Bond Yield Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/bond-yield/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 05 Aug 2026 05:28:35 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ท่ามกลางภาวะน้ำมันแพง Bond Yield พุ่ง Valuation ตึงตัว SET Index ไปต่อได้อีกแค่ไหน https://thestandard.co/set-index-oil-bond-yield-outlook/ Wed, 05 Aug 2026 05:28:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1238341 ภาพแท่นขุดเจาะน้ำมันพร้อมกราฟตลาดหุ้นและตัวเลขทางการเงิน

ประเด็นที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตามากที่สุดในขณะนี้ คือก […]

The post ท่ามกลางภาวะน้ำมันแพง Bond Yield พุ่ง Valuation ตึงตัว SET Index ไปต่อได้อีกแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแท่นขุดเจาะน้ำมันพร้อมกราฟตลาดหุ้นและตัวเลขทางการเงิน

ประเด็นที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตามากที่สุดในขณะนี้ คือการกลับมาปะทุของความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพิ่มแรงกดดันต่อแนวโน้มเงินเฟ้อโลก ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

 

ทว่าตัวเลขเงินเฟ้อดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนมิถุนายนที่ประกาศล่าสุดอยู่ที่ 3.5% YoY ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 3.8% และชะลอลงจากระดับ 4.2% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ Core CPI ก็ชะลอลงมาอยู่ที่ 2.6% ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เช่นกัน ส่งผลให้แรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดของ Fed ผ่อนคลายลงบางส่วน

 

ทั้งนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อดังกล่าวยังไม่สะท้อนผลกระทบจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในระยะล่าสุด อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ระดับ 3.5% ยังคงสูงกว่าเป้าหมายระยะยาวของ Fed จึงประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะยังคงรอประเมินข้อมูลเศรษฐกิจเพิ่มเติมก่อนปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน ส่งผลให้ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนจากทั้งแนวโน้มเงินเฟ้อและพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางสินทรัพย์เสี่ยง อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และการคาดการณ์นโยบายการเงินในระยะต่อไป

 

ท่ามกลางปัจจัยดังกล่าว ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยผ่าน 3 ด้านหลัก ได้แก่ Valuation, Fund Flow และ Earnings Yield Gap การปรับขึ้นของ Bond Yield ทำให้อัตราคิดลดสูงขึ้น กดดันมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่ซื้อขายด้วย Valuation สูงหรือมีความคาดหวังการเติบโตของกำไรในระยะยาว ขณะเดียวกัน ผลตอบแทนสินทรัพย์ปลอดภัยของสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นย่อมเพิ่มแรงจูงใจให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ และทำให้ส่วนต่างระหว่าง Earnings Yield ของตลาดหุ้นไทยกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แคบลง ซึ่งในอดีตมักสัมพันธ์กับแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ

 

อย่างไรก็ตาม ภาพที่เกิดขึ้นจริงในรอบนี้กลับแตกต่างจากทฤษฎี โดยแม้ Bond Yield จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ต่างชาติยังคงซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยในเดือนกรกฎาคม (1 – 17 ก.ค. 69) มียอดซื้อสุทธิกว่า 4 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่เกือบ 7 หมื่นล้านบาท นับเป็นปีแรกที่พลิกกลับมาซื้อสุทธิหลังขายต่อเนื่อง 3 ปี (2566-2568) รวมกว่า 4.4 แสนล้านบาท สะท้อนว่ายังมีโอกาสที่เม็ดเงินต่างชาติจะทยอยไหลกลับ ซึ่งช่วยลดทอนแรงกดดันจาก Bond Yield ได้บางส่วน เมื่อพิจารณาร่วมกับตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ชะลอลง จึงประเมินว่าการปรับขึ้นของ Bond Yield ในรอบนี้สะท้อนความกังวลต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและราคาพลังงานมากกว่าการคาดการณ์ว่า Fed จะกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

 

เมื่อกลับมาที่ราคาน้ำมันซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวแปรหลัก ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมีทั้งด้านบวกและลบ ในด้านลบ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และกำลังซื้อของภาคครัวเรือน อีกทั้งยังจำกัดโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลาย หากเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงยังอาจกดดันดุลบัญชีเดินสะพัดและค่าเงินบาทผ่านต้นทุนนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้น

 

ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นไทยมีโครงสร้างที่แตกต่างจากหลายประเทศ เนื่องจากมีน้ำหนักหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีค่อนข้างสูง ซึ่งมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น จึงช่วยพยุงดัชนีโดยรวมได้บางส่วน ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังสนับสนุนบรรยากาศการลงทุน ทั้งการปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปีนี้ของ กนง. ขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 1.5% และภาวะอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ซึ่งยังอยู่ในระดับติดลบและเอื้อต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ SET Index ปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ P/E ราว 16 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยระยะยาว ทำให้ Upside จากการขยายตัวของ Valuation อาจเริ่มจำกัด การปรับขึ้นต่อจากนี้จึงต้องพึ่งปัจจัยพื้นฐานใหม่ เช่น กำไรที่โตเกินคาดหรือเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่อง

 

ด้วยความไม่แน่นอนที่ยังสูงทั้งจากสงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อ และทิศทาง Bond Yield จึงประเมินว่า SET Index มีโอกาสทดสอบบริเวณ 1,650–1,700 จุดได้ ก็ต่อเมื่อ กระแสเงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าต่อเนื่องและ Bond Yield สหรัฐฯ ไม่เร่งตัวขึ้นอีก ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ยังไม่มีความแน่นอนสูงนัก ขณะที่แนวรับสำคัญบริเวณ 1,530–1,540 จุด ก็อาจถูกทดสอบได้เช่นกันหากปัจจัยลบข้างต้นรุนแรงกว่าคาด ภาพการลงทุนในระยะถัดไปน่าจะอยู่ในลักษณะของการสลับกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) มากกว่าการปรับขึ้นพร้อมกันทั้งตลาด

 

ภายใต้ภาพ Sector Rotation และภาวะที่ราคาน้ำมันยังมีความผันผวน ขณะที่ทิศทางการคลี่คลายของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่ชัดเจน กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือการจัดพอร์ตแบบ Barbell Strategy โดยให้น้ำหนักหุ้นพลังงานต้นน้ำเพื่อเป็น Hedge ต่อความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ควบคู่กับหุ้น Domestic ที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจากแรงส่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ทยอยฟื้นตัว เช่น กลุ่มธนาคาร กลุ่มการแพทย์ กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าที่ได้รับแรงหนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการขยายตัวของ Data Center ขณะที่ควรเพิ่มความระมัดระวังต่อกลุ่มสายการบิน ซึ่งมีต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นสัดส่วนสูง และอาจเผชิญแรงกดดันต่ออัตรากำไร หากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง

 

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่หากยกระดับความรุนแรงจะดันราคาน้ำมันขึ้นแรงและปลุกความเสี่ยงเงินเฟ้อรอบใหม่ รองลงมาคือทิศทางนโยบายการเงินของประเทศหลักและแนวโน้มเงินเฟ้อโลกที่หากค้างสูงนานกว่าคาดจะกดดันสินทรัพย์เสี่ยง ดังนั้น ในเชิงกลยุทธ์ จังหวะการอ่อนตัวของดัชนีจึงยังเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นในธีมดังกล่าว มากกว่าการไล่ซื้อในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นแรง

 

ภาพ: Who is Danny / Shutterstock

 

The post ท่ามกลางภาวะน้ำมันแพง Bond Yield พุ่ง Valuation ตึงตัว SET Index ไปต่อได้อีกแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
US Economic Literacy & Portfolio 101 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่นักลงทุนต้องรู้ https://thestandard.co/us-economic-data-investors-portfolio/ Tue, 30 Jun 2026 08:00:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1222461 นักลงทุนวิเคราะห์กราฟและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพื่อวางแผนการลงทุนในตลาดโลก

นโยบาย Fed และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นปัจจัยหลักที่ขับ […]

The post US Economic Literacy & Portfolio 101 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่นักลงทุนต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักลงทุนวิเคราะห์กราฟและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพื่อวางแผนการลงทุนในตลาดโลก

นโยบาย Fed และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้นและพอร์ตลงทุนทั่วโลกผ่านการเชื่อมโยงของสินทรัพย์ต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้คือดัชนีชี้วัดสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม แม้การตอบสนองของราคาอาจไม่เป็นไปตามคาดการณ์เสมอไป

 

กล่าวได้ว่า ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศ แต่เป็น “ภาษากลาง” ของตลาดเงินโลกที่บ่งบอกทิศทางกระแสเงินทุน การเปลี่ยนแปลงต้นทุนทางการเงิน และความเสี่ยงสำคัญที่ตลาดกำลังจับตามองในขณะนั้น

 

บทความนี้มุ่งสร้างความเข้าใจว่าทำไมรายงานเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงสำคัญ ข้อมูลใดที่ควรจับตา และส่งผลอย่างไรต่อพอร์ตการลงทุน เพราะในโลกปัจจุบัน การประกาศตัวเลขเพียงครั้งเดียวอาจเปลี่ยนทิศทางสินทรัพย์ทั่วโลกได้ทันที

 

ทำไมข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงสำคัญกับพอร์ตลงทุนของคนไทย

 

เหตุผลที่ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นจุดเริ่มต้นการประเมิน “ต้นทุนเงิน” โลก เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจประกาศออกมา ตลาดจะคาดการณ์ทันทีว่า Fed จะปรับดอกเบี้ยอย่างไร เมื่อความคาดหวังต่อ Fed เปลี่ยน Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์จะขยับตาม กดดันราคาหุ้น ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ พร้อมบีบให้ประเมินมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงใหม่ตามต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ยังมีผลต่อบรรยากาศการลงทุน (Risk Appetite) ทั่วโลก หากตัวเลขเศรษฐกิจชะลอตัวเหมาะสม นักลงทุนจะกล้าเปิดรับความเสี่ยง แต่หากเงินเฟ้อสูงหรือเศรษฐกิจแย่เกินคาด ตลาดจะระมัดระวังทันที ข้อมูลเพียงชุดเดียวจึงสร้างแรงกระเพื่อมต่อสินทรัพย์ทุกประเภทได้พร้อมกัน

 

ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผ่านมาถึงพอร์ตลงทุนอย่างไร

 

ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีน้ำหนักกับตลาด ไม่ใช่เพียงเพราะตัวเลขนั้นออกมาดีกว่าหรือแย่กว่าคาด แต่เพราะผลที่ตามมาหลังจากนั้น

 

จุดเริ่มต้นของกระบวนการทั้งหมดคือ ความคาดหวังต่อ Fed หากเงินเฟ้อสูงกว่าคาด ตลาดจะเริ่มมองว่า Fed อาจยังไม่พร้อมลดดอกเบี้ย แต่หากเศรษฐกิจเริ่มชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดก็อาจมองว่า Fed มีพื้นที่ผ่อนคลายนโยบายมากขึ้น

 

เมื่อความคาดหวังต่อดอกเบี้ยเปลี่ยน สิ่งที่ขยับตามมาคือ Bond Yield โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปีและ 10 ปี Yield ที่ปรับขึ้นมักหมายถึงต้นทุนเงินที่สูงขึ้น หุ้นเติบโตจึงมักถูกกดดัน พันธบัตรเดิมเผชิญแรงกดดันจากราคาที่เคลื่อนไหวสวนทางกับ Yield ขณะที่ทองคำมักเสียเปรียบเมื่อผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น

 

ถัดจากนั้น ค่าเงินดอลลาร์ก็มักตอบสนองตามมา หากตลาดเชื่อว่า Fed จะคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ดอลลาร์ก็มักแข็งค่าขึ้น และเมื่อดอลลาร์แข็ง ผลกระทบก็จะขยายไปยังทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดเกิดใหม่

 

พูดอีกแบบหนึ่ง ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้กระทบพอร์ตแบบเส้นตรง แต่มักเดินผ่านลำดับเดิมซ้ำๆ จากตัวเลขเศรษฐกิจ ไปสู่การคาดการณ์นโยบายของ Fed จากนั้นไปสู่ Bond Yield และดอลลาร์ ก่อนจะสะท้อนออกมาเป็นราคาของหุ้น พันธบัตร ทองคำ และสินทรัพย์อื่น ๆ

 

เงินเฟ้อ ตัวเลขแรกที่ต้องติดตาม

 

ถ้าจะมีตัวเลขเศรษฐกิจชุดไหนที่ทำให้ตลาดต้องรีบตีความมากที่สุด ชุดนั้นมักเป็น “เงินเฟ้อ” เพราะมันกำลังบอกว่า Fed มีพื้นที่มากน้อยแค่ไหนในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

 

ถ้าเงินเฟ้อยังสูงกว่าที่ตลาดหวัง การลดดอกเบี้ยก็อาจต้องถูกเลื่อนออกไป แต่ถ้าเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงต่อเนื่อง ตลาดก็จะเริ่มมองหาโอกาสที่ต้นทุนเงินจะค่อยๆ ลดลงตามมา

 

ตัวเลขที่นักลงทุนเห็นบ่อยที่สุดคือ CPI (Consumer Price Index) หรือ ดัชนีราคาผู้บริโภค แต่ในทางปฏิบัติ ตลาดไม่ได้หยุดอยู่แค่ CPI เท่านั้น สิ่งที่ถูกจับตาไม่แพ้กันคือ Core CPI ซึ่งช่วยกรองความผันผวนระยะสั้นออกไปเพื่อดูว่าแรงกดดันด้านราคาที่แท้จริงยังเหนียวอยู่หรือไม่

 

ขยับลึกลงไปอีก ตลาดจะดู PCE (Personal Consumption Expenditures) และโดยเฉพาะ Core PCE มากขึ้น เพราะนี่คือมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญมากกว่าในการกำหนดนโยบาย หากตัวเลขนี้ค่อยๆ ชะลอลง ภาพของการลดดอกเบี้ยก็จะเริ่มชัดขึ้น แต่ถ้ายังทรงตัวในระดับสูง ความหวังเรื่องดอกเบี้ยขาลงก็มักถูกเลื่อนออกไป

 

ส่วน PPI (Producer Price Index) หรือดัชนีราคาผู้ผลิตช่วยสะท้อนแรงกดดันฝั่งต้นทุน ขณะที่ Inflation Expectations สำคัญเพราะหากคนเริ่มเชื่อว่าเงินเฟ้อจะอยู่สูงไปอีกนาน ความคาดหวังนั้นเองก็อาจกลายเป็นแรงกดดันใหม่ต่อเงินเฟ้อในอนาคต

 

เมื่อข่าวเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด Bond Yield มักมีแนวโน้มขยับขึ้น ดอลลาร์มีแรงหนุน และสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยอย่างหุ้นเติบโตหรือทองคำมักถูกกดดัน แต่ถ้าตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มอ่อนลงในจังหวะที่เศรษฐกิจยังไม่ทรุดมาก ตลาดก็มักตอบรับในอีกแบบหนึ่ง เพราะนั่นหมายถึงความเป็นไปได้ที่ Fed จะผ่อนคลายได้โดยไม่ต้องแลกกับเศรษฐกิจที่เสียหายรุนแรง

 

ดังนั้น กุญแจสำคัญสำหรับนักลงทุนคือการทำความเข้าใจว่ารายงานแต่ละประเภทกำลังทำหน้าที่ตอบโจทย์ที่แตกต่างกัน

 

  • CPI สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าที่ผู้คนต้องแบกรับจริง
  • Core CPI ทำหน้าที่กรองเสียงรบกวนระยะสั้นเพื่อค้นหาแรงกดดันที่แท้จริง
  • PCE และ Core PCE คือเลนส์สายตาที่ Fed ใช้มองภาพรวมเงินเฟ้อ
  • PPI บอกเล่าเรื่องราวความกดดันจากฝั่งต้นทุนการผลิต
  • Inflation Expectations บ่งบอกถึงระดับความเชื่อมั่นของตลาดต่อสถานการณ์ในวันข้างหน้า

 

ตลาดแรงงาน ความแข็งแรงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

 

หากเงินเฟ้อคือตัวชี้วัดจังหวะการลดดอกเบี้ยของ Fed ตลาดแรงงานก็คือคำตอบว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งหรือร้อนแรงเกินไป ความสำคัญของตลาดแรงงานอยู่ที่การเป็นฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนการบริโภค แต่หากตึงตัวเกินไปจะกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้เงินเฟ้อลดลงช้ากว่าคาด

 

สถานการณ์นี้มักสร้างความย้อนแย้งในการลงทุน เพราะตัวเลขจ้างงานที่แข็งแกร่งอาจทำให้ตลาดกังวลว่า Fed จะยังไม่ลดดอกเบี้ย เนื่องจากค่าจ้างที่สูงจะหนุนให้เงินเฟ้อภาคบริการยังทรงตัว

 

รายงานหลักที่ต้องติดตามคือ Nonfarm Payrolls ซึ่งสามารถพลิกทิศทางตลาดได้ทันที หากตัวเลขสูงกว่าคาด ตลาดจะมองว่าเศรษฐกิจยังร้อนแรงเกินกว่าจะผ่อนคลายนโยบายการเงิน ส่วนอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ช่วยชี้สัญญาณการอ่อนแรง หากเพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสมอาจเป็นสัญญาณชะลอตัวที่ดี แต่หากพุ่งเร็วเกินไปจะเปลี่ยนความกังวลไปสู่ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยแทน

 

อีกมาตรวัดสำคัญคือ Average Hourly Earnings หรือค่าจ้างเฉลี่ย ซึ่ง Fed มองว่าเป็นต้นทุนเงินเฟ้อภาคบริการโดยตรง หากยังเติบโตสูง ผู้ประกอบการมีแนวโน้มส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า และนอกจากนี้ Initial Jobless Claims ชี้วัดความเร็วการเลิกจ้าง และ JOLTS (Job Openings and Labor Turnover Survey) หรือรายงานสำรวจข้อมูลทางสถิติของสำนักงานสถิติแรงงานแห่งสหรัฐอเมริกาจะสะท้อนระดับความตึงตัวของตลาดผ่านตำแหน่งงานเปิดใหม่ หากตำแหน่งงานยังสูงกว่าผู้ว่างงาน แรงกดดันด้านค่าจ้างจะยังคงอยู่

 

สำหรับนักลงทุน ข้อมูลแรงงานที่แข็งแกร่งเกินไปอาจไม่ใช่ข่าวดีเสมอไป สิ่งที่ตลาดต้องการคือภาวะที่ค่อย ๆ “เย็นลง” อย่างมีระบบ โดยที่การจ้างงานยังดำเนินต่อไปได้และค่าจ้างชะลอตัวลงโดยไม่เกิดการเลิกจ้างรุนแรง

 

การเติบโตและการบริโภค ตัวบ่งชี้เศรษฐกิจ ไปต่อหรือพอแค่นี้

 

ถ้าเงินเฟ้อบอกว่า Fed มีพื้นที่ลดดอกเบี้ยหรือยัง และตลาดแรงงานบอกว่าเศรษฐกิจยังร้อนแรงแค่ไหน ตัวเลขการเติบโตและการบริโภคก็บอกอีกด้านหนึ่งว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไปต่อได้มากน้อยเพียงใด

 

หมวดนี้สำคัญเพราะสุดท้ายแล้ว ตลาดหุ้นไม่ได้ซื้อขายอยู่บนดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่ซื้อขายอยู่บนความคาดหวังต่อกำไรบริษัทด้วย และกำไรของบริษัทก็หนีไม่พ้นสุขภาพของเศรษฐกิจจริง

 

ตัวเลขแรกที่คนมักนึกถึงคือ GDP ซึ่งทำหน้าที่บอกภาพใหญ่ของการเติบโต แต่สำหรับตลาด สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ตัวเลขแข็งแรงหรืออ่อนแอ หากคือแข็งแรงภายใต้เงื่อนไขแบบไหน ถ้า GDP โตดีในช่วงที่เงินเฟ้อยังสูง ตลาดอาจไม่ได้ดีใจมากนัก แต่ถ้า GDP ยังขยายตัวได้ ขณะที่เงินเฟ้อค่อยๆ ชะลอลง ภาพที่ตลาดเห็นอาจกลายเป็นอีกแบบหนึ่ง

 

Retail Sales สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยตรง หากยอดค้าปลีกยังแข็งแรง ย่อมบอกว่าครัวเรือนยังจับจ่ายและเศรษฐกิจยังไม่สะดุดง่ายๆ แต่ถ้าเริ่มอ่อนลงต่อเนื่อง ตลาดก็จะตั้งคำถามว่าแรงส่งของผู้บริโภคเริ่มหมดหรือยัง

 

ด้านภาคธุรกิจ ตลาดมักตาม ISM Manufacturing PMI และ ISM Services PMI เพื่อดูว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจกำลังขยายตัวหรือหดตัว ขณะที่ Durable Goods Orders และตัวเลขภาคที่อยู่อาศัยอย่าง Housing Starts หรือ Existing Home Sales ช่วยเติมภาพอีกด้านหนึ่งว่า ภาคธุรกิจยังกล้าลงทุนหรือไม่ และภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยกำลังรับแรงกดดันมากแค่ไหน

 

สิ่งที่นักลงทุนต้องระวังคือ ตัวเลขกลุ่มนี้ไม่ได้ตีความได้ตรงเสมอไป เศรษฐกิจที่แข็งแรงอาจเป็นข่าวดีต่อกำไรบริษัท แต่ถ้าแข็งแรงเกินไปในช่วงที่เงินเฟ้อยังไม่ยอมลง ก็อาจกลายเป็นเหตุผลให้ Fed ต้องคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ในทางกลับกัน เศรษฐกิจที่ชะลอลงอาจช่วยให้ตลาดหวังเรื่องดอกเบี้ยขาลง แต่ถ้าชะลอลงมากเกินไป ตลาดก็จะเริ่มหันไปกังวลเรื่อง Recession และผลประกอบการแทน

 

Fed, Bond Yield และดอลลาร์ ตัวเลขสุดท้ายที่ห้ามมองข้าม

 

เมื่อข้อมูลเศรษฐกิจเปิดเผย ตลาดจะประเมินทิศทางนโยบาย Fed ทันที รายงานการประชุมและถ้อยแถลงของ Fed จึงสำคัญกว่าบทวิเคราะห์ย้อนหลัง เพราะเป็นเครื่องชี้วัดแนวโน้มดอกเบี้ยและเงินเฟ้อในสายตานักลงทุน แต่อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของตลาดต่อการกระทำในอนาคตของ Fed มีอิทธิพลไม่แพ้กัน

 

Fed Funds Futures จึงเป็นตัวแปรสะท้อนน้ำหนักการปรับดอกเบี้ยที่ตลาดคาดหวัง ซึ่งส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ตอบสนองอย่างรุนแรงตามความเปลี่ยนแปลง โดยมี Bond Yield เป็นตัวส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุด พันธบัตรอายุ 2 ปี สะท้อนนโยบายระยะสั้น ส่วนอายุ 10 ปี สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจระยะยาว เมื่อ Yield ขยับ คือสัญญาณว่าต้นทุนการเงินโลกกำลังเปลี่ยนไป

 

ซึ่งนำไปสู่การปรับฐานมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ หุ้นกลุ่มเติบโตจะรับผลกระทบหนักจากมูลค่ากระแสเงินสดในอนาคต ราคาพันธบัตรจะเคลื่อนไหวสวนทางกับ Yield ทองคำจะลดความน่าสนใจเมื่อผลตอบแทนจากดอกเบี้ยสูงขึ้น และสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทจะถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าตามต้นทุนที่สูงขึ้น

 

นอกจาก Yield แล้ว ค่าเงินดอลลาร์มักเคลื่อนไหวสอดรับกัน หาก Fed คงดอกเบี้ยสูงหรือเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ดอลลาร์จะแข็งค่า กดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดเกิดใหม่จากเงินทุนไหลออก

 

อิทธิพลของข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงอยู่ที่พลังในการเปลี่ยนความคาดหวังต่อ Fed และแรงส่งไปยัง Bond Yield กับดอลลาร์ เพราะตลาดขับเคลื่อนด้วย “การตีความ” ว่าข้อมูลนั้นจะเปลี่ยนทิศทางกระแสเงินและราคาสินทรัพย์โลกอย่างไรมากกว่าตัวเลขดิบเพียงอย่างเดียว

 

จุดที่นักลงทุนมักอ่านข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผิด

 

บ่อยครั้งที่ตลาดไม่ได้ขยับตามคุณภาพของตัวเลข แต่ขยับตามความต่างจากสิ่งที่คาดไว้ หากข้อมูลตรงตามการวางเดิมพัน ตลาดอาจนิ่งเฉย แต่ถ้าผิดไปจากสมมติฐานเพียงนิดเดียว การเคลื่อนไหวของสินทรัพย์อาจรุนแรงกว่าที่คิด

 

นักลงทุนจำนวนมากมักยึดติดกับตัวเลขพาดหัวจนละเลยบริบทการตีความ ทั้งที่ประเด็นสำคัญคือตัวเลขนั้นส่งผลต่อมุมมองด้านดอกเบี้ย Bond Yield ดอลลาร์ และบรรยากาศการลงทุนอย่างไร

 

สิ่งสำคัญคือตัวเลขนั้นเปลี่ยนมุมมองตลาดต่อดอกเบี้ย Yield ดอลลาร์ และบรรยากาศลงทุนอย่างไร

 

  • อย่ามองแค่ตัวเลขดีหรือแย่ ตัวเลขที่ดีเกินคาดอาจเป็นลบต่อตลาดหากทำให้ Fed คงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ขณะที่ตัวเลขที่อ่อนแออาจเป็นบวกถ้าตลาดต้องการให้เศรษฐกิจเย็นลง
  • อย่าดูตัวเลขเดี่ยว ตลาดอ่านเงินเฟ้อ แรงงาน การเติบโต และดอกเบี้ยควบคู่กันเสมอ ตัวเลขที่ดีอาจเปลี่ยนความหมายตามบริบทนโยบาย Fed
  • ระบุความกลัวหลักของตลาด ข้อมูลชุดเดียวกันอาจถูกตีความต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าตลาดกำลังกังวลเรื่องเงินเฟ้อหรือเศรษฐกิจถดถอย
  • เทียบกับสิ่งที่คาดไว้ ตลาดเคลื่อนไหวตามความเบี่ยงเบนจากสิ่งที่คาดการณ์ล่วงหน้า ไม่ใช่แค่ความดีหรือแย่ของตัวเลขดิบ
  • เน้นกรอบการตีความ ให้ความสำคัญว่าข้อมูลนั้นเปลี่ยนทิศทางต้นทุนการเงินและกระแสเงินทุนโลกอย่างไร มากกว่าแค่ตัวเลขพาดหัว

 

อ่านข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้เป็น คืออ่านทิศทางเงินของโลกให้ชัดขึ้น

 

ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญเพราะเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนมุมมองต่อดอกเบี้ย Bond Yield ค่าเงินดอลลาร์ และบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก นักลงทุนจึงไม่ควรดูเพียงตัวเลขแยกส่วนหรือพยายามทายทิศทางตลาดระยะสั้น

 

หัวใจสำคัญคือการเข้าใจว่าข้อมูลแต่ละชุดตอบโจทย์ใด เช่น เงินเฟ้อบ่งชี้พื้นที่การลดดอกเบี้ยของ Fed ตลาดแรงงานสะท้อนความแข็งแกร่งหรือความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ส่วนการบริโภคบอกถึงแรงส่งทางการเติบโต เพื่อเข้าใจว่าตลาดตีความข้อมูลเหล่านั้นสู่ราคาสินทรัพย์อย่างไร

 

การอ่านข่าวให้เป็นจะช่วยให้เข้าใจโครงสร้างตลาดและความเสี่ยงหลักในแต่ละช่วงเวลา มากกว่าเพียงตื่นเต้นกับความผันผวน เพราะในโลกที่ตัวเลขเดียวเปลี่ยนทิศทางเงินทุนได้ทันที ทักษะนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการลงทุนอย่างเข้าใจ

 

*ข้อมูลนี้มิใช่คำแนะนำด้านการลงทุน การตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาจากความเข้าใจและระดับความเสี่ยงของนักลงทุน

The post US Economic Literacy & Portfolio 101 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่นักลงทุนต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังเล็งกู้ล็อตแรก 35,000 ล้านบาท ในสัปดาห์หน้า เพื่อเร่งเบิกจ่ายให้ทันใช้ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ https://thestandard.co/finance-ministry-loan-thai-chuay-plus/ Fri, 22 May 2026 05:11:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1209873 ภาพเงินจำนวนมากพร้อมข้อความ คลังเล็งกู้ 35,000 ล้านบาท สัปดาห์หน้า เพื่อ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’

คลังเตรียมทยอยกู้เงินตาม พ.ร.ก. กู้เงินฯ ล็อตแรกในวงเงิ […]

The post คลังเล็งกู้ล็อตแรก 35,000 ล้านบาท ในสัปดาห์หน้า เพื่อเร่งเบิกจ่ายให้ทันใช้ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเงินจำนวนมากพร้อมข้อความ คลังเล็งกู้ 35,000 ล้านบาท สัปดาห์หน้า เพื่อ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’

คลังเตรียมทยอยกู้เงินตาม พ.ร.ก. กู้เงินฯ ล็อตแรกในวงเงิน 35,000 ล้านบาทในสัปดาห์หน้า เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ โดยเบื้องต้นวางแผนกู้ด้วยการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ควบคู่การออกสัญญากู้ยืมเงิน (Term Loan) รวมวงเงินเป็น 175,000 ล้านบาท

 

จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เผยว่า กระทรวงการคลังจะเริ่มดำเนินการกู้เงินบางส่วนตาม พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาทภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้รัฐบาลมีเงินเบิกจ่ายทันใช้ในมาตรการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ที่จะเริ่มดำเนินโครงการในวันที่ 1 มิถุนายนนี้

 

โดยกระทรวงการคลังจะใช้วิธีการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) อายุ 3-5 ปี เพื่อดำเนินการกู้ ซึ่งเบื้องต้นวางกรอบไว้ว่าจะแบ่งกู้เป็นรายเดือน มีวงเงินต่อเดือนอยู่ที่ 35,000 ล้านบาท ยาวต่อเนื่อง 4 เดือน จนสิ้นสุดปีงบประมาณ 2569 ในเดือนกันยายน

 

เนื่องจากเมื่อถึงเดือนตุลาคมจะเข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ หากรัฐบาลต้องการก่อหนี้เพิ่มเติมจะต้องมีการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะครั้งใหม่

 

“ปีงบประมาณใหม่จะต้องเข้าแผนหนี้ฯ ใหม่ แต่ว่าถ้าเกิดมีโครงการรองรับอีก ก็ออกได้อีก ขึ้นอยู่กับว่า ครม. จะอนุมัติอะไรหรือไม่” จินดารัตน์กล่าว

 

พร้อมกันนี้ กระทรวงการคลังจะทำสัญญากู้ยืมเงิน (Term Loan) ในระยะเวลา 3-5 ปี วงเงิน 35,000 ล้านบาท คู่ขนานไปกับการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ซึ่งจินดารัตน์ระบุว่าสัญญากู้ยืมเงิน (Term Loan) จะมีความยืดหยุ่นกว่า เพราะสามารถทยอยเบิกใช้ตามความจำเป็นได้

 

“เนื่องจาก Term Loan รอได้ว่าจะเบิกเท่าไร สมมติว่าอาจจะแค่เดือนละ 5 พัน ขณะที่ตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ออกมาเลย” จินดารัตน์กล่าว

 

เมื่อรวมวงเงินจากตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) วงเงิน 35,000 ล้านบาท ทั้ง 4 รอบ และวงเงินจากสัญญากู้ยืมเงิน 30,000 ล้านบาทแล้ว จะได้วงเงินรวมทั้งสิ้น 175,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับวงเงิน 176,000 ล้านบาทของโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’

 

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ด้วยวิธีการเสนอประมูลอัตราผลตอบแทนให้แก่สถาบันการเงิน และกองทุนต่างๆ หากสถาบันการเงินหรือกองทุนใดเสนอประมูลอัตราผลตอบแทนที่ต่ำที่สุด กระทรวงการคลังก็จะกู้กับสถาบันการเงินหรือกองทุนแห่งนั้น

 

มอง Bond Yield พุ่ง ไม่น่าเป็นห่วง

 

สำหรับกรณีที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond Yield) อายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 2.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบราว 16 เดือน จินดารัตน์ระบุว่า ยังไม่น่ากังวล เนื่องจากแผนการกู้เงินรอบนี้เน้นการกู้ระยะสั้นอายุ 3-5 ปี และยังไม่มีการออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวชุดใหม่เพิ่มเติม

 

“เป็นการกู้สั้น 3-5 ปี เรายังไม่ได้ออกพันธบัตรใหม่ และที่มีอยู่มันก็ Fixed ก็เลยยังไม่ได้ส่งผลอะไร”

 

พร้อมระบุว่า จากนี้กระทรวงการคลังจะให้น้ำหนักกับการกู้ระยะสั้นมากขึ้นในช่วงแรก เพื่อลดผลกระทบจากภาวะตลาดตราสารหนี้ที่ยังมีความผันผวนอยู่ในปัจจุบัน

The post คลังเล็งกู้ล็อตแรก 35,000 ล้านบาท ในสัปดาห์หน้า เพื่อเร่งเบิกจ่ายให้ทันใช้ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อสงครามดัน Bond Yield สูงขึ้น ตลาดกำลังกังวลอะไร และตราสารหนี้ยังน่าลงทุนหรือไม่? https://thestandard.co/war-bond-yield-market-investment/ Thu, 21 May 2026 08:14:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1209710

เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือน […]

The post เมื่อสงครามดัน Bond Yield สูงขึ้น ตลาดกำลังกังวลอะไร และตราสารหนี้ยังน่าลงทุนหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สิ่งที่ตลาดการเงินกังวลไม่ใช่เพียงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่รวมถึงความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานดีดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกดดันเงินเฟ้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากตลาดเริ่มปรับคาดการณ์ว่าธนาคารกลางหลายแห่งอาจต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรืออาจจำเป็นต้องกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้ออีกครั้ง

 

ในอดีต เมื่อเกิดสงคราม นักลงทุนมักจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ภาพที่เกิดขึ้นในรอบนี้กลับแตกต่างออกไป โดย Bond Yield ทั่วโลกกลับปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่าความกังวลหลักของตลาดกลับเป็นเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากความเสี่ยงที่ผลกระทบด้านพลังงานอาจยืดเยื้อนานกว่าที่คาด เนื่องจากความขัดแย้งได้กระทบไม่เพียงเส้นทางขนส่ง แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลางอีกด้วย

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ แม้ความขัดแย้งอาจคลี่คลายลงได้ แต่ฝั่งอุปทาน (Supply Side) ของตลาดพลังงานอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ราคาพลังงานจึงมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงและทยอยส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายใต้สภาวะเช่นนี้ ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงนานขึ้น (Higher for Longer) ยิ่งไปกว่านั้น หากสงครามยืดเยื้อเป็นเวลานาน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินจะทวีความรุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง ซึ่งในภาวะดังกล่าว ธนาคารกลางอาจถูกบีบให้ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยแม้เศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะชะลอตัวก็ตาม

 

สำหรับประเทศไทย เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป โดยเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเมษายน พลิกกลับมาขยายตัวที่ 2.89% YoY หลังจากอยู่ในระดับต่ำและบางช่วงติดลบมาต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่าเงินเฟ้อทั่วไปอาจเร่งตัวขึ้นและมีโอกาสปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% ชั่วคราว ตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังราคาสินค้าและบริการ อย่างไรก็ตาม การส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างจำกัดภายใต้

 

อุปสงค์ภายในประเทศที่ยังเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงที่จะเกิด Second-Round Effects ของเงินเฟ้อไทยยังจำกัด และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย

 

ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจไทยก่อนเกิดความขัดแย้งสะท้อนภาพการฟื้นตัว โดย GDP ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% YoY เร่งตัวขึ้นจาก 2.5% YoY ในไตรมาส 4 ปี 2568 จากแรงหนุนของการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน การส่งออกสินค้า และการใช้จ่ายภาครัฐที่เร่งตัวขึ้น ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวในเกณฑ์ดี และรายได้จากภาคการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัว

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่แข็งแกร่งในไตรมาสแรกของปียังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเต็มที่ เศรษฐกิจไทยจึงมีแนวโน้มชะลอตัวลงในระยะถัดไป จากทั้งราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นและการส่งผ่านต้นทุนที่จะซ้ำเติมกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ส่วนภาคการผลิตและการส่งออกเผชิญความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น ขณะที่ พ.ร.ก. กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาทของภาครัฐ น่าจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวรุนแรง แต่ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านการคลังในระยะต่อไป เนื่องจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอลง อาจทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ขยับเข้าใกล้เพดานวินัยการคลังที่ระดับ 70% มากขึ้น

 

ดังนั้น แม้ไทยจะเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน (Supply-Side Inflation) แต่เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น กนง. จึงมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง เพื่อรอดูสถานการณ์และประเมินผลกระทบ (Wait-and-see) โดยการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลังจำเป็นต้องทำงานสอดประสานกันมากขึ้นในการช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ภายใต้ Policy Space ของทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่เริ่มมีจำกัดมากขึ้น

 

ในมุมของตลาดตราสารหนี้ไทย Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลก ทั้งจากความเสี่ยงจากสงครามที่ยืดเยื้อและเงินเฟ้อ รวมถึงความกังวลต่อแนวโน้มหนี้สาธารณะของไทยที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ Bond Yield ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าระยะสั้น จนทำให้ Yield Curve มีลักษณะชันขึ้น (Bear Steepening) สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ Bond Yield ที่ปรับสูงขึ้นมาแล้วนั้น สะท้อนว่าตลาดได้รับรู้ (Priced-In) ความเสี่ยงดังกล่าวไปในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ Bond Yield เริ่มกลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจมากขึ้นสำหรับการทยอยสะสมเพื่อการลงทุนในระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะในบริบทที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตในระดับต่ำ และดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มทรงตัวมากกว่าปรับขึ้น

 

ภายใต้โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ตราสารหนี้ยังคงเป็นสินทรัพย์สำคัญในการช่วยกระจายความเสี่ยง (Diversification) และสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ แต่การเคลื่อนไหวของตลาดการเงินจะมีความซับซ้อนและผันผวนมากยิ่งขึ้น การลงทุนในตราสารหนี้หลังจากนี้อาจไม่ใช่ภาพของการได้รับอานิสงส์จาก Bond Yield ที่ปรับลดลงตามวัฏจักรดอกเบี้ยเหมือนในช่วงปี 2567–2568 ที่ผ่านมา แต่จะเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนต้องเน้นบริหาร Duration ของพอร์ตการลงทุน และคัดเลือกคุณภาพเครดิตอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

 

ภาพ: La Terase / Shutterstock

The post เมื่อสงครามดัน Bond Yield สูงขึ้น ตลาดกำลังกังวลอะไร และตราสารหนี้ยังน่าลงทุนหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กระทบเศรษฐกิจ-ประชาชน-ธุรกิจ-นักลงทุนแค่ไหน https://thestandard.co/government-emergency-loan-economy-impact/ Tue, 05 May 2026 13:32:58 +0000 https://thestandard.co/government-emergency-loan-economy-impact/ ภาพเงินธนบัตรปลิวว่อน พร้อมข้อความ 'รัฐกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้าน กระทบเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน และต้นทุนธุรกิจแค่ไหน?' แสดงผลกระทบ พ.ร.ก. กู้เงิน

วันนี้ (วันที่ 5 พฤษภาคม) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอน […]

The post รัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กระทบเศรษฐกิจ-ประชาชน-ธุรกิจ-นักลงทุนแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเงินธนบัตรปลิวว่อน พร้อมข้อความ 'รัฐกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้าน กระทบเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน และต้นทุนธุรกิจแค่ไหน?' แสดงผลกระทบ พ.ร.ก. กู้เงิน

วันนี้ (วันที่ 5 พฤษภาคม) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติ ‘ร่างพระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ….’ (ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ในวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท บทความฉบับนี้จะพาไปวิเคราะห์ว่า การตัดสินใจของรัฐบาลครั้งนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนแค่ไหน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ทำไมต้องรัฐบาลต้องกู้เงิน?

 

1. ไทยเจอวิกฤต 3 ระลอก: โดยแถลงการณ์ของกระทรวงการคลังระบุว่า ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยกำลังกับคลื่นความเสี่ยง 3 ระลอก ได้แก่

  • ระลอกแรก: ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ระลอกสอง: ต้นทุนการผลิตสินค้าและอาหารขยับตัวสูงตามค่าพลังงาน
  • ระลอกสาม: รายได้และกำลังซื้อของประชาชนจ่อลดลงตาม ทำให้เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ ‘ชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจตกต่ำ’ (Stagflation)

2. วิกฤตครั้งนี้มีลักษณะ ‘เร่งด่วน’ แต่รัฐบาลไม่มีเงิน

  • รัฐบาลย้ำว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่สามารถรองบประมาณปี 2570 ในอีก 5 เดือนได้ (งบประมาณปี 2570 เริ่มในตุลาคม)
  • ขณะที่งบประมาณประจำปี 2569 ก็ถูกจัดสรรเต็มแล้ว โดยกรอบการกู้ชดเชยขาดดุลเกือบเต็มเพดานตามกฎหมายเช่นกัน
  • นอกจากนี้ โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลได้พยายามบริหารงบประมาณที่มีแล้ว (ผ่านการโอนงบ/พ.ร.บ.โอนฯ) แต่ยังไม่เพียงพอ เช่นเดียวกับงบกลาง ฉุกเฉินฯ ที่ไม่เพียงพอ

 

ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง

 

โดยในแถลงการณ์จากกระทรวงการคลังได้ยืนยันว่า การออกร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ นี้ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากเป็น “กรณีฉุกเฉิน ที่มีความจําเป็นรีบด่วน อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ” โดยเป็นการตราพระราชกําหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

 

รัฐบาลวางแผนเอาเงินกู้ไปทำอะไรบ้าง?

 

สำหรับวัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายเงินกู้ประกอบด้วย 2 แผนงานหลัก ดังนี้

 

แผนงานที่ 1: ช่วยเหลือและบรรเทา วงเงิน 200,000 ล้านบาท

 

  • บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และเกษตรกร
  • ช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

 

แผนงานที่ 2 : ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่าน วงเงิน 200,000 ล้านบาท

 

  • ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต
  • ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีประจุไฟฟ้า
  • การพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมสําหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่

 

ภาพเงินธนบัตรปลิวว่อน พร้อมข้อความ 'รัฐกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้าน กระทบเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน และต้นทุนธุรกิจแค่ไหน?' แสดงผลกระทบ พ.ร.ก. กู้เงิน 1

 

เปิด ‘ไทม์ไลน์’ เงินกู้รอบนี้จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเมื่อไหร่?

 

  • วันนี้ (5 พฤษภาคม 2569) – ครม.อนุมัติ ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ พร้อมส่งร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฯ ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเร่งตรวจสอบความถูกต้องของข้อกฎหมาย
  • 7 พฤษภาคม 2569 – สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จัดประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คนน.) เพื่อพิจารณาบรรจุวงเงินกู้ที่จำเป็นเหมาะสมตาม พ.ร.ก.
  • 12 พฤษภาคม 2569 – กระทรวงการคลังบรรจุแผนการก่อหนี้ที่ได้รับการพิจารณาแล้ว เสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.
  • 14 พฤษภาคม 2569 – นำ พ.ร.ก. กู้เงินฯ เข้าชี้แจงในการประชุมสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งเป็นการเปิดประชุมสภาวาระแรก
  • ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม หลัง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะเริ่มมีการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองนโยบายการใช้เงินกู้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ
  • 19 พฤษภาคม 2569 (หรือภายใน 26 พฤษภาคมเป็นอย่างช้า) – หลังจากผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้แล้ว ครม. จะพิจารณาอนุมัติโครงการต่างๆ เช่น โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’
  • 1 มิถุนายน 2569 – สบน. เริ่มกู้เงินระยะสั้น โดยจะเป็นการทยอยกู้เงินในประเทศ ตามความจำเป็นของโครงการที่ ครม. อนุมัติ ไม่ได้เป็นการกู้เงินมากองทิ้งไว้
  • สำหรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ (ซึ่งเป็นการรวมโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ เข้ากับ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า มีความตั้งใจจะเริ่มให้ทันภายในวันที่ 1 มิถุนายนนี้

 

เปิดแผน ‘บริหารจัดการ’ เงินกู้ 4 แสนล้านบาท

 

สำหรับแผนการบริหารจัดการเงินกู้ จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า แหล่งเงินกู้จะมาจากการกู้เงิน ‘ในประเทศ’ เป็นหลัก เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนการกู้ยืมในประเทศยังต่ำ โดยอัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล 10 ปียังอยู่ที่ระดับกว่า 2% นอกจากนี้ไทยยังมีสภาพคล่องส่วนเกินอยู่ในระบบค่อนข้างมาก

 

ดร.เอกนิติย้ำว่า รัฐบาลจะยึดแนวทาง ‘ทยอยกู้’ ตามความจำเป็นและความต้องการของแต่ละโครงการ โดยในช่วงแรกจะเน้นการกู้ระยะสั้นไปก่อน จะไม่มีการกู้เงินทั้งก้อนมากองทิ้งไว้ โดยจะดำเนินการผ่าน คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน พิจารณาความเหมาะสมของโครงการต่างๆ ที่แต่ละกระทรวงเสนอเข้ามา ว่าตรงตามวัตถุประสงค์ของการกู้เงินหรือไม่ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาผ่านแล้ว จึงจะส่งให้ ครม. อนุมัติ จากนั้น สบน. จึงจะเริ่มกู้เงินเพื่อนำมาสนับสนุนโครงการนั้นๆ

 

รัฐบาลคาด พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาทคาดกระตุ้น GDP ได้ 0.8%

 

โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ประเมินผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจากพ.ร.ก.เงินกู้ฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่า เงินกู้ 400,000 ล้านบาท (ซึ่งคิดเป็น 2.1% ของ GDP) จะช่วยให้ GDP เติบโตเพิ่มอีก 0.8% ตลอดทั้งโครงการ จากฐานเศรษฐกิจเดิม โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าจะต้องมีการใช้จ่ายเงินกู้จนครบเต็มวงเงิน 400,000 ล้านบาท และอาจจะไม่ได้มีการเบิกจ่ายเม็ดเงินหมดภายในปีเดียว

 

อย่างไรก็ตาม ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ย้ำว่า การผลักดันตัวเลข GDP ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของการกู้เงินครั้งนี้ แต่เป็นการนำเงินไปบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนกลุ่มเปราะบางที่เผชิญวิกฤตพลังงาน และนำไปลงทุนเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้านพลังงานของประเทศ (Energy Transition) ให้พึ่งพาพลังงานสะอาดมากขึ้นในระยะยาว

 

ประเมิน พ.ร.ก.กู้เงินฯ มีความคุ้มค่าแค่ไหน?

 

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH โดยระบุว่า หากประเมินความคุ้มค่าของการกู้เงินในมุมว่าเงิน 1 บาทสร้าง GDP ได้เท่าไหร่นั้นอาจตอบได้ยากว่าคุ้มค่าที่สุดหรือไม่ แต่หากมองในมิติว่า พ.ร.บ.เงินกู้นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประคองเศรษฐกิจไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้ ก็อาจจะมีความคุ้มค่า เพราะ หากปล่อยให้เศรษฐกิจแย่ลงไป ต้นทุนในการใช้เงินเพื่อฟื้นฟูในอนาคตจะสูงกว่าการกู้มาดูแลในตอนนี้มาก

 

ตามการประเมินของ KResearch มองว่า โครงการ ‘คนละครึ่ง’ ซึ่งคาดว่า จะใช้งบประมาณราว 1 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับส่วนที่ประชาชนออกเอง 40% ก็คาดว่า เม็ดเงินที่จะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท สะท้อนว่าโครงการดังกล่าวน่าจะช่วยกระตุ้น GDP ได้เพิ่มขึ้นประมาณ 0.2- 0.3% (ซึ่งยังไม่รวมกับผลจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และงบลงทุนอีก 2 แสนล้านบาท)

 

สำหรับผลต่อเศรษฐกิจจากงบการลงทุน 2 แสนล้านบาท ณัฐพรกล่าวว่า ต้องรอดูว่า รัฐบาลจะแบ่งระยะ (เฟส) การลงทุนลงไปปีนี้หรือเหลือไว้ปีถัดไปมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม การนำเม็ดเงินไปใช้ในโครงสร้างพื้นฐานจะมีตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) มากกว่า 1 เท่า ซึ่งหมายความว่าเงินทุกๆ 1 บาทที่อัดฉีดเข้าไป จะช่วยหมุนเวียนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจได้มากกว่า 1 บาท สูงกว่าเงินโอนที่ให้ผลไม่ถึง 1 เท่า

 

รัฐบาล ‘มองบวก’ คาดหนี้สาธารณะยังอยู่ ‘ใต้เพดาน’

 

ดร.เอกนิติ ยืนยันว่า แม้รัฐบาลจะกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาท แต่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะยังไม่เกินเพดานที่ 70% ตามที่กฎหมายกำหนด โดยจากการประมาณการล่าสุดพบว่า สัดส่วนหนี้จะขยับขึ้นไปแตะระดับสูงสุด (Peak) ที่ประมาณ 69% ในช่วงปี 2571 หลังจากนั้นจะค่อยๆ ปรับตัวลดลง

 

“หนี้สาธารณะต่อ GDP ณ ล่าสุด ณ วันนี้ ยังไม่เกิน 70% รวมแผนกู้ในปี 2570 แล้วด้วย โดยจะขึ้นไปสูงสุดประมาณ 69% ในปี 2571 แล้วจะค่อยๆ ลง” ดร.เอกนิติกล่าว

 

สำหรับวงเงินกู้ที่ตัดสินใจปรับลดลงเหลือ 400,000 ล้านบาท จากเดิมที่มีกระแสข่าวว่าจะใช้กรอบ 500,000 ล้านบาทนั้น ดร.เอกนิติเผยว่าเป็นผลมาจากการพิจารณาอย่างรอบคอบภายใต้กรอบความยั่งยืนและวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด ซึ่งรัฐบาลต้องการตรวจสอบให้แน่ใจว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะยังคงอยู่ภายใต้เพดานที่กฎหมายกำหนด

 

“ทุกคนเคยได้ยิน 500,000 ล้าน ตัวเลขวันนี้เราลดมา 400,000 ล้าน ถามว่าทำไม เพราะว่าเราเอามาดูกรอบความยั่งยืนทางการคลัง วินัยทางการคลัง หนี้สาธารณะต่อ GDP” ดร.เอกนิติกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ประมาณการดังกล่าวของรัฐบาลนับว่ามองแง่ดีมากกว่า KResearch ซึ่งคาดว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยจะชนเพดานภายในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งยังไม่ได้รวมพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทรอบนี้เข้าไป

 

ณัฐพรกล่าวต่อว่า ประมาณหนี้สาธารณะต่อ GDP ของ KResearch นี้อยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่า GDP ไทยจะเติบโตไม่ถึง 2% ต่อปี และโครงสร้างภาษียังเป็นแบบเดิม ดังนั้น หากรวมพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้เข้าไปก็อาจยิ่งทำให้หนี้สาธารณะชนเพดานเร็วขึ้น

 

กู้เงินรอบนี้ส่ง ‘ผลดี-ผลเสีย’ ต่อประชาชน-ภาคธุรกิจอย่างไร?

 

ณัฐพร ยังอธิบายถึงผลดีและผลเสียจาก พ.ร.บ.กู้เงินรอบนี้ว่า ผลดีต่อประชาชนคือ เงินกู้รอบนี้อาจช่วยประคองภาคธุรกิจไว้ได้ รักษาการจ้างงาน และช่วยลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation ตามวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลระบุในแถลงการณ์

 

อย่างไรก็ตาม ในด้านผลเสียจากการกู้เงินคือ ในระยะยาวอาจทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ระยะยาวขยับ ‘สูงขึ้น’ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดใหญ่มีต้นทุนสูงขึ้นและอาจส่งผลกระทบมาถึงประชาชนในท้ายที่สุด นอกจากนี้ หนี้ที่เพิ่มขึ้นจะตามมาด้วยความเสี่ยงด้านการคลัง ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางมากขึ้น ซึ่งอาจจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในระยะข้างหน้าได้

 

โดยปัจจุบัน กสิกรไทยประเมินว่า บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 2.3% น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 2.5% ในช่วงปลายปี

 

‘ตลาดเงิน-ตลาดทุน’ ตอบรับกับข่าวการกู้เงินอย่างไร?

 

สงวน จุงสกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยมองว่า ผลกระทบจากพ.ร.บ.กู้เงินต่อตลาดเงินและตลาดทุน ‘มีอยู่อย่างจำกัด’ ปนไปกับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน เนื่องจากตลาดได้รับรู้ข่าวนี้มาตั้งแต่ช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้า ที่มีกระแสข่าวการขยายเพดานหนี้ สาธารณะจาก 70% เป็น 75% แล้ว

 

สงวนกล่าวต่อว่า การที่รัฐบาลกู้เงินจะทำให้มีอุปทานพันธบัตรในตลาดมากขึ้น ซึ่งจะกดดันอัตราผลตอบแทนให้ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้คาดว่าผลกระทบจะไม่รุนแรงเท่ากับเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดรับรู้ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วตามลำดับ ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield)​ ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นกว่าพันธบัตรระยะสั้น โดยปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ผลตอบแทนปรับขึ้นมาอยู่ที่ราว 2.2% ซึ่งยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในเดือนมีนาคมที่ 2.3% สะท้อนความกังวลของนักลงทุน ที่คาดว่ารัฐบาลจะกู้เงินผ่านการจำหน่ายพันธบัตรระยะยาว

 

ในระยะข้างหน้า สงวนคาดว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี จะปรับตัวขึ้นไม่เกินจุดสูงสุดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาที่ระดับ 2.3% เนื่องจากผลตอบแทนปรับสูงขึ้น ใกล้เคียงกับช่วงปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 2.5% ซึ่งช่วงนั้นไทยต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรงระดับ 8% สะท้อนว่า Bond Yield ปัจจุบันสะท้อนความเสี่ยงเงินเฟ้อล่วงหน้าไปแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 3/2569 เมื่อผลกระทบจากสงครามอิหร่านเบาบางลง คาดว่า เงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นไม่เกิน 3% ซึ่งเป็นกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ กนง.ไม่มีความจำเป็นที่จะขึ้นดอกเบี้ย เมื่อดอกเบี้ยไม่ปรับขึ้น ส่งผลให้ระดับความชันของ Yield Curve ที่ระดับ 2.3% ถือว่าชันมากแล้ว ทั้งนี้ ในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) คาดว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจะปรับสูงขึ้นไม่เกิน 2.5%

 

ปัจจุบันนักลงทุนอยู่ในโหมดระมัดระวัง โดยเลือกที่จะเก็บสภาพคล่องเตรียมความพร้อม เอาไว้ล่วงหน้า เพื่อรองรับการกู้เงินของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจริงในช่วงไตรมาสที่ 3 ซึ่งจะช่วยดูดซับแรงกดดันจากอุปทานพันธบัตรใหม่ที่เพิ่มเข้ามาได้

 

สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้น คาดว่า พ.ร.ก. เงินกู้ฯ ในระยะสั้นจะเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้น เนื่องจากเม็ดเงินจากการกู้ยืมของรัฐบาล จะถูกนำมาใช้พยุงเศรษฐกิจและกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะช่วยประคองผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มอุปโภคบริโภค

 

ในทางกลับกันหากรัฐบาลไม่กู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นอาจจะเผชิญกับสถานการณ์ที่แย่กว่านี้

 

ส่วนผลกระทบทางอ้อม อาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินของภาคเอกชนและบริษัทต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะกดดันผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ถือเป็นต้นทุนอ้างอิง (Benchmark) ของระบบเศรษฐกิจ โดยบริษัทที่มีสัดส่วนหนี้สินสูงมากเป็นพิเศษ จะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ในขณะที่บริษัทที่มีการกู้เงินน้อยหรือมีหนี้สินไม่มาก จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า

The post รัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กระทบเศรษฐกิจ-ประชาชน-ธุรกิจ-นักลงทุนแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดตำนาน! เจอโรม พาวเวลล์ใน FOMC นัดสุดท้าย ปิดจบยุคด้วยการคงดอกเบี้ยที่ 3.50%-3.75% เผยจะนั่งกรรมการต่อ แต่ยืนยัน Fed จะมีประธานคนเดียวเสมอ https://thestandard.co/jerome-powell-fed-fomc-interest-rate-hold/ Thu, 30 Apr 2026 02:30:49 +0000 https://thestandard.co/jerome-powell-fed-fomc-interest-rate-hold/ เจอโร มพาวเวลล์ ประธาน Fed ในการประชุม FOMC ครั้งสุดท้ายในฐานะประธาน โดยยืนยันจะยังคงเป็นกรรมการและ Fed จะมีประธานเพียงคนเดียว

FOMC นัดสุดท้ายของ ‘เจอโรม พาวเวลล์’ ในฐานะประธาน ปิดจบ […]

The post ปิดตำนาน! เจอโรม พาวเวลล์ใน FOMC นัดสุดท้าย ปิดจบยุคด้วยการคงดอกเบี้ยที่ 3.50%-3.75% เผยจะนั่งกรรมการต่อ แต่ยืนยัน Fed จะมีประธานคนเดียวเสมอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจอโร มพาวเวลล์ ประธาน Fed ในการประชุม FOMC ครั้งสุดท้ายในฐานะประธาน โดยยืนยันจะยังคงเป็นกรรมการและ Fed จะมีประธานเพียงคนเดียว

FOMC นัดสุดท้ายของ ‘เจอโรม พาวเวลล์’ ในฐานะประธาน ปิดจบยุคด้วยกรรมการฯ ตัดสินใจคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%-3.75% พร้อมเผยวางแผนนั่งตำแหน่งกรรมการ (Board of Governors) ต่อจนกว่าการสอบสวนปมปรับปรุงอาคารจะแล้วเสร็จ พร้อมยืนยัน Fed จะมีประธานคนเดียวเสมอ

 

 

เมื่อวันที่ 29 เมษายน ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีมติ ‘ไม่เป็นเอกฉันท์’ ให้คงดอกเบี้ย’ ที่ระดับ 3.50%-3.75% โดยมีเจ้าหน้าที่ถึง 4 คนลงคะแนนคัดค้านการตัดสินใจครั้งนี้ โดยในจำนวนนี้ 3 คนไม่เห็นด้วยกับถ้อยแถลงหลังการประชุมที่บ่งชี้ว่าธนาคารกลางอาจกลับมาลดดอกเบี้ยในอนาคต เผยให้เห็นความเห็นที่แตกแยกมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายการเงิน ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

ในการแถลงข่าวครั้งสุดท้ายในฐานะประธาน Fed ของเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) กล่าวว่า ตนตั้งใจจะยังคงอยู่ในธนาคารกลางในฐานะสมาชิกคณะผู้ว่าการ (Board of Governors) ต่อไปพร้อมเผยว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมได้ยืนยันเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะไม่รื้อฟื้นการสอบสวนทางอาญาที่เป็นประเด็นถกเถียง เว้นแต่ผู้ตรวจสอบภายในของ Fed จะแนะนำให้ดำเนินการ

 

อย่างไรก็ตาม พาวเวลล์ยอมรับว่า อัยการสหรัฐฯ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่ายังมีโอกาสที่จะเปิดการสอบสวนอีกครั้งหากมีเหตุผลเพียงพอ

 

ก่อนหน้านี้ มีหลายฝ่ายกังวลว่า การตัดสินใจของ Powell ที่จะยังคงอยู่ในตำแหน่งจะทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ (Donald Trump) ไม่สามารถแต่งตั้งตำแหน่งว่างใหม่ใน Fed ได้ และอาจทำให้การทำงานของ Kevin Warsh ซึ่งคาดว่าจะเข้ามารับตำแหน่งประธาน Fed คนถัดไปหลังผ่านการรับรองจากวุฒิสภา มีความซับซ้อนมากขึ้น

 

ทั้งนี้ โดยปกติแล้ว ประธาน Fed มักลาออกจากธนาคารกลางทั้งหมดเมื่อหมดวาระ แต่ Powell ซึ่งจะสิ้นสุดวาระประธานในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ยังสามารถดำรงตำแหน่งกรรมการต่อไปได้จนถึงเดือนมกราคม 2028

 

อย่างไรก็ตาม พาวเวลล์ย้ำว่า ตนจะไม่พยายามมีอิทธิพลเหนือผู้สืบทอดคนต่อไป โดยระบุว่า “ผมตั้งใจจะวางตัวเงียบในฐานะกรรมการ และ Fed จะมีประธานเพียงคนเดียวอย่างที่เคยเสมอ และเมื่อ Kevin Warsh ได้รับการรับรองและสาบานตน ก็คือประธานคนนั้น”

 

สรุปผลงาน ‘ เจอโรม พาวเวลล์’ ผ่านร้อนหนาวแค่ไหน

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวผ่าน Facebook ส่วนตัว โดยระบุว่า การประชุมครั้งสุดท้ายของท่านประธาน Fed ในวันอังคาร-พุธนี้ จะเป็นการประชุมและแถลงข่าวครั้งสุดท้ายของ เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ที่รับตำแหน่งมาตั้งแต่ กุมภาพันธุ์ 2018 ซึ่งนำพาเศรษฐกิจสหรัฐและโลกผ่านวิกฤตสำคัญ ทั้งโควิด-19 สงครามยูเครน- รัสเซีย สงครามเงินเฟ้อพุ่ง ที่ต้องขึ้นดอกเบี้ยสกัด

 

พาวเวลล์ยังผ่านความปั่นป่วนของตลาดทุน จากความไม่แน่นอนของการเร่งขึ้นดอกเบี้ยแบบเอาแน่ไม่ได้ ที่ทำให้ Nasdaq ลด 33% ใน 1 ปี มากสุดเป็นประวัติการณ์ การสกัดกั้นคริปโต จากที่เฟื่องฟู เหรียญต่างๆ ก็หายไปมาก ดูแลวิกฤตแบงก์เล็กล้มในสหรัฐ งัดข้อกับท่านประธานาธิบดีทรัมป์ สู้ศึกภายใน จนกระทั่งล่าสุด รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

 

กระนั้นพาวเวลล์ยัง “สามารถนำพาเศรษฐกิจสหรัฐให้โตได้เฉลี่ย 2.6% โดยจะมีก็ปีเดียวที่เศรษฐกิจติดลบ -2.1% ก็ช่วง 2020 ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยประมาณ 3.6-3.8% โดยปีที่แย่หน่อยก็คงเป็น 2022 ที่ 8% และ 2021 ที่ 4.7%ถือว่ารับได้อย่างยิ่งในการทำงานประสบความสำเร็จในการสู้ศึกเงินเฟ้อ โดยไม่ทำให้เกิด Recession

 

รวมไปถึงพยายามรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ภายใต้การกดดันของประธานาธิบดี ผ่านมาได้เกือบปีครึ่ง โดยที่ไม่โอนอ่อนตาม ที่เป็นจุดต่างจากประธาน Fed คนอื่นๆ ที่ปกติแล้วจะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลอันดับ 2 ของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ไปไหน ก็ได้แต่การนับถือ ยอมให้

 

แต่ “ครั้งนี้ คงเป็นครั้งเดียว ที่ประธาน Fed โดนค่อนแคะตลอด Mr. Too Late ช้าเสมอ รวมถึงคำปรามาสอื่นๆ จากท่านประธานาธิบดี แต่ก็ยืนหยัด ไม่ตอบโต้ พูดเสมอ Fed ไม่ให้คอมเมนต์เรื่องการเมือง เราจะทำหน้าที่เราให้ดีที่สุด เงินเฟ้อที่ต่ำ คือจุดเริ่มต้นของ เศรษฐกิจที่โตได้แบบยั่งยืน”

 

“โดยรวม คงต้องบอกว่า ผ่านอย่างดียิ่งมาดูกันว่า ท่านประธาน Fed คนถัดไปจะเป็นอย่างไร และหลังจากนี้ ท่าน Powell จะต้องเจออะไรต่อไป” ดร.กอบศักดิ์กล่าวทิ้งทายเมื่อวันที่ 29 เมษายน

 

บาทอ่อนค่า ดอลลาร์แข็ง ทองคำทรงตัว บอนด์สหรัฐฯ 10 ปีขึ้น

 

วันนี้ (30 เมษายน) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.76 บาทต่อดอลลาร์ ‘อ่อนค่าลง’ จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.67 บาทต่อดอลลาร์

 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง ทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.64-32.83 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบยังคงทยอยปรับตัวสูงขึ้น และทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า บรรดาธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

 

นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม FOMC ของ FED ที่แม้ว่า FED จะมีมติ ‘ไม่เป็นเอกฉันท์’ ให้คงดอกเบี้ย’ ที่ระดับ 3.50%-3.75% ตามคาด (Stephen Miran โหวตสนับสนุนการลดดอกเบี้ย 0.25%) แต่มีกรรมการ 3 ท่าน (Beth Hammack, Neel Kashkari และ Lorie Logan) แม้จะเห็นด้วยกับการคงดอกเบี้ย แต่ไม่เห็นด้วยกับการคงถ้อยความสะท้อนแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น (Easing Bias)

 

ในถ้อยแถลงของการประชุม FOMC ซึ่งภาพดังกล่าวได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ผลการประชุม FOMC ครั้งนี้มีลักษณะ Hawkish Hold สะท้อนจากการปรับมุมมองใหม่ของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED มีโอกาสราว 10% ในการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้

 

ทั้งนี้ จังหวะรีบาวด์สูงขึ้นบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ยังพอได้แรงหนุนจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และการย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ได้ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทบ้าง

 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นสู่โซน 4.43% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และผลการประชุม FOMC ของ FED ที่มีลักษณะ Hawkish Hold จากมุมมองของกรรมการ 3 ท่าน ที่ไม่เห็นด้วยกับถ้อยคำสะท้อนแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย (Easing Bias) ในแถลงการณ์ประชุม FOMC ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาส 10% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้

 

ทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาด โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของเราที่มองว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผลการประชุมของ FED รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

 

อย่างไรก็ดี Krungthai GLOBAL MARKETS คงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า

 

สำหรับเงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และท่าทีของ FED ที่อาจคงดอกเบี้ยได้นานกว่าคาด หรือแม้กระทั่งอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

 

นอกจากนี้ ส่วนต่างระหว่างบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กับญี่ปุ่น ที่กว้างขึ้นยังได้กดดันให้ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงเข้าใกล้โซน 160.50 เยนต่อดอลลาร์ ทว่าการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นได้เป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงของทางการญี่ปุ่น ซึ่งภาพดังกล่าวได้ช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 98.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.6-99.1 จุด)

 

ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำให้บรรดาธนาคารกลางอาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวมากขึ้น จะยังคงสร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม หนุนให้ ราคาทองคำสามารถทรงตัวแถวโซน 4,500-4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) Krungthai GLOBAL MARKETS คงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างมีความกังวลว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด จนทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวมากขึ้นของบรรดาธนาคารกลาง ซึ่งภาพดังกล่าวกอปรกับโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้าง อย่างน้อยเงินบาทยังมีโอกาสทยอยอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยจะมีโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ที่ Krungthai GLOBAL MARKETS คงประเมินว่า เงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้ไม่ยาก ในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น

 

ทั้งนี้ Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปได้ เนื่องจากบรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออก ต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ แถวโซนแนวต้านดังกล่าว โดยเฉพาะโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์

 

นอกจากนี้ Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจเริ่มชะลอลงบ้าง โดยหากประเมินจากการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นอาจถูกจำกัดลงได้ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดบางส่วนจะยังคงกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงจากทางการญี่ปุ่น (รวมถึงทางการสหรัฐฯ) ทำให้ถ้อยแถลงของฝั่งทางการญี่ปุ่นจะเป็นอีกปัจจัยที่ผู้เล่นในตลาดคอยติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้

 

ขณะเดียวกัน บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมที่มีปัจจัยเสริมจากความกังวลแนวโน้มผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนในช่วงนี้ อาจพอช่วยพยุงราคาทองคำบ้าง แม้ราคาทองคำจะยังคงถูกกดดันจากประเด็นความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งหากการปรับตัวลงของราคาทองคำได้ถูกจำกัดลง จะเป็นปัจจัยที่ช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทได้เช่นกัน

 

ส่วนในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงได้ อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง (อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับแรกในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้) แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีลักษณะ ค่อยเป็น ค่อยไป เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง อีกทั้ง โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลยังคงมีอยู่จนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ ขณะเดียวกันบรรดาผู้นำเข้าต่างรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ หากเงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ หรือหลุดแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์

 

Krungthai GLOBAL MARKETS คงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง

 

แต่ Krungthai GLOBAL MARKETS จะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม ‘อ่อนค่าลง’ หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

The post ปิดตำนาน! เจอโรม พาวเวลล์ใน FOMC นัดสุดท้าย ปิดจบยุคด้วยการคงดอกเบี้ยที่ 3.50%-3.75% เผยจะนั่งกรรมการต่อ แต่ยืนยัน Fed จะมีประธานคนเดียวเสมอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘สงคราม-น้ำมัน-ดอกเบี้ย’ ชี้ชะตา ‘ค่าเงินบาท’ ปีนี้ จะแกว่งกรอบ 31.90-33 บาท คาด กนง. จะคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้ https://thestandard.co/baht-war-oil-interest-rates-forecast/ Thu, 30 Apr 2026 02:10:02 +0000 https://thestandard.co/baht-war-oil-interest-rates-forecast/ เหรียญเงินบาทไทย พร้อมข้อความระบุปัจจัยสำคัญกำหนดชะตาค่าเงินบาทปีนี้

ในสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจ ทั้งความตึง […]

The post จับตา ‘สงคราม-น้ำมัน-ดอกเบี้ย’ ชี้ชะตา ‘ค่าเงินบาท’ ปีนี้ จะแกว่งกรอบ 31.90-33 บาท คาด กนง. จะคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหรียญเงินบาทไทย พร้อมข้อความระบุปัจจัยสำคัญกำหนดชะตาค่าเงินบาทปีนี้

ในสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจ ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่ได้ข้อสรุป รวมถึงการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งผลให้ทิศทางตลาดการเงินและค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง

 

 

ล่าสุด วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส SCB FM ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ประเมินทิศทางค่าเงินบาท ผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง และแนวโน้มดอกเบี้ยไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

 

ความสัมพันธ์ ‘บาท-น้ำมัน’ พุ่งแซงหน้าทองคำ

 

ปัจจุบันตัวแปรสำคัญ (Key Factor) ที่ขับเคลื่อนสินทรัพย์ในตลาดการเงินโลกคือประเด็นสงครามและราคาน้ำมัน โดยพบว่านับตั้งแต่เกิดสงครามในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างค่าเงินบาทกับราคาน้ำมันดิบได้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากระดับ 25% เป็น 78% ซึ่งแซงหน้าความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาทกับทองคำที่เฉลี่ยอยู่ราว 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ไปแล้ว

 

นอกจากนี้ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index) ก็มีความสัมพันธ์กับราคาน้ำมันสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 60-70% เช่นกัน เนื่องจากเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ตลาดจะกังวลเรื่องแรงกดดันเงินเฟ้อและคาดการณ์ว่า Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) พุ่งสูงขึ้น และดึงดูดให้ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่า เปลี่ยนสถานะการลงทุนในดอลลาร์จากที่เคยถูกเทขายอย่างหนักให้กลับมาเป็นบวก (Bullish) อีกครั้ง

 

ประเมินกรอบเงินบาท 1-2 เดือนนี้ที่ 31.90-33 บาท

 

SCB FM ประเมินว่าในช่วง 1-2 เดือนนี้ ค่าเงินบาทจะยังคงแกว่งตัวในกรอบ 31.90 ถึง 33 บาทต่อดอลลาร์ โดยให้เหตุผลว่า

 

  • ทำไมเงินบาทจะไม่ทะลุขอบบนที่ 33.00 บาท โอกาสที่สงครามจะลุกลามจนราคาน้ำมันพุ่งไปถึง 130-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนั้นหายไปแล้ว แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิด แต่ราคาน้ำมันดิบก็ไม่น่าจะพุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ได้ เนื่องจากหลายประเทศมีการออกมาตรการประคองราคา เช่น กลุ่ม OECD นำน้ำมันสำรองพิเศษออกมาใช้ และซาอุดีอาระเบียได้เปลี่ยนช่องทางการส่งออกน้ำมันผ่านท่อส่งน้ำมันแทน เมื่อราคาน้ำมันไม่พุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ โอกาสที่เงินบาทจะอ่อนค่าทะลุ 33.00 จึงมีน้อยลงตามไปด้วย
  • ทำไมเงินบาทจึงยากที่จะแข็งค่าหลุด 31.90 บาท การที่เงินบาทจะแข็งค่ากลับไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิมที่ 31 บาทกว่าๆ ได้นั้น ต้องอาศัยสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดปกติ และราคาน้ำมันดิบเบรนต์ร่วงลงไปแตะ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นไปได้ยาก เพราะแม้สงครามจะจบลง แต่อุปทานน้ำมันที่หายไปจะกลับมาได้เพียง 70-80% ในช่วง 2-3 เดือนแรกเท่านั้น ทำให้ราคาน้ำมันยากที่จะลงไปอยู่ในระดับต่ำเท่าช่วงก่อนเกิดสงคราม

 

ปัจจัยการคลังในประเทศกดดันเงินบาท

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เงินบาทไม่สามารถกลับมาแข็งค่าได้ คือประเด็นความกังวลด้านการคลังของไทย แม้ในสัปดาห์ก่อนหน้าจะได้รับข่าวดีที่ Moody’s ปรับทิศทางอันดับความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของไทยจาก Negative เป็น Stable แต่ค่าเงินบาทก็ไม่ได้ตอบสนองในทิศทางที่แข็งค่าขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยต่างประเทศยังมีอิทธิพลมากกว่า ประกอบกับตลาดยังมีความกังวลเกี่ยวกับแผนการกู้ยืมเงินของรัฐบาลไทยในยามที่พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เหลือไม่มากนัก ปัจจัยนี้ยังสะท้อนผ่าน Bond Yield ของไทยที่ปรับตัวสูงขึ้นแรงจนแซงหน้า Bond Yield สหรัฐฯ ในแง่ของการเปลี่ยนแปลงด้วย

 

ฟันธง Fed คงดอกเบี้ย ชี้ ‘ไม่ใช่ปี 2022’

 

สำหรับการประชุมของธนาคารกลางในสัปดาห์นี้ SCB FM ประเมินว่า Fed จะมีมติ คงอัตราดอกเบี้ย วชิรวัฒน์ อธิบายว่า บริบทของปี 2026 ในปัจจุบันแตกต่างจากช่วงวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 อย่างสิ้นเชิง ในเวลานั้น เงินเฟ้อไทยพุ่งสูงกว่า 5% และดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.5% ทำให้ กนง. ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ แต่ในปัจจุบัน อุปสงค์ในประเทศยังคงอ่อนแอ ประกอบกับตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดของไทยยังคงติดลบอยู่ที่ -0.08%

 

ขณะเดียวกัน ภาวะการเงินในปัจจุบันก็ตึงตัวกว่าในอดีต (ดอกเบี้ยนโยบายไทยปัจจุบันอยู่ที่ 1% และ Fed อยู่ที่ 3.75%) นอกจากนี้ แบงก์ชาติเองก็ประเมินว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้เป็นปัญหาจากฝั่งอุปทาน (Supply Side) ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกดดันอุปสงค์ จึงประเมินว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้

 

จับตากระแส Fund Flow ไหลกลับตลาดเกิดใหม่

 

หากธนาคารกลางทั้งสองส่งสัญญาณนโยบายการเงินที่ชัดเจน เช่น กนง. ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ย หรือ Fed ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth) ก็จะช่วยลดทอนความกังวลของตลาดลงได้ ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรที่เคยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Bond Yield 10 ปีของไทยเคยขึ้นไปถึง 60 bps) ค่อยๆ ย่อตัวลง และเปิดโอกาสให้กระแสเงินทุน (Fund Flow) เริ่มทยอยไหลกลับเข้ามาสนับสนุนทั้งในตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และกลับเข้าสู่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ได้ในระยะต่อไป

The post จับตา ‘สงคราม-น้ำมัน-ดอกเบี้ย’ ชี้ชะตา ‘ค่าเงินบาท’ ปีนี้ จะแกว่งกรอบ 31.90-33 บาท คาด กนง. จะคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ThaiBMA เผย หุ้นกู้ Q2/69 จ่อปรับโครงสร้างหนี้ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ จับตาอุปทานพันธบัตรล้น ดันต้นทุนหุ้นกู้ https://thestandard.co/thaibma-corporate-bonds-iran-war/ Fri, 03 Apr 2026 12:58:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1194537 นักธุรกิจบนเรือกระดาษท่ามกลางทะเลเงิน สื่อถึงความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นกู้ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ

วันนี้ (3 เมษายน 2569) ดร.สมจินต์ ศรโพศาล กรรมการผู้จัด […]

The post ThaiBMA เผย หุ้นกู้ Q2/69 จ่อปรับโครงสร้างหนี้ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ จับตาอุปทานพันธบัตรล้น ดันต้นทุนหุ้นกู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักธุรกิจบนเรือกระดาษท่ามกลางทะเลเงิน สื่อถึงความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นกู้ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ

วันนี้ (3 เมษายน 2569) ดร.สมจินต์ ศรโพศาล กรรมการผู้จัดการสมาคม ตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ประเมินผลกระทบสงครามอิหร่าน ต่อตลาดตราสารหนี้ไทย โดยมองว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แต่ผลกระทบจากสงครามมีโอกาสที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นได้

 

 
 

เช่นเดียวกับอุปทานของพันธบัตรที่อาจปรับเพิ่มขึ้น เนื่องด้วยผลกระทบจากสงคราม ทำให้เงินเฟ้อและราคาน้ำมันแพงขึ้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดหาเงินทุน (Funding) นำมาใช้ในมาตรการอุดหนุน (Subsidize) ค่าครองชีพและราคาสินค้า บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้โตต่อไปได้

 

ตามกลไกตลาด เมื่อปริมาณพันธบัตรออกมาสู่ตลาดมากขึ้น ราคาของพันธบัตร ก็จะถูกลง และกดดันให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นไปอีก เพื่อดึงดูดความสนใจนักลงทุน

 

ทั้งนี้ ในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ อันดับความน่าเชื่อถือของตลาดตราสารหนี้ไทยยังอยู่ในระดับใช้ได้ ส่วนใหญ่เป็น Investment grade แม้ว่าปี 2568 ที่ผ่านมาจะมีบางเจ้าที่ถูกปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือเชิงลบ (Negative outlook) แต่เจ้าล่าสุดที่ระดมทุนอยู่ในระดับเสถียรภาพ (Neutral) ซึ่งสะท้อนว่าฐานะการคลังของไทยยังคงเป็นบวก

 

สอดคล้องกับกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทย ประมาณ 70,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และยังคงไหลเข้าต่อเนื่องในไตรมาส 1/2569 อีกประมาณ 19,589 ล้านบาท ทำให้สิ้นไตรมาสแรก ต่างชาติถือครองตราสารหนี้ไทย 937,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.1% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.3 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.1 ปี เมื่อสิ้นปี 2568 ซึ่งหากมองในภาพใหญ่ นักลงทุนต่างชาติยังมีความเชื่อมั่น ในตลาดตราสารหนี้ไทยโดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ไม่แน่นอน ปัจจัยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก็จะเห็นฟันด์โฟลว์เข้า-ออกอยู่เรื่อยๆ เนื่องจากนักลงทุนปรับพอร์ตเพื่อปิดความเสี่ยง จะเห็นได้จากเดือนมีนาคมตลาดตราสารหนี้ประเทศเกิดใหม่ (Emerging market) ต้องเผชิญกับภาวะเงินทุนไหลออก อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ต่างๆ เริ่มสงบลง การไหลออกของเงินทุนอย่างรวดเร็วก็จะชะลอลง

 

หุ้นกู้ไตรมาส 2 จ่อยืดหนี้ หากสงครามยืดเยื้อ

 

ด้านสถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า สถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับบริษัทที่มีปัญหาสภาพคล่องตึงตัวลากยาวสะสมมานาน 2-3 ปีแล้ว

 

โดยบริษัทที่ผิดนัดชำระหนี้ส่วนใหญ่ มีแนวโน้มปรับโครงสร้างหนี้มากกว่า ผิดนัดชำระหนี้ถาวร เมื่อบริษัทเริ่มรู้ตัวว่าไม่สามารถหาเงินก้อนใหญ่มาจ่ายคืนเงินต้นหรือดอกเบี้ยได้ทัน ก็จะมีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อเจรจาขอผ่อนผันและยืดอายุการชำระหนี้ออกไปก่อน เพื่อประคองธุรกิจให้ไปต่อได้ ตราบใดที่เศรษฐกิจไม่ดี มีโอกาสที่หุ้นกู้จะผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น ในขณะเดียวกันหากเศรษฐกิจดี บริษัทผู้ออกหุ้นกู้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจจนมีกำไร ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้กลับมาสูงขึ้นตามไปด้วย

 

“ตอนนี้หลายๆ บริษัทพยายามประคับประคองสถานการณ์ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อ ดังนั้นจำนวนหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้อาจไม่เพิ่มขึ้น แต่การปรับโครงสร้างหนี้จะเพิ่มขึ้นแน่นอน”

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า หลายบริษัทที่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ สุดท้ายสามารถกลับมาชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย ได้จนครบสัญญา แม้ว่าอาจจะมีบางรายที่จ่ายไปได้สักระยะแล้วกลับมา สะดุดซ้ำอีกก็ตาม

 

ทั้งนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย คาดว่าจะมีการออกหุ้นกู้ทั้งหมด มูลค่า 880,000-900,000 ล้านบาทในปี 2569 เฉลี่ยไตรมาสละ 220,000 ล้านบาท ระดับใกล้เคียงกับปีที่แล้ว

 

โดยอาจเห็นแนวโน้มการออกหุ้นกู้เร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เนื่องจากเดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่บริษัทต่างๆ อยู่ระหว่างเตรียมตัวออกหุ้นกู้ แต่เมื่อสงครามปะทุขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรผันผวนหนัก บริษัทต่างๆ จึงต้องชะลอการออกหุ้นกู้ออกไป เพื่อประเมินสถานการณ์ เช่นเดียวกับปี 2568 ที่ครึ่งปีแรกมีจำนวนการออกหุ้นกู้น้อยแค่ 20% แต่กลับมาพลิกฟื้นได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

 

อย่างไรก็ตาม ในการลงทุนหุ้นกู้ช่วงนี้นักลงทุนจำเป็นต้องใช้ความรอบคอบและระมัดระวังอย่างมาก โดยต้องให้ความสำคัญกับการจัดพอร์ตโฟลิโอ เพื่อกระจายความเสี่ยง และต้องประเมินล่วงหน้าให้ชัดเจนว่า พอร์ตการลงทุนสามารถยอมรับผลกระทบได้มากน้อยเพียงใด หากเกิดกรณีที่การคืนเงินลงทุนต้องถูกยืดระยะเวลาออกไป หรือมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้นบางส่วน

 

ทั้งนี้ในไตรมาส 1/2569 มีการออกหุ้นกู้มูลค่า 171,889 ล้านบาท ลดลง 15% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยผู้ออกในกลุ่ม Investment grade สามารถออกได้ใกล้เคียงหรือมากกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกและมูลค่าเฉลี่ยการออกที่ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ขณะที่กลุ่ม High yield ออกหุ้นกู้โดยรวมได้น้อยกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกและมูลค่าเฉลี่ยการออกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย กลุ่มอุตสาหกรรม ที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ENERGY PROPERTY และ FOOD and BEVERAGE

 

บอนด์ยีลด์พุ่ง กระทบต้นทุนหุ้นกู้แค่ไหน

 

ผู้ออกหุ้นกู้ทุกเรทติ้งมีต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ในทิศทางเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล โดยในไตรมาส 1/2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ทุกอันดับเครดิตปรับตัวสูงขึ้น 28-59 bps. ใกล้เคียงกับการปรับขึ้นของพันธบัตรรัฐบาล ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้รุ่นอายุ 5 ปี อันดับเครดิต AAA AA A และ BBB+ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.09% 2.35% 2.82% และ 4.37% ตามลำดับ

 

ภาพ: Elnur / Shutterstock

The post ThaiBMA เผย หุ้นกู้ Q2/69 จ่อปรับโครงสร้างหนี้ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ จับตาอุปทานพันธบัตรล้น ดันต้นทุนหุ้นกู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาทอ่อนหนัก ต่างชาติเทขายสุทธิหุ้น-บอนด์ไทยทะลุ 7 หมื่นล้านบาท หลังสงครามอิหร่านผ่านไป 1 เดือน ส่องโอกาส-ความเสี่ยงลงทุน https://thestandard.co/baht-weak-foreigner-sell-stocks-bonds/ Thu, 02 Apr 2026 01:53:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1193838 กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน

เปิดผลกระทบสงครามอิหร่านต่อตลาดเงินตลาดทุนไทย โดยไทยกลา […]

The post บาทอ่อนหนัก ต่างชาติเทขายสุทธิหุ้น-บอนด์ไทยทะลุ 7 หมื่นล้านบาท หลังสงครามอิหร่านผ่านไป 1 เดือน ส่องโอกาส-ความเสี่ยงลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน

เปิดผลกระทบสงครามอิหร่านต่อตลาดเงินตลาดทุนไทย โดยไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบผ่านช่องทางตลาดเงินตลาดทุนหนักที่สุด เห็นได้จากเงินบาทที่อ่อนค่าลงหนักสุดเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเชีย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ระยะยาว 10 ปีของไทยก็ปรับตัวขึ้นมากที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศตลาดเกิดใหม่เอเชีย (EM Asia) สอดคล้องกับกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Fund Flow) ที่ไหลออกสุทธิทั้งในตลาดบอนด์และตลาดหุ้น

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 
 

เงินบาทอ่อนค่าสุดในกลุ่มเอเชีย

 
 

โดยตามรวบรวมข้อมูลของ THE STANDARD WEALTH พบว่า นับตั้งแต่เกิดสงคราม (เทียบจากวันที่ 27 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 30 มีนาคม) เงินบาทอ่อนค่ามากที่สุดในกลุ่มสกุลเงินเอเชีย โดยอ่อนค่าไปมากกว่า 5%

 

🇹🇭 บาทไทย อ่อนค่า 5.83%

 

🇵🇭 เปโซฟิลิปปินส์ อ่อนค่า 5.36%

 

🇰🇷 วอนเกาหลีใต้ อ่อนค่า 4.94%

 

🇮🇳 รูปีอินเดีย อ่อนค่า 4.17%

 

🇲🇾 ริงกิตมาเลเซีย อ่อนค่า 3.60%

 

🇯🇵 เยนญี่ปุ่น อ่อนค่า 2.76%

 

🇸🇬ดอลลาร์สิงคโปร์ อ่อนค่า 1.82%

 

🇮🇩 รูเปียห์อินโดนีเซีย อ่อนค่า 1.25%

 

🇻🇳 ดองเวียดนาม อ่อนค่า 1.12%

 

🇨🇳 หยวนจีน อ่อนค่า 0.88%

 

 
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน 1
 

 
 

เงินไหลออกตลาดหุ้น-ตลาดบอนด์ไทยสุทธิทะลุ 7 หมื่นล้านบาท

 
 

หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมมือกันเปิดปฏิบัติ EPIC FURY เมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สัปดาห์แรกหลังสงครามเงินทุนได้เคลื่อนย้ายออกจากประเทศไทยอย่างหนัก

 

โดยตามข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และสมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นจนถึงวันที่ 31 มีนาคม นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 3.96 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และขายสะสมสุทธิ (Net Sell) ตราสารหนี้ไทยจำนวน 3.64 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่า ฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาดบอนด์รวมกันกว่า 7.6 หมื่นล้านบาทแล้ว

 
 

เปิดตัวเลขฟันด์โฟลว์ต่างชาติ 4 สัปดาห์ หลัง EPIC FURY

 
 

สัปดาห์ที่ 1: 2-6 มี.ค. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 13,470 ล้านบาทและมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ตลาดพันธบัตรไทย 18,780 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 18,446 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 334 ล้านบาท)

 

สัปดาห์ที่ 2: 9-13 มี.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,011 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ตลาดพันธบัตรไทย 15,261 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 14,359 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 902 ล้านบาท)

 

สัปดาห์ที่ 3: 16-20 มี.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 3,216 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทย 8,943 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 8,038 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 905 ล้านบาท)

 

สัปดาห์ที่ 4: 23-27 มี.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,011 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 13,265 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 13,275 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 10 ล้านบาท)

 

 
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน 2
 

 
 

Bond Yield ไทยดีดมากที่สุดในกลุ่ม EM เอเชีย

 
 

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า หลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ระยะยาว 10 ปี ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น ทั้งในประเทศพัฒนาแล้ว (DM) และประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) รวมถึงประเทศไทย

 

โดยสาเหตุที่ทำให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นในไทยได้แก่ อัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติพากันเทขายพันธบัตร เนื่องจากนักลงทุนต้องการส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ (Inflation Risk Premium) ที่เพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ ตลาดโลกยังอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off Sentiment) เมื่อเกิดความไม่แน่นอนจากสงคราม ทำให้นักลงทุนดึงเงินออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets: EM) โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง

 

โดยตามรวบรวมข้อมูลของ THE STANDARD WEALTH พบว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ระยะยาว 10 ปีของไทยปรับตัวมากที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่สำคัญ ดังนี้

 

  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย อยู่ที่ 2.33% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 62 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี เกาหลีใต้ อยู่ที่ 3.93% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 48 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี อินโดนีเซีย อยู่ที่ 6.86% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 43 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี อินเดีย อยู่ที่ 6.94% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 28 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี ญี่ปุ่น อยู่ที่ 2.39% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 27 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี จีน อยู่ที่ 1.82% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 1 Bps

 

 
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน 3
 

 

SCB EIC เปิดสาเหตุ 3 จุดอ่อนสำคัญเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ ‘ภาวะเงินไหลออก’

 

ดร.ยรรยง กล่าวถึงสาเหตุที่เงินไหลออกจากประเทศในทุกทิศทาง ซึ่งมีส่วนทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมาก รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้นนั้น มาจากจุดอ่อน 3 ด้านของไทย ได้แก่

 

จุดอ่อนที่ 1: ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง

 

โดยไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนที่สูงถึง 8% ของ GDP ทำให้เมื่อพลังงานแพงขึ้น ไทยจะต้องจ่ายเงินออกนอกประเทศมหาศาล ซึ่งอาจจะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบและกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าอีกทอดได้

 

โดยตามข้อมูลจาก SCB EIC ระบุว่า การนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิของไทยสูงกว่าภูมิภาค โดยสูงกว่าเกาหลีใต้ ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ที่คิดเป็นไม่ถึง 6%, 5% และ 4% ตามลำดับ ขณะที่นิวซีแลนด์และจีนนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 2.5% ส่วนอินโดนีเซียนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกว่า 1.5%

 

“เราเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงมากนะครับ Net Oil and Gas Import Bill ที่เราซื้อเข้ามาเนี่ย คิดเป็นประมาณ 8% ของ GDP เป็นหนึ่งในสาเหตุที่อาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบได้” ดร.ยรรยงกล่าว

 

จุดอ่อนที่ 2: สัดส่วนพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูง

 

สินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อ (CPI) มีน้ำหนักถึง 12% ในการคำนวณเงินเฟ้อของไทย เมื่อราคาพลังงานโลกขึ้น จึงมีแนวโน้มที่จะดึงอัตราเงินเฟ้อในประเทศให้พุ่งสูงขึ้นตามได้ง่าย

 

“เรื่องตะกร้าสินค้า CPI ราคาพลังงานโดยตรง ทั้งไฟฟ้าน้ำมันต่างๆ เนี่ยอยู่ประมาณ 12% ยังไม่รวมสินค้าอื่นๆ อ่อนไหวกับราคาพลังงาน” ดร.ยรรยงกล่าว

 

จุดอ่อนที่ 3: ประสิทธิภาพในการใช้พลังงานไทยยังเป็นรองคู่แข่ง

 

ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy intensity) ซึ่งหมายความว่า การผลิต GDP ต่อหน่วยของไทย ต้องใช้ปริมาณพลังงานในสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤตพลังงาน เศรษฐกิจไทยจึงเจ็บหนักกว่า

 

“เรื่อง Energy Intensity หรือถ้าพูดกลับกันก็คือประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของไทยสูงจริงๆ ความหมายคือเวลาเกิดปัญหาเนี่ย เราก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจค่อนข้างเยอะ” ดร.ยรรยงกล่าว

 

ทั้งนี้ ถ้า Energy intensity ลดลงหมายความว่า การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

 
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน 4
 

 
 

บอนด์ยีลด์ผันผวนหนัก แนะพักเงินในตราสารหนี้ระยะสั้น

 
 

มทินา วัชรวราทร Head of Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย (KAsset) กล่าวว่า ปัจจุบัน KAsset มีมุมมองต่อตราสารหนี้ที่เป็น Neutral (คงน้ำหนักการลงทุน) ไม่แนะนำให้นักลงทุนเข้าซื้อตราสารหนี้ระยะยาวในช่วงนี้ เนื่องจากผลตอบแทนตราสารหนี้ มีโอกาสปรับสูงขึ้นและผันผวนหนัก จากปัจจัยราคาน้ำมัน และความยืดเยื้อของสงครามอิหร่าน ซึ่งประเมินไม่ได้ว่าสงครามจะจบลงเมื่อไร แต่ศูนย์วิจัยต่างๆ มองว่ากรณีฐาน (Base case) สงครามอิหร่านจะยืดเยื้อไม่เกิน 3 เดือน

 

ทั้งนี้โอกาสสร้างผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาตราสารหนี้ (Price Return) จบไปแล้ว เนื่องจาก กนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 ดังนั้น KAsset จึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยถอนการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว และย้ายมาลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อพักเงินรักษามูลค่า จากความผันผวนของตลาดในช่วงนี้

 

สำหรับมุมมองแนวโน้มดอกเบี้ย ตลาดให้น้ำหนักไปแล้วว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ด้าน กนง.มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย 1.5 ครั้งเช่นกัน ซึ่งในกรณีฐาน KAsset มองสวนทาง โดยคาดว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ส่วน กนง.คาดว่าจะคงดอกเบี้ย ที่ 1.00% ต่อปี

 

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาความเสี่ยงความยืดเยื้อของสงครามอิหร่าน ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ โดยเฉพาะประเทศฝั่งเอเชีย ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางจะปรับขึ้นดอกเบี้ย

 
 

หุ้นไทยแกร่งกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่ระวังแรงกระแทกใน Q2

 
 

แม้ฟันด์โฟลว์จะไหลออกจากหุ้นไทยกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา และทำให้ดัชนี SET ปรับตัวลง 5.15% แต่เมื่อเทียบกับภาพรวมตลาดหุ้นหลักๆ ทั่วโลก จะเห็นว่าหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ Outperform ตลาดหุ้นอื่นๆ ซึ่งติดลบตั้งแต่ 7% ไล่ไปจนถึง 20%

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยแข็งแกร่งกว่าอีกหลายๆ ตลาดทั่วโลกนั้น ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า แม้ไทยจะพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูงเช่นกัน แต่หุ้นไทยราว 1 ใน 3 เป็นกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น เช่น อุตสาหกรรมน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมี และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ

 

“หุ้นกลุ่มนี้ของไทยได้อานิสงส์ด้านราคา หุ้นบางตัวถูกปรับเพิ่มกำไรขึ้น ช่วยค้ำยันตลาดหุ้นไทยช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา” ณัฐชาตกล่าว

 

เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ที่ปรับตัวลงแรง เช่น หุ้นเกาหลีใต้ นอกจากจะถูกกดดันจากการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางสูง ยังถูกกดดันจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวลดลง เพราะความกังวลว่านโยบายการเงินจะเข้มงวดขึ้นในระยะถัดไป เพราะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

 

แต่ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องระมัดระวังคือ เมื่อราคาพลังงานถึงจุดพีกและเริ่มย่อตัว ผลกระทบด้านบวก (ต่อหุ้นบางกลุ่ม) จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น จะเริ่มลดลง หลังจากนั้นจะเริ่มเห็นผลกระทบด้านลบต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนลดลง ฟันด์โฟลว์ไหลออกในไตรมาส 2 นี้ และดุลการชำระเงินที่อาจจะแย่ลง ทั้งจากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว

 

“เราจึงแนะนำชะลอการลงทุน เพราะแม้จะมองแง่ดีมากๆ คือ กำไรหุ้นไทยไม่ถูกปรับลง บนดัชนี 1,450 จุด ความเสี่ยงก็ยังสูงกว่า หากคิดว่าหุ้นไทยจะขึ้นต่อ ต้องเชื่อว่าแนวโน้มกำไรของหุ้นไทยจะดีขึ้นกว่าเดิม หลังจากเกิดสงคราม”

 

 

The post บาทอ่อนหนัก ต่างชาติเทขายสุทธิหุ้น-บอนด์ไทยทะลุ 7 หมื่นล้านบาท หลังสงครามอิหร่านผ่านไป 1 เดือน ส่องโอกาส-ความเสี่ยงลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bond Yield พุ่ง เมื่อดอกเบี้ยไม่ถูกอีกต่อไป เกมเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนอย่างไร https://thestandard.co/the_secret_sauce/bond-yield-impact-on-personal-finance/ Mon, 16 Feb 2026 08:46:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1179001 bond-yield-impact-on-personal-finance

ยังจำกันได้ไหม เมื่อ 10-15 ปีก่อน โลกเคยอยู่ในยุคที่ ‘เ […]

The post Bond Yield พุ่ง เมื่อดอกเบี้ยไม่ถูกอีกต่อไป เกมเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
bond-yield-impact-on-personal-finance

ยังจำกันได้ไหม เมื่อ 10-15 ปีก่อน โลกเคยอยู่ในยุคที่ ‘เงินถูก’ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินทำให้การกู้ยืมเพื่อซื้อบ้านหรือทำธุรกิจเป็นเรื่องที่แทบไม่ต้องยั้งคิด ขณะที่นานาประเทศต่างเชื่อมั่นว่าการเปิดเสรีทางการค้าจะช่วยให้ทุกคนเติบโตไปพร้อมกัน 

 

แต่เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งจากสภาวะสงครามและภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงตัว สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้คือการพุ่งสูงขึ้นของ ‘Bond Yield’ ซึ่งไม่ใช่เพียงตัวเลขไกลตัวในตลาดการเงิน แต่คือเครื่องบ่งชี้ว่าต้นทุนชีวิตของคนธรรมดากำลังจะแพงขึ้นอย่างถาวร

 

Bond Yield คืออะไร และกระทบชีวิตเราอย่างไร?

 

พันธบัตรรัฐบาล คือเครื่องมือที่รัฐใช้ ‘กู้เงิน’ จากนักลงทุน โดยมี ‘Bond Yield’ หรืออัตราผลตอบแทนเป็นข้อแลกเปลี่ยน 

 

หัวใจสำคัญของกลไกนี้คือ เมื่อมีการเทขายพันธบัตรจนราคาตกลง อัตราผลตอบแทนหรือ Yield จะพุ่งสูงขึ้นทันทีเพื่อดึงดูดใจให้นักลงทุนยอมแบกรับความเสี่ยง 

 

ซึ่งปรากฏการณ์ Bond Yield พุ่งนี้เปรียบเสมือนการวาง ‘ฐานรากใหม่’ ให้กับดอกเบี้ยทั้งระบบ เมื่อรัฐบาลกู้เงินแพงขึ้น ธนาคารพาณิชย์ย่อมมีแนวโน้มปรับดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน รถ และธุรกิจให้สูงตามไปด้วย ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของทุกคนขยับตัวสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

แล้วทำไมพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกถูกเทขายพร้อมกัน?

 

สถานการณ์ ‘Bond Sell-off’ ที่เกิดขึ้นในวงกว้างขณะนี้มาจาก 3 แรงกดดันสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก

 

  • รัฐบาลทั่วโลกต้องการใช้เงินมหาศาล: เมื่อความมั่นคงไม่ใช่ของฟรี รัฐบาลหลายประเทศจึงต้องกู้เงินเพื่อเพิ่มงบกลาโหม ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และพยุงเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลง การออกพันธบัตรจำนวนมากทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงความสามารถในการชำระหนี้และเรียกขอดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
  • ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและสภาวะ Sell America: นักลงทุนกังวลเรื่องวินัยการคลังของสหรัฐฯ รวมถึงความเสี่ยงทางการค้าและความตึงเครียดระหว่างประเทศ เมื่อดอลลาร์อ่อนค่าและมีความผันผวนสูง ผลตอบแทนที่แท้จริงจากการถือพันธบัตรสหรัฐฯ จึงลดลงจนเกิดแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง
  • จุดเปลี่ยนสำคัญจากญี่ปุ่น: ญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นแหล่งเงินดอกเบี้ยต่ำของโลกมานานเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยและมีแผนการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินทุนที่เคยไหลออกไปทั่วโลกเริ่มไหลกลับเข้าสู่ญี่ปุ่น ซ้ำเติมแรงเทขายพันธบัตรในประเทศอื่น รวมถึงในตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดียที่ Yield พุ่งสูงจนธนาคารกลางต้องเข้าแทรกแซง
     

คนทั่วไปควรรู้อะไร และเตรียมตัวใช้ชีวิตอย่างไรในยุค ‘เงินแพง’?

 

เมื่อประเทศไทยต้องเล่นในกติกาโลกที่เปลี่ยนไป Framework ในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง:

 

  • เตรียมใจรับมือดอกเบี้ยขาขึ้น: ดอกเบี้ยเงินกู้จะไม่ถูกเหมือนเก่า การผ่อนบ้านจะยาวนานขึ้น และการลงทุนในธุรกิจจะทำได้ยากขึ้นเนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
  • ยกระดับทักษะให้เป็นเกราะคุ้มกัน: ในยุคที่เงินแพง ทักษะความสามารถจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด เพราะผู้ที่มีทักษะสูงคือผู้ที่จะเข้าถึงโอกาสได้ในราคาที่คุ้มค่ากว่าเสมอ
  • ทุกการลงทุนต้องตอบโจทย์ระยะยาว: การลงทุนในยุคนี้ต้องคำนวณความคุ้มค่าอย่างละเอียด และต้องตอบให้ได้ว่าทุกบาทที่จ่ายไปจะสร้างการเติบโตได้จริงในระยะยาว
  • ตรวจสอบวัตถุประสงค์ของเงินกู้: เงินกู้ต้องถูกใช้ไปเพื่อ ‘สร้างอนาคต’ ไม่ใช่เพียงเพื่อ ‘ประคองวันนี้’ โดยทุกบาทที่กู้ยืมมาต้องสามารถอธิบายมูลค่าที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างชัดเจน
  • บริหารงบประมาณอย่างรัดกุม: เนื่องจากรัฐบาลต้องแบ่งงบประมาณไปจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะมากขึ้น นโยบายการอุดหนุนหรือการแจกเงินในระยะยาวจึงทำได้ยากขึ้น

 

แม้ตัวเลข Bond Yield ที่พุ่งสูงจะสะท้อนถึงราคาความเสี่ยงใหม่ของโลก แต่ในอีกมุมหนึ่งก็นับเป็นแรงผลักดันให้ทุกคนต้องกลับมาทบทวนการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ 

 

ประเทศหรือบุคคลที่จะก้าวผ่านสภาวะนี้ไปได้ ไม่ใช่ผู้ที่กู้เงินเก่งที่สุด แต่คือผู้ที่ ‘ใช้เงินเป็น’ คิดการณ์ไกล และกล้าที่จะลงทุนกับอนาคตอย่างแท้จริง การปรับตัวตั้งแต่วันนี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง และเปลี่ยนจากผู้ที่ต้องแบกรับต้นทุน เป็นผู้ที่คว้าโอกาสใหม่ๆ ได้อย่างมั่นคงในโลกที่เงินไม่ถูกอีกต่อไป

 

The post Bond Yield พุ่ง เมื่อดอกเบี้ยไม่ถูกอีกต่อไป เกมเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฮดจ์ฟันด์และ Non-bank ถือพันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว ทะลุ 30 ล้านล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ต้นเหตุบอนด์ยีลด์ผันผวนหนัก ระเบิดเวลาตลาดเงินโลก https://thestandard.co/hedge-funds-nonbanks-bond-volatility/ Thu, 12 Feb 2026 11:34:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1177916 ภาพกราฟิกแสดงถึงตลาดพันธบัตรรัฐบาลและสถาบันการเงินประเภท Non-bank ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้น พร้อมสัญลักษณ์เกี่ยวกับความผันผวนของตลาด

กองทุนเฮดจ์ฟันด์และ Non-bank ถือครองหนี้สาธารณะของประเท […]

The post เฮดจ์ฟันด์และ Non-bank ถือพันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว ทะลุ 30 ล้านล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ต้นเหตุบอนด์ยีลด์ผันผวนหนัก ระเบิดเวลาตลาดเงินโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงถึงตลาดพันธบัตรรัฐบาลและสถาบันการเงินประเภท Non-bank ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้น พร้อมสัญลักษณ์เกี่ยวกับความผันผวนของตลาด

กองทุนเฮดจ์ฟันด์และ Non-bank ถือครองหนี้สาธารณะของประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว รวมกันมากกว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (928 ล้านล้านบาท) ณ สิ้นปี 2567 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของหนี้สาธารณะทั้งหมด

 

โดยยอดหนี้สาธารณะคงค้างของ 27 ประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว อยู่ที่ 62.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,946 ล้านล้านบาท) ณ สิ้นปี 2567 ตามการประมาณการของ Nikkei

 

โดยอ้างอิงข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และใช้ระเบียบวิธีของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ทั้งนี้ ยอดหนี้รวมเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าตัว นับตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งเป็นปีก่อนเกิดวิกฤติการเงินโลก

 

ในจำนวนยอดหนี้สาธารณะทั้งหมด มีสัดส่วนการถือครองจากมากไปน้อย ดังนี้

 

  • Non-bank ถือครองราว 50% ของยอดหนี้ทั้งหมด
  • ธนาคารพาณิชย์และธนาคารกลางของแต่ละประเทศ ถือครองในสัดส่วนเท่ากันประมาณ 20%
  • รัฐบาลต่างประเทศและหน่วยงานภาครัฐต่างชาติอื่น ๆ ถือครองอยู่ที่ประมาณ 10%

 

ตามรายงานของ BIS และธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (BOJ) พบว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์ เข้ามามีบทบาทในตลาดพันธบัตรมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการออกพันธบัตรรัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้น แม้ว่าสิ่งนี้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขาย แต่นักลงทุนกลุ่มนี้มักเน้นการซื้อขายระยะสั้น ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yields) มีความผันผวนมากขึ้น

 

ทั้งนี้ Non-bank ซึ่งครอบคลุมกองทุนเฮดจ์ฟันด์ บริษัทประกันภัย และกองทุนบำเหน็จ บำนาญ สถาบันเหล่านี้มักถูกเรียกว่า “ธนาคารเงา” (Shadow Banks) เนื่องจากเป็นสถาบันการเงินที่ไม่รับฝากเงิน แต่ให้บริการทางการเงิน โดยไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลแบบธนาคารพาณิชย์

 

โดยระหว่างปี 2550-2567 Non-bank ถือครองหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น 15 ล้านล้านดอลลาร์ (464 ล้านล้านบาท) ธนาคารกลางในประเทศเพิ่มการถือครองขึ้น 10 ล้านล้านดอลลาร์ (309 ล้านล้านบาท) ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ เพิ่มขึ้นเพียง 5 ล้านล้านดอลลาร์ (154 ล้านล้านบาท) เท่านั้น เมื่อเทียบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) พบว่า Non-bank ถือครองหนี้สาธารณะเทียบเท่า 51% ของ GDP ขณะที่ธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์ถือครองเท่ากันอยู่ที่ราว 20% และหน่วยงานภาครัฐต่างประเทศถือครองอยู่ที่ 14% เท่านั้น

 

ในปี 2550 Non-bank ถือครองหนี้สาธารณะในสัดส่วนที่น้อยกว่า 40% ของ GDP แต่สัดส่วนกลับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง นับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยหนึ่งในสาเหตุหลักที่ผลักดันการเพิ่มขึ้นนี้มาจากนโยบายลดขนาดงบดุล (Quantitative Tightening) ของธนาคารกลาง นับตั้งแต่ปี 2565 ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต่างลดสัดส่วนการซื้อพันธบัตร รัฐบาลลง ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ถือครองโดยธนาคารกลางหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากแตะจุดสูงสุดที่ 30% ในปี 2563

 

ประกอบกับหลังเกิดวิกฤติการเงิน กฎเกณฑ์ด้านธนาคารระหว่างประเทศที่เข้มงวดยิ่งขึ้น กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องลดซื้อพันธบัตรรัฐบาลลง เพื่อจำกัดความเสี่ยง จากความผันผวนของตลาดพันธบัตร และเมื่อธนาคารพาณิชย์รับความเสี่ยงได้น้อยลง จึงหันไปซื้อเซื้อพันธบัตรรัฐบาลผ่านกองทุนแทน

 

“ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะในประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว

 

ถูกดูดซับโดย Non-bank เป็นหลัก” Pablo Hernandez de Cos ผู้อำนวยการทั่วไปของ ธนาคาร BIS กล่าวในการบรรยายเมื่อเดือนพฤศจิกายน

 

ทั้งนี้ de Cos แสดงความกังวลเป็นพิเศษต่อแนวโน้มที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์หันมาใช้กลยุทธ์ การเทรดเลเวอเรจ (Leveraged Trading) โดยใช้พันธบัตรรัฐบาลเป็นหลักประกันมากขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายออกมาตรการจำกัดพฤติกรรมดังกล่าว

 

ย้อนกลับไปในปี 2565 วิกฤติการเทขายพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ นำไปสู่การลาออกของนายกรัฐมนตรีลิซ ทรัสส์ในขณะนั้น ก็ถูกซ้ำเติมจากพฤติกรรม Non-bank เช่นกัน โดยกองทุนบำเหน็จบำนาญใช้พันธบัตรรัฐบาลอังกฤษเป็นหลักประกันเพื่อกู้ยืม แต่เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น กลับถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) จนถูกบังคับให้เทขายพันธบัตรที่ถือครองอยู่ สิ่งนี้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ในตลาดเงิน

 

อังกฤษ ดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก ในขณะที่ราคาพันธบัตรถูกทุบลงอย่างหนัก

 

ตามประมาณการของ Serkan Arslanalp นักเศรษฐศาสตร์จาก IMF และ Takahiro Tsuda อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านภาคการเงินของ IMF พบว่า หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นแตะ 1.29 ล้านล้านล้านเยน ณ สิ้นปี 2567 โดย BOJ ถือครองหนี้ดังกล่าวอยู่ถึง 45% และได้เริ่มลดการซื้อพันธบัตรรัฐบาลลงแล้ว

 

ปัจจุบัน Non-bank ถือครองหนี้สาธารณะญี่ปุ่นราว 30% ของยอดหนี้รวมทั้งหมด แต่คาดว่าสัดส่วนของกองทุนต่างชาติและนักลงทุนอื่นๆ จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

 

“การขยายตัวของการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลโดยกองทุนทั่วโลก ทำให้การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางการเงินในแต่ละประเทศส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น” Shigeto Nagai หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นของ Oxford Economics บริษัทวิจัยจากสหราชอาณาจักรกล่าว

 

Nagai กล่าวว่า ความพยายามของญี่ปุ่นในการฟื้นฟูความแข็งแกร่งทางการคลัง เพื่อป้องกันความวุ่นวายในตลาดที่อาจมีจุดเริ่มต้นจากเศรษฐกิจเอเชีย ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

 

“การขึ้นดอกเบี้ยและการลดการซื้อพันธบัตรรัฐบาลของ BOJ ในอนาคต ควรตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อตลาดการเงินระหว่างประเทศให้มากขึ้น” Nagai กล่าว

 

ภาพ: Westlight/ Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เฮดจ์ฟันด์และ Non-bank ถือพันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว ทะลุ 30 ล้านล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ต้นเหตุบอนด์ยีลด์ผันผวนหนัก ระเบิดเวลาตลาดเงินโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมตราสารหนี้ชี้ผลตอบแทนตราสารหนี้ปีนี้ส่อลดลง หลังเข้าช่วงปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง จับตาความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ https://thestandard.co/bond-yields-fall-default-risk/ Wed, 07 Jan 2026 09:56:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1162301 สมาคมตราสารหนี้ชี้ผลตอบแทนตราสารหนี้ปีนี้ส่อลดลง หลังเข้าช่วงปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง จับตาความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้

ตลาดตราสารหนี้ไทยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ถือว่าให้ผลตอบแทนที […]

The post สมาคมตราสารหนี้ชี้ผลตอบแทนตราสารหนี้ปีนี้ส่อลดลง หลังเข้าช่วงปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง จับตาความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมตราสารหนี้ชี้ผลตอบแทนตราสารหนี้ปีนี้ส่อลดลง หลังเข้าช่วงปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง จับตาความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้

ตลาดตราสารหนี้ไทยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ถือว่าให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี โดยอัตราผลตอบแทนรวม (Total Return) ของพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชนให้ผลตอบแทนประมาณ 5% – 8%

 

อย่างไรก็ตาม ThaiBMA มองว่า เราอยู่ในช่วงปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ทำให้นักลงทุนไม่สามารถจะคาดหวังผลตอบแทนที่สูงเท่ากับในอดีต

 

แนวโน้มผลตอบแทนตลาดตราสารหนี้

 

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ผลตอบแทนที่คาดหวัง (Expected Return) ของตลาดตราสารหนี้อาจไม่เหมือน 2 ปีที่ผ่านมา ที่อัตราดอกเบี้ยลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ลดลงมา 1% ในปี 2568 ส่งผลให้ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เพิ่มขึ้นมาก

 

“สิ่งที่สำคัญคือสองปีที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยลดลง แต่ปีนี้อยู่ในช่วงปลายแล้ว เพราะฉะนั้นไม่สามารถที่จะคาดหวังผลตอบแทนสูงมากอย่างในอดีต คงต้องมองเรื่องของผลตอบแทนจากคูปองมากกว่า และต้องติดตามทิศทางของอัตราดอกเบี้ย” ดร.สมจินต์ กล่าว

 

อย่างไรก็ดี ตราสารหนี้ยังคงเป็นสินทรัพย์สำคัญที่นักลงทุนควรจะมีในพอร์ต โดยเฉพาะหากต้องการกระจายความเสี่ยง แต่ต้องเข้าใจความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย และความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ที่คาดหวังผลตอบแทนสูง ดร.สมจินต์แนะนำให้มองการลงทุนในวงกว้าง โดยมองหาโอกาสลงทุนทั่วโลก ไม่ควรกระจุกการลงทุนเฉพาะในประเทศ (Home Bias)

 

ในปี 2568 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond yield) ปรับตัวลดลงทั้งเส้น โดย Bond yield ระยะสั้นลดลงเร็วกว่าระยะยาวในลักษณะ Bull steepening ที่ Bond yield ระยะสั้นปรับลดตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ส่วน Bond yield ระยะยาวปรับลดลงน้อยกว่าซึ่งน่าจะสะท้อนความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะหรือ Bond supply ในระดับสูง ส่งผลให้ Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ10 ปี ปรับตัวลดลง 0.89%, 0.81% และ 0.65% จากสิ้นปี 2567 มาอยู่ที่ระดับ 1.13%, 1.28% และ 1.66% ตามลำดับ ณ สิ้นปี 2568

 

ปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง

 

ปีก่อนอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ในทิศทางขาลงอย่างชัดเจน และเป็นการปรับตัวลงที่ค่อนข้างรวดเร็ว โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ​ (FOMC) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.75% มาอยู่ที่ 3.50% – 3.75% ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1% มาอยู่ที่ 1.25%

 

อย่างไรก็ตาม การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในปีนี้น่าจะไม่มากเท่ากับปีที่ผ่านมา สำหรับสหรัฐฯ อาจเห็นการปรับลดดอกเบี้ยลง 0-2 ครั้ง ส่วนของไทยอาจจะเห็นการปรับลดดอกเบี้ยลงเพียงแค่ 1 ครั้ง ในไตรมาส 2 ของปีนี้

 

สำหรับอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อปีก่อน เป็นปัจจัยหนุนต่อผลตอบแทนของตราสารหนี้ในมุมของส่วนต่างราคา ส่งผลให้ผลตอบแทนรวมค่อนข้างดีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

 

‘ผิดนัด’ และ ‘เลื่อน’ ชำระหนี้ ยังเพิ่มขึ้น

 

ดร.สมจินต์ กล่าวต่อว่า ความเสี่ยงเรื่องของการผิดนัดชำระหนี้และการเลื่อนชำระหนี้ (Credit Risk) มีแน่นอน ซึ่งเป็นธรรมชาติของตลาดการเงิน ความเสี่ยงเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ไม่ได้เป็นความเสี่ยงพิเศษ เหมือนกับการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่มีโอกาสเผชิญกับหนี้เสีย (NPL)

 

เราอยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทายมากๆ ของการทำธุรกิจ และแนวโน้ม GDP ปีนี้น่าจะเติบโตเพียงประมาณ 1.5% ขณะที่ข้อจำกัดด้านการเงินการคลังมีพอสมควร รวมทั้งการแข่งขันทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีก็เป็นปัจจัยต้าน

 

สำหรับปี 2568 มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้รวม 8 ราย คิดเป็นมูลค่า 8,319 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 และ 2567 ที่มีการผิดนัดชำระหนี้ปีละ 5 ราย คิดเป็นมูลค่า 16,363 ล้านบาท และ 3,172 ล้านบาท ตามลำดับ

 

 

 

ส่วนหุ้นกู้ที่เลื่อนการชำระหนี้ในปีที่ผ่านมา มีจำนวนทั้งสิ้น 21 ราย รวมมูลค่า 59,804 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีผู้ออก 14 ราย ที่เพิ่งเคยเลื่อนกำหนดชำระเป็นครั้งแรก เพิ่มขึ้นจากปี 2566 และ 2567 ที่มีหุ้นกู้เลื่อนชำระ 14 ราย มูลค่า 12,443 ล้านบาท และ 17 ราย มูลค่า 37,963 ล้านบาท ตามลำดับ

 

 

“ความเสี่ยงสำคัญของหุ้นกู้ที่นักลงทุนต้องจับตามี 2 ส่วนคือ Interest rate risk และ Credit risk สำหรับ Credit risk มีปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องคือสภาวะธุรกิจและสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนไหวเปราะบาง แต่ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้กระทบแค่บอนด์ กระทบหุ้นด้วย สิ่งสำคัญคือไม่ควรจะไล่ตามสินทรัพย์ที่เคยให้ผลตอบแทนดีในอดีต และมั่นใจเกินไปกับสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง” ดร.สมจินต์ กล่าว

 

คาดหุ้นกู้ออกใหม่ปีนี้ 8.8 – 9 แสนล้านบาท

 

ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หุ้นกู้ออกใหม่ของไทยลดลงต่อเนื่อง จาก 1.26 ล้านล้านบาท เมื่อปี 2565 มาเหลือ 1.02 ล้านล้านบาท, 9.13 แสนล้านบาท และ 8.77 แสนล้านบาท ในปี 2566 – 2568

 

 

สำหรับปี 2569 อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ThaiBMA มองว่า ปีนี้จะเห็นการออกหุ้นกู้ใหม่ในระดับ 8.8 – 9 แสนล้านบาท ด้วยปัจจัยหนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และบริษัทใหญ่ยังมีแผนการลงทุนเพิ่มเติม

 

สำหรับ 3 อุตสาหกรรมหลัก ที่ออกหุ้นกู้มากที่สุดเมื่อปีก่อน ยังคงเป็น พลังงาน การเงิน และอสังหาริมทรัพย์ โดยกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่ออกหุ้นกู้ใหม่มากกว่าหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระ

 

 

 

ทั้งนี้ มูลค่าคงค้างของตลาดตราสารหนี้ไทยเมื่อปีก่อน ยังคงเพิ่มขึ้น 4.67% เป็น 17.91 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาอย่างน้อย 6 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันคิดเป็น 96% ของขนาด GDP ประเทศไทย โดยหลักเพิ่มขึ้นจากพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนหุ้นกู้เอกชนปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกัน

 

หนึ่งในความเสี่ยงที่ต้องจับตามองคือ การที่ผู้ออกตราสารหนี้ถูกปรับลดอันดับเครดิตเพิ่มขึ้นเป็น 47 ราย เมื่อปี 2567 ส่วนปี 2568 เริ่มลดลงมาเหลือ 34 ราย แต่ยังเป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบกับอดีต

 

 

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ESG Bond ที่กลับมาเติบโตอีกครั้งในปีนี้ เป็น 2.08 แสนล้านบาท หลังจากหดตัวลงในปี 2566 – 2567 โดยส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้มาจาก Sustainability Linked Bond (SBL) คิดเป็นมูลค่า 1.6 แสนล้านบาท แบ่งเป็นการออกโดยรัฐบาล 1.29 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นของบริษัทเอกชนจำนวน 12 ราย

 

ขณะที่ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 72,396 ล้านบาท ในปี 2568 โดยเป็นการซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยในไตรมาส 1 ไตรมาส 2 และไตรมาส 4 รวม 75,666 ล้านบาท รวมกับการขายสุทธิ 3,270 ล้านบาทในไตรมาส 3 ทำให้ ณ สิ้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติมีการถือครองตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 9.18 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.12% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.09 ปี ลดลงจาก 8.66 ปีเมื่อสิ้นปี 2567

The post สมาคมตราสารหนี้ชี้ผลตอบแทนตราสารหนี้ปีนี้ส่อลดลง หลังเข้าช่วงปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง จับตาความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอนด์ยีลด์ไทยลด 91 bps จากสิ้นปี 2567 ต่ำสุดรอบ 4 ปี KResearch คาดจ่อลงต่อ! ตามทิศดอกเบี้ยนโยบาย https://thestandard.co/thai-bond-yields-drop-91bps/ Fri, 26 Sep 2025 12:19:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1123526 บอนด์ยีลด์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า แม้จะมีความกังวลต่อประเด็นการ […]

The post บอนด์ยีลด์ไทยลด 91 bps จากสิ้นปี 2567 ต่ำสุดรอบ 4 ปี KResearch คาดจ่อลงต่อ! ตามทิศดอกเบี้ยนโยบาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอนด์ยีลด์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า แม้จะมีความกังวลต่อประเด็นการคลัง แต่ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทยยังมีแนวโน้มปรับลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยของ กนง. พร้อมเตือนจับตาแนวโน้มอันดับเครดิตของไทยในระยะ 3 – 5 ปี ข้างหน้า หลังจากทั้ง Moody’s และ Fitch ได้ปรับลด Outlook เป็น Negative ในปีนี้

 

Fitch หั่นมุมมอง ดันยีลด์ 2-10 ปี สูงขึ้น 3-6 basis points

 

วันนี้ (26 กันยายน) กฤษฎิ์ แก้วหิรัญ นักวิจัยอาวุโส บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยว่า ยีลด์พันธรัฐบาลไทยปรับเพิ่มสูงขึ้นในระหว่างเดือนกันยายน 2568 ตามภาพตลาดบอนด์ต่างประเทศ และการปรับลดมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือไทยโดย Fitch เมื่อเทียบกับช่วง สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลในช่วงอายุ 2 – 15 ปี ปรับเพิ่มสูงขึ้นมาแล้ว 3 – 11 basis points

 

 

ยีลด์บอนด์ไทย 10 ปี ลดลงแล้ว 91 basis points จากสิ้นปี 2567 แตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี

 

อย่างไรก็ดี หากมองภาพรวมทั้งปี 2568 ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ยังคงลดลงตามทิศทางแนวโน้มดอกเบี้ยในประเทศ โดยเมื่อเทียบกับระดับ ณ สิ้นปี 2567 ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทยปรับลดลงมาแล้วประมาณ 91 basis points และได้แตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 ในบางช่วง ซึ่งทิศทางบอนด์ยีลด์ไทยที่ปรับลดลงดังกล่าวสอดคล้องกับอัตรา

 

 

เปิดแนวโน้มตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยในช่วงที่เหลือของปี 2568

 

กฤษฎิ์ กล่าวอีกว่า หลังจาก Fitch และ Moody’s ปรับลดมุมมองต่ออันดับความน่าเชื่อถือ (Outlook) มาเป็น Negative ทำให้ตัวแปรทางการเมือง รายจ่ายภาครัฐ และหนี้สาธารณะของไทยกลับมาเป็นจุดสนใจของตลาดพันธบัตรอีกครั้ง เพราะถึงแม้ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศจะทยอยคลี่คลายลงไปแล้วบางส่วน แต่ไทยก็เผชิญโจทย์ทางการคลังที่คล้ายคลึงกัน

 

โดยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ภาครัฐอาจต้องเร่งผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ปริมาณการออกพันธบัตรรัฐบาลจะอยู่ในกรอบ 2 – 4 แสนล้านบาท ในช่วงไตรมาส 4/2568 ซึ่งส่งผลทำให้ยอดการออกพันธบัตรรัฐบาลในปี 2568 อยู่ที่กรอบประมาณ 1.3 – 1.5 ล้านล้านบาท ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการขาดดุลงบประมาณปี 2568 จำนวน 8.65 แสนล้านบาท และบริหารจัดการหนี้ภาครัฐบาลจากขาดดุลงบประมาณในช่วงที่ผ่านมา

 

 

 

ยีลด์ไทยผันผวนตามปัจจัยต่างประเทศ ‘แค่ระยะสั้น’ เตือนจับตาฐานะการคลัง 3 – 5 ปีข้าง

 

สำหรับแนวโน้มยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทยนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ความผันผวนของตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยที่เกิดขึ้นตามปัจจัยต่างประเทศ และการถูกลดมุมมองอันดับความเชื่อถือ จะส่งผลต่อยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทยในระยะสั้นเท่านั้น แต่ภาครัฐยังคงมีโจทย์ในการดูแลประเด็นเสถียรภาพการคลังต่อเนื่องในระยะข้างหน้า

 

ทั้งนี้ ในระยะสั้น หากเปรียบเทียบปัจจัยที่นำมาพิจารณาอันดับเครดิต สถานการณ์ของประเทศไทยน่ากังวลน้อยกว่าฝรั่งเศส ทั้งในด้านความต่อเนื่องของนโยบายการคลังที่รัฐสภาอนุมัติร่างงบประมาณปี 2569 แล้วสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ในระดับปานกลาง และเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้ากว่า รวมถึงในช่วงที่ผ่านมาสถาบันจัดอันดับปรับลดมุมมองเครดิตเท่านั้น 

 

อย่างไรก็ดีปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและฐานะการคลังที่อ่อนแอลงในระยะ 3 – 5 ปีข้างหน้า อาจส่งผลต่อการจัดอันดับเครดิตของไทยในอนาคต


ยีลด์ไทยจ่อลดลงต่อ! คาด กนง. ลดดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในสิ้นนี้

 

ขณะที่ในช่วงที่เหลือของปี 2568 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองแนวโน้มยีลด์พันธบัตรรัฐบาล
จะลดลงตามสัญญาณการลดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งมองว่า กนง. มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างน้อยอีก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี 2568 ตามแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอลง และเพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจและช่วยบรรเทาภาระของกลุ่มเปราะบาง ซึ่งตลาด Overnight Index Swap อ้างอิงอัตราดอกเบี้ย THOR (THOR OIS) สะท้อนโอกาสที่ กนง. อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง โดย THOR OIS ระยะ 3 เดือนข้างหน้า ที่เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 1.35%

ภาพ: DrPixel/Getty Images

The post บอนด์ยีลด์ไทยลด 91 bps จากสิ้นปี 2567 ต่ำสุดรอบ 4 ปี KResearch คาดจ่อลงต่อ! ตามทิศดอกเบี้ยนโยบาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bull Bear Bond ความชันของยีลด์สหรัฐฯ https://thestandard.co/opinion-bull-bear-bond/ Sun, 21 Sep 2025 03:37:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1121132

แนวโน้มความชันของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่พลิกขึ้นเป็นบวกต่อ […]

The post Bull Bear Bond ความชันของยีลด์สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

แนวโน้มความชันของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่พลิกขึ้นเป็นบวกต่อเนื่องเริ่มเป็นจุดสนใจของตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ

 

เหตุผลของความชันในรอบนี้เกิดขึ้นทั้งจากยีลด์ระยะสั้น (3 เดือน – 2 ปี) ลดลงจากการคาดการณ์ว่า Fed จะลดดอกเบี้ย ขณะที่บอนด์ยีลด์ระยะยาว (10 – 30 ปี) ถูกตรึงไว้ที่ระดับสูงจากความกังวลด้านภาระการคลังของสหรัฐฯ ทำให้ตลาดต้องพบกับ Bull และ Bear Steepening ในเวลาเดียวกัน 

 

ยีลด์จะชันไปกว่านี้หรือไม่ และอะไรกำลังจะเกิดขึ้นกับสินทรัพย์การเงินต่อจากนี้ เป็นเรื่องที่นักลงทุนไทยต้องเข้าใจ และเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง

 

เริ่มด้วยการทำความเข้าใจสาเหตุของความชัน และผลลัพธ์ในอดีตก่อน

 

ความชันแบบกระทิงหรือ Bull steepener เกิดจากนโยบายการเงินผ่อนคลาย 

 

ยีลด์ระยะสั้นเคลื่อนไหวตามแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ในอดีต Bull steepening มักเกิดหลังช่วงนโยบายการเงินเข้มงวด และเงินเฟ้อเริ่มลดลง เช่นในปี 1995 หรือ 1998

 

ผลที่มักเกิดขึ้นกับตลาดการเงินคือบอนด์ทำผลตอบแทนดี หุ้นขึ้นแบบกระจายตัวในหลายธีม เช่น Cyclical และ Value ดอลลาร์อ่อนค่า พร้อมกับราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นจากยีลด์ที่ลดลง

 

ส่วนความชันแบบหมี (Bear steepener) ครั้งนี้ เกิดจากความกังวลการคลังที่แตกต่างจากอดีต

 

เพราะโดยส่วนใหญ่ยีลด์ระยะยาวมักปรับตัวขึ้นเร็วแค่ในสองกรณีหลัก คือเศรษฐกิจดี และเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น หรือมีนโยบายการเงินเข้มงวดผิดปกติ เช่น ช่วง Taper Tantrum 2013 หรือการทำ QT ในปี 2021

 

แต่ครั้งนี้ ยีลด์ระยะยาวปรับตัวขึ้นจากความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง รัฐบาลสหรัฐฯ มีแนวโน้มขาดดุลการคลังต่อเนื่องจนหนี้ต่อ GDP อาจแตะ 150% ในทศวรรษหน้า ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นสูง ในทุกครั้งที่มีการประมูลบอนด์ นักลงทุนจึงต้องการผลตอบแทนส่วนเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

 

ในอดีต Bear steepener มักส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าจากตลาดที่ปิดรับความเสี่ยง (Risk Off) ราคาทองคำปรับตัวลง และหุ้นที่มีลักษณะผลตอบแทนตอบคล้ายบอนด์ เช่น REITs และ Utilities มักปรับตัวลง เหตุผลที่แตกต่างในครั้งนี้ คาดว่าจะทำให้ดอลลาร์ ไม่แข็งค่าเหมือนในอดีตจากความเสี่ยง Sovereign Risk ที่สูงขึ้น

 

ในมุมมองของผม เมื่อความชันแบบหมีและกระทิงเกิดขึ้นพร้อมกัน ผลกระทบกับตลาดจะมีทั้งการหักล้างกัน และซับซ้อนขึ้น มองได้เป็น 3 กรณีหลักได้แก่

 

Orderly Bull Steepening สถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือยีลด์ระยะสั้นลงต่อ แต่ยีลด์ระยะยาวทรงตัว

 

เกิดจากเศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อลดลง หนุนให้ Fed ลดดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปได้ อย่างไรก็ดีการขาดดุลการคลังยังไม่มีหนทางแก้ไขที่ชัดเจน กรอบบอนด์ยีลด์ใน 12 เดือนข้างหน้าของ 2 ปี และ 10 ปี จะอยู่ในช่วง 3.4 – 3.9% และ 4.0 – 4.5% หรือชันเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากปัจจุบัน

 

ผลกระทบคือ ดอลลาร์จะไม่อ่อนค่าลงมาก บอนด์ช่วงสั้นทำผลตอบแทนได้ดี หุ้นขึ้นเฉพาะกลุ่มที่กำไรเติบโตบนพื้นฐานที่มั่นคง (ธีม Quality) ทองคำทรงตัวถึงบวกเล็กน้อยตามแนวโน้มยีลด์ระยะสั้น

 

สถานการณ์ดีที่สุด Bear followed by Bull Steepener ยีลด์ยาวขึ้นก่อน ยีลด์สั้นลงตาม 

 

เหตุการณ์นี้จะเริ่มต้นด้วยแรงกดดันทางการคลังที่สูง หนุนบอนด์ยีลด์ระยะยาวขึ้นไปก่อน แต่ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เงินเฟ้อมีโอกาสลดลงเร็ว ทำให้ Fed ลดดอกเบี้ยได้มากขึ้นด้วย กรอบบอนด์ยีลด์ใน 12 เดือนข้างหน้าของ 2 ปี และ 10 ปี จะอยู่ในช่วง 3.0 – 3.5% และ 4.5 – 5.0% หรือชันขึ้นมากที่สุด

 

ในกรณีนี้ ดอลลาร์จะอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วจากส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐฯ – โลกแคบลง สภาพคล่องโลกสูงขึ้น เงินทุนไหลไปสู่ตลาดนอกสหรัฐฯ หุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับแรงหนุนมีสองธีมหลักคือ กลุ่มที่มีรายได้จากทั่วโลก และกลุ่มการเงิน ขณะที่ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปเหนือ 4,000 ดอลลาร์/ออนซ์

 

เหตุการณ์ที่ต้องระวังมากที่สุดคือกรณีที่สาม Fiscal Bear Steepener ที่ไร้แรงหนุนจาก Fed

 

เพราะในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ความเสี่ยงที่ยีลด์สหรัฐฯ หลีกเลี่ยงได้ยากที่สุดคือประเด็นทางการคลัง ถ้าท้ายที่สุดการกดดันต่อ Fed ของ Trump ส่งผลกลับข้างคือ Fed ต้องรักษาดอกเบี้ยเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ หรือเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดีเกินคาด เงินเฟ้อไม่ลดลง หรือเก็บภาษีการค้าได้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ยีลด์ระยะสั้นมีโอกาสทรงตัว 3.5 – 4.0% ขณะที่ยีลด์ระยะยาวคาดว่าจะสูงกว่า 5.0% เป็นอย่างน้อย

 

กรณีนี้มีความเสี่ยงสูงที่สุดเพราะ ดอลลาร์จะแข็งค่าตามยีลด์ระยะยาว บอนด์มีโอกาสติดลบต่อเนื่อง ขณะที่หุ้น Tech และ Growth มีสัดส่วนในตลาดสูง และ Valuation แพง จะถูกกดดันมากที่สุด

 

นักลงทุนบอนด์ระดับตำนานฉายา Bond King อย่าง Bill Gross เคยกล่าวไว้ว่า “Finance-based capitalism depends on a positive yield curve” เศรษฐกิจทุนนิยมต้องพึ่งพาความชันของยีลด์เพื่อให้ตลาดเคลื่อนไหวด้วยเหตุผลที่เหมาะสม

 

ในมุมมองของผมความชันของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ในปี 2025-26 เป็นเหมือนกระจกสะท้อนสองบานของสหรัฐฯ ที่เล่าเรื่องการเงินและการคลังไปพร้อมกัน เป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส แต่ไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวล ถ้าเราเข้าใจเหตุผลและมีกลยุทธ์รับมือครับ

 

 

ภาพ: aprott/Getty Images

The post Bull Bear Bond ความชันของยีลด์สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่น อายุ 20 ปี พุ่งสูงสุดรอบ 26 ปี จากความเสี่ยงฐานะการคลัง https://thestandard.co/japan-20-year-bond-yield-high/ Thu, 21 Aug 2025 07:38:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1109673 บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่น อายุ 20 ปี พุ่งสูงสุดในรอบ 26 ปี

อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) รัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) […]

The post บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่น อายุ 20 ปี พุ่งสูงสุดรอบ 26 ปี จากความเสี่ยงฐานะการคลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่น อายุ 20 ปี พุ่งสูงสุดในรอบ 26 ปี

อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) รัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) อายุ 20 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดใหม่ในรอบหลายทศวรรษในวันนี้ (21 สิงหาคม) โดยได้รับแรงกดดันจากความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับแนวโน้มการขยายตัวทางการคลังของรัฐบาล และอุปสงค์ที่ลดน้อยลงจากกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่

 

โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวพิเศษ (Super-long Yield) รุ่นอายุ 20 ปี ได้พุ่งขึ้นแตะระดับ 2.655% ในช่วงสั้นๆ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1999 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงสำคัญของตลาด ก็ไต่ขึ้นสู่ระดับ 1.61% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2008 ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ก็ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 3.18% เข้าใกล้ระดับสูงสุดตลอดกาลที่ 3.2% ที่เคยทำไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 

การปรับตัวขึ้นของยีลด์ครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่นักลงทุนกำลังเตรียมพร้อมรับมือกับ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังที่อาจเกิดขึ้น หลังจากที่พรรคร่วมรัฐบาลพ่ายแพ้การเลือกตั้งสภาสูงเมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งอาจนำไปสู่การออกพันธบัตรในปริมาณที่เพิ่มขึ้นและสร้างแรงกดดันต่อพันธบัตรระยะยาวที่ตึงตัวอยู่แล้ว นอกจากนี้ ความกังวลด้านเงินเฟ้อ ก็ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันพันธบัตรระยะยาวพิเศษ และเพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

 

ในขณะเดียวกัน อุปสงค์จากนักลงทุนก็อ่อนแอลงอย่างชัดเจน ข้อมูลจากสมาคมผู้ค้าหลักทรัพย์ญี่ปุ่นระบุว่า ยอดซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในพันธบัตรที่มีอายุคงเหลือมากกว่า 10 ปี ลดลงเหลือเพียง 4.8 แสนล้านเยน หรือราว 1.1 แสนล้านบาท ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งคิดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของยอดซื้อในเดือนมิถุนายน 

 

การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคธุรกิจ เนื่องจากยีลด์ดังกล่าวถูกใช้เป็นมาตรวัดต้นทุนการกู้ยืมระยะยาว และมีอิทธิพลต่อทุกอย่างตั้งแต่อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยไปจนถึงการตัดสินใจทางการเงินของบริษัทต่างๆ

 

บอนด์ยีลด์จีนพุ่งสูงสุดรอบปี แต่จากสาเหตุเชิงบวก

 

ขณะที่บอนด์ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลจีน อายุ 30 ปี ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดของปีนี้ แต่เป็นผลจากมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจจีนที่ปรับตัวดีขึ้น ตรงข้ามกับสาเหตุการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์ญี่ปุ่น 

 

การเพิ่มขึ้นของบอนด์ยีลด์จีนเป็นผลมาจากความคาดหวังเชิงบวกต่อการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ และความพยายามของรัฐบาลปักกิ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งได้กระตุ้นให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตร เพื่อโยกย้ายเงินทุนเข้าสู่ตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

 

ข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีของจีน ปรับตัวสูงขึ้น 0.01% แตะระดับ 2.12% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในขณะที่ดัชนี CSI 300 ของตลาดหุ้นจีน ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วเช่นกัน 

 

แคลร์ เกา นักกลยุทธ์ด้านอัตราดอกเบี้ยของ Nomura Holdings Inc. กล่าวว่า “การเทขายพันธบัตรระยะยาวรอบล่าสุดนี้มีสาเหตุหลักมาจากการทะยานขึ้นของตลาดหุ้น ผ่านการโยกย้ายเงินทุนระหว่างตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร”

 

อย่างไรก็ตาม แม้อัตราผลตอบแทนจะยังคงขยับสูงขึ้น แต่ความคาดหวังว่าจะเกิดการเทขายอย่างรุนแรง (Sharp Selloff) ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้ให้การสนับสนุนตลาดพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง ผ่านการอัดฉีดสภาพคล่องเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันความผันผวนรุนแรง ขณะเดียวกัน นักลงทุนบางส่วนในตลาดก็เริ่มมองว่าการเทขายครั้งนี้เป็นโอกาสในการเข้าซื้อ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้พันธบัตรมีความน่าสนใจมากขึ้นนั่นเอง

 

ภาพ: Torsten Asmus / Getty Images 

อ้างอิง:

The post บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่น อายุ 20 ปี พุ่งสูงสุดรอบ 26 ปี จากความเสี่ยงฐานะการคลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fed ลดดอกเบี้ย ครั้งแรกของปี กำลังใกล้เข้ามา? กดบอนด์ยีลด์ 2 ปีสหรัฐฯ ต่ำสุดรอบกว่า 3 เดือน https://thestandard.co/bond-yields-drop-amid-rate-cut/ Thu, 14 Aug 2025 12:30:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1107466

ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รุ่นอายุสั้นกำลังจะแตะระดั […]

The post Fed ลดดอกเบี้ย ครั้งแรกของปี กำลังใกล้เข้ามา? กดบอนด์ยีลด์ 2 ปีสหรัฐฯ ต่ำสุดรอบกว่า 3 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รุ่นอายุสั้นกำลังจะแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 3 เดือน ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า กำลังมีมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินมากที่สุด ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 3.67% โดยลดลงเกือบ 30 basis points จากปลายเดือนกรกฎาคม ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้

 

การปรับลดลงของผลตอบแทนได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังที่ว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกของปีนี้ในการประชุมครั้งต่อไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 16-17 กันยายน

 

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นของตลาดเปลี่ยนไปอย่างมากจากเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ที่ความคาดหวังว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในกันยายนมีไม่ถึง 50% แต่หลังจากรายงานตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอ ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง และยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้ Fed ลดดอกเบี้ยลงไปอีก

 

สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ก็ได้ออกมาสนับสนุนการลดดอกเบี้ย เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ) โดยเสนอว่าการปรับลดดอกเบี้ยลง 50 basis points ภายในเดือนธันวาคมอาจเหมาะสม พร้อมกล่าวเสริมว่า อัตราดอกเบี้ย “ควรจะลดลง (โดยรวม) 150-175 basis points”

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในกรอบ 4.25%-4.5% ไว้มาตลอดการประชุม 5 ใน 8 ครั้งของปีนี้ โดยการประชุมที่เหลืออีก 3 นัดจะมีขึ้นในวันที่ 16-17 กันยายน, 28-29 ตุลาคม และ 9-10 ธันวาคม

 

เจ.พี.มอร์แกน คาดว่า Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนนี้

 

โดยเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เจ.พี.มอร์แกน (J.P.Morgan) คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 basis points ในการประชุมเดือนกันยายนนี้ โดยอ้างถึงสัญญาณความอ่อนแอในตลาดแรงงาน

 

ก่อนหน้านี้ เจ.พี.มอร์แกน เคยคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 25 basis points ในเดือนธันวาคม แต่ในรายงานฉบับล่าสุดระบุว่า มีความเสี่ยงที่จะมีการปรับลดเร็วกว่ากำหนด ตามด้วยการปรับลดอีก 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ก่อนที่ Fed จะหยุดพัก

 

ในระยะต่อไป ยังต้องจับตาถ้อยแถลงของประธาน Fed ในงานสัมนาวิชาการประจำปีของ Fed ที่เมือง Jackson Hole รวมถึงรอลุ้น รายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ เดือนสิงหาคม ซึ่งจะรับรู้ในช่วงต้นเดือนกันยายนด้วย

 

อ้างอิง:

The post Fed ลดดอกเบี้ย ครั้งแรกของปี กำลังใกล้เข้ามา? กดบอนด์ยีลด์ 2 ปีสหรัฐฯ ต่ำสุดรอบกว่า 3 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอนด์ยีลด์ไทยจ่อ Inverted Yield Curve? สัญญาณเศรษฐกิจซึมยาว หลังยีลด์ 10 ปีต่ำสุดรอบเกือบ 4 ปี https://thestandard.co/thai-bond-yield-inverted-curve-2025/ Mon, 14 Jul 2025 01:02:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1096064

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ไทยอายุ 10 ปีล […]

The post บอนด์ยีลด์ไทยจ่อ Inverted Yield Curve? สัญญาณเศรษฐกิจซึมยาว หลังยีลด์ 10 ปีต่ำสุดรอบเกือบ 4 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ไทยอายุ 10 ปีล่าสุด เคลื่อนไหวอยู่ที่ 1.54% หรือลดลงราว 108 Basis Points จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) และลดลงราว 72 Basis Points นับจากต้นปี (YTD) นับเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบเกือบ 4 ปี โดยครั้งล่าสุดที่บอนด์ยีลด์ไทย 10 ปี อยู่ที่ระดับเท่าปัจจุบันคือเมื่อ 20 สิงหาคม 2021

 

ขณะที่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ไทยอายุ 2 ปีล่าสุด ก็เคลื่อนไหวอยู่ที่ 1.36% นับว่าลดลงราว 97 Basis Points YoY และลดลงราว 65 Basis Points YTD แตะระดับต่ำที่สุดในรอบกว่า 3 ปี โดยครั้งล่าสุดที่บอนด์ยีลด์ไทย 2  ปี อยู่ที่ระดับเท่าปัจจุบันคือเมื่อ 27 เมษายน 2022 

 

ภาวะดังกล่าวทำให้ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระหว่าง 2 ปีและ 10 ปี (2-10 Spread) แคบลงเหลือเพียง 18 Basis Points เท่านั้น ซึ่งถือว่าค่อนข้างแคบ แต่ไม่แคบที่สุด เนื่องจากเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมปี 2019 ซึ่ง 2-10 Spread เคยแคบเหลือเพียง 7 Basis Points เท่านั้น

 

สถานการณ์นี้จึงทำให้ภาคเอกชนอย่าง ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ซึ่งประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (กกร.) เริ่มห่วงว่า “ทิศทางดอกเบี้ยอาจอยู่ในภาวะ Inverted Yield Curve” ในแถลงการณ์ ประจำเดือนกรกฎาคม 2568

 

ภาวะ Inverted Yield Curve เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

ทั้งนี้ ภาวะ Inverted Yield Curve หรือสภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในช่วงสั้นสูงกว่าช่วงอายุยาว ซึ่งมักถูกใช้เป็นสัญญาณเตือนเศรษฐกิจถดถอย (Recession Indicator) อยู่บ่อยครั้ง

 

โดยปกติ บอนด์ยีลด์ระยะยาวย่อม ‘สูงกว่า’ บอนด์ยีลด์ระยะสั้น เพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการลงทุนในระยะเวลาที่ยาวกว่า และสะท้อนถึงเงินเฟ้อในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนมีมุมมองที่เป็นลบต่อภาวะเศรษฐกิจ เช่น คาดว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ นักลงทุนจำนวนมากก็จะหันไปซื้อบอนด์ระยะยาวเพื่อล็อกผลตอบแทนจากการลงทุนเอาไว้ ทำให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวปรับตัวลดลง ส่วนบอนด์ยีลด์ระยะสั้นปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากความต้องการ (Demand) ของบอนด์ระยะสั้นน้อยลงและนักลงทุนบางส่วนอาจขายบอนด์ระยะสั้นเพราะกังวลกับภาวะเศรษฐกิจอันใกล้และหันไปถือบอนด์ระยะยาวแทน

 

จนกระทั่งเมื่อถึงจุดที่บอนด์ยีลด์ระยะสั้นสูงกว่าระยะยาวจนมีค่า ‘ติดลบ’ เมื่อนั้นก็จะเกิดภาวะที่เรียกว่า “Inverted Yield Curve”

 

มีความเป็นไปได้แค่ไหน? ที่ตลาดบอนด์ไทยจะเกิดภาวะ Inverted Yield Curve

 

อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) มองว่า โอกาสที่บอนด์ยีลด์ 2 ปีและ 10 ปีของไทยจะเกิดภาวะ Inverted Yield Curve ‘ไม่น่าใช่เร็วๆ นี้’ และยังไม่น่าถึงจุดที่เราต้องกังวล (Concern)

 

พร้อมระบุว่า ภาวะ Inverted Yield Curve บางครั้งก็จะสะท้อนสภาพคล่องในตลาด ตัวอย่างเช่น หุ้นกู้ระยะสั้นที่อาจเผชิญภาวะสภาพคล่องหายไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม อริยามองว่า ตลาดบอนด์ไทยยังห่างไกลจากจุดนั้น เนื่องจากสภาพคล่องในตลาดบอนด์ไทยยังเยอะอยู่

 

ทำไมบอนด์ยีลด์ไทยจึงลดลง แตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปี

 

อริยา กล่าวว่า ตอนนี้แนวโน้มของบอนด์ยีลด์ทั้ง 2 ปีและ 10 ปี เป็นขาลง ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่าง ‘อัตราเงินเฟ้อ’ ไทยซึ่งติดลบ 3 เดือนติดต่อกันแล้ว ขณะที่ แนวโน้มการเติบโตของ GDP ก็มีคาดการณ์ว่า จะขยายตัวน้อยกว่าที่คาดไว้ และอาจต้องมีการปรับลดลงอีก (Revise Down)

 

ส่วนในฝั่งแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ อริยากล่าวว่า ก็เห็นเข้ามาอยู่บ้างในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ แต่ก็ไม่ถือว่าเยอะมาก เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเมษายนที่มีการประกาศมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่เห็นแรงซื้อบอนด์ไทยชัดเจนกว่า

 

“ปกติแล้ว บอนด์ยีลด์มักสะท้อนคาดการณ์เงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างที่เห็นในสหรัฐฯ ตอนนี้ว่า บอนด์ยีลด์ไม่ลง เนื่องจากตลาดคาดว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ จะไม่ลง จากมาตรการต่างๆ ของสหรัฐฯ ที่ออกมา สวนทางกับไทย” อริยากล่าว

 

ขณะที่สงวน จุงสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า สาเหตุบอนด์ยีลด์ไทยลดลงในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลมาจากตลาดมองว่า ทิศทางอัตราดอกเบี้ยอยู่ในขาลง นอกจากนี้ ตลาดบอนด์ไทยยังมีความเสถียรสูง โดยมีกำลังซื้อในประเทศอย่างต่อเนื่อง

 

“ความชันของ Curve ขึ้นอยู่กับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคตเป็นหลัก สะท้อนว่า ตลาดเชื่อว่า อัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะลง โดยตลาดคาดว่า อัตราดอกเบี้ยปลายทางรอบนี้ (Terminal Rate) น่าจะไปแตะระดับ 1.25% ไม่รวมบางสำนัก (House) เช่น Nomura, JPMorgan และ Merrill Lynch ที่มองว่า Terminal Rate อาจจะแตะที่ 1.00% ด้วยซ้ำ”

 

“ตลาดบอนด์ไทยยังมีความเสถียร (Resilient) สูง และถูกพิสูจน์มาแล้วว่า ไม่ว่าจะมีประเด็นเรื่องนโยบายภาษีศุลกากร (Tariff) มีช็อกในตะวันออกกลาง หรือสงครามต่างๆ ตลาดบอนด์ไทยยังนิ่ง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนักลงทุนต่างชาติมีการถือครองตราสารหนี้ไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5-6% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำ ทำให้การส่งผ่านช็อกจากภายนอกเข้ามาในตลาดบอนด์น้อยตาม ดังนั้น ปัจจัยหลักที่มีน้ำหนักคือกำลังซื้อภายในประเทศมากกว่า เช่น บริษัทประกันชีวิต และธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ซึ่งถือเป็นเงิน Real Money กลุ่มที่ซื้อจริงจัง ซื้อแล้วถือยาวตามสภาพของงบดุล ไม่ได้ซื้อเพื่อเก็งกำไร ความนิ่งหรือเสถียรภาพนี้ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมีความชันลดลง หรือแบนราบ (Flattened) ได้” สงวนกล่าว

 

Inverted Yield Curve ดูจากส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Yield Spread) อะไรได้บ้าง

 

โดยทั่วไปจะพิจารณาจาก ส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Yield Spread) ระหว่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่มีอายุ 2 ปี กับ 10 ปี (2-10 Spread) เพราะเป็นคู่ที่นักวิเคราะห์และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ให้ความสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม บางสำนักก็มีการเปรียบเทียบคู่อื่นๆ เช่น พันธบัตรอายุ 3 เดือน กับ 10 ปี ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยเฉพาะสาขานิวยอร์ก เคยมองว่า มีความแม่นยำสูงในการพยากรณ์ ‘ภาวะถดถอย’ ขณะที่ พันธบัตรอายุ 1 ปี กับ 10 ปี ก็มีการติดตามอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ใช้กันอย่างกว้างขวางเท่า 2 คู่ข้างต้น

 

นอกจากนี้ ยังมีอีกทฤษฎีที่นักวิเคราะห์ใช้วัด คือ ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี กับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate) เพื่อประเมินสัญญาณเศรษฐกิจ

 

กรุงไทยมอง ปีนี้บอนด์ยีลด์ไทย 10 ปี น่าจะต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบาย ‘ยาวๆ’

 

สงวนกล่าวว่า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา Bond Yield ไทยอายุ 10 ปีเคยอยู่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate) ในลักษณะผกผัน (Invert) ในช่วงสั้นๆ แล้วก็เด้งกลับ หรือไม่ยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ การผกผันระหว่างบอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปีกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 1.75% กลับ ‘ดูเหนียว’ หรือยั่งยืนมากกว่าปกติ

 

“สิ่งที่น่าสนใจคือ ภาวะที่ Invert ระหว่างบอนด์ยีลด์ 10 ปี และอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ‘ยาวๆ’ นี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดในตลาดบอนด์ไทย ปีนี้เป็นครั้งแรก Bond Yield 10 ปีลงมาแตะ Policy Rate แล้วเหนียวไม่เด้งกลับ” สงวนกล่าว

 

พร้อมอธิบายว่า “ก่อนหน้านี้ เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยลงไปถึงระดับหนึ่ง ตลาดจะเชื่อว่า เงินเฟ้อจะต้องปรับตัวขึ้นและเศรษฐกิจจะฟื้นตัวตาม แต่ว่าครั้งนี้อาจจะแตกต่าง เนื่องจากบอนด์ยีลด์ 10 ปีพอลงแล้วก็แช่ยาว”

 

โดยส่วนหนึ่ง อาจมาจากนักลงทุนมองว่า วัฏจักรดอกเบี้ยนโยบายต่ำอาจจะยังไม่สิ้นสุดโดยเร็ว หรือจะไม่เกิดการปรับตัวขึ้นโดยเร็ว แบบวัฏจักร (Cycle) รอบอื่น

 

“ที่ผ่านมา พอบอนด์ยีลด์ 10 ปีลงก็จะ Bottom Out หรือวิ่งขึ้น เพื่อพยายามจะรองรับการขึ้นดอกเบี้ยใน Cycle ถัดไป แต่ครั้งนี้บอนด์ยีลด์ 10 ปี พอลงแล้ว ก็อาจจะแช่ยาว” สงวนกล่าว

 

Inverted Yield Curve สะท้อนภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้มากแค่ไหน

 

สงวนมองว่า ทฤษฎีที่ว่าภาวะ Inverted Yield Curve สามารถคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ค่อนข้างแม่น โดยชี้ว่า ในช่วง 15-20 ปีที่ผ่านมา เช่น ตลาดบอนด์มักพยากรณ์เรื่องดอกเบี้ยนโยบายถูก รวมทั้งในรอบนี้ ตลาดบอนด์ก็กำลังพยากรณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะ ‘ซึมยาว’

 

“ตลาดบอนด์กำลังคาดว่า แม้ธปท. ลดดอกเบี้ยให้ต่ำแล้ว เงินเฟ้อก็น่าจะยังไม่กลับมา พอจะชี้ได้ว่า ตลาดบอนด์คิดว่า เศรษฐกิจไทยจะซบยาว แม้อาจจะไม่ได้ร่วงลงเหวหรือว่าเป็นภาวะถดถอย (Recession) แต่ GDP Growth ในอัตรา 3% หรือ 3.5% น่าจะเป็นเรื่องยาก”

 

บอนด์ยีลด์ต่ำเป็นผลดีต่อรัฐบาล-ผู้ออกหุ้นกู้เอกชนในการล็อกต้นทุน

 

อย่างไรก็ดี ในอีกทางหนึ่ง อริยากล่าวอีกว่า ภาวะบอนด์ยีลด์ที่ต่ำลง ช่วยทำให้ต้นทุนของรัฐบาลต่ำลงด้วย ท่ามกลางภาวะที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงิน ตัวอย่างเช่น หากตอนนี้ รัฐบาลกู้พันธบัตร 10 ปี ดอกเบี้ยจะเหลือแค่ 1.5% เท่านั้น ซึ่งถือว่า เป็นอัตราที่ค่อนข้างดี

 

นอกจากรัฐบาลแล้ว อริยากล่าวว่า เริ่มเห็นผู้ออกหุ้นกู้ (Issuer) ภาคเอกชนเริ่มใช้จังหวะตอนนี้รีบออกหุ้นกู้บ้างแล้ว

 

“แม้ว่าในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ยอดออกหุ้นกู้เอกชนซบลงไปเกือบ 20% แต่ว่า ในครึ่งปีหลัง ยอดออกหุ้นกู้อาจจะกลับ เนื่องจากดอกเบี้ยที่ต่ำลงมาถึงจุดที่บริษัทใหญ่ๆ ต้องการใช้จังหวะนี้ในการล็อกต้นทุน ตัวอย่างเช่น บริษัทอย่างเช่น ปตท. ก็ประกาศจะออกบอนด์แล้ว” อริยากล่าว

 

ภาพ: Yellow_man/Shutterstock, Zhuna/Shutterstock

The post บอนด์ยีลด์ไทยจ่อ Inverted Yield Curve? สัญญาณเศรษฐกิจซึมยาว หลังยีลด์ 10 ปีต่ำสุดรอบเกือบ 4 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นพุ่งใกล้ทุบสถิติใหม่ สะท้อนเงินไหลออกจากสหรัฐฯ​ อาจจุดชนวนวิกฤตการเงินโลก https://thestandard.co/japan-bond-yields-surge-global-crisis/ Wed, 28 May 2025 09:14:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1079506

ตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) กำลังส่งสัญญาณอันตรายไป […]

The post บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นพุ่งใกล้ทุบสถิติใหม่ สะท้อนเงินไหลออกจากสหรัฐฯ​ อาจจุดชนวนวิกฤตการเงินโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) กำลังส่งสัญญาณอันตรายไปทั่วโลก เมื่ออัตราผลตอบแทน (yield) พันธบัตรระยะยาว โดยเฉพาะรุ่นอายุ 40 ปี พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งในวันนี้ (28 พฤษภาคม) หลังผลการประมูลล่าสุดสะท้อนอุปสงค์ที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว

 

สถานการณ์ดังกล่าวจุดชนวนความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับการไหลออกของเงินทุนจากตลาดสหรัฐฯ และการล่มสลายของ Yen Carry Trade หรือกลยุทธ์การกู้เงินสกุลเยนที่มีดอกเบี้ยต่ำมาก ไปลงทุนต่อในสินทรัพย์สกุลเงินอื่นที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย และความปั่นป่วนที่อาจลุกลามไปทั่วตลาดการเงินโลก

 

อุปสงค์ต่อพันธบัตรญี่ปุ่นต่ำสุดรอบเกือบปี

 

ล่าสุดในการประมูลพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 40 ปีในวันนี้ (28 พฤษภาคม) ปรากฏว่า อุปสงค์อยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ส่งผลให้ยีลด์พันธบัตรอายุ 40 ปี ดีดตัวขึ้น 0.05% แตะระดับ 3.335% หลังจากพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 3.689% เมื่อสัปดาห์ก่อน

 

ตั้งแต่ต้นปี ยีลด์ของพันธบัตรญี่ปุ่นพุ่งขึ้น 0.70% ส่วนยีลด์พันธบัตรอายุ 30 ปี ก็ปรับตัวขึ้นกว่า 0.60% มาอยู่ที่ 2.914%

 

ความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรญี่ปุ่น ซึ่งมีมูลค่ากว่า 7.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เริ่มก่อตัวขึ้นนับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ประกาศ ‘วันปลดแอก’ (Liberation Day) ด้วยมาตรการกำแพงภาษีเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ส่งผลให้อุปสงค์พันธบัตรญี่ปุ่นอ่อนแอลง ได้แก่

 

1. ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เริ่มทยอยลดขนาดงบดุลและลดปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตรลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดลดการถือครองไปแล้ว 21 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 1.46 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำลังลดการซื้อลงไตรมาสละ 4 แสนล้านเยน

 

2. นักลงทุนสถาบันในประเทศชะลอการลงทุน โดยปกติแล้ว พันธบัตรระยะยาวพิเศษ (Super-long bonds) ที่ให้ยีลด์น่าสนใจมักถูกซื้อโดยบริษัทประกันชีวิตและนักลงทุนสถาบันอื่นๆ ของญี่ปุ่น แต่ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่ BOJ ทิ้งไว้

 

3. อุปสงค์จากต่างชาติอาจไม่เพียงพอ แม้ในเดือนเมษายนจะมีเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติไหลเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวมากกว่า 10 ปี สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 2.29 ล้านล้านเยน ซึ่งอาจเป็นผลจากกระแส ‘Sell America’ ที่นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงสถานะสินทรัพย์ปลอดภัยของพันธบัตรสหรัฐฯ แต่ปริมาณการถือครองของนักลงทุนต่างชาติก็ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้เล่นรายใหญ่ในญี่ปุ่น

 

กูรูการเงินเสียงแตก เสี่ยง ‘หายนะตลาดโลก’ หรือแค่ ‘ซึมยาว’

 

การพุ่งขึ้นของยีลด์พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังจุดชนวนความกังวลอย่างหนักถึงผลกระทบที่จะตามมา

 

นักวิเคราะห์จาก Macquarie เตือนว่า อาจถึงจุดเปลี่ยนที่นักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่อันดับสองของโลก โดยมีสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 533.05 ล้านล้านเยน หรือ 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 จะตัดสินใจดึงเงินทุนจำนวนมหาศาลกลับจากสหรัฐฯ และตลาดอื่นๆ เข้ามาลงทุนในพันธบัตรญี่ปุ่นที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น

 

ด้าน อัลเบิร์ต เอ็ดเวิร์ดส์ นักกลยุทธ์ระดับโลกของ Societe Generale เตือนว่า หากยีลด์ JGB ยังคงไต่ระดับสูงขึ้น อาจจุดชนวนหายนะของตลาดการเงินโลก (Global Financial Market Armageddon) โดยยีลด์ที่สูงขึ้นและเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นกว่า 8% ตั้งแต่ต้นปี จะลดความน่าสนใจในการลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนญี่ปุ่น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่มีเม็ดเงินจากญี่ปุ่นไหลเข้าไปจำนวนมาก

 

ไมเคิล เกยด์ ผู้จัดการพอร์ตของ Tidal Financial Group มองว่า “ญี่ปุ่นดูเหมือนระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลัง หากความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ปลอดภัยดั้งเดิมอย่าง JGB พังทลาย ความเชื่อมั่นในตลาดโลกก็อาจพังตามไปด้วย”

 

เดวิด โรช นักกลยุทธ์ของ Quantum Strategy กล่าวว่า การไหลกลับของเงินทุนสู่ญี่ปุ่นเป็นสัญญาณของ ‘การสิ้นสุดความโดดเด่นของสหรัฐฯ’ และจะส่งผลให้สภาพคล่องทั่วโลกตึงตัวขึ้น ลดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเหลือเพียง 1% และขยายเวลาของตลาดหมีในสินทรัพย์ส่วนใหญ่ออกไป

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าผลกระทบอาจไม่รุนแรงเท่าที่กังวล แต่จะเป็นการซึมยาวมากกว่าที่จะพังทลายอย่างรวดเร็ว

 

อย่างไรก็ตาม BOJ มีกำหนดจะทบทวนแผนการเข้าซื้อพันธบัตรในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินระหว่างวันที่ 16-17 มิถุนายนนี้ โดยผู้ว่าการ คาซูโอะ อุเอดะ กล่าวว่าจะติดตามพัฒนาการของตลาดอย่างใกล้ชิด

 

ภาพ: Connect Images / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นพุ่งใกล้ทุบสถิติใหม่ สะท้อนเงินไหลออกจากสหรัฐฯ​ อาจจุดชนวนวิกฤตการเงินโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ระดับยีลด์ที่เหมาะสมของสหรัฐฯ อยู่ที่ไหน https://thestandard.co/us-bond-yield-trends/ Sat, 24 May 2025 07:03:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1077970 us-bond-yield-trends

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งอีกครั้ง เมื่อผลป […]

The post ระดับยีลด์ที่เหมาะสมของสหรัฐฯ อยู่ที่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-bond-yield-trends

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งอีกครั้ง เมื่อผลประมูลบอนด์ 20 ปี ไร้แรงซื้อ เพราะตลาดกังวลเรื่องเสถียรภาพการคลัง ทำให้ยีลด์ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 5.0% สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023

 

ความไม่มั่นคงทางการคลังของสหรัฐฯ ถูกตั้งคำถามมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะหลังจากที่ Moody’s ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลงจาก Aaa เหลือ Aa1 

 

นักลงทุนหลายท่านเริ่มสงสัยออกมาดังๆ ว่าบอนด์สหรัฐฯ ที่เราถือกันอยู่ยังคุ้มกับการลงทุนไหม ผมจึงชวนวิเคราะห์และหาเหตุผลของความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ เพื่อประเมินแนวโน้มระยะสั้นและระยะยาวของยีลด์สหรัฐฯ และนำมาแชร์ให้นักลงทุนไทยได้แสดงความคิดเห็นไปพร้อมกัน

 

สิ่งแรกที่ผู้ลงทุนในบอนด์สหรัฐฯ ​ต้องยอมรับก่อนคือ ระดับหนี้ปัจจุบันสูงจริงไม่ว่าจะมองจากมุมไหน

 

ปัจจุบันหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 34 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็น 125%GDP สูงกว่าบรรดาประเทศใหญ่เป็นรองเพียงญี่ปุ่น และสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวของสหรัฐฯ ที่ 60-70% ก่อนวิกฤตปี 2008 ไปอย่างมาก

 

หนี้ที่สูงขึ้น จะบีบให้รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยปริมาณที่สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

 

ข้อมูลจาก Congressional Budget Office (CBO) คาดการณ์ว่า หากดอกเบี้ยยังทรงตัวอยู่ที่ระดับ 4-5% รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องจ่ายดอกเบี้ยถึงกว่า 9 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี ค่าใช้จ่ายนี้จะกลายเป็นรายจ่ายประจำอันดับหนึ่ง แซงหน้ากลาโหม และสวัสดิการสังคมภายในไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ขณะเดียวกัน CBO ยังชี้ว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษี ภายในปี 2035 สหรัฐฯ จะขาดดุลงบประมาณคิดเป็น 9% GDP ต่อปีเป็นปกติ สูงกว่าในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เสียอีก

 

ทางแก้ไขปัญหาที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องปรับโครงสร้างภาษี แต่ล่าสุดนโยบายของทรัมป์ดูจะไม่ได้ช่วยให้อย่างดีขึ้น

 

Donald Trump มีความพยายามในการออกกฎหมายภาษีใหม่ เก็บภาษีการค้า ยกเลิกหรือลดเครดิตภาษีบางรายการ แต่รายได้ภาษีที่ได้กลับมา อาจไม่เพียงพอจะลดการขาดดุล

 

เหตุผลหลักมาจาก Trump ตัดสินใจต่ออายุมาตรการลดภาษีเดิม Tax Cuts and Jobs Act (TCJA) ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ขยับตัวไม่ได้มาก 

 

ขณะที่ภาษีการค้าเมื่อหักลบกับการลดภาษีเพิ่มเติม คาดว่าจะมีผลให้สหรัฐฯ ขาดดุลการคลังเพิ่มอีกราว 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ในระยะ 10 ปีข้างหน้า หมายความว่านโยบายการคลังของทรัมป์ไม่ใช่การควบคุมการใช้จ่ายอย่างจริงจังจากภาครัฐ

 

และไม่ใช่แค่พื้นฐานเท่านั้นที่แย่ลง นักลงทุนต่างชาติที่เคยเป็นผู้ซื้อหลักก็หายไปพร้อมกันด้วย

 

แรงซื้อจากต่างชาติเคยเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยรักษาเสถียรภาพหนี้ของสหรัฐฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

นักลงทุนต่างชาติเคยถือพันธบัตรสหรัฐฯ มากที่สุดถึงราว 35% ของทั้งหมด ในช่วงปี 2013 โดยมีปริมาณการถือครองราว 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ แม้ปัจจุบันต่างชาติถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากขึ้นเป็น 7.2 ล้านล้านดอลลาร์ แต่สัดส่วนลดลงเหลือเพียง 25% เท่านั้น

 

เหตุผลมีด้วยกันหลายอย่าง เช่นการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เปลี่ยนจากการทำ Quantitative Easing ไปเป็น Quantitative Tightening ทำให้ยีลด์ที่เคยต่ำทยอยปรับสูงขึ้น บอนด์ที่ถืออยู่มูลค่าลดลง

 

เหตุผลที่สอง คือเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียและตะวันออกกลางที่เคยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มาก ก็ชะลอตัวลง ทำให้การเกินดุลไม่มากเท่าก่อน เงินลงทุนในบอนด์สหรัฐฯ จึงลดลงตามไปด้วย

 

และที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์การถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยของจีน หลังจากที่เกิดสงครามการค้ารอบแรกในปี 2018 ตามด้วยการคว่ำบาตร HUAWEI, และเหตุการณ์รัสเซีย-ยูเครน (ปี 2022) ทำให้จีนที่เคยถือพันธบัตรสหรัฐฯ มากสุดถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ เลือกที่จะลดสัดส่วนลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 8 แสนล้านดอลลาร์ ต่ำสุดในรอบ 15 ปี

 

ด้วยการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ทำให้แรงซื้อของต่างชาติไม่เหมือนก่อน มีโอกาสที่เห็นยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นได้อีก 50-100bps ต้นทุนทางการเงินสูง วนกลับไปเป็นความเสี่ยงด้านเสถียรภาพอีกครั้ง

 

ทางแก้ปัญหาอีกแบบที่สหรัฐฯ ทำได้คือ รอให้ Fed ลดดอกเบี้ยบรรเทาความเสี่ยง แต่ดอกเบี้ยก็อาจลดลงไม่ได้มากและแก้ปัญหาไม่ได้ตรงจุด

 

เช่นถ้า Fed ลดดอกเบี้ยทันทีเพื่อเป้าหมายลดภาระทางการคลัง ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเติบโตแข็งแกร่ง เศรษฐกิจอาจได้รับการกระตุ้นที่มากเกินไป เร่งให้เงินเฟ้อปรับตัวสูง แม้ยีลด์ระยะสั้นไม่ปรับตัวขึ้น แต่ยีลด์พันธบัตรระยะยาวจะสูงขึ้นผ่านช่องทาง Term Premium เช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 

ซ้ำร้ายไปกว่านั้นการลดดอกเบี้ย อาจส่งผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่นดอลลาร์อ่อนผิดปกติ ส่งผลให้เงินเฟ้อสูงจากราคาสินค้านำเข้า หรือนักลงทุนต่างชาติยิ่งต้องลดขนาดการลงทุนไปอีก

 

ทั้งหมดชี้ว่าไม่มีทางออกอื่นสำหรับสหรัฐฯ นอกจากการเติบโตหนีหนี้

 

ที่จริงสหรัฐฯ มีทางออก 2 ทาง คือ เติบโตหนีหรือประหยัด

 

แต่การลดงบประมาณภาครัฐ อาจไม่ใช่หนทางที่ชาวอเมริกันจะรับไหว เพราะแค่จะทำให้ Debt/GDP คงที่ สหรัฐฯ จะต้องจำกัดการขาดดุลสูงสุดไว้ไม่เกิน 1.2% (เท่าการเติบโตของ GDP) เทียบกับการขาดดุลปีก่อนที่ 6.4%GPD การเปลี่ยนแปลงนี้ อาจส่งผลให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย กดดันให้เสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ยิ่งแย่ลงไปอีก

 

โดยสรุป ผมจึงมองว่าความเสี่ยงทางการคลังของสหรัฐฯ เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เพียงการเมืองหรือข่าวลือในตลาด

 

และการที่ยีลด์สูงขึ้น จากมุมมองความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป ก็ไม่ใช่สิ่งที่เหนือความคาดหมาย อย่างไรก็ดี สิ่งที่นักลงทุนควรตั้งคำถาม ไม่ใช่ว่าสหรัฐฯ จะผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่ายีลด์ของพันธบัตรควรเป็นเท่าไหร่กันแน่

 

กรณีฐาน ผมมองว่าบอนยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี มีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะ 5.0% ในปีนี้ โดยคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ย 75 bps จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่ยีลด์ระยะยาวจะไม่ลดลง เนื่องจากรัฐบาลขาดดุลการคลังสูงกว่า 5% GDP

 

กรณีที่ดีที่สุดคือเศรษฐกิจถดถอยฉับพลัน กดดันให้ Fed ต้องลดดอกเบี้ยมากกว่า 150 bps บอนยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี จะมีโอกาสถอยกลับลงไปต่ำกว่า 4.0%

 

ส่วนกรณีเสี่ยง ผมมองว่าจะเกิดจากนโยบายการคลังผ่อนคลายมากเกินไป การคลังขาดดุลมากกว่า 7% GDP เพื่อหนุนเศรษฐกิจให้ขยายตัว แต่เงินเฟ้อมีโอกาสปรับตัวสูง Fed เลือกที่จะไม่ลดดอกเบี้ย บอนยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี มีโอกาสปรับตัวขึ้นเหนือ 5.75% สูงที่สุดในรอบ3 ทศวรรษ

 

ในช่วงที่เหลือของปีนี้ บอนด์ยีลด์และเสถียรภาพการคลังของสหรัฐฯ จะต้องถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องแน่นอน แม้สหรัฐฯ จะไม่ผิดนัดชำระหนี้ แต่ก็ไม่มีใครอยากถือหนี้ที่ให้ผลตอบแทนต่ำในช่วงที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 

 

ระดับยีลด์ที่เหมาะสมอยู่ที่ไหน คือคำถามที่ทุกคนในตลาดจะต้องหาคำตอบไปพร้อมกัน อย่างน้อยในอีกสี่ปีของ Trump ครับ 

 

ภาพ: alexsl / Getty Images

The post ระดับยีลด์ที่เหมาะสมของสหรัฐฯ อยู่ที่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้น-บอนด์ไทย ทะลุ 2 แสนล้านบาท ในปี 2567 เงินไหลออกสุทธิเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน https://thestandard.co/foreign-fund-outflow-2024/ Mon, 13 Jan 2025 00:00:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1029638 กราฟแสดง เงินทุนไหลออกจากไทย ในตลาดทุนปี 2567

นักลงทุนต่างชาติ ‘ขายสุทธิ’ ในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ไทยรว […]

The post ต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้น-บอนด์ไทย ทะลุ 2 แสนล้านบาท ในปี 2567 เงินไหลออกสุทธิเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดง เงินทุนไหลออกจากไทย ในตลาดทุนปี 2567

นักลงทุนต่างชาติ ‘ขายสุทธิ’ ในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ไทยรวมกันกว่า 2.1 แสนล้านบาทในปี 2567 โดยแบ่งเป็นไหลออกจากตลาดหุ้นสุทธิ 147,940 ล้านบาท และไหลออกจากตลาดบอนด์สุทธิ 67,395 ล้านบาท โดยทั้งตลาดหุ้นและตลาดบอนด์เผชิญการไหลออกสุทธิเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันแล้ว 

 

ส่องกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศสุทธิ (Net Fund Flow) ในตลาดหุ้น

  • ปี 2560 ไหลออกสุทธิ 26,103 ล้านบาท
  • ปี 2561 ไหลออกสุทธิ 287,696 ล้านบาท
  • ปี 2562 ไหลออกสุทธิ 45,244 ล้านบาท
  • ปี 2563 ไหลออกสุทธิ 264,385 ล้านบาท
  • ปี 2564 ไหลออกสุทธิ 48,577 ล้านบาท
  • ปี 2565 ไหล ‘เข้า’ สุทธิ 202,694 ล้านบาท
  • ปี 2566 ไหลออกสุทธิ 192,490 ล้านบาท
  • ปี 2567 ไหลออกสุทธิ 147,940 ล้านบาท

 

ส่องกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศสุทธิ (Net Fund Flow) ในตลาดบอนด์

  • ปี 2560 ไหล ‘เข้า’ สุทธิ 222,990 ล้านบาท
  • ปี 2561 ไหล ‘เข้า’ สุทธิ 133,764  ล้านบาท
  • ปี 2562 ไหลออกสุทธิ 84,452 ล้านบาท
  • ปี 2563 ไหลออกสุทธิ 64,025 ล้านบาท
  • ปี 2564 ไหล ‘เข้า’ สุทธิ 44,330 ล้านบาท
  • ปี 2565 ไหล ‘เข้า’ สุทธิ 46,611 ล้านบาท
  • ปี 2566 ไหลออกสุทธิ 143,968 ล้านบาท
  • ปี 2567 ไหลออกสุทธิ 67,395 ล้านบาท

 

กราฟแสดง เงินทุนไหลออกจากไทย ในตลาดทุนปี 2567

 

8 ปีต่างชาติ ‘ขายสุทธิ’ ในตลาดหุ้นไทยกว่า 8 แสนล้านบาท

 

ตั้งแต่ปี 2560-2567 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิใน ‘ตลาดหุ้นไทย’ ไปกว่า 8 แสนล้านบาท โดยเป็นการขาย 7 จาก 8 ปีหลังสุด ท่ามกลางกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ทรงตัวอยู่บริเวณ 9 แสนล้านบาท ถึง 1 ล้านล้านบาทต่อปี และอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องในตลาดหุ้นไทยคือการเติบโตของหุ้นในตลาดหุ้นอื่น โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ได้โดดเด่นในตลาดหุ้นไทย

 

ผลที่ตามมาคือ ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ยังคงวนเวียนอยู่ในกรอบ 1,300-1,700 จุดเป็นส่วนใหญ่มาตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา และในปี 2566-2567 หุ้นไทยก็ปรับตัวติดลบ 2 ปีติดต่อกัน ก่อนจะเปิดปี 2568 ด้วยการปรับตัวลดลงอีก 2.2%

 

ขณะที่ บล.ทรีนีตี้ มองว่า ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2567 เป็นเพราะกระบวนการที่เรียกว่า De-rating หรือการที่นักลงทุนให้มูลค่ากับหุ้นไทยลดลง สะท้อนผ่าน P/E ของตลาดที่ลดลงต่อเนื่อง โดยสาเหตุสำคัญคือความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง เพราะข่าวสารเชิงลบที่เกิดขึ้นกับบริษัทจดทะเบียน

 

แต่หากตัดเรื่องความเชื่อมั่นออกไป กระบวนการ De-rating นี้ไม่ค่อยสมเหตุสมผลกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่จะทยอยลดลงต่อเนื่องในช่วงถัดไป โดย บล.ทรีนีตี้ คาดการณ์ว่า ธปท. จะทยอยลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ รวมลดลง 0.5% ซึ่งจากสถิติในอดีตเมื่อเกิดการลดดอกเบี้ยมักจะนำไปสู่การที่นักลงทุนให้มูลค่ากับตลาดหุ้นมากขึ้น (P/E Expansion) 

 

Fund Flow ต่างชาติไหลออกจากตลาดบอนด์ไทย 2 ปีติดต่อกัน

 

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า กระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Fund Flow) ของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทย (ตลาดบอนด์) ปี 2567 เป็นการขายสะสมสุทธิ (Net Sell) จำนวน 67,395 ล้านบาท นับเป็นการขายสะสมเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันแล้ว

 

เมื่อแยกเป็นรายไตรมาสพบว่า นักลงทุนต่างชาติขายสะสมสุทธิ (Net Sell) ตราสารหนี้ไทยไปถึง 3 ไตรมาส ยกเว้นไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกของปีนี้ลง

  • ไตรมาสที่ 1 ของปี 2567 นักลงทุนต่างชาติขายสะสมสุทธิ (Net Sell) 3.43 หมื่นล้านบาท
  • ไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 นักลงทุนต่างชาติขายสะสมสุทธิ (Net Sell) 3.11 หมื่นล้านบาท
  • ไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 นักลงทุนต่างชาติซื้อสะสมสุทธิ (Net Buy) 5.85 หมื่นล้านบาท
  • ไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 นักลงทุนต่างชาติขายสะสมสุทธิ (Net Sell) 6.04 หมื่นล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ดร.สมจินต์ กล่าวยืนยันว่า เงินที่ไหลออกไป 3-6 หมื่นล้านต่อไตรมาส นับว่าเป็นจำนวนไม่ได้สูงนัก เมื่อเทียบกับมูลค่าคงค้างตราสารหนี้ไทยซึ่งอยู่ที่ 17 ล้านล้านบาท

 

 

แนวโน้มตลาดบอนด์ไทยปี 2568 ‘ยากที่จะประเมิน’ เหตุปัจจัยไม่แน่นอนสูง

 

สำหรับแนวโน้มในปี 2568 ดร.สมจินต์ ระบุว่า ยากที่จะประเมิน เนื่องจากในปีนี้มีปัจจัยไม่แน่นอนหลายประการ รวมถึงการเปลี่ยนผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดและอัตราเงินเฟ้อ

 

กระนั้น ปัจจัยหลักๆ ที่ต้องจับตา ซึ่งส่งผลต่อกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศในตลาดบอนด์ ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยไทยและต่างประเทศ รวมไปถึงส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยและต่างประเทศ (Yield Gap) 

 

Bond Yield ไทยต่ำกว่าเพื่อน หนุน Fund Flow ไหลออก

 

สงวน จุงสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า อีกหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Fund Flow ไหลออกจากไทยในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทย (Bond Yield) ที่อยู่ในระดับต่ำ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond Yield) อายุ 10 ปี อยู่ที่ราว 2.3-2.4% เท่านั้น นับว่าต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค และประเทศเศรษฐกิจหลักของโลกซึ่งอยู่ในระดับสูงกว่า

 

โดยสาเหตุที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยต่ำกว่าประเทศอื่น ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่มีอัตราการเติบโตต่ำ และอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ

 

ตามข้อมูลจาก ThaiBMA แสดงให้เห็นว่า ณ สิ้นปี 2567 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี อยู่ที่ 2.30% นับว่าต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งอยู่ที่ 4.55% อย่างมาก ส่งผลให้นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่า

 

 

แนวโน้ม ‘บาทอ่อน’ หนุนต่างชาติขายบอนด์ไทย

 

สงวนกล่าวอีกว่า นักลงทุนต่างชาติมักให้ความสำคัญกับค่าเงิน โดยหากเงินบาทมีแนวโน้ม ‘อ่อนค่า’ ต่างชาติก็จะขายบอนด์ไทย โดยธนาคารกรุงไทยมองว่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าไปอีกสักระยะตามธีม Trump Trade

 

ดังนั้นในระยะต่อไปจึงต้องจับตาดูว่านโยบายต่างๆ ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตัวอย่างเช่น นโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ว่าจะสามารถทำได้มากแค่ไหน และครอบคลุมรายการสินค้ามากแค่ไหน หรือการออกบอนด์และการขาดดุลงบประมาณขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ จะเกิดขึ้นจริงแค่ไหน

 

ปัจจัยการเมือง-การบริหารงานรัฐบาล มีผลต่อ Fund Flow มากแค่ไหน?

 

สงวนมองว่าปัจจัยด้านการดำเนินนโยบายของรัฐบาลไทยไม่ได้สร้างความกังวลหรือมีผลต่อนักลงทุนต่างชาติมากนัก ตราบเท่าที่การเมืองไทยยังมี ‘เสถียรภาพ’

 

“นักลงทุนต่างชาติไม่ได้กังวลเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลมากนัก ต่างชาติอาจจะคาดหวังว่ารัฐบาลจะสามารถทำนโยบายที่ประกาศออกมาแล้วได้ และคาดหวังถึงเสถียรภาพของรัฐบาลไทย กล่าวคือ รัฐบาลจะสามารถอยู่ได้ครบวาระ 4 ปีโดยไม่มีการรัฐประหาร หรือ Shock ต่างๆ”

 

กระนั้น สงวนกล่าวว่า สิ่งที่ต่างชาติอาจกังวลคือ ‘หนี้สาธารณะ’ ของไทยซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังค่อนข้างต่ำ

 

“เช่นเดียวกับภาคเอกชนหรือบริษัทที่กู้เงินมา หากขยายกิจการสำเร็จก็ชนะ แต่หากกู้เยอะๆ แล้วขยายกิจการไม่สำเร็จงบดุลก็จะแย่ หุ้นก็จะร่วง ดังนั้นในมุมของนักลงทุนต่างประเทศกำลังรอดูอยู่ว่านโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลประกาศออกมาจะประสบความสำเร็จแค่ไหน สร้างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) ได้ตามเป้าหรือไม่ ถ้าเศรษฐกิจไทยโตได้ตามเป้ามากกว่า 3% โอกาสที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะลดลงก็มีมากขึ้น”

The post ต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้น-บอนด์ไทย ทะลุ 2 แสนล้านบาท ในปี 2567 เงินไหลออกสุทธิเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>