CEO – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 09 Jan 2026 12:23:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ เตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านผู้นำสร้างความต่อเนื่อง https://thestandard.co/scbx-leadership-transition-continuity/ Fri, 09 Jan 2026 12:23:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1163411 Based on the specific rule provided: add a space before proper nouns that follow a verb, and without changing any words: 1. **Identify proper nouns:** เอสซีบีเอกซ์ (SCBX) is the only proper noun in the headline. 2. **Check if it follows a verb:** เอสซีบีเอกซ์ follows กลุ่ม (group), which is a noun, not a verb. Since the proper noun เอสซีบีเอกซ์ does not follow a verb, the condition for adding a space according to the given rule is not met. Therefore, no spaces are added based on this specific instruction. The reformatted headline remains the same as the original: **กลุ่มเอสซีบีเอกซ์เตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านผู้นำสร้างความต่อเนื่อง**

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งการเปลี่ยนแปล […]

The post กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ เตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านผู้นำสร้างความต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Based on the specific rule provided: add a space before proper nouns that follow a verb, and without changing any words: 1. **Identify proper nouns:** เอสซีบีเอกซ์ (SCBX) is the only proper noun in the headline. 2. **Check if it follows a verb:** เอสซีบีเอกซ์ follows กลุ่ม (group), which is a noun, not a verb. Since the proper noun เอสซีบีเอกซ์ does not follow a verb, the condition for adding a space according to the given rule is not met. Therefore, no spaces are added based on this specific instruction. The reformatted headline remains the same as the original: **กลุ่มเอสซีบีเอกซ์เตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านผู้นำสร้างความต่อเนื่อง**

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงระดับผู้บริหารสูงสุดของธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัทภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตในระยะถัดไป โดยระบุว่า คุณกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนปัจจุบัน จะปฏิบัติหน้าที่จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญาตามวาระ

 

การประกาศในครั้งนี้เป็นการสื่อสารล่วงหน้า หลังจากที่คุณกฤษณ์ จันทโนทก ปฏิบัติงานบรรลุพันธกิจและกลยุทธ์องค์กรตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ จึงแจ้งกับทางธนาคารไม่ขอรับการต่ออายุสัญญา

 

ทั้งนี้ กระบวนการสรรหาประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารไทยพาณิชย์คนใหม่นั้น ตามแผนการสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning) คณะกรรมการ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ คณะกรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมจากภายในกลุ่ม เพื่อดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารไทยพาณิชย์คนต่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการนำเสนอหน่วยงานกำกับเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป

 

ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่ผ่านมา คุณกฤษณ์ได้สร้างความแข็งแกร่ง นำพาธนาคารไทยพาณิชย์ให้เจริญเติบโต และมีบทบาทสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์เป็นอย่างมาก ซึ่งกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ขอแสดงความขอบคุณต่อความมุ่งมั่น ทุ่มเท และเชื่อมั่นว่าการประกาศล่วงหน้าในครั้งนี้จะช่วยให้การส่งมอบภารกิจ และการดำเนินงานธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น โดยคุณกฤษณ์ จันทโนทก จะยังคงดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถไปจนครบวาระ

The post กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ เตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านผู้นำสร้างความต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมดยุคดูที่ ‘ตำแหน่ง’ ถึงเวลาวัดกันที่ ‘ทักษะ’! เจาะ 4 เทรนด์ Learning & Development ปี 2026 เมื่อองค์กรต้องรู้ว่า ‘คนของเราเก่งอะไร’ ก่อนสายเกินไป https://thestandard.co/skills-learning-development-trends-2026/ Thu, 08 Jan 2026 13:44:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1163066 หมดยุคดูที่ ‘ตำแหน่ง’ ถึงเวลาวัดกันที่ ‘ทักษะ’ เจาะ 4 เทรนด์ Learning & Development ปี 2026 เมื่อองค์กรต้องรู้ว่า ‘คนของเราเก่งอะไร’ ก่อนสายเกินไป

ช่วงเวลานี้ ไม่ว่าจะพูดคุยกับ CEO หรือหัวหน้าฝ่าย HR ขอ […]

The post หมดยุคดูที่ ‘ตำแหน่ง’ ถึงเวลาวัดกันที่ ‘ทักษะ’! เจาะ 4 เทรนด์ Learning & Development ปี 2026 เมื่อองค์กรต้องรู้ว่า ‘คนของเราเก่งอะไร’ ก่อนสายเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมดยุคดูที่ ‘ตำแหน่ง’ ถึงเวลาวัดกันที่ ‘ทักษะ’ เจาะ 4 เทรนด์ Learning & Development ปี 2026 เมื่อองค์กรต้องรู้ว่า ‘คนของเราเก่งอะไร’ ก่อนสายเกินไป

ช่วงเวลานี้ ไม่ว่าจะพูดคุยกับ CEO หรือหัวหน้าฝ่าย HR ขององค์กรไหน คำถามหนึ่งที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ

 

“เราจะเตรียมคนของเราให้พร้อมสำหรับอนาคตได้อย่างไร?”

 

โลกทำงานกำลังเปลี่ยนด้วยความเร็วที่หลายองค์กรยังตามไม่ทัน ทั้ง AI ที่เข้ามาอยู่ในงานประจำวัน ทีมงานหลากหลายเจเนอเรชันที่มีมุมมองแตกต่างกัน และรูปแบบการทำงานก็ผสมผสานทั้งออนไลน์, ออฟไลน์ และไฮบริดมากกว่าที่เคย

 

ด้วยเหตุนี้ อริญญา เถลิงศรี Senior Vice President, Local Partner, Managing Director at BTS Thailand Consulting จึงบอกกับ THE STANDARD WEALTH ว่า Learning & Development ในปี 2026 จึงไม่ใช่แค่ส่วนสนับสนุน แต่จะกลายเป็น เครื่องยนต์สำคัญของการทรานส์ฟอร์มองค์กร ทำหน้าที่เตรียมความพร้อมให้ทีมงานอยู่รอดและเติบโตในโลกที่เปลี่ยนไว

 

รายงานของ World Economic Forum ระบุว่า ทักษะสำคัญจำนวนมากจะเปลี่ยนไปอย่างมหาศาลภายในปี 2030 ขณะเดียวกัน Hybrid Work จะกลายเป็นรูปแบบการทำงานที่พนักงานทั่วโลกต้องการและคาดหวังมากที่สุด องค์กรที่มีวัฒนธรรมการเรียนรู้ต่อเนื่อง จะได้เปรียบทั้งด้านนวัตกรรม, ประสิทธิภาพ และความสามารถในการรักษาคนเก่ง

 

หมดยุคดูที่ ‘ตำแหน่ง’ ถึงเวลาวัดกันที่ ‘ทักษะ’ เจาะ 4 เทรนด์ Learning & Development ปี 2026 เมื่อองค์กรต้องรู้ว่า ‘คนของเราเก่งอะไร’ ก่อนสายเกินไป 1

 

4 เทรนด์กำหนดทิศ Learning & Development ปี 2026

 

จากประสบการณ์ของ อริญญา ในฐานะ Executive Coach พบว่า มี 4 เทรนด์การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (Major Shifts) ที่กำลังจะกำหนดทิศทาง L&D ในปี 2026

 

1.บทบาทใหม่ของ AI ที่ทำให้การเรียนรู้เร็วขึ้น และมนุษย์ที่ทำให้การเรียนรู้มีความหมาย

 

วันนี้ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่พูดถึงในอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่คนทำงานเรียนรู้ในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการสรุปข้อมูลยาก ๆ ให้เข้าใจง่าย การแนะนำคอนเทนต์ที่เหมาะกับสถานการณ์งานจริง หรือให้แนวทางการทำงานแบบเรียลไทม์ ทั้งหมดนี้ช่วยให้พนักงานเรียนรู้ได้ตรงจุดและทันเวลาในแบบที่ระบบเดิมไม่เคยทำได้มาก่อน

 

แต่ในขณะเดียวกัน มนุษย์ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญที่ AI ไม่สามารถแทนที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจ การให้กำลังใจ หรือการโค้ชที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้พนักงาน การเรียนรู้ที่มีความหมายจึงเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเทคโนโลยีและมนุษย์ทำงานร่วมกันอย่างสมดุล

 

องค์กรจึงจำเป็นต้องทำ คือ

 

  • ยกระดับความรู้พื้นฐานด้าน AI ให้ทุกคนพร้อมใช้งาน
  • ฝึกผู้จัดการให้ใช้ AI เป็นผู้ช่วย
  • ทำให้การโค้ชและการเมนทอร์ (mentor) เป็นหัวใจของการเรียนรู้

 

2.เมื่อ ‘ทักษะ’ กลายเป็นภาษาหลักของการทำงาน

 

เทรนด์ใหญ่ที่เห็นชัดทั่วโลกคือการเปลี่ยนจากการจัดการคนตามตำแหน่งงาน ไปสู่การจัดการตามทักษะที่บุคคลนั้นมี คำถามสำคัญขององค์กรสมัยใหม่ คือ “คุณมีทักษะอะไร และคุณพร้อมจะพัฒนาทักษะใดต่อ” มากกว่า “คุณอยู่ตำแหน่งอะไร”

 

องค์กรที่ขับเคลื่อนการพัฒนาคนโดยการยึดทักษะจะมีอัตราการเติบโตภายในสูงกว่า สร้างและรักษากลุ่มบุคลากรคุณภาพที่มีศักยภาพสูง (Talent Pipeline) ที่มีประสิทธิภาพและรักษาคนเก่งไว้ได้ดีขึ้น

 

สำหรับองค์กรไทย เรื่องนี้ยิ่งท้าทาย เพราะตลาดแรงงานมีการแข่งขันสูง หากไม่รู้ว่าคนของเรามีศักยภาพอะไร ก็มีโอกาสสูงที่จะสูญเสียคนกลุ่มนี้ไปให้กับคู่แข่ง

 

สิ่งที่องค์กรจำเป็นต้องทำคือ

 

  • การระบุทักษะสำคัญในอนาคตให้ชัดเจนที่สุดในช่วง 3 ปีข้างหน้า
  • สร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่เอื้อให้แต่ละคนสามารถพัฒนาทักษะเหล่านั้น
  • เปิดโอกาสให้พนักงานได้ ฝึกใช้ทักษะเหล่านั้นในงานจริง เพราะการเรียนรู้ที่ดีที่สุดเกิดจากการลงมือทำ ไม่ใช่แค่การฟังในห้องอบรม

 

3.การเรียนรู้ที่ต้องสอดคล้องกับชีวิตการทำงานจริง

 

รูปแบบการเรียนรู้เองก็ต้องสอดคล้องกับจังหวะชีวิตการทำงานของคนในยุคนี้ หลายคนไม่ได้ต้องการอบรมยาวทั้งวันเหมือนเดิม แต่ต้องการการเรียนรู้ที่เข้ามาในเวลาที่ใช่ ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และสามารถนำไปใช้ได้ทันที งานวิจัยทั่วโลกยืนยันว่า การเรียนรู้สั้น ๆ แบบ Micro-Learning, Virtual Short Session และการฝึกปฏิบัติระหว่างทำงานจริง ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกว่าการจัดคอร์สอบรมยาว ๆ แบบเดิม

 

การเรียนรู้จึงควร

 

  • เปลี่ยนคอร์สใหญ่ให้กลายเป็น Learning Journey ที่ต่อเนื่อง
  • ผสานบทเรียนสั้น ๆ ลงในเครื่องมือที่ใช้ในชีวิตงานจริง
  • กำหนดเวลาการเรียนรู้ประจำสัปดาห์ให้ชัดเจน แม้จะเป็น Hybrid
  • อยู่ในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย เช่น วิดีโอสั้น บทเรียนแบบ bite-size หรือการสนทนาฝึกปฏิบัติสั้น ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างงาน
  • เมื่อเป็นเช่นนี้ การเรียนรู้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของงาน ไม่ใช่กิจกรรมแยกออกมา และช่วยให้เกิดผลลัพธ์ได้จริงและต่อเนื่องกว่าเดิม

 

หมดยุคดูที่ ‘ตำแหน่ง’ ถึงเวลาวัดกันที่ ‘ทักษะ’ เจาะ 4 เทรนด์ Learning & Development ปี 2026 เมื่อองค์กรต้องรู้ว่า ‘คนของเราเก่งอะไร’ ก่อนสายเกินไป 2

 

4.การดูแลคนหลายเจเนอเรชัน ต้องใช้แนวทางที่แตกต่างกัน

 

วันนี้การทำงานประกอบด้วยหลายเจเนอเรชันมากกว่าที่เคย แต่ละช่วงวัยมีความคาดหวังและความต้องการที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คนรุ่นใหม่อยากเติบโตเร็ว ต้องการคำแนะนำที่ตรงประเด็นและทันยุค คนวัยกลางอยากเห็นเส้นทางชัดเจนและรักษาสมดุลชีวิต ผู้นำระดับสูงมองหาความหมาย การต่อยอดจากประสบการณ์ และการนำทีมด้วยแนวทางที่เหมาะกับโลกยุคใหม่

 

และยังมีอีกกลุ่มที่หลายองค์กรเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น นั่นคือ กลุ่มพนักงานใกล้เกษียณ ซึ่งกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในไทยและทั่วโลก รายงานจาก AARP และ World Bank ชี้ว่าอายุเกษียณกำลังขยับสูงขึ้น และกลุ่มแรงงานอายุ 55+ มีบทบาทสำคัญขึ้นมากในหลายประเทศ

 

รวมถึงประเทศไทยที่หลายองค์กรกำลังเผชิญ ซึ่งอาจทำให้สูญเสียองค์ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน ในเวลาเดียวกัน พนักงานกลุ่มนี้ก็ต้องการความหมายใหม่ในชีวิตการทำงาน ต้องการบทบาทที่ยังมีความสำคัญ และต้องการเครื่องมือใหม่ในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีและทีมรุ่นใหม่

 

องค์กรที่ดูแลความหลากหลายนี้ได้ดี คือองค์กรที่ยืดหยุ่นพอจะออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ให้เหมาะกับแต่ละช่วงวัย ทั้งรูปแบบการเรียนรู้ร่วมกัน การเปิดพื้นที่ให้รุ่นพี่ถ่ายทอดประสบการณ์ให้รุ่นใหม่ผ่าน Knowledge Transfer และการให้รุ่นใหม่ช่วยเติมทักษะดิจิทัลให้รุ่นพี่ในเวลาเดียวกัน

 

การสนทนาเรื่องเส้นทางอาชีพ Career Conversation จึงต้องเกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของงานในทุกระดับ ไม่ใช่แค่ปีละครั้ง เพื่อให้คนทุกช่วงวัยรู้ว่าตนเองกำลังก้าวหน้าไปในทิศทางใด และมีบทบาทอย่างไรในอนาคตขององค์กร

 

5 แนวทางเชิงปฏิบัติที่องค์กรควรเริ่มทันที เพื่อให้ Learning & Development กลายเป็นเครื่องยนต์ทรานส์ฟอร์มจริง

 

เมื่อเราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 ด้านแล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือองค์กรต้องลงมือทำอย่างไร เพื่อให้ Learning & Development สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้จริง ต่อไปนี้คือ 5 แนวทางที่อริญญาระบุว่าอยากแนะนำให้ผู้นำองค์กรเริ่มใช้ทันที

 

1.วาง Learning & Development ให้สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจขององค์กร

 

ต้องรู้ว่าทิศทางธุรกิจกำลังจะไปทางไหน ทักษะความสามารถใดสำคัญที่สุด และต้องการทักษะอะไรที่จะสร้างความได้เปรียบเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น เมื่อ Learning & Development เชื่อมโยงกับกลยุทธ์ ธุรกิจจะมองเห็นความสำคัญได้ชัดเจนขึ้น และองค์กรจะจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

2.ระบุทักษะที่จำเป็นในอนาคต

 

ไม่จำเป็นต้องมีรายการทักษะมากมาย แต่ควรเลือกทักษะสำคัญจริง ๆ เช่น การใช้ข้อมูล (Data Literacy), การทำงานร่วมกับ AI (Artificial Intelligence Fluency), การแก้ปัญหาโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centered Problem Solving), ภาวะผู้นำแบบร่วมแรงร่วมใจ (Collaborative Leadership), การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Communication) และความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง (Resilient) เมื่อการระบุทักษะสำคัญชัดเจน การออกแบบการเรียนรู้ก็จะแม่นยำขึ้น

 

3.เปลี่ยนผู้จัดการให้เป็น Growth Coach

 

เพราะการเติบโตของคนไม่ได้ไม่เกิดขึ้นจากระบบ แต่เกิดขึ้นเพราะมีคนที่เชื่อในศักยภาพของเขา องค์กรต้องส่งเสริมให้ผู้จัดการมีเครื่องมือ เกิดความมั่นใจในการโค้ช และเข้าใจวิธีสนทนาเรื่องการพัฒนา (Development Conversation) และสามารถแนะนำแผนการเรียนรู้ให้กับแต่ละบทบาท ผู้จัดการจะเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้ให้เข้ากับผลการทำงานจริง และช่วยให้ทีมเติบโตได้อย่างแท้จริง

 

หมดยุคดูที่ ‘ตำแหน่ง’ ถึงเวลาวัดกันที่ ‘ทักษะ’ เจาะ 4 เทรนด์ Learning & Development ปี 2026 เมื่อองค์กรต้องรู้ว่า ‘คนของเราเก่งอะไร’ ก่อนสายเกินไป 3

 

4.ประเมินความสำเร็จจากผลลัพธ์ ไม่ใช่จากจำนวนกิจกรรม

 

องค์กรยังต้องปรับวิธีวัดผลการพัฒนา จากการนับชั่วโมงอบรม ไปสู่การวัดผลลัพธ์จริง เช่น ความเร็วที่พนักงานใหม่พร้อมลงมือทำงาน, คุณภาพงานที่ดีขึ้น, ความเร็วในการเติบโตของพนักงานใหม่, การเติบโตของ Talent ภายใน หรือความสามารถในการรักษาตำแหน่งสำคัญไว้ได้ หาก Learning & Development แสดงผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ ผู้นำจะเห็นคุณค่าและสนับสนุนอย่างเห็นได้ชัด

 

5. สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่เป็น ‘ตัวของตัวเอง’ แบบไทย ๆ

 

ท้ายที่สุด วัฒนธรรมการเรียนรู้ต้องเข้ากับลักษณะของคนไทย เช่น ความอบอุ่น, ความร่วมมือ, การแลกเปลี่ยนกันแบบไม่เป็นทางการ, การเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม (Peer Learning), การผสมผสานตัวอย่างระดับโลกกับบริบทไทย, การออกแบบโปรแกรมและทำคอนเทนต์ให้เข้าถึงได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

 

และการสร้างพื้นที่ที่ทุกคนรู้สึกว่า ความเห็นของตัวเองมีความหมาย จะช่วยให้องค์กรสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ยั่งยืนและมีพลังมากขึ้น เมื่อการเรียนรู้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรจริง จะฝังรากลึกและเติบโตได้ยั่งยืนกว่า

 

บทสรุป L&D 2026 อนาคตเป็นของคนที่เรียนรู้ไวกว่า

 

องค์กรที่จะประสบความสำเร็จในปี 2026 ไม่ใช่องค์กรที่มีงบอบรมมากที่สุด แต่คือองค์กรที่ทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นทุกวัน ในงานจริง ในฐานะ Executive Coach ผู้นำที่ประสบความสำเร็จที่สุดในวันนี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันเสมอ พวกเขาไม่รอให้อนาคตมาถึง แต่เรียนรู้เพื่อก้าวเข้าไปหาอนาคตนั้นด้วยตัวเอง

 

และหากองค์กรสามารถสนับสนุนให้คนของเราทำแบบเดียวกันได้ เราจะไม่ได้แค่เตรียมเขาให้พร้อม แต่เราจะเปิดประตูสู่อนาคตที่พวกเขาก้าวเดินไปได้อย่างมั่นใจ และนี่คือความหมายที่แท้จริงของ Learning and Development

 

ภาพปก : d3sign / Getty Images

 

The post หมดยุคดูที่ ‘ตำแหน่ง’ ถึงเวลาวัดกันที่ ‘ทักษะ’! เจาะ 4 เทรนด์ Learning & Development ปี 2026 เมื่อองค์กรต้องรู้ว่า ‘คนของเราเก่งอะไร’ ก่อนสายเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
Buffett ลาตำแหน่ง CEO Berkshire โดยมีผลตอบแทนหุ้นสูงถึง 6,100,000% ตลอด 60 ปี https://thestandard.co/buffett-berkshire-ceo-resignation-2026/ Thu, 01 Jan 2026 09:13:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1160836 Buffett ลาตำแหน่ง CEO Berkshire โดยมีผลตอบแทนหุ้นสูงถึง 6,100,000% ตลอด 60 ปี

หุ้นของ Berkshire Hathaway ปิดตลาดร่วงลงเล็กน้อยในวันที […]

The post Buffett ลาตำแหน่ง CEO Berkshire โดยมีผลตอบแทนหุ้นสูงถึง 6,100,000% ตลอด 60 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Buffett ลาตำแหน่ง CEO Berkshire โดยมีผลตอบแทนหุ้นสูงถึง 6,100,000% ตลอด 60 ปี

หุ้นของ Berkshire Hathaway ปิดตลาดร่วงลงเล็กน้อยในวันที่ 31 ธันวาคม 2025 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ก่อนจะส่งมอบตำแหน่งให้เกร็ก เอเบล (Greg Abel) รับช่วงต่อในวันที่ 1 มกราคม 2026

 

โดยราคาหุ้น Berkshire Class A ลดลง 600 ดอลลาร์ หรือ 0.1% เหลือ 754,800 ดอลลาร์ ในวันที่ 31 ธันวาคม ขณะที่ราคาหุ้น Class B ลดลง 1.06 ดอลลาร์ หรือ 0.2% เหลือ 502.65 ดอลลาร์ ส่วนดัชนี S&P 500 ลดลง 0.7%

 

สำหรับนักลงทุนคนใดก็ตามที่ถือหุ้น Berkshire นับตั้งแต่บัฟเฟตต์เข้าครอบครองกิจการในปี 1965 จะได้รับผลตอบแทนเมื่อรวมเงินปันผลแล้วประมาณ 6,100,000% ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 ราว 46,000%

 

Berkshire ทำผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนีตลาดในปี 2025 และทำได้ต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่ง Berkshire ไม่เคยมีผลประกอบการตกต่ำแม้แต่ปีเดียว เนื่องจากบัฟเฟตต์พยายามอย่างหนักในการควานหากิจการเพื่อเข้าซื้อ (Acquisitions) มาเป็นส่วนหนึ่งในอาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่กว่า 1.08 ล้านล้านดอลลาร์

 

บริษัทในเครือของ Berkshire ประกอบด้วย บริษัทประกันภัย Geico, บริษัททางรถไฟ BNSF, ธุรกิจการผลิตและพลังงานอีกหลายสิบแห่ง และแบรนด์ค้าปลีก เช่น Brooks, Dairy Queen, Fruit of the Loom และ See’s Candies ซึ่ง ณ สิ้นเดือนกันยายน บริษัทมีเงินสดและรายการเงินสดเทียบเท่าจำนวน 381.7 พันล้านดอลลาร์

 

อาเบล ซึ่งปัจจุบันอายุ 63 ปี ได้ร่วมงานกับ Berkshire นับตั้งแต่ปี 2000 หลังบริษัทเข้าซื้อกิจการ MidAmerican Energy ซึ่งต่อมาถูกรู้จักในชื่อ Berkshire Hathaway Energy โดยอาเบลดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหารธุรกิจ ในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับประกันภัยของ Berkshire มาตั้งแต่ปี 2018

 

ส่วนบัฟเฟตต์ในวัย 95 ปี จะยังคงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการไว้ และวางแผนที่จะเดินทางไปสำนักงานของ Berkshire ในโอมาฮา รัฐเนแบรสกาทุกวัน เพื่อช่วยเหลืออาเบล โดยสำนักงานของ Berkshire อยู่ห่างจากบ้านของบัฟเฟตต์ประมาณ 3.2 กิโลเมตรไปทางทิศตะวันออก

 

ขณะที่อาจิต เจน (Ajit Jain) รองประธานกรรมการ จะยังคงดูแลธุรกิจประกันภัยของ Berkshire ต่อไป และอาเบลจะยังคงติดตามธุรกิจ BNSF ธุรกิจด้านการผลิต และธุรกิจด้านพลังงานต่อไป

 

นอกจากนี้ อดัม จอห์นสัน (Adam Johnson) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ NetJets หน่วยธุรกิจเครื่องบินหรู จะเข้ามาดูแลธุรกิจในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ภาคบริการ และการค้าปลีกของ Berkshire โดยตรง ซึ่งก่อนหน้านี้ หน้าที่ดังกล่าวเป็นของอาเบลมาโดยตลอด

 

ทั้งนี้ Berkshire ยังไม่ได้ประกาศผู้บริหารพอร์ตการลงทุนในหุ้นคนใหม่ ซึ่งต้องดูแลพอร์ตมูลค่ากว่า 283.2 พันล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 30 กันยายน โดยมีหุ้นของ Apple และ American Express อยู่ในพอร์ตด้วย

 

โดยก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์กันว่า ท็อด ค็อมบ์ส (Todd Combs) และเท็ด เวชเลอร์ (Ted Weschler) ซึ่งเป็นผู้ช่วยบริหารพอร์ตการลงทุนของ Berkshire อาจเข้ามารับช่วงต่อ แต่อย่างไรก็ตาม ค็อมบ์ได้ลาออกไปทำงานที่ JPMorgan Chase แล้วในเดือนธันวาคม 2025 ขณะที่บัฟเฟตต์เคยพูดถึงอาเบลเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024ว่า สามารถรับมือกับงานดูแลพอร์ตได้

 

อ้างอิง:

The post Buffett ลาตำแหน่ง CEO Berkshire โดยมีผลตอบแทนหุ้นสูงถึง 6,100,000% ตลอด 60 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนามยอกเอาหนามบ่ง? Chip Wilson ดึงอดีตซีอีโอ ‘On Running’ นั่งบอร์ด Lululemon หวังแก้เกมหลังโดนคู่แข่งตีตลาดกระจุย https://thestandard.co/chip-wilson-lululemon-onrunning-ceo/ Tue, 30 Dec 2025 08:57:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1160197 ตามกฎการเว้นวรรคที่ระบุว่า เพิ่มช่องว่างก่อนคำนามเฉพาะที่ตามหลังคำกริยา สำหรับพาดหัวข่าวนี้ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากคำนามเฉพาะ (Chip Wilson, On Running, Lululemon) ไม่ได้ตามหลังคำกริยาโดยตรง: * Chip Wilson เป็นประธานของประโยค ไม่ได้ตามหลังคำกริยา * On Running ตามหลังคำนาม ซีอีโอ * Lululemon ตามหลังคำนาม บอร์ด ดังนั้นพาดหัวข่าวจะยังคงเดิม: หนามยอกเอาหนามบ่ง? Chip Wilson ดึงอดีตซีอีโอ ‘On Running’ นั่งบอร์ด Lululemon หวังแก้เกมหลังโดนคู่แข่งตีตลาดกระจุย

ชิป วิลสัน (Chip Wilson) ผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ […]

The post หนามยอกเอาหนามบ่ง? Chip Wilson ดึงอดีตซีอีโอ ‘On Running’ นั่งบอร์ด Lululemon หวังแก้เกมหลังโดนคู่แข่งตีตลาดกระจุย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตามกฎการเว้นวรรคที่ระบุว่า เพิ่มช่องว่างก่อนคำนามเฉพาะที่ตามหลังคำกริยา สำหรับพาดหัวข่าวนี้ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากคำนามเฉพาะ (Chip Wilson, On Running, Lululemon) ไม่ได้ตามหลังคำกริยาโดยตรง: * Chip Wilson เป็นประธานของประโยค ไม่ได้ตามหลังคำกริยา * On Running ตามหลังคำนาม ซีอีโอ * Lululemon ตามหลังคำนาม บอร์ด ดังนั้นพาดหัวข่าวจะยังคงเดิม: หนามยอกเอาหนามบ่ง? Chip Wilson ดึงอดีตซีอีโอ ‘On Running’ นั่งบอร์ด Lululemon หวังแก้เกมหลังโดนคู่แข่งตีตลาดกระจุย

ชิป วิลสัน (Chip Wilson) ผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสองของ Lululemon กำลังเปิดฉากสงครามครั้งใหม่กับบริษัทที่เขาสร้างขึ้นมากับมือ โดยประกาศเสนอชื่อกรรมการบริหารชุดใหม่ 3 ราย เพื่อเข้าไปปฏิรูปการทำงานของคณะกรรมการชุดปัจจุบัน ท่ามกลางวิกฤตที่รุมเร้าบริษัทอย่างหนัก ทั้งราคาหุ้นที่ร่วงลงกว่า 40% ในปี 2025 และการประกาศลาออกของซีอีโอที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้

 

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ (29 ธ.ค.) ที่ผ่านมา โดยวิลสันได้เสนอชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการธุรกิจ 3 คนเพื่อเข้าชิงตำแหน่งในบอร์ดบริหาร ได้แก่ มาร์ค เมาเรอร์ (Marc Maurer) อดีตซีอีโอร่วมของ On Running แบรนด์รองเท้าคู่แข่งสำคัญ, ลอร่า เจนไทล์ (Laura Gentile) อดีตหัวหน้าฝ่ายการตลาดของ ESPN และ เอริค เฮิร์ชเบิร์ก (Eric Hirshberg) อดีตซีอีโอของ Activision

 

วิลสัน ซึ่งปัจจุบันถือหุ้นในบริษัทอยู่ประมาณ 9% ได้กล่าวโจมตีการทำงานของบอร์ดชุดปัจจุบันอย่างรุนแรงผ่านแถลงการณ์ว่า “ความจริงคือคณะกรรมการชุดปัจจุบันยังขาดความเชี่ยวชาญ ส่งผลให้ Lululemon ไม่สามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และไม่สามารถพลิกสถานการณ์ทางธุรกิจให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้”

 

เขาย้ำว่า Lululemon ในเวลานี้ต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความคิดสร้างสรรค์ และระบุว่าผู้ถือหุ้นได้หมดศรัทธาในความสามารถของบอร์ดชุดนี้ที่จะเป็นผู้คัดเลือกซีอีโอคนใหม่ หลังจากที่ คาลวิน แมคโดนัลด์ (Calvin McDonald) ซีอีโอคนปัจจุบันประกาศว่าจะก้าวลงจากตำแหน่งในสิ้นเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ ซึ่งวิลสันมองว่าเป็นความล้มเหลวในการกำกับดูแลของบอร์ดที่ไม่มีแผนการสืบทอดตำแหน่งที่ชัดเจน

 

อย่างไรก็ตาม วิลสันไม่ได้เสนอชื่อตัวเองกลับเข้าไปในบอร์ด ซึ่งเขาได้ลาออกไปตั้งแต่ปี 2015 แต่เขายืนยันเจตนาที่ชัดเจนว่า “การเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับตัวผม แต่มันคือการพา Lululemon กลับไปสู่การมีผู้นำที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งที่ยั่งยืนให้กับแบรนด์อีกครั้ง”

 

ทางด้าน Lululemon ได้ออกมาตอบโต้ทันที โดยระบุว่าวิลสันไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับบริษัทมาเป็นทศวรรษแล้ว และบอร์ดชุดปัจจุบันได้สร้างการเติบโตอย่างมหาศาล โดยรายได้เพิ่มขึ้นจาก 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.6 หมื่นล้านบาท)ในปี 2015 เป็น 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.4 แสนล้านบาท)ตามเป้าหมายปี 2025

 

นอกจากนี้ บริษัทยังระบุว่าได้พยายามขอให้วิลสันส่งรายชื่อผู้ที่เขาต้องการเสนอมาให้บอร์ดพิจารณาก่อน เพื่อหลีกเลี่ยง “ศึกชิงอำนาจบริหารผ่านการโหวตของผู้ถือหุ้น (Proxy Fight) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงและเบี่ยงเบนความสนใจจากการบริหารธุรกิจ” แต่วิลสันปฏิเสธที่จะเจรจาต่อ

 

นอกเหนือจากศึกภายในกับผู้ก่อตั้งแล้ว Lululemon ยังต้องเผชิญแรงกดดันจาก Elliott Investment Management ซึ่งเป็น ‘กลุ่มทุนที่เข้ามามีบทบาทในการบริหาร’ (Activist Investor) ที่ได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.15 หมื่นล้านบาท) โดย Elliott กำลังผลักดันให้ เจน นีลเซ่น (Jane Nielsen) อดีตผู้บริหารจาก Ralph Lauren เข้ามาเป็นซีอีโอคนใหม่ ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่าแม้ทั้งสองฝ่ายจะมีเป้าหมายคล้ายกัน แต่วิลสันและ Elliott ไม่ได้จับมือทำงานร่วมกัน แม้ว่าวิลสันจะเคยพูดคุยกับนีลเซ่นมาบ้างแล้วก็ตาม

 

สถานการณ์ของ Lululemon ในขณะนี้ถือว่ากำลังเผชิญกับ ‘ความสับสนในทิศทางของแบรนด์’ โดย นีล ซอนเดอร์ส (Neil Saunders) นักวิเคราะห์จาก GlobalData มองว่าบริษัทกำลังสูญเสียความน่าสนใจเนื่องจากการแข่งขันที่ดุเดือดจากแบรนด์น้องใหม่มาแรงอย่าง Alo Yoga และ Vuori รวมถึงแบรนด์ Skims ของคิม คาร์ดาเชียน ที่เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด

 

ซอนเดอร์ส วิจารณ์แนวทางการออกแบบผลิตภัณฑ์ในช่วงหลังว่า “ดูเหมือนบริษัทกำลังลดคุณค่าของตัวเองลง ด้วยการออกสินค้าอย่างเสื้อฮู้ดที่เน้นติดโลโก้ใหญ่ๆ ซึ่งไม่ได้สะท้อนถึงความประณีตและคุณภาพที่เป็นจุดเด่นดั้งเดิมของแบรนด์ Lululemon เลย”

 

เขายังให้ความเห็นเพิ่มเติมกับ CNN ว่า “วิลสันคิดไม่ผิดที่จะพยายามถ่ายเลือดใหม่เข้าสู่ทีมบริหาร รายชื่อที่เสนอมามีความสมดุลของประสบการณ์ที่ดี แม้ว่าความท้าทายหลักจะยังคงเป็นการหาซีอีโอที่ใช่ก็ตาม”

 

สำหรับ Lululemon ซึ่งเคยมีมูลค่าบริษัทสูงถึงระดับแสนล้าน ปัจจุบันมูลค่าลดลงเหลือราว 2.48 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.8 แสนล้านบาท) การต่อสู้ครั้งนี้จึงเป็นเดิมพันครั้งสำคัญว่า แบรนด์ชุดออกกำลังกายระดับตำนานจากแคนาดาจะสามารถพลิกฟื้นกลับมาทวงบัลลังก์คืน หรือจะปล่อยให้คู่แข่งแซงหน้าไปอย่างถาวร

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.52 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568

 

ภาพ : Alex Tai/SOPA Images/LightRocket via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post หนามยอกเอาหนามบ่ง? Chip Wilson ดึงอดีตซีอีโอ ‘On Running’ นั่งบอร์ด Lululemon หวังแก้เกมหลังโดนคู่แข่งตีตลาดกระจุย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Laura Burdese เตรียมเข้ารับตำแหน่งซีอีโอผู้หญิงคนแรกของ BVLGARI https://thestandard.co/burdese-bvlgari-first-female-ceo/ Tue, 23 Dec 2025 05:01:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1157166 Laura Burdese เตรียมเข้ารับตำแหน่งซีอีโอผู้หญิงคนแรกของ BVLGARI

Laura Burdese เข้ารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ของ BVLGARI แทน […]

The post Laura Burdese เตรียมเข้ารับตำแหน่งซีอีโอผู้หญิงคนแรกของ BVLGARI appeared first on THE STANDARD.

]]>
Laura Burdese เตรียมเข้ารับตำแหน่งซีอีโอผู้หญิงคนแรกของ BVLGARI

Laura Burdese เข้ารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ของ BVLGARI แทน Jean-Christophe Babin ซีอีโอคนก่อน และกลายเป็นผู้นำหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์กว่า 140 ปีของแบรนด์ โดยจะมีผล 1 กรกฎาคม ปี 2026

 

โดยประวัติของ Laura Burdese เป็นผู้นำองค์กรหญิงชาวอิตาลีที่เริ่มต้นสายงานจากฝั่งบิวตี้และนาฬิกา เธอเคยอยู่ทั้ง Beiersdorf (เจ้าของ Nivea และ Eucerin) และ L’Oréal ก่อนจะย้ายมาฝั่งแฟชั้นที่ Calvin Klein หมวกนาฬิกาและเครื่องประดับเมื่อครั้งอยู่ภายใต้เครือ Swatch Group

 

ต่อมาในเส้นทางกับเครือ LVMH เธอได้เริ่มต้นจากการเป็นซีอีโอและประธานของแบรนด์น้ำหอมอิตาลี Acqua di Parma นานถึง 5 ปี และเข้ามาอยู่กับครอบครัว BVLGARI ในตำแหน่งรองประธานฝ่ายการตลาดและการสื่อสารเมื่อปี 2022 และได้เลื่อนขั้นมาเป็นรองซีอีโอเมื่อปี 20224

 

ส่วนอดีตซีอีโอ Jean-Christophe Babin ที่เราคุ้ยเคยกันดีที่ดำรงตำแหน่งนี้มานานกว่า 13 ปีได้ถูกปรับดำแหน่งให้สูงขึ้นมาเป็นซีอีโอของ LVMH Watches & Jewelry ที่รวมแบรนด์นาฬิกาและเครื่องประดับตั้งแต่ TAG Heuer, Zenith, Hublot, Fred, BVLGARI, Chaumet และ Tiffany & Co.

 

ภาพ: Daniele Venturelli/Getty Images for Bulgari)

 

อ้างอิง:

The post Laura Burdese เตรียมเข้ารับตำแหน่งซีอีโอผู้หญิงคนแรกของ BVLGARI appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีลอน มัสก์ชนะขาด! ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า https://thestandard.co/elon-musk-tesla-court-win/ Sun, 21 Dec 2025 09:13:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1156632 อีลอน มัสก์ชนะขาด ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า

ศาลสูงสุดแห่งรัฐเดลาแวร์มีคำพิพากษากลับคำตัดสินของศาลชั […]

The post อีลอน มัสก์ชนะขาด! ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีลอน มัสก์ชนะขาด ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า

ศาลสูงสุดแห่งรัฐเดลาแวร์มีคำพิพากษากลับคำตัดสินของศาลชั้นต้น โดยให้คืนสิทธิ์ในแพ็กเกจค่าตอบแทนมูลค่า 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.76 ล้านล้านบาท) แก่ อีลอน มัสก์ ซีอีโอของ Tesla ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดคดีความที่ยืดเยื้อและเปิดทางให้มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกรายนี้ได้รับผลตอบแทนมหาศาลอีกครั้ง

 

คำตัดสินดังกล่าวเป็นการปฏิเสธคำพิพากษาเดิมในปี 2024 ของ แคธลีน แมคคอร์มิค ประธานศาลแห่งศาลชานเซอรีรัฐเดลาแวร์ ซึ่งเคยสั่งเพิกถอนแผนการจ่ายค่าตอบแทนปี 2018 ทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าคณะกรรมการของ Tesla มีความใกล้ชิดกับ มัสก์ มากเกินไป และกระบวนการอนุมัตินั้นมีความบกพร่อง

 

อย่างไรก็ตาม คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดทั้ง 5 ท่านมองว่า แม้กระบวนการอนุมัติจะไม่เหมาะสม แต่การยกเลิกสัญญาจ้างทั้งหมดถือเป็น ‘บทลงโทษที่ไม่ถูกต้อง’ โดยศาลระบุในความเห็นที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (19 ธ.ค.) ว่า “การเพิกถอนสัญญาจะทำให้มัสก์ไม่ได้รับค่าตอบแทนสำหรับเวลาและความพยายามของเขาในช่วงระยะเวลา 6 ปี”

 

ศาลสูงสุดยอมรับความจริงที่ว่า คณะกรรมการของ Tesla ในปี 2018 ได้อนุมัติการมอบหุ้นหลายร้อยล้านหุ้นให้กับ มัสก์ ผ่านกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎระเบียบ แต่ศาลสรุปว่า “การสั่งยกเลิกแผนตอบแทนทั้งหมดไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม” สำหรับความผิดพลาดในขั้นตอนดังกล่าว เนื่องจากบริษัทได้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจตามเงื่อนไขแล้ว

 

เหตุผลสำคัญคือผู้ถือหุ้นได้รับประโยชน์อย่างมากจากความพยายามของ มัสก์ ระหว่างปี 2018 ถึง 2024 ซึ่งเป็นช่วงที่ Market Cap ของบริษัทพุ่งสูงขึ้นเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31.42 ล้านล้านบาท) โดยศาลระบุว่า “เป็นที่ยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งว่ามัสก์ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างครบถ้วนตามสัญญาปี 2018”

 

สำหรับหุ้นจำนวน 303 ล้านหุ้นที่ มัสก์ ได้รับสิทธิ์คืนกลับมาตามคำตัดสินนี้ ปัจจุบันมีมูลค่าเกือบ 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.71 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือเป็นมูลค่าที่มหาศาล และเป็นการยืนยันถึงความสำเร็จในการบริหารงานของเขาในช่วงเวลาดังกล่าวตามที่ศาลได้พิจารณา

 

ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2024 ศาลชั้นต้นได้ชี้ขาดว่ากระบวนการอนุมัติแพ็กเกจนี้มีความบกพร่อง เนื่องจากคณะกรรมการมีความสัมพันธ์ส่วนตัวและทางวิชาชีพที่ใกล้ชิดกับ มัสก์ โดยระบุว่า “มัสก์เป็นตัวอย่างของ ‘Superstar CEO’ และครอบงำกระบวนการที่นำไปสู่การอนุมัติแผนค่าตอบแทนของเขา”

 

ผลพวงจากคำตัดสินในปี 2024 ทำให้คณะกรรมการ Tesla ต้องอนุมัติข้อตกลงค่าตอบแทนฉบับใหม่ในปีนี้ ซึ่งผู้ถือหุ้นได้ลงมติเห็นชอบมื่อเดือนพฤศจิกายน โดยมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31.42 ล้านล้านบาท) หากทำได้ตามเป้าหมายทั้งหมดที่วางไว้

 

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ Tesla ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า หากศาลสูงสุดคืนสิทธิ์ในแพ็กเกจปี 2018 บริษัทจะดำเนินการถอนข้อเสนอค่าตอบแทนชั่วคราวและแพ็กเกจใหม่ล่าสุดออกไป ซึ่งรวมถึงเงินตอบแทนชั่วคราว 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.11 แสนล้านบาท) ที่ตั้งใจจะมอบให้ก่อนหน้านี้

 

ในส่วนของบทลงโทษ ศาลสั่งให้คณะกรรมการจ่าย ‘ค่าเสียหายเชิงสัญลักษณ์’ เพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31 บาท) สำหรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แต่ได้อนุมัติค่าทนายความจำนวน 54.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.71 พันล้านบาท) ให้แก่ทีมกฎหมายของ ริชาร์ด ทอร์เนตตา ผู้ถือหุ้นที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจนชนะคดี

 

ทนายความฝั่งโจทก์กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า “เราขอขอบคุณผู้พิพากษาสำหรับความใส่ใจ การทำงานหนัก และเวลาที่มอบให้กับเรื่องนี้ เราภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในคำตัดสินประวัติศาสตร์ ที่เรียกให้คณะกรรมการ Tesla และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดหน้าที่ความไว้วางใจ”

 

คดีความนี้ส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยก่อนหน้านี้ มัสก์ ได้กล่าวหาศาลว่ามี ‘การทุจริตอย่างร้ายแรง’ และตัดสินใจย้ายการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท Tesla ไปยังรัฐเท็กซัส ซึ่งส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น Dropbox และ Coinbase ทยอยย้ายออกจากรัฐเดลาแวร์ไปยังเท็กซัสหรือเนวาดาเช่นกัน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.42 บาท ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2568

ภาพ : Max Whittaker/Getty Images

อ้างอิง:

The post อีลอน มัสก์ชนะขาด! ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple ปรับทัพบริหารครั้งใหญ่! ตั้ง ‘อะมาร์ สุบรามันยา’ คุมงาน ด้าน AI ขณะที่ ‘แอลัน ดาย’ ดีไซน์เนอร์ คนสำคัญ ลาออกซบ Meta https://thestandard.co/apple-vp-ai-design/ Wed, 10 Dec 2025 11:50:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1153315 Apple ปรับทัพบริหารครั้งใหญ่ ตั้ง ‘อะมาร์ สุบรามันยา’ คุมงาน ด้าน AI ขณะที่ ‘แอลัน ดาย’ ดีไซน์เนอร์ คนสำคัญ ลาออกซบ Meta

Apple เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในระดับผู้บริหาร […]

The post Apple ปรับทัพบริหารครั้งใหญ่! ตั้ง ‘อะมาร์ สุบรามันยา’ คุมงาน ด้าน AI ขณะที่ ‘แอลัน ดาย’ ดีไซน์เนอร์ คนสำคัญ ลาออกซบ Meta appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple ปรับทัพบริหารครั้งใหญ่ ตั้ง ‘อะมาร์ สุบรามันยา’ คุมงาน ด้าน AI ขณะที่ ‘แอลัน ดาย’ ดีไซน์เนอร์ คนสำคัญ ลาออกซบ Meta

Apple เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในระดับผู้บริหาร โดยมีการประกาศสลับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงถึง 2 ตำแหน่งพร้อมกัน การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับทิศทางของบริษัทที่หันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) มากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณของการสูญเสียบุคลากรคนสำคัญในสายงานออกแบบให้กับบริษัทคู่แข่ง

 

ตั้งบุคคลระดับแนวหน้าดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่าย AI

 

Apple ได้ประกาศแต่งตั้ง อะมาร์ สุบรามันยา (Amar Subramanya) ขึ้นดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ (vice president of AI) คนใหม่ แทนที่ จอห์น จิอันนันเดรีย (John Giannandrea) ผู้บริหารคนเก่าที่กุมบังเหียนด้าน AI ของ Apple มาอย่างยาวนาน

 

อะมาร์ สุบรามันยา (Amar Subramanya)

อะมาร์ สุบรามันยา (Amar Subramanya) รองประธานฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ (vice president of AI) คนใหม่ 

 

จอห์น จิอันนันเดรีย (John Giannandrea) ผู้บริหารคนเก่าที่กุมบังเหียนด้าน AI ของ Apple มาอย่างยาวนาน

จอห์น จิอันนันเดรีย (John Giannandrea) senior vice president for Machine Learning and AI Strategy

ผู้บริหารคนเก่าที่กุมบังเหียนด้าน AI ของ Apple มาอย่างยาวนาน

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนของ Apple ในการเร่งพัฒนาฟีเจอร์ AI ให้ก้าวหน้าและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อการแข่งขันในตลาดที่ทวีความดุเดือด ทั้งนี้ สำนักข่าว Reuters และ NDTV รายงานตรงกันว่า อะมาร์ สุบรามันยา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียง ถูกคาดหวังว่าจะเข้ามาพลิกโฉมขีดความสามารถด้าน Machine Learning และ Generative AI ของผลิตภัณฑ์ Apple ในยุคต่อไป

 

มือดีไซน์ระดับตำนาน ย้ายค่ายซบ Meta

 

ในขณะเดียวกัน ก็มีข่าวช็อกวงการออกแบบเมื่อ แอลัน ดาย (Alan Dye) รองประธานฝ่ายการออกแบบอินเทอร์เฟซ (VP of Human Interface Design) ของ Apple ได้ตัดสินใจลาออกจากบริษัท

 

แอลัน ดาย (Alan Dye) รองประธานฝ่ายการออกแบบอินเทอร์เฟซ (VP of Human Interface Design)

แอลัน ดาย (Alan Dye) รองประธานฝ่ายการออกแบบอินเทอร์เฟซ (VP of Human Interface Design)

 

CNBC และ 9to5Mac รายงานว่า แอลัน ดาย ซึ่งเป็นนักออกแบบคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้ (UI) ผลิตภัณฑ์หลักของ Apple ทั้ง iOS, Apple Watch, Vision Pro และฟีเจอร์ Dynamic Island รวมถึงภาษาการออกแบบใหม่อย่าง Liquid Glass ได้ตัดสินใจลาออก เพื่อไปร่วมงานกับ Meta ของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg)

 

ล่าสุด แอลัน ดาย ได้ประกาศลาออกอย่างเป็นทางการหลังจากร่วมงานมานานกว่า 20 ปี โดยโพสต์ข้อความอำลาทีมงานผ่านทาง Instagram ส่วนตัว

 

“มันยากที่จะอธิบายความรู้สึกของการต้องจากลาทีมที่คุณรัก

 

เป็นเวลาเกือบ 20 ปี ที่ผมได้รับเกียรติให้ทำงานร่วมกับผู้คนที่ยอดเยี่ยม ที่ใส่ใจอย่างลึกซึ้งในงานฝีมือของการออกแบบและผลกระทบที่มันสร้างขึ้น

 

เราได้ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งที่ผมจะภูมิใจไปตลอดชีวิต…

 

เราทำให้กระจกดูเหมือนของเหลว (Liquid Glass), เราทำให้การ ‘ปัด’ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกลับหน้าโฮม, เราทำให้การ ‘ปิดวงแหวน’ (Activity Rings) กลายเป็นเป้าหมายประจำวันที่เปลี่ยนชีวิตผู้คน, เราทำให้การจ่ายเงินง่ายเพียงแค่แตะ, เราสร้างเกาะที่มีความไดนามิก (Dynamic Island), เราสร้างอีโมจิที่นำมาทั้งความสุข ความเศร้า และเป็นที่ถกเถียง

 

เราสร้างอินเทอร์เฟซเชิงพื้นที่ (Spatial Interface) ที่ควบคุมด้วยมือ ตา และเสียงของคุณเท่านั้น, เราสร้างระบบกล้องที่ดีที่สุดในโลก, เราทำให้ SF ไม่ใช่แค่เมืองที่ดีที่สุด แต่เป็นฟอนต์ที่ดีที่สุดด้วย, เราสร้างอินเทอร์เฟซที่ลื่นไหล สวยงาม และน่ารื่นรมย์ เราทำให้ชีวิตของผู้คนกว่า 2.5 พันล้านคนง่ายขึ้น เชื่อมต่อกันมากขึ้น สร้างสรรค์และแสดงออกได้มากขึ้น และท้ายที่สุด เราได้สร้างร่องรอยไว้ในจักรวาล
งานนี้หล่อหลอมตัวผม แต่ทีมงานหล่อหลอมผมยิ่งกว่า ความหลงใหล พรสวรรค์ และความเป็นมนุษย์ของพวกเขาทำให้ทุกวันคือเอกสิทธิ์

 

ผมกำลังก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ที่มุ่งเน้น ‘อนาคตของผลิตภัณฑ์และประสบการณ์อัจฉริยะ’ (Intelligent products and experiences) โอกาสที่จะสร้างบางสิ่งจากศูนย์ ประดิษฐ์ภาษาการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างวัฒนธรรมและทีมตั้งแต่วันแรก… เพื่อผสมผสานแฟชั่น วัฒนธรรม และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน…”

 

9to5Mac และ CNBC ระบุว่า แอลัน ดาย อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Apple จะย้ายไปร่วมงานกับ Meta โดยคาดว่าจะเข้าไปดูแลโปรเจกต์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ เช่น แว่นตาอัจฉริยะ (Smart Glasses) หรือเทคโนโลยี AR/VR ซึ่งเป็นสิ่งที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก กำลังทุ่มเทพัฒนาอย่างหนัก ข้อความในโพสต์ของ แอลัน ดาย ที่กล่าวถึงการ ‘สร้างบางสิ่งจากศูนย์’ และ ‘ผสมผสานแฟชั่น วัฒนธรรม และเทคโนโลยี’ จึงสอดคล้องกับรายงานดังกล่าวก่อนหน้าที่จะมีการประกาศลาออกอย่างเป็นทางการ

 

การสิ้นสุดบทบาทของ แอลัน ดาย ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สืบทอดปรัชญาการออกแบบของ Apple มาอย่างยาวนาน นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสำหรับทีมดีไซน์ของบริษัท อย่างไรก็ตาม Apple ได้เตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่าน โดยแต่งตั้ง สตีเฟน เลอเมย์ (Stephen Lemay) ดีไซน์เนอร์อาวุโสที่ร่วมงานกับบริษัทมาตั้งแต่ปี 1999 ขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญนี้แทน

 

การปรับทัพครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ ‘เดิมพัน AI’ ของ Apple เพื่อเร่งเครื่องหนีคู่แข่ง ขณะเดียวกันการเสียมือดีไซน์ระดับตำนานให้ Meta ชี้ให้เห็นถึงสมรภูมิ Wearable Tech ที่ดุเดือดขึ้น ซึ่ง Apple ต้องพิสูจน์ว่าการผลัดใบครั้งนี้จะยังคงรักษา DNA การออกแบบอันเป็นจุดแข็ง ควบคู่ไปกับการสร้างนวัตกรรมใหม่ได้หรือไม่

 

อ้างอิง:

The post Apple ปรับทัพบริหารครั้งใหญ่! ตั้ง ‘อะมาร์ สุบรามันยา’ คุมงาน ด้าน AI ขณะที่ ‘แอลัน ดาย’ ดีไซน์เนอร์ คนสำคัญ ลาออกซบ Meta appeared first on THE STANDARD.

]]>
David Zaslav ขึ้นแท่นมหาเศรษฐี หลัง ‘Netflix’ ซื้อกิจการ Warner Bros. – HBO ดีลสะเทือนวงการสตรีมมิ่ง https://thestandard.co/zaslav-billionaire-netflix-warner-hbo/ Sat, 06 Dec 2025 08:53:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1151896 David Zaslav ขึ้นแท่นมหาเศรษฐี หลัง ‘Netflix’ ซื้อกิจการ Warner Bros. - HBO ดีลสะเทือนวงการสตรีมมิ่ง

David Zaslav ซีอีโอ และประธานของ Warner Bros. Discovery […]

The post David Zaslav ขึ้นแท่นมหาเศรษฐี หลัง ‘Netflix’ ซื้อกิจการ Warner Bros. – HBO ดีลสะเทือนวงการสตรีมมิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
David Zaslav ขึ้นแท่นมหาเศรษฐี หลัง ‘Netflix’ ซื้อกิจการ Warner Bros. - HBO ดีลสะเทือนวงการสตรีมมิ่ง

David Zaslav ซีอีโอ และประธานของ Warner Bros. Discovery (WBD) เตรียมกลายเป็นมหาเศรษฐี หลัง Netflix ประกาศเข้าซื้อ Warner Bros. Discovery รวมถึงสตูดิโอภาพยนตร์และ HBO Max กับ HBO มูลค่า 8.27 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 2.63 ล้านล้านบาท

 

เรียกได้ว่านี่คือ ดีลเขย่าวงการบันเทิงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ แม้ผู้เชี่ยวชาญออกโรงเตือน การซื้อกิจการครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบต่อคนทำงาน ค่าบริการที่อาจเพิ่มขึ้น และการผูกขาดคอนเทนต์

 

ทว่ารายงานข่าว ระบุ การที่ Netflix เข้าซื้อกิจการ Warner Bros. ถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่สำหรับผู้ถือหุ้น ซึ่งหุ้นของพวกเขาถูกซื้อไปในราคาสูงกว่า 2 เท่า ของมูลค่าเดิม เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

 

โดยอีกหนึ่งผู้ชนะรายใหญ่ คือ David Zaslav ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Warner Bros. เตรียมกลายเป็นมหาเศรษฐี หากข้อตกลงนี้เสร็จสิ้น
Zaslav ระบุว่า การขายครั้งนี้จะผสาน 2 ค่าย ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกเข้าด้วยกัน และทำให้คอนเทนต์ของบริษัทเข้าถึงผู้ชมได้กว้างกว่าเดิม เขาย้ำว่า
“นี่คือการตัดสินใจเพื่ออนาคตระยะยาว แม้อาจสร้างความประหลาดใจให้ผู้ถือหุ้นบางรายก็ตาม แต่จะสะท้อนถึง การเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นต่อๆ ไปในฮอลลีวูด”

 

Zaslav วัย 65 ปี เป็นหนึ่งในผู้บริหารระดับสูงที่ได้รับเงินเดือนสูงสุดในวงการสื่อ ได้รับเงินเดือนและโบนัสเป็นเงินสดมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ทศวรรษที่บริหารสตูดิโอในนิวยอร์กแห่งนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะเขารับเงินเดือนก้อนโต

 

โดยที่ผ่านมาบริษัทจะเลิกจ้างพนักงานหลายร้อยคนและต้องเผชิญกับความล้มเหลวทางกลยุทธ์หลายครั้งต่อหลายครั้ง

 

ค่าตอบแทนส่วนใหญ่ของ Zaslav ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง ซึ่งออปชั่นที่เขาได้รับในช่วงเวลาที่มีการควบรวมกิจการระหว่าง Discovery และ Warner Bros. มีมูลค่ามากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ ตามเอกสารมอบอำนาจของบริษัทในปี 2021 เนื่องจากราคาหุ้นของบริษัทบันเทิงที่ตกต่ำ พวกเขาจึงยังคงขาดทุนอยู่ในปัจจุบัน และจะไม่มีมูลค่าใดๆ เลยแม้แต่กับข้อตกลงล่าสุด

 

แต่การเจรจาสัญญาใหม่อันน่ากังขาในช่วงต้นปีนี้ได้เปิดโอกาสใหม่ให้กับซีอีโอในการเพิ่มพูนความมั่งคั่ง โดยสัญญาฉบับใหม่ของซาสลาฟ ซึ่งลงนามเมื่อต้นปีนี้ มอบออปชันหุ้นให้เขาประมาณ 23 ล้านรายการ ซึ่งจะมีมูลค่าประมาณ 420 ล้านดอลลาร์

 

โดยอิงจากราคาเสนอซื้อหุ้นแบบเงินสดของ Netflix เมื่อข้อตกลงเสร็จสิ้น ส่งผลให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่ไม่ใช่ผู้ก่อตั้งไม่กี่รายที่มีทรัพย์สินสุทธิถึง 1 พันล้านดอลลาร์

 

ค่าตอบแทนที่สูงเกินจริงของ Zaslav กลายเป็นเป้าหมายของผู้ถือหุ้นเมื่อต้นปีนี้ ราคาหุ้นของ Warner Bros. ร่วงลงกว่า 60% จากจุดสูงสุดในเดือนเมษายน 2022 ที่ประมาณ 10 ดอลลาร์ต่อหุ้น

 

อย่างไรก็ตาม ทางสตูดิโอได้เปิดเผยในแถลงการณ์มอบอำนาจว่าได้จ่ายเงินชดเชยให้กับ Zaslav เกือบ 52 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ซึ่งรวมถึงรางวัลเงินสดสำหรับผลงานกว่า 21 ล้านดอลลาร์เป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน

 

ท้ายที่สุด หลังจากที่ Warner Bros. ยื่นข้อเสนอที่ผ่อนปรนหลายครั้งในสัปดาห์นี้ ล่าสุด Netflix ก็ได้ประกาศว่าได้เข้าซื้อสินทรัพย์สตูดิโอสตรีมมิ่งของบริษัทแล้ว

 

รายงานข่าวระบุอีกว่า เมื่อข้อตกลงเสร็จสิ้นลง ข้อเสนอของ Zaslav ที่ผูกติดกับข้อตกลงการจ้างงานปี 2025 จะมีมูลค่าประมาณ 420 ล้านดอลลาร์

 

โดยอิงจากราคาเสนอซื้อหุ้นแบบเงินสดและหุ้นของ Netflix ที่ 27.75 ดอลลาร์ต่อหุ้น นอกจากรางวัลหุ้น เงินเดือน และโบนัสเงินสดแล้ว Zaslav ยังถือหุ้นของ Warner Bros. มูลค่าประมาณ 186 ล้านดอลลาร์ ณ ราคาเสนอซื้อ

 

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ คาดว่าจะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเร่งให้ Zaslav ได้สิทธิในหน่วยหุ้นจำกัดประสิทธิภาพ Performance Restricted Stock Units (PSU) ราว 6.3 ล้านหน่วย ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 170 ล้านดอลลาร์ ณ ราคาเข้าซื้อกิจการ

 

ทั้งนี้ คาดว่าการเข้าซื้อกิจการธุรกิจสตรีมมิ่งของ Netflix จะเสร็จสิ้นภายใน 12-18 เดือน โดยคาดว่าจะมีการตรวจสอบการต่อต้านการผูกขาดอย่างเข้มงวด

 

อย่างไรก็ตาม การที่ Netflix ตกลงซื้อกิจการ Warner Bros. Discovery ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในธุรกิจบันเทิง ซึ่งยักษ์ใหญ่สตรีมมิ่งจากซิลิคอนวัลเลย์ กำลังพยายามกลืนกินหนึ่งในสตูดิโอ ที่เก่าแก่และเป็นที่เคารพนับถือที่สุดค่ายหนึ่งของฮอลลีวูด

 

โดยเหล่านักวิเคราะห์ต่างระบุถึงผลกระทบต่อคนทำงาน ค่าบริการ ราคาที่ผู้บริโภคอาจต้องจ่ายเพิ่ม และอาจผูกขาดความหลากหลายของคอนเทนต์

 

ภาพ : NurPhoto / Getty images

 

อ้างอิง

The post David Zaslav ขึ้นแท่นมหาเศรษฐี หลัง ‘Netflix’ ซื้อกิจการ Warner Bros. – HBO ดีลสะเทือนวงการสตรีมมิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะเบื้องหลัง Amazon ปลดพนักงานครั้งใหญ่ ‘วิศวกร’ โดนหนักสุด! ยันไม่ใช่เพราะ AI แย่งงาน แต่เพราะ CEO ต้องการขจัด ‘ความอุ้ยอ้าย’ https://thestandard.co/amazon-layoffs-cut-inefficiency/ Sun, 23 Nov 2025 09:45:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1146479 เจาะเบื้องหลัง Amazon ปลดพนักงานครั้งใหญ่ ‘วิศวกร’ โดนหนักสุด ยันไม่ใช่เพราะ AI แย่งงาน แต่เพราะ CEO ต้องการขจัด ‘ความอุ้ยอ้าย’

การประกาศปรับลดพนักงานกว่า 14,000 ตำแหน่งของ Amazon เมื […]

The post เจาะเบื้องหลัง Amazon ปลดพนักงานครั้งใหญ่ ‘วิศวกร’ โดนหนักสุด! ยันไม่ใช่เพราะ AI แย่งงาน แต่เพราะ CEO ต้องการขจัด ‘ความอุ้ยอ้าย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะเบื้องหลัง Amazon ปลดพนักงานครั้งใหญ่ ‘วิศวกร’ โดนหนักสุด ยันไม่ใช่เพราะ AI แย่งงาน แต่เพราะ CEO ต้องการขจัด ‘ความอุ้ยอ้าย’

การประกาศปรับลดพนักงานกว่า 14,000 ตำแหน่งของ Amazon เมื่อเดือนที่ผ่านมา ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกภาคส่วนของอาณาจักรธุรกิจอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ตั้งแต่ธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้งและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงส่วนงานโฆษณา, ธุรกิจค้าปลีก และร้านขายของชำ

 

แต่จากบทความของ CNBC ได้เผยข้อมูลล่าสุดซึ่งทำให้เห็นความจริงที่ว่า กลุ่มงานที่ได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสที่สุดจากการเลิกจ้างในครั้งนี้กลับกลายเป็น ‘กลุ่มวิศวกร’ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เคยเป็นที่ต้องการตัวสูงสุดในวงการเทคโนโลยี

 

เอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานรัฐในนิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย นิวเจอร์ซีย์ และวอชิงตัน ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัท แสดงให้เห็นตัวเลขที่ชัดเจนว่า เกือบ 40% ของตำแหน่งงานกว่า 4,700 อัตราที่ถูกตัดออกในรัฐเหล่านี้ ล้วนเป็นตำแหน่งวิศวกรทั้งสิ้น

 

ข้อมูลดังกล่าวได้รับการยืนยันผ่านเอกสารแจ้งเตือนการปรับเปลี่ยนและการฝึกอบรมพนักงาน หรือ WARN ที่ Amazon จำเป็นต้องรายงานต่อหน่วยงานของรัฐตามกฎหมาย

 

ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเลิกจ้างทั้งหมดที่ประกาศออกมาในเดือนตุลาคม เนื่องจากข้อกำหนดในการรายงาน WARN ของแต่ละรัฐมีความแตกต่างกัน ทำให้ข้อมูลทั้งหมดยังไม่ถูกเปิดเผยออกมาในทันที

 

แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ นี่เป็นรอบการปรับลดพนักงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ 31 ปีของบริษัท ซึ่ง Amazon ไม่ได้เผชิญชะตากรรมนี้เพียงลำพัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสธารในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่บริษัทต่างๆ พากันลดคนงานแม้จะมีกำไรพุ่งสูงก็ตาม

 

ข้อมูลจาก Layoffs.fyi ระบุว่า ในปีนี้มีการเลิกจ้างงานไปแล้วเกือบ 113,000 ตำแหน่ง จากบริษัทเทคโนโลยี 231 แห่ง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2022 เมื่อธุรกิจต่างๆ ต้องปรับตัวเข้าสู่สภาวะความเป็นจริงหลังสิ้นสุดการระบาดของโควิด

 

สำหรับ Amazon ภายใต้การนำของ แอนดี้ แจสซี ซีอีโอคนปัจจุบัน ภารกิจสำคัญคือการปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรให้กลับมาทำงานได้รวดเร็วและคล่องตัวอีกครั้ง

 

แจสซี มีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรายนี้ให้ดำเนินงานเสมือนเป็น ‘สตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก’ โดยมุ่งเน้นการลดความอุ้ยอ้ายขององค์กร ตัดลดขั้นตอนราชการที่ซับซ้อน และผลักดันให้พนักงานสร้างผลงานให้มากขึ้นด้วยทรัพยากรที่น้อยลง ซึ่ง CNBC เคยรายงาน ก่อนหน้านี้ว่า Amazon คาดว่าจะมีการปรับลดพนักงานเพิ่มเติมอีกระลอกในช่วงเดือนมกราคมที่จะถึงนี้

 

นอกจากเรื่องการปรับโครงสร้างแล้ว บริษัทยังระบุชัดเจนว่ากำลังโยกย้ายทรัพยากรเพื่อไปลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ให้มากขึ้น เทคโนโลยีนี้กำลังเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าพนักงานในออฟฟิศของ Amazon โดยแจสซีเคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมิถุนายนว่า จำนวนพนักงานของบริษัทจะลดลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ควบคู่ไปกับประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากการนำ AI เข้ามาใช้งาน

 

เบธ กาเล็ตติ หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคล ได้เน้นย้ำในบันทึกแจ้งการเลิกจ้างถึงความสำคัญของการสร้างนวัตกรรม ซึ่งบริษัทจำเป็นต้องทำให้ได้ด้วยจำนวนคนที่น้อยลง โดยเฉพาะในกลุ่มวิศวกร เธอกล่าวว่า “การมาถึงของ AI กลายเป็นเทคโนโลยีที่สร้างการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดที่เราเคยเห็นนับตั้งแต่อินเทอร์เน็ต และมันช่วยให้บริษัทต่างๆ สร้างนวัตกรรมได้เร็วกว่าที่เคยเป็นมา”

 

กาเล็ตติ ยังเขียนอธิบายเพิ่มเติมในบันทึกดังกล่าวอีกว่า “เราเชื่อมั่นว่าเราจำเป็นต้องจัดระเบียบองค์กรให้ ‘เพรียวบาง’ ขึ้น มีลำดับชั้นน้อยลง และมีความเป็นเจ้าของงานมากขึ้น เพื่อให้สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับลูกค้าและธุรกิจของเรา” ซึ่งสะท้อนทิศทางใหม่ของบริษัทที่ต้องการความคล่องตัวสูง

 

แม้ Amazon จะระบุในแถลงการณ์ว่า AI ไม่ใช่สาเหตุหลักของการเลิกจ้างส่วนใหญ่ แต่เป้าหมายใหญ่คือการลดขั้นตอนราชการและเน้นความรวดเร็ว โดยแจสซีกล่าวในการแถลงผลประกอบการเมื่อเดือนก่อนว่า การเลิกจ้างเป็นการตอบสนองต่อปัญหา ‘วัฒนธรรม’ ภายในองค์กร ที่เกิดจากการเร่งจ้างงานในช่วงก่อนหน้าจนทำให้เกิดลำดับชั้นการบังคับบัญชาที่มากเกินไปและการตัดสินใจที่ล่าช้า

 

อย่างไรก็ตาม การเลิกจ้างส่งผลกระทบต่อวิศวกรซอฟต์แวร์ในหลายระดับ โดยเฉพาะตำแหน่ง SDE II หรือพนักงานระดับกลางที่กลายเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเมื่อเทียบกับสัดส่วนพนักงานทั้งหมด

 

ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางยุคทองของ AI ซึ่งส่งผลให้ตำแหน่งงานสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์เริ่มมีจำกัดและหาได้ยากขึ้น เมื่อบริษัทต่างๆ หันไปใช้ผู้ช่วยเขียนโค้ดหรือ ‘แพลตฟอร์ม Vibe Coding’ จากผู้ขายอย่าง Cursor, OpenAI และ Cognition ซึ่ง Amazon เองก็ได้เปิดตัวคู่แข่งในตลาดนี้ที่ชื่อว่า Kiro เช่นกัน

 

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่วิศวกร ข้อมูลจากเอกสาร WARN ชี้ว่ามีผู้จัดการผลิตภัณฑ์และผู้จัดการโครงการกว่า 500 คนถูกเลิกจ้าง หรือคิดเป็นกว่า 10% ของยอดรวมในรัฐที่มีการรายงาน แม้กระทั่งบทบาทระดับผู้จัดการอาวุโสและระดับหัวหน้างาน (Principal Level) ก็ไม่รอดพ้นจากการถูกปลดในครั้งนี้

 

นี่นับเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรัดเข็มขัดในวงกว้าง ที่ Amazon พยายามลดการลงทุนในโครงการทดลองหรือโครงการที่ไม่ทำกำไรในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการยุติบริการดูแลสุขภาพทางไกล, อุปกรณ์วิดีโอคอลสำหรับเด็ก, อุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพ รวมถึงการปิดตัวเครือร้านค้าปลีกที่มีหน้าร้านจริงหลายแห่ง

 

แผนกวิดีโอเกมของ Amazon ก็ตกเป็นเป้าหมายในคลื่นการเลิกจ้างล่าสุดเช่นกัน สตีฟ บูม รองประธานฝ่าย Audio, Twitch และ Games ได้แจ้งพนักงานในบันทึกที่ CNBC ได้ตรวจสอบ ว่าจะมี ‘การปรับลดบทบาทครั้งสำคัญ’ เกิดขึ้นในสตูดิโอเกมที่ซานดิเอโกและเออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอร์เนีย รวมถึงในทีมจัดจำหน่ายส่วนกลาง โดยมีนักออกแบบเกม ศิลปิน และโปรดิวเซอร์ ถูกเลิกจ้างเป็นจำนวนมาก

 

บริษัทได้แจ้งพนักงานด้วยว่าจะระงับการทำงานส่วนใหญ่ในการพัฒนาเกมฟอร์มยักษ์ระดับทุนสร้างสูง (Triple A) โดยเฉพาะเกมออนไลน์ที่มีผู้เล่นจำนวนมาก หรือ MMO ซึ่งรวมถึงโปรเจกต์เกมที่สร้างจากเรื่อง Lord of the Rings ที่แฟนๆ รอคอย แม้ว่าก่อนหน้านี้ Amazon จะเคยปล่อยเกม MMO อย่าง Crucible และ New World ออกมาแล้วก็ตาม

 

นอกเหนือจากเกม ทีม Visual Search และ Shopping ซึ่งรับผิดชอบผลิตภัณฑ์อย่าง Amazon Lens และ Lens Live ก็ถูกลดขนาดลงอย่างมาก โดยทีมนี้มีฐานใหญ่อยู่ที่ปาโลอัลโต แคลิฟอร์เนีย เอกสารระบุว่าวิศวกรซอฟต์แวร์ นักวิทยาศาสตร์ประยุกต์ และวิศวกรประกันคุณภาพในสำนักงานแห่งนี้ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

 

แม้แต่ธุรกิจโฆษณาออนไลน์ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์ทำกำไรที่ใหญ่ที่สุดของ Amazon ก็ไม่ได้รับการยกเว้น มีการลดตำแหน่งงานด้านการขายและการตลาดโฆษณากว่า 140 ตำแหน่งในสำนักงานนิวยอร์ก ซึ่งคิดเป็นประมาณ 20% ของตำแหน่งงานที่ถูกตัดออกทั้งหมดราว 760 ตำแหน่งในพื้นที่ดังกล่าว ตามข้อมูลจากเอกสารที่ยื่นต่อรัฐซึ่ง CNBC ได้ระบุ

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.39 บาท ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568

 

ภาพ: Photo Agency / Shutterstock

อ้างอิง:

The post เจาะเบื้องหลัง Amazon ปลดพนักงานครั้งใหญ่ ‘วิศวกร’ โดนหนักสุด! ยันไม่ใช่เพราะ AI แย่งงาน แต่เพราะ CEO ต้องการขจัด ‘ความอุ้ยอ้าย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple เดินหน้าแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO คาด ‘ทิม คุก’ เตรียมก้าวลงจากตำแหน่งเร็วที่สุดในปีหน้า https://thestandard.co/apple-ceo-tim-cook-john-ternus/ Mon, 17 Nov 2025 10:08:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1144207 Apple เดินหน้าแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO คาด ‘ทิม คุก’ เตรียมก้าวลงจากตำแหน่งเร็วที่สุดในปีหน้า

Apple กำลังดำเนินการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ […]

The post Apple เดินหน้าแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO คาด ‘ทิม คุก’ เตรียมก้าวลงจากตำแหน่งเร็วที่สุดในปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple เดินหน้าแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO คาด ‘ทิม คุก’ เตรียมก้าวลงจากตำแหน่งเร็วที่สุดในปีหน้า

Apple กำลังดำเนินการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) โดย ทิม คุก (Tim Cook) อาจจะก้าวลงจากตำแหน่งเร็วที่สุดในปีหน้า Financial Times (FT) รายงานโดยอ้างถึงแหล่งข่าวที่ทราบการหารือภายในของ Apple ว่าคณะกรรมการบริหารและผู้บริหารระดับสูงได้ ‘เร่งกระบวนการเตรียมการ’ สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้

 

ทิม คุก ปัจจุบันอายุ 65 ปี เข้ารับตำแหน่ง CEO ต่อจาก สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) ในปี 2011 สามารถนำพา Apple เติบโตอย่างมหาศาล จากมูลค่าตลาดประมาณ 3.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สู่ระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปัจจุบัน

 

มีรายงานระบุว่า ‘จอห์น เทอร์นัส’ (John Ternus) รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของ Apple ถูกจับตามองว่าเป็น ‘ตัวเต็งอันดับหนึ่งที่จะสืบทอดตำแหน่งต่อจากทิม คุก’ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวเน้นย้ำว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายในเรื่องนี้

 

ปัจจุบัน จอห์น เทอร์นัส ดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของ Apple ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลักของบริษัททั้งหมด เช่น iPhone, iPad, Mac, Apple Watch และ AirPods โดยเขาได้เข้าร่วมทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Apple ตั้งแต่ปี 2001

 

แหล่งข่าวใกล้ชิด Apple ยืนยันว่า แผนการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งผู้บริหารที่เตรียมไว้ล่วงหน้านี้ ‘ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลประกอบการในปัจจุบัน’ ของบริษัทแต่อย่างใด

 

การประกาศแต่งตั้ง CEO คนใหม่ของ Apple คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากรายงานผลประกอบการในช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 ซึ่งเป็นช่วงที่ครอบคลุมวันหยุดสำคัญ โดยแหล่งข่าวเชื่อว่า การประกาศในช่วงต้นปีจะทำให้ทีมผู้บริหารชุดใหม่มีเวลาปรับตัวก่อนงานใหญ่ประจำปีอย่าง WWDC ในเดือนมิถุนายน และการเปิดตัว iPhone ในเดือนกันยายน

 

การปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงหลายตำแหน่งในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า Apple กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งอาจเป็นการจัดทัพเพื่อเน้นการกลับไปที่ ‘นวัตกรรมฮาร์ดแวร์’ อีกครั้ง เพื่อเตรียมรับมือกับการแข่งขันในสมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

อ้างอิง:

The post Apple เดินหน้าแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO คาด ‘ทิม คุก’ เตรียมก้าวลงจากตำแหน่งเร็วที่สุดในปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากความไม่แน่นอนสู่ความมั่นใจ: บทเรียนจากซีอีโอทั่วโลกสู่ธุรกิจไทย https://thestandard.co/opinion-uncertainty-to-confidence/ Thu, 13 Nov 2025 04:46:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1142814 จากความไม่แน่นอนสู่ความมั่นใจ: บทเรียนจาก ซีอีโอ ทั่วโลก สู่ ธุรกิจไทย

ในปี 2568 โลกธุรกิจเผชิญกับช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงท […]

The post จากความไม่แน่นอนสู่ความมั่นใจ: บทเรียนจากซีอีโอทั่วโลกสู่ธุรกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากความไม่แน่นอนสู่ความมั่นใจ: บทเรียนจาก ซีอีโอ ทั่วโลก สู่ ธุรกิจไทย

ในปี 2568 โลกธุรกิจเผชิญกับช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ทั้งจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ที่กำลังขยายบทบาทจากเครื่องมือเสริมประสิทธิภาพ ไปสู่ ปัจจัยขับเคลื่อนหลักของกลยุทธ์ธุรกิจ

 

รายงาน KPMG 2025 Global CEO Outlook ชี้ว่า กว่าร้อยละ 71 ของผู้นำองค์กรเพิ่มการลงทุนใน AI และบุคลากร โดยพวกเขาคาดว่าจะเห็นผลลัพธ์ภายใน 1-3 ปี ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโลกอาจลดลง แต่ความเชื่อมั่นในศักยภาพขององค์กรกลับยังแข็งแกร่งกว่าที่ผ่านมา สำหรับผม สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือแนวโน้มของ ‘ผู้นำที่ลงมือเร็วกว่าความเปลี่ยนแปลง’ เพราะพวกเขาเข้าใจดีว่าความได้เปรียบในอนาคตไม่ได้มาจากการรอความชัดเจน แต่มาจากการ ‘ตัดสินใจบนข้อมูลและวิสัยทัศน์’ ที่ถูกต้องในวันนี้

 

ผู้นำที่มั่นใจท่ามกลางความไม่แน่นอน

 

แม้ในปีนี้ผู้นำองค์กรทั่วโลกจะมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโลกลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 68 จากร้อยละ 72 เมื่อปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ซีอีโอส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 79 ยังคงมีมุมมองแง่บวกต่อศักยภาพขององค์กรตนเอง

 

ตัวเลขนี้สะท้อนให้เราเห็นว่า ความมั่นใจของผู้นำไม่ได้ผูกติดอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจ แต่เกิดจากความสามารถในการปรับตัวและการวางกลยุทธ์อย่างยืดหยุ่น ซีอีโอถึงร้อยละ 72 ได้ปรับกลยุทธ์การเติบโตเพื่อตอบรับกับความท้าทายใหม่ๆ ข้อมูลจากรายงานยังชี้ว่า ผู้นำในภาคโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง การเงิน และเทคโนโลยี คือกลุ่มที่มีความเชื่อมั่นสูงสุดต่อการเติบโตในอนาคต จะสังเกตได้ว่าธุรกิจเหล่านี้มีจุดร่วมคือ การมองเห็นโอกาสจากการใช้เทคโนโลยีและการปรับโมเดลธุรกิจเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนในระยะสั้น สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของผู้นำไม่ได้เกิดจากความคาดหวัง แต่จากการมองเห็นการลงมือที่ให้ผลลัพธ์จริง

 

ในความเห็นของผม นี่คือสัญญาณของความมั่นใจเชิงรุกที่สะท้อนว่าผู้นำจำนวนมากไม่ได้รอให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่เลือกที่จะขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าและจัดการความเสี่ยงด้วยการ ‘ลงทุนกับอนาคต’ ผ่านสามเสาหลักสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยี บุคลากร และความยั่งยืน ผมจึงอยากขยายความเพิ่มเติมในแต่ละประเด็น เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาตรวจสอบความพร้อมของตนเอง เพื่อวางแผนรับมือกับความไม่แน่นอนต่างๆ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว

 

AI: จากเทคโนโลยีเสริมสู่กลไกหลักของธุรกิจ

 

AI คือหนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความสำคัญมากที่สุดในการลงทุนกับอนาคต ผลสำรวจชี้ว่าร้อยละ 71 ของซีอีโอให้ความสำคัญกับการลงทุนด้าน AI สูงที่สุด และร้อยละ 69 จัดสรรงบประมาณ 10–20 เปอร์เซ็นต์ให้กับเทคโนโลยีนี้ภายใน 12 เดือนข้างหน้า ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นของผู้นำว่า AI ไม่ใช่เทรนด์ระยะสั้น แต่คือพื้นฐานของขีดความสามารถใหม่ขององค์กรในอนาคต

 

ผมเห็นว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการลงทุน คือ ‘วิธีการนำ AI มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ’ เพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนี้กำลังเปิดทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่ให้กับผู้นำธุรกิจทั่วโลก ข้อมูลจากรายงานเผยว่าร้อยละ 59 ของซีอีโอ กังวลเรื่องจริยธรรมของการใช้ AI ร้อยละ 52 กังวลเรื่องความพร้อมของข้อมูล และอีกร้อยละ 50 เห็นว่าการขาดกฎระเบียบที่ทันต่อเทคโนโลยีอาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

ดังนั้น ผู้นำธุรกิจไทยควรคำนึงอยู่เสมอว่าความสำเร็จของ AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับระบบกำกับดูแลที่ดี ความไว้วางใจจากคนในองค์กร การนำ AI มาใช้อย่างมีจริยธรรม โปร่งใส และคำนึงถึงผลกระทบต่อคน จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าธุรกิจไทยจะใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อสร้างความได้เปรียบหรือเพียงแค่ตามให้ทัน

 

คน คือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยี

 

AI จะไม่สามารถสร้างคุณค่าได้ หากไม่มี ‘คน’ ที่พร้อมใช้และพัฒนาเทคโนโลยีอย่างเต็มศักยภาพ ร้อยละ 77 ของซีอีโอทั่วโลกเชื่อว่าการพัฒนาทักษะด้าน AI และเทคโนโลยีจะส่งผลโดยตรงต่อความรุ่งเรืองขององค์กรในสามปีข้างหน้า ขณะที่ร้อยละ 70 ยอมรับว่าการแข่งขันเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถด้านนี้คือความท้าทายสำคัญ

 

สำหรับผู้นำธุรกิจไทย ในความเห็นของผม การสร้างทักษะดิจิทัลและวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับการเรียนรู้คือกุญแจสู่การเติบโต การลงทุนในคน ไม่ว่าจะเป็น การฝึกอบรมพนักงานเดิม จ้างงานใหม่ และปรับตำแหน่งให้สอดรับกับการเข้ามาของ AI มากขึ้น ไม่ใช่เพียงการเพิ่มศักยภาพภายในองค์กร แต่คือการสร้างรากฐานของความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

 

เส้นทางสู่ความยั่งยืน: จากเป้าหมายสู่การลงมือจริง

 

ในปีนี้ ร้อยละ 61 ของซีอีโอกล่าวว่าบริษัทของตน ‘อยู่ในเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2030’ เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 51 ในปีก่อน แสดงให้เห็นว่าความยั่งยืนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์หลักของธุรกิจ มากกว่าการดำเนินการเชิงสัญลักษณ์ ความมั่นใจที่เพิ่มสูงขึ้นอาจเป็นผลมาจากการกำกับดูแลที่ดีขึ้น การผนึกเป้าหมายความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์หลักขององค์กรอย่างแท้จริง และการบูรณาการความยั่งยืนเข้าไปในกลยุทธ์ทางธุรกิจมากขึ้น

 

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าน่าสนใจคือ ซีอีโอเชื่อว่า AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืน โดยร้อยละ 79 ของผู้นำมองว่า AI ช่วยปรับปรุงคุณภาพข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (ESG) และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร ขณะที่ร้อยละ 78 เชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าผู้นำกำลังใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีทั้งต่อองค์กรและต่อสังคม

 

4 แนวทางที่ผู้นำธุรกิจไทยควรให้ความสำคัญ

 

จากผลการสำรวจ CEO Outlook 2025 ผมเห็นได้ชัดว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้ไม่เพียงแต่ต้องกล้าลงทุนในนวัตกรรม แต่คือผู้ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความรับผิดชอบ ผมจึงอยากเสนอแนะให้ผู้นำธุรกิจไทยคำนึงถึงแนวทางสำคัญสี่ประการ ดังนี้

 

  • ด้านภูมิรัฐศาสตร์: องค์กรที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้ต้องเข้าใจความเชื่อมโยงของโลกธุรกิจและสามารถปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานให้ยืดหยุ่น มองเห็นความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์เป็นโอกาสในการวางกลยุทธ์ใหม่ เพื่อสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขัน

 

  • เทคโนโลยีและ AI: องค์กรต้องพัฒนาการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง ดำเนินการเชิงรุกในการปกป้องสินทรัพย์ดิจิทัล กำหนดกรอบธรรมาภิบาลที่โปร่งใสและมีจริยธรรม การสร้างสภาพแวดล้อมที่นวัตกรรมสามารถเติบโตได้อย่างปลอดภัย รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพของบุคคลากร ไม่ใช่การมาแทนที่

 

  • บุคลากรและทักษะดิจิทัล: สนับสนุนวัฒนธรรมที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง สร้าง ‘องค์กรแห่งการเรียนรู้’ ส่งเสริมการพัฒนาทักษะดิจิทัล การคิดเชิงวิเคราะห์และการสร้างภาวะผู้นำให้แก่บุคลากร

 

  • ความยั่งยืน: การบูรณาการเป้าหมายด้าน ESG เข้ากับกลยุทธ์หลักขององค์กรเป็นเส้นทางสู่การสร้างมูลค่าที่ยั่งยืน ผู้นำควรใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI และ Data Analytics เพื่อวัดผลและติดตามความคืบหน้าอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคุณค่าร่วมกับทุกภาคส่วน

 

สำหรับธุรกิจไทยในยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ผมเชื่อว่าความมั่นคงไม่ได้มาจากการคาดเดาอนาคตได้แม่นยำที่สุด แต่มาจากความสามารถของผู้นำในการมองเห็นโอกาสจากความเปลี่ยนแปลงก่อนใคร และมุ่งลงทุนในสิ่งที่สร้างคุณค่าให้แก่อนาคตของธุรกิจ เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้นำที่สามารถเรียนรู้ปรับตัวได้ไว และมุ่งลงทุนในสิ่งที่สร้างคุณค่าให้อนาคต จะเป็นผู้ที่สามารถสร้างโอกาสใหม่และการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ธุรกิจ

 

ภาพ: metamorworks/Getty Images

The post จากความไม่แน่นอนสู่ความมั่นใจ: บทเรียนจากซีอีโอทั่วโลกสู่ธุรกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศ “ผมกำลังจะเงียบลง” ยุติการเขียนจดหมาย-พูดในที่ประชุมผู้ถือหุ้น https://thestandard.co/buffett-says-hes-going-quiet/ Wed, 12 Nov 2025 04:09:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1142325 วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศ “ผมกำลังจะเงียบลง” ยุติการเขียนจดหมาย-พูดในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนมหาเศรษฐีวัย 95 ปี ผู้เป็นดั่ง […]

The post วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศ “ผมกำลังจะเงียบลง” ยุติการเขียนจดหมาย-พูดในที่ประชุมผู้ถือหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศ “ผมกำลังจะเงียบลง” ยุติการเขียนจดหมาย-พูดในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนมหาเศรษฐีวัย 95 ปี ผู้เป็นดั่งสัญลักษณ์ของตลาดทุนโลกและเป็นผู้ปั้น Berkshire Hathaway ให้กลายเป็นอาณาจักรที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ได้ประกาศความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่จะเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยของ “เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮา” อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าเขากำลัง “จะเงียบลง” (Going Quiet)

 

ในจดหมายที่เปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (10 พฤศจิกายน) บัฟเฟตต์ได้แจ้งถึงการบริจาคเงินครั้งล่าสุดมูลค่ากว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ ให้กับมูลนิธิของครอบครัว 4 แห่ง พร้อมทั้งประกาศว่า เขาจะหยุดเขียนจดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้น และหยุดพูดในที่ประชุมประจำปีของบริษัท ที่นักลงทุนทั่วโลกต่างเฝ้ารอเพื่อศึกษาแนวคิดการลงทุนของเขามาตลอดหลายทศวรรษ

 

การประกาศครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญในกระบวนการส่งมอบอำนาจต่อจาก เกร็ก เอเบล วัย 63 ปี ซึ่งบัฟเฟตต์ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะเข้ามารับตำแหน่ง CEO ต่อจากเขาในช่วงสิ้นปีนี้

 

แม้บัฟเฟตต์จะระบุในจดหมายว่าเขายังคงรู้สึกสบายดีและยังคงเข้าออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์ แต่เขาก็ยอมรับว่าเคลื่อนไหวช้าลงและอ่านหนังสือได้ยากลำบากขึ้น ด้วยเหตุนี้ เขาจึงวางแผนที่จะเร่งบริจาคทรัพย์สมบัติของเขาให้กับมูลนิธิของลูกๆ ทั้งสามคน (ซูซี่, โฮเวิร์ด และปีเตอร์) ในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่

 

บัฟเฟตต์ให้เหตุผลว่า ลูกๆ ของเขาซึ่งปัจจุบันอยู่ในวัย 60 และ 70 ปีแล้ว ต่างก็มีทั้งวุฒิภาวะ, สติปัญญา และสัญชาตญาณในการบริหารจัดการทรัพย์สมบัติก้อนโตนี้ และจะเป็นความผิดพลาดหากจะเดิมพันว่าพวกเขาทุกคนจะมีโชคเรื่องอายุขัยที่ยืนยาวเช่นเดียวกับเขา

 

“พวกเขายังจะมีข้อได้เปรียบในการที่ยังอยู่บนโลกนี้เมื่อผมจากไปนานแล้ว และหากจำเป็น พวกเขาสามารถปรับใช้นโยบายที่ทั้งเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าและเป็นการตอบสนองต่อนโยบายภาษีของรัฐบาลกลาง หรือการพัฒนาอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการกุศลได้” บัฟเฟตต์กล่าว

 

เชื่อมั่นใน ‘เกร็ก เอเบล’ เต็มร้อย

 

แม้จะก้าวลงจากตำแหน่ง CEO และยุติการสื่อสารสาธารณะในฐานะผู้นำ แต่บัฟเฟตต์จะยังคงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการต่อไป และเขายังได้ย้ำถึงความไว้วางใจอย่างเต็มเปี่ยมที่มีต่อ เกร็ก เอเบล ผู้สืบทอดตำแหน่ง

 

“ผมนึกถึง CEO, ที่ปรึกษาด้านการจัดการ, นักวิชาการ, สมาชิกรัฐบาล ที่ผมจะเลือกมาแทนเกร็กในการจัดการเงินออมของคุณและของผมไม่ออกเลย” บัฟเฟตต์เขียนในจดหมาย และยังระบุด้วยว่า “ลูกๆ ของผมสนับสนุนเกร็ก 100% แล้ว เช่นเดียวกับกรรมการของ Berkshire

 

อ้างอิง:

The post วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศ “ผมกำลังจะเงียบลง” ยุติการเขียนจดหมาย-พูดในที่ประชุมผู้ถือหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอสณวัฒน์ ซีอีโอ มิสแกรนด์ฯ ประกาศล้มดีลซื้อหุ้นเพิ่มทุน JKN มูลค่ารวม 50 ล้านบาท หลังมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นภายใน JKN https://thestandard.co/nawat-cancels-jkn-deal/ Tue, 11 Nov 2025 08:50:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1142083 บอสณวัฒน์ ซีอีโอ มิสแกรนด์ฯ ประกาศล้มดีลซื้อหุ้นเพิ่มทุน ** JKN** มูลค่ารวม 50 ล้านบาท หลังมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นภายใน JKN

หลังจากก่อนหน้านี้เกิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานการประกว […]

The post บอสณวัฒน์ ซีอีโอ มิสแกรนด์ฯ ประกาศล้มดีลซื้อหุ้นเพิ่มทุน JKN มูลค่ารวม 50 ล้านบาท หลังมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นภายใน JKN appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอสณวัฒน์ ซีอีโอ มิสแกรนด์ฯ ประกาศล้มดีลซื้อหุ้นเพิ่มทุน ** JKN** มูลค่ารวม 50 ล้านบาท หลังมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นภายใน JKN

หลังจากก่อนหน้านี้เกิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ครั้งที่ 74 สปอนเซอร์รายหนึ่งขององค์กร MUO ซึ่งเกี่ยวข้องกับคาสิโนออนไลน์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผิดกฎหมายไทย ทำให้ MGI ในฐานะเจ้าภาพจัดงานจึงออกมาชี้แจงว่าทันทีว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นกับกิจกรรมดังกล่าว หรือการประชาสัมพันธ์ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคาสิโนออนไลน์

 

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ MGI แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 7/2568 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 68 โดยที่ประชุมมีมติให้ยกเลิกการเข้าลงทุนใน บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป หรือ JKN

 

ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการเข้าลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ JKN ตามมติคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ซึ่งบริษัทได้ลงนามในสัญญาจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน (Share Subscription Agreement) จำนวน 100,000,000 หุ้น มูลค่ารวมทั้งสิ้น 50,000,000 บาท เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 โดยการชำระค่าหุ้นจะเกิดขึ้นเมื่อเงื่อนไขบังคับก่อนสำเร็จครบถ้วน

 

ภายหลังจากการลงนามสัญญาได้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นภายใน JKN ซึ่งส่งผลให้บริษัทพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของการเข้าลงทุน โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจ การบริหารจัดการภายใน และสถานะทางการเงินของกิจการ รวมถึงปัจจัยด้านภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของบริษัทในฐานะบริษัทมหาชนจดทะเบียน คณะกรรมการบริษัทจึงมีมติอนุมัติให้ยกเลิกการเข้าลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ JKN

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้ MGI ออกแถลงการณ์แจ้งให้สาธารณชนทราบว่า ภายหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ครั้งที่ 74 ทางบริษัทได้รับทราบว่ามีการเผยแพร่สปอนเซอร์รายหนึ่งขององค์กร Miss Universe Organization (MUO) ซึ่งเกี่ยวข้องกับคาสิโนออนไลน์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผิดกฎหมายโดยชัดเจนตามกฎหมายไทย

 

ในฐานะเจ้าภาพอย่างเป็นทางการของการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ครั้งที่ 74 บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ขอชี้แจงว่า บริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับกิจกรรมดังกล่าว หรือการประชาสัมพันธ์ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคาสิโนออนไลน์ การเผยแพร่ดังกล่าวเป็นการดำเนินการโดยองค์กร Miss Universe Organization (MUO) เพียงฝ่ายเดียว

 

โดยความคืบหน้า ทางกองประกวดจะรายงานให้ทราบต่อไป
สำหรับการประกวด มิสยูนิเวิร์ส 2025 ที่ประเทศไทยยังคงดำเนินต่อไปตามกำหนดเดิม ภายใต้การดูแลของ บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MGI เจ้าภาพจัดการประกวด มิสยูนิเวิร์ส ครั้งที่ 74

The post บอสณวัฒน์ ซีอีโอ มิสแกรนด์ฯ ประกาศล้มดีลซื้อหุ้นเพิ่มทุน JKN มูลค่ารวม 50 ล้านบาท หลังมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นภายใน JKN appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชีวิตมาก่อนงาน รู้จัก The Portfolio Life ที่ทำให้เราเป็น CEO ชีวิตตัวเอง https://thestandard.co/the-portfolio-life-ceo-own-life/ Tue, 21 Oct 2025 07:25:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1133332

นิยามความสำเร็จของคนยุคปัจจุบันคืออะไร หน้าที่การงาน? ร […]

The post ชีวิตมาก่อนงาน รู้จัก The Portfolio Life ที่ทำให้เราเป็น CEO ชีวิตตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

นิยามความสำเร็จของคนยุคปัจจุบันคืออะไร หน้าที่การงาน? รายได้? ความมั่นคง? ชื่อเสียง?

 

คนรุ่นใหม่เปลี่ยนจากการโฟกัสงานและตำแหน่งหันมาโฟกัสกับสิ่งภายในที่ควบคุมได้ และเก็บพลังไว้ใช้กับชีวิตนอกงาน เป็นการจัด ‘พอร์ตฟอลิโอชีวิต’ ให้เหมือนกับพอร์ตการลงทุนที่กระจายความเสี่ยงไปยังหลายๆ จุด 

 

พอร์ตฟอลิโอชีวิตที่ว่าคืออะไร และคำถามสำคัญคือ เราจะบริหารพอร์ตที่ว่าอย่างไรให้ดี?

 

 

 


 

แนวคิด The Portfolio Life สมดุลชีวิต แนวคิด The Portfolio Life สมดุลชีวิต แนวคิด The Portfolio Life สมดุลชีวิต แนวคิด The Portfolio Life สมดุลชีวิต แนวคิด The Portfolio Life สมดุลชีวิต แนวคิด The Portfolio Life สมดุลชีวิต แนวคิด The Portfolio Life สมดุลชีวิต แนวคิด The Portfolio Life สมดุลชีวิต แนวคิด The Portfolio Life สมดุลชีวิต แนวคิด The Portfolio Life สมดุลชีวิต แนวคิด The Portfolio Life สมดุลชีวิต แนวคิด The Portfolio Life สมดุลชีวิต แนวคิด The Portfolio Life สมดุลชีวิต แนวคิด The Portfolio Life สมดุลชีวิต

The post ชีวิตมาก่อนงาน รู้จัก The Portfolio Life ที่ทำให้เราเป็น CEO ชีวิตตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple กำลังจะผลัดใบ? จอห์น เทอร์นัส ขึ้นแท่นตัวเต็งซีอีโอคนใหม่คนต่อจากทิม คุก https://thestandard.co/john-ternus-emerges-as-top-candidate-for-apple-next-ceo/ Sat, 11 Oct 2025 03:39:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1129298 Apple CEO

Bloomberg และ MacRumors สื่อเทคโนโลยีชั้นนำ รายงานตรงกั […]

The post Apple กำลังจะผลัดใบ? จอห์น เทอร์นัส ขึ้นแท่นตัวเต็งซีอีโอคนใหม่คนต่อจากทิม คุก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple CEO

Bloomberg และ MacRumors สื่อเทคโนโลยีชั้นนำ รายงานตรงกันว่า จอห์น เทอร์นัส รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของ Apple เป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งที่จะขึ้นเป็น CEO คนต่อไป แทน ทิม คุก ทำให้เกิดกระแสการจับตาการเปลี่ยนแปลงผู้นำครั้งสำคัญของ Apple อย่างใกล้ชิด

 

ข่าววงในเผย Apple กำลังเร่งเฟ้นหา CEO คนใหม่ โดยมีชื่อของ เทอร์นัส โดดเด่นขึ้นมาเป็นตัวเต็ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากคนในบริษัท ขณะเดียวกัน MacRumors ยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงในเร็วๆ นี้ ตอกย้ำข่าวลือเรื่องการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นกับ Apple

 

John Ternus
Senior Vice President
Hardware Engineering

John Ternus – Senior Vice President Hardware Engineering, Apple

 

จากประวัติและผลงาน เทอร์นัส ถูกมองว่าเป็นบุคคลที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเป็นผู้นำคนต่อไปของ Apple เขาเข้าร่วมงานตั้งแต่ปี 2001 และเติบโตมาในฐานะวิศวกรที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท อาทิ iPad ทุกรุ่น, iPhone รุ่นล่าสุด และ AirPods

 

ผลงานที่โดดเด่นและเป็นที่ประจักษ์คือการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านเครื่อง Mac สู่ชิป Apple Silicon ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงามและได้รับการยอมรับทั่วโลก สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความสามารถในการบริหารจัดการโครงการที่ซับซ้อนได้อย่างดีเยี่ยม

 

ด้วยประสบการณ์อันยาวนานในตำแหน่งผู้นำฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรายได้และนวัตกรรมของ Apple ทำให้ เทอร์นัส ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่เข้าใจวัฒนธรรมองค์กรและ DNA ของผลิตภัณฑ์ Apple ได้อย่างลึกซึ้งที่สุด

 

แม้จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่การที่สื่อใหญ่หลายสำนักชี้เป้ามาที่ John Ternus ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่น่าจับตามองที่สุดในการแข่งขันสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

 

อ้างอิง :

The post Apple กำลังจะผลัดใบ? จอห์น เทอร์นัส ขึ้นแท่นตัวเต็งซีอีโอคนใหม่คนต่อจากทิม คุก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯอนุทินมอบรางวัลสุดยอดซีอีโอ 68 โชว์วิชั่นรีเซ็ตโครงสร้างประเทศ 3 มิติ พาไทยทวงคืนเป็นที่ 1 ในภูมิภาค หวังปีหน้าได้กลับมาร่วมงานอีกครั้ง https://thestandard.co/anutin-the-future-direction-of-thailand/ Wed, 08 Oct 2025 09:59:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1128161 COVER - Anutin Vision Thailand Reset Structure

วันนี้ (8 ตุลาคม) เวลา 14.00 น. ที่โรงละครอักษรา คิงเพา […]

The post นายกฯอนุทินมอบรางวัลสุดยอดซีอีโอ 68 โชว์วิชั่นรีเซ็ตโครงสร้างประเทศ 3 มิติ พาไทยทวงคืนเป็นที่ 1 ในภูมิภาค หวังปีหน้าได้กลับมาร่วมงานอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
COVER - Anutin Vision Thailand Reset Structure

วันนี้ (8 ตุลาคม) เวลา 14.00 น. ที่โรงละครอักษรา คิงเพาเวอร์ ถนนรางน้ำ กรุงเทพฯ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดงานสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทยประจำปี 2568 ในหัวข้อ ‘The Future Direction of Thailand : เมื่อโลกเปลี่ยน ประเทศไทยไปทางไหน’ พร้อมประกาศผลและมอบรางวัลสุดยอดผู้นำองค์กรประจำปี 2568 ‘CEO Econmass Awards 2025’

 

นายกรัฐมนตรีได้มอบรางวัลสุดยอดซีอีโอประจำปี 2568 ประกอบด้วย รางวัลสุดยอดซีอีโอรุ่นใหญ่ รางวัลสุดยอดซีอีโอรุ่นกลาง รางวัลสุดยอดซีอีโอรุ่นเอสเอ็มอี รางวัลสุดยอดซีอีโอรัฐวิสาหกิจ และรางวัลสุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน ได้แก่ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน)

 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘Reset โครงสร้างประเทศ Recover เศรษฐกิจไทย’ ตอนหนึ่งว่า ช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดช่วงหนึ่งของประเทศ คือช่วงเวลาที่พี่น้องประชาชนทุกคนกำลังตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะไปทางไหนต่อ เราจะรอดหรือไม่จากสงครามการค้าที่เกิดขึ้น ปีหน้าจะเกิดวิกฤตอะไรอีก จะเลือกตั้งหรือไม่ก็ต้องตอบว่าเลือกแน่นอน เพราะต้องมีการยุบสภา

 

ต้องยอมรับว่าโลกของเราทุกวันนี้อยู่ยากกว่าสมัยที่เราเป็นเด็กและเติบโตขึ้นมา สงครามความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคอุบัติใหม่ การเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรม ระบบต่างๆ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมหาศาลต่อโลกอนาคต รวมถึงการปฏิวัติเทคโนโลยีที่เรียกว่า AI ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจของโลก ทำให้ประเทศที่ปรับตัวช้า ไม่เพียงแต่สูญเสียทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสูญเสียอำนาจต่อรองในเวทีโลกด้วย

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้เรามาคุยเรื่องการรีเซตโครงสร้างประเทศ เราต้องปรับระบบเดิมที่ไม่ตอบโจทย์อนาคตอีกต่อไป และวางรากฐานใหม่เพื่อให้ประเทศไทยก้าวต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเศรษฐกิจ เราต้องทบทวนสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันว่ายังจำเป็นหรือเหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของโลกหรือไม่ แม้แต่พรรคการเมืองเอง ถ้าพรรคไหนไม่ปรับตัวก็ถูกเรียกว่าพรรคไดโนเสาร์แล้วล้มหายตายจากไป ดังนั้น ทุกระบบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ ล้วนได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของโลก

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า รัฐบาลที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาลในขณะนี้ จะมีการรีเซตด้านความมั่นคง เพราะก่อนที่เศรษฐกิจจะเดินต่อไปได้ ความมั่นคงของประเทศต้องมีความชัดเจนทั้งภายนอกและภายใน รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยใช้ทั้งการทูต ทหาร และพลังทางเศรษฐกิจ เพื่อนำสันติภาพกลับคืนสู่ชีวิตพี่น้องประชาชน เปลี่ยนความตึงเครียดให้กลับมาเป็นความร่วมมือในอนาคตอันใกล้ นี่คือความคาดหวังและทิศทางที่เราต้องดำเนินต่อไป ขณะเดียวกันเราต้องจัดการกับปัญหาภัยสังคมที่กัดกร่อนประเทศควบคู่กันไปด้วย

 

ทั้งนี้ ตนได้สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมกัน โดยยึดหลักนิติธรรม โปร่งใส เป็นธรรม กฎหมายของประเทศต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ไม่เลือกปฏิบัติ และต้องหาทุกวิถีทางที่จะปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นต้นทุนแฝงอยู่ในระบบเศรษฐกิจของประเทศเรา

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลก หากใครเข้าไปเป็นสมาชิกได้จะช่วยยกระดับของประเทศ ซึ่งเน้นเรื่องกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ที่จะต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลต้องยกเครื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม กฎระเบียบต่างๆ ให้ได้มาตรฐานสากล

 

ต่อมาคือการรีเซตด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ลดหนี้ และส่งเสริมภาคเกษตร สนับสนุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอีฟื้นตัว พร้อมกับเร่งมาตรการลดค่าครองชีพ ลดค่าพลังงาน ลดค่าขนส่ง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นในราคาที่เป็นธรรม นอกจากนี้ รัฐบาลจะเสริมความมั่นคงทางการเกษตรและพลังงานด้วยแนวทาง Smart Farming การสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ภาคครัวเรือนและภาคการเกษตร และการควบคุมราคาสินค้าทางการเกษตรให้มีความเหมาะสม

 

“เราต้องตั้งเป้าหมาย เพราะวันนี้เราตามเวียดนามถือว่าเป็นฝันร้าย โดยเฉพาะฝันร้ายของผม ที่ไม่เคยคิดว่าประเทศไทยจะมีเศรษฐกิจที่เติบโตช้ากว่าประเทศในภูมิภาค พวกเราต้องช่วยกัน เพราะเราเคยนำมาไกลมาก จนเราอาจรู้สึกอยู่ตัวแล้วจึงชะลอตัวลง หรือต่อต้านต่อการเปลี่ยนแปลง และมีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ แต่เผลอแป๊บเดียวเหมือนกระต่ายกับเต่า เราตื่นขึ้นมาเขานำหน้าไปแล้ว แต่เราอย่าเป็นเหมือนนิทานอีสป

 

ดังนั้น เราต้องกระโดดให้ทัน ผมยังเชื่อมั่นว่าด้วยความสามารถและพื้นฐานที่ดีของระบบเศรษฐกิจไทยที่วางรากฐานมาอย่างยาวนาน ผมยังมั่นใจว่า เรายังจะกระโดดขึ้นมาได้ทัน ซึ่งรัฐบาลจะเรียกความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้กลับคืนมา หากพวกเราทุกคนให้ความร่วมมือ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า เมื่อก่อนอายุ 75 แง้มฝาโลงแล้ว เดี๋ยวนี้ 90 ยังออกกำลังกายกันเป็นแถว เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น เด็กเกิดใหม่น้อยลง เราเป็นสังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ แต่จะต้องสูงวัยแบบมีคุณภาพชีวิตที่ดี และจะต้องมีการหารือเรื่องการเกษียณอายุของราชการ ซึ่งเชื่อว่าภาคเอกชนคงมีการรองรับอยู่แล้ว เราจะไม่ปล่อยให้วิกฤตเด็กเกิดน้อยเป็นปัญหาของเราในอนาคต ทุกกระทรวงจะช่วยทำให้เด็กไทยเกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ

 

สุดท้ายคือการรีเซตด้านสิ่งแวดล้อมและดิจิทัล รัฐบาลตั้งเป้าหมายเซตซีโร่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 อีก 25 ปีอย่าคิดว่ายาว มันไม่นาน รัฐบาลจะผลักดันพลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรให้ได้ตามเป้า เพื่อที่สินค้าของไทยจะได้รับการยอมรับในทุกๆ ประเทศ ทำให้ไทยไม่เสียเปรียบทางการค้า และจะเร่งสร้างการเป็นรัฐบาลดิจิทัลเชื่อมโยงระบบทั้งประเทศ ผลพลอยได้คือความโปร่งใส การตรวจสอบได้อย่างเป็นระบบ และจะเป็นผลบวกต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันด้วย

 

“ไม่มีรัฐบาลใดที่จะรีเซตประเทศได้เพียงลำพัง แต่ต้องใช้พลังจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน แรงงาน และประชาชนทุกภาคส่วน รวมถึงสื่อมวลชน ประเทศไทยไม่ได้ขาดศักยภาพ แต่ขาดระบบที่จะเปิดให้ศักยภาพนั้นได้ทำงานเต็มที่ ผมอยากให้กลับมามองประเทศของเราด้วยสายตาที่เป็นมิตร ดีใจซึ่งกันและกัน มองกันตาปิ๊งๆ เราจะได้เห็นประเทศที่ไม่ใช่ประเทศไทยที่ต้องการฟื้นตัว แต่จะเป็นประเทศไทยที่พร้อมจะเติบโตอีกครั้งอย่างยั่งยืน ต้องแซงเพื่อนบ้านให้ได้ ต้องเป็นหนึ่งในภูมิภาคให้ได้ ไม่เกินความสามารถ ผมยืนยันด้วยความมั่นใจ ผมมั่นใจกว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าของพรรคภูมิใจไทยของผมอีก และผมหวังเล็กๆ ว่าจะได้กลับมาร่วมงานนี้ได้อีกครั้งในปีหน้า” อนุทินกล่าวทิ้งท้าย

 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงการเดินหน้ามาตรการทางเศรษฐกิจ หลังรัฐบาลออกนโยบายคนละครึ่งพลัสไปแล้ว จะทำเรื่องใดต่อไปว่า จะพยายามวางรากฐานให้เศรษฐกิจมั่นคงแข็งแกร่ง ให้มีการกระจายรายได้ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะสิ้นปีนี้ และจะใช้เวลา 4 เดือนที่รัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มที่ในการวางแนวทางและรากฐานที่ดี เพื่อที่รัฐบาลชุดต่อไปที่เข้ามาสามารถเดินหน้าต่อยอดได้เลย ซึ่งจะมีมาตรการเฟส 1 เฟส 2 เตรียมไว้อยู่ รวมถึงเรื่องท่องเที่ยวด้วย

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงงบประมาณที่ใช้ในแต่ละโครงการมีเพียงพอหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนยึดถือวินัยการเงินการคลังสำคัญที่สุด ไม่ใช่เราใช้เงินไปแจกประชาชนทั้งหมด แต่เราให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วย ซึ่งรัฐก็สามารถนำงบประมาณ 3 หมื่นกว่าล้านบาทไปชำระหนี้ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ ซึ่งเป็นการรักษาวินัยการเงินการคลังเป็นที่ประจักษ์ชัด และทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลนี้มีเป้าหมายที่สำคัญในการรักษาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการผลักดันให้ประเทศไทยกลับมาเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เราตั้งเป้าหมาย เพราะไทยเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้มาโดยตลอดแทบจะทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน การท่องเที่ยว การเกษตร และอุตสาหกรรม แต่ที่ผ่านมาไทยอาจไม่เน้นการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้น อาจยึดติดกฎระเบียบเดิมที่อาจไม่สอดคล้องกับกติกาใหม่ของโลกปัจจุบัน เราก็ต้องกลับมาตั้งเป้าหมายใหม่ และยังเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีภูมิรัฐศาสตร์ที่ดี ได้เปรียบประเทศอื่นๆ

 

“ไม่เสียหายอะไรที่เราจะตั้งเป้าว่า เราจะกลับมาเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ได้ในระยะเวลารวดเร็ว” อนุทินกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจคือความต่อเนื่องทางการเมือง ซึ่งถือเป็นจุดอ่อน นายกรัฐมนตรีตอบกลับทันทีว่า ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องการคอร์รัปชัน เมื่อเราสร้างระบบสังคมดิจิทัลจะบังคับให้การกระทำที่เป็นการทุจริตตรวจสอบได้ เราจึงต้องไปพัฒนาระบบข่าวสาร AI ดิจิทัล ให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เราต้องสร้างระบบขึ้นมาที่ทำให้คนที่อยู่ในสังคมหรืออยู่ในระบบคิดพิเรนทร์อีกต่อไป

 

นายกรัฐมนตรี ยังเชื่อมั่นว่า เรื่องการเมืองยังนิ่งพอสมควรแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร เราก็ทำตามที่เราข้อตกลงกับทุกๆ ฝ่าย และตั้งหน้าทำงานอย่างเต็มที่ และปีหน้าก็มีการเลือกตั้งใหม่ พรรคไหนทำดี ฝีมือดีก็เลือกกลับมาทำงาน

 

ทั้งนี้ การเปลี่ยนตัวรัฐบาลหรือเปลี่ยนผู้นำบ่อยๆ จะส่งผลต่อนักลงทุนที่เข้ามาลงทุน อนุทินมองว่า ญี่ปุ่นหรืออังกฤษเปลี่ยนบ่อยกว่าไทย และมองว่าความเชื่อมั่นอยู่ที่ระบบ อยู่ที่ประชาชน อยู่ที่ความมุ่งมั่นในการสร้างหลักนิติธรรม หลักธรรมาภิบาล ใครจะไปจะมาไม่สำคัญ หากใครวางระบบที่ดี

 

อย่างไรก็ตาม พูดได้หรือไม่ว่า หากรัฐบาลวางรากฐาน 4 เดือนนี้ได้ แล้วรอบหน้านายกรัฐมนตรีกลับมาอีกครั้ง และเศรษฐกิจจะเติบโตหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เอา 4 เดือนนี้ให้รอดก่อน และให้รัฐบาลได้ทำทุกอย่างอย่างที่เราตั้งใจให้เกิดขึ้น ซึ่งดีใจมากที่โครงการคนละครึ่งพลัสเกิดแล้ว และการคืนหนี้ให้กับ ธ.ก.ส. เกิดขึ้นในวันแรกของการทำงานของรัฐบาล

 

“อะไรเริ่มต้นดี จากการกลัดกระดุมแรกถูก ควรจะถูกไปเรื่อยๆ ยกเว้นมีใครไม่ประสงค์ดีซะก่อน” อนุทินกล่าว

 

เมื่อถามว่า การมีทีมเศรษฐกิจที่ดีส่งผลต่อเศรษฐกิจดีขึ้น ส่งผลต่อไปยังพรรคภูมิใจไทยด้วยหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า มีแต่พรรคประเทศไทย เราทำงานเต็มที่เพื่อประเทศไทย เราไม่ใช่พรรคการเมืองเฉพาะกลุ่ม เรายังมีปัญหาเพื่อนบ้าน ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และทำความชัดเจนให้เขารับทราบ เราจะยอม เราจะอ่อนข้อโดยที่เขาไม่ทำอะไรเลยคงเป็นเพียงความฝัน เขาต้องทำทุกอย่างตามที่เรากำหนดไว้ สิ่งที่เรากำหนดไม่ใช่สิ่งที่ยาก แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความปลอดภัยกับคนไทย ก่อให้เกิดความชัดเจนต่ออธิปไตยของประเทศนี้ และก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในภูมิภาค ซึ่งเขาต้องทำตาม

 

WEB1 WEB2 WEB3 WEB4 WEB5

The post นายกฯอนุทินมอบรางวัลสุดยอดซีอีโอ 68 โชว์วิชั่นรีเซ็ตโครงสร้างประเทศ 3 มิติ พาไทยทวงคืนเป็นที่ 1 ในภูมิภาค หวังปีหน้าได้กลับมาร่วมงานอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
CEO ของ Gap พูดถึงความสำเร็จของแคมเปญ KATSEYE หลังมียอดวิวเกิน 400 ล้านวิว https://thestandard.co/gap-katseye-viral-campaign/ Tue, 02 Sep 2025 01:31:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1114323 gap-katseye-viral-campaign

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา แบรนด์ยีนส์หลายแบรนด์ต่างอยู่ในช่ว […]

The post CEO ของ Gap พูดถึงความสำเร็จของแคมเปญ KATSEYE หลังมียอดวิวเกิน 400 ล้านวิว appeared first on THE STANDARD.

]]>
gap-katseye-viral-campaign

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา แบรนด์ยีนส์หลายแบรนด์ต่างอยู่ในช่วงสงครามแคมเปญ ไม่ว่าจะเป็น American Eagle ที่มีการถกเถียงกันเกี่ยวกับสารของแบรนด์และตัวนักแสดง Sydney Sweeney, Gap ที่มีเกิร์ลกรุ๊ปที่มาแรงสุดๆ อย่าง KATSEYE หรือ Addison Rae กับยีนส์ของ Lucky Brand 

 

ซึ่งด้วยกระแสต่างๆ ที่เกิดขึ้น ล่าสุดนี้ Richard Dickson ผู้บริหารของ Gap ก็ออกมาพูดถึงความสำเร็จของแคมเปญยีนส์เดนิมของ KATSEYE ในการประชุมรายได้ประจำไตรมาสที่สองด้วยเช่นกัน

 

แม้ว่ายอดขายจะไม่ถึงตัวเลขที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และหุ้นก็ยังร่วงเล็กน้อยหลังตลาดปิด แต่การประชุมครั้งนี้กลับกลายเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของยีนส์ Gap เพราะหลังจากสัปดาห์ก่อนที่แบรนด์เปิดตัวแคมเปญ Better in Denim ที่มีวงเกิร์ลกรุ๊ป KATSEYE เต้นเพลง Milkshake ของ Kelis โฆษณานี้ก็เป็นไวรัลทันที

 

Richard Dickson เปิดเผยว่า แคมเปญนี้มียอดวิวแตะ 20 ล้านครั้งใน 3 วันแรก มียอดรวมทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน 400 ล้านวิว และมีอิมเพรสชันถึง 8 พันล้านครั้ง ส่วนคีย์เวิร์ด Better in Denim ก็ยังติดอันดับ 1 ของการค้นหาบน TikTok ซึ่งด้วยจำนวนยอดวิวมหาศาลเช่นนี้ก็นับเป็นตัวเลขยอดวิวที่มากกว่าโฆษณาก่อนหน้านี้ 4 ชิ้นรวมกัน และยังสะท้อนให้เห็นว่า Gap เป็นแบรนด์ที่ทรงพลังในโลกป๊อปคัลเจอร์ด้วย

 

เขาเพิ่งเข้ามาเป็น CEO ในปี 2023 และพยายามจะพลิกฟื้นให้ Gap กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งด้วยการสร้างเรื่องราวผ่านการตลาด ดังนั้นความสำเร็จครั้งนี้จึงเป็นการตอบรับที่ทำลายสถิติทุกอย่าง และยังบ่งบอกได้อย่างชัดเจนด้วยว่า แบรนด์กำลังเดินมาถูกทางด้วยกลยุทธ์ที่ถูกต้อง

 

“นี่เป็นแคมเปญที่โดดเด่นมากจนอาจจะกลายเป็นหนึ่งในแคมเปญที่ไอคอนิกที่สุดเลยก็ว่าได้ ไม่เพียงแค่สำหรับเรา แต่อาจจะรวมไปถึงแบรนด์อื่นๆ ในวงการด้วย ผู้คนไม่ได้แค่เพียงดูแคมเปญเท่านั้น แต่พวกเขายังมีส่วนร่วมและสะท้อนให้เห็นว่า นี่คือการครองกระแสทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง”

 

ภาพ: Gap

 

อ้างอิง:

The post CEO ของ Gap พูดถึงความสำเร็จของแคมเปญ KATSEYE หลังมียอดวิวเกิน 400 ล้านวิว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทรู’ จ่อตั้งผู้บริหารด้าน AI สู้ศึกบิ๊กเทคระดับโลก หวังโตจากฐานลูกค้าครัวเรือน https://thestandard.co/true-ceo-new-competitors/ Fri, 08 Aug 2025 04:07:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1105130 true-ceo-new-competitors

กรุ๊ปซีอีโอ ‘ทรู คอร์ปอเรชัน’ มองคู่แข่งหลักในปัจจุบันไ […]

The post ‘ทรู’ จ่อตั้งผู้บริหารด้าน AI สู้ศึกบิ๊กเทคระดับโลก หวังโตจากฐานลูกค้าครัวเรือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
true-ceo-new-competitors

กรุ๊ปซีอีโอ ‘ทรู คอร์ปอเรชัน’ มองคู่แข่งหลักในปัจจุบันไม่ใช่แค่เอไอเอส แต่เป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก พร้อมประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ รวมทั้งตั้งผู้บริหารด้าน AI ครั้งแรก เพื่อขยายฐานลูกค้าครัวเรือน

 

ซิกเว เบรกเก ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เปิดเผยว่า ปัจจุบันคู่แข่งหลักของบริษัทไม่ใช่แค่ ‘เอไอเอส (AIS)’ แต่คือบริษัทระดับโลกอย่าง Netflix, Google, Amazon และ Microsoft 

 

“บริษัทเหล่านี้ยกระดับมาตรฐานใหม่ของประสบการณ์ลูกค้า หรือการเอาชนะใจลูกค้า ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เรามุ่งหวังที่จะชนะในตลาดลูกค้าครัวเรือน” ซิกเวกล่าว 

 

หลังจากนี้ทรูจะปรับกลยุทธ์และเปลี่ยนแปลงทีมโดยอิงจาก 5 หลักการ ได้แก่ 1.ผู้นำด้านประสบการณ์ลูกค้า (customer champion) 2.บริการดิจิทัลเพื่อความสุขในบ้าน (Win the Home) 3.เร่งการเปลี่ยนแปลงธุรกิจลูกค้าองค์กรสู่ดิจิทัล (Accelerating B2B Digital Transformation) 4.ขับเคลื่อนอนาคตด้วย AI (Empowering the Future with AI) และ 5.มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Sharpened Focus on Digitalization)

 

ซิกเวกล่าวต่อว่า อีกการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่จะเกิดขึ้นคือการแต่งตั้ง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่าย AI (Chief AI Officer) เป็นครั้งแรก เพื่อผลักดันการนำ AI และ Cloud มาใช้ในทุกมิติขององค์กรจากบนลงล่าง 

 

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งตำแหน่งผู้บริหารที่ดูแลแต่ละส่วนอย่างชัดเจน ทั้งด้านประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience), การบริหารคุณค่าลูกค้า (CVM), เครือข่าย (Network), กลุ่มลูกค้าครัวเรือน (Home) และลูกค้าองค์กร (B2B) โดยโครงสร้างใหม่นี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2567 เป็นต้นไป

 

เลิกไล่ล่าลูกค้าใหม่ มุ่งชนะใจลูกค้าครัวเรือน และโตจาก B2B

 

ซิกเว ยอมรับว่าจำนวนผู้ใช้บริการที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลจากความตั้งใจที่จะ ‘ปัดกวาด’ (Clean Up) ฐานลูกค้า เพื่อหยุดการไล่ล่าลูกค้าที่ย้ายค่ายไปมา และหันมามุ่งเน้นการรักษาและเพิ่มคุณค่าจากฐานลูกค้าเดิม หรือที่เรียกว่า Customer Value Management (CVM) แทน

 

กลยุทธ์การเติบโตหลักจากนี้จะมาจาก 2 ส่วนสำคัญคือ ‘ตลาดลูกค้าครัวเรือน’ และ ‘ลูกค้าองค์กร’

 

“ในไทยมี 21 ล้านครัวเรือน แต่มีลูกค้าบรอดแบนด์เพียง 10 ล้านราย ยังมีโอกาสอีกครึ่งหนึ่งที่เราต้องเข้าไป แต่การชนะในตลาดครัวเรือนไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อไฟเบอร์ แต่คือการเป็นผู้ให้บริการทุกอย่างในบ้าน ตั้งแต่กล้องวงจรปิด AI ไปจนถึงอุปกรณ์ IoT ต่างๆ” ซิกเวกล่าว

 

ส่วนลูกค้าองค์กร (B2B) และ SME ถือเป็นอีกตลาดที่มีโอกาสเติบโตมหาศาล เนื่องจากปัจจุบันรายได้จากกลุ่มนี้คิดเป็นเพียง 7-8% ของรายได้รวม ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาค

 

อัปเกรดเครือข่ายครั้งใหญ่ – Upskill พนักงานรับยุค AI

 

เพื่อรองรับกลยุทธ์ใหม่ ทรูเตรียมอัปเกรดเครือข่ายครั้งใหญ่ภายในสิ้นปีนี้ โดยการนำคลื่นความถี่ที่ได้จากการประมูลล่าสุดมาใช้งาน ซึ่งจะทำให้ ความจุของเครือข่ายเพิ่มขึ้น 17% และ ความเร็ว 5G เพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่า

 

ขณะเดียวกัน บริษัทได้ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาทักษะบุคลากรครั้งสำคัญ โดยภายในสิ้นปี 2568 พนักงาน 60% จะต้องมีความรู้ AI ระดับพื้นฐาน ระดับสูง 30% และระดับเชี่ยวชาญอย่างน้อย 10% 

 

“การจะก้าวสู่ยุค AI ได้ ไม่ใช่แค่การจ้างคนใหม่ แต่คือการพัฒนาพนักงานที่มีอยู่ให้พร้อมสำหรับอนาคต” ซิกเว กล่าวทิ้งท้าย

The post ‘ทรู’ จ่อตั้งผู้บริหารด้าน AI สู้ศึกบิ๊กเทคระดับโลก หวังโตจากฐานลูกค้าครัวเรือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
“เราไม่มีกล้องจับแบบ Coldplay หรอก” Liam Gallagher หยอกล้อคู่รักในคอนเสิร์ตของ Oasis https://thestandard.co/ceo-coldplay-viral/ Tue, 22 Jul 2025 11:25:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1098529 ceo-coldplay-viral

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคงไม่มีอะไรไวรัลไปกว่าโมเมนต์รักล […]

The post “เราไม่มีกล้องจับแบบ Coldplay หรอก” Liam Gallagher หยอกล้อคู่รักในคอนเสิร์ตของ Oasis appeared first on THE STANDARD.

]]>
ceo-coldplay-viral

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคงไม่มีอะไรไวรัลไปกว่าโมเมนต์รักลับๆ ของคู่ CEO และหัวหน้าฝ่าย HR ของบริษัท Astronomer ที่ถูกกล้องจับได้ในคอนเสิร์ต Coldplay ซึ่งตอนนี้โมเมนต์นั้นกลายเป็นมีมฮิตไปทั่วโลก เพราะหลายคนต่างก็นำไปล้อเลียน ทำท่าเลียนแบบ หรือเอาภาพไปตัดต่อให้กลายเป็นคู่รักอื่นๆ จากหนังหรือวงที่พวกเขาชอบ

 

ซึ่งหนึ่งในคนที่ล้อเลียนโมเมนต์นี้ก็คือ Liam Gallagher ฟรอนต์แมนแห่งวง Oasis โดยเขาพูดหยอกล้อถึงคู่รักที่เป็นชู้กันในคอนเสิร์ตรียูเนียนที่เมืองแมนเชสเตอร์ว่า พวกเขาอยากจะทำอะไรก็ทำเลย ที่นี่ไม่มีกล้องจับเหมือนคอนเสิร์ต Coldplay อยู่แล้ว

 

โดยก่อนที่เขาจะร้องเพลง Slide Away เขาก็ถามผู้ชมภายในงานว่า “มีคู่รักอยู่แถวนี้บ้างไหม ไม่ต้องห่วงนะ เราไม่มีกล้องจับภาพคู่รักอะไรนั่นแบบคอนเสิร์ต Coldplay หรอก เราไม่สนใจว่าใครจะควงกับใคร จะจีบใคร จะจู๋จี๋กับใคร หรือทำอะไรกัน ไม่ใช่เรื่องของพวกเราเลยสักนิด ยังไงก็ตามเถอะ เพลงนี้สำหรับคู่รักนะ” 

 

ณ เวลานี้ โมเมนต์ของคู่รัก CEO และหัวหน้าฝ่าย HR ในคอนเสิร์ต Coldplay กลายเป็นวิดีโอที่มียอดวิวรวมหลายร้อยล้านครั้งภายในระยะเวลาไม่กี่วัน ซึ่งนั่นก็นำไปสู่การลาออกของ CEO Andy Byron และในตอนนี้ผู้ร่วมก่อตั้ง Pete DeJoy ก็ต้องมารับหน้าที่เป็นผู้รักษาการตำแหน่ง CEO ของ Astronomer แทน และพวกเขาก็กำลังมองหาผู้บริหารคนใหม่ด้วยเช่นกัน

 

ภาพ:  Gareth Cattermole/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post “เราไม่มีกล้องจับแบบ Coldplay หรอก” Liam Gallagher หยอกล้อคู่รักในคอนเสิร์ตของ Oasis appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม McKinsey บอกว่า CEO ที่ดี ต้อง ‘บริหารพลังงาน’ ก่อนบริหารเวลา https://thestandard.co/opinion-energy-management-ceo/ Fri, 11 Jul 2025 12:34:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1095573

ทำไม McKinsey บอกว่า CEO ที่ดี ต้อง ‘บริหารพลังงาน’ ก่อ […]

The post ทำไม McKinsey บอกว่า CEO ที่ดี ต้อง ‘บริหารพลังงาน’ ก่อนบริหารเวลา appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทำไม McKinsey บอกว่า CEO ที่ดี ต้อง ‘บริหารพลังงาน’ ก่อนบริหารเวลา

 

เป้าหมาย เวลา งบประมาณ บุคลากร รายได้ ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้นำต้องให้ความสำคัญเพื่อขับเคลื่อนให้องค์กรเดินหน้า ทว่าบ่อยครั้งที่ภารกิจสำคัญเหล่านี้กลับซับซ้อนและปะปนกันจนสับสน ทำให้ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากจุดไหน

 

McKinsey & Company เน้นย้ำว่า การบริหาร ‘ประสิทธิภาพส่วนบุคคล’ (Personal Effectiveness) ควรมาก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่ใกล้ตัวและทุกคนสามารถลงมือทำได้ทันที 

 

🟡 ‘บริหารพลังงาน’ สำคัญกว่าบริหารเวลา

 

แทนที่จะมุ่งจัดการเวลาเพียงอย่างเดียว ผู้นำยุคใหม่ควรหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารพลังงานของตนด้วยเช่นกัน

 

ซึ่งการบริหารพลังงานครอบคลุมทั้งมิติกายภาพ อารมณ์ จิตใจ และจิตวิญญาณ การทำความเข้าใจและบ่มเพาะพลังงานในแต่ละมิติ จะช่วยให้เราทำงานได้เต็มศักยภาพและพร้อมรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างยืดหยุ่น 

 

🟡 CEO ต้องจัดการเวลา ไม่ใช่ถูกจัดการโดยเวลา

 

CEO ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะเป็นผู้กำหนดว่าต้องการอะไรในตารางเวลาของตนเองก่อน เช่น การออกกำลังกาย การใช้เวลากับครอบครัว เมื่อจัดสรรเวลาสำหรับสิ่งที่จำเป็นต่อพลังงานส่วนตัวเหล่านี้แล้ว เลขาหรือผู้ช่วยจึงจะนำไปจัดการตารางที่เหลือ 

 

🟡 ค้นหาสิ่งที่เติมพลังงานให้ตนได้

 

การบริหารพลังงานไม่ได้จำกัดแค่การพักผ่อน แต่รวมถึงการหาสิ่งที่สร้างพลังงานในงานด้วย 

 

เช่น CEO บางคนได้พลังงานจากการลงไปแก้ปัญหาร่วมกับคนรุ่นใหม่ หรือการไปพบปะพนักงานในโรงอาหาร พลังงานในที่นี้คือความรู้สึกบวก หรือมีกำลังมากขึ้น การรู้จักสิ่งเหล่านี้และจัดสรรเข้ามาในตารางเวลาจึงสำคัญ

 

นอกจากนั้น ผู้นำควรปรับ Mindset ว่าการพักผ่อน การออกกำลังกาย หรือการอยู่กับความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ถือเป็นความขี้เกียจ แต่เป็นการลงทุนที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพโดยรวม การที่ทั้งกายและใจของตัวเราเปี่ยมไปด้วยพลังงาน จะส่งผลต่อการตัดสินใจที่ดีเช่นกัน

 

🟡 ยิ่งเก่งยิ่งต้องถ่อมตัว

 

ความถ่อมตัวเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของผู้นำที่แท้จริง 

 

CEO ที่ประสบความสำเร็จมักเปิดกว้างและพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ พวกเขากระตือรือร้นที่จะตั้งคำถามและขอให้คนอื่นสอน แม้จะอยู่ในตำแหน่งสูงสุดแล้วก็ตาม

 

Mindset แบบ ‘Humble’ และ ‘Continuous Learning’ คือสิ่งที่ผลักดันให้ CEO ที่เก่งอยู่แล้วต้องการพัฒนาตนเองต่อไป เพราะตระหนักว่าโลกนี้ยังมีเรื่องให้เรียนรู้อีกมาก สิ่งนี้สะท้อนได้จากผู้บริหารระดับสูงหลายคนที่ยิ่งประสบความสำเร็จ ก็ยิ่งกระหายที่จะเรียนรู้และพร้อมเปลี่ยนแปลง 

 

🟡 CEO ต้องวางตัวเป็น ‘วาทยากร’ ของทีมผู้บริหาร

 

การบริหารทีมผู้บริหาร (Top Team) ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเมื่อทีมแข็งแกร่ง งานส่วนใหญ่จะถูกขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น

 

CEO จึงเปรียบเสมือน ‘วาทยากร’ ของวงออร์เคสตรา ที่ไม่ได้ลงไปเล่นเครื่องดนตรีเอง แต่ทำหน้าที่ผสานความสามารถของสุดยอดฝีมือแต่ละคนให้บรรเลงออกมาเป็นบทเพลงที่ยิ่งใหญ่และทรงพลัง

 

หัวใจสำคัญคือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความปลอดภัยทางจิตใจ ผ่านวัฒนธรรมที่มองว่าฟีดแบ็กคือ ‘ของขวัญ’ อันล้ำค่าที่แสดงถึงความห่วงใย ซึ่งจะทำให้ทุกคนในทีมกล้าสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา

 

หาก CEO สามารถบริหารประสิทธิภาพส่วนบุคคลได้ดี ก็จะเป็นเสาหลักที่ช่วยให้องค์กรไม่เพียงแค่อยู่รอด แต่ยังเติบโตและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างยั่งยืน นำไปสู่ความสำเร็จที่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นความสำเร็จที่ปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของบุคลากรทุกคนในองค์กร 

 

ชมคลิป : https://youtu.be/JXXO1zP3anc

 

The post ทำไม McKinsey บอกว่า CEO ที่ดี ต้อง ‘บริหารพลังงาน’ ก่อนบริหารเวลา appeared first on THE STANDARD.

]]>