CENTEL Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/centel/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 18 Feb 2026 08:51:17 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เบื้องลึกแผน CENTEL จับมือ OR ปั้น ‘Budget Hotel’ ทุ่ม 700 ล้านบาท ในเฟสแรก 6 แห่ง ธุรกิจที่มีมาร์จินสูงกว่า รร.หรู เน้นเปิดในปั๊ม ปตท. เล็งต่อยอดทำแฟรนไชส์ทั่วประเทศ https://thestandard.co/centel-or-ptt-budget-hotel/ Wed, 18 Feb 2026 08:51:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1179719 กันย์ ศรีสมพงษ์ ผู้บริหาร CENTEL ให้สัมภาษณ์แผนร่วมทุน OR พัฒนา Budget Hotel

หลังจากที่ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรื […]

The post เบื้องลึกแผน CENTEL จับมือ OR ปั้น ‘Budget Hotel’ ทุ่ม 700 ล้านบาท ในเฟสแรก 6 แห่ง ธุรกิจที่มีมาร์จินสูงกว่า รร.หรู เน้นเปิดในปั๊ม ปตท. เล็งต่อยอดทำแฟรนไชส์ทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กันย์ ศรีสมพงษ์ ผู้บริหาร CENTEL ให้สัมภาษณ์แผนร่วมทุน OR พัฒนา Budget Hotel

หลังจากที่ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถึงการร่วมทุนกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เพื่อรุกธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel)

 

ล่าสุด THE STANDARD WEALTH ได้สัมภาษณ์พิเศษ กันย์ ศรีสมพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน และรองประธานฝ่ายการเงินและบริหาร ของ CENTEL เพื่อเจาะลึกถึงยุทธศาสตร์และรายละเอียดของความร่วมมือในครั้งนี้

 

กันย์ เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในระยะแรก หรือ เฟส 1 จะเริ่มต้นด้วยการพัฒนาโรงแรมจำนวน 6 แห่ง โดยกระจายตัวอยู่ในทำเลสำคัญทั้ง กรุงเทพฯ, ภูเก็ต, ชลบุรี, หาดใหญ่ และกาญจนบุรี ซึ่งเน้นกลุ่มเมืองท่องเที่ยวเป็นหลัก

 

สำหรับกลยุทธ์ด้านทำเลที่ตั้ง แม้จะไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ทั้งหมด แต่ในเฟสแรกนี้ จากจำนวน 6 แห่ง จะมีถึง 5 แห่งที่ตั้งอยู่ภายในสถานีบริการน้ำมัน และมีเพียง 1 แห่งที่อยู่นอกพื้นที่ปั๊ม โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือนักเดินทางที่ใช้รถยนต์ รวมถึงทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้สนามบินเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่ง

 

เปิดไทม์ไลน์ลงทุน 700 ล้านบาท คาดเริ่มทยอยเปิดครึ่งหลังปี 70

 

สำหรับกรอบเวลาการดำเนินงาน คาดว่าโรงแรมในเฟสแรกจะทยอยเปิดให้บริการในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2027 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2028

 

สำหรับการลงทุนในโครงการนี้ CENTEL ถือหุ้นในสัดส่วน 51% โดยแจ้งวงเงินลงทุนในส่วนของบริษัทฯ ไว้ไม่เกิน 360 ล้านบาท เมื่อคำนวณมูลค่าการลงทุนรวมของทั้งโครงการ (Total Investment) สำหรับ 6 แห่งแรก จะอยู่ที่ประมาณ 700 ล้านบาท

 

ทำไมต้อง ‘Budget Hotel’ ชูจุดเด่น Cost Control ดันมาร์จินพุ่ง

 

เมื่อถามถึงเหตุผลที่ CENTEL ตัดสินใจกระโดดลงมาเล่นในตลาด Budget Segment กันย์อธิบายว่า นี่เป็นเซกเมนต์ที่มีความน่าสนใจสูง เนื่องจากมีอัตราการทำกำไร (Profit Margin) ที่ค่อนข้างดี โดยหัวใจสำคัญคือการควบคุมต้นทุน (Cost Control) ทั้งค่าก่อสร้างและค่าบริหารจัดการที่ไม่สูงมากนัก

 

โดยขนาดของโรงแรมแต่ละแห่งจะมีจำนวนห้องพักประมาณ 70-80 ห้อง

 

กันย์ ยังประเมินว่า ธุรกิจใหม่นี้มีแนวโน้มทำอัตรากำไร (Margin) ได้ดีกว่าพอร์ตโฟลิโอปัจจุบันของ CENTEL ซึ่งหากดูตัวเลข 9 เดือนแรกของปี 2568 ที่ผ่านมาที่มี EBITDA Margin ของบริษัทเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 35% แต่สำหรับโปรเจกต์ Budget Hotel นี้ คาดว่าจะทำตัวเลขได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าวของบริษัทฯ

 

กันย์ ศรีสมพงษ์ ผู้บริหาร CENTEL ให้สัมภาษณ์แผนร่วมทุน OR พัฒนา Budget Hotel 1

ภาพ : กันย์ ศรีสมพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน และรองประธานฝ่ายการเงินและบริหาร ของ CENTEL

 

เคาะราคาคืนละ 800-1,300 บาท หวัง Occupancy 70-80%

 

ในแง่ของประมาณการรายได้ บริษัทตั้งเป้าอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ไว้ที่ระดับ 70-80% โดยโครงสร้างราคาห้องพักจะแบ่งตามโลเคชัน หากเป็นต่างจังหวัดจะเริ่มต้นที่ประมาณ 800 บาทต่อคืน และราคาเฉลี่ยสูงสุดอาจอยู่ที่ราว 1,200-1,300 บาทต่อคืน

 

หวัง Synergy กับ OR ใช้ Ecosystem ในปั๊ม ลดต้นทุน-มีบริการครบ

 

กันย์ อธิบายต่อว่า ความได้เปรียบสำคัญของดีลนี้คือการใช้ Ecosystem ของ OR ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กันย์ระบุว่า การตั้งโรงแรมใน PTT Station ทำให้ CENTEL ไม่ต้องลงทุนสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานเพิ่ม เพราะภายในปั๊มมีทั้งร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร และร้านกาแฟรองรับ Traffic ของผู้ใช้อยู่แล้ว ซึ่งถือเป็น Pain Point ที่ได้รับการแก้ไขเมื่อมีพาร์ตเนอร์ที่แข็งแกร่ง

 

โรดแมประยะยาว เล็งปั้น ‘แฟรนไชส์’ ปูพรมทั่วประเทศ สำหรับแผนระยะยาว กันย์มองว่าจำนวนโรงแรมจะขยายตัวไปถึงระดับหลายสิบแห่งในอนาคต เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ

 

โดยโมเดลการขยายธุรกิจในอนาคตอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลงทุนเอง (Own Investment) แต่อาจมีการใช้ระบบ ‘แฟรนไชส์’ เข้ามาเสริม เพื่อให้สามารถขยายสาขาได้รวดเร็วและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทั้งในรูปแบบที่ตั้งอยู่ในปั๊มและนอกปั๊ม

 

“ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการใช้เวลาเจรจาร่วมกันมานานนับปี และเป็นก้าวสำคัญของ CENTEL ในการแตกไลน์ธุรกิจสู่ตลาด Mass Market ที่เน้นความคล่องตัวและทำ EBITDA Margin สูง เพื่อรองรับเทรนด์นักเดินทางรุ่นใหม่ที่หันมานิยมที่พักราคาประหยัดและเน้นความสะดวกสบายมากขึ้น” กันย์กล่าว

The post เบื้องลึกแผน CENTEL จับมือ OR ปั้น ‘Budget Hotel’ ทุ่ม 700 ล้านบาท ในเฟสแรก 6 แห่ง ธุรกิจที่มีมาร์จินสูงกว่า รร.หรู เน้นเปิดในปั๊ม ปตท. เล็งต่อยอดทำแฟรนไชส์ทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CENTEL – คงเรตติ้ง Neutral เพราะ Risk/Reward ยังไม่น่าสนใจ https://thestandard.co/centel-neutral-rating/ Tue, 05 Dec 2023 05:30:48 +0000 https://thestandard.co/?p=873621

เกิดอะไรขึ้น:    ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคา […]

The post CENTEL – คงเรตติ้ง Neutral เพราะ Risk/Reward ยังไม่น่าสนใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น: 

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) ปรับตัวลดลง 8% (เทียบกับ SET ที่ลดลง 2%) เพราะถูกฉุดรั้งโดยผลประกอบการ 3Q66 ที่ออกมาแย่กว่าคาดอีกครั้ง ตามมาด้วยการปรับประมาณการกำไรลดลง ในขณะที่เชื่อว่ากำไรของ CENTEL จะปรับตัวดีขึ้นใน 4Q66 – ปี 2567

 

ในเดือนตุลาคมเป็นเดือนที่ธุรกิจโรงแรมของ CENTEL ชะลอตัวลง เนื่องจาก RevPAR (โรงแรมที่บริษัทเป็นเจ้าของ) เติบโต 7%YoY แต่ลดลง 9% จาก 3Q66 หลักๆ ถูกฉุดรั้งโดยเหตุกราดยิงฯ ที่ส่งผลทำให้ RevPAR ของโรงแรมในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดลดลง 13% และ 11% จาก 3Q66 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี Sentiment ดีขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น 

 

CENTEL จึงคาดว่า RevPAR ในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมจะแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้การดำเนินงานใน 4Q66 ปรับตัวดีขึ้น YoY และ QoQ โรงแรมในโอซาก้า (JV) มีการดำเนินงานที่ดีขึ้น เนื่องจากอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้นจาก 67% ใน 3Q66 (เปิดเดือนกรกฎาคม) สู่ 77% ในเดือนตุลาคม CENTEL คาดว่าโรงแรมแห่งนี้จะรายงานกำไรในปี 2567 โดยอิงกับระดับคุ้มทุนที่อัตราการเข้าพัก 75-80% 

 

ด้านการปรับปรุงห้องพัก CENTEL เริ่มดำเนินการปรับปรุงใหญ่ที่ Centara Grand Mirage Beach Resort Pattaya (7% ของรายได้, 553 ห้อง) แล้วในเดือนสิงหาคม 2566 โดยจะทยอยปิดปรับปรุงไปจนถึง 4Q66 เมื่อใช้สมมติฐานว่าการปรับปรุงโรงแรมดังกล่าวแบ่งเป็น 3 เฟส และแต่ละเฟสจะใช้เวลา 6 เดือน ห้องพักที่ปรับปรุงใหม่ 67% จะพร้อมให้บริการใน 3Q67 CENTEL ตั้งเป้า ARR เพิ่มขึ้น 15% สำหรับห้องพักที่ปรับปรุงใหม่ ขณะที่ Centara Karon Resort Phuket (น้อยกว่า 1% ของรายได้) ซึ่งปิดปรับปรุงใหม่ทั้งหมด บริษัทวางแผนกลับมาเปิดให้บริการใน 4Q67

 

ส่วนเป้าธุรกิจอาหารในปี 2566 CENTEL ปรับเป้าอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSS) ลดลงสู่ 3-5% (จาก 5-7%) และอัตราการเติบโตของรายได้รวมลดลงสู่ 8-10% (จาก 10-12%) โดยมีสาเหตุมาจากรายได้จากบริการจัดส่งอาหารที่ชะลอตัวลง และการขยายสาขาสุทธิที่ลดลงสู่ 50-60 สาขา (จาก 110-130 สาขา) หลังจากปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร CENTEL คาดว่าการดำเนินงานร้านอาหารจะดีขึ้นใน 4Q66 โดยได้แรงหนุนจาก SSS ที่เติบโต 4% ในเดือนตุลาคม และ EBITDA Margin ที่กว้างขึ้นจากแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบและค่าสาธารณูปโภคที่ลดลง และภาระต้นทุนที่ลดลงหลังจากปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น CENTEL ปรับลง 7.69%MoM สู่ระดับ 42.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 0.03%MoM สู่ระดับ 1,380.31 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566

 

InnovestX Research ปรับประมาณการกำไรปกติของ CENTEL ลดลง 12% ในปี 2566 และ 10% ในปี 2567 หลังจากรายงานผลประกอบการ 3Q66 ที่แย่กว่าคาดอีกครั้ง ทั้งนี้ หลังจากปรับประมาณการกำไรลดลง คาดการณ์กำไรปกติที่ 1.2 พันล้านบาทในปี 2566 ซึ่งบ่งชี้ว่ากำไรปกติ 4Q66 จะอยู่ที่ 414 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น YoY และ QoQ) เพราะเป็นช่วงไฮซีซันของภาคการท่องเที่ยวไทย และ 1.7 พันล้านบาทในปี 2567 (เพิ่มขึ้น 37%YoY) โดยได้แรงหนุนจากธุรกิจโรงแรมที่แข็งแกร่งขึ้น 

 

สำหรับปี 2567 การเติบโต YoY จะเกิดขึ้นใน 2Q-4Q67 จากฐานกำไรระดับต่ำใน 2Q-3Q66 ซึ่งเป็นผลมาจากภาระต้นทุนเริ่มแรก (ค่าใช้จ่ายก่อนเปิดดำเนินงานของโรงแรมในโอซาก้า ดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้น และผลกระทบจากมาตรฐานบัญชีเกี่ยวกับสัญญาเช่าของโรงแรมในโอซาก้าและโรงแรมในหัวหิน) และห้องพักที่ปรับปรุงใหม่ส่วนใหญ่จะพร้อมให้บริการใน 3Q67 

 

กลยุทธ์การลงทุนยังคงเรตติ้ง Neutral สำหรับ CENTEL เนื่องจาก Risk/Reward ยังไม่น่าสนใจ หุ้น CENTEL เทรดที่ P/E ปี 2567 ระดับ 34 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต (31 เท่า) และหุ้นกลุ่มเดียวกันอย่าง ERW (31 เท่า) ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2567 อยู่ที่ 47 บาทต่อหุ้น (ลดลงจาก 50 บาทต่อหุ้น หลังจากปรับกำไรลดลง)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความต้องการเดินทาง และต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหาร

The post CENTEL – คงเรตติ้ง Neutral เพราะ Risk/Reward ยังไม่น่าสนใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
EXCLUSIVE: โบรกฯ หวั่นเครื่องยนต์ท่องเที่ยวไทยสะดุด หลังจีนผวาเหตุรุนแรงเลี่ยงมาไทย ฟาก CENTEL ระบุชาวจีนไร้ยกเลิกจองห้องพัก https://thestandard.co/brokers-fear-that-thai-tourism-will-falter/ Thu, 05 Oct 2023 02:27:07 +0000 https://thestandard.co/?p=850850 ผู้ชายยืนดูหน้าจอที่สนามบิน

กรุงศรี พัฒนสิน ประเมินผลกระทบเหตุกราดยิงอาจกระทบจิตวิท […]

The post EXCLUSIVE: โบรกฯ หวั่นเครื่องยนต์ท่องเที่ยวไทยสะดุด หลังจีนผวาเหตุรุนแรงเลี่ยงมาไทย ฟาก CENTEL ระบุชาวจีนไร้ยกเลิกจองห้องพัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ชายยืนดูหน้าจอที่สนามบิน

กรุงศรี พัฒนสิน ประเมินผลกระทบเหตุกราดยิงอาจกระทบจิตวิทยาเชิงลบต่อนักท่องเที่ยวจีนในระยะสั้น แต่เชื่อมีโอกาสกลับมาฟื้นช่วงปลายปี ส่วนผู้บริหาร CENTEL ระบุยังไม่มีนักท่องเที่ยวจีนยกเลิกจองโรงแรม แต่ยังต้องมอนิเตอร์สถานการณ์ต่อเนื่อง

 

ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี พัฒนสิน กล่าวว่า เหตุการณ์ยิงในศูนย์การค้าสยามพารากอนเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้จำนวน 2 ราย โดยเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน 1 ราย และชาวเมียนมา 1 รายนั้น

 

จากการศึกษาข้อมูลหากเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีตที่มีเหตุการณ์คล้ายกัน 2 เหตุการณ์ คือ 1. เหตุระเบิดขึ้น 9 จุดในพื้นที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549 และ 2. เหตุการณ์เหตุระเบิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหม เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ประเมินว่าเหตุยิงที่เกิดขึ้นล่าสุดจะมีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวน้อยกว่าในอดีต เพราะเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวันเดียวกันที่มีปัญหา 

 

อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าจะมีผลกระทบด้านจิตวิทยาเชิงลบต่อภาคการท่องเที่ยวในระยะสั้น 1-2 เดือนของช่วงไตรมาส 4/66 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งเดิมคาดว่าจะมาท่องเที่ยวในไทยในปีนี้ประมาณ 5 ล้านคน อีกทั้งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ควรฟื้นตัวได้นับจากไตรมาส 4/66 จากภาคท่องเที่ยวที่รัฐบาลเร่งกระตุ้นผ่านนโยบายฟรีวีซ่าจีนมีความเสี่ยงสะดุด แต่คาดว่ามีโอกาสที่ทยอยฟื้นตัวกลับมาดีขึ้นในช่วงปลายปีนี้

 

สำหรับหุ้นที่คาดว่าจะมีผลกระทบด้านจิตวิทยาเชิงลบกรณีที่นักท่องเที่ยวชาวจีนอาจชะลอการเดินทางมาไทยในระยะสั้น มีหุ้นดังนี้ บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป หรือ ERW ซึ่งมีสัดส่วนลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประมาณ 90% ของลูกค้าทั้งหมด แต่หากเป็นแยกเป็นกลุ่มชาวจีน มีสัดส่วน 14% ของลูกค้าทั้งหมด และ บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา หรือ CENTEL ซึ่งมีสัดส่วนลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประมาณ 48% ของลูกค้าทั้งหมด แต่หากเป็นแยกเป็นกลุ่มชาวจีนมีสัดส่วน 4% ของลูกค้าทั้งหมด 

 

รวมถึง บมจ.อาฟเตอร์ ยู หรือ AU ซึ่งมีสัดส่วนลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประมาณ 30% ของลูกค้าทั้งหมด แต่หากเป็นแยกเป็นกลุ่มชาวจีนมีสัดส่วน 12% และ บมจ.สยามเวลเนสกรุ๊ป หรือ SPA ซึ่งมีสัดส่วนลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประมาณ 60% ของลูกค้าทั้งหมด แต่หากเป็นแยกเป็นกลุ่มชาวจีนมีสัดส่วน 25-30% อีกทั้งมี บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง หรือ SNNP ที่มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 5% จากจีน

 

ขณะที่ด้วยมุมมองว่าผลกระทบที่จะเกิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะมีผลกระทบที่น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้น 2 ครั้งก่อนหน้านี้ และมองว่าเป็นผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในระยะสั้น ดังนั้นในช่วงที่ราคาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวที่ย่อตัวจึงเป็นโอกาสทยอยเข้าสะสม 

 

โดยยังคงมุมมองเป็น Bullish ในหุ้นกลุ่มโรงแรม โดยให้ ERW เป็นหุ้น Top Pick ให้ราคาเป้าหมายที่ 6.60 บาท ซึ่งคาดว่าแนวโน้มกำไรมีโอกาสจะฟื้นตัวในอัตราเร่งได้ตั้งแต่ไตรมาส 3/66 ต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 1/67 เมื่อเปรียบเทียบกับทั้งไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อนด้วย ส่งผลให้กำไรทั้งปี 2566 กลับมีมาสัดส่วนประมาณ 60% ของปีก่อนช่วงที่จะเกิดโควิดระบาด

 

อีกทั้งแนะนำหุ้น AOT เป็น Top Pick ที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ให้ราคาเป้าหมายที่ 85.25 บาท 

 

CENTEL ยังต้องมอนิเตอร์สถานการณ์ต่อ

 

กันย์ ศรีสมพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน และรองประธานฝ่ายการเงินและบริหาร บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา หรือ CENTEL ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุดของยอดการจองโรงแรมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวชาวจีน ขณะยังไม่ได้มีการแจ้งยกเลิการจองที่พัก แต่ยอมรับว่าบริษัทยังคงต้องมอนิเตอร์ติดตามสถานการณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต 

 

สำหรับกลุ่มโรงแรมของบริษัทในประเทศไทยในช่วงปี 2562 ก่อนมีโควิดระบาด มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวชาวจีนประมาณ 12% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งหลังจากโควิดแพร่ระบาดนักท่องเที่ยวก็หายไปตามนโยบายการล็อกดาวน์ ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนเริ่มทยอยฟื้นตัวกลับเข้ามาหลังจากจีนเริ่มมีนโยบายเปิดประเทศในช่วงต้นปี 2566 ที่ผ่านมา

 

“เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิด ซึ่งภาพรวมการสื่อสาร คงต้องฝากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ช่วยสื่อสารกับเรียกความเชื่อมั่นนักเที่ยวต่างชาติที่จะมาไทยทั้งหมดด้วย”

 

ขณะที่รายได้รวมของ CENTEL ทั้งปี 2566 ยังคาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 2.58 หมื่นล้านบาท มาจากธุรกิจอาหารประมาณ 55-60% ส่วนที่เหลือมาจากธุรกิจโรงแรม โดยรายได้รวมในปีนี้มีทิศทางการเติบโตที่ดีขึ้นจากปีก่อน และยังมากกว่าในปี 2562 ที่มีรายได้ประมาณ 2.08 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นปีที่ยังไม่มีโควิดระบาดด้วย เนื่องจากในปีนี้ภาพรวมทั้งธุรกิจอาหารและโรงแรมสามารถฟื้นตัวได้ดีตามการท่องเที่ยวที่กลับมาขยายตัว

 

ส่วนแผนและเป้าหมายธุรกิจของ CENTEL ในปี 2567 บริษัทอยู่ระหว่างการจัดทำ คาดว่าจะทำแล้วเสร็จสามารถนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน

The post EXCLUSIVE: โบรกฯ หวั่นเครื่องยนต์ท่องเที่ยวไทยสะดุด หลังจีนผวาเหตุรุนแรงเลี่ยงมาไทย ฟาก CENTEL ระบุชาวจีนไร้ยกเลิกจองห้องพัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น CENTEL ดิ่ง 12% ต่ำสุดรอบ 11 เดือน หลังกำไร Q2/66 แย่กว่าคาด จากต้นทุนโรงแรมใหม่ในญี่ปุ่น https://thestandard.co/centel-falls-12-percent/ Tue, 15 Aug 2023 06:15:42 +0000 https://thestandard.co/?p=829326

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา หรือ CEN […]

The post หุ้น CENTEL ดิ่ง 12% ต่ำสุดรอบ 11 เดือน หลังกำไร Q2/66 แย่กว่าคาด จากต้นทุนโรงแรมใหม่ในญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา หรือ CENTEL ร่วงลงไปแตะระดับ 42.50 บาท หลังจากตลาดหลักทรัพย์เปิดทำการซื้อขายวันนี้ (15 สิงหาคม) คิดเป็นการปรับตัวลงประมาณ 12% จากวันทำการก่อนหน้า โดยการลดลงดังกล่าวทำให้ราคาหุ้นลดลงไปต่ำสุดในรอบ 11 เดือน

 

สำหรับไตรมาส 2 ที่ผ่านมา CENTEL มีรายได้จากธุรกิจโรงแรม 2.02 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% จากปีก่อน และมีรายได้จากธุรกิจอาหาร 3.22 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% ทำให้รายได้รวมเพิ่มขึ้น 21% ขณะที่ต้นทุนขายรวม 2.20 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 17% เป็น 1.83 พันล้านบาท

 

ขณะที่กำไรสุทธิของบริษัททำได้ 121 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 447% จากปีก่อน แต่ลดลง 81% จากไตรมาสแรก

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า แรงกดดันต่อราคาหุ้น CENTEL เป็นผลจากการที่ผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทออกมาต่ำกว่าที่ประเมินไว้ถึง 60% เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดโรงแรมใหม่ในญี่ปุ่น และการต่อสัญญาเช่าโรงแรม Centara Grand Beach Resort and Villas ที่หัวหินที่สูงกว่าคาด

 

“มองว่าปัจจัยกดดันดังกล่าวเป็นเพียงระยะสั้น หลังจากที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาสูงจากความคาดหวังการเปิดเมือง และเราน่าจะเห็นกำไรกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นไฮซีซัน”

 

อย่างไรก็ตาม บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ปรับลดประมาณการปี 2566 และปี 2567 เป็นกำไรปกติ 1.3 พันล้านบาท และ 1.9 พันล้านบาท ตามลำดับ จากการปรับลดรายได้ธุรกิจโรงแรม อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร และปรับเพิ่มต้นทุนทางการเงินขึ้น พร้อมประเมินราคาเหมาะสมใหม่ที่ 48 บาท จากก่อนหน้านี้ที่ประเมินไว้ 51 บาท

 

ด้าน บล.เคจีไอ ระบุว่า ผลประกอบการที่อ่อนแอของ CENTEL เป็นเพราะต้นทุนการเงินและค่าใช้จ่ายภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นถึง 55% จากปีก่อน และ 47% จากไตรมาสแรก เป็น 273 ล้านบาท เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มเติม 55 ล้านบาท ในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาเช่า Centara Grand Osaka ที่ญี่ปุ่น และ Centara Grand Beach Resort and Villas ที่หัวหิน ทั้งนี้ กำไรครึ่งปีแรกคิดเป็น 38% ของประมาณการกำไรเต็มปีที่ 1.99 พันล้านบาท

 

ทั้งนี้ CENTEL ได้ประเมินแนวโน้มของธุรกิจในปี 2566 สำหรับธุรกิจโรงแรม คาดการณ์อัตราการเข้าพักเฉลี่ย (รวมโรงแรมร่วมทุน) 68-72% และรายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPAR) อยู่ที่ 3,400-3,700 บาทต่อห้อง โดยการเติบโตของ RevPAR มาจากอัตราการเข้าพักที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรงแรมในประเทศไทยและการเพิ่มขึ้นของราคาห้องพักจากโรงแรม Centara Grand Osaka ซึ่งมีราคาห้องพักเฉลี่ยสูงกว่าโรงแรมในประเทศ

 

ส่วนธุรกิจอาหาร บริษัทประมาณการอัตราการเติบโตจากสาขาเดิม (Same-Store-Sales: SSS) ไม่รวมกิจการร่วมค้าที่ระดับ 5-7% จากปีก่อน และอัตราการเติบโตของยอดขายรวมทุกสาขา (Total-System-Sales: TSS) จะอยู่ในช่วง 10-12% การเติบโตของจำนวนสาขาคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสุทธิ รวมแบรนด์ร่วมทุนประมาณ 110-130 สาขา จากปี 2565 โดยเน้นการขยายสาขาในช่วงครึ่งปีหลัง แบรนด์ที่เน้นการขยายสาขาเพิ่ม ได้แก่ KFC, Auntie Anne’s, Salad Factory, Shinkanzen Sushi และ ส้มตำนัว

The post หุ้น CENTEL ดิ่ง 12% ต่ำสุดรอบ 11 เดือน หลังกำไร Q2/66 แย่กว่าคาด จากต้นทุนโรงแรมใหม่ในญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
CENTEL – พรีวิว 2Q66 ไตรมาสที่ชะลอตัว https://thestandard.co/centel-preview-2q66/ Sun, 06 Aug 2023 05:37:04 +0000 https://thestandard.co/?p=826060 หุ้น CENTEL

เกิดอะไรขึ้น: InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรี […]

The post CENTEL – พรีวิว 2Q66 ไตรมาสที่ชะลอตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น CENTEL

เกิดอะไรขึ้น:

InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 2Q66 ของ บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) ซึ่งคาดว่าจะประกาศผลประกอบการวันที่ 15 สิงหาคม 2566

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น CENTEL ปรับลดลง 6.19%MoM อยู่ที่ระดับ 45.50 บาท ขณะที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 1.47%MoM สู่ระดับ 1,529.01 จุด 

 

พรีวิวผลประกอบการ 2Q66:

ผลประกอบการ 2Q66 คาดว่า CENTEL จะรายงานกำไรปกติ 200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากจากกำไรสุทธิเพียง 22 ล้านบาทใน 2Q65 จากฐานต่ำ แต่ลดลง 67%QoQ เพราะถูกฉุดรั้งโดยการดำเนินงานธุรกิจโรงแรมที่อ่อนแอลงตามฤดูกาล โดยเฉพาะในมัลดีฟส์ 

 

สมมติฐานในผลประกอบการ 2Q66 คือ

 

1. กำไรจากธุรกิจโรงแรมจะอยู่ที่ 100 ล้านบาท (ฟื้นตัวจากขาดทุน 116 ล้านบาทใน 2Q65 แต่ลดลงจากกำไร 538 ล้านบาทใน 1Q66) หากไม่รวม JV ในดูไบ ประเมินว่า RevPAR ใน 2Q66 จะลดลง 31%QoQ (ต่ำกว่าระดับก่อนเกิดโควิดอยู่ 5%) หลักๆ ถูกฉุดรั้งโดยโรงแรมในมัลดีฟส์ (21% ของรายได้จากธุรกิจโรงแรม) ซึ่ง RevPAR น่าจะลดลง 52%QoQ โดยมีสาเหตุมาจากอัตราการเข้าพักและ ARR ที่ลดลง 

 

โรงแรมในประเทศไทยน่าจะได้รับผลกระทบทางฤดูกาลน้อยกว่ามัลดีฟส์ โดยที่คาดว่า RevPAR ของโรงแรมในกรุงเทพฯ (28% ของรายได้จากธุรกิจโรงแรม) จะลดลง 4%QoQ และ RevPAR ของโรงแรมในต่างจังหวัด (51% ของรายได้จากธุรกิจโรงแรม) จะลดลง 33%QoQ ซึ่งคาดว่า EBITDA Margin จะลดลงสู่ 26% ใน 2Q66 (จาก 40% ใน 1Q66) โดยมีสาเหตุมาจากการดำเนินงานที่อ่อนแอลงและค่าใช้จ่ายก่อนเริ่มดำเนินงานสำหรับโรงแรมในโอซาก้าที่ ~25-30 ล้านบาท (เปิดดำเนินงานในเดือนกรกฎาคม) 

 

2. กำไรจากธุรกิจอาหารจะอยู่ที่ 100 ล้านบาท (ลดลงจาก 138 ล้านบาทใน 2Q65 แต่เพิ่มขึ้นจาก 91 ล้านบาทใน 1Q66) โดยคาดว่ายอดขายสาขา (SSS) จะเติบโต 3% (เทียบกับ 19% ใน 2Q65 และ 8% ใน 1Q66) และ EBITDA Margin จะอยู่ที่ 18.5% ลดลงจาก 23% ใน 2Q65 โดยมีสาเหตุมาจากต้นทุนการดำเนินงาน เช่น ต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนพนักงานที่สูงขึ้น แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 18% ใน 1Q66

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566:

3Q66 คาดว่ากำไรปกติของ CENTEL จะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย QoQ เนื่องจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นจะถูกลดทอนไปบางส่วนโดยการจ่ายค่าเช่าสูงขึ้น เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม CENTEL ได้ต่อสัญญาเช่าสำหรับ Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin (6% ของรายได้จากธุรกิจโรงแรม) กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งประกอบด้วยสัญญาเช่าช่วงที่ดิน อาคาร และทรัพย์สิน เพื่อปลูกสร้างเป็นระยะเวลา 4 ปี และสัญญาเช่าช่วงที่ดิน อาคาร และทรัพย์สิน เพื่อการจัดหาประโยชน์เป็นระยะเวลา 30 ปี 

 

CENTEL ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับค่าเช่าใหม่ จากบทสัมภาษณ์ของ รฟท. ในหนังสือพิมพ์ ซึ่งคาดว่าค่าเช่าจะอยู่ที่ ~190 ล้านบาทต่อปี สูงกว่า ~100 ล้านบาทต่อปี ในปีล่าสุด CENTEL วางแผนปรับปรุงโรงแรมเดิมและสร้างโรงแรมใหม่เพื่อเพิ่มศักยภาพและมูลค่าของสินทรัพย์ แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด

 

สำหรับปี 2566 ประเมินกำไรปกติของ CENTEL ที่ 1.7 พันล้านบาท กลับสู่ระดับก่อนเกิดโควิด และ 2.3 พันล้านบาทในปี 2567 (เพิ่มขึ้น 39%YoY)

 

InnovestX Research ประเมินราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ของ CENTEL อยู่ที่ 50 บาทต่อหุ้น อ้างอิงการประเมินมูลค่าด้วยวิธี SOTP โดยยังคงเรตติ้ง NEUTRAL เนื่องจากแนวโน้มผลประกอบการในระยะสั้นดูไม่น่าตื่นเต้น และราคาหุ้นมี Upside ค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับราคาเป้าหมายดังกล่าว

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ที่จะส่งผลต่อความต้องการเดินทางและต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหาร

The post CENTEL – พรีวิว 2Q66 ไตรมาสที่ชะลอตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว – ฟื้นตัวแรงในปี 2565 เติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2566 https://thestandard.co/travel-stocks-see-strong-growth-in-2023/ Fri, 17 Mar 2023 10:48:15 +0000 https://thestandard.co/?p=764677

เกิดอะไรขึ้น: ในปี 2566 เป้าหมายของผู้ประกอบการโรงแรมบ่ […]

The post หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว – ฟื้นตัวแรงในปี 2565 เติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

ในปี 2566 เป้าหมายของผู้ประกอบการโรงแรมบ่งชี้ถึงการดำเนินงานที่แข็งแกร่งมากขึ้น เนื่องจาก ARR จะปรับตัวดีขึ้นและอัตราการเข้าพักจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง InnovestX Research มองว่าอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ARR) ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีกในปี 2566 เนื่องจาก ARR เพิ่งเริ่มปรับตัวดีขึ้นใน 3Q65 หลังจากประเทศไทยเปิดประเทศเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 นอกจากนี้เมื่ออิงกับข้อมูลจากผู้ประกอบการโรงแรมชั้นนำระดับโลก ARR ของโรงแรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังฟื้นตัวช้ากว่าภูมิภาคอื่นๆ ที่เปิดพรมแดนเร็วกว่า ผู้ประกอบการโรงแรมมีอัตราการเข้าพักสูงใน 4Q65

 

และคาดว่าอัตราการเข้าพักจะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยไว้ที่ 25 ล้านคน ในปี 2566 (63% ของระดับก่อนเกิดโควิด) โดย 20% หรือ 5 ล้านคน จะเป็นนักท่องเที่ยวจากจีน

 

สำหรับการขยายธุรกิจ ในปี 2566-2568 งบลงทุนของผู้ประกอบการโรงแรมเพิ่มขึ้นจากปี 2563-2565 ซึ่งบ่งชี้ถึงการกลับมาขยายธุรกิจอีกครั้ง งบลงทุนที่ผู้ประกอบการโรงแรมทั้งสี่รายภายใต้การวิเคราะห์ (AWC, CENTEL, ERW และ MINT) ตั้งเป้าไว้ทั้งหมดในปี 2566 อยู่ที่ ~2.8 หมื่นล้านบาท สูงกว่าปี 2562 อยู่ 25%

 

โดยจะนำไปใช้ขยายธุรกิจและปรับปรุงโรงแรมที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนการเติบโตในอนาคต การดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้นพร้อมกับหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงของผู้ประกอบการโรงแรมจะช่วยคลายความกังวลทางการเงินท่ามกลางภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น

 

กระทบอย่างไร:

ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ราคาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว (SETTOURISM) ปรับเพิ่มขึ้น 6.02% และราคาหุ้น ERW ปรับเพิ่มขึ้น 8.48% ขณะที่ SET Index ปรับลดลง 6.83%

 

มุมมองและกลยุทธ์การลงทุน:

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการ ด้วยอัตราการเข้าพักและ ARR ปรับตัวดีขึ้นในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2566 สะท้อนถึงผลประกอบการที่แข็งแกร่งขึ้น YoY แต่ทิศทาง QoQ จะแตกต่างกัน

 

InnovestX Research คาดว่า AWC, CENTEL และ ERW จะรายงานผลประกอบการที่ดีขึ้น QoQ ในขณะที่ MINT จะรายงานผลประกอบการลดลง QoQ เพราะไตรมาส 1 เป็นช่วง Low Season ของการท่องเที่ยวในยุโรป อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการโรงแรมรายงานการดำเนินงานและผลประกอบการฟื้นตัวแรงในปี 2565 และคาดว่าโมเมนตัมจะแข็งแกร่งต่อเนื่องด้วยกำไรที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดในปี 2566

 

โดยคาดว่ากำไรปกติปี 2566 ของ AWC และ ERW จะสูงกว่าระดับก่อนเกิดโควิด ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญสำหรับ AWC คือพอร์ตโรงแรมที่ใหญ่ขึ้น ในขณะที่มีมุมมองเชิงบวกต่อรายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPar) ที่แข็งแกร่งของ ERW ส่วนผลประกอบการของ CENTEL และ MINT จะฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนเกิดโควิด ในปี 2567

 

หุ้นเด่นกลุ่มท่องเที่ยวคือ ERW ในฐานะที่ประกอบธุรกิจโรงแรมเพียงอย่างเดียว โดยดำเนินงานในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ ERW จึงน่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมากที่สุด

 

อย่างไรก็ดี ราคาหุ้น ERW ที่ปรับตัวขึ้นบ่งชี้ว่ามุมมองเชิงบวกที่ตลาดมีต่อการเปิดประเทศของไทยสะท้อนในราคาหุ้นแล้ว แต่เชื่อว่าการฟื้นตัวของผลประกอบการที่มีความน่าเชื่อมั่นสูงจากภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่เป็นบวกจะหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นต่อไปได้อีก

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงและความกังวลที่ต้องติดตามคือ ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคและความต้องการเดินทาง การขาดแคลนแรงงาน ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมไม่สามารถตอบสนองความต้องการเดินทางได้อย่างทันท่วงที และต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว – ฟื้นตัวแรงในปี 2565 เติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใช้โอกาส ‘ซื้อสะสม’ หุ้นไทย บริเวณ 1,630-1,650 จุด https://thestandard.co/opportunity-share-collection-purchase/ Fri, 10 Feb 2023 06:31:30 +0000 https://thestandard.co/?p=748476

  สวัสดีครับท่านนักลงทุน หุ้นไทย SET ปรับตัวลงมาแร […]

The post ใช้โอกาส ‘ซื้อสะสม’ หุ้นไทย บริเวณ 1,630-1,650 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

สวัสดีครับท่านนักลงทุน หุ้นไทย SET ปรับตัวลงมาแรง นำโดยแรงขายในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ หลังผลการดำเนินงานใน 4Q65 ของ KCE ออกมาต่ำกว่าคาดมาก และแนวโน้มผลการดำเนินงานใน 1Q66 ยังไม่ดีนัก ทำให้เกิดแรงขายทำกำไร หลังราคาหุ้นปรับขึ้นต่อเนื่องมาก่อนหน้านี้ และสร้าง Sentiment ลบต่อกลุ่ม สำหรับทิศทางผลการดำเนินงานที่จะประกาศของบริษัทในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เหลืออย่าง DELTA และ HANA ให้ปรับตัวลงเช่นเดียวกัน 

 

นอกจากนี้ ความเห็นของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed ที่ยังต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ยังสร้างความกังวลให้กับตลาด และทิศทาง Fund Flow ที่ไหลออก เป็นอีกปัจจัยกดดันตลาด โดยตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิไปแล้ว 1.4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ แม้ SET ในช่วงนี้มีทิศทางเป็นลบ 

 

อย่างไรก็ตาม ผมมองเป็นโอกาสในการซื้อสะสม โดยให้ติดตามแนวรับบริเวณ 1,630-1,650 จุด ที่มอง Downside ของดัชนีน่าจะถูกจำกัด และหากในสัปดาห์หน้า ที่มีการรายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ประจำเดือนมกราคม ตัวเลขออกมาชะลอตัวต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยช่วยหนุนตลาดได้ ด้านกลยุทธ์การลงทุนยังใช้การเข้าซื้อในลักษณะ Selective Buy ในกลุ่มหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้ 

 

  1. กลุ่มหุ้นที่ราคายัง Laggard โดยมี PBV ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังในอดีต และปี 2566 คาดกำไรจะเติบโตดี YoY อีกทั้งยังมี Valuation น่าสนใจ เลือก CPF, GPSC, SCGP และ HMPRO 

 

  1. หุ้นที่คาดได้รับอานิสงส์เม็ดเงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากการเข้าใกล้สู่ช่วงการเลือกตั้งของไทย เลือก BEC, CENTEL, CPN และ MAJOR 

 

  1. หุ้นที่คาดผลประกอบการ 4Q65-1Q66 มีแนวโน้มเติบโตดี YoY เลือก MINT, CRC และ CPALL 

 

ทั้งนี้ ส่วนสรุปสุดท้าย ผมเลือกกลุ่มหุ้นที่แนะนำตามธีมต่างๆ มาจัดพอร์ตหุ้น 5 ตัว ไว้เป็นแนวทางให้กับนักลงทุนดังนี้ครับ 

 

  1. SCGP แม้กำไร 4Q65 ต่ำกว่าคาด แต่ว่าปี 2566 กำไรจะเติบโต 22%YoY จากการรับรู้ต้นทุน RCP ระดับต่ำ และปริมาณการขายที่ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นใน 1H66 โดยจะปรับตัวเพิ่มมากขึ้นใน 2H66 จากการเปิดประเทศของจีน  

 

  1. HMPRO 4Q65 คาดว่าจะเป็นไตรมาสที่มีกำไรสุทธิดีสุดของปี 2565 โดยเติบโต YoY จากยอดขายสาขาเดิม (SSS) ที่เพิ่มขึ้น รายได้ค่าเช่าฟื้นตัว และมาร์จิ้นที่กว้างขึ้นจากการมีสัดส่วนยอดขายสินค้าอัตรากำไรสูงเพิ่มขึ้น และเติบโต QoQ จากปัจจัยฤดูกาล 

 

  1. CENTEL หุ้นที่คาดได้รับอานิสงส์เม็ดเงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากการเข้าใกล้สู่ช่วงการเลือกตั้ง และคาด 4Q65 กำไรจะโตเด่นทั้ง QoQ, YoY เป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดในปี 2565 ขณะที่ผลประกอบการจะฟื้นตัวตามการท่องเที่ยวไทยที่ปรับตัวดีขึ้น 

 

  1. CRC 4Q65 คาดผลประกอบการเพิ่มขึ้น YoY จากยอดขายปลีก รายได้จากการให้เช่าที่ฟื้นตัว และมาร์จิ้นที่กว้างขึ้น ส่วน QoQ เพิ่มขึ้นจากปัจจัยฤดูกาล ทั้งนี้ ปี 2565 คาดรายงานกำไรเติบโตดีสุดในกลุ่มพาณิชย์ และจะเติบโตอีก 25.5%YoY ในปี 2566

 

  1. CPALL 4Q65 คาดกำไรจะปรับตัวดีขึ้น YoY จากธุรกิจ CVS ที่ดีขึ้นตามยอดขายที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งมากขึ้น และรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก MAKRO ที่เพิ่มขึ้นจากการผนึกกำลังทางธุรกิจ และการรีแบรนด์ร้านค้าของ Lotus’s และกำไรยังโตต่อเนื่องใน 1Q66 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post ใช้โอกาส ‘ซื้อสะสม’ หุ้นไทย บริเวณ 1,630-1,650 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
CENTEL ซื้อหุ้น 85% ร้านส้มตำนัว มูลค่า 200 ล้านบาท คาดหนุนผลประกอบการได้เพียงเล็กน้อย https://thestandard.co/market-focus-centel-2/ Thu, 01 Apr 2021 08:26:22 +0000 https://thestandard.co/?p=471532 CENTEL

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวานนี้ (31 มีนาคม 2564) บมจ.โรงแรมเซ […]

The post CENTEL ซื้อหุ้น 85% ร้านส้มตำนัว มูลค่า 200 ล้านบาท คาดหนุนผลประกอบการได้เพียงเล็กน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
CENTEL

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวานนี้ (31 มีนาคม 2564) บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) เผยว่าบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ CENTEL ถือหุ้น 100% ได้ซื้อหุ้น 85% ของบริษัท เอสทีเอ็น เรสเตอรองค์ (STN) ซึ่งดำเนินกิจการผลิตและจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มภายใต้ชื่อทางการค้า ‘ส้มตำนัว’ ซึ่งการลงทุนครั้งนี้คิดเป็นมูลค่าราว 200 ล้านบาท โดยการชำระเงินค่าหุ้นทั้งหมดจะเสร็จสมบูรณ์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2564

 

กระทบอย่างไร:

วันนี้ (1 เมษายน 2564) ราคาหุ้น CENTEL ปรับตัวลด 0.68%DoD สู่ระดับ 36.25 บาท สวนทาง SET Index ที่ปรับตัวขึ้น 10.98 จุด หรือ 0.69%DoD สู่ระดับ 1,598.19 จุด (ข้อมูล ณ เวลา 12.30 น.)

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS มีมุมมองเป็นกลางต่อธุรกรรมนี้ เนื่องจาก STN จะสร้างกำไรให้กับ CENTEL เพียงเล็กน้อย หากใช้สมมติฐานอัตรากำไรสุทธิ 10% (เท่ากับค่าเฉลี่ยของกลุ่ม) STN จะสร้างกำไรสุทธิจำนวน 15 ล้านบาทให้แก่ CENTEL เทียบกับประมาณการขาดทุนปี 2564 ของ CENTEL ที่ 747 ล้านบาท และกำไรปี 2565 ที่ 714 ล้านบาท นอกจากนี้ SCBS ได้ประเมิน Valuation ของการลงทุนครั้งนี้ได้ที่ EV/EBITDA ประมาณ 9 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระหว่าง บมจ.เอ็มเค เรสโตรองต์ (M) และ บมจ.เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป (ZEN) ที่ 11 เท่า

 

มุมมองระยะยาว:

การเข้าลงทุนในครั้งนี้เป็นไปตามกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจร้านอาหารของ CENTEL โดยในปี 2564 CENTEL ตั้งเป้ายอดขายรวมของธุรกิจอาหารเติบโต 18-20%YoY จากการขยายสาขาร้านอาหาร 100-120 แห่ง และการลงทุนในธุรกิจอาหารใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2564 CENTEL ตั้งงบลงทุนสำหรับขยายสาขาร้านอาหารในเครือทั้งสิ้น 1.1 พันล้านบาท

 

ข้อมูลเพิ่มเติม:

ปัจจุบันร้านส้มตำนัวมีสาขาทั้งสิ้น 6 แห่ง ประกอบด้วย สยามเซ็นเตอร์, สยามสแควร์, เซ็นทรัล แอมบาสซี, เซ็นทรัลเวิลด์, เมกาบางนา และเซ็นทรัลลาดพร้าว

 

ภาพ: Facebook Somtamnua

พิสูจน์อักษร: ชนเนตร ลอยครุฑ

The post CENTEL ซื้อหุ้น 85% ร้านส้มตำนัว มูลค่า 200 ล้านบาท คาดหนุนผลประกอบการได้เพียงเล็กน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลประกอบการไตรมาส 2/63 หุ้นโรงแรมมีแนวโน้ม ‘ซบเซา’ ที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา https://thestandard.co/hotel-second-quarter-turnover-drop/ Tue, 04 Aug 2020 12:21:24 +0000 https://thestandard.co/?p=385842

เกิดอะไรขึ้น: SCBS ได้พรีวิวผลประกอบการ 2Q63 ของหุ้นกลุ […]

The post ผลประกอบการไตรมาส 2/63 หุ้นโรงแรมมีแนวโน้ม ‘ซบเซา’ ที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

SCBS ได้พรีวิวผลประกอบการ 2Q63 ของหุ้นกลุ่มโรงแรมขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วย บมจ. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT), บมจ. ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW), บมจ. โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) และ บมจ. แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) โดยหุ้นดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับผลขาดทุนใน 2Q63 เนื่องจากผลกระทบของโควิด-19

 

กระทบอย่างไร:

นับตั้งแต่ 2Q63 ราคาหุ้นกลุ่มฟื้นตัวดีขึ้นจากความคาดหวังด้านผลประกอบการที่ฟื้นตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง รวมถึงการกลับมาเปิดให้บริการโรงแรมอีกครั้ง 

 

ราคาหุ้น MINT เพิ่มขึ้น 12.40% สู่ระดับ 18.60 บาท จาก 16.55 บาท

ราคาหุ้น ERW เพิ่มขึ้น 35.48% สู่ระดับ 3.36 บาท จาก 2.48 บาท

ราคาหุ้น CENTEL เพิ่มขึ้น 51.95% สู่ระดับ 23.40 บาท จาก 15.40 บาท

ราคาหุ้น AWC เพิ่มขึ้น 22.70% สู่ระดับ 4.00 บาท จาก 3.26 บาท

(ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2563)

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS มองว่า 2Q63 จะเป็นไตรมาสที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวด้วยผลขาดทุนจำนวนมาก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งเป็นผลมาจากการสั่งห้ามเที่ยวบินพาณิชย์ทุกเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยปัจจัยลบนี้ทำให้ SCBS คาดว่าอัตราการเข้าพักของธุรกิจโรงแรมจะอยู่ในระดับต่ำที่ 5-6% ใน 2Q63 และจะกดดันต่อรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPar) ให้ปรับตัวลง 91-94%YoY 

 

ทั้งนี้ SCBS ได้ประมาณการผลประกอบการ 2Q63 ของหุ้นกลุ่มโรงแรม ดังนี้

 

MINT จะรายงานขาดทุนปกติ 2Q63 ที่ 6.6 พันล้านบาท จากกำไรปกติที่ 2.1 พันล้านบาท ใน 2Q62 และขาดทุนสุทธิ 3.2 พันล้านบาท ใน 1Q63 โดยถูกกดดันจาก RevPar ที่ลดลง 91%YoY ของโรงแรมของบริษัทเองและโรงแรมภายใต้สัญญาเช่า (85% ของรายได้จากธุรกิจโรงแรม) โดยมีสาเหตุจากอัตราการเข้าพักต่ำที่ระดับ 6% จาก 65% ใน 2Q62 และ 46% ใน 1Q63 

 

สำหรับ NH Hotel (MINT ถือหุ้น 94%) รายงานขาดทุนสุทธิจำนวน 143.7 ล้านยูโร คิดเป็น 4.7 พันล้านบาท นอกจากนี้ผลประกอบการของธุรกิจอาหารยังคงอ่อนแอลง เพราะยอดขายสาขาเดิมในประเทศไทยลดลง 24%YoY

 

ERW จะรายงานขาดทุนปกติ 2Q63 ที่ 615 ล้านบาท จากกำไรปกติที่ 11 ล้านบาท ใน 2Q62 และขาดทุนปกติ 103 ล้านบาท ใน 1Q63 โดย RevPar ของโรมแรมที่ไม่รวม HOP INN ลดลง 94%YoY ขณะที่ RevPar ของกลุ่ม HOP INN (คิดเป็น 10% ของรายได้) ลดลง 40%YoY

 

CENTEL จะรายงานขาดทุนปกติ 2Q63 ที่ 757 ล้านบาท จากกำไรปกติที่ 232 ล้านบาท ใน 2Q62 และขาดทุนปกติ 9 ล้านบาท ใน 1Q63 เพราะ RevPar จะลดลง 94%YoY และยอดขายสาขาเดิมของธุรกิจอาหารลดลง 35%YoY ใน 2Q63

 

AWC จะรายงานขาดทุนปกติ 2Q63 ที่ 554 ล้านบาท จากกำไรปกติที่ 145 ล้านบาท ใน 2Q62 และขาดทุนปกติ 108 ล้านบาท ใน 1Q63 โดยถูกกดดันจาก RevPar ที่ลดลง 94%YoY ซึ่งธุรกิจโรงแรมคิดเป็นสัดส่วน 60% ของรายได้รวม 

 

ขณะที่ค่าเช่าลดลง เนื่องจากมีการให้ส่วนลดค่าเช่าเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในช่วงล็อกดาวน์

 

มุมมองระยะยาว:

SCBS คาดว่าแนวโน้มผลประกอบการหุ้นกลุ่มโรงแรมจะค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลังของปี 2563 หลังผู้ประกอบการโรงแรมเริ่มกลับมาเปิดให้บริการ

รวมถึงการลดต้นทุนอย่างจริงจัง เพื่อลดจุดคุ้มทุนลงและเพิ่มความสามารถในการทำกำไร จะช่วยสนับสนุนต่อการฟื้นตัวท่ามกลางทิศทางอุปสงค์ที่เปราะบาง

 

นอกจากนี้มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากภาครัฐที่มีผลตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม 2563 จะช่วยกระตุ้นให้การท่องเที่ยวภายในประเทศฟื้นตัวดีขึ้น 

 

จากการสำรวจของ SCBS พบว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มโรงแรมเริ่มแข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพฯ และสามารถขับรถไปได้เอง เช่น พัทยาและหัวหิน ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวที่มีระยะทางไกลกว่า เช่น ภูเก็ตและเชียงใหม่ค่อนข้างเงียบ

 

ในระยะถัดไปต้องติดตามมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มเติมจากทางภาครัฐ รวมถึงติดตามความคืบหน้าการคิดค้นวัคซีนต้านโควิด-19 ซึ่งจะช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดทั่วโลก และช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ระดับปกติ

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ผลประกอบการไตรมาส 2/63 หุ้นโรงแรมมีแนวโน้ม ‘ซบเซา’ ที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เครือเซ็นทารา’ ปิดโรงแรมบางแห่งในไทยและมัลดีฟส์ เหลือเปิดจังหวัดหัวเมืองละ 1 แห่ง https://thestandard.co/centara-hotel-group-closed-hotels-in-thailand-and-maldives/ Fri, 27 Mar 2020 10:22:45 +0000 https://thestandard.co/?p=347286

บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ทำ […]

The post ‘เครือเซ็นทารา’ ปิดโรงแรมบางแห่งในไทยและมัลดีฟส์ เหลือเปิดจังหวัดหัวเมืองละ 1 แห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ทำหนังสือแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ในเดือนเมษายนนี้ โรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทาราในประเทศไทยบางแห่ง รวมทั้งอีกสองแห่งในมัลดีฟส์จะปิดให้บริการ เพื่อร่วมป้องกันการแพร่กระจายของโควิด-19

 

ทั้งนี้ โรงแรมบางแห่งตามเมืองหลักต่างๆ จะยังคงเปิดให้บริการจังหวัดละ 1 แห่ง เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าที่มีความจําเป็น และต้องการที่พักที่มีความปลอดภัยสูง ได้แก่ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลาหัวหิน, เซ็นทาราแกรนด์มิราจบีชรีสอร์ท พัทยา, เซ็นทาราแกรนด์บีช รีสอร์ท ภูเก็ต, เซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา กระบี่ และเซ็นทาราวิลลา สมุย

 

โดยเครือเซ็นทาราจะใช้ช่วงเวลาที่ปิดดําเนินการในการปรับปรุง ยกระดับโรงแรมเหล่านี้ในเครือ เพื่อเตรียมพร้อมมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจตามแนวทางของเซ็นทารา เมื่อสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้ง

 

ด้านมาตรการลดต้นทุนทางธุรกิจ ก็ได้มีการเริ่มดําเนินการบังคับใช้ในทุกส่วนงาน กอปรกับการสร้างรายได้เพิ่มผ่านช่องทางอื่น อาทิ บริการจัดส่งอาหาร ทั้งธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหาร ซึ่งการดําเนินการทั้งหลายนี้ เป็นไปเพื่อประคับประคองธุรกิจให้ดําเนินต่อไปได้ และตอบสนองความต้องการของตลาดในช่วงเวลาเช่นนี้

The post ‘เครือเซ็นทารา’ ปิดโรงแรมบางแห่งในไทยและมัลดีฟส์ เหลือเปิดจังหวัดหัวเมืองละ 1 แห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
CENTEL แถลงแนวโน้มธุรกิจปี 2563 เติบโตขึ้น พร้อมทุ่มงบ 2 หมื่นล้านลงทุนโรงแรมที่ดูไบและโอซาก้า https://thestandard.co/market-focus-centel/ Wed, 27 Nov 2019 10:21:47 +0000 https://thestandard.co/?p=307825 Market Focus CENTEL

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน บมจ.โรงแรมเซ็นทร […]

The post CENTEL แถลงแนวโน้มธุรกิจปี 2563 เติบโตขึ้น พร้อมทุ่มงบ 2 หมื่นล้านลงทุนโรงแรมที่ดูไบและโอซาก้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Market Focus CENTEL

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) ได้เปิดเผยแผนธุรกิจในงาน Opportunity Day โดยผู้บริหารคาดว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2563 มีโอกาสเติบโตได้ดีกว่าปีนี้ เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่จะปรับตัวดีขึ้น รวมถึงคาดว่าสงครามการค้าที่คลี่คลายจะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้น 

 

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 2562 ผู้บริหารคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น QoQ เนื่องจากเป็นช่วง High Season แต่ยังมีโอกาสหดตัว YoY ซึ่งคาดอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ปีนี้ต่ำกว่า 80% จากปีก่อนที่ระดับ 82%

 

ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้างบลงทุนในระยะ 3 ปี (2562-2564) ที่ 2.1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 1.56 หมื่นล้านบาท ลงทุนธุรกิจโรงแรมในเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ส่วนที่เหลืออีก 5.4 พันล้านบาท จะนำไปใช้ในการปรับปรุงโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ และธุรกิจอาหาร

 

กระทบอย่างไร:

ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน จนถึงช่วงเช้าวันนี้ (27 พฤศจิกายน) ราคาหุ้น CENTEL ปรับขึ้นตอบรับประเด็นบวกดังกล่าวแล้วกว่า 6.5% พร้อมด้วยมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นขึ้นเป็นลำดับ

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนและประเทศอื่นจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงไตรมาส 4 ปี 2562 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปี 2563 ซึ่งเป็นช่วง High Season และได้ปัจจัยหนุนจากการขยายมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียม VOA จนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2563 รวมถึงได้อานิสงส์ทางอ้อมจากการประท้วงในฮ่องกง ทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนจุดหมายในการท่องเที่ยว 

 

สำหรับประเด็นที่ต้องติดตาม คือ ข้อสรุปการต่อสัญญาเช่าที่ดินโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า หัวหิน โดยเบื้องต้นการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินคาดว่าจะขยายสัญญาเช่าออกไปถึงปี 2593 โดยคิดค่าเช่า 5.7 พันล้านบาท หรือ 190 ล้านบาทปีต่อ แต่ขณะที่ค่าเช่าของสัญญาเช่าเดิมอยู่ที่ 7 ล้านบาทต่อปี รวมถึงบริษัทต้องใช้เงินลงทุนราว 3.2 พันล้านบาท เพื่อสร้างโรงแรมแห่งใหม่บนพื้นที่ดังกล่าว

 

มุมมองระยะยาว:

ในระยะยาวต้องติดตามความคืบหน้าการลงทุนและการเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ของ CENTEL รวมถึงติดตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2563 ว่าจะสามารถเป็นไปตามเป้าหมายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้หรือไม่ โดย ททท. ตั้งเป้าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 42 ล้านคนในปี 2563 เพิ่มขึ้นราว 4%YoY 

 

แต่อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมโรงแรมในประเทศยังเผชิญกับการแข่งขันที่เริ่มรุนแรงขึ้นจากจำนวนห้องพักที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงงาน Olympic 2020 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น จะเป็นปัจจัยกดดันต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทยในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ปี 2563

 

ข้อมูลพื้นฐาน:

บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) ดำเนินธุรกิจหลัก 2 ประเภทคือ 1. ธุรกิจโรงแรมทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้แบรนด์ Centara Grand, Centara Hotels & Resorts 2. ธุรกิจอาหารภายใต้แบรนด์ KFC, Mister Donut, Auntie Anne’s

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์ 

The post CENTEL แถลงแนวโน้มธุรกิจปี 2563 เติบโตขึ้น พร้อมทุ่มงบ 2 หมื่นล้านลงทุนโรงแรมที่ดูไบและโอซาก้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
CENTEL ไตรมาส 2/62 กำไร 233.4 ล้านบาท ลดลง 37.5% เหตุนักท่องเที่ยวจีนลด https://thestandard.co/centel-profit/ Tue, 13 Aug 2019 12:01:57 +0000 https://thestandard.co/?p=278543 CENTEL

บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ชี […]

The post CENTEL ไตรมาส 2/62 กำไร 233.4 ล้านบาท ลดลง 37.5% เหตุนักท่องเที่ยวจีนลด appeared first on THE STANDARD.

]]>
CENTEL

บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ชี้แจงและวิเคราะห์ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2562 บริษัทมีรายได้รวม 5,225.6 ล้านบาท (ธุรกิจโรงแรม 2,000.7 ล้านบาท และธุรกิจอาหาร 3,224.9 ล้านบาท) ทรงตัวเทียบปีก่อน โดยเพิ่มขึ้นเพียง 0.7% เป็นผลจากรายได้ธุรกิจอาหารที่เติบโต 5.7% จากการขยายสาขา แต่ธุรกิจโรงแรมกลับลดลง 6.5% สืบเนื่องจากการลดลงของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว ประกอบกับการปิดปรับปรุงโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บีช รีสอร์ท สมุย ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2562

 

ขณะที่บริษัทมีกำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ (EBITDA) จำนวน 906.7 ล้านบาท ลดลง 9.6% เทียบปีก่อน และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติจำนวน 290.5 ล้านบาท ลดลง 81.2 ล้านบาท หรือ 21.8% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน 

 

ทั้งนี้ในไตรมาส 2/2562 มีการตั้งสำรองผลประโยชน์ระยะยาวของพนักงานตามกฎหมายแรงงานใหม่จำนวน 58.1 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิ 232.4 ล้านบาท ลดลง 37.5% เทียบปีก่อน

 

เมื่อเทียบเป็น 6 เดือน ปี 2562 บริษัทมีรายได้รวม 10,868.6 ล้านบาท ทรงตัวเทียบปีก่อน กำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ (EBITDA) รวม 2,404.3 ล้านบาท ลดลง 9.9% เทียบปีก่อน จากทั้งธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหาร กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติจำนวน 1,035.8 ล้านบาท ลดลง 17.5% เทียบปีที่ผ่านมา บริษัทตั้งสำรองผลประโยชน์ระยะยาวของพนักงานจำนวน 58.1 ล้านบาท และได้รับเงินชดเชยความเสียหายจากประกัน (สุทธิจากภาษี) จำนวน 80.6 ล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 1,058.3 ล้านบาท ลดลง 15.7% เทียบปีก่อน

 

ทั้งนี้แนวโน้มธุรกิจปี 2562 ธุรกิจโรงแรม บริษัทปรับประมาณการการเติบโตของ RevPAR (Revenue Per Available Room) ลดลง 4-5% เทียบปีก่อน จากการลดลงของอัตราการเข้าพักเฉลี่ย (OCC) เป็นสำคัญ การปรับประมาณการลงเนื่องจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกอ่อนตัวกว่าที่คาด อีกทั้งแนวโน้มการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนยังไม่แน่ชัด

  

ด้านธุรกิจอาหาร บริษัทคาดการณ์เติบโตของรายได้รวมปี 2562 ที่ 5-7% โดยเป็นการเติบโตมาจากการขยายสาขาเป็นหลัก และยังมองหาการซื้อกิจการแบรนด์ใหม่ๆ 

 

สำหรับ CENTEL มีโครงสร้างรายได้จาก 2 ธุรกิจคือ 

 

1. ธุรกิจโรงแรม เช่น โรงแรมในเครือของโรงแรมเซ็นทารา บริษัทมีโรงแรมภายใต้การบริหารทั้งสิ้น 71 โรงแรม (13,738 ห้อง) เปิดดำเนินการทั้งสิ้น 40 โรงแรม และกำลังพัฒนา 31 โรงแรม 

 

2. ธุรกิจร้านอาหาร เช่น มิสเตอร์โดนัท, เคเอฟซี, อานตี้ แอนส์ 

 

โดยในไตรมาส 2/2562 นี้ สัดส่วนรายได้ธุรกิจโรงแรมต่อธุรกิจอาหารคือ 38% และ 62% ตามลำดับ

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post CENTEL ไตรมาส 2/62 กำไร 233.4 ล้านบาท ลดลง 37.5% เหตุนักท่องเที่ยวจีนลด appeared first on THE STANDARD.

]]>