คาโอรุ มิโตมะ ปีกชาวญี่ปุ่นของไบรท์ตันแอนด์โฮฟอัลเบียน […]
The post คาโอรุ มิโตมะ ต้องพักยาวจนจบฤดูกาลจากอาการบาดเจ็บหลัง appeared first on THE STANDARD.
]]>
คาโอรุ มิโตมะ ปีกชาวญี่ปุ่นของไบรท์ตันแอนด์โฮฟอัลเบียน ต้องพักจนจบฤดูกาล หลังนักเตะมีอาการบาดเจ็บที่หลัง
ไบรท์ตันประสบปัญหาตัวผู้เล่นบาดเจ็บอย่างต่อเนื่องในฤดูกาลนี้ และล่าสุด โรแบร์โต เด แซร์บี หัวหน้าโค้ชของไบรท์ตัน เปิดเผยในการแถลงข่าวก่อนเกมเอฟเอคัพรอบ 5 ที่ทีมจะไปเยือนวูล์ฟแฮมป์ตันเมื่อคืนที่ผ่านมา (27 กุมภาพันธ์) ว่านักเตะต้องพักจนจบฤดูกาล
ก่อนหน้านี้ตัวรุกชาวญี่ปุ่นไม่สามารถลงเล่นในเกมที่เสมอกับเอฟเวอร์ตัน 1-1 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้ และในฤดูกาลนี้เขายังได้รับอาการบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าซ้าย จนส่งผลต่อการไปเล่นในทีมชาติญี่ปุ่นในศึกเอเชียนคัพมาแล้ว
นั่นทำให้ในฤดูกาลนี้มิโตมะได้เล่นกับไบรท์ตันไปเพียงแค่ 20 นัด และทำได้ 3 ประตูเท่านั้น
อ้างอิง:
The post คาโอรุ มิโตมะ ต้องพักยาวจนจบฤดูกาลจากอาการบาดเจ็บหลัง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (19 กันยายน) Daily Mail สื่อชื่อดังของอังกฤษ ราย […]
The post แมนฯ ยูไนเต็ด ปฏิเสธข่าวลือนักเตะ 4 คนมีปัญหากันในห้องแต่งตัวหลังเกมพ่ายไบรท์ตัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (19 กันยายน) Daily Mail สื่อชื่อดังของอังกฤษ รายงานว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาปฏิเสธรายงานที่ว่า นักเตะของพวกเขามีปัญหากันเองในห้องแต่งตัว หลังเกมที่พวกเขาแพ้ไบรท์ตัน 3-1 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ The Sun สื่อจอมแฉของอังกฤษ รายงานข่าวว่า นักเตะของแมนฯ ยูไนเต็ด 4 คนมีปากเสียงกันหลังเกมที่พ่ายต่อ ‘นกนางนวล’ ไบรท์ตัน 1-3 คาบ้านที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด
รายงานอ้างว่า กัปตันทีมอย่าง บรูโน แฟร์นันด์ส เป็นหนึ่งในดาวดังที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว หลังจากเผชิญหน้าและมีปากเสียงกับเพื่อนร่วมทีมอย่าง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์
นอกจากนี้ยังมีชื่อของ ลิซานโดร มาร์ติเนซ และ วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ มาเกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปฏิเสธข้อรายงานดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นแต่อย่างใด
เอริก เทน ฮาก ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายอย่างหนักในการรับมือกับปัญหาในช่วงหลัง ทั้งเรื่องฟอร์มการเล่นของนักเตะและปัญหานอกสนามอื่นๆ
นอกจากนี้แมนฯ ยูไนเต็ด ยังต้องเตรียมรับมือกับเกมใหญ่ในศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกที่พวกเขาต้องไปเยือนบาเยิร์น มิวนิก ในคืนวันพุธที่ 20 กันยายน ต่อด้วยเช้าวันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายนนี้ด้วย
อ้างอิง:
The post แมนฯ ยูไนเต็ด ปฏิเสธข่าวลือนักเตะ 4 คนมีปัญหากันในห้องแต่งตัวหลังเกมพ่ายไบรท์ตัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไบรท์ตันนั้นแต่เดิมมามีชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในเมืองตากอา […]
The post ไบรท์ตันกับความลับในโฟลเดอร์ ทีมอะไรทำไมยิ่งขาย(นักเตะ)ยิ่งเก่ง! appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไบรท์ตันนั้นแต่เดิมมามีชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในเมืองตากอากาศที่เป็นที่รักของชาวอังกฤษ ด้วยมีชายหาดที่เงียบสงบ บรรยากาศน่ารัก อีกทั้งยังเดินทางไม่ยาก นั่งรถไฟจากลอนดอนลงมาทางตอนใต้ใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น
ใครมาแล้วนอกจากไปหาดไบรท์ตัน (Brighton Beach) ก็ต้องแวะไปเช็กอินที่ท่าเรือไบรท์ตัน (Brighton Pier), ถนนคนเดินสุดน่ารักอย่าง The Lane, Sea Life Brighton อควาเรียมแห่งแรกของโลกที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1872 (ปีเดียวกับที่ทีมชาติอังกฤษลงแข่งกับทีมชาติสกอตแลนด์ในเกมทีมชาตินัดแรกของโลก!)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
แต่ตอนนี้อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาคือสนามเอเม็กซ์สเตเดียม รังเหย้าของทีมไบรท์ตันแอนด์โฮฟอัลเบียน หรือ ‘เจ้านกนางนวล’ (สมญาภาษาอังกฤษคือ The Seagulls)
ที่เป็นเช่นนี้เพราะสโมสรฟุตบอลแห่งนี้กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ที่แสนมหัศจรรย์ของโลกลูกหนัง ด้วยการเป็นทีมที่นอกจากจะเล่นด้วยหัวใจแล้ว ยังเล่นได้อย่างสวยงามน่าดู และที่เป็นจุดขายของทีมคือการเล่นอย่างชาญฉลาดที่สามารถเอาชนะคู่แข่งได้แม้แต่ทีมยักษ์ใหญ่ด้วยไหวพริบ
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนทึ่งที่สุดไม่ได้อยู่กับแค่เรื่องของสไตล์การเล่นเท่านั้น ยังอยู่กับวิธีและแนวทางในการบริหารจัดการด้วย
เพราะตามความรู้สึก ทีมที่เสียผู้จัดการฝีมือดีอย่าง เกรแฮม พอตเตอร์ และยังโดนสโมสรใหญ่ดูดนักเตะไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เบน ไวท์, มาร์ก กูกูเรยา, อีฟส์ บิสซูมา, เลอันโดร ทรอสซาร์ด และในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาห้องเครื่องหลักอย่าง อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และ มอยเซส ไกเซโด
นอกจากพวกเขาจะไม่ทรุด ไบรท์ตันกลับกลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย
ไม่ธรรมดา อื้อหือ ไม่ธรรมดาแบบนี้ พวกเขามีเคล็ดลับความสำเร็จอย่างไรกันนะ?

ย้อนกลับไปในช่วงเวลาเดียวกันนี้ของปีที่แล้ว ไบรท์ตันซึ่งกำลังมาดีๆ ภายใต้การนำของ เกรแฮม พอตเตอร์ ผู้จัดการทีมสายเลือดใหม่ชาวอังกฤษที่รับตำแหน่งต่อจาก คริส ฮิวจ์ตัน ผู้พาทีมขึ้นชั้นมาอยู่พรีเมียร์ลีก และสามารถต่อยอดพาทีมมาได้ไกลถึงการเป็นทีมอันดับที่ 9 ในฤดูกาล 2021/22
แต่แล้ววันหนึ่งพวกเขาก็ต้องสูญเสียพอตเตอร์ไปให้กับเชลซี ซึ่งยินดีจ่ายค่าฉีกสัญญาให้ในหลัก 20 ล้านปอนด์ เพื่อแลกกับกุนซือที่ถูกมองว่าเป็น ‘อนาคต’ ของวงการฟุตบอลอังกฤษ
การเสียกุนซือฝีมือดีไปในครั้งนั้นไม่แปลกที่ไบรท์ตันจะถูกมองว่าพวกเขาน่าจะประสบปัญหาสาหัสอย่างแน่นอน เพราะก่อนหน้านั้นทีมก็ทยอยเสียกำลังหลักอย่าง เบน ไวท์, อีฟส์ บิสซูมา และ มาร์ก กูกูเรยา ไปก่อนแล้ว
โดยที่สโมสรตัดสินใจเลือก โรแบร์โต เด แซร์บี ที่แทบไม่เป็นที่รู้จักมารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่
อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์ที่ได้กลับเหลือเชื่อ เมื่อกุนซือชาวอิตาเลียนยกระดับทีมให้ดีขึ้นไปเสียยิ่งกว่าตอนที่พอตเตอร์คุมทัพเสียอีก
ฟุตบอลของไบรท์ตันกลายเป็นฟุตบอลที่ฉลาดล้ำโลก สไตล์การเล่นแบบ Positional Play ของพวกเขากำลังถูกนำมาถอดบทเรียนในฐานะตำราลูกหนังที่ล้ำค่า และปัจจุบันนี้หลายทีมพยายามที่จะปรับตัวเล่นตาม แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม
เด แซร์บี ยังโชว์ทั้ง ‘พระเดช’ ในกรณีของ เลอันโดร ทรอสซาร์ด หัวหอกดาวเด่นของทีมที่มีปัญหาความประพฤติด้วยการดรอปพ้นทีมและขายทิ้งให้กับอาร์เซนอลแบบไม่ใยดี แต่ในเวลาเดียวกันก็โชว์ ‘พระคุณ’ ด้วยการให้โอกาส มอยเซส ไกเซโด ซึ่งก็งอแงหนักอยากย้ายไปอาร์เซนอลด้วยอีกคนถึงขั้นโพสต์ข้อความอ้อนวอน ด้วยการให้โอกาสกลับมาแก้ตัวเพื่อรักษาเส้นทางการเล่นอีกครั้ง (ก่อนจะได้ย้ายไปทีมใหญ่อย่างเชลซีสมใจ)
สุดท้ายไบรท์ตันจบฤดูกาล 2022/23 ด้วยการเป็นทีมอันดับที่ 6 ได้สิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลสโมสรยุโรปเป็นครั้งแรกในรายการยูฟ่ายูโรปาลีก
หลายคนอยากรู้ว่าไบรท์ตันไปหาโคตรโค้ชอย่างเด แซร์บี ที่ตอนนี้ได้รับการยกย่องว่าเก่งน้องๆ เป๊ป กวาร์ดิโอลา มาจากไหน?

คำตอบอาจจะอยู่ในโฟลเดอร์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของ พอล บาร์เบอร์ ผู้บริหารคนสำคัญที่อยู่คู่กับสโมสรมาเป็นเวลากว่า 11 ปี
ความลับในความสำเร็จของไบรท์ตันอยู่ในไฟล์ที่อยู่ในโฟลเดอร์นี้ ซึ่งมีการระบุชื่อของ ‘คนที่อยากได้มาทดแทน’ ซึ่งไม่ได้มีแค่ชื่อของนักฟุตบอลในแต่ละตำแหน่ง แต่ยังรวมถึงตำแหน่งคนทำงานที่สำคัญในสโมสรมากถึง 25 คน
ในไฟล์เหล่านั้นประกอบไปด้วยชื่อผู้เล่น, โค้ช, สตาฟฟ์ที่ทำงานเบื้องหลัง ไปจนถึงชื่อของคนที่สามารถมาทำงานบริหารได้ โดยในแต่ละตำแหน่งจะมีคนที่ ‘เข้าข่าย’ จะมาทดแทนได้ในกรณีที่คนเดิมย้ายออกไปอย่างน้อย 2-3 ชื่อ
ดังนั้นเมื่อฮิวจ์ตันต้องไปจากทีม พวกเขาก็เลือกพอตเตอร์เข้ามา
และเมื่อพอตเตอร์ไปจากทีม พวกเขาก็เลือกเด แซร์บีเข้ามา
วิธีการทำงานของพวกเขาความจริงก็ไม่ใช่ความลับอะไร เพราะเจ้าของสโมสรคือ โทนี บลูม ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจบ่อนรับพนันถูกกฎหมาย ที่มีความเชี่ยวชาญเรียกว่าเป็น ‘ปราชญ์’ ในด้านของการนำข้อมูลสถิติต่างๆ มาใช้ในการทำธุรกิจอยู่แล้ว
พูดง่ายๆ คือบลูมเอาวิชาความรู้จากการทำธุรกิจรับพนันมาปรับใช้กับการบริหารสโมสรฟุตบอล และออกมาได้ผลดีอย่างน่าอัศจรรย์ โดยจากวันที่เขาเทกโอเวอร์ในปี 2011 ไบรท์ตันยังอยู่ในลีกวัน (ลีกลำดับชั้นที่ 3 ของอังกฤษ) วันนี้พวกเขาก้าวมาสู่การเป็นทีมระดับท็อปของพรีเมียร์ลีกไปแล้ว
อย่างไรก็ดี บลูมเองก็ยอมรับในการให้สัมภาษณ์ล่าสุดว่าตัวเขาเองก็ประหลาดใจกับผลงานของเด แซร์บีเหมือนกัน
“เขาทำงานได้อย่างน่าอัศจรรย์มาก ในตอนที่เราดูข้อมูลประวัติการทำงานของเขาที่ลงลึกไปในรายละเอียดก็คิดว่ามันดีมากแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้คิดเลยว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงได้มากขนาดนี้เมื่อมาทำงานกับเราจริงๆ เขามีอิทธิพลกับผู้เล่นหลายคนมาก เขาช่วยพัฒนานักเตะเหล่านี้ได้อีกมากๆ”

ถึงแม้ไบรท์ตันจะไม่ได้มีเหมืองอะไรในเมือง แต่กับสโมสรไบรท์ตันแล้วพวกเขาทำตัวเป็นเหมืองแร่อัญมณีที่ล้ำค่าที่รอให้ถึงเวลาเดี๋ยวจะมีมณีเม็ดใหม่ส่องประกายขึ้นมา
แต่แน่นอนว่าผู้จัดการทีมเองก็มีส่วนในการช่วยกันขุดด้วย
แนวทางนี้ได้ผลเป็นอย่างดีมาตั้งแต่ครั้งที่พอตเตอร์ยังทำงานอยู่ และถูกต่อยอดมาถึงยุคของเด แซร์บี ที่ไม่เพียงแต่ขุดเก่ง แต่ยังเก่งในเรื่องของการเจียระไนเพชรพลอยเหล่านี้ด้วย
คอลเล็กชันของเด แซร์บี นำมาโดย คาโอรุ มิโตมะ สุดยอดปีกดาบสายลมที่ตอนนี้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ของทีมและเป็นที่หมายตาของบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่มากมาย นอกจากนี้ยังมี ลีวาย โคลวิลล์ ปราการหลังที่ดึงตัวมาจากเชลซีและขัดเกลาจนถึงขั้นติดทีมชาติอังกฤษไปแล้ว
ยังมี อีแวน เฟอร์กูสัน ‘Hot Shot’ คนใหม่ของวงการฟุตบอลอังกฤษ ที่การันตีค่าตัวว่าน่าจะทะลุ 100 ล้านปอนด์แน่ๆ หากย้ายทีม รวมถึง ฮูลิโอ เอนซิโซ เพลย์เมกเกอร์อนาคตไกลชาวปารากวัย ซึ่งสร้างชื่อจากการยิงไกลสุดสนั่นในเกมกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว (น่าเสียดายที่บาดเจ็บหนักตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาล)
และ บิลลี กิลมัวร์ มิดฟิลด์ห้องเครื่องที่ย้ายมาจากเชลซีและอดทนรอโอกาสมาตลอด จนฤดูกาลนี้ได้ขึ้นมาเป็นตัวหลักแทนที่ของ แม็ค อัลลิสเตอร์ ที่ย้ายไปลิเวอร์พูลได้เป็นอย่างดี
นักเตะเหล่านี้เป็นนักเตะที่ระบบ Scout ของทีมวิเคราะห์แล้วว่ามีแวว เพียงแต่สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการอดทนรอให้พัฒนาฝีเท้าและปรับตัวให้เข้ากับระบบการเล่นของทีม ซึ่งที่ไบรท์ตันมีสองสิ่งที่หาไม่ได้ในทีมที่ใหญ่กว่าแต่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักฟุตบอลดาวรุ่ง
สองสิ่งนั้นคือ ‘เวลา’ และ ‘โอกาส’
ดังนั้นเมื่ออยู่กับทีมมาระยะหนึ่ง เมื่อถึงเวลาที่เจ้าของตำแหน่งก่อนหน้าย้ายออกไป นักเตะชุดต่อมาก็พร้อมจะคว้าโอกาสต่อทันที โดยที่มีความรู้ ความเข้าใจในระบบการเล่นของทีมดีอยู่แล้ว
จีเนียส!

แต่นอกเหนือจากการขุดแร่ธาตุขึ้นมา ไบรท์ตันยังแสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานในแบบของพวกเขาด้วยเช่นกัน
โดยเฉพาะในฤดูกาลนี้ที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้หวังพึ่งแค่นักเตะจากเหมืองแร่ของตัวเอง แต่พร้อมที่จะจ่ายเพื่อให้ได้นักเตะฝีเท้าดีเข้ามาด้วย เพื่อให้พร้อมสำหรับโอกาสดีที่จะได้สร้างชื่อในรายการสโมสรยุโรป
เรียกว่าไม่ได้แค่ ‘ขายเป็น’ แต่ ‘ซื้อก็เป็น’
สิ่งที่เราได้เห็นคือการลงทุน 30 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติของสโมสรเพื่อขอซื้อ ชูเอา เปโดร เพลย์เมกเกอร์อนาคตไกลชาวบราซิลมาจากวัตฟอร์ด เพื่อเติมสีสันในแนวรุกให้กับทีม
นอกจากนี้ยังได้ คาร์ลอส บาเลบา มิดฟิลด์ตัวรับจากลีลล์ ที่ย้ายมาแทนตำแหน่งของ มอยเซส ไกเซโด ซึ่งขายให้เชลซีด้วยค่าตัวระดับสถิติพรีเมียร์ลีก 115 ล้านปอนด์ รวมไปถึง อิกอร์ ฮูลิโอ ปราการหลังจากฟิออเรนตินา เพื่อทดแทนโคลวิลล์ที่หมดสัญญายืมตัวกับเชลซี, บาร์ต แฟร์บรูกเกน ผู้รักษาประตูวัย 20 ปี
นอกจากนี้ยังมีนักเตะประสบการณ์สูงอย่าง มาห์มูด ดาฮูด และ เจมส์ มิลเนอร์ ที่ย้ายมาแบบฟรีๆ จากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และลิเวอร์พูล ตามลำดับ
แต่ดีลที่สร้างความฮือฮาที่สุดคือการคว้า อันซู ฟาติ เพชรเม็ดงามของวงการฟุตบอลสเปนมาจากบาร์เซโลนาในสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล
การมาของฟาติเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเวลานี้ไบรท์ตันเป็นทีมฟุตบอลที่น่าดึงดูด โดยเฉพาะสำหรับนักฟุตบอลที่ต้องการโอกาสในการลงสนาม ซึ่งชื่อเสียงตรงนี้ใช้เงินซื้อไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่พวกเขา ‘สะสม’ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
โดยทั้งหมดนี้ยังใช้เงินที่ได้จากการขายแม็ค อัลลิสเตอร์ กับไกเซโดไม่หมดเลยด้วยซ้ำไป เป็นการนำเงินที่ได้มาไปใช้ลงทุนต่อได้อย่างทรงประสิทธิภาพ ประหนึ่งมี Money Coach ไปช่วยติวให้เป็นพิเศษ
การขายตัวหลักไปแต่ก็ได้ผู้เล่นที่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาแล้วมาทดแทน เป็นการช่วยยกระดับทีมขึ้นไปอีก ทำให้กลายเป็นว่ายิ่งขายนักเตะออกไปมากเท่าไรก็ดูเหมือนทีมจะยิ่งเก่งขึ้นมากขึ้นเท่านั้น
มันยังสะท้อนให้เห็นว่าไบรท์ตันไม่ได้คิดถึงแค่การเป็นทีมที่อยู่รอดในพรีเมียร์ลีกเท่านั้น เพราะพวกเขาผ่านจุดนั้นมานานแล้ว
พวกเขาคิดถึงการจะไปให้ได้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในวิธีแบบของพวกเขาเอง
ครั้งหนึ่งเลสเตอร์เคยสร้าง ‘เทพนิยาย’ ให้โลกเห็นด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อย่างมหัศจรรย์ที่สุด
ไม่ได้บอกว่ามันจะเกิดขึ้นกับไบรท์ตัน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะฝันถึงมันไม่ได้ จริงไหม?
อ้างอิง:
The post ไบรท์ตันกับความลับในโฟลเดอร์ ทีมอะไรทำไมยิ่งขาย(นักเตะ)ยิ่งเก่ง! appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากเอ่ยถึงนักฟุตบอลเจ้าของสมญา ‘Hot Shot’ หากเป็นแฟนฟุต […]
The post อีแวน เฟอร์กูสัน ‘Hot Shot’ คนใหม่ของวงการฟุตบอลอังกฤษ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากเอ่ยถึงนักฟุตบอลเจ้าของสมญา ‘Hot Shot’ หากเป็นแฟนฟุตบอลรุ่นเก่าหน่อยคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก อลัน เชียเรอร์ ตำนานศูนย์หน้าตลอดกาลของนิวคาสเซิลและชาวจอร์ดี ผู้ที่ยังคงเป็นเจ้าของสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกที่ 267 ประตู
แต่หากเป็นแฟนรุ่นเก่าไปกว่านั้นอีกก็ต้องเป็น ‘ฮามิชตีนระเบิด’ ตัวละครเอกในคอมิกเรื่องดังอย่าง ‘Hot Shot Hamish and Mighty Mouse’ ของชาวอังกฤษ ที่สร้างความสนุกสนานและเสริมสร้างจินตนาการให้แก่เด็กๆ ด้วย
สมญานี้จึงถือเป็นของสงวนแบบอ้อมๆ สำหรับผู้เล่นในตำแหน่งศูนย์หน้าที่มีความมหาประลัยอยู่ในตัว เก่งกาจนักในเรื่องของการส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายได้ทุกรูปแบบและทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการยิงด้วยเท้าซ้าย เท้าขวา ลูกโหม่ง ยิงใกล้หรือยิงไกลก็ตาม
ที่สำคัญคือลูกยิงต้องมีความหนักหน่วงหรือคมกริบเหมือนใบมีดที่ผ่านการลับมาอย่างดี
ศูนย์หน้าแบบนี้หายไปจากวงการฟุตบอลอังกฤษมาพักใหญ่ เพียงแต่ตอนนี้ดูเหมือนเราจะค้นพบนักเตะที่คู่ควรกับสมญา Hot Shot แล้ว
อีแวน เฟอร์กูสัน ไอ้หนูปรมาณูศูนย์หน้าความหวังใหม่ของไบรท์ตันแอนด์โฮฟอัลเบียน!
ในเกมพรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คู่บิ๊กแมตช์อาจอยู่ที่เอมิเรตส์สเตเดียม ในการพบกันระหว่างอาร์เซนอลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สองทีมคู่ปรับในช่วง 20 ปีที่แล้ว แต่ยังมีอีกคู่ที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากันคือเกมที่เอเม็กซ์สเตเดียม ระหว่างไบรท์ตันแอนด์โฮฟอัลเบียน กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด
ความน่าสนใจนั้นอยู่ที่ทั้งสองทีมจัดเป็นทีมฟุตบอลที่ถูกสร้างขึ้นมาในระบบการเล่นสมัยใหม่ ภายใต้การนำของสองยอดผู้จัดการทีมฝีมือดีอย่าง โรแบร์โต เด แซร์บี และ เอ็ดดี ฮาว ซึ่งทำให้เราคาดหวังได้ถึงการต่อสู้กันทางแท็กติกการเล่นอย่างหนักหน่วงจากทั้งสองทีม

และนั่นก็เป็นสิ่งที่เราได้เห็นจริงๆ ทั้งสองทีมถือว่าประลองกันได้อย่างสนุกทีเดียว เพียงแต่คนที่สร้างความแตกต่างให้กับเกมนี้กลับเป็นศูนย์หน้าวัยเพียง 18 ปีอย่าง อีแวน เฟอร์กูสัน ที่ซัดแฮตทริกได้สำเร็จ และเป็นการทำแฮตทริกครั้งแรกในชีวิตการเล่นของเขาด้วย
เฟอร์กูสันยังติดทำเนียบของนักฟุตบอลอายุน้อยที่สุดที่ทำแฮตทริกในพรีเมียร์ลีกได้ ต่อจาก ไมเคิล โอเวน, ร็อบบี ฟาวเลอร์, คริส บาร์ต วิลเลียมส์ โดยแฮตทริกของเขาเกิดขึ้นในวัย 18 ปี กับอีก 318 วันเท่านั้น
ขณะที่ผลงานรวมนับจากฤดูกาลที่แล้วจนถึงตอนนี้ เฟอร์กูสันทำไปแล้ว 13 ประตู กับ 4 แอสซิสต์ จากการลงเล่นทั้งหมด 33 นัดให้กับไบรท์ตัน ซึ่งถือเป็นผลประกอบการที่ยอดเยี่ยมอย่างมากสำหรับกองหน้าเด็กหนุ่มที่มาแบบไม่มีใครรู้จักมาก่อนหน้านี้
นั่นสิ แล้วเด็กคนนี้คือใครกันนะ?
อีแวน โจ เฟอร์กูสัน เกิดที่เมืองเบ็ตตีส์ทาวน์ในประเทศไอร์แลนด์ เป็นลูกชายของ แบร์รี เฟอร์กูสัน อดีตนักฟุตบอลอาชีพ (แต่ไม่ใช่คนเดียวกับอดีตสตาร์ดังพรีเมียร์ลีกคนนั้นนะ!) ที่เคยผ่านการค้าแข้งให้กับหลายสโมสร เช่น โคเวนทรี ซิตี้, โคลเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ฮาร์เทิลพูล ยูไนเต็ด, โบฮีเมียนส์ และ แชมร็อค โรเวอร์ส
ส่วนคุณปู่ของเขา ดาเมียน เฟอร์กูสัน ก็เป็นนักฟุตบอลเก่าเหมือนกัน และเคยเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วย! ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะเชียร์ทีมไหน
สายเลือดนักบอลและความรักในเกมลูกหนังได้ถูกส่งต่อมาถึงเขาด้วย ซึ่งเขาเริ่มต้นจากการเล่นให้ทีมโรงเรียนอย่างเซนต์ เควิน บอยส์ ก่อนจะได้เข้าอะคาเดมีของสโมสรโบฮีเมียนส์ ซึ่งเป็นทีมเก่าของพ่อและได้ลงเล่นในลีกระดับเยาวชนด้วย

เฟอร์กูสันมีตำนานเล็กๆ ของตัวเองกับโบฮีเมียนส์ เมื่อทำประตูปิดท้ายให้ทีมเอาชนะแชมร็อค โรเวอร์ส (อีกทีมเก่าของพ่อเหมือนกัน) คว้าแชมป์ลีกรุ่นอายุต่ำกว่า 17 ปีของไอร์แลนด์ได้ในเกมรอบชิงชนะเลิศ 2-0
ผลงานดังกล่าวดีพอที่จะทำให้โบฮีเมียนส์รีบดันเขาขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ และได้โอกาสในการลงสนามในระดับอาชีพตั้งแต่อายุแค่ 14 ปี ในเกมอุ่นเครื่องนัดที่พบกับเชลซีในเดือนกรกฎาคม 2019 ก่อนจะได้โอกาสลงเล่นในเกมอย่างเป็นทางการในอีก 2 เดือนถัดมาด้วยวัยเพียง 15 ปีเท่านั้น
ระหว่างนั้นเขามีโอกาสไปทดสอบฝีเท้ากับหลายสโมสรดัง ซึ่งรวมถึงลิเวอร์พูลด้วยที่เสนอโอกาสให้เข้ามาอะคาเดมี แต่สุดท้ายเฟอร์กูสันตัดสินใจที่จะเลือกมาอยู่กับอะคาเดมีของไบรท์ตันแทน เพราะเชื่อว่าจะมีโอกาสแจ้งเกิดได้มากกว่า ก่อนจะมีการเซ็นสัญญาย้ายมาอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2021
ดูเหมือนการตัดสินใจจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ภายใต้แนวทางของไบรท์ตัน นักฟุตบอลดาวรุ่งที่มีแววดีทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม รวมถึงสิ่งสำคัญคือการให้โอกาสในการเติบโต
ที่สโมสรใหญ่ กระถางดอกไม้อาจจะมีไม่พอสำหรับทุกคน แต่ที่ไบรท์ตันมีกระถางมากมายที่พร้อมให้ดอกไม้ทุกต้นได้เติบโต
เฟอร์กูสันฟูมฟักในแดนใต้ของอังกฤษอยู่หลายเดือนก่อนจะได้โอกาสลงเล่นครั้งแรกในเกมลีกคัพรอบสอง นัดที่ไบรท์ตันพบกับคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ในเดือนสิงหาคม 2021
แต่กว่าที่ประตูแรกของเขาจะมาถึงต้องรออีก 1 ปีด้วยกัน ในเกมลีกคัพเหมือนเดิม นัดที่พบกับฟอเรสต์ กรีน โรเวอร์ส สโมสรฟุตบอลในระดับลีกทู ที่มีชื่อเสียงจากการเป็นสโมสรที่สนับสนุนความยั่งยืน
ในเกมที่สนามลอว์นสเตเดียม วันนั้น เกรแฮม พอตเตอร์ ผู้จัดการทีมในขณะนั้น ส่ง ลีวาย โคลวิลล์, คาโอรุ มิโตมะ และ ฮูลิโอ เอนซิโซ ลงสนามด้วย ซึ่งต่อมาทั้งหมดแจ้งเกิดได้อย่างสวยงามในยุคของผู้จัดการทีมคนปัจจุบันอย่างเด แซร์บี
แต่คนที่ถูกจับตามากที่สุดในวันนั้นคือเฟอร์กูสัน กองหน้าดาวรุ่งร่างใหญ่วัย 17 ปี ที่ทำประตูปิดท้ายในนาทีที่ 94 ด้วยการตอกส้นเข้าไปอย่างเหนือชั้น ทำเอาผู้ชมกว่า 3,812 คนที่อยู่ในสนามวันนั้นต้องทึ่ง
พอตเตอร์กล่าวในวันนั้นว่า “เวลาที่เห็นเขาเล่นเราต้องนึกให้ออกเสมอว่าเขาเพิ่งอายุ 17 ปี” ก่อนจะบอกว่า “เขาเป็นนักเตะที่ฉลาดมากๆ สำหรับคนที่เด็กขนาดนี้ เขามีอนาคตที่ยิ่งใหญ่รออยู่แน่นอน”
หนึ่งปีผ่านมา พอตเตอร์อาจจะไม่ได้อยู่กับไบรท์ตันแล้ว แต่คำทำนายของเขาไม่ได้ผิดไปจากนั้น เมื่อเฟอร์กูสันค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาจากการเป็นกำลังเสริมในแนวรุกที่ยอดเยี่ยมของทีม โดยทำไป 10 ประตูจากการลงสนาม 25 นัดในฤดูกาลที่แล้ว
ตอนนี้เด แซร์บี เริ่มมั่นใจที่จะใช้งานเขาในฐานะกองหน้าตัวเป้าของทีม โดยปรับบทให้ แดนนี เวลเบ็ค รุ่นพี่ถอยลงมาประคับประคองแทน
สิ่งที่เด็กคนนี้มีคือความสามารถแบบธรรมดาๆ แต่ที่ไม่ธรรมดาคือเขามีครบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับกองหน้าตัวเป้า ความเร็วที่พร้อมจะฉีกหนีกองหลัง การเคลื่อนที่ ความสามารถในการเล่นสอดประสานกับเพื่อน

และสิ่งสำคัญที่สุดคือสัญชาตญาณในการล่าประตูที่พิเศษที่สุด
ประตูแรกที่ทำได้ในเกมกับนิวคาสเซิลมาจากการอยู่ถูกที่ถูกเวลา เมื่อ นิค โป๊ป รับบอลไม่อยู่ เฟอร์กูสันก็ลงดาบซ้ำปลิดชีพทันที ขณะที่ประตูที่สองพิเศษอย่างมาก ทั้งการขยับลงมารับบอลจาก บิลลี กิลมัวร์ ก่อนจะลากบอลจี้แนวรับ ซึ่งเมื่อ แดน เบิร์น ไม่เข้ามาปิด เขาก็มั่นใจพอที่จะลองปั่นโค้งจากระยะ 25 หลาเสียบมุมเข้าไปอย่างสุดสวย
ส่วนประตูแฮตทริกนั้นแม้จะมีดวงช่วยเยอะ เพราะเป็นการยิงแฉลบขาของ ฟาเบียง แชร์ แต่การแต่งบอลจนถึงการตัดสินใจตวัดยิงเร็วก่อนได้อย่างหนักหน่วงก็เป็นความสามารถที่ยอดเยี่ยม
แกรี ลินิเกอร์ ตำนานศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษถึงกับเปรียบเทียบเขากับ เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์ ในรายการ Match of The Day เลยทีเดียว
เพียงแต่สิ่งสำคัญสำหรับนักเตะที่แจ้งเกิดเร็วแบบนี้คือการที่จะต้องไม่หลงใหลไปกับคำเยินยอ ซึ่งอาจเป็นเรื่องโชคดีของเฟอร์กูสันที่เขามีผู้จัดการทีมที่เฮี้ยบแต่เข้าใจอย่างเด แซร์บี รวมถึงมีต้นแบบนักเตะที่ดีอย่าง เจมส์ มิลเนอร์ และ อดัม ลัลลานา ที่พร้อมเป็นลมใต้ปีกให้กับเด็กมหัศจรรย์คนนี้
เด แซร์บี กล่าวถึงเฟอร์กูสันว่า “เขาสามารถเป็นนักฟุตบอลผู้ยิ่งใหญ่ และสามารถเป็นหนึ่งในกองหน้าที่เก่งที่สุดในยุโรปได้”
ส่วน อีแวน เฟอร์กูสัน จะไปได้ไกลถึงไหนกัน เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ลูกหนังที่น่าลุ้นและน่าติดตามเป็นอย่างยิ่งจริงๆ
อ้างอิง:
The post อีแวน เฟอร์กูสัน ‘Hot Shot’ คนใหม่ของวงการฟุตบอลอังกฤษ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในที่สุดเชลซีก็กลับมาเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก…เดี๋ยว […]
The post PL Summer Series การทดลองทางวิทยาศาสตร์อีกครั้งของพรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในที่สุดเชลซีก็กลับมาเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก…เดี๋ยว ไม่ใช่ แชมป์นี้มันคือรายการพรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ (Premier League Summer Series) ต่างหาก
แต่ก็เอาเถิด สำหรับทีมที่ประสบปัญหามากมายตลอดฤดูกาลที่แล้ว การเริ่มต้นใหม่ด้วยโทรฟีสักใบภายใต้การนำของ เมาริซิโอ โปเชตติโน กับขุมกำลังคนรุ่นใหม่เกือบยกทีม ก็ถือเป็นความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ที่เก็บเกี่ยวเอาไว้ใช้เป็นต้นทุนสำหรับฤดูกาลหน้าได้
เช่นเดียวกับพรีเมียร์ลีกที่เก็บเกี่ยวความสำเร็จและประสบการณ์จากพรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของทัวร์นาเมนต์เล็กๆ สำหรับช่วงพรีซีซัน ที่เปรียบแล้วก็เหมือนการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของลีกฟุตบอลอันดับหนึ่งของโลก
ผลการทดลองออกมาเป็นอย่างไร และรายการนี้จะนำไปสู่อะไรต่อไปในวันข้างหน้า?
Christopher Nkunku has doubled @ChelseaFC‘s advantage before half time!
#PLSummerSeries
https://t.co/8VoNPCC9ho pic.twitter.com/zq00RLuFGN
— Premier League (@premierleague) July 30, 2023
สำหรับรายการพรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ ในปีปฐมฤกษ์นั้น จะไปแข่งขันกันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่สำหรับสโมสรฟุตบอลจากยุโรปในช่วงพรีซีซัน
โดยมีทีมตกลงเข้าร่วมรายการทั้งหมด 6 ทีมด้วยกัน ประกอบไปด้วย เชลซี, เบรนท์ฟอร์ด, ไบรท์ตันแอนด์โฮฟอัลเบียน, ฟูแลม, นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด และ แอสตัน วิลลา ซึ่งทั้งหมดลงแข่งขันทีมละ 3 นัด
รวมแล้วจะมีเกมทั้งหมด 9 นัดด้วยกันใน 5 เมืองของสหรัฐอเมริกา อันได้แก่ แอตแลนตา (จอร์เจีย), แฮร์ริสัน (นิวเจอร์ซีย์), ออร์แลนโด (ฟลอริดา), ฟิลาเดลเฟีย (เพนซิลเวเนีย) และ แลนโดเวอร์ (แมริแลนด์)
ระยะเวลาในการแข่งขันคือตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม จนจบเกมสุดท้ายเมื่อคืนวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ผลการแข่งขันมีดังนี้
22 กรกฎาคม (ลินคอล์น ไฟแนนเชียล ฟิลด์, ฟิลาเดลเฟีย)
23 กรกฎาคม (ลินคอล์น ไฟแนนเชียล ฟิลด์, ฟิลาเดลเฟีย)
26 กรกฎาคม (เมอร์เซเดส-เบนซ์ สเตเดียม, แอตแลนตา)
26 กรกฎาคม (เอ็กซ์โพลเรีย สเตเดียม, ออร์แลนโด)
28 กรกฎาคม (เรดบูลอารีนา, นิวเจอร์ซีย์)
30 กรกฎาคม (เฟดเอ็กซ์ฟิลด์, แมริแลนด์)
จากผลการแข่งขันทั้งหมด เชลซีซึ่งชนะ 2 เสมอ 1 จึงได้แชมป์พรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ ครั้งแรกไปครอง เป็นการเอาฤกษ์เอาชัยก่อนเริ่มฤดูกาลใหม่
โดยมีนักเตะที่ทำผลงานในรายการนี้ได้ดีหลายคน ซึ่งรวมถึง คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู และ นิโคลัส แจ็คสัน (หวัง?) สองตัวรุกหน้าใหม่ของเชลซีที่ผลงานสะดุดใจอย่างมาก
เหตุผลนั้นเป็นเพราะขนาดของตลาดที่ใหญ่จนไม่สามารถมองข้ามได้ในความบ้ากีฬาของชาวอเมริกัน ที่นับวันก็ยิ่งปันใจรักกีฬา ‘ซอกเกอร์’ มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ชาวอเมริกันเครซีเกมลูกหนังมากขึ้นไปอีกหลังจากที่ ลิโอเนล เมสซี มาเปิดตำนานบทสุดท้ายของเขากับอินเตอร์ ไมอามี
ที่ผ่านมาพรีเมียร์ลีกเองพยายามจะเปิดตลาดที่สหรัฐอเมริกาผ่านการมาทัวร์ของสโมสรต่างๆ แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่พวกเขาเดินหน้าลุยอย่างเต็มตัว
แต่อีกเหตุผลที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เรื่องของความเพียบพร้อมและความเป็นส่วนตัวของทีมที่จะใช้สำหรับการตระเตรียมทีมเพื่อสู้ศึกก่อนฤดูกาลใหม่ ก็มีส่วนสำคัญ ซึ่งสหรัฐอเมริกามีความพร้อมครบทุกด้าน แต่ละสโมสรสามารถวางแผนได้ล่วงหน้าว่าจะเลือกเก็บตัวที่ไหน เพราะทุกรัฐ ทุกเมืองมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อมมาก บางแห่งอยู่ในมาตรฐานระดับโลกเลยด้วย
พูดกันตรงไปตรงมา ให้เลือกระหว่างการมาทัวร์สหรัฐฯ กับการมาทัวร์เอเชีย ถ้าเลือกได้ ตัวเลือกแรกเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในแง่ของการเตรียมทีม
อย่างไรก็ดี จุดเริ่มต้นจริงๆ ของทัวร์นาเมนต์นี้เกิดขึ้นในเอเชีย และเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

เชลซี แชมป์พรีเมียร์ลีก เอเชีย โทรฟี ครั้งแรก
จุดเริ่มต้นของการออกทัวร์ของพรีเมียร์ลีกที่เป็นการนำจากพรีเมียร์ลีกจริงๆ ต้องย้อนกลับไปไกลถึงปี 2003 เลยทีเดียว
จากกระแสความคลั่งไคล้ของแฟนฟุตบอลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้พรีเมียร์ลีกตัดสินใจนำทีมฟุตบอลเดินสายทัวร์เพื่อสร้างฐานแฟนฟุตบอล ซึ่งการมาทัวร์ครั้งแรกเกิดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย โดยมี 3 ทีมจากพรีเมียร์ลีกอังกฤษ (ในฤดูกาลนั้น) ที่เข้าร่วม ได้แก่ เชลซี, นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด และเบอร์มิงแฮม และทีมชาติมาเลเซีย
ปรากฏว่ารายการครั้งนั้นถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร ทำให้มีการสานต่ออีกครั้ง ซึ่งครั้งที่ 2 จัดขึ้นในอีก 2 ปีต่อมาที่ประเทศไทยของเรา โดยมี โบลตัน วันเดอร์เรอร์ส, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เอฟเวอร์ตัน และทีมชาติไทย ชุด U-23 เข้าร่วม
เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จนักเพราะทีมที่มาไม่ใช่แม่เหล็กมากพอ ทำให้พรีเมียร์ลีกต้องปรับกลยุทธ์บ้าง โดยจะต้องมีทีมใหญ่ที่มีฐานแฟนฟุตบอลมาเรียกแขกหน่อย ซึ่งก็ทำได้ดีในปี 2007 ที่ฮ่องกง ซึ่งมีทีมท็อปสุดอย่างลิเวอร์พูลนำทัพ มาพร้อมกับปอร์ทสมัธ, ฟูแลม และทีมสโมสรท้องถิ่นเซาท์ไชนาของฮ่องกง
รายการในปี 2007 ผมเองมีประสบการณ์ตรงเพราะได้ไปทำข่าวในรายการนี้ด้วย และต้องบอกว่าประสบความสำเร็จพอสมควร แฟนบอลเข้ามาชมกันเต็มความจุสนามเลยทีเดียว ในบรรยากาศที่ถือว่าดีมาก
หลังจากนั้นก็มีการเดินทางมาอีกทุก 2 ปี แต่จะไปทางฮ่องกงเป็นหลัก ซึ่งได้เป็นเจ้าภาพอีกถึง 3 ครั้ง (รวม 4 ครั้ง) ในปี 2011, 2013 และ 2017 มีไปที่จีน 2 ครั้งคือปี 2009 ที่ปักกิ่ง และในปี 2019 ที่เซี่ยงไฮ้ ส่วนที่สิงคโปร์ที่เป็น ‘ฮับ’ ของอาเซียนได้เป็นเจ้าภาพ 1 ครั้งในปี 2015
ทั้งนี้ จากการเป็นภูมิภาคที่พรีเมียร์ลีกให้ความสำคัญมาโดยตลอด แน่นอนว่ามีโอกาสที่พรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ จะกลับมาเอเชียอีกครั้ง ซึ่งอาจจะไม่ได้วนเวียนอยู่แค่ในอาเซียน หรือฮ่องกงและจีน แต่อาจได้ออกไปโซนญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือไปไกลกว่านั้นที่อินโดนีเซีย
หรืออาจจะเป็นการ ‘ทัวร์’ ไปเรื่อยในหลายประเทศติดต่อกันก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน

พรีเมียร์ลีกอยากทำได้แบบ NFL ที่เดินสายทัวร์ทุกปี
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับรายการพรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ อยู่ที่การมองไปยังอนาคตข้างหน้า
โมเดลของรายการนี้มีความคล้ายคลึงกับการออกเดินสายของศึกอเมริกันฟุตบอล NFL ที่มีการมาแข่งขันที่ลอนดอนในประเทศอังกฤษด้วย ซึ่งได้รับความนิยมสูงมาก ซึ่งนอกจาก NFL ก็มี NBA ที่เคยออกมาทัวร์ที่ประเทศจีนแบบเป็นเรื่องเป็นราว
ความจริงพรีเมียร์ลีกเองเคยคิดการใหญ่ที่จะทำอะไรแบบนี้มานาน ภายใต้โปรเจกต์ที่เรียกว่า ‘เกมที่ 39’ (Game 39) ซึ่งมีการเสนอแนวคิดนี้มาตั้งแต่ปี 2008 โดยนอกเหนือจากการแข่งขันลีกปกติแบบเหย้า-เยือน 38 นัดแล้ว จะให้มีเกมที่ 39 ซึ่งจะจัดขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยจะให้ผลการแข่งขันมีผลต่อคะแนนในฤดูกาลด้วย
อย่างไรก็ดี ปัญหาเรื่องของหลักการ (Integrity) ของเกมที่ 39 ที่ขัดต่อหลักการแข่งขันที่บริสุทธิ์ยุติธรรมของฟุตบอลลีก ซึ่งมีคำถามที่ตอบไม่ได้ เช่น ใครจะเจอใคร ใครจะเป็นทีมเหย้า-เยือน แล้วมันจะยุติธรรมได้อย่างไร จะมีการเอื้อประโยชน์ทีมใหญ่หรือไม่ ฯลฯ ทำให้เรื่องนี้ถูกชะลอไว้และค่อยๆ เงียบหายไป
แต่การเกิดขึ้นของพรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ อาจเรียกได้ว่าเป็นการกลับมาเกิดใหม่ของเกมที่ 39 ได้เช่นเดียวกัน แต่เป็นรูปแบบที่แตกต่าง และอาจเรียกได้ว่าเป็น Lite Version ของเกมที่ 39 เพื่อชิมลางและ ‘ทดลองให้ดู’ ก่อนว่า การออกมาทัวร์ต่างประเทศพร้อมๆ กันหลายๆ ทีมนั้นสามารถประสบความสำเร็จได้มากแค่ไหน และส่งผลดีต่อการขยายฐานแฟนฟุตบอลใหม่ๆ ได้อย่างไร
เพราะแม้ทุกทีมจะมีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่แฟนฟุตบอลทั่วโลกมีอีกจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นใหม่ทุกวัน และด้วยพลานุภาพของสื่อยุคใหม่ โซเชียลมีเดียทำให้กระชากใจแฟนบอลได้อย่างง่ายดาย ซึ่งก็มีตัวอย่างทีมอย่าง เร็กซ์แฮม สโมสรเล็กๆ ในลีกล่างๆ ที่มีการสร้างสตอรีจากเจ้าของที่เป็นดาราฮอลลีวูดอย่าง ไรอัน เรย์โนลด์ส ที่ต่อยอดจากโซเชียลมีเดียมาสู่การทัวร์สหรัฐฯ เช่นกันในช่วงฤดูร้อนนี้
รายการพรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ ที่เพิ่งจบลงไปจึงเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่พอจะได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ได้ผลดีและมีโอกาสที่จะต่อยอดทำอะไรได้อีกมาก
และพอจะบอกปิดท้ายได้ว่า กู๊ดบายซัมเมอร์ เอ้อเหอไม่ได้มีแค่เทอมเดียวแน่นอน (ใครทันมุกนี้ถือว่ามีอายุแล้วนะครับ!)
อ้างอิง:
The post PL Summer Series การทดลองทางวิทยาศาสตร์อีกครั้งของพรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากผลงานที่ล้มเหลวอย่างน่าตกใจของลิเวอร์พูลที่เคยไล่ล่า […]
The post อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ว่าที่ ‘หมายเลข 10’ คนใหม่ของลิเวอร์พูล? appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากผลงานที่ล้มเหลวอย่างน่าตกใจของลิเวอร์พูลที่เคยไล่ล่า 4 แชมป์จนถึงสุดทางในฤดูกาล 2021/22 แต่กลับตกรอบหมดลุ้นทุกรายการและจบด้วยการเป็นทีมอันดับที่ 5 ของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2022/23 ทำให้ฟากฝั่งแอนฟิลด์ตั้งปณิธานเอาไว้อย่างชัดเจนว่าจะมีการ ‘เปลี่ยนแปลง’ ทีมครั้งใหญ่
และดูเหมือนการเปลี่ยนแปลงนั้นกำลังจะเริ่มต้นแล้ว เมื่อกระแสข่าวรายงานไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่นักข่าวผู้เป็นเจ้าแห่งข่าวการย้ายทีมอย่าง ฟาบริซิโอ โรมาโน ไปจนถึงสำนักข่าวใหญ่ทุกแห่งในอังกฤษที่เชื่อถือได้อย่าง The Times, The Guardian บอกว่า เจอร์เกน คล็อปป์ กำลังจะได้ต้อนรับนักเตะคนใหม่ที่จะเป็นคนแรกของตลาดการซื้อขายรอบฤดูร้อนนี้
นักเตะคนดังกล่าวคือ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ กองกลางห้องเครื่องทีมชาติอาร์เจนตินาที่เตรียมจะย้ายมาจากไบรท์ตันแอนด์โฮฟอัลเบียน
มิดฟิลด์ดีกรีแชมป์โลกคนนี้มีดีอย่างไร จะเข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงลิเวอร์พูลแค่ไหน หลังจากนี้จะมีใครที่ถูกซื้อเข้ามาอีก และคล็อปป์อยากได้นักเตะใหม่กี่คน?
ข่าวการย้ายทีมของแม็ค อัลลิสเตอร์ มิดฟิลด์วัย 24 ปีชาวอาร์เจนตินากับลิเวอร์พูลไม่ถึงกับเป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจได้มากนัก หลังจากที่มีกระแสข่าวรายงานต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนที่แล้วว่าห้องเครื่องที่เคยเป็นกำลังสำคัญช่วยให้ทีม ‘อัลบิเชเลสเต’ (และ ลิโอเนล เมสซี) คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์มาครองได้คือนักเตะเป้าหมายหลักอันดับหนึ่งของลิเวอร์พูล
โดยความสนใจของแม็ค อัลลิสเตอร์ เริ่มต้นจริงจังขึ้นหลังจากที่คล็อปป์และฝ่ายบริหารของสโมสรเห็นพ้องต้องกันว่าทีมจำเป็นที่จะต้องเสริมทัพหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะในแดนกลางที่จะต้องหานักเตะที่หมดสัญญาหลังสิ้นสุดฤดูกาลที่ผ่านมาถึง 3 รายตั้งแต่ นาบี เกอิตา, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน และคนสุดท้ายที่ถึงคล็อปป์จะต้องการให้อยู่ต่อ แต่สโมสรตัดสินใจเด็ดขาดที่จะไม่เสนอสัญญาใหม่ให้ เพื่อให้ทีมเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ อย่าง เจมส์ มิลเนอร์
นั่นทำให้ลิเวอร์พูลตัดสินใจที่จะถอนตัวจากการตามล่า จูด เบลลิงแฮม มิดฟิลด์พรสวรรค์ของทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่ได้รับการยกย่องว่าจะเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดของโลกในอนาคต แม้จะรู้ว่าอาจเป็นโอกาสครั้งเดียวที่พวกเขาจะได้ตัวนักเตะในระดับเพชรยอดมงกุฎมาครอบครองก็ตาม

เหตุผลนั้นเข้าใจได้คือเรื่องเงินค่าตัวของเบลลิงแฮม ที่หากรวมทั้ง ‘แพ็กเกจ’ ทั้งค่าตัว ค่าเหนื่อย เงินโบนัส ค่าเซ็นสัญญา ส่วนแบ่งของเอเจนต์ อาจจะมีมูลค่าตั้งแต่ 120-150 ล้านปอนด์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่ลิเวอร์พูลไม่สามารถจ่ายได้ไหว และถึงจ่ายได้ไหวทีมก็ต้องการเปลี่ยนแปลงมากกว่าหนึ่งตำแหน่ง
ดังนั้นจะเป็นการดีกว่าที่ทีมจะเลือกนักเตะคนอื่นแทนที่เล่นตำแหน่งเดียวกัน มีศักยภาพและขีดความสามารถใกล้เคียงพอจะเทียบเคียงกันได้ และที่สำคัญคือมีราคาที่ถูกกว่า
ช่วงเวลาเดือนเศษที่ผ่านมาลิเวอร์พูลจึงมีข่าวกับผู้เล่นมากหน้าหลายตาเต็มไปหมด แต่รายที่ดูเหมือนจะมีความชัดเจนและจริงจังกว่าเพื่อนคือแม็ค อัลลิสเตอร์ กองกลางจากไบรท์ตัน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ทีมนกนางนวลจากแดนใต้คว้าอันดับ 6 ไปเล่นฟุตบอลยูฟ่ายูโรปาลีก ได้ตะลุยบอลยุโรปเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร
โดยสไตล์ ตำแหน่ง บทบาท และความสามารถของมิดฟิลด์หุ่นกะทัดรัดรายนี้ไม่ได้เหมือนกับเบลลิงแฮมเสียทีเดียว เพราะไม่ได้เป็นนักเตะที่สามารถกระชากลากเลื้อยแหวกผู้เล่นทีมอื่นได้สบายๆ หรือมีช็อตมหัศจรรย์อะไรมากมายนัก
แต่แม็ค อัลลิสเตอร์ เป็นนักเตะที่เล่นได้อย่างแน่นอน มั่นคง เหนียวแน่น ไว้ใจได้ อีกทั้งเป็นผู้เล่นในสาย ‘คนหัวดี’ ที่ฉลาดเป็นกรด ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้เสมอ (ทั้งๆ ที่นั่นแหละคือเรื่องที่ยากที่สุด) และยังมีทีเด็ดติดตัวด้วย
ต้องบอกว่าในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมากองกลางซึ่งเป็นลูกชายของ คาร์ลอส แม็ค อัลลิสเตอร์ ซึ่งเป็นมิดฟิลด์ระดับตำนานทีมชาติอาร์เจนตินาที่เคยเคียงบ่าเคียงไหล่กับ ดิเอโก อาร์มันโด มาราโดนา ผู้ยิ่งใหญ่ พัฒนาตัวเองขึ้นมาสูงและรวดเร็วมาก จากกองกลางระดับคีย์แมนของไบรท์ตัน ก้าวไปสู่การเป็นคีย์แมนในแดนกลางของทีมชาติอาร์เจนตินาได้อย่างน่าทึ่ง โดยท่วงท่าลีลาการเล่นยังถอดแบบจากเมสซี ซึ่งเป็นรุ่นพี่และไอดอล โดยเฉพาะการสัมผัสบอลแรก การพลิกบอล การบังบอล และการวางเท้าเปิดหรือยิง จนน่าจะเรียกว่า ‘มินิเมสซี’ ได้เลยทีเดียว

จุดเด่นอีกจุดของนักเตะรายนี้คือมีความเข้าใจในการเล่นสูง จนทำให้สามารถเล่นได้หลายบทในแดนกลาง ตั้งแต่
และจุดนี้เองที่จะทำให้เขามีประโยชน์ต่อลิเวอร์พูลในทีมของคล็อปป์มาก เพราะด้วยระบบการเล่นใหม่ 3-2-2-3 (3-2-5) นั้นเขาสามารถที่จะยืนได้ทั้งตัวบนไม่ว่าจะด้านซ้ายหรือขวา หรือจะถอยลงมายืนเป็นมิดฟิลด์ตัวรับในยามจำเป็นก็ไม่มีปัญหา
หรือในสถานการณ์จำเป็น คล็อปป์สามารถใช้แม็ค อัลลิสเตอร์ ยืนเป็นหมายเลข 10 คอยสร้างสรรค์เกมใกล้กรอบเขตโทษก็ได้เช่นกัน โดยนอกจากจะเก่งในเรื่องของการสอดหาโอกาสขึ้นไปลุ้นพังประตูแล้ว เจ้าตัวยังเป็นนักเตะที่ยิงไกลได้หนักหน่วงและแม่นยำด้วย
ไม่นับเรื่องของการเปิดบอลจากริมเส้นที่แม่นยำ และความเข้าใจในเรื่องของการเพรสซิง ที่เรียกได้ว่าตอบโจทย์อย่างมากสำหรับลิเวอร์พูล
โดยที่เจ้าตัวมีสภาพร่างกายดี ไม่ค่อยมีประวัติการบาดเจ็บ ในฤดูกาลที่ผ่านมาลงเล่นไป 35 เกมในพรีเมียร์ลีก ซึ่งแตกต่างจากเกอิตา กองกลางที่ถูกคล็อปป์คาดหวังจะทำหน้าที่ในแบบเดียวกัน แต่ล้มเหลวเพราะบาดเจ็บต่อเนื่องจนสูญเสียความมั่นใจ และต้องย้ายไปเพราะหมดสัญญา

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ค่าตัวในการย้ายทีมของเขาไม่สูงมาก ซึ่งเดิมมีรายงานว่าค่าปลดสัญญา (Release clause) นั้นจะอยู่ที่ราว 60 ล้านปอนด์ แต่ตามรายงานล่าสุดอาจจะเหลือไม่เกิน 45 ล้านปอนด์เท่านั้น ซึ่งสำหรับนักเตะฝีเท้าระดับนี้ มีประสบการณ์ในพรีเมียรลีกด้วย และอายุการใช้งานเหลือยาวนานถือว่าถูกมาก
เป็นการซื้อแบบ Smart buy ในสไตล์ Moneyball ของลิเวอร์พูลจริงๆ
ความยากจึงอยู่ที่การพยายามตะล่อมให้ย้ายมาแอนฟิลด์ ทั้งๆ ที่ลิเวอร์พูลไม่ได้ไปยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก แต่ไปเล่นในรายการยูฟ่ายูโรปาลีกเหมือนไบรท์ตัน โดยที่มีทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่จับตามองอยู่เช่นกัน
การกล่อมแม็ค อัลลิสเตอร์ได้ จึงเป็นเครดิตของคล็อปป์และฝ่ายจัดการเรื่องการหานักเตะของสโมสรทั้ง จูเลียน วอร์ด ผู้อำนวยการสโมสรคนก่อนที่กำลังจะหมดวาระ และ ยอร์ก ชมัดท์เค ผู้อำนวยการคนใหม่พยายามอย่างหนักในการ ‘ขายโปรเจกต์’ ทำให้นักเตะเชื่อว่าเขามีอนาคตที่ดีกว่ารออยู่ในแอนฟิลด์ (แน่นอนเงินรายได้ที่มากกว่าเดิมด้วย โดยคาดว่าจะได้รับค่าตอบแทนที่ 150,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์)
ทั้งนี้หากไม่มีรถผ้าป่าคว่ำ คาดว่าแม็ค อัลลิสเตอร์จะเข้ารับการตรวจร่างกายในไม่กี่วันข้างหน้า และประกาศตัวเป็นนักเตะ Marquee Signing หรือการเซ็นสัญญาสำคัญประจำฤดูร้อนของทีมภายในสัปดาห์นี้
โดยหลังจากนี้ลิเวอร์พูลจะเร่งเครื่องในการคว้านักเตะใหม่เข้ามาเสริมทีมอีก ซึ่งคาดว่าจะมีตำแหน่งดังนี้
ชื่อของผู้เล่นกองกลางที่อยู่ในกระแสข่าวก็ล้วนเป็นนักเตะดาวรุ่งอนาคตไกลที่มีความน่าสนใจ ตั้งแต่ มานู โคเน กองกลางจอมแกร่งของทีมโบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค ซึ่งเป็นสายเยอรมนีที่ชมัดท์เคคุ้นเคยเป็นอย่างดี (และเชื่อว่าเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาได้งาน) อีกทั้งเจ้าตัวยังเป็นแฟนบอลลิเวอร์พูลตัวยงด้วย
ไปจนถึง เคเฟรน ตูราม ลูกชายของ ลิลิยอง ตูราม ซึ่งเป็นมิดฟิลด์ดาวเด่นของนีซ สโมสรในลีกเอิง ที่มีพรสวรรค์การเล่นน่าสนใจและได้รับการการันตีด้วยการติดทีมชาติฝรั่งเศส

อีกรายที่เริ่มเป็นที่พูดถึงอย่างมากคือ กาบรี เวกา มิดฟิลด์ขวัญใจแฟนบอลเซลตา บีโก ซึ่งระเบิดผลงานสุดยอดในฤดูกาลที่ผ่านมาด้วยการทำ 11 ประตูกับ 4 แอสซิสต์ ช่วยให้ทีมรอดพ้นจากการตกชั้นได้สำเร็จ ก็เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่อยู่ในข่ายด้วยเช่นกัน
ส่วนรายของ เมสัน เมาท์ ที่เดิมถูกคาดหมายว่าจะเป็นตัวแทนของอ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน เพราะสามารถเล่นได้ทั้งกองกลางตัวรุกและผู้เล่นริมเส้นทั้งสองฟาก มีโอกาสจะย้ายไปแมนฯ ยูไนเต็ด ที่พร้อมกระชากตัวจากเชลซี ซึ่งมีความจำเป็นจะต้องเร่งขายนักเตะออกหลายรายเพื่อเคลียร์สถานะทางการเงิน
ส่วนผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังนั้นมีชื่อของ มิคกี ฟาน เดอ เวน กองหลังถนัดซ้ายจากโวล์ฟสบวร์ก ซึ่งก็เป็นสโมสรเก่าของชมัดท์เค ปรากฏขึ้นในข่าว โดยที่นักเตะนั้นเป็นเดอะ ค็อปที่เคยมาดูเกมที่แอนฟิลด์ด้วยเช่นเดียวกัน
ตรงนี้ต้องจับตามองลิเวอร์พูลต่อไปว่าจะได้นักเตะทั้งหมดที่กล่าวมาหรือไม่ โดยที่ยังมีโอกาสจะต้องซื้อเพิ่มอีก เพราะยังมีนักเตะอีกหลายรายที่คาดว่าจะย้ายออกจากทีม เช่น ควีวิน เคลเลเฮอร์ ผู้รักษาประตูมือสอง, แนท ฟิลลิปส์, โจ โกเมซ, โจเอล มาทิป และ คอสตาส ซิมิคาส รวมถึง ฟาบิโอ คาร์วัลโญ ที่ต่างต้องการโอกาสในการลงสนามเช่นกัน
อย่างไรก็ดี จากการเดินเกมเร็วและใกล้ปิดฉากดีลของแม็ค อัลลิสเตอร์ เป็นการบ่งบอกว่าลิเวอร์พูลเอาจริงสำหรับตลาดการซื้อขายรอบนี้ พวกเขามีแผนที่ชัดเจน มองเห็นเป้าหมาย และทุกอย่างจะต้องพร้อมที่สุดก่อนที่จะกลับมารายงานตัวฝึกซ้อมในช่วงพรีซีซันอีกครั้ง
แฟนเดอะ ค็อปทั้งหลาย เตรียมตัวรับแรงกระแทกได้เลย!
อ้างอิง:
The post อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ว่าที่ ‘หมายเลข 10’ คนใหม่ของลิเวอร์พูล? appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจบเกมที่ไบรท์ตัน บุกไปพ่ายต่อแอสตัน วิลลา 1-2 ในเกม […]
The post เด แซร์บี เปิดใจรับ ‘แม็ค อัลลิสเตอร์-ไกเซโด’ ส่อลาไบร์ทตันหลังปิดฤดูกาล appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจบเกมที่ไบรท์ตัน บุกไปพ่ายต่อแอสตัน วิลลา 1-2 ในเกมนัดปิดฤดูกาลเมื่อคืนที่ผ่านมา
วันนี้ (29 พฤษภาคม) โรแบร์โต เด แซร์บี ผู้จัดการทีม ‘นกนางนวล’ ไบรท์ตัน ให้สัมภาษณ์หลังเกมเกี่ยวกับอนาคตของ 2 ดาวเตะคนสำคัญของทีมอย่าง อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และ มอยเซส ไกเซโด ที่ส่อแววย้ายทีมหลังสิ้นสุดฤดูกาลว่า
“ผมคิดว่านั่นอาจเป็นเกมสุดท้ายของอเล็กซิส และ มอยส์ ไกเซโด, ผมเสียใจจริงๆ เพราะพวกเขาทั้ง 2 คนเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมและดีมาก
“แต่นโยบายของไบรท์ตันเป็นแบบนี้ ผมคิดว่ามันถูกต้องแล้วที่พวกเขาจะย้ายออกไป พวกเขาสามารถย้ายและเล่นฟุตบอลในระดับที่สูงกว่านี้ได้
“เราต้องหาผู้เล่นบิ๊กเนมคนอื่นๆ เพื่อลงเล่นในวันที่ทีมไม่มีอเล็กซิสและมอยส์” โรแบร์โต เด แซร์บี กล่าว
ทั้งนี้ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และ มอยเซส ไกเซโด นับเป็น 2 ผู้เล่นคนสำคัญของทีมที่มีส่วนในการพาทัพนกนางนวลคว้าตั๋วไปเล่นรายการยูโรปาลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร หลังทีมจบฤดูกาลที่อันดับ 6 ของตารางคะแนน กับผลงาน ชนะ 18 เสมอ 8 แพ้ 13 นัด มี 62 คะแนน
อ้างอิง:
The post เด แซร์บี เปิดใจรับ ‘แม็ค อัลลิสเตอร์-ไกเซโด’ ส่อลาไบร์ทตันหลังปิดฤดูกาล appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถึงจะเหลือโปรแกรมอีกเพียงนัดเดียว แต่เราได้เห็นบทสรุปอย […]
The post ส่องพื้นที่ Top 7 ตารางพรีเมียร์ลีก 2022/23 (26 พ.ค. 2023) appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถึงจะเหลือโปรแกรมอีกเพียงนัดเดียว แต่เราได้เห็นบทสรุปอย่างเป็นทางการสำหรับพื้นที่รายการยุโรปของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ กันแล้ว
โดย 4 ทีมที่ได้โควตายูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นของแมนเชสเตอร์ ซิตี้, อาร์เซนอล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ส่วนยูโรปาลีกเป็นลิเวอร์พูล และไบรท์ตันที่ได้โควตานี้ไป
ขณะที่แอสตัน วิลลา ต้องการชนะในนัดสุดท้ายเพื่อการันตีการผ่านไปเล่นในยูโรปาคอนเฟอเรนซ์ลีกในฐานะทีมอันดับที่ 7 ของลีก โดนในพื้นที่นี้มีทีมอย่างสเปอร์ส และเบรนท์ฟอร์ด พร้อมสอดแทรกขึ้นมา กรณีทัพสิงห์ผงาดทำได้แค่เสมอ-แพ้ในนัดปิดฤดูกาล
THE STANDARD ถือโอกาสนี้พาแฟนบอลไปเช็กอันดับ-ตารางคะแนนของ 7 ทีมที่อยู่ในพื้นที่ ‘โซนรายการยุโรป’ ของศึกพรีเมียร์ลีก 2022/23 เพื่อดูว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง
หมายเหตุ: ข้อมูลอัปเดต ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2023

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ
The post ส่องพื้นที่ Top 7 ตารางพรีเมียร์ลีก 2022/23 (26 พ.ค. 2023) appeared first on THE STANDARD.
]]>
การตัดสินใจของ เกรแฮม พอตเตอร์ ที่ขอรับงานคุมทีมสโมสรใน […]
The post โรแบร์โต เด แซร์บี ‘อัจฉริยะน้อย’ ยอดกุนซือไบรท์ตัน ผู้ที่แม้แต่เป๊ปยังนับถือ appeared first on THE STANDARD.
]]>
การตัดสินใจของ เกรแฮม พอตเตอร์ ที่ขอรับงานคุมทีมสโมสรในระดับท็อปของโลกอย่างเชลซี ถึงจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เกี่ยวกับโอกาสที่อาจวนเวียนมาถึงแค่ไม่กี่ครั้งในชีวิต แต่สำหรับไบรท์ตันมันเป็นช่วงเวลาของความกังวล
ทีมชุดนี้คือทีมที่ได้รับการก่อร่างสร้างขึ้นมาโดยฟุตบอลในแบบของพอตเตอร์ ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองมากที่สุดของอังกฤษ ด้วยฟุตบอลในสไตล์ที่มีความสร้างสรรค์ มีกลเม็ดเด็ดพรายในการเล่นที่สามารถทำให้สโมสรเล็กๆ จากแดนใต้ สามารถต่อกรกับทีมยักษ์ใหญ่ได้ในระดับที่น่าดูชม
ไบรท์ตันน่าจะถึงคราวล่มสลาย คือสิ่งที่ใครหลายคนแอบคิด
แต่ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ดูเหมือนฝ่ายบริหารของสโมสรจะมีคำตอบใหม่ให้กับคนที่เกิดความสงสัยในอนาคตของเจ้านางนวลแดนใต้ทีมนี้ด้วยการคว้าตัว โรแบร์โต เด แซร์บี ผู้จัดการทีมชาวอิตาลีที่กำลังว่างงาน หลังจากที่ต้องขอแยกทางจากชัคตาร์ โดเนตสก์ สโมสรต้นสังกัดของเขาในยูเครน เนื่องจากเกิดสงครามกับรัสเซีย
เด แซร์บี คือใครนะ?
บางทีเราควรจะได้ทำความรู้จักกับผู้จัดการทีมที่ได้รับการยกย่องจาก เป๊ป กวาร์ดิโอลา คนนี้มากขึ้นอีกสักหน่อย

ชื่อของ โรแบร์โต เด แซร์บี ไม่ได้เป็นชื่อของผู้จัดการทีมที่เป็นที่กล่าวถึงมากนักแม้กระทั่งในวงการฟุตบอลอิตาลีเอง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวของเขาเองก็ไม่ได้เป็นอดีตนักเตะดาวดังในระดับหัวแถวของประเทศมาก่อน
เมื่อครั้งที่ยังโลดแล่นในสนามในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ เด แซร์บี ซึ่งเป็นผลผลิตจากมิลาเนลโล แต่ไม่สามารถแจ้งเกิดกับเอซี มิลาน ผ่านการค้าแข้งกับหลายสโมสร แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสโมสรที่อยู่ต่ำกว่าระดับเซเรียอา
ถึงอย่างนั้นโดยสไตล์การเล่นแล้ว ใครที่ได้เคยเห็นก็อดชื่นชมได้ไม่ยาก เพราะเด แซร์บี เป็นผู้เล่นในแบบ ‘หมายเลข 10’ สุดคลาสสิกของอิตาลี และยังเป็นผู้เล่นที่ถนัดซ้ายที่หาได้ยากขึ้นไปอีกด้วย เรียกว่าเป็นคนมีจินตนาการสูงส่งในการเล่นมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักเตะเลยทีเดียว และได้รับสมญาว่า ‘อัจฉริยะน้อย’ (Little Genius)
ก่อนที่เขาจะตัดสินใจแขวนสตั๊ดเมื่อปี 2013 ในวัย 33 ปี เพื่อที่จะเริ่มต้นเส้นทางใหม่ในการเป็นคนคุมทีมบ้าง ซึ่งเริ่มจากสโมสรเล็กๆ อย่างดาร์โฟ โบอาริโอ ก่อนจะมีโอกาสได้คุมทีมเก่าที่เขาเคยรับใช้มาก่อนอย่างฟอจจา
ผลงานการทำทีมของเขาถือว่าใช้ได้ เพราะแนวคิดในการเล่นของเขาได้ซึมซับมาจากการศึกษาแนวทางการเล่นทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้เป็น ‘ไอดอล’ ในการทำงานของเขาอย่างละเอียดมาโดยตลอด และเคยขอโอกาสในการไปชมการฝึกซ้อมทีมบาเยิร์นที่มีเป๊ปคุมทีมอยู่ ก่อนที่จะตกลงรับงานคุมทีมฟอจจาที่อยู่ในระดับเซเรียซีในปี 2014 ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีตามประสากุนซือชาวสเปนที่ไม่เคยหวงแหนความรู้กับใคร
และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเป๊ปที่ยืนยาวมาจนถึงปัจจุบัน
งานใหญ่งานแรกมาถึงในปี 2016 เมื่อได้โอกาสในการคุมทีมปาแลร์โม สโมสรในระดับเซเรียอา แทนที่ของ ดาวิเด บัลลาร์ดินี ที่ถูกปลดจากตำแหน่งไป เพียงแต่งานใหญ่งานแรกของเขานั้นจบลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 เดือน

โดยนับจากรับตำแหน่งในวันที่ 6 กันยายน ปาแลร์โมภายใต้การนำของเขาแพ้รวด 7 นัด ไม่สามารถเก็บแต้มในบ้านได้เลยแม้แต่แต้มเดียวในระยะเวลา 3 เดือน และฟางเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อทีมพ่ายในการดวลจุดโทษต่อสเปเซีย สโมสรในระดับเซเรียบีในรายการโคปปา อิตาเลีย
ปาแลร์โมไม่มีทางเลือกนอกจากการปลดเด แซร์บี พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งสำหรับกุนซือคนหนุ่มที่อายุไม่มาก ความผิดหวังครั้งนี้รุนแรงไม่น้อย
เด แซร์บี ที่กำลังผิดหวังและสับสน คิดว่าเขาควรที่จะได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในการทำงานเพิ่มอีกสักหน่อย เพียงแต่คนที่เขาคิดถึงในตอนนั้นไม่ใช่เป๊ป แต่เป็นปรมาจารย์ของโลกอย่าง มาร์เซโล บิเอลซา ผู้เป็น ‘คุรุ’ ของคนมากมายในวงการ ซึ่งรวมถึงเป๊ปที่เคยขอโอกาสในการศึกษาวิชาการเล่นจากยอดกุนซือชาวอาร์เจนไตน์ด้วยเช่นกัน
ในช่วงนั้นบิเอลซาคุมทีมลีลล์ในฝรั่งเศสอยู่ เมื่อได้รับการติดต่อขอโอกาสในการเข้าไปศึกษาดูการทำงานของอาจารย์ปู่ของคนในวงการจากเด็กรุ่นใหม่ บิเอลซาไม่เคยปฏิเสธคนที่สนใจและใฝ่รู้อยู่แล้ว
7 วันที่ได้เข้าชมการซ้อมของลีลล์ เด แซร์บี ได้เคล็ดวิชามากมายจากบิเอลซา ซึ่งช่วยขัดเกลาทำให้เขากลายเป็นคนใหม่อย่างสิ้นเชิง และการเปลี่ยนแปลงนั้นเริ่มสังเกตได้จากโอกาสในการคุมทีมน้องใหม่ของเซเรียอาอย่างเบเนเวนโตในเดือนตุลาคม 2017
เบเนเวนโตภายใต้การคุมทีมของเขาแม้จะมีขุมกำลังที่ย่ำแย่ อ่อนแอแค่ไหน แต่เด แซร์บี ก็สร้างความประทับใจให้กับทุกคนด้วยสไตล์การเล่นที่ยอดเยี่ยม ฟุตบอลเกมรุกที่เน้นการครองเกมเป็นหลัก โดยที่ขุนพลในทีมก็เป็นนักเตะชุดเดิมๆ ที่ขึ้นมาจากเซเรียบี เพิ่มเติมคือนักเตะใหม่ 7 คนที่ขอให้สโมสรพยายามดึงตัวมากอบกู้สถานการณ์ของทีมในช่วงตลาดการซื้อ-ขายฤดูหนาว
ซานโดร อดีตมิดฟิลด์สเปอร์ส คือ 1 ใน 7 ผู้เล่นที่เด แซร์บี ขอให้ดึงตัวมาทีมเบเนเวนโตในเวลานั้น ด้วยการยืมตัวจากอันตาลายาสปอร์ สโมสรในตุรกี เล่าถึงการทำงานร่วมกับเด แซร์บี ว่า “เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก และเป็นผู้จัดการทีมที่คิดถึงทุกรายละเอียดในเกม เขาจะคอยช่วยเหลือผู้เล่นและให้รายละเอียดว่าเราจะสามารถเล่นงานคู่แข่งตรงไหนได้บ้าง

“เบเนเวนโตอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างมาก แต่เด แซร์บี เลือกนักเตะบางคนที่จะทำให้ทีมดีขึ้น และผมเป็นหนึ่งในนั้น ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่าผมจะได้พบกับหนึ่งในโค้ชที่ดีที่สุดในชีวิต การได้ทำงานร่วมกับเขาเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก เพราะผมได้เรียนรู้มากมายจากเขา และผมก็มีความสุขในการเล่นให้กับเขามาก ผมได้เห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่”
ตามถ้อยคำของซานโดรแล้ว ความสามารถในการโน้มน้าวใจผู้เล่นด้วยการใช้หัวใจแลกคือคุณสมบัติพิเศษของเด แซร์บี เขาทำให้นักฟุตบอลอยากเล่นเพื่อเขามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความรู้ใหม่และจิตวิทยาในการคุมทีมที่ยอดเยี่ยม
เพราะสำหรับกุนซือผู้นี้ ทุกอย่างจะดีได้ก็ต่อเมื่อทุกคนทุ่มเทด้วยหัวใจเท่านั้น
ถึงเด แซร์บี จะไม่สามารถช่วยเบเนเวนโตให้รอดพ้นจากการตกชั้นได้ แต่ประกายของความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นทำให้ซาสซูโอโลรีบคว้าตัวเขาไปร่วมทีม และเป็นอีกครั้งที่เขาเปลี่ยนแปลงทีมฟุตบอลทีมหนึ่งให้กลายเป็นทีมที่ดีขึ้นได้จากภายใน
ซาสซูโอโลกลายเป็นทีมที่ได้รับเสียงยกย่องอย่างมากภายในอิตาลี จากสไตล์การเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบของเด แซร์บี ฟุตบอลคอนโทรล สวยงาม เต็มไปด้วยไหวพริบ เล่นเกมรุก และสู้สุดหัวใจ และแน่นอนว่าการขึ้นบอลที่มีเพลย์เมกเกอร์อยู่ในแดนหลังอย่างเซ็นเตอร์ฮาล์ฟก็เริ่มตั้งแต่ตอนนั้น
ในฤดูกาล 2019/20 ซาสซูโอโลจบฤดูกาลด้วยการเป็นอันดับ 8 และเป็นทีมที่มีสถิติการครองเกมสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของเซเรียอา โดยครองเกมเฉลี่ย 59.5% ตลอดทั้งฤดูกาล มีเพียงแค่แชมป์อย่างอินเตอร์ มิลาน ภายใต้การนำของ อันโตนิโอ คอนเต ทีมเดียวที่เหนือกว่า
เด็ดกว่านั้นคือ ในช่วงเวลา 2 ฤดูกาลที่เขาอยู่กับซาสซูโอโล สามารถปั้นผู้เล่นขึ้นมา และทำให้สโมสรขายทำรายได้มากกว่า 150 ล้านยูโร! เพราะนอกจากความสามารถในการเป็นผู้จัดการทีมที่ยอดเยี่ยมแล้ว เขายังมี ‘สายตา’ ที่มองขาดว่าใครคือดาวที่อยู่ในดิน
สองเด็กปั้นของเขาในทีมซาสซูโอโลคือ จาโคโม ราสปาโดรี ศูนย์หน้าดาวรุ่งที่กลายเป็นหนึ่งในดาวเด่นของวงการฟุตบอลอิตาลี เช่นเดียวกับ มานูเอล โลคาเตลลี ที่ตัดสินใจทิ้งเอซี มิลาน เพื่อมาค้นหาตัวเองภายใต้การชี้นำของเด แซร์บี ซึ่งปัจจุบันเขาก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะระดับแถวหน้าของอิตาลี
ขณะเดียวกันถ้าเป็นนักเตะจากสโมสรอื่นที่เขาสนใจแล้ว เด แซร์บี ก็พร้อมที่จะเข้ามามีส่วนในการพิจารณาและเจรจาด้วย โดยเขาชอบศึกษานักเตะคนนั้นอย่างละเอียด ก่อนจะขอโอกาสในการพูดคุยกัน เพื่อจะเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่เขาคิดจะทำในเวลานั้น และนักเตะคนนั้นจะเข้ามาอยู่จุดไหนในทีม
เรียกว่าทุกอย่างผ่านการคิดมาหมดแล้วตั้งแต่ต้น

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับไบรท์ตัน การเปลี่ยนแปลงทีมที่มีพื้นฐานดีอยู่แล้วจากมรดกของ เกรแฮม พอตเตอร์ ให้กลายเป็นทีมที่ดียิ่งขึ้นไปอีก เล่นได้น่าดูมากขึ้นไปอีกระดับ สร้างสตาร์หน้าใหม่อย่าง คาโอรุ มิโตมะ ขัดเกลานักเตะอย่าง เพอร์วิส เอสตูปิญาน และ มอยเซส ไกเซโด และตอนนี้เหมือนจะพบดาวดวงใหม่อย่าง ฮูลิโอ เซซาร์ เอ็นซิโซ นั้นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ มันคือความสามารถที่แท้จริงของเขา
ไปจนถึงความเด็ดขาดในการตัดหางปล่อยวัด เลอันโดร ทรอสซาร์ด ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่สำคัญของไบรท์ตันในฤดูกาลนี้ เพราะเด แซร์บี แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำและความสามารถในการทำให้ทีมดีขึ้นได้อีกโดยไม่จำเป็นต้องง้อสตาร์อันดับหนึ่งของทีม
คำชื่นชมจาก เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่บอกว่า เด แซร์บี เป็นหนึ่งในโค้ชที่เก่งที่สุดในโลกอาจไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยไปจากความเป็นจริง
และการพาไบรท์ตันไปสู่เวทียุโรปเป็นครั้งแรกในรายการยูโรปาลีก ถือเป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมในระดับที่หากเขาจะได้รับรางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาล ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเลยแม้แต่น้อย
สมญา ‘อัจฉริยะน้อย’ ไม่ได้เกินเลยไปจากความเป็นจริง โรแบร์โต เด แซร์บี คู่ควรกับมัน และวันข้างหน้าของเขาอาจหนีไม่พ้นสโมสรระดับท็อปของอังกฤษหรือของโลกอย่างแน่นอน
The post โรแบร์โต เด แซร์บี ‘อัจฉริยะน้อย’ ยอดกุนซือไบรท์ตัน ผู้ที่แม้แต่เป๊ปยังนับถือ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใกล้ได้เห็นบทสรุปอย่างเป็นทางการสำหรับพื้นที่โซน Top 7 […]
The post ส่องพื้นที่ Top 7 ตาราง ‘พรีเมียร์ลีก’ 2022/23 (23 พ.ค. 2023) appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใกล้ได้เห็นบทสรุปอย่างเป็นทางการสำหรับพื้นที่โซน Top 7 (พื้นที่รายการยุโรป) ของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ
THE STANDARD ถือโอกาสนี้พาแฟนบอลไปเช็กอันดับ-ตารางคะแนนของ 7 ทีมที่อยู่ในพื้นที่ ‘โซนรายการยุโรป’ ของศึกพรีเมียร์ลีก 2022/23 เพื่อดูว่าสถานการณ์คะแนนแต่ละทีมเป็นอย่างไร และโปรแกรม 1-2 นัดสุดท้ายพวกเขาต้องเจอกับทีมใดบ้าง

หมายเหตุ: ข้อมูลอัปเดต ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2023
ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล
The post ส่องพื้นที่ Top 7 ตาราง ‘พรีเมียร์ลีก’ 2022/23 (23 พ.ค. 2023) appeared first on THE STANDARD.
]]>
กลายเป็นโซนที่สนุกไม่แพ้การลุ้นแชมป์เลยก็ว่าได้ สำหรับก […]
The post ส่องโปรแกรมของทีมลุ้นพื้นที่ Top 4 พรีเมียร์ลีก 2022/23 (5 พ.ค. 2023) appeared first on THE STANDARD.
]]>
กลายเป็นโซนที่สนุกไม่แพ้การลุ้นแชมป์เลยก็ว่าได้ สำหรับการลุ้นไปพื้นที่ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก หรือ Top 4
เมื่อล่าสุดแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้มอบความหวังครั้งใหญ่ให้ทีมอันดับ 5-6 อย่างลิเวอร์พูลและไบรท์ตันได้มองเห็นโอกาสจบ Top 4 ในฤดูกาลนี้ หลังบุกไปพ่ายต่อไบรท์ตัน 0-1 ในเกมลีกเมื่อคืนที่ผ่านมา
THE STANDARD รวมโปรแกรมช่วงโค้งสุดท้ายของ 4 ทีมที่จะลุ้นโควตาสุดท้ายของ ‘Top 4’ มาให้เห็นกันชัดๆ อีกครั้งว่าใครหนักกว่าใคร

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต
The post ส่องโปรแกรมของทีมลุ้นพื้นที่ Top 4 พรีเมียร์ลีก 2022/23 (5 พ.ค. 2023) appeared first on THE STANDARD.
]]>
ซอลลี มาร์ช รับบอลจาก เวาต์ เวกฮอร์สต์ มือสังหารจุดโทษล […]
The post อาจไม่ถึงฝันแต่ฉันภูมิใจ เหตุผลที่เราควรยกย่องความสำเร็จของไบรท์ตัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ซอลลี มาร์ช รับบอลจาก เวาต์ เวกฮอร์สต์ มือสังหารจุดโทษลำดับที่ 6 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อทำหน้าที่เป็นคนที่ 7 ให้กับไบรท์ตัน
มาร์ชเป็นเด็กที่เกิดในอีสต์บอร์น เติบโตที่เฮลแชม เริ่มต้นชีวิตการเล่นฟุตบอลกับลิวอิส ก่อนจะย้ายมาอยู่กับไบรท์ตัน เป็นสายเลือดของชาว East Sussex โดยแท้ที่ชาวเมืองภาคภูมิใจ
หมายเลขบนหลังเสื้อของปีกขวาที่เป็นผู้เล่นซ้ายธรรมชาติก็เป็นหมายเลข 7 เช่นกัน
แต่ลูกยิงของมาร์ชกลับข้ามคานออกไปไกล ทำให้เขาเป็นคนแรกที่ยิงจุดโทษพลาดในเกมรอบรองชนะเลิศระหว่างไบรท์ตันแอนด์โฮฟอัลเบียน กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากที่ 12 คนก่อนหน้าไม่มีใครที่ยิงพลาดเลย และเขาก็เป็นคนเดียวที่สังหารพลาดด้วย เมื่อ วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ มือสังหารคนที่ 7 ของปีศาจแดงทำหน้าที่ไม่พลาด
การพลาดของมาร์ชทำให้ไบรท์ตันไปไม่ถึงฝัน พวกเขาไม่ได้เข้าชิงเอฟเอคัพ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันคือความล้มเหลวแต่อย่างใด

ในทางตรงกันข้าม การที่สโมสรจากแดนใต้ซึ่งไม่ได้เป็นสโมสรระดับยักษ์ใหญ่อะไรของวงการฟุตบอลอังกฤษ เกือบจะได้เข้าชิงรายการฟุตบอลถ้วยที่เก่าแก่ที่สุด และต่อกรกับทีมระดับมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกด้านอย่างแมนฯ ยูไนเต็ดในระดับที่น่าประทับใจ สิ่งเหล่านี้ควรจะถูกมองว่าเป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชมมากกว่า
ตลอด 120 นาที ไบรท์ตันซึ่งได้รับการยกย่องจาก เป๊ป กวาร์ดิโอลา ว่าเป็น “ทีมที่ปั้นเกมจากแดนหลังได้ดีที่สุดในโลกตอนนี้” เป็นฝ่ายที่ทุ่มเทและพยายามที่จะหาทางเจาะเกมรับของแมนฯ ยูไนเต็ดให้ได้ และทำให้ทีมของ เอริก เทน ฮาก ต้องถอยร่นกำลังลงไปตั้งรับเพื่อรอความหวังจะได้ประตูจากการสวนกลับแทน
การขาด อีแวน เฟอร์กูสัน กองหน้าดาวรุ่งชาวไอริชวัย 18 ปีที่กำลังร้อนแรงมีส่วนในการทำให้ประสิทธิภาพในเกมรุกของพวกเขาถูกลดทอนลงไป เช่นเดียวกับอาการบาดเจ็บของ แดนนี เวลเบ็ค กองหน้าตัวเก๋าในระหว่างเกม ทำให้ความหวังในเกมรุกของไบรท์ตันอยู่กับมาร์ช และสตาร์อีกฟากสนามอย่าง คาโอรุ มิโตมะ
มันชัดเจนว่าไบรท์ตันแม้จะทำได้ดีแล้วแต่ยังดีไม่พอ แต่หากมองในภาพรวมแล้วการที่พวกเขามาถึงจุดนี้ได้มาจากการวางแนวทางของสโมสรมาอย่างเป็นระบบ
พูดได้เลยว่าไบรท์ตันในเวลานี้ได้กลายเป็น ‘สโมสรฟุตบอลตัวอย่าง’ ที่วงการฟุตบอลทั่วโลกพยายามศึกษาและถอดบทเรียนจากพวกเขา
โดยเฉพาะสิ่งที่ถือเป็น ‘หัวใจ’ ของความสำเร็จอย่างระบบแมวมองและการเลือกซื้อผู้เล่น

ย้อนกลับไปในเกมรอบรองชนะเลิศกับแมนฯ ยูไนเต็ด ในผู้เล่นที่ โรแบร์โต เด แซร์บี ส่งลงสนามนั้นมีผู้เล่นระดับ ‘ดาวเด่น’ ของทีมที่เป็นที่หมายปองของสโมสรระดับท็อปหลายคน
เริ่มจาก มอยเซส ไกเซโด กองกลางทีมชาติเอกวาดอร์ที่เคยเกือบย้ายไปอาร์เซนอลในช่วงตลาดการซื้อขายเปิดในรอบเดือนมกราคมที่ผ่านมา, คาโอรุ มิโตมะ ปีกซ้ายทีมชาติญี่ปุ่น ไปจนถึง อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ กองกลางระดับมันสมองที่เป็นขุนพลทีมชาติอาร์เจนตินาที่ช่วยให้ ลิโอเนล เมสซี คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองได้
นักเตะทั้ง 3 คนนี้คือ ‘เพชร’ ที่ไบรท์ตันขุดมาจากดิน
โดยไกเซโด พวกเขาคว้าตัวมาจากอินดิเพนเดียนเต เดล วัลเล ในบ้านเกิดที่เอกวาดอร์ด้วยค่าตัว 4 ล้านปอนด์ เมื่อเดือนมกราคม 2021 ในขณะที่ แม็ค อัลลิสเตอร์ นั้นคว้าตัวมาจากอาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์ เมื่อปี 2019 และมิโตมะพวกเขาได้มาจากคาวาซากิ ฟรอนตาเล ใน J1 ของญี่ปุ่น ด้วยค่าตัว 3 ล้านปอนด์ ในเดือนสิงหาคม 2021
ทั้งหมดนี้ถูกคาดหมายว่าจะย้ายทีมอย่างแน่นอนในอนาคต ซึ่งไบรท์ตันก็ไม่คิดที่จะขัดขวางเส้นทางด้วยหากเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย และคาดว่าสโมสรจะสามารถทำเงินได้มากถึง 60-70 ล้านปอนด์จากทั้ง 3 รายนี้
สิ่งที่หลายคนอยากรู้คือไบรท์ตันไปหานักเตะดีๆ แบบนี้ได้อย่างไร?
คำตอบอยู่ที่ โทนี บลูม เจ้าของสโมสรซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับบริษัทรับพนันถูกกฎหมาย
สิ่งที่บลูมมีเหนือกว่าคนอื่นคือ ‘ซอฟต์แวร์’ เฉพาะของตัวเอง ซึ่งเป็นของ ‘Starlizard’ บริษัทส่วนตัวของเขาที่สามารถคัดกรองข้อมูลนักฟุตบอลทั้งโลกได้ โดยที่ไบรท์ตันก็เป็นหนึ่งในลูกค้าของบริษัทตัวเองในการซื้อข้อมูล
ปกติแล้วลูกค้าของ Starlizard จะได้รับข้อมูลของนักฟุตบอลที่น่าจับตามองพร้อมรายงานของผู้เล่นอย่างละเอียด โดยที่ลูกค้าสามารถระบุตัวกรอง (Filters) ได้ว่าต้องการที่จะดูข้อมูลด้านใดบ้าง พร้อมกับข้อสรุปง่ายๆ ของระบบผ่านไฟ 3 สี
สีเขียว = แจ๋ว
สีเหลือง = พอได้
สีแดง = จับตาดูไปก่อน

แต่สิ่งที่ไบรท์ตันได้เปรียบมากกว่าในฐานะมีเจ้าของสโมสรเป็นเจ้าของระบบเองคือ ‘อัลกอริทึม’ บางอย่างที่จะช่วยทำให้เลือกนักเตะที่น่าสนใจได้แม่นยำและไวกว่าคนอื่น และที่สำคัญคือสอดคล้องเข้ากับระบบการเล่นของทีมที่ผ่านการวางแนวทางโดยบลูมและผู้อำนวยการสโมสรด้วย
ฟุตบอลแบบไบรท์ตันเป็นบอลที่เน้นความเรียบง่าย ใช้ทีมเวิร์ก และไหวพริบของผู้เล่นเป็นตัวขับเคลื่อน ทำให้ต่อให้เจอกับทีมใหญ่ที่มีชื่อชั้นผู้เล่นที่ดีกว่าก็สามารถต่อกรได้อย่างสนุกสูสีทุกครั้ง
อย่างไรก็ดีไบรท์ตันไม่ได้ดูแต่ข้อมูลเท่านั้น แต่สโมสรยังมีความเหมาะสมสำหรับการ ‘ฟูมฟัก’ นักฟุตบอลให้เติบโตขึ้นมาเป็นผู้เล่นในระดับที่ยอดเยี่ยม หรือพูดง่ายๆ คือ เป็นสโมสรที่สามารถ ‘ฟาร์มนักเตะ’ ได้โดยไม่รีบ ไม่เร่งโต เร่งสี เร่งวุ้น
นักเตะแววดีที่ถูกดึงเข้ามาจะได้รับสองสิ่งที่สโมสรใหญ่ให้ไม่ได้คือ ‘เวลา’ และ ‘โอกาส’ ในการแจ้งเกิด เหมือนรายของ แม็ค อัลลิสเตอร์ หรือมิโตมะ ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการฟูมฟักเกือบ 2 ปีก่อนที่จะเริ่มแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัว
ทั้งนี้ ความจริงแล้วสิ่งที่ไบรท์ตันทำไม่ได้เป็นเรื่องใหม่หรือเรื่องใหญ่ขนาดนั้น แต่พวกเขาเป็นสโมสรที่สามารถทำมันได้จริงและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
เป้าหมายหลักอย่างการเป็นสโมสรที่ ‘ยั่งยืน’ อยู่ในระดับพรีเมียร์ลีกได้ และค่อยๆ พัฒนายกระดับสโมสรไปอย่างช้าๆ ซึ่งจากเป้าหมายการไม่ตกชั้น ตอนนี้ไบรท์ตันภายใต้การนำของ เด แซร์บี มาถึงจุดที่สามารถลุ้นไปสโมสรยุโรปได้แล้ว

โดยที่หลังจบฤดูกาลนี้ต่อให้มีโอกาสจะเสียทั้ง ไกเซโด, แม็ค อัลลิสเตอร์ รวมถึงมิโตมะไปจากทีมเหมือนที่ต้องขาย มาร์ก กูกูเรยา ไปให้เชลซีในช่วงฤดูร้อนที่แล้ว แต่นั่นหมายถึงการที่ทีมมีโอกาสทำเงินได้อย่างมากมาย
และแน่นอนว่าถ้าเสียใครไป พวกเขาก็พร้อมจะดึงตัวใหม่เข้ามาทดแทนทันที โดยสโมสรมีการวางแผนตลาดซื้อขายผู้เล่นล่วงหน้า 1-2 รอบตลาดเลยทีเดียว
เรียกว่ารอบคอบและมองการณ์ไกลไปข้างหน้าเสมอ
ดังนั้นการตกรอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพนั้นถึงจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเพราะไม่ใช่โอกาสที่หาได้ง่ายนัก แต่อย่างน้อยการมาถึงรอบนี้ ได้มาเล่นในเวมบลีย์ ต่อสู้ได้อย่างน่าภาคภูมิใจกับทีมที่ลงทุนด้วยเงินน้อย แต่ลงทุนด้วยเวลาและความตั้งใจมหาศาล สิ่งเหล่านี้ก็ถือเป็นความสำเร็จแล้ว
ไบรท์ตันจะไม่หยุดแค่นี้ พวกเขาจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีขึ้นอีกอย่างแน่นอน ซึ่งเชื่อว่าจะมีคนอีกมากมายที่พร้อมจะเฝ้าติดตามให้กำลังใจ

อ้างอิง:
The post อาจไม่ถึงฝันแต่ฉันภูมิใจ เหตุผลที่เราควรยกย่องความสำเร็จของไบรท์ตัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (23 เมษายน) การแข่งขันฟุตบอลเอฟเอคัพ 2022/23 รอบ […]
The post ถึงฎีกา! แมนฯ ยูไนเต็ด ดวลโทษดับไบรท์ตัน 7-6 (เสมอในเวลา 0-0) ลิ่วชิงฯ เอฟเอคัพ กับแมนฯ ซิตี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (23 เมษายน) การแข่งขันฟุตบอลเอฟเอคัพ 2022/23 รอบรองชนะเลิศ ระหว่าง ไบรท์ตัน พบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สนามเวมบลีย์
เริ่มครึ่งแรกนาทีที่ 6 ไบรท์ตันเกือบได้ประตูนำจากฟรีคิกของ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ แต่ ดาบิด เด เคอา ปัดออกไปได้
นาทีที่ 14 มาถึงโอกาสของแมนฯ ยูไนเต็ด บ้าง คราวนี้เป็น บรูโน แฟร์นันด์ส ได้ลองยิงด้วยขวา แต่ โรเบิร์ต ซานเชซ ทุบบอลออกไปได้ทัน
ก่อนหมดเวลาครึ่งแรก แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ลุ้นจากลูกยิงของ บรูโน แต่บอลหลุดเสาไกลออกไปเพียงนิดเดียว และต่อเนื่องที่จังหวะยิงของ อองโตนี มาร์กซิยาล แต่บอลแรงพุ่งหลุดออกไป ทำให้จบครึ่งแรกที่สกอร์ 0-0
นาทีที่ 56 ไบรท์ตันเกือบได้ประตูจากลูกยิงซ้ำของ จูลิโอ เอ็นซิโซ แต่ เด เคอา ยังโชว์ความยอดเยี่ยมปัดบอลออกได้หวุดหวิด
หลังจากนั้นทั้ง 2 ทีมพยายามเปิดเกมรุกบุกใส่กัน แต่สุดท้ายยังทำประตูกันไม่ได้ ทำให้จบเกมในเวลา 90 นาที เสมอกันไป 0-0 ต้องไปดวลกันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ
ช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาที ทั้ง 2 ทีมที่แม้จะสร้างโอกาสได้พอๆ กัน แต่ก็ยังไม่มีทีมไหนใส่สกอร์กันได้ ครบเวลา 120 นาที ต้องไปลุ้นกันในช่วงดวลจุดโทษ
โดยผลการดวลจุดโทษมีดังนี้
อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ (ไบรท์ตัน)
คาเซมิโร (แมนฯ ยูไนเต็ด)
พาสคาล กรอสส์ (ไบรท์ตัน)
ดิโอโก ดาโลต์ (แมนฯ ยูไนเต็ด)
เดนิซ อุนดาฟ (ไบรท์ตัน)
จาดอน ซานโช (แมนฯ ยูไนเต็ด)
เปร์บิส เอสตูปินญาน (ไบรท์ตัน)
มาร์คัส แรชฟอร์ด (แมนฯ ยูไนเต็ด)
ลูอิส ดังค์ (ไบรท์ตัน)
มาร์เซล ซาบิตเซอร์ (แมนฯ ยูไนเต็ด)
อดัม เว็บสเตอร์ (ไบรท์ตัน)
เวาต์ เวกฮอร์สต์ (แมนฯ ยูไนเต็ด)
ซอลลี มาร์ช (ไบรท์ตัน)
วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ (แมนฯ ยูไนเต็ด)
จบเกม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาชนะการดวลจุดโทษเหนือไบรท์ตันไปได้ 7-6 (หลังเสมอในเวลา 120 นาที 0-0) ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในศึกเอฟเอคัพ ไปพบกับแมนฯ ซิตี้ ในวันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน
The post ถึงฎีกา! แมนฯ ยูไนเต็ด ดวลโทษดับไบรท์ตัน 7-6 (เสมอในเวลา 0-0) ลิ่วชิงฯ เอฟเอคัพ กับแมนฯ ซิตี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
อีกหนึ่งควันหลงเล็กๆ หลังเกมที่ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ เปิดบ้ […]
The post FOOTBALL FACT: ซนฮึงมิน นักเตะเอเชียคนแรก ยิง 100 ประตูในพรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.
]]>
อีกหนึ่งควันหลงเล็กๆ หลังเกมที่ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ เปิดบ้านเฉือนชนะไบรท์ตัน 2-1 ในศึกพรีเมียร์ลีกเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา
โดย 1 ประตูของซนฮึงมินที่ยิงได้ในเกมนี้ส่งให้แข้งชาวเกาหลีใต้วัย 30 ปี กลายเป็นนักเตะเอเชียคนแรกที่ยิงประตูถึง 100 ลูกบนเวทีพรีเมียร์ลีก หลังผ่านการลงเล่นรวม 260 นัด (นับเฉพาะเกมลีก)
โดยท็อปลิสต์ 5 อันดับ ‘ผู้เล่นเอเชีย’ ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกมากที่สุดมีดังนี้
ซนฮึงมิน – 100 ประตู
พัคจีซอง – 19 ประตู
คีซองยง – 15 ประตู
ชินจิ โอกาซากิ – 14 ประตู
อีชุงยอง – 8 ประตู
นอกจากนี้ ‘ซูเปอร์ซอนนี’ (ฉายาที่แฟนๆ สเปอร์สเรียก) ยังก้าวขึ้นมาอยู่อันดับที่ 6 บนตารางดาวซัลโวตลอดกาลของทีมสเปอร์ส เทียบเท่า เจอร์เมน เดโฟ ซึ่งยิงประตูรวมทุกรายการไว้ที่ 143 ประตู
The post FOOTBALL FACT: ซนฮึงมิน นักเตะเอเชียคนแรก ยิง 100 ประตูในพรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากจังหวะโยกตัวหลอก เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ก่อน […]
The post ‘The Dribbling Master’ คาโอรุ มิโตมะ ลมบูรพาที่พัดถล่มพรีเมียร์ลีกเวลานี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากจังหวะโยกตัวหลอก เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ก่อนกระชากหนีไปดื้อๆ สู่จังหวะการเกี่ยวเอาบอลลงมาแล้วหลอก โจ โกเมซ ให้หมดสภาพด้วยการกระดกบอลหลบเบาๆ ก่อนดีดบอลด้วยเท้าขวาเข้าไปเสียบสามเหลี่ยมผ่าน อลิสสัน เบ็คเกอร์ นายทวารมือหนึ่งทีมชาติบราซิล
นี่เป็นอีกครั้งที่ คาโอรุ มิโตมะ โชว์มายากลลูกหนังของเขาให้แฟนฟุตบอลทั่วโลกได้เห็น และมันเกิดขึ้นในการเจอกับทีมที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วคือทีมที่เพิ่งไล่ล่าคว้า 4 แชมป์ในฤดูกาลเดียวอย่างลิเวอร์พูล และส่งแชมป์เก่าตกรอบเอฟเอคัพแค่รอบที่ 4 เท่านั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นในเกมที่เอเม็กซ์สเตเดียมเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้นคล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2021 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มิโตมะเพิ่งจะย้ายมาสัมผัสประสบการณ์การเล่นฟุตบอลในยุโรปเป็นครั้งแรก โดยไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน ที่ซื้อตัวเขามาจากคาวาซากิ ฟรอนตาเล ตัดสินใจส่งเขาไปเก็บประสบการณ์ชีวิตกับทีมยูเนียน แซงต์-ชิลลัวส์ ในลีกประเทศเบลเยียมก่อน
ครั้งนั้นกองหน้าจากแดนอาทิตย์อุทัยยังไม่ได้เป็นตัวจริงของทีมที่เขาถูกส่งมาด้วยซ้ำไป แต่ในเกมที่ทีมกำลังตามหลัง เซอแรง ยูเนียน แซงต์-ชิลลัวส์ ต้องการคนที่จะสามารถลงสนามไปเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ให้ทีมได้ และที่ม้านั่งสำรองเขามีนักเตะญี่ปุ่นที่ดูนิ่งเงียบเขินอายอยู่คนหนึ่ง
มิโตมะถูกส่งลงสนามไปในช่วงครึ่งหลังของเกมดังกล่าว และสามารถพลิกสถานการณ์พาทีมกลับมาเอาชนะได้ 4-2 โดยที่เกมนั้นเขาทำแฮตทริกได้ด้วย และนั่นคือจุดเริ่มต้นสู่การเป็นตัวหลักในทีม ก่อนที่มันจะนำเขากลับมาสู่ไบรท์ตันอีกครั้งในฤดูกาลนี้

ประสบการณ์ในการเล่นที่เบลเยียมช่วยในการปรับตัวของเขาได้มาก
“มันเป็นโชว์ของ คาโอรุ มิโตมะ เลย” คริสเตียน เบอร์เจสส์ ปราการหลังชาวอังกฤษเพื่อนร่วมทีมของเขาในตอนนั้นกล่าว “เขาลงไปแล้วก็ทำลายเกมรับของพวกนั้นพังพาบ”
ความจริงเบอร์เจสส์พอจะคาดเดาได้อยู่แล้วว่าเวลาของมิโตมะจะมาถึง จากการได้เห็นเขาลงฝึกซ้อมในครั้งแรก
“ผมจำการซ้อมมื้อแรกของเขาได้” เบอร์เจสส์เล่าต่อ “เขาเร็วเหมือนสายฟ้า สเต็ปเท้าก้าวแรกๆ ของเขาเร็วมากจนเล่นงาน โยนาส เบเกอร์ เพื่อนของผมยับ ดีนะที่ผมอยู่ทีมเดียวกับเขา วันนั้นเล่นโยนาสจนเพื่อนอีกคน แคสเปอร์ นีลเซน ถึงกับหัวเราะลั่น เขาเลี้ยงผ่าน 3 คนได้แบบสบายๆ
“แต่โยนาสไม่ใช่คนที่จะไปปั่นหัวเขาได้แบบนั้น เขาก็หันมาบอกพวกเราว่าเดี๋ยวดูนะ แล้วพอคาโอรุจะเลี้ยงผ่านเขาอีก เขาก็สอยคาโอรุจนออกไปนอกสนาม ส่วนพวกเราหัวเราะลั่นกับวิธีของโยนาส แต่นั่นแหละคือทางเดียวที่จะหยุดเขาได้ โยนาสอาจจะไม่ใช่กองหลังที่เร็วที่สุด แต่เอาจริงใครก็ตามไปเจอกับคาโอรุก็ตามเขาไม่ทันทั้งนั้น”
จากความทรงจำแรกของเบอร์เจสส์ที่มีต่อคาโอรุ เขาได้รู้ว่านี่คือนักเตะที่มีเทคนิคการเล่นที่ดีมาก และที่สำคัญคือยังมีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง และสิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างคือความเยือกในเวลาที่อยู่กับบอล ที่ทำให้เขาตัดสินใจได้ถูกต้องเสมอ
แน่นอนว่าสิ่งที่มีการพูดถึงอย่างมากสำหรับมิโตมะคือเรื่องที่เขาปฏิเสธการเซ็นสัญญากับคาวาซากิ ฟรอนตาเล เพื่อที่จะขอเรียนต่อให้จบในระดับอุดมศึกษา โดยที่ ‘ตัวจบ’ ของเขากลายเป็นไวรัลที่ถูกแฟนฟุตบอลเล่ากันสนุก เพราะเป็นการทำวิทยานิพนธ์เรื่อง ‘การเลี้ยงบอล’ โดยเฉพาะ
ในขณะที่เจ้าตัวไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้หรือปั่นให้มันยิ่งใหญ่อะไรมากนัก
“ผมแค่รู้สึกว่าร่างกายของผมยังไม่พร้อม และผมก็ไม่น่าจะแทรกเข้าทีมชุดแรกได้ทันทีด้วย” มิโตมะบอก “ผมรู้สึกว่าก้าวเดินที่ดีที่สุดคือการได้มีโอกาสลงเล่นมากขึ้นและทำให้ดีขึ้น” และนั่นคือเหตุผลที่เขาเลือกที่จะศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยซึคุบะ

เลื้อยมาตั้งแต่สมัยยังอยู่ทีมมหาวิทยาลัยซึคุบะ
ส่วนวิทยานิพนธ์ก้องโลกลูกหนังนั้นมันก็มาจากความคิดง่ายๆ “มันเป็นหัวข้อที่ง่ายที่สุดสำหรับผม เพราะผมรักการเล่นฟุตบอลและการเลี้ยงบอลก็เป็นสิ่งที่ผมชอบทำ”
มิโตมะแอบเจ้าเล่ห์นิดๆ ในเรื่องนี้ เพราะมหาวิทยาลัยไม่ได้มีการระบุเอาไว้ว่าจะต้องเขียนวิทยานิพนธ์ยาวแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ได้ศึกษาอะไรเรื่องนี้อย่างจริงจัง ในทางตรงกันข้าม มันเป็นช่วงที่เขาได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง และมันน่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เราพอจะเรียกเขาว่า ‘The Dribbling Master’ หรือปรมาจารย์ด้านการเลี้ยงบอลได้
“ผมเริ่มวิเคราะห์เพื่อนร่วมทีมทั้งในคนที่เลี้ยงบอลได้ดีและคนที่เลี้ยงบอลได้ไม่ดี แล้วหาเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นแบบนั้น”
วิธีวิจัยของเขาคือการให้เพื่อนติดกล้องเอาไว้บนศีรษะ เพื่อจะดูว่าในจังหวะนั้นเพื่อนมองไปทางไหน และดูปฏิกิริยาของคู่แข่งว่ามองมาแบบไหน
“ผมได้รู้ว่าคนที่เลี้ยงเก่งเขาจะไม่มองลูกบอล พวกเขาจะมองไปข้างหน้า เล่นบอลได้โดยไม่ต้องมองลงมาที่เท้า ตรงนี้แหละคือความแตกต่าง”
ส่วนตัวเขาเอง? “ผมเป็นคนที่เลี้ยงบอลเก่งอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้พิเศษอะไร” คาโอรุผู้ถ่อมตนตอบ
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้คือ การที่เขากลายเป็นลมพายุที่พัดขึ้นฝั่งในเมืองทางตอนใต้ที่มีชายทะเลอันสวยงามของอังกฤษ
ในตอนแรกมิโตมะเหมือนสายลมที่อ่อนโยน เขาเริ่มต้นจากการเป็นตัวสำรองถูกเปลี่ยนลงมาแทน เลอันโดร ทรอสซาร์ด ในเกมที่ไบรท์ตันพบกับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด วันที่ 13 สิงหาคม โดยที่ยังไม่สามารถที่จะเบียดชิงตำแหน่งตัวจริงได้
จนกระทั่งทุกอย่างมาเปลี่ยนไปในวันที่ไบรท์ตัน ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของ โรแบร์โต เด แซร์บี คุมทัพลงสนามรับมือเชลซี ที่มี เกรแฮม พอตเตอร์ อดีตเจ้านายเก่า ย้ายไปคุมทีมในช่วงปลายเดือนตุลาคม
เกมนั้นเขาได้โอกาสในการลงสนามเป็นตัวจริงครั้งแรกในพรีเมียร์ลีก และมันกลายเป็นเกมที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตครั้งที่ 2 ของมิโตมะเลยทีเดียว
“เกมกับเชลซีเป็นเกมสำคัญของผม” มิโตมะบอก “และผมไม่อยากจะยกตำแหน่งของผมให้ใครอีก”
และมันก็เป็นไปตามคำพูดของเขาจริงๆ เมื่อสตาร์ชาวญี่ปุ่นค่อยๆ ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักในทีมไบรท์ตันและแสดงมายากลของเขาให้แฟนๆ ได้เห็นหลายต่อหลายครั้ง (รวมถึงกับทีมชาติญี่ปุ่นในฟุตบอลโลก 2022 กับลูกเปิดมหัศจรรย์ให้ อาโอะ ทานากะ เพื่อนรัก ทำประตูในเกมกับทีมชาติสเปน ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่ดีที่สุดของฟุตบอลโลกครั้งนี้)

ลูกเปิดมหัศจรรย์ในฟุตบอลโลก 2022
หนึ่งในนั้นคือลูกที่เขาลากตัดจากซ้ายเข้ามากลางประตูแล้วหลอก คอเนอร์ โคดี กองหลังทีมเอฟเวอร์ตัน จนหมดสภาพ แล้วส่งบอลผ่าน จอร์แดน พิกฟอร์ด เข้าไปตุงตาข่าย ซึ่งเป็นประตูที่หลายคนบอกว่า “นี่มันเหมือน ติตี อองรี (ตำนานกองหน้าอาร์เซนอล) เลย”
มิโตมะอธิบายจังหวะนี้ของเขาในเวลาต่อมาผ่านล่าม (เพราะยังสปีกอิงลิชไม่คล่องนัก นี่ถ้าฟังไทยได้จะแนะนำรายการ KND ให้!) ว่า “พอดีผมเห็นช่องผมก็เลยจะลากเข้าไปด้วยการแตะจังหวะแรก แล้วแต่งต่อในจังหวะที่ 2 แล้วมันก็เข้าทางให้ผมยิงพอดี
“มันเป็นสัญชาตญาณ ไม่ใช่ว่าผมคิดมาก่อน”
ฟังดูแล้วแอบน่าหมั่นไส้เล็กๆ แต่ความจริงมิโตมะไม่ได้พูดอะไรผิด เพราะเขาเป็นคนที่เก่งมาแต่เด็กแล้ว เพียงแต่ในหลังฉากแล้วเขามีการศึกษาการเล่นของตัวเองมาโดยตลอด
ที่ไบรท์ตัน สโมสรจะมีการส่งข้อมูลการเล่นต่างๆ ให้นักฟุตบอลทุกคนอยู่แล้ว ซึ่งทีมงานของมิโตมะจะนำข้อมูลที่ได้รับทั้งในช่วงก่อนเกมและหลังเกมมาให้มิโตมะได้รู้ข้อมูลของตัวเอง เช่น เรื่องของตำแหน่งที่สัมผัสบอล (Touch Map) หรือวิดีโอการเล่นจังหวะต่างๆ
สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาสามารถมองการเล่นของตัวเองออกว่าการเคลื่อนที่ของเขาเป็นอย่างไร ตัดสินใจผิดหรือถูกในจังหวะการเล่น รวมถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของคู่แข่งที่เขาจะต้องเจอ
การทำการบ้านอย่างหนักเหล่านี้เองที่ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในดาวเด่นของพรีเมียร์ลีกเวลานี้ และกลายเป็นความหวังใหม่ ไม่ใช่เฉพาะของชาวญี่ปุ่น แต่เป็นความหวังของวงการฟุตบอลเอเชียที่พร้อมจะเขย่าโลกลูกหนังร่วมกับ ซนฮึงมิน
โดยที่ประตูเมื่อคืนนี้กับลิเวอร์พูลเป็นเหมือนการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ
อ้างอิง:
The post ‘The Dribbling Master’ คาโอรุ มิโตมะ ลมบูรพาที่พัดถล่มพรีเมียร์ลีกเวลานี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ลิโอเนล เมสซี คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองได้สำเร็จ ก็เพราะ […]
The post ‘แม็ค อัลลิสเตอร์’ สายเลือดคู่บุญเทพเจ้าลูกหนังอาร์เจนตินา (เป้าหมายต่อไปของอาร์เซนอล?) appeared first on THE STANDARD.
]]>
ลิโอเนล เมสซี คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองได้สำเร็จ ก็เพราะมีขุนพลรอบกายที่ยอดเยี่ยม คนที่พร้อมสู้ด้วยหัวใจเพื่อพากัปตันและทีมชาติอาร์เจนตินาของพวกเขาคว้าแชมป์มาครองให้ได้
ชื่อของ ฮูเลียน อัลวาเรซ, เอนโซ เฟร์นันเดซ, โรดริโก เด ปอล จนถึง เอมิเลียโน มาร์ติเนซ จึงถูกกล่าวถึงมากเป็นพิเศษ จากผลงานที่โดดเด่นของพวกเขาในฟุตบอลโลกที่ผ่านมา เพียงแต่ยังมีอีกหนึ่งคนที่มีความสำคัญไม่ได้น้อยไปกว่ากัน และบางทีหากไม่มีเขาคนนี้ อาร์เจนตินาอาจจะไปไม่ถึงฝันก็ได้
นักเตะคนดังกล่าวคือ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ มิดฟิลด์สมองเพชรที่เล่นได้สารพัดตำแหน่งและบทบาท เรียกว่าเป็น Unsung Hero ที่ปิดทองอยู่หลังพระตัวจริง และเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยพลิกฟอร์มของทีม โดยนับจากได้ลงตัวจริงครั้งแรกในเกมกับเม็กซิโก อาร์เจนตินาก็ชนะรวดทุกนัดโดยที่เจ้าตัวเองทำได้หนึ่งประตูด้วยในเกมกับโปแลนด์
เพียงแต่ผลงานที่โดดเด่นของเขาตลอดรายการที่กาตาร์ ทำให้เวลานี้ แม็ค อัลลิสเตอร์ กลายเป็นนักเตะที่แฟนฟุตบอลให้ความสนใจ เพราะมันมีหลายอย่างที่หากไม่ได้ติดตามมาก่อนก็อาจจะทำความเข้าใจได้ตั้งแต่ทำไมชื่อ นามสกุล ไปจนถึงรูปลักษณ์ถึงดูไม่เหมือนนักเตะจากลาตินอเมริกานัก ไปจนถึงทำไมนักเตะจากทีมเล็กๆ อย่างไบรท์ตันถึงกลายเป็นกำลังสำคัญของอาร์เจนตินาได้
ความจริงแล้ว แม็ค อัลลิสเตอร์ เป็นหนึ่งในดาวเด่นของพรีเมียร์ลีกในฐานะกองกลางตัวทำเกมที่มีความสามารถโดดเด่น ไม่เพียงแต่สร้างสรรค์เกมได้อย่างชาญฉลาด แต่ยังมีความสามารถในการจบสกอร์ได้ด้วย และมีทีเด็ดโดยเฉพาะจากลูกฟรีคิก
อเล็กซิสเป็นสายเลือดของครอบครัวแม็ค อัลลิสเตอร์ ซึ่งมีเชื้อสายชาวสกอตติช-ไอริช โดยพื้นเพของตระกูลนี้อยู่ที่เมืองคูเชนดอลล์ (Cushendall) ก่อนจะย้ายไปอยู่หมู่บ้านโดนาเบต (Donabate) ซึ่งอยู่ทางเหนือของกรุงดับลินไปราว 10 ไมล์
จนกระทั่งในปี 1868 ที่คุณชวดของตระกูลตัดสินใจที่จะอพยพย้ายถิ่นฐานจากโดนาเบตไปอยู่ลาตินอเมริกาเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ และเป็นการเริ่มต้นของตระกูลแม็ค อัลลิสเตอร์ในอาร์เจนตินา ซึ่งแตกแขนงออกไปทั้งในบัวโนสไอเรส และลาปัมปา (La Pampa) ซึ่งอยู่ทางตอนกลางของอาร์เจนตินา
โดยมีเกร็ดที่น่าสนใจคือ ในตระกูลแม็ค อัลลิเสตอร์ ที่แตกออกไปนั้นมีการสะกดนามสกุลที่แตกต่างกันด้วย มีทั้งในแบบ L ตัวเดียว (McAlister), L สองตัว (McAllister) และแยกพยางค์กัน (Mac Allister) ซึ่งก็คือครอบครัวของ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ นั่นเอง
สิ่งที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินแล้วคือ บ้าน แม็ค อัลลิสเตอร์ นั้นถือเป็นตระกูลคู่บุญเทพเจ้าลูกหนังอาร์เจนตินา เพราะพ่อของเขา คาร์ลอส แม็ค อัลลิสเตอร์ เคยเล่นร่วมกับ ดิเอโก อาร์มันโด มาราโดนา ผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยพาทีมฟ้าขาวพิชิตแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อปี 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก แม้ว่าจะไม่ได้มีชื่อทีมติดชุดนั้นก็ตาม
โดยในยุคนั้นมาราโดนาจะเรียกคาร์ลอสว่า ‘โคโล’ ซึ่งแปลว่า ‘ขิง’ ที่มาจากสีผมจิงเจอร์เฮดแบบชาวไอริชที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้านนี้นั่นเอง
คาร์ลอส แม็ค อัลลิสเตอร์ (เสื้อขาวยืนหลังสุด) คุณพ่อที่เคยคว้าแชมป์โลกกับมาราโดนา มาร่วมฉลองแชมป์โลกของลูกชายด้วย
ความจริงบ้านนี้จัดว่าเตะฟุตบอลเก่งทั้งบ้าน โดยนอกจากคาร์ลอสแล้ว ปาตริซิโอ พี่ชายของเขาก็เคยเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสรในอาร์เจนตินา เม็กซิโก และไปไกลถึงญี่ปุ่นด้วย ในขณะที่ตัวของอเล็กซิสเอง พี่ชายของเขาอย่าง ฟรานซิส และ เควิน แม็ค อัลลิสเตอร์ ก็เป็นนักฟุตบอลอาชีพเหมือนกัน
สโมสรแรกของพวกเขาทุกคนคืออาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ซึ่งเป็นสโมสรที่ปั้นโคตรนักบอลอย่าง มาราโดนา, ฮวน โรมัน ริเกลเม และ เอสเตบัน กัมบิอัสโซ มาก่อน โดยที่มีวันพิเศษอย่างยิ่งสำหรับพี่น้องทั้ง 3 คนเมื่อ ฟรานซิส, เควิน และอเล็กซิส ได้ลงเล่นให้ทีมพร้อมกันในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2017
“วันนั้นเป็นวันที่เราสามคนได้โอกาสลงเล่นพร้อมกัน มันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อครอบครัวของเขา ทุกคนยังภูมิใจกับเรื่องนี้จนถึงวันนี้ และเราก็สนุกกันมาก”
จากวันนั้น อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ได้ถูกไบรท์ตันคว้าตัวมาร่วมทีม ซึ่งแม้จะต้องเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบากมายาวนาน ถึงขั้นที่แม่และพี่ชายทั้งสองต้องเดินทางมาให้กำลังใจในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว แต่สุดท้ายเขาก็เอาชนะทุกสิ่งได้
“ปีแรกมันยากมากสำหรับผม มันเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ตอนที่ผมมาอยู่ที่นี่ผมรู้ตัวทันทีว่าสภาพร่างกายผมไม่พร้อมสำหรับจะเล่นในพรีเมียร์ลีก หรือในทีมที่อยากได้ตัวผม ผมเจ็บปวดมาก ร้องไห้ตลอด คิดถึงครอบครัวกับเพื่อนๆ แต่ผมรู้ว่าผมมีความสามารถที่จะเล่นที่นี่ได้แน่” อเล็กซิสเล่า
“แม่กับพี่ชายสองคนของผมมาเยี่ยมเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว และพวกเขาก็เป็นคนที่มอบความเข้มแข็งให้กับผม เพราะมันมีช่วงเวลาหลายเดือนที่ผมไม่ได้ลงเล่นเลยแม้แต่นาทีเดียว แต่พอหลังจากเกมในวันที่ 26 ธันวาคม (บ็อกซิ่งเดย์) ผมก็ได้ลงตัวจริงนัดแรก และหลังจากนั้นผมก็ได้ลงตัวจริงทุกนัด”
ถึงตอนนี้เขากลายเป็นแชมป์โลกไปแล้ว และในวัย 23 ปี เส้นทางของเขายังอีกยาวไกล ซึ่งตอนนี้ทำนายได้ไม่ยากว่าไบรท์ตันจะได้รับข้อเสนอจากทีมใหญ่สักทีมที่พร้อมจะดึงตัวนักเตะกองกลางเทคนิคดี เบสิกแน่น และฉลาดเป็นกรดอย่างเขาไปร่วมทีม
หนึ่งในนั้นคืออาร์เซนอลที่มีข่าวให้ความสนใจอยากได้ตัวมาร่วมทีมนี้ ซึ่งเรื่องความสนใจจากทีมกันเนอร์สเป็นความจริงไหมนั้นยังบอกยาก นอกจากนี้ยังมีท็อตแนม ฮอตสเปอร์ รวมถึงแอตเลติโก มาดริด ที่พร้อมจะแย่งตัวมาร่วมทีมด้วย
แต่สิ่งที่บอกได้แน่ๆ คือ ทีมไหนได้ตัวนักเตะรายนี้ไปคุ้มค่าอย่างแน่นอน เพราะนี่คือนักเตะดีกรีแชมป์โลก เล่นเคียงบ่าเคียงไหล่กับ ลิโอเนล เมสซี มาแล้ว
อ้างอิง:

ถึงจะเล่นทีมเดียวกันแต่ไม่กล้าคุยด้วยเท่าไร
The post ‘แม็ค อัลลิสเตอร์’ สายเลือดคู่บุญเทพเจ้าลูกหนังอาร์เจนตินา (เป้าหมายต่อไปของอาร์เซนอล?) appeared first on THE STANDARD.
]]>
ราล์ฟ รังนิก กุนซือชั่วคราวของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกม […]
The post รังนิกขอโทษแฟนบอลกับผลงานที่ย่ำแย่และน่าอับอาย หลังแมนฯ ยูไนเต็ด พ่ายไบรท์ตัน 0-4 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ราล์ฟ รังนิก กุนซือชั่วคราวของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาขอโทษแฟนบอลปีศาจแดง หลังเกมที่พวกเขาบุกไปพ่ายไบรท์ตันถึง 0-4
“ใช่ ตั้งแต่นาทีแรกจนถึงนาทีสุดท้าย” รังนิกตอบคำถาม Sky Sports ที่ถามว่า นี่ใช่ฟอร์มการเล่นที่แย่ที่สุดภายใต้การคุมทีมของเขาหรือไม่
“เราเป็นรอง เราทำได้เพียงขอโทษแฟนบอลกับผลงานที่ย่ำแย่และน่าอับอาย เราให้เวลาคู่แข่งมากเกินไป ให้พื้นที่พวกเขามากเกินไป เราหยุดพวกเขาจ่ายบอลทะลุช่องของเราไม่ได้ แผนการเล่นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เราบอกนักเตะให้กระชับพื้นที่ให้มากที่สุดและสร้างความกดดันใส่พวกเขา แต่เราก็หยุดพวกเขาไม่ได้
“ผมไม่คิดว่านักเตะจงใจไม่ทำตามแผน แต่พวกเขาหยุดคู่แข่งไม่ได้เลย เราให้พื้นที่และเวลาพวกเขามากเกินไป และเมื่อคุณให้พื้นที่กับนักเตะที่มีเทคนิคที่ดี นี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น
“ในครึ่งหลังเราลองเสี่ยงเอา เอดิสัน คาวานี ลงเล่นในฐานะกองหน้าคนที่สอง แต่ก็กลายเป็นการเสี่ยงมากเกินไปที่จะเล่น 4-4-2 กับพวกเขา แต่เราก็ต้องลองปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างพลัง สุดท้ายวันนี้เราเป็นรองพวกเขา”
ระหว่างเกมที่เอเม็กซ์สเตเดียม แฟนบอลปีศาจแดงได้ตะโกนบอกนักเตะว่า พวกเขา ‘ไม่คู่ควรที่จะสวมเสื้อปีศาจแดง’ ซึ่ง บรูโน แฟร์นันด์ส ยอมรับกับ Sky Sports หลังเกมว่า “ผลงานของเรา โดยเฉพาะตัวผม ไม่ดีพอที่จะใส่เสื้อของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”
ลูอิส โจนส์ ผู้สื่อข่าวของ Sky Sports มองว่า วันนี้ไบรท์ตันคือทีมที่มีทุกอย่างที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มี
“ไบรท์ตันได้รับการโค้ชอย่างดี ฝึกซ้อมมาอย่างดี เต็มเปี่ยมไปด้วยความต้องการ ทักษะ และความมั่นใจในการเล่น เมื่อผู้จัดการทีมพูด พวกเขาฟัง แต่เมื่อ ราล์ฟ รังนิก พูดกับนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่าต้องทำอย่างไร พวกเขากลับดูเหมือนว่ากำลังมองเข้าไปในพื้นที่ว่างเปล่า”
สำหรับเกมต่อไปของแมนฯ ยูไนเต็ด พวกเขาจะไปเยือนคริสตัล พาเลซ ในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ ซึ่งจะเป็นการคุมทีมเกมสุดท้ายของรังนิก ก่อนที่ เอริก เทน ฮาก ผู้จัดการทีมคนใหม่ จะเข้ามารับตำแหน่งต่อในฤดูกาลหน้า
อ้างอิง:
The post รังนิกขอโทษแฟนบอลกับผลงานที่ย่ำแย่และน่าอับอาย หลังแมนฯ ยูไนเต็ด พ่ายไบรท์ตัน 0-4 appeared first on THE STANDARD.
]]>
เกมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกระหว่าง ไบรท์ตันแอนด์โฮฟอัลเบียน ก […]
The post พรีเมียร์ลีกเลื่อนเกมสเปอร์สเยือนไบรท์ตัน หลังโควิดระบาดหนัก เพิ่มความเข้มงวดมาตรการอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
เกมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกระหว่าง ไบรท์ตันแอนด์โฮฟอัลเบียน กับ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ถูกสั่งเลื่อนการแข่งขันออกไปจากกรณีที่มีการระบาดของเชื้อโควิดในทีมสเปอร์ส และมีคำสั่งให้ทุกสโมสรกลับมาใช้มาตรการฉุกเฉินในการรับมือและป้องกันการระบาดของโอไมครอน
ก่อนหน้านี้สเปอร์สต้องเลื่อนการแข่งขันในศึกยูฟ่ายูโรปาคอนเฟอเรนซ์ลีก ที่จะพบกับแรนส์เมื่อคืนวันพฤหัสบดี (9 ธันวาคม) ที่ผ่านมา หลังจากที่มีการระบาดของโควิดภายในทีมที่ตรวจพบว่ามีนักฟุตบอล 8 ราย และสตาฟฟ์อีก 5 ราย ติดเชื้อจนทำให้มีจำนวนผู้เล่นไม่เพียงพอที่จะลงแข่งขันได้ และมีการสั่งปิดสนามฝึกซ้อมแล้ว
ล่าสุดพรีเมียร์ลีกได้มีการสั่งเลื่อนเกมที่สเปอร์สจะไปเยือนไบรท์ตันในวันอาทิตย์ที่จะถึงด้วยหลังจากที่มีการหารือกันและได้รับการร้องขอจากฝั่งทีมจากลอนดอนให้เลื่อนเกมออกไปก่อน รวมถึงคำแนะนำจากที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขด้วย
“คณะกรรมการพรีเมียร์ลีกตัดสินใจเลื่อนการแข่งขันตามคำแนะนำของที่ปรึกษาด้านสาธารณสุข โดยยึดสุขภาพของผู้เล่นและสตาฟฟ์เป็นสิ่งสำคัญที่สุด”
ขณะเดียวกันทางด้านพรีเมียร์ลีกได้แจ้งให้สโมสรทั้ง 20 แห่งกลับมาใช้มาตรการฉุกเฉินในการรับมือกับโควิด หลังจากที่มีการระบาดของโรครุนแรงอีกครั้ง ซึ่งนอกจากสเปอร์สแล้ว เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นอีกทีมที่ถูกตรวจพบว่ามีผู้ติดเชื้อถึง 7 รายด้วยกัน
สำหรับมาตรการนั้นจะรวมถึงการรักษาระยะห่างทางสังคมด้วย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการอนุโลมหลังสถานการณ์การระบาดและอัตราผู้เสียชีวิตจากการป่วยด้วยโรคโควิดลดลง นอกจากนี้จะมีการบังคับให้บุคลาการของสโมสรสวมหน้ากากอนามัยภายในอาคาร การรักษาจะใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที และทีมแพทย์จะต้องกลับมาสวมชุด PPE ในระหว่างที่มีการสัมผัสกับผู้เล่นอีกครั้ง
ด้านรัฐบาลอังกฤษมีการประกาศ ‘แผนสำรอง (Plan B)’ ในการจะต่อสู้กับโอไมครอน ซึ่งแฟนฟุตบอลที่จะเข้าสนามกีฬาที่มีความจุมากกว่า 10,000 คนจะต้องแสดงหลักฐานการเข้ารับวัคซีนครบอย่างน้อย 2 เข็ม หรือหลักฐานการตรวจว่าไม่มีเชื้อโควิด โดยมาตรการนี้ได้เริ่มตั้งแต่วันพุธ (8 ธันวาคม) เป็นต้นมา
อ้างอิง:
The post พรีเมียร์ลีกเลื่อนเกมสเปอร์สเยือนไบรท์ตัน หลังโควิดระบาดหนัก เพิ่มความเข้มงวดมาตรการอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
นักฟุตบอลพรีเมียร์ลีกจากสโมสรไบรท์ตันแอนด์โฮฟอัลเบียนที […]
The post นักฟุตบอลไบรท์ตันที่ถูกจับคดีล่วงละเมิดทางเพศ ได้รับการประกันตัวชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.
]]>
นักฟุตบอลพรีเมียร์ลีกจากสโมสรไบรท์ตันแอนด์โฮฟอัลเบียนที่ถูกจับกุมในคดีล่วงละเมิดทางเพศที่ไนต์คลับ ได้รับการประกันตัวเป็นการชั่วคราว
หลังมีรายงานข่าวว่า มีชายวัย 20 ปีเศษ ถูกจับกุมตัวหลังก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศที่ไนต์คลับแห่งหนึ่งในเมืองไบรท์ตัน เมื่อช่วงเช้ามืดของวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งสื่อมวลชนในอังกฤษมีการเปิดเผยชื่อในเวลาต่อมาว่าคือ อีฟส์ บิสซูมา กองกลางดาวเด่นประจำทีมวัย 25 ปี ที่ถูกจับกุมตัวไปพร้อมกับผู้ร่วมก่อเหตุอีกราย
ล่าสุดมีรายงานว่า นักฟุตบอลรายดังกล่าวได้รับการประกันตัวชั่วคราวจนถึงวันที่ 3 พฤศจิกายนในระหว่างที่มีการสอบสวน ขณะที่หญิงสาวผู้เสียหายขณะนี้ได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ที่ส่งผู้เชี่ยวชาญมาดูแลแล้ว ส่วนทางด้านสโมสรไบรท์ตันยืนยันที่จะสนับสนุนการสอบสวนอย่างเต็มที่
“สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทำตามกระบวนการทางกฎหมาย และนั่นทำให้สโมสรไม่สามารถให้ความเห็นเพิ่มเติมได้ในเวลานี้”
อ้างอิง:
The post นักฟุตบอลไบรท์ตันที่ถูกจับคดีล่วงละเมิดทางเพศ ได้รับการประกันตัวชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์ของคู่ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกทั้งที่ฟาลเมอร์และแ […]
The post เดือดเหลือเกิน! ลุ้นกันต่ออีก 45 นาที appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์ของคู่ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกทั้งที่ฟาลเมอร์และแอนฟิลด์ในช่วง 45 นาทีแรก ช่างดุเดือดครบเครื่องและดราม่าสุดๆ โดยเป็นฝั่งลิเวอร์พูลที่ได้เฮต่อเนื่องก่อน เมื่อ ซาดิโอ มาเน ช่วยให้ทีมขึ้นนำวูล์ฟแฮมป์ตัน 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 17 ก่อนที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้จะถูกเจ้าบ้าน ไบรท์ตัน ขึ้นนำ 1-0 แต่ก็มาตามตีเสมอจากทีเด็ดทีขาดของ เซร์คิโอ อเกวโร ในอีกแค่ 1 นาทีให้หลัง
กระทั่งความพยายามของพวกเขามาประสบความสำเร็จจนได้ในนาทีที่ 38 เมื่อ ไอเมอริก ลาปอร์เต ปราการหลังเลือดน้ำหอมวัย 24 ปี กระโดดขึ้นโหม่งบอลจูบก้นตาข่าย ช่วยให้ทีมขึ้นนำ 1-2 ส่งผลให้สถานการณ์กลับตาลปัตร แม้ลิเวอร์พูลจะขึ้นนำ แต่ก็มีคะแนนตามหลังแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1 คะแนนอยู่ดี (แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 98 คะแนน, ลิเวอร์พูล 97 คะแนน)
งานนี้อีก 45 นาทีในช่วงครึ่งหลัง เดอะ ค็อป นอกจากจะต้องทำผลงานให้ดีต่อเนื่องแล้ว ยังต้องลุ้นให้ไบรท์ตันบี้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ให้ได้ ด้วยการเสมอเป็นอย่างน้อยอีกด้วย

The post เดือดเหลือเกิน! ลุ้นกันต่ออีก 45 นาที appeared first on THE STANDARD.
]]>