Cashless Society Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/cashless-society/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 06 May 2026 09:47:09 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 3 ปีของกรุงเทพฯ กับ Money20/20 Asia ในฐานะผู้นำฟินเทคระดับโลก ฟินเทคในวันนี้จะต้องใช้ได้จริง? [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/bangkok-money2020-asia-fintech/ Wed, 06 May 2026 09:00:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1204260 3 ปีของกรุงเทพฯ กับ Money20/20 Asia

นับตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มใช้ Promptpay หรือที่เราเรียกกั […]

The post 3 ปีของกรุงเทพฯ กับ Money20/20 Asia ในฐานะผู้นำฟินเทคระดับโลก ฟินเทคในวันนี้จะต้องใช้ได้จริง? [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 ปีของกรุงเทพฯ กับ Money20/20 Asia

นับตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มใช้ Promptpay หรือที่เราเรียกกันชินปากว่า “สแกนจ่าย” ถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายที่ทำให้ประเทศมุ่งหน้าไปสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีด้านการเงิน (Financial Technology) หรือก็เรียกสั้น ๆ ว่า ฟินเทค (Fintech) ผู้นำที่ว่าไม่ใช่แค่ระดับภูมิภาค แต่กำลังมุ่งสู่เป็นผู้นำ “ระดับโลก”

 

หมุดหมายและความพร้อมนี้ จึงไม่แปลกใจที่ Money20/20 แพลตฟอร์มศูนย์กลางสำคัญของระบบนิเวศฟินเทคระดับโลก จะเลือกปักหมุดที่ประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว และทุกปีก็ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจากผู้เข้าร่วมชาวไทยและชาวต่างชาติ วันนี้ THE STANDARD WEALTH จะมาถอดรหัสความสำเร็จของประเทศไทยและ Money20/20 ที่กลายเป็นศูนย์กลางด้านฟินเทคในเอเชีย

 

4 เหตุผลที่ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางฟินเทคที่ Money20/20 มองเห็น

 

1. การเติบโตแบบก้าวกระโดดของ Fintech และ Cashless Society ในไทย

 

รายงาน Prime-Time for Real-Time โดย ACI Worldwide และ GlobalData ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยเป็นผู้นำระดับโลกด้านธุรกรรมแบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ซึ่งทำให้ไทยติดอันดับ 4 ของโลก (รองจากอินเดีย จีน เกาหลีใต้) ด้านปริมาณธุรกรรมการชำระเงินแบบเรียลไทม์หลายหมื่นล้านรายการต่อปี และอัตราการเข้าถึง Mobile Wallet ที่สูงกว่า 80%

 

2. เอเชียคืออนาคตของตลาดการเงินโลก

 

รายงาน Global Fintech 2023: Reimagining the Future of Finance โดย Boston Consulting Group (BCG) และ QED Investors ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ถูกคาดการณ์ว่าจะกลายเป็นตลาดฟินเทคที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเติบโตเร็วกว่าสหรัฐอเมริกา โดยรายได้ของอุตสาหกรรมฟินเทคทั่วโลกจะสูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030

 

3 ปีของกรุงเทพฯ กับ Money20/20 Asia

 

3. ความพร้อมของสถานที่จัดงานระดับโลก 

งานระดับ Mega-Event อย่าง Money20/20 Asia มีผู้ร่วมงานและวิทยากรระดับท็อปรวมตัวกันมากกว่า 130 คนต่อรอบงาน ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) มีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก มีพื้นที่รองรับมากกว่า 300,000 ตารางเมตร พร้อมเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยขั้นสูง อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และมีจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้า MRT โดยตรง ทำให้คล่องตัวในการระบายคนหลักหมื่นคน

 

4. เสน่ห์ของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับท็อป (Bleisure)

กรุงเทพมหานครได้รับการโหวตให้เป็นอันดับ 1 ในสาขา “เมืองท่องเที่ยวพักผ่อนที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก (Best Leisure City in the Asia-Pacific)” ติดต่อกันหลายปีซ้อนจากนิตยสาร Business Traveller Asia-Pacific ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์การเดินทางแบบ Business และ Leisure ได้เป็นอย่างดี

 

3 ปีของกรุงเทพฯ กับ Money20/20 Asia

 

ปี 2026 กับคอนเซปต์ From Infrastructure to Impact

 

Money 2026 ปีนี้ยกระดับงานที่กรุงเทพฯผ่านธีมหลักอย่าง การก้าวข้ามจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่การสร้างผลกระทบที่ใช้งานได้จริง (Where Technology Meets Humanity) โดยเน้นการแก้ปัญหา Last-mile (เช่น การเข้าถึงบริการทางการเงินสำหรับ SME และกลุ่มแรงงานในเอเชีย) และการหลอมรวมกันระหว่างการเงินแบบดั้งเดิม (TradFi) กับการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) อย่างราบรื่น

 

3 ปีของกรุงเทพฯ กับ Money20/20 Asia

 

งานนี้ยังมีการเปิดตัวหนังสือ The New Intersection of Money: Where TradFi and DeFi Converge โดย Scarlett Sieber ผู้บริหารระดับสูงของ Money20/20 อีกด้วย

 

3 เทรนด์ที่ยกระดับงาน Money20/20 ในปี 2026

 

นอกจากคอนเซปต์งานแล้ว ยังมีคอนเทนต์ที่ยกระดับงานปีนี้กับเรื่องเทรนด์เทคโนโลยีการเงินที่ถูกจับตามองมากที่สุด โดยแบ่งออกเป็น 3 แกนหลัก ได้แก่

 

  1. AI ที่คิดและตัดสินใจแทนคน (Agentic AI)

วงการฟินเทคกำลังเปลี่ยนจากแชตบอตเป็น AI Agent ที่จัดการธุรกรรมซับซ้อนได้เอง ซึ่งนำมาสู่ประเด็นการกำกับดูแล MetaComp จากสิงคโปร์จึงเปิดตัว StableX Know-Your-Agent (KYA) Framework ที่เวทีนี้ เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและความโปร่งใสของ AI ในภาคการเงิน

 

  1. Stablecoin เข้าสู่ระบบการเงินกระแสหลัก

สินทรัพย์ดิจิทัลถูกนำมาใช้จริงในธุรกิจ โดย dLocal เปิดตัว Stablecoin Suite ให้ผู้ประกอบการกว่า 40 ประเทศในตลาดเกิดใหม่ สามารถรับ-จ่าย-แปลงเงินข้ามพรมแดนผ่าน API เดียว นอกจากนี้ ในงานยังมีการอัปเดตกฎหมาย Stablecoin จากอังกฤษและเอเชียที่เริ่มชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้จริง

 

  1. การโอนเงินข้ามพรมแดน (Cross-Border Payments) ที่ไร้รอยต่อ

การโอนเงินข้ามประเทศยังมีปัญหาต้นทุนและความล่าช้า ทำให้เกิดความร่วมมือใหม่ๆ เช่น LianLian Global และ USI Money พัฒนาระบบโอนเงินข้ามประเทศให้เร็วขึ้นและได้เรตที่ดีกว่าเดิม

 

3 ปีของกรุงเทพฯ กับ Money20/20 Asia

 

ไฮไลต์โซนต่าง ๆ ที่มอบความรู้และการแลกเปลี่ยนความเห็นภายใน Money20/20

 

โซนสำคัญยังจัดเต็มในปีนี้กับเวทีหลักที่ได้เชิญสุดยอดสปีกเกอร์ระดับโลกมากมายมารวมไว้ที่ Money20/20 ปี 2026 ที่กรุงเทพฯ

 

3 ปีของกรุงเทพฯ กับ Money20/20 Asia

 

  • Radiant Stage เวทีเมนสเตจที่ใหญ่ที่สุดของงาน เป็นพื้นที่สำหรับวิทยากรระดับ Keynote และผู้นำระดับ C-Suite มาบรรยายวิสัยทัศน์ใหญ่ๆ เช่น อนาคตของ AI ในภาคการเงิน และการวางโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค
  • Inner Forum Stage เวทีขนาดรองลงมาที่เน้นความใกล้ชิด (Intimate Workshops) นำเสนออินไซต์เชิงลึก ข้อมูลเจาะลึกอุตสาหกรรม และการแชร์ประสบการณ์แบบ Unfiltered ที่ไม่ถูกนำไปเผยแพร่ที่อื่น
  • The Intersection Stage เวทีสัมมนาที่เจาะลึกเฉพาะทาง เน้นหัวข้อที่กำลังเป็นจุดตัดของเทคโนโลยี เช่น การเชื่อมโยง Digital Assets, Stablecoins, ข้ามพรมแดน (Cross-Border) และ AI

 

3 ปีของกรุงเทพฯ กับ Money20/20 Asia

 

นอกจากนี้ ยังมีโซนพิเศษและไลฟ์สไตล์อีกมากมายให้ผู้เข้าร่วมได้เลือกสรร

 

3 ปีของกรุงเทพฯ กับ Money20/20 Asia

 

  • MoneyPot โซนที่ผสมผสานทั้งเวทีสัมมนา (MoneyPot Stage) และพื้นที่เน็ตเวิร์กกิงเข้าด้วยกัน ไฮไลต์คือมี MoneyPot Podcast Studio สำหรับจัดรายการสัมภาษณ์สด พร้อมบาร์เครื่องดื่ม เพื่อให้การพูดคุยธุรกิจเป็นไปอย่างผ่อนคลาย
  • Policy20 โซนและเวทีเฉพาะกลุ่มสำหรับ “ผู้นำด้านนโยบายและหน่วยงานกำกับดูแล” (Regulators) โดยปีนี้เน้นการพูดคุยเรื่องการกำกับดูแลเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วย AI (Intelligence-Led Governance)
  • Money by Night @ Tribe พื้นที่สำหรับกิจกรรมหลังเลิกงาน (After-party) เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สังสรรค์ ฟังเพลง และสร้างคอนเนกชันแบบไม่เป็นทางการ พร้อมชมวิวสกายไลน์ของกรุงเทพมหานคร

 

3 ปีของกรุงเทพฯ กับ Money20/20 Asia

 

และโซนจัดแสดงและเจรจาธุรกิจอื่น ๆ อีกมากมาย

 

3 ปีของกรุงเทพฯ กับ Money20/20 Asia 3 ปีของกรุงเทพฯ กับ Money20/20 Asia

 

  • Money Hall พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการหลักและหัวใจของงาน รวบรวมบูธสปอนเซอร์และนวัตกรรมจากบริษัทฟินเทคชั้นนำทั่วโลกมาไว้ที่นี่
  • Connections Lounge โซนที่ตั้งอยู่ภายใน Money Hall ถูกออกแบบมาเพื่อการจับคู่ธุรกิจ (Deal-making) และการประชุมเจรจาโดยเฉพาะ
  • Startup & Investor Park พื้นที่ประลองไอเดียที่รวมสตาร์ตอัปดาวรุ่ง 20 แห่ง มาพบกับนักลงทุนระดับโลก (VC) โดยโซนนี้จะมีการพิตชิงรางวัล “Golden Ticket” เข้าโครงการบ่มเพาะสตาร์ตอัประดับภูมิภาค พร้อมเงินรางวัลสนับสนุน
  • Diners Club International® Lounge เลานจ์พิเศษบริเวณทางเข้าหลัก เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับพบปะพูดคุยและสร้างคอนเนกชันกับผู้บริหารระดับสูงและเครือข่ายทางการเงินระดับโลก

 

3 ปีของกรุงเทพฯ กับ Money20/20 Asia 3 ปีของกรุงเทพฯ กับ Money20/20 Asia

 

เวที Policy20 “ผู้คุมกฎต้องเดินหมากร่วมกับ AI”

 

ถัดจากโซนจัดแสดงและเวทีเปิด อีกหนึ่งไฮไลต์ที่คนในวงการจับตาคือการประชุมแบบปิดในเวที Policy20 ที่ดึงตัวผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานกำกับดูแลระดับสูงมาหารือกันแบบเจาะลึก ภายใต้กฎ Chatham House Rule ประเด็นหลักปีนี้คือการตั้งรับยุค AI และการเงินดิจิทัล ด้วยแนวคิด “Sovereign Intelligence” หรือการรักษาอธิปไตยด้านนโยบายของแต่ละประเทศ

 

สิ่งที่เราเห็นชัดเจนจากวงสนทนานี้คือ ท่าทีของหน่วยงานกำกับดูแลที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่สวมบทบาท “ผู้บังคับใช้กฎ” ตอนนี้เริ่มขยับมาเป็น “ผู้สนับสนุน” ที่ลงมาร่วมออกแบบข้อบังคับกับภาคเอกชนมากขึ้น เพื่อมุ่งสู่ “การกำกับดูแลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและปัญญา (Intelligence-Led Governance)”

 

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญบนเวทียังมองว่าระบบการเงินเอเชียกำลังเดินหน้าสู่ยุค “Multi-Rail Future” ซึ่งโครงข่ายแบบเก่าอย่างระบบธนาคารดั้งเดิม จะถูกนำมาทำงานเชื่อมต่อกับเงินฝากรูปแบบโทเคน (Tokenised deposits) และสเตเบิลคอยน์ อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

 

5 สตาร์ตอัปที่เตรียมพลิกโฉมวงการ

 

ในฝั่งของพื้นที่ Startup and Investor Park มีการประชันไอเดียเพื่อชิงตั๋วเข้าโครงการบ่มเพาะระดับภูมิภาค โดยปีนี้มี 5 สตาร์ตอัปที่เข้ารอบและได้ขึ้นเวทีนำเสนอผลงาน ได้แก่

 

  • Boost Capital พัฒนาระบบ VerifyIQ ที่ดึง AI มาช่วยตรวจสอบเอกสารขอสินเชื่อและคัดกรองการทุจริตได้แบบเรียลไทม์ 
  • TrustPlus AI ใช้ AI ช่วยประเมินและบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต เพื่อให้สถาบันการเงินตัดสินใจปล่อยสินเชื่อเชิงพาณิชย์ได้แม่นยำขึ้น 
  • Continuum พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยเชื่อมโยงระบบดิจิทัลกับระบบการเงินเข้าไว้ด้วยกันในชั้นเดียว 
  • Eazy Digital บริษัทอินชัวร์เทคที่เข้ามาช่วยเปลี่ยนระบบเอกสารกระดาษของธุรกิจประกันให้เป็นดิจิทัลและทำงานอัตโนมัติ 
  • zkMe (ผู้ชนะการแข่งขัน) ผู้พัฒนาโปรโตคอลยืนยันตัวตนดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ (Decentralized identity) ด้วยเทคโนโลยี Zero-knowledge proofs ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ยืนยันตัวตน (KYC) ในโลก Web3 ได้โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว

 

ก้าวต่อไปของฟินเทคเอเชียคือต้อง “ใช้งานได้จริง”

 

รายงานฉบับใหม่ที่ Money20/20 ร่วมกับ FXC Intelligence จัดทำขึ้นและเปิดเผยในงาน แสดงให้เห็นว่าตลาดการชำระเงินข้ามพรมแดนในเอเชียมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยอาจมีมูลค่าสูงถึง 24 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2576 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงโอกาสทางธุรกิจอันมหาศาล

 

3 ปีของกรุงเทพฯ กับ Money20/20 Asia

 

อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปที่สำคัญที่สุดจากงานในปี 2026 คือนวัตกรรมที่ล้ำสมัยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หากประชาชนส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึง ปัจจุบันอุตสาหกรรมฟินเทคจึงให้ความสำคัญกับการวัดผลความสำเร็จที่ “การใช้งานจริงอย่างมีความหมาย” (Meaningful Adoption) ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีต้องช่วยทลายกำแพง ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้นและมีต้นทุนที่สมเหตุสมผล

 

ภาพรวมที่สะท้อนจากงานนี้เป็นหลักฐานชั้นดีว่า เอเชียไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับระบบการเงินโลกอย่างแท้จริง

 

บทสรุปความสำเร็จของ Money20/20 Asia 2026 ตอกย้ำกรุงเทพฯ สู่ฮับฟินเทคระดับโลก

 

ความสำเร็จของ Money20/20 Asia ตลอดสามปีที่จัดขึ้นในประเทศไทยนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงขนาดของสถานที่หรือจำนวนผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกเท่านั้น หากแต่ยังสะท้อนผ่านการสร้างข้อตกลงทางธุรกิจที่มีศักยภาพในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมการเงินได้อย่างแท้จริง 

 

แพลตฟอร์มนี้ได้สร้างตัวเองให้เป็นศูนย์กลางที่ดึงดูดผู้นำจากธนาคารชั้นนำของโลก บริษัทเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) หน่วยงานกำกับดูแล และองค์กรชั้นนำ เพื่อมาร่วมกำหนดทิศทาง สร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ และเปิดประตูสู่โอกาสสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของภาคการเงิน

 

สุดท้ายนี้ Money20/20 Asia 2026 ได้ตอกย้ำหมุดหมายสำคัญว่า อนาคตของการเงินโลกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตั้งอยู่บนรากฐานของกฎระเบียบ ความร่วมมือระหว่างองค์กร และความสามารถในการนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริงในวงกว้าง 

 

การที่กรุงเทพมหานครได้รับความไว้วางใจให้เป็นเวทีหลักสำหรับการประกาศนวัตกรรมและการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ระดับโลก จึงเป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนถึงความพร้อมของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย ที่จะก้าวขึ้นเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการเงินระดับโลกในยุคถัดไป

 

รู้จัก Money20/20 ให้มากขึ้น

 

Money20/20 ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 โดยผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของระบบนิเวศฟินเทคระดับโลก

 

ตลอดระยะเวลาหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา แพลตฟอร์ม Money20/20 เป็นเวทีสำคัญสำหรับแนวคิดและบริษัทที่ล้ำสมัยและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้สร้างการเติบโต โดยองค์กรชั้นนำระดับโลก เช่น Mastercard, Airwallex, J.P. Morgan, SHIELD, GCash, Stripe, Google, VISA, Adyen และอีกมากมาย ได้สร้างข้อตกลงที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงและยกระดับการรับรู้ในระดับสากลผ่านงานนี้

 

นอกจากนี้ งาน Money20/20 ยังดึงดูดผู้นำจากธนาคารชั้นนำของโลก บริษัทด้านการชำระเงิน บริษัทเงินร่วมลงทุน หน่วยงานกำกับดูแล และแพลตฟอร์มสื่อ ให้มารวมตัวกันเพื่อสร้างข้อตกลงที่กำหนดทิศทางอุตสาหกรรม สร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ และเปิดโอกาสสำคัญที่กำหนดอนาคตของภาคการเงิน

 

โดยงาน Money20/20 ในปี 2026 จะจัดขึ้นในภูมิภาคอื่น ๆ ดังนี้

 

  • ลาสเวกัส (18-21 ต.ค.)
  • อัมสเตอร์ดัม (2-4 มิ.ย)
  • ริยาด (14-16 ก.ย.)
  • กรุงเทพมหานคร (21-23 เม.ย.)

 

ติดตามข้อมูล Money20/20 ได้ที่ https://www.money2020.com/ 

 

อ้างอิงเพิ่มเติม:

The post 3 ปีของกรุงเทพฯ กับ Money20/20 Asia ในฐานะผู้นำฟินเทคระดับโลก ฟินเทคในวันนี้จะต้องใช้ได้จริง? [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘ACU PAY E-Wallet’ ทางเลือกใหม่ของสังคมไร้เงินสด ด้วยประสบการณ์ที่แตกต่างผ่าน Ecosystem ที่ครอบคลุมทุกการใช้จ่าย [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/acu-pay-e-wallet/ Thu, 27 Mar 2025 10:00:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1056847

ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ Cashless Society อย่างเต็มรูปแบ […]

The post จับตา ‘ACU PAY E-Wallet’ ทางเลือกใหม่ของสังคมไร้เงินสด ด้วยประสบการณ์ที่แตกต่างผ่าน Ecosystem ที่ครอบคลุมทุกการใช้จ่าย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ Cashless Society อย่างเต็มรูปแบบไปพร้อมๆ กับการพลิกโฉมวงการการเงินของไทยให้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว

 

รายงานประจำปี 2565 เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาระบบชำระเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) พบว่า ผู้คนนิยมจับจ่ายใช้สอยด้วยการชำระเงินดิจิทัลมากขึ้นกว่า 5 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

 

สอดคล้องกับการสำรวจทัศนคติการชำระเงินของผู้บริโภค (Visa Consumer Payment Attitudes Study) ประจำปี 2566 พบว่า คนไทยสามารถใช้ชีวิตในรูปแบบ Cashless ได้เฉลี่ยนานถึง 9.2 วัน

 

แม้ว่าตอนนี้ผู้เล่นรายใหญ่ในสมรภูมิ Cashless คือ Mobile Banking และ PromptPay แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า e-Wallet หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ สร้างความตื่นตัวให้กับวงการการเงินไม่น้อย

 

โดยเฉพาะการมาถึงของผู้เล่นรายใหม่ในตลาด e-Wallet อย่าง ‘ACU PAY E-Wallet’ แอปพลิเคชัน e-Wallet ของบริษัท เอซียู เพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่นอกจากจะเป็นทางเลือกใหม่ให้คนไทยมีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลายขึ้นภายใต้ Ecosystem ของ ACU PAY E-Wallet แล้ว ก็น่าจะเป็นตัวเร่งให้การยกระดับธุรกิจฟินเทคในประเทศไทยก้าวไปอีกขั้น

 

 

“Ecosystem ของ ACU PAY E-Wallet จะเป็นจุดแข็งที่สามารถต่อกรกับ Mobile Banking ได้” รองนะรงค์ ศศิพงศ์พรรณ กรรมการบริษัทและซีอีโอ บริษัท เอซียู เพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าว

 

อะไรทำให้ ACU PAY E-Wallet เป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ

 

ACU PAY E-Wallet วางตัวเองเป็นแอปกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ใช้จ่ายสะดวก รวดเร็ว ทั้งการชำระเงิน, รับเงิน, เติมเงิน, ถอนเงิน, สแกนจ่าย และดูยอดธุรกรรมแบบเรียลไทม์ ทั้งยอดสะสมใช้จ่ายรายวัน, รายละเอียดของผู้รับเงิน, เวลา, ข้อมูลอื่นๆ รวมไปถึงโอนเงินระหว่างกันได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม

 

แอป ACU PAY E-Wallet

 

ฟีเจอร์ในแอป ACU PAY E-Wallet

 

  • รับและจ่ายได้ทันทีด้วย QR Code

 

  • โอนเงินทันใจเพียงแค่ใช้เบอร์โทรศัพท์

 

  • เติมเงินผ่านทุกช่องทางทั้ง Mobile Banking, Internet Banking, ATM, Counter Bank, Kiosk, ร้านค้าที่รับเติมเงิน หรือที่ ACU PAY และจุดเติมเงินต่างๆ ของ ACU PAY สามารถเติมเงินขั้นต่ำ 300 บาท ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และไม่เสียค่าธรรมเนียมทุกธุรกรรม

 

  • ถอนเงินได้แบบเรียลไทม์ผ่านบัญชีที่ลงทะเบียน

 

  • เช็กประวัติการทำธุรกิจย้อนหลังสูงสุด 6 เดือนบนแอป ACU PAY

 

  • สะสมคะแนนแลกรับส่วนลดเงินสดและของรางวัลสุดพิเศษ

 

รองนะรงค์ย้ำชัดว่า การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานผ่าน Ecosystem ที่ครอบคลุมทุกการใช้จ่าย เป็นสิ่งที่เอซียู เพย์ (ไทยแลนด์) ให้ความสำคัญ เพราะคู่แข่งเบอร์หนึ่งในตลาด e-Wallet คือ Mobile Banking

 

“เราเชื่อว่าการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานรวมไปถึงร้านค้าพาร์ตเนอร์ จะนำไปสู่การใช้งาน ACU PAY E-Wallet ที่ยั่งยืน จุดแรกที่เราให้ความสำคัญคือการออกแบบ User Interface ที่เข้าใจง่าย”

 

 

จุดต่างต่อมาคือ ‘คะแนนสะสม’ ที่ให้กับผู้บริโภคและพาร์ตเนอร์

 

“ฝั่งของผู้บริโภค เราเอาเรื่องคะแนนสะสมและโปรโมชันมาเป็นจุดแข็ง ทุกการใช้จ่ายผ่าน ACU PAY E-Wallet 1 บาท เท่ากับ 1 พอยต์ สามารถนำมาแลกรับส่วนลดและสิทธิพิเศษต่างๆ จากร้านค้าที่ร่วมรายการได้ พร้อมโปรโมชันสุดคุ้มจากร้านค้าพันธมิตร ทั้ง McDonald’s, Major Cineplex Group, Blu-O, Sub-Zero, TAO BIN และ MRT สายสีม่วง”

 

รองนะรงค์กล่าวว่า ความท้าทายในการตีตลาด e-Wallet ไม่ได้อยู่ที่ผู้ใช้งานเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้ร้านค้าพูดคำว่า “สแกนด้วย ACU PAY E-Wallet ไหมคะ?”

 

นี่คือสาเหตุที่ทำให้ ACU PAY E-Wallet พัฒนาแอป ACU PAY E-Wallet M สำหรับร้านค้าโดยเฉพาะ

 

“นอกจากจะโฟกัสไปที่ประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า เรามองไปถึง Pain Point ของร้านค้า จึงพัฒนา ACU PAY E-Wallet M ไว้คอยซัพพอร์ต โดยมีระบบหลังบ้านที่ใช้งานง่ายและเครื่องมือการบริหารจัดการ Data เพื่อใช้วิเคราะห์และทำโปรโมชัน และทุกๆ การรับชำระเงิน 20,000 บาท เรามีคะแนนสะสมให้ร้านค้านำคะแนนไปเป็นคูปองส่วนลดเงินสดเพื่อมอบให้กับลูกค้าของร้าน และนำมาใช้จ่ายกับร้านค้าต่อไป เป็นการคืนกำไรให้กับลูกค้าอีกทาง”

 

 

ยิ่งไปกว่านั้น ACU PAY ยังสนับสนุนร้านค้าด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ และมอบรางวัลพิเศษให้กับร้านค้าที่มีผลประกอบการยอดเยี่ยมทั้งรายเดือนและรายปีอีกด้วย

 

“เรามองไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่อาจจะยังไม่อยากลงทุนซื้อเครื่อง POS เพื่อยิง QR Code แค่มีแอป ACU PAY E-Wallet M ก็สมัครเป็นร้านค้าและใช้มือถือรับสแกนได้ทันที”

 

ปัจจุบัน ACU PAY E-Wallet มีร้านค้าพันธมิตรและจุดรับชำระเงินของ ACU PAY กว่า 7,600 จุดทั่วประเทศ เช่น McDonald’s กว่า 226 สาขา, กลุ่มธุรกิจในเครือ Major Group, Blu-O, Sub-Zero กว่า 190 สาขา และ TAO BIN 7,689 ตู้ ทุกจุดทั่วประเทศ

 

 

“เราจับมือกับ รฟม. มอบสิทธิประโยชน์ให้กับผู้โดยสาร MRT สายสีม่วง ที่ชำระเงินผ่าน ACU PAY รับส่วนลดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกเหรียญโดยสาร และบัตรโดยสาร MRT Plus คูปองส่วนลดเติมเงินในบัตรโดยสาร และการใช้คะแนนสะสมแทนเงินสด ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2568 และในอนาคตเตรียมขยายบริการไปยัง MRT สายสีน้ำเงินต่อไป” รองนะรงค์กล่าว

 

ที่สำคัญ ACU PAY E-Wallet ยังมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน โดยนักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่อาศัยในไทยก็สามารถใช้งานผ่านแอป ACU PAY E-Wallet นี้ได้เช่นกัน

 

“เรากำลังเตรียมขยายบริการให้ผู้ใช้งานสามารถสแกนจ่าย ณ จุดที่มีเครื่องหมาย VISA และ Mastercard ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานที่เป็นทั้งคนไทยและต่างชาติสามารถชำระเงินได้ทุกร้านค้าทั่วประเทศ”

 

ความปลอดภัยที่เชื่อถือได้

 

ย้ำอีกครั้ง ACU PAY E-Wallet อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงมั่นใจได้ว่าทุกธุรกรรมมีระบบรักษาความปลอดภัยระดับธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องข้อมูลด้วยการยืนยันตัวตนขั้นสูงผ่าน e-KYC, สแกนใบหน้าหรือลายนิ้วมือ และยืนยันทุกการทำรายการด้วยรหัส OTP รวมไปถึงการทำงานร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

 

“เอซียู เพย์ (ไทยแลนด์) เราเป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้ ACU Group ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ฮ่องกง และหนึ่งในธุรกิจหลักของ ACU Group คือการทำระบบ Payment ให้กับธนาคารทั่วโลก โดยประเทศไทยถือเป็นสาขาแรกที่แต่งตั้งให้เป็นโมเดลนำร่อง ACU PAY E-Wallet”

 

e-Wallet ไทย

 

ตั้งเป้าเป็น 1 ใน 2 ของตลาด e-Wallet ไทย

 

ACU PAY E-Wallet เปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2567 จนถึงตอนนี้ (เดือนมีนาคม 2568) มียอดผู้ใช้งานแตะหลักหมื่นเป็นที่เรียบร้อย

 

“เป้าหมายของเราคือการให้ผู้ใช้บริการได้รับสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่า ด้วยโปรโมชันและสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ อีกทั้งยังมีการปรับปรุงและพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ สร้างประสบการณ์การใช้งานให้ดียิ่งขึ้น ตั้งเป้าภายในปี 2568 จะมีผู้ใช้งาน 2 ล้านคน ขยายเครือข่ายร้านค้าและพันธมิตรมากกว่า 20,000 จุดทั่วประเทศ

 

“และภายใน 3 ปี ACU PAY จะมีจุดรับชำระและผู้ใช้งานทั่วประเทศ มุ่งมั่นที่จะติด 1 ใน 2 ของตลาด e-Wallet พร้อมทั้งการขยายตลาดต่างประเทศ ตอนนี้กำลังนำโมเดลขยายไปแถบแอฟริกา เริ่มจากมาลาวีและแทนซาเนีย ส่วนในอาเซียนจะเริ่มโฟกัสที่ฮ่องกงและมาเลเซีย

 

“ACU PAY E-Wallet จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนระบบฟินเทคของไทย พร้อมยกระดับประสบการณ์การใช้จ่ายแบบ Cashless ของผู้ใช้งานและร้านค้าให้เทียบเท่ากับประเทศอื่นๆ” รองนะรงค์กล่าวทิ้งท้าย

 

สำหรับผู้ที่สนใจ ดาวน์โหลดแอป ‘ACU PAY E-Wallet’ บนแพลตฟอร์ม iOS และ Android ได้ที่ App Store และ Google Play ตามลำดับ ตอนนี้ทาง ACU PAY มีแคมเปญ Friend Invite Friend ชวนเพื่อนดาวน์โหลดผ่านโค้ดเชิญเพื่อน รับส่วนลดเข้า e-Wallet สูงสุด 1,100 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด) เข้าร่วมสนุกได้ตลอดปี 2568



นอกจากนี้ยังมีแคมเปญพิเศษ ‘มหาเฮงเปย์ใหญ่! อั่งเปาล้านแตก ทองคำแจกจริง กับ เอซียู เพย์’ ที่ให้ผู้ใช้งาน ACU PAY ได้รับสิทธิ์ร่วมสนุกครั้งใหญ่ รับของรางวัลสุดพิเศษมากมาย ร่วมสนุกพร้อมกันเร็วๆ นี้ วันที่ 21 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

 

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/acupaythailandewallet และ https://www.facebook.com/acupaythailand หรือเว็บไซต์ https://acuthai.com

 

สอบถามเพิ่มเติมที่ LINE Official @acupaythailand หรือ Contact Center โทร. 0 2114 3376 

 

อ้างอิง:

The post จับตา ‘ACU PAY E-Wallet’ ทางเลือกใหม่ของสังคมไร้เงินสด ด้วยประสบการณ์ที่แตกต่างผ่าน Ecosystem ที่ครอบคลุมทุกการใช้จ่าย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พร้อมเพย์’ 8 ปีแห่งการพลิกโฉมระบบการเงินไทย หนุนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่สังคมไร้เงินสดเต็มตัว https://thestandard.co/8-years-promptpay/ Fri, 07 Feb 2025 04:37:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1039149

ย้อนกลับไปในปี 2559 ‘พร้อมเพย์’ ถือกำเนิดขึ้นในฐานะโครง […]

The post ‘พร้อมเพย์’ 8 ปีแห่งการพลิกโฉมระบบการเงินไทย หนุนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่สังคมไร้เงินสดเต็มตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

ย้อนกลับไปในปี 2559 ‘พร้อมเพย์’ ถือกำเนิดขึ้นในฐานะโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในยุคดิจิทัลของไทย เปลี่ยนวิถีชีวิตคนไทยจากการใช้เงินสดสู่การทำธุรกรรมที่สะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงได้ง่าย จุดมุ่งหมายของพร้อมเพย์ไม่ใช่เพียงแค่การอำนวยความสะดวก แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ ‘สังคมไร้เงินสด’ อย่างเต็มตัว 

 

บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด หรือ NITMX เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการบริหารจัดการระบบพร้อมเพย์อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินที่มีเสถียรภาพสูง พร้อมกับความสามารถในการรองรับปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในทุกปี  

 

NITMX มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ โดยเน้นทั้งความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้และการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา พร้อมเพย์ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือทางการเงิน แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทย การทำธุรกรรมผ่านพร้อมเพย์ช่วยลดความซับซ้อนของการโอนเงิน นอกจากจะสามารถโอนเงินด้วยหมายเลขบัญชีแล้ว ยังสามารถโอนเงินผ่านหมายเลขโทรศัพท์หรือเลขบัตรประจำตัวประชาชนได้ด้วย ทำให้เกิดสถิติที่สะท้อนให้เห็นการก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มตัว เช่น

 

  • ผู้ลงทะเบียนพร้อมเพย์กว่า 80 ล้านบัญชี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและการใช้งานที่แพร่หลาย
  • มูลค่าธุรกรรมสะสมกว่า 200 ล้านล้านบาท ตอกย้ำความสำคัญในเศรษฐกิจระดับประเทศ
  • ลดต้นทุนค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ใช้ สนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงินสำหรับทุกคน 

 

ระบบพร้อมเพย์ยังสามารถต่อยอดพัฒนาบริการเสริมต่างๆ เพื่อเพิ่มประโยชน์ให้ผู้ใช้งานทุกกลุ่ม เช่น การจ่ายเงินสวัสดิการภาครัฐ การคืนภาษี การโอนเงินรายย่อย พร้อมเพย์นิติบุคคล และการชำระบิลข้ามธนาคาร นอกจากนี้ยังมีบริการที่ตอบสนองยุคดิจิทัล เช่น Thai QR Payment, e-Donation, MyPromptQR และ Cross-Border QR Payment ที่รองรับธุรกรรมระหว่างประเทศ รวมถึงการเชื่อมต่อระหว่าง e-Wallet ของ Non-Bank กับพร้อมเพย์ ช่วยเพิ่มความสะดวกและลดต้นทุนสำหรับผู้ใช้ทุกกลุ่ม นอกจากนี้ยังมีบริการแจ้งเตือนเพื่อชำระเงิน Pay Alert และ Bill Alert ที่ทำให้การทำธุรกรรมสะดวกมากยิ่งขึ้น 

 

นอกจากนี้ พร้อมเพย์พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ เช่น การเชื่อมต่อกับระบบการเงินระดับนานาชาติ หนึ่งในก้าวสำคัญของพร้อมเพย์คือ การพัฒนา PromptPay เชื่อมโยงกับ PayNow ของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นการโอนเงินแบบเรียลไทม์ ผู้รับเงินปลายทางได้รับเงินทันที การพัฒนาบริการชำระเงินข้ามพรมแดน (Cross-Border QR Payment) ซึ่งช่วยให้คนไทยสามารถทำธุรกรรมชำระเงินระหว่างประเทศได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และรวดเร็ว ด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำลง 

 

ปัจจุบันพร้อมเพย์เชื่อมต่อกับระบบการชำระเงินของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฮ่องกง, สปป.ลาว, ญี่ปุ่น, กัมพูชา, เวียดนาม และอยู่ระหว่างพัฒนาเพื่อขยายการเชื่อมโยงไปยังประเทศต่างๆ เพิ่มเติม เช่น จีน อินเดีย และเกาหลีใต้ เพื่อรองรับการโอนเงินและการชำระเงินข้ามประเทศด้วยต้นทุนต่ำ ตอบสนองความต้องการของแรงงานต่างชาติ นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล การเพิ่มระบบความปลอดภัยขั้นสูง และการสร้างเครือข่ายที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้พร้อมเพย์พัฒนาขึ้นจนเป็นระบบที่สร้างความสะดวกสบายให้กับคนไทยทั่วภูมิภาคและทั่วโลก

 

พร้อมเพย์ก้าวสู่ปีที่ 8 ด้วยความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ นับเป็นก้าวสำคัญของระบบชำระเงินที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคนไทย โดยได้รับการสนับสนุนและความเชื่อมั่นจากประชาชนทั่วประเทศ ความร่วมมือจากธนาคาร สถาบันการเงิน และพันธมิตรทุกภาคส่วน ที่ช่วยผลักดันพร้อมเพย์ให้กลายเป็นหนึ่งในรากฐานที่มั่นคงของเศรษฐกิจดิจิทัล ทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้นไม่ได้เพียงสะท้อนถึงความสะดวก แต่ยังบ่งบอกถึงความไว้วางใจที่ผู้ใช้งานมีต่อระบบนี้ในทุกช่วงเวลา

 

ในอนาคต พร้อมเพย์จะยังคงเป็นผู้นำในการพัฒนาระบบการเงินดิจิทัล ด้วยการเพิ่มนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ยุคสมัย สร้างโอกาสทางการเงินที่ครอบคลุมทุกกลุ่มผู้ใช้งาน และมุ่งเน้นการยกระดับความปลอดภัย พร้อมสร้างระบบที่สะดวกและยั่งยืน และมุ่งมั่นในการก้าวสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้นไปพร้อมกับคนไทยทุกคน

The post ‘พร้อมเพย์’ 8 ปีแห่งการพลิกโฉมระบบการเงินไทย หนุนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่สังคมไร้เงินสดเต็มตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Max Solution’ และ ‘ธนาคารกรุงศรี’ ร่วมสร้างประสบการณ์ Cashless Society เต็มรูปแบบผ่าน ‘Max Me’ แอปสดใหม่ที่คุณต้องมี [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/cashless-society-2/ Tue, 04 Oct 2022 07:00:59 +0000 https://thestandard.co/?p=687331 Cashless Society

ประเทศไทยในวันนี้กำลังเดินหน้าสู่ ‘Cashless Society’ หร […]

The post ‘Max Solution’ และ ‘ธนาคารกรุงศรี’ ร่วมสร้างประสบการณ์ Cashless Society เต็มรูปแบบผ่าน ‘Max Me’ แอปสดใหม่ที่คุณต้องมี [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cashless Society

ประเทศไทยในวันนี้กำลังเดินหน้าสู่ ‘Cashless Society’ หรือ ‘สังคมไร้เงินสด’ อย่างเต็มตัว

 

เรื่องนี้สะท้อนได้จากการสำรวจของ We Are Social และ Hootsuite ที่เปิดเผยข้อมูลในปี 2564 พบว่า ในปีที่ผ่านมา 68.1% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทยที่มีอายุระหว่าง 16-64 ปี ใช้โมบายล์แบงกิ้งทุกเดือน 

 

ที่สำคัญ ‘ประเทศไทย’ เป็นประเทศที่มีสัดส่วนการใช้โมบายล์แบงกิ้งต่อประชากรที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูงที่สุดในโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 อีกด้วย

 

ยืนยันอีกเสียงด้วยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ที่พบว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของระบบ E-Payment เห็นได้จากปริมาณธุรกรรม ณ เดือนพฤษภาคม 2564 ที่เพิ่มเป็น 243 ครั้งต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้น 80% จากปี 2562 ที่มีปริมาณการใช้งาน 135 ครั้งต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นผลจากการซื้อขายออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงล็อกดาวน์ การชำระเงินด้วย QR Code เพื่อลดการสัมผัสเชื้อโรค เป็นต้น 

 

Cashless Society กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยแล้ว

นิลวรรณ จีระบุญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ธุรกรรมการเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ขยายความต่อว่า ก่อนสถานการณ์โควิด ภาครัฐ ธปท. และสถาบันการเงิน ล้วนเป็นกำลังหลักในการผลักดันเรื่องสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ผ่านการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินและโอนเงินแบบเรียลไทม์อย่าง ‘พร้อมเพย์’ คือสารตั้งต้นของการสร้างสังคมไร้เงินสดให้เกิดขึ้นในประเทศไทย 

 

การมาของ ‘พร้อมเพย์’ ได้รับการพัฒนาขึ้นและเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค ธุรกิจ และหน่วยงานต่าง​ๆ ให้ระบบการชำระเงินของไทยสะดวกมากขึ้น ดังนั้นเราจึงเห็นปริมาณธุรกรรมผ่านพร้อยเพย์ไต่ระดับเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่มีการเปิดให้บริการในปี 2561 และพร้อมเพย์กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคจำนวนไม่น้อย 

 

จนกระทั่งในช่วง 2-3 ปี สถานการณ์โควิดที่ผู้บริโภคต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เว้นระยะห่าง ลดการสัมผัส เป็น ‘ตัวเร่ง’ สำคัญที่ทำให้ระบบการชำระเงินแบบไร้เงินสดกระจายตัวออกไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่อาจจะกระจุกตัวอยู่ที่ผู้บริโภคกลุ่มหนึ่ง ประกอบกับโครงการของภาครัฐที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด เช่น ‘คนละครึ่ง’ ยิ่งเป็นแรงหนุนที่สำคัญให้พฤติกรรมการชำระเงินเปลี่ยนแปลงไป ทำให้กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า ร้านอาหาร ร้านค้าขนาดเล็ก กระทั่งแผงลอยมีการเปิดใช้งาน ผู้บริโภคจำนวนมากหันมาเรียนรู้ ทดลองใช้ และก้าวเข้าสู่ภาวะ ‘คุ้นเคย’ กับระบบ E-Payment ต่างๆ มากขึ้น 

 

 

จนกระทั่งปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยใช้ E-Payment เป็น ‘ทางเลือกหลัก’ ในการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ ในชีวิตประจำวันในแต่ละวัน ทำให้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วง ‘สังคมที่ใช้เงินสดน้อยลง’ (Less-cash Society) 

 

“กรุงศรีมองว่าเส้นทางของการเป็นสังคมไร้เงินของประเทศไทยกำลังขยายตัว เติบโตแบบก้าวกระโดด อย่างไรก็ตามยังมีที่ว่างอีกมากที่เราจะสามารถช่วยกันส่งเสริมและสนับสนุนให้สังคมไร้เงินสดเติบโตอย่างทั่วถึงและครอบคลุม ซึ่งกรุงศรีพร้อมเป็นหนึ่งฟันเฟืองในการขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดขึ้น”

 

จับมือพัฒนา ‘e-Wallet by Max Me’ แอปสดใหม่ที่คุณต้องมี

เมื่อความตั้งใจของธนาคารกรุงศรี มาเจอกับความต้องการของ บริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด บริษัทในเครือพีทีจี ที่สร้างธุรกิจนอนออยล์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการนำเสนอบริการใหม่ๆ หลากหลายรูปแบบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมโยงระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน (Digital Transformation) ที่ทุกสิ่งรอบตัวขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว

 

กลายเป็นที่มาของการพัฒนาบริการทางการเงินดิจิทัลผ่าน Max Me Wallet เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับลูกค้าผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน ให้สามารถทำธุรกรรมบนแพลตฟอร์มได้อย่างสมบูรณ์ ครบครันแบบไร้รอยต่อ 

 

โดยลูกค้าสามารถเติมเงินเข้า Max Me Wallet ผ่านโมบายแบงกิ้ง อินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง และตู้ ATM ได้ทุกธนาคาร ทำให้ทุกการชำระเงินสะดวกสบายยิ่งขึ้นเพียงสแกนจ่ายได้ง่ายๆ รวดเร็วบนมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากล แถมยังได้ส่วนลดหรือคะแนนสะสมสุดคุ้มตรงใจคนรุ่นใหม่

 

“เรามองเป้าหมายความสำเร็จของแอป Max Me ไว้ 2 ส่วนหลักๆ ส่วนแรกคือ ผู้ใช้บริการได้รับสิทธิประโยชน์อย่างคุ้มค่า ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เพราะ Max Me จะเข้ามาอยู่ในทุกช่วงเวลาดีๆ ทั้งกิน เที่ยว ช้อป พร้อมเสิร์ฟความประทับใจแบบเต็มแม็กซ์ และสอง คือการสร้างความเชื่อมโยงระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) กับพันธมิตรกว่า 10,000 ราย เมื่อชำระผ่าน Max Me Wallet เพื่อเป็นการมอบความพิเศษส่งตรงถึงผู้บริโภคและสร้างการเติบโตทางธุรกิจไปพร้อมกัน” พร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด

 

Cashless Society

 

พร้อมศักดิ์กล่าวว่า Max Me ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายของปีนี้ เพราะปัจจุบันเรามีฐานสมาชิก Max Card อยู่กว่า 18 ล้านสมาชิก การจะสื่อสารให้เข้าถึงสมาชิกทุกคนให้สมัครและลงทะเบียนใช้แอปพลิเคชัน Max Me แทนแอป Max Rewards เดิม 

 

“ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่เชื่อว่าเมื่อสมาชิกทั้งรายเดิมและลูกค้ารายใหม่รับรู้ถึงความตั้งใจจริงที่เราต้องการพัฒนาระบบขึ้นมาเพื่อให้บริการและมอบสิทธิพิเศษที่เหนือระดับและจุใจขึ้นกว่าเดิม รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางสร้างชีวิตสดใหม่ไปด้วยกันน่าจะทำให้ยอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นตามลำดับ” 

 

สะท้อนความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลและนวัตกรรม

ในอีกด้านหนึ่งสำหรับธนาคารกรุงศรี ความร่วมมือในครั้งนี้จะสะท้อนความเป็นผู้นำในด้านดิจิทัลและนวัตกรรม ที่สามารถพัฒนาโซลูชันให้สามารถตอบโจทย์ของลูกค้าจนได้รับความไว้วางใจในการเป็นผู้ให้บริการ e-Wallet Solution นี้

 

นิลวรรณขยายความว่า ธนาคารกรุงศรี ในฐานะผู้พัฒนาโซลูชัน ได้พัฒนาในเรื่อง e-Wallet มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่มองเห็นแนวโน้มการพัฒนาในเรื่อง Cashless Society และจากการทำงานร่วมกับลูกค้าแต่ละรายอย่างใกล้ชิด ทำให้รู้ว่าโจทย์ของลูกค้าแต่ละรายมีความแตกต่างและหลากหลาย 

 

ดังนั้นระบบที่พัฒนาขึ้นจะต้องสามารถ Customized และสนองความต้องการเหล่านั้นได้ ซึ่งอย่างที่ทราบปัจจุบันธนาคารไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงธนาคาร แต่กำลังขับเคลื่อนบริการในมุมมองของการเป็น Banking-as-a-Service นำเสนอโซลูชันในเรื่องการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการทั้งของธุรกิจและผู้บริโภครายย่อย หรือ End-Consumers โดยใช้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่มี 

 

ทำให้ผู้ใช้งานอาจจะไม่จำเป็นต้องรู้ว่ากำลังใช้บริการของกรุงศรีในการทำธุรกรรมบนแอปพลิเคชันนั้นๆ อยู่ แต่สิ่งที่สำคัญคือประสบการณ์ที่ได้รับจากการใช้งานนั้น เป็นประสบการณ์ที่ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าแพลตฟอร์มนั้นๆ ทำให้ชีวิตของลูกค้าง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และอยากกลับเข้ามาใช้งานอีก 

 

“เมื่อประสบการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นผนวกกับฟีเจอร์และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่นำเสนออยู่ในแอป Max Me ทำให้ Max Me สามารถเป็น ‘แอปที่ทุกคนต้องมี’ ที่ตอบโจทย์ลูกค้าสมาชิก Max Card ได้”

 

Cashless Society

 

สู่เป้าหมายการเป็น Be the preferred Thai bank connecting customers’ needs across region

นิลวรรณกล่าวต่อว่า กรุงศรีได้พัฒนาและวางรากฐานทางการเงินดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเห็นว่าเทรนด์ในด้านบริการธุรกรรมการเงินได้เปลี่ยนไปแล้ว ธนาคารกลายเป็น Backbone สามารถเชื่อมต่อกันแบบออนไลน์ได้ และก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างแท้จริง

 

ภายในแผนธุรกิจระยะกลาง 3 ปี ซึ่งครอบคลุมปี 2564-2566 กรุงศรีได้ตั้งเป้าหมายสู่การเป็น Be the preferred Thai bank connecting customers’ needs across region หมายความว่า เรามุ่งหวังที่จะเป็นธนาคารที่ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจของลูกค้าทั่งทั้งอาเซียน ไม่เพียงเฉพาะในประเทศเท่านั้น 

 

ซึ่งกรุงศรีนั้นมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน ซึ่งมีทั้งธุรกิจของกรุงศรีที่ขยายไปยังต่างประเทศ และธนาคารพันธมิตรในเครือ MUFG ซึ่งปัจจุบันกรุงศรี และ MUFG มีเครือข่ายครอบคลุมถึง 9 ใน 10 ประเทศอาเซียน ทำให้กรุงศรีสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งและความเป็นเอกลักษณ์ของเราที่เป็นส่วนหนึ่งของ MUFG ในการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ที่สอดคล้องไปกับรูปแบบธุรกรรมการเงินใหม่ๆ ในปัจจุบันที่ไร้ขอบเขต

 

“บริการธุรกรรมการเงินเป็นตัวขับเคลื่อนที่จะช่วยให้การบริหารจัดการการเงินของลูกค้าเป็นไปอย่างราบรื่น โดยที่ผ่านมาเราได้สร้างรากฐานการให้บริการที่แข็งแกร่งเพื่อจะเป็นก้าวที่มั่นคงต่อไปในอนาคต

 

ในช่วงที่ผ่านมา กรุงศรีได้นำเทคโนโลยี API เข้ามาเป็นตัวช่วยในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้าและธนาคาร ทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลมีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยมากขึ้น แม้กระทั่งการโอนเงินไปต่างประเทศ ลูกค้าก็ไม่ต้องไปที่สาขาอีกต่อไป สามารถโอนผ่านโมบายแบงกิ้งได้ทันที นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐ ทำให้ยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ได้ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น หรือในมุมมองของลูกค้าที่เป็นร้านค้าก็ยังทำการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้การขายของหน้าร้าน ช่องทางออนไลน์ต่างๆ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

“ทั้งหมดนี้คือความมุ่งมั่นที่เราพยายามและจะทำอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าด้วย Digital Technology และความ Simple” นิลวรรณกล่าวทิ้งทาย

 

อ้างอิง:

The post ‘Max Solution’ และ ‘ธนาคารกรุงศรี’ ร่วมสร้างประสบการณ์ Cashless Society เต็มรูปแบบผ่าน ‘Max Me’ แอปสดใหม่ที่คุณต้องมี [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะเบื้องหลังนวัตกรรมพลิกโฉมการเงิน TrueMoney Wallet https://thestandard.co/truemoney-wallet/ Mon, 27 Dec 2021 04:40:03 +0000 https://thestandard.co/?p=576215

ในช่วงปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดของตล […]

The post เจาะเบื้องหลังนวัตกรรมพลิกโฉมการเงิน TrueMoney Wallet appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในช่วงปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดฟินเทคไทย เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดและมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ รวมถึงการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ ได้เข้ามาผลักดันการใช้อีเพย์เมนต์และการเติบโตของสังคมไร้เงินสดในวงกว้าง และหากดูปัจจัยการเจริญเติบโตแล้ว จะไม่พูดถึง TrueMoney Wallet แอปอีวอลเล็ตที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด คงเป็นไปไม่ได้

 

 

Cashless Society ไทยมีแนวโน้มการเติบโตอย่างไร

 

ณัฐวดี แซ่เอี้ย ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และนวัตกรรมทางธุรกิจของ TrueMoney เล่าให้ฟังว่า จากตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย การใช้จ่ายผ่าน E-Money หรือที่เราเรียกว่า E-Wallet ของประเทศไทยเติบโตขึ้นทุกปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลล่าสุดตั้งแต่มกราคมถึงกันยายนปีนี้ มูลค่าการเติมเงินและใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นถึงมากกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดย TrueMoney เชื่อว่าพฤติกรรมแบบ New Normal ณ ขณะนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ต่อจากนี้แนวโน้มและทิศทางการเติบโตของ E-Wallet จะยังคงอยู่และก็จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมให้ประเทศไทยเข้าใกล้การเป็น Cashless Society มากขึ้นๆ ทุกปี

 

ส่วนถ้าดูเฉพาะตัวเลขของ TrueMoney Wallet โดยเทียบจากยอด TPV หรือยอดการใช้จ่ายรวมบนแอปของปีนี้กับปีก่อนหน้า ก็มีการเติบโตมากกว่า 80% และผู้ใช้ก็เพิ่มขึ้นจาก 17 ล้าน เป็นมากกว่า 23 ล้าน ในระยะเวลาแค่ 1 ปี ซึ่งแนวโน้มก็เชื่อว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดต่อไปนับจากนี้

 

 

ปัจจัยการเติบโตของ TrueMoney Wallet ไม่ใช่แค่เพราะตลาดโต

 

สถาพร คิ้วสุวรรณสุข ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมระบบของ TrueMoney เผยว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ TrueMoney Wallet ประสบความสำเร็จและมีการเติบโตระดับ Hypergrowth ได้ทุกปีก็คือการเป็นองค์กรที่มีสปิริตการทำงานแบบ Never Give Up และยึดหลัก Customer First คือดูความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ถ้าต้องทำอะไรที่รู้ว่ายากแต่เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการและลูกค้าได้ประโยชน์ จะพยายามพัฒนาเทคโนโลยีและหาโซลูชันเพื่อทำให้ได้ ซึ่งเป็นการวัดผลความสำเร็จที่ตัวเลขผู้ใช้และความถี่ในการใช้ ไม่ใช่ที่รายได้ เป็นสิ่งที่สะท้อนจุดนี้ได้เป็นอย่างดี 

 

ในด้านการแข่งขันของตลาดก็ต้องยอมรับว่าวงการฟินเทคมีการแข่งขันสูง ใครไปข้างหน้าได้เร็วกว่าได้เปรียบ ดังนั้นการทำโปรดักต์และฟีเจอร์ใหม่ๆ ออกมาให้เร็วที่สุด และคงรักษาประสิทธิภาพของแพลตฟอร์ม ซึ่ง TrueMoney Wallet มีอยู่แล้ว จึงเป็นสิ่งที่ทีมให้ความสำคัญและก็มั่นใจ เพราะผ่านช่วงการเติบโตของจำนวนผู้ใช้แบบก้าวกระโดด รวมทั้งการทำ Scale ระบบ เพื่อรองรับ Traffic ที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณมาหลายรอบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

 

กรวุฒิ ปวิตรปก ผู้อำนวยการฝ่ายทางพาณิชย์ของ TrueMoney เห็นด้วยและเสริมว่า แอสเซนด์ มันนี่ เป็นบริษัทที่เปิดโอกาสให้ทุกคนกล้าเสนอไอเดียใหม่ๆ และทดลองลงมือทำ พร้อมปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นที่ดีและเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างเทรนด์และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ทำให้เกิด New Curve ในการเติบโต บางครั้งทีมใช้เวลากันแค่ 1-2 สัปดาห์ ในการทำแคมเปญหรือขึ้นฟีเจอร์ใหม่ๆ เรียกว่าพอมีไอเดียที่เห็นว่าเวิร์ก ก็เรียกทีมที่เกี่ยวข้องเพื่อพูดคุยและลงมือทำทันที หลักจากนั้นก็รีบนำเสียงตอบรับจากลูกค้ามาทำการพัฒนาและปรับปรุงให้ดีขึ้น

 

โดยหากย้อนดูเทรนด์การเติบโตของ TrueMoney Wallet จะเห็นว่าเป็น Pattern คล้ายกันทุกปี คือช่วงต้นปีจะมีการคิดค้นนวัตกรรมหรือไอเดียแคมเปญใหม่ๆ ส่งผลให้กราฟดีดตัวขึ้น จนอัตราการเติบโตเริ่มคงที่หรือชะลอ ซึ่งมักเป็นช่วงที่ทีมรีบทำงานร่วมกันเพื่ออ่านเทรนด์ตลาดและฟีดแบ็กลูกค้าจนหาโซลูชันในการแก้ปัญหาหรือไอเดียใหม่ๆ ได้ ส่งผลให้มักเกิดการเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงครึ่งหลังของปี

 

นวัตกรรมการเงินเปลี่ยนชีวิตผู้คนและเปลี่ยนโลก

 

ณัฐวดีกล่าวว่า แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมการเงินและบริการทางการเงินใหม่ๆ บน TrueMoney Wallet ก็คือพันธกิจของ แอสเซนด์ มันนี่ ที่ต้องการช่วยให้ทุกคนเข้าถึงนวัตกรรมทางการเงินได้ และยกระดับชีวิตของพวกเขา ลองคิดย้อนไปเมื่อ 8 ปีก่อน จะเห็นว่าไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงการทำธุรกรรมการเงินได้ง่ายๆ แบบทุกวันนี้ แต่บริษัทฯ มองเห็นและอยากช่วยคนกลุ่มนี้ที่ยังไม่มีใครมองเห็นความต้องการของพวกเขา เช่น แม่ค้าพ่อค้าที่ไม่สามารถปลีกเวลาการทำงานไปธนาคารได้ คนไม่มีบัตรเครดิตแต่ก็อยากซื้อของออนไลน์ หรือคนอาชีพอิสระที่อยากกู้เงินมาแก้ปัญหาเงินขาดมือเฉพาะหน้าแต่ก็ติดปัญหาไม่มีเอกสารรายได้ การมี Passion ที่อยากจะสร้างนวัตกรรมทางการเงินเพื่อช่วยเหลือคนเหล่านี้ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ TrueMoney Wallet เติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมา จนทุกวันนี้ไปไกลมากกว่าแค่การจ่ายเงินหรือโอนเงิน เพราะผู้ใช้สามารถกู้เงิน ฝากเงิน ซื้อประกัน และลงทุนผ่าน TrueMoney Wallet ได้แล้ว

 

นอกจากนี้ ความโดดเด่นของบริการทางการเงินบน TrueMoney Wallet คือสามารถเข้าถึงง่าย ใช้ง่าย และช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ยกตัวอย่างการเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนที่ช่วยให้มือใหม่สามารถเรียนรู้และเข้าถึงนับพันกองทุนได้ไม่จำกัดค่าย มีเงินไม่เยอะก็เริ่มลงทุนได้ หรือการเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อเก็บเงินที่ยังไม่เติมเข้าวอลเล็ตให้ได้ดอกเบี้ยก็ทำได้ง่ายๆ ผ่านแอป ซึ่งณัฐวดีเผยว่า หากไปดูตัวเลขผู้ใช้งาน เช่น บริการลงทุนในกองทุนรวม มากกว่า 70% ของคนที่มาเปิดบัญชีไม่เคยลงทุนมาก่อน และ 70% ก็เป็นคนต่างจังหวัด ตัวเลขเหล่านี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่านวัตกรรมการเงินของ TrueMoney Wallet ได้เปิดโอกาสให้คนสามารถเข้าถึงโอกาสทางการเงินมากขึ้น

 

ซึ่งถ้าถามถึงนวัตกรรมการเงินใหม่ๆ ต่อจากนี้ ณัฐวดีเล่าว่า TrueMoney Wallet เพิ่งเปิดตัวบริการจ่ายเพื่อจองซื้อหุ้น PO ของ MAKRO ไปเมื่อต้นเดือน ในปีหน้าที่จะถึงนี้ บริษัทฯ มีแผนขยายความร่วมมือกับพันธมิตรอื่นๆ เพื่อเปิดโอกาสในการชำระเงินเพื่อลงทุนในหุ้นอื่นๆ รวมทั้งกำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะเปิดให้บริการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่นๆ เพิ่มเติม ต้องรอติดตาม

The post เจาะเบื้องหลังนวัตกรรมพลิกโฉมการเงิน TrueMoney Wallet appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงศรีลุยยกระดับบริการธุรกรรมการเงินให้ตอบโจทย์โลกยุคดิจิทัล พร้อมเชื่อมโยงความต้องการของลูกค้าทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน [PR NEWS] https://thestandard.co/krungsri-cashless-society/ Mon, 20 Sep 2021 07:30:00 +0000 https://thestandard.co/?p=533937

เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในโลกยุคดิจิทัลได้ส่งผลให้พฤติกรรมข […]

The post กรุงศรีลุยยกระดับบริการธุรกรรมการเงินให้ตอบโจทย์โลกยุคดิจิทัล พร้อมเชื่อมโยงความต้องการของลูกค้าทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>

เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในโลกยุคดิจิทัลได้ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปในหลายๆ ด้าน หนึ่งในนั้นคือการทำธุรกรรมการเงินที่เข้าสู่ ‘สังคมไร้เงินสด’ หรือ ‘Cashless Society’ ที่ผู้บริโภคจะไม่ใช้เงินสดในการโอนหรือชำระค่าสินค้าอีกต่อไป แต่หันไปทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น Internet และ Mobile Banking แทน 

 

เทรนด์การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกเร่งตัวให้เร็วและแรงขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยข้อมูลของ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา พบว่า จำนวนลูกค้าบุคคลที่ใช้บริการของธนาคารผ่านช่องทางดิจิทัลปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 131% จากปี 2561 ขณะที่ลูกค้าธุรกิจก็ใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลเพิ่มขึ้นถึง 56% จากปี 2562 เช่นกัน

 

นอกจากนี้ธนาคารยังพบด้วยว่านับจากปี 2563 จนถึงเดือนมิถุนายน 2564 สัดส่วนของลูกค้าที่ใช้บริการธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลเพียงอย่างเดียวปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 33% สวนทางกับสัดส่วนลูกค้าที่ใช้บริการผ่านสาขาเพียงอย่างเดียวที่ลดลงจาก 6% เหลือเพียง 3%

 

“เราเชื่อว่าเทรนด์การทำธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีความเป็นไปได้ที่ภายใน 1-2 ปี สัดส่วนของลูกค้าที่ใช้บริการธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลเพียงอย่างเดียวจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 50%” ยิ่งลักษณ์ คงคาสัย ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกรรมการเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าว

 

Krungsri

 

เพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมและความต้องการทางการเงินของลูกค้าในยุคปัจจุบัน ยิ่งลักษณ์ ระบุว่า นับตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้มีการยกระดับบริการธุรกรรมการเงินภายใต้แนวคิด ‘ทันสมัย ครบ แตกต่าง’ โดยในแง่ความ ‘ทันสมัย’ ธนาคารได้นำเทคโนโลยีใหม่ เช่น API (Application Programming Interface) มาเชื่อมต่อการส่งข้อมูลระหว่างลูกค้ากับธนาคาร ซึ่งช่วยให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการทำธุรกรรมการเงินมาให้บริการลูกค้า

 

นิลวรรณ จีระบุญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ธุรกรรมการเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ธนาคารยังได้วางรากฐานการทำธุรกรรมดิจิทัลสำหรับลูกค้ารายย่อย ด้วยการเชื่อมโยงการทำธุรกรรมในชีวิตประจำวันของลูกค้า เช่น การเติมเงิน จ่ายบิลและช้อปปิ้งออนไลน์เข้ากับแอปพลิเคชัน KMA ของธนาคาร พร้อมขยายช่องการโอนเงินต่างประเทศ 15 สกุลหลักผ่าน KMA อีกด้วย

 

นอกจากนี้ธนาคารยังอัปเกรดบริการจ่ายเงินผ่าน QR Code ให้ครอบคลุมธุรกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยล่าสุดได้เปิดตัวนวัตกรรมบริการ cross-border QR payment ระหว่างไทยและอินโดนีเซีย จากที่ก่อนหน้านี้ได้เปิดบริการดังกล่าวระหว่างไทยกับญี่ปุ่นไปแล้ว

 

นิลวรรณ กล่าวว่า ภายใต้นวัตกรรมดังกล่าว ลูกค้าคนไทยจะสามารถใช้ KMA สแกน QR ของร้านค้าเพื่อจ่ายค่าสินค้าและบริการในอินโดนีเซียได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งลูกค้าจะเห็นยอดการชำระเงินเป็นสกุลเงินบาท รู้อัตราแลกเปลี่ยนทันทีด้วยอัตราพิเศษกว่าการชำระด้วยบัตรเครดิต

 

ในทางกลับกันลูกค้าของธนาคารในอินโดนีเซียก็สามารถใช้โมบายล์แอปพลิเคชันที่ร่วมให้บริการในการสแกนจ่ายค่าสินค้าและบริการต่างๆ ในประเทศไทยได้ด้วยเช่นกัน ทำให้การทำธุรกรรมข้ามประเทศเป็นเรื่องง่าย สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีขึ้น และธนาคารกำลังมีแผนในการเชื่อมต่อธุรกรรมข้ามประเทศนี้ให้ครอบคลุมหลากหลายประเทศในอาเซียน ตอกย้ำพันธกิจของกรุงศรีที่มุ่งเชื่อมโยงและตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วอาเซียน

 

อีกหนึ่งเรื่องที่กรุงศรีได้ทำไปแล้วในปีที่ผ่านมา คือการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐให้บริการยื่นหักภาษี ณ ที่จ่ายแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าได้อย่างมาก

 

สำหรับแผนการยกระดับบริการในปีนี้ นิลวรรณ ระบุว่า ธนาคารจะมุ่งต่อยอดบริการธุรกรรมการเงินในประเทศสำหรับลูกค้าธุรกิจรายย่อยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่น การเพิ่มช่องทางรับเงินจากการขายผ่านเว็บ รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันกรุงศรี บิซ มั่งมี และ กรุงศรี มั่งมี ช้อป สำหรับร้านค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งจะช่วยให้ร้านค้ารับชำระเงินผ่าน QR Code ได้เลยโดยไม่ต้องมาสมัครที่สาขาธนาคาร

 

“ในกรณีของลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ ธนาคารได้ขยายบริการจากการเป็นตัวกลางการโอนเงินจ่ายเงินไปให้ครอบคลุมถึงการบริหารการซื้อขาย จัดการข้อมูลบัญชี และเชื่อมต่อข้อมูลไปยังระบบภาษีเชื่อมต่อกับภาครัฐอีกด้วย จะเห็นว่าเราสามารถยกระดับบริการให้ลูกค้าได้ ‘ครบ’ และ ‘ครอบคลุมทุกกลุ่ม’ นิลวรรณ กล่าว

 

ในด้านความ ‘แตกต่าง’ ของบริการ ยิ่งลักษณ์ ระบุว่า กรุงศรีจะใช้เครือข่ายของ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) ที่มีอยู่ในกว่า 50 ประเทศทั่วโลกมาผนวกกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยของธนาคารในการให้บริการธุรกรรมระหว่างประเทศแบบเรียลไทม์ท่ีแม่นยําและตรวจสอบได้ทันที โดยนอกจากบริการธุรกรรมการเงินแล้ว MUFG ยังสามารถเติมเต็มบริการด้านอื่นๆ เช่น การให้คำปรึกษาการลงทุนและการจับคู่ธุรกิจให้กับลูกค้าได้อีกด้วย

 

“เราเชื่อว่าปริมาณธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะเพิ่มสูงขึ้นหลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลายลง การมีเครือข่ายของ MUFG คอยสนับสนุนจะช่วยให้บริการของเรามีความแตกต่าง โดยกรุงศรีมีเป้าหมายระยะกลางที่จะเป็นสถาบันการเงินไทยที่เป็นที่หนึ่งในใจลูกค้า พร้อมเชื่อมโยงความต้องการของลูกค้าทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนภายในปี 2566 และแนวคิด ทันสมัย ครบ และ แตกต่าง ของธุรกรรมการเงิน ก็จะเป็นฟันเฟืองให้ธนาคารก้าวไปยังเป้าหมายนี้ได้” ยิ่งลักษณ์ กล่าว

The post กรุงศรีลุยยกระดับบริการธุรกรรมการเงินให้ตอบโจทย์โลกยุคดิจิทัล พร้อมเชื่อมโยงความต้องการของลูกค้าทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘6 เมกะเทรนด์’ เปลี่ยนระบบการชำระเงินโลกในอีก 5 ปีข้างหน้า https://thestandard.co/6-mega-trend-of-payment-system/ Fri, 23 Jul 2021 11:15:58 +0000 https://thestandard.co/?p=516582 payment system

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดส่งผลให้อุตสาหกรรมธุรกิจบ […]

The post ‘6 เมกะเทรนด์’ เปลี่ยนระบบการชำระเงินโลกในอีก 5 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
payment system

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดส่งผลให้อุตสาหกรรมธุรกิจบริการทางการเงินยิ่งต้องเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัลให้เร็วขึ้น เพราะในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ผู้ใช้บริการทั่วโลกต่างหันมาใช้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) แทบจะเต็มรูปแบบจนปริมาณธุรกรรมเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้หลายประเทศก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) หรือใช้ Less Cash กันมากขึ้นในเวลานี้ 

 

ทั้งนี้รายงาน Payment 2025 & Beyond ของ PwC ได้คาดการณ์ 6 เมกะเทรนด์ที่จะเข้ามาพลิกโฉมระบบการชำระเงินโลกในอีก 5 ปีข้างหน้าไว้อย่างน่าสนใจ ดังต่อไปนี้ 

 

  1. การเข้าถึงบริการทางการเงินและความไว้วางใจ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นความพยายามของผู้นำประเทศหลายแห่งในการขับเคลื่อนการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำให้กับประชาชนที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงระบบการเงิน หรือไม่มีบัญชีธนาคาร ยกตัวอย่างในประเทศไทยของเราเองมีระบบพร้อมเพย์ ที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถบริหารจัดการธุรกรรมทางการเงินของตัวเองได้ ผ่านบัญชีหรือกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน เบอร์โทรศัพท์มือถือ หรืออีเมล เป็นต้น

 

นอกจากนี้การขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมระบบการชำระเงินให้ไปไกลกว่าเดิม เพราะปัจจุบันคนจำนวนมากสามารถเข้าถึงสมาร์ทโฟน ทำให้คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือมีฐานะยากจน สามารถมีโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินได้ โดยภายในปี 2566 การเข้าถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลกจะมากถึง 80% นำโดยตลาดเกิดใหม่อย่างอินโดนีเซีย ปากีสถาน และเม็กซิโก

 

อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางยังคงต้องมีบทบาทในการกำกับดูแลความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และสร้างเสถียรภาพของระบบการชำระเงินเพื่อสร้างความเชื่อมั่นจากผู้ใช้บริการโดยรวม

 

  1. สกุลเงินดิจิทัลกำลังมา

กระแสของสกุลเงินดิจิทัลทั้งที่ออกโดยธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currencies: CBDCs) และคริปโตเคอร์เรนซีของภาคเอกชนจะยิ่งเข้ามามีบทบาทต่อระบบสถาบันการเงินและการชำระเงินในระยะข้างหน้า โดยรายงาน PwC Global CBDC Index 2021 ระบุว่า 60% ของธนาคารกลางทั่วโลกในปัจจุบันกำลังศึกษาการพัฒนาเงินสกุลดิจิทัลทั้งในรูปแบบการใช้งานธุรกรรมระหว่างธนาคาร (Wholesale CBDCs) และการใช้งานสำหรับธุรกรรมรายย่อยของภาคธุรกิจและประชาชน (Retail CBDCs) หรือโครงการสกุลเงินดิเอม (หรือเดิมเรียกว่า ลิบรา) ของ Facebook ที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญกันอยู่ในขณะนี้ นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนอาจจะมีการใช้สกุลเงินหยวนดิจิทัล (Digital Renminbi) หรืออีหยวน เป็นครั้งแรก ณ การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในปีหน้า

 

  1. จับตากระเป๋าเงินดิจิทัล 

รายงานของกลุ่มเทคโนโลยีบริการทางการเงิน FIS ระบุว่า ธุรกรรมผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลทั่วโลกนั้นเติบโตถึง 7% ในปีที่ผ่านมา และคาดภายในปี 2567 การชำระค่าสินค้าและบริการผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลจะคิดเป็นมากกว่าครึ่งของการชำระเงินแบบ E-Payment ทั่วโลก ตามการใช้งานของผู้บริโภคที่จะยิ่งหันมาใช้ QR Code แทนการใช้เงินสดหรือบัตรในการชำระค่าสินค้าและบริการ และเพื่อตอบรับเทรนด์ดังกล่าว ธนาคารและบริษัทบัตรเครดิตจะต้องร่วมมือกันเพื่อลงทุนในธุรกิจกระเป๋าเงินดิจิทัลเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มในการชำระเงินที่อาจเข้ามาแทนที่รูปแบบการชำระเงินแบบเดิมด้วย ในระยะถัดไป การลงทุนในเทคโนโลยีบนมือถือจะขยายรูปแบบจากการชำระเงินรายย่อยไปสู่การชำระเงินแบบธุรกิจสู่ธุรกิจมากขึ้น รวมไปถึงการเปลี่ยนสู่ดิจิทัลของระบบซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง

 

  1. สนามรบการชำระเงินที่เปลี่ยนไป

กระแสของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการชำระเงินด้วยบัตรไปสู่กระเป๋าเงินดิจิทัลที่ว่านี้ จะส่งผลให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการบัตรเครดิตต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกันมากขึ้น เช่น ต้องพัฒนาไปสู่ Open Banking หรือการที่ผู้ให้บริการทางการเงินเปิดเผยข้อมูลการเงินของลูกค้าของตนให้กับบุคคลที่สาม (Third-party providers: TPPs) ซึ่งต้องผ่านการยินยอมจากลูกค้าผู้เป็นเจ้าของบัญชีก่อน และในขณะเดียวกันต้องทำการจัดจ้างระบบคลาวด์และโครงสร้างพื้นฐานด้านแพลตฟอร์มจากภายนอกเข้ามาช่วยหนุนโครงสร้างพื้นฐานของการชำระเงินภายในองค์กร เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าในการนำเสนอสินค้าและบริการที่แตกต่าง อีกทั้งตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ปรับสู่ดิจิทัลมากขึ้น

 

  1. ก้าวสู่การชำระเงินข้ามพรมแดน 

ในโลกดิจิทัลที่ธุรกรรมทางการเงินสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำลง ทำให้นวัตกรรมการชำระเงินระหว่างประเทศพัฒนาขึ้นไปด้วย โดยล่าสุด ประเทศสิงคโปร์ได้จับมือกับประเทศไทยเพื่อทำเชื่อมโยงระบบการชำระเงินของประเทศร่วมกัน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถโอนเงินระหว่างประเทศได้แบบเรียลไทม์ผ่านการใช้เบอร์โทรศัพท์มือถือ ในระยะต่อไปเราคงจะได้เห็นการผลักดันนวัตกรรมการชำระเงินระหว่างประเทศและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยยกระดับการบูรณาการทางการเงินขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน

 

  1. อาชญากรรมทางการเงินจะผุดเป็นดอกเห็ด 

ความเสี่ยงของการเกิดอาชญากรรมทางไซเบอร์ อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในช่วงการแพร่ระบาดของโควิดได้ปรับตัวสูงขึ้น โดยผลสำรวจของเราพบว่า ความปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นความกังวลเป็นอันดับต้นๆ ที่สถาบันการเงิน ฟินเทค และธุรกิจด้านสินทรัพย์ทั่วโลกคำนึงถึงเมื่อต้องกำหนดกลยุทธ์ทางเทคโนโลยี ดังนั้นธนาคารผู้ให้บริการระบบการชำระเงินและหน่วยงานกำกับดูแล จะต้องทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันการฉ้อโกงและการฟอกเงิน โดยจะต้องเข้าใจความเสี่ยงและกำหนดมาตรการในการรักษาความปลอดภัยของระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความรัดกุม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะได้รับประโยชน์ ซึ่งนี่ถือเป็นความท้าทายของทุกฝ่ายในการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า

 

สุดท้ายเมกะเทรนด์เหล่านี้ถือเป็นความท้าทายใหม่ๆ ที่ผู้เล่นในอุตสาหกรรมธุรกิจบริการทางการเงินจะต้องเผชิญและต้องตามให้ทันการเปลี่ยนแปลง ผู้ประกอบการรายใดที่สามารถกำหนดกลยุทธ์ได้เฉียบคมและเห็นโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและพัฒนาธุรกิจของตัวเองอย่างสร้างสรรค์ ก็จะไม่พลาดโอกาสในการดึงพันธมิตรใหม่ๆ เข้ามาเสริมศักยภาพการแข่งขันท่ามกลางสภาวะตลาดที่นับวันจะยิ่งทวีความร้อนแรงมากขึ้น 

 

 

อ้างอิง:

The post ‘6 เมกะเทรนด์’ เปลี่ยนระบบการชำระเงินโลกในอีก 5 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ควักเงินสดมันเจ็บปวด รูดก่อนจ่ายทีหลังสบายใจกว่า รู้จักอาการ ‘เจ็บปวดจากการจ่าย’ พร้อมวิธีง่ายๆ ในการเซฟเงิน https://thestandard.co/pain-of-paying/ Fri, 13 Sep 2019 12:36:49 +0000 https://thestandard.co/?p=287149 Pain of paying

เวลาไปซื้อของแล้วจ่ายด้วยบัตรเครดิต ความรู้สึกแตกต่างจา […]

The post ควักเงินสดมันเจ็บปวด รูดก่อนจ่ายทีหลังสบายใจกว่า รู้จักอาการ ‘เจ็บปวดจากการจ่าย’ พร้อมวิธีง่ายๆ ในการเซฟเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pain of paying

เวลาไปซื้อของแล้วจ่ายด้วยบัตรเครดิต ความรู้สึกแตกต่างจากการจ่ายด้วยเงินสดกันไหมคะ 

 

หลายคนอาจรู้สึกว่าเวลาใช้บัตรเครดิตจ่ายเงินแล้วทำให้ใช้เงินง่าย ไม่ค่อยเจ็บปวดเท่าไร แต่พอต้องควักเงินสดออกจากกระเป๋าสตางค์จะแอบมีความรู้สึกเจ็บปวดบางอย่าง มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกายแบบเดินสะดุดหกล้ม แต่เป็นความรู้สึกปวดใจ ทั้งๆ ที่เป็นเงินมูลค่าเท่ากัน

 

ตัวอย่างเช่น เราเพิ่งซื้อรองเท้ากีฬาราคาประมาณ 3,000 บาท โดยใช้บัตรเครดิตในการซื้อ ลองจินตนาการว่าถ้าเราจ่ายเงินสดโดยหยิบแบงก์พันจำนวน 3 ใบออกจากกระเป๋าเงินส่งให้คนขาย เราคงต้องรู้สึกปวดใจอยู่ไม่น้อย แล้วก็อาจจะถามตัวเองระหว่างที่นับเงินว่าเราคิดดีแล้วใช่ไหมที่ซื้อไป หรือจะใช้คู่เก่าไปก่อนดี

 

แต่พอเราใช้บัตรเครดิตกลับไม่ค่อยรู้สึกปวดใจ แถมยังดีใจที่ได้รองเท้าคู่ใหม่มาใส่วิ่งออกกำลังกาย 

 

หากใครรู้สึกคล้ายๆ กัน ในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมีคำอธิบายเรื่องความรู้สึกเจ็บปวดจากการจ่าย (Pain of paying) มาเล่าให้ฟัง 

 

หนังสือเรื่อง Small Change: Money Mishaps and How to Avoid Them ของ แดน อารีลีย์ และเจฟฟ์ ไครส์เลอร์ ได้อธิบายถึงความรู้สึกเจ็บปวดเวลาจ่าย หรือ Pain of paying เอาไว้ว่ามันเป็นความรู้สึกเวลาที่เราคิดถึงการต้องเสียเงินไป โดยความเจ็บปวดนี้มาจากความคิดของเราเกี่ยวกับการจ่ายเงิน ยิ่งเราคิดถึงมันมากเท่าไร ความเจ็บปวดก็มากขึ้นเท่านั้น และความเจ็บปวดนี้อาจทำให้เรารู้สึกว่าความสุขที่ได้จากการซื้อของชิ้นนั้นลดลงไปได้ด้วย

 

สิ่งที่ทำให้เกิด Pain of paying มากหรือน้อยมีอยู่ 2 ปัจจัยคือ 

 

1. Time หรือระยะห่างระหว่างช่วงเวลาที่เงินออกจากกระเป๋ากับเวลาที่ได้รับสิ่งของที่เราซื้อมา 

 

2. Attention หรือความชัดเจนของเหตุการณ์ที่เราเห็นตอนจ่ายเงิน 

 

เวลาที่เราใช้บัตรเครดิต สังเกตได้ว่า Time จะยาว คือได้ของมาใช้เลย แต่กว่าจะจ่ายเงินก็ต้องรอรอบตัดบัตรเครดิตอีกสักพัก และ Attention จะต่ำ คือเหตุการณ์ตอนจ่ายเงินเกิดขึ้นรวดเร็ว ยิ่งปัจจุบันนี้สามารถใช้บัตรหรือมือถือแตะกับเครื่องแบบ Contactless ก็แทบจะไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าได้ใช้เงินไป เรียกได้ว่าอารมณ์ของเราถูกแยกจากเงินของเราไปด้วยความรวดเร็ว (Emotional detachment) 

 

ในทางกลับกัน เวลาที่เราใช้เงินสด Time จะสั้น คือจ่ายเงินทันทีเพื่อแลกของมา และ Attention จะสูง เช่น ตอนที่ต้องค่อยๆ นับเงิน กลัวแบงก์จะติดกันและจ่ายเงินเกิน รอรับเงินทอน นับเงินทอนว่าครบไหม และเก็บกลับเข้ากระเป๋าไป 

 

บางครั้งที่เรามี Pain of paying ต่ำๆ จากการใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตก็อาจจะส่งผลให้วันที่ถูกเรียกเก็บเงินจากบัตรเครดิตเป็นวันที่เราเพิ่งมารู้ตัวว่าใช้เงินเพลินไปหน่อย 

 

สำหรับการใช้ชีวิตในยุคสังคมไร้เงินสด (Cashless society) หนทางการเพิ่ม Pain of paying ที่มีประสิทธิภาพอาจจะไม่ใช่การกลับไปใช้เงินสด เพราะจริงๆ แล้วการใช้บัตรก็มีข้อดีอยู่มาก เช่น ปลอดภัยกว่าเวลาถูกขโมย มีหลักฐานในการใช้จ่าย สามารถย้อนดูได้ว่าเราใช้เงินไปกับอะไรบ้าง 

 

สำหรับคนที่อยากเพิ่ม Pain of paying เราขอแบ่งเทคนิคตามสุขภาพการเงินออกเป็น 2 กลุ่มคือ 1. กลุ่มสุขภาพการเงินปกติ และ 2. กลุ่มสุขภาพการเงินเริ่มไม่ปกติ

 

สำหรับกลุ่มสุขภาพการเงินปกติดี เป็นกลุ่มที่คิดว่าใช้บัตรเครดิตได้ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าอยากเพิ่ม Pain of paying เพื่อที่จะได้ใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น เทคนิคที่สามารถทำได้คือการตั้ง SMS Alert ทุกครั้งที่ใช้จ่ายเพื่อเพิ่ม Attention ซึ่งนอกจากจะทำให้เห็นว่ามีการใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงๆ แล้วยังเพิ่มความปลอดภัย เวลามีใครแอบนำบัตรไปใช้ก็จะได้รู้ตัวไวด้วย โดยสามารถทำควบคู่ไปกับการตั้งวงเงินบัตรเครดิตที่คิดว่าพอเหมาะกับการใช้จ่ายในแต่ละรอบ 

 

โดยทั่วไปวงเงินบัตรเครดิตจะสูงกว่าเงินเดือนทั้งเดือน ถ้าใครกลัวเงินเดือนออกแล้วจ่ายไม่ไหวก็ไปขอลดวงเงินได้ และบางเดือนที่ต้องการซื้อของชิ้นใหญ่หรือเดินทางไปท่องเที่ยวก็ค่อยไปเพิ่มวงเงินกลับมาชั่วคราวได้ 

 

สำหรับกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่สุขภาพการเงินเริ่มไม่ปกติ เช่น เริ่มจ่ายค่าบัตรเครดิตไม่ไหวและคิดว่าอยากลดการใช้บัตรเครดิต วิธีเพิ่ม Pain of paying ของคนกลุ่มนี้สามารถทำได้โดยการเปลี่ยนมาใช้บัตรเดบิต ซึ่งมีลักษณะคล้ายเงินสดมากกว่าบัตรเครดิต เนื่องจากเราต้องมีเงินก่อนจึงจะใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตได้ และการจ่ายแต่ละครั้งมี Time ที่สั้นลง เพราะต้องจ่ายเงินออกไปเลยเพื่อแลกของมา 

 

เทคนิคเพิ่มเติมคือให้โอนเงินเข้ามาในบัตรเดบิตในจำนวนแค่พอใช้ในแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละเดือน แล้วค่อยๆ ใช้จากยอดที่ตั้งไว้ ก็จะช่วยให้จัดการค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น

 

หากใครอยากโอนเข้ารายสัปดาห์ ขอแนะนำให้โอนเข้าทุกวันจันทร์ และหลีกเลี่ยงการโอนเข้าทุกวันศุกร์ เพราะว่าอาจจะใช้เพลินในช่วงสุดสัปดาห์จนทำให้เงินไม่พอใช้ได้ 

 

สรุปก็คือเจ็บวันนี้น่าจะดีกว่าเจ็บตอนเห็นยอดบิลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากบัตรเครดิตแล้วจ่ายไม่ไหว เพิ่ม Pain of paying บ้างก็น่าจะดีต่อสุขภาพการเงินในระยะยาว

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

  • Ariely, D. and Silva, J., 2002. Payment method design: Psychological and economic aspects of payments. Center for e-Business MIT, Paper, 196, pp.68-73.
  • Ariely, D. and Kreisler, J., 2018. Small Change: Money Mishaps and how to Avoid Them. Pan Macmillan
  • งาน Behavioural Exchange 2019, London

The post ควักเงินสดมันเจ็บปวด รูดก่อนจ่ายทีหลังสบายใจกว่า รู้จักอาการ ‘เจ็บปวดจากการจ่าย’ พร้อมวิธีง่ายๆ ในการเซฟเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีซ่าเผย E-Payment เติบโตต่อเนื่อง กลุ่มตัวอย่าง 85% ต้องการจ่ายเงินทุกอย่างจบในแอปฯ เดียว https://thestandard.co/visa-consumer-payment-attitudes-study-2018/ Wed, 03 Apr 2019 08:42:36 +0000 https://thestandard.co/?p=231606 visa

สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประเทศไทย ให้ข้อมูล […]

The post วีซ่าเผย E-Payment เติบโตต่อเนื่อง กลุ่มตัวอย่าง 85% ต้องการจ่ายเงินทุกอย่างจบในแอปฯ เดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
visa

สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประเทศไทย ให้ข้อมูลผลการสำรวจ ‘VISA: Consumer Payment Attitudes Study 2018’ ซึ่งเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง 4,000 คนจาก 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน สะท้อนทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อการชำระเงินในรูปแบบต่างๆ สำหรับประเทศไทยถือเป็นตลาดที่ศักยภาพสูงของวีซ่า เนื่องจากประชาชนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ถึง 82% โดยที่จำนวนโทรศัพท์มือถือมีมากถึง 133% ของประชากรไทยทั้งหมด ระดับการเข้าถึงโซเชียลเน็ตเวิร์กอยู่ที่ 71%

 

แม้ผู้บริโภคชาวไทยจะคุ้นเคยกับโลกดิจิทัลอยู่แล้ว แต่วีซ่าชี้ว่า 76% ของกลุ่มตัวอย่างยังใช้จ่ายเงินสดสำหรับการใช้จ่ายส่วนบุคคลอยู่ ทั้งที่ระดับการเข้าบริการทางการเงินของธนาคารสูงถึง 83% จึงถือว่ามีโอกาสในการขยายการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Payment) ที่จะขยายตัวอีกมาก ที่ผ่านมาวีซ่าพยายามผลักดันเรื่องการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดทั่วประเทศ นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้สำหรับการโอนเงินระหว่างประเทศของกลุ่มลูกค้าองค์กร ซึ่งเป็นความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการทดลองในแซนด์บ็อกซ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย และคาดว่าจะนำออกใช้ได้จริงเร็วๆ นี้

 

จากการศึกษาข้างต้น พบว่ากลุ่มตัวอย่างยังนิยมใช้เงินสดถึง 92% ซึ่งสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นจากการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และผู้บริโภคชาวไทยยังนิยมการชำระเงินสดเมื่อได้รับสินค้า (Cash on delivery) อยู่ ขณะที่การใช้จ่ายในรูปแบบชำระเงินบนแอปพลิเคชัน (In-App Mobile) ขยายตัวแตะ 57% สอดคล้องกับแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงบริการรูปแบบออนดีมานด์ที่เติบโต การชำระเงินด้วยการแตะบัตร (Contactless Card) อยู่ที่ 35% การชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด 32% การชำระเงินด้วยการแตะโทรศัพท์มือถือ (Mobile Contactless) 32% และการโอนเงินระหว่างบุคคล (Peer-to-peer) เช่น บริการพร้อมเพย์อยู่ที่ 18%

 

กลุ่มตัวอย่างชาวไทย ระบุว่าปัจจุบันคนพกเงินสดติดตัวน้อยลงเนื่องจากการใช้งานคิวอาร์โค้ด และบริการที่อำนวยความสะดวกในการชำระเงินที่หลากหลาย ทำให้หันมาใช้บริการรูปแบบอื่นแทนเงินสดมากขึ้น 62% ของกลุ่มตัวอย่างให้ความเห็นว่าสามารถใช้ชีวิตทั้งวันได้โดยไม่ใช้เงินสด ขณะที่กลุ่มตัวอย่าง 10% มองว่าสามารถใช้ชีวิตโดยปราศจากเงินสดได้ 1 เดือนเต็มหรือนานกว่านั้น ปัจจัยที่เป็นตัวเร่งของการใช้งาน E-Payment คือ ไว้ใจเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น สะดวกสบาย และสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายตามต้องการได้ เนื่องจากปัจจุบันบัตรเครดิตและบัตรเดบิตสามารถกำหนดได้ด้วยทั้งวงเงินและหมวดหมู่ของสินค้าที่จะซื้อได้แล้ว

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ 85% ของกลุ่มตัวอย่างต้องการให้มีแอปพลิเคชันเพียงแอปฯ เดียวที่สามารถชำระเงินค่าสินค้าและบริการทุกประเภทได้ ซึ่งในปัจจุบัน 60% ของกลุ่มตัวอย่างมีกระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Wallet) 1-2 แอปฯ อยู่แล้ว นอกจากนี้ การชำระเงินด้วยการแตะบัตรหรืออุปกรณ์ในการชำระเงิน (Contactless Payment) เป็นแนวทางการชำระเงินที่สำคัญของโลกในอนาคต ซึ่งสถาบันการเงินในขณะนี้จะเน้นเรื่องดังกล่าวทั้งระบบ เพื่อผลักดัน ‘Open Loop Payment’ ที่สามารถแตะบัตรเพื่อชำระสินค้า บริการ และขนส่งสาธารณะได้อัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องพกบัตรหรืออุปกรณ์ที่จำกัดเฉพาะการใช้งานในแพลตฟอร์มนั้นๆ

 

แม้กลุ่มตัวอย่างชาวไทยตระหนักรู้เรื่องการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดมากขึ้นถึง 93% และ 74% สนใจเรื่องการจ่ายเงินด้วยวิธีการดังกล่าว แต่การใช้งานคิวอาร์โค้ดเพื่อชำระเงินจริงนั้นยังอยู่ในระดับ 35% เท่านั้น จึงยังมีโอกาสในการผลักดันเรื่องดังกล่าวอีกมาก ขณะที่การซื้อของออนไลน์เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด พบว่ากลุ่มตัวอย่าง 8% จะซื้อสินค้าออนไลน์ทุกวันผ่านโทรศัพท์มือถือ 21% จะซื้อสินค้าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และ 15% ของกลุ่มตัวอย่างจะซื้อสินค้าออนไลน์เดือนละ 1 ครั้ง

 

สำหรับความกังวลของผู้ที่ทำธุรกิจเรื่องการถูกตรวจสอบโดยภาครัฐเมื่อใช้ E-Payment นั้น สุริพงษ์ให้ความเห็นว่ารูปแบบการชำระเงินของผู้คนทั่วโลกจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ E-Payment มากยิ่งขึ้น รวมทั้งความสะดวกจากการแตะบัตรหรืออุปกรณ์เพื่อชำระเงินจะมีบทบาทมากขึ้น ร้านค้าที่มีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลายจะได้เปรียบกว่าร้านที่รับชำระเงินด้วยเงินสดเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะเป็นผลดีกับยอดขาย และความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post วีซ่าเผย E-Payment เติบโตต่อเนื่อง กลุ่มตัวอย่าง 85% ต้องการจ่ายเงินทุกอย่างจบในแอปฯ เดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เรื่องเงินต้องเป็นเรื่องง่าย’ กรุงศรีย้ำความใส่ใจลูกค้าทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ ผ่านหนังโฆษณาตัวล่าสุด B E S T F R I E N D [Advertorial] https://thestandard.co/krungsri-best-friends/ https://thestandard.co/krungsri-best-friends/#respond Thu, 14 Feb 2019 10:00:02 +0000 https://thestandard.co/?p=198903

เรากำลังก้าวเข้าสู่สังคม 4.0, สมาร์ท, ดิจิทัล, ออนไลน์ […]

The post ‘เรื่องเงินต้องเป็นเรื่องง่าย’ กรุงศรีย้ำความใส่ใจลูกค้าทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ ผ่านหนังโฆษณาตัวล่าสุด B E S T F R I E N D [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

เรากำลังก้าวเข้าสู่สังคม 4.0, สมาร์ท, ดิจิทัล, ออนไลน์ เพื่อความทันสมัย สะดวก และรวดเร็ว คำว่า Cashless Society หรือสังคมไร้เงินสด ที่เคยดูเป็นเรื่องล้ำๆ ไกลตัว ก็กลายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตแล้ว และมีแนวโน้มจะขยายวงกว้างไปได้ครอบคลุม สมาร์ทโฟนกลายเป็นกระเป๋าสตางค์ที่สามารถทำธุรกรรมการเงินทุกอย่างได้ จะซื้อของออนไลน์ผ่านแอปฯ ก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที หรือแม้กระทั่งไปเดินตลาดนัด กินอาหารตามสั่ง ก็สามารถจ่ายผ่าน QR Code ได้อย่างง่ายดาย

 

 

ด้วยพฤติกรรมนี้ ทำให้เราได้ยินกระแสข่าวที่ว่าธนาคารกำลังลดสาขา ลดพนักงาน ลดตู้ ATM หรือแม้กระทั่งยกเลิกการทำธุรกรรมทางการเงินที่สาขา เพื่อผลักดันให้ทุกคนก้าวสู่ยุคของสังคมไร้เงินสดอย่างเต็มตัว แต่ว่าสิ่งที่น่าสนใจคือคำถามที่ว่า สังคมไร้เงินสดเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคนจริงหรือ จริงหรือที่สาขาธนาคารและตู้ ATM จะกลายเป็นสิ่งไม่จำเป็น

 

แน่นอนว่ายังมีกลุ่มลูกค้าที่เราอาจจะต้องคำนึงถึงไม่น้อย อยากให้ลองนึกถึงภาพคุณตาคุณยายที่ยังสะดวกและสบายใจในการพกเงินสดไปฝากเองที่ธนาคาร หรือคุณลุงคุณป้าที่อยู่ต่างจังหวัดไม่ถนัดใช้สมาร์ทโฟนไม่คุ้นเคยกับการใช้แอปฯ การโอนเงินผ่านตู้ ATM ก็ยังเป็นวิธีที่พวกเขาสะดวกและรู้สึกอุ่นใจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลามีปัญหาเรื่องการใช้งานหรือต้องการคำแนะนำ เราย่อมต้องการคำอธิบายจากมนุษย์จริงๆ ที่มีน้ำเสียง แววตา ท่าทาง คอยมาช่วยเหลือและดูแลกัน

 

เราได้เห็นอีกหนึ่งสัญญาณว่า ยังคงมีธนาคารที่เล็งเห็นและมองได้ครอบคลุม ในการเลือกจะมีสาขาไว้สำหรับให้บริการ แน่นอนว่าไม่เพียงแค่กลุ่มลูกค้าสูงวัยเท่านั้นที่ยังคงต้องการการใช้บริการสาขาอยู่ ในหลายๆ ธุรกรรมทางการเงิน ยกตัวอย่างธนาคารกรุงศรี ที่มีการปล่อยแคมเปญ #กรุงศรีอยู่นี่นะ ที่น่าจะเป็นการชี้ชัดในเชิงนโยบายว่า ธนาคารกรุงศรี ยังคงมีการมองเห็นความสำคัญของลูกค้าในทุกกลุ่มเป้าหมาย เพราะไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน เรื่องเงินต้องเป็นเรื่องง่าย และไม่ใช่แค่ง่ายกับแค่คนบางกลุ่ม แต่ต้องง่ายสำหรับคนทุกกลุ่มที่ต้องการความสะดวกสบายในทุกเวลา และทุกรูปแบบของการใช้ชีวิต

 

สิ่งที่เราเซอร์ไพรส์สำหรับแคมเปญนี้คือ นอกจากจะไม่ยอมลดความสะดวกของลูกค้าแล้ว ยังจะเพิ่มและขยายทุกช่องทางให้หลากหลายและมากขึ้น ใครยังสะดวกไปใช้บริการที่สาขา ไปได้เหมือนเดิม ยังคงมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำและแก้ปัญหาต่างๆ สำหรับเรื่องตู้ ATM มีการเพิ่มจำนวนเพื่อไว้สำหรับบริการกดเงินสดใช้ได้ทุกที่ และในกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความสะดวก ก็ใช้บริการผ่าน Krungsri Mobile Application ที่มีฟังก์ชันตั้งแต่เรื่องเบสิกอย่าง ฝาก ถอน โอน จ่าย สมัครบัตรเครดิต สมัครสินเชื่อ หรือซื้อขาย สับเปลี่ยนกองทุน

 

จากแคมเปญนี้ ทำให้เราถอดรหัสในการบริการลูกค้าของธนาคารกรุงศรีได้คือ การใส่ใจรอบด้าน ให้บริการได้ครบทุกกลุ่มเป้าหมาย แน่นอนว่าสิ่งที่เรายังต้องเรียนรู้ไปกับการเติบโตของยุคเทคโนโลยีคือ ความหลากหลายของผู้ใช้บริการออนไลน์และออฟไลน์ ควรถูกพัฒนาไปพร้อมๆ กัน เรายังต้องการความเข้าใจของมนุษย์ และเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีก็ทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายได้เช่นกัน แต่หากเรามีทางเลือกที่หลากหลายในการใช้บริการ ย่อมดีกว่าเป็นไหนๆ เมื่อแกนหลักของแคมเปญนี้น่าสนใจแล้ว สิ่งที่เราจะไม่พูดถึงไม่ได้คงเป็นหนังโฆษณาที่ปล่อยออกมา

 

จากแคมเปญสู่หนังสั้นน้ำดี B E S T F R I E N D

ลืมหนังโฆษณาที่น่าเบื่อเน้นขายของไปเลย เพราะนี่คือหนังสั้นร่วมสมัยที่สะท้อนมุมมองของคนยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันมากขึ้น หนังสั้นเรื่องนี้มีความน่าสนใจตรงที่ ธนาคารกรุงศรีได้เล่าเรื่องผ่านจอย’ (ใบเตย สุวพิชญ์) ผู้หญิงที่ต้องการหาสิ่งเข้ามาเติมเต็มชีวิตเพื่อน’ (สกาย วงศ์รวี) หุ่นยนต์ AI ที่ทำได้ทุกอย่างเกือบเหมือนมนุษย์ และอุ่น’ (โทนี่ รากแก่น) เพื่อนข้างบ้านที่แอบหลงรักจอย เป็นการใช้นักแสดงรุ่นใหม่ที่มีคาแรกเตอร์เด่นตามตัวตนของเขาจริงๆ เราจะสัมผัสได้ถึงความทันสมัยและเข้าถึงได้แบบง่ายๆ

 

 

B E S T F R I E N D สร้างความเข้าใจถึงแคมเปญ #กรุงศรีอยู่นี่นะ ที่อยากบอกเล่าเรื่องความใส่ใจทั้งด้านออนไลน์และออฟไลน์ของธนาคารได้กลมกล่อมและเฉียบแหลม มาดูกันว่าความสัมพันธ์ของ 2 คน กับ 1 หุ่นยนต์จะเป็นอย่างไร หุ่นยนต์จะเติมเต็มชีวิตของเธอได้ตามที่หวังไว้หรือเปล่า หรือเพื่อนข้างบ้านที่พร้อมอยู่ข้างๆ เธอจะเป็นคนที่เข้าใจเธอที่สุด

 

 

หลายคนน่าจะผ่านตาหนังสั้น B E S T F R I E N D จากเพจต่างๆ รวมถึงกระแสที่เกิดขึ้นจากหนังเรื่องนี้ ล่าสุดมียอดวิวในยูทูบถึง 7.6 ล้านวิว มีคอมเมนต์ในทางที่ดีเยอะมาก เช่น บทในหนังเหมาะกับนักแสดงจริงๆ หรือดูเพลินมากจนอยากให้ทำเป็นหนังยาวๆ กลายเป็นหนึ่งคอนเทนต์ที่น่าสนใจในช่วงนี้ที่ไม่อยากให้ใครก็ตามต้องพลาด

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ‘เรื่องเงินต้องเป็นเรื่องง่าย’ กรุงศรีย้ำความใส่ใจลูกค้าทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ ผ่านหนังโฆษณาตัวล่าสุด B E S T F R I E N D [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/krungsri-best-friends/feed/ 0
กสิกรก้าวสู่ความเป็นผู้นำกระแสอีคอมเมิร์ซ เอาใจกลุ่มธุรกิจการค้าออนไลน์ งัดยุทธศาสตร์ ‘เปลี่ยนให้รู้ใจ Online Seller’ [Advertorial] https://thestandard.co/k-onlineshop-space/ https://thestandard.co/k-onlineshop-space/#respond Fri, 26 Oct 2018 05:10:50 +0000 https://thestandard.co/?p=136658

ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นในชีวิตประ […]

The post กสิกรก้าวสู่ความเป็นผู้นำกระแสอีคอมเมิร์ซ เอาใจกลุ่มธุรกิจการค้าออนไลน์ งัดยุทธศาสตร์ ‘เปลี่ยนให้รู้ใจ Online Seller’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นในชีวิตประจำวัน ทำให้การพัฒนาด้านต่างๆ มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ไม่นานมานี้เราได้เห็นการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของกลุ่มธนาคารภายในประเทศกับการมุ่งสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวด้วยรูปแบบที่เรียกว่า สังคมไร้เงินสด เพียงมีโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่องเราก็ทั้งโอน และจ่ายเงินกันได้ง่ายสบายมาก

 

มาวันนี้วงการธุรกิจยังคงเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง หนึ่งในธนาคารรายใหญ่อย่าง กสิกรไทย ก็เสริมกลยุทธ์ข้ามไปอีกขั้นด้วยการตอบโจทย์กลุ่มผู้ค้าขายออนไลน์ ซึ่งกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน

 

 

พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBank) กล่าวว่า หากวัดจากสถิติข้อมูลการซื้อขายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซปี 2560 จะมีมูลค่ากว่า 2,812,592 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนของการขายสินค้าให้กับลูกค้าที่เป็นผู้บริโภค (B2C) ราว 812,613 ล้านบาท และในปี 2561 มีการคาดการณ์ถึงการเติบโตราว 17% มูลค่าซื้อขายเพิ่มเป็น 949,122 ล้านบาท แบ่งเป็นการซื้อขายผ่านออนไลน์สูงถึง 40% ซื้อขายผ่านบริการแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์หรืออี-มาร์เก็ตเพลส 35% และการซื้อขายผ่านออนไลน์ของโมเดิร์นเทรดอีก 25%

 

ซึ่งในส่วนของการชำระเงิน วิธีการโอนเงินผ่านธนาคารนั้นได้รับความนิยมสูงสูด รองลงมาคือการชำระด้วยบัตรเครดิต ซึ่งบัญชีของธนาคารกสิกรไทยเป็นอันดับหนึ่งที่ลูกค้าเลือกใช้ในการโอนเงินชำระค่าสินค้า ปัจจุบันกสิกรไทยมีลูกค้าที่คาดว่าประกอบธุรกิจออนไลน์ถึง 300,000 ราย ทำให้เห็นได้ว่าธุรกิจออนไลน์นั้นเติบโตขึ้นมาก ปัญหาของผู้ค้าก็มากตามมาด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น เจ้าของธุรกิจไม่มีความรู้ในการทำตลาดออนไลน์ ข้อจำกัดของการบริหารจัดการ ขาดเงินหมุนเวียน การตอบแชตลูกค้าจากหลายช่องทางไม่ทัน เป็นต้น

 

 

จากปัญหาดังกล่าว ธนาคารกสิกรไทยจึงจัด 5 ตัวช่วยจัดการธุรกิจอย่างครบวงจร เพื่อช่วยให้การค้าออนไลน์ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ดังนี้

 

ตอบโจทย์การขายออนไลน์ให้ง่ายขึ้นด้วย K PLUS shop แอปพลิเคชันสำหรับร้านค้าสมัยใหม่ให้รับเงินง่ายขึ้น เหมาะกับการทำธุรกิจออนไลน์ยุคใหม่ ที่ในปัจจุบันจะเห็นว่าผู้ค้าออนไลน์มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มหลักอย่าง SMEs ที่มีหน้าร้านเป็นของตัวเอง และกลุ่มนักศึกษา พนักงานออฟฟิศ เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มที่เป็นแม่ค้าออนไลน์จำนวนมากพอสมควร ซึ่งไม่ว่าจะพ่อค้าแม่ค้าหน้าใหม่หรือหน้าเก่า เพียงแค่ใช้ K PLUS shop แอปฯ เดียวก็สามารถจัดการร้านค้าของตนได้เลย ไม่ว่าจะเป็น การเปรียบเทียบราคาค่าขนส่ง ติดตามสถานะและชำระค่าขนส่งสินค้า รายงานยอดขาย และยังสามารถจบการขายออนไลน์ง่ายๆ ด้วย บิลแมวเขียวส่ง QR เรียกเก็บเงินผ่านทางโซเชียล และแม่ค้าออนไลน์ที่ขายผ่าน Facebook Shop ยังมีบริการ Pay with K+ บริการชำระเงินที่ช่วยให้ปิดการขายบนเฟซบุ๊กได้ง่ายขึ้น

 

 

หมุนเวียนธุรกิจได้สะดวกคล่องตัวขึ้นจากบริการสินเชื่อ SMEs บน K PLUS กสิกรไทยส่งต่อสินเชื่อให้ลูกค้าแบบปราศจากหลักประกัน ไม่ต้องยื่นเอกสารใดๆ เพียงแค่ 1 นาทีก็ได้รับวงเงินสูงสุดถึง 1 ล้านบาท และยังมีบริการสินเชื่อระยะสั้น ระยะยาว สำหรับธุรกิจออนไลน์โดยเฉพาะ ที่ตั้งเป้าสินเชื่อไว้ถึง 2,000 ล้านบาท

 

เพิ่มช่องทางการขายผ่าน K PLUS Market ที่มีฐานลูกค้ามากถึง 9.4 ล้านราย และช่วยพัฒนาทักษะการขายบน e-Marketplace Platform อื่นๆ เพื่อให้ทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น

 

 

เปิด K ONLINESHOP SPACE (KOS) ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ฝั่งอิเซตัน ให้เป็นแหล่งความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจประเภทออนไลน์ เปิดพื้นที่ให้ได้ร่วมพูดคุยกับพาร์ตเนอร์และผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว ที่จะเข้ามาสลับหมุนเวียนให้คำปรึกษาแก้ไขปัญหาต่างๆ กับกลุ่มลูกค้าที่ทำธุรกิจค้าขายออนไลน์ โดยในแต่ละเดือนจะมีการสัมมนาและเวิร์กช็อปจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญธุรกิจด้านนี้โดยตรง เพื่อช่วยเพิ่มเติมเสริมทักษะด้านออนไลน์ให้แข็งแกร่ง

 

 

K DIGIBIZ เว็บไซต์น้องใหม่จากกสิกรที่กำลังจะเปิดทำการต้นเดือนพฤศจิกายน 2561 เพื่อใช้เป็นฐานรองรับให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มแม่ค้าออนไลน์ ด้วยเครื่องมือจัดการการขาย เก็บ-แพ็ก-ส่ง ขนส่งสินค้า รับจ่ายเงินและจัดการบัญชี ส่งเสริมการทำธุรกิจให้เป็นระบบระเบียบและช่วยเพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ผู้สนใจสามารถเข้าไปใช้บริการได้ที่ digibiz.kasikornbank.com  

 

 

 

ทั้งหมดนี้คือตัวช่วยที่กสิกรไทยนำเสนอขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจการค้าออนไลน์โดยเฉพาะ นอกจากนี้ พัชร สมะลาภา ยังเผยนโยบายด้านการบริหารจัดการสาขาของธนาคาร ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการปรับรูปแบบสาขา และการเปิดเพิ่มสาขารูปแบบใหม่ โดยจะมีรูปแบบสาขาของธนาคารแบ่งเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่

  1. สาขาแบบเดิมที่ให้ลูกค้าทำธุรกรรมทางการเงินได้ตามปกติ
  2. สาขาในรูปแบบ K PARK ที่รองรับรูปแบบไลฟ์สไตล์ต่างๆ ของลูกค้าได้มากขึ้น
  3. สาขาในรูปแบบ K-Lobby เป็นสาขาในรูปแบบดิจิทัล ให้ลูกค้าทำธุรกรรมได้อย่างสะดวก
  4. สาขาในรูปแบบ K ONLINESHOP SPACE 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post กสิกรก้าวสู่ความเป็นผู้นำกระแสอีคอมเมิร์ซ เอาใจกลุ่มธุรกิจการค้าออนไลน์ งัดยุทธศาสตร์ ‘เปลี่ยนให้รู้ใจ Online Seller’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/k-onlineshop-space/feed/ 0
TrueMoney Wallet เผย 8 เดือนแรกปี 61 ยอดทำธุรกรรมทะลุ 70,000 ล้านบาท ปีนี้เน้นออฟไลน์มากขึ้น https://thestandard.co/truemoney-wallet-turnover/ https://thestandard.co/truemoney-wallet-turnover/#respond Mon, 24 Sep 2018 10:03:29 +0000 https://thestandard.co/?p=123609

TrueMoney Wallet เผย ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมายอดผู้ใช้บนแพ […]

The post TrueMoney Wallet เผย 8 เดือนแรกปี 61 ยอดทำธุรกรรมทะลุ 70,000 ล้านบาท ปีนี้เน้นออฟไลน์มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

TrueMoney Wallet เผย ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมายอดผู้ใช้บนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น 2 เท่าทะลุ 7 ล้านราย มียอดการทำธุรกรรมรวมทั้งหมด 70,000 ล้านบาท เผยกลยุทธ์ปีนี้เน้นขยายจุดรับชำระกับพาร์ตเนอร์ออฟไลน์มากขึ้น หลังปัจจุบันมีจุดรับชำระแล้วกว่า 100,000 จุด

 

วันนี้ (24 ก.ย.) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด ผู้ให้บริการ TrueMoney Wallet ในประเทศไทย ได้จัดงานแถลงภาพรวมของบริษัทในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาของปี 2561 (มกราคม-สิงหาคม) และพบว่าปัจจุบันมีผู้ใช้บริการบนแพลตฟอร์มรวมทั้งหมดมากกว่า 7 ล้านราย เพิ่มขึ้น 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว มียอดการทำธุรกรรมบนระบบราว 70,000 ล้านบาท พร้อมจุดรับชำระมากกว่า 100,000 จุด และจุดเติมเงินมากกว่า 400,000-500,000 จุดทั่วประเทศ

 

นายธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า TrueMoney Wallet เป็นบริการที่เกิดขึ้นเพื่อต้องการให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเท่าเทียม (เริ่มต้นให้บริการครั้งแรกเมื่อปี 2556) เชื่อมต่อทั้งกลุ่มลูกค้าและฝั่งผู้ประกอบการธุรกิจเข้าด้วยกัน โดยตั้งเป้าไว้ว่าสิ้นปีนี้จะมีผู้ใช้เพิ่มเป็น 10 ล้านราย และเพิ่มจุดรับชำระเป็น 130,000 แห่ง ก่อนขยายฐานผู้ใช้เป็น 14 ล้านรายให้ได้ในปี 2562  

 

“เรานำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาของคนส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินของสถาบันทางการเงินได้ ธุรกิจของเราเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อระหว่างลูกค้าและผู้ให้บริการ เดิมที TrueMoney Wallet เติบโตและเป็นที่รู้จักจากการเติมเงินในเกมออนไลน์ เป้าหมายต่อจากนี้คือทำให้แพลตฟอร์มเป็นวอลเล็ตอันดับ 1 ในการจับจ่ายใช้สอยทำธุรกรรมของคนไทย และจะเร่งขยายช่องทางรับชำระเงินแบบออฟไลน์มากขึ้น

 

“จุดเด่นที่ทำให้เราเหนือกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ คือการเป็นวอลเล็ตที่มีบริการอื่นๆ ในระบบนิเวศครบครัน ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ส่วนธนาคารเรามองว่าก็มีทั้งส่วนที่เป็นพาร์ตเนอร์ทำงานร่วมกัน (โอนเงินเข้าแพลตฟอร์ม) และเป็นคู่แข่งกันในการทำธุรกิจเป็นปกติ”

 

ปัจจุบันยอดการใช้งาน TrueMoney Wallet ของผู้ใช้งาน 1 คนและการทำธุรกรรมแต่ละครั้งจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 200 บาท เฉลี่ยประมาณ 7.2 ครั้งต่อเดือน กลยุทธ์ต่อจากนี้นอกเหนือจากการขยายช่องทางออฟไลน์ แอสเซนด์ มันนี่ มีแผนจะเปิดตัวบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ เช่น บริการจ่ายเงินขึ้นเรือด่วน (เริ่มเดือนตุลาคมนี้), สินเชื่อรายย่อยออนไลน์, ผูกแพลตฟอร์มเพื่อเติมเงินใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT รวมถึงนำข้อมูลของผู้ใช้มาพัฒนารูปแบบบริการที่ตอบรับพฤติกรรมการใช้งานให้ดีมากยิ่งขึ้น

 

ขณะที่ภาพรวมการให้บริการกระเป๋าเงินออนไลน์ e-Wallet ของแอสเซนด์ มันนี่ ในภูมิภาคอาเซียนรวม 6 ประเทศ​ (ไทย, กัมพูชา,​ เวียดนาม, เมียนมา, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย) พบว่ามียอดผู้ใช้งานรวม 21 ล้านราย มียอดทำธุรกรรมมากกว่า 140,000 ล้านบาท จากเครือข่ายตัวแทนท้องถิ่น 50,000 ราย (ไม่รวมประเทศไทย) โดยกัมพูชาถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก เพราะมียอดผู้ใช้งานอยู่ที่ 1.5 ล้านราย คิดเป็น 10% จากประชากรทั้งประเทศ

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post TrueMoney Wallet เผย 8 เดือนแรกปี 61 ยอดทำธุรกรรมทะลุ 70,000 ล้านบาท ปีนี้เน้นออฟไลน์มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/truemoney-wallet-turnover/feed/ 0
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร กับเส้นทางสังคมไทยสู่ Cashless Society – THE STANDARD Daily 17 กันยายน 2561 https://thestandard.co/thestandarddaily17092561/ https://thestandard.co/thestandarddaily17092561/#respond Tue, 18 Sep 2018 02:28:39 +0000 https://thestandard.co/?p=121936

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 17 กันยายน&nbs […]

The post ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร กับเส้นทางสังคมไทยสู่ Cashless Society – THE STANDARD Daily 17 กันยายน 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 17 กันยายน 2561 เวลา 20.00 

 

  • คุยสดกับรองโฆษกกระทรวงการคลัง ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร กับเส้นทางประเทศไทยสู่สังคม Cashless Society อนาคตของเราที่ต้องรู้
  • เปิดสถานการณ์ไต้ฝุ่น ‘มังคุด’ ขึ้นฝั่งแล้วกระทบไทยแค่ไหน
  • ส่องอันดับมหาเศรษฐีสหรัฐฯ และประเทศที่ ‘บริจาค’ มากที่สุด

 

สามารถติดตาม THE STANDARD Daily ได้เป็นประจำทุกวันจันทร์ศุกร์ เวลา 20.00 เป็นต้นไป ที่ Facebook Live และ Youtube Live ของ thestandardth

The post ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร กับเส้นทางสังคมไทยสู่ Cashless Society – THE STANDARD Daily 17 กันยายน 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thestandarddaily17092561/feed/ 0
สตอกโฮล์ม เมืองหลวงสวีเดน ต้นกำเนิด Spotify, Avicii, Byredo, Acne Studios ที่คุณต้องไปสักครั้ง https://thestandard.co/visit-stockholm/ https://thestandard.co/visit-stockholm/#respond Fri, 07 Sep 2018 17:01:53 +0000 https://thestandard.co/?p=117442

“ไปกินมีตบอลที่อิเกียสิ!” คือหนึ่งในประโยคที่เคยมีคนพูด […]

The post สตอกโฮล์ม เมืองหลวงสวีเดน ต้นกำเนิด Spotify, Avicii, Byredo, Acne Studios ที่คุณต้องไปสักครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ไปกินมีตบอลที่อิเกียสิ!” คือหนึ่งในประโยคที่เคยมีคนพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น พอบอกว่ากำลังจะกลับไปเที่ยวสวีเดน เพื่อไปหาคุณย่าที่อยู่ทางตอนใต้ประเทศ (ผมเป็นลูกครึ่งไทย-สวีเดน) ซึ่งแม้จะดีใจว่าหนึ่งในอาหารจานสำคัญของสวีเดน จะเป็นที่โปรดปรานของหลายคนทั่วโลกรวมถึงที่ไทย แต่ผมกล้าพูดว่าประเทศสวีเดนมีอะไรให้ค้นหามากกว่าเนื้อทอดกลมๆ เสิร์ฟกับมันบดและซอส Lingonberry โดยเฉพาะเมืองหลวงอย่างสตอกโฮล์ม ที่อาจฟังดูเหมือนโม้ แต่หลายอย่างที่อยู่รอบตัวเราก็เกิดมาจากเมืองนี้ เช่น แอปพลิเคชันเพลง Spotify, บทเพลง ABBA, Avicii, Swedish House Mafia หรือ Robyn, โปรแกรมสื่อสาร Skype, เสื้อผ้า Acne Studios, น้ำหอม Byredo, เครื่องใช้ไฟฟ้า Electrolux หรือถ้าสมัยก่อนก็ต้องโทรศัพท์มือถือ Ericsson

 

ล่าสุดผมได้กลับไปสตอกโฮล์มอีกครั้งช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา และถึงแม้การกลับไปครั้งนี้จะรู้สึกว่าหนี้บัตรเครดิตจะทวีคูณ เพราะค่าใช้จ่ายสูงขึ้น (โดยเฉพาะค่าอาหาร) แต่สตอกโฮล์มยังคงเปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์หลากหลายรูปแบบที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว และเป็นอีกหนึ่งบรรทัดฐานของรูปแบบเมืองในยุคปัจจุบัน ทั้งความก้าวหน้าของสังคมที่ใกล้ถึงจุดของ Cashless Society อย่างเต็มตัว, ความเท่าเทียมของเรื่องเพศ ซึ่งมีกฎหมายรองรับมนุษย์ทุกรูปแบบ และเป็นประเทศแรกของโลกที่ให้คนข้ามเพศเปลี่ยนสถานะเพศตัวเองหลังแปลงเพศในปี 1972 ทั้งยังผลักดันเรื่องพลังของสตรีเพศในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในรัฐสภาที่จำนวนผู้หญิงและผู้ชายต้องเท่าเทียมกัน

 

สำหรับใครที่สนใจไปเที่ยวสตอกโฮล์ม และอยากสัมผัสวัฒนธรรมสวีเดน ผมได้ลิสต์สถานที่และกิจกรรมต่างๆ ที่ห้ามพลาด รวมถึงทิปส์เล็กๆ น้อยๆ ที่ควรรู้ไว้ก่อนไป และหวังว่าครั้งหน้าที่ใครคิดว่า “ไปยุโรปกันเถอะ” จะไม่ใช่แค่ลอนดอน ปารีส หรือมิลาน

 

 

Subway Art

ใครที่มาสตอกโฮล์มครั้งแรกและแพลนจะอยู่ไม่เกินสามวัน แนะนำให้ไปชมงานศิลปะที่ตกแต่งสถานีรถไฟใต้ดินที่มีมากกว่า 90 สถานีทั่วสตอกโฮล์ม ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ยุค 50s จนถึงปัจจุบัน โดยศิลปินสวีเดนชื่อดังกว่า 150 คน ในแต่ละสถานีจะต่างกันทั้งในเรื่องรูปแบบศิลปะที่มีทั้งแบบเพนต์ ปูนปั้น และ Installation เป็นต้น แต่ถ้าจะดูครบทั้งหมดที่มีความยาวร่วมกันกว่า 110 กิโลเมตร คุณคงต้องเริ่มตั้งแต่ตีห้ายันห้าทุ่ม เพื่อเป็นการร่นเวลา ผมแนะนำให้ไปสถานี Solna Centrum, T-Centralen, Stadion, Citybanen Odenplan, Mörby Centrum, Thorildsplan และ Solna Strand ก่อน ซึ่งภาพจากแต่ละสถานีรับรองเป็นมิตรกับจำนวนไลก์อย่างแน่นอน อย่าลืมใส่ #VisitStockholm แฮชแท็กประจำของเมืองด้วย

 

 

Don’t Even Think Twice! Go!

ถ้าต้องเลือกสถานที่สุดโปรดของผมในสตอกโฮล์ม ต้องยกให้ Artipelag สถานที่จัดงานศิลปะที่อยู่ในเขตเทศบาล Värmdö ซึ่งต้องนั่งรถบัส 20 นาทีจากตัวเมือง สถานที่ที่รายล้อมไปด้วยต้นส้นและต้นโอ๊ก ติดทะเล มองเห็นไปยังหมู่เกาะอื่นๆ ในสตอกโฮล์มที่มีเยอะกว่า 30,000 เกาะ

 

เสน่ห์ของ Artipelag อยู่ที่อาคารสีขาวที่ดีไซน์โดย Johan Nyrén ซึ่งกลมกลืนไปกับธรรมชาติ และยังมีทางเดินทำจากไม้ให้คนเดินค้นหางานศิลปะต่างๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในป่าบริเวณนั้น ส่วนถ้าใครอยากลิ้มรสชิมอาหารสวีเดนแบบเต็มสตรีมและมีงบไม่จำกัด บุฟเฟต์อาหารสวีเดนที่คาเฟ่ที่นี่ก็ขึ้นชื่อสุดๆ จนต้องมีคนโทร.จองล่วงหน้าเป็นสัปดาห์

 

 

History Lessons

หากใครอยากเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นมาของชาวสวีเดน และอยากหาสถานที่ให้เด็กๆ วิ่งเล่น ขอแนะนำพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง Skansen ที่คุณจะได้เรียนรู้การดำเนินชีวิตของคนสมัยก่อนผ่านการจำลอง ทั้งร้านขายยา ซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ทำการไปรษณีย์ ร้านขนมปัง โบทว์หรือรูปทรงบ้านไม้ของคนสวีเดน ที่ทุกวันนี้ยังเป็นกฎหมายเดิมทั่วประเทศว่า บ้านทุกหลังต้องทาสีตามตัวเลือกเฉดสีที่กำหนดไว้ให้ เพื่อรักษาภาพลักษณ์และทิวทัศน์ของประเทศ

 

มากไปกว่านั้นที่ Skansen ยังมีสวนสัตว์กับเหล่าบรรดาสัตว์แถบสแกนดิเนเวีย เช่น มูซ กวางเรนเดียร์ เป็นต้น และทุกวันอังคารช่วงซัมเมอร์ก็จะมีคอนเสิร์ต Allsång på Skansen ที่ถ่ายทอดสดทั้งประเทศ พร้อมนักร้องชื่อดังที่ตบเท้ามาเป็นศิลปินรับเชิญตลอด

 

 

Living the Organic Life

สำหรับสายออร์แกนิก สายเฮลตี้ สายรักโลก Rosendals Trädgård ตรงเกาะ Djurgården ใกล้ๆ Skansen ก็เป็นที่ที่คุณต้องเช็กอิน เพราะมีคาเฟ่ที่เสิร์ฟเบเกอรี แซนด์วิช กับสลัดต่างๆ ที่ล้วนแล้วแต่ทำมาจากส่วนผสมตามหลักการเกษตรชีวพลวัตร (Biodynamic) ปลอดสารพิษ ซึ่งจะปลูกล้อมรอบร้าน ส่วนใครที่อยากซื้อของฝาก อาทิ เครื่องปรุง ชีส หรือขนมออร์แกนิก ข้างๆ คาเฟ่ก็มีร้านอยู่ด้วย แต่ต้องโน้ตไว้ว่า ร้านนี้รับแค่บัตรเครดิตอย่างเดียว ด้วยเหตุผลที่ว่า หากต้องมานับเงินสดทุกวันก็จะเสียเวลาพนักงานที่ต้องไปปลูกผัก ปลูกต้นไม้!

 

 

Instagrammable Vibes

สำหรับเหล่ามิลเลนเนียลที่เพลย์ลิสต์เต็มไปด้วย Honne, LANY, The XX, Daniel Caesar และ MGMT และต้องการไปสถานที่ที่เพอร์เฟกต์สำหรับถ่ายรูปลงอินสตาแกรม แนะนำให้แวะไปอุโมงค์ Brunkebergs ความยาว 231 เมตร ซึ่งโดดเด่นด้วยสีเหลืองเฉด Spongebob ด้านข้าง และหลังคาเหล็ก โดยทุกวันนี้อุโมงค์นี้ก็ยังใช้เป็นทางลัดทั้งเดินหรือปั่นจักรยานของชาวสตอกโฮล์ม แถมด้านข้างก็มีร้านอาหาร Urban Deli ที่กำลังฮิตสำหรับชาวฮิปสเตอร์ และมี Rooftop Bar ชื่อ ‘Takbaren Takpark’ ตรงดาดฟ้าที่เพอร์เฟกต์ให้ถ่ายรูปอาหารทุกจานกับอะโวคาโดและขวดคราฟต์เบียร์

 

 

Our Heroes

เพื่อให้เข้ากับคอนเซปต์ ‘Stand Up For The People’ ตามสโลแกนของ THE STANDARD ผมเลยไม่พลาดที่จะไปเตือนสติตัวเอง และแวะไปพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก แต่เปี่ยมไปด้วยกลไกอินเตอร์แอ็กทีฟอย่าง Nobel Museum ตรงย่านเมืองเก่า Gamla Stan ซึ่งจะบอกเล่าความเป็นมาของการแจกรางวัลนี้ที่ริเริ่มในประเทศสวีเดน โดย Alfred Nobel ในปี 1985 และแจกรางวัลด้านเคมี, วรรณกรรม, ฟิสิกส์, ยา, เศรษฐศาสตร์ และสันติภาพ ที่บารัก โอบามา, แม่ชีเทเรซา, ออง ซาน ซูจี และมาลาลา ยูซาฟไซ เคยได้รับรางวัลทรงเกียรตินี้

 

 

Just Like the Postcards

ไปศึกษาเรื่องราวของรางวัลโนเบลที่พิพิธภัณฑ์มาแล้ว ก็ถึงเวลาไปที่ Stockholm City Hall สถานที่จัดงานจริงของรางวัล Nobel Prize ในวันที่ 10 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งจะมีคนมาร่วม 1,300 คน รวมถึงกษัตริย์ของสวีเดนที่จะมาให้รางวัล (ยกเว้นรางวัล Peace Prize ที่จัด ณ เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์) โดย Stockholm City Hall เป็นสถานที่ทำงานของข้าราชการของเมืองที่ดีไซน์โดย รักนาร์ ออสเบิร์ก และสร้างเสร็จในปี 1923 พร้อมห้องต่างๆ ที่ดีไซน์ด้วยสถาปัตยกรรมที่ต่างกันออกไป โดยทุกวันนี้ใช้เป็นทั้งงานทางการ สถานที่แต่งงาน และเป็นที่ประชุมสภา

 

ส่วนถ้าใครอยากออกกำลังกายเผาผลาญแซนด์วิช ไอศกรีม และมีตบอลที่กินเข้าไป ก็เชิญเดินขึ้นบันได 365 ขั้น ที่ตึก City Hall Tower สูง 106 เมตร พร้อมชมวิวของสตอกโฮล์มจากจุดที่สวยเหมือนภาพโปสการ์ดที่ต้องซื้อฝากกัน โดยแต่ละรอบทุก 40 นาที จำกัดไว้ที่ 30 คน และต้องจ่ายค่าขึ้นประมาณ 200 บาท

 

 

Don’t Stop, Just Shop

จะเรียกสตอกโฮล์มว่าเป็นสวรรค์ของนักช้อปก็คงไม่ผิด เพราะมีตั้งแต่ H&M ตั้งอยู่เกือบทุกหัวมุม ร้าน Arket หรือ Axel Arigato ที่กำลังเทรนดิ้ง ร้านมัลติแบรนด์สโตร์สำหรับนักช้อปบัตรแพลตินัมอย่าง Nathalie Schuterman บูติก Chanel, Gucci, Céline และสำหรับสายบิวตี้ก็ห้ามพลาด Byredo ที่ก่อตั้งในสตอกโฮล์มเมื่อปี 2006 โดย เบน กอร์แฮม

 

แต่สำหรับผมแล้ว ถ้าไม่แวะร้าน Acne Studios ก็ไม่ต้องมาช้อปที่สตอกโฮล์มดีกว่า เพราะบอกเลยว่าที่สตอกโฮล์มราคาถูกกว่าประเทศอื่นถึง 3,000 บาทต่อชิ้น (ฝรั่งเศส ลอนดอน หรือซื้อผ่าน Mr.Porter ก็แพงกว่า) และถ้าไปช่วงซัมเมอร์เซลตอนเดือนกรกฎาคม ราคากางเกงยีนส์บางรุ่นก็ลดสูงสุดถึง 60% ราคาตกอยู่ที่ราว 2,000 บาท ซึ่งยังไม่รวมหัก VAT Refund อีก! แนะนำว่าสาขาที่ควรไปคือ แฟลกชิปสโตร์ตรงจัตุรัส Norrmalmstorg ที่เคยเป็นตึกของธนาคาร Kreditbanken ที่เกิดการปล้นในปี 1973 และทำให้อาการ Stockholm Syndrome เริ่มต้น ซึ่งคืออาการที่มีคนตกหลุมรักผู้ร้าย

 

 

Jeff Koons, Anyone?

สำหรับคนที่รักในศิลปะร่วมสมัย แนะนำให้ไปพิพิธภัณฑ์ Moderna Museet ตรงเกาะ Skeppsholmen ที่เดินไปได้จากใจกลางเมือง และได้เห็นทิวทัศน์ของเมืองที่ประทับใจทุกครั้ง โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เข้าฟรี และจะรวบรวมผลงานของศิลปินชื่อดัง อาทิ ซินดี้ เชอร์แมน, เจฟฟ์ คูนส์, อีฟว์ แกล็ง, ซัลบาโด ดาลี, มาร์แซล ดูว์ช็อง และอ็องรี มาติส เป็นต้น ส่วนสวนด้านนอกก็จะมีบรรดารูปปั้นของศิลปินสาวชาวฝรั่งเศส นิกิ เดอ แซงต์ ฟาลล์ และมีโซนนิทรรศการพิเศษประจำซีซันที่ต้องจ่ายเงิน โดยเริ่มวันที่ 15 กันยายนนี้ ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าที่จะจัดงาน ‘Warhol 1968’ ที่จะเป็นคอนเซปต์นิทรรศการเล่าถึงนิทรรศการของเจ้าพ่อป๊อปอาร์ต แอนดี้ วอร์ฮอล ในปี 1968 ที่จัด ณ พิพิธภัณฑ์นี้เหมือนกัน

 

 

Aperol Spritz, Under The Bridge

ถ้าสายออร์แกนิก Pressed Juice ผลไม้ 25 ชนิด ไม่ใช่สำหรับคุณ และการดื่มเบียร์หรือค็อกเทล Aperol Spritz เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์กว่า คลับเอาต์ดอร์ Trädgården ก็เป็นประสบการณ์ที่คุณจะไม่มีวันลืม เพราะสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ใต้สะพาน Skanstull โดยจะแบ่งออกเป็นหลายโซน ทั้งร้านอาหาร ไนต์คลับที่เปิดเพลงฮิปฮอป คลับกลางแจ้งที่เปิดเพลงอิเล็กทรอนิกส์ ร้านอาหาร Food Truck โซนเล่นปิงปอง และโซนเล่นเกมที่จะฉายโปรเจกเตอร์ไปตรงเสาสะพานลอย โดยถ้าไปช่วงเย็นๆ อาจจะชิลหน่อย แต่พอมืดขึ้น จังหวะเพลงก็จะหนักขึ้น และพอเข้าวันใหม่การเรียกอูเบอร์ก็อาจปลอดภัยที่สุดกับสภาวะร่างกายที่ผ่านค่ำคืนอันยาวนาน

 

 

Stockholm’s Brooklyn

กลับมาเอาใจสายฮิปสเตอร์อีกครั้งกับย่าน Södermalm ที่เปรียบเสมือนบรูกลินของสตอกโฮล์ม พร้อมใส่เสื้อยืดเบสิก กางเกงขาสั้น แว่นตาทรงกลม รองเท้าแตะสาย Velcro และกระเป๋าถุงผ้า เพราะย่านนี้จะเต็มไปด้วยร้านกาแฟ แกลเลอรีงานศิลปะ ร้านอาหาร ร้านหนังสือ ช็อปวินเทจ แบรนด์โลคัล และร้านมัลติแบรนด์สโตร์ต่างๆ ที่คัดสรรของน่าซื้อทุกอย่าง เช่นร้าน Grandpa ที่มีแบรนด์ อาทิ Minimarket, Hay, Our Legacy, Patagonia และ Armor-Lux เป็นต้น แถมถ้าใครช้อปเสร็จจากย่านนี้ ก็ควรเดินแวะไป Fotografiska ศูนย์ถ่ายภาพร่วมสมัยที่เคยจัดนิทรรศการของทั้งแอนนี่ ลีเบอวิตซ์, อิเนซ แวน แลมส์วีด และวินูด มาตาแดง, กาย บัวร์เดน และอัลเบิร์ต วัตสัน มาแล้ว

 

 

Millennials’ Favorite Library

ปิดท้ายด้วยห้องสมุดประจำเมืองสตอกโฮล์ม Stadsbiblioteket ที่โดดเด่นด้วยอาคารสีส้มทรงกลม ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Rotunda ซึ่งกุนนาร์ เอสพลานด์ เป็นคนดีไซน์ และมีหนังสือให้ยืมเป็นล้านเล่มในทุกหมวดหมู่ ทุกแขนง แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้มีเวลามายืมหนังสือ ก็ได้แต่เดินรอบ 360 องศา เพื่อหามุมเพอร์เฟกต์สำหรับการถ่ายรูปและทำให้ฟีดภาพของเราดูมีความรู้มากยิ่งขึ้น

 

 

Basic Information

เกร็ดข้อมูลสำคัญที่ควรรู้ก่อนไปสตอกโฮล์ม!

 

สายการบิน: Thai Airways และ Norwegian Air มีไฟลต์ตรง ส่วนสายการบินหลักอื่นๆ อย่าง Qatar Airways, Emirates Airline, Austrian Airlines ต้องต่อเครื่อง

 

วีซ่า: คนไทยต้องมีวีซ่าเชงเกน สามารถติดต่อสถานทูตสวีเดนได้ที่ตึก Pacific Place One ตรงซอยนานา

 

ค่าเงิน: SEK หรือเรียกว่า Kronor (โครน) ไม่สามารถใช้เงินยูโรหรือดอลลาร์ได้

 

การใช้จ่าย: แนะนำให้พกบัตรเครดิตเป็นหลัก เพราะสตอกโฮล์มรณรงค์เรื่อง Cashless Society หลายร้านไม่รับเงินสด

 

ซิมการ์ด: AIS Sim2Fly, True ซิมท่องโลก, Dtac ซิม Go! อินเตอร์ ใช้ได้หมด

 

น้ำดื่ม: น้ำประปาสะอาดบริสุทธิ์และดื่มได้ เพราะเหตุนี้ราคาน้ำเปล่าเป็นขวดจะค่อนข้างสูงและแพงกว่าน้ำอัดลม

 

ไฟฟ้า: แนะนำให้พกอะแดปเตอร์ไปด้วย เพราะหัวปลั๊กไฟที่สวีเดนเป็นประเภท F หรือที่เรียกว่า Schuko ไม่เหมือนประเทศไทย

 

การเดินทาง: จากสนามบิน Arlanda สามารถเดินทางไปในเมืองโดยแท็กซี่แบบเหมาจ่ายราคา 500 SEK, อูเบอร์ราคา 449 SEK, รถไฟความเร็วสูง Arlanda Express ราคา 280 SEK (ใช้เวลา 20 นาที) หรือรถบัส Flygbussarna ราคา 119 SEK (ใช้เวลา 45 นาที)

 

ภาษี: คนไทยสามารถซื้อสินค้าและขอ Tax Refund ได้สูงสุด 20% โดยต้องรวบรวมใบเสร็จทั้งหมด และไปขอคืนที่สนามบินก่อนเช็กอิน พร้อมแสดงสินค้าให้เจ้าหน้าที่ดู

 

แอลกอฮอล์: กฎหมายสวีเดนให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดจำหน่ายที่ร้าน Systembolaget ที่ภาครัฐเป็นคนดูแลเท่านั้น ส่วนร้านอาหารและบาร์ก็จำหน่ายได้

 

การเดินทาง: แม้สถานที่สำคัญในสตอกโฮล์มอยู่ในระยะที่เดินกันได้ แต่เราแนะนำให้ซื้อบัตร SL Card แบบเหมาจ่าย 24 ชั่วโมง, 72 ชั่วโมง หรือหนึ่งอาทิตย์ที่สามารถใช้ได้กับรถไฟฟ้า เรือ รถบัส และรถรางของ SL ทั้งหมด

 

ฤดูกาล: สตอกโฮล์มเป็นเมืองที่มีสี่ฤดู โดยช่วงหน้าร้อน (เดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม) อุณหภูมิจะสูงถึง 30 องศาฯ พระอาทิตย์ขึ้นราวตีสาม และตกสามทุ่ม ส่วนหน้าหนาว (เดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์) ก็มีสิทธิ์หิมะตก เพราะหนาวติดลบ พระอาทิตย์ขึ้นช่วงสาย และตกตอนบ่าย

 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post สตอกโฮล์ม เมืองหลวงสวีเดน ต้นกำเนิด Spotify, Avicii, Byredo, Acne Studios ที่คุณต้องไปสักครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/visit-stockholm/feed/ 0
LINE ปล่อยหมัดเด็ดลุย FinTech และ AI สรุปงาน LINE Conference 2018 https://thestandard.co/line-conference-2018/ https://thestandard.co/line-conference-2018/#respond Fri, 29 Jun 2018 02:07:39 +0000 https://thestandard.co/?p=102164

ทุกๆ ปีบริษัทเทคฯ ทั่วโลกจะจัดงานประชุมประจำปีเพื่ออัปเ […]

The post LINE ปล่อยหมัดเด็ดลุย FinTech และ AI สรุปงาน LINE Conference 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทุกๆ ปีบริษัทเทคฯ ทั่วโลกจะจัดงานประชุมประจำปีเพื่ออัปเดตภาพรวมทิศทางธุรกิจ ความสำเร็จและหมุดหมายที่ปักไว้ในรอบปีที่ผ่านมา ตลอดจนแผนการเติบโตและเส้นทางที่บริษัทจะก้าวเดินต่อไป เช่นเดียวกันกับ LINE แชตแอปพลิเคชันยอดนิยมอันดับ 1 ของคนไทยที่จัดงาน LINE Conference ติดต่อกันเป็นปีที่ 6 แล้ว

 

ปีนี้ LC18 (LINE Conference 2018) จัดกันที่ Maihama Amphitheater ในคอนเซปต์ ‘Redesign’ ออกแบบบริการเดิมๆ ให้ดีขึ้นและใกล้ชิดกับผู้ใช้มากกว่าที่เคย ความพิเศษของงานปีนี้คือมีตัวแทนผู้บริหาร LINE ประเทศไทยและไต้หวันขึ้นมาอัปเดตภาพรวมบนเวทีเป็นครั้งแรก

 

 

เมื่อแก่นหลักของงานอยู่ที่การ Redesign ข้อมูลที่เราได้รับจากผู้บรรยายแต่ละท่านจึงมีทั้งแผนการปรับบริการและโปรดักส์เดิมๆ ให้น่าสนใจมากขึ้น และเป็นการขยายบริการให้รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคในวันข้างหน้า

 

โดยเฉพาะการพาตัวเองออกไปลุยตลาด FinTech ผ่านเทคโนโลยี Blockchain ที่เรียกเสียงฮือฮาและกลายเป็นพระเอกของงานได้แบบไร้ข้อโต้แย้ง ส่วนกลยุทธ์อื่นๆ จะน่าสนใจแค่ไหน THE STANDARD ได้สรุป 6 ประเด็นสำคัญและหมัดเด็ดของ LINE ที่เผยในงานประชุมปีนี้มาไว้ให้แล้ว

 

 

1. ลุย FinTech และบริการทางการเงินแบบครบวงจรเต็มตัว!

วิสัยทัศน์ของงาน LC ปีที่แล้วคือ Closing the Distance ลดช่องว่างระหว่างผู้ใช้และทุกภาคส่วนในระบบนิเวศเข้าด้วยกัน ซึ่ง ทาเคชิ อิเดซาวา (Takeshi Idezawa) ประธานกรรมการบริหาร LINE คอร์ปอเรชันบอกว่ากลยุทธ์นี้จะอยู่กับ LINE ไปอีก 5 ปีต่อจากนี้

 

“ไม่กี่วันที่ผ่านมา เราเพิ่งฉลองวันเกิดครบรอบ 7 ปีของ LINE ไป ซึ่งทีมงานของ LINE ต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่ทำให้บริการของเราประสบความสำเร็จ LINE เกิดขึ้นครั้งแรกเพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้าถึงกันและเสริมสร้างความสัมพันธ์ของพวกเขา (เกิดในปี 2011 ช่วงแผ่นดินไหวในประเทศ) และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการลดช่องว่าง ไม่ใช่แค่ระหว่างผู้ใช้ด้วยกันเท่านั้น แต่รวมถึงแบรนด์กับผู้ใช้ด้วย”

 

ส่วนปีนี้การรีดีไซน์คือหัวใจสำคัญที่ LINE จะมุ่งพัฒนาตอบโจทย์ความต้องการ เติมเต็มความสะดวกสบายในการใช้งานของผู้บริโภค โดยเฉพาะด้านการเงินและปัญญาประดิษฐ์​ (AI)

 

ทาเคชิพูดในเชิงภาพรวมว่าอินเทอร์เน็ตเข้ามาทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย และตอนนี้กระบวนทัศน์ของอินเทอร์เน็ตก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ตัวอย่างเช่น การเกิดนวัตกรรมอย่าง Blockchain และ Crypto Currency (สกุลเงินดิจิทัล)

 

 

LINE ญี่ปุ่นจึงเลือกเปิดตัว ‘LINE Token Economy’ หน่วยเงินบนแพลตฟอร์มในรูปแบบเงินรางวัลสำหรับรีวิวบริการต่างๆ ตอบแทนผู้ใช้กลุ่ม UGC (User Generated Content) และเชื่อว่าจะช่วยติดสปีดให้บริการในระบบนิเวศของ LINE โตได้เร็ว และมีบริการใหม่ๆ เกิดขึ้นตามมาอีกมาก

 

เสริมทัพด้วย Bitbox บริการแลกเปลี่ยนเงินสกุลคริปโตฯ ที่จะนำร่องให้บริการทั่วโลกช่วงเดือนกรกฎาคม ยกเว้นสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นใน 15 ภาษา (ยกเว้นภาษาไทยและญี่ปุ่น) มีหน่วยเงินให้แลกเปลี่ยนกว่า 30 สกุลทั้ง Bitcoin, Ethereum, Bitcoin Cash และ Litecoin เป็นต้น

 

 

เท่านั้นยังไม่พอ LINE ยังเล่นใหญ่พร้อมให้บริการผู้ช่วยการเงินส่วนตัวแบบครบวงจร ‘LINE Kakeibo’ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวางแผนการเงินแบบเรียลไทม์ในแต่ละวัน ให้คำแนะนำการลงทุน การบริหารสินทรัพย์และการซื้อประกันภัย (เชื่อมต่อ LINE Pay เข้ากับระบบธุรกรรมอื่นๆ เช่น ธุรกรรมออนไลน์และบัตรเครดิต) แน่นอนว่าบริการทั้งหมดจะนำร่องที่ญี่ปุ่นเป็นแห่งแรกก่อน ยกเว้น Bitbox

 

ซีอีโอ LINE ประเทศญี่ปุ่นยังบอกอีกด้วยว่าแผนการของบริษัทตอนนี้คือการเคลื่อนฐานมามุ่ง FinTech และ Blockchain เป็นหลัก พร้อมเปิดตัวศูนย์วิจัยและพัฒนา LINE Blockchain Lab เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนเต็มรูปแบบ

 

 

2. ดัน LINE Pay เป็นกุญแจพาญี่ปุ่นสู่ Cashless Society

เพื่อผลักดันให้ญี่ปุ่นเป็นสังคมไร้เงินสดแบบ 100% ซึ่งถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของประเทศ LINE จึงหวังใช้ LINE Pay หรืออีวอลเล็ตร่วมเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญมุ่งไปยังเป้าหมายนั้น

 

แผนการของ LINE Pay คือปฏิวัติการทำธุรกรรมผ่านการจับมือกับพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจท่ีหลากหลายเพื่อเพิ่มช่องทางรับชำระเงิน LINE Pay ให้ได้มากกว่า 1 ล้านแห่งครอบคลุมตั้งแต่ผู้ประกอบการธุรกิจระดับเล็ก กลาง ยันแบรนด์ใหญ่ใน 3 ช่องทาง  Pay Card, QR Barcode และน้องใหม่ NFC

 

 

สาเหตุที่ LINE เชื่อว่าเป้าหมาย 1 ล้านแห่งไม่ใช่เรื่องยากเป็นเพราะได้รับความร่วมมือจากพาร์ตเนอร์ที่แข็งแกร่ง ทั้งผู้ให้บริการบัตรเครดิต JCB (ระบบ QUICPay) แถมยังใช้กลยุทธ์จูงใจผู้ประกอบการธุรกิจระดับกลางและเล็กด้วยการติดตั้งระบบให้ฟรี ไม่เก็บค่าธรรมเนียมธุรกรรมผ่านระบบนาน 3 ปีเต็ม!

 

ส่วนฝั่งผู้ใช้ก็ยังมีแคมเปญได้รับ LINE Points คืน 3% ต่อทุกๆ การทำธุรกรรมด้วย QR หรือ Barcode นาน 1 ปี (สิงหาคม 2018-กรกฎาคม 2019) จำกัดจำนวนธุรกรรมสูงสุดต่อเดือนไม่เกิน 100,000 เยนหรือประมาณ 30,000 บาท

 

 

3. ‘ภาพลักษณ์ที่เห็นและเสียงที่ได้ยิน’ จุดเด่นการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และลำโพงอัจริยะ Clova

LINE เริ่มพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และวางขายลำโพงอัจฉริยะ Clova สู่ท้องตลาดในชื่อ Clova Wave เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ก่อนจะค่อยๆ เปิดตัวลำโพงอัจริยะเวอร์ชันหมี Brown และเจ้าไก่ Sally ออกมาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน (ใช้งานได้แค่ในเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น)

 

นับจนถึงปัจจุบัน แม้จะผ่านมาแค่ 8 เดือน แต่เจ้า Clova ก็ประสบความสำเร็จมาก  วัดจากยอดผู้ใช้ที่โตขึ้น 10 เท่า ที่น่าสนใจคือผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและผู้สูงวัย

 

 

3 ฟีเจอร์เด่นที่ส่งลำโพงอัจฉริยะของ LINE ครองใจผู้ใช้ในญี่ปุ่นประกอบไปด้วย – ระบบจดจำเสียงที่ชาญฉลาด (Voice Recognition), คาแรกเตอร์ ที่นำตัวละครของ LINE Friend มาเป็นรูปลักษณ์ภายนอกได้อย่างน่ารักน่าชัง และสุดท้ายความสามารถในการเป็นผู้ช่วยของมัน

 

LINE จึงตั้งเป้าพัฒนาศักยภาพของ Clova จาก 3 แกนเด่นข้างต้น เช่น เพิ่มขีดความสามารถระบบการเรียนรู้เชิงลึก (Machine Learning Data) ให้ดีกว่าเดิม 2.3 เท่าตัว ปรับปรุงความแม่นยำการจำแนกเสียงและประโยคจาก 94% เป็น 95% ลดความช้าการตอบสนองคำสั่งเสียงลง 1.4 วินาที ใส่ความสามารถในการทำงานร่วมกับบริการอื่นๆ ของ LINE เช่น LINE Digest News, LINE Music เป็นต้น

 

 

จุน มาสึดะ (Jun Masuda) ประธานกรรมการบริหารฝ่ายกลยุทธ์การตลาด LINE คอร์ปอเรชัน บอกว่า “เพราะปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตผู้คนมากขึ้น การทำคาแรกเตอร์ของผู้ช่วย AI ให้น่ารักและเข้าถึงได้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ”

 

นอกจาก Clova Brown, Sally และ Doraemon ก็จะเพิ่มคาแรกเตอร์ขวัญใจคนญี่ปุ่น ‘มินเนียน’ เพิ่มมาด้วย พร้อม Clova Desk ลำโพงอัจริยะที่แสดงผลเป็นกราฟิกและเสียง แถมใช้ Vdo Call LINE หรือเช็กสภาพอากาศได้ เตรียมวางช่วงปลายปี นี่ยังไม่นับรวมการเป็นพาร์ตเนอร์กับค่ายรถยนต์ Toyota เพื่อนำบริการ Clova Auto ติดไปเป็นผู้ช่วยส่วนตัวในรถ

 

 

4. ‘LINE Music และ LINE Quick Game’ บริการที่ถูกปรับให้เข้าถึงง่าย ใช้งานได้หลากหลาย

จุนบอกว่าถึงตอนนี้สตรีมมิงมิวสิกอาจจะยังไม่เป็นที่นิยมในญี่ปุ่นมากนัก เพราะคนส่วนใหญ่ยังคงชื่นชอบการซื้อเพลงแบบดาวน์โหลดมากกว่า แต่เทรนด์ในอนาคตก็ชี้ให้เห็นแล้วว่ายังไงๆ มันก็ต้องมาแน่นอน

 

ปัจจุบัน LINE Music (ยังมีให้บริการในญี่ปุ่นที่เดียว) มียอดผู้ใช้งานแบบ Active อยู่ที่ราวๆ 9.7 ล้านราย มีเพลงในระบบกว่า 46 ล้านเพลง และกลยุทธ์สำคัญต่อจากนี้คือการเพิ่มออริจินัลคอนเทนต์จากศิลปินในแพลตฟอร์มให้มีมากขึ้น, ใส่ฟีเจอร์การฟังเพลงเป็น Backgroud Music และห้องแชตเปิดเพลง Chat room BGM

 

LINE ยังขยายขอบเขตการฟังเพลงให้เป็นประสบการณ์แบบ O2O โดยเพิ่มฟีเจอร์ซื้อตั๋วคอนเสิร์ตศิลปินคนโปรดแบบออนไลน์หรือ LINE Ticket ซึ่งนอกจากคอนเสิร์ตยังมีอีเวนต์, ตั๋วชมภาพยนตร์, กีฬา ฯลฯ อีกมาก ซึ่ง LINE กำลังอยู่ในระหว่างการพูดคุยและเจรจากับพาร์ตเนอร์เจ้าต่างๆ อยู่

 

ส่วน LINE Live ที่เดิมทีมีอยู่แล้วก็จะเข้ามาช่วยลดช่องว่างและเพิ่มช่องทางให้ศิลปินสามารถพูดคุยติดต่อสื่อสารกับกลุ่มแฟนๆ ได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้นผ่านฟีเจอร์ LINE Challenge

 

 

ขณะที่ LINE Game อีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญขับเคลื่อน LINE ก็จะถูกปรับให้เข้าถึงง่ายขึ้น จากเดิมที่ผู้ใช้จะต้องไปดาวน์โหลดเกมมาเล่น ซึ่งแน่นอนว่ายุ่งยาก LINE จึงแก้เกมด้วยการทำเกมง่ายๆ ให้เล่นบนแอปฯ แชตได้เลยในชื่อ ‘LINE Quick Game’ มาในรูปแบบมินิเกมขนาดย่อ และมีเกมสุดคลาสสิก Tamagotchi ให้เลือกเล่นด้วย

 

จุนเชื่อว่าเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป อุตสาหกรรมความบันเทิงก็ต้องเปลี่ยนแปลงตาม ดังนั้นในฐานะบริษัทเทคฯ พวกเขาก็ต้องปรับตัวเพื่อให้ภาคธุรกิจบันเทิงของ LINE เติมเต็มความต้องการและชีวิตประจำวันของผู้ใช้ ซึ่งจะเป็นหนทางนำไปสู่ความแข็งแกร่งและยั่งยืน

 

 

5. อ่านข่าวออนไลน์จากความสนใจเฉพาะบุคคลด้วย LINE Digest News

LINE บอกว่าทุกวันนี้แพลตฟอร์มอ่านข่าวออนไลน์ของเขาในญี่ปุ่นอย่าง ‘LINE Digest News’ มีผู้ใช้งานมากกว่า 63 ล้านรายต่อเดือน และมีแอ็กเคานต์ผู้ผลิตข่าวมากกว่า 252 รายแล้ว

 

แต่ในวันที่มีข่าวให้เลือกอ่านบนโลกออนไลน์อยู่หลากหลาย จึงเลือกเอาเฉพาะข่าวที่น่าสนใจมาให้คุณอ่านเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าเกณฑ์ความน่านสนใจของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ระบบของ LINE Digest จึงใช้การวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อจำแนกความสนใจของผู้ใช้แต่ละราย (Deep Personalization) ผ่านข่าวหรือบทความที่ผู้ใช้แต่ละรายใช้เวลาอ่านนาน หรือเสิร์ชบ่อยที่สุด

 

เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดก็จะใช้หลักการของ Data Scientist มาจับคู่ข่าวที่ใช่กับคนที่ชอบ เพื่อให้คอนเทนต์เหล่านั้นเดินทางไปถึงเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์ ช่วยลบวิธีการอ่านข่าวรูปแบบเดิม

 

พร้อมกันนี้ LINE ประเทศญี่ปุ่นยังประกาศอีกด้วยว่าพวกเขาจะให้ความสำคัญกับการผลิตออริจินัลคอนเทนต์ออนไลน์ป้อนแพลตฟอร์มนี้ให้หลากหลายมากขึ้น ไม่ได้มีแค่บทความหรือข่าวอย่างเดียว แต่มีข่าวเชิงสารคดี, ภาพข่าว, ผลสำรวจ, ข่าวเชิงดรามา รวมทั้งยังเปิดรับผลงานจาก UGC ที่ส่งเข้ามาด้วย

 

 

6. เปรียบเทียบที่พักและตํ๋วเครื่องบินด้วย LINE Travel

เรียกว่าครบวงจรไลฟ​สไตล์และกิจวัตรประจำวันของผู้บริโภคอย่างแท้จริง เมื่อ LINE เล็งเจาะตลาดผู้ใช้ในวงกว้าง ให้บริการเปรียบเทียบที่พัก ตั๋วเครื่องบิน รีวิวร้านอาหารเด็ด เพื่อหาดีลเด็ดที่สุดตอบโจทย์ความต้องการของทุกๆ คน

 

LINE ตั้งเป้าไว้ว่าบริการนี้จะต้องเข้ามาช่วยเสริมยอดและตัวเลขรายได้ของฝั่งธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร และสายการบินให้ได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านเยนภายในปี 2019

 

นอกจาก LINE Travel ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ LINE E-Commerce ในประเทศญี่ปุ่น LINE ยังมี LINE Shopping ที่ต้องบอกว่าเป็นแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งมากๆ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้ามาเลือกช้อปซื้อสินค้าที่ต้องโดยใช้ LINE Points ชำระสินค้าแทนเงินสด

 

 

โดยในปีนี้ LINE จะเพิ่มความสามารถและฟีเจอร์ใหม่ให้ LINE Shopping ด้วย Shopping Lens ที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาสินค้าที่ต้องการจะซื้อบนแพลตฟอร์มผ่านการใช้รูปถ่ายได้ พร้อมคาดการณ์ว่ายอดขายและเงินหมุนเวียนในบริการนี้เมื่อจบปี 2018 จะต้องมีไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านเยนเช่นเดียวกับ Travel

 

แม้บริการใหม่ๆ และกลยุทธ์ส่วนใหญ่ของ LINE ที่ถูกประกาศภายในงาน LC18 ปีนี้จะเริ่มนำร่องใช้เฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก แต่ก็มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่โปรดักส์เหล่านี้จะถูกขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ รวมถึงที่ไทยด้วย (ดูเกณฑ์จาก Hyper Localized หรือความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาดเป็นหลัก)

 

จุดร่วมหนึ่งที่น่าสนใจคือ Redesign ของ LINE ในปีนี้ไม่ได้วาดภาพของบริการและโปรดักส์ใหม่ๆ ที่ดูเพ้อฝัน แต่กลับยึดเอาบริการเดิมๆ ที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้วมาหาช่องโหว่เพื่อปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น และเติมเต็มความต้องการของผู้ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

 

ต้องมาติดตามกันต่อไปว่าถ้า LINE ติดอาวุธบนแพลตฟอร์มตัวเองครบมือขนาดนี้ พวกเขาจะสร้างความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบในแต่ละอุตสาหกรรมที่เริ่มเข้าไปจับตลาดได้มากน้อยแค่ไหน

 

โดยเฉพาะถ้าหนึ่งในบริการเหล่านี้ถูกขยายมาที่ประเทศไทยขึ้นมาเมื่อไร ผู้เล่นในเซกเมนต์นั้นๆ อาจจะต้องสะเทือนและเตรียมหากลยุทธ์แก้เกมกันยกใหญ่แน่นอน

The post LINE ปล่อยหมัดเด็ดลุย FinTech และ AI สรุปงาน LINE Conference 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/line-conference-2018/feed/ 0
ส่องรถเมล์ไทย 2 สายนำร่อง 14 มิ.ย. นี้ ใช้ QR Code แทนเงินสด https://thestandard.co/thai-bus-start-pay-by-qr-code-14-june/ https://thestandard.co/thai-bus-start-pay-by-qr-code-14-june/#respond Tue, 12 Jun 2018 22:00:34 +0000 https://thestandard.co/?p=97221

วันพรุ่งนี้ (14 มิ.ย.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขส […]

The post ส่องรถเมล์ไทย 2 สายนำร่อง 14 มิ.ย. นี้ ใช้ QR Code แทนเงินสด appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันพรุ่งนี้ (14 มิ.ย.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. จะนำเอาระบบการชำระค่าโดยสารผ่าน QR Code มาใช้จริงกับรถเมล์สาย A1 (ดอนเมือง-หมอชิต 2) และ A2 (ดอนเมือง-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) ซึ่งได้มีการทดลองใช้มาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายน

 

ช่างภาพ THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจการใช้บริการของประชาชนในรถเมล์สายดังกล่าว หลายคนบอกว่าชำระค่าโดยสารผ่าน QR Code สะดวกดี บางคนบอกว่ายังไม่ค่อยเข้าใจวิธีการมากนัก ขณะที่บางคนเพิ่งทราบว่ามีบริการลักษณะนี้

 

 

และเนื่องจากเป็นช่วงที่เพิ่งเริ่มเปิดให้บริการ ทำให้ผู้โดยสารบางกลุ่มยังไม่ทราบและเข้าถึงข้อมูลมากนัก ขสมก. ได้ปรับวิธีการโดยใส่ข้อมูลประชาสัมพันธ์การชำระค่าโดยสารผ่าน QR Code บนจอแสดงป้ายบอกทางบนรถเมล์ทุกสาย ควบคู่กับให้เจ้าหน้าที่ ขสมก. ประชาสัมพันธ์ต้นทาง-ปลายทาง

 

ขณะที่ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ขสมก. เตรียมขยายให้บริการสาย A3 (ดอนเมือง-สวนลุมพินี) และสาย A4 (ดอนเมือง-สนามหลวง) และในอนาคตวางแผนว่าจะให้ครอบคลุมรถเมล์ทุกสาย

 

 

สำหรับวิธีการชำระค่าโดยสาร QR Code บนรถเมล์นั้น ผู้โดยสารต้องมีแอปพลิเคชันของธนาคารในประเทศไทย โดยจะเป็นธนาคารอะไรก็ได้ เพื่อที่จะสามารถชำระผ่านโทรศัพท์มือถือได้สะดวก

 

 

ส่วนอีกวิธี หากสังเกตในภาพ พนักงานเก็บค่าโดยสาร ขสมก. จะมีป้ายห้อยคอที่มี QR Code อยู่ เพียงเปิดแอปฯ ธนาคารที่ตนใช้งานขึ้นมา เลือกเมนู QR Code ใส่รหัสผ่านการเข้าใช้งานของแอปฯ จากนั้นนำโทรศัพท์มือถือสแกน QR Code บนป้ายห้อยคอของพนักงาน กรอกจำนวนค่าโดยสาร แล้วกดยืนยันเป็นอันเสร็จขั้นตอนการชำระค่าโดยสารผ่าน QR Code

 

The post ส่องรถเมล์ไทย 2 สายนำร่อง 14 มิ.ย. นี้ ใช้ QR Code แทนเงินสด appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thai-bus-start-pay-by-qr-code-14-june/feed/ 0
ชาวสวีเดนและเยอรมันกว่า 6 พันคนฝังไมโครชิปไว้ใต้ผิวหนังแทนการใช้กุญแจ คีย์การ์ด และธุรกรรมทางการเงินในอนาคต https://thestandard.co/microchips-are-getting-under-the-skin-of-thousands-in-sweden/ https://thestandard.co/microchips-are-getting-under-the-skin-of-thousands-in-sweden/#respond Sun, 10 Jun 2018 05:27:08 +0000 https://thestandard.co/?p=96492

ชาวสวีเดนและชาวเยอรมันจำนวนมากต่างตัดสินใจฝังไมโครชิปขน […]

The post ชาวสวีเดนและเยอรมันกว่า 6 พันคนฝังไมโครชิปไว้ใต้ผิวหนังแทนการใช้กุญแจ คีย์การ์ด และธุรกรรมทางการเงินในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชาวสวีเดนและชาวเยอรมันจำนวนมากต่างตัดสินใจฝังไมโครชิปขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าวไว้ใต้ผิวหนัง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะนิยมฝังไว้บริเวณหลังฝ่ามือเพื่อใช้ชีวิตประจำวันให้ง่ายและสะดวกขึ้น ในปัจจุบันทั้งสวีเดนและเยอรมนีมีพลเมืองที่ฝังไมโครชิปดังกล่าวประเทศละกว่า 3,000 คน นับตั้งแต่ปี 2015 ที่ผ่านมา

 

ผู้ที่ฝังไมโครชิปจะสามารถเข้าออฟฟิศ เข้ายิม ซื้ออาหารจากเครื่องขายอัตโนมัติ หรือขึ้นรถไฟโดยไม่จำเป็นต้องใช้ตั๋ว กุญแจ หรือคีย์การ์ดใดๆ โดยใน 1 ปีที่ผ่านมามีผู้โดยสารมากกว่า 130 คนเข้าสู่ระบบจองตั๋วรถไฟขนส่งสาธารณะแห่งชาติสวีเดนผ่านทางไมโครชิปดังกล่าว และคาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น ระบบไมโครชิปดังกล่าวอาจจะต่อยอดไปจนถึงการทำธุรกรรมทางการเงินได้ในอนาคต โดยเฉพาะในประเทศสวีเดนที่กำลังกลายเป็นสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) เกือบจะสมบูรณ์แล้วแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งในปีที่ผ่านมา ปริมาณธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ในระบบเศรษฐกิจของสวีเดนลดต่ำลงและถูกใช้น้อยมากในรอบเกือบ 30 ปีนับตั้งแต่ปี 1990 ซึ่งผลการสำรวจประจำปีของ Insight Intelligence พบว่าชาวสวีเดนกว่า 36% เลิกใช้จ่ายด้วยเงินสดแล้ว และหันมาทำธุรกรรมทางการเงินผ่านบัตรและสมาร์ทโฟนกันเพิ่มมากขึ้น มีเพียง 25% เท่านั้นที่ใช้เงินสดอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์

 

ในส่วนของระบบความปลอดภัย แม้จะยังพอมีช่องโหว่อยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าน้อยมาก อีกทั้งยังมีหน่วยงานจัดการด้านความปลอดภัยดูแลและป้องกันเรื่องข้อมูลรั่วไหลอย่างเป็นระบบ ทางด้าน สเวน เบกเกอร์ หัวหน้า I am Robot องค์กรเดียวที่จัดจำหน่ายไมโครชิปดังกล่าวในเยอรมนีเผยว่าการฝังไมโครชิปดังกล่าวจะทำให้ชีวิตของมนุษย์สะดวกสบายเพิ่มมากขึ้น โดยราคาไมโครชิปดังกล่าวอยู่ที่ 59.90-79.90 ยูโร (ราว 2,300-3,000 บาท)

 

อ้างอิง:

The post ชาวสวีเดนและเยอรมันกว่า 6 พันคนฝังไมโครชิปไว้ใต้ผิวหนังแทนการใช้กุญแจ คีย์การ์ด และธุรกรรมทางการเงินในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/microchips-are-getting-under-the-skin-of-thousands-in-sweden/feed/ 0
Cashless Society เมื่อการใช้เงิน(สด)ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป [Advertorial] https://thestandard.co/cashless-society/ https://thestandard.co/cashless-society/#respond Tue, 15 May 2018 03:25:44 +0000 https://thestandard.co/?p=88994

Cashless Society ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หลายคนอาจจะยังสงสัย […]

The post Cashless Society เมื่อการใช้เงิน(สด)ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

Cashless Society ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

หลายคนอาจจะยังสงสัยกับคำว่า Cashless Society หรือ Cashless Economy (สังคมไร้เงินสด) คืออะไร หากพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือสังคมเศรษฐกิจที่มองว่าเงินสดที่จับต้องได้ในรูปแบบธนบัตรหรือเหรียญนั้นจะมีความสำคัญน้อยลง ซึ่งในปัจจุบันการใช้เงินในรูปแบบดังกล่าวนับเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้มีระบบรองรับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้มาตรฐานภายใต้นโยบาย National e-Payment ซึ่งระบบดังกล่าวนั้นสอดคล้องกับการใช้งานเทคโนโลยี โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือที่ขยายตัวมากขึ้น และมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งการที่เราโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารต่างๆ โอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) หรือการจองตั๋วเครื่องบิน ตั๋วหนังผ่านระบบออนไลน์แล้วชำระผ่านบัตรเดบิตหรือเครดิตก็คือส่วนหนึ่งของ Cashless Society นั่นเอง ยังไม่นับไปถึงการจ่ายเงินผ่าน QR Code หรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์ประเภทต่างๆ รวมไปถึง e-Wallet ที่กำลังเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน

 

สังคมไร้เงิน(สด)ดีอย่างไร

แน่นอนว่าทำให้ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้สะดวกสบายยิ่งขึ้น เพราะการทำธุรกรรมของเรานั้นไร้ข้อจำกัด เรียกว่าทำธุรกรรมได้แบบ Anywhere, Anytime and Anybody เพราะไม่ว่าใครก็สามารถโอน จ่าย เติม ได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านการทำธุรกรรมออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือหรือเว็บไซต์ ไม่ต้องกังวลเรื่องการถือเงินสดเป็นจำนวนมากๆ ไว้กับตัว ไม่ต้องรอเงินทอน รวมถึงตัดปัญหาเรื่องธนบัตรปลอมที่มีข่าวออกมาเป็นระยะๆ ยิ่งในปัจจุบันการทำธุรกรรมออนไลน์นั้นง่ายขึ้นไปอีกขั้น เพราะธนาคารหลายแห่งได้พร้อมใจกันประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมในการโอน จ่าย เติม เมื่อทำธุรกรรมออนไลน์ผ่านระบบของธนาคารต่างๆ และเมื่อความนิยมในการใช้ e-Payment สูงขึ้น จะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตและเพิ่มช่องทางการทำธุรกิจต่างๆ ให้กับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตของ GDP ของประเทศในอนาคตอีกด้วย

 

ประเทศพี่ใหญ่อย่างจีนนั้น ประชากรแทบทุกคนในประเทศแทบจะไม่แตะเงินสดกันแล้ว ทุกคนมีสมาร์ทโฟนเพื่อใช้จ่ายผ่านระบบ Mobile Payments ยอดฮิตอย่าง WeChat หรือ Alipay เพียงแค่ใช้โทรศัพท์มือถือที่มีแอปพลิเคชันชำระเงินก็สามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการตามร้านค้าปลีกเล็กๆ ริมถนนไปจนถึงห้างสรรพสินค้า รวมทั้งการจ่ายค่าตั๋วรถโดยสาร รถไฟระหว่างเมือง และขนส่งมวลชนรูปแบบต่างๆ ผ่าน QR Code ของร้านค้าที่มีไว้รับชำระเงินโดยเฉพาะ หากใครเดินทางไปประเทศจีน คุณจะรู้ทันทีว่าการใช้เงินสดนั้นลำบากกว่าการใช้จ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชันชำระเงินหลายเท่าตัว

 

การรองรับ Cashless Society ของสถาบันการเงินและหน่วยงานต่างๆ

สถาบันการเงินต่างๆ ก็เร่งปรับรูปแบบเพื่อรองรับ Cashless Society กันหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าเป็นการให้บริการในรูปแบบธุรกรรมออนไลน์ของ Internet Banking หรือ Mobile Application ต่างๆ ซึ่งเข้ามามีบทบาทในธุรกิจของ e-Commerce เป็นอย่างมาก ซึ่งธุรกรรมดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกจำกัดไว้เฉพาะในภาคเอกชนเท่านั้น เพราะในปีนี้ส่วนราชการต่างๆ ก็มีการเริ่มปรับรูปแบบของการรับชำระเงินต่างๆ มาเพื่อรองรับ Cashless Society เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการชำระค่าภาษีต่างๆ การชำระค่าธรรมเนียมการต่อใบขับขี่ ชำระภาษีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ชำระค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดิน การทำหนังสือเดินทาง (Passport) หรืออื่นๆ ก็ไม่จำเป็นต้องพกเงินสดไป เพราะสามารถใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ทั้งบัตรเดบิต บัตรเครดิต หรือใช้ Mobile Application ของธนาคารผ่านการสแกน QR Code เพื่อชำระค่าบริการต่างๆ ได้ทันที

 

บัตร ‘พร้อมจ่าย’ แม้ไม่มีบัญชีธนาคารก็พร้อมจ่ายได้ทันที

หลายคนที่ไม่มีบัญชีธนาคารหรือกังวลเรื่องความยุ่งยากในการไปเปิดบัญชีที่ธนาคารก็สามารถใช้งานบัตรอิเล็กทรอนิกส์แบบเติมเงินที่ชื่อว่า ‘บัตรพร้อมจ่าย’ ของธนาคารกรุงไทย ถือบัตรใบเดียวก็สามารถรูดใช้จ่ายกับหน่วยงานภาครัฐหรือราชการต่างๆ ได้แล้ว ซึ่งข้อดีของบัตรพร้อมจ่ายใบนี้ ได้แก่

 

 

 

เมื่อโลกเปลี่ยน เทรนด์ของรูปแบบการใช้เงินก็เปลี่ยนตามไปด้วย ซึ่งการก้าวเข้าสู่ Cashless Society อย่างสมบูรณ์แบบได้นั้นต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงธุรกิจรายใหญ่และรายย่อย ข้อดีของ Cashless Society มีมากมายขนาดนี้แล้ว คุณล่ะเตรียมพร้อมกับสังคมไร้เงิน(สด)แล้วหรือยัง

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.ktb.co.th/th/personal/cards/ktb-debit-card-privileges/308

The post Cashless Society เมื่อการใช้เงิน(สด)ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/cashless-society/feed/ 0
แม่ค้าออนไลน์ยิ้มรับทรัพย์ได้เต็มที่ กสิกรไทยจัดให้…ฟรีค่าธรรมเนียมและพื้นที่ขายของ [Advertorial] https://thestandard.co/k-plus-no-fee-charged/ https://thestandard.co/k-plus-no-fee-charged/#respond Wed, 04 Apr 2018 07:55:41 +0000 https://thestandard.co/?p=81591

นับว่าตอบโจทย์ยุคของสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ไ […]

The post แม่ค้าออนไลน์ยิ้มรับทรัพย์ได้เต็มที่ กสิกรไทยจัดให้…ฟรีค่าธรรมเนียมและพื้นที่ขายของ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

นับว่าตอบโจทย์ยุคของสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ได้เป็นอย่างดี จากการที่ธนาคารกสิกรไทยประกาศ ‘ฟรีค่าธรรมเนียม’ ตลอดไป ทั้งบริการ ‘โอน เติม จ่าย’ สำหรับแม่ค้าออนไลน์ที่ใช้ K PLUS SHOP ต่างก็ยิ้มรับทรัพย์กันไปถ้วนหน้า เพราะนอกจากการโอน เติม จ่าย ที่ไร้ค่าธรรมเนียมแล้ว ฟีเจอร์เด่นๆ ที่ยกขบวนพ่วงมากับแอปฯ นี้ก็เจ๋งไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น

 

 

  • รับเงินง่ายๆ ผ่าน QR Code และที่เด็ดสุดๆ คือแม่ค้าออนไลน์สามารถสร้างบิลยอดซื้อของลูกค้าแต่ละรายและส่งผ่านโซเชียลมีเดียได้ทันที ที่เหลือก็เป็นเรื่องของระบบที่จะทำการตรวจสอบข้อมูลการโอนเงินโดยอัตโนมัติ ทีนี้ก็ไม่ต้องนั่งรอสลิป แถมตัดความกังวลเรื่องส่งสลิปปลอมทิ้งไปได้เลย
  • แจ้งเตือนยอดเงินเข้าผ่านมือถือแบบเรียลไทม์ ทั้งเจ้าของและพนักงานหน้าร้าน และยังสามารถเพิ่มสิทธิ์ของพนักงานได้สูงสุดถึง 10 คน โดยเจ้าของไม่จำเป็นต้องอยู่หน้าร้าน  
  • สรุปยอดขายได้รายชั่วโมง รายวัน และรายเดือน และดึงข้อมูลออกจากระบบเพื่อมาวิเคราะห์ต่อได้
  • รับเงินจากนักช้อปชาวจีนได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน Alipay หรือ WeChat Pay สมัครผ่านแอปฯ ก็ง่ายแค่ปลายนิ้ว
  • สามารถสร้างแคมเปญหรือโปรโมชันด้วยฟีเจอร์บัตรสะสมแต้ม สำหรับลูกค้าที่ช้อปปิ้งกับร้านค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี

 

 

คุณพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า “จากการที่ธนาคารประกาศฟรีค่าธรรมเนียมตลอดไป สำหรับบริการโอน เติม จ่าย ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคมเป็นต้นมา ผู้ประกอบการที่ขายของออนไลน์หรือแม่ค้าออนไลน์ เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์อย่างมาก ทั้งขารับและขาจ่าย ในฝั่งขารับเงินจากลูกค้าผ่าน K PLUS SHOP ที่ผ่านมาค่าธรรมเนียมโอนเงินต่างธนาคารเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจซื้อของลูกค้า การปลดล็อกค่าธรรมเนียมดังกล่าวทำให้แม่ค้าออนไลน์มียอดขายเพิ่มมากขึ้น ในฝั่งขาจ่ายเงินให้กับคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์ ผ่าน K PLUS ก็ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความคล่องตัว ในการทำธุรกิจต่อจากนี้แม่ค้าออนไลน์สามารถทำธุรกิจได้โดยใช้บัญชีเดียว ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อในอนาคตอีกด้วย”

 

 

นอกจากค่าธรรมเนียมที่ฟรีแล้ว ธนาคารกสิกรไทยยังสนับสนุนพื้นที่ให้กับร้านค้าต่างๆ ได้ขายของในงาน K PLUS PEEPSTER MARKET กันแบบฟรีๆ ณ บริเวณหน้าลานพดด้วง ธนาคารกสิกรไทย พหลโยธิน เมื่อวันที่ 28-30 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดพื้นที่และเปิดโอกาสให้แม่ค้าออนไลน์ทั้งหลายได้เปิดแผงขายสินค้าเพื่อเพิ่มฐานลูกค้าใหม่และเพิ่มยอดขาย ซึ่งจบงาน 3 วัน ร้านค้าออนไลน์ที่เข้าร่วม 60 ร้านค้า มีจำนวนธุรกรรมผ่าน K PLUS SHOP 5,200 รายการ มูลค่าการทำธุรกรรมรวม 1.8 ล้านบาท แม่ค้าออนไลน์ยิ้มรับทรัพย์กันได้ยาวๆ เพราะธนาคารกสิกรไทยมีแพลนการจัดงาน K PLUS PEEPSTER MARKET กันทุกๆ 3 เดือน  

 

 

ซึ่งคุณพัชรได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในปัจจุบันธนาคารกสิกรไทยมีร้านค้าใช้แอปฯ K PLUS SHOP จำนวน 1.2 ล้านร้านค้า มีจำนวนธุรกรรม 2.41 ล้านรายการ และมูลค่าการทำธุรกรรมรวม 2,718 ล้านบาท ซึ่งการสนับสนุนแม่ค้าออนไลน์ของธนาคารในครั้งนี้จะทำให้สิ้นปีนี้มีร้านค้าใช้แอปฯ K PLUS SHOP เพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านร้านค้า และมีมูลค่าการทำธุรกรรมรวม 4,100 ล้านบาท”

 

 

และนี่คือความเจ๋งของแอปฯ K PLUS SHOP ที่ช่วยให้การทำธุรกรรมต่างๆ สร้างความสะดวกให้กับแม่ค้าออนไลน์เป็นอย่างมาก ทีนี้ไม่ว่าออเดอร์จะปังแค่ไหน แม่ค้าออนไลน์ก็วางใจได้เมื่อใช้ K PLUS SHOP ทุกธุรกรรมฟรี! จบ ครบในแอปฯ เดียว

The post แม่ค้าออนไลน์ยิ้มรับทรัพย์ได้เต็มที่ กสิกรไทยจัดให้…ฟรีค่าธรรมเนียมและพื้นที่ขายของ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/k-plus-no-fee-charged/feed/ 0
27 มีนาคมนี้ หน่วยงานราชการพร้อมรับชำระเงินด้วย QR Code และบัตรเครดิต รองรับสังคมไร้เงินสด https://thestandard.co/government-support-cashless-society-by-qr-code-and-credit-card/ https://thestandard.co/government-support-cashless-society-by-qr-code-and-credit-card/#respond Tue, 20 Mar 2018 06:28:44 +0000 https://thestandard.co/?p=78529

กรมบัญชีกลาง เร่งติดตั้งเครื่อง EDC (เครื่องรูดบัตรเครด […]

The post 27 มีนาคมนี้ หน่วยงานราชการพร้อมรับชำระเงินด้วย QR Code และบัตรเครดิต รองรับสังคมไร้เงินสด appeared first on THE STANDARD.

]]>

กรมบัญชีกลาง เร่งติดตั้งเครื่อง EDC (เครื่องรูดบัตรเครดิต) และ QR Code ให้กับหน่วยงานราชการ เพื่อสนับสนุนให้ราชการไทยเป็นสังคมไร้เงินสด เพิ่มความสะดวก ปลอดภัย พร้อมให้บริการพร้อมกันทั่วประเทศ 27 มีนาคมนี้

 

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางได้ประสานธนาคารให้เร่งติดตั้งเครื่อง EDC และ QR Code ให้หน่วยงานราชการ เพื่อให้พร้อมรับชำระเงินค่าบริการต่างๆ ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์จากประชาชน ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2561

 

สำหรับหน่วยงานใดที่ได้แจ้งความประสงค์ว่าจะขอติดตั้งเครื่อง EDC เพิ่มเติมจากเดิม เพื่อให้สามารถบริการประชาชนได้อย่างสะดวกและทั่วถึงยิ่งขึ้น กรมบัญชีกลางจะแจ้งข้อมูลให้ธนาคารทราบเพื่อทยอยติดตั้งเครื่อง EDC และ QR Code ให้ครบและพร้อมใช้งานได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2561 ต่อไป

 

นอกจากนี้กรมบัญชีกลางยังได้จับมือกับสมาคมธนาคารไทย ร่วมกันประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับช่องทางการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้แก่ การใช้บัตรเดบิต บัตรเครดิต

 

การชำระเงินผ่าน QR Code Bill Payment อินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง รวมถึงการใช้บัตรชำระเงินแบบ e-Money เพื่อให้ประชาชนเลือกใช้ในการชำระค่าบริการต่างๆ ของส่วนราชการได้

 

อ้างอิง:

The post 27 มีนาคมนี้ หน่วยงานราชการพร้อมรับชำระเงินด้วย QR Code และบัตรเครดิต รองรับสังคมไร้เงินสด appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/government-support-cashless-society-by-qr-code-and-credit-card/feed/ 0