Carabao Cup Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/carabao-cup/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 28 Aug 2025 05:30:58 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เป็นอีกครั้งที่โลกฟุตบอลบอกกับเราว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ https://thestandard.co/football-unpredictable-anything-possible/ Thu, 28 Aug 2025 05:30:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1112480

ค่ำคืนที่ Blundell Park กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขอ […]

The post เป็นอีกครั้งที่โลกฟุตบอลบอกกับเราว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ค่ำคืนที่ Blundell Park กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลกลูกหนัง

 

เมื่อแฟนบอล Grimsby Town แห่งลีกทู วิ่งกรูลงสนามหลังเห็นทีมรัก…สร้างหนึ่งใน ‘ปาฏิหาริย์ลูกหนัง’ ด้วยการเขี่ย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกรอบ คาราบาว คัพ

 

ชาร์ลส์ เวอร์แนม และ ไทเรล วอร์เรน อดีตเด็กปั้นปีศาจแดง ยิงให้ Grimsby นำห่าง 2-0 ตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรก ท่ามกลางเสียงเชียร์จากแฟนบอล 8,647 คนที่เต็มความจุสนาม

 

แม้ยูไนเต็ดจะไล่ตีเสมอได้จาก ไบรอัน เอ็มเบวโม่ นาที 75 และ แฮร์รี แม็กไกวร์ นาที 89 จนเกมยืดไปถึงการดวลจุดโทษ แต่ช่วงเวลาแห่งฝันร้ายของ Grimsby ก็กลายเป็นฝันอันหวานชื่นในทันทีเมื่อพวกเขาชนะการดวลเป้า 12-11 แม้กระทั่งผู้รักษาประตูทั้งสองทีมยังต้องยิงจุดโทษด้วยตัวเอง

 

“มันบ้าคลั่งจริงๆ” คริส ซัตตัน อดีตดาวยิงพรีเมียร์ลีกและกูรู BBC กล่าว

 

“แฟนบอลที่บุกลงสนาม พวกเขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน การยิงจุดโทษก็เพี้ยนพอๆ กับเกม 90 นาที นี่แหละคือ giant killing (แจ็กผู้ฆ่ายักษ์) ที่แท้จริง”

 

จากทีมที่ 4 ปีก่อนยังเล่นอยู่ในเนชันแนลลีก วันนี้ Grimsby กำลังถูกพูดถึงไปทั่วโลก ผู้จัดการทีม เดวิด อาร์เทล บอกว่า “นี่คือค่ำคืนที่ยอดเยี่ยมสำหรับสโมสร เมือง และชุมชน”

 

ขณะที่ผู้รักษาประตู คริสตี พิม ที่ทั้งเซฟและยิงประตูเองในช่วงดวลจุดโทษ ยอมรับว่า “มันยังไม่ทันซึมซับเลย…ผมเป็นแฟนแมนยูด้วยนะ เลยเหมือนทั้งโกรธทั้งดีใจในเวลาเดียวกัน แต่คืนนี้คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงเล่นฟุตบอล มันยอดเยี่ยมจริงๆ”

 

สำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ความพ่ายแพ้ครั้งนี้กำลังจะถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในเกมที่แย่ที่สุดของพวกเขา เมื่อสโมสรที่มีมูลค่าทีม 765 ล้านปอนด์ ถูกทีมที่มีมูลค่าเพียง 3.1 ล้านปอนด์จากลีกล่างกว่า 3 ดิวิชันเขี่ยตกรอบ มันคือการตอกย้ำว่าในเกมลูกหนัง ไม่มีชื่อชั้นหรือราคาค่าตัวใดการันตีชัยชนะได้เสมอไป…

 

The post เป็นอีกครั้งที่โลกฟุตบอลบอกกับเราว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Monomax คว้าลิขสิทธิ์ Carabao Cup พร้อมเป็นเจ้าแรกในไทยที่ถ่ายฟุตบอลอังกฤษครบทุกลีก https://thestandard.co/monomax-carabao-cup-all-english-leagues/ Fri, 08 Aug 2025 09:37:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1105348 Monomax Carabao Cup

วันนี้ (8 สิงหาคม) Monomax ได้ทำการแถลงข่าวร่วมกับพันธม […]

The post Monomax คว้าลิขสิทธิ์ Carabao Cup พร้อมเป็นเจ้าแรกในไทยที่ถ่ายฟุตบอลอังกฤษครบทุกลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Monomax Carabao Cup

วันนี้ (8 สิงหาคม) Monomax ได้ทำการแถลงข่าวร่วมกับพันธมิตร บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  ถ่ายทอดสด คาราบาว คัพ ครบทุกคู่ 93 แมตช์ เริ่มตั้งแต่ รอบแรก ในวันที่ 12 สิงหาคม พร้อมกับลีกแชมเปียนชิป ลีกวัน และ ลีกทู โดยผู้ที่ซื้อแพ็กเกจ Monomax Standard ไปแล้ว สามารถรับชมได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม 

 

โดยนับเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ตามที่ผู้ให้บริการระบุ ที่มีผู้ให้บริการที่ถ่ายทอดสดฟุตบอลครบทุกลีกในเกาะอังกฤษ ทั้งพรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ คาราบาวคัพ ลีกวัน และ ลีกทู ที่รวมอยู่ในแพ็กเกจเดียวกันทั้งหมด 

 

ซึ่ง THE STANDARD SPORT ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ น.ส. หทัยทิพย์ หมัดจุ้ย ผู้อำนวยการธุรกิจดูหนังออนไลน์ บริษัท โมโน สตรีมมิ่ง จำกัด หรือ Monomax ถึงที่มาของดีลครั้งนี้ในช่วงเวลาที่สตรีมมิ่งกีฬาในประเทศไทยกำลังคึกคักมากเป็นพิเศษ ด้วยผู้ให้บริการที่หลากหลายในราคาที่แข่งขันกันดึงดูดแฟนกีฬาชาวไทยได้เป็นอย่างมาก และได้ข้อสรุปมาดังนี้ 

 

1. เหตุผลและที่มาของการได้สิทธิ์ Carabao Cup 

 

  • หลังจาก Monomax ได้สิทธิ์ พรีเมียร์ลีก ก็มีแผนมองหาลีกอื่นเพื่อเพิ่มความคุ้มค่าของแพ็กเกจให้ผู้สมัครสมาชิก
  • ทราบจาก Carabao เพียง 2 วันว่ากำลังหาผู้ถ่ายทอด ก็รีบติดต่อทันที
  • การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะ Carabao ไม่ได้มุ่งเน้นค่าลิขสิทธิ์ แต่ต้องการให้ลีกถูกถ่ายทอดจริง
  • มีการคุยกับ EFL (English Football League) ซึ่งดูแล Carabao Cup และลีกอื่นควบคู่ไปด้วย
  • เป้าหมายคือทำให้แพ็กเกจรวมฟุตบอลฝั่งอังกฤษครบถ้วนในที่เดียว

 

2. กลยุทธ์ด้านตลาดและลูกค้า

 

  • ใช้แนวคิด “ความคุ้มค่า” เป็นหัวใจหลัก ให้ลูกค้าได้พรีเมียร์ลีก + Carabao Cup ในราคาเข้าถึงได้ พร้อมกับทุกลีกในเกาะอังกฤษ 
  • ช่วงก่อนเปิดฤดูกาล ได้ทดสอบดึงรายการอื่นเข้ามา เช่น FIFA Club World Cup และแมตช์ปรีซีซัน เพื่อให้แฟนบอลได้ “ชิมลาง”
  • ราคาและคอนเทนต์ได้รับฟีดแบ็กดี มียอดสมัครเพิ่มทุกครั้งที่มีแมตช์สำคัญ
  • ตั้งเป้าเพิ่มฐานผู้ชม EPL จากเดิมที่ดูเป็นประจำ 8% จากข้อมูลของ NIDA Poll ให้ขยายสู่กลุ่ม 80+% ที่ดูเป็นครั้งคราว หรือไม่ได้รับชมเลยมากขึ้น 

 

3. การแข่งขันและมุมมองต่ออุตสาหกรรม

 

  • ปีนี้เป็นปีที่การแข่งขันสตรีมมิ่งกีฬาในไทยสูง มีผู้ให้บริการหลายราย  มองว่าเป็น Healthy Competition สำหรับอุตสาหกรรมสตรีมมิ่งกีฬาไทย
  • Monomax ใช้ฐานผู้ชมหนัง/ซีรีส์เดิม ผนวกกับฐานผู้ชมกีฬา เพื่อขยายตลาด
  • มองตลาดสตรีมมิ่งกีฬาเป็นโอกาสเติบโตทั้งในไทยและภูมิภาค (ลาว, กัมพูชา) และมีเป้าหมายขยายสู่ระดับ global
  • หากบรรลุเป้าหมาย อาจเจรจาขยายสิทธิ์ EPL เพิ่มในอนาคต

 

4. ปรับตัวตามพฤติกรรมผู้ชม

 

  • ช่วงเปิดลีก 2 เดือนแรก ทาง Monomax ได้เก็บคอมเมนต์จากโซเชียลเพื่อนำมาปรับปรุงระบบและประสบการณ์ใช้งานทุกวัน
  • เป้าหมายให้การเข้าถึงง่ายขึ้น สมูทขึ้น เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ชมให้คุ้นกับการดูผ่านแพลตฟอร์มถูกลิขสิทธิ์
  • ใช้ Carabao Cup เป็นตัวเสริมขยายฐานจากแฟน EPL สู่กลุ่มแฟนบอลทั่วไปและแฟนคาราบาวที่มีอยู่แล้ว

 

นั่นหมายความว่า Monomax เดินเกมรุกตลาดสตรีมมิ่งกีฬาเต็มตัว หลังได้ EPL และเสริมด้วย Carabao Cup เพื่อสร้างความคุ้มค่าครบแพ็กในราคาจับต้องได้ มุ่งขยายฐานผู้ชมจากแฟนขาประจำสู่ผู้ชมทั่วไป พร้อมใช้โอกาสจากการแข่งขันในตลาดเป็นแรงผลักดันของสตรีมมิ่งกีฬาไทยไปสู่ระดับภูมิภาคและโลก

The post Monomax คว้าลิขสิทธิ์ Carabao Cup พร้อมเป็นเจ้าแรกในไทยที่ถ่ายฟุตบอลอังกฤษครบทุกลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จารึกแชมป์ประวัติศาสตร์ชาติจอร์ดี้ แชมป์ที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ในชาตินี้ (ไม่ต้องรอชาติหน้า) https://thestandard.co/opinion-geordie-historic-champion/ Mon, 17 Mar 2025 11:47:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1053224

เพียง 45 วินาทีหลังเสียงนกหวีดแรกของการแข่งขัน จอร์ดี้ฮ […]

The post จารึกแชมป์ประวัติศาสตร์ชาติจอร์ดี้ แชมป์ที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ในชาตินี้ (ไม่ต้องรอชาติหน้า) appeared first on THE STANDARD.

]]>

เพียง 45 วินาทีหลังเสียงนกหวีดแรกของการแข่งขัน จอร์ดี้ฮีโร่อย่าง แจ็คกี้ มิลเบิร์น สามารถทำประตูขึ้นนำให้ นิวคาสเซิล ได้เปรียบแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คู่ปรับในวันนั้นอย่างรวดเร็ว

 

ก่อนที่สุดท้ายพลพรรคแม็กไพส์จะคว้าชัยชนะได้ด้วยสกอร์ 3-1 ต่อหน้าผู้ชมถึงกว่า 100,000 คนที่เข้ามาชมที่เวมบลีย์ในยุคที่ยังมีหอคอยคู่อยู่

 

แชมป์ในครั้งนั้นของนิวคาสเซิลเป็นการตอกย้ำยุคสมัยอันยิ่งใหญ่ของชาวไทน์ไซด์ เพราะเป็นการคว้าแชมป์เอฟเอคัพหนที่ 3 ในช่วงระยะเวลา 5 ปี และเป็นการคว้าแชมป์เอฟเอคัพรวมเป็นสมัยที่ 6

 

สถิติการทำประตูภายใน 45 วินาทีของมิลเบิร์นยังเป็นสถิติทำประตูที่เร็วที่สุดในนัดชิงเอฟเอคัพที่ยืนยงมาจนถึงปี 1997

 

ลองจินตนาการว่าหลังจบเกมในครั้งนั้นจะมีแฟนชาวทูน อาร์มี่ สักกี่คนที่คิดว่าพวกเขาคงน่าจะได้ฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ในลอนดอนอีกในเร็วๆ นี้

 

“ไว้เจอกันใหม่” หลายคนอาจคิดแบบนี้และบอกมิตรสหายไปแบบนั้น

 

โดยมิได้ล่วงรู้เลยว่าพวกเขาต้องรอคอยอีกยาวนานถึง 70 ปี และผ่านความเจ็บปวดแบบซ้ำๆ อีกถึง 9 ครั้งกว่าที่จะได้มีรอยยิ้มและได้ฉลองชัยชนะด้วยกันอีกครั้งที่เมกะลูกหนังแห่งนี้

 

และนี่คือเหตุผลที่ดีที่สุดที่เข้าใจได้ว่าทำไมชัยชนะเหนือลิเวอร์พูลเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาถึงมีความหมายกับชาวจอร์ดี้มากมายถึงขนาดนี้

 

 

นิวคาสเซิลเป็นเมืองที่แปลกในทางลูกหนัง

 

แม้ว่าจะเป็นเมืองใหญ่แต่พวกเขาไม่ได้มีสโมสรฟุตบอลมากมายหลายแห่งเหมือนเมืองอื่นเขา สโมสรฟุตบอลแห่งเดียวที่มีในเมืองแห่งนี้คือนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ซึ่งตามพงศาวดารลูกหนังแล้วก่อตั้งในปี 1881 (เริ่มจากสแตนลีย์ เอฟซี ที่ต่อมารวมกับอีสต์เอนด์ เอฟซี มาเป็นนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ในปี 1892) แต่ละสนามฟุตบอลแห่งเดียวที่จะรวมตัวทุกคนคือเซนต์เจมส์พาร์ก ที่เริ่มใช้งานเป็นครั้งแรกในปี 1886

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองที่ทำให้นิวคาสเซิลเป็นทีมที่ได้รับความรักจากชาวไทน์ไซด์อย่างล้นปรี่ เพราะไม่ต้องแบ่งหัวใจนี้ไปให้ใคร

 

ความรัก ความทุ่มเท ความคลั่งไคล้ของแฟนบอลชาวจอร์ดี้ (Geordies) หรือที่เรียกกันว่าเหล่าทูน อาร์มี่ (Toon Army) – ซึ่งมีทฤษฎีบอกว่ามาจากคำว่าไทน์ (Tyne) แม่น้ำสายหลักที่พาดผ่านเมือง แต่สำเนียงแปร่งของคนจอร์ดี้ดันออกเสียงคล้าย ‘ทูน’ และอีกทฤษฎีคือชาวจอร์ดี้ออกเสียงคำว่า ‘ทาวน์’ (Town) เป็น ‘ทูน’ (Toon) – นั้นขึ้นชื่อว่าไม่เคยเป็นสองรองใครบนแผ่นดินอังกฤษ

 

เป็นความรักที่ไม่มีข้อแม้และไม่มีเงื่อนไข

 

นั่นอาจเป็นเพราะถ้าไม่รักทีมนี้ ไม่เชียร์ทีมนี้ พวกเขาก็ไม่มีทีมฟุตบอลอะไรให้เชียร์แล้ว แต่ในความเป็นจริงนั้นชาวจอร์ดี้ได้รับการปลูกฝังเรื่องความรักและผูกพันกับสโมสรมายาวนานตั้งแต่เกิด

 

ดังนั้นไม่ว่าทีมจะอยู่ยุคสมัยที่ประสบความสำเร็จ หรือตกต่ำจมลงในความมืดมนอนธการ ชาวจอร์ดี้จะอยู่เคียงข้างสโมสรเสมอแบบ No Matter What

 

เรื่องที่น่าเศร้าคือพวกเขาต้องทนทุกข์อยู่กับความตกต่ำและความเจ็บปวดที่ยาวนาน ทั้งๆ ที่เคยเป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของวงการฟุตบอลอังกฤษ โดยเฉพาะในยุค 1930 เป็นต้นมา ต่อในช่วงหลังมหาสงครามโลกครั้งที่ 2

 

การคว้าแชมป์เอฟเอคัพสมัยที่ 3 ในรอบ 5 ปี และเป็นการคว้าแชมป์เอฟเอคัพสมัยที่ 6 ของนิวคาสเซิลที่ทำได้ตั้งแต่ปี 1955 หรือเมื่อ 70 ปีที่แล้ว คือฟิล์มกระจกที่เก็บความทรงจำของความยิ่งใหญ่ในวันวานไว้ แต่มันถูกเก็บเอาไว้อย่างดีจนเกินไป จนผู้คนนั้นลืมไปหมดแล้วว่าช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่นั้นมีหน้าตาแบบไหน

 

โทรฟีสุดท้ายที่ได้คืออินเตอร์ซิตี้แฟร์คัพ (Inter-City Fairs Cup) หรือยูฟ่าคัพในเวลาต่อมา และยูฟ่ายูโรปาลีกในปัจจุบัน ซึ่งก็ได้มาเมื่อปี 1969 หรือ 56 ปีที่แล้ว

 

ยากจะบอกได้ว่าชาวจอร์ดี้ที่ทันช่วงเวลานั้นยังเหลืออยู่อีกกี่มากน้อย

 

เพราะมันนานเหลือเกิน เปรียบได้ดังชั่วอายุคน

 

 

ในหนึ่งชั่วอายุนั้นมีความพยายามที่จะกอบกู้สโมสรที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ให้กลับมาผงาดอย่างสง่างามอีกครั้ง โดยเฉพาะความพยายามครั้งใหญ่ของมหาเศรษฐีผู้เป็นสายเลือดแท้ของชาวจอร์ดี้ ที่ร่ำรวยมีเงินทองมากมายและปรารถนาที่จะเห็นภาพในความทรงจำที่สวยงามกลับมาอีกครั้ง

 

มหาเศรษฐีคนดังกล่าวคือ เซอร์ จอห์น ฮอลล์ ที่กลายมาเป็นประธานสโมสรในปี 1992 ซึ่งหลังมีอำนาจในการบริหาร ได้แต่งตั้ง เควิน คีแกน ตำนานกองหน้าทีมชาติอังกฤษ มาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่แทนที่ ออสซี อาร์ดิเลส อดีตสตาร์ต่างชาติคนแรกๆ ของฟุตบอลอังกฤษที่เคยโด่งดังกับสเปอร์ส

 

คีแกน ความจริงแล้วด้วยศักดิ์และสิทธิ์เขาคือหนึ่งในซูเปอร์สตาร์ระดับสูงสุดของประเทศ เป็นอดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษ เป็นนักเตะเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ถึง 2 สมัย ประสบความสำเร็จมากมายไม่ว่าจะกับลิเวอร์พูล หรือฮัมบูร์ก ในบุนเดสลีกา ประเทศเยอรมนี

 

พูดแบบนี้จะบอกว่าคีแกนไม่จำเป็นต้องรับงานจาก เซอร์ จอห์น ฮอลล์ ก็ได้ เขามีสิทธิ์จะเลือกได้ และนิวคาสเซิลในเวลานั้นก็สถานการณ์ตกที่นั่งลำบาก พวกเขามีโอกาสจะตกชั้นจากดิวิชัน 2 (เดอะแชมเปียนชิปในปัจจุบัน) ไปสู่ดิวิชัน 3 (ในขณะนั้น หรือลีกวันในปัจจุบัน) ด้วยซ้ำไป

 

แต่ ‘เดอะไมตี้เมาส์’​ ตอบตกลงที่จะรับตำแหน่งนี้ด้วยเหตุผลเดียวกับ เซอร์ จอห์น ฮอลล์

 

เพราะเขาเองก็เป็นสายเลือดจอร์ดี้ทั้งตัวและหัวใจเหมือนกัน

 

คำว่าสายเลือดจอร์ดี้นี้ยิ่งใหญ่ และมันเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ทั้งประธานสโมสรและผู้จัดการทีมตั้งใจจะพานิวคาสเซิลกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ได้สำเร็จ ด้วยการหนุนหลังทางการเงินแบบไม่อั้น ทีมแม็กไพส์ (ซึ่งมาจากสีขาวดำของนกแม็กไพส์ อันเป็นสีประจำสโมสร) กวาดต้อนนักเตะฝีเท้าดีมามากมายในช่วงเวลานั้น

 

จากทีมที่ดิ้นรนเพื่อการอยู่รอด คีแกนพานิวคาสเซิลหนีพ้นจากการตกชั้นได้สำเร็จ ก่อนจะพาทีมเลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดอย่างพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง และเขย่าวงการอย่างรุนแรงด้วยฟุตบอลเกมรุกบุกแหลกเป็นดังพายุสีขาวดำที่เร้าใจที่สุดทีมหนึ่งในประวัติศาสตร์

 

ความฝันของ เซอร์ จอห์น ฮอลล์ ที่อยากเห็นทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดให้ได้อีกครั้งหลังจากที่ได้แชมป์ในครั้งสุดท้ายเมื่อฤดูกาล 1926/27 เข้าใกล้ความจริงเมื่อนิวคาสเซิลนำห่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เริ่มครองความยิ่งใหญ่ในเวลานั้นถึง 12 คะแนนในเดือนมีนาคม

 

แต่ด้วยความอ่อนประสบการณ์ของคีแกน และความพ่ายแพ้ในวินาทีสุดท้ายของเกมต่อลิเวอร์พูลทีมเก่าของเขาในเกมที่ได้รับการยกย่องว่าสุดยอดที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ (4-3, 1996) ทำให้สุดท้ายนิวคาสเซิลพลาดแชมป์อย่างน่าเจ็บปวด

 

โดยที่หลังจากนั้นพวกเขาก็เหมือนทีมต้องสาปที่อาจจะมีโอกาสเข้าใกล้ความสำเร็จบ้าง มีช่วงเวลาที่ดีบ้าง เช่น การคืนถิ่นของจอร์ดี้ฮีโร่อย่าง ‘ฮอตช็อต’ อลัน เชียเรอร์ ที่กลับมาเล่นให้สโมสรบ้านของตัวเองด้วยค่าตัวสถิติโลก 15 ล้านปอนด์ ในปี 1996 และสุภาพบุรุษลูกหนัง เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน ที่เข้ามาคุมทีม

 

แต่ก็ไม่มีแม้สักครั้งที่จะได้เฉลิมฉลองกันอีกครั้ง

 

และในบางช่วงเวลาก็แทบมองไม่เห็นแสงของความหวังเลย

 

 

นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ตกอยู่ใต้ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดแทบไม่ต่างอะไรจากการวนเวียนอยู่ในขอบฟ้าเหตุการณ์และถูกหลุมดำค่อยๆ ดูดกลืนเข้าไปในยุคสมัยที่พวกเขาได้ประธานสโมสรผู้เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อย่าง ไมค์ แอชลีย์ มาเป็นผู้ปกครอง

 

เจ้าของธุรกิจร้านเครื่องกีฬา Sports Direct ที่ซื้อหุ้นของสโมสรที่กำลังย่ำแย่มาครองได้ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงหุ้นของ เซอร์ จอห์น ฮอลล์ จำนวน 41.6 เปอร์เซ็นต์ด้วย ซึ่งเข้ามาด้วยท่าที่เป็นมิตรกับแฟนบอล แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งเพราะการบริหารที่เลวร้าย และไม่ยอมลงทุนใดๆ ทั้งสิ้นถ้าไม่เจียนตัวเจียนตายจริงๆ

 

ในยุคสมัยนี้พวกเขาตกชั้นจากลีกสูงสุดถึง 2 ครั้งในฤดูกาล 2008/09 และอีกครั้งในฤดูกาล 2015/16 โดยที่ทีมเหมือนอยู่กันไปวันๆ

 

แต่ถึงจะเจ็บปวดอย่างไร จะบ่นบ้าระบายออกมาแบบไหน ทูน อาร์มี่ ก็ยังคงอยู่เคียงข้างทีมและสโมสรเสมอ ด้วยความหวังว่าสักวันจะมีใครสักคนที่พาพวกเขาผ่านพ้นช่วงยุคสมัยที่เลวร้ายที่สุดนี้ไปได้

 

วันนั้นมาถึงจริงเมื่อ อแมนดา สเตฟลีย์ นักธุรกิจสาวที่ช่ำชองในการลงทุนในเกมฟุตบอลนำพา PIF กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติซาอุดีอาระเบีย มาซื้อกิจการของสโมสรแห่งนี้ต่อจากแอชลีย์ที่ใจอยากจะขายหุ้นออกไปมานานแล้วแต่ติดปัญหามากมายในการเจรจาจนไม่ว่าจะพยายามสักกี่ครั้งก็ล้มเหลวตลอด

 

ถึงแม้โลกภายนอกจะมองการเข้ามาของกลุ่มทุนจากตะวันออกกลางว่าเป็น ‘ตัวร้าย’ ที่มีโอกาสจะบ่อนทำลายวงการฟุตบอลอังกฤษ ในแบบเดียวกับที่ทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เปลี่ยนฉากทัศน์พรีเมียร์ลีกด้วยแมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

แต่สำหรับชาวจอร์ดี้แล้ว พวกเขาไม่มีปัญหาอะไรในเรื่องนี้ ไม่มีอะไรติดใจ

 

จะมีใครที่แย่กว่าแอชลีย์อีกหรือบนโลกใบนี้?

 

ไม่น่ามี

 

จากจุดนั้นเองที่นิวคาสเซิลค่อยๆ พาตัวเองกลับมา

 

แม้พรีเมียร์ลีกจะวางกฎที่เป็นเหมือนการสกัดจุดในหนังกำลังภายในไม่ให้ PIF ใช้เงินอัดฉีดลงทุนอย่างรวดเร็วด้วยกฎที่เรียกว่า Associated Party Transactions (APTs) ที่จำกัดการสนับสนุนสโมสรผ่านบริษัทในเครือข่ายของเจ้าของสโมสร แต่นิวคาสเซิลก็ค่อยๆ กลับมาเป็นทีมที่ดีอีกครั้ง

 

หนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดคือการเลือก เอ็ดดี้ ฮาว กุนซือมือดีชาวอังกฤษแท้ๆ เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมต่อจาก สตีฟ บรูซ ในเดือนพฤศจิกายน 2021 โดยไม่ได้เลือกบรรดาผู้จัดการทีมหรือโค้ชชาวต่างชาติที่โด่งดังหรือประสบความสำเร็จมากกว่า

 

 

ฮาวเปลี่ยนทีมที่เล่นอย่างเลวร้ายให้กลับกลายเป็นทีมที่เล่นได้อย่างน่าเชียร์ อาจจะไม่สวยงามด้วยสไตล์การเล่น แต่นิวคาสเซิลนั้นได้ทั้งบู๊และบุ๋นถ้าต้องสู้ก็สู้แบบถึงลูกถึงคน แต่ถ้าถึงจังหวะต้องเล่นอย่างฉลาดพวกเขาก็มีไหวพริบที่จะเอาตัวรอดได้

 

ขณะที่ PIF อนุมัติงบประมาณในการเสริมผู้เล่นให้ฮาวสร้างทีมของเขา ซึ่งก็กลายเป็นทีมปัจจุบันที่หากอยู่กันพร้อมหน้า ไม่ว่าใครก็ไม่ต้องกลัว ด้วยผู้เล่นอย่าง บรูโน กิมาไรส์, ซานโดร โตนาลี รวมถึง อเล็กซานเดอร์ อิซัค นักเตะที่สืบทอดตำนาน​​ ‘ฮีโร่ดาวยิงหมายเลข 9 ของชาวจอร์ดี้’ ในยุคนี้

 

นิวคาสเซิลพร้อมจะเป็นทีมตัวแสบของทีมยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาร์เซนอล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เชลซี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

และแน่นอนรวมถึงลิเวอร์พูล ซึ่งโชคร้ายที่ต้องมาเจอกับพวกเขาในช่วงเวลาที่ไม่น่าเจอมากที่สุด

 

70 ปีหลังชัยชนะครั้งสุดท้ายที่เวมบลีย์ การเป็นผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังถึง 9 ครั้งติดต่อกันโดยไม่มีสักครั้งที่จะได้พบกับชัยชนะ

 

ทีมที่อาจจะไม่พร้อมที่สุดในทางขุมกำลังด้วยการบาดเจ็บของนักเตะหลายคน รวมถึงการขาด แอนโธนี กอร์ดอน ที่ติดโทษแบนจากใบแดงที่ไม่ควร แต่พวกเขากลับพร้อมที่สุดในเรื่องของสภาพร่างกายและสภาพจิตใจ ขณะที่เหล่าทูน อาร์มี่ ยกพลปูพรมถล่มเมืองหลวง ย้อมลอนดอนในวันเสาร์ ก่อนจะย้อมสนามเวมบลีย์ในยุคใหม่ในวันอาทิตย์ให้กลายเป็นสีขาวดำของพวกเขา

 

ในความรู้สึกแล้วนิวคาสเซิลนั้นชนะตั้งแต่ก่อนเกมจะเริ่มแล้วด้วยซ้ำ ด้วยพลังของชาวจอร์ดี้ และไอเดียของสโมสรที่แจกผ้าพันคอไว้ให้ทุกที่นั่งให้แฟนบอลได้ใช้โบกสะบัดสร้างขวัญและกำลังใจ ปลุกไม่ให้นักเตะที่ลงสนามเผลอไผลหย่อนยาน

 

ค็อปชนที่ว่าสุดยอดแค่ไหนก็ต้องยอมแพ้ใจให้แก่ทูน อาร์มี่

 

สิ่งเหล่านี้เมื่อรวมกับสภาพของลิเวอร์พูลที่บอบช้ำมาทั้งร่างกายที่กรำศึกหนักต่อเนื่องมาหลายนัดโดยที่ อาร์เน สลอต แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นชุดหลักให้ได้ไปพักผ่อนบ้างเลย และสภาพจิตใจที่เหลวแหลกมาจากการเพิ่งพ่ายแพ้ตกรอบยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกด้วยการดวลจุดโทษที่แอนฟิลด์ต่อปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทำให้นิวคาสเซิลเหนือกว่าทุกอย่างทุกตอน ตั้งแต่ต้นจนจบเกม

 

โดยเฉพาะการจุดประกายสำคัญก็ยังมาจากประตูขึ้นนำในช่วงท้ายครึ่งแรกของ แดน เบิร์น สายเลือดจอร์ดี้ของแท้ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่งของเกม ก่อนที่อิซัคจะมาทำประตูหนีห่างที่เป็นเหมือนการฝังลิเวอร์พูลที่ป้อแป้ให้ตายทั้งเป็น

 

100 กว่านาทีในสนาม นอกจากฝีเท้าที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาไม่เป็นสองรองใครทั้งนั้น นักเตะทุกคนสู้สุดชีวิต โดยเฉพาะ ‘นักสู้’ อย่างกิมาไรส์, เบิร์น, โตนาลี และคนสำคัญที่สุดในบทบาทเบื้องหลังอย่างโชเอลลินตัน

 

การระเบิดอารมณ์สะใจทุกครั้งที่สกัดบอลได้ไม่ว่าจะจังหวะใหญ่หรือเล็ก คือการสะท้อนพลังกันไปมากับเหล่าทูน อาร์มี่ ที่ตามมาเชียร์กันในสนาม

 

นั่นทำให้สตาร์ของลิเวอร์พูล ซึ่งอยู่ในสภาพอ่อนระโหย ไม่ว่าจะเป็น โม ซาลาห์, หลุยส์ ดิอาซ, ดีโอโก โชตา หรือ โดมินิก โซโบสไล ยิ่งเล่นก็ยิ่งเหี่ยวยิ่งทดท้อ ซ้ำร้ายการขาด เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ทำให้ทีมไม่เหลือจินตนาการในการเล่น

 

ทุกอย่างเข้าทางนิวคาสเซิลหมด เหมือนเต้นระบำอยู่บนมือพวกเขา

 

มากกว่านั้นคือบทเรียนจากความผิดหวังในนัดชิงชนะเลิศครั้งก่อนเมื่อ 2 ปีที่แล้วที่ทำดีมาตลอดแต่พลาดท่าเสียทีแมนฯ ยูไนเต็ดช่วงท้ายเกม ทำให้นักเตะชุดขาวดำทุกคนไม่มีใครยอมผิดพลาดอีกเลย

 

ความผิดพลาดเดียวที่เกิดขึ้นคือการปล่อย เฟเดริโก เคียซา ให้หลุดมายิงประตูตีไข่แตกในช่วงทดเวลาบาดเจ็บเท่านั้น แต่หลังจากนั้นนิวคาสเซิลแสดงให้เห็นว่าพวกเขาจะไม่ยอมปล่อยแชมป์ที่ถือเอาไว้สองมือนี้หลุดไปอย่างเด็ดขาด

 

ทุกการเข้าสกัด จังหวะการไปเล่นที่มุมธง ทุกฉากทุกตอน พวกเขาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการจะเป็นผู้ชนะให้ได้ในวันนี้

 

และนั่นทำให้ที่สุดแล้วหลังการรอคอย 7 ทศวรรษ กับการเข้าชิงครั้งที่ 10 ที่เวมบลีย์

 

 

นิวคาสเซิล ได้โทรฟีในประเทศรายการแรกของพวกเขาเสียที

 

ไม่ว่าจะกี่น้ำตาที่เคยเสียไปตั้งแต่วันนั้นมา วันนี้ทูน อาร์มี่ ได้ร้องไห้ด้วยความรู้สึกปีติท่วมท้นกับคำว่าแชมป์อีกครั้ง

 

แชมป์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในชาตินี้

 

และสำหรับคนที่รู้ว่าการรอคอยนั้นใช้ความอดทนมากแค่ไหน คงไม่แปลกใจหากการฉลองที่ไทน์ไซด์จะยาวนาน

 

70 ปีที่รอคอย ความรู้สึกมันหอมหวานเช่นนี้เอง

The post จารึกแชมป์ประวัติศาสตร์ชาติจอร์ดี้ แชมป์ที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ในชาตินี้ (ไม่ต้องรอชาติหน้า) appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิวคาสเซิลฉลองแชมป์คาราบาวคัพ (ลีกคัพ) สมัยแรกในประวัติศาสตร์! https://thestandard.co/newcastle-carabao-cup-win/ Mon, 17 Mar 2025 00:36:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1052902 newcastle-carabao-cup-win

เป็นค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ของ ‘สาลิกาดง’ นิวคาสเซิล ยู […]

The post นิวคาสเซิลฉลองแชมป์คาราบาวคัพ (ลีกคัพ) สมัยแรกในประวัติศาสตร์! appeared first on THE STANDARD.

]]>
newcastle-carabao-cup-win

เป็นค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ของ ‘สาลิกาดง’ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่ถูกจารึกอย่างยิ่งใหญ่ หลังพวกเขาสามารถเอาชนะ ลิเวอร์พูล 2-1 ในเกมนัดชิงชนะเลิศศึก คาราบาวคัพ (ลีกคัพ) 2025 พร้อมคว้าแชมป์รายการนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จ และเป็นถ้วยแชมป์ระดับสูงของอังกฤษใบแรกในรอบ 70 ปี นับจากที่พวกเขาเคยได้แชมป์เอฟเอคัพเมื่อปี 1955

 

เกมนี้นิวคาสเซิลแสดงให้เห็นถึงความกระหายในการคว้าถ้วยรางวัลที่ตามหามาเนิ่นนาน…ทีมของ เอ็ดดี ฮาว เล่นด้วยวินัยเกมรับอันเหนียวแน่น พร้อมเกมรุกที่เฉียบขาดในจังหวะจบสกอร์ที่สำคัญ ทำให้ท้ายที่สุดเหล่านักเตะและแฟนบอลทูนอาร์มีต่างฉลองกันอย่างสุดเหวี่ยงกับค่ำคืนที่เชื่อว่าพวกเขาจะไม่มีวันลืม

 

นิวคาสเซิลฉลองแชมป์คาราบาวคัพ (ลีกคัพ) นิวคาสเซิลฉลองแชมป์คาราบาวคัพ (ลีกคัพ) นิวคาสเซิลฉลองแชมป์คาราบาวคัพ (ลีกคัพ) นิวคาสเซิลฉลองแชมป์คาราบาวคัพ (ลีกคัพ) นิวคาสเซิลฉลองแชมป์คาราบาวคัพ (ลีกคัพ) นิวคาสเซิลฉลองแชมป์คาราบาวคัพ (ลีกคัพ) นิวคาสเซิลฉลองแชมป์คาราบาวคัพ (ลีกคัพ)

The post นิวคาสเซิลฉลองแชมป์คาราบาวคัพ (ลีกคัพ) สมัยแรกในประวัติศาสตร์! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลิเวอร์พูลกับเส้นทางลุ้น 4 แชมป์ https://thestandard.co/can-liverpool-win-four-info/ Fri, 07 Feb 2025 07:04:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1039294

ขยับเข้าใกล้เส้นทาง 4 แชมป์ไปอีกขั้นสำหรับลิเวอร์พูลที่ […]

The post ลิเวอร์พูลกับเส้นทางลุ้น 4 แชมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ขยับเข้าใกล้เส้นทาง 4 แชมป์ไปอีกขั้นสำหรับลิเวอร์พูลที่โชว์ฟอร์มดุ เปิดบ้านถอนแค้นท็อตแนม ฮอตสเปอร์ 4-0 (รวม 2 นัด ชนะ 4-1) การันตีการเข้ารอบชิงชนะเลิศ คาราบาวคัพ 2024/25 ไปเจอกับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ได้สำเร็จ

 

นี่คือฤดูกาลที่ลิเวอร์พูลของ อาร์เน สลอต โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมในทุกรายการที่ลงแข่งขัน ทั้งการยึดจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก, เข้ารอบยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกด้วยการเป็นอันดับ 1, เอฟเอคัพที่เดินทางมาถึงรอบ 4 และบอลถ้วย คาราบาวคัพ ที่เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้อีกครั้ง!

 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post ลิเวอร์พูลกับเส้นทางลุ้น 4 แชมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์เตตาชื่นชมฟอร์มการเล่นของ อีธาน เอ็นวาเนรี พร้อมให้โอกาสในทีมชุดใหญ่ https://thestandard.co/ethan-nwaneris-performance-delighted-mikel-arteta/ Thu, 31 Oct 2024 01:13:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1001963 อีธาน เอ็นวาเนรี

หลังเกมคาราบาวคัพ (ลีกคัพ) ที่อาร์เซนอลบุกไปเอาชนะเปรสต […]

The post อาร์เตตาชื่นชมฟอร์มการเล่นของ อีธาน เอ็นวาเนรี พร้อมให้โอกาสในทีมชุดใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีธาน เอ็นวาเนรี

หลังเกมคาราบาวคัพ (ลีกคัพ) ที่อาร์เซนอลบุกไปเอาชนะเปรสตัน นอร์ธ เอนด์ 3-0 พร้อมทะยานเข้าสู่รอบ 8 ทีม

 

มิเกล อาร์เตตา ตอบคำถามของนักข่าวถึง อีธาน เอ็นวาเนรี ดาวรุ่งวัย 17 ปี ที่ยิงได้ 1 ประตูในเกมนี้ ว่าเขาจะดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เพื่อลงเล่นอย่างสม่ำเสมอมากขึ้นหรือไม่ โดยกุนซือชาวสเปนกล่าวว่า “แน่นอน! ถ้าไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ได้ลงเล่นในคืนนี้ และเขาก็คงไม่ได้ลงเล่นเมื่อ 3 วันก่อนกับลิเวอร์พูล

 

“เขาอยู่ตรงนั้น เขาแสดงให้เห็นทุกวันว่าเขามีความสามารถแค่ไหน เขาทำได้เมื่อวานในการฝึกซ้อม (พูดถึงการยิงประตูสุดสวยในเกมนี้) ดังนั้นเราเริ่มคุ้นเคยกับสิ่งนั้นแล้ว

 

“เขามีความสามารถมาก เขามีทัศนคติที่ถูกต้อง เขาเป็นผู้เล่นและมีบริบทที่เหมาะสมอยู่รอบตัวเขา และเราต้องแน่ใจว่าเราจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อเขา”

 

สำหรับนัดต่อไป อาร์เซนอลมีคิวบุกไปเล่นเกมพรีเมียร์ลีกกับนิวคาสเซิลในวันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายนนี้ เวลา 19.30 น.

The post อาร์เตตาชื่นชมฟอร์มการเล่นของ อีธาน เอ็นวาเนรี พร้อมให้โอกาสในทีมชุดใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Story Behind เบื้องหลังแชมป์สุดมหัศจรรย์ของลิเวอร์พูล https://thestandard.co/the-story-behind-liverpool-carabao-cup/ Mon, 26 Feb 2024 07:07:45 +0000 https://thestandard.co/?p=904359

ถึงแม้จะเป็นเพียงถ้วยแชมป์รายการเล็กที่สุดของอังกฤษ แต่ […]

The post The Story Behind เบื้องหลังแชมป์สุดมหัศจรรย์ของลิเวอร์พูล appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถึงแม้จะเป็นเพียงถ้วยแชมป์รายการเล็กที่สุดของอังกฤษ แต่การคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกคัพ หรือ ‘คาราบาวคัพ’ ประจำฤดูกาล 2023/24 ของทีมลิเวอร์พูล ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในการคว้าแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

 

เหตุผลหลักนั้นมาจากการที่ทีมขาดผู้เล่นทีมชุดใหญ่มากถึง 11 คน ทำให้ผู้จัดการทีมอย่าง เจอร์เกน คล็อปป์ ต้องเข็นนักเตะเท่าที่มีลงสนามในความหมายของคำว่า ‘สู้เท่าที่มี’ จริงๆ (ซ้ำยังเสีย ไรอัน กราเฟนแบร์ก ไปในเกม จากการโดนย่ำที่ข้อเท้าจนเล่นต่อไม่ไหว)

 

ไฮไลต์อยู่ที่การยืนหยัดต่อสู้ไม่ยอมแพ้ของกลุ่มนักเตะจากอะคาเดมีของสโมสรอย่าง คอเนอร์ แบรดลีย์, บ็อบบี คลาร์ก, เจย์เดน แดนส์, เจมส์ แม็คคอนเนลล์, จาเรลล์ ควานซาห์ ไม่นับ ลูอิส คูมาส และ เทรย์ เนียวนา อีกสองดาวรุ่งที่มีชื่อบนม้านั่งสำรอง และอะคาเดมีรุ่นเดอะอย่าง ควีวิน เคลเลเฮอร์ ผู้รักษาประตูที่เป็นฮีโร่ของทีม ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน

 

นักเตะเหล่านี้ต่อกรกับทีมมูลค่า ‘พันล้าน’ ของเชลซีได้อย่างน่าภาคภูมิใจ เคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่ๆ อย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค, วาตารุ เอ็นโดะ หรือ หลุยส์ ดิอาซ ได้อย่างสง่าผ่าเผย จนทำให้ เจอร์เกน คล็อปป์ และแฟนบอลหงส์แดง ใจฟูไปตามๆ กัน

 

แต่ความสำเร็จนี้มันไม่ได้มีแค่แง่มุมความโรแมนติกลูกหนังเท่านั้น เพราะมันมีสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่น่าถอดรหัสและเรียนรู้ไม่น้อยเลย

 

เจมส์ แม็คคอนเนลล์ ลงมาช่วยในแดนกลางตามบรีฟได้อย่างยอดเยี่ยม

 

บรีฟดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

 

สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงคือ ‘พิมพ์เขียว’ ของสโมสรลิเวอร์พูล ที่มีโครงสร้าง ระบบ ระเบียบ และวิธีการเล่นที่ชัดเจน หรือเอาง่ายๆ คือ ‘บรีฟดี’

 

ลิเวอร์พูลในยุคของ เจอร์เกน คล็อปป์ มีความชัดเจนว่าเล่นในรูปแบบไหน เล่นในระดับความเข้มข้นแค่ไหน ซึ่งนักเตะที่จะก้าวเข้ามาสู่ทีมได้จะรู้ว่าพวกเขาต้องทำอะไรได้บ้างถึงจะสามารถเล่นในทีมได้ ต้องวิ่งได้ระยะทางเท่าไร วิ่งสปรินต์ระยะทางเท่าไร ต้องเพรสจุดไหน ความอึดอยู่ในระดับไหน ความเร็วในการตัดสินใจ วิธีการคิด วิธีการเล่น และรายละเอียดต่างๆ

 

นั่นทำให้ไม่ว่าจะมีปัญหาตัวผู้เล่นขาดหาย เพราะอาการบาดเจ็บหรือเหตุผลอะไรก็ตาม จะมีผู้เล่นที่พร้อมก้าวขึ้นมาทดแทนได้เสมอ โดยที่รายละเอียดในการเล่นอาจจะไม่เหมือนกันเป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่วิธีการเล่นหลักๆ ในแต่ละบทบาทจะถูกกำหนดไว้ชัดเจนอยู่แล้ว

 

นี่คือเหตุผลที่ดาวรุ่งอย่างควานซาห์, แบรดลีย์, คลาร์ก, แม็คคอนเนลล์ หรือแดนส์ สามารถลงสนามมาเล่นได้อย่างไม่เคอะเขิน

 

วาตารุ เอ็นโดะ เป็นฝ่ายทำได้ดีกว่า มอยเซส ไกเซโด ในเกมนี้

 

เลือกคนที่ใช่ ไม่ใช่คนที่ชอบ

 

หนึ่งในจุดที่ถูกจับตามองตั้งแต่ก่อนเกมคือ การดวลกันในพื้นที่กลางสนามของทั้งสองทีม ระหว่างการจับคู่ของ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และ วาตารุ เอ็นโดะ ของลิเวอร์พูล กับ เอนโซ เฟร์นานเดซ และ มอยเซส ไกเซโด ของเชลซี ซึ่งโฟกัสไปอยู่ที่เรื่องของค่าตัวที่แตกต่างกันอย่างมากถึงเกือบ 5 เท่า

 

ปรากฏว่าคู่แรกเป็นฝ่ายที่สามารถทำผลงานได้ดีกว่า โดยเฉพาะเอ็นโดะที่ย้ายมาด้วยค่าตัวเพียงแค่ 17 ล้านปอนด์ กลายเป็นเสาหลักในแดนกลางที่เก็บกวาดงานและขับเคลื่อนทีมได้อย่างน่าประทับใจ สวนทางกับไกเซโด ซึ่งเดิมเป็นเป้าหมายที่ลิเวอร์พูลอยากได้เหมือนกัน แต่สุดท้ายดีลล่ม เพราะนักเตะต้องการย้ายไปเชลซีตามความปรารถนาเดิมมากกว่า

 

ไม่มีใครรู้หรอกว่าถ้าไกเซโดย้ายมาลิเวอร์พูลจะเป็นอย่างไร แต่ผลงานของเอ็นโดะคือเครื่องสะท้อนให้เห็นว่า การเลือกนักเตะเข้าทีมอย่างถูกต้องนั้นต้องดูหลายองค์ประกอบ เลือกคนที่ใช่และเหมาะสมกับทีม วัฒนธรรมของทีม ไม่ได้ดูแค่สถิติหรือค่าตัวอย่างเดียว

 

ไม่มีคำว่ากลัวสำหรับ คอเนอร์ แบรดลีย์ 

 

Mentality ใจถึงพึ่งได้

 

ตั้งแต่วันแรกที่คล็อปป์เปิดตัวเป็นนายใหญ่คนใหม่ของลิเวอร์พูล คำพูดแรกที่จับใจทุกคนคือ การบอกว่าเขาต้องการ ‘เปลี่ยนคนที่เคยสงสัยให้กลายเป็นคนที่มีความเชื่อ’

 

ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันทำแบบนั้นได้จริงๆ ตลอดช่วงระยะเวลา 8 ปีเศษที่ผ่านมา คล็อปป์ทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่ใจใหญ่กว่าฝีเท้า ที่ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ยากลำบากแค่ไหนก็สามารถกลับมาได้เสมอ จนได้รับการเปรียบเปรยว่าเป็น ‘Mentality Monster’

 

ความสุดยอดคือ แนวคิดและจิตใจนี้ถูกส่งต่อมาจนถึงเด็กๆ ดาวรุ่งในทีมไปด้วย เจ้าหนูจากอะคาเดมีอย่างคลาร์กหรือแม็คคอนเนลล์สามารถต่อกรช่วงชิงเกมแดนกลางกับเชลซีที่มีนักเตะระดับแชมป์โลกอย่าง เฟร์นานเดซ หรือกองกลางที่ค่าตัวแพงที่สุดในพรีเมียร์ลีกอย่างไกเซโดได้อย่างน่าประทับใจ

 

ไม่นับแบรดลีย์ที่งัดกับ เบน ชิลเวลล์ จนกลายเป็นหนึ่งในซีนจดจำของเกมนี้

 

มันทำให้เราได้เห็นว่า คนเราเมื่อเป็นคนที่มีความเชื่อ (Believer) แล้ว ไม่ว่าจะเรื่องใหญ่แค่ไหนเราก็ทำได้ ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว

 

บ็อบบี คลาร์ก, เบน โด๊ก และ เจมส์ แม็คคอนเนลล์ ส่วนหนึ่งของดอกไม้ที่บานในเคิร์กบี

 

ทุ่งดอกไม้ที่เคิร์กบี

 

มีการพูดแซวกันว่า แชมป์รายการนี้ของลิเวอร์พูลเหมือนแชมป์รายการเอฟเอยูธคัพ

 

อันนั้นก็ขิงกันพอสนุกปาก แต่ในความเป็นจริงแล้วนี่คือชัยชนะของ ‘เคิร์กบี’ หรือศูนย์ฝึก Axa Training Center ซึ่งตั้งอยู่ในย่านเคิร์กบีที่เป็นมากกว่าแค่สนามซ้อมทั่วไป

 

ที่ศูนย์ฝึกแห่งนี้ไม่ได้รองรับเฉพาะแค่ทีมชุดใหญ่อย่างเดียวเท่านั้น แต่รวมถึงทีมอะคาเดมีทุกชุดและทีมฟุตบอลหญิงด้วย ซึ่งนั่นหมายถึงความใกล้ชิดระหว่างทีมทุกชุดของสโมสร นอกจากสตาฟฟ์ชุดใหญ่จะได้เห็นแววของเด็กๆ แล้ว เด็กๆ เองก็ได้เรียนรู้จากการเฝ้าดูทีมชุดใหญ่ลงฝึกซ้อม ไปจนถึงมีโอกาสได้ซ้อมร่วมกันด้วย

 

ช่วงเวลาเหล่านี้แหละที่เป็นเหมือนการปลูกหย่อนเมล็ดพันธุ์ไว้ในทุ่งที่เริ่มตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว หลังทีมชุดใหญ่ย้ายมาจากสนามซ้อมในตำนานอย่างเมลวูด

 

ภาษิตจีนมีคำกล่าวว่า ‘สือเต่าฮัวจิ้วไค’ ที่แปลว่า ‘เมื่อถึงเวลาดอกไม้จะบานเอง’

 

ตอนนี้แหละคือเวลานั้นของลิเวอร์พูล

 

คล็อปป์กับถ้วยแชมป์ใบแรกในฤดูกาลอำลา

 

เกมกลยุทธ์

 

สุดท้ายสิ่งที่ทำให้ลิเวอร์พูลคว้าชัยชนะได้คือ การวางแผนของผู้จัดการทีมอย่างคล็อปป์ ซึ่งไม่ได้เพียงแค่วางหมากในการต่อสู้กับเชลซี แต่ต้องมีการปรับหมากการเล่นตลอดทั้งเกม

 

เพราะนอกจากข้อจำกัดเรื่องตัวผู้เล่นที่ห่างไกลจากคำว่าฟูลทีมมากมายนัก ตลอดทั้งเกมลิเวอร์พูลยังเจอปัญหาจากความสามารถเฉพาะตัวที่ยอดเยี่ยมของนักเตะเชลซี โดยเฉพาะ โคล พาลเมอร์ เพลย์เมกเกอร์ดาวรุ่งตัวกลั่นที่อันตรายที่สุด ความขยันของ คอเนอร์ กัลลาเกอร์ และความเร็วของแนวรุกอย่าง นิโคลัส แจ็คสัน กับ ราฮีม สเตอร์ลิง

 

คล็อปป์ยังต้องเปลี่ยนแปลงทีมตลอด ไม่ว่าจะจากอาการบาดเจ็บของกราเฟนแบร์ก ที่ส่งผลให้ต้องสลับตำแหน่งของแบรดลีย์ไปยืนเป็นปีกขวาจำเป็น หรือ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ ที่เริ่มจากปีกขวา กลับมาเป็นมิดฟิลด์ และกลับไปยืนปีกขวาอีกครั้งในเกมเดียวกัน

 

แต่สำคัญที่สุดคือ แม้จะเจอความยากลำบากแค่ไหน คล็อปป์ยืนยันจะให้ลิเวอร์พูลเล่นในแบบของตัวเอง โดยเฉพาะในช่วงของการต่อเวลาพิเศษ

 

ลิเวอร์พูลเล่นด้วยความกล้าหาญ มั่นใจ และไม่ยอมแพ้ ในขณะที่เชลซีที่มีโอกาสจะ ‘ปลิดวิญญาณ’ ลิเวอร์พูลได้หลายต่อหลายครั้งกลับผ่อนเกมไปเองในช่วงของการต่อเวลาพิเศษ จนสุดท้ายพลาดเสียประตูในช่วงท้ายเกม ไม่สามารถหาทางกลับมาได้

 

และทั้งหมดคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังชัยชนะที่ยิ่งใหญ่และน่าเหลือเชื่อที่สุดครั้งหนึ่งของลิเวอร์พูล

 

ถ้วยแชมป์ใบเล็กที่สุด แต่มีความหมายและสะท้อนเรื่องราวของลิเวอร์พูลในยุคของคล็อปป์ได้อย่างดีที่สุด

The post The Story Behind เบื้องหลังแชมป์สุดมหัศจรรย์ของลิเวอร์พูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
แชมป์แรกในฤดูกาลสั่งลาของ เจอร์เกน คล็อปป์ https://thestandard.co/first-championship-of-klopps-farewell-season/ Mon, 26 Feb 2024 05:23:59 +0000 https://thestandard.co/?p=904311

การคุมทีมลิเวอร์พูลฤดูกาลสุดท้ายของ เจอร์เกน คล็อปป์ กา […]

The post แชมป์แรกในฤดูกาลสั่งลาของ เจอร์เกน คล็อปป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การคุมทีมลิเวอร์พูลฤดูกาลสุดท้ายของ เจอร์เกน คล็อปป์ การันตีการเป็นทีมที่น่าจดจำมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนแชมป์ที่เพิ่มมากขึ้นในฤดูกาลนี้

 

และจากชัยชนะเหนือเชลซีเมื่อคืนที่ผ่านมา 1-0 ทำให้นายใหญ่ชาวเยอรมันนับ 1 ในการคว้าแชมป์ของฤดูกาลสุดท้ายกับทีม ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล เรียบร้อยแล้ว

 

แถมลิเวอร์พูลยังอยู่ในเส้นทางการลุ้นแชมป์อีก 3 รายการที่เหลือ ทั้งเอฟเอคัพ, พรีเมียร์ลีก และยูฟ่ายูโรปาลีก

 

แล้วปลายทางของคล็อปป์กับลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้จะเป็นไปอย่างที่เหล่า The Kop คาดหวังหรือไม่…

 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post แชมป์แรกในฤดูกาลสั่งลาของ เจอร์เกน คล็อปป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประมวลภาพลิเวอร์พูลฉลองแชมป์ลีกคัพสมัยที่ 10 หลังปราบเชลซีรอบชิงฯ 1-0 https://thestandard.co/liverpool-celebrates-carabao-cup-2023-24/ Mon, 26 Feb 2024 02:31:33 +0000 https://thestandard.co/?p=904261

เป็นอีกค่ำคืนที่ยอดเยี่ยมสำหรับลิเวอร์พูลในมือของ เจอร์ […]

The post ประมวลภาพลิเวอร์พูลฉลองแชมป์ลีกคัพสมัยที่ 10 หลังปราบเชลซีรอบชิงฯ 1-0 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เป็นอีกค่ำคืนที่ยอดเยี่ยมสำหรับลิเวอร์พูลในมือของ เจอร์เกน คล็อปป์ และนักเตะพลพรรคหงส์แดง หลังเอาชนะเชลซี 1-0 คู่ปรับสำคัญในเกมคาราบาวคัพ (ลีกคัพ) ฤดูกาล 2023/24 นัดชิงชนะเลิศ ทั้งที่ก่อนเริ่มเกมทีมของคล็อปป์ประสบปัญหาผู้เล่นตัวหลักมีอาการบาดเจ็บร่วม 10 ราย

 

แต่ทว่าเกมนี้คล็อปป์ปรับกลยุทธ์ เลือกใช้ผู้เล่นตัวหลักบางส่วนผสมกับผู้เล่นสำรองและดาวรุ่งสู้กับเชลซีได้เป็นอย่างดี ก่อนจะได้ประตูชัยจาก เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค กัปตันทีม ที่จัดการโหม่งประตูชัยให้ทีมในนาทีที่ 118 ของเกม และส่งผลให้พวกเขาเข้าป้ายคว้าแชมป์ลีกคัพสมัยที่ 10 มาครองอย่างยิ่งใหญ่

 

The post ประมวลภาพลิเวอร์พูลฉลองแชมป์ลีกคัพสมัยที่ 10 หลังปราบเชลซีรอบชิงฯ 1-0 appeared first on THE STANDARD.

]]>
แชมป์สมัยที่ 10! ลิเวอร์พูลชุดผสมเฉือนชนะเชลซี 1-0 คว้าแชมป์คาราบาวคัพ 2023/24 https://thestandard.co/liverpool-win-carabao-cup-2023-24/ Mon, 26 Feb 2024 02:14:29 +0000 https://thestandard.co/?p=904245

วานนี้ (25 กุมภาพันธ์) การแข่งขันฟุตบอลคาราบาวคัพ (ลีกค […]

The post แชมป์สมัยที่ 10! ลิเวอร์พูลชุดผสมเฉือนชนะเชลซี 1-0 คว้าแชมป์คาราบาวคัพ 2023/24 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (25 กุมภาพันธ์) การแข่งขันฟุตบอลคาราบาวคัพ (ลีกคัพ) ฤดูกาล 2023/24 นัดชิงชนะเลิศ ระหว่างทัพ ‘สิงโตน้ำเงินคราม’ เชลซี พบกับทีม ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล ที่สนามเวมบลีย์

 

ผลปรากฏว่า เกมครึ่งแรกทั้งสองทีมสู้กันได้สนุก เปิดเกมรุกใส่กันตลอดทั้งเกม โดยเป็นทางเชลซีที่ได้โอกาสส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายได้แล้วจาก ราฮีม สเตอร์ลิง แต่ถูก VAR จับเป็นลูกล้ำหน้า ทำให้เกมยังเสมอกันอยู่ 0-0

.

ส่วนเกมในครึ่งหลังนาทีที่ 60 ลิเวอร์พูลชวดได้ออกนำ จากลูกโหม่งของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค หลังผู้ตัดสินเช็กภาพจาก VAR และมองว่าผู้เล่นของลิเวอร์พูลมีการฟาวล์ใส่ ลีวาย โคลวิลล์ ในจังหวะก่อนหน้านั้น

 

หลังจากนั้นเป็นเชลซีที่บุกได้น้ำได้เนื้อกว่า แต่ยังไม่สามารถส่งบอลผ่านมือของ ควีวิน เคลเลเฮอร์ ไปได้ ทำให้จบเกม 90 นาทียังเสมอกันอยู่ที่ 0-0

 

ช่วงต่อเวลาพิเศษนาทีที่ 118 ลิเวอร์พูลได้ประตูสำคัญออกนำ 1-0 จากลูกโหม่งของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และทำให้จบเกมในเวลา 120 นาที ลิเวอร์พูลเอาชนะเชลซี 1-0 คว้าแชมป์คาราบาวคัพ (ลีกคัพ) สมัยที่ 10 ของสโมสร

 

สำหรับโปรแกรมนัดต่อไป เชลซีมีคิวรับมือลีดส์ ยูไนเต็ด ในเกมเอฟเอคัพ รอบที่ 5 วันพฤหัสบดีที่ 29 กุมภาพันธ์ 2024 เวลา 02.30 น. ตามเวลาประเทศไทย

 

ส่วนลิเวอร์พูลจะเล่นกับเซาแธมป์ตัน ในเอฟเอคัพ รอบที่ 5 ในวันเดียวกัน เวลา 03.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post แชมป์สมัยที่ 10! ลิเวอร์พูลชุดผสมเฉือนชนะเชลซี 1-0 คว้าแชมป์คาราบาวคัพ 2023/24 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กชื่อนักเตะเจ็บ ‘เชลซี-ลิเวอร์พูล’ ก่อนนัดชิงฯ คาราบาวคัพ https://thestandard.co/chelsea-liverpool-injured-players/ Fri, 23 Feb 2024 13:15:19 +0000 https://thestandard.co/?p=903766 เชลซี-ลิเวอร์พูล

เป็นอีกหนึ่งประเด็นน่าสนใจก่อนเกมบิ๊กแมตช์ นัดชิงชนะเลิ […]

The post เช็กชื่อนักเตะเจ็บ ‘เชลซี-ลิเวอร์พูล’ ก่อนนัดชิงฯ คาราบาวคัพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชลซี-ลิเวอร์พูล

เป็นอีกหนึ่งประเด็นน่าสนใจก่อนเกมบิ๊กแมตช์ นัดชิงชนะเลิศ ศึกคาราบาวคัพ (ลีกคัพ) ประจำฤดูกาล 2023/24 ระหว่าง ‘สิงโตน้ำเงินคราม’ เชลซี พบกับ ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล

 

นั่นคือการที่ทั้งสองทีมประสบปัญหาเรื่องของผู้เล่นมีอาการบาดเจ็บเยอะพอสมควร โดยตามข้อมูลจากเว็บไซต์ Premier Injuries ระบุว่า เชลซีมีนักเตะที่ชวดลงสนามช่วยทีมนัดชิงฯ ถึง 7 คน

 

ขณะที่ลิเวอร์พูลของ เจอร์เกน คล็อปป์ ก็มีอาการหนักไม่แพ้กัน หลังพบ 10 แข้งหงส์แดงที่ยังมีอาการบาดเจ็บรบกวน แต่อย่างไรก็ดี ในรายของ โดมินิก โซโบสไล, โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ และ ดาร์วิน นูนเญซ ยังต้องรอลุ้นเช็กความฟิตอีกครั้ง ซึ่งมีลุ้นหายทันลงช่วยทีมบู๊แมตช์สำคัญนัดนี้

 

เชลซี-ลิเวอร์พูล

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post เช็กชื่อนักเตะเจ็บ ‘เชลซี-ลิเวอร์พูล’ ก่อนนัดชิงฯ คาราบาวคัพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 สโมสรคว้าแชมป์ลีกคัพมากที่สุด https://thestandard.co/5-clubs-most-league-cup-wins/ Fri, 23 Feb 2024 07:25:30 +0000 https://thestandard.co/?p=903485

เหลือเวลาไม่ถึง 3 วัน ศึกคาราบาวคัพ (ลีกคัพ) จะดำเนินมา […]

The post 5 สโมสรคว้าแชมป์ลีกคัพมากที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

เหลือเวลาไม่ถึง 3 วัน ศึกคาราบาวคัพ (ลีกคัพ) จะดำเนินมาถึงรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งปีนี้จะเป็นการดวลกันระหว่างทัพ ‘สิงโตน้ำเงินคราม’ เชลซี พบกับ ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล

 

เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก่อนเกมนัดสำคัญ THE STANDARD SPORT ขอพาแฟนบอลไปย้อนชมหนึ่งในเกร็ดข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับถ้วยลีกคัพว่า 5 อันดับสโมสรไหนในอังกฤษบ้างที่ครองแชมป์ใบนี้มากที่สุด

 

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post 5 สโมสรคว้าแชมป์ลีกคัพมากที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
คู่ชิงชนะเลิศ คาราบาวคัพ 2023/24 https://thestandard.co/carabao-cup-final-2023-24/ Thu, 25 Jan 2024 05:23:16 +0000 https://thestandard.co/?p=891945 คาราบาวคัพ

🔥 สิงห์บลูส์ vs. หงส์แดง    ได้คู่ชิงชนะเลิศแ […]

The post คู่ชิงชนะเลิศ คาราบาวคัพ 2023/24 appeared first on THE STANDARD.

]]>
คาราบาวคัพ

🔥 สิงห์บลูส์ vs. หงส์แดง 

 

ได้คู่ชิงชนะเลิศแล้ว สำหรับฟุตบอลถ้วยคาราบาวคัพ (ลีกคัพ) ประจำฤดูกาล 2023/24 ที่ปูทางเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ กับ 2 ทีมที่ดีที่สุดประจำรายการนี้ นั่นคือการดวลกันระหว่าง เชลซี พบ ลิเวอร์พูล 

 

สำหรับรอบชิงชนะเลิศรายการคาราบาวคัพ 2023 จะแข่งกันที่สนามเวมบลีย์ ในวันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2024 เวลา 23.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ถ่ายทอดสดทางไทยรัฐทีวี (ช่องหมายเลข 32)

 

 

คาราบาวคัพ

The post คู่ชิงชนะเลิศ คาราบาวคัพ 2023/24 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอริก เทน ฮาก ยอมรับว่าทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ หลังแพ้นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด https://thestandard.co/erik-ten-hag-admits-team-is-in-bad-situation/ Thu, 02 Nov 2023 02:21:31 +0000 https://thestandard.co/?p=861625 Erik ten Hag

เช้ามืดวันนี้ (2 พฤศจิกายน) ESPN สื่อกีฬาชื่อดัง รายงาน […]

The post เอริก เทน ฮาก ยอมรับว่าทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ หลังแพ้นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Erik ten Hag

เช้ามืดวันนี้ (2 พฤศจิกายน) ESPN สื่อกีฬาชื่อดัง รายงานว่า เอริก เทน ฮาก ยอมรับว่าทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ หลังแพ้นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด คาสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด แต่ยืนยันว่าเขายังคงเป็นนักสู้ และจะพาทีมกลับมาให้ได้อีกครั้ง

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แพ้ต่อนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 0-3 คาสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด ซึ่งเป็นการแพ้ที่บ้านตัวเองด้วยสกอร์นี้เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 4 วัน ส่งผลให้ทีมสาลิกาดงผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศในศึกคาราบาวคัพ แม้ว่าผู้จัดการทีม เอ็ดดี ฮาว จะทำการเปลี่ยนแปลงทีมถึง 8 ตำแหน่งก็ตาม

 

หัวหน้าโค้ชชาวดัตช์ถูกแฟนบอลของนิวคาสเซิลส่งเสียงล้อเลียนตลอดทั้งเกม โดยตะโกนว่า เขาจะถูกไล่ออกในตอนเช้า หลังพาทีมปีศาจแดงออกสตาร์ทฤดูกาลนี้อย่างย่ำแย่

 

ทาง เอริก เทน ฮาก ยอมรับว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ แต่ตัวเขาเองก็เป็นนักสู้ และพร้อมจะพาทีมออกจากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้

 

เอริก เทน ฮาก กล่าวในการแถลงข่าวหลังเกมว่า “ผมเป็นนักสู้ ผมเข้าใจเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่หวัง มันสมเหตุสมผลที่พวกเขาตั้งคำถาม แต่ผมมั่นใจว่าผมสามารถทำได้อยู่

 

“ผมทำได้กับทุกสโมสรแล้ว และปีที่แล้วผมก็ทำได้เช่นกัน แต่ในเวลานี้เราอยู่ในจุดที่เลวร้าย

 

“เรามีเกมที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่ทุกคนคาดหวังจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 

 

“มันยังดีไม่พอ เราต้องทำให้มันดีกว่านี้ ผมรับผิดชอบ นี่เป็นทีมของผมและพวกเขาไม่ได้โชว์ฟอร์มแบบที่ควร ผมต้องแชร์ปัญหานี้กับนักเตะของผม แต่ผมต้องรับผิดชอบเรื่องนี้

 

“ในฐานะที่ทีมเราไม่ดีพอและไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มันไม่มีพื้นที่สำหรับข้อแก้ตัว เราต้องทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น และเราต้องยกระดับมาตรฐานของเรา เพราะไม่เช่นนั้นคุณจะไม่มีวันไปถึงระดับและผลงานที่เหมาะสม”

 

หลังจากแพ้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-3 ในบ้านเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตอนนี้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แพ้เกมเหย้าที่โอลด์แทรฟฟอร์ด 3 ประตูขึ้นไปเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1962 และแพ้ 5 เกมจาก 10 เกมแรกที่บ้านในหนึ่งฤดูกาลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1930

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาชนะนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ในรอบชิงชนะเลิศคาราบาวคัพเมื่อปีที่แล้ว ดังนั้น ผลลัพธ์ในเกมนี้จึงเป็นเหมือนการแก้แค้นให้กับทีมของ เอ็ดดี ฮาว ที่จะเข้ารอบไปพบกับเชลซีในรอบก่อนรองชนะเลิศ

 

อ้างอิง: 

The post เอริก เทน ฮาก ยอมรับว่าทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ หลังแพ้นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ด้วยเท้าเล็กและเทคนิค! ความลับในลูกยิงติดจรวดของ โดมินิก โซโบสไล https://thestandard.co/dominik-szoboszlai-shooting-secret/ Thu, 28 Sep 2023 13:30:14 +0000 https://thestandard.co/?p=847691 Dominik Szoboszlai

เกมลีกคัพหรือคาราบาวคัพ รอบที่ 3 ที่แอนฟิลด์เมื่อคืนวัน […]

The post ด้วยเท้าเล็กและเทคนิค! ความลับในลูกยิงติดจรวดของ โดมินิก โซโบสไล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Dominik Szoboszlai

เกมลีกคัพหรือคาราบาวคัพ รอบที่ 3 ที่แอนฟิลด์เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (27 กันยายน) ลิเวอร์พูลซึ่งตกเป็นรองเลสเตอร์ทีมเยือนตั้งแต่ต้นเกม กำลังพยายามอย่างหนักที่จะทำประตูขึ้นนำให้ได้ หลังจากที่ โคดี กักโป ยิงประตูตีเสมอ 1-1 ในช่วงต้นครึ่งหลัง

 

ความเหนียวแน่นของทีมเยือนเป็นปัญหาสำหรับเจ้าบ้านอยู่ไม่น้อย และยิ่งเวลาผ่านก็ยิ่งหวั่นใจว่าหากเกมจบลงด้วยการเสมอกัน มันจะต้องตัดสินกันด้วยการยิงลูกจุดโทษ ซึ่งหมายถึงอะไรก็เกิดขึ้นได้

 

แต่แล้วในนาทีที่ 70 ของเกม ลิเวอร์พูลได้ประตูที่ 2 ที่ปลดล็อกสถานการณ์ให้กับทีมจากการยิงไกลสุดสวยของ โดมินิก โซโบสไล กองกลางห้องเครื่องที่ลงสนามมาเป็นตัวสำรองก่อนหน้านั้น และใช้เวลาเพียง 5 นาทีในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในเกม

 

ลูกยิงของโซโบสไลทั้งหนักแน่นและแม่นยำจนเสยใต้คานเข้าไปชนิดที่ผู้รักษาประตูหมดสิทธิ์ที่จะป้องกันได้อย่างสิ้นเชิง

 

ประตูนี้นอกจากจะทำให้หลายคนเปรียบเปรยสตาร์สุดหล่อวัย 22 ปีกับฮีโร่ในอดีตอย่าง สตีเวน เจอร์ราร์ด ที่เป็นกองกลางใส่เสื้อหมายเลข 8 เหมือนกัน ยิงประตูในแบบเดียวกัน แถมยังฉลองประตูในท่าคล้ายๆ กัน

 

รู้ไหมว่ามันยังมีเรื่องเล่าของความลับเล็กๆ ที่ทำให้โซโบสไลยิงได้มันสะเด่าขนาดนี้อยู่ด้วยนะ

 

ในหมู่ชาวฮังการี คนเฒ่าเขาเล่ากันสืบมาว่า “ถ้าเจ้ามีเท้าที่เล็ก โอกาสจะเป็นยอดนักเตะก็อยู่ไม่ไกล”

 

เรื่องเล่านี้ไม่มีใครบอกว่ามีที่มาที่ไปจากไหน แต่เชื่อกันว่ามันมาจากตำนานของ เฟเรนซ์ ปุสกัส สุดยอดนักฟุตบอลหมายเลขหนึ่งตลอดกาลของฮังการี ผู้เป็นพระเอกของทีมชุด Magical Magyars ซึ่งเป็นหนึ่งในตำนานลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก

 

ปุสกัสในสีเสื้อฮังการีนั้นทำไปถึง 83 ประตู จากการลงเล่น 84 นัด ขณะที่ในนามสโมสรยิงไปหลายร้อยลูก ส่วนใหญ่เป็นการสังหารคู่แข่งให้กับ ‘ราชันชุดขาว’ ​เรอัล มาดริด ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญของยุคทอง เคยครองแชมป์ยูโรเปียนคัพกับทีมมากถึง 3 สมัย (ซึ่งถือว่ามากและยากในยุคนั้น)

 

 

ด้วยความเก่งกาจทำให้มีผู้คนพยายามถอดความลับของเขามากมายว่าปุสกัสทำอย่างไรถึงเตะฟุตบอลได้เก่งแบบนี้

 

สิ่งที่ชาวฮังการีค้นพบในยามนั้นนอกเหนือจากพรสวรรค์ในการเล่นแล้ว รูปร่างของเขาที่สูง 5 ฟุต 7 นิ้ว เป็นนักเตะที่มีศูนย์ถ่วงต่ำโดยธรรมชาติ (ในแบบเดียวกับ ดิเอโก มาราโดนา ผู้ยิ่งใหญ่) มีต้นขาที่ใหญ่โตเต็มไปด้วยมัดกล้าม

 

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นความพิเศษคือปุสกัสมีเท้าที่เล็กมาก!

 

ด้วยเท้าที่เล็กทำให้มีความเชื่อว่ามันช่วยให้เวลาที่ยิงประตูเขาจะยิงเข้าตรงจุดที่ดีที่สุด และทำให้ลูกยิงของเขาหนักหน่วงรุนแรงเหมือนยิงด้วยปืนใหญ่เสมอ

 

นั่นทำให้ชาวฮังการีมีความเชื่อว่าถ้าอยากจะเก่งเหมือนปุสกัสก็ต้องมีเท้าที่เล็กหน่อย

 

และความเชื่อนั้นถูกส่งต่อผ่านกาลเวลามาถึงปัจจุบันด้วย โดยนักเตะคนที่เชื่อกันว่าสืบทอดตำนานเรื่องนี้คือ โดมินิก โซโบสไล สตาร์หมายเลขหนึ่งและกัปตันทีมชาติฮังการี ที่กำลังกลายเป็นยอดขวัญใจของชาวแอนฟิลด์ในเมืองลิเวอร์พูล

 

โซโบสไลเป็นนักฟุตบอลที่รูปร่างดี สูง 6 ฟุต 1 นิ้ว เรียกว่าสูงยาวเข่าดี เป็นนายแบบสบายๆ

 

เพียงแต่เท้าของเขานั้นเล็กมาก มีขนาดแค่รองเท้าไซส์ 7 UK เท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าแปลก เพราะนักฟุตบอลรูปร่างสูงแบบนี้ควรจะใส่รองเท้าไซส์ที่ใหญ่กว่านี้มาก

 

ตรงนี้เองที่เป็นความลับที่เล่ากันมา

 

ที่เท้าของโซโบสไลเล็กกว่าที่ควรจะเป็นนั้น เกิดขึ้นเพราะในวัยเด็กพ่อของเขา โซลต์ (Zsolt) โซโบสไล ซึ่งเป็นอดีตนักฟุตบอลด้วยเหมือนกัน และมีอะคาเดมีลูกหนังของตัวเองในชื่อ Fonix Gold พยายามทำตามความเชื่อที่ว่าถ้าใส่รองเท้าที่เล็ก เท้าของลูกชายเขาก็จะหยุดโตตามไปด้วย

 

ดังนั้นตั้งแต่เด็กๆ แล้วที่โซโบสไลจะใส่รองเท้าไซส์เล็กกว่าที่ควรจะเป็นเสมอ ทำให้เท้าของเขาไม่ขยายมากนัก

 

เมื่อบวกกับช่วงขาที่ยาวแล้วมันทำให้เขาสามารถสับไกยิงประตูได้แบบคลีน คือเข้าจุดตลอด

 

“มันเป็นเคล็ดลับ หรือเราจะพูดว่าเป็น Football Hack ก็ได้” แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับโซโบสไลและครอบครัวเล่า “เพราะถ้ามีเท้าที่ใหญ่ เราจะไม่สามารถยิงลูกบอลได้อย่างสมบูรณ์ ยกเว้นเราจะเป็นนักเตะในระดับเดียวกับอิบราฮิโมวิช

 

“การจะยิงให้ได้สมบูรณ์แบบ เราต้องมีขาที่ยาวและเท้าที่เล็ก และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่พ่อของโดมินิกพยายามเข้มงวดกับเขาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นเลย แล้วลองดูเขาในตอนนี้สิ”

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำให้โซโบสไลยิงได้อย่างหนักหน่วงรุนแรงนั้นไม่ได้เกิดจากแค่เรื่องของเท้าที่เล็กเพียงอย่างเดียว

 

 

สิ่งสำคัญมากกว่าคือการฝึกฝนอย่างหนัก ซึ่งตั้งแต่เด็กๆ เขาผ่านการฝึกฝนโดยพ่อที่เข้มงวดอย่างมาก และมีแบบฝึกหัดมากมายที่ต้องทำในแต่ละวัน เรียกว่าเป็นชาเลนจ์ประจำวันเลยก็ว่าได้

 

โดยที่การฝึกฝนนั้นก็ไม่ได้ทำในสนามฟุตบอลดีๆ อะไร แต่เป็นการฝึกฝนกันเองภายในบ้าน อาทิ การฝึกเลี้ยงบอลผ่านขวด

 

ขวดที่ว่านั้นมีทั้งขวดที่ใส่น้ำและไม่ใส่น้ำ

 

“เราซ้อมกันในบ้านเพราะบ้านเราไม่มีสวน” โซโบสไลเคยเล่าไว้ “ถ้ามีน้ำในขวด การจะเลี้ยงผ่านก็ไม่ยาก แต่ถ้าไม่มีน้ำอยู่ในขวดเลยมันจะยากกว่ามาก พ่อของผมมักจะเทน้ำทิ้งออกแทบทุกครั้ง

 

“ถ้าทำขวดล้มใบหนึ่ง ผมต้องเริ่มใหม่ทั้งหมดจนกว่าจะไม่มีขวดล้มเลย หรือพูดง่ายๆ คือจนกว่าที่ผมจะทำได้สมบูรณ์แบบ ผมถึงจะไปต่อได้”

 

พ่อลูกโซโบสไลฝึกกันแบบนี้มาตลอดตั้งแต่เด็ก เพราะโดมินิกเริ่มเตะฟุตบอลเล่นตั้งแต่ 3 ขวบ และเริ่มฝึกแบบจริงจังตั้งแต่ 6 ขวบ ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงทั้งการฝึกแบบส่วนตัวที่บ้าน และการฝึกในแบบศาสตร์ลูกหนังในอะคาเดมีที่พ่อของเขาก่อตั้งในปี 2007

 

บางครั้งมันก็ยากสำหรับเด็กคนหนึ่งที่อยากจะมีชีวิตวัยเด็กและวัยรุ่นกับคนอื่นเขาบ้าง

 

แต่เพราะความรักในเกมฟุตบอล ความฝันที่อยากจะเป็นนักฟุตบอลให้ได้ และคำสอนของพ่อที่ถ่ายทอดมา แม้จะเข้มงวดแค่ไหนแต่โซโบสไลคนลูกก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ดีแน่ๆ

 

“เขาเป็นคนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในชีวิตของผม เราทำทุกอย่างด้วยกัน ปกติแล้วเด็กๆ จะใช้เวลา 90 เปอร์เซ็นต์ในการเติบโตมากับแม่ แต่ของผม ผมโตมากับพ่อ”

 

แต่ถึงจะเป็นเด็กดีอยู่ในโอวาทแค่ไหน โดมินิกก็เคยงัดกับพ่อเหมือนกัน ด้วยความอยากจะมีรอยสักเท่ๆ แบบคนอื่นบ้าง ซึ่งการต่อรองเรื่องแบบนี้กับคุณพ่อจอมเฮี้ยบไม่เคยเป็นเรื่องง่าย จนมีการท้าทายกันเกิดขึ้นระหว่างพ่อกับลูกในช่วงที่ตอนนั้นลูกชายอายุได้ 17 ปี และได้โอกาสมาอยู่กับทีมดีๆ อย่างเรดบูล ซัลซ์บวร์กในออสเตรียแล้ว

 

“มีอยู่วันหนึ่งที่จะมีการทดสอบการวิ่ง ซึ่งมีคนที่เป็นเจ้าของสถิติอยู่ในอะคาเดมี” โซโบสไลคนลูกเล่าต่อ “พ่อของผมบอกว่า ถ้าแกอยากจะติดทีมชุดใหญ่ให้ได้ แกต้องวิ่งทำลายสถิติให้ได้ก่อน แล้วถ้าแกทำลายสถิตินี้ได้ ฉันจะให้แกสัก”

 

Dominik Szoboszlai

 

โดมินิกทำลายสถิติดังกล่าวได้สำเร็จ ได้ติดทีมชุดใหญ่ และไม่มีเหตุผลอะไรที่พ่อจะห้ามไม่ให้เขาสักอีก

 

โดยข้อความในรอยสักนั้นเป็นประโยคที่มาจากคำพูดของ สตีเวน เจอร์ราร์ด ฮีโร่แห่งแอนฟิลด์ หนึ่งในฮีโร่ในวัยเด็กของเขา (แต่ฮีโร่ตัวจริงคือ คริสเตียโน โรนัลโด!) ที่บอกว่า “พระเจ้าประทานพรสวรรค์ให้ แต่ถ้าเราไม่ทุ่มเทไม่อุทิศตัว มันก็จะไม่มีความหมายอะไรเลย”

 

ดังนั้นการที่โซโบสไลสามารถยิงประตูได้แทบจะถอดแบบจากเจอร์ราร์ดนั้น ไม่ได้มาจากแค่เรื่องของพรสวรรค์หรือการที่มีเท้าเล็ก

 

แต่มันเกิดจากการฝึกฝนครั้งแล้วครั้งเล่า ฝึกหนักเป็นบ้าเป็นหลัง จนสามารถทำทุกสิ่งได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

รอยสักนี้ยังมีความหมายอีกอย่างที่ซ่อนอยู่ด้วย

 

แรงบันดาลใจที่ทำให้โซโบสไลอยากจะสักเท่ๆ กับเขาบ้าง ก็มาจากการที่พ่อของเขาสักตามร่างกายเหมือนกัน

 

เจอร์ราร์ดแค่ลูกพี่

 

แต่ผมน่ะลูกพ่อนะ 🙂

 

อ้างอิง:

The post ด้วยเท้าเล็กและเทคนิค! ความลับในลูกยิงติดจรวดของ โดมินิก โซโบสไล appeared first on THE STANDARD.

]]>
คู่หู ‘วาราน-คาเซมิโร’ ชูถ้วยแชมป์ร่วมกันเป็นครั้งที่ 14 https://thestandard.co/varane-casemiro-win-14-th/ Mon, 27 Feb 2023 08:23:09 +0000 https://thestandard.co/?p=755941

เดินหน้ากวาดแชมป์เข้าพอร์ตแบบต่อเนื่อง สำหรับ 2 แข้งตัว […]

The post คู่หู ‘วาราน-คาเซมิโร’ ชูถ้วยแชมป์ร่วมกันเป็นครั้งที่ 14 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เดินหน้ากวาดแชมป์เข้าพอร์ตแบบต่อเนื่อง สำหรับ 2 แข้งตัวเก๋าที่โยกจากเรอัล มาดริด มาหาความท้าทายกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่าง ราฟาเอล วาราน และ คาเซมิโร

 

เมื่อล่าสุดทั้งคู่ได้ลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลคาราบาวคัพ (ลีกคัพ) ประจำฤดูกาล 2022/23 และเอาชนะคู่แข่งอย่างนิวคาสเซิล ยูไนเต็ดไปได้ 2-0 พร้อมคว้าแชมป์แรกในสีเสื้อของแมนฯ ยูไนเต็ด ได้สำเร็จ และนับเป็นแชมป์ที่ 14 ที่ทั้งคู่ได้ชูพร้อมกัน (เมื่อนับตั้งแต่ยังค้าแข้งอยู่กับ เรอัล มาดริด)

 

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

The post คู่หู ‘วาราน-คาเซมิโร’ ชูถ้วยแชมป์ร่วมกันเป็นครั้งที่ 14 appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมนฯ ยูไนเต็ด ผงาดคว้าแชมป์คาราบาวคัพ (ลีกคัพ) มาครองเป็นสมัยที่ 6 ของสโมสร https://thestandard.co/manchester-united-carabao-cup-champion/ Mon, 27 Feb 2023 02:18:50 +0000 https://thestandard.co/?p=755743 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

การแข่งขันฟุตบอลฟุตบอลคาราบาวคัพ (ลีกคัพ) 2022/23 รอบชิ […]

The post แมนฯ ยูไนเต็ด ผงาดคว้าแชมป์คาราบาวคัพ (ลีกคัพ) มาครองเป็นสมัยที่ 6 ของสโมสร appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

การแข่งขันฟุตบอลฟุตบอลคาราบาวคัพ (ลีกคัพ) 2022/23 รอบชิงชนะเลิศ เป็นการโคจรมาดวลกันระหว่าง ‘ทัพปีศาจแดง’ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบกับ ‘สาลิกาดง’ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่สนามเวมบลีย์

 

ผลปรากฏว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำผลงานได้ดีกว่า เอาชนะนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ไปได้ 2-0 จากลูกยิงของ คาเซมิโร และ สเวน บอตแมน (ทำเข้าประตูตัวเอง) ส่งผลให้ทัพปีศาจแดงในการดูแลของ เอริก เทน ฮาก คว้าแชมป์คาราบาวคัพ (ลีกคัพ) ประจำฤดูกาล 2022/23 มาครองได้สำเร็จ และเป็นสมัยที่ 6 ของสโมสร

 

ทั้งนี้ ในฤดูกาล 2022/23 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของโค้ช เอริก เทน ฮาก ยังเหลือลุ้นแชมป์อีก 3 รายการ ประกอบด้วยพรีเมียร์ลีก (ปัจจุบันอยู่อันดับ 3 ห่างจ่าฝูง 8 แต้ม), เอฟเอคัพ (รอบ 16 ทีม) และยูฟ่ายูโรปาลีก (รอบ 16 ทีม)

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

The post แมนฯ ยูไนเต็ด ผงาดคว้าแชมป์คาราบาวคัพ (ลีกคัพ) มาครองเป็นสมัยที่ 6 ของสโมสร appeared first on THE STANDARD.

]]>
แชมป์สมัยที่ 6! แมนฯ ยูไนเต็ด รัวดับนิวคาสเซิล 2-0 คว้าแชมป์คาราบาวคัพไปครอง https://thestandard.co/manchester-united-won-newcastle-united-2-0/ Mon, 27 Feb 2023 01:59:34 +0000 https://thestandard.co/?p=755715 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

วันนี้ (26 กุมภาพันธ์) การแข่งขันฟุตบอลฟุตบอลคาราบาวคัพ […]

The post แชมป์สมัยที่ 6! แมนฯ ยูไนเต็ด รัวดับนิวคาสเซิล 2-0 คว้าแชมป์คาราบาวคัพไปครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

วันนี้ (26 กุมภาพันธ์) การแข่งขันฟุตบอลฟุตบอลคาราบาวคัพ (ลีกคัพ) 2022/23 รอบชิงชนะเลิศ ระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบกับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่สนามเวมบลีย์

 

เกมครึ่งแรกเดินมาถึงนาทีที่ 34 แมนฯ ยูไนเต็ดออกนำก่อนจากลูกฟรีคิกที่ บรูโน แฟร์นันด์ส เปิดเข้ากรอบเขตโทษให้ คาเซมิโร ได้สอดตัวเข้าไปโหม่งบอลเน้นๆ บอลเข้าไปตุงตาข่าย ช่วยให้ทีมออกนำก่อน 1-0

 

ถัดมา 5 นาที แมนฯ ยูไนเต็ด ได้โอกาสเล่นเกมบุก เป็น เวาต์ เวกฮอร์สต์ แทงบอลให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่วิ่งหาช่องได้ยิง บอลไปแฉลบเท้าของ สเวน บอตแมน เปลี่ยนทางหนีมือ คาริอุส เข้าไปประตูไป ทำให้แมนฯ ยูไนเต็ด นำห่างเป็น 2-0 และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

 

ครึ่งหลังนิวคาสเซิลพยายามเดินเครื่องหวังทวงประตูคืน แต่หลายจังหวะยังไม่เฉียบคมพอจะใส่สกอร์ ขณะที่แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีโอกาสบวกสกอร์เพิ่มจากหลายจังหวะ แต่ทั้งคู่ไม่สามารถทำสกอร์เพิ่มได้

 

จบเกมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาชนะนิวคาสเซิล ยูไนเต็ดไปได้ 2-0 คว้าแชมป์คาราบาวคัพ (ลีกคัพ) ประจำฤดูกาล 2022/23 มาครองได้สำเร็จ และเป็นสมัยที่ 6 ของสโมสร

The post แชมป์สมัยที่ 6! แมนฯ ยูไนเต็ด รัวดับนิวคาสเซิล 2-0 คว้าแชมป์คาราบาวคัพไปครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด vs. นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด : พรีวิว รอบชิงฯ ฟุตบอลคาราบาวคัพ 2022/23 วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2023 พร้อมช่องถ่ายทอดสด https://thestandard.co/manchester-united-vs-newcastle/ Sun, 26 Feb 2023 03:32:30 +0000 https://thestandard.co/?p=755425 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ฟุตบอลคาราบาวคัพ 2022/23 (รอบชิงชนะเลิศ) วันอาทิตย์ที่ […]

The post แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด vs. นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด : พรีวิว รอบชิงฯ ฟุตบอลคาราบาวคัพ 2022/23 วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2023 พร้อมช่องถ่ายทอดสด appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ฟุตบอลคาราบาวคัพ 2022/23 (รอบชิงชนะเลิศ)

วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2023 เวลา 23.30 น. 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด vs. นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด

สนาม: เวมบลีย์

 


 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

กำลังอยู่ในฟอร์มที่เล่นเข้ากับแท็กติกของ เอริก เทน ฮาก ได้อย่างลงตัว และความมั่นใจที่เปี่ยมล้นในตัวนักเตะทุกคน สำหรับทัพ ‘ปีศาจแดง’ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากนัดล่าสุดจัดการเอาชนะบาร์เซโลนาในเกมเพลย์ออฟ ยูฟ่ายูโรปาลีก ไปได้ 2-1 (สกอร์รวมแมนฯ ยูไนเต็ดชนะ 4-3) พร้อมผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย และยังอยู่บนเส้นทางการลุ้น 4 แชมป์อีกด้วย

 

สภาพความพร้อมนัดนี้ทัพปีศาจแดงจะอดใช้งานผู้เล่นตัวหลักถึง 3 ราย ประกอบด้วย ดอนนี ฟาน เดอ บีค, อองโตนี มาร์กซิยาล และ คริสเตียน อีริกเซน ที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นงานมาก่อนหน้านี้ 

 

ส่วนในรายของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ออกมาโพสต์ภาพผ่านอินสตาแกรมเป็นนัยว่าเหมือนจะมีอาการบาดเจ็บก่อนเกมนัดชิงฯ ซึ่งต้องรอลุ้นต่อไปว่าท้ายที่สุดแนวรุกฟอร์มแรงรายนี้จะยังมีชื่อในเกมนี้หรือไม่

 

ขณะที่ผู้เล่นตัวหลักคนอื่นๆ แม้จะมีเวลาพักเพียง 3 วันหลังเกมยูโรปาลีก แต่น่าจะพร้อมลงสนามล่าถ้วยคาราบาวคัพทุกคน

 

โดย 11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะถูก เอริก เทน ฮาก ส่งลงสนามในนัดนี้ประกอบด้วย ดาบิด เด เคอา ประจำการตำแหน่งผู้รักษาประตู กองหลัง 4 คนเป็น ดีโอโก ดาโลต์, ราฟาเอล วาราน, ลิซานโดร มาร์ติเนซ และ ลุค ชอว์

 

แดนกลาง 2 คน เป็น เฟร็ด และ คาเซมิโร ส่วนแนวรุกเป็นหน้าที่ของ จาดอน ซานโช, บรูโน แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด (กรณีแรชฟอร์ดมีอาการบาดเจ็บ คาดว่า แอนโทนีจะได้รับโอกาสลงสนามแทน) และ เวาต์ เวกฮอร์สต์ ที่จะยืนค้ำหน้าเป้าในเกมนี้

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด

นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ของกุนซือ เอ็ดดี ฮาว เริ่มมีฟอร์มที่แผ่วลงบ้าง หลังจากในเกมลีก 3 นัดหลังพวกเขาไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งได้เลย จากผลงาน เสมอ 2 และแพ้ 1 นัดให้กับลิเวอร์พูลในนัดล่าสุดไป 0-2

 

นัดนี้นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด จะเผชิญกับปัญหาร้ายแรงเมื่อ นิค โป๊ป นายทวารตัวความหวังของทีมต้องติดแบนชวดลงสนามนัดนี้ ขณะที่ มาร์ติน ดูบราฟกา ก็ติดคัพไทด์เพราะเคยมีชื่อลงสนามให้แมนฯ ยูไนเต็ด นั่นจึงทำให้โอกาสของมือประตูที่จะได้ลงเฝ้าเสาในเกมนัดชิงฯ จะตกเป็นหน้าที่ของ ลอริส คาริอุส ที่กำลังจะได้ลงสนามในสีเสื้อเดอะแม็กพายส์เป็นนัดแรก นับตั้งแต่ย้ายเข้าทีมช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ ทีมจะหมดสิทธ์ใช้งาน เอมิล คราฟธ์ ที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บ ส่วนในรายของ โจ วิลล็อก และ โชลินตอน ยังต้องลุ้นเช็กความฟิตอีกครั้ง ซึ่งสื่อต่างประเทศคาดการณ์ว่าจะหายทัน แต่ที่แน่ๆ ทีมจะได้ บรูโน กิมาไรส์ กองกลางทีมชาติบราซิล พ้นโทษแบนกลับมาคุมเกมแดนกลางให้ทีม

 

โดย 11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงประกอบไปด้วย ลอริส คาริอุส ยืนเฝ้าเสา แผงหลัง 4 คนเป็น คีแรน ทริปเปียร์, ฟาเบียน แชร์, สเวน บอตแมน และ แดน เบิร์น

 

ส่วนแดนกลาง 3 คน ยังคงเป็น ฌอน ลองสตาฟฟ์, บรูโน กิมาไรส์ และ โชลินตอน ส่วนแผงเกมรุกขับเคลื่อนโดย อัลลัน แซงต์-แม็กซิแม็ง, มิเกล อัลมิรอน และ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ยืนหน้าเป้าล่าประตู

 



ฟอร์มการเล่น 5 นัดหลังสุด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

24 ก.พ. 2023 – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ บาร์เซโลนา 2-1 (เหย้า) ยูฟ่ายูโรปาลีก

19 ก.พ. 2023 – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 3-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

17 ก.พ. 2023 – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสมอ บาร์เซโลนา 2-2 (เยือน) ยูฟ่ายูโรปาลีก

12 ก.พ. 2023 – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด 2-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

9 ก.พ. 2023 – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด 2-2 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

 

นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด

29 ก.พ. 2023 – นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด แพ้ ลิเวอร์พูล 0-2 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

12 ก.พ. 2023 – นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เสมอ บอร์นมัธ 1-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

5 ก.พ. 2023 – นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

1 ก.พ. 2023 – นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ชนะ เซาแธมป์ตัน 2-1 (เหย้า) คาราบาวคัพ

25 ม.ค. 2023 – นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ชนะ เซาแธมป์ตัน 1-0 (เยือน) คาราบาวคัพ

 

ผลการดวลกัน 5 นัดหลังสุด

2022 – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสมอ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 0-0 พรีเมียร์ลีก

2021 – นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1 พรีเมียร์ลีก

2021 – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 4-1 พรีเมียร์ลีก

2021 – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 3-1 พรีเมียร์ลีก

2020 – นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด แพ้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-4 พรีเมียร์ลีก

The post แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด vs. นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด : พรีวิว รอบชิงฯ ฟุตบอลคาราบาวคัพ 2022/23 วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2023 พร้อมช่องถ่ายทอดสด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เส้นทางลุ้น 4 แชมป์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด https://thestandard.co/manchester-united-win-4-leagues/ Fri, 24 Feb 2023 07:02:53 +0000 https://thestandard.co/?p=754909

จากชัยชนะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เปิดสนามโอลด์แทรฟฟอ […]

The post เส้นทางลุ้น 4 แชมป์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากชัยชนะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เปิดสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด เอาชนะบาร์เซโลนาไปได้ในการแข่งขันนัดที่สอง 2-1 (สกอร์รวม 2 นัด แมนฯ ยูไนเต็ดชนะ 4-3) ที่นอกจากจะเป็นการตีตั๋วผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึกยูฟ่ายูโรปาลีกได้สำเร็จ

 

ยังส่งผลให้ทัพปีศาจแดงในมือของผู้จัดการทีม เอริก เทน ฮาก เป็นทีมเดียวจากเกาะอังกฤษที่ยังอยู่ในเส้นทางการลุ้นแชมป์มากถึง 4 รายการ

 

THE STANDARD รวบรวมข้อมูลเส้นทางการลุ้นแชมป์ของแมนฯ ยูไนเต็ด มาให้แฟนบอลได้เห็นกันแบบชัดๆ ว่า ‘4 ถ้วย’ ที่ทำให้เหล่า Red Army ได้วาดฝันให้ทีมรักไปถึง มีสถานการณ์ลุ้นแชมป์เป็นอย่างไรบ้าง

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post เส้นทางลุ้น 4 แชมป์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด appeared first on THE STANDARD.

]]>