Bluebik Group Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/bluebik-group/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 19 Jan 2026 13:32:37 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Thailand’s AI-Driven Leadership Report บทเรียน AI จากผู้บริหารไทยกว่า 100 องค์กร https://thestandard.co/thailand-ai-driven-leadership-report/ Mon, 19 Jan 2026 10:12:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1166812 Thailand’s AI-Driven Leadership Report บทเรียน AI จากผู้บริหารไทย

เปิดตัว Thailand’s AI-Driven Leadership Report   อ […]

The post Thailand’s AI-Driven Leadership Report บทเรียน AI จากผู้บริหารไทยกว่า 100 องค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thailand’s AI-Driven Leadership Report บทเรียน AI จากผู้บริหารไทย

เปิดตัว Thailand’s AI-Driven Leadership Report

 

องค์กรไทยใช้ AI แล้ว…แต่ใช้ได้จริงแค่ไหน?

 

Bluebik Group ร่วมกับ THE STANDARD และ Sauce Skills เผยแพร่ Thailand’s AI-Driven Leadership Report รายงานเชิงลึกจากการถอดบทเรียนผู้บริหารระดับสูงกว่า 100 องค์กรไทย ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเงิน การผลิต ค้าปลีก สุขภาพ เทคโนโลยี ไปจนถึงภาคบริการ เพื่อสำรวจว่า AI กำลังถูกนำมาใช้จริงในระดับองค์กรอย่างไร และเหตุใดหลายองค์กรยังไม่สามารถยกระดับ AI ไปสู่การใช้งานเชิงกลยุทธ์ได้

 

 

 

จุดเด่นของรายงานฉบับนี้ คือการอ้างอิงจากบริบทการตัดสินใจจริงของผู้นำองค์กรไทย ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยระดับโลกหรือกรณีศึกษาจากต่างประเทศ จึงสะท้อนทั้งความคาดหวัง ข้อจำกัด และความท้าทายที่องค์กรไทยกำลังเผชิญอยู่จริง ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการขยายการใช้งาน AI ในระดับองค์กร

 

ไฮไลต์ประเด็นสำคัญจากรายงาน

 

  • ภาพรวมสถานะ AI ขององค์กรไทยในปัจจุบัน

ชี้ให้เห็นชัดว่าองค์กรส่วนใหญ่อยู่ตรงจุดใดของเส้นทาง AI ตั้งแต่การทดลอง (pilot) ไปจนถึงการขยายการใช้งานในระดับองค์กร

 

  • ความเข้าใจเชิงลึกว่าทำไมหลายองค์กร ‘เริ่มใช้ AI แล้ว แต่ไปต่อไม่ได้’

วิเคราะห์อุปสรรคเชิงโครงสร้าง ทั้งบทบาทผู้นำ ระบบการตัดสินใจ และการทำงานข้ามสายงาน ที่ทำให้ AI ยังไม่กลายเป็นกลไกเชิงกลยุทธ์

 

  • บทเรียนจากการตัดสินใจจริงของผู้บริหารระดับสูงกว่า 100 องค์กรไทย

 สะท้อนความคาดหวัง ข้อจำกัด และโจทย์ที่องค์กรไทยกำลังเผชิญจริง โดยไม่อิงกรณีศึกษาจากต่างประเทศ

 

  • กรอบคิด 3 แกน People – Process – Technology

เครื่องมือสำหรับผู้บริหารในการประเมินความพร้อมขององค์กรอย่างเป็นระบบ แทนการมอง AI เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

 

  • Roadmap องค์กรไทยสู่ยุค AI

บทสรุปแนวทางเชิงบริหารว่าองค์กรควร ‘เปลี่ยนอะไร’ เพื่อขยับ AI จากโครงการทดลอง ไปสู่ความสามารถเชิงกลยุทธ์ที่สร้างความได้เปรียบอย่างยั่งยืน

 

เพราะความได้เปรียบในยุค AI ไม่ได้อยู่ที่ใครเริ่มก่อน

แต่อยู่ที่ใครสามารถพา AI ไปสู่เส้นชัยได้อย่างแท้จริง

 

ดาวน์โหลด Thailand’s AI-Driven Leadership Report ฉบับเต็ม คลิก ›

The post Thailand’s AI-Driven Leadership Report บทเรียน AI จากผู้บริหารไทยกว่า 100 องค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
6 แนวโน้ม AI ในโลกธุรกิจปี 2025 ผ่านเลนส์บริษัท Bluebik https://thestandard.co/ai-trends-2025-bluebik-insights/ Tue, 04 Feb 2025 03:52:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1037849

ตลอดช่วงปลายปี 2024 หนึ่งในเทรนด์ด้าน AI ที่ได้รับการพู […]

The post 6 แนวโน้ม AI ในโลกธุรกิจปี 2025 ผ่านเลนส์บริษัท Bluebik appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลอดช่วงปลายปี 2024 หนึ่งในเทรนด์ด้าน AI ที่ได้รับการพูดถึงกันเป็นวงกว้างมากที่สุดก็คือ ‘Agentic AI’ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ AI ถูกพัฒนาไปถึงขั้นที่สามารถทำงานเองได้โดยไม่ต้องอาศัยคำสั่งทีละขั้นตอน โดยในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2024 ทาง Anthropic เปิดตัว ‘Computer use’ ที่มีความสามารถดังกล่าว รวมทั้ง OpenAI ที่ล่าสุดเพิ่งเปิดตัว ‘Operator’ สำหรับการใช้งาน AI ที่คล้ายกับการมีเลขาส่วนตัวสักคน

 

การก้าวกระโดดของเทคโนโลยีนี้เองทำให้ พิพัฒน์ ประภาพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการและหัวหน้าทีม Advanced Insights (AI) ประจำบริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มองว่า Agentic AI จะกลายเป็นส่วนสำคัญของเทรนด์เทคโนโลยี รวมไปถึงการที่ธุรกิจทั่วโลกรวมทั้งไทยจะทุ่มเงินลงทุนเพื่อนำมาปรับใช้ในปี 2025 ด้วย

 

นี่คือ 6 แนวโน้มการใช้งาน AI ที่จะเกิดขึ้นในภาคธุรกิจสำหรับปี 2025 ที่พิพัฒน์มองว่าจะเข้ามาเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมต่างๆ ต่อจากนี้

 

  1. การเข้าถึงและใช้งานอย่างแพร่หลาย: AI กำลังถูกนำเข้าไปใช้ในส่วนต่างๆ ของธุรกิจ ตั้งแต่การปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการทำงานและการปลดล็อกเวลาให้กับมนุษย์
  2. การเพิ่มศักยภาพมนุษย์: AI ช่วยเพิ่มศักยภาพของคนในที่ทำงาน โดยเฉพาะในมิติที่เทคโนโลยีนี้ทำให้มนุษย์สามารถทำงานได้ด้วยผลลัพธ์ที่มากขึ้นภายใต้เวลาจำกัด
  3. พื้นฐานของการสร้างนวัตกรรม: AI จะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมในหลายอุตสาหกรรม ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ
  4. การปรับตัวและขยายขอบเขต: ระบบ AI สามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและขยายเพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจที่เติบโต
  5. ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: AI ส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในการสร้างตำแหน่งงานและโอกาสใหม่ที่ไม่เคยมีในอดีต
  6. ปลดล็อกการเชื่อมต่อ: AI ช่วยส่งเสริมการเชื่อมต่อได้ดีขึ้น ทำให้การสื่อสารและการทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างมีรอยต่อน้อยลง

 

“เราเห็นความสนใจที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากลูกค้าของเรา ทั้งในอุตสาหกรรมธนาคาร ค้าปลีก และประกัน ที่กำลังนำ AI ไปใช้ในธุรกิจของพวกเขา” พิพัฒน์กล่าวกับสื่อมวลชนถึงเทรนด์ AI ในธุรกิจไทย

 

แต่ท่ามกลางการใช้งาน AI ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในหลายอุตสาหกรรม กรอบการกำกับดูแล AI ที่ชัดเจนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ยิ่งในช่วงเวลาที่ AI Agents เริ่มเข้ามามีบทบาท

 

“สิ่งสำคัญที่สุดของการสร้าง AI ในวันนี้คือเทคโนโลยีต้องเชื่อถือได้ มีความรับผิดชอบ ส่วนผู้ใช้งานเองก็ต้องเข้าใจความเสี่ยงและรู้แนวทางป้องกัน” พิพัฒน์กล่าวเสริม

 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยความท้าทายหลักที่พิพัฒน์มองว่าจะเป็นผลกระทบที่มาพร้อมกับการใช้ AI ก็คือการตั้งรับจากการบิดเบือนของข้อมูล (Disinformation Security) โดยเทคนิคอย่างเช่น การหลอกฟิชชิงหรือการสร้างข่าวปลอมที่กำลังถูกพัฒนาขึ้นโดยผู้ไม่หวังดีกำลังจะถูกใช้ในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งเครื่องมือ AI ก็เป็นสิ่งที่ทำให้อัตราการเผยแพร่ข้อมูลเท็จมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจนำมาสู่ความเสียหายหากปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไข

 

อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยจาก Gartner บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก เผยข้อมูลที่อาจเป็นข่าวดีว่า ภายในปี 2028 องค์กรกว่า 50% จะนำโซลูชันที่ใช้รับมือกับปัญหาการบิดเบือนข้อมูล ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2024 ที่มีองค์กรน้อยกว่า 5% ใช้งานอยู่

 

ในช่วงท้ายพิพัฒน์กล่าวว่า ทุกคนในองค์กรมีส่วนที่จะช่วยขับเคลื่อนการใช้งาน AI โดยผู้บริหารมีหน้าที่กำหนดแผนกลยุทธ์ AI ในขณะที่บุคลากรควรเน้นการสร้างความเข้าใจให้ทุกคนเห็นผลกระทบของ AI เพื่อให้เกิดการยกระดับทักษะและการออกแบบวิธีการทำงานใหม่โดยนำ AI เข้ามาใช้งาน รวมถึงสร้างวัฒนธรรม AI-First ที่ให้รางวัลกับผู้ที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการใช้งาน AI ภายในองค์กร

The post 6 แนวโน้ม AI ในโลกธุรกิจปี 2025 ผ่านเลนส์บริษัท Bluebik appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bluebik กางแผนธุรกิจปี 68 ชี้ AI Transformation ในกลุ่มลูกค้าองค์กรมาแรง ตั้งเป้าธุรกิจโต 20% https://thestandard.co/bluebik-ai-transformation-2024-business-growth-20-percen/ Mon, 16 Dec 2024 09:41:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1020097 bluebik-ai-transformation-2024-business-growth-20-percen

บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ Bluebik เปิดแผนธ […]

The post Bluebik กางแผนธุรกิจปี 68 ชี้ AI Transformation ในกลุ่มลูกค้าองค์กรมาแรง ตั้งเป้าธุรกิจโต 20% appeared first on THE STANDARD.

]]>
bluebik-ai-transformation-2024-business-growth-20-percen

บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ Bluebik เปิดแผนธุรกิจปี 2568 ชูกลยุทธ์หลักที่ผนวกรวมทุกบริการของบริษัทเข้ากับ AI (AI Bundled Services) เพื่อตอบรับกับเทรนด์การใช้เทคโนโลยี AI ในองค์กรที่กำลังอยู่ในช่วงขยายตัว และจะขยายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอีก 3-5 ปีนับจากนี้ 

 

โดยภาคธุรกิจจะเร่งเปลี่ยนผ่านกระบวนการดำเนินธุรกิจด้วย AI หรือ AI Transformation เพื่อลดต้นทุนพร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ผลประกอบการของบริษัทในปี 2568 เติบโตตามเป้าที่ 20%

 

“Digital Transformation ต่อจากนี้ 3-5 ปีจะถูกขับเคลื่อนด้วย AI หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า AI Transformation ซึ่งธุรกิจแทบทุกประเภทจะถูกขับเคลื่อนด้วย AI ที่จะฉลาดขึ้น มีต้นทุนต่ำลง และถูกนำไปใช้มากยิ่งขึ้น” พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าว

 

นอกจากนี้พชรยังชี้ด้วยว่า ปัจจุบันเทรนด์การใช้ AI ในภาคธุรกิจยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น หมายความว่า AI Transformation ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยรายงานล่าสุดของ Gartner ระบุว่า ความต้องการใช้ AI สำหรับองค์กรทั่วโลกเติบโตเฉลี่ย 16.9% ต่อปี (ตั้งแต่ปี 2566-2570) และจะมีมูลค่าพุ่งแตะ 4.43 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2570

 

บลูบิค กรุ๊ป ประเมินว่าองค์กรที่เริ่มปรับใช้ AI ได้ก่อนและใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะสามารถสร้างความได้เปรียบที่เหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะเป็นปัจจัยกดดันให้ธุรกิจต้องหันมาปรับใช้ AI อย่างมีกลยุทธ์

 

“AI เป็นเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนกระบวนการทำงานของธุรกิจยุคใหม่ แต่จากการศึกษาแนวโน้มเทคโนโลยีและธุรกิจ บลูบิคพบว่าการจะทำ AI Transformation ไม่ใช่เรื่องง่ายและมีอุปสรรคหลายอย่างที่ทำให้บางครั้งโครงการที่จะนำ AI มาใช้ไม่ประสบความสำเร็จ” พชรกล่าวเสริม

 

อุปสรรคที่บลูบิคมองเห็นจากประสบการณ์การทำงานกับลูกค้ามีทั้งการลงทุนด้าน AI ที่ไม่สอดรับกับกลยุทธ์องค์กร, การขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที, การพัฒนาโมเดล AI ที่ไม่เหมาะสม, การขาดมาตรการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และแนวทางนำ AI มาปรับใช้ให้เกิดขึ้นจริงในองค์กร

 

เมื่อเห็นความท้าทายที่หลายองค์กรเจอกับการนำ AI มาใช้ในธุรกิจ บลูบิคจึงมองว่ากลยุทธ์ Bundled Services จะช่วยจัดการกับอุปสรรคและทำให้แผนงานด้าน AI Transformation ประสบความสำเร็จ โดยกลยุทธ์ Bundled Services ของบลูบิคมี 5 แกนหลัก ประกอบด้วย

 

  1. วางกลยุทธ์ AI ให้สอดรับกับเป้าหมายของแต่ละองค์กร ตั้งแต่กลยุทธ์ธุรกิจ กลยุทธ์ด้านข้อมูล ไปจนถึงกลยุทธ์ด้าน AI 

 

  1. พัฒนาแพลตฟอร์มและโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับการทำงานและการใช้งานโมเดล AI 

 

  1. พัฒนาระบบ ERP โดยนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้การนำข้อมูลมาใช้ประมวลผล วิเคราะห์ และประกอบการตัดสินใจ แม่นยำยิ่งขึ้น

 

  1. การบริหารจัดการแนวทางการสื่อสารและจัดการความเปลี่ยนแปลงโครงการขนาดใหญ่ด้าน AI ที่ผลักดันให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและพนักงานนำเทคโนโลยีไปใช้จริงทั้งองค์กร รวมถึงให้โครงการบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ

 

  1. พัฒนาแนวทางด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วยโซลูชัน AI ให้สามารถช่วยตรวจจับภัยคุกคามและป้องกันความเสียหายจากภัยไซเบอร์ได้อย่างครอบคลุม

 

สำหรับประเด็นการเติบโตในปีหน้าที่ตั้งเป้าไว้ 20% แม้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมจะยังไม่ฟื้น แต่บลูบิคมองว่าการทำ Digital Transformation เป็นเรื่องจำเป็นที่หลายองค์กรอยากจะทำ และบลูบิคก็เป็นผู้ให้บริการสัญชาติไทยแบบครบวงจรรายเดียวของประเทศ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งต่างชาติ พชรยังเห็นโอกาสการขยายตลาดจากการที่บลูบิคมีราคาที่ต่ำกว่า

 

ฐานลูกค้าใหม่ที่บริษัทจะมุ่งไปอยู่ในส่วนของตลาดขนาดกลาง รวมถึงจะขยายการให้บริการในตลาดที่มีศักยภาพสูง ต้องการพัฒนาแพลตฟอร์มขนาดใหญ่และใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ภาครัฐ อุตสาหกรรมการผลิต และตลาดต่างประเทศ อาทิ ประเทศเวียดนาม 

The post Bluebik กางแผนธุรกิจปี 68 ชี้ AI Transformation ในกลุ่มลูกค้าองค์กรมาแรง ตั้งเป้าธุรกิจโต 20% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Global Boiling ร้อนถึง Supply Chain ไทย รับมือ CBAM ภาษีคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนยุโรป https://thestandard.co/dealing-with-cbam/ Fri, 17 May 2024 01:15:30 +0000 https://thestandard.co/?p=934554

ยุคโลกร้อน (Global Warming) กำลังถูกแทนที่ด้วยยุคโลกเดื […]

The post Global Boiling ร้อนถึง Supply Chain ไทย รับมือ CBAM ภาษีคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนยุโรป appeared first on THE STANDARD.

]]>

ยุคโลกร้อน (Global Warming) กำลังถูกแทนที่ด้วยยุคโลกเดือด (Global Boiling) เป็นผลจากอุณหภูมิโลกที่สูงจนทุบสถิติครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ภัยพิบัติธรรมชาติทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี กระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และธุรกิจ แม้ปัญหาภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกำลังกดดันให้ภาคธุรกิจหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น นำโดยสหภาพยุโรปที่เตรียมบังคับใช้ ‘มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM)’ กำลังตามมาด้วยการกำหนดมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหรัฐอเมริกา (US-CBAM)

 

ในบทความนี้ บลูบิคจะพาไปเจาะลึกเกี่ยวกับ CBAM ผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย รวมถึงแนวทางการรับมืออย่างถูกต้อง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว 

 

CBAM คืออะไร

 

CBAM มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยพุ่งเป้าไปที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศที่อยู่นอกกลุ่มสหภาพยุโรป รวมถึงปัญหา Carbon Leakage หรือการที่ผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิตออกจากสหภาพยุโรปไปอยู่ในประเทศที่ไม่มีกฎระเบียบการควบคุมก๊าซคาร์บอน ซึ่งรายละเอียดและความคืบหน้าเกี่ยวกับ CBAM มีดังต่อไปนี้

 

EU-CBAM เป็นหนึ่งในมาตรการภายใต้นโยบาย The European Green Deal และเป็นมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ฉบับแรกของโลกที่สนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU) โดย CBAM ถูกบังคับใช้ในเดือนตุลาคม 2566 และปัจจุบันยังอยู่ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน ซึ่งผู้นำเข้าสินค้าในอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน (ครอบคลุมสินค้าปลายน้ำบางรายการ เช่น นอตและสกรูที่ทำจากเหล็กและเหล็กกล้า และสายเคเบิลที่ทำจากอะลูมิเนียม) ต้องรายงานข้อมูลรายไตรมาส ได้แก่ ปริมาณสินค้านำเข้า และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดย EU จะประเมินและปรับระบบเพื่อเข้าสู่ระยะบังคับใช้มาตรการอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2569 และอาจพิจารณาขยายขอบเขตไปยังสินค้าอื่นเพิ่มเติม

 

ประเด็นที่น่าติดตามคือ การบังคับใช้ CBAM ของสหภาพยุโรปกำลังจุดชนวนความสนใจของประเทศอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาที่กำลังพิจารณาร่างกฎหมาย Clean Competition Act หรือ US-CBAM เช่นเดียวกันกับสหราชอาณาจักรที่กำลังศึกษาเกี่ยวกับมาตรการที่ใช้ลด Carbon Leakage และมาตรฐานผลิตภัณฑ์บังคับ (Mandatory Product Standards-MPS) แนวโน้มเหล่านี้กำลังส่งสัญญาณเตือนให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายเตรียมความพร้อมเป็น Green Business

 

ผลกระทบและการเตรียมตัวของภาคธุรกิจไทย

 

การบังคับใช้ CBAM ส่งผลกระทบและเป็นความเสี่ยงสำหรับบริษัท อุตสาหกรรม และประเทศทั่วโลกที่เป็นคู่ค้ากับสหภาพยุโรป รวมถึงไทย ทั้งในระยะสั้นและยาวหากไม่สามารถปรับตัวได้ทัน

 

ผลกระทบในระยะสั้น

ต้นทุนการส่งออกจะสูงขึ้น: เนื่องจากผู้นำเข้าอาจผลักภาระราคาที่ต้องจ่ายสำหรับสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงให้กับผู้ส่งออกที่เป็นประเทศคู่ค้า แม้สัดส่วนการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่าย CBAM จากไทยไป EU อยู่ที่ร้อยละ 5.47 ของผลิตภัณฑ์ CBAM ของไทยไปทั่วโลก ทำให้ผลกระทบอาจอยู่ในวงจำกัด แต่การให้ความสำคัญและเตรียมบังคับใช้ CBAM ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าอันดับต้นๆ ของไทย และมาตรการอื่นที่ใกล้เคียงกับ CBAM ของประเทศต่างๆ ในอนาคต เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้สำหรับผู้ประกอบการไทย

 

ผลกระทบระยะยาว

ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง: แม้ไทยพึ่งพาการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปไม่มาก แต่มูลค่าการส่งออกสินค้า CBAM ไปยังภูมิภาคนี้ ซึ่งประกอบด้วย เหล็ก เหล็กกล้า และอะลูมิเนียม รวมถึงผลิตภัณฑ์ปลายน้ำซึ่งขยายตัวได้อย่างดีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัวรับ CBAM หรือมาตรการอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันได้ทัน อาจทำให้สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดใน EU หรือประเทศอื่นๆ ให้กับคู่แข่ง เช่น เกาหลีใต้ จีน และอินเดีย ที่มีความพร้อมในการดำเนินการตามมาตรการ CBAM ได้มากกว่า

 

แนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับธุรกิจไทย

 

สำหรับผู้ส่งออกไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำหนด นอกจากจะต้องดำเนินการตามข้อบังคับ เพื่อให้ยังคงสามารถส่งออกไปสหภาพยุโรป เช่น การขึ้นทะเบียนในระบบ CBAM Registry จัดทำข้อมูล และทวนสอบค่า Embedded Emission (ปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตและขนส่ง) ผู้ส่งออกกลุ่มนี้ยังต้องหาแนวทางการรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงการหาแนวทางการลดการปล่อย Embedded Emission ในระยะยาว เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

 

ผู้ส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ไปสหภาพยุโรป หรือผู้ส่งออกที่มีประเทศปลายทางอื่นๆ ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ เนื่องจากสหภาพยุโรปมีแผนขยายผลไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ในอนาคต รวมถึงประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และอังกฤษ ที่กำลังพิจารณาการออกกฎหมายที่คล้ายคลึงกัน การบริหารจัดการความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปลดปล่อยคาร์บอนจะกลายเป็นความสามารถในการแข่งขันที่สำคัญ

 

Carbon Accounting Platform-CAP ตัวช่วยกลยุทธ์ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้องค์กร

 

การบรรลุเป้าหมายนโยบายรักษ์โลก ต้องเริ่มจากการวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว เพื่อกำหนดแนวทางการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกขององค์กรได้ตามเป้าหมาย ดังนั้น Carbon Accounting Platform จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่นอกจากจะช่วยรองรับ CBAM แล้ว ยังช่วยสนับสนุนนโยบายด้านความยั่งยืน และเสริมสร้างประโยชน์ด้านอื่นๆ ได้แก่

 

1. การปฏิบัติตามกฎข้อบังคับและเตรียมความพร้อมรับเกณฑ์อื่นในอนาคต (Compliance)

ในช่วงที่ผ่านมาหลายประเทศเริ่มบังคับให้ภาคธุรกิจเปิดเผยข้อมูลการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้ไทยยังไม่มีกฎหมายบังคับแต่บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องเปิดเผยปริมาณและแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกในรายงานประจำปี ซึ่งการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัท ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมากจากฝ่ายรวมถึงคู่ค้าที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น CAP จึงเป็นตัวช่วยสำคัญของกระบวนการเตรียมความพร้อม เพื่อให้องค์กรสามารถปรับตัวปฏิบัติตามกฎข้อบังคับเมื่อถึงวันที่ต้องบังคับใช้ ป้องกันการถูกลงโทษหรือค่าปรับต่างๆ ในอนาคตได้ รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงสูญเสียรายได้และขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

2. การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Operational Optimization)

  • การลดค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะทรัพยากรและพลังงาน: การคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทางธุรกิจด้วย CAP จะทำให้องค์กรสามารถหาและกำหนด GHG Hotspot หรือกิจกรรมที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่เกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง ทำให้บริษัทสามารถวางแผนลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และปรับปรุงกระบวนการการทำงานที่เกี่ยวข้องได้
  • การเข้าถึงแหล่งเงินทุน: ปัจจุบันมีสถาบันการเงินมากกว่า 740 แห่งทั่วโลก พร้อมสนับสนุนบริษัทที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทที่สนใจจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ อาทิ การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนตามมาตรฐาน Climate Disclosure Program-CDP
  • ชื่อเสียงของแบรนด์ (Brand Reputation) และความพึงพอใจของลูกค้า: การให้ความสำคัญกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ สร้างจุดขายให้กับสินค้า/บริการดึงดูดลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มประชากรที่มีกำลังซื้อสูงสุดของโลกอย่าง Gen Y และ Z ที่ให้ความสำคัญกับนโยบายและสินค้ารักษ์โลก ที่สำคัญพวกเขายินดีจ่ายมากขึ้นเพื่อสนับสนุนสินค้าเหล่านี้
  • การดึงดูดและรักษาพนักงานคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะกลุ่มคน Gen Z: ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและอยากทำงานกับองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ตรงกับสิ่งที่พวกเขาให้คุณค่า

 

3. การสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ธุรกิจ (Business Transformation)

การให้ความสำคัญกับความยั่งยืนสามารถเพิ่มผลตอบแทนจากการสร้างสรรค์สินค้า/บริการใหม่ๆ และความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2015 adidas เปิดตัวรองเท้าที่ผลิตจากวัตถุ Upcycled จากขยะพลาสติกในมหาสมุทร (Ocean Plastic Waste) ที่เก็บและจัดการโดยองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมชื่อดัง Parley ภายใต้โครงการชื่อ adidas x Parley for the Oceans แน่นอนว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย จนต้องเพิ่มกำลังผลิตจาก 1 ล้านคู่ในปี 2015 เป็น 15 ล้านคู่ในปี 2020 ยิ่งไปกว่านั้นมีการขยายการใช้ Upcycled ในการผลิตเสื้อผ้าอีกด้วย  เพื่อตอกย้ำว่า adidas จริงจังกับนโยบายสร้างความยั่งยืน นอกจากความสำเร็จด้านยอดขายแล้ว adidas ยังได้ใจกลุ่มลูกค้ารักษ์โลก และทำให้กลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมลดแรงกดดันต่อองค์กรอีกด้วย

 

ปัญหาสิ่งแวดล้อมกลายเป็นความท้าทายของภาคธุรกิจ เป็นผลจากแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นจากองค์กรนานาชาติ ภาครัฐ รวมถึงประชาชน ทำให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวและบรรจุประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธ์ของการดำเนินธุรกิจ แน่นอนว่าการรับมือกับความท้าทายดังกล่าวภายใต้การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก จำเป็นต้องมีตัวช่วยอย่างเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเร่งรัดการดำเนินนโยบายต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

 

สำหรับ บริษัท อีโคเอ็กซ์ จำกัด (EcoX) นับเป็นบริษัทในเครือบลูบิค กรุ๊ป ที่ดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมหรือ Green Tech

The post Global Boiling ร้อนถึง Supply Chain ไทย รับมือ CBAM ภาษีคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนยุโรป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 9 ทักษะที่ผู้นำยุคใหม่ต้องมี เพื่อเสริมศักยภาพขององค์กรให้ก้าวข้าม 5 ความท้าทายได้อย่างราบรื่น https://thestandard.co/9-skills-super-talent/ Mon, 01 Apr 2024 03:41:53 +0000 https://thestandard.co/?p=917683 Super Talent

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ซอส สกิลส์ จำกัด (Sauce Skills) ซ […]

The post เปิด 9 ทักษะที่ผู้นำยุคใหม่ต้องมี เพื่อเสริมศักยภาพขององค์กรให้ก้าวข้าม 5 ความท้าทายได้อย่างราบรื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Super Talent

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ซอส สกิลส์ จำกัด (Sauce Skills) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของ THE STANDARD และ Bluebik Group PLC. ที่มุ่งเน้นการสร้างผู้นำยุคใหม่ให้กับองค์กรชั้นนำ ได้จัด Forum ที่ชื่อว่า CHAMPION OF PEOPLE ORCHESTRATOR: Managing Super Talents 2024 ขึ้น เพื่อรวบรวมและส่งต่อทั้งความรู้และประสบการณ์ของผู้นำองค์กรในปัจจุบัน โดยได้รับเกียรติจากผู้สร้าง Talents หลากหลายวงการมาร่วมวงเสวนา 

 

 

ทั้งนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก CEO และ CPO จากองค์กรชั้นนำกว่า 90 องค์กร รวมถึง สมโภชน์ อาหุนัย CEO บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA และ อัศวิน เตชะเจริญวิกุล CEO บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC เข้าร่วมรับฟังเนื้อหา 

 

นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด กล่าวในหัวข้อ Secret Sauce Skills Trends for Super Talents ว่า ความท้าทายขององค์กรในยุคปัจจุบันก็คือ การพัฒนาบุคลากรขึ้นมาเป็น Super Talents หรือเป็น Future Leader เพราะทักษะ หรือ Skill Set ของผู้นำในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเทียบกับผู้นำองค์กรยุคก่อน 

 

โดยรวมแล้วทักษะผู้นำในปัจจุบันที่ควรมีคือ ทักษะผสมผสานระหว่าง Hard Skill และ Soft Skill เพื่อให้ผู้นำในยุคปัจจุบันมีทั้งความเก่งเฉพาะทางและความยืดหยุ่น ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากความท้าทายด้านธุรกิจในปัจจุบันนั้นมีหลากหลาย บริบทในการทำธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 

 

โดยรวบรวมออกมาเป็น 5 ความท้าทาย ดังนี้

 

  1. Hyper-Evolving: เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว หากผู้นำไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงหรือไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ก็ไม่สามารถนำองค์กรให้เติบโตต่อไปได้ 

 

  1. Hyper-Polarized: เพราะสังคมสองเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่สองประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนมีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงจุดยืน รวมถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ กันอย่างเข้มข้น 

 

  1. Hyper-Sensitive-Polarized: ปัญหาสุขภาพจิตเกิดขึ้นเยอะมาก การบริหารคนก็ต้องคำนึงถึง Well-being ด้วย

 

  1. Hyper-Informed: ทุกวันนี้มีข้อมูล หรือ Data เยอะมากขึ้น ทำให้การบริหารธุรกิจของผู้นำต้องรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร และนำมาใช้เป็นประโยชน์ต่อองค์กร 

 

  1. Hyper-Connected: เมื่อโลกเชื่อมโยงกันอย่างเข้มข้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ณ ที่ที่หนึ่ง ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้ง Ecosystem 

 

“อดีต ปัญหา และความท้าทาย เป็น Technical Challenge ซึ่งแก้ปัญหาได้ด้วยความเชี่ยวชาญ แต่ปัจจุบันเป็น Adaptive Challenge ปัญหามีความซับซ้อนขึ้นและปัญหาเกี่ยวโยงมากขึ้น แนวทางแก้ปัญหาคือ ต้องการ Paradigm Shift ใหม่ ต้องอาศัยความร่วมมือกันของทั้งองค์กร เท่ากับว่าแค่ Talent อาจไม่พอ เราต้องการ Super Talent และต้องการแบบเร็วขึ้น” นครินทร์กล่าว 

 

9 ทักษะที่ Super Talent ควรมี คือ

 

  1. Embrace Change
  2. Educate Continuously
  3. ESG Mind
  4. Enhance Strategy
  5. Employ AI
  6. Engage
  7. Empathize
  8. Empower & Develop
  9. Energize

 

ทั้ง 9 ทักษะผู้นำดังกล่าวสามารถแบ่งกลุ่มออกมาได้ 3 กลุ่มใหญ่ คือ Lead Self, Lead Organization และ Lead People

 

นครินทร์กล่าวเพิ่มเติมว่า เชื่อว่าทุกองค์กรล้วนตระหนักดีถึงความสำคัญของ Super Talent และคำถามสำคัญก็คือ จะหาบุคคลเหล่านี้ได้จากที่ใด ซึ่งวิธีการที่เคยทำก่อนหน้านี้ก็มีทั้งการสร้าง การยืม และการซื้อตัวบุคลากร อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้ควรเน้นไปที่การสร้าง Super Talent ดีกว่า เพราะทุกองค์กรไม่ได้ต้องการ Super Talent แค่คนเดียว แต่ต้องการทีมที่มีศักยภาพในการเป็น Super Talent ด้วย 

 

 

ด้าน พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK กล่าวในงานเดียวกัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Generation of AI (GenAI) นั้นมีบทบาทสำคัญมากๆ ต่อการทำงานและการบริหารองค์กรในยุคปัจจุบัน ซึ่งสิ่งสำคัญก็คือ เราควรรู้ว่าจะนำ AI มาใช้อย่างไร 

 

ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Transformation แนะนำให้ทำความเข้าใจความสามารถของ AI ก่อน แล้วค่อยออกแบบการใช้งาน AI โดยบลูบิค กรุ๊ป ประเมิน AI Evolution ดังนี้

  

  1. Artificial Narrow Intelligence (ANI) ซึ่งก็คือ AI ที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้มีความพื้นๆ มาก แต่ Scope ถนัดแค่อย่างเดียว เช่น AlphaGo, AI วาดรูป สามารถชนะคนได้ แต่ชนะได้แค่ด้านเดียว

 

  1. Artificial General Intelligence (AGI) ซึ่งก็คือยุคทองของ AI ความสามารถพื้นฐานคือตอบโต้ได้โดยไม่ต้องใช้การตัดสินใจของมนุษย์ ทั้งนี้ บางครั้งจะเรียก AGI ว่า Strong AI หรือ Human-Level AI ในระดับนี้ AI จะมีความสามารถและความฉลาดเทียบเท่ามนุษย์ 

 

  1. Artificial Super Intelligence (ASI) นับเป็นสุดยอด AI ที่มีปัญญาเหนือกว่ามนุษย์ และแน่นอนว่าในปัจจุบันเรายังไม่สามารถพัฒนา AI ประเภทนี้ขึ้นมาได้ แต่ไอเดียการมีอยู่ของ Artificial Super Intelligence (ASI) นั้นมักจะปรากฏอยู่ในสื่อต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกม ภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือนวนิยาย นั่นเอง

 

“ต่อคำถามที่ว่า AI จะมาแทนที่ (Replace) คนหรือไม่ คำตอบคือ AI จะแย่งงานคนที่ไม่ใช้ AI องค์กรที่ไม่ใช้ AI ก็จะไม่ Competitive แต่ถ้าเราใช้ AI เป็น เรารู้กว้าง ก็จะไม่ถูก AI Replace ง่ายๆ” พชรกล่าว 

 

ทั้งนี้ สามารถแบ่งการยอมรับ AI ออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้

 

  1. Assist – เครื่องมือทำ Task ง่ายๆ เหมือนใช้ Google เครื่องคิดเลข ช่วยให้มนุษย์ทำงานง่ายขึ้น โดยมาเป็นตัวเสริมให้เราทำงานปกติที่เราทำให้รวดเร็วขึ้น ทำให้ Productivity คนทำงานเพิ่มขึ้น

 

  1. Process – ใช้ AI คำนวณและประมวลผลแทนเรา เช่น Excel ใช้ GenAI องค์กรต้องเตรียมข้อมูลมากขึ้นเพื่อ Feed เข้าไป / คนเป็นคนส่งคำสั่ง ให้ AI Lead Task นั้นๆ แต่ก็ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานมารองรับมากขึ้น

 

  1. Integrate – ส่วนหนึ่งของกระบวนการในองค์กร เช่น ต้องมีระบบสักอย่างเพื่อเชื่อม AI ใช้ AI เสริมศักยภาพ ข้อมูล Specific – ระบบทำ Workflow อัจฉริยะมากขึ้น ให้ Recommendation โดย AI เป็นคนสั่ง Task ส่วนคนเป็นผู้ Made Decision 

 

  1. Decision Making – ใช้ AI สร้าง Innovation ซึ่งองค์กรต้องมีความพร้อมสูง ต้อง Customize AI ได้ / บทบาทคน จะไปเป็นคนกำหนดกลยุทธ์ หรือ Vision เท่ากับ AI ตรงนี้ต้อง Customize สำหรับองค์กรนั้นๆ โดยเฉพาะ 

 

เขากล่าวเพิ่มว่า คนยังตื่นเต้นกับเลเวลที่หนึ่งท่านั้น แต่เราสามารถวางแผนสำหรับสเต็ปถัดไปได้ ซึ่งทุกวันนี้เชื่อว่าองค์กรมีความพร้อมในการนำ AI มาใช้แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจว่าจะใช้หรือไม่ใช้คือ ความคุ้มทุน ยิ่ง Interaction กับผู้คนมาก AI ก็ยิ่งแพง อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีจะถูกลงเรื่อยๆ ในอนาคต และจะเป็นจุดแตกต่าง ธุรกิจที่ Adopted AI ในเลเวลสูงๆ ก็จะยิ่งได้เปรียบ

 

กล่าวโดยสรุปคือ หากองค์กรจะนำ AI มาใช้ C-suite จะต้องทำดังนี้

 

– CEO / CFO Lens จะต้องดู AI Strategy และ Transformation

– COO Lens ดูเรื่อง Process และ Policy ขององค์กร

– CTO Lens ดูเรื่อง Data Platform AI Model ต่างๆ

– CPO Lens Start Build Awareness (ปรับใช้ AI ขององค์กร) > Reskill-Upskill (คนต้องรู้จักใช้ AI ให้เป็น ไม่อย่างนั้นจะถูก Replace) > Redesign Job (ตำแหน่งงานในโลกของ Digital, AI ต่อไปจะต้องมีตำแหน่งอะไร ตำแหน่งอะไรจะหายไป) > Build Culture ขององค์กร AI-First Culture

 

“AI ไม่ได้มา Replace คน แต่จะ Replace คนที่ไม่ได้ใช้ AI คนในองค์กรก็ต้องเป็น Generation AI ไม่ว่าจะเป็นคน Gen ไหนก็ต้องมีมายด์เซ็ตของ Generation AI ด้วย” พชรกล่าว

 

พชรกล่าวส่งท้ายว่า การผสมผสานความสามารถทั้งสองส่วนนี้เข้าด้วยกัน ถือเป็นจุดแข็งของ Sauce Skills ในการออกแบบหลักสูตรและพัฒนาผู้นำยุคใหม่ขององค์กร เพื่อให้สามารถผลักดันองค์กรและเติบโตได้เต็มศักยภาพ ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นทั่วโลก

 

สามารถดาวน์โหลด Leader Skill Checklist 2024 ได้ที่: 

https://drive.google.com/file/d/1KaUpLXspyGc9ywLWVpzx0hQL-VMS1gka/view

The post เปิด 9 ทักษะที่ผู้นำยุคใหม่ต้องมี เพื่อเสริมศักยภาพขององค์กรให้ก้าวข้าม 5 ความท้าทายได้อย่างราบรื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 เทรนด์เทคปี 2567 ที่องค์กรต้องมี ในยุคที่ Digital-First Company เป็นรูปแบบธุรกิจแห่งอนาคต https://thestandard.co/7-tech-trends-for-2024-that-organizations-must-have/ Wed, 13 Dec 2023 03:19:59 +0000 https://thestandard.co/?p=876239

“แน่นอนว่าเราคงไม่สามารถสวนกระแสของโลกได้ วันนี้ธุรกิจจ […]

The post 7 เทรนด์เทคปี 2567 ที่องค์กรต้องมี ในยุคที่ Digital-First Company เป็นรูปแบบธุรกิจแห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>

“แน่นอนว่าเราคงไม่สามารถสวนกระแสของโลกได้ วันนี้ธุรกิจจึงต้องกลับมาคิดว่าการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันที่ผ่านมาในอดีตนั้นเพียงพอแล้วหรือยัง? องค์กรที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืนในปัจจุบันและในอนาคตต่อไป จะไม่เพียงแค่ทรานส์ฟอร์มเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากดิจิทัลเทคโนโลยีได้อย่างเดียว แต่จะต้องใช้ดิจิทัลเป็น Core Business ให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปแล้ว” พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

 

เพื่อเตรียมธุรกิจให้พร้อมรับมือกับปี 2567 บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ผู้ให้บริการปรึกษาด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ได้เปิดลิสต์ 7 เทรนด์ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีที่องค์กรทั่วโลกต้องกลับมาทบทวนเพื่อประยุกต์ใช้สำหรับปี 2567 ในยุคที่ดิจิทัลเทคโนโลยีกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางที่สำคัญของการเจริญเติบโตและความอยู่รอดของธุรกิจ

 

พชรกล่าวว่า ความผันผวนที่รุนแรงต่างๆ ในโลกเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ซึ่งกระทบกับส่วนต่างๆ ของธุรกิจ เช่น การแข่งขันโดยปราศจากพรมแดน หรือการแข่งขันข้ามประเภทอุตสาหกรรมที่นำมาซึ่งโอกาส ความเสี่ยง และการแย่งชิงตลาดที่ดุเดือดมากขึ้นใน Digital Landscape อีกทั้งยังมีเรื่องของพฤติกรรมการใช้จ่ายที่แตกต่างกันของคนต่างเจเนอเรชัน โดยเฉพาะกับคนรุ่น Generation Z และ Millenials ที่มีความคุ้นเคยกับโลกยุคดิจิทัลที่เพิ่มจำนวนในตลาดมากขึ้น และกระแสการทำงานแบบ Gig Worker ที่รับค่าตอบแทนตามจำนวนงานที่ทำแลกกับความยืดหยุ่น

 

 

นอกจากนี้ ปัญหาเศรษฐกิจ แรงกดดันด้าน ESG และความเสี่ยงจากเทคโนโลยีอย่างเรื่องจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์และภัยคุกคามไซเบอร์ บีบให้องค์กรต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถของตนเอง ด้วยการพัฒนาและใช้นวัตกรรมยกระดับเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิม เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและเตรียมพร้อมเข้าสู่ยุค Digital-First World ที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องจักรสำคัญต่อการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า

 

ผลการคาดการณ์ของ Gartner ระบุว่า เม็ดเงินลงทุนด้านเทคโนโลยีทั่วโลกจะแตะ 5.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เพิ่มขึ้น 8% จากปี 2566 สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลและบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีที่เข้ามาสู่การดำเนินชีวิตของมนุษย์ และธุรกิจในแทบทุกอุตสาหกรรม

     

‘บลูบิค’ ได้สรุป 7 ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีที่ถูกแบ่งออกเป็น 4 แกนหลัก เพื่อจะช่วยให้องค์กรสามารถรองรับความเปลี่ยนแปลง พร้อมช่วงชิงโอกาสทางธุรกิจ รวมทั้งวางรากฐานการเติบโตตามหลักความยั่งยืน ESG ที่จะมอบข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว ซึ่งประกอบไปด้วย 

 

4 แกนหลักของ 7 ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีสำหรับองค์กรในยุค Digital-First World ปี 2567 

4 แกนหลักของ 7 ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีสำหรับองค์กรในยุค Digital-First World ปี 2567 

 

แกนที่ 1 Augmented Intelligence หรือการรวมพลังของ Artificial Intelligence และมนุษย์ ที่จะเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจแห่งอนาคต ผ่านการเข้าถึงเทคโนโลยี Gen AI ในวงกว้างที่เรียกว่า Democratization of Generative AI (Gen AI) เพื่อสร้างโอกาสให้ธุรกิจ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดงานซ้ำซ้อน และพัฒนาความเข้าใจในตัวลูกค้าด้วย AI เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่มีความเฉพาะและตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น แต่องค์กรที่ไม่ได้ใช้ Gen AI ก็เสี่ยงจะถูกคู่แข่งที่ใช้งานทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ 

 

แกนที่ 2 Digital Ecosystem หรือการสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่เชื่อมต่อหลายระบบและบริการเข้าด้วยกัน เพื่อความสะดวกสบายของลูกค้า ซึ่งการสร้าง Digital Ecosystem อาทิ Super App ให้สามารถรองรับการเติบโตในอนาคต ต้องให้ความสำคัญกับขีดความสามารถของ Multiexperience (MX) ซึ่งหมายถึงการสร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นในทุกจุดสัมผัสบนช่องทางดิจิทัล (Digital Touchpoints) และการใช้งานข้ามแพลตฟอร์ม เช่น Website, Super App, Augmented Reality (AR), Virtual Reality (VR) ฯลฯ ให้แก่ลูกค้าอย่างครอบคลุม

 

และยังมี Event-Driven Nano Architecture (EDNA) การออกแบบสถาปัตยกรรมระบบสมัยใหม่ที่ประกอบด้วยนาโนเซอร์วิส (Nanoservices) ที่แยกออกจากกันเป็นหน่วยเล็กๆ เพื่อความยืดหยุ่นและความสามารถในการพัฒนาแต่ละส่วนงานลงไปสู่ระดับนาโน ทำให้การปรับเปลี่ยนขนาดของทรัพยากรยืดหยุ่นกว่า Microservice ของ Event-Driven Architecture (EDA) โดยไม่กระทบกับบริการอื่นหากบางส่วนมีปัญหา พร้อมทั้งลดความซับซ้อนในขั้นตอนการทำงานและต้นทุน

 

แกนที่ 3 Digital Immunity and Trust หมายถึงการสร้างเกราะป้องกันให้กับองค์กร เพื่อรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ที่ทำให้ธุรกิจเจอกับความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่นของลูกค้า หากมีกรณีที่ระบบหละหลวมจนนำไปสู่การถูกแฮ็ก ซึ่งจะทำลายความเชื่อมั่นและยากที่จะกู้กลับคืนมา เนื่องจากสภาพการแข่งขันในปัจจุบันที่มีผู้เล่นทั่วโลกพร้อมที่จะเข้าแทนที่อยู่ตลอดเวลา โดยขีดความสามารถที่จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์ความมั่นคงและปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้แก่ Generative Cybersecurity AI ที่จะช่วยลดความเสี่ยงการละเมิดข้อมูล ความผิดปกติบนระบบต่างๆ และชี้ช่องโหว่การโจมตีได้อย่างทันท่วงที

 

นอกจากนี้ ในแกนที่ 3 ยังมี AI-Enhance Security Operations เทคโนโลยีที่เปรียบได้กับกระบวนการหลังบ้านที่เพิ่มการวิเคราะห์เกี่ยวกับความปลอดภัยและแนวทางการตอบสนองต่อภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ ด้วยวิธีการรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง เพื่อเสนอวิธีการรับมือกับเหตุการณ์นั้นๆ ทำให้องค์กรสามารถป้องกันและจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

แกนที่ 4 Sustainability Technologies การผสมผสานแนวคิดด้านเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน ที่ผู้บริโภคยุคใหม่ก็มีความใส่ใจเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยบลูบิคพบ 2 เทรนด์เทคโนโลยีเพื่อการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนนโยบาย ESG ที่น่าจับตามองในปีหน้า คือ AI for Sustainability ที่ถูกใช้ในการปรับปรุงการดำเนินงานให้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปล่อยคาร์บอนน้อยที่สุด เช่น โมเดล AI ที่เฝ้าสังเกตและคาดการณ์การปล่อยคาร์บอนเพื่อนำไปปรับปรุงประสิทธิภาพ เป็นต้น 

 

ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีอันสุดท้ายในแกนที่ 4 คือเรื่องของ ESG Management and Reporting ที่จะเข้ามาช่วยองค์กรรับมือกับแรงกดดันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การจัดการภายในองค์กร จนถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้าน ESG ของหน่วยงานต่างๆ และคู่ค้า โดยอาศัยซอฟต์แวร์ที่สามารถรวบรวมข้อมูลและจัดทำรายงานได้ตามกฎระเบียบมาตรฐานสากล 

 

สำหรับองค์กรในประเทศไทยบางรายอาจจะยังเจอกับความท้าทายและแรงต้านในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Digital-First Company พชรจึงแนะนำว่า องค์กรต้องเพิ่มแรงจูงใจให้กับพนักงาน ทำให้พนักงานรับรู้ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีให้ได้ภายใต้การสนับสนุนที่เพียงพอ พร้อมทั้งเหตุผลของการเปิดรับเทคโนโลยีและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากไม่เปลี่ยนตามโลก

 

“ผู้คน เทคโนโลยี และธุรกิจ เชื่อมโยงถึงกันมากขึ้นทุกวัน ดังนั้น ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราเชื่อว่าธุรกิจที่รู้เท่าทันกระแสและเตรียมพร้อมรับมือจะสามารถลดความเสี่ยง เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุค Digital-First World” พชรกล่าวปิดท้าย

The post 7 เทรนด์เทคปี 2567 ที่องค์กรต้องมี ในยุคที่ Digital-First Company เป็นรูปแบบธุรกิจแห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
BBIK ฮอต! กองทุนชั้นนำไทย-ต่างประเทศ แห่จองหุ้น PP ล้น รับเงินระดมทุนมูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท https://thestandard.co/bbik-hot-buy-pp-stocks-overflowing/ Tue, 14 Feb 2023 09:42:03 +0000 https://thestandard.co/?p=750258

บมจ.บลูบิค กรุ๊ป หรือ BBIK เตรียมเร่งเครื่องขยายธุรกิจผ […]

The post BBIK ฮอต! กองทุนชั้นนำไทย-ต่างประเทศ แห่จองหุ้น PP ล้น รับเงินระดมทุนมูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

บมจ.บลูบิค กรุ๊ป หรือ BBIK เตรียมเร่งเครื่องขยายธุรกิจผ่านการควบรวมกิจการ (M&A) เต็มสูบ สร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดตามแผน หลังนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในและต่างประเทศมั่นใจจองหุ้น PP แน่น มูลค่ารวมกว่า 1,075 ล้านบาท 

 

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่าน มติที่ประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 1/2566 ของ BBIK ไฟเขียวให้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 8,882,400 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement: PP) ที่ราคาหุ้นละ 121 บาท รวมมูลค่าเสนอขายทั้งสิ้น 1,075 ล้านบาท โดยกรอบระยะเวลาการเสนอขายและการชำระค่าหุ้นอยู่ระหว่างวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์นี้ คาดปิดดีลเสร็จสมบูรณ์ภายในสัปดาห์หน้า 

 

พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บลูบิค กรุ๊ป หรือ BBIK ระบุว่า การเสนอขายหุ้น PP ครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากกองทุนดีเยี่ยม จำนวนเงินทุนที่ได้เป็นไปตามเป้าและเพียงพอสำหรับแผนการลงทุน โดยประเมินว่านักลงทุนสถาบันมั่นใจในบริษัท สะท้อนผ่านราคา 121 บาทต่อหุ้นที่เป็นไปตามแผน

 

พชรกล่าวว่า การเพิ่มทุนในครั้งนี้ยังเป็นก้าวสำคัญเพื่อสร้างการเติบโตในระดับเท่าตัวทั้งในฝั่งรายได้และกระแสเงินสดรองรับการขยายธุรกิจผ่านดีล M&A พร้อมสร้างโอกาสเติบโตด้วยการรุกธุรกิจใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ปักหมุดผลประกอบการปีนี้โตกว่าเท่าตัว แย้มข่าวดียังมีต่อเนื่อง เพราะบลูบิคตั้งเป้าสร้างการเติบโตก้าวกระโดด เพื่อส่งต่อผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นกันแบบยาวๆ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post BBIK ฮอต! กองทุนชั้นนำไทย-ต่างประเทศ แห่จองหุ้น PP ล้น รับเงินระดมทุนมูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
BBIK แจง ซีอีโอ-บอร์ด 3 รายขายหุ้น Big Lot 2.15 ล้านหุ้น แค่ปรับโครงสร้างถือหุ้น หวังรับประโยชน์ทางภาษี ยันยังถือสัดส่วนหุ้นเท่าเดิม https://thestandard.co/bbik-clarified-boards-sold-their-shares/ Tue, 07 Feb 2023 05:28:52 +0000 https://thestandard.co/?p=746992

บมจ.บลูบิค กรุ๊ป ชี้แจงรายการขายหุ้น Big Lot ของ 3 ผู้บ […]

The post BBIK แจง ซีอีโอ-บอร์ด 3 รายขายหุ้น Big Lot 2.15 ล้านหุ้น แค่ปรับโครงสร้างถือหุ้น หวังรับประโยชน์ทางภาษี ยันยังถือสัดส่วนหุ้นเท่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>

บมจ.บลูบิค กรุ๊ป ชี้แจงรายการขายหุ้น Big Lot ของ 3 ผู้บริหาร 2.15 ล้านหุ้น มูลค่าเฉียด 300 ล้านบาท วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นการปรับโครงสร้างการถือหุ้น โอนบริษัท บลูบิค กรุ๊ป โฮลดิ้ง เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี 

 

บมจ.บลูบิค กรุ๊ป หรือ BBIK ระบุว่า การทำ Big Lot จำนวน 2,153,000 หุ้น ในราคาเฉลี่ยหุ้นละ 139 บาท หรือคิดเป็น 2.15% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด เป็นการปรับโครงสร้างการถือหุ้นของกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ด้วยการโอนหุ้นระหว่างกัน แต่ยังคงสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ 52.56% เช่นเดิม โดย 3 ผู้บริหาร ได้แก่ พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, ปกรณ์ เจียมสกุลทิพย์ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 และกรรมการบริษัทฯ และ พิพัฒน์ ประภาพรรณพงศ์ กรรมการบริษัทฯ ได้โอนหุ้นบริษัทฯ ให้แก่บริษัท บลูบิค กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด

 

โดยหลังทำรายการ Big Lot ที่ผ่านมา ส่งผลให้บริษัท บลูบิค กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด มีสัดส่วนการถือหุ้น บมจ.บลูบิค กรุ๊ป หรือ BBIK เพิ่มขึ้นจาก 25% เป็น 27.5% ในขณะที่สัดส่วนการถือครองหุ้นของพชรลดลงจาก 16.86% เป็น 15.01%, ปกรณ์ลดลงจาก 10% เป็น 9.78% และพิพัฒน์จาก 0.70% เป็น 0.62% ตามลำดับ 

 

และจากการถือครองหุ้นเกิน 25% ของบริษัท บลูบิค กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคล ทำให้เข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษี 10% จากเงินปันผลที่ได้รับจาก BBIK 

 

ทั้งนี้ บริษัท บลูบิค กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทย เพื่อประกอบธุรกิจการถือหุ้นบริษัทอื่น (Holding Company) ที่มีผู้ถือหุ้นคือ พชร, ปกรณ์ และพิพัฒน์ ในสัดส่วน 61.50, 35.90 และ 2.60% ตามลำดับ หรือรวมกันทั้งสิ้น 100% ที่สำคัญช่วงนี้ยังเป็น Silent Period ของกรรมการและผู้บริหาร เพราะใกล้ปิดงบปี 2565 โดยสะท้อนว่า 3 ผู้บริหารยังคงถือหุ้น BBIK ในสัดส่วนเดิม


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post BBIK แจง ซีอีโอ-บอร์ด 3 รายขายหุ้น Big Lot 2.15 ล้านหุ้น แค่ปรับโครงสร้างถือหุ้น หวังรับประโยชน์ทางภาษี ยันยังถือสัดส่วนหุ้นเท่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘BBIK-BE8’ จับมือรุก Green Tech ลุยจับตลาด Net Zero ทั้งในและต่างประเทศ https://thestandard.co/bbik-be8-green-tech-wade-net-zero/ Fri, 03 Feb 2023 06:30:07 +0000 https://thestandard.co/?p=745674 BBIK-BE8

2 ยักษ์ใหญ่ผู้นำ Digital Transformation ‘บลูบิค-เบริล 8 […]

The post ‘BBIK-BE8’ จับมือรุก Green Tech ลุยจับตลาด Net Zero ทั้งในและต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BBIK-BE8

2 ยักษ์ใหญ่ผู้นำ Digital Transformation ‘บลูบิค-เบริล 8 พลัส’ ผนึกกำลังรุกเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Tech ลุยจับตลาด Net Zero ทั้งในและต่างประเทศ ชี้มีแนวโน้มเติบโตสูง เป็นเมกะเทรนด์โลก เผยมีมูลค่าตลาดในประเทศเฉียดพันล้าน ขณะที่ทั้ง 2 ซีอีโอมั่นใจศักยภาพแข่งขันระดับโลกได้ ระบุมีจุดแข็งคนละด้าน สามารถนำมาต่อยอดเสริมความแข็งแกร่ง สนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืน

 

บมจ.เบริล 8 พลัส หรือ BE8 และ บมจ.บลูบิค กรุ๊ป หรือ BBIK ได้ผนึกความร่วมมือ โดยจัดตั้งบริษัทใหม่ในรูปแบบกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ถือหุ้นฝ่ายละ 50% ของทุนจดทะเบียน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม หรือ Green Tech โดยมีขอบเขตในการให้คำปรึกษา รวมถึงให้บริการพัฒนาและติดตั้งระบบเทคโนโลยีด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Technology และการทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร (Carbon Accounting) สำหรับกลุ่มธุรกิจสีเขียว (Green Business)

 

อภิเษก เทวินทรภักติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เบริล 8 พลัส หรือ BE8 กล่าวว่า ธุรกิจการให้บริการและให้คำปรึกษาในด้าน Green Tech ถือเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง โดยเฉพาะเรื่อง Net Zero และคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) ซึ่งถือเป็นเมกะเทรนด์ของโลก ทำให้หน่วยงานภาครัฐต้องเป็นผู้นำในการให้ความรู้ สร้างมาตรฐานในการวัดและประเมินผล รวมถึงออกกฎหมายต่างๆ เพื่อให้องค์กรที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการสนับสนุนให้องค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้

 

ปัจจุบันภาคเอกชนเริ่มมีการตื่นตัวในการบริหารจัดการเรื่อง Net Zero อย่างจริงจัง ทำให้กลุ่ม BE8 มองเห็นโอกาสของธุรกิจการให้บริการและให้คำปรึกษาด้านนี้ จึงตัดสินใจร่วมทุนกับ บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยในปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดบริการด้านเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Green IT Services) ในประเทศไทย อยู่ที่ 960 ล้านบาท เติบโต 12% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคาดว่าอีก 2 ปีข้างหน้า มูลค่าตลาดจะเพิ่มเป็น 1.4 พันล้านบาท โดยฐานลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทและองค์กรชั้นนำต่างๆ ในประเทศที่ต้องขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายของประเทศไทยเป็น Net Zero ในปี 2050   

 

“แม้ BE8 และ BBIK จะอยู่ในธุรกิจเดียวกัน แต่เราไม่ใช่คู่แข่งกัน ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น และเราเชื่อว่าในอนาคตยังมีโอกาสที่จะได้ร่วมงานกันอีกหลายโปรเจกต์ เพื่อขับเคลื่อนทุกธุรกิจให้ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยี” อภิเษกกล่าว

 

พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บลูบิค กรุ๊ป หรือ BBIK ที่ปรึกษาด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันครบวงจร กล่าวว่า การผนึกกำลังของ 2 ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันซึ่งมีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันในครั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับทั้ง 2 องค์กรในการแข่งขันกับบริษัทเทคระดับโลก และพร้อมเปิดประตูสู่การขยายธุรกิจด้าน Green Tech ที่ครอบคลุมทั้งการให้คำปรึกษา การพัฒนา และติดตั้งระบบเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง 

 

อีกทั้งปัจจุบันกระแสการพัฒนาองค์กรธุรกิจอย่างยั่งยืน หรือ ESG ได้กลายเป็นพันธกิจสำคัญขององค์กรชั้นนำระดับโลก ด้วยการปรับเปลี่ยนตนเองสู่องค์กรรักษ์โลก (Green Organization) เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน นอกจากนี้ บริษัทยังมองเห็นโอกาสทางธุรกิจนี้ในประเทศไทยที่กระแสของการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรรักษ์โลก หรือ Carbon Footprint for Organization: CFO ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น

 

“ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและปัญหาสิ่งแวดล้อม กำลังกดดันให้ภาคธุรกิจมุ่งสู่การเติบโตแบบยั่งยืน ด้วยการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) จากเมกะเทรนด์นี้ ทำให้ บลูบิค และ เบริล 8 พลัส เห็นถึงโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้ภาคธุรกิจสามารถบรรลุเป้าหมายการดำเนินนโยบาย ESG ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่องค์กรรักษ์โลกด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมและประเทศชาติให้ดีขึ้น” พชรกล่าว

 

ทั้งนี้ บลูบิค และ เบริล 8 พลัส ยังเชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการผสานจุดแข็งด้านดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชันของ 2 องค์กร เพื่อปูทางสู่การผลักดันเทคโนโลยีและโซลูชันใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านองค์กรธุรกิจของลูกค้าให้สามารถรับมือกับเทรนด์และความท้าทายใหม่ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้ในที่สุด

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post ‘BBIK-BE8’ จับมือรุก Green Tech ลุยจับตลาด Net Zero ทั้งในและต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บลูบิค’ เร่งเติมคนเพิ่มเท่าตัว สวนกระแสบิ๊กเทคสั่งปลดคนครั้งใหญ่ หวังดันรายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาท https://thestandard.co/bluebik-add-employee/ Thu, 19 Jan 2023 09:58:34 +0000 https://thestandard.co/?p=739423

ตั้งแต่ปี 2022 อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเผชิญแรงกดดันจากความเ […]

The post ‘บลูบิค’ เร่งเติมคนเพิ่มเท่าตัว สวนกระแสบิ๊กเทคสั่งปลดคนครั้งใหญ่ หวังดันรายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตั้งแต่ปี 2022 อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อย่าง สหรัฐฯ และยุโรป นำไปสู่การสั่งปลดพนักงานจำนวนมากของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่หลายแห่ง 

 

บริษัทอย่าง Amazon ปลดพนักงานถึง 18,100 คน Meta 11,000 คน Microsoft 10,000 คน และ Salesforce 9,100 คน

 

อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้านเทคโนโลยียังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหลายธุรกิจ อย่างที่เราเห็นกระแสในเรื่อง Digital Transformation ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ 

 

“การลงทุนเกี่ยวกับ Digital Transformation ยังมีต่อเนื่อง ทุกคนเชื่อแล้วว่าเป็นสิ่งสำคัญ หากธุรกิจต้องการจะตัดงบประมาณ มักจะเกิดขึ้นกับส่วนของ Traditional อย่างกลุ่มธนาคารที่เราเห็นการปิดสาขา แต่ไม่มีใครหยุดพัฒนาแอปพลิเคชัน” พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บลูบิค กรุ๊ป (BBIK) กล่าว

 

ในปีนี้การลงทุนเกี่ยวกับเทคโนโลยีจะมุ่งเน้นไปใน 4 ด้านคือ 1. การสร้างแพลตฟอร์ม เช่น Super App 2. การพัฒนา AI และ Big Data 3. การใช้เทคโนโลยีคลาวด์ และ 4. ความปลอดภัยด้านไซเบอร์ 

 

ส่วนอุตสาหกรรมที่มุ่งทำ Digital Transformation มากที่สุดในปีนี้คือ ค้าปลีก ธนาคาร ประกัน และเทเลคอม ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมเดิม บริษัทเหล่านี้ยังต้องการขยายธุรกิจออกไปยังอุตสาหกรรมใหม่ด้วย เช่น เทเลคอมที่หันมาทำธุรกิจการเงิน 

 

พชรกล่าวต่อว่า ความต้องการของการนำเทคโนโลยีและกลยุทธ์ทางดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ในแต่ละธุรกิจ และเป้าหมายที่จะเป็นอันดับ 1 ในด้านการให้คำปรึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีให้กับองค์กร (Digital Excellence & Technology: DX) ทำให้บลูบิคจำเป็นจะต้องเพิ่มบุคลากรของบริษัทให้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี (Tech Talent) 

 

“เมื่อสิ้นปีก่อนบริษัทมีพนักงานเพียง 350 คน ถ้าอยากจะขยายเราต้องหาคนเพิ่ม จึงเป็นที่มาของการเข้าซื้อหน่วยธุรกิจจากบริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี หรือ MFEC ซึ่งจะช่วยให้พนักงานเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 800 คน หลังจากที่ดีลเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 1 ปีนี้”

 

ปัญหาขาดแคลนบุคลากรเป็นปัญหาสำคัญในอุตสาหกรรม แม้บริษัทจะเพิ่มคนได้เท่าตัว แต่ก็ยังจำเป็นจะต้องมองหาคนเพิ่มเติม พร้อมกับการสร้างบุคลากรของตัวเองด้วย อย่างการตั้ง BBIK Technology Center ในอินเดีย หรือการทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างๆ รวมทั้งการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ เช่น อังกฤษ เวียดนาม และฮ่องกง 

 

ทั้งนี้ มูลค่าของงาน DX ของไทยในปัจจุบันน่าจะไม่ต่ำกว่าปีละ 10,000 ล้านบาท และเติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 20% ในส่วนของบลูบิคตั้งเป้าจะผลักดันรายได้ให้เติบโตไม่ต่ำกว่าเท่าตัวจากปีก่อน หรือไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทในปีนี้

 

สำหรับกระแสการปลดพนักงานของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ผู้บริหารของบลูบิคมองว่าจะจบลงในไตรมาส 1 ปีนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับ Recession ที่อาจจะเกิดขึ้น 

 

“ในมุมของบริษัทคงต้องระมัดระวังไว้บ้าง เพราะเศรษฐกิจโลกในตอนนี้เชื่อมโยงกันหมด หากเกิด Recession จริง ก็มีความเสี่ยงว่าจะเกิด Demand Shock ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้เช่นกัน แต่กลับกันถ้า Recession ไม่เกิดขึ้น บริษัทที่มีความพร้อมด้านพนักงานจะขยายตัวได้เร็วกว่า”

The post ‘บลูบิค’ เร่งเติมคนเพิ่มเท่าตัว สวนกระแสบิ๊กเทคสั่งปลดคนครั้งใหญ่ หวังดันรายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
บลูบิค แนะองค์กรยกระดับเทคโนโลยี Cloud Computing เพิ่มความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการทำงาน พร้อมลดค่าใช้จ่ายรับมือภาวะ https://thestandard.co/bluebik-bbik-cloud-computing/ Thu, 06 Oct 2022 07:54:41 +0000 https://thestandard.co/?p=691993

บมจ.บลูบิค กรุ๊ป หรือ BBIK ที่ปรึกษาชั้นนำ ผู้ให้บริการ […]

The post บลูบิค แนะองค์กรยกระดับเทคโนโลยี Cloud Computing เพิ่มความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการทำงาน พร้อมลดค่าใช้จ่ายรับมือภาวะ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บมจ.บลูบิค กรุ๊ป หรือ BBIK ที่ปรึกษาชั้นนำ ผู้ให้บริการด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันแบบครบวงจร แนะองค์กรยกระดับเทคโนโลยี Cloud Computing ด้วยการออกแบบ ‘Cloud Architecture’ หรือสถาปัตยกรรมคลาวด์ 5 ประการ ครอบคลุมตั้งแต่การดำเนินงาน ความปลอดภัย ค่าใช้จ่าย ความน่าเชื่อถือ และความเสถียรของระบบ ซึ่งหลักการดังกล่าวจะทำให้การบริหารจัดการระบบเซิร์ฟเวอร์ (Server) ขององค์กรมีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และรองรับการทำงานรูปแบบใหม่ๆ ในอนาคต เพื่อปูทางสู่การเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

 

พิพัฒน์ ประภาพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการและหัวหน้าทีม Big Data and Advanced Analytics บมจ.บลูบิค กรุ๊ป หรือ BBIK กล่าวว่า ปัจจุบันระบบ Cloud Computing กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ สอดรับกับผลการสำรวจของ Gartner ภายใต้หัวข้อ Cloud Shift ที่ระบุว่า ในปี 2568 การใช้จ่ายมากกว่าครึ่งด้านไอทีขององค์กรจะเกี่ยวข้องกับระบบคลาวด์ และมีหลายเทคโนโลยีหลักที่จะย้ายไปใช้บริการระบบคลาวด์มากขึ้น เช่น ซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชัน และระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


จากกระแสดังกล่าวทำให้มีการคาดการณ์ว่า ระบบคลาวด์จะเป็นอีกเทรนด์สำคัญในโลกธุรกิจแห่งอนาคตที่เข้ามารองรับการใช้งานขององค์กรทุกขนาด และสามารถรองรับระบบการทำงานในรูปแบบใหม่ เช่น Work from Anywhere – Any Time

 

นอกจากนี้ ระบบคลาวด์ยังช่วยให้การบริหารค่าใช้จ่ายขององค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ลดการลงทุนด้านเซิร์ฟเวอร์แบบ On-Premises และค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบเอง และยังมีระบบการชำระเงิน ‘แบบใช้ก่อนจ่ายทีหลัง และระบบจ่ายตามการใช้งานจริง’ ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับองค์กร อีกทั้งผู้ให้บริการระบบคลาวด์หลายรายมีการพัฒนาแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายรูปแบบมากขึ้น

 

ในปัจจุบันการประยุกต์ใช้ Cloud Computing มีอยู่ 3 รูปแบบ คือ

 

  1. การให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและระบบจัดเก็บข้อมูล หรือทำหน้าที่แทนเซิร์ฟเวอร์ (Infrastructure-as-a-Service หรือ IaaS)

 

  1. การให้บริการด้านแพลตฟอร์มสำหรับซอฟต์แวร์ (Platform-as-a-Service หรือ PasS) เช่น เว็บแอปพลิเคชัน (Web Application) ระบบประมวลผลกลางขององค์กรขนาดใหญ่ (Database Server) หรือระบบ API ที่มีการรักษาความปลอดภัยสูง

 

  1. การให้บริการซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชัน (Software-as-a-Service หรือ SaaS) ที่ส่วนใหญ่จะคิดค่าบริการตามการใช้งาน

 

“โดยทั่วไปแล้ว Cloud Computing มีพื้นฐานการออกแบบด้านสถาปัตยกรรมที่ไม่ต่างจากระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบ On-Premises ที่มีระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเป็นของตนเอง เพียงแต่อุปกรณ์หรือเซิร์ฟเวอร์ของระบบคลาวด์นั้นจะอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ให้บริการแทน ซึ่งสามารถใช้งานผ่านระบบต่างๆ เช่น หน้าเว็บไซต์ (Portal) หรือด้วยคำสั่ง Command-Line Interface (CLI) ผ่านคอนโซล โดยผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงบริการและระบบต่างๆ ได้ง่าย ด้วยการเลือกแพ็กเกจและตั้งค่าใช้งาน จากนั้นระบบจะบริหารจัดการให้เอง และสามารถยกเลิกการใช้งานได้ตามต้องการ แต่การออกแบบ ‘Cloud Architecture’ ให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงของแต่ละองค์กรที่มีรูปแบบธุรกิจและกระบวนการทำงานที่แตกต่างกันนั้น จำเป็นต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งด้านธุรกิจและเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน” พิพัฒน์กล่าว

 

โดยบลูบิคเปิดเผยถึงหลักการออกแบบ ‘Cloud Architecture’ หรือสถาปัตยกรรมคลาวด์ ตามแนวทางปฏิบัติงานที่ดี หรือ Best Practice ของบริษัทฯ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่ออกแบบนั้นสามารถใช้งานได้อย่างยั่งยืน ตอบโจทย์การใช้งานจริง และพร้อมสำหรับการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ 

 

โดยหลักการออกแบบแบ่งออกเป็น 5 ประการ ดังนี้ 

 

  1. หลักการออกแบบด้านการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ (Operational Excellence) 

 

  1. หลักการออกแบบด้านความปลอดภัย (Security) ที่จะต้องป้องกันตั้งแต่การแลกเปลี่ยนข้อมูล การเชื่อมต่อ และการจัดเก็บข้อมูล 

 

  1. หลักการออกแบบด้านค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ (Cost Optimization) 

 

  1. หลักการออกแบบด้านความน่าเชื่อถือของระบบ (Reliability) ที่ให้ความสำคัญในการทำ Backup และ Restore รวมถึงการทำสำเนาข้อมูลจัดเก็บไว้ในหลายแหล่ง

 

  1. หลักการออกแบบด้านเสถียรภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน (Performance Efficiency) เน้นการออกแบบให้ระบบสามารถทำการพัฒนาและทดสอบได้เหมือนกับการใช้งานจริงบนโปรดักชัน

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post บลูบิค แนะองค์กรยกระดับเทคโนโลยี Cloud Computing เพิ่มความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการทำงาน พร้อมลดค่าใช้จ่ายรับมือภาวะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘BBIK’ เข้าถือหุ้น 80% ใน GMVPI ผู้เชี่ยวชาญระบบ SAP หวังเสริมแกร่งบริการ Digital Transformation ครบวงจร https://thestandard.co/bbik-takes-gmvpi-stock-for-digital-transformation/ Fri, 04 Feb 2022 06:40:50 +0000 https://thestandard.co/?p=590509 BBIK

บมจ.บลูบิค กรุ๊ป หรือ BBIK ซึ่งเป็นคอนซัลต์ชั้นนำผู้ให้ […]

The post ‘BBIK’ เข้าถือหุ้น 80% ใน GMVPI ผู้เชี่ยวชาญระบบ SAP หวังเสริมแกร่งบริการ Digital Transformation ครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
BBIK

บมจ.บลูบิค กรุ๊ป หรือ BBIK ซึ่งเป็นคอนซัลต์ชั้นนำผู้ให้บริการด้าน Digital Transformation ประกาศเข้าลงทุนในบริษัท จีเอ็มวีพาย จำกัด (GMVPI) บริษัทที่ปรึกษาด้านระบบ SAP ครบวงจร ผ่านการเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วน 80% จากผู้ถือหุ้นเดิม คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 20 ล้านบาท หวังเพิ่มศักยภาพและขยายขอบเขตการให้บริการที่ปรึกษาระบบ Enterprise Resource Planning หรือ ERP ไปยังกลุ่มลูกค้าที่ใช้ระบบ SAP ในการบริหารจัดการองค์กร หวังเพิ่มแต้มต่อในการแข่งขันสู่การเป็นที่ปรึกษาชั้นนำระดับภูมิภาค

 

พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บลูบิค กรุ๊ป เปิดเผยว่า การเข้าลงทุนในบริษัท จีเอ็มวีพาย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญระดับสูงในระบบ SAP จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับบลูบิคสู่การเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation อย่างครบวงจร ช่วยขยายฐานลูกค้าของบลูบิคไปยังกลุ่มองค์กรที่ใช้ระบบ SAP ในการบริหารจัดการภายใน ซึ่งล้วนแต่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่พร้อมลงทุนในด้านนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กร รวมถึงต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ บนระบบ SAP

 

“ท่ามกลางกระแส Digital Transformation หลายองค์กรต่างให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาขับเคลื่อนกระบวนการทางธุรกิจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งระบบ SAP เองก็ถือว่าเป็นระบบที่มีเสถียรภาพสูงและได้รับการยอมรับจากองค์กรชั้นนำมากมายในการนำมาใช้บริหารจัดการองค์กร บริษัทจึงตัดสินใจเข้าลงทุนในจีเอ็มวีพาย และเชื่อว่าความเชี่ยวชาญของจีเอ็มวีพายจะสามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับบริษัท” พชรกล่าว

 

การเข้าซื้อหุ้นของจีเอ็มวีพายในสัดส่วน 80% คิดเป็นมูลค่า 20 ล้านบาทในครั้งนี้ บริษัทเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัท และเป็นการเสริมศักยภาพการเติบโตให้กับจีเอ็มวีพายในระยะยาว อีกทั้งจีเอ็มวีพายและบริษัทยังมีแผนในการนำจุดแข็งของทั้งสององค์กรมาร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันใหม่ๆ บนระบบ SAP เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุค Digital Transformation ให้มากขึ้นอีกด้วย

 

ทั้งนี้บริษัทประเมินว่าแนวโน้มตลาด SAP ในประเทศไทยและเอเชียแปซิฟิกยังคงมีการเติบโตอีกมาก เนื่องจากการทำ Digital Transformation เป็นสิ่งที่องค์กรส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ จึงมองหาระบบ ERP เพื่อนำมาบริหารจัดการองค์กร โดยเฉพาะระบบ SAP ถือเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่องค์กรให้ความสนใจ อีกทั้งกลุ่มองค์กรที่ปัจจุบันใช้งานระบบ SAP อยู่แล้วต่างเร่งอัปเกรดระบบให้มีความทันสมัยมากขึ้น จึงเชื่อว่าในอนาคตจะมีลูกค้าที่ต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับระบบ SAP เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

 

ทางด้านวรัทย์ ไล้ทอง กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง บริษัท จีเอ็มวีพาย จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ดำเนินกิจการ บริษัทได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่จำนวนมากในการออกแบบและพัฒนาโซลูชันเพื่อการทำงานบนระบบ SAP และวันนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัท ที่มีโอกาสเข้าเป็นส่วนหนึ่งของบลูบิค ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านการให้บริการของจีเอ็มวีพาย รวมถึงช่วยขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ในหลากหลายภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น

 

บริษัท จีเอ็มวีพาย ก่อตั้งในปี 2560 ให้บริการที่ปรึกษาด้านระบบ SAP อย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบกระบวนการทำงานบนระบบ SAP, การติดตั้งระบบ SAP, การออกแบบและพัฒนาโปรแกรมบนระบบ SAP, การให้ความช่วยเหลือและดูแลรักษาระบบ SAP ตลอดจนการจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับระบบ SAP โดยจุดแข็งของจีเอ็มวีพาย คือ การออกแบบและพัฒนาระบบ SAP โดยเน้นการทำ Customization และ Enhancement เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและอำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้งานให้ได้มากที่สุด  

 

ก่อนหน้านี้ BBIK วางเป้าหมายรายได้ในปี 2565 เติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ผ่านการขยายตัวของบริการหลักเกือบทุกกลุ่ม ได้แก่ บริการที่ปรึกษาด้านการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Big Data & Advanced Analytics) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลแก่องค์กร, บริการพัฒนาระบบดิจิทัลและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี (Digital Excellence and Delivery), บริการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการ (Management Consulting) รวมถึงมุ่งสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากบริการที่ปรึกษาการบริหารจัดการโครงการเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic PMO) และบริการใหม่ คือ ที่ปรึกษาด้านการปรับกระบวนการทำการตลาดด้วยเทคโนโลยีและการวางกลยุทธ์การตลาดครบวงจร (Marketing Transformation & Marketing Strategy)

 

ขณะที่ผลประกอบการตลอด 9 เดือนแรกของปี 2564 BBIK มีรายได้รวม 197.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60.32% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 45.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.32% 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ‘BBIK’ เข้าถือหุ้น 80% ใน GMVPI ผู้เชี่ยวชาญระบบ SAP หวังเสริมแกร่งบริการ Digital Transformation ครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
บลูบิค ชู 5 Initiatives ดันการทำ Digital Transformation สำเร็จ ทลายขีดจำกัดองค์กร ปลดล็อกการเติบโตแบบก้าวกระโดด https://thestandard.co/bluebik-raised-5-digital-transformation-initiatives/ Fri, 28 Jan 2022 07:24:02 +0000 https://thestandard.co/?p=587763 บลูบิค

บลูบิค (BBIK) มองอิทธิพลช่องทางออนไลน์ ส่งผลต่อทั้งพฤติ […]

The post บลูบิค ชู 5 Initiatives ดันการทำ Digital Transformation สำเร็จ ทลายขีดจำกัดองค์กร ปลดล็อกการเติบโตแบบก้าวกระโดด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บลูบิค

บลูบิค (BBIK) มองอิทธิพลช่องทางออนไลน์ ส่งผลต่อทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคและปัจจัยแวดล้อมในการทำธุรกิจ เผยเทรนด์การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลปี 2565 หรือ Digital Transformation เพื่อปลดล็อกศักยภาพการเติบโตขององค์กร ประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

 

  1. การใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (AI-driven Advanced Analytics) 
  2. การขยายโครงสร้างระบบขึ้นไปบนคลาวด์ (Cloud Migration) 
  3. การสร้างประสบการณ์ลูกค้าให้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน (Unified Experience) 
  4. การบริหารจัดการทำงานแบบ Agile  
  5. การปรับรูปแบบธุรกิจให้เป็นแบบ Decentralized Business Model

 

ปัจจุบันช่องทางออนไลน์กลายเป็นช่องทางสำคัญในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของและการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ จึงทำให้ธุรกิจต้องมุ่งสู่การปรับให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ

 

โดยทั่วไปแล้ว การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ประกอบด้วย 3 ขั้นหลักๆ เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนถ่ายการเก็บข้อมูลมาอยู่ในรูปแบบดิจิทัล (Digitization) ถัดไปคือการปรับกระบวนการทำงานขึ้นมาอยู่บนระบบดิจิทัล (Digitalization) เช่น การเอาระบบ ERP, CRM มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงาน และขั้นที่ 3 คือการปรับเปลี่ยนรูปแบบทางธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยสร้างจุดแข็งให้องค์กร เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ๆ (Digital Transformation)   

 

อย่างไรก็ตาม การทำ Digital Transformation ไม่ใช่กระบวนการที่เกิดขึ้นแบบครั้งเดียวจบ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อการทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ดังนั้นเพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Exponential Growth) ธุรกิจจึงต้องปรับตัวอยู่เสมอ

 

ในปี 2565 บลูบิคมองว่า 5 เทรนด์ที่จะขับเคลื่อนการทำ Digital Transformation ประกอบด้วย 

 

1. การใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (AI-driven Advanced Analytics)

การนำ AI และ Machine Learning มาใช้ในชีวิตประจำวัน เริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้น และกำลังเป็นเทรนด์ที่น่าจับตามอง เพราะสามารถยกระดับศักยภาพองค์กรได้อย่างมหาศาล โดยธุรกิจควรเริ่มพิจารณาการนำ Machine Learning ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของ AI มาใช้งาน เพื่อเทรนโมเดลวิเคราะห์ข้อมูลให้ฉลาดขึ้นและแม่นยำยิ่งขึ้นในยุคที่รูปแบบข้อมูลมีความหลากหลาย เช่น ข้อความ วิดีโอ เสียง เพื่อแปลงข้อมูลให้เข้าใจง่ายและนำไปต่อยอดธุรกิจได้ง่ายขึ้น


ในต่างประเทศ ธุรกิจการเงินเป็นตัวอย่างที่เอา Machine Learning มาใช้เพื่อประเมินความเสี่ยงและประกอบการตัดสินใจ โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากวิดีโอ เพื่อดูการแสดงสีหน้าท่าทางของลูกค้า ให้เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกในขณะนั้นของลูกค้าแต่ละราย

 

2. การขยายโครงสร้างระบบขึ้นไปบนคลาวด์ (Cloud Migration)

ในยุคที่การทำธุรกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การขยายโครงสร้างระบบ แหล่งเก็บข้อมูล หรือการดำเนินงานไปไว้บนคลาวด์ สามารถช่วยลดความเสี่ยงของธุรกิจได้ โดยเฉพาะในแง่ของค่าใช้จ่าย เนื่องจากไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่รอบเดียว แล้วเสี่ยงเกิดต้นทุนจม (Sunk Cost) แต่สามารถเลือกจ่ายค่าเช่าเซิร์ฟเวอร์รายเดือนบนระบบคลาวด์ได้ ไม่เพียงเท่านั้น การใช้คลาวด์ยังสามารถปรับลดความต้องการใช้งานได้ง่าย ยืดหยุ่นเหมาะกับความต้องการธุรกิจที่อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

โดยในปัจจุบัน ระบบคลาวด์มีหลายตัวเลือก ได้แก่ การให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและระบบจัดเก็บข้อมูล หรือทำหน้าที่แทนเซิร์ฟเวอร์ (Infrastructure as a Service) หรือ IaaS การให้บริการด้านแพลตฟอร์มสำหรับซอฟต์แวร์ (Platform as a Service) หรือ PaaS การให้บริการซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชัน (Software as a Service) หรือ SaaS

 

สำหรับเทรนด์ที่เกือบทุกธุรกิจกำลังมุ่งไปคือ Hybrid Cloud ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างการใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมกับการใช้ระบบคลาวด์ เนื่องจากความต้องการเก็บข้อมูลบางส่วนที่ไว้กับองค์กร (On Premise) ทั้งด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัยหรือข้อกำหนดบางประการ ควบคู่กับการใช้คลาวด์เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความรวดเร็วในการทำธุรกิจ  

 

3. การสร้างประสบการณ์ลูกค้าให้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน (Unified Experience)

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ธุรกิจกำลังเผชิญความท้าทายในการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น เนื่องจากช่องทางการเข้าถึงสินค้าและบริการมีหลากหลายช่องทาง ทั้งออนไลน์ที่มีทั้งอีคอมเมิร์ซ โซเชียลคอมเมิร์ซ หรือร้านค้าออฟไลน์ ที่คนยังไปจับจ่ายซื้อสินค้า ซึ่งให้ประสบการณ์ใช้งานที่ไม่เหมือนกัน และผู้บริโภคเองรับรู้ข่าวสารข้อมูลที่ต่างกันด้วย ส่งผลให้เกิด Channel Complexity ที่สร้างความสับสนและต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เพราะถ้าจัดการไม่ดีธุรกิจอาจไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และไม่สามารถสร้างประสบการณ์ที่เหมาะสมให้ลูกค้า ส่วนลูกค้าเองก็มีความต้องการมากขึ้น ความคาดหวังสูงขึ้น ธุรกิจจึงต้องสามารถตอบสนองสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้

 

ดังนั้นการสร้าง Unified Experience จึงกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ลูกค้าและตอบโจทย์ความต้องการในทุกช่องทาง (Unified-channel) ต่างจากปัจจุบันที่เพียงขยายช่องทางการให้บริการที่หลากหลาย (Omni-channel) ธุรกิจจึงต้องเริ่มจากการลงทุนสร้างระบบเก็บข้อมูลที่ดี เพื่อเก็บข้อมูลให้ได้ในทุก Touchpoint   

 

4. การนำหลัก Agile มาบริหารจัดการองค์กร (Agile at Scale)

การทำธุรกิจยุคใหม่ไม่ใช่แค่ต้องเร็ว แต่ต้องยืดหยุ่นด้วย เนื่องจากโลกและความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไว สิ่งที่เคยทำแล้วได้ผลลัพธ์ดีในอดีต อาจใช้ไม่ได้กับปัจจุบันอีกต่อไป ดังนั้นการนำหลัก Agile มาปรับใช้กับการดำเนินงานจึงมีความจำเป็นมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่สำหรับงานโปรเจกต์เดียว แต่ขยายครอบคลุมทั้งองค์กร (Agile at Scale) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้ทันความต้องการของตลาด และยืดหยุ่นพร้อมปรับเปลี่ยนเมื่อเกิดเทรนด์ใหม่ๆ

 

จุดเริ่มของ Agile ต้องเริ่มต้นที่การปรับมายเซ็ตของพนักงานในองค์กร กระตุ้นให้กล้าทดลองสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และเก็บฟีดแบ็กไปพัฒนาต่อ รวมไปถึงการวางโครงสร้างทีมให้สามารถทำงานอย่างรวดเร็ว โดยให้ผู้รับผิดชอบงานแต่ละส่วนที่ต่างกัน มาอยู่ทีมเดียวกัน และแบ่งงานออกเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อส่งมอบงานไปทีละขั้น 

 

5. การปรับรูปแบบธุรกิจให้เป็นแบบ Decentralized Business Model

เมื่อโลกเปลี่ยนไป รูปแบบโครงสร้างองค์กรแบบรวมศูนย์ (Centralized Model) อาจไม่ได้มีประสิทธิภาพมากเท่ากับในอดีต ทำให้องค์กรควรเริ่มปรับรูปแบบธุรกิจให้เป็นแบบ Decentralized ซึ่งเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการดำเนินงานต่างๆ ของธุรกิจเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงเพิ่มความยืดหยุ่น คล่องตัว และปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว โดย Decentralized Business Model สามารถช่วยลดตัวกลางและขั้นตอนการทำงานต่างๆ ลง จากเดิมที่ต้องรอการตัดสินใจจากบุคคลเดียว ไปเป็นการกระจายให้ผู้ที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จึงทำให้การแก้ปัญหาต่างๆ รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และทันสถานการณ์

 

ปัจจุบัน เทคโนโลยีบล็อกเชนเอื้อต่อการนำ Decentralized Business Model มาปรับใช้งานจริงกับองค์กร ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ Decentralized Finance หรือ DeFi ระบบที่ช่วยตัดตัวกลางในการทำธุรกรรมทางการเงินออกไป และลดต้นทุนในการทำธุรกรรม ซึ่งเปิดให้คนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินและตัวเลือกการลงทุนใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้งาน Smart Contract หรือสัญญาอัจฉริยะ โดยเขียนโค้ดหรือโปรแกรมให้สามารถทำงานได้ตามเงื่อนไขต่างๆ ที่ตั้งเอาไว้ได้อย่างเที่ยงตรง ว่องไว และเชื่อถือได้

 

ทั้งนี้ 5 เทรนด์ที่กล่าวมาข้างต้นกำลังเป็นที่จับตาเพื่อต่อยอดไปสู่การทรานส์ฟอร์มได้อย่างเต็มรูปแบบ แต่จุดเริ่มต้นที่สำคัญคือการวางกลยุทธ์ ธุรกิจต้องลองพิจารณาดูว่า สามารถนำเทรนด์เหล่านี้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมเพื่อปลดล็อกขีดจำกัดการทำธุรกิจและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post บลูบิค ชู 5 Initiatives ดันการทำ Digital Transformation สำเร็จ ทลายขีดจำกัดองค์กร ปลดล็อกการเติบโตแบบก้าวกระโดด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำความรู้จักหุ้น IPO ‘BBIK’ ที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation รายแรกของไทย https://thestandard.co/bbik-digital-transformation/ Wed, 15 Sep 2021 08:42:16 +0000 https://thestandard.co/?p=536880

BBIK เป็นหุ้นที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation รายแร […]

The post ทำความรู้จักหุ้น IPO ‘BBIK’ ที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation รายแรกของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

BBIK เป็นหุ้นที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation รายแรกของไทย ซึ่งจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai วันแรก 16 กันยายนนี้ เงินระดมทุนจากการขายหุ้น IPO จะใช้เสริมทัพและเพิ่มทักษะบุคลากรเพื่อรองรับความต้องการขององค์กรธุรกิจในไทยและต่างประเทศที่ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านองค์กรก่อนจะถูก Disrupt

 

BBIK

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ทำความรู้จักหุ้น IPO ‘BBIK’ ที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation รายแรกของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องโอกาส ‘BBIK’ หุ้น IPO เมื่อภาคธุรกิจไทยกำลังมุ่งสู่วัฏจักร Digital Transformation เพื่อให้เข้ากับเมกะเทรนด์โลก https://thestandard.co/bbik-ipo-heading-for-digital-transformation/ Wed, 15 Sep 2021 03:44:12 +0000 https://thestandard.co/?p=536769 BBIK

หากพูดถึงคำว่า Digital Transformation ในช่วงเวลานี้คงไม […]

The post ส่องโอกาส ‘BBIK’ หุ้น IPO เมื่อภาคธุรกิจไทยกำลังมุ่งสู่วัฏจักร Digital Transformation เพื่อให้เข้ากับเมกะเทรนด์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
BBIK

หากพูดถึงคำว่า Digital Transformation ในช่วงเวลานี้คงไม่มีใครไม่เข้าใจความหมาย แท้จริงแล้ว Digital Transformation หรือการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ดิจิทัล ได้รับความสนใจในภาคธุรกิจของไทยไล่เลียงมากับคำว่า Internet of Things หรือ IoT แตกต่างกันที่ Digital Transformation ครอบคลุมกระบวนการมากกว่า  

 

พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation รายแรกของไทย กล่าวว่า Digital Transformation เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ของโลก โดยประเทศเศรษฐกิจสำคัญต่างๆ ล้วนเดินหน้าเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ดิจิทัลกันไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป ส่วนฝั่งเอเชีย ผู้กระโดดเข้าเทรนด์นี้ก่อนคือประเทศจีน 

 

“เพราะช่วงเวลานี้ ด้วยการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นจากความต้องการผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เข้ามาเร่งตลาดให้เกิดการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา รวมถึงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมากลายมาเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ทุกองค์กรตระหนักว่ารูปแบบการดำเนินงานของธุรกิจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นการปรับตัว เอาตัวรอด และเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันอยู่เสมอจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” 

 

อ้างอิงจากข้อมูลของไมโครซอฟท์และไอดีซี เอเชียแปซิฟิกในปี 2564 ภาพรวมตลาด Digital Transformation ในประเทศไทยจะมีมูลค่ารวม 2.8 แสนล้านบาท และเพิ่มเป็น 4.42 แสนล้านบาทในปี 2568 คิดเป็นอัตราการขยายตัว 57.85% และมีผลต่อการเติบโตของ GDP ประเทศเฉลี่ยปีละ 0.4%

 

สอดคล้องกับการขยายตัวของตลาดโลก ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก MarketsandMarkets ที่ระบุว่า ในปี 2563 มีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 4.69 แสนล้านดอลลาร์ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 16.5% ต่อปี

 

BBIK ในฐานะที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation เจ้าแรกของประเทศ มองเห็นโอกาสจากการเติบโตของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงได้เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ mai โดย BBIK เสนอขายหุ้น IPO จำนวน 25 ล้านหุ้น ในราคา 18 บาทต่อหุ้น รวมมูลค่าระดมทุนราว 450 ล้านบาท และจะเข้าซื้อขายวันแรกในวันที่ 16 กันยายนนี้ 

 

พชร กล่าวถึงแผนการใช้เงินระดมทุนว่า จะใช้สำหรับเพิ่มศักยภาพแก่องค์กรผ่านการพัฒนาบุคลากรของบริษัทที่ปัจจุบันมีอยู่ราว 150 ราย แบ่งเป็น

 

  1. ลงทุนเพิ่มบุคลากรและเสริมสร้างทักษะด้านเทคโนโลยีให้กับบุคลากรเพื่อรองรับการขยายตัวทางธุรกิจของกลุ่มบริษัท จำนวน 67.50 ล้านบาท 
  2. พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล จำนวน 67.50 ล้านบาท 
  3. พัฒนาและปรับปรุงซอฟต์แวร์สำหรับใช้งานภายในองค์กร จำนวน 22.50 ล้านบาท 
  4. เพื่อใช้ขยายพื้นที่สำนักงาน จำนวน 45 ล้านบาท 
  5. ลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 135 ล้านบาท

 

“สินทรัพย์หลักของเราคือบุคลากร เรียกได้ว่า BBIK มี Light Asset เป็นส่วนใหญ่ การ Upskill และ Reskill จึงมีความสำคัญมากๆ เนื่องจากการเป็นที่ปรึกษาจำเป็นต้องบ่มเพาะประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจนั้นๆ อย่างแท้จริง เพื่อช่วยลูกค้าปรับองค์กรและสร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจได้อย่างตรงโจทย์และความต้องการ งานของ BBIK จึง Tailor Made และเราก็เชื่อว่ามันไม่มีสูตรสำเร็จในการทำธุรกิจที่เหมาะสมกับทุกองค์กร”

 

พชร ประเมินว่า โอกาสการขยายธุรกิจของ BBIK นั้นมีอยู่อีกมาก เพราะตลาด Digital Transformation ในประเทศไทยนั้นเพิ่งเริ่มต้น โดยภาคธุรกิจที่เห็นการเปลี่ยนผ่านองค์กรที่ชัดเจนสุดในประเทศไทยคือกลุ่มการเงิน โดยเฉพาะภาคธนาคาร เนื่องจากเป็นบริการที่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ภาคธนาคารจึงต้องปรับตามไปด้วย ขณะที่กลุ่มประกันเป็นกลุ่มที่อยู่ระหว่างกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ส่วนกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศก็เป็นอีกกลุ่มที่กำลังเริ่มเข้าสู่กระบวนการ

 

โดยปกติแล้ว รอบปกติของการเปลี่ยนผ่านองค์กรอยู่ราว 10 ปี โดยจะไล่เลียงไปตามภาคธุรกิจต่างๆ และเมื่อแทบทุกองค์กรในประเทศเปลี่ยนผ่านองค์กรกันแล้ว ก็จะเกิดการทรานส์ฟอร์มรอบใหม่ขึ้นมาด้วยปัจจัยหรือตัวแปรอื่นๆ  

 

“ตลาด Digital Transformation ในไทยเรียกได้ว่าเป็น Blue Ocean หากให้มองภาพสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านองค์กร มองว่าปลายทางของภาคธุรกิจของไทยจะใกล้เคียงกับประเทศจีน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าบริษัทจีนมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่รวดเร็วเป็นอย่างมาก และเป็นการเปลี่ยนผ่านทั้งภาคธุรกิจและภาคผู้บริโภค ซึ่งประเทศไทยเองก็กำลังอยู่ในจุดเริ่มต้นที่จะไปสู่ภาพนั้น”

 

ขณะที่โอกาสในการขยายธุรกิจในต่างประเทศไทย BBIK มองเป้าหมายหลักที่ประเทศสิงคโปร์และอินโดนีเซีย โดยปัจจุบัน BBIK มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศราว 5-10% ของรายได้รวมและวางเป้าหมายขยับสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มเป็น 20-30% 

 

ทั้งนี้ BBIK มีธุรกิจหลัก 5 ด้าน ดังนี้

 

  1. บริการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการ (Management Consulting) 
  2. บริการที่ปรึกษาการบริหารจัดการโครงการเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic PMO) 
  3. บริการพัฒนาระบบดิจิทัลและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี (Digital Excellence and Delivery)   
  4. บริการที่ปรึกษาด้านการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Big Data & Advanced Analytics)   
  5. บริการด้านทรัพยากรบุคคลชั่วคราวที่มีความเชี่ยวชาญด้านไอที (IT Staff Augmentation) 

 

ปี 2561 รายได้ 132.80 ล้านบาท กำไรสุทธิ 19.22 ล้านบาท

ปี 2562 รายได้ 184.94 ล้านบาท กำไรสุทธิ 31.71 ล้านบาท

ปี 2563 รายได้ 200.53 ล้านบาท กำไรสุทธิ 44.29 ล้านบาท 

รายได้เติบโตเฉลี่ย 3 ปีที่อัตรา 22.9%

กำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย 3 ปีที่อัตรา 55.8%

 

ขณะที่งวด 6 เดือนแรกปีนี้ มีรายได้ 126.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 30.06 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนกำไรสุทธิที่ 23.67% 

 

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการปี 2564 BBIK ตั้งเป้าหมายรักษาอัตราการเติบโตที่ระดับ 20-30% โดยเชื่อมั่นว่าภายหลังการเข้าระดมทุนครั้งนี้จะช่วยปลดล็อกทางธุรกิจ เสริมศักยภาพให้สามารถรองรับตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงได้ โดยปัจจุบัน BBIK มีส่วนแบ่งการตลาดราว 5% 

The post ส่องโอกาส ‘BBIK’ หุ้น IPO เมื่อภาคธุรกิจไทยกำลังมุ่งสู่วัฏจักร Digital Transformation เพื่อให้เข้ากับเมกะเทรนด์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
BBIK เผยยอดจองซื้อ IPO ล้นหลาม เตรียมเข้าเทรดตลาด mai 16 ก.ย. นี้ วางแผนขยายการลงทุนเต็มสูบ https://thestandard.co/bbik-say-purchase-ipo-rate-overwhelm/ Tue, 14 Sep 2021 06:33:22 +0000 https://thestandard.co/?p=536429 BBIK

พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บลูบิค กรุ๊ […]

The post BBIK เผยยอดจองซื้อ IPO ล้นหลาม เตรียมเข้าเทรดตลาด mai 16 ก.ย. นี้ วางแผนขยายการลงทุนเต็มสูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BBIK

พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บลูบิค กรุ๊ป (BBIK) กล่าวว่า ในวันที่ 16 กันยายนนี้ บริษัทฯ พร้อมนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยใช้ชื่อย่อ ‘BBIK’ ในการซื้อขายหลักทรัพย์ และเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพของบริษัทฯ ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation เพื่อเข้าไปช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจและปลดล็อกศักยภาพการเติบโตให้แก่ลูกค้าองค์กร โดยรับความไว้วางใจจากบริษัทฯ ชั้นนำในอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย จะทำให้บริษัทฯ เป็นหุ้น IPO น้องใหม่ที่นักลงทุนให้ความสนใจ

 

ทั้งนี้ การเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 25 ล้านหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ที่ราคาหุ้นละ 18 บาท ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนที่ดีเกินกว่าความคาดหมาย ตอกย้ำถึงศักยภาพและความเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯ รวมถึงโอกาสการเติบโตในอนาคต 

 

โดยบริษัทฯ วางแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายเป็นบริษัทคอนซัลต์ด้าน Digital Transformation ชั้นนำแบบครบวงจร ได้แก่ 

 

  1. การเพิ่มบุคลากรและพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี ตลอดจนวางแผนพัฒนาศูนย์การพัฒนาทักษะ (Learning Academy Center) 

 

  1. พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพื่อให้บริการซอฟต์แวร์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Software as a Service หรือ SaaS) รวมถึงจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Research and Development Center) 

 

  1. เสริมศักยภาพการบริหารจัดการภายในผ่านการยกระดับระบบซอฟต์แวร์ เพื่อรองรับการเติบโตขององค์กร 

 

  1. ขยายพื้นที่สำนักงานรองรับการเพิ่มบุคลากร 

 

  1. ลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องและมีศักยภาพ เพื่อสร้างการเติบโตและรับมือกับความผันผวนของตลาด 

 

  1. เสริมศักยภาพด้านเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน 

 

ด้าน พายุพัด มหาผล กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายของ BBIK กล่าวว่า BBIK เป็นบริษัทที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจที่ปรึกษา เคยผ่านงานกับบริษัทคอนซัลต์ชั้นนำระดับโลก และได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าองค์กรที่เป็นบริษัทชั้นนำในกลุ่ม SET 50 และ SET 100 รวมถึงบริษัทจดทะเบียนระดับแนวหน้าของประเทศหลายราย ส่งผลให้บริษัทฯ มีอัตราการเติบโตที่ดี 

 

นอกจากนี้ BBIK ได้วางแผนนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ขยายธุรกิจ โดยเฉพาะการเพิ่มบุคลากรและฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะที่เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนการขยายบริการด้านการจัดหาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านไอที เพื่อไปปฏิบัติงานยังไซต์งานของลูกค้า รวมถึงการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ OR จะส่งผลดีต่อศักยภาพการเติบโตในอนาคต จึงเชื่อว่าจะเป็นหนึ่งในหุ้น IPO น้องใหม่ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุน 

 

พงศ์ศักดิ์ พฤกษ์ไพศาล กรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม กล่าวว่า BBIK ถือเป็นบริษัทชั้นนำในธุรกิจที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation ของประเทศไทย ที่มีศักยภาพการเติบโตไปพร้อมกับการขยายตัวของภาพรวมธุรกิจในด้านนี้ เนื่องจากปัจจุบันองค์กรชั้นนำต่างๆ ล้วนมีความต้องการพัฒนาขีดความสามารถและรูปแบบการทำงานให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล จึงมีความต้องการบริษัทที่ปรึกษาเพื่อเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมกำหนดกลยุทธ์และปลดล็อกศักยภาพการเติบโต ทำให้ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของ BBIK เติบโตอย่างรวดเร็วและมีศักยภาพสามารถแข่งขันได้กับบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก 

The post BBIK เผยยอดจองซื้อ IPO ล้นหลาม เตรียมเข้าเทรดตลาด mai 16 ก.ย. นี้ วางแผนขยายการลงทุนเต็มสูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BBIK เคาะราคา IPO หุ้นละ 18 บาท เปิดจองซื้อ 8-10 กันยายนนี้ หวังระดมทุนเพิ่มศักยภาพ พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล https://thestandard.co/bbik-ipo-price-18-baht/ Mon, 06 Sep 2021 09:55:37 +0000 https://thestandard.co/?p=533673 บลูบิค

หลังจาก บมจ.บลูบิค กรุ๊ป (BBIK) ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสน […]

The post BBIK เคาะราคา IPO หุ้นละ 18 บาท เปิดจองซื้อ 8-10 กันยายนนี้ หวังระดมทุนเพิ่มศักยภาพ พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
บลูบิค

หลังจาก บมจ.บลูบิค กรุ๊ป (BBIK) ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 25 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออก และเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้ 

 

ปัจจุบัน สำนักงาน ก.ล.ต. ได้อนุมัติแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบไฟลิ่งมีผลใช้บังคับแล้ว โดยบริษัทได้แต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด และ บล.กสิกรไทย เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย พร้อมทั้งแต่งตั้ง บล.เอเซีย พลัส และ บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) เป็นผู้จัดจำหน่าย และรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน 

 

พายุพัด มหาผล กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า BBIK ได้กำหนดราคาเสนอขาย IPO ที่หุ้นละ 18 บาท จะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อในวันที่ 8-10 กันยายนนี้ และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ภายในเดือนกันยายน 2564 

 

โดยการเสนอขาย IPO ดังกล่าว คาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน เนื่องจาก BBIK มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เป็นบริษัทชั้นนำในธุรกิจที่ปรึกษาด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในประเทศไทย มีคณะผู้บริหารและทีมงานที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ มีบริการที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่หลากหลาย สามารถตอบสนองลูกค้าองค์กรที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน    

 

พงศ์ศักดิ์ พฤกษ์ไพศาล กรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า BBIK นับเป็นหุ้น IPO ที่ดำเนินธุรกิจคอนซัลต์ด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน

 

ตัวแรกในประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และจะได้รับประโยชน์จากความต้องการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันของลูกค้าองค์กรซึ่งเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก จึงได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าองค์กรชั้นนำในภาคธุรกิจต่างๆ ที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานที่เติบโตแบบก้าวกระโดด 

 

ทั้งนี้ การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ของ BBIK จะเสริมศักยภาพและความแข็งแกร่งในการขยายธุรกิจตามแผนงานที่วางไว้ โดยมีวัตถุประสงค์ของการระดมทุนเพื่อขยายทีมงานและเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากร พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล พัฒนาและปรับปรุงซอฟต์แวร์เพื่อใช้งานในองค์กร ขยายพื้นที่สำนักงาน ลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกลุ่มบริษัทฯ 

 

พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BBIK กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายก้าวสู่การเป็นบริษัทคอนซัลต์ด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันชั้นนำแบบครบวงจร โดยนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของคณะผู้บริหาร และบุคลากรที่เคยร่วมงานในบริษัทคอนซัลต์ชั้นนำระดับโลก เพื่อให้คำปรึกษาด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และวางกลยุทธ์ เพื่อปลดล็อกศักยภาพการเติบโตให้แก่องค์กรแบบไร้ขีดจำกัด และปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานสู่ดิจิทัล 

 

โดยปัจจุบันมีลูกค้าองค์กรที่เป็นบริษัทชั้นนำจากภาคธุรกิจต่างๆ อาทิ ธุรกิจการเงิน ประกันภัย ค้าปลีก และโทรคมนาคม ฯลฯ ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยมี 5 บริการหลัก ได้แก่ 1. บริการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการ (Management Consulting) 2. บริการที่ปรึกษาการบริหารจัดการโครงการเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic PMO) 3. บริการพัฒนาระบบดิจิทัลและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี (Digital Excellence and Delivery) 4. บริการที่ปรึกษาด้านการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Big Data & Advanced Analytics) และ 5. บริการด้านทรัพยากรบุคคลชั่วคราวที่มีความเชี่ยวชาญด้านไอที (IT Staff Augmentation)

 

ทั้งนี้ บริษัทฯ วางแผนขยายธุรกิจด้านต่างๆ เพื่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่  1. การเพิ่มบุคลากรและพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี ตลอดจนวางแผนพัฒนาศูนย์การพัฒนาทักษะ (Learning Academy Center) 2. พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลเพื่อให้บริการซอฟต์แวร์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Software as a Service หรือ SaaS) รวมถึงจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Research and Development Center) 3. เสริมศักยภาพการบริหารจัดการภายใน ผ่านการยกระดับระบบซอฟต์แวร์เพื่อรองรับการเติบโตขององค์กร 4. ขยายพื้นที่สำนักงานรองรับการเพิ่มบุคลากร 5. ลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง และมีศักยภาพเพื่อสร้างการเติบโตและรับมือความผันผวนของตลาด และ 6. เสริมศักยภาพด้านเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน 

 

ล่าสุด ได้ร่วมมือกับ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) จัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อ บริษัท ออร์บิท ดิจิทัล จำกัด (ORBIT) โดย OR ถือหุ้นผ่าน Modulus ที่เป็นบริษัทย่อย 40% และบริษัทถือหุ้น 60% เพื่อเติมเต็มนวัตกรรมและศักยภาพด้านดิจิทัลสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า โดยเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทร่วมทุนดังกล่าวเป็น 50 ล้านบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่การเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ รวมถึงยกระดับ OR เป็นผู้นำด้านดิจิทัลในอุตสาหกรรมค้าปลีก ซึ่งคาดว่าบริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จาก ORBIT ตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป

   

ขณะที่ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2561-2563 มีรายได้จากการขายและบริการ 132.76 ล้านบาท 184.94 ล้านบาท และ 200.53 ล้านบาทตามลำดับ เติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 22.90% และมีกำไรสุทธิ 19.22 ล้านบาท 31.71 ล้านบาท และ 44.29 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 51.8% 

 

ส่วนผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกปีนี้ มีรายได้จากการขายและบริการ 126.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 30.06 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนกำไรสุทธิที่ 23.67% จากรายได้ธุรกิจบริการที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบดิจิทัลและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี ธุรกิจบริการที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการ และธุรกิจที่ปรึกษาด้านการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มขึ้น

The post BBIK เคาะราคา IPO หุ้นละ 18 บาท เปิดจองซื้อ 8-10 กันยายนนี้ หวังระดมทุนเพิ่มศักยภาพ พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘BBIK’ เล็งขาย IPO จำนวน 25 ล้านหุ้น เข้าเทรดกระดาน mai ภายในกันยายนนี้ ชูจุดแกร่งให้บริการที่ปรึกษาแบบ One Stop Service https://thestandard.co/bbik-selling-25-million-stocks-on-ipo/ Tue, 31 Aug 2021 10:16:56 +0000 https://thestandard.co/?p=531345 BBIK

บมจ.บลูบิค กรุ๊ป หรือ BBIK เตรียมเสนอขายหุ้น IPO จำนวน […]

The post ‘BBIK’ เล็งขาย IPO จำนวน 25 ล้านหุ้น เข้าเทรดกระดาน mai ภายในกันยายนนี้ ชูจุดแกร่งให้บริการที่ปรึกษาแบบ One Stop Service appeared first on THE STANDARD.

]]>
BBIK

บมจ.บลูบิค กรุ๊ป หรือ BBIK เตรียมเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 25 ล้านหุ้น ในกลางเดือนกันยายน และจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ภายในเดือนเดียวกัน เงินระดมทุนนำไปเสริมทัพบุคลากร พร้อมชูจุดแกร่งคือการเป็นผู้บริการให้คำปรึกษาแบบครบวงจร ตั้งแต่วางกลยุทธ์ถึงขั้นตอนปฏิบัติ

 

ทั้งนี้ BBIK เป็นผู้ดำเนินธุรกิจให้คำปรึกษาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีครบวงจร ปัจจุบันมี 5 บริการหลัก ได้แก่ 

 

  1. บริการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการ (Management Consulting)
  2. บริการที่ปรึกษาการบริหารจัดการโครงการเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic PMO)
  3. บริการพัฒนาระบบดิจิทัลและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี (Digital Excellence and Delivery)
  4. บริการที่ปรึกษาด้านการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Big Data & Advanced Analytics) 
  5. บริการด้านทรัพยากรบุคคลชั่วคราวที่มีความเชี่ยวชาญด้านไอที (IT Staff Augmentation)

 

พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BBIK เปิดเผยว่า ในปี 2564 ประเมินภาพรวมตลาด Digital Transformation ในประเทศไทย จะมีมูลค่ารวม 280,000 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 442,000 ล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งจะมีผลต่อการเติบโตของ GDP เฉลี่ยปีละ 0.4% (อ้างอิงจากข้อมูลของ Microsoft และไอดีซี เอเชียแปซิฟิก) สอดคล้องกับทิศทางการขยายตัวของตลาดโลก ซึ่งในปี 2563 มีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 469,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,009,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 16.5% ต่อปี (ข้อมูลจาก MarketsandMarkets) 

 

การขยายตัวของตลาดสืบเนื่องมาจากบริษัทต่างๆ เห็นถึงความจำเป็นในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานสู่ดิจิทัล ส่งผลให้การใช้งานระบบเชื่อมต่อข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต (Internet of Things: IoT), Big Data และเทคโนโลยีคลาวด์ มีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้น โดยมีโควิดเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในองค์กรเพื่อรับมือกับกระแสดิสรัปชันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)

 

BBIK จึงวางแผนขยายธุรกิจเพื่อการเติบโต เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเป็นบริษัทคอนซัลต์ด้าน Digital Transformation ชั้นนำแบบครบวงจร ได้แก่

 

  1. การเพิ่มบุคลากรและพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี ตลอดจนวางแผนพัฒนาศูนย์การพัฒนาทักษะ (Learning Academy Center)
  2. พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลเพื่อให้บริการซอฟต์แวร์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Software as a Service: SaaS) รวมถึงจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Research and Development Center)
  3. เสริมศักยภาพการบริหารจัดการภายใน ผ่านการยกระดับระบบซอฟต์แวร์เพื่อรองรับการเติบโตขององค์กร
  4. ขยายพื้นที่สำนักงานรองรับการเพิ่มบุคลากร
  5. ลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องและมีศักยภาพ เพื่อสร้างการเติบโตและรับมือความผันผวนของตลาด
  6. เสริมศักยภาพด้านเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน 

 

โดยการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ mai เป็นก้าวแห่งการสร้างพัฒนาการอันสำคัญแก่ BBIK 

 

“นอกจากการให้บริการที่ครบวงจร บริษัทยังเดินหน้าขยายความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในการนำเทคโนโลยีมาช่วยทรานส์ฟอร์มองค์กร โดยล่าสุดได้ร่วมมือกับ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก หรือ OR จัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อ บริษัท ออร์บิท ดิจิทัล จำกัด (ORBIT) เพื่อเติมเต็มนวัตกรรมและศักยภาพด้านดิจิทัลสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ซึ่งมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนของ ORBIT เป็น 50 ล้านบาท เพื่อยกระดับขีดความสามารถขององค์กรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่การเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับ OR ในอนาคต รวมถึงยกระดับเป็นผู้นำด้านดิจิทัลในอุตสาหกรรมค้าปลีก” พชรกล่าว

 

พายุพัด มหาผล กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า BBIK ถือเป็นหุ้นที่ปรึกษาด้านการปรับองค์กรสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) รายแรกในไทย ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการทรานส์ฟอร์มองค์กรด้วยเทคโนโลยี มีจุดเด่นด้านผลการดำเนินงานย้อนหลังที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งรายได้และผลกำไร มีพอร์ตลูกค้าที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำ และมีโอกาสขยายตัวอีกมากจากเมกะเทรนด์ จึงส่งผลให้ BBIK เป็นหุ้นอีกตัวที่มีศักยภาพเติบโตสูงและน่าจับตามอง 

 

โดย BBIK ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อขอเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 25 ล้านหุ้น คิดเป็น 25% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้ ปัจจุบันแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. แล้ว หลังจากนี้จะร่วมกันกำหนดวันที่เหมาะสมในการเสนอขาย IPO และคาดว่าจะนำ BBIK เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ภายในเดือนกันยายนนี้

 

ทั้งนี้ BBIK มี บล.หยวนต้า และ บล.กสิกรไทย เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ (Lead Underwriter) 

 

ศรีแพร ธนฐิติพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน BBIK กล่าวว่า ผลการดำเนินงานปี 2561-2563 เติบโตก้าวกระโดด BBIK มีรายได้จากการขายและบริการ 132.76 ล้านบาท 184.94 ล้านบาท และ 200.53 ล้านบาท ตามลำดับ เติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 22.90% และมีกำไรสุทธิ 19.22 ล้านบาท 31.71 ล้านบาท และ 44.29 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 51.8% เนื่องจากได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าที่ต้องการทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ดิจิทัลเพิ่มขึ้น 

 

ขณะที่ผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรก ปี 2564 BBIK มีรายได้จากการขายและบริการ 126.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 30.06 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนกำไรสุทธิที่ 23.67% โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการเติบโตของธุรกิจบริการที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบดิจิทัลและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี (Digital Excellence and Delivery) ธุรกิจบริการที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการ (Management Consulting) และธุรกิจที่ปรึกษาด้านการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Big Data & Advanced Analytics)

The post ‘BBIK’ เล็งขาย IPO จำนวน 25 ล้านหุ้น เข้าเทรดกระดาน mai ภายในกันยายนนี้ ชูจุดแกร่งให้บริการที่ปรึกษาแบบ One Stop Service appeared first on THE STANDARD.

]]>
OR จับมือ Bluebik ร่วมทุนตั้ง ORBIT Digital ด้วยงบ 50 ล้านบาท สำหรับลุยนวัตกรรม IT และ Big Data https://thestandard.co/or-joint-bluebik-creating-orbit-digital-with-50-mb-capital/ Tue, 10 Aug 2021 07:15:10 +0000 https://thestandard.co/?p=523710 Bluebik

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ย […]

The post OR จับมือ Bluebik ร่วมทุนตั้ง ORBIT Digital ด้วยงบ 50 ล้านบาท สำหรับลุยนวัตกรรม IT และ Big Data appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bluebik

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ยังคงเดินหน้าหาธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างความหลากหลาย หารายได้ใหม่ๆ และลดการพึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเป็นหลัก ล่าสุดได้จับมือกับ บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ Bluebik ซึ่งเป็นผู้ให้บริการที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี สำหรับตั้งบริษัทใหม่เพื่อลุยธุรกิจด้านดิจิทัล ทั้งนวัตกรรม IT และ Big Data

 

OR ให้ บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด หรือ Modulus ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ OR ถือหุ้นในสัดส่วน 100% เข้าร่วมทุนกับ Bluebik ในการจัดตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ บริษัท    ออร์บิท ดิจิทัล จำกัด หรือ ORBIT Digital โดยใช้งบลงทุน 50 ล้านบาท ฝั่ง OR จะถือหุ้น 40% และ Bluebik ถือหุ้น 60%

 

การจัดตั้ง ORBIT Digital ในครั้งนี้ จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ระบุว่า “จะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าและบริการต่างๆ ของ OR ผ่านช่องทางดิจิทัลได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น” 

 

โดยจะมีการอาศัยจุดแข็งของ OR ทั้งฐานลูกค้า Blue Card และเครือข่าย PTT Station และ Café Amazon ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ในการต่อยอดสู่ธุรกิจในอนาคต นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการปรับโมเดลธุรกิจให้สอดรับกับความต้องการในการเดินทางของผู้คนในอนาคต (Mobility) ซึ่งรวมถึงความต้องการในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้

 

ก่อนหน้านี้ OR เพิ่งอนุมัติให้บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด (Modulus) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ OR ถือหุ้น 100% จัดตั้งบริษัทย่อย เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับการบริการยานยนต์ออนไลน์ ด้วยเงินลงทุนเริ่มแรกไม่เกิน 106 ล้านบาท โดย Modulus ถือหุ้นในบริษัทย่อยดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วน 100% ของทุนจดทะเบียน และคาดว่าจะสามารถจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/64


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post OR จับมือ Bluebik ร่วมทุนตั้ง ORBIT Digital ด้วยงบ 50 ล้านบาท สำหรับลุยนวัตกรรม IT และ Big Data appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บลูบิค’ เผย ก.ล.ต. เริ่มนับหนึ่งแบบไฟลิ่งแล้ว คาดเปิดขาย IPO ได้ภายในสิ้นปีนี้ เสนอขายรวม 25 ล้านหุ้น https://thestandard.co/bbik-ipo/ Tue, 03 Aug 2021 08:14:38 +0000 https://thestandard.co/?p=520867 BBIK

บมจ.บลูบิค กรุ๊ป (BBIK) เตรียมเสนอขายหุ้นให้ประชาชนทั่ว […]

The post ‘บลูบิค’ เผย ก.ล.ต. เริ่มนับหนึ่งแบบไฟลิ่งแล้ว คาดเปิดขาย IPO ได้ภายในสิ้นปีนี้ เสนอขายรวม 25 ล้านหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
BBIK

บมจ.บลูบิค กรุ๊ป (BBIK) เตรียมเสนอขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 25 ล้านหุ้น หลังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหุ้น (ไฟลิ่ง) เรียบร้อยแล้ว โดยบลูบิคจะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ mai 

 

พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบลูบิค กล่าวว่า บลูบิคมีความเชี่ยวชาญการให้คำปรึกษาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างครบวงจร พร้อมทีมบุคลากรมากประสบการณ์จากบริษัทคอนซัลต์ระดับโลกกว่า 100 คน ที่พร้อมช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และปลดล็อกศักยภาพทางธุรกิจให้แก่องค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานสู่ยุคดิจิทัลและสร้างการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด โดยปัจจุบันบริษัทมี 5 บริการหลัก ได้แก่             

 

  1. บริการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการ (Management Consulting) โดยทำหน้าที่ค้นหาปัจจัยความสำเร็จทางธุรกิจให้แก่ลูกค้า กำหนดทิศทางกลยุทธ์ด้านต่างๆ วิเคราะห์ผลกระทบและโอกาสเชิงเศรษฐศาสตร์จากการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้กับธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเติบโตอย่างก้าวกระโดด (Exponential Growth) 

 

  1. บริการที่ปรึกษาการบริหารจัดการโครงการเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic PMO) โดยทำหน้าที่บริหารโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูงให้กับองค์กรขนาดใหญ่ และเข้าไปวางโครงสร้างระบบไอทีภายในองค์กร   

 

  1. บริการพัฒนาระบบดิจิทัลและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี (Digital Excellence and Delivery) โดยทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านดิจิทัลครบวงจรและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละองค์กร อาทิ การออกแบบประสบการณ์ของผู้ใช้งานและส่วนติดต่อระหว่างผู้ใช้กับระบบ (UX/UI) บนหน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน   

 

  1. บริการที่ปรึกษาด้านการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Big Data & Advanced Analytics) โดยทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงให้คำแนะนำการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เพื่อนำไปใช้สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม   

 

  1. บริการด้านทรัพยากรบุคคลชั่วคราวที่มีความเชี่ยวชาญด้านไอที (IT Staff Augmentation) โดยทำหน้าที่จัดหาพนักงานที่เชี่ยวชาญด้านไอที เช่น โปรแกรมเมอร์ และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อปฏิบัติงานตามกำหนดระยะเวลาจนจบโครงการ 

 

พชรกล่าวต่อว่า บลูบิคมีแผนขยายการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตทั้งสิ้น 7 ด้าน ได้แก่ 1. การเพิ่มบุคลากรและพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี ตลอดจนวางแผนพัฒนาศูนย์การพัฒนาทักษะ (Learning Academy Center) 2. พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลเพื่อให้บริการซอฟต์แวร์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Software as a Service หรือ SaaS) รวมถึงจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Research and Development Center) 

 

  1. เสริมศักยภาพการบริหารจัดการภายในผ่านการยกระดับระบบซอฟต์แวร์เพื่อรองรับการเติบโตขององค์กร 4. ขยายพื้นที่สำนักงานรองรับการเพิ่มบุคลากร 5. ชำระเงินกู้ยืมแก่สถาบันการเงิน 6. ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท และ 7. ลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องและมีศักยภาพ เพื่อสร้างการเติบโตและรับมือความผันผวนของตลาด  

 

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2561-2563 มีอัตราการเติบโตอย่างแข็งแกร่งทั้งกำไรและรายได้จากการขายและให้บริการ โดยมีกำไรสุทธิคิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 51.81% ส่วนรายได้จากการขายและให้บริการ อยู่ที่ 132.76 ล้านบาท, 184.94 ล้านบาท และ 200.53 ล้านบาทตามลำดับ คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 22.90% 

 

ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/64 มีรายได้จากการขายและบริการ 49.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความต้องการทรานส์ฟอร์มองค์กรเพื่อเข้าสู่ดิจิทัลของลูกค้า อีกทั้งบริษัทได้รับความไว้วางใจในการเป็นที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการเพิ่มขึ้น จึงทำให้มีกำไรสุทธิ 12.34 ล้านบาท หรือคิดเป็น 24.78% ของรายได้จากการขายและให้บริการ ซึ่งเติบโตขึ้นจากอัตรากำไรสุทธิที่ 22.06% ของปี 2563 

 

ปกรณ์ เจียมสกุลทิพย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีบลูบิค กล่าวว่า บลูบิคเห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลและสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวน ทำให้องค์กรต่างๆ ต้องเร่งปรับตัวด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านไอทีเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานสู่ดิจิทัล เพื่อรองรับเป้าหมายการเพิ่มศักยภาพและเร่งการเติบโตภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น บริษัทจึงเดินหน้าขยายทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากบริษัทระดับโลก ซึ่งจะเป็นหัวใจหลักต่อการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง เช่น Management Consultant, Technology Consultant และ Project Manager ตลอดจนจัดฝึกอบรมพัฒนาทักษะบุคลากรและมุ่งเน้นพัฒนาระบบงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในการออกแบบนวัตกรรม เพื่อนำเสนอโซลูชันด้านเทคโนโลยี  

 

ขณะเดียวกันบริษัทพร้อมเปิดรับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำในหลากหลายภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและต่อยอดสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ล่าสุดได้เดินหน้าความร่วมมือทางธุรกิจกับ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) จัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อ บริษัท ออร์บิท ดิจิทัล จำกัด (ORBIT) เพื่อเติมเต็มนวัตกรรมและศักยภาพด้านดิจิทัลสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า  

 

พายุพัด มหาผล กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำนักงาน ก.ล.ต. ได้นับหนึ่งแบบไฟลิ่งแล้ว กระบวนการหลังจากนี้หากแบบไฟลิ่งมีผลใช้บังคับก็จะกำหนดวันเสนอขายหุ้น IPO และคาดว่าจะนำบลูบิคเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ภาย

The post ‘บลูบิค’ เผย ก.ล.ต. เริ่มนับหนึ่งแบบไฟลิ่งแล้ว คาดเปิดขาย IPO ได้ภายในสิ้นปีนี้ เสนอขายรวม 25 ล้านหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>