Blue Valentine – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 10 Jun 2024 03:38:53 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 อยากมูฟออนแต่ยังไม่ไหว! นี่คือ 12 เรื่องรักที่จะพาคุณเศร้าให้สุดและส่งกำลังใจให้มูฟออนได้สำเร็จ https://thestandard.co/12-love-movies-that-will-make-you-saddest-and-support-move-on/ Mon, 14 Feb 2022 14:38:40 +0000 https://thestandard.co/?p=594380 หนังรัก

หากใครเคยได้ดูซีรีส์เรื่อง New Girls (2011) นำแสดงโดย Z […]

The post อยากมูฟออนแต่ยังไม่ไหว! นี่คือ 12 เรื่องรักที่จะพาคุณเศร้าให้สุดและส่งกำลังใจให้มูฟออนได้สำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนังรัก

หากใครเคยได้ดูซีรีส์เรื่อง New Girls (2011) นำแสดงโดย Zooey Deschanel น่าจะพอจำได้ว่าเมื่อไรก็ตามที่ Jessica Day อกหักหรือเลิกกับคนรัก เธอจะนอนจมตัวเองอยู่บนโซฟาและเปิดภาพยนตร์คลาสสิกเรื่อง Dirty Dancing (1987) ดูและร้องไห้วนๆ ไปจนกลายเป็นอินไซด์โจ๊กที่เพื่อนๆ รูมเมตจะต้องทำให้เธอหยุดดูและหยุดร้องไห้ให้ได้ 

 

เช่นเดียวกับ Jess เราเชื่อว่าเมื่อใครก็ตามที่อกหักหรือเพิ่งจบความสัมพันธ์ การฟังเพลงเศร้าหรือดูหนังรัก เป็นหนึ่งในกิจกรรมเยียวยาจิตใจที่จะคอยอยู่เป็นเพื่อนจนกระทั่งเราหายดี และหากคุณสังเกตดีๆ Dirty Dancing ก็ไม่ใช่หนังเศร้า แต่ที่ Jess เลือกเรื่องนั้นแทนที่จะเป็นหนังช้ำรักเรื่องอื่นๆ นั่นก็อาจเป็นได้ว่าเธอรู้สึกต้องการหนังรักโรแมนติกเพื่อมากอบกู้ศรัทธาในความรักให้กลับมา หลังตัวเองต้องสูญเสียคนรักไปนั่นเอง 

 

เราคิดว่าสิ่งที่ Jess บอกเราในเรื่องนี้นอกจากว่าเราต้องการหนังรักมาเยียวยาจิตใจแล้ว การเรียนรู้ว่าตัวเองอยู่ในสเตจไหนของการยอมรับ และการเดินทางเพื่อมูฟออนแบบไหนที่เราอยากได้ก็สำคัญไม่แพ้กัน 

 

ท่ามกลางบรรยากาศวันและเดือนแห่งความรัก หากใครที่เพิ่งจบความสัมพันธ์หรือยังมูฟออนจากคนเก่าไม่ได้ THE STANDARD POP เลือกหนังรัก 12 เรื่อง กับ 12 ความสัมพันธ์ที่อาจจะไม่สมหวัง แต่ทุกเรื่องมีข้อความที่จะช่วยให้เรามูฟออนได้ดีจริงๆ

 

  • Blue Valentine 

เรื่องราวความรักของ Dean (Ryan Gosling) และ Cindy (Michelle Williams) ที่เริ่มต้นจากความหวานมากๆ แต่ต้องแยกทางกันในที่สุดเมื่อความรักของ Cindy ไม่เหมือนเดิม 

 

Blue Valentine เป็นหนังบีบหัวใจอีกเรื่องที่แสดงให้เราเห็นว่าบางทีความสัมพันธ์มันก็จบลงง่ายๆ แค่นั้นเลย ชีวิตคู่ที่ไม่มีใครทำอะไรผิดแต่ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม หนังเรื่องนี้เหมาะกับคนที่กำลังต้องการระบาย ร้องไห้ให้พอก่อนที่จะเดินต่อ สถานการณ์ในเรื่องเหมือนภาพจำลองให้เราเห็นตรงหน้าว่า หากอีกคนจะไปต่อให้เราพยายามรั้งทุกอย่างก็ไม่มีประโยชน์ การได้มองภาพเหล่านั้นตรงหน้าชัดๆ อาจช่วยให้เราตัดใจได้ดีขึ้น

 

  • Marriage Story

ภาพยนตร์บีบหัวใจอีกเรื่องที่เล่าเรื่องของ Charlie (Adam Driver) ในบทผู้กำกับการแสดง และภรรยานักแสดงสาว Nicole (Scarlett Johansson) ทั้งคู่เหมือนจะมีชีวิตคู่ที่ลงตัวระหว่างผู้กำกับและนักแสดง ไหนจะมีลูกชายน่ารักๆ อีกคน แต่เมื่อถึงวันหนึ่งชีวิตคู่เดินทางมาถึงจุดจบ เมื่อ Nicole ต้องการหย่า ซึ่งการแสดงของทั้งคู่พาเราตกอยู่ท่ามกลางครอบครัวที่กำลังจะแตกสลายได้ถึงอารมรณ์อย่างไม่ต้องพูดถึง

 

เรื่องราวของคู่นี้มีความต้องการและความฝันเข้ามาเกี่ยวข้อง การดูหนังเรื่องนี้นอกจากจะทำให้คุณได้ร้องไห้ ระบายออกมาซักครั้งและเดินทางยอมรับความจริงไปพร้อมๆ กับทั้งคู่แล้ว ยังมีเมสเสจดีๆ ที่คอยบอกให้คุณฟังความต้องการของตัวเอง เคารพในการตัดสินใจของตัวเอง และวิธีการที่จะเข้มแข็งบนทางเดินที่เลือกแล้วได้อีกด้วย 

 

  • La La Land 

อีกหนึ่งเรื่องราวของความรักที่ต้องจากลาเพื่อตามหาความฝัน La La Land เล่าเรื่องราวเส้นทางการเป็นนักแสดงของ Mia (Emma Stone) และนักเปียโน Sebastian Wilder (Ryan Gosling) ที่น่าเสียดายว่าเส้นทางไปสู่ความสำเร็จของทั้งคู่ไม่มีอีกฝ่ายอยู่ในนั้น

 

นอกเหนือจากเพลงเพราะๆ การแสดงของทั้งสองนักแสดงคุณภาพ และเรื่องราวการทำตามความฝันแล้ว La La Land บอกกับเราว่าเรามีโอกาสที่จะได้เจอคนที่มีความสำคัญกับชีวิตและเราอาจจะรักเขามาก แต่บางครั้งมันอาจจะเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต เราต่างคนต่างต้องใช้ชีวิตต่อ และคอยยินดีกับความสำเร็จของเขาจากไกลๆ ก็พอ 

 

  • Eternal Sunshine of the Spotless Mind 

อีกหนึ่งภาพยนตร์คลาสสิกเหนือจินตนาการจาก Michel Gondry ที่เล่าเรื่องของ Joel (Jim Carrey) และ Clementine (Kate Winslet) เจ้าของวลี ‘Meet Me in Montauk’ เมื่อ Joel ต้องการเข้าเครื่องลบความจำเกี่ยวกับ Clementine หลังจากที่ทั้งคู่เลิกกันและเกิดอยากเปลี่ยนใจระหว่างทาง

 

เราเชื่อว่าหลายๆ คนเคยคิดเล่นๆ ว่าเมื่อเราเลิกกับใครสักคน ถ้าลบความทรงจำได้เลยก็คงดี ภาพยนตร์เรื่องนี้ Gondry เลยทำหน้าที่จำลองสถานการณ์ให้เราเห็นซะเลยว่าถ้าลบได้จริงจะเป็นอย่างไร และให้ความรู้สึกของผู้ชมได้เดินทางไปพร้อมๆ กับ Joel เพื่อที่จะเรียนรู้ว่าสุดท้ายคุณก็อยากเลือกที่จะจำแล้วยังเจ็บมากกว่าไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเธอเลยนั่นเอง

 

  • 500 Days of Summer

เรื่องราวไม่สมหวังของ Tom (Joseph Gordon‑Levitt) และ Summer (Zooey Deschanel) ตลอด 500 วัน ที่ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่สนุกแต่อยู่บนพื้นฐานของความไม่ชัดเจนที่ต้องจบลงเมื่อจู่ๆ Summer ที่เคยพูดว่าไม่เชื่อในความสัมพันธ์ ก็ดันไปเริ่มต้นใหม่กับคนอื่น

 

500 Days of Summer เป็นหนังรักเรื่องโปรดของใครหลายคนด้วยความใกล้ตัวที่เหมือนภาพจำลองให้คุณค่อยๆ ทบทวนว่าความสัมพันธ์ของคุณมาอยู่ถึงจุดนี้ได้อย่างไร เช่นเดียวกับ Tom ที่นั่งทบทวนเรื่องราวตลอด 500 วัน หนังเรื่องนี้ยังพาคุณไปหาคำตอบอย่างตอนที่ทั้งคู่นัดคุยกันในสวนสาธารณะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะบางครั้งบทสนทนานั้นจะสามารถช่วยให้คุณมูฟออนได้มาก และยังบอกให้คุณเปิดโอกาสให้ตัวเองเมื่อพร้อม

 

หากคุณกำลังต้องการหนังปลอบใจ 500 Days of Summer อาจจะทำให้คุณร้องไห้แน่ๆ แต่ไม่เศร้าจนเกินไป แถมเชียร์อัพให้คุณพร้อมกับความรักครั้งใหม่อีกด้วย

 

  • Someone Great 

ภาพยนตร์ที่เราขอยกให้เป็น Hidden Gem เรื่องหนึ่งจาก Netflix Original เรื่องหนึ่งเลย เรื่องนี้เล่าสถานการณ์ความรักของ Jenny (Gina Rodriguez) นักเขียนด้านดนตรีที่ได้โอกาสทำงานกับสื่อดนตรียักษ์ใหญ่อย่าง Rolling Stone แต่นั่นทำให้เธอต้องย้ายข้ามฝั่งประเทศจากนิวยอร์กไปยังซานฟรานซิสโก และทำให้เธอต้องเลิกกับ Nate (LaKeith Stanfield) 

 

หนังเรื่องนี้ไม่ใช่ภาพยนตร์มาสเตอร์พีซอย่างเรื่องอื่นๆ กลับกันมันเป็นเรื่องรักที่เกิดกับใครก็ได้ แถมก็แอบรำคาญความเมามายของ Jenny ในบางที แต่นั่นเป็นภาพสะท้อนว่าคนเรามีวิธีการรับมือเหตุการณ์อกหักที่แตกต่างกัน Jenny อาจต้องการเมาเพื่อลืม ต้องการง้อ ฟูมฟายให้ได้ Nate กลับมา ก่อนที่เธอจะตั้งสติได้และเลือกที่จะใช้วิธีระบายความรู้สึกทั้งหมดผ่านการ ‘เขียน’ ถึง Nate เธอไม่ได้ส่งจดหมายนั้นให้ Nate แต่คนสำคัญที่ต้องอ่านจดหมายฉบับนั้นก็คือตัวเธอเองเพื่อก้าวต่อให้ได้

 

  • He’s Just Not That Into You 

อีกหนึ่งภาพยนตร์คลาสสิกที่เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของหลายๆ คู่ เรื่องนี้ดำเนินเรื่องหลักผ่าน Gigi (Ginnifer Goodwin) หญิงสาวที่เฟลกับความสัมพันธ์หลายครั้ง เพราะแยกไม่ออกว่าการที่อีกฝ่ายทำแบบนั้นเพราะเขาไม่ได้อินกับเธอจริงๆ เหมือนที่ชื่อเรื่องบอก

 

สิ่งที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้คือ หนังแสดงให้เห็นถึงการกระทำหลายๆ แบบที่บอกให้เราเลิกให้ข้ออ้างและทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่เฮลตี้ ถ้าเขารักคุณจริงทุกอย่างมันจะง่ายและชัดเจนแบบที่ไม่ต้องปวดหัวกับความคลุมเครืออะไรเลย 

 

 

  • How to Be Single

How to Be Single เล่าเรื่อง Alice (Dakota Johnson) ที่เพิ่งโสดและย้ายมาอยู่นิวยอร์กเพื่อเริ่มงานใหม่ Alice เหมือนตัวแทนของคนช้ำรักที่บอกตัวเองว่าไม่ต้องการความสัมพันธ์ครั้งใหม่ แต่ปล่อยให้ตัวเองมีความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนกับผู้ชายคนอื่นๆ อีกหลายคน

 

ภาพยนตร์ทำให้เราเข้าใจว่าต่อให้จะเป็นความสัมพันธ์ที่คลุมเครือก็ไม่ได้แปลว่าเธอเป็นโสดหรือสามารถใช้ชีวิตโสดได้ดี เมื่อจบความสัมพันธ์ การกลับมาโฟกัสที่ความต้องการของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการอยู่ด้วยตัวเองได้อย่าง Independent ดีทั้งต่อตัวเองและมันก็จะทำให้คุณเป็นคนรักที่ดีในอนาคตด้วยนะ 

 

  • Celeste and Jesse Forever 

Celeste (Rashida Jones) และ Jesse (Andy Samberg) คือเรื่องราวของ High School Sweethearts ที่แต่งงานกันเมื่อโตขึ้น เขาและเธอมีกันและกันมาตลอดจนลืมไปแล้วว่านานเท่าไร เมื่อทั้งสองตกลงที่จะหย่า ทั้งคู่คิดว่าเราจะยังเป็นเพื่อนกันได้จนกระทั่ง Jesse มีคนอื่น นั่นแหละถึงทำให้ Celeste เพิ่งเรียนรู้ที่จะมูฟออนจริงๆ 

 

เราเชื่อว่าคนที่เคยถามคำถามว่าเราเป็นเพื่อนกับแฟนเก่าได้ไหมน่าจะอินกับเรื่องนี้มาก บางทีการที่เราเลิกกับใครสักคนแต่ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม มันไม่ได้แปลว่าเรามูฟออนได้จริง คำว่าเพื่อนในกรณีนี้มันจับต้องไม่ได้จนกระทั่งคุณจะยอมรับตัวตนใหม่ที่เปลี่ยนไปแล้วของอีกฝ่ายได้ และยอมรับความรักครั้งใหม่ของเขาได้อย่างยินดี นั่นต่างหากถึงจะเรียกว่าจบ 

 

  • My Best Friend’s Wedding

My Best Friend’s Wedding เป็นหนังอกหักที่เราจัดอยู่ในหมวดให้กำลังใจ เรื่องราวของ Julianne (Julia Roberts) ที่ค้นพบว่าเพื่อนรักของเธอ (ที่ตกลงกันว่าจะแต่งงานกันตอนอายุ 28 ปี) อย่าง Michael (Dermot Mulroney) กำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงที่ตรงข้ามกับเธอทุกประการอย่าง Kimberly (Cameron Diaz)

 

My Best Friend’s Wedding บอกเราว่าจังหวะเวลาเป็นเรื่องสำคัญแค่ไหน หากบางโอกาสมันผ่านไปแล้วคุณก็ไม่สามารถเรียกมันกลับคืนมาได้ การเจอกันในตอนนี้มันอาจจะใช่สำหรับเรา แต่เมื่อเขามูฟออนไปมีอีกชีวิตใหม่ไปแล้ว เราก็ควรยอมรับและมูฟออนด้วยความยินดี

 

  • Bridesmaids 

อีกหนึ่งภาพยนตร์โรแมนติกอารมณ์ดีที่ให้กำลังใจไม่แพ้เรื่องอื่น Bridesmaids เล่าเรื่องราวของ Annie (Kristen Wiig) ตอนที่เธอเลิกกับแฟนและทำให้ร้านเบเกอรีของเธอเจ๊งไปด้วย Annie โดนไล่ออกจากงานใหม่ โดนไล่ออกจากอพาร์ตเมนต์ และมารู้ว่าเพื่อนสนิทของเธอกำลังจะแต่งงาน

 

Annie อาจจะไม่รู้ตัวในทันทีว่าเธอเริ่มรับมือกับความสูญเสียและการเปลี่ยนแปลงไม่ไหว เธอถึงทำให้ตัวเองมีความสัมพันธ์ใหม่ที่แย่ๆ รวมถึงเกือบจะพังงานแต่งของเพื่อนตัวเอง ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นกับใครก็ได้ และคุณก็มีสิทธิ์ที่จะเสียใจ แต่อย่าจมตัวเองมากเกินไปจนปิดกั้นโอกาสดีๆ ใหม่ๆ ที่กำลังจะเข้ามา หนังเรื่องนี้บอกกับเราแบบนั้น 

 

  • The Holiday 

เราเชื่อว่า The Holiday ติดอันดับหนังรักเรื่องโปรดของใครหลายๆ คนเช่นเดียวกับเรา ไม่รู้ว่าเพราะบรรยากาศของเทศกาลด้วยไหม แต่เรื่องนี้ดูแล้วให้กำลังใจ ชุบชูใจให้เรามูฟออนได้อย่างร่าเริงมากจริงๆ 

 

The Holiday เล่าเรื่องของสองสาว Amanda (Cameron Diaz) และ Iris (Kate Winslet) ที่เพิ่งจบกับความสัมพันธ์แย่ๆ และตัดสินใจแลกบ้านกันในช่วงคริสต์มาส และทำให้ทั้งสองเจอกับความรักครั้งใหม่

 

การหนีออกไปเที่ยว พักสมองเพื่อทบทวนความต้องการของตัวเองเช่นเดียวกับสองสาวเป็นเรื่องที่คุณทำได้หลังจบความสัมพันธ์ อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคืออย่าลืมกอบกู้คุณค่าของตัวเองกลับมาและบอกกับตัวเองว่าคุณสมควรที่จะได้รับความรักที่ดีเช่นเดียวกับสองสาว Iris และ Amanda

 

ภาพ: Courtesy of the Film Company

The post อยากมูฟออนแต่ยังไม่ไหว! นี่คือ 12 เรื่องรักที่จะพาคุณเศร้าให้สุดและส่งกำลังใจให้มูฟออนได้สำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประโยคชวนกระตุกหัวใจให้ขบคิดจากหนังและซีรีส์ #โพสต์นี้เกี่ยวกับความรัก https://thestandard.co/quote-from-movies-and-series/ https://thestandard.co/quote-from-movies-and-series/#respond Wed, 13 Feb 2019 11:13:40 +0000 https://thestandard.co/?p=198143

ความสัมพันธ์ไม่ต่างอะไรกับกะรัตแหวนเพชร มีเหลี่ยมด้านมา […]

The post ประโยคชวนกระตุกหัวใจให้ขบคิดจากหนังและซีรีส์ #โพสต์นี้เกี่ยวกับความรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความสัมพันธ์ไม่ต่างอะไรกับกะรัตแหวนเพชร มีเหลี่ยมด้านมากมายให้มนุษย์คนหนึ่งได้ค้นหา ทำความเข้าใจ ทั้งยังมองได้ต่างมุม แต่ไม่ว่าองศาความสัมพันธ์ของคุณจะเป็นมุมไหน เรายกข้อคิดที่บ้างฉาบด้วยความหอมหวาน บ้างฉาบด้วยความขมขื่นมาฝาก บอกแล้ว #โพสต์นี้เกี่ยวกับความรัก

 

 

The post ประโยคชวนกระตุกหัวใจให้ขบคิดจากหนังและซีรีส์ #โพสต์นี้เกี่ยวกับความรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/quote-from-movies-and-series/feed/ 0
ไรอัน กอสลิง พัฒนาการแห่งความทุ่มเทตลอด 26 ปี จาก The Mickey Mouse Club จนถึง First Man https://thestandard.co/ryan-gosling-from-the-mickey-mouse-club-to-first-man/ https://thestandard.co/ryan-gosling-from-the-mickey-mouse-club-to-first-man/#respond Fri, 19 Oct 2018 02:34:46 +0000 https://thestandard.co/?p=134164

นีล อาร์มสตรอง มนุษย์คนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้ฝากรอยเท […]

The post ไรอัน กอสลิง พัฒนาการแห่งความทุ่มเทตลอด 26 ปี จาก The Mickey Mouse Club จนถึง First Man appeared first on THE STANDARD.

]]>

นีล อาร์มสตรอง มนุษย์คนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้ฝากรอยเท้าไว้บนดวงจันทร์ คือหนึ่งในบทบาทที่ท้าทายความสามารถมากที่สุดในชีวิตการเป็นนักแสดงที่ไรอัน กอสลิง ต้องเผชิญ

 

นอกจากดวงตาเศร้า ด้วยประกายสีฟ้า หน้าตาหล่อเหลาเป็นเอกลักษณ์ และฝีมือการแสดงระดับคุณภาพ อีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้ไรอัน กอสลิง ก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดงแถวหน้าของวงการภาพยนตร์คือ ‘ความทุ่ม’ สุดชีวิต ยอมทำทุกอย่างเพื่อเข้าถึงบทบาทที่ได้รับให้สมจริงที่สุด

 

 

นับตั้งแต่เขาเริ่มเข้าวงการตั้งแต่อายุ 12 ปี ในฐานะพิธีกรรายการ The Mickey Mouse Club มาจนถึง First Man เขามีผลงานพิสูจน์ความสามารถมาแล้วมากกว่า 40 เรื่อง THE STANDARD POP จะพาไปรู้จักกับ 7 บทบาทของไรอัน กอสลิง ที่แสดงให้เห็นว่าตลอดระยะเวลา 26 ปีในวงการภาพยนตร์ ไม่เคยมีสักครั้งที่ผู้ชายนัยน์ตาเศร้าคนนี้จะหยุดพัฒนาตัวเอง

 

1. The Mickey Mouse Club (1992)

 

ไรอัน กอสลิ่ง และจัสติน ทิมเบอร์เลค

 

ไรอัน กอสลิง คือเด็กหนุ่มที่รู้ว่าตัวเองอยากสร้างความสุขให้กับคนอื่นในฐานะนักแสดงมาตั้งแต่เด็ก และเริ่มต้นเส้นทางสายนี้ตั้งแต่อายุ 12 ปี จากการเป็นพิธีกรรายการ The Mickey Mouse Club รุ่นเดียวกับบริตนีย์ สเปียร์ส, คริสตินา อากีเลราและจัสติน ทิมเบอร์เลก และความทุ่มเทอย่างแรกก็เกิดขึ้น เมื่อแม่ของเขาต้องเดินทางกลับไปที่แคนาดา และเขาตัดสินใจอยู่ต่อเพียงคนเดียว โดยต้องไปอาศัยอยู่กับจัสติน ทิมเบอร์เลก จนกลายเป็นเพื่อนสนิทกันในช่วงนั้น

 

กระทั่งอายุ 18 ปี ชีวิตเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เมื่อได้รับเลือกให้รับบทนำในซีรีส์เรื่อง Young Hercules และเขาก็ตัดสินใจย้ายไปใช้ชีวิตที่นิวซีแลนด์เพื่อถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้โดยเฉพาะ และความทุ่มเทของเขาก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ เพราะนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ทำให้เขาเริ่มมีงานในวงการภาพยนตร์อย่าง The Believer (2001), Murder by Numbers (2002) และ The United States of Leland (2003) ตามมา

 

2. The Notebook (2004)

 

 

บทโนอาห์ ช่างไม้ผู้ยอมทำทุกอย่างเพื่อคนรักใน The Notebook ที่ไรอัน กอสลิง ได้แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว แต่กว่าจะแสดงบทบาทออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่เมืองชาร์ลสตัน เซาท์แคลิฟอร์เนีย สถานที่ถ่ายทำของเรื่องเป็นเวลา 2 เดือนก่อนเริ่มถ่ายทำ เพื่อให้ตัวเองคุ้นชินกับบรรยากาศมากที่สุด รวมทั้งการฝึกทำงานช่างไม้อย่างจริงจังในทุกๆ เช้า และถ้ายังจำกันได้ โต๊ะกินข้าวที่อยู่ในห้องครัว ก็เป็นผลงานที่เขาสร้างขึ้นมาเองกับมือ

 

ในช่วงที่ทีมงานคนอื่นๆ ใช้เวลาหยุดพักกองถ่ายในช่วงวันคริสต์มาสไปกับการพักผ่อน แต่ไรอันต้องใช้เวลานั้นไปกับการลดน้ำหนักตัวลงเกือบ 20 กิโลกรัม เพื่อเตรียมตัวถ่ายทำช่วงเวลาที่โนอาห์ยังเป็นวัยรุ่น

 

หลังจากนั้นไรอันก็จริงจังกับการเปลี่ยนแปลงรูปร่างอีกหลายครั้ง แต่ที่น่าจดจำที่สุดคือในปี 2007 ที่ปีเตอร์ แจ็คสัน ผู้กำกับเรื่อง The Lovely Bones ทาบทามให้เขามารับบทเป็นคุณพ่อของเด็กสาวที่ถูกฆาตกรรม แต่ไรอันเข้าใจว่าเขาต้องมารับบทเป็นตัวฆาตกร เขาเลยกลับไปตีความตัวละครใหม่ ไว้หนวดเครา กินไอศกรีมอย่างหนักเพิ่มน้ำหนักมาเกือบ 30 กิโลกรัม ปรากฏว่าพอมาเจอกันอีกครั้ง 1 เดือนก่อนถ่ายทำ ภาพลักษณ์ที่เห็นผิดจากที่ผู้กำกับคิดไว้อย่างสิ้นเชิง สุดท้ายไรอันก็ไม่ได้รับงานนั้น โดยมี มาร์ก วอห์ลเบิร์ก เข้ามารับบทนี้แทน

 

3. Blue Valentine (2010)

 

หนังความสัมพันธ์สุดหม่น ที่ตอกย้ำภาพ ‘ผู้ชายอมทุกข์’ ของไรอัน กอสลิง ให้ชัดขึ้นไปอีก

 

ก่อนถ่ายทำช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ของดีนและซินดี้เริ่มจืดจางและมีปัญหา ไรอันและมิเชลล์ วิลเลียมส์ ต้องไปใช้ชีวิตด้วยกันในบ้านเช่าเป็นเวลา 1 เดือนเต็ม เพื่อจำลองภาพที่สามีภรรยาต้องเจอให้สมจริงที่สุด ทั้งการต้องซื้อข้าวของเครื่องใช้ในบ้านเข้ามาเองในงบประมาณจำกัด ตามอาชีพช่างทาสี (ระหว่างนั้นไรอันก็ฝึกทาสีจริงๆ ไปด้วยเหมือนเล่น The Notebook) และอาชีพพยาบาลของทั้งคู่ การทำอาหาร ปัญหาการแชร์ห้องน้ำของผู้ชายและผู้หญิง และอีกสารพันปัญหาที่ทั้งคู่ต้องเผชิญ จนผลที่ได้ทำให้ Blue Valentine กลายเป็นหนังรักที่แสดงภาพช่วงเวลาจืดจางของความสัมพันธ์ได้ ‘จริง’ จนหลายคนกลัว

 

และความจริงนั้นก็ส่งไปถึงตัวของไรอัน กอสลิง ที่ต้องไปพบจิตแพทย์เพื่อเช็กสภาพจิตใจ และได้รับคำแนะนำว่า เขาควรไปเล่นหนังแนวคอเมดี้เสียบ้าง!

 

4. Drive (2011)

 

 

บทบาท ‘ไดรเวอร์’ ที่ปรากฏตัวพร้อมกับแจ็กเก็ตหนังแมงป่องที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของไรอัน กอสลิง ในเวลาต่อมา แทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้น เพราะตอนนั้นนิโคลัส ไวดิง เรฟิน เป็นเพียงผู้กำกับโนแนมที่มาฮอลลีวูดเพื่อหาทุนไปทำหนังของตัวเอง กระทั่งไรอัน กอสลิง รู้ข่าวและติดต่อให้มาพัฒนาโปรเจกต์นี้ร่วมกัน จนสุดท้ายทั้งคู่กลายเป็นผู้กำกับและนักแสดงคู่ขวัญที่มีผลงานอีกหลายเรื่องตามมา

 

เช่นเคยกับความจริงจังเพื่อเข้าถึงตัวละครในระดับ ‘เนิร์ด’ ของไรอัน กอสลิง หลังจากสร้างโต๊ะ หรือทาสีก็ทำมาหมดแล้ว พอมารับบทเป็นคนขับรถสุดระห่ำ เขาก็อัปเกรดตัวเองด้วยการประกอบรถ Chevy Malibu (รถสีเทาคันเก่าที่เห็นในหนัง) ขึ้นมาด้วยตัวเองเสียเลย

 

5. Only God Forgives (2013)

 

 

ในเรื่องนี้เขาต้องรับบทเป็นจูเลียน อดีตมาเฟียที่หนีมาเปิดค่ายมวยในกรุงเทพฯ และเพื่อความสมจริงที่ต้องเข้าฉากต่อสู้ด้วยแม่ไม้มวยไทยจริงๆ เขาก็บินมาอยู่ที่เมืองไทยก่อนถ่ายทำอยู่พักใหญ่ โดยใช้เวลาอาทิตย์ละ 4 วัน วันละ 2-3 ชั่วโมง เพื่อฝึกศิลปะการต่อสู้กับค่ายมวยไทยจริงๆ

 

และถ้าแค่นั้นยังฟังดูธรรมดาเกินไป ไรอัน กอสลิง ก็จัดให้ ด้วยการไม่ใช่แค่ซ้อมมวยไทย แต่ยังเข้าคอร์สลดน้ำหนักและสร้างกล้ามเนื้อตามแบบฉบับของ ‘นักมวยไทย’ จริงๆ อีกด้วย

 

6. La La Land (2016)

 

 

ความจริงจังอย่าแรกคือ ไรอัน กอสลิง ปฏิเสธบทเจ้าชายอสูรใน Beauty and the Beast เพื่อมารับบทเป็นเซบาสเตียน นักเปียโนช่างฝันในเรื่องนี้แทน เขาตัดสินใจเลือกเล่นบทที่ตัวเองใฝ่ฝันมานาน มากกว่าบทที่เป็นว่าที่หนัง Box Office เรื่องต่อไปได้อย่างไม่ลังเล

 

โจทย์แรกที่ เดเมียน ชาเซล ผู้กำกับให้กับไรอัน กอสลิง คือเขาต้องฝึกเล่นเปียโนให้ได้ ด้วยความที่ดนตรีเป็นหนึ่งในสิ่งที่เขารักอยู่แล้ว และนี่นับเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้นั่งพรมนิ้วลงบนเปียโน โดยไม่ต้องทำอะไร นอกจากการฝึกให้เก่งขึ้นเท่านั้น

 

ตัวเดเมียน ชาเซล ก็คงนึกไม่ถึง ว่าการบ้านง่ายๆ ที่ให้ไป จะทำให้หนุ่มเนิร์ดอย่างไรอัน ไปใช้เวลา 6 วันในหนึ่งสัปดาห์ เพื่อซ้อมเปียโนวันละ 3-4 ชั่วโมง ติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือน จนเมื่อถึงเวลาถ่ายทำ เขาสามารถถ่ายฉากเล่นเปียโนได้อย่างสมจริง โดยที่ไม่ต้องใช้ตัวแสดงแทนแม้แต่ฉากเดียว

 

7. First Man (2018)

 

 

การรับบทเป็น นีล อาร์มสตรอง มนุษย์คนแรกที่ได้ลงไปฝากรอยเท้าบนดวงจันทร์ คือความท้าทายล่าสุดที่ไรอัน กอสลิง ต้องข้ามผ่านไปให้ได้

 

เมื่อมาถึงจุดนี้ ไม่มีใครที่ยังสงสัยในฝีมือการแสดงของผู้ชายนัยน์ตาเศร้าคนนี้อีกต่อไป แต่สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเขาคือ การจะกลายเป็นตัวละครนี้ได้อย่างไร ในเมื่อนีล อาร์มสตรอง ได้จากโลกนี้ไปแล้ว

 

สิ่งที่เขาก็เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา เขาเอาความพยายามเข้าแลกเพื่อเข้าถึงบทบาทให้ได้มากที่สุด เขาศึกษาข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับอาร์มสตรอง ทั้งการอ่านชีวประวัติจากหนังสือ First Man อย่างละเอียด และพูดคุยกับเจมส์ อาร์. แฮนเซน ผู้เขียนที่เคยสัมภาษณ์อาร์มสตรองอย่างใกล้ชิด รวมทั้งภรรยา ลูกชาย เพื่อน และครูฝึกการบินของอาร์มสตรอง ไรอันก็เข้าไปขอทำการฝึกแบบเดียวกับที่อาร์มสตรองเคยผ่านมาด้วย

 

รวมทั้งสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่ฟาร์มในวาปาโคเนตา รัฐโอไฮโอ บ้านเกิดของนีล, มหาวิทยาลัย, พิพิธภัณฑ์ Armstrong Air & Space Museum, ศูนย์ปฏิบัติการของนาซาทั้งที่แหลมคานาเวอรัลและฮูสตัน และทุกๆ ที่ที่เกี่ยวข้องกับอาร์มสตรอง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไรอันพร้อมที่จะไปทั้งหมด

 

สุดท้ายเขาก็ค้นพบข้อมูลสำคัญอย่างเพลงที่อาร์มสตรองใช้เปิดระหว่างปฏิบัติภารกิจบนยานอพอลโล 11 และค้นพบเพลงที่อาร์มสตรองเคยเขียนไว้สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

 

เขาได้ใช้เวลาอยู่กับ จูน น้องสาวของนีล ที่ฟาร์มของพวกเขาในวาปาโคเนตา, โอไฮโอ ซึ่งเป็นที่ที่นีลเกิด และพิพิธภัณฑ์ Armstrong Air & Space Museum และศูนย์ปฏิบัติการของนาซา ทั้งที่แหลมคานาเวอรัลและฮูสตัน, คำแถลงการณ์ถึงอาร์มสตรองก่อนขึ้นไปปฏิบัติ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทีมงานไม่เคยรู้มาก่อน และได้ถูกนำมาใช้ประกอบใน First Man ด้วย

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post ไรอัน กอสลิง พัฒนาการแห่งความทุ่มเทตลอด 26 ปี จาก The Mickey Mouse Club จนถึง First Man appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/ryan-gosling-from-the-mickey-mouse-club-to-first-man/feed/ 0