมนี้ เคยคิดด้วยซ้ำว่า ถ้าเป็น General Election ครั้งสุดท้ายของหนู หนูอยากติด Kami Seven! แต่ก็รู้ว่ามันอาจเป็นฝันที่ไกลเกินไป

 

หนูเคยได้ไปญี่ปุ่นครั้งแรกเพราะแฟนคลับ จากงานโหวตงานหนึ่ง ตอนนั้นมันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากๆ เลยคิดว่า ถ้ามีโอกาสได้ไปทำงานที่ญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง ก็คงเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่สำหรับหนูเหมือนกันค่ะ

 

Lookked: ด้วยความที่ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งหนูคิดว่าตัวเองยังมีโอกาสกลับมาเลือกตั้งอีกในอนาคต และครั้งที่แล้วก็ได้อันดับสูงมากๆ คือ อันดับที่ 17 พร้อมกับตำแหน่ง เซ็นเตอร์ของ Undergirls เหมือนเป็นใบเบิกทางให้เป็นเซ็นเตอร์ครั้งแรกด้วย ก็สำเร็จไปแล้วหนึ่งอย่าง รวมถึงเพลงซิงเกิลหลักของ CGM48 ก็เป็นเซ็นเตอร์แล้ว

 

มาครั้งนี้หนูคิดว่า แค่ได้อันดับที่ดีขึ้นก็ดีใจมากแล้ว ขอแค่มีชื่ออยู่ใน 1 ใน 36 อันดับ หรือได้อยู่ในตำแหน่งที่แฟนคลับพยายามโหวตให้ หนูก็ดีใจมากๆ แล้ว เพราะมันแปลว่า พวกเขาเลือกที่จะซัพพอร์ตหนูจริงๆ

 

ตอนนี้หนูค่อนข้างเครียดมาก เพราะงาน General Election มาพร้อมกับ ซิงเกิลที่ 9 ของวง ซึ่งหนูก็ต้องโฟกัส 2 อย่างพร้อมๆ กัน ทั้ง การเลือกตั้ง และ การเป็นเซ็นเตอร์เพลงหลัก เพราะเราก็ไม่รู้ว่าโอกาสนี้จะมาอีกเมื่อไหร่ อาจเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตก็ได้

 

สำหรับหนู งานครั้งนี้เต็มไปด้วยความตั้งใจ ทั้งการออกแบบโปสเตอร์ การเขียนอันดับ ทุกอย่างมาจากความตั้งใจจริงๆ หนูอยากให้ตัวเองโตขึ้นในทุกๆ ด้านในช่วงเวลาที่เป็นไอดอล เพราะถ้าจบจากตรงนี้ไปแล้วคือถ้านับอายุแกรด (จบการศึกษา) หนูก็จะแกรดตอนอายุ ประมาณ 28 ถ้าแบบหมดสัญญา

 

ถ้าถามถึงความคาดหวัง หนูไม่เคยขออะไรแฟนคลับเลยค่ะ หนูไม่เคยบอกว่า ‘ช่วยโหวตให้หนูได้อันดับนี้นะ’ อาจเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวที่ไม่อยากกดดันตัวเองหรือใคร แต่แค่พวกเขาเลือกที่จะทำเพื่อหนู หนูก็รู้สึกขอบคุณมากแล้ว

 

ไม่ว่าผลจะออกมายังไง ได้คะแนนโหวตมากหรือน้อย หนูก็โอเคเสมอ เพราะสุดท้าย…หนูมีความสุขกับสิ่งที่ทุกคนมอบให้จริงๆ

 

BNK48 & CGM48

 

Champoo: รู้สึกว่าที่เขียนอันดับ 1 ไป เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องการจริงๆ ค่ะ หนูรู้สึกว่า ‘เฮ้ย…ถ้าเราลงแข่งขัน ก็อยากประสบความสำเร็จที่สุด’ ถ้าเราได้ที่ 1 ก็คงเป็นความสำเร็จสูงสุดในการเป็นไอดอลตรงนี้ ก็เลยเลือกเขียนในสิ่งที่เราตั้งใจจริงๆ ลงไป

 

แต่ถึงอย่างนั้น หนูไม่เคยกดดันตัวเองว่าต้องเป็นที่ 1 ให้ได้ เพราะหนูมองว่า อันดับไม่ได้เป็นสิ่งที่ชี้วัดคุณค่าของเราในการยืนอยู่ตรงนี้ ถ้าสมมติว่าได้ที่ 1 จริงๆ หนูก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะรู้สึกยังไง เพราะสำหรับหนู ที่ 1 ไม่ใช่ปลายทางสุดท้ายของชีวิตไอดอล แต่มันคงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้หนูรู้สึกคอมพลีตบนเส้นทางนี้

 

หนูเคยพูดเสมอว่า การที่หนูมาเป็นไอดอลตรงนี้ หนูก็อยากจะทำทุกสิ่งอย่างที่ตำแหน่งตรงนี้สามารถทำได้ หนูแค่หวังว่าแฟนคลับแล้วก็ตัวเราเองจะมีความสุขที่ได้อยู่ร่วมกันที่ตรงนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หนูไม่รู้อนาคตว่ามันจะเป็นยังไง 

 

แต่ถ้ายังมีกันและกันอยู่ หนูก็หวังให้เขามีความสุข ส่วนอันดับมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เท่ากับสิ่งที่เขาตั้งใจจะให้เรา ถ้าครั้งนี้พวกเขาเลือกที่จะซัพพอร์ตหนู หนูก็จะยินดีและภูมิใจกับสิ่งที่ทุกคนมอบให้มากๆ ค่ะ 

 

Arlee: ความคาดหวังของหนูคล้ายๆ กับพี่เอ็มมี่ค่ะ เพราะหนูรู้สึกว่า…ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในวง และได้มีโอกาสทำเพลง 2-3 เพลง ตั้งแต่เดบิวต์ การได้ยืนแถวหน้ามันเป็นพื้นที่ที่หนูชอบ 

 

แต่ถึงอย่างนั้น หนูก็ยังไม่ได้มั่นใจขนาดจะเป็นเซ็นเตอร์ แต่ชอบตำแหน่ง 2-3 ที่ได้ยืนอยู่ข้างหน้า แต่เป็นข้างๆ เซ็นเตอร์ รู้สึกว่าเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เราพัฒนาตัวเอง และเปิดโอกาสให้แฟนคลับมองเห็นเราชัดขึ้นด้วย เป็นจุดที่ทำให้หนูรู้สึกสบายใจที่สุด

 

ส่วน General Election ปีนี้ หนูยังไม่ได้คาดหวังอะไรมากค่ะ เพราะเป็นครั้งแรกของหนู เลยไม่รู้จะตั้งเป้าหมายยังไง แค่อยากสู้เต็มที่ไปพร้อมกับแฟนคลับ ไม่ว่าผลจะออกมายังไง หรือตำแหน่งจะเป็นแบบไหน หนูจะตอบแทนทุกคนให้เต็มที่แน่นอนค่ะ!

 

BNK48 & CGM48

 

Nenie: จริงๆ หนูอยากทำลายสถิติอันดับที่เคยได้ในปีที่ผ่านมา อยากให้สูงขึ้น และก็หวังว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จ เพราะรอบนี้…หนูไม่อยากผิดหวังอีกแล้ว หนูตั้งความหวังไว้ว่าอยากให้คนมองเห็นหนูมากขึ้น หรือสร้างฐานตัวเองให้แข็งแรงขึ้น

 

เอาจริงๆ หนูอยากกอบโกยโอกาสตรงนี้ให้ได้มากที่สุด เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆ สำหรับหนู ทั้งงานที่เข้ามาเยอะขึ้น มีโปรเจกต์ที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่หนูสนใจอยู่แล้ว และยังไม่เคยทำมาก่อน

 

พอยิ่งมีสิ่งที่หนูอยากจะทำมัน หนูเลยตั้งความหวังกับตัวเองว่า…อยากประสบความสำเร็จสักครั้ง รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเข้าสู่สนามรบ เราอยากชนะ ก็ต้องทุ่มเทและพยายามให้เต็มที่ แม้ลึกๆ จะรู้ว่ามันแอบยากก็ตาม

 

แต่สุดท้ายแล้ว…ถ้าหนูตั้งใจจริงๆ หนูก็เชื่อว่าทำได้ และครั้งนี้หนูจะทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง หนูก็พร้อมยอมรับมันค่ะ

 

ความรู้สึกหลังได้อันดับ 1 ในการประกาศผลด่วน: ตอนแรกหนูไม่ได้ตั้งความหวังว่าตัวเองต้องได้ที่ 1 หรืออันดับสูงขนาดนี้ค่ะ แต่พอได้จริงๆ หนูกลับรู้สึกว่ามันเป็นพลังที่ทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น มีคนมาร่วมแสดงความยินดีเยอะมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่หนูไม่เคยได้รับขนาดนี้มาก่อน มันทำให้เรามีแรงอยากที่จะพัฒนาตัวเองให้ได้มากขึ้นค่ะ 

 

อยู่ที่สูงไม่กลัวหนาว? ไม่ค่ะ…หนูมีผ้าห่ม มีเสื้อกันหนาวด้วย (หัวเราะ)

 

Galeya: ด้วยความที่ปีนี้ก็เป็นปีแรกของหนู และความคาดหวังของหนูก็คือ…อยากติดอันดับใน General Election ครั้งนี้ค่ะ ด้วยความที่เรายังไม่มีประสบการณ์ ยังไม่เคยไม่มีอันดับ ก็เลยคิดแบบกว้างๆ ขอแค่ติดอันดับในงานนี้สักที่ ก็พอใจมากๆ แล้ว

 

และถ้าติดจริงๆ…หนูก็อยากได้แถวหน้าค่ะ หนูเพิ่งค้นพบตัวเองเหมือนกันว่า ไม่ชอบอยู่ตรงกลาง เพราะมันกดดันมากๆ หนูกลัวว่าตัวเองจะทำออกมาได้ไม่ดีพอ และอาจจะเผลอกดดันตัวเองมากเกินไป

 

แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน หนูก็จะพยายามอย่างเต็มที่ค่ะ!

 

BNK48 & CGM48

 

Emmy: หนูรู้สึกว่า General Election ครั้งนี้ หนูอยากได้ยืนแถวหน้าค่ะ เพราะตั้งแต่เข้าวงมา หนูมักจะยืนข้างหลังเพื่อนๆ เหมือนอยู่ในเซฟโซนของตัวเองมาตลอด

 

แต่พอล่าสุด ได้ลองยืนแถวหน้าใน Original Stage ซึ่งไม่ใช่แค่การร้องเพลง แต่ต้องเต้นและแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ทำให้หนูรู้ว่า…มันเป็นความท้าทายมากๆ

 

และการที่ได้มองไปข้างหน้า แล้วเห็นแฟนคลับคอยให้กำลังใจ หนูอยากให้พวกเขาได้เห็นหนูชัดขึ้นกว่านี้ และอยากพิสูจน์ให้เห็นว่า หนูสามารถทำได้!

 

Lingling: General Election ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของหนู และของน้องๆ รุ่น 3 ตอนแรกคิดว่าจะรู้สึกชิลล์กว่านี้ แต่พอลงจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย 

 

หนูเคยบอกแฟนคลับไปแล้วว่า จริงๆ ไม่ได้คาดหวังอันดับที่เขียนไว้ (อันดับ 13) แต่ที่เขียนไปแบบนั้น เพราะมันมีเหตุผลและสตอรี่ดีๆ ซ่อนอยู่

 

เดิมทีหนูตั้งใจลงเพื่อ เก็บประสบการณ์ แต่ด้วยความที่เรียนนิติศาสตร์มา หนูก็เลยวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ และรู้สึกว่าองค์ประกอบยังไม่เอื้อให้เราได้อันดับตามที่ต้องการ อาจยังไม่ใช่จังหวะของเรา

 

จริงๆ หนูไม่ได้อยากเครียดกับงานนี้นะ แต่ด้วยนิสัยที่ชอบส่องโซเชียลเยอะมาก ทำให้แอบเห็นกระแสหลายอย่าง หนูแค่ไม่อยากให้รุ่น 3 เป็นรุ่นที่ถูกมองว่าเราจะทำวง CGM48 ให้ไปต่อไม่ได้ หนูไม่อยากให้ผู้คนมองแบบนั้น หนูยังเชื่อว่าพวกเรารุ่น 3 จะพาวงเดินต่อไปได้ พวกเราเก่งมาก เพียงแต่โอกาสและจังหวะยังมาไม่ถึง

 

ถ้า General Election เป็นสิ่งที่พิสูจน์พวกเราได้ หลิงก็อยากให้รุ่น 3 สักคนติดใน 36 อันดับ อันนี้เป็นเป้าหมายสูงสุดตอนนี้ของตัวหลิงเอง

 

BNK48 & CGM48

 

ถ้านี่คือเวทีหาเสียง…คุณจะบอกอะไรกับแฟนๆ (เวอร์ชันไม่ซีเรียสนะทุกคน)

 

Popper: ถ้าหนูได้ติดอันดับ หนูจะได้ไปทำเลสิกสักที! (หัวเราะ) ถือว่าเป็นการระดมทุนช่วยป๊อปเป้อให้ได้ไปทำเลสิกนะคะ 

 

แต่ถึงหนูจะคาดหวังมากแค่ไหน สิ่งที่อยากได้มากที่สุด คือการมีความสุขกับแฟนคลับในงาน General Election ครั้งนี้ค่ะ! เพราะหนูมีชาเลนจ์ Everyday with Popper อยู่แล้ว แค่อยากให้ทุกคนได้เห็นหน้าหนูทุกวัน และอยากให้ทุกคนสนุกไปกับงานครั้งนี้ไปด้วยกันค่ะ!

Lookked: ถ้าโหวตเลือกลูกเกดนะคะ ประเทศไทยจะมีเซ็นเตอร์เพลง Dare no Koto wo Ichiban Aishiteru? / Totsuzen Do Love Me! และว่าที่เพลง Wataridoritachi ni Sora wa Mienai (NGT48) ผู้ซึ่งเต้นเพลงแข็งแรงเหล่านั้น หนูจะได้เต้นบัลเลต์ หนูจะเรียนบัลเลต์หนูจะฉีกขาให้ทุกคนดูในอายุเท่านี้ (หัวเราะ) ฝากโหวตให้พวกเราด้วยนะคะ

 

BNK48 & CGM48

 

Champoo: ถ้าเลือกหนู ประเทศไทยจะมีเพลง Sentimental Train (AKB48) แน่นอนค่ะ!

 

Arlee: ถ้าหนูได้อันดับ 13-15 หนูจะไปทำบุญ 9 วัด ค่ะ ถือว่าเป็นโอกาสดีในการทำบุญด้วย แล้วหนูเข้ามาเป็น BNK48 ได้ 1 ปีแล้ว คิดว่าแฟนคลับหลายคนก็คงได้เห็นว่า หนูพัฒนามาไกลแค่ไหน และมีความตั้งใจมากแค่ไหน หลายคนอาจจะคอยส่งกำลังใจให้หนูอยู่ ก็เลยอยากฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ

 

ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง หนูจะไม่มีวันเสียใจแน่นอน และจะมีความสุขกับทุกตำแหน่งที่ได้รับ หนูจะทำมันให้เต็มที่แน่นอน ฝากทุกคนช่วยสนับสนุนหนูด้วยนะคะ!

 

BNK48 & CGM48

 

Nenie: ถ้าเลือกหนู…หลังจบงานจะขอพักผ่อน 24 ชั่วโมงเต็ม นอนอยู่ห้อง หาของอร่อยกิน เพราะคิดว่าแฟนคลับน่าจะเห็นเราเหนื่อยแล้ว คงอยากให้หนูได้พักบ้างเหมือนกัน ก็เลยคิดว่าการได้พักผ่อนแบบเต็มที่ มันคงเป็นรางวัลที่ดีที่ทำให้หนูได้พักบ้าง

Galeya: ถ้าทุกคนเลือกหนู หนูจะไปอินเดียค่ะ หนูจะไปวัดใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และจะสวดมนต์ 36 จบค่ะ

 

BNK48 & CGM48

 

Lingling: หนูจะไปทำบุญค่ะ! เพราะรู้สึกว่า…เราอาจจะใช้แต้มบุญไปหมดแล้ว ก็เลยต้องไปเติมแต้มบุญเผื่อรอบหน้าจะได้กลับมาลงเลือกตั้งอีก เราต้องคิดการณ์ไกลค่ะ สะสมแต้มบุญไว้ล่วงหน้า

 

Emmy: ถ้าเลือกหนู…หนูกับแจนรี่จะไม่ทำตัวแปลกๆ เป็นเวลา 7 วัน! (หัวเราะ)

The post BNK48 & CGM48 ความฝันและเป้าหมายบนเวที General Election appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจหัวใจ 4 สาว CGM48 กับนิยาม ‘ความรัก’ ในแบบฉบับของตัวเอง https://thestandard.co/cgm48-love-interview-perspectives/ Fri, 14 Mar 2025 10:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1052141 ความรัก CGM48: 4 สาวสมาชิกลูกเกด แชมพู หลิงหลิง และนีนี่ เปิดใจเรื่องความรักในมุมมองของพวกเธอ

‘ความรัก’ ในมุมมองอันหลากหลายของ 4 สาว CGM48 คืออะไรกัน […]

The post สำรวจหัวใจ 4 สาว CGM48 กับนิยาม ‘ความรัก’ ในแบบฉบับของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความรัก CGM48: 4 สาวสมาชิกลูกเกด แชมพู หลิงหลิง และนีนี่ เปิดใจเรื่องความรักในมุมมองของพวกเธอ

‘ความรัก’ ในมุมมองอันหลากหลายของ 4 สาว CGM48 คืออะไรกันนะ?

 

ไม่นานมานี้ 4 สาวสมาชิกวง CGM48 อย่าง ลูกเกด-พิมพ์ลภัส สุวรรณน้อย, แชมพู-กชพร ลีละทีป, หลิงหลิง-สลิลทิพย์ พนาอภิชน และ นีนี่-พิชญาภา สุปัญญา ได้มาร่วมส่งต่อซิงเกิลใหม่ Totsuzen Do Love Me! – โทษทีนะ…รักกันได้ไหม? ให้กับ THE STANDARD POP

 

และในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ พวกเธอจะพาทุกคนไปร่วมค้นหาคำตอบของ ‘ความรัก’ ในมุมมองของพวกเธอ ไม่ว่าจะเป็นความรักที่เต็มไปด้วยความสดใส หรือความรักที่เป็นแรงผลักดันให้เติบโตบนเส้นทางไอดอล

 

มาสำรวจหัวใจของพวกเธอผ่านเรื่องราวที่จริงใจ อ่อนโยน และเต็มไปด้วยเสน่ห์ ในแบบฉบับของ CGM48 ไปพร้อมกัน!

 

ความรัก CGM48: 4 สาวสมาชิกลูกเกด แชมพู หลิงหลิง และนีนี่ เปิดใจเรื่องความรักในมุมมองของพวกเธอ

 

ความรักในอุดมคติของแต่ละคนหน้าตาเป็นอย่างไร

 

Lookked: เวลาหนูรักอะไรสักอย่าง หนูจะเป็นคนที่ คลั่งรัก มากๆ เรียกได้ว่า Crazy in love เลยค่ะ ถ้าสิ่งที่หนูรักมีคอนเทนต์ให้ติดตามในโซเชียล หนูก็จะดูมันทุกวัน ทั้งวันเลย (หัวเราะ) แต่ถ้าวันหนึ่งเรารู้สึกว่าความรักที่มีต่อสิ่งนั้นๆ น้อยลง หรือมีสิ่งอื่นที่ดึงดูดใจเรามากกว่า เราก็อาจจะค่อยๆ เฟดตัวเองออกมา แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังคงติดตามอยู่ห่างๆ เพราะโดยนิสัยแล้ว ถ้าได้รักอะไร หนูก็จะรักมากๆ และใส่ใจกับมันสุดๆ

 

Nenie: สำหรับหนู ความรักคือการฮีลใจค่ะ เวลาหนูรู้สึกเศร้าหรือเหนื่อยล้า พอได้มองสิ่งที่เรารัก มันทำให้หนูรู้สึกมีพลังขึ้นมา เหมือนโลกกลายเป็นสีชมพู อารมณ์คล้ายๆ กับตอนที่เราหวีดไอดอลหรือศิลปินที่ชอบ แล้วมันทำให้ยิ้มได้ตลอดเวลา

 

ยิ่งเวลาหนูอยู่บนเวที แล้วมองลงมาเห็นแฟนคลับ หนูรู้สึกมีกำลังใจมากๆ ทำให้รู้สึกอยากร้องและเต้นออกมาให้ดีที่สุด สำหรับหนูการได้รักแฟนคลับ ครอบครัว และเพื่อนๆ คือสิ่งที่ช่วยฮีลใจได้ดีมากจริงๆ

 

Champoo: หนูเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับ ‘ความรัก’ มากๆ ไม่ว่าจะเป็นการรักตัวเอง รักเพื่อน รักครอบครัว หรือแม้แต่การรักอะไรสักอย่าง เพราะแค่ได้รัก ก็สามารถทำให้เรามีความสุขได้

 

หนูรู้สึกว่าความรักอยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นการถูกรัก หรือการที่เราได้มอบความรักให้กับใคร ทุกอย่างล้วนทำให้เรามีความสุขและเบิกบานใจ ทำให้เรามีพลังอยากใช้ชีวิตต่อไปในวันพรุ่งนี้

 

อีกอย่างหนึ่งที่หนูคิดก็คือ ความรักไม่จำเป็นต้องมากเกินไป หรือน้อยเกินไป หนูมองว่าความรักที่พอดีๆ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และสำหรับหนูเอง ความรักก็เป็นสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิตของหนูเหมือนกัน

 

LingLing: เวลาหลิงนึกถึง ความรัก หลิงจะนึกถึงสุนัขที่บ้านกับครอบครัวก่อนเลย หลิงคิดว่าความรักคือการที่เราหวังดีกับใครสักคน โดยที่ไม่หวังสิ่งใดตอบแทน แค่เห็นเขามีความสุข เราก็มีความสุขแล้ว

 

และนอกจากคนรอบตัว หลิงคิดว่าความรักควรหมายถึงตัวเราเองด้วย คือเราควรจะรักตัวเอง แค่หวังให้ตัวเองมีความสุขด้วยเหมือนกัน 

 

แต่ถ้าพูดถึงนิยามของความรักในแบบของตัวเอง ตอนนี้หลิงก็ยังหามันไม่เจอนะ เพราะหลิงรู้สึกว่าความรักสำหรับตัวเองตอนนี้มันยังไม่ได้มีคำจำกัดความที่แน่นอน

 

 

ถ้าให้เลือกเมมเบอร์ใน 48TH (รวม BNK48) มาเล่นบทพระเอก MV เพลงนี้ โดยที่เราเป็นนางเอก แต่ละคนจะเลือกใครและเพราะอะไร

 

Lookked: หนูขอข้ามวงไปเลือกพระเอกจาก BNK48 ค่ะ! หนูอยากสนิทกับรุ่นน้องให้มากขึ้น แล้วก็เห็นว่าน้องอาหลีเป็นคนน่ารักมาก หนูอยากให้น้องอาหลีมาเป็นพระเอก MV ของหนูค่ะ

 

คือน้องอาหลีก็กำลังมาแรง มีคนถ่ายรูปเยอะมาก แล้วหนูก็ชอบเห็นรูปน้องขึ้นฟีด มันทำให้หนูหลงรักรอยยิ้มที่สดใสของน้อง เวลาเห็นน้องยิ้มแล้วรู้สึกอยากสัมผัสแก้มเลย (หัวเราะ) ถ้าได้เล่น MV ด้วยกัน หนูคงเป็นคนเขินเหมือนเดิมแน่ๆ แล้วถ้าน้องต้องเล่นเป็นพระเอกที่ยืนนิ่งๆ มองมาที่หนู แล้วจู่ๆ ยิ้มมาให้ หนูก็คงใจละลายแน่นอน น้องอาหลีเป็นคนที่ฮีลใจได้ดีมากค่ะ

 

LingLing: อยากเล่นกับพี่ฮูพค่ะ! จริงๆ แล้วพี่ฮูพเป็นคนสวยนะ แต่บางมุมหนูรู้สึกว่าเขามีความเท่อยู่ในตัวมากๆ เลยอยากเห็นพี่ฮูพในมุมเท่ๆ กับตาตัวเองสักครั้ง อยากให้พี่ฮูพมาเป็นพระเอก MV ของหนูบ้าง 

 

Champoo: ถ้าจะมองหาคนที่รู้สึกว่าเคมีน่าจะเข้ากับเรา หนูขอเลือกพี่เฟมค่ะ เพราะยังไม่เคยได้ทำงานด้วยกันในมุมของ MV เลย แต่เห็นแฟนๆ ชอบเอาคลิป (แชมพู-เฟม) ไปตัดต่อกันเยอะมาก เลยคิดว่าถ้าได้ลองจริงๆ ก็โอเคนะ (หัวเราะ)

 

Nenie: อันนี้หนูหวีดมาสักพักแล้วนะ แต่ไม่รู้ว่าน้องรู้ตัวไหม คนนั้นก็คือน้องพิมค่ะ! ช่วงหลังมานี้รู้สึกว่าน้องพิม หล่อมาก เท่มาก มีเสน่ห์สุดๆ โดยเฉพาะเวลาที่ขึ้นสเตจกับเพลงที่จะโชว์ความหล่อของน้อง หนูก็ตกหลุมรักเลย รักแรกพบของหนูก็คือท่านั่งน้องค่ะ คือน้องนั่งเท่มาก เวลาหนูหันไปมองแล้วรู้สึก เฮ้ย น้องน่ารักมาก แล้วน้องก็เป็นคนที่ใส่ใจคนอื่นเก่งด้วย

 

ตอนที่เคยเป็นเซ็นเตอร์คู่กัน หนูยังมองน้องเป็นเด็กอยู่เลยนะ แต่พอน้องโตขึ้น น้องมีออร่าของความหล่อ ความเท่ ตกหลุมรักอะ อยู่ด้วยกันมาตั้งนาน แต่เพิ่งมาตกหลุมรักเสียอย่างนั้น ทำไมก็ไม่รู้เนอะ (หัวเราะ)

 

 

คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ได้จากการบอกความรู้สึกหรือความห่วงใยกับใครสักคน

 

LingLing: สำหรับหลิง การบอกความรู้สึกออกไปเป็นสิ่งที่ดีค่ะ ถึงแม้ตัวหลิงเองจะเป็นคนคิดเยอะ คิดอยู่ตลอดว่าคำบางคำเราควรพูดออกไปไหม? แต่ถ้ามีใครมาบอกความรู้สึกดีๆ กับเรา เราก็จะรู้สึกดีมากๆ เลยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่มีค่ามากๆ

 

แม้ว่าหลิงยังไม่ค่อยรู้วิธีการบอกความในใจของตัวเองมากนัก แต่หลิงคิดว่าแค่เรากล้าที่จะพูดออกไป มันก็ดีแล้ว เพราะสุดท้ายมันคือการส่งต่อพลังงานดีๆ ให้กัน และมันก็อาจจะทำให้ใครสักคนได้รับความรู้สึกดีๆ กลับไปด้วย

 

Lookked: โดยปกติแล้ว เวลาหนูเห็นเพื่อนไม่สบายใจ หนูจะไม่ถามตรงๆ ว่า ‘เป็นอะไรไหม?’ หรือพยายามเซ้าซี้ เพราะกลัวว่าจะเป็นการตอกย้ำความรู้สึกของเขา ถ้าเขาสบายใจ หรือสามารถฮีลใจตัวเองได้ หนูก็จะดูสถานการณ์ก่อน แล้วค่อยชวนไปกินข้าว ไปเดินเล่นด้วยกัน

 

แต่ถ้าพูดถึงการบอกรัก ไม่ว่าจะเป็น ความรักแบบเพื่อน หรือความรักในรูปแบบอื่นๆ เอาจริงๆ เราก็กลัวความผิดหวังแหละ แต่ถ้าเลือกได้หนูจะเลือกพูดความรู้สึกออกไปมากกว่า โอเค มันไม่ได้สมหวังตามที่เราคาดหวังไว้ เราก็คงจะเสียใจ แต่คิดว่าถ้าเรามัวแต่เก็บไว้ในใจคนเดียว มันจะดูอึดอัด เลยคิดว่ายอมพูดออกไปตรงๆ เป็นการปลดล็อกความรู้สึกของตัวเอง และบางทีเราอาจจะได้มิตรภาพดีๆ กลับมาด้วย

 

Nenie: สำหรับหนู หนูคิดว่าการบอกความรู้สึกออกไปเป็นเรื่องที่ดีค่ะ เพราะปกติหนูเป็นคน ปากแข็ง ไม่ค่อยขี้อ้อน เวลาจะพูดคำว่า ‘รัก’ ก็มักจะรู้สึกเขินมากๆ หนูเลยเลือกที่จะแสดงออกทางการกระทำแทน เช่น การใส่ใจดูแลคนที่เรารัก

 

แต่เวลาที่เรารู้ว่ามีใครสักคนรักเราหรือให้ความรักเรากลับมา หนูจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษและมันทำให้เราอยากมอบความรักกลับไปให้เขาด้วย หนูเป็นคนที่ ชอบคนที่รักเรา หนูจะกล้าพูดสิ่งที่รู้สึกก็ต่อเมื่อเห็นว่าคนคนนั้น ให้ความรักหนูมากแค่ไหน

 

Champoo: สำหรับหนูการบอกความรู้สึกจะขึ้นอยู่กับกลุ่มคนที่เราพูดด้วยค่ะ ถ้าเป็นแฟนคลับ หนูก็อยากจะบอกความรู้สึกดีๆ กลับไป เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าอีกกี่ครั้งที่เราจะมีโอกาสบอกพวกเขาว่า ‘เรารักพวกเขานะ’ หรือขอบคุณที่คอยซัพพอร์ตเรา ถ้ามีโอกาสได้บอก หนูก็อยากจะพูดออกไปจากใจจริงๆ

 

เพราะช่วงแรกๆ ที่อยู่ในวงหนูก็ไม่แน่ใจว่า เราจะรักคนกลุ่มหนึ่งที่เราไม่เคยรู้จักได้ยังไง? แต่พอเวลาผ่านไป เราได้ใช้เวลาร่วมกัน ได้ผูกพันกันมากขึ้น หนูถึงได้รู้ว่าเรารักแฟนคลับจริงๆ และทุกครั้งที่หนูบอกว่า ‘รักนะ’ มันออกมาจากความรู้สึกของหนูจริงๆ

 

แต่ถ้าเป็นกับเพื่อนพี่ในวง หนูก็บอกตลอดนะ (หัวเราะ) เพราะว่าหนูเป็นคนที่ชอบฟังคำพูดดีๆ อยู่แล้ว ถ้าได้รับคำพูดดีๆ มา หนูก็อยากจะบอกออกไปให้คนอื่นรู้เหมือนกัน บางทีอาจจะติดเล่นบ้าง แต่จริงๆ ก็คือรักกันจริงๆ ค่ะ หรือถ้าหนูไม่ได้พูดออกไป หนูก็จะแสดงออกด้วยการใส่ใจ เทกแคร์ อยากดูแลคนที่หนูรัก เพราะสำหรับหนู ถ้ารักใครสักคน หนูก็อยากจะดูแลเขาให้ดีที่สุดค่ะ

 

ความรัก CGM48: 4 สาวสมาชิกลูกเกด แชมพู หลิงหลิง และนีนี่ เปิดใจเรื่องความรักในมุมมองของพวกเธอ

 

ประสบการณ์ที่ความรักทำให้เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองไปแบบไหนบ้าง

 

Nenie: ความรักทำให้หนูอยากดูดีขึ้นในสายตาเขา อยากเริ่มหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น เช่น ไปทำทรีตเมนต์หน้า ออกกำลังกาย พยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น หนูรู้สึกว่าความรักเป็นพลังอย่างหนึ่งที่ผลักดันให้เราพัฒนาตัวเอง ให้กลายเป็นเวอร์ชันที่ดีขึ้นค่ะ

 

Lookked: หนูคิดเหมือนนีนี่เลยค่ะ ความรักทำให้เราอยากดูแลตัวเองมากขึ้นในทุกๆ ด้าน ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตา แต่รวมถึงทักษะและความสามารถด้วย เช่น ตอนนี้หนูได้รับหน้าที่กัปตันที่ต้องใช้การพูดสื่อสารมากขึ้น หนูก็ต้องฝึกฝนให้มั่นใจขึ้น เพื่อให้คนที่ติดตามเราเห็นว่าเราพัฒนาขึ้นจากแต่ก่อนมาก

 

ถ้าเรามีกลุ่มคนที่คอยส่งพลังบวกให้เรา เห็นว่าเราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่น แฟนคลับ หนูรู้สึกว่ามันเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เราอยากเก่งขึ้นไปอีก ทุกๆ คำชมเล็กๆ น้อยๆ เช่น ‘ลูกเกดพูดเก่งขึ้นนะ’ หรือ ‘เต้นดีขึ้นมากเลย’ มันเป็นพลังใจที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับเรา และยิ่งได้รับพลังใจที่ดี ทำให้หนูยิ่งอยากพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ

 

Champoo: หนูรู้สึกว่าตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนนี้ ความรักอยู่รอบตัวเราตลอด ไม่ว่าจะเป็นการถูกรักจากครอบครัว หรือการถูกใส่ใจจากคนรอบข้าง เช่น เวลาที่เรานั่งอยู่เฉยๆ แล้วมีคนเอาพัดลมมาให้เพราะเห็นว่าเราร้อน บางทีเราชินกับสิ่งเหล่านี้จนไม่รู้ตัว แต่นั่นก็คือ ความรัก ที่เราได้รับมาโดยตลอด

 

หนูคิดว่าความรักทำให้เราเป็นตัวเราในทุกวันนี้ แม้บางครั้งที่เราจะหลงลืมที่จะรักตัวเอง แต่การได้รับความรักจากใครสักคนหรือกลุ่มคน โดยเฉพาะแฟนคลับ มันทำให้เรากลับมามองตัวเองใหม่อีกครั้งว่าทำไมเราถึงไม่รักตัวเองล่ะ? คนอื่นยังรักเรา แล้วเราทำไมถึงจะไม่รักตัวเองล่ะ?

 

ความรักเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงเราให้เติบโตขึ้นในทุกๆ วัน ถ้าคนคนหนึ่งได้รับความรักที่ดี มันจะช่วยให้เขามีพลังในการใช้ชีวิตและเดินหน้าต่อไปได้ และหนูก็เชื่อว่าทุกคนเหมาะสมที่จะได้รับความรักที่ดีเสมอ

 

LingLing: พลังของความรักทำให้หลิงเปลี่ยนไปเยอะมากเลยค่ะ หลิงเป็นคนที่ชอบทำให้คนที่เรารักรู้สึกภูมิใจ เช่น ครอบครัว หรือแฟนคลับ มันกลายเป็นแรงผลักดันให้หลิงพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

 

ตั้งแต่การได้มายืนเป็นไอดอล หรือการไปเรียนนิติศาสตร์ หรือแม้แต่การลองทำอะไรใหม่ๆ ที่บางอย่างเราอาจไม่ได้อยากทำตั้งแต่แรก แต่เมื่อได้ลงมือทำจริงๆ เรากลับค้นพบว่าพลังแห่งความรักจากคนรอบตัว มันมีผลกับเรามาก มันทำให้เราอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นความรักจากครอบครัว หรือจากแฟนคลับ หลิงรู้สึกว่ามันเป็นแรงผลักดันสำคัญที่เปลี่ยนให้หลิงเป็น หลิงในเวอร์ชันที่ดีขึ้นค่ะ

 

 

ถ้าเราเป็นแฟนคลับของตัวเอง คิดว่าเรากำลังหลงรักอะไรในตัวผู้หญิงคนนี้

 

Champoo: หนูชอบตัวเองในเรื่องความเป็นธรรมชาติ ตอนเด็กๆ หนูเคยตัดผมสั้นหน้าม้า ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมาก แต่พอโตขึ้นก็เริ่มเข้าใจว่าตัวเองเหมาะกับอะไร ไม่ว่าจะเป็นทรงผม หรือรอยยิ้มแบบไหนที่เป็นตัวเราจริงๆ ซึ่งทุกอย่างค่อยๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

 

หนูรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวของตัวเองแบบนี้มาตลอดและอยากให้ตัวเองพัฒนาไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังคงเป็นตัวเองที่รักและภูมิใจในสิ่งที่เป็น โดยไม่ต้องพยายามเปลี่ยนแปลงอะไรเพื่อให้ถูกใจใคร เลยรู้สึกว่าหลงรักตัวเองด้านความเป็นธรรมชาติ แล้วก็ไม่หลงลืมตัวตนของตัวเอง

 

Nenie: บางทีหนูรู้สึกว่าแฟนคลับ รู้จักหนูดีกว่าที่หนูรู้จักตัวเองด้วยซ้ำ (หัวเราะ) แต่พอฟังจากคนรอบข้าง ก็รู้สึกว่าหนูเป็นคนที่สามารถทำให้คนรอบข้างยิ้มและหัวเราะได้ อย่างเช่น เวลาเพื่อนเศร้าอยู่ แค่เขามองหน้าหนู เขาก็ตลกแล้ว! เพื่อนๆ มักจะบอกว่า ‘เวลาอยู่กับหนูแล้วสนุก’ หรือ ‘อยู่ด้วยแล้วไม่ค่อยเครียด’ หนูชอบที่ตัวเองเป็นคนตลก และสามารถสร้างพลังบวกให้คนรอบข้างได้

 

อีกอย่างคือ หนูไม่ค่อยทำให้คนอื่นเครียดตาม แม้แต่เวลาที่ตัวเองเศร้า หนูก็ไม่ค่อยแสดงออกมากนัก จะพยายามแสดงพลังด้านบวกให้คนอื่นเห็นมากกว่า

 

LingLing: หลิงจะรักผู้หญิงคนนี้ เพราะว่าหลิงกล้าลงมือทำให้สิ่งที่รัก เป็นคนมีความตั้งใจสูง แน่วแน่ กับโอกาสหรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย อาจจะมีมุมดื้อบ้าง (หัวเราะ) แต่ก็เป็นคนที่พร้อมจะทุ่มเทเต็มที่ และอีกอย่างหนึ่งเป็นคนสวยด้วยนะ! (ยิ้ม) หลิงคิดว่าทั้งหมดนี้คือเสน่ห์ของตัวเองค่ะ

 

Lookked: หนูคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ ไม่ค่อยรักตัวเองเท่าไร เพราะชอบคิดมากกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทุกเรื่อง ตั้งมาตรฐานให้ตัวเองสูงมาก ทุกงานที่ทำต้องออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด จนบางครั้งก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรารักตัวเองน้อยลงหรือเปล่านะ? 

 

แต่สิ่งที่คอยเติมพลังใจให้หนูเสมอก็คือกำลังใจจากแฟนคลับที่บอกว่า ‘ทุกคนรักลูกเกดที่เป็นลูกเกด’ นั่นทำให้หนูรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า และทำให้หนูอยากเป็นตัวเองให้ดีที่สุด

 

อีกมุมหนึ่งที่หนูเพิ่งสังเกตจากการใช้ชีวิตกับเพื่อนๆ ที่มีพลังเยอะๆ คือการได้ออกมาเต้นกันแบบบ้าๆ บอๆ (หัวเราะ) มันทำให้หนูมองเห็นตัวเองว่าแม่เราจะดูโตก็จริง แต่ในจิตใจเรายังมีความสดใส มีความตลกที่หนูก็รักตัวเองในมุมนั้นนะ

 

เพียงแต่เวลานี้เราเป็นกัปตัน บางครั้งหน้าที่ตรงนี้ก็มาพร้อมกับความกดดัน จนบางที่ก็คิดนะว่าเราเผลอไปเครียดใส่เพื่อนบ้างหรือเปล่า แต่สุดท้าย หนูก็คิดว่าทุกคนเข้าใจ หนูเองก็พยายามกลับมาเป็น ลูกเกดที่สดใสขึ้น ทิ้งเรื่องเครียดไปบ้าง เพื่อให้ตัวเองเป็นตัวเองที่ดีที่สุดค่ะ โดยรวมคิดว่าหนูรักลูกเกดที่เป็นคนใส่ใจและทุ่มเทให้กับงานมากๆ ค่ะ

 

 

มีคำขอบคุณถึงตัวเองไหม? ที่ฝ่าฟันอุปสรรคและเรื่องราวต่างๆ มาถึงตรงนี้

 

Champoo: ช่วงนี้หนูรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมากๆ เลยค่ะ รู้สึกว่าตัวเองกลับมาสดใสจากข้างในจริงๆ เวลาทำงานก็ยิ้มออกมาบ่อยๆ จนบางครั้งก็แอบตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘เราไม่ได้ยิ้มแบบนี้มานานเท่าไรแล้วนะ?’ หนูดีใจมากที่ตัวเองเข้มแข็งขึ้นในหลายๆ เรื่อง และขอบคุณตัวเองที่พยายามหาความสุขกลับมาให้ตัวเอง

 

หนูรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองสามารถบาลานซ์ความสุข-ความเศร้า หรือความผิดหวังต่างๆ ได้ดีขึ้น ขอบคุณที่เติบโตขึ้นจนถึงวันนี้ และขอให้ตัวเองมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่ลดน้อยลงก็พอ

 

Lookked: หนูไม่ค่อยได้ขอบคุณตัวเองเลย เพราะปกติจะมัวแต่ห่วงเรื่องอื่นๆ มากกว่าดูแลตัวเอง แต่พอได้มีโอกาสพูดตรงนี้ ก็อยากจะบอกตัวเองว่ากว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ มันยากมากนะ! ตอนแรกเข้าวงมาเพราะชอบร้องและเต้นเฉยๆ ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เป็นกัปตัน หรือได้เป็นเซ็นเตอร์

 

แต่พอได้ทำตรงนี้ หนูคิดว่ามันเป็นการเริ่มต้นใหม่ของชีวิต และพยายามไม่กดดันตัวเองมากเกินไป ขอบคุณตัวเองที่ยังสามารถรับมือกับหลายๆ สิ่งได้ดี ถึงแม้ว่ายังต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะจากเพื่อนๆ และผู้ใหญ่ในวงก็ตาม

 

ขอบคุณตัวเองที่ยังมีความสดใสอยู่ อยากให้รักษาสิ่งนี้ต่อไป ขอให้นอนเยอะๆ ไม่ต้องเครียดเรื่องงานมาก ปล่อยมันไปบ้าง เธอเก่งมากนะลูกเกด!

 

Nenie: หนูอยากขอบคุณตัวเองที่เติบโตขึ้นค่ะ รู้สึกว่าผ่านอะไรมาเยอะมาก โดยเฉพาะความผิดหวัง ที่เจอมาแทบจะทุกรูปแบบ แต่ก่อนหนูไม่ได้เป็นคนที่ถูกเลือกให้ทำอะไรเท่าไร แต่หนูก็ค่อยๆ พัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ ด้วยแพสชันที่มีอยู่ข้างใน และคอยผลักดันตัวเองจนมาถึงจุดนี้

 

ทุกอย่างเริ่มจากศูนย์ แล้วหนูก็ค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมา หนูเชื่อว่าแฟนคลับก็คงได้เห็นหนูเติบโตไปพร้อมๆ กับที่หนูเห็นตัวเอง ขอบคุณตัวเองที่ไม่ยอมแพ้ ขอบคุณที่มีความมั่นใจมากขึ้น พยายามปล่อยวางมากขึ้น แม้บางครั้งจะยังมีมุมที่ต้องไปร้องไห้คนเดียวก็ตาม

 

จากนี้ไป หนูจะตั้งใจทำตามความฝันของตัวเองให้เต็มที่ และจะใช้ทุกช่วงเวลาตรงนี้ให้คุ้มค่าที่สุด เพื่อผลักดันตัวเองไปถึงจุดที่ฝันไว้ ขอบคุณตัวเองที่ทำงานหนักมาตลอดนะ!

 

LingLing: ขอบคุณตัวเองที่อดทนค่ะ รู้สึกว่าอดทนเก่งขึ้นมากๆ เพราะเดิมทีหนูเป็นลูกคนเล็ก ไม่ค่อยต้องอดทนกับอะไรขนาดนี้ แต่พอมาอยู่ที่นี่ เราต้องดูแลตัวเอง ต้องอยู่ตัวคนเดียว แถมยังเป็นพี่ใหญ่ของรุ่น 3 ด้วย เลยต้องทำในสิ่งที่ลูกคนเล็กแบบหนูไม่ค่อยได้ทำ

 

จากที่เคยเป็นคนขี้งอแงมาก ตอนนี้ก็แทบจะไม่งอแงแล้ว (หัวเราะ) หนูคิดว่าตัวเอง อดทนกับทุกอย่างมากขึ้น อดทนอย่างมีความสุขด้วย เพราะสุดท้ายแล้ว เราก็ยังได้ทำสิ่งที่รัก

 

ขอบคุณตัวเองที่ยังมีความสุขอยู่ตรงนี้ และขอให้ตัวเองมีความสุขแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ขอบคุณที่อดทนจนได้เป็น เซ็มบัตสึ ดีใจที่วันนี้มีคนเห็นเรามากขึ้นแล้ว และอยากให้คนเห็นเราเยอะขึ้นต่อไปเรื่อยๆ

 

ฟังเพลง Totsuzen Do Love Me! – โทษทีนะ…รักกันได้ไหม?: CGM48

 

The post สำรวจหัวใจ 4 สาว CGM48 กับนิยาม ‘ความรัก’ ในแบบฉบับของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
CGM48 กับเรื่องราวการเดินทางตลอดปี 2024 https://thestandard.co/cgm48-journey-2024/ Mon, 30 Dec 2024 10:30:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1025377 cgm48-journey-2024

ถัดจากเรื่องราวการเดินทางของ BNK48   CGM48 วงไอดอล […]

The post CGM48 กับเรื่องราวการเดินทางตลอดปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
cgm48-journey-2024

ถัดจากเรื่องราวการเดินทางของ BNK48

 

CGM48 วงไอดอลสาวแดนเหนือจากจังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้สังกัด Independent Artist Management (iAM) เป็นอีกวงที่ผลิตผลงาน กิจกรรม และเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตลอดปี 2024 ที่ผ่านมา

 

THE STANDARD POP ถือโอกาสรวบรวมเรื่องราวตลอดปี 2024 ของ CGM48 มาให้แฟนๆ ได้ย้อนความทรงจำกันอีกครั้ง เพื่อดูว่าตลอดปีที่ผ่านมาวงไอดอลนี้มีเพลงและกิจกรรมอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง

 

หมายเหตุ: อัปเดตข้อมูลเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2024

 

ภาพ: CGM48

 

INFO CGM48

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

 

The post CGM48 กับเรื่องราวการเดินทางตลอดปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE INTERVIEW: Izurina CGM48 บันทึกการเดินทาง 14 ปีของเด็กสาวจากไซตามะ สู่ตำนาน 48 Group https://thestandard.co/izurina-cgm48-saitama-to-48-group/ Fri, 29 Nov 2024 09:31:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1014278 Izurina CGM48

“ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าเราจะมาไกล (14 ปี) แค่เราอยากทำหน […]

The post THE INTERVIEW: Izurina CGM48 บันทึกการเดินทาง 14 ปีของเด็กสาวจากไซตามะ สู่ตำนาน 48 Group appeared first on THE STANDARD.

]]>
Izurina CGM48

“ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าเราจะมาไกล (14 ปี) แค่เราอยากทำหน้าที่ของเราในทุกๆ วันให้ดีที่สุด”

 

รินะ อิซึตะ หรือ อิซึรินะ เมมเบอร์และชิไฮนินคนเก่งแห่งวง CGM48 อธิบายความรู้สึกก่อนที่เธอจะแกรด (จบการศึกษา) ออกจากวงหลังวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้

 

THE STANDARD POP มีโอกาสพูดคุยกับอิซึรินะในช่วงโค้งสุดท้ายของการเป็นไอดอล ก่อนปิดฉากเส้นทางนี้ที่เธอยึดถือเอาไว้เป็นเวลากว่า 14 ปี 

 

พร้อมนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาทบทวนความทรงจำและความรู้สึกในช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิต ตั้งแต่วันที่เป็นเด็กสาวธรรมดาๆ ที่รักในการเต้นคนหนึ่ง จนนำมาสู่การเป็นตำนานของวงไอดอลแห่ง 48 Group 

 

 

การเดินทางของเด็กสาวจากไซตามะ

 

“ชีวิตในวัยเด็กของรินะเป็นแบบไหนเหรอน่ะเหรอ…”

 

เธอหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าออกมาเสมือนทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

 

“รินะเป็นคนที่ชื่นชอบการเต้นมาก จำได้ว่าเรียนเต้นตั้งแต่ตอนอายุ 11-12 ขวบ โดยมีน้องสาวเข้าไปเรียนก่อน แล้วตัวรินะค่อยตามเข้าไป ตอนนั้นรินะเป็นเด็กชอบทำกิจกรรม ชมรมเต้นคือสิ่งที่โปรดปรานสำหรับรินะมาก

 

“แต่ในเวลาเดียวกันน้องสาวของรินะเป็นคนที่ทั้งเต้นและเรียนเก่งกว่ารินะมากๆ แต่ติดนิดเดียวตรงที่น้องสาวจะออกแนวเกเร ติดดื้อไปหน่อย (หัวเราะ) ส่วนตัวของรินะคนจะมองเราเป็นคนที่นิสัยดีกว่า เป็นคนเฟรนด์ลีกับทุกคน เป็นเด็กน้อยสดใสสมวัยปกติทั่วไป แต่ยอมรับว่าเคยมีช่วงเวลาที่แอบน้อยใจน้องสาวบ้าง เพราะเรื่องการเต้นเราไม่เคยชนะน้องสาวเลย” 

 

นั่นคือชีวิตในวัยเด็กช่วงมัธยมต้นของรินะ ชีวิตที่ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าการเข้าเรียนหนังสือและเรียนเต้นตามประสาเด็กทั่วไป เธอทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนสิ่งที่เธอชอบเริ่มพาเธอไปรู้จักกับโลกใบใหม่ที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล

 

เพลงจาก AKB48 ที่เต้นครั้งแรกคือ Aitakatta

 

ช่วงเวลานั้น AKB48 ถือเป็นวงไอดอลที่โด่งดังมากๆ ในญี่ปุ่น และเป็นครั้งแรกๆ ที่เธอได้รู้จักและเริ่มเต้นเพลงของ AKB48

 

รินะเล่าว่าตอนอยู่ ม.2 เธอได้รับมอบหมายให้ทำกิจกรรมของโรงเรียน นั่นคืองานอำลารุ่นพี่ ม.3 ที่กำลังจะจบการศึกษาจากโรงเรียน ซึ่งเป็นเหมือนธรรมเนียมที่ทำเพื่อขอบคุณรุ่นพี่ที่คอยดูแลกันมา

 

ระหว่างนั้นเธอและเพื่อนๆ ก็นั่งคิดกันว่าจะทำอะไรให้กับรุ่นพี่ จนเธอไปรู้ข้อมูลสำคัญมา 1 อย่างว่ารุ่นพี่ของเธอชอบวง AKB48 นั่นจึงทำให้เธอกับเพื่อนๆ เลยตกลงกันว่าจะเต้นเพลงของ AKB48 อย่าง Aitakatta เป็นของขวัญอำลารุ่นพี่

 

“พวกเราก็ไปซ้อมแกะท่าเต้นเพลง Aitakatta จาก YouTube กันมา และงานเต้นครั้งนี้คุณครูก็เลือกรินะให้เป็นเซ็นเตอร์หรือลีดเดอร์ของกิจกรรมนี้ ก็รู้สึกตกใจมาก เพราะตั้งแต่ตอนเรียนเต้นจากข้างนอกหรืองานโรงเรียน รินะไม่เคยมายืนเซ็นเตอร์อยู่ข้างหน้าเลย เพราะอย่างที่เคยบอกไปว่าน้องสาวเต้นเก่งกว่า ก็จะได้อยู่ข้างหน้าเรามาตลอด

 

“รินะยังจำความรู้สึกนั้นได้เลย มันเป็นการซ้อมที่สนุกมาก เพลง Aitakatta ก็เป็นเพลงที่เต้นสนุกด้วย และช่วงที่เราซ้อม Aitakatta เพลงอื่นๆ ของวงก็ขึ้นมาให้ฟังอีกหลายเพลง เลยเป็นจุดที่ทำให้เริ่มสนใจ AKB48”

 

หลังงานแสดงอำลา ตามธรรมเนียมจะมีรุ่นพี่ที่เขียนจดหมายมาติดบอร์ดในโรงเรียนเพื่อขอบคุณกิจกรรมที่รุ่นน้องทำให้ และหนึ่งในจดหมายนั้นมีข้อความที่ทำให้รินะถึงกับยิ้มไม่หุบไปตลอดทั้งวัน คือคำชื่นชมจากรุ่นพี่เกี่ยวกับทักษะการเต้นที่เธอโชว์เพอร์ฟอร์แมนซ์ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ รวมถึงคนอื่นๆ ในโรงเรียนก็เริ่มพูดถึงทักษะการเต้นที่เธอเป็นเซ็นเตอร์ในงานเต้นวันนั้นด้วย 

 

Izurina CGM48

 

10 นาทีสุดท้ายที่เปลี่ยนชีวิตอิซึรินะไปตลอดกาล

 

จากงานโรงเรียนวันนั้นทำให้รินะดีใจเป็นอย่างมาก จนต้องหอบความประทับใจไปบอกคุณแม่และเริ่มศึกษาว่าแท้จริงแล้วเจ้าของเพลง Aitakatta อย่าง AKB48 ที่เธอนำมาเต้นคือวงอะไรกันแน่

 

ปรากฏว่าบนหน้าเว็บไซต์ของ AKB48 ที่เธอและแม่กำลังเปิดอยู่นั้นเป็นช่วงที่วงกำลังเปิดรับสมัครสมาชิกรุ่นที่ 10 และอีกเพียง 10 นาทีก่อนที่เวลาการเปิดรับสมัครออดิชันจะปิดลง

 

คุณแม่ที่เห็นแบบนั้นก็หันมามองรินะด้วยสายที่มาพร้อมคำถามกลายๆ ว่า รินะสนใจสมัครหรือเปล่า และแน่นอนว่าเธอตอบตกลงสมัครไปในทันที!

 

“ตอนนั้นรินะสมัครไปแบบที่เราเองก็ไม่เคยออดิชันที่ไหนมาก่อนด้วย และตอนนั้นน่าจะเป็นการสมัครที่ยากมาก เพราะมีคนสมัคร 3-4 หมื่นกว่าคน แต่ด้วยความเป็นเด็กเลยไม่ได้คิดมากขนาดนั้น (หัวเราะ) สุดท้ายก็มีคนติดต่อมาว่าผ่านรอบแรกแล้ว เราก็ต้องไปออดิชันรอบ 2 ต่อหน้ากรรมการ

 

“จำได้ว่ารอบ 2 กรรมการก็ยิงคำถามปกติทั่วไป แต่ที่น่าแปลกใจคือตอนนั้นมันมีแต่การถาม-ตอบ พูดคุยปกติ ไม่มีคิวให้มาร้องเพลงหรือเต้นเลย ก็มีแอบคิดในใจว่าที่เขาให้ทำแค่นี้หมายความว่าเราจะไม่ติดหรือเปล่า? ตอนนั้นรินะเลยไม่ได้คาดหวังแล้ว ถือว่าได้มาลองดูเฉยๆ”

 

ทว่าไม่นานหลังจากตอบคำถามรอบ 2 เธอก็มีชื่อติดอยู่ในลิสต์ที่ได้ผ่านเข้าสู่รอบ Final แต่ถึงอย่างนั้นก็มีสิ่งที่ทำให้เธอดีใจได้ไม่เต็มที่ เมื่อทีมงานให้ข้อมูลการเตรียมตัวสำหรับรอบสุดท้าย เพราะนอกจากเธอจะต้องเต้น (ซึ่งเป็นสิ่งที่ถนัดอยู่แล้ว) เธอก็ยังต้องร้องเพลงด้วย รินะบอกว่ามันยากสำหรับเธอมากในตอนนั้น 

 

“รินะไม่ค่อยมีความมั่นใจในการร้องเพลงเลย เพราะชีวิตหลังเลิกเรียนของเราคือเรียนเสร็จกลับบ้านเลย ไม่ได้รวมตัวกับเพื่อนไปร้องเพลงคาราโอเกะเหมือนคนอื่นๆ เต็มที่คือเปิดเพลงจากโทรศัพท์แล้วร้องตามเท่านั้นเลย

 

“จากนั้นเราพยายามฝึกร้องเพลงนะ เราหาเพลงของ AKB48 เพื่อจะมาฝึกร้อง ซึ่งเพลงที่เราฟังแล้วชอบมากที่สุดคือ Iiwake Maybe เลยตัดสินใจเลือกเพลงนี้มาออดิชันรอบสุดท้าย ส่วนการเต้นรินะเลือกเป็น Oogoe Diamond

 

“แต่ในความน่าตื่นเต้นนั้น สำหรับรินะถือว่ามีความโชคดีอยู่ไม่น้อย เพราะการเต้นออดิชันรอบนั้นถือเป็นประตูบานแรกของรอบ Final หรือพูดง่ายๆ ถ้าใครไม่ผ่านการเต้นจะมีโอกาสน้อยมากที่จะเข้าสู่รอบโชว์พลังเสียงร้องเพลงต่อไป 

 

“นับเป็นโชคดีของรินะมากที่เขาให้เต้นก่อน (หัวเราะ) เพราะถ้าร้องเพลงก่อนอาจไม่ได้เข้ารอบแน่ๆ แต่รินะก็รวบรวมความกล้าแล้วเข้าไปร้องเพลงแบบเน้นให้สนุกไปกับเพลงให้มากที่สุด แล้ววันนั้นโปรดิวเซอร์อากิโมโตะซังที่อยู่ในห้องออดิชันก็ถามว่าทำไมถึงเลือกเพลงนี้ รินะก็ตอบตรงว่าๆ เพราะเป็นที่เพลงความหมายดีและไพเราะด้วย”

 

ผลสุดท้ายในวันเดียวกันของการออดิชันรอบ Final รินะมีชื่อติดอยู่ในกลุ่มประมาณ 20 คนที่ผ่านออดิชันเพื่อเข้าไปเป็นแคนดิเดตรุ่น 10 (แต่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกของ AKB48 อย่างเป็นทางการ) 

 

“หลังผ่านเข้ามาเป็นแคนดิเดต ทางวงก็มีงานของรุ่นพี่ให้เราได้ลองขึ้นไปเป็นแดนเซอร์ให้รุ่นพี่ในเธียเตอร์ ก่อนจะมีการสอบภายในอีกครั้ง แล้วก็เหลือประมาณ 10 คนที่ได้มาเป็น AKB48 รุ่น 10”

 

ภาพ: Izurina CGM48 / Facebook

 

เด็กคนนี้คือใคร? การปรากฏตัวครั้งแรกของรินะต่อหน้าแฟนคลับ

 

ถึงตอนนี้การออดิชันจะเป็นเพียงสงครามด่านแรกของรินะที่เวลานั้นมีอายุได้เพียง 13 ปี

 

เพราะหลังจากสมาชิก AKB48 รุ่น 10 ตบเท้าเข้าสู่วงแบบไม่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ นั่นทำให้เหล่ารุ่น 10 ยังไม่มีพื้นที่ได้แนะนำตัวกับแฟนๆ หากแต่มีเพียงช่องทางเดียวคือการได้ขึ้นสเตจเธียเตอร์ไปเต้นต่อหน้าแฟนเพลง และถือโอกาสแนะนำชื่อให้แฟนๆ ได้รู้จักกัน

 

“ของรินะ (รุ่น 10) ไม่มีงานเปิดตัวด้วย ไม่มีโอกาสแนะนำตัวกับแฟนๆ พร้อมกันอย่างเป็นทางการ แต่ทุกคนจะมีสถานะเป็น Trainee (เด็กฝึกหรือเคงคิวเซ) ที่ต้องคอยฝึกร้องเพลงและท่าเต้นเพลงของสเตจ เรียกว่าถ้าใครพร้อมก็ขึ้นไปแสดงบนเธียเตอร์เลย”

 

เวลานั้นรินะและเพื่อนๆ ยังคงมุ่งมั่นฝึกซ้อมที่เบื้องหลังเวทีอย่างหนักหน่วง จนโอกาสวิ่งเข้าเธอแบบที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะทักษะการเต้นที่ดี เธอถูกชื่นชมเสมอว่าเป็นเมมเบอร์ที่จดจำท่าเต้นของวงได้เก่งสุดๆ จนเธอถูกยกให้เป็น Ace ประจำรุ่น 10 

 

“รินะได้รับเลือกให้ขึ้นเวทีเปิดตัวต่อหน้าแฟนๆ ที่เธียเตอร์แทนรุ่นพี่คนหนึ่งที่ติดภารกิจขึ้นทีมไม่ได้ และสุดท้ายเป็นรินะที่กลายเป็นคนแรกของรุ่นที่ได้ขึ้นสเตจวันนั้น แถมยังได้เป็นเซ็นเตอร์อีกด้วย

 

“สเตจนั้นรินะขึ้นไปเต้นและร้องเพลงแบบที่แฟนๆ ก็ยังไม่รู้ว่าเราคือใคร บางคนอาจจะคุ้นหน้าเราจากตอนเป็นแคนดิเดต แต่ก็ไม่มีใครทราบชื่อเรา จนได้แนะนำตัวกับทุกคนในสเตจวันนั้น แล้วก็เป็นจุดเริ่มที่ทำให้รินะมีแฟนคลับและเริ่มถูกจับตามองในฐานะสมาชิกคนใหม่ของ AKB48”

 

 

ชีวิตใน AKB48 ที่ไม่ง่าย แต่คำว่า ‘ยอมแพ้’ ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของรินะ

 

หลังเข้ามาเป็นสมาชิกวงในช่วงแรกๆ รินะเล่าให้ฟังว่าตัวเธอเองก็เป็นเหมือนกับเด็กสาวคนอื่นๆ ที่ต้องออกเดินทางตามหาตัวตนของตัวเองทันทีที่ชีวิตในวงการไอดอลเริ่มต้นขึ้น 

 

ไม่เท่านั้น ความจริงที่โหดร้ายของระบบ ‘เซ็มบัตสึ’ จากวงไอดอล 48 Group เริ่มสร้างบทเรียนและรอยน้ำตาให้กับตัวของรินะ เพราะในวันที่เธอได้รับการยกย่องว่าเป็นคนเก่งของรุ่น 10 แต่เธอกลับไม่เคยไปถึงการติดเซ็มเพลงหลักของวงเลยสักครั้ง เมื่อเงื่อนไข ‘ความนิยม’ เข้ามาเป็นตัวแปรด้วย

 

“การเป็นศิลปินไอดอลของ AKB48 ทุกคนจะอยู่ภายใต้ระบบ ‘เซ็มบัตสึ’ และตัวรินะไม่เคยติดสักครั้งเลยค่ะ รินะคือคนที่อยู่ระดับกลางๆ ไม่ได้เป็นคนที่มีความนิยมเยอะสักเท่าไร เคยติดแค่เพลงรอง เป็นเซ็นเตอร์เพลง Reborn ครั้งเดียว ส่วนการติดทีมสเตจรินะก็ใช้เวลานานกว่าเพื่อนคนอื่นด้วย บางคนเป็น Trainee 1 ปีก็ได้ติดทีม แต่รินะก็ใช้เวลา 2 ปีเพื่อขึ้นไปติดทีมหลัก

 

“ตอนนั้นรินะเป็นคนร้องไห้ง่ายมาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางมันเคยทำให้เรารู้สึกผิดหวังบ้าง แต่รินะไม่เคยยอมแพ้ต่อสิ่งที่ทำเลยนะ เพราะการเข้ามาอยู่ในวงนี้มันคือสิ่งที่เราชอบ อยากลงมือทำไปเรื่อยๆ แถมบางครั้งที่เราได้สเตจแทนรุ่นพี่ เราก็ได้รับคำชื่นชมกลับมาเสมอ

 

เรื่องการยอมแพ้จึงไม่เคยอยู่ในหัวของรินะ และไม่เคยมีวันไหนที่คิดอยากออกจากตรงนี้เลย 

 

“รินะคิดเสมอว่าต่อให้เราไปไม่ถึงเซ็มบัตสี แต่เราก็ยังมีพื้นที่ส่วนอื่นๆ ในวงเป็นของเราเองที่สามารถมอบความสุขและรอยยิ้มให้แฟนๆ ได้ไม่น้อยกว่าตำแหน่งไหนในวง

 

“รินะเลยไม่ยึดติดว่าต้องติดเซ็มและไปให้ถึงเซ็นเตอร์ขนาดนั้น ถ้าวันนี้ไม่ใช่วันของเรา เราก็แค่ต้องสู้ต่อไปและทำให้ดีขึ้นในโอกาสต่อไป”

 

Izurina CGM48

 

‘ทำหน้าที่ของตัวเอง-โฟกัสกับคนที่รักเรา’ เป้าหมายเดียวในชีวิตไอดอลของรินะ

 

เมื่อคุยกันมาถึงตรงนี้ เราจึงถามย้ำแบบตรงๆ ว่าตอนเข้าวงมาไม่มีเป้าหมายใหญ่ อย่างการก้าวขึ้นไปเป็นเซ็นเตอร์หรือยืนในตำแหน่งแถวหน้าของวงเลยเหรอ

 

“รินะไม่เคยคิดแบบนั้นเลย เต็มที่คืออยากได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ให้เราได้ทำงานกับวงเยอะๆ มากกว่า ถึงแม้ว่าตอนเราไปออกงานแล้วมีแฟนคลับ 1 จาก 100 คนมาหา หรือมีรินะเป็นโอชิ รินะก็อยากจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ทำให้แฟนๆ มีความสุข 

 

“แต่ถ้ามีคนมาแอนตี้เรา เขาแสดงออกว่าไม่ชอบเรา แล้วถ้าเรามัวแต่ไปโฟกัสกับคนที่ไม่ชอบเรา ฝั่งคนที่เขารักและซัพพอร์ตเราเขาจะรู้สึกอย่างไร ดังนั้นในช่วงชีวิตการเป็นไอดอลทำให้รินะอยากใช้เวลาไปกับแฟนๆ ที่รักเราดีกว่า”

 

นับแต่นั้นรินะเริ่มมีนิยามชีวิตในวงสั้นๆ ว่า ‘เริ่มอยู่ตัว’ บวกกับชีวิตไอดอลที่ทำให้เธอเข้าใจโลกแห่งความจริง เลือกใช้เวลาไปกับสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขอย่างการออกรายการวาไรตี้ AKBINGO! รายการที่ทำให้เธอปรากฏตัวทางจอทีวีแทบทุกสัปดาห์ จนกำเนิดสมญานาม ‘เจ้าแม่วาไรตี้’ เป็นจุดที่เริ่มมีคนจำหน้าได้และรู้จักมากขึ้น 

 

“การทำหน้าที่ในรายการทำให้รินะรู้สึกสบาย รู้สึกสนุกดี เป็นช่วงที่ชอบการใช้ชีวิตแบบไอดอลและควบคู่กับการเอ็นเตอร์เทนในรายการวาไรตี้ ทำให้ผู้คนหัวเราะและมีความสุข รินะเองก็ชอบมากๆ บางทีรินะก็เคยคิดนะว่าถ้าอยู่กับ AKB48 แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็น่าจะดีเหมือนกันนะ เพราะส่วนตัวชอบที่มาทำงานตรงนี้ด้วย”

 

ภาพ: JAPAN EXPO THAILAND

 

สวัสดีประเทศไทย ฉันชื่อ รินะ อิซึตะ ค่ะ

 

ชีวิตของรินะในการเป็นไอดอลของ AKB48 ไม่มีอะไรมากไปกว่าการติดเซ็มบัตสึเพลงรอง ขึ้นสเตจ ออกรายการวาไรตี้ และฝึกซ้อมอย่างมุ่งมั่นแบบที่เคยทำมา 

 

จนโอกาสใหญ่ครึ่งหนึ่งในชีวิตมาหารินะอีกครั้ง รอบนี้เธอได้มาออกอีเวนต์ในประเทศไทยอย่าง JAPAN EXPO THAILAND 2016 งานที่จะทำให้เธอได้ออกไปโชว์ศักยภาพต่างแดนเป็นครั้งแรกในชีวิต

 

“ตอนนั้นก็มีแอบคิดนะว่าผู้ใหญ่เขาเลือกเรามาทำไม (หัวเราะ) แทนที่จะเป็นเมมเบอร์ระดับท็อปคนอื่น เพราะคิดว่าถ้ามาเมืองไทยคงไม่มีใครรู้จักรินะแน่ๆ

 

“แต่พอมาถึงวันโชว์เราเห็นแฟนๆ ชูป้ายชื่อเราเชียร์อยู่ข้างล่างเวที ก็รู้สึกสับสนว่าทำไมเขารู้จักเราด้วยนะ? แถมยังร้องเพลง 365nichi no Kamihikouki, Koisuru Fortune Cookie ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้ด้วย เลยทำให้งานแรกของเราในเมืองไทยมันสนุก เอ็นจอย และประทับใจแฟนคลับที่ไทยมากๆ”

 

Izurina CGM48

ภาพ: Izurina CGM48 / Facebook

 

เพราะประทับใจเมืองไทย จึงตัดสินใจอำลา AKB48 เพื่อออกเดินทางครั้งใหม่กับ BNK48

 

ความประทับใจครั้งนั้นมันฝังอยู่ในความรู้สึกของรินะอย่างยาวนาน เรียกว่าตัวอยู่ญี่ปุ่น แต่ใจอยู่เมืองไทยแล้ว 

 

และตอนนั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เธอทราบข่าวการตั้งวง BNK48 เป็นวงน้องสาวที่เมืองไทย พร้อมไฮไลต์สำคัญอย่างการนำเมมเบอร์จาก AKB48 ไปอยู่กับวงที่เมืองไทยด้วย

 

“ตอนนั้นผู้ใหญ่ในวงมีการคุยกับเมมเบอร์รุ่นพี่คนอื่นๆ เกี่ยวกับการย้ายมาอยู่กับวง BNK48 ที่เมืองไทย ซึ่งตอนแรกไม่มีชื่อรินะในลิสต์เลย ทั้งที่เราเริ่มเกิดความรู้สึกสนใจงานนี้ (หัวเราะ) 

 

“จนวันที่มีการประกาศทางการว่า BNK48 จะถือกำเนิดในเมืองไทย บวกกับตอนนั้นยังไม่มีรุ่นพี่ตอบรับมาทำงานที่เมืองไทย แต่ตัวรินะเวลานั้นคือตื่นเต้นสุดๆ ในหัวคิดถึงแต่ภาพตอนที่เรามาขึ้นแสดงที่ไทย เราอยากทำให้คนไทยรู้จัก AKB48 มากขึ้น และคิดถึงแฟนคลับคนไทยด้วย อยากพบกับทุกคนอีกครั้ง เลยไปคุยปรึกษากับทีมงานที่ดูแลงานวงต่างประเทศถึงความเป็นไปได้ที่รินะจะมาทำงานในเมืองไทย”

 

เวลานั้นเลยกลายเป็นช่วงที่ทำให้เธอคิดหนักอย่างมาก เสมือนทางแยกของชีวิต ระหว่าง ‘ญี่ปุ่น’ กับ ‘เมืองไทย’ มาจ่ออยู่เบื้องหน้าของเธอ

 

ใจหนึ่งเธอก็รู้สึกโอเคกับสถานะที่เป็นอยู่ในวง AKB48 ทุกอย่างมันกำลังดีสำหรับเธอแล้วในตอนนั้น แล้วก็ไม่มีความคิดที่จะแกรดด้วย แต่อีกใจหนึ่งเธอก็มองว่ามันคือ ‘Now or Never’ แค่เธอจินตนาการภาพว่าจะได้มาทำงานในเมืองไทย ก็แทบจะทำให้เธอใจเต้นจนนอนไม่หลับเลย 

 

แม้ใช้เวลาอยู่นาน แต่ในที่สุดรินะก็ตอบตกลงเข้าร่วมเป็นสมาชิก BNK48 

 

“ตอนมางาน JAPAN EXPO THAILAND 2017 ซึ่งเป็นรอบ 2 ของรินะในการมาเมืองไทย ตอนนั้นรินะรู้ตัวแล้วว่าเราจะมาอยู่ BNK48 เพียงแต่ยังไม่ได้ประกาศออกมา พี่ๆ ในวง AKB48 ที่มาวันนั้นก็ไม่มีใครรู้ด้วย แล้วเป็นวันที่มีการเปิดตัว BNK48 รุ่น 1 พอดี

 

“ช่วงนั้นรินะก็เรียนภาษาไทยมาเล็กน้อย เอามาพูดกับแฟนคลับด้วย และวันนั้นรินะทิ้งคำใบ้กับทุกคนหลังจบโชว์ว่า ‘แล้วเจอกันใหม่นะ’ ฝั่งเมมเบอร์ BNK48 บางคนก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมเราถึงใช้คำว่าแล้วเจอกันใหม่ เหมือนจะได้เจอกันอีก ซึ่งเราจงใจสปอยล์ไว้ก่อน (หัวเราะ)”

 

เมื่อเราถามรินะว่าอะไรคือสิ่งที่เธอประทับใจในเมืองไทย เธอบอกว่าเธอชอบอาหารของเมืองไทยที่มีรสชาติอร่อย ชีวิตในกรุงเทพฯ ก็สนุกดี บรรยากาศคอนเสิร์ตก็สนุก 

 

และสำคัญคือเธอชอบที่ได้เห็นแฟนๆ เอ็นจอยไปกับโชว์ รวมถึงรอยยิ้มและเสียงเชียร์ที่แฟนคลับชาวไทยมอบให้ มันทำให้รู้สึกอบอุ่นและมีคุณค่ากับตัวเธอเองด้วย ทำให้ทุกครั้งที่บินกลับญี่ปุ่นไป เธอก็อยากกลับมาที่ไทยอีกรอบเสมอ นั่นจึงทำให้รินะตัดสินใจลองก้าวออกมาทำสิ่งที่ใจต้องการ อย่างเช่น การเข้ามาเป็นสมาชิก BNK48

 

วันที่ 13 เมษายน 2017 ในงาน KOJIMA FINAL COUNTDOWN 2nd Kojima Haruna「KOUKANDO BAKUAGE」รินะประกาศอำลา AKB48 ที่อยู่มานานกว่า 7 ปี เพื่อย้ายออกมาอยู่กับวง BNK48 ที่ประเทศไทย ก่อนมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา

 

 

การมาของรินะและปรากฏการณ์ ‘คุกกี้เสี่ยงทาย’ จุดประกายให้ BNK48 ดังเป็นพลุแตก

 

เดิมทีรินะประกาศเข้ามาอยู่ BNK48 ตอนช่วงซิงเกิลแรก Aitakatta (อยากจะได้พบเธอ) แต่ตอนนั้นด้วยภาระงานบางอย่างที่ทำอยู่กับ AKB48 ยังไม่เสร็จ ส่งผลให้รินะจะได้เข้ามาทำงานกับวงใหม่แบบเต็มตัวคือเพลง Koisuru Fortune Cookie (คุกกี้เสี่ยงทาย) ที่เธอได้ติดเซ็มบัตสึของ BNK48 ด้วย

 

“ตอนที่มาเป็น BNK48 วงก็มีเพลง Aitakatta (อยากจะได้พบเธอ) แล้วเป็นช่วงที่เราเคลียร์ตัวเองเพื่อมาทำงานเมืองไทย แล้วก็ได้ร่วมติดเซ็มบัตสึ Koisuru Fortune Cookie (คุกกี้เสี่ยงทาย) เพลงที่ก่อนหน้านั้นดังมากในญี่ปุ่น แต่ส่วนตัวยังไม่รู้ว่าคนไทยนิยมฟังเพลงแนวไหนกัน เลยพยายามเดินหน้าทำงานให้เต็มที่สมกับโอกาสเราได้รับมา”

 

หลังจากเพลง Koisuru Fortune Cookie (คุกกี้เสี่ยงทาย) เปิดตัวสู่คลื่นเพลงของเมืองไทยไม่นาน เพลงนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ศิลปินและประชาชนทั่วประเทศต่างพากันเต้นท่า ‘โอนิกิริ’ ความสนใจของผู้คนที่มีต่อ BNK48 เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ งานจับมือที่คนมาต่อแถวกันแบบยาวเหยียด สมาชิกได้ออกอีเวนต์กันแบบฉ่ำๆ เช่นเดียวกับตัวของรินะ ในฐานะเมมเบอร์จากญี่ปุ่นขนานแท้ ก็ได้รับความสนใจการเป็น BNK48 ด้วยเช่นกัน

 

“ตอนเพลงคุกกี้ดังขึ้นมาเรื่อยๆ รินะตกใจและดีใจมาก (หัวเราะ) เพราะไม่คิดว่าจะดังได้ขนาดนั้น เป็นช่วงแรกของชีวิตที่รินะได้ทำงานต่างประเทศ แล้วก็วุ่นวายมากๆ เวลาไปออกรายการต่างๆ ก็จะมีคนแบบ ‘โหหห มีคนญี่ปุ่นในวงด้วยเหรอ

 

“แต่รินะก็แอบเกรงใจด้วยที่มีคนให้ความสนใจเยอะ แต่เรากลับพูดภาษาไทยไม่ได้เลย ตอนนั้นมีเพื่อนๆ และน้องๆ ในวงช่วยกันเยอะมาก เราเองก็มีเรียนของเราด้วย พอนึกย้อนไปแบบนี้ก็อดที่จะขอบคุณ BNK48 รุ่น 1 ไม่ได้เลย ทุกคนช่วยรินะเยอะมาก”

 

Izurina CGM48

ภาพ: BNK48 / Facebook

 

จาก BNK48 สู่ CGM48 บทบาทใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม

 

ชีวิตภายใต้นามสกุล BNK48 ของรินะดำเนินไปด้วยสีสันของความสนุก เธอได้เรียนรู้การใช้ชีวิตภายใต้วัฒนธรรมที่แตกต่างจากญี่ปุ่น อาหารการกิน รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คน ไปจนถึงการเรียนภาษาไทยที่น่าจะยากกว่าสิ่งไหนที่เคยทำมา

 

เวลาล่วงเลยไปเกือบ 2 ปี BNK48 ที่ดังสุดๆ เริ่มมีทายาทรุ่น 2 เข้ามาสู่ทีม ส่วนตัวรินะดูเหมือนมีเรื่องที่ต้องคิดหนักอีกครั้ง เพราะเธอกำลังได้รับภารกิจใหม่ในการเป็นชิไฮนิน (ผู้จัดการ) ให้วงน้องสาวของ BNK48 อย่าง CGM48 

 

“ตอนที่ BNK48 ดังขึ้น รินะก็ได้ยินว่าจะมีการขยายฐานไปทำวงต่างจังหวัดด้วย แล้วเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่รินะไม่ค่อยได้ไป เต็มที่คืองาน Roadshow เล็กน้อย

 

“ตอนนั้นคิดอยู่ว่าฉันจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับ CGM48 เลย (หัวเราะ) ไม่มีความคิดจะไปเลยในตอนแรก ฉันจะอยู่แค่ BNK48 นี่แหละ เพราะบางครั้งรินะก็เคยคิดว่า BNK48 จะเป็นวงสุดท้ายในชีวิตไอดอลของรินะด้วยซ้ำ”

 

รินะยืนยันว่าการสร้างวง CGM48 คือความท้าทายครั้งใหญ่ในชีวิต ในหัวเต็มไปด้วยเรื่องชวนกังวล เพราะเธอกลัวว่าหากทำมันออกมาไม่ดี จะกลายเป็นการทำให้ทุกคนผิดหวังหรือเปล่า 

 

“สิ่งที่ทำให้รินะตกใจไปอีกขั้นคือการได้รับบทบาทชิไฮนินของ CGM48 ด้วย มันตื่นเต้นมากๆ แต่ยังกังวลเรื่องภาษาไทยด้วย คือลำพังภาษาไทยปกติก็ยากแล้ว เจอภาษาเหนือเข้าไปอีก ยากกว่าเดิมเลย (หัวเราะ)”

 

อย่างไรก็ตาม การไปอยู่กับ CGM48 ครั้งนี้ วงตั้งเป้าหมายให้เธอไปเป็นชิไฮนินแบบเต็มตัว ไม่ใช่ในฐานะของเมมเบอร์ ประเด็นนี้ท้าทายใจคนอย่างรินะมาก เพราะเธอบอกกับผู้ใหญ่ไปตามตรงว่าเธอยังต้องการเป็นเมมเบอร์ต่อไป เช่นเดียวกับตำแหน่งชิไฮนินที่เธอจะรับมันไว้ทั้งคู่เอง!

 

“ตัวรินะตอนนั้นยังรักการเป็นไอดอลของวงมากกว่า ยังไม่เคยวาดภาพตัวเองที่เคยยืนบนเวทีมาตลอด 7-8 ปีแล้ววันหนึ่งต้องไปเป็นเบื้องหลัง เราจะมีความสุขกับการทำงานไหมก็ยังไม่รู้เลย

 

“รินะเลยยืนยันว่าถ้าจะไป CGM48 รินะอยากลองทำงานชิไฮนินคู่กับการเป็นเมมเบอร์มากกว่า ฝั่งผู้ใหญ่ก็ถามย้ำนะว่า ถ้าเป็นแบบนั้นเราจะเหนื่อยมากๆ แต่รินะคิดไว้แล้วคือ ต่อให้เหนื่อยก็คุ้มที่จะได้ทำค่ะ สุดท้ายก็ตกลงกันแบบนั้น”

 

วันที่ 10 กรกฎาคม 2019 ในงาน CGM48 We Need You ตัวของ รินะ อิซึตะ ได้รับการประกาศย้ายสมาชิกจากวง BNK48 สู่ CGM48 ในตำแหน่งชิไฮนินและเมมเบอร์ (พร้อมกับ ออม-ปุณยวีร์ จึงเจริญ BNK48 รุ่น 2 ที่ไปพร้อมฐานะกัปตันวงเช่นกัน)

 

ภาพ: Izurina CGM48 / Facebook

 

CGM48 คือครอบครัว

 

“ในชีวิตนี้รินะไม่เคยดูแลเด็กเยอะขนาดนี้มาก่อน” รินะเล่าแบบติดตลกถึงประสบการณ์ในการทำงานกับวง CGM48 และดูแลสมาชิกวงรุ่นแรกถึง 23 ชีวิตที่เธอมีส่วนคัดเลือกมากับมือ

 

CGM48 มีความเป็นครอบครัวแบบขั้นสุด นั่นคือนิยามของวงน้องสาวจากเชียงใหม่ที่รินะยืนยันว่านิยามนี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ปราศจากการปรุงแต่งใดๆ

 

“ถ้าพูดถึง CGM48 มันมีความน่ารักสดใสแบบธรรมชาติ มันมีความอบอุ่นแบบครอบครัวมากๆ เพราะถ้าเปรียบกับ AKB48 มันจะเป็นภาพของเมมเบอร์ที่เป็นเพื่อน-พี่-น้องที่พยายามไปด้วยกัน BNK48 ก็มีความเป็นครอบครัวที่สนิทกัน

 

“แต่กับ CGM48 มีความเป็นครอบครัวแบบขั้นสุด น้องๆ ที่เข้ามาเราก็เห็นกันตั้งแต่เด็กๆ ทีมงานที่นั่นก็สนิทกันมาก บางครั้งมันก็ได้ฟีลเหมือนเราเป็นแม่ที่มีน้องๆ เป็นลูกๆ เหมือนกันนะ (หัวเราะ)

 

“และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น CGM48 จะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของรินะในฐานะเมมเบอร์”

 

 

ความสุขและบทเรียนจากชีวิตไอดอล 14 ปีของรินะ

 

หลังจากท่องอยู่ในห้วงเวลาของการเป็นไอดอลมาพอสมควร จากเมมเบอร์ธรรมดาคนหนึ่ง วันนี้เธอเดินมาไกลมากๆ มากกว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้นับตั้งแต่ตั้งส่งใบสมัครเข้า AKB48 เสียอีก รินะเผยถึงสิ่งที่เป็นความสุขของเธอตลอดช่วงเวลาของการเป็นไอดอลแห่ง 48 Group ภายหลังตัดสินใจจบเส้นทางไอดอลไว้ที่ 14 ปี

 

“ทุกช่วงเวลาที่ได้เป็นไอดอลมันคือความสุขทั้งหมดเลย ด้วยความที่เป็นคนชอบอยู่บนเวที ชอบร้องเพลงและเต้นอยู่แล้ว 

 

“แต่เวลาที่เจอกับผู้คน ได้พูดคุย คือถ้าเป็นเพื่อนสนิทคุยกันมันจะให้ความรู้สึกเป็นพวกพ้อง เขาก็จะรักเราอยู่แล้ว เวลาที่เรามีปัญหาอะไร คนกลุ่มนี้ก็จะช่วยเรา เป็นกำลังใจให้เราได้ทำแต่เรื่องที่ดีๆ

 

“แต่เวลาไปเจอผู้คนที่ไม่เคยรู้จักเราเลย มันจะได้บทสนทนาที่เราไม่คาดคิดกลับมาเสมอ มันทำให้เห็นว่าคนข้างนอกมองเราอย่างไร เวลาไปเจอแฟนคลับ ไปทำงาน หรือแม้แต่ไปช้อปปิ้ง พูดคุยกับพนักงาน ก็รู้สึกว่าเวลาได้พูดคุยกับผู้คนทำให้เรามีความสุขไปอีกแบบ”

 

นอกจากนั้นการทำหน้าที่ไอดอลที่เธออยู่มาแล้ว 3 วง (AKB48, BNK48 และ CGM48) ทำให้รินะได้มองเห็นและเรียนรู้วิถีชีวิตและการทำงานที่แตกต่างกันพอสมควร

 

“ต้องบอกก่อนว่าเมมเบอร์ญี่ปุ่นกับไทยมันจะเป็นคนละสไตล์กันมากๆ ถ้าเป็นญี่ปุ่นทุกคนจะช่วยกันทำงานให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด ทำงานคือทำงาน ส่วนตัวคือส่วนตัว จะไม่มีค่อยมีความเป็นครอบครัวแบบ BNK48 เท่าไร ซึ่งที่นี่จะมีความอบอุ่น มีการหยอกเล่นแบบเพื่อนเย้ากันมากกว่า ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายกว่า

 

“มันเลยทำให้การทำงานในเมืองไทยของรินะไม่ใช่การทำงานระหว่างเมมเบอร์ด้วยกันแบบปกติ แต่มันเป็นการทำงานแบบพี่แบบน้อง ทุกคนคอยช่วยเหลือกัน เลิกงานก็ไปหาอะไรกินด้วยกัน มีช่วงเวลาที่ทำให้ทุกคนได้เข้าใจกัน ได้รู้จักตัวตนของกันและกันมากขึ้น” 

 

ภาพ: Izurina CGM48 / Facebook

 

คำขอบคุณจาก ‘รินะ’ ถึง ‘รินะและอาจารย์ทุกคน’ ก่อนที่ชีวิตไอดอลกำลังจะหมดลง

 

คุยกันมาถึงตรงนี้ รินะทำให้เราได้เห็นถึงการเดินทางของช่วงเวลามหัศจรรย์บนเส้นทางแห่งไอดอลตลอด 14 ปีที่ถูกขับเคลื่อนด้วยแพสชันอันแรงกล้า และคงไม่ต้องถามต่อแล้วว่าเธอรักสิ่งนี้มากแค่ไหน

 

และมันคงจะดีไม่น้อย ถ้าเราเปิดโอกาสให้รินะที่เล่าเรื่องตัวเองยาวเหยียดมากกว่า 10 หน้ากระดาษ ได้ลองพูดถึงตัวเอง ได้ขอบคุณตัวเอง ก่อนชีวิตไอดอลจะหมดลงในอีกไม่ช้า

 

“ปกติรินะไม่ค่อยคิดถึงตัวเอง ไม่ค่อยดูแลตัวเองเท่าไหร่ ชอบโฟกัสที่คนอื่นก่อนตลอด ซึ่งมันเป็นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่อยู่ญี่ปุ่นแล้ว 

 

“สิ่งที่อยากจะขอบคุณตัวเองก็คือ ขอบคุณที่เป็นคนไม่ค่อยคิดเรื่องเครียด สนุกและเอ็นจอยกับงานตลอด ขอบคุณที่ตื่นเต้นกับความท้าทายหรือสิ่งใหม่ๆ ดีใจที่ตัวเองเป็นคนเฟรนด์ลี เข้ากับคนง่าย รู้ว่าตัวเองอยากหรือไม่อยากทำอะไร ถ้ารินะไม่ได้มีนิสัยแบบนี้ติดตัว บางทีรินะอาจจะไม่กล้าตัดสินใจย้ายมาอยู่เมืองไทยก็ได้

 

“แล้วยิ่งการมาอยู่คนเดียวด้วยยิ่งน่าตื่นเต้นเข้าไปอีก เพราะตอนอยู่ญี่ปุ่นจะอยู่กับครอบครัว ไม่เคยต้องมาทำอาหาร หรือซักผ้าเองก็แทบไม่เคยทำ เพราะตอนเป็นเมมเบอร์ AKB48 คือใช้ชีวิตให้สนุกเฉยๆ 

 

“การมาอยู่ที่นี่คนเดียวต้องเรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองหมดเลย แถมมาอยู่ต่างประเทศที่วัฒนธรรมไม่เหมือนญี่ปุ่นอีก (หัวเราะ) แต่ส่วนตัวเป็นคนชอบท้าทายตัวเองอยู่แล้ว รินะมองสิ่งเหล่านี้ในแง่บวกนะ เป็นเรื่องที่ขัดเกลาให้เราเติบโตขึ้น เลยทำให้รู้สึกว่าการมาเมืองไทยทำให้เราได้ท้าทายอะไรหลายอย่างเหมือนกัน 

 

“ขอบคุณและดีใจที่ผลักดันให้ตัวเองมาอยู่เมืองไทย สถานที่ที่ทำให้เราเรียนรู้ชีวิตและรู้จักกับผู้คนมากมายค่ะ”

 

ทันทีที่เธอกล่าวความรู้สึกถึงตัวเองจบ รินะไม่รอช้าที่จะยกมือขอใช้เวลาในช่วงท้ายของการสนทนากล่าวคำขอบคุณถึงบุคคลสำคัญที่อยู่ซัพพอร์ตเธอบนเส้นทางไอดอลตลอด 14 ปี นั่นคือ ‘แฟนคลับ’ ของรินะเอง

 

“ก่อนอื่นรินะอยากจะขอบคุณแฟนคลับของญี่ปุ่นมากๆ ตอนย้ายมาอยู่เมืองไทยรินะคิดว่าอาจจะมีแฟนคลับของเราที่ญี่ปุ่นผิดหวังหรือมีความคิดถึงกัน แต่ตอนกลับไปทำงานที่ญี่ปุ่นก็ได้เจอกับแฟนคลับบ้าง รวมถึงในโซเชียลก็มีแฟนๆ จากญี่ปุ่นที่ติดตามเสมอ

 

“เวลากลับไปญี่ปุ่นก็ยังมีคนจำได้ รู้สึกว่าดีใจที่ยังมีคนจำรินะได้ ถึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน ไม่ได้อยู่ประเทศเดียวกัน แต่รินะยังสัมผัสได้ว่าทุกคนยังมีความคิดถึงให้กันตลอดค่ะ 

 

“และอยากขอบคุณแฟนคลับของไทย ขอบคุณที่มาสนับสนุนและมอบความรักทำให้คนญี่ปุ่นคนหนึ่งได้อยู่ที่ไทยมานานขนาดนี้ ทุกคนที่รินะได้พบเจอและร่วมงานด้วยไม่ว่าจะเป็นเมมเบอร์ ทีมงาน หรือแม้แต่แฟนคลับ รินะรู้สึกว่าทุกคนเป็นอาจารย์ของรินะทั้งหมดเลย ทุกคนคอยสอนภาษา แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และส่วนหนึ่งที่ทำให้รินะอยู่ได้นานขนาดนี้ เพราะรินะรักประเทศไทยจริงๆ 

 

“ถึงจะมีช่วงที่น่าเป็นกังวล รู้สึกอยากท้อแท้บ้าง แต่เพราะมีแฟนคลับช่วยสนับสนุนรินะมาตลอด ทำให้รินะมีแรงใจลุกขึ้นสู้ได้ทุกครั้ง ดีใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเราได้รู้จักกันค่ะ

 

“จนกว่าจะพบกันใหม่

 

“ありがと” (อาริกาโตะ) 😀

The post THE INTERVIEW: Izurina CGM48 บันทึกการเดินทาง 14 ปีของเด็กสาวจากไซตามะ สู่ตำนาน 48 Group appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE INTERVIEW: CGM48 3rd Generation ความฝัน หยดน้ำตา การเดินทางบนเส้นทางไอดอล https://thestandard.co/cgm48-3rd-generation/ Tue, 12 Nov 2024 05:52:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1007665 CGM48 3rd Generation

นี่คือหนึ่งในบทสัมภาษณ์ที่มี ‘น้ำตา’ เป็นส่วนประกอบของก […]

The post THE INTERVIEW: CGM48 3rd Generation ความฝัน หยดน้ำตา การเดินทางบนเส้นทางไอดอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
CGM48 3rd Generation

นี่คือหนึ่งในบทสัมภาษณ์ที่มี ‘น้ำตา’ เป็นส่วนประกอบของการสนทนาที่บอกเล่าการเดินทาง ที่ต้องฝ่าฟันกับอุปสรรคต่างๆ จนมาถึงวันที่มีนามสกุล CGM48 ท้ายชื่อ

 

THE STANDARD POP เปิดบ้านต้อนรับ 5 สาว สมาชิกวงไอดอลแดนเหนืออย่าง CGM48 รุ่นที่ 3 อย่าง เพลิน-ปณลี อักษรวนิช, ขวัญ-ธิดาทิพย์ จิระพันธุ์, หลิงหลิง-สลิลทิพย์ พนาอภิชน, แพร-ณัฐภรณ์ ภิญโญยิ่ง และ รันม่า-แทนทยา ชิชิดะ 

 

ที่นอกจากจะแวะเวียนมาฝากผลงานเพลงใหม่แล้ว พวกเธอยังมอบบทสนทนาที่จะบอกเล่าเรื่องการเดินทางของเด็กสาวธรรมดา สู่การเป็นสมาชิกวงไอดอลชื่อดัง ไปจนถึงอุปสรรคที่มีให้พวกเธอฝ่าฟัน จนต้องบอกว่า…เส้นทางไอดอลไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่หลายคนจินตนาการ

 

เพื่อไม่ให้เสียเวลา…เรามาทำความรู้จักและพูดคุยกับพวกเธอไปพร้อมๆ กันเลย

 

CGM48 3rd Generation

 

ก่อนเข้าสู่บทสนทนา เราขอพาผู้อ่านไปรู้จักกับทั้ง 5 สาว เพื่อทำความรู้จักในเบื้องต้นว่าแต่ละคนมีกิจกรรม ความชอบ งานอดิเรกแบบไหนกันบ้าง

 

เพลิน CGM48 / ปณลี อักษรวนิช (อายุ 16 ปี)

งานอดิเรกชอบเล่นกีตาร์ ชอบดูหนังผี ชอบอะไรที่ตื่นเต้น ระทึกๆ ส่วนไลฟ์สไตล์เป็นคนอยู่นิ่งไม่ค่อยเป็น ต้องหาอะไรทำตลอดเวลา ตามประสาวัยกำลังซน (หัวเราะ)

 

ขวัญ CGM48 / ธิดาทิพย์ จิระพันธุ์ (อายุ 16 ปี)

งานอดิเรกหนูชอบดูสตรีมเกม ชอบไลฟ์สตรีม เป็นคนที่ชื่นชอบเรื่องเกมมาก โดยเฉพาะแนว Horror แล้วก็ชอบอ่านหนังสือนิยายแนวสืบสวน ส่วนไลฟ์สไตล์ในวันว่างๆ ถ้ามีเวลาจะอ่านหนังสือนิยาย เป็นคนที่มีตารางชีวิตตัวเองในหัว เป็นเหมือนไลฟ์สไตล์ชีวิตธรรมดาๆ มีไทม์ไลน์ของตัวเองอยู่ในหัวอยู่เสมอ

 

แพร CGM48 / ณัฐภรณ์ ภิญโญยิ่ง (อายุ 19 ปี)

ชอบดูอนิเมะค่ะ ช่วงนี้กำลังอินเรื่อง Attack on Titan เดิมทีเคยดูจบไปแล้ว แต่ช่วงนี้กำลังอินอีกรอบหนึ่ง ส่วนเรื่องไลฟ์สไตล์หนูค่อนข้างที่จะ Introvert นิดหนึ่ง เวลาไปข้างนอกจะเป็นคนเดินมองพื้นตลอด ไม่ค่อยกล้าสบสายตาผู้คน เป็นพิธีกร (MC) ได้ ถ้าวันไหนว่างจะชอบหาอะไรให้ตัวเองทำ เช่น อ่านหนังสือ วาดรูป หรือออกกำลังกาย ปั่นจักรยานดูพระอาทิตย์ตก หรือไม่ก็ว่ายน้ำ เป็นคนที่ชอบจัดตารางชีวิตให้ตัวเองเสมอ

 

รันม่า CGM48 / แทนทยา ชิชิดะ (อายุ 21 ปี)

ปกติเมื่อมีเวลาว่างๆ จะชอบเล่นเกม ออกกำลังกาย รักในการทำกิจกรรมสนุกๆ มาตั้งแต่วัยเด็ก แต่ในบางครั้งจะชอบอยู่คนเดียว เป็นคนที่มีเซฟโซนกับคนที่สนิทกันจริงๆ

 

หลิงหลิง CGM48 / สลิลทิพย์ พนาอภิชน (อายุ 22 ปี)

ไลฟ์สไตล์ส่วนตัวชอบเล่นเกมค่ะ แต่พอเข้ามาอยู่กับ CGM48 ไม่ค่อยมีเวลาเล่นเท่าไร อาจจะมีแคสเกมใน 48TH Game Caster บ้าง และเป็นคนชอบเต้นชอบร้องเพลงมากค่ะ คือเวลาว่างของหนูจะทำสิ่งนี้บ่อยมากๆ ชอบเต้นลง TikTok ค่ะ

 

 

หลังจากได้รู้จักกับทั้ง 5 สาวไปประมาณหนึ่งแล้ว เราจึงอยากรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเธอตัดสินใจสมัครเข้ามาเป็น CGM48 รุ่น 3

 

ขวัญ: มันเป็นจังหวะชีวิตพอดีค่ะ คือหนูอายุ 16 ปีแล้ว มีความคิดอยากจะทำงานช่วยพ่อแม่ ซึ่งหนูก็อยากจะทำงานที่ตัวเองทำแล้วมีความสุข บวกกับตอนเด็กๆ ติดตาม 48Group ตั้งแต่ ป.5 ช่วงนั้นหนูชอบมาก หนูเคยมีความฝันว่าอยากเป็นไอดอล ก่อนมาตกผลึกกับตัวเองได้ว่า เราไม่ควรจะปิดโอกาสตัวเองนะ เราควรจะซื่อสัตย์กับตัวเองโดยเฉพาะสิ่งที่ใจต้องการ

 

หนูเลยเลือกสมัครออดิชันเข้ามา แต่ก่อนหน้านี้เคยสมัคร BNK48 รุ่น 5 มาก่อน แต่ก็ไม่ติด ตอนนั้นเลยรู้สึกว่าวง BNK48 ค่อนข้างที่จะเอื้อมถึงยากหน่อย แต่ว่าพอ CGM48 รุ่น 3 มาก็เลยส่งใบสมัครมาอีกรอบ หนูตัดสินใจตั้งแต่ตอนนั้นว่าต่อให้ติดหรือไม่ติด หนูก็จะสมัครต่อไปเรื่อยๆ จนถึงเกณฑ์ลิมิตอายุ 22 ปี 

 

สุดท้ายพอรู้ตัวว่ามีชื่อตัวเองติดเป็นสมาชิกรุ่น 3 ก็ค่อนข้างตกใจ เพราะตอนนั้นหนูลดความคาดหวังของตัวเองไปแล้ว มันก็เลยเกินคาดมากๆ ทำตัวไม่ถูกเลย เหมือนจะเป็นจังหวะที่หนูรู้ตัวว่าชีวิตหนูหลังจากนี้ต้องเปลี่ยนแปลงแน่ๆ

 

หลิงหลิง: เหมือนที่บอกคือหนูชอบการร้อง-เต้นมาตั้งแต่เด็ก แล้วเราก็ได้ออดิชันมาหลายที่มาก ไม่ใช่แค่ CGM48 หรือ BNK48 แต่รวมถึงวงอื่นๆ ในประเทศไทยหรือต่างประเทศ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น คือหนูลองมาหมดเลย แต่ก็ไม่เคยเข้าถึงรอบไฟนอลลิสต์กับเขาสักครั้ง

 

จริงๆ อายุหนู (22 ปี) ควรไปคิดเรื่องอื่นแล้ว หมายถึงควรจะคิดในมุมอื่นได้แล้วว่า เราจะไปทำงานหาเงินอย่างไรต่อ สำหรับหนู CGM48 เลยเป็นเหมือน Last Change โอกาสสุดท้ายบนเส้นทางไอดอล เลยตัดสินใจสมัครมา CGM48 ดูสักครั้ง คือตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะมาเชียงใหม่เหมือนกัน เพราะมันไกลมาก แล้วหลิงเรียนอยู่ปี 4 ซึ่งเราก็คิดนะว่าจะแลกอะไรหลายๆ อย่างเพื่อมาเชียงใหม่เลยไหม แต่หลิงเป็นคนประเภทที่ว่า ถ้าเราไม่ทำอันนี้ อย่างอื่นในชีวิตก็ทำไม่ได้แล้วเหมือนกัน ก็เลยเลือกมา

 

เพลิน: ที่มาสมัครเพราะติดตามวงมาตั้งแต่เด็กๆ ตั้งแต่ คุกกี้เสี่ยงทาย เลย เดิมทีมีความคิดว่าอยากมาสมัครตั้งนานแล้วค่ะ คือถ้าอายุถึงก็อยากลองสมัครเลยสักครั้ง แต่ส่วนตัวเป็นคนไม่กล้าเผชิญหน้าความท้าทายใหม่ๆ เป็นคนกลัวความผิดหวัง เลยไม่เคยลองมาสมัครสักที เพราะในหัวจะคิดแต่ว่าอย่างไรเราก็ไม่ติดหรอก แถมต้องแข่งกับคนเยอะขนาดนั้น

 

แต่พอผ่านมาเรื่อยๆ ก็เริ่มคิดได้ว่า ไม่เห็นมีอะไรต้องเสียเลย ชีวิตนี้ถ้าไม่ลองลงมือทำจะไม่มีวันรู้ได้เลยว่ามันจะสำเร็จไหม หนูเลยลองสมัครไป ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ปรากฏ…เราก็ได้จริงๆ ด้วย ก็เกินคาดและดีใจเหมือนกันค่ะ

 

แพร: ช่วงวัยเด็กหนูลองทำหลายอย่างมาก แต่ไปไม่สุดทุกอย่าง เริ่มเล่นดนตรีไทยตั้งแต่อนุบาล แล้วก็ไล่ขึ้นมาพอประถมศึกษาก็เริ่มเล่นเทควันโดเป็นนักกีฬา ไต่มาเรื่อยๆ จนประมาณอายุ 15 ปีได้เริ่มลองทำงานครั้งแรกเป็น VJ พอลองทำแล้วก็รู้สึกว่าชอบ บวกกับมีแฟนๆ ในช่วงเวลานั้นมาเชียร์อัพ ด้วยความที่เราไลฟ์เป็นแนวไอดอลน่ารักสดใสด้วย ก็มีคนอยากให้เราไปเป็นไอดอลดูสักครั้ง เราก็แบบ เฮ้ย ก็น่าสนุกดีนะ เพราะเราเองก็ชอบแนวไอดอลญี่ปุ่นมาก อยากมีโอกาสได้ทำสักครั้งในชีวิตเหมือนกัน

 

แต่ช่วงเวลาหนึ่งเราเกิดประสบอุบัติเหตุรถชน ช่วงนั้นมันหนักมากสำหรับหนู เพราะว่าแผลหนูเต็มตัวเลย คือระยะเวลารักษาไม่นาน แต่ว่าสภาพจิตใจหนูตอนนั้นคือไม่สู้ดีเลย เพราะประเด็นคือขาของหนูมีแผลเป็น หนูเลยไม่กล้าที่จะไปออดิชัน งานถ่ายรูปต่างๆ หนูปฏิเสธหมดเลย คือมันเป็นช่วงที่สูญเสียความมั่นใจมากๆ

 

จนกระทั่งมีช่วงปลายปีที่แล้ว หนูมาไลฟ์เล่นๆ ใน TikTok ก็มีแฟนคลับของหนูเข้ามาดู อยากให้หนูลองไปออดิชันดูสักครั้ง…หนูรวบรวมความกล้านานมาก แต่ก็ได้พี่ๆ ที่ดูไลฟ์หนูในวันนั้นเขาเชียร์อัพว่า เราทำได้ หนูรู้สึกว่าเขาอยากเห็นเราในพาร์ตที่มีความสุข ซึ่งนั่นเป็นกำลังใจที่ดีมาก เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรากล้ามาออดิชัน

 

ช่วงที่ยื่นสมัครมาเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เราต้องจัดการปัญหาส่วนตัว รวมถึงเรื่องเรียน จนสุดท้ายหนูก็คิดว่า แค่เรากล้าที่จะลงมือทำสิ่งนี้…ก็ถือว่าปีนี้เป็นปีที่สำเร็จสำหรับหนูมากๆ แล้ว ตอนออดิชันต่อหน้ากรรมการหนูบอกความกังวลเกี่ยวกับแผลเป็นต่างๆ นานา ปรากฏว่าทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เป็นไรเลย ซึ่งทำให้เราใจชื้นมาก ความกังวลที่มีเต็มหัวสลายไปในพริบตา

 

สุดท้ายเราก็ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของ CGM48 รุ่น 3 เลยรู้สึกว่าที่นี่เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมากค่ะ ถือเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้หนูรัก CGM48 มากๆ

 

รันม่า: ตอนเด็กๆ หนูเคยมีความฝันอยากเป็นทูต เพราะรู้สึกว่าตัวเองชอบเที่ยว ชอบคุยกับคน แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าความฝันเราจริงๆ คืออะไร เอาจริงๆ มันยากนะกว่าคนคนหนึ่งจะรู้ว่าเราอยากเป็นอะไร

 

กระทั่งตอน ม.ต้น มารู้จักกับคำว่าไอดอล ผ่านพวงกุญแจราคา 10 เยนที่เราซื้อมาตอนเที่ยวที่ญี่ปุ่น เดิมทีเราไม่รู้เลยว่าพวงกุญแจนั่นคืออะไร จนเพื่อนทักว่านี่มันมาจากการ์ตูนเรื่อง AKB0048 ด้วยความที่อยากรู้เลยกลับบ้านไปเปิดดูการ์ตูนเรื่องนี้ พอดูแล้วรู้สึกว่าอินมาก ร้องไห้ทุกตอนเลย มันเป็นช่วงเวลาที่เราได้ซึมซับ ได้อินกับเรื่องราวชีวิตของตัวการ์ตูนที่เป็นไอดอลที่มีความตั้งใจพยายาม แต่เวลานั้นเรายังไม่มีความคิดที่จะเป็นไอดอลเลยนะ

 

จนเมื่อวันเวลาผ่านไป BNK48 เกิดขึ้นในเมืองไทย หนูก็เริ่มติดตาม เป็นช่วงที่คลั่งไคล้มาก อยากจะมาเป็นไอดอลวงนี้ให้ได้ ก็เลยลองไปสมัครตอนรุ่น 2 ที่มีคนสมัครเป็นหมื่น ในใจก็คิดว่าไม่อยากให้วงดังไปมากกว่านั้น เพราะคนสมัครจะได้น้อยๆ เผื่อเราจะติดบ้าง (หัวเราะ)

 

สุดท้ายก็ไม่ติดตั้งแต่รอบแรก เป็นความรู้สึกเศร้ามากเลย เพราะเป็นความผิดหวังเหมือนแบบครั้งแรก แต่หลังจากนั้นก็ยังพยายามสมัครต่อกับ CGM48 รุ่น 1 ลากมาจนถึง BNK48 รุ่น 3 ก็ยังไม่ติดเหมือนเคย

 

แต่ในใจหนูก็คืออยากเป็นไอดอลที่มาจากญี่ปุ่น อยากเป็นไอดอลญี่ปุ่น (หัวเราะ) ก็เลยได้ไปอยู่วง LAST IDOL THAILAND สถานที่แห่งนี้ทำให้หนูได้ลองแล้วรู้ว่า เราชอบที่จะทำหน้าที่ตรงนี้จริงๆ หลังจากนั้นก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายอย่างที่ทุกคนรู้กัน แต่ด้วยความที่ใจรัก…เราอยากทำไอดอลอยู่ เลยลองไปสมัคร BNK48 รุ่น 5 แม้จะไม่ได้ แต่หนูก็ขอลุยกันต่อกับ CGM48 รุ่น 3

 

มาถึงตรงนี้แม้จะเผชิญกับช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับทางเลือกในชีวิต แต่หนูไม่อาจปฏิเสธความฝันที่เราเฝ้ารอมา 7-8 ปีได้ หนูมองว่าโอกาสมันอยู่ตรงนี้แล้ว เราต้องลุยให้ถึงที่สุด แล้วพอถึงวันประกาศชื่อที่มีชื่อของหนูจริงๆ คือมันดีใจมากๆ รู้สึกโล่ง สิ่งที่คิดที่ฝันมานาน…วันนี้ได้เป็นจริงสักที

 

 

อาจจะเร็วไปสักหน่อย สำหรับทุกคนที่เพิ่งเดบิวต์ได้ไม่นาน แต่เราอยากรู้ว่า นิยามความเป็นไอดอลของแต่ละคนคืออะไร?

 

แพร: ไอดอลสำหรับหนูคือการมีทักษะที่หลากหลายมาก ซึ่งตัวหนูจะมีพี่ๆ ที่เรารู้สึกเคารพ และแต่ละคนก็จะเก่งในด้านที่ตัวเองถนัดแตกต่างกันไป เช่น ตอนอยู่บนสเตจก็สามารถทำหน้าที่ได้ดี เป็นคนที่ Shine ตลอดเวลา มีท่วงท่าการเต้นเสียงร้องที่ส่งพลังไปถึงคนดูจริงๆ และอีกอย่างคือเป็นคนที่สามารถจัดการงานภายในและภายนอกได้อย่างเด็ดขาด มีคาแรกเตอร์การทำงานที่จริงจัง การจัดสรรที่ดี เป็น MC ที่เก่ง

 

หนูรู้สึกว่าไอดอลสำหรับหนูคือความหลากหลาย หนูรู้สึกว่าหนูอยากที่จะเป็นคนคนนั้น ที่ทำได้หลายอย่างในคนเดียว แม้อาจจะไม่ได้ดีที่สุด แต่ทำได้ราบรื่นที่สุด หนูอาจจะไม่ใช่คนที่ร้อง-เต้นเก่งขนาดนั้น แต่หนูก็อยากเป็นคนที่เมื่อดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์ในตัวเอง เลยรู้สึกว่าอยากจะพยายามพัฒนาตัวเองเพื่อที่จะไปให้ถึงจุดนั้นเหมือนกัน

 

หลิงหลิง: สิ่งที่หนูอยากเป็นคือไอดอล หนูก็เริ่มมาจากการที่มีคนอื่นเป็นไอดอลมาก่อน เลยอยากเป็นไอดอลที่สร้างความฝันให้คนอื่นเหมือนกัน มันคงรู้สึกดีมากๆ ถ้ามีคนมาบอกว่าอยากเป็นเหมือนเรา เพราะถ้าเป็นแบบนั้นแปลว่าฉันต้องมีดีอะไรสักอย่าง (หัวเราะ)

 

อยากเป็นต้นแบบให้ใครสักคนหนึ่งได้ อยากเป็นคนที่แฟนคลับมองเราเป็นที่พึ่งทางใจได้ โดยเฉพาะในวันที่เขาท้อใจกับอะไรก็ตาม เราสามารถเป็นพลังและกำลังใจให้เขาได้ หนูอยากเป็นความสุขของใครสักคนจริงๆ

 

เพลิน: อยากเป็นไอดอลในแบบที่ทำให้คนกล้าเปิดใจออกมาลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่ตัวเองไม่เคยทำ เพราะหนูรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจเลย ไม่เคยกล้าลองทำอะไรเลย แต่อย่างน้อยหนูก็ยังลองมาสมัคร CGM48 เพราะโอกาสมันไม่ได้มาหาเราบ่อยๆ หนูเคยพลาดโอกาสหลายอย่างในชีวิตไปกับความไม่มั่นใจของตัวเองเยอะมาก หนูเลยอยากเป็นไอดอลที่บอกกับทุกคนว่า ถ้าอยากลองทำอะไรก็ทำเลย…ไม่ต้องกลัวไม่มั่นใจหรืออะไร

 

ถึงตอนนี้หนูยังไม่ได้เป็นคนที่มีความมั่นใจขนาดนั้น แต่อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทุกคนมีความมั่นใจมากขึ้น

 

ขวัญ: หนูบอกเสมอเลยว่าหนูค่อนข้างเคารพในอาชีพไอดอลมาก คือถ้ายิ่งทำงานควบคู่ไปกับเรียนจะยิ่งเหนื่อยมากๆ หนูเลยรู้สึกว่าในมุมที่ไม่ได้ทำงาน ไม่ได้อยู่ต่อหน้าแฟนคลับ หนูอยากเป็นคนหนึ่งที่ให้กำลังใจเมมเบอร์ด้วยกันเอง

 

ด้วยความที่ไอดอลเป็นงานที่หนัก แต่เมื่อเราเข้ามาแล้ว เรารู้อยู่แล้วว่าเราต้องเจออะไรบ้าง ทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป ซึ่งหนูรู้สึกว่าหนูไม่ค่อยสบายใจเวลาเห็นพี่ๆ เมมเบอร์ที่เขาเฟลกับอะไรสักอย่าง มันพาให้เรารู้สึกไม่ดีไปด้วย เลยอยากให้กำลังใจเขามากๆ

 

อีกอย่างหนึ่ง นิยามของคำว่าไอดอลสำหรับหนู มันคือการเริ่มจากศูนย์แล้วค่อยๆ พัฒนาขึ้นไป จนไปเป็นคนที่เก่งขึ้น หนูอยากเป็นคนแบบนั้น คืออย่างที่บอกว่าหนูไม่ได้ร้อง-เต้นเก่งมาตั้งแต่แรก แต่หนูอยากให้แฟนคลับคอยติดตามพัฒนาการของหนู เพราะหนูค่อนข้างที่จะเชื่อมั่นในตัวเองว่าเราสามารถทำมันให้ค่อยๆ พัฒนาขึ้นไปได้ แล้วก็ทำให้ทุกคนเห็นว่า ทุกคนเองก็สามารถเริ่มจากศูนย์ได้เหมือนที่เราเริ่มจากศูนย์เหมือนกัน

 

รันม่า: อยากเป็นไอดอลที่มีความสุขในการทำงานนี้มากๆ ค่ะ คือเมื่อก่อนหนูเคยคิดนะว่า เราอยากจะเป็นไอดอลที่ส่งต่อความสุขให้คนอื่น ในระหว่างทางที่หนูเคยอยู่ในเส้นทางไอดอล หนูค้นพบว่าการที่เราจะส่งต่อความสุขนั้นได้ เราต้องมีความสุขจริงๆ ในการทำงานตรงนี้

 

ไอดอลคืองานที่ใช้จิตใจในการทำงานจริงๆ หนูคิดว่างานนี้เป็นงานที่ถ้าเราไม่ชอบ หรือถ้าเราไม่มีความสุขมันจะเป็นงานที่ทรมานมากๆ เพราะเราจะถูกมองด้วยสายตาของผู้คนตลอดเวลา เราไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไรกับเรา แล้วคือความคิดของเราก็จะชอบคิดไปในทางที่กังวลอยู่แล้ว ว่าคนนั้นเขาจะคิดอย่างไร

 

แต่ก่อนจะมาที่นี่หนูก็เคยถามตัวเองว่า ถ้าเรากลับมาเป็นไอดอลอีกครั้ง เราจะมีความสุขไหม…คำตอบก็คือ หนูจะมีความสุขกับสิ่งที่ทำอย่างแน่นอน ถึงแม้ระหว่างทางจะมีเรื่องชวนเครียดหรือกังวลบ้าง แต่หนูจะนึกย้อนกลับไปในวันนั้นว่า เป้าหมายที่พาเรามาอยู่ตรงนี้คืออะไร ซึ่งหนูจะมีความสุขกับการเป็นไอดอลต่อไปอย่างแน่นอน เพราะก่อนที่เราจะส่งมอบความรักหรือความสุขให้ใคร ตัวเราเองต้องมีความสุขก่อนเสมอ

 

CGM48 3rd Generation

 

Generation Change คือเพลงประจำของ CGM48 รุ่น 3…อยากให้ตัวแทนเล่าความรู้สึกตอนที่รู้ว่าเพลงนี้จะมาเป็นเพลงของพวกเรา

 

เพลิน: รู้สึกว่าพวกเราจะทำกันได้จริงๆ ใช่ไหม? เพราะเหมือนเพลงก่อนหน้านั้นที่เป็นเพลงเดบิวต์มีแต่เพลงสดใสๆ แต่พอมารุ่นเราแล้วแบบ…โอ้โห แล้วยิ่งมีแค่ 5 คน คือเพลงนี้เปลี่ยนทุกอย่างเลย ทั้งแนวเพลงก็เปลี่ยน จำนวนคนก็ลดลง มันก็เลยมีความกดดันว่าเราจะทำออกมาได้ดีไหม เพราะเหมือนเป็นการ Change จริงๆ

 

ตอนแรกก็แอบกดดันอยู่ แต่พอพวกเราเริ่มซึมซับเนื้อเพลง ท่าเต้น ก็รู้สึกว่าเราทำได้นะ สุดท้ายก็ออกมาเป็นผลงาน Generation Change อย่างที่ทุกคนเห็น พวกเรารู้สึกประทับใจและภูมิใจกับงานนี้มากๆ

 

หลิงหลิง: คิดว่าเพลงมีสตอรีที่ชัดเจน เพลงนี้เป็นเพลงรองในฝั่งญี่ปุ่น (เป็นเพลงรองของ Jiwaru DAYS) แล้วก็มาเป็นเพลงรองในซิงเกิลแกรดของพี่รินะด้วย (Sakura,Minna de Tabeta – ซากุระแห่งความทรงจำ) แล้วเป็นเพลงที่มาอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะกับ CGM48 มาก คือหลิงเคยพูดกับน้องๆ ว่า ถ้าเพลงนี้ไม่มารุ่นเรามันจะไปรุ่นไหนได้อีกนะ เพราะมันเป็นช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงจริงๆ สำหรับ CGM48 ตอนนี้

 

เพลิน (เสริมความหมายของเพลง Generation Change): เป็นเพลงที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นอยู่ในนั้นมากๆ ความหมายคือเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความพยายามเพื่อที่จะไปถึงจุดหมายตรงนั้นมากๆ เขาเป็นคนมีความพยายามมากๆ เลยค่ะ เป็นเพลงที่ทำให้พวกเรามีแรงที่จะสู้ต่อไปจริงๆ 

 

ยิ่งพอเราอัดเสียง ได้ทำความเข้าใจกับเพลง ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องทำและพัฒนาตัวเองมากกว่านี้ เพื่อที่เราจะไปถึงจุดที่เราวางเอาไว้จริงๆ

 

 

เสียงจากตัวแทนของ CGM48 รุ่น 3 ในฐานะรุ่นแห่งการเปลี่ยนแปลง พวกเธออยากผลักดันวงนี้ไปในทิศทางไหนในอนาคต…

 

แพร: เป็นความตั้งใจของพวกเราที่มีจุดร่วมในความรู้สึกเดียวกัน คือเราอยากให้วงกลับไปดังเหมือนยุค BNK48 โด่งดังจากเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย เหมือนกัน ต่อให้ตอนนั้นอาจจะไม่ใช่รุ่นของพวกเราก็ตาม อาจจะเป็นรุ่นน้องๆ ที่กำลังตามมา แต่พวกเราทั้ง 5 คนยังอยากให้วงอยู่ต่อไปได้ถึงจุดนั้นอีกรอบหนึ่ง อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วงเดินต่อไปข้างหน้าได้เรื่อยๆ

 

อยากให้ CGM48 ยังมีวัฒนธรรม กลิ่นอายของความเป็นภาคเหนือเหมือนเดิม แล้วก็อยากให้มีแนวเพลงอื่นที่ดุดันมากขึ้น อยากให้แฟนคลับมองว่าเราไม่ได้มีแค่แนวเพลงน่ารักสดใสนะ อยากให้เห็นว่าพวกเราก็สามารถไปในเวทีเพื่อแสดงโชว์ที่หลากหลายได้เหมือนกัน อยากส่งความมุ่งมั่นให้แฟนคลับทุกคนได้เห็นว่า เราทำได้มากกว่าที่ทุกคนเห็น

 

รันม่า: ล่าสุดพวกเราไปงาน Chiang Mai Music Journey เป็นงานที่มีคนเข้าร่วมเป็นหมื่นคน แล้ววันนั้นพวกเราแสดงต่อวง MEAN แล้วก็แสดงก่อน นนท์ ธนนท์ หนูรู้สึกว่าในมุมตัวเองมอง CGM48 เป็นวงที่ดังมากๆ แต่พอไปอยู่จุดนั้น มันอยู่ในจุดที่ไม่ได้มีแค่แฟนคลับเรา คือส่วนใหญ่เป็นแฟนคลับจากวงอื่นๆ ด้วย เลยรู้สึกว่าหนูอยากทำให้ CGM48 เป็นของขึ้นชื่อของเชียงใหม่

 

อยากให้ CGM48 อยู่ทุกที่ของเชียงใหม่มากกว่านั้น หนูอยากให้มีโปสเตอร์อยู่ที่สนามบิน หนูอยากให้มีป้ายบอกเลยว่าเธียเตอร์ของพวกเราอยู่ที่นี่นะ ถ้าใครมาเชียงใหม่ก็นึกถึง CGM48

 

CGM48 3rd Generation

 

หลังจากที่เรามีเป้าหมายกับวงแล้ว สำหรับพวกเราทั้ง 5 คนในการเป็นสมาชิก CGM48 รุ่น 3 แต่ละคนมีความฝันที่อยากพาตัวเองไปประสบความสำเร็จ หรืออยู่ตรงไหนของวงนับจากนี้?

 

รันม่า: หนูอยากเป็นสตรีมเมอร์ชื่อดังของวง ช่วงนี้หนูรู้สึกว่าหนูกับเพื่อนๆ ชอบเล่นเกมกัน แล้วหนูรู้สึกว่าแฟนคลับก็สนใจอะไรแบบนี้ เลยอยากทำให้ 48 Group ในไทยไม่ได้มีแค่เรื่องเพลงอย่างเดียว อยากทำให้ต่อยอดในด้านนี้ได้ด้วย หนูอยากไปคอลลาบอเรชันกับสตรีมเมอร์ท่านอื่น หรือทำให้อีสปอร์ตมี BNK48 และ CGM48 เข้าไปอยู่ในเกมนั้นๆ หนูอยากให้มันแทรกซึมไปอยู่ในวงการตลาดอื่นด้วย

 

แพร: ตอนนี้เป้าหมายหนูอาจจะไม่ได้สูงถึงขั้นต้องไปเป็นเซ็นเตอร์แนวหน้าขนาดนั้น เพราะว่าหนูเข้ามาในตอนที่เป็นศูนย์จริงๆ ศูนย์แบบว่าร้องเพลงจับจังหวะไม่ได้ เป็นคนฟังเพลงน้อยมาก เวลาเต้นหนูเป็นคนที่รับท่ามาไว แต่ตอนที่ต้องจำท่าเต้น หนูจำได้ไม่ค่อยดีเท่าไร ช่วงแรกๆ ท่าเต้นเบสิกบางท่าหนูแทบทำไม่ได้เลย ใน 5 คนของรุ่น 3 หนูจะเป็นคนที่ค่อนข้างช้าที่สุด แต่หนูก็จะบอกตัวเองว่า เราช้าไม่เป็นไร แต่วันแสดงจริง วันที่โชว์ต่อหน้าแฟนคลับต้องทำอย่างไรก็ได้ให้เรากลมกลืนไปกับเพื่อนๆ

 

เป้าหมายในตอนนี้คือ อยากเต้นเพลงในวงให้ได้ทุกเพลง หนูเชื่อว่าพอร่างกายเราชินแล้วเราจะส่งความ Shine ออกไปถึงแฟนๆ อาจไม่ต้องเก่งมากก็ได้ แต่อยากสื่ออารมณ์ออกไปให้ถึงคนดู

 

ทุกครั้งที่ต้องขึ้นเวทีหนูไม่เคยมีความกังวลเลย หนูกลับรู้สึกดีใจมากๆ ที่จะได้ออกไปโชว์ มันมีความสุขในการเต้น การร้องเพลงบนเวที หนูมีความสุขมากๆ เป้าหมายของหนูก็คือแค่อยากพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ ให้แฟนคลับเห็นพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีจริงๆ

 

หลิงหลิง: อาจจะไม่เหมือนรันม่ากับแพร ตรงที่หลิงเป็นคนที่มีเรื่องราวตามแบบฉบับเพลง Generation Change แบบนั้นจริงๆ หมายถึงว่าภายนอกอาจจะไม่ได้ดูเป็นคนทะเยอทะยานขนาดนั้น แต่จริงๆ ทะเยอทะยานมากกก

 

หลิงรู้สึกว่าการมา CGM48 หลิงเสียอะไรไปเยอะ หมายถึงว่าก็แลกกับหลายๆ อย่างเพื่อมาอยู่ตรงนี้ อย่างเรื่องของการที่ต้องไกลบ้าน รวมถึงเรื่องเรียนด้วย ตั้งแต่ที่รู้ว่าจะต้องย้ายมา CGM48 หลิงก็คิดกับตัวเองว่า เราจะทำอย่างไรก็ได้ คือต้องคุ้มกับสิ่งที่เราต้องแลกไป

 

อะไรก็ตามที่เขาบอกว่าเป็นจุดสูงสุดของการเป็นไอดอล 48 Group หลิงอยากไปถึงจุดนั้นให้หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นเซ็นเตอร์เพลงหลักหรืออะไรก็ตาม หลิงก็ตั้งเป้าไว้ว่าในช่วงชีวิตในการเป็นไอดอลอยากไปให้ถึงให้ได้

 

หรือแม้แต่ตำแหน่งกัปตันที่มีช่วงเปลี่ยนผ่านกันไป คือหลิงรู้ว่ามันยังไม่ใช่เวลาของพวกเราในตอนนี้ แต่ถ้าได้โอกาสก็อยากทำให้ทุกคนเห็นว่าเราเป็นผู้นำ เป็นกัปตันได้เหมือนกันนะ

 

หลิงเป็นพวกชอบผลลัพธ์ค่ะ ชอบอะไรที่จับต้องได้ สมมติว่าเราจะพัฒนาทักษะสักอย่างหนึ่ง คือหลิงต้องมีพัฒนาการที่จับต้องได้ อย่างการได้เป็นเซ็นเตอร์ก็คือผลลัพธ์ของพัฒนาการอย่างหนึ่ง เป้าหมายในวงสำหรับหลิงคือทำอย่างไรก็ได้ให้ไปถึงจุดสูงสุดที่เราพอจะไปได้

 

ขวัญ: หนูจะคล้ายพี่หลิง แต่ต่างกันตรงที่พี่หลิงเป็นคนมีพื้นฐานอยู่แล้ว ส่วนหนูไม่ใช่คนที่มั่นใจอะไรขนาดนั้น หนูอยากเป็นไอดอลที่ได้ทำในสิ่งต่างๆ จนอยู่ในจุดที่ไม่มีอะไรที่คาใจกับการทำหน้าที่ไอดอลแล้ว

 

ถึงจะไม่ได้มั่นใจเท่าพี่หลิง แต่เป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเองว่า ถ้าเราได้โอกาสตรงนี้จริงๆ หนูก็ทำได้เหมือนกัน หนูมั่นใจมากว่าหนูทำได้

 

เพลิน: หนูรู้สึกว่าสิ่งที่หนูอยากจะทำไม่มีที่สิ้นสุด มันทำต่อไปได้เรื่อยๆ หนูอยากพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ ดีขึ้นในทุกๆ วัน

 

ถ้าถามว่าจุดสูงสุดสำหรับหนูคืออะไร…หนูก็คงตอบไม่ได้ เพราะหนูว่ามันไปได้ไกลกว่านั้นอีกเรื่อยๆ คือไม่ได้มีเป้าหมายสูงแบบไกลตัว แค่มองเป็นทีละสเต็ป เป็นขั้นบันไดให้เราได้ไต่และเรียนรู้ไปกับสิ่งต่างๆ ได้ตลอดเวลา

 

CGM48 3rd Generation

 

อาจจะอยู่กับวงได้ไม่นาน แต่อยากรู้ว่า…ความสุขของการเป็น CGM48 ของทั้ง 5 สาวคืออะไร

 

หลิงหลิง: เป็นคำถามที่ไม่น่าร้องไห้ แต่ตอนนี้เหมือนอยากจะร้องไห้ (หัวเราะ) หลิงก็ไม่เคยถามตัวเองจริงจังว่าเข้ามาเป็น CGM48 แล้วความสุขแท้จริงในการอยู่ตรงนี้ของเราคืออะไร การทำหน้าที่ไอดอลตรงนี้หลิงมีความสุขมากเลยนะ แต่บางครั้งเราก็เผลอกดดันตัวเองจนหลงลืมไปว่าความสุข ณ วันนี้คืออะไร

 

สำหรับหลิงคิดว่าการได้เป็นไอดอลก็มีความสุขแล้ว คือก่อนหน้านี้มีโอกาสไปทำอย่างอื่น แต่มันเป็นสิ่งที่ไม่ได้ชอบแต่แรก เลยไม่ได้มีความสุขกับสิ่งนั้นเท่าไร จนได้มาเป็นสมาชิก CGM48 ได้ทำหน้าที่ในแบบที่เราวาดฝันมาเสมอ มันก็สุขใจมากแล้วจริงๆ

 

แพร: ของหนูน่าจะเป็นในแง่ของความอบอุ่น อันดับแรกคือเราเข้ามา เราเจอจากพี่ทีมงาน พี่รินะ ผู้บริหาร ทุกคนในวงของเรามีความน่ารักมากๆ รวมถึงแฟนคลับ ไม่ว่าจะไปออกงานที่ไหนพวกเขาจะตามไปเชียร์กันตลอด

 

มีวันหนึ่งในงาน Hi-Touch เหตุการณ์นั้นทำหนูร้องไห้เลย เพราะว่าพวกเขามารอเราตั้งแต่ก่อนห้างเปิด แล้วอยู่ยาวจนงานเลิก มันเป็นความรู้สึกดีใจที่ผสมกับความเกรงใจ แต่ถ้าเขามีความสุขหนูก็มีความสุขเหมือนกันค่ะ

 

ขวัญ: ความสุขของหนูคือการได้เป็นไอดอลอยู่บนเวที ตั้งแต่เด็กเวลามองคนอื่นยืนอยู่บนเวที หนูคิดเสมอว่าอยากไปอยู่ตรงนั้นบ้างจัง ได้ถูกสายตาของพ่อแม่และแฟนคลับมองด้วยความภูมิใจ ดังนั้นการได้ไปขึ้นสเตจและทำให้คนที่เรารักภูมิใจถือเป็นความสุขที่พิเศษสำหรับตัวหนู

 

รันม่า: ความรู้ของหนูก็คือการเป็น CGM48 นี่แหละ ทุกช่วงเวลาที่อยู่กับวงนี้คือช่วงเวลาแห่งความสุขสำหรับหนูทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตตามปกติ การออกไปโชว์แล้วได้รับฟีดแบ็กชื่นชมจากแฟนๆ รวมถึงจากครูที่ฝึกฝนเราในวง มันเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุขทั้งหมด เพราะเราตั้งใจไว้แล้วว่าการมาอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราก็จะมีความสุขกับการทำหน้าที่ตรงนี้

 

เพลิน: ความสุขของหนูคือการเอาชนะตัวเองได้ เวลาหนูทำอะไรที่สำเร็จขึ้นมาสักอย่าง หนูจะรู้สึกสะใจมาก สนุกมาก เพราะถ้านึกย้อนกลับไปดูระหว่างทาง กว่าจะมาถึงจุดที่เราทำสำเร็จหนูผ่านอะไรมาเยอะมาก เลยรู้สึกว่าชอบและมีความสุข โดยเฉพาะตอนที่เราเอาชนะความท้าทาย ชนะใจตัวเอง หรือความกลัวที่มันติดอยู่ในก้นบึ้งใจเรา

 

มาถึงตรงนี้ THE STANDARD POP หยิบยกคำถามที่เป็นเหมือนกิมมิกในวงสัมภาษณ์กับน้องๆ ในวง CGM48 มาถามทั้ง 5 สาว

 

เพราะสุดท้ายนี้เชื่อว่าทุกคนต่างได้รับคำชื่นชม กำลังใจที่ดีจากคนรอบข้างมาเยอะแล้ว แต่เหนือสิ่งอื่นใด ‘ไม่มีใครรู้จักเราได้ดี…เท่าตัวเราเอง’

 

ถ้าให้พาตัวเราอีกคนมานั่งอยู่ตรงหน้า อยากพูด อยากขอบคุณ หรืออยากบอกอะไรกับเขาคนนี้ 😊

 

 

รันม่า: อยากบอกตัวเองว่า เก่งมากๆ เลยนะที่ฝ่าฟันสิ่งต่างๆ มาจนถึงวันนี้ ย้อนไปตอนที่วงเก่ากำลังจะยุบ หนูรู้สึกเศร้ามาก หนูเชื่อว่าเหตุการณ์นั้นน่าจะทำให้เพื่อนๆ หลายคนรู้สึกเศร้าไม่ต่างกัน หนูอยากจะบอกว่าอย่างพี่เเนล สาวน้อย คนอื่นๆ ที่มาออดิชันกับ BNK48, CGM48 น่าจะผ่านอะไรมาเหมือนกัน และน่าจะมีความรู้สึกไม่ต่างกัน แต่ทุกคนยังเดินหน้าสู้เพื่อทำให้สิ่งที่รักต่อไป

 

หนูอยากจะขอบคุณตัวเองที่ยังมีความสุขกับการอยู่ตรงนี้ ขอบคุณที่ไม่แหลกสลายไปกับความเศร้าในอดีต ขอบคุณที่ไม่ล้มเลิกความตั้งใจและยังคงซื่อสัตย์กับความฝันบนเส้นทางไอดอลที่เรารัก และอยากถือโอกาสขอบคุณใครหลายคนในชีวิตหนูที่ซัพพอร์ตกันมาตลอด และขอบคุณตัวเองจริงๆ ที่อย่างน้อยเกิดมาครั้งหนึ่งในชีวิต เราได้ทำความฝันของตัวเองสำเร็จแล้ว

 

CGM48 3rd Generation

 

แพร: หนูเป็นคนที่เวลาเศร้ามากๆ จะชอบระบายโดยการร้องไห้ เพราะเป็นคนร้องไห้ง่าย มันเหมือนเราได้โอบกอดตัวเองมาตลอด เลยรู้สึกขอบคุณตัวเองที่คอยอยู่กับตัวเอง และรักษาความรู้สึกของตัวเรามาโดยตลอด

 

ขอบคุณตัวเองที่กล้ามาสมัคร CGM48 รุ่น 3 เพราะการตัดสินใจมาออดิชันที่นี่ ถือว่าเป็นก้าวแรกของหนูที่กล้าทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ด้วยตัวเองจริงๆ ซึ่งหนูจะคอยตอบแทนด้วยการทำอะไรที่ดูเฮลตี้กับทั้งร่างกายและจิตใจมาตลอด

 

และอยากจะขอโทษตัวเองที่ชอบคิดกังวลเกินไปจนเผลอบั่นทอนจิตใจตัวเองในบางเวลา อยากจะบอกตัวเองว่าไม่ต้องคิดแบบนั้นนะ เพราะมีหลายคนที่คอยซัพพอร์ตเราอยู่ จงสู้และก้าวเดินต่อไปอย่างมีความสุข

 

 

หลิงหลิง: จริงๆ หลิงเป็นคนคิดถึงตัวเองน้อยมาก คือชอบตั้งเป้าหมายให้ตัวเองก็จริง แต่ไม่เคยคิดว่าระหว่างทางตัวเองจะเป็นอย่างไร

 

หนูเป็นคนเหมือนสนใจคนอื่นเยอะ แต่บางทีมันเป็นข้อเสียในบางเวลา ตรงที่เราแคร์ทุกคนจนลืมแคร์ตัวเอง

 

ล่าสุดแม่หนูก็โทรมาชม แล้วแม่รู้จักนิสัยของหนูดี เขาก็พยายามให้หนูพูดชมตัวเองให้แม่ฟังหน่อย แต่ผลคือหนูพูดไม่ได้ อย่างวันเดบิวต์ที่ทุกคนบอกว่าเราทำดีมาก คือตัวหนูยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ดีขนาดนั้น มันเหมือนคอยหาแต่ข้อเสียของตัวเองตลอดเวลา ซึ่งมันไม่ดีเลย 

 

เลยอยากขอบคุณตัวเองที่ยังดื้อ ยึดมั่นในตัวเอง ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาง่ายๆ โดยเฉพาะในวันที่หลายคนบอกให้เราหยุด ให้เราพอกับเส้นทางนี้ได้แล้ว จนสุดท้ายเราก็สู้จนทำให้ทุกคนเห็นว่าเราทำได้ วันนี้เรามาเป็นไอดอลแบบที่ฝันจนได้แล้วนะ

 

 

ขวัญ: ขอบคุณที่ไม่ปิดโอกาสตัวเองตั้งแต่แรก ขอบคุณที่ตัดสินใจมาสมัคร CGM48 รุ่น 3 ในที่สุดเราก็มาถึงวันนี้จนได้

 

หนูต้องขอบคุณตัวเองด้วยที่เข้มแข็งขนาดนี้ เพราะก่อนงานวันเปิดตัวมันมีวันที่แย่ที่สุดสำหรับหนู วันนั้นหนูสูญเสียกำลังใจสำคัญไป ตอนนั้นคือแอบคิดอยู่ว่าเราเหมาะสมที่จะมาอยู่ตรงนี้จริงไหม เลยอยากขอบคุณตัวเองที่ยังเข้มแข็งอยู่ เดินหน้าทำมันต่อไป ไม่ย่อท้อต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้น และอีกอย่างคือสำหรับหนูการพบเจอแฟนคลับช่วยฮีลใจมากจริงๆ

 

 

เพลิน: หนูอยากขอบคุณตัวเองที่ยังอยู่ตรงนี้ คือตอนแรกที่เข้ามาตรงนี้หนูก็มีคิดเตรียมใจไว้แล้วว่า ต้องมีคนที่แอนตี้เราแน่ๆ ตอนที่เราได้รับโอกาสเป็นเซ็นเตอร์ หนูก็เข้าใจนะว่าคงมีแฟนคลับที่มองว่าเราไม่เหมาะสม เพราะก่อนที่จะประกาศเซ็นเตอร์เพลงประจำรุ่น หนูก็โดนว่ามาก่อนหน้านั้นสักพัก แล้วพอเราได้รับหน้าที่นี้มาเหมือนความแอนตี้มันยิ่งทวีคูณขึ้นไป

 

ตอนแรกหนูจะไม่สู้แล้ว เรื่องนี้หนูเคยปรึกษาพี่รันม่าหลายรอบมากว่า หนูจะอยู่ต่อได้จริงใช่ไหม? หนูไหวใช่ไหม? คือตอนนั้นหนูทำอะไรก็โดนว่าไปหมดเลย มันโดนเยอะมากจนเริ่มท้อ

 

เลยอยากขอบคุณตัวเองที่อดทนมาถึงตรงนี้ ถึงวันนี้หนูอาจจะยังทำได้ไม่ดี แต่ว่าหนูก็จะพัฒนาศักยภาพของตัวเองและเดินหน้าต่อไป เพราะหนูชอบ หนูรักที่จะเป็นไอดอลตรงนี้มากๆ แล้วก็ดีใจที่ตัวเองยังสู้จนได้เดบิวต์พร้อมเพื่อนๆ พี่ๆ

 

ขอฝากพวกเรา CGM48 รุ่นที่ 3 ด้วยนะคะ 😀

 

ฟังเพลง: Generation Change / CGM48

 

The post THE INTERVIEW: CGM48 3rd Generation ความฝัน หยดน้ำตา การเดินทางบนเส้นทางไอดอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิซึรินะ CGM48 สำรวจหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางไอดอล https://thestandard.co/izurina-cgm48-explore-idol-milestones/ Wed, 10 Jul 2024 07:53:44 +0000 https://thestandard.co/?p=955997 อิซึรินะ CGM48

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา รินะ อิซึตะ หรือ อิซึริน […]

The post อิซึรินะ CGM48 สำรวจหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางไอดอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิซึรินะ CGM48

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา รินะ อิซึตะ หรือ อิซึรินะ สมาชิกและชิไฮนิน (ผู้จัดการวง) วง CGM48 ได้ประกาศจบการศึกษาภายในงาน CGM48 TANABATA 2024 โดยเธอจะทำกิจกรรมในฐานะสมาชิกและชิไฮนินของวงจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2024 และจะมีการจัดคอนเสิร์ตจบการศึกษาให้แฟนๆ ได้มาร่วมเก็บเกี่ยวความทรงจำดีๆ ไปพร้อมกับเธอ

 

THE STANDARD POP ถือโอกาสนี้พาแฟนๆ มาร่วมย้อนชมการเดินทางสายไอดอลของอิซึรินะที่คอยส่งมอบรอยยิ้มและกำลังใจให้แก่แฟนๆ มายาวนานร่วม 14 ปีกันอีกครั้ง พร้อมขออวยพรให้เธอโชคดีกับเส้นทางใหม่ที่เลือกเดิน

 

หมายเหตุ: เป็นการรวบรวมผลงานส่วนหนึ่งเท่านั้น

 

 

ภาพประกอบ: ยุทธพล ธไนศวรรย์

อ้างอิง:

The post อิซึรินะ CGM48 สำรวจหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางไอดอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค้นหาตัวตน สิตา CGM48 จากเด็กซนสู่คนที่เข้าใจโลกไม่แพ้ใคร https://thestandard.co/sita-cgm48/ Fri, 21 Jun 2024 10:52:23 +0000 https://thestandard.co/?p=948120 Sita CGM48

ถึงจะสร้างความตกใจให้แฟนคลับเล็กน้อย (ในวันประกาศเปิดตั […]

The post ค้นหาตัวตน สิตา CGM48 จากเด็กซนสู่คนที่เข้าใจโลกไม่แพ้ใคร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sita CGM48

ถึงจะสร้างความตกใจให้แฟนคลับเล็กน้อย (ในวันประกาศเปิดตัวโฟโต้บุ๊ก) แต่เมื่อรับรู้ว่า สิตา ธีรเดชสกุล หรือ ‘สิตา CGM48’ กำลังปล่อยผลงานโฟโต้บุ๊กเล่มแรกในชีวิตของเธออย่าง Last night i dreamed of you ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากแฟนๆ กลับมาอย่างน่าประทับใจ ถึงขั้นที่โฟโต้บุ๊กบางส่วน Sold Out อย่างรวดเร็ว

 

และอีกเช่นเคย THE STANDARD POP ได้โอกาสเปิดบ้านต้อนรับ สิตา CGM48 ที่นอกจากจะมาฝากผลงานโฟโต้บุ๊กสุดพิเศษแล้ว เธอยังได้เล่าเรื่องสนุกๆ จากช่วงเวลาในวัยเด็ก วัยรุ่น ถึงวัยผู้ใหญ่ในปัจจุบัน ที่เชื่อว่าจะทำให้ผู้อ่านได้สัมผัสถึงตัวตนของสิตาอย่างแท้จริง ไปจนถึงเปิดเผยความรู้สึกในหัวใจบางอย่างที่เชื่อว่าหลายคนอาจยังไม่รู้มาก่อน

 

และเพื่อไม่ให้เสียเวลา…เรามาคุยกับเธอไปพร้อมๆ กันเลย 

 

ชีวิตวัยเด็กของสิตาเป็นแบบไหน

 

หนูโตที่จังหวัดแพร่ ในความรู้สึกหนูคิดว่าโลกในวัยนั้นมันมีอยู่แค่นั้น รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเก่งที่สุดแล้วในช่วงเวลานั้น แต่ว่าไม่ชอบทำกิจกรรมค่ะ แล้วก็ไม่ชอบงานแสดงบนเวที ไม่ชอบเลย แต่ยายของสิตาจะชอบให้ไปประกวดนางนพมาศ ไปขึ้นเวทีประกวดชุดซานตี้-ซานต้าในงานคริสต์มาสของโรงเรียน จำได้ว่าไม่ชอบ แต่ทำให้ยายได้ 

 

ความฝันในช่วงนั้น…อยากเติบโตไปเป็นอะไร

 

ตอนเด็กๆ หนูอยากเป็นแอร์โฮสเตสหรือไม่ก็นางแบบค่ะ เป็นอิทธิพลที่ได้รับมาจากการดูสื่อทีวี เพราะว่าเป็นเด็กที่โตมากับการนั่งหน้าจอทีวี เลยมีความรู้สึกอยากเป็นแบบที่คนในจอทีวีเขาเป็นกัน

 

ย้อนรอยวีรกรรมวัยเด็กที่หลายคนอาจยังไม่รู้

 

วีรกรรมนี้เกิดขึ้นในช่วงวันคริสต์มาสของโรงเรียน อยู่ๆ หนูก็โดนใส่ชื่อให้ไปแสดงบนเวทีในงานคริสต์มาส แต่หนูไม่อยากขึ้นเวทีเลย แล้วเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่หนูติดเพื่อนใหม่คนหนึ่ง แล้วเพื่อนก็ชวนโดดงานในวัยประถมต้น แล้วก็พากันไปหลังโรงเรียน ไปแบบที่ยังใส่ชุดฟูๆ ซึ่งคนก็เห็นกันทั้งโรงเรียน (หัวเราะ) 

 

แต่เราก็ไม่ได้ไปไหนไกลนะ แค่ไปอยู่หลังโรงเรียน ไปนั่งเล่นดูพื้นหญ้า ไปทำอะไรก็ได้ที่ไม่ได้ขึ้นเวทีในงานคริสต์มาส พอกลับบ้านมาก็โดนยายดุตามสเต็ป เพราะไม่ขึ้นเวที 

 

 

ขยับขึ้นมาช่วงมัธยม สิตายังเป็นเด็กแสนซนคนเดิมอยู่ไหม

 

ช่วงมัธยมหนูมาอยู่โรงเรียนประจำ เป็นโรงเรียนหญิงล้วน ไม่ได้เล่นมือถือ แล้วก็ไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอก เพราะหนูจะต้องอยู่โรงเรียนตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ ชีวิตส่วนใหญ่ก็จะใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือ อ่านนิยาย ถือเป็นช่วงแรกที่เริ่มอ่านหนังสือแบบจริงจัง แต่ก็ยังคงเป็นสิตาคนเดิมที่ไม่ชอบการทำกิจกรรมของโรงเรียน ไม่ใช่เด็กกิจกรรม 

 

ส่วนหนังสือที่หนูอ่าน หนูอ่านแบบครอบจักรวาลมาก ในช่วงเวลานั้นคือมีอะไรให้อ่านก็อ่านได้หมดเลย แต่ถ้าในปัจจุบันหนูเริ่มหันมาอ่านหนังสือแนวจิตวิทยา แล้วก็ติดนิยายจีนที่เป็นเล่มๆ มีภาคต่อเยอะๆ เรียกว่าอ่านได้หมดเลย

 

กลายเป็นคนที่เสพติดการอ่าน?

 

ด้วยความที่ตอนอยู่แพร่ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ เวลาไปเดินตามห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ยายก็จะพาเราไปอยู่ตรงโซนหนังสือ เราก็จะไปนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนตามโซนต่างๆ พอยายมารับก็ค่อยซื้อกลับไปอ่านต่อที่บ้าน จำได้ว่ามีหนังสือเยอะมากในวัยเด็ก เพราะความบันเทิงของเด็กต่างจังหวัดในยุคนั้นส่วนใหญ่เป็นทีวีหรือไม่ก็หนังสือ

 

เล่าวีรกรรมในช่วงมัธยมจากรั้วโรงเรียนประจำ

 

โห…วีรกรรมเยอะมาก (หัวเราะ) จำได้ว่าตอนมัธยมปีแรกที่เข้าไปในโรงเรียนประจำเราจะยังไม่ค่อยซ่า เพราะว่าเรายังเป็นเด็กใหม่ แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตอนขยับขึ้นมาอยู่ ม.2 เริ่มเจอเพื่อนที่ใช่ ไปด้วยกันได้ แล้ววีรกรรมส่วนใหญ่ก็จะเกิดขึ้นในช่วงกลางดึก เพราะโรงเรียนประจำนักเรียนต้องนอนรวมกัน พอถึงเวลาต้องนอนเขาก็จะปิดไฟแล้วมีครูมาเช็กนักเรียนว่าใครอยู่หรือไม่อยู่ที่เตียงบ้าง ถ้าเขาเห็นว่าใครไม่อยู่ที่เตียงเขาก็จะจดชื่อไป เพราะที่เตียงมันจะมีชื่อของแต่ละคนอยู่ แล้วตอนเช้าครูก็จะเรียกไปคุย 

 

สิ่งที่เราจะทำกันในช่วงเวลานั้นก็คือการปั้นผ้านวมผืนใหญ่ให้ดูเหมือนคนแล้ววางไว้ที่เตียงแทนตัวเรา แล้วก็ออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ไปนั่งเมาท์มอย ตั้งวงกินขนมยามดึกตามระเบียง คือทำอะไรก็ได้ที่ยังไม่นอน เพราะยังไม่ง่วง เป็นวัยที่รู้ตัวเองอยู่ว่าดื้อพอสมควรเลย ยิ่งมาอยู่โรงเรียนประจำรู้สึกจะยิ่งดื้อกว่าเดิม (หัวเราะ)

 

 

จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต อะไรคือแรงผลักให้เด็กไม่ชอบกิจกรรมตัดสินใจเข้ามาอยู่ CGM48

 

ช่วงที่เข้ามาสมัครอยู่กับวง CGM48 เป็นคาบเกี่ยวที่หนูเรียนอยู่ ม.4 ก่อนหน้านั้นหนูซิ่วไป 1 ปีเพราะอยู่โรงเรียนประจำ ช่วงนั้นมีความรู้สึก Burnout อยู่นิดหนึ่ง เป็นความรู้สึกที่ไม่อยากอยู่ในกรอบแล้ว ก็เลยออกมาทำนู่นทำนี่อยู่ปีหนึ่ง แล้วก็กลับมาเข้าเรียน ม.4 ใหม่อีกครั้งหนึ่งที่โรงเรียนใหม่ แล้วถึงจะสมัครเข้ามาอยู่กับ CGM48 

 

ที่บ้านหนูเขามีภาพชัดเจนว่าอยากให้ลูกคนหนึ่งทำงานในวงการบันเทิง แล้วอีกคนหนึ่งเป็นหมอ ซึ่งทางบ้านอยากให้หนูเข้ามาเป็น BNK48 ตั้งแต่ตอนที่รับสมัครรุ่น 2 แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้สนใจอะไร จนการมาถึงของ CGM48 รุ่นที่ 1 เป็นช่วงที่หนูมีความรู้สึกไม่อยากอยู่บ้าน อยากออกไปหาความท้าทายข้างนอก เลยมองว่านั่นคือหนทางที่เราจะออกจากบ้านไปอยู่เชียงใหม่ ก็เลยตัดสินใจสมัครเข้ามา แล้วก็ได้มาอยู่ที่เชียงใหม่ตามใจนึกด้วย 

 

พื้นฐานเดิมหนูเป็นคนที่ชอบไอดอล 48 Group อยู่แล้ว ติดตาม AKB48 และ BNK48 มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ก่อนมาเป็นเมมเบอร์ของวงเราก็เป็นแฟนคลับมาก่อน เลยตัดสินใจสมัครเข้ามาก่อนโดยที่ไม่ได้คิดอะไรเยอะว่าเข้ามาแล้วจะต้องพบเจออะไรบ้าง คิดแค่ว่าได้อยู่ใกล้ยายด้วย (เพราะยายอยู่แพร่) 

 

ช่วงสมัครมีความกังวลไหมว่าเราจะติดหรือไม่ติด

 

หนูไม่คิดอะไรเยอะเพราะหนูมั่นใจว่าตัวเองจะติด 100% หนูแค่รู้สึกว่าตัวเองต้องติดแน่ๆ เซนส์ของหนูบอกว่าอย่างนั้น หนูว่าต้องติดแหละเพราะไม่มีเหตุผลที่หนูจะไม่ติดเลย (หัวเราะ)

 

ส่วนช่วงการเตรียมตัวเข้ามาออดิชันก็ฝึกร้องฝึกเต้นตามปกติ แต่ไม่ได้ถึงขนาดไปเข้าคอร์สเรียนเสริมโดยเฉพาะ เพราะหนูเป็นคนที่มีความรู้สึกว่าถ้ามันใช่…มันก็จะใช่ ก็จะเน้นเต้นเอง ฝึกเอง ร้องเพลงเองเป็นหลัก

 

ความรู้สึกหลังมีชื่อเข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิก CGM48 

 

จำได้ว่ามีความรู้สึกว่า โห…หลังจากนี้เราจะเป็นคนดังเหรอ เราต้องทำตัวอย่างไรดี (หัวเราะ) ในหัวตอนนั้นคิดว่าเราจะกลายเป็นคนที่มีคนรู้จักมากขึ้น เป็นช่วงที่รู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะตอนนั้นก็ไม่ได้บอกเพื่อนของเราเลยสักคน ยกเว้นเพื่อนที่สนิทมากคนหนึ่งที่บอกไปว่าเราจะออกจากกรุงเทพฯ ไปเป็นไอดอลที่เชียงใหม่ 

 

ส่วนชีวิตที่เชียงใหม่แทบไม่ต้องปรับตัวเลย เพราะหนูอยู่ที่แพร่มาก่อน เป็นจังหวัดโซนภาคเหนือเหมือนกัน ดังนั้นบรรยากาศเมืองต่างๆ ให้ความรู้สึกเป็น Comfort Zone ที่ดีสำหรับเรามากๆ เป็นพื้นที่สบายใจ ได้กินอาหารเหนือ เดินไปไหนก็ได้ยินแต่เสียงสะล้อ ซอ ซึง ลอยมา ให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับแพร่ ได้รู้สึกเหมือนอยู่ใกล้ยาย 

 

 

เล่าย้อนไปถึงชีวิตช่วงแรกหลังจากได้มาอยู่ใน CGM48 เป็นอย่างไรบ้าง

 

หนูไม่เข้าใจว่าตอนนั้นทำไมตัวเองถึงไม่รู้สึกอะไรเลย จำได้ว่าแม่ภูมิใจมากว่าเราได้เปิดตัวและได้รับความสนใจจากแฟนๆ เป็นจำนวนมาก มียอดติดตามบนโลกโซเชียลเยอะ ได้ไปงาน ทำกิจกรรมใหญ่มากมาย มันก็มีความรู้สึกดีใจอยู่นะ ทุกวันนี้หนูยังคิดอยู่เลย ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็อยากจะดื่มด่ำกับโมเมนต์นั้นให้เยอะที่สุด 

 

ถ้าถามว่าทำไมถึงไม่รู้สึกอะไรเลย ตอนนั้นอาจเป็นเพราะว่าเรายังใหม่ด้วย เพื่อนในวงรวมถึงเราตั้งรับกันไม่ทันกับการที่อยู่ดีๆ ก็มีเซ็นเตอร์ มีเพื่อนร่วมวงที่จากเราวิ่งเท่ากัน แต่อยู่ด้วยกันไม่นานก็มีคนหนึ่งที่วิ่งนำหน้าเพื่อนไปก่อน มันเป็นภาวะที่เราต้องทำงานกันจริงๆ แข่งกันจริงๆ ความเอ็นจอยที่เกิดขึ้นในช่วงแรกหลังเปิดตัวก็เลยเริ่มหายไปอย่างรวดเร็ว เป็นช่วงที่หนูรู้สึกเหงาอยู่นะในช่วงแรก

 

เมื่อสักครู่สิตาพูดถึงความนิยม และแน่นอนปฏิเสธไม่ได้ว่าสิตาก็คือคนที่ได้รับความนิยมสูงมากๆ นับตั้งแต่ CGM48 รุ่น 1 เปิดตัว เราจึงอยากรู้ความรู้สึกของสิตาว่า การที่เป็นคนที่มีความนิยมสูงกว่าใครเพื่อนในเวลานั้นมันรู้สึกอย่างไร 

 

ตอนนั้นหนูคิดว่าอย่างไรก็ต้องมีคนที่เป็นได้มากกว่าหนู คนที่ตั้งใจ คนที่มีศักยภาพสูงกว่า ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองลอยอยู่เหนือสูงกว่าใคร แค่รู้สึกว่าเราคือคนนั้นจริงๆ เหรอ (คนที่ได้รับความนิยมสูง) 

 

มันมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เรากำลังบินสูงมากๆ แต่เพราะยิ่งสูงยิ่งน่ากลัว อยู่ๆ หนูก็มีความคิด ความรู้สึกกดดันตัวเอง จนกลายเป็นลดศักยภาพตัวเอง จากคนที่กล้าเต้นก็กลายเป็นคนที่ไม่มั่นใจว่าเรายังเต้นดี เต้นถูกหรือเปล่า เพียงเพราะเรากลัวเพื่อนไม่ชอบ กลายเป็นคนไม่มีความมั่นใจที่จะไปยืนอยู่ในตำแหน่งเซ็นเตอร์ด้านหน้าของเพื่อนๆ ซึ่งหนูว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดีเลย แต่โชคดีที่รู้ตัวเร็ว รู้สึกว่าเราจะอยู่กับความรู้สึกแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เลยดึงตัวเองกลับมา คอยเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองมาตลอดจนถึงวันนี้

 

ในห้วงเวลานั้นเรารับมือกับความรู้สึกเหล่านั้นอย่างไร ในวันที่เราเป็นคนที่ได้รับความนิยมสูงของวง ในวันที่ความมั่นใจตกเพียงเพราะกลัวเพื่อนไม่ชอบ 

 

ตอนนั้นหนูไม่แน่ใจว่าผ่านมันมาได้อย่างไร แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงโควิดก็เลยไม่ค่อยได้เจอเพื่อนๆ สักเท่าไร เราก็พยายามทำตัวเองให้เป็นอย่างที่เป็น ทำในสิ่งที่ชอบ ตอนนั้นแค่รู้สึกว่าการได้เป็นตัวเอง ต่อให้จะมีคนเกลียดหรือมีคนชอบก็ยอมรับได้ เพราะว่าสิตาต้องอยู่ตรงนี้อีกนาน ถ้าสิตาไม่เป็นตัวเองตั้งแต่ตอนนี้ ในอนาคตผู้คนจะผิดหวังในตัวเราแน่ๆ โดยเฉพาะแฟนคลับของเราเอง

 

 

การเป็นเซ็นเตอร์คนแรกของ CGM48 รู้สึกอย่างไร

 

ตอนนั้นหนูมั่นใจว่าอย่างไรหนูก็ต้องได้เป็นเซ็นเตอร์ ตอนนั้นเป็นช่วงที่กลับมาจากอีเวนต์ที่ญี่ปุ่น พอกลับมาก็มีความรู้สึกว่าอย่างไรเซ็นเตอร์คนแรกก็ต้องเป็นหนูนี่แหละ แต่พอได้เป็นจริงๆ ก็กลับไม่ได้รู้สึกว้าวหรือดีใจเวอร์วังขนาดนั้น เพราะในหัวตอนนั้นมีแต่ความรู้สึกที่ว่าหลังจากนั้นน่ะคือของจริงแน่ๆ เส้นทางชีวิตของสิตาจะยากกว่าเดิมหลายเท่าแน่นอน และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ (หัวเราะ)

 

ในวันดีๆ ก็ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องแย่ๆ เราจะไม่ถามว่าเคยมีความทุกข์กับเรื่องอะไร แต่อยากรู้ว่าทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับเรื่องแย่ๆ สิตารับมือและก้าวข้ามอุปสรรคมาได้อย่างไร

 

หนูมักจะเอาคำพูดท็อกซิกเปลี่ยนมาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเอง เช่น เขาอาจบอกว่าหนูทำอย่างนู้นอย่างนี้ไม่ได้ เพราะศักยภาพของตัวหนูมีแค่นี้ หนูก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อสวนคำพูดเหล่านั้นกลับไปด้วยการทำให้เขาเห็นว่าเราทำได้ 

 

หรือบางคนจะชอบพูดว่าให้หนูรีบออกจากวงไปซะ เบื่อขี้หน้าแล้ว หนูก็จะสวนกลับไปว่าถ้าอย่างนั้นหนูจะอยู่ให้นานกว่าเดิม 

 

สิ่งเหล่านี้มันทำให้สิตาเป็นคนไม่ใส่ใจกับคำพูดท็อกซิกเท่าไร แต่มันก็มีบางช่วงที่เราไม่รู้ตัว เราเผลอเก็บมันมาใส่ใจ จนเก็บเอามากลายเป็นฝันร้ายอยู่ตลอด มันเคยเกิดขึ้นในช่วงแรกๆ เลย แต่หนูก็ผ่านมันมาได้เสมอ เพราะเชื่อว่าถึงแม้วันนี้เราจะเจอเรื่องแย่ๆ แต่ถ้าเราก้าวข้ามมันไปได้ วันข้างหน้ามันจะต้องมีสิ่งที่ดีรอโอบกอดเราอยู่แน่นอน 

 

หนูไม่เครียดกับเรื่องดราม่าเลย ได้แต่รำพึงกับตัวเองว่า ‘อีกแล้วเหรอ!’ ซึ่งใจหนูเป็นห่วงความรู้สึกของแฟนคลับมากกว่า กลัวว่าแฟนคลับจะเบื่อที่จะต้องมารับรู้เรื่องอะไรแบบนี้ ส่วนตัวหนูก็นั่นแหละ ไม่ค่อยแคร์เท่าไร เพราะหนูไปบังคับความคิดใครไม่ได้อยู่แล้ว หรือจะคิดในแง่บวกก็อาจหมายถึงว่ามีคนให้ความสนใจเราเยอะเหมือนกันนะ (หัวเราะ) 

 

 

เห็นว่าเคยมีความคิดอยากแกรด เกิดอะไรขึ้น เล่าให้ฟังหน่อย

 

หนูเป็นคนที่รักแฟนคลับมาก แฟนคลับคือความสำคัญลำดับแรกๆ ในชีวิตของหนู แต่ถ้าเราเริ่มรู้สึกว่าแฟนคลับเขาพร้อมที่จะไปจากเรา หนูก็น่าจะอยู่ตรงนี้ไม่ได้ เรื่องนี้มันเป็นเหมือนจุดอ่อนของหนูเลย คือเจอเรื่องท็อกซิกหนักแค่ไหนยังทนไหว แต่ถ้าเป็นเรื่องแฟนคลับรักหนูน้อยลง มันมีผลกระทบต่อหนูไม่น้อยเลย แล้วยิ่งช่วงนี้มีสมาชิกรุ่นใหม่เข้ามาเยอะขึ้น ก็ยังมีช่วงที่เผลอแอบน้อยใจอยู่นิดหนึ่ง (หัวเราะ) แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรเยอะแล้ว เพราะหนูเชื่อใจในแฟนคลับของหนูค่ะ 

 

ที่ผ่านมาหนูไม่เคยมานั่งนับคำนวณว่าแฟนคลับหนูเข้ามาและหายไปจำนวนเท่าไร แต่สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุดคืองานจับมือ เห็นเขาเข้ามาแล้วเขาก็หายไป ซึ่งหายไปอยู่เลนข้างๆ (หัวเราะ) ยอมรับว่าแรกๆ มีเฟลบ้าง จนมันเกิดเป็นคำถามว่าเราทำอะไรผิดพลาดหรือเปล่า แต่สุดท้ายหนูก็เลิกคิดแล้วปล่อยวางได้ แล้วหันสายตามองที่แถวของตัวเอง มองไปถึงท้ายเลนของตัวเองก็พบว่ายังมีคนรักเรามากมาย หนูเลยเลิกคิดแบบนั้นแล้วก็หันมาส่งต่อความรักและกำลังใจให้กับคนที่อยู่กับเราดีกว่า

 

สิ่งที่สิตาได้เรียนรู้จากการเป็นไอดอล CGM48 คืออะไร

 

หนูไม่รู้จะพูดอย่างไร แต่การมาอยู่ตรงนี้ทำให้หนูได้เรียนรู้ว่ามนุษย์มีความหลากหลายมาก ทุกคนมีม้วนหนังเป็นของตัวเอง เมื่อก่อนหนูเป็นคนที่ชอบตัดสินคนจากภายนอก แล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเข้าสังคมเท่าไร 

 

แต่พอมาเป็นไอดอลทำให้หนูตกตะกอนได้ว่า เราไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่มาจับมือเรา เบื้องหลังของเขาแบกอะไรไว้อยู่ เขาเสียเงิน 350 บาทมาจับมือเรา คนอื่นอาจมองว่าเขาเป็นแค่โอตะ เป็นคนที่หาความสุขเข้าตัวเอง แต่อย่างที่บอก เราไม่มีทางรู้เลยว่าข้างหลังเขาแบกอะไรไว้อยู่บ้าง

 

หลังจากนั้นหนูเลยเป็นคนที่มีความเข้าใจมนุษย์ร่วมโลกมากขึ้น คิดถึงใจคนอื่นมากขึ้น เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น อีกอย่างคือได้เรียนรู้ว่าไอดอลเป็นคนที่เข้มแข็งมาก ภายนอกพวกเขาดูสดใส อ่อนหวาน แต่เบื้องหลังเขาต้องใช้พลังกายและพลังใจในการทำหน้าที่มากกว่าคนทั่วไป นั่นทำให้หนูนับถือทุกคนที่อยู่ในสายอาชีพนี้ พวกเขาเก่งกันมากๆ เลย 

 

 

เมื่อสักครู่เราได้พูดคุย-รับรู้มุมมองของสิตาผ่าน 2 ช่วงเวลา นั่นคือวัยเด็ก-วัยรุ่นที่เริ่มเข้ามาเป็นสมาชิก CGM48 ทำให้เราอยากรู้ต่ออีกนิดว่า ณ ปัจจุบันสิตาในวัย 20 ปีบริบูรณ์ เป็นคนแบบไหน

 

วันนี้หนูกล้าพูดเลยว่าหนูเป็นคนที่เติบโตขึ้นมาก ด้วยความที่วัยนี้ไม่ได้อยู่กับเพื่อนแล้ว ไม่ได้เป็นวัยที่เล่นซนมานานมาก ตอนนี้เป็นสิตาที่แต่ก่อนไม่เคยคิดอะไร แต่นาทีนี้คิดอะไรก็เป็นงานไปเสียหมด เห็นทุกอย่างเป็นงานไปหมดเลย แล้วก็เป็นคนที่ Work Hard, Play Hard หนูเป็นคนที่เต็มที่กับงานมาก แต่เมื่อจบงานหนูจะหนีไปอยู่ในโลกของตัวเองด้วยการออกไปเที่ยวเล่น ไปรีแล็กซ์ สร้างความผ่อนคลายให้ตัวเอง 

 

อีกเรื่องคือมีพี่สตาฟฟ์เคยบอกหนูว่า ตั้งแต่เลี้ยงแมว หนูเป็นคนที่อ่อนโยนขึ้น หนูเลยคิดว่า ฟูยุ (ชื่อแมว) เป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งในชีวิตของหนูเหมือนกัน ย้อนกลับไป 2 ปีก่อน ด้วยความที่เรามาอยู่คอนโดคนเดียว แล้วมันเป็นช่วงที่เราก็เหงาๆ แล้วก็มีช่วงที่เกิดคำถามในหัวว่า มีใครที่รักเราจริงบ้าง แล้วหนูก็ถามตัวเองกลับเหมือนกันว่า ตัวเราล่ะ เคยรักใครจริงๆ หรือเปล่า โดยที่ไม่หวังอะไรตอบแทน 

 

เลยเกิดความรู้สึกว่าอยากจะลองเลี้ยงแมวไว้สักตัว พอได้เลี้ยงเท่านั้นแหละ เลยรู้ว่าการรักใครโดยไม่หวังอะไรตอบแทนมันเป็นอย่างไร พี่สตาฟฟ์ก็บอกว่าหนูเป็นคนอ่อนโยนขึ้นมาก หนูก็เลยคิดว่าเป็นเพราะแมวแน่ๆ ที่ทำให้หนูรู้จักกับความรู้สึกนี้ ว่าการรักโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนมันเป็นอย่างไร แค่เลี้ยงเขา มอบความรักให้เขา เห็นเขาแฮปปี้ มันก็มีความสุขมากๆ เลยนะ

 

ความสุขของหนูตอนนี้คือการได้อยู่กับแมว แล้วก็ได้ทำงานไอดอล รู้สึกมีความสุข 2 เท่า เมื่อได้ทำ 2 สิ่งนี้พร้อมกัน 

 

ถามแทนใจแฟนคลับ สิตาอยากเป็นไอดอลอีกนานแค่ไหน 

 

จนกว่าแฟนคลับจะบอกให้พอแล้วกัน จริงๆ หนูก็ยังอยากทำอย่างอื่นด้วยนะ เพราะหนูเป็นคนที่ไม่อยากอยู่กับที่ หนูยังอยากลองทำงานเบื้องหลัง อยากลองเป็นนักแสดง หนูอยากเป็นทุกอย่างที่หนูสามารถจินตนาการได้ในเวลานี้ ต้องรอดูในอนาคตว่าจะมีสิ่งไหนที่จะทำให้สิตาอยากก้าวไปท้าทาย เมื่อถึงตอนนั้นสิตาก็คงจะเลือกทำในสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ 

 

ขยับมาที่ผลงานชิ้นโบแดงอย่าง 1st Photobook ผลงานเดี่ยวชิ้นแรกที่สิตาภูมิใจนำเสนอ เราจึงอยากให้สิตาได้เล่าย้อนไปถึงเหตุผลที่ทำให้งานนี้เกิดขึ้น เพราะไม่บ่อยครั้งที่สาวๆ 48TH จะมีโฟโต้บุ๊กเดี่ยวของตัวเอง

 

คือมันเกิดจากสิตาน้อยใจตัวเองเล็กน้อยที่เรายังทำสิ่งต่างๆ ไม่ได้สุดขนาดนั้น เต้นก็ไม่ได้สุดขนาดนั้น แล้วคอนเทนต์ของวงช่วงนั้นก็จะมี INDY CAMP หรือการเล่นดนตรีต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ ก็เลยคิดในใจว่า แล้วมีอะไรที่เราสามารถทำได้บ้าง 

 

หนูมองว่าเด็กในสังกัดนี้มีประสิทธิภาพมาก พวกเขาสามารถสร้างผลงานในหลายด้าน หรือด้านอื่นๆ ได้อีก แล้วทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ หนูมักจะฮีลใจด้วยการไปคอสเพลย์แล้วก็สนุกไปกับมัน เมื่อก่อนทำบ่อยมาก แต่หลังๆ เริ่มขี้เกียจแต่งตัวบ้าง (หัวเราะ) เลยเน้นถ่ายรูปอย่างเดียว จนเริ่มคิดว่าการถ่ายภาพอาจเป็นจุดแข็งของสิตาหรือเปล่าที่ไม่ใช่แค่การร้องหรือเต้น ก็เลยได้เอาจุดแข็งตรงนี้มาทำเป็นโปรเจกต์นี้

 

งานนี้เริ่มพูดคุยกันในช่วงงาน GE ครั้งล่าสุด ทางผู้ใหญ่ก็มาบอกกับสิตาว่า ถ้าอยากลองทำอะไรให้ลองมาบอกกัน ซึ่งหนูก็เสนอการทำโฟโต้บุ๊กไป เพราะอยากรู้เหมือนกันว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริงหรือเปล่า พอผู้ใหญ่โอเคหนูก็ไม่ลังเลเลยที่จะทำงานนี้

 

ภาพใหญ่ของหนูในปีนี้คือหนูต้องการแมส (มีชื่อเสียง) มากกว่านี้ เวลาหนูจะทำงานในแต่ละปี หนูจะมีภาพใหญ่หรือเป้าหมายที่อยากทำให้ได้ในแต่ละปี แน่นอนว่าปีนี้หนูอยากแมสกว่าเดิม หนูตั้งใจกับงานนี้มาก ไปร้านหนังสือ Kinokuniya เอาตลับเมตรไปวัดหนังสือโฟโต้บุ๊กว่ามีไซส์อะไรบ้าง เรียกว่าเป็นเล่มที่ผ่านการคิดดีไซน์จากสิตาเยอะมาก

 

ตอนแรกมีการวางคอนเซปต์ สถานที่ถ่ายภาพไว้เยอะมากว่าต้องถ่ายที่นั่น ถ่ายชุดนี้ จนผ่านการคุยกับผู้ใหญ่แล้ว และได้ออกมาในคอนเซปต์นี้ ซึ่งหนูก็ชอบแบบนี้ ก็เลยออกมาเป็นโฟโต้บุ๊กในแบบที่คิดว่าจะสะท้อนตัวตนของสิตาได้มากที่สุด แล้วเป็นงานถ่ายที่เชียงใหม่ พื้นที่ Comfort Zone ของสิตาด้วย ทั้งหมดใช้เวลาถ่ายเพียง 3 วัน กับชุดที่ต้องเปลี่ยนร่วม 10 ชุด ซึ่งถือว่าเยอะมาก 

 

ความโดดเด่นของโฟโต้บุ๊กเล่มนี้คืออะไร

 

เท่าที่หนูไปศึกษาโฟโต้บุ๊กเล่มอื่นในเมืองไทยจะให้ฟีลแบบน่ารัก น่ายกย่อง แต่หนูอยากให้คนที่รับชมโฟโต้บุ๊กของหนูรู้สึกว่าสิตาเป็นคนที่เข้าถึงได้ง่าย ในนั้นจะมีการถ่ายทอดถึงชีวิตประจำวัน มิติที่แตกต่างกันออกไป และช็อต Unseen ต่างๆ ที่คิดว่าแฟนๆ ยังไม่เคยเห็น เช่น ชุดที่ไม่เคยใส่ ลุคที่ไม่เคยแต่งที่ไหนมาก่อน แล้วก็จะสอดแทรกกิมมิกต่างๆ ที่คิดว่าแฟนคลับของสิตาน่าจะชอบอย่างแน่นอน

 

 

พูดถึงความต่างของโฟโต้บุ๊กทั้ง 4 Edition ที่ปล่อยออกมาให้แฟนคลับได้จับจอง

  • ตอนนี้แฟนๆ สามารถจับจองในส่วนของ Regular Edition (Jacket A) ที่หนูจะแจกลายเซ็นผ่านออนไลน์ให้ได้ เป็นเซ็ตที่ไม่ว่าคุณจะอยู่ไหน เราก็เซ็นและส่งไปให้คุณ เพิ่งจะเปิดให้พรีออร์เดอร์ถึงวันที่ 7 กรกฎาคมนี้ 
  • ส่วน Birthday Edition เป็นเซ็ตที่สิตารู้สึกว่า ถ้าคุณไม่ได้พรีออร์เดอร์จะรู้สึกเสียดายที่สุด คือซื้อ Jacket B บินมาที่เชียงใหม่ เพื่อมาดูแฟนมีตวันเกิดของสิตาโดยเฉพาะ ซึ่งจะขึ้นแสดงร่วมกับเมมเบอร์อีก 5 คน แน่นอนว่าสิตาเป็นคนคิดโชว์และคอนเซปต์ทั้งหมดในโชว์นี้ด้วย
  • Dinner Edition คนที่ซื้อ Jacket C ทันจะได้ร่วมดินเนอร์ กินมื้อเย็นกับสิตาร่วมกันจริงๆ (อีเวนต์จะเกิดขึ้นในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ) แล้วก็จะมี Invitation Card (การ์ดเชิญ) เขียนสดด้วยลายมือของสิตา ข้างในก็จะมีข้อความประมาณว่า “ขอเรียนเชิญคุณ…มาร่วมงานดินเนอร์” ประมาณนี้ หนูสังเกตเห็นว่าจุดแข็งของแฟนคลับหนูคือเขาจะรู้จักกันแล้ว ก็เป็นกลุ่มที่มีความเหนียวแน่น หลังงานจับมือพวกเขาจะชอบนัดไปกินข้าวเย็นด้วยกัน ซึ่งหลายครั้งตัวหนูก็อยากไปด้วย (หัวเราะ) ก็เลยถือโอกาสนี้จัดอีเวนต์กินมื้อเย็นร่วมกับแฟนๆ ไปเลย และแน่นอนว่าแจ็กเก็ตนี้ Sold Out ภายใน 1 นาที 
  • Nippon Haku Edition เป็น Jacket D หนูจะไปแจกลายเซ็นให้ในงาน Nippon Haku ของปีนี้ เพราะอีเวนต์นี้อยู่คู่กับ 48 Thailand มานาน และปีนี้หนูจะมีบูธเป็นของตัวเอง ถ้าใครมีแจ็กเก็ตนี้ก็เอามาให้เซ็นกันนะคะ 

 

Last night i dreamed of you ทำไมต้องเป็นชื่อนี้

 

เพราะว่าหนูฝันถึงแฟนคลับบ่อย แล้วเป็นความฝันของหนูอีกอย่างนั่นก็คือการที่ถึงเวลาต้องบินเดี่ยวได้แล้ว แม้ในอดีตอาจมีความกลัวที่ต้องลงมือทำ แต่ตอนนี้ไม่กลัวแล้วค่ะ หนูพร้อมจะก้าวเดินต่อไป ถ้าเป็นไปได้หนูจะไปให้สูงที่สุด เพราะนี่คือเส้นทางของหนู

 

เราได้เห็นความฝันในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นของสิตาไปแล้ว เราจึงอยากทราบว่าตอนนี้ความฝันของสิตาคืออะไร

 

ถ้าไม่ติดอะไรเลยในชีวิต สิตามีความฝันอยากเที่ยวรอบโลก อยากออกเดินทางไปทุกๆ ที่ งานอดิเรกของหนูคือการฟังพอดแคสต์ของ THE STANDARD รายการ 8 Minute History พอได้ฟังแล้วมันก็อยากเปลี่ยนสิ่งที่ฟังให้เป็นการได้ออกไปเที่ยว ไปสัมผัส ไปดูด้วยตาของตัวเอง 

 

และอีกอย่างที่อยากทำคืออยากลองเป็นนักแสดง ซึ่งต้องบอกก่อนว่าสกิลเป็นศูนย์มาก เพราะยังไม่เคยลงมือทำจริงๆ แอบรู้สึกว่าท้าทายมากๆ แต่ถ้ามั่นใจบวกกับมีโอกาสเข้ามาก็พร้อมทำอย่างเต็มที่ค่ะ 

 

 

ในช่วงสุดท้ายของบทสนทนา THE STANDARD POP หยิบยกคำถามที่เป็นเหมือนกิมมิกในวงสัมภาษณ์กับน้องๆ ในวง BNK48 หรือ CGM48 มาถามสิตา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เธอจะตอบคำถามนี้

 

ถ้าให้พาสิตาอีกคนมานั่งอยู่ตรงหน้า อยากพูด อยากขอบคุณ หรืออยากบอกอะไรกับสิตาคนนี้

 

ถ้าสิตาเป็นตัวละครในหนัง หนูก็คงไม่ชอบผู้หญิงคนนี้เท่าไร (หัวเราะ) เพราะดูไม่ใช่ตัวละครที่อยู่ในฝั่งดีที่สุด แต่ในเมื่อนี่คือตัวหนูเอง หนูก็ต้องรักเขาให้มากๆ ยิ่งคนไม่รักเยอะเท่าไร หนูก็ยิ่งต้องรักตัวเองให้มากขึ้นเท่านั้น 

 

ก็อยากบอกว่า เก่งแล้วนะที่เป็นแบบนี้ ขอบคุณทุกสิ่งอย่างแม้จะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี แต่มันก็สร้างให้สิตาเป็นสิตาในวันนี้ คิดว่ามันคือสิ่งที่พิเศษในแบบของตัวเองแล้วละ ในอนาคตถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากให้ต้องรู้สึกเหนื่อยและแข่งกับใคร อยากให้สิตามีอิสระในตัวเองสักที 

 

ตอนนี้ถ้าสิตายังไหวก็วิ่งต่อไปให้สุดทางไปเลย แต่เมื่อถึงวันหนึ่งถ้าสิตาพอใจกับอะไรสักอย่างแล้ว ก็จงเคารพในความพอใจนั้น เชื่อว่าแฟนคลับอาจเข้าใจว่าสิตาไม่เคยพอใจกับอะไรเลย อาจมองว่าสิตาเป็นคนที่ไขว่คว้าทุกอย่าง วิ่งหาทุกอย่างที่สิตาต้องการ ถ้าหนูพูดหมดต้องร้องไห้แน่เลย (หัวเราะ) ก็ขอให้สิตาได้อยู่กับแมวตลอดไปนะ

 

 

เปิดซองจดหมายถึงแฟนคลับ 

 

สวัสดีค่ะ สิตานะคะ ขอบคุณที่เข้ามารักเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้เพอร์เฟกต์เต็มร้อย เป็นแค่เด็กเอาแต่ใจคนหนึ่ง แต่คุณรักเราด้วยใจจริงๆ คุณให้เด็กคนนี้โดยที่ไม่หวังอะไรตอบแทน ก็เลยอยากให้ทุกคนได้รับความรักแบบนั้นจริงๆ กลับไปบ้าง ไม่ว่าจะมาจากใครก็ตาม ในวันหนึ่งถ้าสิตาไม่ได้เป็นไอดอลแล้ว อาจฟังดูเห็นแก่ตัวนิดหนึ่ง แต่สิตาอยากขออยู่ในความรู้สึกของทุกคนแบบนี้ตลอดไปได้ไหม เพราะแฟนคลับคือสิ่งสำคัญในชีวิตของสิตามาก ถ้าเลือกได้ก็อยากให้สิตาคงอยู่ในสมองหรือหัวใจของแฟนคลับตลอดไป เพราะตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของหนูนับจากนี้ คงจะลืมแฟนคลับไม่ได้เช่นกัน ขอบคุณมาก…รักนะ 🥰

 

The post ค้นหาตัวตน สิตา CGM48 จากเด็กซนสู่คนที่เข้าใจโลกไม่แพ้ใคร appeared first on THE STANDARD.

]]>
BNK48-CGM48 ค้นหา ‘ตัวตน’ อีกด้านผ่านบทเพลง ‘ที่หนึ่งตรงนั้น เป็นฉันได้ไหม’ https://thestandard.co/bnk48-cgm48-dare-no-koto-wo-ichiban-aishiteru/ Thu, 11 Apr 2024 08:50:24 +0000 https://thestandard.co/?p=921938 BNK48-CGM48

เมื่อเร็วๆ นี้ BNK48 วงไอดอลชื่อดังได้ปล่อยมิวสิกวิดีโอ […]

The post BNK48-CGM48 ค้นหา ‘ตัวตน’ อีกด้านผ่านบทเพลง ‘ที่หนึ่งตรงนั้น เป็นฉันได้ไหม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BNK48-CGM48

เมื่อเร็วๆ นี้ BNK48 วงไอดอลชื่อดังได้ปล่อยมิวสิกวิดีโอเพลง Dare no Koto wo Ichiban Aishiteru? – ที่หนึ่งตรงนั้น เป็นฉันได้ไหม? จากยูนิต Under Girls ที่มาจากอีเวนต์ BNK48 16th Single Senbatsu General Election ออกมาให้แฟนๆ ได้รับชม รับฟัง

 

โดยเพลงนี้มีจุดน่าสนใจอยู่ที่สไตล์และคาแรกเตอร์ที่ฉีกจากภาพไอดอลที่เน้นความสดใสอย่างสิ้นเชิง ผ่านท่วงทำนองเพลงที่เร้าใจ เนื้อหาที่มีความหมายเชือดเฉือน และท่าเต้นสุดเท่ ซึ่งสมาชิกทั้ง 16 คนสามารถถ่ายทอดอินเนอร์และอารมณ์ร่วมที่มีต่อเพลงออกมาได้อย่างน่าสนใจ

 

และอีกเช่นเคย THE STANDARD POP ได้โอกาสเปิดบ้านต้อนรับ 6 สาวตัวแทนจากซิงเกิลยูนิต Under Girls อย่าง ลูกเกด-พิมพ์ลภัส สุวรรณน้อย, แอล-สิริกร นิลกษาปน์, ฟอร์จูน-ปัณฑิตา คูณทวี, ข้าวฟ่าง-ญาณิศา เมืองคำ, เหมย-รพีพรรณ แช่มเจริญ และ พีค-ภูษิตา วัฒนากรแก้ว ที่นอกจากจะแวะเวียนมาฝากผลงานเพลงใหม่แล้ว พวกเธอยังได้เล่าเรื่องสนุกๆ จากการทำงานครั้งนี้ ไปจนถึงเปิดเผยความรู้สึก ตัวตนจากมุมมองที่ต่างออกไป ที่เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน

 

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา…เรามาคุยกับพวกเธอไปพร้อมๆ กันเลย 

 

BNK48-CGM48

 

เจาะลึกความหมายเพลง ที่หนึ่งตรงนั้น เป็นฉันได้ไหม?

 

ลูกเกด: ต้องบอกก่อนว่าหนูมีส่วนร่วมในการเลือกเพลงนี้ ตอนแรกก็คิดหนักว่าจะเอาเพลงอะไรดี เพราะส่วนตัวหนูรู้จักเพลงค่อนข้างน้อย ซึ่งหนูก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่ามันมีเพลงที่เขาเอาเมมเบอร์จากสองวงมารวมกันทำโปรเจกต์นี้ Sakamichi AKB ก็เลยรู้สึกว่าเราก็เลือกเพลงมาใหญ่เหมือนกัน แล้วพอได้ประกาศออกไปให้แฟนๆ รับทราบว่า Under Girls จะเป็นเพลงนี้ ได้เริ่มเห็นความคาดหวังของแฟนๆ แล้วตอนที่เราโชว์ First Performance กระแสตอบรับก็ค่อนข้างดี 

 

ส่วนความหมายของเพลงนี้มันตีความได้หลายอย่าง ถ้าแปลตรงๆ ก็คือ ฉันอยากเป็นที่หนึ่งในใจเธอ แต่เนื้อหามันไม่ได้เจาะจงขนาดนั้น ในเนื้อเพลงก็จะมีท่อนที่แสดงออกถึงความท้อ ปล่อยใจล่องลอย แต่สุดท้ายแล้วมันก็จะฮึดสู้กลับมาเพื่อจะเป็นที่หนึ่งให้ได้ 

 

การตีความหมายในมุมที่ต่างออกไปจากสมาชิกคนอื่น

 

พีค: สำหรับหนู หนูรู้สึกว่าเพลงนี้มันให้ความกดดัน ความหนักหน่วง เหมือนเราแบกเป้าหมายของเราสักอย่างไว้ เพื่อที่จะก้าวขึ้นไปข้างบน ซึ่งเรายังทำไม่ได้สักที แต่เราก็ยังคงพยายามที่จะทำมันต่อไป

 

ฟอร์จูน: สำหรับหนูเพลงนี้มาในช่วงที่กำลังดู Attack on Titan มันอาจจะฟังดูเบียวหน่อยๆ แต่หนูก็ขอบคุณตัวเองที่ได้ดูเรื่องนี้ในเวลานี้พอดี ด้วยความที่เพลงนี้เป็นเพลงญี่ปุ่นด้วย แล้วอนิเมะที่เราดูเป็นของญี่ปุ่นด้วย หนูเปรียบตัวเองเป็นมิคาสะ ถึงทุกคนจะบอกว่าหนูเป็นไททันก็ตาม (หัวเราะ) มิคาสะคือตัวละครที่หนูมองว่าเขามีคาแรกเตอร์ตรงกับเพลงนี้ มีความนิ่งและเยือกเย็นมาก ถ้าเขาจะต้องปลิดชีพใครเขาจะไม่ลังเล

 

ข้าวฟ่าง: หนูมองเป็นเพลงเศร้า รู้สึกว่าเพลงมันแสดงความเจ็บปวดจนถึงขั้นที่เราเป็นโรคจิต (Psychopath) ถ้าฟังต้นฉบับนี่คือเพลงที่เนื้อหาแรงมาก แต่ว่าเราเอามาแปลไทยให้ได้เนื้อหาที่ซอฟต์ที่สุด 

 

 

แต่ละคนชอบเพลงท่อนไหนกันบ้าง

 

ฟอร์จูน: ของหนูเป็นท่อน “ความรักมันทำให้ฉันเจ็บ แทบคลั่งตายข้างใน” รู้สึกว่าเหมือนชีวิตคนเรามันดำเนินไปด้วยความรัก เลยรู้สึกว่าความรักนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวดที่สุดในชีวิต รู้สึกว่ามันเป็นท่อนที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ง่ายผ่านมุมมองของแต่ละคน 

 

ข้าวฟ่าง: “แสนเจ็บเหลือเกิน มันทรมานไม่ไหวเลย เพราะว่าไม่เคย จะเป็นจะตายแล้วหัวใจ ความรักมันทำให้ฉันเจ็บ แทบคลั่งตายข้างใน” มันเหมือนฟีลอกหักทิพย์หน่อยๆ 

 

ลูกเกด: “แบกเอาไว้ แบกมันไว้ แบกเอาความเศร้า” มันเหมือนการแบกความเศร้าเอาไว้ที่เราคนเดียว มันเป็นช่วงที่เรารู้สึกเหมือนเราไม่เหลือใครแล้ว แต่จริงๆ คนรอบตัวเราก็ยังมีอยู่ เพียงแต่เราก็ยังเลือกที่จะแบกรับมันไว้คนเดียว ก็เลยรู้สึกชอบท่อนนี้ 

 

เหมย: “กับสิ่งที่เป็นของฉันแต่ต้องสิ้นหวัง ต้องพังทุกครั้งเรื่อยไป ไม่ว่าผ่านมานานแค่ไหน” ฟังดูแล้วมันรู้สึกบีบหัวใจอยู่นิดหนึ่ง เหมือนการที่เราอยากจะครอบครองใครคนนั้นที่พูดถึงในเพลงนี้ แต่ท้ายที่สุดเราจะได้ครอบครองเขาหรือไม่ก็ไม่รู้ มันก็เลยเป็นความรู้สึกที่เหมือนใจสลาย 

 

แอล: หนูชอบท่อนเดียวกับพี่ข้าวฟ่างเลยค่ะ เพราะมันเป็นท่อนที่หนูได้ร้องด้วย ตอนที่ได้ร้องท่อนนั้นรู้สึกว่าหนูมีความอินมาก จนตอนที่อัดเสียงหนูถึงกับร้องไห้เลยหลังจากที่ร้องเสร็จ เพราะรู้สึกว่ามันเจ็บปวดตามเนื้อเพลงมาก 

 

พีค: “ก็ฉันทำได้แค่นี้ เป็นที่หนึ่งไม่ได้สักที แต่ก็รู้จะให้ทำไงดี ฉันต้องทำยังไง” มันให้ความรู้สึกว่าเรากำลังอยากได้บางสิ่งบางอย่าง เพียงแต่เราไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้ได้มา ทั้งที่เราพยายามฮึดสู้หรือแบกความกดดันเอาไว้ทุกอย่าง ซึ่งทำอย่างไรก็ยังไม่ได้มา ก็เลยเป็นการตั้งคำถามว่า สรุปแล้วเราต้องทำอย่างไร 

 

BNK48-CGM48

 

เล่าบรรยากาศการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอให้ฟังหน่อย

 

ข้าวฟ่าง: ด้วยความที่เพลงของเราเน้น Performance อยู่แล้ว เน้นท่าเต้น ก็เลยรู้สึกเป็นการถ่ายทำที่ถ่ายช็อตเต้นไปเยอะมากๆ เรียกว่าเก็บกันทุกมุม แล้วก็เต้นหลายรอบนิดหนึ่ง แต่จริงๆ ก็ไม่นิดเท่าไร (หัวเราะ) ต้องถามแอลเลยค่ะ ลงไปคลุกอยู่กับพื้นเป็น 10 รอบ 

 

แอล: เพลงนี้มีท่าโซโล่ สถานที่ที่เราไปถ่ายเป็นพื้นคอนกรีต แล้วหนูมีท่าเต้นที่เข่าจะต้องไปโดนกับพื้น แล้วชุดมันคือถุงน่อง หนูต้องเต้นแบบใส่สุดโดยที่ต้องรักษาถุงน่องเอาไว้ ซึ่งมันก็ค่อนข้างยากเหมือนกัน 

 

ลูกเกด: ก่อนถ่ายทำก็มีการนัดแนะกันว่าเราจะเน้นที่ Performance แต่ก็ไม่คิดว่าอากาศตอนนั้นจะร้อนขนาดนี้ มันเป็นความร้อนแบบร้อนอบอ้าว เป็นการทำงานที่สนุกและสู้ชีวิตมาก (หัวเราะ)

 

ด้วยความที่เพลงนี้เป็นเพลงที่ต้องทำหน้าดุ หน้าขรึม ตลอดเวลา เลยอยากทราบว่าทั้ง 6 คนจินตนาการถึงเรื่องอะไรอยู่ ณ ตอนที่แสดงสีหน้านั้นขณะถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ

 

ฟอร์จูน: เรื่องนี้หนูขอแชร์เลยค่ะ ด้วยความที่เพลงนี้เต้นเยอะ แล้วเพลงนี้เราต้องแสดงสีหน้าของความโกรธออกมา แล้วคนที่อยู่หลังกล้องตะโกนมาเยอะมาก ขรึมอีก! แรงอีก! แล้วในใจหนูน่ะเริ่มมีความรู้สึกโกรธคนหลังกล้อง (หัวเราะ) แล้วก็คิดในใจว่า เมื่อไรจะให้หนูหยุดเต้นสักที คือเหนื่อยกันจนไม่ไหวแล้ว หนูก็น่าจะถามในใจว่าจะเอาแรงแค่ไหนอีก! (หัวเราะ) หนูไม่ได้ตะโกนออกไปนะ แต่มันเป็นคำพูดที่ผ่านมาจากดวงตาของหนูแน่นอน ณ ตอนนั้น และด้วยความที่เพลงนี้มี Acting Coach เข้ามาช่วยบิลด์อารมณ์ให้ศิลปิน เลยทำให้หนูรู้สึกว่าเพลงนี้มันจะออกมาดีแน่นอน 

 

พีค: หนูรู้สึกว่าเขาจะชอบพูดว่า “เต้นรอบนี้ได้พักเลย กลับเลย” พูดคำว่ากลับเร็วตั้งแต่บ่าย 3 ลากไปถึง 6 โมงเย็น (หัวเราะ) แล้วเป็นการเต้นแบบเต็มเพลงแทบจะทุกเทกเลย 

 

เหมย: หนูเป็นชาวแถวหลัง แล้วจะเป็นคนที่โดนบรีฟจาก นิกี้ BNK48 อยู่ตลอด พี่เหมยเอาอีก ใส่แรงอีก ในใจก็ได้แต่คิดว่าเอาอีกเหรอ? ไม่ไหวแล้วนะ (หัวเราะ) เป็นฟีลแบบดีแล้วแต่ขออีกรอบ 

 

 

คาแรกเตอร์ที่นำมาสวมบทบาทในเพลงนี้ มีความเหมือนหรือแตกต่างจากตัวตนของเราแค่ไหน

 

ลูกเกด: ถ้าของหนูมันมีความ 50/50 แล้วกัน เหมือนช่วงนี้ด้วยความที่เราอยู่ในช่วงวัยที่มันโตขึ้น ความรับผิดชอบก็เยอะขึ้น จะมาง้องๆ แง้งๆ เหมือนกับตอนเป็นเด็กก็ไม่ได้ แล้วมันมีอะไรหลายอย่างที่เรายังต้องแบกมันไว้ บวกกับการอยู่วงนี้ของเราก็มีการตั้งเป้าหมายที่ในความเป็นจริงเรายังไปไม่ถึง ซึ่งมันก็จะสอดคล้องกับชีวิตหนูตรงที่มันก็จะมีมุมที่เครียดบ้าง สดใสบ้าง เพราะหนูรู้สึกว่าชีวิตเราไม่ได้อยู่กับความรู้สึกใดความรู้สึกหนึ่งตลอดเวลาร้อยเปอร์เซ็นต์ 

 

แอล: ในช่วงที่หนูทำหน้าไร้อารมณ์ ใบหน้าที่เจ็บปวด ในมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ก็รู้สึกว่าเป็นทางของหนูอยู่นิดหนึ่ง ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะมีมุมแบบนี้ด้วย แต่ถ้าถามว่าคาแรกเตอร์ของเพลงนี้เหมือนตัวตนของเราไหม ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะตัวหนูยังถนัดแสดงออกถึงความสดใสมากกว่า 

 

ฟอร์จูน: ด้วยความที่คาแรกเตอร์นี้มีความเท่ หนูก็อยากขอบคุณตัวเองที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งในเพลงนี้ เพราะเป็นเพลงที่มีคาแรกเตอร์ของตัวเองอยู่เยอะ อย่างความหล่อเท่แบบคุณชายรณพีร์ (หัวเราะ) 

 

เหมย: รู้สึกว่าคาแรกเตอร์ที่ใส่ในเพลงนี้คล้ายตัวหนูอยู่แค่เรื่องเดียวเลยคือเรื่องการแข่งขัน ด้วยความที่เพลงนี้เล่าถึงความพยายามเพื่อที่จะเป็นที่หนึ่ง มันสอดคล้องกับที่หนูชอบการแข่งขันมาตั้งแต่เด็กๆ ชอบเรียนหนังสือ ต้องการที่จะสอบได้อันดับดีๆ มันเป็นการแข่งขันที่หนูรู้สึกว่าไม่ได้แข่งกับคนอื่นมากขนาดนั้น แต่มันเป็นการแข่งกับตัวเองมากกว่า การที่ได้ลองใช้ความพยายามของตัวเองลงแข่งขัน เพื่อให้ได้รับผลการแข่งที่ดีหรือรางวัลใดก็ตาม มันทำให้รู้สึกมีความสุข เลยกลายเป็นคนที่ชอบการแข่งขัน 

 

ข้าวฟ่าง: เพลงนี้ไม่ใช่ตัวหนูเลย ตอนที่รู้ว่าเพลงนี้เป็นแนวเท่ๆ รู้ตัวเองเลยว่าต้องยากแน่ๆ ต้องมีความท้าทายแน่ๆ ปกติหนูเต้นเพลงที่ยิ้มอย่างเดียว ขนาดวันขึ้นโชว์ First Performance หนูก็ไม่ได้ยิ้ม แค่ง้างปากร้องเพลงอย่างเดียว คนก็บอกว่าเห็นนะว่าหนูแอบยิ้มทั้งที่หนูไม่ได้ยิ้มเลย ถ้าหนูจำไม่ผิดช่วงที่ซ้อมเต้นเพลงนี้กับเพื่อน หนูก็มีคุยเล่นกับเพื่อนว่าหรือเราจะฉีกทางแบ๊วไปเลย (หัวเราะ) 

 

พอฝึกท่าเต้นเพลงนี้ก็ต้องมาฝึกทำหน้าใส่อารมณ์-อินเนอร์ตามเนื้อหาเพลง แล้วหนูแค่ทำหน้านิ่งทุกคนก็นั่งขำกันแล้ว แต่พอได้ลองเต้นไปเต้นมาก็มีแอบชอบเหมือนกัน มันก็ดูเท่ดีเหมือนกันนะ ดูสนุกดีนะแนวนี้ ก็ถือว่าดีใจที่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ถึงจะดูไม่ใช่ตัวหนูก็ตาม

 

พีค: ถ้ามองตามเนื้อเพลงอาจจะไม่ใช่ตัวหนูขนาดนั้น แต่เรื่องของท่าทางหรือ Performance หนูรู้สึกว่าตัวเองถนัดทางนี้มากๆ เป็นคนชอบเต้นไลน์เต้นใหญ่ แล้วก็ดีใจมากที่พี่ลูกเกดเลือกเพลงนี้มา ตอนแรกก็ลุ้นว่าจะได้เพลงน่ารักอีกไหม พอรู้ว่าได้เพลงนี้มาก็ดีใจที่เราจะได้เพลงเท่ๆ มาเต้นบ้าง โดยรวมเพลงนี้เป็นเพลงที่ตรงกับคาแรกเตอร์ของหนูประมาณ 80% เลยค่ะ 

 

BNK48-CGM48

 

ด้วยความที่เพลงนี้มีท่อนหนึ่งที่ร้องว่า “ฉันต้องทำให้ได้…ทุกอย่างเพื่อเธอ…จะเป็นยังไงก็เพื่อเธอ” ซึ่งในอีกแง่มุมหนึ่งเพลงพูดถึงการลงแรง ลงมือทำได้ทุกอย่าง เพื่อสิ่งที่ต้องการ 

 

เราเลยอยากชวนทั้ง 6 คนมาแชร์ประสบการณ์ที่เคยลงมือทำอะไรบางอย่างด้วยความทุ่มเท ไม่เกี่ยวว่าสิ่งนั้นจะมีผลลัพธ์ที่สำเร็จหรือไม่ แต่ขอเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่เราตั้งใจลงมือทำ

 

ข้าวฟ่าง: ถ้าให้นึกถึงตอนนี้ก็คือเรื่องของเกียรตินิยมอันดับ 1 ค่ะ หนูเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการเรียนมาก แล้วก็รู้สึกว่าชีวิตหนึ่งเราเรียนได้แค่ครั้งเดียว ก็อยากจะเรียนให้เต็มที่และคาดหวังว่าจะได้เกียรตินิยม ถึงภายนอกหนูจะดูเป็นคนที่ไม่เอาอะไรเลย แต่จริงๆ คือเต็มที่และจริงจังกับสิ่งที่ทำมาก 

 

อาจมีบางครั้งที่หน้าที่การงานหรือสภาพจิตใจไปกระทบกับคะแนนสอบ จนทำให้รู้สึกดาวน์ รู้สึกสิ่งต่างๆ ไม่เป็นดั่งใจ สุดท้ายก็บอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า อย่าทำให้สิ่งที่ทำมามันเสียเปล่า ลองค่อยๆ พยายามอีกรอบ หรือลองหากำลังใจจากคนรอบข้าง ถือเป็นเป้าหมายในระยะนี้ที่หนูอยากทำให้สำเร็จให้ได้

 

ลูกเกด: หนูรู้สึกว่าตัวเองทุ่มเทกับการหาพื้นที่ให้ตัวเองเยอะมาก หลังจากเข้ามาอยู่ในวง CGM48 ตลอดชีวิตตั้งแต่อายุ 19 เป็นต้นมา หนูเคยได้ไปออดิชันกับหลายวงก่อนจะมาอยู่กับ CGM48 ในตอนนี้ ซึ่งก่อนหน้านั้นหนูไม่เคยไปถึงรอบไฟนอลเลยสักครั้ง หรือพูดง่ายๆ คือหนูไม่เคยถูกเลือกเลย 

 

มันก็มีช่วงที่แอบท้อและคิดว่าเราจะใช้เวลาที่เหลือกลับไปเรียนดีไหม แต่พอทาง CGM48 เปิดรับสมัครรุ่นที่ 2 ก็ยังมีลังเลว่าจะมาสมัครดีหรือเปล่า เพราะเป็นช่วงที่เราฝึกงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วย หลังจากนั้นมีบินไปกลับกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ในช่วงที่ออดิชัน และทำแบบนี้วนไปหลายรอบ พอทางวงประกาศว่าเราผ่านคัดเลือก ก็ยังมีอีกด่านสำคัญที่เราต้องทำให้ได้คือ การย้ายสถานที่ฝึกงานจากกรุงเทพฯ ไปฝึกอยู่เชียงใหม่ 

 

ช่วงแรกที่มาอยู่กับวง ด้วยความที่เรายังเป็น Trainee เราฝึกหนักมาก ต้องตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้าเพื่อไปฝึกงาน แล้วระหว่างวันก็ต้องแบ่งเวลามาซ้อม พอถึงตรงนี้เราเรียนจบแล้ว ก็รู้สึกดีใจที่เราทำสำเร็จ เพราะมันเป็นสิ่งที่เราได้ลงแรงลงใจไปกับสิ่งนี้เยอะมาก 

 

แอล: ของหนูน่าจะเป็นเรื่องของการร้อง-การเต้น โดยพื้นฐานหนูเป็นคนที่ไม่สามารถตั้งใจทำอะไรบางอย่างได้นาน ก่อนเข้ามาอยู่ในวง BNK48 หนูเคยมีโอกาสได้ไปเรียนเต้น แต่เรียนได้แค่ 3 สัปดาห์ก็เลิก, เรียนเปียโนแป๊บเดียวก็เลิก 

 

แต่พอได้เข้ามาเป็นสมาชิกของวง หนูรู้สึกตัวว่าเป็นคนที่ทุ่มเทให้กับการร้อง-การเต้นเยอะมากเลย เพราะเรายังมีคนที่คอยซัพพอร์ตเรา คอยตามเชียร์เราอยู่ ก็เลยเป็นความรู้สึกที่อยากจะพยายามทำให้เต็มที่ เป็นคนที่เก่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อตอบแทนคนที่คอยซัพพอร์ตเรา ทำให้เขาภูมิใจว่าเลือกเชียร์ถูกคนแล้ว แล้วที่สำคัญเลยคือ หนูไม่อยากทำให้เขารู้สึกผิดหวังด้วย 

 

ฟอร์จูน: มีเรื่องหนึ่งที่หนูอยากเล่าให้ฟังมาก พอพูดถึงเรื่องความพยายาม มันจะมีเรื่องของความพยายามที่หนูตั้งใจทำมาโดยตลอดคือ เรื่องความฝันที่อยากจะเป็นศิลปิน 

 

ครั้งหนึ่งหนูต้องไปสอบเปียโนเกรด 7 คือมันอยู่ในขั้นที่สูงมากๆ แล้ว หนูมีโอกาสได้ไปเล่นให้รุ่นพี่ในคณะคนหนึ่งฟัง พอเล่นเสร็จเขาหันมาบอกกับหนูว่า “ถ้าเล่นแบบนี้สอบไม่ผ่านหรอกนะ” แล้วหนูก็สตันท์อยู่สักพักหนึ่ง แล้วก็คิดว่าเธอคือใคร ทำไมถึงมาพูดแบบนี้กับเรา 

 

สุดท้ายมันก็เป็นเหมือนพลังที่ผลักดันให้หนูกลับไปซ้อมเปียโนทุกวันเลย จนกระทั่งถึงวันสอบ พอหนูออกมาจากห้องสอบ แล้วผลสอบก็ออกมาผ่าน หนูอยากจะโทรหาคนคนนั้นมาก หนูก็เดินดุ่มไปที่คณะเพื่อที่จะหาพี่คนนั้น เพียงแค่อยากจะบอกว่าหนูสอบผ่านแล้ว (หัวเราะ) 

 

ก็เลยรู้สึกตัวว่า เป็นคนที่สู้และพยายามพิสูจน์ตัวเองเพื่อต่อต้านคำดูถูกของใครก็ตาม คือถ้าใครมาสบประมาทหนู หนูจะเป็นคนที่สู้กับสิ่งนั้นมากๆ เป็นคนไม่ชอบยอมแพ้กับอะไรแบบนี้ 

 

 

เหมย: ถ้าเรื่องความพยายามแบบที่สุดก็คือเรื่องการออดิชันเข้ามา CGM48 โดยพื้นเพหนูอยู่ที่ฉะเชิงเทรา หนูเป็นคนที่ชอบไปออดิชันตามวงต่างๆ อยู่แล้ว แล้วครั้งนี้หนูก็สมัครไปที่ CGM48 โดยไม่ได้คาดหวังว่าจะติด เพราะทุกครั้งที่เราออดิชันมาก็ไม่ติดเลยสักครั้ง ก็เลยไม่ได้ตั้งความคาดหวังไว้สูงขนาดนั้น 

 

พอประกาศมาแล้วมันมีหมายเลขของเราที่ผ่านคัดเลือกก็รู้สึกดีใจมาก แล้วอุปสรรคหนึ่งที่ต้องเจอหลังจากนั้นคือต้องไปออดิชันที่เชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้นฐานะที่บ้านไม่ค่อยดี แต่สุดท้ายพ่อแม่ก็ทำเพื่อหนู ส่งหนูไปออดิชันที่เชียงใหม่จนได้ แล้วตอนนั้นหนูก็ตั้งใจทำมากๆ ฝึกซ้อมทุกวัน ไปวิ่งที่สนามหญ้าทุกวัน ฝึกฝนตัวเองหนักที่สุด 

 

พออยู่โรงเรียน ถึงช่วงพักเราก็เอาเวลาไปซ้อมเต้น ตอนเย็นกลับบ้านมาก็ซ้อมเต้น เพื่อที่จะติดเป็นสมาชิกของวงให้ได้ แล้วก็ไม่อยากให้พ่อแม่เสียใจที่พยายามเพื่อเรามาเหมือนกัน เห็นความพยายามของพ่อแม่แล้วหนูก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า แล้วเราจะท้อได้อย่างไร เราควรต้องพยายามให้มากกว่า 

 

พอได้เข้ามาอยู่ในวงหนูก็พยายามมากๆ ตั้งใจซ้อม ตั้งใจฟังว่าเขาสอนอะไรเรา ตั้งใจเรียนด้วยถึงจะซ้อมหนักมากก็ตาม พยายามควบคุมทุกอย่างให้มันออกมาอย่างดีที่สุด สุดท้ายมาถึงจุดนี้ก็รู้สึกดีใจค่ะที่วันนั้นพ่อแม่เลือกสนับสนุนความฝันของเรา เลยรู้สึกซาบซึ้งในความพยายามของพ่อแม่ที่พามาส่งถึงเชียงใหม่แล้วทำให้หนูมีวันนี้ 

 

พีค: หนูมองว่าทุกคนอาจจะมองเรื่องของความพยายามหรือความสำเร็จในแบบที่แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับตัวหนูการเป็นตัวเองที่มีความสุข แล้วยังเป็นไอดอลอยู่ มันค่อนข้างยากสำหรับหนู ด้วยความที่คาแรกเตอร์หนูดูเท่ อาจจะไม่ได้มีความน่ารักสดใสหรือมีแฟนคลับที่มากมายเหมือนคนอื่น ก็เลยพยายามหาตรงกลางสำหรับการทำหน้าที่ตรงนี้มาตลอดว่าเราควรจะทำอย่างไร เราควรจะเป็นใคร 

 

เคยมีช่วงที่หลงทางไปพักใหญ่ๆ เราลองเป็นหลายๆ อย่าง ก็มีฟีดแบ็กมาจากคนที่เป็นแฟนคลับ แล้วก็ไม่ใช่แฟนคลับเรา บางคำพูดก็ยอมรับว่ามันทำร้ายจิตใจมากๆ จนรู้สึกสูญเสียความเป็นตัวเอง ไม่กล้าแต่งตัวในแบบที่เคยทำ ไม่กล้าแต่งหน้า ไม่กล้าทำสิ่งที่ตัวเองเคยชอบมาก่อน ไม่กล้าแม้แต่จะอัปรูปลงโซเชียล เพราะกลัวว่าคนที่ชอบเราในลุคก่อนหน้าที่เราเคยทำจะผิดหวังหรือเปล่าว่าทำไมเราถึงเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม 

 

ทั้งๆ ที่มันก็คือตัวเราที่เป็นแบบนั้นเหมือนเดิม เพียงแค่คนเรามันไม่ได้มีเพียงแค่ด้านเดียวอยู่แล้ว หนูก็อยากให้เขาได้เห็นหนูในหลายด้าน หลายมุมมอง แต่หนูโชคดีที่ได้ทางบ้านคอยซัพพอร์ตตลอด แล้วช่วงหลังก็เริ่มเฉยกับคำพูดของคนที่ไม่ได้รักเราที่เป็นตัวเราจริงๆ ก็เลยเริ่มรู้จักเห็นใจและใส่ใจกับความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น เราสบายใจที่จะเป็นหรือจะทำอะไรก็ทำไปเลย อันนี้หนูรู้สึกว่าเป็นความสำเร็จที่ทำได้ประมาณ 50% แล้ว

 

BNK48-CGM48

 

แต่ละคนเคยมีความฝันที่จะอยากพิชิต หรือเป้าหมายของชีวิตที่อยากไปให้ถึงในอนาคตไหม

 

พีค: หนูอยากเป็นเจ้าของ Art Gallery เป็นความฝันที่หนูมีตั้งแต่สมัยเรียน ม.ปลาย ทุกวันนี้ก็มีเรียนเสริมวิชาศิลปะ เสพงานศิลป์ไปเรื่อยๆ เพื่อให้ตัวเองมีไอเดียในการมาสร้างผลงานใหม่ๆ 

 

ข้าวฟ่าง: หนูอยากเป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จระดับ Taylor Swift แต่จริงๆ ไม่ขนาดนั้น แค่อยากเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงอยู่ในประเทศก็ดีใจแล้ว เพราะลึกๆ เราก็ยังเป็นคนที่ชื่นชอบการร้องเพลง อยากทำเพลง อะไรประมาณนี้ 

 

เหมย: ถ้าเป็นเป้าหมายในวงก็อยากจะเป็นเซ็นเตอร์เพลงหลักสักเพลงก่อนที่จะจบการศึกษาไป ถ้าชีวิตส่วนตัวตอนนี้มีคิดว่าอยากจะทำธุรกิจสักอย่างให้กับครอบครัว 

 

ฟอร์จูน: ตอนนี้หนูมีความประสงค์เดียวคือ อยากใช้ชีวิตแบบหาความสุขให้ตัวเองง่ายๆ เช่น ตื่นเช้ามาในทุกๆ วัน แล้วมองเรื่องเล็กๆ ในชีวิตเป็นความสุขให้ตัวเองได้ ตอนนี้หนูคิดว่าได้พัฒนาความคิดและเป็นแบบนั้นได้ประมาณหนึ่งแล้ว พูดง่ายๆ ก็คืออยากเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด เป็นคนที่ประสบความสำเร็จ และมีความสุขที่สุด 

 

แอล: หนูอยากให้ทุกคนมองหนูที่เป็น ‘แอล’ จริงๆ หนูรู้สึกว่าตั้งแต่ได้เข้ามาอยู่ในวง BNK48 ตัวหนูโดนบอกว่าเราเป็นคนนั้นคนนี้ มีหลายชื่อมาก ตอนแรกๆ ก็รู้สึกดีนะที่มีคนมองเราเก่งเหมือนคนที่ประสบความสำเร็จ 

 

แต่พอมีคนเริ่มพูดแบบนี้เยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็เกิดเป็นคำถามอยู่ในใจว่า ทำไมถึงไม่มองแอลในแบบที่เป็นตัวของแอลบ้าง ทั้งที่หนูก็รู้สึกว่าที่ผ่านมาเราแสดงความเป็นตัวของตัวเองมาตลอด แต่ก็เข้าใจว่ามันอาจจะไปเหมือนคนอื่นบ้าง ลักษณะนิสัยบางอย่างอาจจะคล้ายกัน มีมุมที่เหมือนกัน 

 

ช่วงแรกหนูก็มีไปขอว่าไม่เรียกเราแบบนั้นแบบนี้ได้ไหม เพราะหนูรู้สึกว่าเขาไม่ได้มองหนูที่เป็นตัวหนูเอง แต่ช่วงหลังหนูเริ่มปล่อยวางได้มากขึ้น ไม่หาเหตุผลกับอะไรแบบนี้อีกแล้ว เราเลยมีความตั้งใจที่จะทำให้สักวันเขามองว่าแบบนี้แหละคือแอล เราคือแอลไม่ใช่คนอื่น 

 

ลูกเกด: มันคือสิ่งที่หนูอยากจะทำให้มันเป็นจริง นั่นคือการทำงานในวงการบันเทิง เป็นนักแสดงก็ได้ แต่ตอนนี้ก็เริ่มจากการเป็นไอดอลก่อน หนูอยากทำให้ความชอบตรงนี้ของหนูกลายเป็นอาชีพ และเลี้ยงดูครอบครัวเราได้ ถ้าหนูทำได้มันคงเป็นอะไรที่มีความสุขมาก ต่อให้มันจะต้องเป็นการทำงานที่หนัก แต่เชื่อว่ามันจะเป็นการทำงานที่เรามีความสุข

 

 

ช่วงสุดท้ายเราอยากให้น้องๆ ได้ตกตะกอนชีวิตการเป็นไอดอล ว่าแต่ละคนได้ค้นพบหรือได้เรียนรู้อะไรจากการเป็นไอดอล BNK48-CGM48 บ้าง

 

ฟอร์จูน: โชกโชนมากกับประสบการณ์ในสถานที่แห่งนี้ มีหลากหลายรสชาติให้ได้ลิ้มลอง สิ่งหนึ่งที่หนูได้เรียนรู้เลยก็คือ การมาอยู่ตรงนี้ทำให้หนูได้ค้นพบความรักที่เป็นรักที่บริสุทธิ์จริงๆ ก็คือรักที่มาจากแฟนคลับ หนูรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่อาจจะไม่ได้รู้จักหนูร้อยเปอร์เซ็นต์ขนาดนั้น แต่เขาก็เลือกที่จะมาทำความรู้จักกับหนู เวลาแฟนคลับไปฟังเพลงอะไรแล้วก็นึกถึงเรา ก็ส่งมาให้เรา ไปเจอแมวก็ถ่ายรูปส่งมาให้ 

 

เลยรู้สึกว่าถ้าเราไม่ได้มาเป็นไอดอลตรงนี้ หนูจะไม่มีทางสัมผัสสิ่งเหล่านี้ได้เลยว่าจริงๆ ก็มีคนที่พร้อมจะรักเราอยู่เสมอนะ คนที่พร้อมจะซัพพอร์ตเรามากๆ ไม่ว่าเราจะเป็นอย่างไรก็ตาม บางคนอาจเข้ามารู้จักแล้วก็ผ่านไป รวมถึงคนที่เข้ามาแล้วอยู่กับเรามาจนถึงปัจจุบันก็มีอีกเยอะ

 

รู้สึกว่าคุณค่าของการเป็นไอดอลก็คือตรงนี้แหละ การได้อยู่เพื่อแฟนคลับ อยู่เพื่อเป็นแรงบันดาลใจหรือกำลังใจ เป็นความรักให้กลุ่มคนตรงนี้ ก็อยากถือโอกาสนี้ขอบคุณพวกเขา ถ้าไม่มีเขาในวันนี้ก็จะไม่มีฟอร์จูนอยู่ตรงนี้แน่นอน 

 

อยากขอบคุณทุกคนที่อยู่ตรงนี้ เวลาหลังจากนี้อาจจะเหลือไม่เยอะมากเท่าไร แต่หนูยังมีความฝันที่คิดว่าทุกคนรู้ว่าหนูต้องการที่จะทำให้สำเร็จ รอเจอหนูในพาร์ตถัดไปได้เลย

 

เหมย: การได้มาทำหน้าที่ไอดอลตรงนี้ทำให้หนูรู้สึกเติบโตเร็วกว่าเด็กที่มีอายุไล่เลี่ยกับหนูมากๆ อย่างแรกคือเราได้ประสบการณ์ทำงานจากคนที่โตกว่า อายุเท่ากัน หรือเด็กกว่า ได้เรียนรู้วิธีการวางตัวและการปฏิบัติตัวในสังคม 

 

ส่วนเรื่องแฟนคลับก็คิดเหมือนพี่ฟอร์เลย คือถ้าหนูยังเป็นเด็กนักเรียนปกติ หนูคิดว่าตัวเองคงไม่มีทางได้รับความรักจากแฟนคลับมากมายแบบนี้ ตอนที่เราเข้ามาแรกๆ ก็รู้สึกแปลกใจนิดหนึ่งว่าเขามารักเราได้อย่างไรทั้งที่ยังไม่ได้รู้จักเราจริงๆ แต่พอนานวันไปก็ได้รู้ว่ามีหลายคนที่รักเราในแบบที่เราเป็นจริงๆ ก็เลยอยากจะขอบคุณแฟนคลับมากๆ การที่หนูได้มาอยู่ในเพลงนี้ ได้มาสัมภาษณ์ตรงนี้ ก็เพราะแฟนคลับที่ช่วยสนับสนุนมาตลอด

 

ข้าวฟ่าง: หนูเริ่มเข้ามาเป็นไอดอลเพราะว่าหนูชอบ BNK48 หนูเป็นโอตะคนหนึ่งเลย ที่แห่งนี้ให้อะไรหนูเยอะมาก ตั้งแต่เข้ามาหนูรู้สึกว่าหนูโตขึ้นทั้งเรื่องการจัดการเวลา การจัดการอารมณ์ รู้สึกว่าได้ประสบการณ์ ได้พัฒนาตัวเอง ได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่คิดว่าจะได้ทำด้วยซ้ำ 

 

ที่ผ่านมาอาจจะมองเหมือนมันเป็นสิ่งเล็กๆ แต่ว่าพอมองย้อนกลับไปมันยิ่งใหญ่มากเลยนะ อย่างเช่น ครั้งหนึ่งหนูได้ขึ้นเต้นเวทีเดียวกับพี่มิวสิคที่เป็นไอดอลระดับตำนาน ครั้งหนึ่งหนูเคยได้ทำงานร่วมกับพี่เฌอปราง พอพูดแบบนี้มันก็อาจจะฟังดูปกติ ณ ตอนนี้ แต่ว่ามันก็เป็นความฝันเล็กๆ ที่ ณ ตอนนั้นก็ไม่คิดว่าจะได้มาทำหน้าที่ของไอดอลตรงนี้ค่ะ 

 

อีกอย่างก็คือ ถ้าพูดกันตามตรงตั้งแต่เข้าวงมามันก็ไม่ได้มีแต่ความสุขแบบเต็มร้อย มันอาจจะมีสิ่งที่ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังมากเท่าไร เพราะว่าด้วยปัจจัยอะไรหลายอย่าง แต่สุดท้ายพูดตรงๆ ว่าก็ผ่านมาได้ด้วยแฟนคลับทั้งนั้น มันเป็นอะไรที่อะเมซิงมากๆ เลยนะ เขาเลือกที่จะรักเรา ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้รักตัวเอง ณ ตอนนั้นก็ได้ เขาเชื่อในตัวเรา เขาเป็นกำลังใจให้เรา เขายอมอยู่ตรงนั้นเพื่อเรา 

 

หลังจากนี้คงสู้ต่อไป เพราะว่ายังชอบและรักที่จะทำหน้าที่ไอดอลอยู่จริงๆ อาจจะไม่รู้ว่ามีใครเห็นความพยายามมากน้อยแค่ไหน แต่ก็อยากจะบอกให้รู้ว่า หนูยังพยายามอยู่เสมอนะ ยังตั้งใจที่ทำงานออกมาให้ดีที่สุด

 

BNK48-CGM48

 

พีค: ตอนหนูมาออดิชันแล้วติดวง BNK48 ที่บ้านก็สนับสนุนให้หนูได้ลองดูสักครั้ง มันเป็นเหมือนบทหนึ่งในชีวิต มันไม่ใช่โอกาสที่ครั้งหนึ่งในชีวิตใครๆ ก็จะเป็นไอดอลได้ หนูก็เลยตัดสินใจลองดูกับการเป็นไอดอล 

 

หลังจากเข้ามาอยู่ BNK48 หนูว่าวงนี้เปิดต่อมรับรสให้หนูหลายอย่างมาก มีทั้งความสุข เสียใจ ตื่นเต้น เซอร์ไพรส์ และอีกหลายอย่าง จนบางทีก็ทำให้หนูรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่อารมณ์แปรปรวนง่ายในบางเวลา 

 

BNK48 เปรียบเสมือนโรงเรียนประจำ เป็นโรงเรียนที่ให้บทเรียนเราเยอะมาก ได้เจอทั้งเรื่องที่มีความสุขและช่วงเวลาเศร้าปะปนกันไป แต่ก็แฮปปี้กับการได้มาเป็นไอดอล เพราะว่ามีหลายๆ คนซัพพอร์ต ทั้งแฟนคลับ ทั้งที่บ้าน หรือเพื่อนๆ เลยทำให้การเป็นไอดอลของหนูดำเนินไปอย่างมีความสุขได้โดยที่ไม่ต้องกดดันตัวเองมากมาย 

 

หนูรู้สึกขอบคุณแฟนคลับทุกวัน เวลาเปิด DM เข้าไปอ่านข้อความ เห็นเขาส่งแชตมาตอนเช้าเพื่อทักทาย Good Morning แค่นี้ เราก็รู้สึกว่ายังมีคนนึกถึงเราทุกวันเลย ตัวหนูเองหนูก็เคยเป็นแฟนคลับมาก่อน เลยเข้าใจความรู้สึกของแฟนคลับ แล้วก็เข้าใจความรู้สึกของคนที่เป็นไอดอลด้วย มันเลยรู้สึกว่าการเป็นไอดอลตลอด 3 ปีนี้ได้มอบความรู้สึกที่ดีให้เรามากๆ และก็ดีใจที่ครั้งหนึ่งได้มาเป็นไอดอล 

 

ลูกเกด: ถึงจะอยู่กับวงมาได้ไม่นาน แต่นับตั้งแต่ได้เข้ามาอยู่ในวง หนูได้รับโอกาสมาโดยตลอด อย่างเข้ามาก็ติดเซ็มบัตสึเลย ก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่หนูก็พร้อมทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาอย่างเต็มที่ ทำให้เขาเห็นว่าเราทำได้ ทำให้เห็นว่าเราเหมาะสมกับโอกาสที่ได้มา 

 

หนูรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในระดับท็อปขนาดนั้น อยู่ในระดับกลางๆ แต่แฟนคลับก็ยังให้เราเป็นระดับท็อปหรือที่หนึ่งในใจของเขาเสมอ หนูเห็นด้วยกับทุกคนที่พูดไปก่อนหน้านี้เลยว่า แฟนคลับคือกำลังใจสำคัญในการก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย 

 

เลยรู้สึกขอบคุณพวกเขามากๆ เขาอาจจะเลือกชอบเราด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง เช่น หน้าตาน่ารัก บางคนอาจจะเข้ามาทักทายแป๊บเดียวแล้วออกไป หนูก็ดีใจแล้วที่ครั้งหนึ่งเขาได้มาทักทายกัน แต่หนูก็ยังจะเป็นตัวของตัวเองแบบนี้ต่อไป แสดงให้เขาเห็นว่าเราก็มีความฝันไม่ต่างจากรุ่นพี่ และการได้มาอยู่ตรงนี้มันได้พาให้เราได้ลงมือทำอะไรหลายอย่าง ได้มาทำงานกับคามิโอชิที่เราชื่นชอบสมัยเป็นแฟนคลับ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ฝึกให้เป็นคนที่มีระเบียบวินัย และประสบการณ์อีกหลายอย่างที่คิดว่าน่าจะหาจากไหนไม่ได้อีกแล้ว 

 

แอล: การได้มาเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกวงนี้ทำให้หนูเป็นคนที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น เมื่อก่อนหนูเป็นคนที่ล้มเลิกความตั้งใจง่ายมาก แต่พอมาทำหน้าที่ไอดอลตรงนี้รู้สึกว่าตัวเองมีความรับผิดชอบสูงขึ้น 

 

ไอดอลคือหน้าที่ที่หนูอยากจะทำให้สำเร็จไปจนสุดทาง เดิมทีหนูอยากเป็นไอดอลตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นมักเน่ อายุเท่า วาว่า BNK48 ก็เคยไปไล่ออดิชันมาหลายที่แต่ก็ไม่เคยติดสักที ตอนแรกก็ถอดใจแล้ว แต่พอมาติดเป็น BNK48 รุ่น 4 ก็อยากทำให้เต็มที่ 

 

และมากกว่าการทำหน้าที่ไอดอลปกติ คือการสวมบทบาทเป็นพี่สาวให้กับน้องๆ ในวง เพราะปกติตัวเองจะชินกับการเป็นลูกคนเดียวที่พ่อแม่ตามใจ (หัวเราะ) ได้เจอประสบการณ์ใหม่ ได้ลองใช้ชีวิตในแบบที่ได้ดูแลคนอื่นบ้าง มันเลยเป็นพาร์ตที่ทำให้หนูรู้สึกเติบโตมากขึ้น 

 

เมื่อก่อนหนูจะเป็นคนที่คิดแต่เรื่องของตัวเองเป็นหลัก แต่พอมาอยู่ตรงนี้แล้วมีแฟนคลับที่คอยสนับสนุน เวลาหนูจะตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง หนูจะคิดถึงพวกเขามากขึ้น และก่อนเข้ามาเป็นไอดอลหนูขี้อายมาก พูดไม่เก่งเลย แต่ตอนนี้รู้สึกว่าพูดเก่งขึ้นมาเยอะแล้ว แต่อาจจะยังมีพูดไม่รู้เรื่องบ้าง (หัวเราะ)

 

 

ในฐานะศิลปิน การขอบคุณแฟนคลับถือเป็นเรื่องที่คุ้นชินหรือพบเห็นได้ทั่วไป แต่ท้ายที่สุดเราเชื่อว่าไม่มีใครรู้จักตัวเราดีเท่า ‘ตัวเราเอง’

 

เราจึงชวนเมมเบอร์ที่มาให้สัมภาษณ์วันนี้ได้พูด ‘ขอบคุณ’ ตัวเองบ้าง หรือมีสิ่งที่อยากจะบอกกับตัวเองในวันนี้

 

เหมย: อยากขอบคุณตัวเอง ที่ผ่านมาเราผ่านอะไรมาเยอะมาก ชีวิตเด็กอายุ 19 คนหนึ่งที่มีเส้นทางชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อาจจะมีบางเรื่องที่คนอื่นไม่รู้ แล้วก็มีเรื่องที่เราต่อสู้ด้วยตัวเราเอง อยากขอบคุณตัวเองที่ยังไม่ย่อท้อ ขอบคุณที่ลุกขึ้นสู้ต่อ ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ถึงแม้เราจะไม่ได้เกิดมามีพร้อม แต่เราก็ไม่เคยท้อที่จะพยายามสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของเราเอง ขอบคุณที่พาตัวเองก้าวข้ามความโศกเศร้ามาได้ตลอด เวลาเราเจอเรื่องที่น่าทุกข์ใจในอนาคตมันก็เหมือนเรามีวัคซีนต่อสู้กับอุปสรรคเป็นของตัวเอง

 

ข้าวฟ่าง: หนูอยากขอบคุณตัวเองที่ยังไม่ยอมแพ้แล้วกันค่ะ ขอบคุณที่ยังเข้มแข็ง ยังไม่คิดที่จะล้มเลิกในความฝันนี้ ถึงจะเจออุปสรรคอะไรมากมาย ขอบคุณที่ยังรักตัวเองอยู่เสมอ แล้วก็ยังเห็นคุณค่าของตัวเอง เพราะมันมีหลายครั้งที่หนูรู้สึกว่าเราไม่มีตัวตน พยายามเท่าไรก็ไม่มีผล พยายามเท่าไรก็ไม่มีใครเห็น ขอบคุณที่ก้าวข้ามผ่านสิ่งเหล่านั้นมาได้ อยากให้ตัวเองภูมิใจในตัวเองเยอะๆ เพราะว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันเก่งแล้ว มันดีที่สุดแล้ว และจงพยายามต่อไปนะ 

 

ลูกเกด: หนูไม่เคยมานั่งขอบคุณตัวเองเลยว่าสิ่งที่เราทำมามันดีแล้ว มันเก่งมากๆ แล้ว ถึงสิ่งที่ลงมือทำไปอาจจะยังไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ ณ วันนี้มันก็เริ่มเห็นผลมากขึ้น ถ้าเราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง ความพยายามไม่ทำร้ายใครและคนที่ตั้งใจแน่นอน มันคือเพลงที่หนูใช้ท่องมาตลอด อยากขอบคุณตัวเองที่ตั้งใจทำงาน ยังมีพลังงานที่ดีในการทำหน้าที่ต่อไป เพราะขนาดแฟนคลับยังอยู่สู้กับเราเลย ยังมีคนที่คอยอยู่เคียงข้างในเส้นทางการเป็นไอดอลกับเราอยู่ หลังจากนี้หนูจะขอบคุณตัวเองให้มากขึ้น ขอบคุณที่สู้มาตลอด และจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีต่อไปค่ะ 

 

พีค: หนูรู้สึกขอบคุณตัวเองในทุกๆ วันที่ใช้ชีวิตมาจนอายุครบ 20 ปีแล้ว ขอบคุณที่ในวันที่เหนื่อย แม้ไม่มีใครมาเข้าใจความรู้สึกเรามากที่สุด แต่ตัวเราต่างหากที่เข้าใจมันมาก และคอยรักษาบาลานซ์ชีวิตตัวเองได้ดีขึ้นในทุกช่วงอายุที่กำลังเติบโตขึ้น ขอบคุณที่สู้ในหลายๆ เรื่อง ทั้งการเป็นไอดอล การเรียน หรือแม้แต่การเป็นตัวของตัวเอง ขอบคุณที่ดูแลตัวเองได้ดีขึ้น มันมีคำพูดหนึ่งที่หนูชอบมากคือ ‘อยู่ถูกที่จะพิเศษเอง’ ถึงทุกวันนี้หนูอาจจะไม่รู้สึกว่าหนูอยู่ถูกที่มากสักเท่าไร แต่หนูก็ขอบคุณตัวเองที่พยายามหาที่หาทางให้ตัวเองอยู่ได้ถูกที่มากขึ้น ทำให้ตัวเองเปล่งประกายและได้ค้นหาตัวเองในแบบที่ตัวหนูต้องการจะเป็น 

 

แอล: ขอบคุณตัวเองที่ครั้งหนึ่งในชีวิตทุ่มเทและมีความพยายามให้กับสิ่งที่กำลังลงมือทำอยู่ อย่างที่หนูพูดบ่อยมากคือ เมื่อก่อนหนูเป็นคนที่ล้มเลิกอะไรได้ง่ายมาก ก็เลยรู้สึกขอบคุณตัวเองที่รู้วิธีฮึดขึ้นสู้และพยายามลงมือทำด้วยความตั้งใจ ขอบคุณที่ไม่กดดันตัวเองจนเกินไป ขอบคุณที่ไม่ว่าจะเจออะไรก็จะลุกขึ้นสู้อยู่เสมอ ทำให้แอลกลายเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ต่ออะไรง่ายๆ ขอบคุณที่สู้มาโดยตลอด รักษาบาลานซ์เรื่องเรียนกับการทำงานไอดอลได้เป็นอย่างดี 

 

หนูเป็นพวกความจำสั้นด้วย เลยลืมว่าตัวเองผ่านอะไรยากๆ มาด้วยไหม แต่หนูว่ามันเป็นข้อดีที่ทำให้เราไม่แบกเรื่องที่น่าเสียใจไว้นานๆ ก็อยากขอบคุณตัวเองในช่วงเวลานั้นๆ ที่ก้าวผ่านเรื่องที่ไม่ดีมาได้ 

 

ฟอร์จูน: สิ่งที่หนูจะพูดต่อจากนี้ไปเป็นข้อความที่ฝากถึงตัวหนูในอนาคตแล้วกัน ถ้ามีโอกาสได้กลับมาอ่านบทสัมภาษณ์นี้ ก็หวังว่าจะเป็นเครื่องเตือนใจ อยากให้จำความรู้สึกนี้ไว้ 

 

“เก่ง เธอเก่งมากแล้วจริงๆ ที่ผ่านมาเต็มที่ทุกอย่าง เรารู้มาโดยเสมอ ไม่รู้เหมือนกันว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็อยากให้ระลึกไว้เสมอแล้วกันว่า เธอยังมีฟอร์จูนที่จะอยู่ข้างฟอร์จูนเสมอ ขอบคุณที่ไม่ว่าจะได้รับอะไรมาก็ตามจะตั้งใจกับทุกเรื่อง ขอบคุณที่ยังคิดว่ายังอยากจะตื่นขึ้นมาในทุกๆ วันเพื่อที่จะออกไปใช้ชีวิต 

 

“ขอบคุณที่ยังเชื่อมั่นในตัวเอง ขอบคุณที่ยังไม่เลือกทิ้งความฝันของตัวเองลงไปง่ายๆ ขอบคุณที่เชื่อว่าสักวันหนึ่งจะประสบความสำเร็จ ขอบคุณที่พาตัวเองไปเจอแต่สิ่งดีๆ หวังว่าถ้าได้กลับมาอ่านข้อความนี้ อยากให้รู้ว่าฟอร์จูนคือฟอร์จูนที่เก่งที่สุดแล้ว ไม่มีใครเก่งมากเท่านี้แล้ว เพราะฉันมีคนเดียว และฉันจะเป็นฟอร์จูนที่ดีที่สุดนะ”

 

ฟังเพลง: Dare no Koto wo Ichiban Aishiteru? – ที่หนึ่งตรงนั้น เป็นฉันได้ไหม? BNK48 ได้ที่: 

 

The post BNK48-CGM48 ค้นหา ‘ตัวตน’ อีกด้านผ่านบทเพลง ‘ที่หนึ่งตรงนั้น เป็นฉันได้ไหม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ควง CGM48 แต่งตัวพื้นเมือง-สวมกางเกงลายช้าง ชวนเที่ยวสงกรานต์เชียงใหม่ https://thestandard.co/invitation-to-visit-songkran-in-chiang-mai/ Fri, 29 Mar 2024 11:11:17 +0000 https://thestandard.co/?p=917148

วันนี้ (29 มีนาคม) นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจั […]

The post ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ควง CGM48 แต่งตัวพื้นเมือง-สวมกางเกงลายช้าง ชวนเที่ยวสงกรานต์เชียงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (29 มีนาคม) นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยสมาชิกวง CGM48 กลุ่มไอดอลหญิงของประเทศไทย สวมเสื้อม่อฮ่อมสีน้ำเงินและกางเกงลายช้างจากอำเภอดอยสะเก็ด เพื่อสะท้อนถึงเอกลักษณ์และ Soft Power ของประเทศไทยและจังหวัดเชียงใหม่ โดยร่วมกันเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาร่วมงาน ‘ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่’ หรือเทศกาลสงกรานต์ในช่วงเดือนเมษายนที่จังหวัดเชียงใหม่

 

“เชียงใหม่มีการรณรงค์การใส่เสื้อเมืองล้านนามาช้านาน และยังมีผลิตภัณฑ์ของเชียงใหม่ที่คนทั่วโลกรู้จักกันอย่างกางเกงช้าง โดยต้นตำรับเดิมอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่และเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของเชียงใหม่ มีการผลิตออกมาในหลายรูปแบบ ทั้งกางเกงและกระโปรง ที่สามารถใส่ได้ทั้งชายและหญิง ให้ความนุ่มสบาย เหมาะกับช่วงฤดูร้อน ซึ่งเชียงใหม่ก็เป็นถือเป็นฐานการผลิตและจำหน่ายที่สำคัญ รวมทั้งนักท่องเที่ยวเมื่อมาเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่ก็สามารถหาใส่ได้” นิรัตน์กล่าว

 

ในปีนี้มีกิจกรรมตามจุดแลนด์มาร์กสำคัญของเชียงใหม่ อาทิ ประตูท่าแพและถนนรอบคูเมือง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมและในทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวในช่วงสงกรานต์นับแสนคน โดยในปี 2567 ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนก็จะเริ่มมีพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ รวมทั้งขบวนแห่จากองค์กรและชุมชนต่างๆ ในเชียงใหม่ เพื่อสะท้อนเอกลักษณ์

The post ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ควง CGM48 แต่งตัวพื้นเมือง-สวมกางเกงลายช้าง ชวนเที่ยวสงกรานต์เชียงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพลง Kiss Me! การฉีกขนบครั้งใหญ่ของ BNK48 สัญญาณสู่ New Era ของวง https://thestandard.co/bnk48-kiss-me-new-era/ Fri, 08 Mar 2024 08:40:35 +0000 https://thestandard.co/?p=908781 BNK48 New Era

Baby, can u kiss me? kiss me   เชื่อว่าตลอดหลายวัน […]

The post เพลง Kiss Me! การฉีกขนบครั้งใหญ่ของ BNK48 สัญญาณสู่ New Era ของวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
BNK48 New Era

Baby, can u kiss me? kiss me

 

เชื่อว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมา เนื้อเพลง-ทำนองเพลงจากซิงเกิลลำดับที่ 16 ของ BNK48 อย่าง Kiss Me! (ให้ฉันได้รู้) อาจวนอยู่ในหัวของแฟนเพลงอยู่ไม่น้อย

 

Kiss Me! (ให้ฉันได้รู้) ถือเป็นซิงเกิลพิเศษของ BNK48 ที่ไม่ใช่แค่เพราะเป็นเพลงจากงาน General Election หากแต่เป็นเพลงที่ได้โปรดิวเซอร์มากฝีมือจาก JYP Publishing อย่าง ‘อีแฮซล’ มาร่วมโปรดิวซ์เพลง 

 

นอกจากนั้นยังได้ ฮาย-ธันวา เกตุสุวรรณ จากวง Paper Planes มาเขียนเนื้อเพลง รวมถึง จุน คันดาบาชิ ผู้ออกแบบท่าเต้นในเพลง Nemohamo Rumor ของวงรุ่นพี่ AKB48 มาร่วมออกแบบท่าเต้น ให้เพลงนี้มีเนื้อร้อง จังหวะ และท่าเต้นที่ผสานกันอย่างลงตัว

 

และอีกเช่นเคย THE STANDARD POP ได้โอกาสเปิดบ้านต้อนรับ 6 สาว ตัวแทนจากซิงเกิลที่ 16 อย่าง พิม-พรวารินทร์ วงศ์ตระกูลกิจ, ปาเอญ่า-นิพพิชฌาน์ พิพิธเดชา, พั้นซ์-วัชรี ด่านผาสุกกุล, แชมพู-กชพร ลีละทีป, สตางค์-ตริษา ปรีชาตั้งกิจ และ ไข่หวาน-มานิตา จันทร์ฉาย ที่นอกจากจะแวะเวียนมาฝากผลงานเพลงใหม่แล้ว พวกเธอยังได้เล่าเรื่องสนุกๆ จากการทำงานครั้งนี้ ไปจนถึงเปิดเผยความรู้สึกในหัวใจบางอย่างที่เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่รู้มาก่อน

 

เพื่อไม่ให้เสียเวลา…เรามาคุยกับพวกเธอไปพร้อมๆ กันเลย 

 

 

เข้าเรื่องเพลงใหม่อย่าง Kiss Me! (ให้ฉันได้รู้) ซึ่งถือเป็นเพลงที่ฉีกขนบไปจากความเป็น 48 Group โดยสิ้นเชิง เราจึงอยากรู้ว่าเนื้อหา-ความหมายเพลงเป็นอย่างไรบ้าง?

 

พิม: สำหรับเพลง Kiss Me! (ให้ฉันได้รู้) เป็นซิงเกิลที่ได้ทำร่วมกับ JYP Publishing แล้วก็มีพี่ฮาย-ธันวา เกตุสุวรรณ จากวง Paper Planes มาช่วยแปลเนื้อเพลงภาษาไทย จุน คันดาบาชิ ผู้ออกแบบท่าเต้นในเพลง Nemohamo Rumor ของวงรุ่นพี่ AKB48 มาช่วยออกแบบท่าเต้นให้เพลงนี้ด้วยค่ะ 

 

ส่วนเนื้อเพลงจะเป็นฟีลแบบว่า เขาก็ชอบเราและเราก็ชอบเขา แต่เราอยากให้เขาได้บอกชอบเราก่อน กล้าที่จะบอกชอบกับเรา ช่วยบอกก่อนได้ไหม อะไรประมาณนี้ 

 

 

ความรู้สึกตอนฟังเดโมเพลงครั้งแรก

 

แชมพู: ตอนนั้นก็รู้สึกว่าเพลง Kiss Me! เป็นเพลงแนวใหม่ที่วงไม่เคยทำมาก่อน แล้วส่วนตัวก็ไม่ค่อยได้ฟังเพลงแนวนี้เท่าไร ปกติจะฟังเพลงจาก 48 Group มากกว่า พอได้ฟังเพลงที่เป็นสไตล์เกาหลีก็รู้สึกชอบเลย เพราะเป็นเพลงที่เรายังไม่เคยได้สัมผัส พอหลังจากได้ฟังเดโมเพลงนี้ก็ทำให้รู้สึกตัวว่าเราจะต้องไปเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อทำเพลงนี้ออกมาให้ดีที่สุด

 

ปาเอญ่า: ตอนฟังครั้งแรกคือติดหูมาก ถึงจะได้ฟังครั้งเดียว แต่ทำนองมันวนอยู่ในหัวทั้งวัน ตอนแรกเนื้อเพลงเดิมไม่ใช่คำว่า Kiss Me มันจะเป็นคำที่เขาด้นสดขึ้นมาเอง 

 

พิม: เนื้อเพลงเดิมมันเป็นคำแบบสมัยก่อน แบบจิ๊กโก๋-จิ๊กกี๋ เปรียบเทียบผู้ชายกับผู้หญิง แล้วก็หยิบมาทำเนื้อเพลงให้มีความทันสมัยมากขึ้น ใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้นในเพลงนี้ แล้วก็ได้ประโยคหลักของเพลงนี้คือคำว่า Kiss Me 

 

สัมผัสถึงกลิ่นอายความเป็นเพลงเกาหลีตั้งแต่แรกเลยไหม?

 

พั้นซ์: คือหลังจากที่ฟังก็มีภาพของเพลงแบบ JYP ผุดขึ้นมาเลย คือดนตรีขึ้นมาแค่ 2 วินาทีก็รู้ทันทีว่านี่คือเพลงในแบบฉบับของ JYP แล้วก็มีการใส่ความสดใสในแบบของ BNK48 และ CGM48 เข้าไปผสมด้วย 

 

 

พูดถึงมิวสิกวิดีโอเพลงนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

 

พิม: มิวสิกวิดีโอเพลง Kiss Me! จะเน้นภาพวิชวลเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ยังคงความเป็นไทยและความเป็น BNK48-CGM48 ไปในมิวสิกวิดีโอด้วย มีมุมกล้องใหม่ๆ หรือที่เราเห็นได้บ่อยตามมิวสิกวิดีโอเพลง K-Pop ที่ใส่ CG มาแบบจัดเต็ม 

 

ปาเอญ่า: ชุดที่เราใส่กันในเพลงนี้จะมีอยู่ทั้งหมด 3 ชุด 3 คอนเซปต์

  • ชุดแรกจะเป็นชุดคอนเซปต์ของญี่ปุ่นก็คือชุดเซ็มบัตสึ 
  • ชุดที่สองจะเป็นของเกาหลีก็คือชุดสีชมพู เพราะว่าเราได้โปรดิวเซอร์เพลงนี้มาจากเกาหลี 
  • ชุดที่สามก็จะเป็นชุดไทย จะเป็นชุดแนวมวยไทย ถ้าสังเกตดีๆ มันจะมีป้ายตรงกางเกงกับชายเสื้อที่เขียนว่า BNK48 เป็นฟอนต์ภาษาไทย 

 

ความต่างของมิวสิกวิดีโอเพลงนี้มันจะต่างจากที่ BNK48-CGM48 เคยทำ ที่ปกติจะเน้นเล่าเรื่องราวแบบมีสตอรี หรือมีความน่ารักๆ หรืออยู่ในโรงเรียนที่แสดงออกถึงความสดใส แต่สำหรับเพลง Kiss Me! มิวสิกวิดีโอเพลงนี้ก็จะเน้นความวิชวลแบบเต็มที่เลย 

 

 

พูดถึงความรู้สึกวันขึ้นโชว์ First Performance 

 

ไข่หวาน: หนูรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะนี่คือครั้งแรกที่ได้เปิดตัวที่เซ็นทรัลเวิลด์ แล้วผู้คนก็มาดูกันเยอะมากๆ การเปิดตัวเพลงใหม่ครั้งนี้สำหรับหนูมันพิเศษตรงที่แฟนคลับจะได้รับชม MV ก่อน ตอนที่เมมเบอร์อยู่ข้างหลังเวที ก็คอยลุ้นกันว่าแฟนคลับจะชอบ MV ของเราไหม ซึ่งก็ได้เห็นแล้วว่าเสียงตอบรับดีมากๆ 

 

แชมพู: จะขอพูดถึง Performance ก่อนเลย ก็คือปกติหนูจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจ เพราะไม่เคยเต้นเพลงแนวนี้มาก่อน แต่ก็เต็มที่เสมอ เวลาได้โอกาสไปอัดรายการอะไรก็จะคอยไปย้อนดูว่าเราทำดีหรือยัง หรือยังต้องปรับตรงไหน 

 

ส่วน Performance วันเปิดตัวรู้สึกว่าเป็นวันที่ชอบมากที่สุด มีความสุขมากที่สุด ณ เวลานั้นเลย เพราะได้รับกำลังใจมาจากแฟนคลับด้วย ก็เลยทำให้การขึ้นแสดงครั้งนั้นเป็นไปด้วยความประทับใจมาก ก็มีความสุขมากที่ได้เต้นเพลงนี้ วันนั้นก็เป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ดีมากของหนูเลย 

 

สตางค์: หนูรู้สึกว่าวันนั้นทุกคนทำเต็มที่มากเลย ทุกคนมีความตั้งใจกับโชว์นี้มากๆ ด้วยระยะเวลาที่เรามีแบบจำกัดด้วย แล้วยังมีการเปลี่ยนบล็อกกิ้ง กว่าทุกอย่างจะลงตัวก็ใช้เวลารวม 2 วันสุดท้าย แต่ทุกคนก็มีความตั้งใจและทำอย่างเต็มที่มากๆ 

 

แล้วก็รู้สึกว่านี่คือ New Era ของ BNK48 แล้วมันเป็นเพลงที่มีความยากมากกว่าเพลงอื่นๆ ที่เราเคยมีมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะท่าเต้นที่ จุน คันดาบาชิ เป็นคนคิดด้วย มันก็มีบางท่าเต้นที่ให้ความรู้สึกเหมือนเพลง Nemohamo Rumor ที่เป็นตำนานของ AKB48 พอได้เขามาออกแบบท่าเต้นให้เรา มันก็เลยรู้สึกว่าเราทุกคนต้องทำให้ถึงเท่าเขา ถึงจะกดดันบ้างแต่ทุกคนก็ทำออกมาได้ดี โดยเฉพาะปาเอญ่าที่ใส่สุดมากๆ 

 

พั้นซ์: สำหรับหนูตื่นเต้นมากๆ ด้วยความที่เป็นครั้งแรกที่ได้ออกงานเปิดตัวที่เซ็นทรัลเวิลด์ ภาพที่เห็นคือคนมาดูพวกเราเยอะมาก ก็รู้สึกดีใจที่วันนั้นมีคนมาให้กำลังใจพวกเราเยอะ ถึงความรู้สึกลึกๆ จะเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แต่พวกเราก็ทำอย่างเต็มที่ ให้สมกับที่แฟนคลับส่งพวกเราให้เป็นส่วนหนึ่งของเพลงนี้ และให้พวกเรามายืนอยู่ตรงนี้ 

 

พิม: ความรู้สึกของหนูวันนั้นมันเต็มไปด้วยความกดดันและเครียดมาก เพราะคิดว่าทุกคนน่าจะคาดหวังกับเราเยอะด้วย เพราะด้วยความที่หนูเองก็เป็นเซ็นเตอร์ด้วย แถมเป็นเซ็นเตอร์ที่มาจากงาน General Election อีก ก็ค่อนข้างเครียดนิดหนึ่ง ตื่นเต้น มือก็เย็นไปหมด 

 

แต่พอได้ขึ้นเวทีจริงๆ ก็ลืมความกดดันไปหมดเลย แต่ไม่ลืมท่าเต้นนะคะ (หัวเราะ) เราก็วางความกดดันหรือความเครียดต่างๆ เอาไว้หลังเวที เพื่อทุ่มเวลาและออกมาทำให้เต็มที่ และสนุกไปกับโมเมนต์ของโชว์ในวันนั้น 

 

ปาเอญ่า: สำหรับหนูเวลาขึ้นเวทีจะไม่ตื่นเต้นมาก จะคิดแค่ว่าเราต้องเอ็นจอยไปกับโชว์ที่หนูจะขึ้นไปทำ แต่ก็ยังมีความรู้สึกตกใจมากที่ได้เห็นแฟนคลับมาชมงานเปิดตัวของพวกเราเยอะมากๆ ด้วยความที่มันแทบจะเป็น New Era ของวงเราจริงๆ แล้ว อยากทำให้ทุกคนเห็นว่า ‘พวกเราทำถึง’ 

 

แล้วก็อยากให้ทุกคนได้ใช้เวลานี้ในการมอง BNK48 ในภาพที่แตกต่างกันออกไปจากเดิม แล้วก็ได้ขึ้นเวทีงานเปิดตัวที่เซ็นทรัลเวิลด์อีกครั้ง เพราะหนูมาขึ้นครั้งแรกตอนเปิดตัวเพลง First Rabbit ของรุ่น 3 ซึ่งเป็นสเตจเดบิวต์ ก็ทำให้รู้สึกแฮปปี้มากๆ เหมือนได้กลับมาสู่จุดที่เราเคยเดบิวต์ไว้

 

 

รู้สึกอย่างไรที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของเพลง Kiss Me! ที่ฉีกขนบจาก J-Pop สู่ K-Pop แบบเต็มตัว 

 

พิม: รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมากๆ ที่ได้รับแรงซัพพอร์ตจากแฟนคลับทุกคน ให้เราได้มาเป็นส่วนหนึ่งของเพลงนี้ คือไม่ใช่แค่หนู แต่ว่าเป็นทุกคนที่ทุ่มเทและตั้งใจกับการสร้างเพลงนี้ เราก็อยากจะทำให้เพลงนี้เป็นเพลงที่แมสและดัง และคาดหวังว่าจะเป็นเพลงที่ทำให้ BNK48 กลับมาดังอีกครั้งหนึ่ง ในฐานะเซ็นเตอร์หนูก็อยากให้ทุกคนเอ็นดูเพลงนี้ รักเพลงนี้ ฝากเพลงนี้ไว้กับทุกคนด้วยนะคะ 

 

แชมพู: ส่วนมากแฟนคลับของเราหลายคนก็จะฟังแต่ในรูปแบบของ J-Pop หรือชอบแบบญี่ปุ่น หนูก็อยากจะขอบคุณทุกคนที่เปิดใจ ขอบคุณที่เปิดใจให้กับเพลงใหม่ สไตล์ใหม่ ก็อยากถือโอกาสนี้ฝาก BNK48-CGM48 ไว้กับทุกคนด้วย เพราะต่อจากนี้เราก็น่าจะทำอะไรใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้นในอนาคตแน่นอน 

 

 

หลังจากหมดคำถามในเรื่องของการบอกเล่ารายละเอียดของซิงเกิลใหม่ เราจึงได้หยิบ ‘กิมมิก’ ชิ้นสำคัญจากเพลงนี้ นั่นคือเรื่องของความหมายของเพลงที่สื่อถึงการกล้าที่จะบอกความในใจ

 

เราเลยอยากรู้ว่า เมื่อพูดถึงการบอกความรู้สึกหรือความในใจ ทั้ง 6 สาวมีวิธีบอกความรู้สึกดีๆ ที่อยู่ในใจกับคนในครอบครัว เพื่อนร่วมวง หรือคนใกล้ชิดของเรา ในแบบฉบับของตัวเองออกมาอย่างไร

 

ปาเอญ่า: หนูจะเป็นคนที่ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยกล้าพูดเป็นคำออกมา สำหรับคนที่หนูรู้สึกรักเขาหรือห่วงใยเขาจริงๆ หนูจะใช้วิธีในรูปแบบของการกระทำเล็กๆ ที่แสดงออกถึงภาษากาย คอยใส่ใจรายละเอียดเขาเล็กๆ คอยมองอยู่ห่างๆ แล้วก็คอยเซอร์วิสให้เขา เวลาที่เขาต้องการอะไรสักอย่าง แบบคอยเปิดขวดน้ำให้ ช่วยจัดผม คอยเตือนเวลาเห็นเชือกรองเท้าหลุด 

 

พิม: หนูเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าพูดเหมือนกัน แต่จะสื่อสารด้วยการกอดมากกว่า เพราะไม่กล้าพูด จะเขินเวลาถ้าต้องพูดอะไรแบบนี้ ส่วนใหญ่ก็จะเดินเข้าไปหาแบบเงียบๆ แล้วก็เดินเข้าไปกอด แบบขอกอดได้ไหม จะเป็นแบบนี้มากกว่า 

 

พั้นซ์: หนูเองก็จะคล้ายพี่ปาเอญ่าคือจะพูดไม่ค่อยเก่ง ถ้าถึงช่วงวันสำคัญ หนูก็จะแสดงความรู้สึกด้วยการมอบของขวัญให้ หรือเวลาที่เขาไม่สบายใจ หนูจะไม่กล้าเข้าไปถามด้วยตัวเองแบบตรงๆ แต่จะใช้วิธีฝากคนอื่นเข้าไปคุยหรือถามแทนเรา แล้วเราก็คอยดูเขาอยู่ห่างๆ 

 

สตางค์: พอพูดถึงความรักแล้วรู้สึกว่าตัวเองจะตัวเล็กลงแบบ 500% ก็จะเป็นแบบแอบดูเขาอยู่ห่างๆ ถ้าเราอยากจะสารภาพความรู้สึกหนูจะใช้เพลง หรือแต่งเพลงขึ้นมาเพื่อบอกความในใจ แล้วก็ร้องให้ฟังแบบเนียนๆ หรือหาเพลงที่เข้ากับสถานการณ์เพื่อทำให้เขารู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร แต่เราจะไม่พูดตรงๆ 

 

แชมพู: หนูเป็นคนที่พูดบอกอยู่แล้ว เพราะส่วนใหญ่ก็จะพูดบอกรักแฟนคลับอยู่แล้ว รวมถึงบอกรักพ่อแม่ บอกรักน้องสาวด้วย เพราะอยากให้รู้ว่าเรารักเขาจริงๆ ให้เห็นว่าเราก็ผูกพันกับเขา ส่วนใหญ่ที่บอกก็จะเป็นคนที่เราไว้ใจแล้ว คนที่เป็น Safe Zone ของเรา เพราะลึกๆ จะเป็นคนกลัวอะไรง่ายๆ หรือบางสถานการณ์ก็จะใช้วิธีเดินเข้าไปกอดแบบน้องพิม แต่ส่วนใหญ่ถ้ามีโอกาสได้บอกก็จะบอกให้เขาได้รู้ 

 

ไข่หวาน: หนูก็จะเป็นอีกคนที่ไม่ค่อยพูด ชอบทำตัวซึน (ซึนเดเระ) แต่จะทำการกระทำอย่างอื่นออกมาเพื่อบอกความรู้สึก เช่น เวลาหนูอยู่กับน้องแชมพูก็เหมือนจะตีกันอยู่ตลอดเวลา น้องก็จะบอกกับเราอยู่ตลอดเวลาว่าให้พี่ไข่บอกรักหนูหน่อย ซึ่งหนูก็จะไม่บอกกับน้องตรงๆ ก็จะแสดงออกทางการกระทำมากกว่า หรือเจอใครที่เขากำลังดาวน์ เราก็จะไปอยู่ข้างๆ แต่ก็จะไม่ได้พูดบอกว่าให้สู้ๆ นะ แต่จะไปนั่งอยู่ด้วยข้างๆ ให้เขารู้ว่าเราจะอยู่ข้างๆ เขาเสมอ 

 

 

อีกไฮไลต์สำคัญจากเพลงใหม่ของ BNK48 ชิ้นนี้ คือการได้ฉีกออกนอกกรอบเดิมๆ ปรุงแต่งสไตล์และแนวเพลงให้มีกลิ่นของความเป็นเกาหลีเป็นหลัก 

 

และเมื่อว่าด้วยเรื่องของการ ‘ออกนอกกรอบ’ หรือ ‘ก้าวหาความท้าทายใหม่ๆ’ เราจึงถือโอกาสนี้ให้ทั้ง 6 สาวได้เล่าเหตุการณ์ที่เคยพาตัวเองเดินออกนอกกรอบเดิมๆ

 

ปาเอญ่า: หนูเป็นคนที่มีความฝันมาตลอดว่าอยากทำงานในวงการบันเทิงตั้งแต่เด็ก แต่ขณะเดียวกันหนูเป็นคนที่ไม่มีความกล้าแสดงออกเลย คุณแม่ของหนูจะรู้ว่าหนูเป็นคนอยากทำงานแบบนี้ และก็มีหลายครั้งที่แม่เคยแนะนำให้ไปออดิชันหรือไปแคสต์งานต่างๆ แน่นอนว่าหนูก็บอกปฏิเสธมาโดยตลอด เพราะเราไม่กล้าแสดงออก 

 

จนวันหนึ่ง BNK48 รับสมัครรุ่นที่ 3 และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่หนูกล้าพาตัวเองออกมาออดิชัน ส่วนหนึ่งก็เพราะคุณแม่บังคับด้วย (หัวเราะ) แต่หนูก็โอเคแล้ว ก็ได้ลองออดิชันมาก่อน และสรุปว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของรุ่น 3 

 

แม่ก็เอาเรื่องนี้ไปคุยกับหมอดู และหมอดูก็บอกกับแม่ว่า ถ้าได้เข้ามาอยู่ในวง จะทำให้อนาคตของหนูดีขึ้น นั่นก็เลยทำให้หนูตัดสินใจออกนอกรอบของตัวเองแล้วก็เซ็นสัญญามาเป็นสมาชิกของ BNK48 รุ่นที่ 3 พอเข้ามาอยู่ในวงช่วงแรกๆ หนูเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดเลย หนูพูดน้อยมาก แบบนับคำได้เลย แต่ทุกวันนี้ก็พยายามปรับตัวมากขึ้น พยายามผลักให้ตัวเองกล้าแสดงออก กล้าพูด เป็นคนที่พูดเก่งมากขึ้น

 

สตางค์: เรื่องนี้จะเซนสิทีฟสำหรับหนูนิดหนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับช่วงที่เราเข้ามหาวิทยาลัย ด้วยความที่หนูเป็นคนที่ชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก แต่พอเลือกเรียนจริงๆ หนูเลือกไปเรียนสถาปัตย์ แล้วช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่อยู่ในวงอยู่แล้ว ก็มีแต่คนคอยมาห้ามเราว่าอย่าไปเข้าคณะนี้ ต่อให้เราเข้าไปเราก็เรียนไม่จบ ไปก็ได้คะแนนไม่ดี เขามองว่าเราไม่มีทางทำได้ เพราะขนาดเรื่องของเวลาชีวิตส่วนตัวเรายังจัดการไม่ได้ เขามองว่าถ้าเราจะไปต่อ เราก็จะไม่มีทางไปรอด 

 

แต่หนูก็เลือกก้าวข้ามผ่านความเชื่อของคนอื่นด้วยการหันมาเชื่อตัวเราเอง แล้วได้ตกตะกอนว่า ถ้าเรารักที่จะทำหรือชอบที่จะทำอะไรสักอย่างจริงๆ ขอให้เราได้ลงมือทำ วันหนึ่งเราจะพิสูจน์ให้เขาเห็นในสิ่งที่เราเลือกทำได้ แล้ววันนี้หนูใกล้เรียนจบในปีนี้แล้ว ก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าเราไม่ได้เป็นแบบที่เขาพูดหรือที่เขาคิด 

 

แล้วก็ได้บทเรียนสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าเราจะทำไม่ได้ เพียงแค่เรายังไม่ลองทำมันแค่นั้นเอง หนูเชื่อว่าถ้าเรามีความตั้งใจ ทุกอย่างเราทำได้หมด

 

พั้นซ์: หนูจะเป็นเรื่องการออดิชันเข้ามาอยู่ใน CGM48 ย้อนกลับไปตอนนั้นเรายังเด็กมากๆ แต่เป็นเด็กที่ชอบร้อง ชอบเต้น ตอนนั้น BNK48 บูมมากๆ เราก็ได้ตามวง แล้วก็เกิดความรู้สึกว่าเราอยากจะเป็นแบบนั้นบ้าง 

 

แล้วด้วยความที่เราเป็นคนตัวเล็ก ในตอนนั้นสูงแค่ 140 เซนติเมตร ก็เลยเกิดความคิดว่าถ้าเราตัวเล็กแบบนี้แล้วไปออดิชันเราจะผ่านไหม เรามีสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกว่าอยากได้เราเข้าไปอยู่ในวงไหม เพราะตอนนั้นเป็นเด็กที่ไม่มีความมั่นใจเลย แต่ก็พยายามออกกำลังกาย กระโดดตบวันละ 1,000 ครั้ง มีเป้าหมายว่าจะต้องเพิ่มส่วนสูงเท่านั้นเท่านี้ ตอนนั้นเป็นช่วงที่ทุ่มพลังแบบสุดตัว ซ้อมเต้น ซ้อมร้องเพลงหนักมาก แล้วก็พยายามดื่มนมเยอะๆ เสริมแคลเซียม เรียกว่าพยายามทำทุกอย่างให้เราเป็นพั้นซ์เวอร์ชันที่ดีขึ้น เพื่อพร้อมที่จะไปเจอกับกรรมการในวันออดิชัน 

 

ถึงตอนนั้นเราจะได้ชื่อว่าเป็นเด็กกิจกรรม แต่ก็ยังคงมีความอาย ความไม่กล้าแสดงออกอยู่ในใจลึกๆ ไม่กล้าเดินออกนอกกรอบ ถ้ามีงานแสดงเป็นกลุ่มเราก็จะไป แต่ถ้าต้องทำอะไรคนเดียวจะไม่ค่อยกล้า 

 

แต่สิ่งที่ทำให้หนูกล้าก็คือความรู้สึกของหนูบอกกับตัวเองลึกๆ ว่า ถ้าเราได้ไปออดิชัน เราจะได้แน่นอน เราผ่านแน่ (หัวเราะ) แล้วมีความรู้สึกอย่างแรกคืออยากไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วย อารมณ์แบบการออดิชันครั้งนั้นเหมือนถือโอกาสไปเที่ยวในตัว ซึ่งในใจลึกๆ ก็คาดหวังว่าเราจะติด แล้วก็ติดจริงๆ นั่นถือเป็นการเดินออกนอกกรอบครั้งใหญ่ของหนูเลย แล้วก็ทำให้หนูอยู่เชียงใหม่ยาวๆ เลย 

 

ไข่หวาน: หนูเป็นคนที่ไม่ได้มีเหตุการณ์ที่ต้องเดินออกนอกกรอบเหมือนคนอื่นมากขนาดนั้น หนูเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบใส่สุดมาโดยตลอด อย่างหนูตอนเข้ามา CGM48 ก็ทำงานในวงด้วย แล้วก็เรียนควบคู่ไปด้วย เป็นเชียร์ลีดเดอร์ด้วย ทำกิจกรรมทุกอย่างไปพร้อมกัน หนูเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบสุดโต่งอยู่แล้ว บางครั้งคนในวงก็สงสัยว่าพี่ไข่ทำอะไรหลายอย่างไปพร้อมกันได้อย่างไร แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่สามารถจัดการอะไรหลายอย่างที่เราต้องรับมือได้ ซึ่งผลลัพธ์มันก็ออกมาดีอยู่แล้ว 

 

แชมพู: เมื่อก่อนเป็นเด็กขี้อาย แต่พอได้ลองมาออดิชันแล้วติดวง CGM48 ก็ได้ลองอะไรใหม่ๆ เยอะ แล้วก็ได้รู้ว่าเราเหมาะกับที่ตรงนี้ไหม แล้วก็ได้ลองอะไรอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะในช่วงหลังเวลามีโอกาสอะไรเข้ามา ก็จะเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลงมือทำ อาจจะมีสมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เราจะไม่เสียดายและไม่เสียใจแน่ เพราะถือว่าเราได้ลอง ได้ทำมันด้วยตัวเอง 

 

เวลามีกิจกรรมให้ทำภายในวงหรือนอกวง ถ้าเราตัดสินใจรับมาแล้ว มันคือสิ่งที่เราเชื่อแล้วว่านั่นคือสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ การออกนอกกรอบของหนูก็คือการกล้าที่จะรับความท้าทายใหม่ๆ แล้วมาลงมือทำอย่างเต็มที่ 

 

การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ CGM48 คุ้มค่ากับชีวิตหนูในระดับหนึ่ง สิ่งต่างๆ ที่ได้ทำภายใต้นามสกุล CGM48 ก็กลายเป็นพื้นที่ที่หนูได้ขยายกรอบความท้าทายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เปิดกว้างให้ตัวเองได้ลองอะไรใหม่ๆ ทุกอย่าง 

 

พิม: ที่สุดในเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่อง ‘การปล่อยวาง’ เพราะหนูเป็นคนที่คิดเยอะ เซนสิทีฟง่าย เข้ามาในวงช่วงแรกๆ เจองาน General Election ก็เคยโดนดราม่ามาแล้วรอบหนึ่ง ตอนนั้นเรายังเด็กอยู่ ก็ไม่เข้าใจเท่าไรว่าทำไมเราถึงต้องเจออะไรแบบนี้ 

 

ช่วงนั้นคือร้องไห้หนักมาก โทรหาคุณพ่อคุณแม่แล้วบอกตรงๆ ว่าเราไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้ว มันมีแต่ความรู้สึกกลัว ก็ได้แต่ถามตัวเองว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ทำไมถึงโดนต่อว่า ช่วงนั้นก็ไม่ได้ติดเซ็มบัตสึเพลงแรก ยังไม่ได้มีโอกาสได้ทำผลงานเท่าไร 

 

ตอนนั้นกลายเป็นช่วงที่เผชิญความกลัวมาก แต่ก็ได้กำลังใจจากครอบครัวมาเยอะ แล้วก็ได้ติดเพลง Hashire! Penguin (วิ่งไปสิ…เพนกวิน) ก็รู้สึกว่าตัวเองทำออกมาได้ดี 

 

พอมาถึงงาน General Election ครั้งนี้ก็โดนอีกแล้ว แต่ครั้งนี้เราได้รับประสบการณ์มาจากครั้งที่แล้วค่อนข้างเยอะ ครั้งนี้เราปล่อยวางได้มากขึ้น เราสามารถจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ เวลาเราเห็นคอมเมนต์ที่ท็อกซิกเราก็จะไม่ไปตอบโต้ หรือต้องเก็บมาใส่ใจทำให้เรารู้สึกแย่ หนูเปลี่ยนพลังด้านลบพลิกมันกลับมาให้เป็นพลังบวก เพื่อผลักดันตัวเองให้รู้สึกว่าเราทำได้ อยากให้เขารอดูสิ่งที่เรากำลังจะได้ทำต่อจากนี้ นั่นน่าจะเป็นความกล้าที่จะเผชิญหน้าความท้าทายที่ใหญ่สุดในชีวิตของหนูแล้ว

 

 

ความท้าทายในการยืนอยู่ในฐานะศิลปินไอดอล BNK48-CGM48 ของเรา ณ วันนี้คืออะไร

 

ปาเอญ่า: ถ้านับตั้งแต่ที่ก้าวเข้ามาอยู่ในวงก็คงเป็นเรื่อง ‘ความกล้าแสดงออก’ แล้วก็พยายามเป็นคนที่พูดให้เก่งขึ้นมากๆ เพราะก่อนเข้าวงหนูเป็นคนที่จะพูดน้อยแล้วก็พูดเบาๆ พูดเสียงอยู่ในคอ จนเข้ามาอยู่กับวงได้ระยะหนึ่งแล้วก็เรียนรู้ว่าเราต้องหัดพูด เป็นคนที่พูดด้วยความมั่นใจ แล้วก็มีความคิดที่มันมีแต่พลังบวกมากขึ้น 

 

ถ้าลองให้คะแนนตัวเองว่าพูดเก่งแค่ไหน นับตั้งแต่วันเข้าวงแรกๆ จนถึงวันนี้หนูให้ 8 เต็ม 10 เลยค่ะ หนูคิดว่าทุกวันนี้หนูพูดเก่งขึ้นมากๆ เวลาไปไหนมาไหนหนูเป็นคนที่มีความกล้ามากขึ้น ยกตัวอย่าง เมื่อก่อนหนูจะไม่กล้าพูดกับพ่อค้าแม่ค้าเลย เวลาอยากจะซื้ออะไรก็สะกิดให้เพื่อนซื้อ ให้เพื่อนถามแทน แต่ทุกวันนี้คืออยากซื้ออะไรก็บอกไปเลยค่ะว่าเอาอันนี้ แล้วก็กลายเป็นว่าทุกวันนี้มีแต่คนอื่นมาสะกิดให้หนูซื้อของแทน (หัวเราะ) รู้สึกว่าทุกวันนี้เป็นคนที่มีความกล้าขึ้นเยอะมากเลยค่ะ 

 

ไข่หวาน: ความท้าทายของหนูคือการต่อสู้กับเป้าหมายและความคาดหวังของตัวเองกับชีวิตที่อยู่ในวง CGM48 เพราะปกติหนูจะเป็นคนที่ตั้งเป้าหมายของตัวเองไว้ไม่ไกลตัว แต่จะค่อยๆ ตั้งทีละอัน แล้วทำให้มันสำเร็จไปทีละอย่าง เพื่อพาตัวเองไปสู่เป้าหมายสูงสุดที่ตัวเองตั้งไว้ เพราะหนูพูดไว้ตั้งแต่ใน Senpai แล้วว่า หนูอยากเป็นกัปตันทีม C เพราะเชื่อว่าในอนาคตวงจะต้องมีเธียเตอร์ แต่พอถึงเวลานั้นก็ได้เรียนรู้ว่า จริงๆ ก็มีคนที่เหมาะสมกว่าเรา หนูก็ทำความเข้าใจแล้วก็เรียนรู้กันไป แล้วก็ดีใจที่เราได้เป็นรองกัปตันทีม C 

 

อีกอันหนึ่งคือเป็นเป้าหมายที่หนูตั้งเอาไว้ตอนนี้เลย คือหนูอยากเป็นเซ็นเตอร์สักครั้งหนึ่งในเพลงของวง CGM48 ตอนนี้ก็กำลังพยายามทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ตัวเองไปเรื่อยๆ ให้พี่รินะและผู้ใหญ่ในวงทุกคนมองเห็นว่าหนูพร้อมแล้วที่จะเป็นเซ็นเตอร์คนต่อไปของวง 

 

พั้นซ์: หนูรู้สึกว่าทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตช่วงที่อยู่ใน CGM48 คือความท้าทายทั้งหมดเลย เพราะวันแรกที่เข้ามาเรายังเด็กมาก พอเข้ามาแล้วมันทำให้เราต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การทำงาน หรือไปจนถึงนิสัยส่วนตัวที่ต้องหัดให้ตัวเองเป็นคนตรงต่อเวลา 

 

ช่วงที่มาแรกๆ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ทำอะไรไม่ค่อยเป็น อยู่คนเดียวไม่ค่อยได้ ซักผ้า ตากผ้า รีดผ้า เราต้องลงมือทำเองทุกอย่าง เพราะเราให้พ่อแม่ทำให้ไม่ได้แล้ว เพราะเขาไม่ได้มาอยู่กับเราที่เชียงใหม่ ความท้าทายคือเราต้องฝึกให้ตัวเองใช้ชีวิตแบบเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น หัดเป็นคนมีความรับผิดชอบในหลายๆ เรื่อง 

 

และความท้าทายอีกอย่างของหนูคือเป็นคนที่มักจะมีความตื่นเต้นต่อหน้ากล้อง ก็ยังไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมเป็นอย่างนั้น ทั้งที่หลังกล้องเราจะพูดปร๋อเลย แต่ทุกครั้งที่ต้องไปหน้ากล้องเราจะเหงื่อไหลเลย แล้วก็เริ่มกังวลว่าเราจะพูดอะไรดี ทุกวันนี้ก็พูดเก่งขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะจากโอกาสที่ได้ไปเดินสายโปรโมตเพลงหลายๆ ครั้ง มันทำให้เราได้พัฒนาสกิลนี้มากขึ้น หนูก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ตอนนี้พูดเก่งกว่าช่วงแรกๆ เหมือนกันค่ะ ถ้าให้คะแนนตัวเองตอนนี้ คิดว่าพูดเก่งขึ้นแบบ 7 เต็ม 10 คะแนน 

 

พิม: หนูเป็นอีกคนที่ได้เผชิญความท้าทายในหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องการกล้าแสดงออก ตอนเข้ามาออดิชันช่วงแรกหนูไม่กล้าพูดกับใครเลย (หัวเราะ) ความรู้สึกของหนูตอนนั้นเหมือนทำตัวเป็นคนไร้ตัวตน ไม่มีใครเห็นหนู เหมือนกลั้นหายใจอยู่ตลอดเวลา ทำตัวเหมือนห้องนี้มีหนูอยู่คนเดียว 

 

แต่ตอนนี้รู้สึกว่ากล้าแสดงออกมากขึ้น พูดเก่งขึ้นจากเมื่อก่อนเยอะเลย เต้นก็เก่งขึ้น ร้องก็เก่งขึ้น โดยเฉพาะการร้อง ถ้าเทียบกับในอดีตเมื่อก่อนอยู่ท้ายๆ เลย แต่ตอนนี้ก็ขยับขึ้นมาอยู่กลางๆ 

 

แชมพู: เมื่อกี้ก็นั่งคิดอยู่ว่าเราก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ได้ทำอะไรที่มันท้าทายเยอะเลย ผ่านอะไรมาหลายอย่าง ทั้งการไม่ติดเซ็มบัตสึ จนมาติดเซ็มบัตสึแล้ว เป็นเซ็นเตอร์แล้ว ทั้งของ CGM48 และ BNK48 มีเพลงเดี่ยวกับ Independent Records (เพลง ลา ลา รัก) ได้ลองโปรโมต ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ มีหลายอย่างที่เราได้ลองมาแล้วเยอะมาก ก็เป็นความภูมิใจในตัวเอง ตั้งแต่วันแรกจนถึงตอนนี้ 

 

สตางค์: ความท้าทายของหนูในช่วงแรกของการเข้าวงคือการเป็นคนอินโทรเวิร์ต ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร เหมือนโลกนี้มีฉันคนเดียว ชอบคุยกับตัวเอง จนรู้สึกว่าเราจะใช้ชีวิตอยู่แบบนั้นไม่ได้ เพราะงานที่อยู่ตรงนี้ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนค่อนข้างเยอะ ก็เลยพยายามปรับตัวมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ 

 

ส่วนอีกความท้าทายหนึ่งก็คือ ช่วงแรกหนูเต้นไม่ได้เลย เพราะตัวเองไม่ใช่สายเต้นเลย แค่ก้าวขาเตรียมเต้นยังผิดจังหวะเลย แล้วก็เกิดเป็นความกดดัน เพราะว่าทุกคนรอบตัวเก่ง ทุกคนมีความพร้อมหมดแล้ว เราก็ต้องพยายามผลักดันตัวเองขึ้นมา เพื่อให้ตัวเองไม่ไปถ่วงใคร 

 

อีกความท้าทายหนึ่งของหนูคือการต่อสู้กับความคาดหวังของตัวเอง พอเราคาดหวังอะไรเยอะๆ บางทีเราก็จะผิดหวัง แล้วมันไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ตลอดเวลา ตอนหลังเราก็เลยต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ตตัวเอง พยายามลดความคาดหวัง เพราะรู้สึกว่าถ้าเราไม่คาดหวังก็จะไม่ผิดหวังค่ะ

 

 

เปิดซองจดหมาย ‘ขอบคุณแฟนคลับ’ ที่ส่งเรามาถึงตรงนี้

 

พิม: ขอบคุณทุกคนมากๆ เลยนะคะ ที่สนับสนุนหนูมาเสมอ รักในแบบที่หนูเป็นหนูมาตลอด ถึงหนูจะเป็นคนที่ไม่ได้เพอร์เฟกต์มากมายอะไร แต่ยังรักตัวตนในแบบที่หนูเป็นจริงๆ หนูรู้ว่าหนูไม่ใช่คนที่มีแฟนคลับเยอะอะไรขนาดนั้น แต่ก็อยากจะขอบคุณทุกคนที่อยู่กับหนูอย่างเหนียวแน่นมาเสมอ อยากให้ทุกคนอยู่กับหนูแบบนี้ไปนานๆ และคอยช่วยซัพพอร์ตให้กำลังใจหนูไปนานๆ นะคะ 

 

ปาเอญ่า: ของหนูมันเป็นความรู้สึกที่ไม่คาดคิดมากจริงๆ สำหรับอันดับ 2 ที่หนูได้รับมา ตอนที่หนูส่งใบสมัคร GE หนูยังไม่รู้ว่าตัวเองจะติดเซ็มบัตสึไหมด้วยซ้ำ อยากขอบคุณทุกคนที่เชื่อมั่นในตัวหนูมากๆ สำหรับหนูไม่ใช่แค่แฟนคลับ แต่อยากจะขอบคุณหลายๆ คนเลย ทั้งแฟนคลับข้างนอก รวมถึงคุณป้าข้างบ้าน ที่ร่วมกันช่วยโหวตจนพาหนูมาสู่อันดับ 2 

 

ขอบคุณอีกครั้งที่เชื่อมั่นในตัวหนู ถึงหนูจะเป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวเองเท่าไร ขอบคุณทุกคนที่เชื่อว่าหนูทำได้ หนูก็ได้พยายามทำผลงานให้มันออกมาดีที่สุด และผลงานนั้นก็ออกมาแล้ว หวังว่าทุกคนจะชอบผลงานชิ้นนี้ของพวกเราทุกคน 

 

พั้นซ์: ขอบคุณแฟนคลับทุกคนมากๆ เราโตขึ้นจากปีที่แล้วมากๆ ที่ลง GE อีก ครั้งแรกไม่ติด ครั้งที่ 2 ก็อยู่ท้ายๆ ส่วนครั้งนี้ก็มาติด Kami 7 เลย มันคืออันดับที่โดดมาไกลกว่าที่หนูคิดไว้มากเลย 

 

แล้วพอได้มายืนอยู่ตรงนี้มันให้ความรู้สึกว่า ‘ยิ่งสูงยิ่งหนาว’ จริงๆ อาจเป็นเพราะหนูเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองด้วย เพราะในชีวิตไม่เคยได้รับการโหวตในอันดับที่สูงขนาดนี้ แต่แฟนคลับทุกคนก็ยังคอยเชียร์อัพ ให้กำลังใจเรา บอกกับเราเสมอว่าเราทำได้ และขอให้เราทำอย่างเต็มที่ ก็เกิดเป็นความรู้สึกที่อยากจะขอบคุณแฟนคลับทุกคนที่เป็นเหมือนลมหายใจในการเป็นไอดอลของหนูเลย 

 

แชมพู: อยากขอบคุณแฟนคลับทุกคน ที่ผ่านมามีกิจกรรมให้โหวตอะไรทำนองนี้ติดๆ กัน จนถึงงานล่าสุดก็แอบกลัวเหมือนกัน ไม่กล้าคาดหวัง เพราะเราก็ผิดหวังมาหลายครั้ง แต่วันนี้แฟนคลับก็ยังคงเชื่อมั่นในตัวหนูไม่เปลี่ยนแปลง มันเลยกลายเป็นแรงผลักดันให้หนูหันมาเชื่อมั่นในตัวเองอีกสักครั้งหนึ่ง ก็เลยได้ลองบอกในสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ แล้วพวกเขาก็รับฟังเรา 

 

หนูเลยรู้สึกอยากขอบคุณมากๆ ที่คอยเป็นกำลังใจ เป็นที่พักพิงให้หนูเสมอในยามที่หนูเหนื่อยหรือท้อจริงๆ ก็ต้องขอบคุณมากๆ ที่ส่งมาถึงอันดับ 10 เลย ซึ่งเป็นตัวเลขของวันเกิดและเดือนเกิดหนูด้วย มันคือตัวเลขที่พิเศษมาก หนูเลยอยากจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้เต็มที่ ตอบแทนที่ทุกคนส่งเรามา ไม่รู้จะคุ้มค่าแค่ไหน แต่ถ้าแฟนคลับชื่นชมและแฮปปี้กับสิ่งที่เราทำ หนูก็ดีใจมากๆ แล้วค่ะ 

 

สตางค์: ขอบคุณทุกคนที่เดินก้าวขึ้นบันไดมาด้วยกัน ขอบคุณที่ผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะมาก ขอบคุณที่เชื่อมั่นในตัวหนู ดีใจที่ติดเพลงนี้ เพราะนี่คือซิงเกิลสุดท้ายของหนู ยิ่งเป็น New Era ของวง BNK48 ด้วย ดีใจที่ได้ติดมาเป็นส่วนหนึ่งของเพลงนี้ หลังจากนี้จะกลับไปทำหน้าที่ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายให้ดีที่สุดอย่างเต็มที่และคุ้มค่าในทุกๆ วินาที 

 

ไข่หวาน: อยากขอบคุณแฟนคลับมากๆ ที่เชื่อมั่นในตัวหนู อย่างที่หนูบอกไปว่า หนูคือคนที่ใช้ชีวิตอย่างสุดโต่งอยู่แล้ว เป้าหมายใดๆ ที่หนูตั้งไว้ก็จะสุดโต่งเหมือนกัน อยากขอบคุณแฟนคลับที่ไม่เคยตั้งคำถามกับเป้าหมายของหนูเลยว่ามันจะเกินตัวเราไปไหม สิ่งที่เราต้องการมันเยอะไปไหม แต่ทุกคนเชื่อมั่นในตัวหนู เหมือนที่หนูเชื่อมั่นในตัวเองและเชื่อมั่นในตัวแฟนคลับ และทุกเป้าหมายที่สำเร็จมันมีแฟนคลับเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในนั้นเสมอ ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างกันมาเพื่อทำให้เป้าหมายของเราสำเร็จไปด้วยกันและภูมิใจไปด้วยกัน 

 

หลังจากทั้ง 6 สาวได้กล่าวคำขอบคุณถึงแฟนๆ มาประมาณหนึ่ง เราเกิดความรู้สึกว่าอยากให้พวกเธอได้ลอง ‘ขอบคุณตัวเอง’ บ้าง เพราะเราเชื่อว่าบนโลกใบนี้ไม่มีใครรู้จักเราดีเท่าตัวเราเอง 

 

ดังนั้น มันคงจะดีไม่น้อยถ้าพวกเธอได้กล่าว และได้ฟังคำขอบคุณจากคนที่รู้จักพวกเธอดีที่สุด นั่นก็คือตัวเธอเอง

 

 

พิม: อยากขอบคุณตัวเองที่เข้มแข็ง คอยพัฒนาตัวเองมาตลอด เป็นตัวเองในแบบที่ดีขึ้น เป็นเวอร์ชันที่ดีขึ้น เป็นคนที่มีความตั้งใจอยู่ตลอด รู้ว่าบางครั้งตัวเองรู้สึกเครียด แต่ก็อยากจะบอกว่าเราผ่านมาได้แล้วนะ เวลารู้สึกไม่ดีก็ไม่เป็นไรนะ เพราะยังมีคนอื่นที่รักและพร้อมซัพพอร์ตเราอยู่เสมอ ขอให้พิมยิ้มเยอะๆ แฮปปี้ให้มากๆ

 

 

 

ปาเอญ่า: ขอบคุณตัวเองที่เข้มแข็ง เพราะหนูเป็นคนที่ค่อนข้างคิดลบกับตัวเองแบบมากๆ ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่หนักสำหรับหนูมากจริงๆ หนูก็ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นหนักขนาดนี้ หนูอยู่ในจุดที่คิดว่าหนูได้อยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดในชีวิตแล้ว แล้วก็ไม่คิดว่าตัวเองจะผ่านมันมาได้ ก็อยากขอบคุณตัวเองที่เข้มแข็งขึ้นมาได้ขนาดนี้ ขอบคุณที่ทนมาจนสถานการณ์ดีขึ้นได้ขนาดนี้ จนมาเป็นปาเอญ่าในเวอร์ชันที่ดีขึ้น อาจจะยังไม่ดีที่สุด แต่ก็คิดว่าเป็นตัวหนูในเวอร์ชันที่โอเคมากๆ แล้ว ก็สู้ๆ นะปาเอญ่า 

 

 

 

พั้นซ์: ขอบคุณตัวเองที่อดทนในหลายๆ เรื่อง จริงๆ ก็มีโอกาสได้ขอบคุณตัวเองบ่อยอยู่เหมือนกันในปีนี้ เพราะมีหลายอย่างเข้ามาในชีวิต เวลาเราทำอะไรแล้วรู้สึกเหนื่อย เราก็จะเชียร์อัพตัวเองว่าอีกนิดหนึ่ง สู้ต่ออีกนิดหนึ่ง พอเราผ่านมาได้ก็จะหันมาขอบคุณตัวเองที่ทำสิ่งนั้นได้สำเร็จ 

 

มีช่วงเวลาที่มีมรสุมผ่านเข้ามาในชีวิตบ้าง แต่เราก็ยังผ่านมาได้ ก็จะคอยบอกกับตัวเองเสมอว่า ถึงจะเผชิญเรื่องที่ยากๆ แต่หลายครั้งเรายังแก้ไขและผ่านมันมาได้ ทำไมครั้งนี้เราจะทำไม่ได้ อาจจะต้องฮึบกันหน่อย อาจจะต้องเหนื่อยหน่อย แต่ทุกครั้งก็ผ่านมาได้ด้วยดี ก็ขอบคุณตัวเองที่ยังสู้กับปัญหาได้อย่างดีค่ะ 

 

 

แชมพู: ที่ผ่านมาพยายามขอบคุณตัวเองตลอด แต่ปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรให้ขอบคุณเยอะเท่าที่ควร แต่ปีนี้มีอะไรให้ขอบคุณเล็กๆ น้อยๆ แล้ววันนี้เป็นวันแรกที่ได้พูดขอบคุณตัวเอง ขอบคุณพี่ที่ให้หนูได้ขอบคุณตัวเองในปีนี้ 

 

ขอบคุณที่ตัวเองผ่านมาในปีที่แล้ว เป็นปีที่มีเรื่องทำให้เครียดในระดับหนึ่ง ขอบคุณที่ไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะเจออะไรที่หนักแค่ไหน ก็ถือว่าได้ลองทำแล้ว นอกจากขอบคุณตัวเองแล้วก็อยากขอบคุณคนรอบข้างอีกครั้งที่คอยอยู่ข้างๆ กันแล้วพาให้หนูผ่านปีที่แล้วมาได้ แล้วมันก็ทำให้ปีนี้เป็นปีที่แฮปปี้ขึ้นเยอะมากๆ ขอบคุณค่ะ 

 

 

สตางค์: หนูเป็นคนที่ไม่ได้ขอบคุณตัวเองเลย ที่ผ่านมาคือทำงานมาตลอด ก้มหน้าทำงานแล้วก็กดดันอย่างเดียว เพราะคอยบอกกับตัวเองว่าต้องทำให้ได้อยู่เสมอ ขอบคุณตัวเองที่ถึงแม้จะท้อ แต่ยังไม่ถอย คอยสู้ต่อไป ขอบคุณที่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง แล้วก็ไม่หลอกตัวเองว่าเราต้องการอะไร 

 

 

ไข่หวาน: หนูจะเป็นคนที่เวลามีอะไรจะไม่ค่อยบอกคนอื่นเท่าไร จะเก็บเอาไว้อยู่กับตัวเอง ก็อยากขอบคุณตัวเองที่สามารถอยู่เคียงข้างตัวเราเองได้ตลอดทุกช่วงเวลาเลย บางทีก็อาจจะมีหลอกตัวเองไปบ้างว่าเราไม่เป็นไร ฉันชิลมาก สบายมาก แต่ในใจลึกๆ บางทีก็ย้ำบอกกับตัวเองว่า เรามีอะไรก็บอกกับคนอื่นได้นะ หรือมีอะไรก็แชร์กับคนอื่นบ้างก็ได้ ปีที่ผ่านมาเป็นแบบนี้เยอะมาก เป็นอะไรจะไม่ค่อยบอกใคร แต่ช่วงหลังเวลาเจออะไรมาก็จะคอยบอกกับคนอื่นมากขึ้น อยากจะขอบคุณตัวเองที่กล้าบอกความรู้สึกของตัวเองกับคนอื่น 

 

ช่วงหนึ่งหนูเคยมีความรู้สึกว่าอยากจะแกรด (จบการศึกษาจากวง) ในวันที่เรารู้สึกเหนื่อยและท้อ อยากขอบคุณตัวเองที่ผ่านวันนั้นมาได้ ขอบคุณไข่หวานที่วันนั้นเธอเจ๋งมาก เธอผ่านมันมาได้แล้วก็ทำให้เธอมีทุกวันนี้ ถ้าวันนั้นเราตัดสินใจแบบนั้นไป วันนี้เราอาจจะไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้กับทุกคนก็ได้ ก็อยากจะถือโอกาสนี้ขอบคุณตัวเองมากๆ เลย 

 

ฟังเพลง Kiss Me! (ให้ฉันได้รู้) | BNK48

 

The post เพลง Kiss Me! การฉีกขนบครั้งใหญ่ของ BNK48 สัญญาณสู่ New Era ของวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เก็บตกภาพบรรยากาศงาน BNK48 16th SINGLE Kiss Me! (ให้ฉันได้รู้) FIRST PERFORMANCE https://thestandard.co/bnk48-16th-single-kiss-me-first-performance/ Fri, 23 Feb 2024 12:26:54 +0000 https://thestandard.co/?p=903580 BNK48 16th SINGLE Kiss Me!

เสร็จสิ้นลงเป็นที่เรียบร้อย สำหรับงาน BNK48 16th SINGLE […]

The post เก็บตกภาพบรรยากาศงาน BNK48 16th SINGLE Kiss Me! (ให้ฉันได้รู้) FIRST PERFORMANCE appeared first on THE STANDARD.

]]>
BNK48 16th SINGLE Kiss Me!

เสร็จสิ้นลงเป็นที่เรียบร้อย สำหรับงาน BNK48 16th SINGLE Kiss Me! (ให้ฉันได้รู้) FIRST PERFORMANCE หรืองานเปิดตัวซิงเกิลหลักที่ 16 ของไอดอลกรุ๊ป BNK48 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ Outdoor Square, centralwOrld แน่นอนว่า THE STANDARD POP ก็ไม่พลาดที่จะเก็บภาพบรรยากาศงานครั้งนี้มาฝากกันอีกเช่นเคย

 

งานเปิดตัวครั้งนี้สมาชิกจาก BNK48 และ CGM48 ได้ขนเพลงสุดพิเศษมามอบความสนุกให้กับแฟนๆ กันแบบไม่มีกั๊ก ออกสตาร์ทกันด้วยซิงเกิลฟังสนุกอย่าง คุกกี้เสี่ยงทาย, Sansei Kawaii!, Wink wa 3 Kai, Niji no Ressha และ Kibouteki Refrain 

 

ก่อนจะเซอร์ไพรส์แฟนๆ ด้วยการเปิดตัวสมาชิก BNK48 รุ่นที่ 5 ทั้ง 12 คนอย่างเป็นทางการ นำโดย จิว, นานา, ภราว, นีญ่า, เมย์จิ, นีน, น้ำมนต์, อาหลี, เกลญ่า, สาวน้อย, ไข่มุก และ แนล พร้อมกับโชว์สุดพิเศษที่เปี่ยมไปด้วยพลังความสดใสของรุ่นใหม่กับเพลง BNK48 และ Heavy Rotation

 

ต่อเนื่องกันที่ไฮไลต์ของงานกับการเปิดตัว 3 ซิงเกิลล่าสุดที่มาจากงาน BNK48 16th Single Senbatsu General Election เริ่มกันที่ซิงเกิล Next Girls ในชื่อ Kurumi to Dialogue ที่ได้ แพนด้า มารับตำแหน่งเซ็นเตอร์ และมีส่วนร่วมในการแปลเนื้อเพลงภาษาไทย ร่วมด้วยเซ็มบัตสึอีก 15 คน ประกอบด้วย เจเจ, มารีน, มีน, แจนรี่, รินะ, เอิร์น, ปิ๊ง, นาย, นีน่า, ฟ้าใส, เอ็มมี่, ลาติน, มีน, ซัทจัง และ ปาล์มมี่

 

และซิงเกิล Under Girls ในชื่อ Dare no Koto wo Ichiban Aishiteru? โดยได้ ลูกเกด มารับตำแหน่งเซ็นเตอร์ ร่วมด้วยเซ็มบัตสึอีก 15 คน ได้แก่ ป๊อปเป้อ, แอล, ฟอร์จูน, เจ้าเข็ม, โยเกิร์ต, นานา, เฟม, ข้าวฟ่าง, ออม, แองเจิ้ล, ขมิ้น, นิว, จิงจิง, เหมย และ พีค 

 

ปิดท้ายกันด้วยโชว์จากซิงเกิลหลักที่ 16 Kiss Me! (ให้ฉันได้รู้) ที่ได้ พิม มารับตำแหน่งเซ็นเตอร์ พร้อมด้วยสมาชิกเซ็มบัตสึอีก 15 คน นำโดย ปาเอญ่า, คนิ้ง, มินมิน, แพนเค้ก, สิตา, พั้นซ์, วี, มามิ้งค์, แชมพู, สตางค์, ไข่หวาน, โมเน่ต์, ฮูพ, เกรซ และ นีนี่ 

 

ซึ่งความพิเศษของเพลง Kiss Me! คือการได้โปรดิวเซอร์มากฝีมือจาก JYP Publishing อย่าง อีแฮซล มาร่วมโปรดิวซ์เพลง พร้อมด้วย ฮาย-ธันวา เกตุสุวรรณ จากวง Paper Planes มาเขียนเนื้อเพลง และ จุน คันดาบาชิ ผู้ออกแบบท่าเต้นในเพลง Nemohamo Rumor ของวงรุ่นพี่ AKB48 มาร่วมออกแบบท่าเต้นเท่ๆ ในครั้งนี้

 

รับชมมิวสิกวิดีโอเพลง Kiss Me! (ให้ฉันได้รู้) ได้ที่:

 

 

รับชมไลฟ์งาน BNK48 16th SINGLE「Kiss Me! (ให้ฉันได้รู้)」FIRST PERFORMANCE ได้ที่: 

 

 

The post เก็บตกภาพบรรยากาศงาน BNK48 16th SINGLE Kiss Me! (ให้ฉันได้รู้) FIRST PERFORMANCE appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออม ปุณยวีร์ ประกาศจบการศึกษาจาก CGM48 https://thestandard.co/aom-announces-graduation-from-cgm48/ Wed, 14 Feb 2024 02:42:58 +0000 https://thestandard.co/?p=899473 ออม CGM48

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ออม-ปุณยวีร์ จึงเจริ […]

The post ออม ปุณยวีร์ ประกาศจบการศึกษาจาก CGM48 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออม CGM48

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ออม-ปุณยวีร์ จึงเจริญ ได้ประกาศจบการศึกษาจาก CGM48 ภายในงาน CGM48 Happy Chinese New Year 2024 

 

โดยหลังจากนี้ออมจะทำกิจกรรมในฐานะสมาชิกวง CGM48 ต่อจนถึงช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ ส่วนกำหนดการจัดแสดงสเตจจบการศึกษาทางวงจะประกาศให้แฟนๆ ได้ทราบอีกครั้ง  

 

สำหรับออม ได้เปิดตัวให้แฟนๆ รู้จักอย่างเป็นทางการในฐานะสมาชิกวง BNK48 รุ่นที่ 2 ในปี 2018 ก่อนที่เธอจะได้รับตำแหน่งกัปตันวง CGM48 ในปี 2019 นอกจากนี้เธอยังได้รับตำแหน่งเซ็นเตอร์ในซิงเกิลอัลบั้มที่ 2 Hisashiburi no Lip Gloss 

 

THE STANDARD POP ขอร่วมเป็นกำลังใจให้กับออมในเส้นทางใหม่ที่เธอเลือกเดินต่อจากนี้ และขอขอบคุณที่คอยส่งมอบความสุขให้กับแฟนๆ ในฐานะสมาชิกและกัปตันวง CGM48 เสมอมา 

 

อ้างอิง:

The post ออม ปุณยวีร์ ประกาศจบการศึกษาจาก CGM48 appeared first on THE STANDARD.

]]>
CGM48 ประกาศเรื่องพ้นสภาพการเป็นสมาชิกวงของ มิลค์ โดยมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป https://thestandard.co/cgm48-announced-milk-termination-of-membership/ Thu, 11 Jan 2024 11:32:47 +0000 https://thestandard.co/?p=886642 มิลค์-ชญานันท์ เจ็ดพี่น้องร่วมใจ

วันนี้ (11 มกราคม) ไอดอลกรุ๊ป CGM48 ได้ออกประกาศสำคัญถึ […]

The post CGM48 ประกาศเรื่องพ้นสภาพการเป็นสมาชิกวงของ มิลค์ โดยมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
มิลค์-ชญานันท์ เจ็ดพี่น้องร่วมใจ

วันนี้ (11 มกราคม) ไอดอลกรุ๊ป CGM48 ได้ออกประกาศสำคัญถึงเรื่องการพ้นสภาพการเป็นสมาชิกวงของ มิลค์-ชญานันท์ เจ็ดพี่น้องร่วมใจ เนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติตนตามระเบียบของวงได้ในหลายหัวข้อ โดยมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป 

 

สำหรับกิจกรรมในฐานะสมาชิกวง CGM48 และสมาชิก INDY CAMP ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ของมิลค์ จะถูกยกเลิกการเข้าร่วมทั้งหมด รวมถึงจะไม่มีกิจกรรมปลดรูปและสเตจจบการศึกษาเช่นกัน โดยรายละเอียดประกาศสำคัญทั้งหมดระบุว่า 

 

“เรื่องพ้นสภาพการเป็นศิลปินไอดอลวง CGM48 ของนางสาวชญานันท์ เจ็ดพี่น้องร่วมใจ (มิลค์) นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

“เนื่องจากนางสาวชญานันท์ เจ็ดพี่น้องร่วมใจ (มิลค์) ไม่สามารถปฏิบัติตนตามระเบียบของศิลปินไอดอลวง CGM48 ได้ในหลายหัวข้อ ซึ่งถือเป็นการผิดสัญญา ถึงแม้จะมีการตักเตือนและลงโทษเป็นการภายในหลายครั้งแล้วก็ตาม แต่ยังคงมีการกระทำผิดอยู่ เพื่อรักษาความเป็นระเบียบ บริษัทฯ จึงมีมติให้นางสาวชญานันท์ เจ็ดพี่น้องร่วมใจ (มิลค์) พ้นสภาพจากการเป็นศิลปินของบริษัทฯ โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย แต่ยังต้องผูกพันตามเงื่อนไขในสัญญาที่ต้องปฏิบัติหลังเลิกสัญญาทุกข้อ พร้อมทั้งส่งมอบ Facebook Page ภายใต้ชื่อ ‘Milk CGM48’ และ Instagram/TikTok ภายใต้ชื่อ ‘milk.cgm48official’ คืนให้กับทางบริษัทฯ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป 

 

“สำหรับกิจกรรมที่หลงเหลือของนางสาวชญานันท์ เจ็ดพี่น้องร่วมใจ (มิลค์) ทั้งงาน CGM48 ทั้งหมด และการเป็นสมาชิก INDY CAMP จะถูกยกเลิกการเข้าร่วมทั้งหมด รวมถึงจะไม่มีกิจกรรมปลดรูปและสเตจจบการศึกษาใดๆ ทั้งสิ้น และเนื่องด้วยเหตุผลทางกฎหมาย จึงทำให้ทางบริษัทฯ ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดต่างๆ ได้ ทางเราหวังว่าจะได้รับความเข้าใจจากทุกท่าน”

 

อ้างอิง:

The post CGM48 ประกาศเรื่องพ้นสภาพการเป็นสมาชิกวงของ มิลค์ โดยมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป appeared first on THE STANDARD.

]]>