AIS เปิดเกมใหม่ในอุตสาหกรรมกีฬา ประกาศเปิดตัว “AIS SPOR […]
The post “AIS SPORT ACADEMY” ยกระดับวงการกีฬาครบวงจร ผนึกกำลังจุฬา-บุนเดสลีกา-สมาคมฟุตบอลฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
AIS เปิดเกมใหม่ในอุตสาหกรรมกีฬา ประกาศเปิดตัว “AIS SPORT ACADEMY” วางตำแหน่งจากผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและคอนเทนต์ สู่การเป็นผู้เล่นเชิงระบบที่เข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของวงการกีฬาไทย โดยชูแนวคิด “พลังคน สร้างพลังกีฬาไทย” เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน

การเปิดตัว AIS SPORT ACADEMY นี้สะท้อนยุทธศาสตร์ที่มองกีฬาในฐานะอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าและระบบนิเวศขนาดใหญ่ มีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 10 ล้านคน ตั้งแต่นักกีฬา โค้ช ผู้ตัดสิน ผู้จัดการแข่งขัน ไปจนถึงสายอาชีพเบื้องหลังอย่างผู้พากย์และผู้ผลิตคอนเทนต์
หัวใจของโมเดลนี้คือการสร้าง “Talent Pipeline” ตั้งแต่ระดับเยาวชน โดย AIS จับมือพันธมิตรเชิงสถาบันและระดับโลก ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Bundesliga ประเทศเยอรมนี และสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับทั้งมาตรฐานการฝึกฝนและโอกาสทางการศึกษาไปพร้อมกัน

โปรเจกต์นำร่องคือการคัดเลือกเยาวชนไทยไปฝึกทักษะฟุตบอลที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางฟุตบอลระดับโลก ควบคู่กับการมอบทุนการศึกษาเข้าเรียนต่อในโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนแนวคิด “Dual Track” ที่ผสานเส้นทางกีฬาและการศึกษาเข้าด้วยกัน ลดข้อจำกัดเดิมที่เยาวชนต้องเลือกระหว่างสองทาง
กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร AIS ระบุว่า AIS ขับเคลื่อนการพัฒนาคนผ่าน AIS Academy โดยขยายสู่แวดวงกีฬา ใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้เป็นตัวเร่ง โดยมองว่ากีฬาเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศ AIS จึงต้องการยกระดับบทบาทจาก “ผู้ถ่ายทอด” เป็น “ผู้สร้างและยกระดับ” Ecosystem กีฬาไทย

กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร AIS (ซ้าย)
สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS (ขวา)
ในเชิงโครงสร้าง AIS SPORT ACADEMY วางกรอบการดำเนินงานไว้ 3 แกนหลัก ได้แก่

สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS ระบุว่า แนวทางดังกล่าวสะท้อนการบูรณาการ “กีฬา-การศึกษา-โอกาส” เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยไม่ได้หยุดอยู่แค่การพัฒนา “นักกีฬา” แต่ครอบคลุมไปถึงบุคลากรทั้ง Ecosystem

AIS เริ่มเดินหน้าแล้วผ่านกิจกรรมภาคสนาม เช่น ฟุตบอลคลินิก บาสเกตบอลคลินิก การอบรมครูพละ เพื่อยกระดับมาตรฐานโค้ชในระบบ รวมถึงการเปิดพื้นที่ใหม่อย่างโครงการคัดเลือกนักพากย์กีฬา ซึ่งสะท้อนการมองอุตสาหกรรมกีฬาแบบ “ครบวงจร” มากขึ้น

การที่ AIS เข้าสู่ Sports Ecosystem สอดคล้องกับแนวโน้มโลกที่รายได้กีฬามาจากหลายด้าน ทั้งลิขสิทธิ์ แพลตฟอร์ม การศึกษา และการพัฒนาบุคลากร ซึ่งเชื่อมโยงกับ Core Capability ของ AIS โดยตรง การเปิดตัว AIS SPORT ACADEMY จึงเป็น “การวางรากฐาน” ระยะยาว เพื่อสร้างบุคลากรกีฬาคุณภาพ ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมกีฬาไทยในอนาคต และท้ายที่สุด นี่อาจเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านวงการกีฬาไทยจากกิจกรรมเชิงสันทนาการ ไปสู่อุตสาหกรรมที่มีโครงสร้างและความยั่งยืนในระยะยาว

The post “AIS SPORT ACADEMY” ยกระดับวงการกีฬาครบวงจร ผนึกกำลังจุฬา-บุนเดสลีกา-สมาคมฟุตบอลฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
AIS เปิดตัว AIS SPORT ACADEMY อย่างเป็นทางการ เดินหน้าย […]
The post AIS จับมือบุนเดสลีกา-จุฬาฯ เปิด ‘AIS SPORT ACADEMY’ ปั้นอนาคตกีฬาไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
AIS เปิดตัว AIS SPORT ACADEMY อย่างเป็นทางการ เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมกีฬาไทยแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “พลังคน สร้างพลังกีฬาไทย” พร้อมผนึกพันธมิตรระดับประเทศและสากล ทั้ง Chulalongkorn University, Bundesliga เยอรมนี และ Football Association of Thailand
โปรเจกต์แรกประเดิมด้วยการเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยบินไปฝึกทักษะฟุตบอลระดับโลกที่ประเทศ Germany พร้อมมอบทุนการศึกษาเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาศักยภาพทั้งด้านกีฬาและวิชาการ ควบคู่ไปสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพของวงการกีฬาไทยในอนาคต
นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร AIS กล่าวว่า บริษัทเชื่อมาโดยตลอดว่า “คน” คือรากฐานสำคัญขององค์กรและสังคม และต้องการต่อยอดโมเดลการพัฒนาคนจาก AIS Academy สู่ภาคกีฬา โดยมองว่ากีฬาไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ
AIS จึงตั้งเป้าขยับบทบาทจากผู้ถ่ายทอดสดและช่องทางการรับชมกีฬา สู่การเป็นผู้สนับสนุนและยกระดับวงการกีฬาไทยทยอยอย่างเต็มตัว ผ่านการนำโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและองค์ความรู้มาติดอาวุธให้กับคนกีฬา
ด้าน สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS ระบุว่า AIS SPORT ACADEMY จะขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การสร้างโอกาส การเสริมองค์ความรู้ และการสร้างความเป็นมืออาชีพ เพื่อให้ทุกคนในระบบนิเวศกีฬาเติบโตได้อย่างยั่งยืน
นอกจากโครงการส่งเยาวชนไปฝึกที่เยอรมนีแล้ว ยังมีแผนต่อยอดผ่านกิจกรรมฟุตบอลคลินิก บาสเกตบอลคลินิก การอบรมครูพละ รวมถึงโครงการคัดนักพากย์กีฬาหน้าใหม่ เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพในหลากหลายมิติของวงการกีฬา
การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของ AIS ในการใช้ศักยภาพด้านดิจิทัลและการพัฒนาทรัพยากรบุคคล มาสร้างแรงกระเพื่อมครั้งสำคัญ เพื่อผลักดันวงการกีฬาไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน
The post AIS จับมือบุนเดสลีกา-จุฬาฯ เปิด ‘AIS SPORT ACADEMY’ ปั้นอนาคตกีฬาไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
นอกเหนือจากความสำเร็จอันยิ่งใหญ่มากมายที่เป๊ป กวาร์ดิโอ […]
The post แวงซองต์ กอมปานีย์ ผู้พิสูจน์ค่าของความพยายามผ่านผลงาน ลูกศิษย์ที่ดีที่สุดของเป๊ป? appeared first on THE STANDARD.
]]>
นอกเหนือจากความสำเร็จอันยิ่งใหญ่มากมายที่เป๊ป กวาร์ดิโอลา สามารถทำได้ในฐานะของการเป็นสุดยอดโค้ชแล้ว ก็ยังมีความสำเร็จด้านอื่นที่โลกสมควรยกย่องเช่นกัน
นวัตกรรมทางเกมลูกหนังต่างๆที่คิดประดิษฐ์ขึ้น เช่น ฟุตบอลในสไตล์คอนโทรลเกมอย่างสัมบูรณ์ ซึ่งต่อยอดจากฟุตบอลของโยฮัน ครอยฟ์ และแอนเดรีย นิคูเลสคู, การสร้างบทบาทใหม่ของนักเตะอย่าง Inverted full-back และอื่นๆก็ใช่
แต่สิ่งที่อาจจะดีงามที่สุดคือการที่ยอดกุนซือชาวคาตาลันหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคตเอาไว้จำนวนไม่น้อย
เหล่าศิษย์ของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ซึ่งกลายมาเป็นสุดยอดโค้ชที่ก้าวขึ้นมาเทียบเคียงกับเขามากมายหลายคน อาทิ มิเคล อาร์เตตา, เอ็นโซ มาเรสกา, ชาบี เอร์นานเดซ, ชาบี อลอนโซ, หลุยส์ เอ็นริเก, เอริค เทน ฮาก
แต่ในจำนวนนี้คนที่กำลังถูกจับตามองว่าอาจจะมีโอกาสก้าวขึ้นมาแทนที่ได้จริงๆคือ แวงซองต์ กอมปานีย์ ผู้ที่ไม่เพียงพาบาเยิร์น มิวนิคคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 2 สมัยติดต่อกัน และมีโอกาสคว้า 3 แชมป์ในฤดูกาลนี้
เขายังสร้างทีม ‘เสือใต้’ ให้กลายเป็นหนึ่งในทีมฟุตบอลที่น่าจับตามองมากที่สุดในเวลานี้

บาเยิร์น มิวนิค คว้าแชมป์บุนเดสลีกาสมัยที่ 35 และเป็นแชมป์สมัยที่ 13 จาก 14 ฤดูกาลหลังสุดมาครองได้สำเร็จอย่างงดงามหลังการพลิกสถานการณ์ไล่ถล่มสตุ๊ตการ์ตขาดลอย 4-2 ทั้งๆที่ฤดูกาลยังเหลืออีก 4 นัดด้วยกัน
ทีมจากแคว้นบาวาเรียยังสร้างสถิติที่น่าขนลุกด้วยการทำไปแล้วถึง 109 ประตู เฉพาะในบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้ ซึ่งในประวัติศาสตร์แล้วมีเพียงแค่ 2 ครั้งที่มีทีมที่สามารถทำได้เกินกว่า 100 ประตู
ครั้งแรกเกิดขึ้นในฤดูกาล 1971/72 ยุคสมัยของผู้ยิ่งใหญ่อย่าง แกร์ด มุลเลอร์, อูลี เฮอเนสส์ และ ‘แดร์ ไกเซอร์’ ฟรานซ์ เบ็คเคนเบาเออร์
อีกครั้งไม่นานมานี้ในฤดูกาล 2019/20 ซึ่งฮันซี ฟลิค เข้ามารับช่วงกอบกู้ทีมต่อจากนิโก โควัช และสามารถเปลี่ยนแปลงบาเยิร์นให้กลายเป็นพยัคฆ์ร้ายจอมกระหายประตูได้อย่างมหัศจรรย์ และกลายเป็นทีมชุดที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่คว้า 3 แชมป์ได้ในฤดูกาลเดียว (บุนเดสลีกา, เดเอฟเบ โพคาล และยูเอฟา แชมเปียนส์ ลีก)
แต่ในความรู้สึกของใครหลาย บาเยิร์นในยุคปัจจุบันภายใต้การนำของกอมปานีย์ อาจจะเป็นทีมที่ดีกว่าหรือในอีกความหมายคืออาจจะเป็นทีมที่ดีที่สุดตลอดกาลของสโมสรและบุนเดสลีกาก็ว่าได้
ความจริงเราพอมองเห็นสัญญาณบางอย่างว่าบาเยิร์นในฤดูกาลนี้จะแตกต่างจากช่วง 3-4 ฤดูกาลก่อนมาตั้งแต่เกมประเดิมสนามฤดูกาลใหม่ 2025/26 ที่พวกเขาไล่ถล่มแอร์เบ ไลป์ซิกขาดลอยถึง 6-0 แล้ว โดยเฉพาะ 3 ประสานในแนวรุก
แฮร์รี เคน ทำแฮตทริกได้ในวันนั้น ขณะที่ไมเคิล โอลิเซ และลุยซ์ ดิอาซ ที่เพิ่งได้ตัวมาจากลิเวอร์พูลก็ช่วยกันทำประตูได้ด้วย
3 ประสานชุดนี้กลายเป็นทีเด็ดของบาเยิร์นที่ไม่มีใครหยุดได้ โดยในจำนวน 109 ประตูที่ทำได้ในบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้แบ่งเป็นผลงานของ 3 คนนี้ถึง 59 ประตู หรือเกินกว่าครึ่ง และมีเป้าหมายว่าในช่วงที่เหลือก่อนจบฤดูกาลพวกเขาจะยิงให้ได้ถึง 120 ประตู
แต่บาเยิร์นของกอมปานีย์ไม่ได้มีดีแค่เรื่องของเกมรุก เกมรับของพวกเขาก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน โดยเสียไปเพียงแค่ 29 ประตูเท่านั้น
แม้แต่ในความเห็นของโยชัว คิมมิช คีย์แมนของทีมที่อยู่กับสโมสรมายาวนานก็มีความรู้สึกว่าทีมชุดนี้ไม่ใช่แค่ยอดเยี่ยม
มันมีบางอย่างที่ ‘พิเศษ’ กว่านั้น และสิ่งนั้นเกิดขึ้นได้เพราะโค้ชอย่างกอมปานีย์

“ตอนที่ผมย้ายมาเมื่อ 10 ปีก่อนเราก็มีกลุ่มนักเตะที่ยอดเยี่ยมมากอยู่แล้ว เรามีนักเตะระดับโลกมากถึง 23-25 คน” คิมมิชบอกเมื่อเดือนพฤศจิกายน
“แต่ในตอนนี้ผมมองเห็นการทำงานร่วมกันของทีม ความสุขที่มีร่วมกันและเล่นเพื่อกันและกัน ผมได้เห็นเรานำหลักการเหล่านี้มาใช้ในสนามด้วย ได้เห็นการที่ใครคนนึงยอมวิ่งเพื่อเพื่อนอีกคนนึง สิ่งเหล่านี้มันคือสิ่งที่พิเศษ”
คิมมิชบอกอีกว่า “มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยนัก มันต่างจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นเรายังมีอีโก้ในทีมมากกว่านี้”
สำหรับสโมสรอย่างบาเยิร์นแล้วคำว่าอีโก้ไม่ใช่คำหยาบคาย ในทางตรงกันข้ามมันคือเรื่องธรรมดาพื้นฐานที่สุดของสโมสรแห่งนี้
ด้วยความยิ่งใหญ่และเกรียงไกร ด้วยประวัติศาสตร์และเป้าหมาย ใครก็ตามที่จะได้มาอยู่ที่บาเยิร์น มิวนิค จะต้องเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดเท่านั้น และนั่นทำให้ทุกยุคสมัยพวกเขาจะอุดมไปด้วยกลุ่มนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ทั้งทีมตั้งแต่หลังยันหน้า
เรียกว่าอีโก้รวมกันใหญ่เท่าแกแล็กซี่
ในยุคสมัยหนึ่งบาเยิร์นเคยได้รับสมญาว่า ‘เอฟซี ฮอลลีวูด” เกิดปัญหาภายในทีม มีความขัดแย้งไม่ลงรอย และบ่อยครั้งที่เรื่องราวมักจบที่หายนะกับการเริ่มต้นสร้างทีมกันใหม่
ดังนั้น ‘เรื่องธรรมดา’ ที่คิมมิชบอกอย่างความกลมเกลียว ความเป็นหนึ่งเดียว ความสามัคคี การเล่นเพื่อคนอื่นซึ่งสำหรับสโมสรฟุตบอลแห่งอื่นอาจจะเป็นเรื่องพื้นฐาน สำหรับบาเยิร์นแล้วมันคือ ‘เรื่องพิเศษ’ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ
มันคือเครดิตที่ควรปรบมือดังๆให้กับโค้ชอย่างกอมปานีย์ที่รวบรวมทีมที่เต็มไปด้วยอีโก้ให้รวมกันได้อย่างน่ามหัศจรรย์
เพียงแต่ความจริงกว่าที่บาเยิร์นจะมาถึงจุดนี้ได้ กุนซือชาวเบลเยี่ยมเองก็ลำบากมาไม่น้อยเหมือนกัน

ย้อนหลังกลับไปในฤดูกาลที่แล้ว (2024/25) ในวันที่บาเยิร์น ต้องตัดสินใจเลือกโค้ชคนใหม่เพื่อแทนที่ของโธมัส ทูเคิลที่ไปกันต่อไม่ได้กับสโมสร พวกเขาสร้างความประหลาดใจด้วยการเลือกโค้ชมือใหม่ที่มีประสบการณ์น้อยมากอย่างกอมปานีย์มาคุมทัพ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดถึงการที่เบิร์นลีย์ ทีมที่เขาพาขึ้นชั้นมาจากเดอะ แชมเปียนชิพ ต้องกระเด็นตกชั้นภายในฤดูกาลเดียว
กุนซือด้อยประสบการณ์จากจากทีมที่ตกชั้นเนี่ยนะ? จากเทิร์ฟ มัวร์สู่อลิอันซ์ อารีนาเนี่ยนะ?
แต่บาเยิร์น ยืนยันที่จะกระชากตัวกอมปานีย์มาเป็นนายใหญ่ของพวกเขาโดยจ่ายเงินชดเชยให้กับเบิร์นลีย์ในมูลค่า 10.2 ล้านปอนด์พร้อมกับสัญญา 3 ปีเต็ม ในภารกิจการกอบกู้ทีมที่กำลังตกต่ำที่สุด เสียแชมป์บุนเดสลีกาให้กับไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ทีมชุดมหัศจรรย์ภายใต้การนำของชาบี อลอนโซ
ขวบปีแรกของกอมปานีย์กับทีมเบอร์หนึ่งของเยอรมันเต็มไปด้วยอุปสรรค ผลงานของบาเยิร์นแม้จะดีขึ้นและดีพอที่จะทวงแชมป์บุนเดสลีกากลับมาได้อีกครั้งแต่ก็เป็นฤดูกาลที่ลุ่มๆดอนๆน่าผิดหวัง เรียกว่าถ้าเป็นการสอบก็ผ่านแบบ ‘คาบเส้น’
กอมปานีย์ในฐานะนายใหญ่ยอมเผชิญกับเสียงวิจารณ์หนักหน่วง เต็มไปด้วยเครืองหมายคำถามในความสามารถของเขา
แต่โชคดีสำหรับเขาที่บาเยิร์นยังคงไว้ใจให้ทำงานต่อไป โดยที่เจ้าตัวเองก็เลือกที่จะก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองไป
ความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร สิ่งต่างๆที่กอมปานีย์คิดและถ่ายทอดไว้ (บวกกับความช่วยเหลือจากฝ่ายบริหารในการเลือกนักเตะที่กลบจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง) ได้เปลี่ยนบาเยิร์นให้กลายเป็นทีมใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเก่าอย่างมหาศาล
กลายเป็น The Best version ในแบบของพวกเขาเอง
อย่างที่บอกบาเยิร์น มิวนิคในฤดูกาลนี้ เป็นทีมที่สามารถเปิดเกมรุกบุกได้อย่างสนุกสนาน เร้าใจ เต็มไปด้วยจินตนาการและความสร้างสรรค์ แต่ไม่มีใครเล่นเพื่อตัวเอง ทุกคนเล่นเพื่อกันและกัน
วัดกันตามความรู้สึกแล้ว ในเวลานี้พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดของโลก ที่หากจะมีสักทีมที่เทียบเคียงสูสีหน่อยคือปารีส แซงต์-แชร์แมงของหลุยส์ เอ็นริเก ที่จะวัดกันเองในรอบรองชนะเลิศ UCL ที่กำลังจะมาถึงนี้

ความสำเร็จของกอมปานีย์อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนประหลาดใจ
แต่สำหรับคนที่รู้จักและเห็นกันมาตลอดอย่างเป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้ที่เคยเป็นเจ้านายในช่วง 3 ฤดูกาลสุดท้ายของอดีตนักเตะทีมชาติเบลเยี่ยมในทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี (2016-2019) เขามองออกมาตั้งนานแล้วว่านี่คือว่าที่โค้ชที่จะยิ่งใหญ่ของวงการ
“ผมชื่นชมการทำงานของเขา บุคลิกภาพ และความรู้ความเชี่ยวชาญของเขาอย่างที่สุด” เป๊ปเคยกล่าวไว้ในช่วงที่มีข่าวว่าบาเยิร์นสนใจอยากได้ตัวกอมปานีย์ไปทำงาน “มันไม่สำคัญเลยว่าเบิร์นลีย์ของเขาจะตกชั้นไหม ผมอยากให้บาเยิร์นตัดสินใจให้ดีที่สุด”
คำพูดของเป๊ปที่เป็นการการันตีให้ด้วยตัวเอง มีส่วนสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัยต่อการตัดสินใจของบาเยิร์น โดยคาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก หนึ่งในผู้บริหารสูงสุดของสโมสรบอกว่า “เป๊ปช่วยเหลือเราอย่างมาก เขามีแต่คำชื่นชมและความเห็นของเขามีความหมายต่อเราอย่างมาก”
ครั้งยังเป็นนักเตะกอมปานีย์ เป็นหนึ่งในกองหลังที่ยอดเยี่ยมที่สุด โดยไม่ได้มีเพียงแค่ความแข็งแกร่ง แต่ยังมีวิสัยทัศน์ในการเล่นที่สูงส่ง มีความเข้าใจเกมสูงมาก และมีประสบการณ์ในการร่วมงานกับสุดยอดโค้ชของโลกมาหลายคน
โดยที่เจ้านายทุกคนต่างประทับใจกอมปานีย์ไม่ใช่แค่เพียงความสามารถที่โดดเด่น
สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากทุกคนคือความเป็น ‘ผู้นำ’ โดยธรรมชาติ และมากกว่านั้นคือความเป็นนักสู้ที่ซ่อนอยู่ใต้บุคลิกที่เงียบขรึม
ความเป็นนักสู้นี้เขาได้มาจากสายเลือดของคุณพ่อ ซึ่งไม่ได้เป็นนักสู้ในสนามฟุตบอล แต่เป็นยอดนักสู้ในสนามการเมือง จากการเป็นนักการเมืองที่ต้องลี้ภัยจากคองโกมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในเบลเยี่ยม ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาบอกเองว่า “ผมได้เรื่องพวกนี้มาจากพ่อ ประสบการณ์ของพ่อมอบความเข้มแข็งให้กับผม”
และนั่นอาจมีส่วนทำให้เขาชอบที่จะเป็น ‘ผู้ให้’ สิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคมด้วย ผ่านงานการกุศลต่างๆ
สำหรับวิชาความรู้ที่สั่งสมมา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทำงานใกล้ชิดกับเป๊ป มีส่วนอย่างมากในการช่วยกำหนดเส้นทางของกอมปานีย์ เพียงแต่ฟุตบอลในแบบของเขาไม่ได้เป็นฟุตบอลที่ใช้กระดาษลอกลายแล้ววาดตามแบบของเจ้านายเก่าอย่างเดียว
กอมปานีย์มีสไตล์ของเขา มีสูตรของเขา มีแนวทางของตัวเองที่ไม่ได้ซ้ำใคร
มากกว่านั้นคือเขาเป็น ‘นักเรียน’ ที่ใฝ่รู้ ไม่ใช่แค่เกมในสนาม แต่ครั้งหนึ่งเขาเคยเข้าเรียนหลักสูตร MBA ที่ Manchester Business School และสำเร็จการศึกษาในปี 2017 ด้วย โดยความรู้ที่ได้จากการเรียนครั้งนั้นช่วยทำให้เขาเข้าใจในภาคของการบริหารกิจการสโมสรฟุตบอลมากขึ้น
แต่ลึกๆแล้วที่เขายอมไปเรียนนั้น อีกส่วนเป็นเพราะอยากทำให้แม่ – โจเซลีน – ผู้ล่วงลับไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นคนผลักดันให้เขาใฝ่รู้ ใฝ่เรียนให้มากที่สุดได้ภาคภูมิใจอยู่บนฟ้า
“แม่ย้ำเตือนกับผมเสมอว่าฟุตบอลมันเป็นแค่เรื่องชั่วคราว ถ้าขาผมหักจะทำอย่างไร? ถ้าผมสูญเสียความสามารถในการล่นไปจะทำอย่างไร? แม่ไม่เคยอยากให้ผมยอมแพ้หรือเลิกฝัน แต่ต้องฉลาดและเลือกเดิมพันให้ถูก”
“สิ่งที่แม่อยากบอกคือการศึกษาสำคัญ และเมื่อแม่จากไปแล้วมันยิ่งมีความหมายกับผมมากยิ่งขึ้น ผมอยากจะทำให้แม่ภูมิใจ”
นี่คือความลับของคนที่คิดและทำตัวแบบคนธรรมดา แต่สิ่งที่ทำออกมากลายเป็นสิ่งที่พิเศษ
สำหรับบาเยิร์น มิวนิค ต้องบอกว่าพวกเขาโชคดีไม่ต่างอะไรจากการเปิดกล่องสุ่มได้ตัวซีเคร็ต หรือเปิดการ์ดวันพีซแล้วได้การ์ดมังงะที่หาได้ยากแสนยาก
เพราะกอมปานีย์คือหนึ่งในโค้ชที่ไม่ใช่แค่เก่ง แต่เป็นคนดี ที่มีโอกาสจะกลายเป็นหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่ของโลกฟุตบอลในอนาคต
โดยเฉพาะในวันที่ครูของเขาอย่างเป๊ปใกล้ที่จะวางมือ นี่คือคนที่ดูจากผลงานและแนวทางแล้ว มีโอกาสจะก้าวขึ้นมาแทนที่ครูได้เลย
และเป๊ปน่าจะภูมิใจด้วย
อ้างอิง:
The post แวงซองต์ กอมปานีย์ ผู้พิสูจน์ค่าของความพยายามผ่านผลงาน ลูกศิษย์ที่ดีที่สุดของเป๊ป? appeared first on THE STANDARD.
]]>
AIS ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ Bundesliga Inter […]
The post AIS จับมือ Bundesliga คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด 3 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
AIS ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ Bundesliga International คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลบุนเดสลีกาอย่างเป็นทางการในประเทศไทย บนแพลตฟอร์ม AIS PLAY เป็นระยะเวลา 3 ฤดูกาล เริ่มตั้งแต่ซีซัน 2026/27 ถึง 2028/29 ภายใต้แนวคิด “The New Home of Bundesliga in Thailand”
โดยแฟนบอลจะได้รับชมการแข่งขันครบทั้ง 9 คู่ต่อแมตช์เดย์ พร้อมประเดิมฤดูกาลด้วยศึกซูเปอร์คัพในวันที่ 22 สิงหาคมนี้
นอกจากการถ่ายทอดสด AIS และบุนเดสลีกายังร่วมมือกันพัฒนา Ecosystem ฟุตบอลไทย ผ่านโครงการต่างๆ อาทิ Bundesliga Dream Thailand และ Coaching Clinic เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนและบุคลากรไทยได้เรียนรู้จากมาตรฐานระดับโลก
สำหรับบุนเดสลีกาถือเป็นหนึ่งในลีกชั้นนำของยุโรป มีแฟนบอลในไทยกว่า 8 ล้านคน และยังเป็นเวทีสำคัญของนักเตะเอเชีย โดยความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายทั้งขยายฐานผู้ชม และผลักดันศักยภาพฟุตบอลไทยสู่เวทีสากลในระยะยาว
ทั้งนี้ แฟนบอลบุนเดสลีกาจะได้รับชมครบทุกแมตช์ ผ่านแอปพลิเคชัน AIS PLAY และกล่อง AIS PLAYBOX เริ่มถ่ายทอดสดในเดือนสิงหาคมนี้
The post AIS จับมือ Bundesliga คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด 3 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>ย้อนกลับไปราวๆ 7 ปีก่อน คนไทยทั้งประเทศได้รู้จักกับ ไมค […]
The post ไมคอน คาร์โดโซ เจ้าหนูมหัศจรรย์จาก SUPER 10 สู่การประเดิมสนามทีมชุดใหญ่ทัพเสือใต้ appeared first on THE STANDARD.
]]>ย้อนกลับไปราวๆ 7 ปีก่อน คนไทยทั้งประเทศได้รู้จักกับ ไมคอน คาร์โดโซ ผู้ถูกขนานนามเป็น ‘เนย์มาร์น้อย’ ในวัยเพียง 9 ขวบ จากทักษะฟุตบอลอันโดดเด่น ที่เข้าไปโชว์ฝีไม้ลายเท้าในรายการ SUPER 10 เวทีที่รวบรวมเด็กมากพรสวรรค์จากทั่วประเทศ
หลังจากนั้น เส้นทางลูกหนังของเขาก็ค่อยๆ ถูกขัดเกลาอย่างจริงจัง ไมคอนเริ่มต้นพัฒนาฝีเท้าในเมืองไทยอยู่นาน ก่อนจะได้รับโอกาสครั้งสำคัญในการเข้าร่วม Bayern Global Academy ที่ประเทศเยอรมนี ในปี 2024 และได้เข้าสู่ระบบพัฒนานักเตะของ FC Bayern Campus พร้อมทั้งมีโอกาสฝึกซ้อมร่วมกับทีมชุดใหญ่ของ บาเยิร์น มิวนิค อยู่เป็นระยะ
การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมของสโมสรระดับโลก ทำให้ไมคอนพัฒนาฝีเท้าแบบก้าวกระโดด จนกลายเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองของทีม บาเยิร์น มิวนิค U19 โดยเจ้าตัวลงสนามไปแล้ว 20 นัดในทุกรายการ ยิง 5 ประตู และทำ 5 แอสซิสต์ ก่อนจะได้รับสัญญาระยะยาวฉบับใหม่จากสโมสรเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
และล่าสุด ไมคอน วัย 17 ปี ได้สร้างอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญในชีวิตค้าแข้ง เมื่อได้รับโอกาสลงสนามประเดิมทีมชุดใหญ่ของบาเยิร์น มิวนิค อย่างเป็นทางการ ในเกมลีกบุนเดสลีกานัดที่เปิดบ้านเอาชนะ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค 4-1 โดยเขาถูกส่งลงสนามในนาทีที่ 61 ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องจากแฟนบอลในสนาม Allianz Arena
ดาวรุ่งเชื้อสายบราซิลรายนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพตั้งแต่สัมผัสแรก ด้วยทักษะการเลี้ยงบอลที่คล่องแคล่วและความเร็วตามสไตล์ปีกยุคใหม่ แม้จะมีรูปร่างกะทัดรัดเพียง 165 เซนติเมตร แต่ก็สามารถต่อกรกับกองหลังระดับโลกได้อย่างไม่เกรงกลัว
ความไว้วางใจจาก แว็งซองต์ กอมปานี กุนซือของบาเยิร์น มิวนิค ที่มอบโอกาสให้เด็กหนุ่มวัย 17 ปีรายนี้ สะท้อนถึงศักยภาพของเขาอย่างชัดเจน
ขณะที่สื่อเยอรมนีหลายสำนักยกให้ไมคอนเป็นหนึ่งใน “Wonderkid” ที่น่าตื่นเต้นของสโมสร และเป็นดาวรุ่งที่กำลังก้าวเข้าใกล้อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของเส้นทางอาชีพมากขึ้นทุกที!
อ่านบทความ: คู่มือเพาะพันธุ์วันเดอร์คิด ไมคอน คาร์โดโซ จาก Super 10 ถึง Säbener Straße
![]()
![]()
![]()
![]()
The post ไมคอน คาร์โดโซ เจ้าหนูมหัศจรรย์จาก SUPER 10 สู่การประเดิมสนามทีมชุดใหญ่ทัพเสือใต้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในวันแรกที่กลับมา ชาบี อลอนโซ ถูกมองว่าจะเป็นผู้ที่พา ‘ […]
The post ชาบี อลอนโซ x เรอัล มาดริด งานแต่งที่รอวันหย่าตั้งแต่คืนแรก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในวันแรกที่กลับมา ชาบี อลอนโซ ถูกมองว่าจะเป็นผู้ที่พา ‘ราชันชุดขาว’ เรอัล มาดริดไปสู่ยุคสมัยใหม่
ภาพของทีมที่อัดแน่นด้วยแทกติกการเล่น กลยุทธ์การเข้าทำที่สลับซับซ้อน ความรวดเร็วสายฟ้าแลบ และการต่อสู้แบบไม่ยอมแพ้จนวินาทีสุดท้าย ที่ทำให้ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ผงาดคว้าแชมป์บุนเดสลีกาสมัยแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร ทำให้ทุกคนคิดแบบนั้น
รวมถึงฟลอเรนติโน เปเรซ ด้วย
แต่หลังการพ่ายแพ้ต่อบาร์เซโลนา ในศึกซูเปอร์โกปา การดวลสุดมันในสมรภูมิทะเลทรายแห่งกรุงริยาด อลอนโซ ก็กลายเป็นอดีตของเรอัล มาดริด ไปแล้ว เมื่อทีมราชันชุดขาว ออกแถลงการณ์ ‘ยินยอมที่จะแยกทางกัน’
ความจริงนั้นเป็นไปตามข้อความที่แถลงหรือไม่? และมันเกิดอะไรที่ผิดพลาดไประหว่างทั้งสองฝ่าย

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อนสำหรับเรื่องนี้ ตามการเปิดเผยจากกิลเญม บาลาเก ผู้สื่อข่าวชาวสเปนที่วิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านสำนักข่าว BBC คือ
”นี่ไม่ใช่การลาออก“ ของอลอนโซ อย่างที่มีบางสำนักข่าวในสเปนรายงาน
เพราะถึงจะเป็นการระบุว่า “ยินยอมที่จะแยกทาง” แต่แท้จริงแล้วเป็นที่รู้กันว่าเป็นการออกแถลงการณ์เพื่อบรรเทาความรุนแรงไม่ให้สถานการณ์ดูเลวร้ายจนเกินไปนัก
เป็นการ ‘รักษาหน้า’ ให้กับทั้งอลอนโซ และทั้งสโมสรด้วย
ในความเป็นจริงคือภายหลังความพ่ายแพ้ต่อบาร์เซโลนา ในเกมซูเปอร์โกปา ฟางเส้นสุดท้ายก็ได้ขาดลง หน่วยเหนือหัวของเรอัล มาดริด โดยเฉพาะฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสรตัดสินใจเด็ดขาดว่าเขาไม่อาจปล่อยให้อดีตมิดฟิลด์ขวัญใจของทีมทำงานต่อไป
ก่อนที่ทุกอย่างจะแย่ลงยิ่งกว่านี้
คำว่าแย่ลงยิ่งกว่านี้อาจทำให้รู้สึกเหมือนผลงานของอลอนโซ ในการเป็นนายใหญ่แห่งซานติอาโก เบอร์นาบิวดูเลวร้ายเสียนี่ประไร แต่ในความเป็นจริงแล้วผลงานของเขาไม่ได้ย่ำแย่อะไรขนาดนั้นนัก
เรอัล มาดริดยังมีลุ้นในลาลีกา พวกเขาตามหลังบาร์เซโลนาเพียงแค่ 4 คะแนน ขณะที่ในแชมเปียนส์ ลีกพวกเขายังอยู่ในกลุ่ม Top 8 ซึ่งหมายถึงมีโอกาสเข้ารอบน็อคเอาต์สูง
ตลอดการคุมทีม 7 เดือนที่ผ่านมา อลอนโซ พาทีมแพ้เพียงแค่ 6 นัดเท่านั้น
แล้วอะไรที่เป็นต้นเหตุของการตัดสินใจปลดโค้ชคนหนุ่มที่ได้รับการยกย่องว่าดีและเก่งที่สุดคนหนึ่งของโลกในเวลานี้

คำตอบคือสถานการณ์ภายในสโมสรเวลานี้ ‘ยิ่งกว่าวิกฤติ’
ในขณะที่มีการโยงเรื่องประเด็นภาพเหตุการณ์หลังเกมที่ริยาด ซึ่งอลอนโซ ได้พยายามบอกให้ลูกทีมตั้งแถวเพื่อเป็นเกียรติให้แก่บาร์เซโลนา ทีมคู่แข่งตลอดกาลตามประสานักกีฬาที่มีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย
แต่คิเลียน เอ็มบัปเป หนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญของทีมกลับกวักมือเพื่อนๆในทีมให้เดินกลับเข้าห้องแต่งตัว โดยที่อลอนโซ ก็ได้แต่เซ็งไม่สามารถทำอะไรได้
ภาพนี้ถูกมองว่าเขาได้สูญเสีย ‘ห้องแต่งตัว’ หรือในความหมายที่ลึกซึ้งกว่าคือเขาไม่มีอำนาจที่จะควบคุมหรือจัดการทีมใดๆได้ทั้งสิ้น
นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนมองว่าอลอนโซ พ่ายแพ้ในเกมอำนาจต่อลูกทีมเรอัล มาดริด เอานักเตะในทีมไม่อยู่ ควบคุมไม่ได้
แต่ในความเห็นของบาลาเก คนที่อลอนโซ ‘ซื้อใจ’ ไม่ได้จริงๆคือประธานสโมสรอย่างเปเรซ ผู้ที่ชักชวนเขากลับมาที่เบอร์นาบิวอีกครั้ง
และความไม่เชื่อใจกันนั้นมันเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกของการทำงานเลยทีเดียว
จุดเริ่มต้นที่เป็นจุดเดียวกับจุดจบคือการที่ อลอนโซ พยายามต่อต้านในเรื่องที่มาดริด ต้องการให้เขารับงานคุมทีมทันทีหลังจบฤดูกาลเพราะมีภารกิจในการคุมทีมลงเล่นในศึกชิงแชมป์สโมสรโลกที่สหรัฐอเมริกา เมื่อกลางปีที่แล้ว
อลอนโซไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เขาต้องการเริ่มงานหลังจากนั้นมากกว่า แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถขัดคำสั่งของเปเรซได้
เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับสโมสรที่ ‘การเมืองภายในมา’ สลับซับซ้อนไม่ต่างอะไรจากการเมืองในโลกจริง เพราะนักเตะในทีมเห็นชัดแล้วว่าอลอนโซ ไม่ใช่คนที่มีอำนาจหรือบารมีใดๆที่จะคุ้มครองตัวของเขาได้
ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำตาม เพราะมองกันขาดว่าคนแบบนี้มาเดี๋ยวก็ไป
นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เวลาผ่านไปไม่นานก็เริ่มมีกระแสข่าวว่าลูกทีมไม่พอใจกับแนวทางของอลอนโซ มีการระบุว่าตึงเกินไป เข้มข้นเกินไป
เราได้เห็นภาพของนักเตะตัวแสบอย่าง วินิซิอุส จูเนียร์ ‘ท้าทายระบบ’ กับเจ้านายด้วยการวิวาททางวาจาอย่างร้อนแรงในสนาม ไปจนถึงการเล่นเกมนอกสนามด้วยการสั่งให้เอเยนต์ชะลอการต่อสัญญาฉบับใหม่ออกไปก่อน นัยว่าเพื่อรอดูอนาคตของอลอนโซอีกที
ขณะที่ทีมยิ่งเล่นก็ยิ่งแย่ เยิน ไม่มีสไตล์ใดๆอะไรให้เห็น เรอัล มาดริด กลายเป็นทีมที่เล่นแบบเช้าชามเย็นชาม เอาตัวรอดไปตามจังหวะและความสามารถของผู้เล่น
ไม่เหมือนที่คาดหวังอะไรไว้สักอย่าง

ที่เจ็บกว่านั้นคือเปเรซ เองอยากจะปลดอลอนโซมาตั้งหลายเดือนแล้ว
แผนการปลดเขาจากตำแหน่งเริ่มตั้งแต่ในเดือนตุลาคม ภายหลังจากที่โดนแอตเลติโก มาดริด คู่แข่งร่วมเมืองไล่ถล่มแบบอับอายถึง 5-2
โดยที่หลังจากนั้นก็ยังไม่มีอะไรมาทำให้เปลี่ยนใจ
อลอนโซ กลายเป็นคน Alone in the Universe โดดเดี่ยวในจักรวาล ลูกทีมก็ไม่สนใจ เจ้านายก็ไม่ชอบ อยู่ในสภาพการทำงานที่เลวร้าย
มันทำให้เขาพบกับความจริงว่าคุมเรอัล มาดริดไม่ง่ายเหมือนการบงการเกมในสนาม
ในวันที่เป็นนักเตะเปิดบอลไปตรงไหนก็มีเพื่อนพร้อมจะรับบอล ต่อบอลกันให้ แต่วันนี้เปิดบอลไปก็ไม่มีใครรับ ยืนว่างอยู่ก็ไม่มีใครส่งให้
ไม่นับความพยายามในการแทรกแซงทีมงานของเขาจากเบื้องบน ซึ่งในมุมของอดีตกองกลางจอมคุมมองว่ามากเกินไปเช่นกัน
สุดท้ายเปเรซ ตัดสินใจยอมรับว่าเขาไม่อาจปล่อยให้อลอนโซ คุมทีมต่อไปได้อีกแล้ว และส่งตัวแทนไปแจ้งข่าวในระหว่างการเดินทางกลับมาดริด โดยที่ลูกทีมก็เพิ่งรู้หลังจากนั้นเช่นกัน
อัลวาโร อาร์เบลัว อดีตเพื่อนร่วมทีมกันตั้งแต่ในทีมลิเวอร์พูล จนถึงเรอัล มาดริด จะถูกขยับจากทีมกาสติลญา (ทีมสำรอง) ขึ้นมาคุมทีมแทนเป็นการชั่วคราวในระหว่างนี้
สำหรับอลอนโซ อนาคตของเขาไม่ได้จบสิ้นแค่นี้ ด้วยชื่อเสียงและฝีไม้ลายมือที่พิสูจน์มาแล้วกับเลเวอร์คูเซน ทำให้เขายังเป็นหนึ่งในตัวเลือกระดับท็อปที่ดีที่สุดของยุโรป
ยังคง ‘หล่อเลือกงานได้’ เหมือนเดิม
เพียงแต่ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องรีบร้อนหางานใหม่ เพราะระหว่างนี้จนจบฤดูกาลเหลืออีกแค่ 5 เดือน ยังมีโอกาสดีรอเขาอยู่อีกมากหลังจากนี้ให้ได้กอบกู้ชื่อเสียงกลับคืนมา
โดยเชื่อว่าหลังจากนี้ไม่ว่าจะได้คุมทีมอะไรต่อ โอกาสจะพิสูจน์ให้เห็น ‘Alonsoball’ นั้นเป็นไปได้
เพราะบนโลกใบนี้ไม่มีอะไรยากไปกว่าการคุมทีมเรอัล มาดริดอีกแล้ว
ไม่ใช่ในเรื่องของความยิ่งใหญ่ แต่บางครั้งมันต้องอาศัยอะไรมากกว่าแค่ฝีมือหรือประสบการณ์
The post ชาบี อลอนโซ x เรอัล มาดริด งานแต่งที่รอวันหย่าตั้งแต่คืนแรก appeared first on THE STANDARD.
]]>ภาพของเด็กน้อยคนหนึ่งตัวไม่สูงใหญ่ได้รับการเปลี่ยนตัวลง […]
The post คู่มือเพาะพันธุ์วันเดอร์คิด ไมคอน คาร์โดโซ จาก Super 10 ถึง Säbener Straße appeared first on THE STANDARD.
]]>ภาพของเด็กน้อยคนหนึ่งตัวไม่สูงใหญ่ได้รับการเปลี่ยนตัวลงแทน เลนนาร์ต คาร์ล Wünderkind ของวงการฟุตบอลเยอรมันในช่วงท้ายเกมของนัดอุ่นเครื่องเกมที่บาเยิร์น มิวนิค ไล่ถล่มเรดบูล ซาลส์บวร์ก คู่แข่งจากออสเตรียขาดลอยถึง 5-0 สร้างความฮือฮาในหมู่แฟนฟุตบอลชาวไทยได้ไม่น้อย
เพราะไอ้หนูคนดังกล่าวคือ ไมคอน คาร์โดโซ (Maycon Cardozo) เด็กน้อยที่แฟนบอลชาวไทยเห็นกันมาแต่อ้อนแต่ออก
จากภาพของเจ้าจิ๋วที่มาเติบโตอยู่ในประเทศไทยตามคุณพ่อ ดักลาส คาร์โดโซ ยอดนักเตะชาวบราซิลที่เป็นหนึ่งในระดับตำนานของไทยลีก จนถึงการได้ออกรายการ ‘Super 10’ ในวัย 9 ขวบ พร้อมประกาศความฝันที่ยิ่งใหญ่ของเด็กคนหนึ่ง
“ผมอยากติดทีมชาติไทย” เด็กน้อยบอกด้วยสำเนียง ‘คนราชรี’
ถึงความฝันจะไม่มีวันเป็นความจริง แต่การที่ทุกคนได้เห็นในวันนี้ว่าเด็กคนนั้นเติบโตอย่างดี ถึงขั้นได้โอกาสลงสนามในทีมชุดใหญ่ของหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกอย่างบาเยิร์น ทำให้หลายคนชื่นใจตามไปด้วย
ในมุมหนึ่งมันชวนตั้งคำถามกลับมาว่าอะไรที่ทำให้เด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมลูกหนังของเมืองไทย ไปได้ไกลขนาดนี้?
และเราจะมีโอกาสเห็นเด็กไทยที่ไปได้ไกลแบบไมคอนอีกไหม?
อันที่จริงก่อนที่เราจะได้เห็นไมคอน ถูกแว็งซองต์ กอมปานีย์ นายใหญ่บาเยิร์นเรียกตัวให้ลงสนามแทนที่ของเลนนาร์ต คาร์ล ไอ้หนูมหัศจรรย์ในเกมอุ่นเครื่องของสโมสรในช่วงปีใหม่ แค่ภาพของเขาที่ได้ลงฝึกซ้อมร่วมกับซูเปอร์สตาร์ระดับโลกของทีมเสือใต้ที่ศูนย์ฝึกซาเบอเนอร์ สตราสส์ (Säbener Straße) ก็ทำให้เรารู้สึก ‘ยืด’ กันมากพอสมควรแล้ว
เพราะอย่างที่บอกไปตอนต้นว่าเด็กคนนี้แม้จะไม่ได้เกิดมาพร้อมกับสายเลือดไทย แต่พูดได้เต็มปากว่าเขาเติบโตบนแผ่นดินขวานทองจริงๆ
แฟนฟุตบอลไทยจำนวนมากปรารถนาอยากเห็นไมคอน เติบโตและก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติไทยมานานแล้ว เสียงเพรียกนี้ดังขึ้นไม่เคยหยุด และยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราได้เห็นการเติบโตของเด็กคนนี้ที่ก้าวกระโดดขึ้นเรื่อยๆ
พร้อมกับเป็นสมมติฐานที่น่าสนใจ
เด็กในระบบฟุตบอลเยาวชนของไทย กำลังจะไปได้ไกลระดับโลกเพราะอะไร?
![]()
อย่างแรกที่สำคัญที่สุดคือครอบครัว โดยเฉพาะคุณพ่อ ดักลาส คาร์โดโซ ผู้เป็นทุกอย่างในชีวิตของไมคอน
ด้วยความเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่จริงจัง ไมคอนไม่เพียงแต่ได้เห็นในสิ่งที่คุณพ่อทำตลอดในฐานะนักฟุตบอลในสนาม แต่ย่อมได้เห็นและซึมซับกับความเป็น ‘มืออาชีพ’ (Professionalism) นอกสนามของพ่อด้วย
และแน่นอนด้วยความเป็นนักเตะในระดับท็อป ฝีเท้าไม่ธรรมดาสไตล์แซมบ้า ดักลาส มี ‘วิชา’ มากมายที่พร้อมจะถ่ายทอดให้ลูกทุกวัน และรู้วิธีในการเลี้ยงดูไมคอนว่าควรจะดูแลกันแบบไหนเพื่อปูทางสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพตามรอยเท้าของพ่อ
ไมคอนโชคดีที่เขามีพ่อและครอบครัวที่พร้อมสนับสนุนเต็มที่ เรียกว่าได้เปรียบเด็กคนอื่นอยู่ เพราะมี ‘ต้นทุน’ ที่ดี
เพียงแต่ต้นทุนไม่ใช่ทุกอย่างเสมอไป
![]()
เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ไมคอนให้ดีที่สุดเท่าที่ครอบครัวจะให้ได้ คุณพ่อพยายามให้ลูกได้ทำในสิ่งที่ควรทำโดยเฉพาะในช่วง ‘ตั้งไข่’ อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดสำหรับนักฟุตบอล
การเรียนฟุตบอลอย่างถูกต้อง ที่ไม่ได้จำกัดแค่ความรู้จากพ่อ แต่รวมถึงการฝึกสิ่งจำเป็นต่างๆ ของเด็ก เช่น ทักษะ Co-ordination, การฝึกเพิ่ม Vision ไปจนถึงการเตรียมร่างกายอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามช่วงอายุ
จากประสบการณ์ส่วนตัวเคยได้ยินเรื่องการที่ดักลาสพยายามหาลูกไปฝึกพิเศษในเรื่องการเสริมร่างกายและทักษะด้านอื่นๆ ที่สำคัญกับการเล่นฟุตบอล (และเคยลงสนามโดนไมคอนกระชากหลบไปยิงดื้อๆ มาแล้วในช่วง 4-5 ปีก่อน)
สิ่งเหล่านี้ไม่ต่างอะไรจากการค่อยๆ ต่อจิ๊กซอว์ทีละชิ้นอย่างช้าๆ เป็นงานละเอียดที่ใช้ทั้งเวลา แรงกาย และแรงใจของทุกฝ่าย
แต่ได้เห็นผลงานแล้วใครก็ชื่นใจ
![]()
อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ไมคอนไปได้ไกลคือการที่เด็กคนนี้ได้อยู่ใน ‘โรงเรียนลูกหนัง’ ที่ดีอย่าง STB Academy
ท่ามกลางอคาเดมีฟุตบอลมากมายของไทยที่ผลิตนักเตะรุ่นใหม่ขึ้นมาประดับวงการ อคาเดมีของ STB เป็นหนึ่งในตักกะศิลาลูกหนังที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในโรงงานผลิตนักเตะที่ไว้ใจได้ ด้วยแนวทางการดูแลเด็กจริงจังอย่างมืออาชีพ
ไม่ใช่แค่เรื่องของทักษะในสนาม แต่สอนถึงทัศนคติ ความเป็นมืออาชีพ การดูแลร่างกาย และการศึกษาที่สนใจอนาคตของเด็ก มากกว่าแค่เรื่องของชัยชนะและชื่อเสียงของสถาบัน
การดูแลของอคาเดมีแห่งนี้ มีส่วนทำให้ไมคอน ‘พร้อม’ สำหรับการก้าวไปสู่เวทีที่ใหญ่กว่า ซึ่งก็โชคดีอีกที่ STB Academy เป็นพันธมิตรของบาเยิร์น มิวนิก (หรือพูดง่ายๆ คือเป็นหนึ่งในโรงเรียนลูกหนังที่ช่วยปั้นเด็กส่งให้)
ความสัมพันธ์นี้คือประตูมิติบานแรก
View this post on Instagram
แต่สิ่งสุดท้ายที่ทำให้ไมคอนไปได้ไกลคือเรื่องของ ‘ทัศนคติ’ ที่แม้จะเด็กแต่ก็มีความเป็นมืออาชีพเต็มเปี่ยม ซึ่งก็มาจากการปลูกฝังตั้งแต่ยังเล็กๆ
มีการพูดกันว่าความจริงแล้วไมคอน ไม่ได้เป็นเด็กที่เก่งที่สุดในอคาเดมีด้วยซ้ำ แต่มันมีบางอย่างที่เขาแตกต่างจากคนอื่นและทำให้เป็นที่สะดุดตา
คำว่าทัศนคตินั้นมองได้หลายมิติที่ทับซ้อนๆ กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิธีคิด วิธีพูด วิธีการสื่อสาร การแสดงออก ซึ่งไมคอนแสดงให้ทุกคนเห็นถึงทัศนคติที่ดีของเขาทั้งการเป็นนักกีฬาและการใช้ชีวิต ซึ่งในส่วนนี้สำคัญไม่น้อยไปกว่าทักษะการเล่นในสนามหรือการเสริมสร้างร่างกาย
นักฟุตบอลจำนวนไม่น้อยที่เก่งดังเทพในตอนเด็ก แต่สุดท้ายไปไม่ถึงปลายทางที่ควรจะเป็นเพราะทัศนคติไม่เหมาะกับการเป็นนักเตะอาชีพ
แต่เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงไมคอน เจ้าหนูเป็นเด็กเอ๋ยเด็กดีมาตลอด
![]()
ไมคอน เป็นหนึ่งในเด็กที่ได้รับโอกาสในการร่วมแคมป์ของทีมบาเยิร์น มิวนิค ผ่านแคมเปญ Bayern Global Academy ที่ทำร่วมกับพันธมิตร โดยอีกคนที่ได้โอกาสนี้คือน้อง อชิ-ชัยวัฒน์ เงินมา ซึ่งมาจากสถาบันเดียวกันทั้งโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และ STB Academy
คนที่มองเห็นแววของไมคอนและอชิ คือเคลาส์ เอาเกนธาเลอร์ ประธาน Bayern Global Academy ที่มาดูฟอร์มด้วยตัวเองและประทับใจทั้งสองคน
แน่นอนว่ามีเพื่อนนักเตะจากเครือข่ายของบาเยิร์นอีกมากมายหลายคนที่ได้โอกาสในแบบเดียวกัน คือการไปเก็บตัวเป็นเวลา 8 เดือน ให้เวลาในการฝึกฝนตัวเองอย่างเต็มที่ในสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่ดีที่สุดสำหรับการพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดด
โครงการลักษณะนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่มีนานแล้ว แต่สิ่งที่ไมคอนสร้างความแตกต่างคือการแสดงให้เห็นว่าเขาพร้อมสำหรับการเป็นนักฟุตบอลอาชีพจริงๆ ซึ่งการจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพตัวจริงโดยเฉพาะในเวทีใหญ่ระดับสูงสุดของโลกอย่างบุนเดิสลีกาต้องการมากกว่าแค่เรื่องของฝีเท้า แต่ต้องมีทัศนคติที่ดี มีความมั่นใจ ความกล้าหาญ และพร้อมจะเรียนรู้ทุกอย่างอย่างรวดเร็ว
เด็กแซมบ้าหัวใจไทยคนนี้สร้างความประทับใจให้แก่ทีมสต๊าฟของบาเยิร์น ทำให้ถูกเรียกตัวขึ้นไปฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่ และนำไปสู่โอกาสในการลงสนามในเกมอุ่นเครื่องนัดล่าสุด
![]()
องค์ประกอบเหล่านี้คือสิ่งที่หลอมรวมกันทำให้ ไมคอน คาร์โดโซ กำลังพุ่งทะยานสู่เส้นทางของการเป็นนักเตะอาชีพกับสโมสรระดับโลกอย่างบาเยิร์น มิวนิค
ถึงแม้ว่าอุปสรรคขวากหนามข้างหน้าจะยังมีอีกมาก ในวัย 17 ปีไมคอนต้องเตรียมจะเจอกับอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งแน่นอนจะต้องมีบทเรียนของความผิดหวังที่จะเกิดขึ้นสักช่วง และการจะฝ่าด่านอรหันต์ไปสู่ระดับทีมชุดใหญ่จริงๆ ไม่ว่าจะกับบาเยิร์น หรือสโมสรอาชีพในยุโรปไม่ใช่เรื่องง่าย โอกาสน้อยยิ่งกว่าน้อย
แต่ด้วยความเป็นเด็กดี ด้วยทัศนคติที่ดี และด้วยสายเลือดที่ดี ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ไมคอนพร้อมจะไปได้ไกลกว่ามันซ่อนอยู่ในรหัสพันธุกรรมของเขาที่สืบทอดจากพ่อ มันทำให้เราพอจะมั่นใจได้ว่าต่อให้เด็กคนนี้จะไม่ใช่คนไทย
และต่อให้เขาจะไม่มีโอกาสได้เล่นให้ทีมชาติไทยอย่างที่ฝัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ไมคอน จะอยู่ให้แฟนบอลชาวไทยได้เชียร์เขาสู่การเป็นนักเตะอาชีพตัวจริงในลีกระดับสุดยอดของโลกได้อย่างแน่นอนในอนาคต
ส่วนคำถามว่าจะมีเด็กไทยคนไหนทำได้แบบนี้ไหม?
ถ้าเรามีเมล็ดพันธุ์ที่ดีพอ เราปลูกดี ดูแลเขาอย่างดี อย่างถูกวิธี ไม่ตะบี้ตะบัน เร่งใส่ปุ๋ยใส่โน่นใส่นี่แต่ก็ไม่ปล่อยปละละเลย
ถ้าเด็กได้รับการสอนที่ดี มีทัศนคติที่ดี ใฝ่ดี ตั้งใจจริง
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรามีระบบที่จะสามารถผลิตเด็กคุณภาพสูงแบบนี้ขึ้นมาอีกทีละหลายๆ คน
ถ้าทำได้ทุกอย่างนี้ อนาคตก็ย่อมมีโอกาสที่เห็นเด็กไทยคนอื่นเดินตามรอยไมคอนได้เหมือนกัน
The post คู่มือเพาะพันธุ์วันเดอร์คิด ไมคอน คาร์โดโซ จาก Super 10 ถึง Säbener Straße appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคลาดิโอ ปิซาโร่ คือหนึ่งในดาวยิงระดับตำนานของเวทีบุนเด […]
The post 6 บทเรียนจากชีวิต เคลาดิโอ ปิซาโร ตำนานแห่งบุนเดสลีกา appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคลาดิโอ ปิซาโร่ คือหนึ่งในดาวยิงระดับตำนานของเวทีบุนเดสลีกา
ชายผู้สร้างชื่อจากเปรูจนกลายเป็นขวัญใจของแฟนบอลเยอรมนี ด้วยสถิติการยิงถึง 197 ประตู รั้งอันดับ 6 ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของลีกเมืองเบียร์
แต่เหนือกว่าสถิติและความสำเร็จในสนาม คือเส้นทางชีวิตของเขา ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของ การปรับตัว ความพยายาม และความกตัญญูต่อฟุตบอล
และไม่นานมานี้ THE STANDARD SPORT มีโอกาสได้พูดคุยกับ ปิซาโร่
ชายผู้เปี่ยมด้วยรอยยิ้มและมุมมองชีวิตที่น่าตื่นตาตื่นใจ
ในบทสนทนาที่เต็มไปด้วยแง่คิดและบทเรียนสำคัญจากการเดินทางกว่า 20 ปีบนเส้นทางลูกหนังของ เคลาดิโอ ปิซาโร่

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ
The post 6 บทเรียนจากชีวิต เคลาดิโอ ปิซาโร ตำนานแห่งบุนเดสลีกา appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประมวลภาพบรรยากาศสุดพิเศษเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ (25 ตุลา […]
The post เคลาดิโอ ปิซาร์โร เยือนไทย! ร่วมงาน FC Bayern Kick-Off : From Munich to Thailand appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประมวลภาพบรรยากาศสุดพิเศษเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ (25 ตุลาคม) ณ โรงภาพยนตร์ SF World Cinema ชั้น 7 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กับงาน FC Bayern KICK-OFF : From Munich to Thailand งานเปิดตัวสินค้าลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการของสโมสร บาเยิร์น มิวนิก (FC Bayern Munich) ในประเทศไทย
โดย CRC Sports ได้รับสิทธิ์ในการเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการของ FC Bayern Munich ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อส่งต่อประสบการณ์ระดับโลกและผลิตภัณฑ์คุณภาพมาตรฐานเดียวกับสโมสรถึงมือแฟนบอลไทย
และสินค้าลิขสิทธิ์ FC Bayern ได้เปิดจำหน่ายแล้ววันนี้ ที่ร้าน Supersports ทั้ง 3 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา บีช, เซ็นทรัลภูเก็ต เฟสติวัล รวมถึงช่องทางออนไลน์ของ Supersports
ภายในงานได้รับเกียรติจาก เคลาดิโอ ปิซาร์โร (Claudio Pizarro) ตำนานกองหน้าชาวเปรูของสโมสร ที่เดินทางมาร่วมงานและกระทบไหล่แฟนบอลชาวไทยอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเต็มไปด้วยพลังของแฟนเสือใต้
ขณะเดียวกัน ภายในงานยังมีการนำ ถาดแชมป์บุนเดสลีกา (Meisterschale) มาจัดแสดงให้แฟนบอลได้สัมผัสใกล้ชิดเป็นพิเศษ สร้างความตื่นเต้นและความประทับใจให้กับแฟนบาเยิร์นที่มาร่วมงานอย่างล้นหลาม
นอกจากนี้ เคลาดิโอ ปิซาร์โร ยังได้ร่วมกิจกรรม Fan Meet พบปะแฟนบอลชาวไทยอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมชม Watch Party เกมบุนเดสลีกานัดสุดสัปดาห์แบบสด ๆ กับเหล่าแฟน “เสือใต้” ซึ่งจบลงด้วยความประทับใจ เมื่อ บาเยิร์น มิวนิก บุกถล่ม โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค 3-0 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

The post เคลาดิโอ ปิซาร์โร เยือนไทย! ร่วมงาน FC Bayern Kick-Off : From Munich to Thailand appeared first on THE STANDARD.
]]>
แต่ไหนแต่ไรมาหากขึ้นชื่อว่าเป็นของที่ตีตรา ‘Made in Ger […]
The post ทำไมนักเตะ ‘Made in German’ ช่วงหลังถึงแจ้งเกิดยากในพรีเมียร์ลีก? appeared first on THE STANDARD.
]]>
แต่ไหนแต่ไรมาหากขึ้นชื่อว่าเป็นของที่ตีตรา ‘Made in German’ แล้วของนั้นจะถูกมองว่าเป็นของดี มีความทนทานและประสิทธิภาพในการใช้งานสูง เรียกว่าซื้อมาใช้งานการันตีไม่มีคำว่าผิดหวัง
เหมือนในอดีตที่แฟนลูกหนังอังกฤษได้ตื่นเต้นกับ ‘ฉลามขาว’ เจอร์เกน คลินส์มันน์ ตำนานหัวหอกระดับพระกาฬที่ย้ายมาอยู่กับท็อตแนม ฮอตสเปอร์แบบสั้นๆ ในช่วงกลางยุค 90 ที่แม้ ‘คลินซี่’ จะไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุด แต่ก็ยังแสดงถึงฝีเท้าระดับสุดยอดให้เป็นที่ประจักษ์ จนเป็นที่รักและคิดถึงของแฟนสเปอร์สจนถึงวันนี้
เมื่อคิดแบบนั้นแล้ว มันก็แอบน่าสงสัยอยู่ไม่ใช่น้อยว่าทำไม๊…ทำไม ระยะหลังนักเตะชื่อชั้นดีๆที่อิมพอร์ตมาเยอรมัน ถึงดูไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากสักเท่าไรนักในพรีเมียร์ลีก
มาลองไขปริศนาไปด้วยกัน!
ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีกมีการใช้จ่ายเงินมากมายมหาศาลเกินกว่า 3,000 ล้านปอนด์ โดยที่เงินก้อนใหญ่ในนั้นเป็นการจ่ายให้กับสโมสรหลายแห่งในบุนเดสลีกา
ยกตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น ลิเวอร์พูลใช้เงินเกือบ 200 ล้านปอนด์เพื่อคว้าตัว โฟลเรียน เวียร์ตซ์ และ อูโก เอคิติเก มาเพื่อเติมเกมรุกจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซน กับไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต
ขณะที่นิวคาสเซิลควักเงินอีก 69 ล้านปอนด์เพื่อตัดหน้าบาเยิร์น มิวนิค คว้า นิค โวลเทอมาเดอ มาจากสตุ๊ตการ์ต และสเปอร์สยอมจ่าย 51 8 ล้านปอนด์เพื่อแลกตัว ชาบี ซิมอนส์ เพลย์เมกเกอร์ดาวเด่นจากแอร์เบ ไลป์ซิก
เรียกได้ว่าพรีเมียร์ลีกเป็น ‘ปลายทาง’ สำหรับนักเตะฝีเท้าดีที่แจ้งเกิดเป็นดาวเด่นของลีกฟุตบอลเยอรมัน ซึ่งความจริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร เพราะตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมามีนักเตะของดีทั้ง Import from German และ Made in German จำนวนมากที่ย้ายมาโชว์เพลงแข้งมากมาย

หากจะย้อนไกลหน่อยนักเตะ Made in German ระดับตำนานคนแรกๆที่ได้ย้ายมาพรีเมียร์ลีกคือ เจอร์เกน คลินส์มันน์ ในฤดูกาล 1994/95 เพียงแต่ในตอนนั้นไม่ถึงกับเป็นการย้ายตรงจากเมืองเบียร์มาอยู่ในประเทศฟิชแอนด์ชิปส์โดยตรง เพราะสตาร์ทีม ‘อินทรีเหล็ก’ ย้ายมาจากโมนาโก (หลังย้ายออกจากอินเตอร์ มิลาน ลีกอันดับหนึ่งของโลกอีกที)
คลินส์มันน์ แม้จะอยู่กับสเปอร์สแค่ฤดูกาลเดียวในตอนแรกแต่ก็สร้างผลงานที่น่าประทับใจโดยทำไปถึง 20 ประตูจากการลงสนาม 41 นัด
และแม้ว่าจะย้ายออกไปแล้วแต่ในช่วงบั้นปลายของชีวิตการเล่นได้มีโอกาสกลับมาที่ไวต์ ฮาร์ต เลน อีกครั้งในสัญญายืมตัวจากซามพ์โดเรีย ในช่วงกลางฤดูกาล 1997/98 และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยทำให้สเปอร์ส ที่กำลังย่ำแย่ในเวลานั้นรอดพ้นจากการตกชั้นได้
ศูนย์หน้าเจ้าของสมญาฉลามขาวจึงกลายเป็น Cult hero ในใจของแฟนตราไก่มานับตั้งแต่นั้น และมีส่วนในการทำให้เกิดภาพจำ
ถ้าเป็นนักเตะจากเยอรมัน รับประกันว่าเป็นของดีจริง

หลังจากนั้นเป็นต้นมามีนักเตะของดีเยอรมันย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกหลายต่อหลายคน
แฟนเชลซี คงจำกันได้กับ ‘ไกเซอร์น้อย’ มิชาเอล บัลลัค ที่ย้ายมาจากบาเยิร์น มิวนิกแบบฟรีๆ ที่แม้จะไม่ถึงกับเปรี้ยงปร้างจัดแต่ก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่พอจะบอกได้ว่าประสบความสำเร็จพอสมควรในพรีเมียร์ลีก
แฟนแมนเชสเตอร์ ซิตีเองใครจะลืม 2 เสาหลักของทีมอย่างแวงซองต์ กอมปานีย์ และเควิน เดอ บรอยน์ โดยคนแรกเป็นนักเตะระดับสตาร์ดาวรุ่งอนาคตไกลที่ตัดสินใจเชื่อในแนวทางของแมนฯ ซิตี ย้ายจากฮัมบูร์กมาร่วมทีมในปี 2008 ทั้งๆ ที่เวลานั้นซิตี ถูกมองว่าเป็นแค่ทีมตกอับที่เผอิญได้เจ้าของใหม่เป็นเศรษฐี
ขณะที่ ‘KDB’ กำลังระเบิดฟอร์มเทพกับโวล์ฟสบวร์ก ก็ถูกซิตีคว้าตัวมาร่วมทีมในปี 2015 และเป็นคนสำคัญที่ช่วยพาทีมประสบความสำเร็จกวาดแชมป์ทุกรายการมากมาย
นอกจากนี้ยังมี ลีรอย ซาเน ปีกจรวดในยุคแรกของเป๊ป กวาร์ดิโอลา, ยอสโก กวาร์ดิโอล กองหลังระดับท็อป ไปจนถึงในปัจจุบันกับเอร์ลิง ฮาแลนด์ ศูนย์หน้าระดับจอมมารก็ย้ายมาจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์
สำหรับแฟนสเปอร์ส พวกเขาค้นพบเพชรเม็ดงามจากบุนเดสลีกาเช่นกันโดยเฉพาะจากทีมเลเวอร์คูเซน ไม่ว่าจะเป็น ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ หรือซน ฮึง-มิน ที่เป็นดาวเด่นระดับสูงสุดของสโมสร และในแนวรับก็ได้ มิกกี ฟาน เดอ เฟน ที่เป็นเสาหลักในปัจจุบันจากโวล์ฟสบวร์กเช่นกัน

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านักเตะจากเยอรมันจะประสบความสำเร็จในอังกฤษเสมอไป
ไม่เชื่อถามแฟนลิเวอร์พูลรุ่นลายครามได้ หากใครทันในช่วงยุคกลาง 90s คงจะพอคุ้นๆ กับชื่อของ คาร์ล-ไฮนซ์ รีดเลอ, ฌอน ดันดี และเอริค ไมเยอร์ได้
รีดเลอ นั้นความจริงแล้วเป็นกองหน้าระดับอ๋องคนหนึ่งของวงการฟุตบอลเยอรมัน เป็นส่วนสำคัญในทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยุคเรืองรองที่เคยพิชิตแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีกมาได้ และในเมืองไทยเองก็จะคุ้นกันในสมญา ‘ฉลามล้อคลื่น’ ผู้โลดแล่นกลางนาวา (ความจริงคือเก่งกาจนักเรื่องลูกกลางอากาศ)
แต่เมื่อย้ายมาอยู่ในแอนฟิลด์ในปี 1997 รีดเลอกลับทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง ไม่สมกับสิ่งที่เดอะ ค็อปมองหาเลย แม้ว่าจะพอได้เครดิตอยู่บ้างกับการเป็น ‘พี่เลี้ยง’ ให้กับไมเคิล โอเวน น้องใหม่ที่กำลังพุ่งมาแรงเกินห้ามใจในตอนนั้น (ซึ่งก็เป็นอีกเหตุผลที่รีดเลอในวัยโรยราต้องยอมคลื่นลูกใหม่ที่แรงกว่า)
อย่างไรก็ดีความเจ็บช้ำไม่เท่ากับในรายของ ชอน ดันดี ศูนย์หน้าที่ว่ากันว่าน่าจับตามองของทีมคาร์ลสรูเออร์ เอสซี ซึ่งลิเวอร์พูลคว้าตัวมาร่วมทีมท่ามกลางความตื่นเต้น แต่กลับกลายเป็นการเซ็นสัญญาที่ล้มเหลวจัดๆ
2 ฤดูกาลที่อยู่ในแอนฟิลด์ ดันดีได้โอกาสลงสนามเพียงแค่ 3 นัดเท่านั้น จืดจางจนแทบจะไม่เหลือที่ว่างในความทรงจำของใคร
โดยที่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันในปี 1996 ลิเวอร์พูลพยายามลองของจากบุนเดสลีกา โดยนำเข้าเอริค ไมเยอร์ กองหน้าเจ้าเวหาจากทีมไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ซึ่งแม้จะไม่ถึงกับล้มเหลวเท่าดันดี แต่ก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรมากนัก
ความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฏคล้ายๆ อังเดร โวโรนิน กองหน้าทีมชาติยูเครนที่นำเข้าจากเลเวอร์คูเซนอีกเหมือนกันที่ย้ายมาในปี 2007 แต่ก็ได้โอกาสลงเล่นน้อยนิด
ลิเวอร์พูลยัง ‘จั่ว’ นักเตะจากบุนเดสลีกามาอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น โรแบร์โต เฟอร์มิโน, อิบราฮิมา โกนาเต, นาบี เกอิตา, ติอาโก อัลกันตารา, โดมินิก โซโบสซ์ไล, วาตารุ เอ็นโด, ไรอัน คราเฟนแบร์ก และล่าสุดคือเวิร์ตซ์ กับเอกิติเก
ผลประกอบการนั้นออกมาดีบ้างไม่ดีบ้างคละเคล้ากันไป

เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะที่ผ่านมานักเตะนำเข้าจากบุนเดสลีกานั้นมีราคาที่สมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับคุณภาพ น้อยมากที่จะย้ายด้วยค่าตัวแพง และด้วยพื้นฐานของบุนเดสลีกา ถือเป็นหนึ่งในลีกระดับท็อปของยุโรปติด 1 ใน 5 อยู่แล้ว
ดังนั้นหมายถึงการันตีได้พอสมควรในเรื่องของคุณภาพ
บวกกับ ‘ประวัติ’ ที่ผ่านมาหลายสโมสรได้ของดีคุ้มราคามาจากเยอรมัน ทำให้ค่อนข้างติดใจ ไหนจะเรื่องของการเจรจาที่ง่ายไม่ซับซ้อน ไม่เหลี่ยมเยอะ พูดคุยกันตรงไปตรงมา พอใจก็ขาย ไม่พอใจก็เอาไว้ก่อนไม่มีตุกติกจัด
เปรียบเป็นร้านค้าในตลาดก็เหมือนร้านประจำที่เชื่อมือกัน รู้ว่าไม่โดนเอาเปรียบหรือย้อมแมวขายแน่นอน

อย่างไรก็ดี ปฏิเสธได้ยากว่าในระยะหลังนักเตะที่ย้ายมาจากบุนเดสลีกา ไม่ได้การันตีความสำเร็จเสมอไป
ภาพหลอนมันอาจจะเริ่มตั้งแต่รายของ ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกตัวท็อปในเยอรมนีที่เชลซีตัดหน้าลิเวอร์พูล คว้าตัวมาได้จากไลป์ซิก ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในการเซ็นสัญญาที่ล้มเหลวที่สุดตลอดกาลของทีมสิงห์น้ำเงิน
ภาพนั้นยิ่งถูกตอกย้ำขึ้นไปอีกในรายของ ไค ฮาเวิร์ตซ์ นักเตะระดับเพชรยอดมงกุฎของบุนเดสลีกา ที่เชลซีตัดสินใจทุ่มเงินอีกครั้งเพื่อคว้าตัวมาจากเลเวอร์คูเซน ที่ก็ไม่สามารถแจ้งเกิดได้สมกับที่คาดหวังไว้ ยังดีที่ปล่อยไปให้อาร์เซนอลได้ในราคาโอเค (และก็ยังไม่สามารถแจ้งเกิดเต็มตัวกับกันเนอร์สได้เหมือนกัน)
ก่อนที่จะมาถึงรายที่โดนเพ่งเล็งอย่างหนักกับโฟลเรียน เวียร์ตซ์ ที่นับจากเกมเปิดสนามกับบอร์นมัธในเดือนสิงหาคม ซูเปอร์สตาร์เจ้าของสมญา ‘ร้อยปีจะมีสักคน’ ยังไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้กับลิเวอร์พูลได้เลย
เรื่องนี้มันเลยทำให้ดูน่าสงสัยว่าทำไม ‘ตัวท็อป’ ของบุนเดสลีกาถึงล้มเหลว
ความจริงย้อนกลับไปอีกนิดยังมี เจดอน ซานโช ที่น่าผิดหวังด้วยกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทั้งๆ ที่ก่อนย้ายกลับมาเล่นในบ้านเกิดคือหนึ่งในนักเตะที่โดดเด่นและน่าจับตามองมากที่สุดของวงการฟุตบอล ด้วยลีลาการเล่นสุดอัศจรรย์
คำถามทั้งหมดนี้ในเยอรมนีเองก็สงสัยเหมือนกัน

ในวงการฟุตบอลเยอรมันมีการวิเคราะห์ถึงเหตุและผลว่าทำไมนักเตะจากบุนเดสลีกาหลายรายที่ควรจะไปได้ดีในพรีเมียร์ลีกถึงล้มเหลว
เหตุผลแรกที่มีการพูดถึงใน DW สื่อดังเมืองเบียร์คือเรื่องอิทธิพลของบาเยิร์น มิวนิค ที่สูงเกินไปและสูงมานาน เรียกว่าอยากจะซื้อใครก็ได้ทั้งนั้นในเยอรมนี ทำให้ลีกเกิดการผูกขาดยาวนาน ไม่มีการแข่งขันที่ดีพอ และทำให้บุนเดสลีกาค่อยๆอ่อนแอลงอย่างช้าๆ
แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือในฤดูกาลนี้บาเยิร์น โดนหักหน้าถึง 2 รายติดอย่างเวียร์ตซ์ และโวลเทอมาเดอ ที่หากเป็นปกติแล้วควรจะเลือกย้ายไปอยู่กับพวกเขาในแคว้นบาวาเรียมากกว่า แต่กลับเลือกจะย้ายไปพรีเมียร์ลีกที่ดึงดูดกว่าแทน
แปลว่าบาเยิร์นกำลังเสื่อม และมันคือความเสื่อมของวงการฟุตบอลเยอรมันด้วย
โดยนับจากปี 2022 เป็นต้นมาไม่มีสโมสรในบุนเดสลีกาคว้าแชมป์ระดับทวีปได้เลย ขณะที่ทีมชาตินั้นตกต่ำต่อเนื่องหลังจากคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ได้ที่ประเทศบราซิล คุณภาพนักเตะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในระดับที่แพ้ญี่ปุ่นถึง 2 ครั้ง
ในทางตรงกันข้ามพรีเมียร์ลีกเองก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากเม็ดเงินมหาศาลในเรื่องค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด โดยบุนเดสลีกาทำเงินรายได้รวมทั้งโลกได้ 4.8 พันล้านยูโรในฤดูกาล 2023/24 น้อยกว่าพรีเมียร์ลีกที่ทำเงินได้ 7.4 พันล้านยูโรถึงเกือบ 3 พันล้านยูโร
เงินที่ต่างกันมากขนาดนี้มีผลอย่างมาก โดยจะสังเกตจากสโมสรในระดับรองของพรีเมียร์ลีกมีศักยภาพในการแข่งขันสูงมาก สามารถดึงผู้เล่นชั้นดีเข้ามาเสริมทัพได้รวมถึงบุคลากรฟุตบอลระดับท็อป ยกระดับสู้กับทีมหัวแถวได้อย่างสนุก
การแข่งขันที่เข้มข้นก็ทำให้คุณภาพของพรีเมียร์ลีกสูงขึ้นไปด้วย และน่าดึงดูดสำหรับนักเตะจากทั่วโลกที่อยากจะมาท้าทายตัวเอง และแน่นอนเงินทองรายได้ก็มากมายมหาศาลด้วยเช่นกัน
ฟอร์มหนืดของเวียร์ตซ์ ที่ปรับตัวกับความหนักหน่วงรวดเร็วของฟุตบอลอังกฤษไม่ได้ เป็นหนึ่งในหลักฐานคาตาที่ชัดเจน สวนทางกับฟอร์มของหลุยส์ ดิอาซ หรือแฮร์รี เคน ที่ย้ายจากลีกอังกฤษไปเป็นนักเตะเทวดาในลีกเยอรมัน (หรือแม้แต่ซานโช ในช่วงตกต่ำก็ยังฉายแววกับดอร์ทมุนด์ได้)

แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องบอกว่าคำตอบสุดท้ายในเรื่องนี้ต้องวนกลับไปที่ตัวนักเตะเอง
เพราะไม่ได้ใครล่วงรู้หรือการันตีได้ว่าซื้อใครแล้วจะประสบความสำเร็จ เพราะมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบอีกมากมายหลายอย่าง
เช่นรายของโวลเทอมาเดอ สามารถแจ้งเกิดได้อย่างสวยงามกลายเป็นขวัญใจของแฟนสาลิกาดงแทนที่อเล็กซานเดอร์ อิซัคได้อย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่ก่อนมาไม่ได้ถูกคาดหวังว่าจะปรับตัวได้รวดเร็วและเล่นได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้ก็ตาม
แต่แน่นอนว่าบุนเดสลีกาเองก็มีงานของพวกเขาที่ต้องรีบยกระดับคุณภาพขึ้นด้วยเหมือนกัน เพราะค่อนข้างชัดเจนว่ากำลังเป็นรองลาลีกา หรือเซเรีย อาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ว่าแต่มีนักเตะจากเยอรมันคนไหนที่คิดถึงและโผล่มาในความทรงจำกันบ้างไหม?
อ้างอิง:
The post ทำไมนักเตะ ‘Made in German’ ช่วงหลังถึงแจ้งเกิดยากในพรีเมียร์ลีก? appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ผมเพิ่งเคยเห็นเนี่ยแหละครับ หายากนะ เมื่อก่อนอัดไว้เยอ […]
The post ‘Thai Boom!’ วิทยา เลาหกุล แข้งไทยคนแรกที่ฝากรอยเท้าในบุนเดสลีกา appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ผมเพิ่งเคยเห็นเนี่ยแหละครับ หายากนะ เมื่อก่อนอัดไว้เยอะแต่หายไปหมดแล้ว”
ภาพความทรงจำที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในกล่องมหาสมบัติที่ไหนสักแห่งที่เคยคิดว่าจะไม่มีวันได้กลับมาพบอีกแล้วได้กลับมาหาเจ้าของมันอีกครั้ง
ชายผู้สร้างตำนาน “ไทยบูม” (Thai Boom) นักฟุตบอลจากแดนสยามคนแรกที่ลงแข่งขันในศึกลูกหนังบุนเดสลีกาเยอรมัน ที่เป็นเรื่องเล่าที่ใครติดตามฟุตบอลไทยมาสักระยะหนึ่งจะเคยได้ยินถึงเรื่องราวของวิทยา เลาหกุล และการผจญภัยที่สุดแสนจะเหลือเชื่อ
ทุกอย่างเกิดขึ้นในวันหนึ่งของปี 1979 หรือ พ.ศ. 2522
วันเฮงของคนชื่อเฮงที่ไม่ได้มาด้วยความเฮง
วิทยา เลาหกุล
วันนั้นทีมชาติไทยลงแข่งขันอุ่นเครื่องกับทีมฟอร์ทูนา โคโลญจน์ สโมสรฟุตบอลจากเยอรมนีตะวันตก โดยเป็นโอกาสสำคัญของนักฟุตบอลจากแดนไกลที่จะได้มาลองวัดฝีเท้ากับสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศที่ถือว่าเก่งที่สุดชาติหนึ่งของยุโรป
ไม่เก่งอย่างไรไหว นี่คือชาติเจ้าของแชมป์ฟุตบอลโลก 1974 ที่มีนักฟุตบอลผู้กร้าวแกร่งมากมาย ที่นำมาโดย “แดร์ ไกเซอร์” ฟรานซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ และ “แดร์ บอมเบอร์” แกร์ด มุลเลอร์ ว่ากันว่าเกมลีกบุนเดสลีกานั้นเป็นหนึ่งในลีกที่แข็งแกร่งที่สุด
แต่ในวันนั้นนักฟุตบอลไทยคนหนึ่งสามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่น เล่นได้อย่างเป็นสง่าตลอดทั้งเกม
วิทยา เลาหกุล เจ้าของสมญาลูกหนัง “ฮาล์ฟอังกฤษ” ที่มีผู้คนตั้งให้ ทำผลงานในสนามได้อย่างน่าประทับใจมากกว่าใครอื่น
ความจริงเรื่องนี้ก็ไม่ถึงกับน่าแปลกใจนักเพราะในเวลานั้นเขาเพิ่งสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนฟุตบอลญี่ปุ่นมาหมาดๆ

ชายหนุ่มจากเมืองลำพูน ผู้ที่คลั่งไคล้ในเกมลูกหนังขั้นสุดมาตั้งแต่เด็ก ประสบความสำเร็จไม่เบาให้กับทีมยันมาร์ ดีเซล (ซึ่งในเวลาต่อมาคือสโมสรเซเรโซ โอซากา ในปัจจุบัน) และเป็นเพื่อนร่วมทีมกับตำนานวีรบุรุษลูกหนังของแดนอาทิตย์อุทัยคนแรกอย่าง คุนิชิเกะ คามาโมโตะ
คานาโมโตะ นั้นเป็นซามูไรลูกหนังนามกระฉ่อนที่โลกของฟุตบอลให้การยอมรับอย่างสูง จากผลงานในเกมระดับทีมชาติที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะในศึกฟุตบอลโอลิมปิก 1968 ที่สามารถพาทีมชาติญี่ปุ่น ที่แทบไม่มีใครใส่ใจทะลุถึงการคว้าอันดับที่ 3 ได้เหรียญทองแดงมาครอบครอง และส่วนตัวก็ได้รางวัลดาวซัลโวประจำการแข่งขันด้วย
ชื่อของ “คามะ” (หรือกามะในสำเนียงชาวตะวันตก) เป็นที่ระบือลั่น แม้ว่าตัวเขาจะไม่เคยมีโอกาสได้ไปค้าแข้งยังต่างแดนเลยสักครั้งก็ตาม ด้วยค่านิยม “จงรักภักดี” แบบชาวญี่ปุ่นที่จะภักดีอยู่กับที่ทำงานเดิมไปตลอดชีวิต ซึ่งทำให้ปฏิเสธข้อเสนอทุกครั้ง โดยเฉพาะข้อเสนอครั้งสำคัญจาก เด็ทมาร์ คราเมอร์ ปรมาจารย์ลูกหนังชาวเยอรมันตะวันตก ที่ชักชวนให้ไปเล่นในยุโรป
ถึงอย่างนั้นเขาก็ได้รับการยอมรับจากสุดยอดนักเตะระดับโลก แม้กระทั่ง เปเล ราชาลูกหนังผู้ยิ่งใหญ่ยังเดินทางมาเพื่อลงเล่นในเกมนัดอำลาให้
ที่เอ่ยถึงคามาโมโตะมาขนาดนี้ ก็เพราะอยากให้รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของซามูไรลูกหนังคนนี้ก่อนเป็นอย่างแรก
เพราะอย่างต่อมาที่อยากให้รู้คือ ซามูไรลูกหนังคนนี้ทึ่งกับฟอร์มการเล่นของเด็กหนุ่มคนลำพูนในเกมฟุตบอลรายการเมอร์เดกา คัพ ซึ่งทีมชาติญี่ปุ่นเสมอกับทีมชาติไทย 2-2 โดยในเกมนั้นวิทยาทำได้ 2 ประตูจากการยิงลูกฟรีคิกทั้ง 2 ลูก
“นายอยากมาลองเล่นในญี่ปุ่นดูไหม?”

ด้วยความฝันที่อยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพมาตั้งแต่เด็ก อยากจะลงเล่นในสนามที่มีแฟนฟุตบอลเรือนหมื่น และอยากจะเห็นว่าโลกนั้นกว้างแค่ไหน วิทยาตอบรับคำเชิญและย้ายจากสโมสรราชประชาฯ เก็บข้าวของไปอยู่โอซากา ในปี พ.ศ. 2520
ไปแบบข้ามาคนเดียว
แต่เขาได้หัวใจชาวญี่ปุ่นกลับมามากมาย
วิทยา ไม่ทำให้คามาโมโตะเสียชื่อที่อุตส่าห์ชวนมา เพราะใช้เวลาไม่นานก็สามารถแจ้งเกิดเป็นดาวเด่นของทีมยันมาร์ได้สำเร็จ โดยมีความทรงจำดีๆ มากมายรวมถึงการทำประตูในเกมเอ็มเพอเรอร์สคัพ รอบรองชนะเลิศ ที่ช่วยให้ทีมเอาชนะฟุรุกาวาได้ 2-1 ซึ่งมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ
จากนั้นในฤดูกาลที่ 2 เขาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นไปอีกถึงขั้นได้รับการเลือกให้ติด 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีเลยทีเดียว
ผลงานนั้นดีพอที่จะทำให้ยันมาร์รีบร้อนเสนอสัญญาฉบับใหม่ที่มีระยะเวลายาวถึง 5 ปีให้กับ “เฮงซัง” ของแฟนๆ (ความจริงแล้วชื่อ “เฮง” สมญาที่ได้มาจากการตั้งของรุ่นพี่ในทีมชาติไทยอย่าง สุชิน กสิวัตร ที่บอกว่าเขาโชคดีที่ได้โอกาสติดทีมชาติไทย ซึ่งการได้โอกาสไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับนักฟุตบอลสมัยนั้น)
แต่ฟุตบอลญี่ปุ่นไม่สามารถเติมเต็มความฝันให้กับเขาได้
ญี่ปุ่นในเวลานั้นเกมฟุตบอลยังไม่เป็นที่นิยมเหมือนในปัจจุบัน ลีกการแข่งขันยังเป็นลีกระดับกึ่งอาชีพ มีคนดูในสนามแค่หลักร้อยหลักพัน และมันทำให้หัวใจของเขาไม่เคยอิ่ม
วิทยาตัดสินใจปฏิเสธข้อเสนอนั้นและเดินทางกลับมาประเทศไทย แม้ว่าจะรู้สึกผิดหวังกับตัวเองเล็กๆก็ตาม แต่ก็ยังคงเก็บความฝันที่อยากจะลงเล่นในเกมฟุตบอลอาชีพท่ามกลางผู้คนมากมายเอาไว้ในหัวใจเสมอ
โดยไม่ทันคิดว่าโอกาสจะมาถึงอย่างไม่คาดฝัน

จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในเรื่องนี้คือโค้ชลูกหนังชาวเยอรมันผู้ไปช่วยวางรากฐานให้แก่วงการฟุตบอลญี่ปุ่นและเคยคิดที่จะมาช่วยวางรากฐานให้แก่วงการฟุตบอลไทยด้วยเช่นกัน
ถึงแม้ว่าเดตมาร์ คราเมอร์ ซึ่งรักและเอ็นดูคานาโมโตะเหมือนลูกศิษย์ จะไม่ได้เข้ามาทำในสิ่งเขาตั้งใจบนแผ่นดินสยามได้สำเร็จ แต่อย่างน้อยเขามีส่วนในการส่งจดหมายเปิดทางให้ทีมชาติไทยที่มีวิทยา มิตรลูกหนังของ “คามะ” ได้เดินทางไปเก็บตัวที่เยอรมนีตะวันตกในเวลานั้น โดยทีมชาติไทยจะได้อุ่นเครื่องกับสโมสร ฟอร์ทูนา โคโลญจน์ และสโมสรเอสปันญอล บาร์เซโลนา จากแคว้นคาตาลัน
โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่ามันจะเป็นการเปิดประตูบานใหญ่ให้แก่นักฟุตบอลไทยคนหนึ่ง
กับฉากที่เหมือนในภาพยนตร์สักเรื่อง
หลังเกมกับฟอร์ทูนาจบลง แมวมองลูกหนังคนหนึ่งเดินปรี่เข้ามาหาวิทยา ในมือของเขาถือผ้าพันคอของสโมสรฟุตบอลแห่งหนึ่งมาด้วยรวมถึงสูจิบัตรของสโมสร ก่อนจะรีบยัดใส่มือของนักเตะจากแดนไกล
“นายสนใจอยากจะมาเล่นกับแฮร์ธา เบอร์ลินไหม?”
ตามความเชื่อของคนไทยแล้ว เมื่อถึงวัย “เบญจเพส” ชีวิตจะประสบกับโชคชะตาไม่ดี แต่สำหรับวิทยาที่อายุ 25 ปีในตอนนั้น มันคือโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ที่ทำให้เขาตอบกลับแบบไม่ทันต้องคิดอะไรเลย
“ไปสิ”
โดยที่เขาแทบไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับสโมสรฟุตบอล หรือบ้านเมืองที่จะไปในเวลานั้นเลยด้วยซ้ำ
ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้นเยอรมนียังแบ่งออกเป็น 2 ประเทศด้วยกันคือเยอรมนีตะวันออก และเยอรมนีตะวันตก โดยที่เมืองหลวงอย่างเบอร์ลินนั้นยังถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน ตามสนธิสัญญาที่เกิดขึ้นหลังมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่แบ่งการปกครองในเบอร์ลินให้เป็นของอังกฤษ, ฝรั่งเศส, สหรัฐอเมริกา และเยอรมนีตะวันออก โดยมีกำแพงเบอร์ลินขวางกั้นเอาไว้ตั้งแต่ปี 1964
วิทยาเคยมีโอกาสมาเยอรมนีแล้วครั้งหนึ่งแต่เป็นการเดินทางไปในฝั่งตะวันตกในเมืองที่ใกล้กับแฟรงค์เฟิร์ต ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ แต่การต้องเดินทางมาเบอร์ลินนั้นยากลำบากกว่าที่คิดอย่างมาก เอาแค่นั่งเครื่องบินจากไทยมาถึงเยอรมนีตะวันตกแล้วต้องนั่งรถต่อไปยังฝั่งตะวันออก ซึ่งรถขับได้อย่างช้าๆ โดยที่สองข้างทางไม่มีอย่างอื่นเลยนอกจากทุ่งข้าวบาร์เลย์
เมื่อข้ามไปแล้วเขาต้องไปพักอาศัยในบ้านพักฝั่งที่อยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเบอร์ลิน
อย่าเพิ่งพูดถึงการลงสนามเลย แค่การใช้ชีวิตในแต่ละวันก็เป็นไปอย่างยากลำบากแล้ว ในบ้านเมืองที่ไม่คุ้นเคย อาหารการกิน วัฒนธรรม ภาษา แม้แต่การเดินทางก็ไม่มีรถรา วิทยามีแค่จักรยานสองล้อเท่านั้นที่เป็นเพื่อนคู่ใจพอจะช่วยให้เขาไม่ถึงกับต้องเดินไปสนามเพื่อฝึกซ้อม
ถึงจะเคยผ่านชีวิตลำพังในญี่ปุ่นมา 2 ปี แต่นี่เป็นอีกระดับของความท้าทายเลยทีเดียว

ในชีวิตการเป็นนักฟุตบอลอาชีพนั้น นอกเหนือจากการดูแลรักษาสภาพร่างกายตัวเอง การตั้งใจฝึกซ้อม การตั้งใจลงสนามแล้ว สิ่งที่วิทยาไม่เคยพบเจอไม่ว่าจะเป็นการเล่นในไทยหรือญี่ปุ่นคือการไม่ให้การยอมรับจากเพื่อนร่วมทีม
ที่จริงอย่าเรียกว่าการยอมรับเลย เรียกว่าโดนเหยียดเลยดีกว่า
นั่นอาจเป็นเพราะเขาเป็นนักฟุตบอลจากประเทศไทย ที่ไม่เคยปรากฏตัวบนแผนที่ลูกหนังที่ไหนมาก่อน จู่ๆ ได้เซ็นสัญญามาเป็นนักฟุตบอลในสโมสรฟุตบอลอาชีพระดับบุนเดสลีกา คนที่อยู่มาก่อนซึ่งเกือบทั้งหมดคือชาวด็อยช์ลันด์ยากที่จะยอมรับได้ง่ายๆ
การแสดงออกให้เห็นถึงความรังเกียจมีหลายระดับด้วยกัน ตั้งแต่การไม่ยอมส่งบอลให้ เพราะคิดเอาเองว่าเดี๋ยวส่งไปก็เสีย ต้องมาไล่บอลกันอีก ไปจนถึงการไล่เตะในสนามซ้อม หรือการถ่มน้ำลายใส่ที่ถือเป็นการดูถูกกันอย่างรุนแรง
แต่มันไม่ได้ทำให้คนบ้าบอลอย่างวิทยาย่อท้อ หัวใจเขาแกร่งเกินพอสำหรับการรับมือกับสิ่งเหล่านี้
สุดท้ายไม้ตายก็คือความตั้งใจจริง และฝีเท้าของเขาก็เป็นของจริงด้วยเช่นกัน
จากการเริ่มต้นในระดับทีมสำรอง วิทยาใช้เวลาไม่ถึงเดือนก็ได้ขยับมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่ ก่อนที่โค้ชของทีมอย่าง คูโน คล็อตเซอร์ จะใส่ชื่อเขาไว้บนม้านั่งสำรองในเกมที่แฮร์ธา เบอร์ลิน พบกับฟอร์ทูนา ดึสเซลดอร์ฟ
แล้วในช่วงท้ายเกมนั้นเสียงของโค้ชก็ดังขึ้น
“วิทยา เตรียมลงสนาม”
ถึงจะเคยวาดฝันว่าอยากจะลงเล่นในเกมฟุตบอลอังกฤษ ด้วยความที่เมืองไทยจะมีแค่เรื่องราวของเกมฟุตบอลจากเมืองผู้ดีให้เสพเพียงอย่างเดียว แต่การได้เซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ การได้มาถึงแผ่นดินยุโรป และการได้ลงสนามท่ามกลางแฟนฟุตบอลเรือนหมื่น
มันคือสิ่งที่เขาฝันไว้ และวันนี้เขาทำได้สำเร็จแล้ว
“เออ เราก็ทำได้แฮะ”
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา วิทยาได้รับสมญาจากสื่อลูกหนังสัญชาติเยอรมันว่า “ไทยบูม” ด้วยความที่วิทยาแม้จะเป็นนักฟุตบอลจากเอเชีย แต่มีรูปร่างที่ดี มีพละกำลังที่แข็งแกร่ง มีความเร็ว และมีเท้าซ้ายฉมังเดช ยิงหนัก แน่น และแม่นยำ
จากคนที่โดนเหยียดตลอดเวลา บางทีเล่นกันหนักข้อในทีมถึงขั้นวางมวย และแฟนฟุตบอลที่ตะโกนเหยียดผิว “ไชนีสๆ” (แต่ขอโทษนี่เด็กลำพูนเว้ย) วิทยาได้รับการยอมรับจากทั้งเพื่อนร่วมทีมที่กลายเป็นเพื่อนรัก และเขาก็กลายเป็นที่ยอมรับของแฟนฟุตบอลมากขึ้น แม้ว่าในช่วงฤดูกาลแรกโอกาสจะไม่ได้มากมายนักก็ตาม และทีมก็ผลงานไม่ดีนักต้องกระเด็นตกชั้นก็ตาม

แต่มันกลายเป็นโอกาสของเขาเองที่จะได้แจ้งเกิดเต็มตัวในฤดูกาลที่ 2 ในระดับลีกาสอง โดยผนึกกำลังกับ 2 นักเตะเอเชียที่ความจริงแล้วเดินทางมาค้าแข้งในเยอรมนีก่อนเขา อย่างชา บอม-กึน ที่ต่อมาเป็นตำนานทีมชาติเกาหลีใต้ และยาสุฮิโกะ โอคุเดระ นักฟุตบอลญี่ปุ่นคนแรกที่เดินทางมาค้าแข้งในยุโรป (ขณะที่คามาโมโตะเลือกจะอยู่ในประเทศ) ซึ่งทั้ง 3 คนต่างรู้จักกันมาก่อนแล้วจากการที่เคยประเพลงแข้งกันมาในระดับทีมชาติ
และสิ่งที่ทั้ง 3 คนในฐานะนักเตะเอเชียรู้คือ ไม่ว่าพวกเขาจะทำได้ดีขนาดไหน ชีวิตในเยอรมนีไม่มีวันเป็นเรื่องง่าย ต่อให้มีคนยอมรับมากขึ้น ก็ยังมีคนที่ไม่มีวันจะยอมรับพวกเขาอยู่เหมือนเดิม
เพิ่มเติมคือพออยู่มาสักพักหูมันเริ่มกระดิก ชักฟังออกและรู้ว่าไอ้เสียงที่ตะโกนมาจากข้างสนามนั้นมันไม่ได้ให้กำลังใจทั้งหมด คนด่าก็เยอะ และด่าหนักด้วย
“ไทยบูม” เริ่มบูมจริงในฤดูกาลที่ 2 ซึ่งเขาไม่ได้เพียงแค่ลงสนามมากขึ้นรวม 19 นัด แต่ยังทำประตูได้ในเกมลีก 1 ลูกและเกมเดเอฟเบ-โพคาลอีก 2 ลูกด้วยกัน
“ผมเคยลงไปเจอกับพวกดังๆ เยอะนะสมัยเล่นในบุนเดสลีกา พวก คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้, พอล ไบรท์เนอร์, ฮันซี มึลเลอร์ เจอมาแล้ว” วิทยาเคยเล่าไว้ให้นิตยสาร FourFourTwo ฉบับภาษาไทยเมื่อหลายปีก่อน “แต่คนที่เก่งที่สุดจริงๆ ตอนนั้นคือ (ปิแอร์) ลิตต์บาร์สกี ที่ตอนนั้นกำลังโด่งดังมาก เขาหลบได้ทีละ 5-6 คนสบายๆ ใครก็เอาไม่อยู่”
แต่แววชีวิตบัดซบก็เริ่มมาถึงในเวลาต่อมาด้วยอคติของโค้ชคนใหม่ จอร์จ กาวซิเล็ค ที่เกลียดคนไทยยิ่งกว่าสิ่งปฏิกูลเพียงเพราะมีเพื่อนเคยถูกขโมยของตอนที่มาเมืองไทย
วิทยายังจดจำความเกลียดชังในวันนั้นได้ดี เขาถูกดองข้างสนามไม่ได้โอกาสในการลงเล่น บ้างสั่งให้ออกไปวิ่งอบอุ่นร่างกายด้านนอกแทนที่จะให้อบอุ่นร่างกายในห้องแต่งตัวท่ามกลางสภาพอากาศในฤดูหนาวที่โหดร้าย
“ผมเขียนชื่อมันใส่ไว้ในรองเท้าของผมเลย” เป็นวิธีการแก้แค้นเล็กๆที่เขาพอจะทำได้ในเวลานั้น
จนกระทั่งจบฤดูกาล วิทยาได้รับคำแนะนำจากโค้ชประตูของแฮร์ธา เบอร์ลิน ที่รู้เห็นเหตุการณ์และคิดว่าเขาควรจะย้ายออกจากทีมเสียดีกว่า
โค้ชคนดังกล่าวคือ เนโร ดิ มาร์ติโน ซึ่งเป็นเพื่อนของบรูโน เปซาโอลา โค้ชใหญ่ของสโมสรฟุตบอลนาโปลีในอิตาลี ที่แนะนำให้ลองไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้งที่นั่น ด้วยเชื่อว่ามันน่าจะดีกว่าสำหรับนักเตะจากไทย โดยพยายามเล่าให้ฟังว่านาโปลีอยู่ตรงไหนของยุโรป
แต่ด้วยความไม่รู้ วิทยาคิดแค่ว่าเขาเริ่มปรับตัวกับชีวิตในเยอรมันได้บ้างแล้วจึงไม่อยากไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ก่อนที่จะย้ายไปซาร์บรุคเคน สโมสรในระดับโอเบอร์ลีก (ดิวิชั่น 3) ซึ่งนายเก่าอย่าง อูเว คลีมันน์ ย้ายไปคุมทีมพอดี
โดยที่หลังจากนั้นไม่นานนาโปลีคว้าตัวสตาร์ชาวอาร์เจนตินามาร่วมทีม 2 คน คนแรกคือรามอน ดิอาซ ศูนย์หน้าดาวเด่นระดับประเทศ
และอีกคนที่ย้ายตามมาในอีก 2 ปีให้หลังคือ ดิเอโก มาราโดนา ความมหัศจรรย์ของเกมลูกหนังที่ระบือลั่นไปทั้งโลก
เรียกว่าเจ้าเฮงเกือบมีโอกาสได้อยู่ทีมเดียวกับเทพเจ้าลูกหนังอยู่แล้วเชียว! เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของชีวิต เพียงแต่นาทีนั้นเขาแค่ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วนาโปลี อยู่ในเมืองเนเปิลส์ของอิตาลี ที่มีสภาพอากาศอบอุ่นกว่าที่เบอร์ลิน
แต่นั่นแหละชีวิตของเขาไม่เคยใช้โชคนำทาง หรือต่อให้มีโชคผสมบ้าง แต่พื้นฐานของมันคือความพยายามและการไม่ยอมแพ้
จากเด็กบ้านนอกในชนบทของไทย ที่เตะฟุตบอลเอาเป็นเอาตายทั้งวันทั้งคืน ผ่านบททดสอบของชีวิตมานับไม่ถ้วน สู่การเล่นในฟุตบอลอาชีพลีกสูงสุดของเยอรมัน แค่นี้ก็นับว่าไกลเกินฝันแล้ว
และอย่างน้อยชีวิตที่ซาร์บรุคเคิน ซึ่งอยู่ในเขตเยอรมันตะวันตก ใกล้กับฝรั่งเศสก็ดีกว่าชีวิตในเบอร์ลินมาก ด้วยความเป็นเมืองชนบทเล็กๆ สวยงาม มีกลิ่นขนมปังอบสดใหม่ในยามเช้า
ชีวิตลูกหนังที่นั่นก็ยิ่งดี ผลงานของเขาโดดเด่นด้วยความที่ระดับรองลงมาเล่นง่ายขึ้น แต่บรรยากาศความเข้มข้นของกองเชียร์ไม่แพ้ลีกที่สูงกว่า ทำให้ไทยบูมมีความสุขกับชีวิตที่นั่นอย่างมาก
แต่จุดพลิกผันเกิดขึ้นในช่วงที่ดีที่สุดของชีวิตการเล่น วิทยาซึ่งกำลังเป็นสตาร์ที่น่าจับตามองในเวลานั้น สำเร็จการศึกษาวิชาลูกหนังในระดับเอ-ไลเซนส์หมาดๆ
ด้วยความร้อนวิชาอยากจะกลับมาช่วยพัฒนาบ้านเกิดทำให้เขาตัดสินใจเก็บกระเป๋ากลับบ้านทันที ทิ้งทุกอย่างที่เยอรมันเอาไว้ข้างหลัง ไม่สนแม้แต่เงินโบนัสที่สโมสรต้องจ่ายให้ด้วย
เป็นการปิดฉากตำนาน “ไทยบูม” ในเยอรมันไว้ตรงนั้น ก่อนที่จะกลับมาพบกับความจริงว่าฟุตบอลไทยยังไม่มีอะไรที่พร้อมเลย (ปัจจุบันก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง) และเขาได้ทิ้งช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเป็นนักฟุตบอลไปทั้งๆ ที่น่าจะยังเล่นได้อีก 2 ปีเป็นอย่างน้อย
เวลาผ่านมาร่วม 40 ปีแล้ว วิทยามีโอกาสได้กลับมาดูภาพทรงจำเวลานั้นอีกครั้ง
“มันเหมือนเพิ่งผ่านมาเมื่อวานนี้เอง”
แววตาของ “เฮง” ที่ปัจจุบันอาจจะไม่ใช่แค่พี่เฮง น้าเฮง หรือลุงเฮง แต่เป็นปู่เฮง ของลูกหลานลูกหนังไทยกลับมามีประกายอีกครั้ง รอยยิ้มของเขาทำให้แฟนฟุตบอลชาวไทยมีความสุขตามไปด้วย
“ดีใจที่ได้เห็นภาพเก่าๆ ดีใจที่ได้เห็นเพื่อนๆ” เขาบอก
“เราไปเล่นจริงๆ”
ใช่ มันคือเรื่องจริง นักฟุตบอลไทยในบุนเดสลีกา เยอรมัน เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว 
The post ‘Thai Boom!’ วิทยา เลาหกุล แข้งไทยคนแรกที่ฝากรอยเท้าในบุนเดสลีกา appeared first on THE STANDARD.
]]>
🔥นับเป็นฤดูกาลสุดคุ้มสำหรับแฟนบอลชาวไทย หลังได้รับการยื […]
The post ครบ 5 ลีกใหญ่! ฟุตบอลลีกยุโรปจัดเต็มในเมืองไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับเป็นฤดูกาลสุดคุ้มสำหรับแฟนบอลชาวไทย หลังได้รับการยืนยันแล้วว่า ศึกฟุตบอล 5 ลีกใหญ่ของยุโรป พร้อมด้วยลีกดังอีกมากมาย จะถูกถ่ายทอดสดให้ชมกันแบบจัดเต็มในประเทศไทย
และนี่คือโฉมหน้า 5 ลีกใหญ่ยุโรป ที่อยู่ในมือของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งชั้นนำในบ้านเราเวลานี้

The post ครบ 5 ลีกใหญ่! ฟุตบอลลีกยุโรปจัดเต็มในเมืองไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
“We are the champions, my friends.” เสียงเพลงคลา […]
The post แฮร์รี เคน ปิดตำนาน ‘ราชากองหน้าไร้ถ้วย’ สู่แชมป์ลีกแรกที่รอมา 15 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
“We are the champions, my friends.”
เสียงเพลงคลาสสิกจากวง Queen ดังขึ้นท่ามกลางรอยยิ้มของ แฮร์รี เคน ชายผู้เคยถูกล้อว่าเป็น ‘ราชากองหน้าไร้แชมป์’
วันนี้ เขายืนอยู่ในจุดที่รอคอยมายาวนานกว่า 15 ปี พร้อมเซลฟี่ตัวเองไว้เป็นหลักฐานของแชมป์ลีกใบแรกในชีวิต หลังลงเล่นฟุตบอลอาชีพมาแล้วกว่า 700 นัด
แม้จะถูกยกเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดของโลกมายาวนาน แต่หลายปีที่ผ่านมา ‘เคน’ กลับไม่เคยสัมผัสแชมป์ลีกกับ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ต้นสังกัดเก่าของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้ตัวเขาจะสร้างสถิติยิงประตูสูงสุดในประวัติศาสตร์สโมสร และกลายเป็นดาวยิงตลอดกาลของทีมชาติอังกฤษ
เขาคือเจ้าของสถิติ 213 ประตูในพรีเมียร์ลีก และ 71 ประตูในนามทีมชาติอังกฤษ (ข้อมูล ณ วันที่ 5 พ.ค.2025) แต่กลับต้องเห็นนักเตะร่วมยุครุ่นเดียวกันคว้าแชมป์ไปทีละราย ไม่ว่าจะเป็น เควิน เดอ บรอยน์ หรือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์
แต่อีกด้านหนึ่งของความสำเร็จนั้น กลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าในตู้รางวัลของเขา
การย้ายมาบาเยิร์นในปี 2023 คือการเดิมพันครั้งใหญ่ของทั้งตัวเขาและสโมสร บาเยิร์นลงทุนสูงสุดในประวัติศาสตร์ด้วยเม็ดเงินกว่า 100 ล้านยูโร ดึงเคนมาร่วมทีมด้วยความหวังว่าเขาจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในการไล่ล่าแชมป์ยุโรป ส่วนเคนเองก็หวังว่าที่นี่จะเป็นคำตอบของความกระหายถ้วยรางวัล
แต่ฤดูกาลแรกกลับไม่เป็นอย่างที่หวัง บาเยิร์นจบฤดูกาล 2023/24 โดยไม่มีถ้วยติดมือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี
เคนจบฤดูกาลด้วย 44 ประตูจากทุกรายการ แถมต้องรับบทพระรองอีกครั้ง โดยเฉพาะในศึกเดเอฟเบ โพคาล ที่ทีมพ่ายให้กับทีมจากลีกล่าง และในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่ตกรอบก่อนรองชนะเลิศแบบน่าเจ็บใจ
จากจุดนั้น…เสียงวิจารณ์เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง บางคนบอกว่าเขาคือ “นักเตะผู้ถูกสาป” ที่ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ไม่มีวันเป็นแชมป์ และบางคนถึงขั้นเรียกเขาว่า เป็นโชคร้ายของทีม เรียกว่า..ที่ไหนมีเคน ที่นั่นจะไม่มีถ้วย
แต่เคนไม่เคยปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นมาบั่นทอนใจ.. แม้ต้องชวดหลายแชมป์กับเสือใต้ หรือแม้แต่การพลาดแชมป์ยูโรในรอบชิงฯ หนที่ 2 กับอังกฤษ
ในฤดูกาลที่สอง เขากลับมาด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งกว่าเดิม เดินหน้าล่าความฝันด้วยแรงศรัทธาที่ไม่เคยสั่นคลอน
เขายังคงยิงประตูต่อเนื่อง เป็นผู้นำทั้งในสนามและห้องแต่งตัว และที่สำคัญคือ เขาเรียนรู้ที่จะไม่ยึดติดกับเสียงภายนอกที่กระทบต่อจิตใจอีกต่อไป
“ผมรู้ว่าทุกคนพูดอะไรกัน แต่ผมโฟกัสแค่สิ่งที่ผมควบคุมได้” เคนเคยให้สัมภาษณ์ไว้
และสิ่งที่เขาควบคุมได้ก็คือการทุ่มเทเต็มร้อยในทุกนัด ทุกการซ้อม ทุกนาทีในสนาม ซึ่งนั่นคือคุณสมบัติของผู้ชนะอย่างแท้จริง
แล้ววันแห่งการปลดล็อกก็มาถึงในฤดูกาล 2024/25 บาเยิร์น มิวนิก คว้าแชมป์บุนเดสลีกาสำเร็จ พร้อมกับที่เคนเป็นตัวเต็งคว้ารางวัลดาวซัลโวประจำฤดูกาล
นี่ไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัลแรกในลีกของเขา แต่มันคือบทพิสูจน์ว่าความพยายาม ความอดทน และศรัทธาในตัวเองสามารถเอาชนะคำสบประมาทได้ในที่สุด
แฮร์รี เคน อาจไม่ใช่ดาวรุ่งที่เฉิดฉายคว้าถ้วยตั้งแต่เริ่มต้น แต่เขาคือแบบอย่างของนักสู้ที่ไม่เคยหยุดเดิน แม้จะล้มกี่ครั้ง โลกจะสบประมาทอีกกี่หน เขาก็ยังเชื่อในเส้นทางของตัวเอง
วันนี้ แฮร์รี เคน ได้แชมป์ลีกครั้งแรกในวัย 31 ปี อาจมาช้าไปหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องราวที่สวยงามไม่แพ้ใคร
เพราะบางครั้ง..คนที่ถูกมองว่า ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่คนที่ไปถึงก่อนใคร
แต่คือคนที่ “ไม่เคยหยุดเดิน” แม้เผชิญอุปสรรคมากมายแค่ไหนก็ตาม..
อ้างอิง:
The post แฮร์รี เคน ปิดตำนาน ‘ราชากองหน้าไร้ถ้วย’ สู่แชมป์ลีกแรกที่รอมา 15 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
สโมสรฟุตบอลบาเยิร์น มิวนิก ทีมแชมป์บุนเดสลีกา 33 สมัย เ […]
The post 4 สาว KISS OF LIFE เยือนสนามสโมสรบาเยิร์น มิวนิก appeared first on THE STANDARD.
]]>
สโมสรฟุตบอลบาเยิร์น มิวนิก ทีมแชมป์บุนเดสลีกา 33 สมัย เปิดสนาม Allianz Arena ต้อนรับ 4 สาววงเกิร์ลกรุ๊ปสุดฮอตอย่าง KISS OF LIFE ที่อยู่ระหว่างทัวร์คอนเสิร์ตในประเทศเยอรมนี โดย 1 ใน 4 ของสมาชิกวงมี นัตตี้-อาณัชญา สุพุทธิพงศ์ ศิลปินสาวชาวไทยชื่อดังอยู่ในวงนี้ด้วย
ขณะเดียวกันบาเยิร์น มิวนิก ยังได้มอบเสื้อแข่งใหม่ที่ทำมาเพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 125 ปีของสโมสร พร้อมสกรีนชื่อของแต่ละคน เป็นของที่ระลึกระหว่างเดินทางมาเยี่ยมชม ณ สนามแห่งนี้

The post 4 สาว KISS OF LIFE เยือนสนามสโมสรบาเยิร์น มิวนิก appeared first on THE STANDARD.
]]>
บาเยิร์น มิวนิก และ adidas กำลังร่วมเฉลิมฉลองในวาระ 125 […]
The post บาเยิร์น มิวนิก ออกชุดแข่งฉลอง 125 ปีของสโมสร appeared first on THE STANDARD.
]]>
บาเยิร์น มิวนิก และ adidas กำลังร่วมเฉลิมฉลองในวาระ 125 ปีของสโมสรด้วยเสื้อแข่งตัวพิเศษ
โดยการออกแบบเสื้อตัวนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสนามทั้ง 3 แห่งที่เคยเป็นบ้านของสโมสรเสือใต้ ทั้งกรึนวาลเดอร์สตาดิโอน, โอลิมเปียสตาดิโอน และอัลลิอันซ์อารีนา
ที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของเสื้อตัวนี้คือ ลายผ้าที่มีการซ้อนโลโก้สโมสรในหลายยุคสมัยไว้บนเสื้ออย่างลงตัว เพื่อให้เสื้อตัวนี้เป็นเสื้อที่ฉลองครบรอบ 125 ปีของสโมสรได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
แฟนๆ ชอบเสื้อตัวนี้ของบาเยิร์น มิวนิก กันไหม?

ภาพ: fcbayern / Instagram
อ้างอิง:
The post บาเยิร์น มิวนิก ออกชุดแข่งฉลอง 125 ปีของสโมสร appeared first on THE STANDARD.
]]>
เข้มข้นอย่างต่อเนื่องสำหรับการแข่งขันลุ้นแชมป์ลีกของบรร […]
The post อัปเดตสถานการณ์ Top 4 บรรดา 5 ลีกใหญ่ยุโรป (18 กุมภาพันธ์ 2025) appeared first on THE STANDARD.
]]>
เข้มข้นอย่างต่อเนื่องสำหรับการแข่งขันลุ้นแชมป์ลีกของบรรดาสโมสรจาก 5 ลีกยักษ์ใหญ่แห่งยุโรปประจำฤดูกาล 2024/25
THE STANDARD SPORT ถือโอกาสนี้พาแฟนบอลไปเช็กอันดับบนตารางคะแนนประจำวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2025 ของทั้ง 5 ลีกจากยุโรป ให้เห็นว่าปัจจุบันชาร์ตอันดับ Top 4 สถานการณ์ลุ้นแชมป์ของแต่ละลีกเป็นอย่างไรบ้าง

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร
The post อัปเดตสถานการณ์ Top 4 บรรดา 5 ลีกใหญ่ยุโรป (18 กุมภาพันธ์ 2025) appeared first on THE STANDARD.
]]>
🔥 เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการแข่งขันลุ้นแชมป์ลีกของบรร […]
The post อัปเดตสถานการณ์ Top 4 บรรดา 5 ลีกใหญ่ยุโรป (4 กุมภาพันธ์ 2025) appeared first on THE STANDARD.
]]>
เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการแข่งขันลุ้นแชมป์ลีกของบรรดาสโมสรจาก 5 ลีกยักษ์ใหญ่แห่งยุโรปประจำฤดูกาล 2024/25
THE STANDARD SPORT ถือโอกาสนี้พาแฟนบอลไปเช็กอันดับบนตารางคะแนนประจำวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2025 ของทั้ง 5 ลีกจากยุโรป ให้เห็นว่าปัจจุบันชาร์ตอันดับ Top 4 สถานการณ์ลุ้นแชมป์ของแต่ละลีกเป็นอย่างไรบ้าง

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร
The post อัปเดตสถานการณ์ Top 4 บรรดา 5 ลีกใหญ่ยุโรป (4 กุมภาพันธ์ 2025) appeared first on THE STANDARD.
]]>
🔥 เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง ‘จ่าฝูง’ กันแล้ว (ในบางล […]
The post อัปเดตสถานการณ์ Top 4 บรรดา 5 ลีกใหญ่ยุโรป (23 ธันวาคม 2024) appeared first on THE STANDARD.
]]>
เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง ‘จ่าฝูง’ กันแล้ว (ในบางลีก) สำหรับการแข่งขันลุ้นแชมป์ลีกของบรรดาสโมสรจาก 5 ลีกยักษ์ใหญ่แห่งยุโรปประจำฤดูกาล 2024/25
THE STANDARD SPORT ถือโอกาสนี้พาแฟนบอลไปเช็กอันดับบนตารางคะแนนประจำวันที่ 23 ธันวาคม 2024 ของทั้ง 5 ลีกจากยุโรป ให้เห็นว่าปัจจุบันชาร์ตอันดับ Top 4 สถานการณ์ลุ้นแชมป์ของแต่ละลีกเป็นอย่างไรบ้าง

The post อัปเดตสถานการณ์ Top 4 บรรดา 5 ลีกใหญ่ยุโรป (23 ธันวาคม 2024) appeared first on THE STANDARD.
]]>
🔥 ยังคงเข้มข้นสุดๆ สำหรับการแข่งขันลุ้นแชมป์ลีกของบรรดา […]
The post อัปเดตสถานการณ์ Top 4 บรรดา 5 ลีกใหญ่ยุโรป (16 ธันวาคม 2024) appeared first on THE STANDARD.
]]>
ยังคงเข้มข้นสุดๆ สำหรับการแข่งขันลุ้นแชมป์ลีกของบรรดาสโมสรจาก 5 ลีกยักษ์ใหญ่แห่งยุโรป ประจำฤดูกาล 2024/25
THE STANDARD SPORT ถือโอกาสนี้พาแฟนบอลไปเช็กอันดับบนตารางคะแนนประจำวันที่ 16 ธันวาคม 2024 ของทั้ง 5 ลีกจากยุโรป ให้เห็นว่าปัจจุบันชาร์ตอันดับ Top 4 สถานการณ์ลุ้นแชมป์ของแต่ละลีกเป็นอย่างไรบ้าง

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร
The post อัปเดตสถานการณ์ Top 4 บรรดา 5 ลีกใหญ่ยุโรป (16 ธันวาคม 2024) appeared first on THE STANDARD.
]]>
🔥 ยังคงเข้มข้นสุดๆ สำหรับการแข่งขันลุ้นแชมป์ลีกของบรรดา […]
The post อัปเดตสถานการณ์ Top 4 บรรดา 5 ลีกใหญ่ยุโรป (2 ธันวาคม 2024) appeared first on THE STANDARD.
]]>
ยังคงเข้มข้นสุดๆ สำหรับการแข่งขันลุ้นแชมป์ลีกของบรรดาสโมสรจาก 5 ลีกยักษ์ใหญ่แห่งยุโรป ประจำฤดูกาล 2024/25
THE STANDARD SPORT ถือโอกาสนี้พาแฟนบอลไปเช็กอันดับบนตารางคะแนนประจำวันที่ 2 ธันวาคม 2024 ของทั้ง 5 ลีกจากยุโรป ให้เห็นว่าปัจจุบันชาร์ตอันดับ Top 4 สถานการณ์ลุ้นแชมป์ของแต่ละลีกเป็นอย่างไรบ้าง

The post อัปเดตสถานการณ์ Top 4 บรรดา 5 ลีกใหญ่ยุโรป (2 ธันวาคม 2024) appeared first on THE STANDARD.
]]>