BlockFi – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 27 Aug 2023 02:46:24 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 FTX-BlockFi ถูกโจมตีด้านไซเบอร์ หลังบริษัท Kroll ที่ดูแลการล้มละลายถูกแฮ็ก ขณะที่ข้อพิพาทระหว่างทั้งสองยังดำเนินต่อไป https://thestandard.co/ftx-blockfi-kroll-hacked/ Sun, 27 Aug 2023 02:46:24 +0000 https://thestandard.co/?p=834207

เว็บเทรดซื้อ-ขายคริปโต FTX กำลังตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด […]

The post FTX-BlockFi ถูกโจมตีด้านไซเบอร์ หลังบริษัท Kroll ที่ดูแลการล้มละลายถูกแฮ็ก ขณะที่ข้อพิพาทระหว่างทั้งสองยังดำเนินต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

เว็บเทรดซื้อ-ขายคริปโต FTX กำลังตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้านไซเบอร์ เนื่องจาก Kroll ซึ่งเป็นบริษัทบุคคลที่ 3 ที่ดูแลคดีล้มละลาย ถูกโจมตีแบบ Phishing ทำให้มีการเปิดเผยข้อมูลลูกค้าบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีล้มละลายตอนนี้ ซึ่งทางแพลตฟอร์มกู้ยืมเงินคริปโต BlockFi ก็เผชิญกับสถานการณ์ที่คล้ายกัน โดยบริษัทยืนยันว่า มีการเข้าถึงข้อมูลลูกค้าบางอย่างบนแพลตฟอร์มของ Kroll โดยไม่ได้รับอนุญาต 

 

ก่อนหน้านี้ FTX ได้ยื่นเอกสารเรียกร้องให้ BlockFi คืนเงินมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ BlockFi คัดค้านข้อเรียกร้องของ FTX ด้วยเหตุผลหลายประการ รวมถึงการกล่าวหาว่า ข้อเรียกร้องของ FTX นั้นไม่มีมูลความจริงและขาดคุณธรรม

 

ลูกค้า FTX และ BlockFi กำลังตกเป็นเป้าการโจมตี Phishing

 

ข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการของ FTX ระบุว่า ผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งรายงานว่า ได้รับอีเมล Phishing หลังจากที่ Kroll บริษัทตัวแทนที่ดูแลเกี่ยวกับค่าสินไหมคดีล้มละลาย ถูกละเมิดความปลอดภัยทางไซเบอร์ ส่งผลให้มีข้อมูลที่ไม่ละเอียดอ่อนบางส่วนของลูกค้าถูกเปิดเผย บริษัทยังเปิดเผยอีกว่า มีการเข้าถึงข้อมูลลูกค้าบางอย่างบนแพลตฟอร์มของ Kroll โดยไม่ได้รับอนุญาต 

 

เหตุการณ์ที่คล้ายกันเกิดขึ้นกับแพลตฟอร์ม BlockFi อย่างไรก็ตาม บริษัทรับรองว่าระบบภายในและเงินทุนของลูกค้าจะไม่ได้รับผลกระทบ ทั้ง BlockFi และ Kroll ยืนยันว่าจะไม่ติดต่อผู้ใช้ผ่านทางโทรศัพท์ อีเมล หรือข้อความเพื่อขอข้อมูลส่วนบุคคล และขอให้ผู้ใช้งานงดเว้นจากการคลิกลิงก์อีเมลเพื่อเข้าสู่ระบบ

 

การโจมตีด้านความปลอดภัยครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ BlockFi เตรียมต่อสู้คดีเพื่อไม่ให้ FTX และ Three Arrows Capital (3AC) เรียกคืนเงินหลายพันล้านดอลลาร์ ก่อนที่บริษัทจะล่มสลายในปีที่แล้ว

 

BlockFi สู้คดีกับ FTX และ 3AC ตามกระบวนการล้มละลายที่ดำเนินการอยู่ 

 

ก่อนหน้านี้ FTX ได้ยื่นเอกสารเรียกร้องให้ BlockFi คืนเงินมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ และจากเอกสารในการยื่นฟ้องวันที่ 21 สิงหาคม BlockFi คัดค้านข้อเรียกร้องของ FTX ด้วยเหตุผลหลายประการ รวมถึงมีการกล่าวหาว่า ข้อเรียกร้องของฝ่าย FTX นั้นไม่มีมูลความจริงและขาดคุณธรรม หากข้อเรียกร้องใดๆ ของ FTX ได้รับอนุญาต ก็ควรจะอยู่ภายใต้ข้อบังคับอย่างเท่าเทียมกัน

 

หลักข้อบังคับอย่างเท่าเทียมกันในที่นี้หมายถึง อำนาจของศาลล้มละลายในการจัดผลประโยชน์ของเจ้าหนี้ตามลำดับความสำคัญ และกำหนดให้ข้อเรียกร้องของผู้กระทำผิดมีสถานะด้อยกว่า ด้วยเหตุนี้ BlockFi จึงขอให้ศาลจัดลำดับความสำคัญของลูกค้าของ BlockFi และเจ้าหนี้รายอื่นให้อยู่เหนือ FTX เนื่องจาก FTX ไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงที่เพียงพอที่จะสนับสนุนการอ้างสิทธิของตน และยังสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองจากการฉ้อโกงเงินของลูกค้าที่เกิดขึ้น

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2022 อดีตเว็บเทรดคริปโตชั้นนำอันดับ 2 ของโลก FTX ประสบกับปัญหาสภาพคล่องจนต้องระงับการฝาก-ถอนเงินของลูกค้า และประกาศล้มละลายเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 เหตุการณ์นี้ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อบริษัทในอุตสาหกรรมคริปโตหลายแห่ง ซึ่งรวมถึง BlockFi ที่ประกาศล้มละลายตามบทที่ 11 ตามประมวลกฎหมายล้มละลายของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนปีเดียวกัน โดยเป็นระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากที่ FTX ยื่นฟ้องล้มละลาย

 

BlockFi ถูกประมาณการไว้ว่า อาจเป็นหนี้มากถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีเจ้าหนี้มากกว่า 100,000 ราย ซึ่งรวมถึงเงินประมาณ 220 ล้านดอลลาร์ต่อกองทุนเฮดจ์ฟันด์คริปโต 3AC ที่ล้มละลายไป ทาง BlockFi ก็อ้างเช่นเดียวกันว่า 3AC กระทำการฉ้อโกงด้วยเงินที่ยืมมา และแย้งว่าไม่ควรมีสิทธิได้รับการชำระเงินคืน

 

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงและความผันผวนสูงมาก นักลงทุนจึงควรกระจายความเสี่ยง ศึกษาหาข้อมูล และวางแผนในการลงทุนด้วยความรอบคอบ บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น

 

อ้างอิง:

The post FTX-BlockFi ถูกโจมตีด้านไซเบอร์ หลังบริษัท Kroll ที่ดูแลการล้มละลายถูกแฮ็ก ขณะที่ข้อพิพาทระหว่างทั้งสองยังดำเนินต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดลิสต์รายชื่อธุรกิจทั่วโลก ใครมีเงินฝากอยู่ใน SVB กันบ้าง? https://thestandard.co/business-listing-svb-deposit/ Wed, 15 Mar 2023 07:56:19 +0000 https://thestandard.co/?p=763278 รายชื่อธุรกิจ

สำนักข่าว Reuters รวบรวมรายชื่อบรรดาธุรกิจสตาร์ทอัพที่ม […]

The post เปิดลิสต์รายชื่อธุรกิจทั่วโลก ใครมีเงินฝากอยู่ใน SVB กันบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายชื่อธุรกิจ

สำนักข่าว Reuters รวบรวมรายชื่อบรรดาธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีเงินฝากติดอยู่ใน Silicon Valley Bank (SVB) ที่เพิ่งถูกทางการสหรัฐฯ สั่งปิดกิจการไปหลังจากประสบปัญหาสภาพคล่อง

 

โดยเบื้องต้นพบว่า มีบริษัทในทวีปอเมริกาเหนือจำนวนหลายแห่งที่ออกมายอมรับว่าตัวเองมีเงินฝากอยู่กับ SVB คิดเป็นมูลค่ารวมกันมากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ในทวีปยุโรปมีบริษัท 16 แห่งที่เปิดเผยว่ามีเงินฝากอยู่ใน SVB คิดเป็นมูลค่ารวมกันราว 190 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ยังมีบริษัทในแถบเอเชีย-แปซิฟิกจำนวนหนึ่งที่ยอมให้ข้อมูลเช่นกัน 

 

หากพิจารณาจากลิสต์รายชื่อที่ถูกเปิดเผยออกมาจะพบว่า ฐานลูกค้าของ SVB มีการกระจายตัวอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรมตั้งแต่เกม สื่อ ซอฟต์แวร์ เซมิคอนดักเตอร์ การเงิน และการแพทย์ แต่ทั้งหมดจะมีความเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีค่อนข้างสูง

 

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา Fed, FDIC และกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ร่วมกันจัดตั้ง 2 เครื่องมือหลัก ได้แก่ Systemic Risk Exception (SRE) และ Bank Term Funding Program (BTFP) เพื่อเข้ามาจัดการเงินฝากของลูกค้าของ SVB และ Signature Bank เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเงินฝากทั้งหมดจะได้รับความคุ้มครอง ทำให้บริษัทเหล่านี้จะไม่ได้รับความเสียหายในแง่ของเงินฝาก แต่ในแง่ของการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคตคงยังต้องติดตามกันต่อไป

 

รายชื่อของบริษัทเหล่านี้จะเป็นใครบ้าง THE STANDARD WEALTH รวบรวมมาให้แล้ว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post เปิดลิสต์รายชื่อธุรกิจทั่วโลก ใครมีเงินฝากอยู่ใน SVB กันบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
1 ใน 3 ของโปรเจกต์คริปโต ‘ตายแล้ว’ ในปี 2022 จากผลกระทบวิกฤต FTX https://thestandard.co/1-in-3-crypto-projects-dead-in-2022/ Fri, 30 Dec 2022 06:08:59 +0000 https://thestandard.co/?p=730955

นับตั้งแต่การล่มสลายของระบบนิเวศ Terra และเหรียญ LUNA ต […]

The post 1 ใน 3 ของโปรเจกต์คริปโต ‘ตายแล้ว’ ในปี 2022 จากผลกระทบวิกฤต FTX appeared first on THE STANDARD.

]]>

นับตั้งแต่การล่มสลายของระบบนิเวศ Terra และเหรียญ LUNA ตามมาด้วยการล้มละลายของเว็บเทรดคริปโต FTX โปรเจกต์คริปโตจำนวนมากกว่า 1 ใน 3 ได้ล้มหายตายจากไป นอกจากนี้ คริปโตเคอร์เรนซีกว่า 40% ที่เกิดขึ้นในปี 2021 ได้ปิดใช้งานไปแล้วในปีนี้ ท่ามกลางสภาวะตลาดหมีที่มีมาอย่างยาวนาน

 

โปรเจกต์คริปโตจำนวนมากได้รับผลกระทบจากวิกฤต FTX

ข้อมูลจาก RootData เปิดเผยว่า โปรเจกต์คริปโตกว่า 96 โครงการประกาศปิดตัวลงในปีนี้ และในจำนวนนั้นมีจำนวน 28 โปรเจกต์ที่ได้รับเงินทุนจำนวนมาก ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 3.61 พันล้านดอลลาร์

 

บริษัทคริปโตที่ได้รับเงินทุนมากที่สุดได้แก่ FTX อดีตเว็บเทรดคริปโตชั้นนำที่เพิ่งล้มละลายไป บริษัทได้รับเงินระดมทุนจากนักลงทุนมากมายราว ๆ 1.73 พันล้านดอลลาร์

 

ก่อนหน้านั้น Celsius Network แพลตฟอร์มกู้ยืมสกุลเงินดิจิทัลได้รับเงินทุนจำนวน 788.8 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุน ก่อนที่จะล้มละลายจากวิกฤต Terra

 

BlockFi ได้รับเงินทุนรวม 499.85 ล้านดอลลาร์ จากนักลงทุนรายใหญ่ เช่น ConsenSys Mesh, Morgan Creek Digital และ Winklevoss Capital และสุดท้าย Voyager Digital ได้รับเงินทุนจำนวน 135 ล้านดอลลาร์จาก Alameda Research, Galaxy Digital, Binance.US และ Digital Currency Group ก่อนที่จะยื่นขอล้มละลายเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม

 

เหรียญที่ลิสต์บน CoinGecko 40% เมื่อปี 2021 ตายแล้วในปีนี้

ในช่วงตลาดกระทิงปี 2021 ที่ผ่านมา คริปโตเคอร์เรนซีมากกว่า 8,000 เหรียญได้จดทะเบียนบนเว็บไซต์ CoinGecko และในปีนี้ ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า 40% ของเหรียญเหล่านั้นได้ปิดใช้งานไปแล้ว ท่ามกลางสภาวะตลาดหมีที่มีมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้จำนวนสินทรัพย์ดิจิทัลที่จดทะเบียนบน CoinGecko ที่ปิดใช้งานในปี 2022 เพิ่มขึ้นเป็น 951 เหรียญ ตามข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน  มูลค่าสินทรัพย์ตามราคาตลาดคริปโตทั่วโลกอยู่ที่ 866.4 พันล้านดอลลาร์ หลังจากที่เคยทำระดับสูงสุดที่ประมาณ 3 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2021 การลดลงอย่างรวดเร็วของมูลค่าตลาดคริปโตอาจไม่ได้สะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานของระบบนิเวศบล็อกเชน แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าความสนใจของผู้คนต่ออุตสาหกรรมนี้ลดลงอย่างมาก

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีโปรเจกต์คริปโต โทเคน และเหรียญจำนวนมากที่ตายไป หรือไม่สามารถพัฒนาต่อได้ แต่นี่อาจเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เพราะสุดท้ายโปรเจกต์ที่มุ่งมั่นกับโครงการจะเป็นโปรเจกต์ที่อยู่รอดต่อไปได้ในที่สุด การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงและความผันผวนสูงมาก นักลงทุนจึงควรกระจายความเสี่ยง ศึกษาหาข้อมูล และวางแผนในการลงทุนด้วยความรอบคอบ บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

 

The post 1 ใน 3 ของโปรเจกต์คริปโต ‘ตายแล้ว’ ในปี 2022 จากผลกระทบวิกฤต FTX appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมเกาะติด! 3 เหตุการณ์สำคัญที่อาจ ‘เขย่าตลาดคริปโต’ ในสัปดาห์นี้ https://thestandard.co/3-things-crypto-market-this-week/ Wed, 30 Nov 2022 05:29:52 +0000 https://thestandard.co/?p=717765

Bitcoin ปรับตัวสูงขึ้นในวันนี้ (30 พฤศจิกายน) ซื้อขายอย […]

The post เตรียมเกาะติด! 3 เหตุการณ์สำคัญที่อาจ ‘เขย่าตลาดคริปโต’ ในสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Bitcoin ปรับตัวสูงขึ้นในวันนี้ (30 พฤศจิกายน) ซื้อขายอยู่ที่ 16,911 ดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้น 3.9% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตลาดยังคงระมัดระวังในสัปดาห์นี้ เนื่องจากรอการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญหลายรายงาน นอกจากนี้ปัจจัยทางการเมืองจากการประท้วงในจีน ได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตลาดให้ย่ำแย่ลงไปอีก รวมถึงความหวาดระแวงเกี่ยวกับผลกระทบที่ลุกลามหลังจากที่แพลตฟอร์มกู้ยืมคริปโตอย่าง BlockFi เป็นรายล่าสุดที่ยื่นเรื่องล้มละลายจากการล่มสลายของ FTX

 

ข้อมูลเศรษฐกิจอาจทำให้ตลาดคริปโตผันผวนในสัปดาห์นี้

Bitcoin ซื้อขายอยู่ในกรอบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และปรับตัวสูงขึ้นในวันนี้ ณ เวลา 10.40 น. ราคา BTC ซื้อขายอยู่ที่ 16,911 ดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้น 3.9% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ผลตอบแทนรายเดือนในเดือนพฤศจิกายนนี้ของ Bitcoin ลดลงถึง 17.36% (ตามข้อมูลจาก Coinglass) ตลาดยังคงระมัดระวังในสัปดาห์นี้ เนื่องจากรอการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญหลายรายงาน ในวันนี้ สหรัฐฯ จะมีการเปิดเผยรายงานการจ้างงานของ ADP และตัวเลข GDP รายไตรมาส รวมถึงคำแถลงของ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ และในวันพฤหัสบดีนี้ (1 ธันวาคม) จะมีการเผยแพร่รายงานดัชนีการใช้จ่ายส่วนบุคคลของผู้บริโภคพื้นฐาน (Core PCE) และดัชนี PMI ภาคการผลิตของ ISM และในวันศุกร์นี้ (2 ธันวาคม) ตลาดจะจับตามองรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) และอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ปัจจัยระดับมหภาคนี้อาจทำให้ตลาดคริปโตผันผวนได้ โดย Crypto Tony เทรดเดอร์ชื่อดังได้แสดงความเห็นว่า บริเวณ 16,000 ดอลลาร์ จะเป็นระดับที่สำคัญสำหรับ Bitcoin สำหรับการเคลื่อนไหวต่อไปในระยะยาว ขณะที่ทางด้าน Il Capo of Crypto ยังคงมีมุมมองขาลง และเปิดเผยว่า หากราคาทะลุต่ำกว่า 16,000 ดอลลาร์ ระดับ 12,000 ดอลลาร์ จะเป็นเป้าหมายต่อไปสำหรับ BTC/USD

 

การประท้วงในจีนอาจส่งผลต่อสินทรัพย์เสี่ยงและตลาดคริปโต

นอกเหนือจากรายงานระดับมหภาคจากสหรัฐฯ แล้ว ปัจจัยทางการเมืองจากการประท้วงในจีนได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตลาดให้ย่ำแย่ลงไปอีก ประเทศจีนกำลังตกอยู่ในกระแสการประท้วงต่อต้านมาตรการควบคุมโควิด โดยหลายเมืองต่างต่อต้านการล็อกดาวน์ เพื่อเรียกร้องให้ยุตินโยบาย Zero-COVID หากสถานการณ์แย่ลงเหตุการณ์นี้อาจทำให้สินทรัพย์เสี่ยง เช่น ตลาดหุ้นและคริปโต ตกอยู่ในภาวะตลาดหมีต่อไปอีก

 

ผลกระทบลุกลามต่อจากการล้มละลายของ BlockFi

แพลตฟอร์มกู้ยืมคริปโตอย่าง BlockFi เป็นรายล่าสุดที่ยื่นเรื่องล้มละลาย โดยได้รับผลกระทบจากการล่มสลายของ FTX ที่ผ่านมา แม้ว่าการล้มละลายของ BlockFi จะไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ไว้แล้ว แต่ก็ทำให้แพลตฟอร์มการให้กู้ยืมและการหาผลตอบแทนแบบ Yield Earning ได้รับผลกระทบอย่างหนักและสูญเสียความเชื่อมั่น หลังจากที่ Voyager และ Celsius ล้มละลายไปก่อนหน้านี้ จากการล่มสลายของเครือข่าย Terra เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

 

เนื่องจากบริษัทคริปโตต่างๆ มักจะมีความสัมพันธ์กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้นักลงทุนยังคงหวาดระแวงต่อไปว่าบริษัทใดที่จะได้รับผลกระทบเป็นโดมิโนตัวต่อไป

 

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงและความผันผวนสูงมาก นักลงทุนจึงควรกระจายความเสี่ยง ศึกษาหาข้อมูล และวางแผนในการลงทุนด้วยความรอบคอบ บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง:

The post เตรียมเกาะติด! 3 เหตุการณ์สำคัญที่อาจ ‘เขย่าตลาดคริปโต’ ในสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไปอีกราย! ‘BlockFi’ แพลตฟอร์มให้กู้ยืมคริปโตยื่นล้มละลาย รับผลกระทบจาก FTX ดันเจ้าหนี้แตะ 1 แสนราย https://thestandard.co/blockfi-files-for-bankruptcy/ Tue, 29 Nov 2022 00:48:28 +0000 https://thestandard.co/?p=716946

สถานการณ์ล่าสุดในแวดวงอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีที่ยังค […]

The post ไปอีกราย! ‘BlockFi’ แพลตฟอร์มให้กู้ยืมคริปโตยื่นล้มละลาย รับผลกระทบจาก FTX ดันเจ้าหนี้แตะ 1 แสนราย appeared first on THE STANDARD.

]]>

สถานการณ์ล่าสุดในแวดวงอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีที่ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากเมื่อวานนี้ (28 พฤศจิกายน) BlockFi แพลตฟอร์ตซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลได้ออกมาประกาศล้มละลาย โดยบริษัทยื่นเรื่องต่อศาลแขวงในรัฐนิวเจอร์ซีย์ของสหรัฐฯ ตามมาตรา 11 เพื่อขอรับการพิทักษ์ทรัพย์จากภาวะล้มละลาย

 

สำนักข่าว Reuters รายงานอ้างอิงแถลงการณ์ของ BlockFi ซึ่งมีมูลค่าตลาด 4.8 พันล้านดอลลาร์ที่เปิดเผยว่า บริษัทมีเจ้าหนี้มากกว่า 100,000 ราย รวมทั้งมีหนี้สินและทรัพย์สินราว 1 พันล้านดอลลาร์ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ทั้งนี้ BlockFi ซึ่งให้บริการรับฝากคริปโตเคอร์เรนซี และมีกระดานเทรดของตนเอง เป็นหนึ่งในหลายบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการล่มสลายของ FTX ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินคริปโตอันดับ 2 ของโลก

 

ก่อนหน้านี้ BlockFi ประกาศระงับการถอนเงินของลูกค้า โดยยอมรับว่าธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการล้มละลายของ FTX ซึ่งได้ยื่นล้มละลายเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหนี้มากกว่า 1,000,000 ราย ขณะที่บริษัทในเครือราว 130 แห่งเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ซึ่งรวมถึงบริษัท Alameda Research และ FTX.US

 

รายงานระบุว่า FTX ได้กลายเป็นบริษัทที่ล้มละลายภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน จากเดิมที่มีสินทรัพย์มากกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ท่ามกลางวิกฤตสภาพคล่องจากการที่ลูกค้าแห่ถอนเงิน ขณะที่ Binance แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวลานี้ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงซื้อกิจการ 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง:

The post ไปอีกราย! ‘BlockFi’ แพลตฟอร์มให้กู้ยืมคริปโตยื่นล้มละลาย รับผลกระทบจาก FTX ดันเจ้าหนี้แตะ 1 แสนราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาดู ‘Genesis’ โดมิโนตัวต่อไป และระเบิดเวลาลูกใหม่ในตลาดคริปโต https://thestandard.co/genesis-cryptocurrency/ Tue, 22 Nov 2022 07:03:49 +0000 https://thestandard.co/?p=713644 Genesis

แพลตฟอร์มคริปโตเคอร์เรนซีในตลาดกำลังเผชิญกับปัญหาสภาพคล […]

The post จับตาดู ‘Genesis’ โดมิโนตัวต่อไป และระเบิดเวลาลูกใหม่ในตลาดคริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
Genesis

แพลตฟอร์มคริปโตเคอร์เรนซีในตลาดกำลังเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น หลังจากการล่มสลายของ FTX โดยบริษัท BlockFi ได้ยื่นล้มละลายไปแล้ว ขณะนี้นักลงทุนจับตาดูบริษัทที่อาจเป็นโดมิโนตัวต่อไป ซึ่งดูเหมือนว่า Genesis อาจกำลังตกที่นั่งลำบาก หลังจากที่ปิดการถอนไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หาก Genesis ไม่สามารถหาแหล่งระดมทุนได้ บริษัทอาจเสี่ยงต่อการยื่นล้มละลาย และนี่อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดคริปโต

 

ความสัมพันธ์ระหว่าง Genesis, Alameda, Gemini และ BlockFi

ข่าวลือเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของ Genesis Trading สร้างความหวาดกลัวในตลาดคริปโตเป็นอย่างมาก เนื่องจากบริษัทแห่งนี้เปรียบเหมือนกระดูกสันหลังของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนสถาบันที่มีการกู้ยืม ซื้อขาย และป้องกันความเสี่ยงในคริปโต

 

Genesis เป็นส่วนหนึ่งของ Digital Currency Group ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Grayscale บริษัทจัดการกองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ของโลก บริษัทได้ให้บริการกู้ยืมคริปโตมูลค่ามหาศาลระดับหมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งการล่มสลายของ Terra เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้บริษัทอยู่ในสถานะที่ไม่ดี เนื่องจาก Genesis เป็นเจ้าหนี้ของ Three Arrows Capital (3AC) และ Babel Finance ที่ยื่นล้มละลายจากการล่มสลายของ Terra

 

Genesis ได้ประกาศการระงับการถอนเงิน หลังจากการล้มละลายของ FTX และ Alameda Research เนื่อจากบริษัทลงทุนเกือบ 175 ล้านดอลลาร์ในบัญชีซื้อขาย FTX แม้ว่าบริษัทแม่อย่าง Digital Currency Group ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Grayscale จะอัดฉีดเงิน 140 ล้านดอลลาร์เข้าสู่ธุรกิจ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ Genesis ก็ยังต้องหาเงินทุนเพิ่ม ซึ่งนี่ก็คือเหตุผลที่ Gemini เว็บเทรดคริปโตของสองพี่น้องตระกูล Winklevoss ที่มีช่องทาง Gemini Earn ที่นำเงินของลูกค้าไปลงทุนเพื่อรับดอกเบี้ยจาก Genesis ต้องหยุดการถอนเงิน

 

ผลกระทบลุกลามในหมู่ ‘นักลงทุนสถาบัน’

ข่าวร้ายของ Genesis ที่แพร่สะพัด ทำให้กองทุนทรัสต์ของ Grayscale บริษัทแม่ของ Genesis ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ ETF ที่ลงทุนใน Bitcoin ได้เจอกับแรงเทขาย และทำให้ราคาซื้อขายด้วย Discount มากกว่า 45% เลยทีเดียว 

 

Gautam Chhugani และ Manas Agrawal มองว่านี่เกิดจากการที่นักลงทุนกังวลต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อกองทุนทรัสต์ Bitcoin อย่าง GBTC ท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายอย่าง

 

ที่น่าสังเกตประการหนึ่งคือ การล่มสลายของ Terra เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายย่อย แต่การล่มสลายของ FTX ครั้งนี้มีสถาบันการเงินและบริษัทที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่าหากตลาดคริปโตจะเติบโตอย่างยั่งยื่นในระยะยาว อาจจำเป็นต้องกวาดล้างบริษัทที่ไม่โปร่งใส และจำเป็นต้องมีกฎระเบียบที่เข้ามากำกับดูแลมากขึ้น

 

หนึ่ง-ปรมินทร์ อินโสม ผู้ก่อตั้ง บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือเว็บเทรด Satang Pro ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ว่า หาก Binance ซึ่งขณะนี้เป็นเว็บเทรดคริปโตอันดับ 1 ของโลก ถอนการลงทุนใน Genesis อาจทำให้ Genesis ยิ่งเสี่ยงต่อการล้มละลาย รวมถึงบริษัทต่างๆ ที่มีการกู้ยืมจาก Genesis อาจได้รับผลกระทบลุกลามตามกันหมด 

 

เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆ ที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก อย่าลืมว่า ‘Not your key, Not your coins’ การจัดเก็บสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักลงทุนในขณะนี้คงมีเพียง Hardware Wallet เท่านั้น

 

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงและความผันผวนสูงมาก นักลงทุนจึงควรกระจายความเสี่ยง ศึกษาหาข้อมูล และวางแผนในการลงทุนด้วยความรอบคอบ บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post จับตาดู ‘Genesis’ โดมิโนตัวต่อไป และระเบิดเวลาลูกใหม่ในตลาดคริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
BlockFi แพลตฟอร์มกู้ยืมบนคริปโต กำลังพิจารณาเตรียมยื่นล้มละลาย หลังได้รับผลกระทบจาก FTX https://thestandard.co/blockfi-potential-bankruptcy/ Wed, 16 Nov 2022 04:40:56 +0000 https://thestandard.co/?p=709796

จากข้อมูลของสำนักข่าว The Wall Street Journal เผยว่า Bl […]

The post BlockFi แพลตฟอร์มกู้ยืมบนคริปโต กำลังพิจารณาเตรียมยื่นล้มละลาย หลังได้รับผลกระทบจาก FTX appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากข้อมูลของสำนักข่าว The Wall Street Journal เผยว่า BlockFi แพลตฟอร์มกู้ยืมดังบนคริปโตเคอร์เรนซี กำลังพิจารณาเตรียมยื่นเอกสารล้มละลาย พร้อมปลดพนักงานจำนวนมาก หลังจากระงับการถอนเงินของผู้ใช้งานไปในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นผลกระทบจากการล้มละลายของ FTX

 

วันจันทร์ที่ผ่านมา (14 พฤศจิกายน) ทาง BlockFi ได้ออกมาเขียนข้อความว่า ทางแพลตฟอร์มได้เปิดสถานะให้แก่ Alameda Research และ FTX ‘อย่างมีนัยสำคัญ’

 

โดยทาง BlockFi ก็ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “มันอาจจะมีทางเลือกหลายๆ ทางสำหรับเรา และตอนนี้เรากำลังพยายามหาทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเดินไปข้างหน้า ซึ่งเราก็มีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับการทดลองความเป็นไปได้ต่างๆ ทั้งหมด และเรายังได้จ้างที่ปรึกษาจากภายนอกเพื่อพาเราก้าวไปสู่สเต็ปถัดไป”

 

ซึ่งได้มีการจ้าง Haynes and Boone, LLP เข้ามาเป็นที่ปรึกษาทางด้านกฎหมาย และ Berkeley Research Group เข้ามาเป็นที่ปรึกษาทางด้านการเงิน

 

นอกจากนี้ BlockFi ยังเป็นบริษัทที่ได้เคยรับการช่วยเหลือจาก FTX ในช่วงต้นปี จากการปรับฐานอย่างรุนแรงของราคาเหรียญคริปโต ทำให้ลูกหนี้ของ BlockFi ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก และในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาได้รับวงเงินกู้ยืม 400 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท จาก FTX เพื่อแลกกับโอกาสในการเข้าซื้อกิจการทั้งหมดของ BlockFi

 

ซึ่งจากข้อมูลวงในกล่าวว่า BlockFi ได้ใช้วงเงินกู้ดังกล่าวไปเป็นจำนวนมาก และได้นำเงินไปปล่อยกู้ให้กับ Alameda Research โดยมีเหรียญ FTT ของ FTX เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน จนทำให้ได้รับผลกระทบจากการล่มสลายของ FTX จากการที่เหรียญ FTT ปรับตัวลงมามากกว่า 80% นั่นเอง


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


อ้างอิง:

The post BlockFi แพลตฟอร์มกู้ยืมบนคริปโต กำลังพิจารณาเตรียมยื่นล้มละลาย หลังได้รับผลกระทบจาก FTX appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปการล่มสลายของ FTX ที่อาจจุดชนวนวิกฤตในตลาดคริปโต https://thestandard.co/ftx-meltdown-recap/ Sun, 13 Nov 2022 11:57:02 +0000 https://thestandard.co/?p=708463

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซียังคงเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นและก […]

The post สรุปการล่มสลายของ FTX ที่อาจจุดชนวนวิกฤตในตลาดคริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซียังคงเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นและการล้มลงของโปรเจกต์และผู้ให้บริการอย่างต่อเนื่อง หลังจากเหตุการณ์ล่มสลายของ Terra, LUNA และ UST ล่าสุดก็เป็นคิวของ FTX กระดานเทรดคริปโตเบอร์ 2 ของโลก ที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องจนต้องยื่นขอล้มละลายไปเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา 

 

การพังทลายของ FTX ถือเป็นข่าวใหญ่ เพราะหลายฝ่ายกังวลว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะจุดชนวนให้เกิดเป็นวิกฤตที่ลุกลามเป็นโดมิโนในแวดวงคริปโตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


เหตุการณ์เป็นมาอย่างไร?

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เริ่มจากข่าวลือที่แพร่สะพัดทาง Twitter ว่า FTX กำลังประสบปัญหาบางอย่าง ซึ่งเรื่องดังกล่าวเริ่มมีมูลขึ้นเมื่อ ฉางเผิง จ้าว หรือ CZ เจ้าของ Binance แพลตฟอร์มเทรดคริปโตอันดับ 1 ได้ทวีตข้อความระบุว่า เขาจะขาย FTT ซึ่งเป็นเหรียญของ Exchange FTX ทั้งหมด เนื่องจากตรวจพบพฤติกรรมบางอย่างของ Alameda Research ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ FTX ที่อาจจะส่งผลเสียต่อตัว Binance เอง 

 

ภายหลังเว็บไซต์ข่าว CoinDesk ได้ออกมาเปิดเผยว่า สินทรัพย์ภายใต้การดูแลของ Alameda Research กว่า 80% นั้นเป็น FTT โดย แซม แบงก์แมน-ฟรายด์ หรือ SBF ผู้ก่อตั้ง FTX และ Alameda Research ได้นำ FTT หรือเหรียญที่ออกโดยตัวเองไปค้ำประกัน เพื่อกู้เงินจาก FTX ออกมาใช้ เปรียบเสมือนการนำอัฐยายไปซื้อขนมยาย

 

เมื่อเรื่องแดงขึ้นนักลงทุนจึงแห่กันเทขาย FTT จนราคาร่วงลงเกือบ 10 เท่าอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีการถอนเงินออกจากแพลตฟอร์มมากถึง 6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งทาง SBF เองได้พยายามแก้ไขปัญหาด้วยการขอความช่วยเหลือจากนักลงทุนรายอื่นเพิ่ม หนึ่งในนั้นคือ CZ อย่างไรก็ตาม ดีลดังกล่าวก็ล่มลงหลังจากผลการเข้าตรวจสอบกิจการหรือ Due Diligence ออกมาย่ำแย่

 

ยื่นขอล้มละลาย

หลังจากหมดทางยื้อ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา FTX พร้อมบริษัทในเครืออีกราว 130 แห่ง ซึ่งรวมถึง Alameda Research และ FTX.US ได้ตัดสินใจยื่นขอล้มละลายต่อศาลเดลาแวร์ในสหรัฐฯ ขณะที่ SBF ก็ได้ประกาศลงจากตำแหน่งซีอีโอ 

 

ในเอกสารยื่นขอล้มละลายจำนวน 23 หน้าของ FTX ระบุว่า ปัจจุบันบริษัทมีเจ้าหนี้อยู่มากกว่า 1 แสนราย มีสินทรัพย์อยู่ระหว่าง 1-5 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีหนี้สินอยู่ราว 1-5 หมื่นล้านดอลลาร์เช่นกัน

 

การล่มสลายของ FTX ส่งผลให้ความมั่งคั่งของ Bankman-Fried ลดลงจาก 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์ เหลือเพียง 991.5 ล้านดอลลาร์ หรือลดลงราว 94% ภายในเวลาอันรวดเร็ว

 

แน่นอนว่าไม่เฉพาะ SBF ที่ต้องสูญเสียความมั่งคั่งไปอย่างมหาศาล แต่บรรดานักลงทุนทั้งรายย่อยและสถาบันที่ลงทุนในแพลตฟอร์มของเขาต่างก็เจ็บตัวมากน้อยไปตามๆ กัน 

 

ในปีที่ผ่านมา FTX เคยมีฐานลูกค้าสูงถึงกว่า 5 ล้านราย และมีธุรกรรมการซื้อขายบนแพลตฟอร์มสูงกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ FTX ยังสามารถระดมทุนจากนักลงทุนสถาบันและกองทุนชื่อดัง เช่น Temasek Holdings, Sequoia Capital, Paradigm, SoftBank, Iconiq Capital และ BlackRock ได้เป็นจำนวนรวมกันหลายร้อยล้านดอลลาร์ 

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ Sequoia Capital และ SoftBank ได้ออกมายอมรับว่า พวกเขาได้ตัดใจบันทึกมูลค่าการลงทุนทางบัญชีใน FTX เป็นศูนย์แล้ว 

 

หวั่นเกิดโดมิโนลุกลาม

JPMorgan สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของโลกออกมาคาดการณ์ว่า ตลาดคริปโตจะต้องเผชิญกับความปั่นป่วนในด้านราคาจากวิกฤตการณ์การล่มสลายของ FTX โดยราคา Bitcoin มีแนวโน้มจะร่วงแตะระดับ 13,000 ดอลลาร์ 

 

FTX ถือเป็นหนึ่งใน Exchange ที่มีนักลงทุนจากทั่วโลกใส่เงินลงทุนเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้ตลาดเริ่มจับตาว่าจะเกิดปรากฏการณ์ล้มกันเป็นโดมิโน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับ Three Arrows Capital และ Celsius ในกรณีของ Terra หรือไม่ เนื่องจาก FTX เป็นแพลตฟอร์มใหญ่ที่มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่าในกรณีอื่นๆ

 

BlockFi, Genesis และ Wintermute เป็นรายชื่อที่กำลังถูกจับจ้องว่าจะได้รับผลกระทบจากการล้มของ FTX มากที่สุด ซึ่งล่าสุด BlockFi ได้ประกาศผ่าน Twitter ว่าบริษัทจะต้องหยุดการถอนเงินของผู้ใช้บริการ และได้ขอให้ผู้ใช้บริการหยุดการฝากเงินบนกระเป๋าเงินหรือบัญชีเงินฝาก เนื่องจากบริษัทไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติจากการขาดความชัดเจนเกี่ยวกับสถานะของ FTX 

 

เตรียมล้อมคอกคริปโต

แม้จะยื่นขอล้มละลายไปแล้ว แต่ความตื่นเต้นจากกรณีของ FTX ดูเหมือนจะยังไม่จบ เพราะในช่วงบ่ายของวันที่ 12 พฤศจิกายน FTX ได้ออกมายืนยันผ่านบัญชี FTX Official บน Telegram ว่าทางแพลตฟอร์มของตัวเองถูกแฮ็ก โดยตรวจพบการโอนเงินกว่า 477 ล้านดอลลาร์ออกจากแพลตฟอร์มโดยไม่ทราบที่มาที่ไป 

 

บัญชี FTX Official ใน Telegram ได้ออกมาอธิบายเพิ่มเติมหลังยืนยันการโดนแฮ็กว่า ณ ขณะนี้ FTX เป็นมัลแวร์แล้ว และให้ผู้ใช้งาน ‘ลบ’ แอปพลิเคชันโดยทันที พร้อมเตือนว่าอย่าเข้าไปในหน้าเว็บไซต์ของ FTX เพราะอาจติดโทรจัน (Trojans) เข้าเครื่องได้

 

ข้อมูลบนเครือข่ายยังพบว่า เหรียญ ETH, SOL และ BNB จำนวนมากได้มีการโอนออกจากวอลเล็ตของ FTX ไปยัง DEX (Decentralized Exchange) อย่าง 1inch ซึ่งสอดคล้องกับช่วงก่อนหน้าที่ผู้ใช้งานจำนวนมากของ FTX พบเงินในวอลเล็ตของตนเองเหลือ ‘0’

 

เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น จอห์น เรย์ ซีอีโอคนใหม่ของ FTX ได้สั่งยกเลิกฟังก์ชันการซื้อขายและถอนเงินบนแพลตฟอร์ม รวมถึงย้ายสินทรัพย์ดิจิทัลไปเก็บไว้ใน Cold Wallet จนกว่าการตรวจสอบธุรกรรมที่ผิดปกติจะเสร็จสิ้น

 

ความปั่นป่วนที่ลุกลามขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทำเนียบขาวได้ออกมาระบุว่า กำลังจับตาดูการล่มสลายของ FTX พร้อมส่งสัญญาณว่าอุตสาหกรรมคริปโตจำเป็นต้องถูกกำกับอย่างเข้มงวดขึ้น

 

โดย Bloomberg ระบุว่า ทำเนียบขาวและหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ของสหรัฐอเมริกากำลังจับตาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ FTX โดยมองว่าการขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสมในอุตสาหกรรมคริปโต ทำให้ชาวอเมริกันมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบในเชิงลบ

 

แหล่งข่าวในทำเนียบขาวระบุว่า การยื่นขอล้มละลายของ Alameda Research และบริษัทที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึง FTX.com และ FTX.US เป็นการตอกย้ำข้อกังวลของทำเนียบขาวและหน่วยงานภาครัฐ 

 

ขณะเดียวกัน Bloomberg ยังรายงานด้วยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าของสหรัฐฯ กำลังดำเนินการตรวจสอบว่า FTX ได้จัดการกับเงินของลูกค้าในทางที่ผิดหรือไม่

 

SBF ถูกไต่สวน

ล่าสุด Bloomberg รายงานข่าวในวันนี้ (13 พฤศจิกายน) ว่า SBF ซึ่งมีสถานะเป็นอดีตซีอีโอของ FTX ได้ถูกตำรวจและหน่วยงานกำกับของบาฮามาสไต่สวน 

 

อย่างไรก็ดี ในบาฮามาสการถูกเจ้าหน้าที่เรียกมาไต่สวนไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะถูกจับกุมหรือดำเนินคดี ขณะที่ SBF ก็ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวกับสื่อ

 

ปัจจุบัน SBF กำลังเผชิญกับแรงกดดันทางกฎหมาย โดยเขาอยู่ระหว่างถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ตรวจสอบว่าได้กระทำการฝ่าฝืนระเบียบของทางการจากการล่มสลายของ FTX หรือไม่ 

 

อ้างอิง:

The post สรุปการล่มสลายของ FTX ที่อาจจุดชนวนวิกฤตในตลาดคริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenSea มาร์เก็ตเพลส NFTs ประกาศปลดพนักงานกว่า 20% ท่ามกลางตลาดขาลง https://thestandard.co/opensea-nfts-marketplace-announce-layoffs-20-percents-employees/ Sat, 16 Jul 2022 07:20:47 +0000 https://thestandard.co/?p=654637 OpenSea

OpenSea มาร์เก็ตเพลส NFTs รายใหญ่ของโลก ประกาศลดไซส์พนั […]

The post OpenSea มาร์เก็ตเพลส NFTs ประกาศปลดพนักงานกว่า 20% ท่ามกลางตลาดขาลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenSea

OpenSea มาร์เก็ตเพลส NFTs รายใหญ่ของโลก ประกาศลดไซส์พนักงานลงกว่า 20% ท่ามกลางตลาดคริปโตขาลง

 

เดวิน ฟินเซอร์ ซีอีโอ OpenSea ประกาศในช่วงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า การลดไซส์ของพนักงานลงนั้นเพื่อให้บริษัทมีสถานะทางการเงินที่พร้อมในช่วงภาวะ ‘Crypto Winter’ หรือภาวะตลาดขาลงของคริปโต

 

โดยเดวินกล่าวว่า แม้คริปโตจะเคยเผชิญตลาดหมีมาก่อน แต่ครั้งนี้แตกต่าง เนื่องจากมีการกดดันทั้งปัจจัยคริปโตเองและปัจจัยด้านมหภาคด้วยเช่นกัน

 

ซึ่งทางเดวินชี้ว่า กลุ่มพนักงานที่โดนไล่ออกนั้นจะได้รับการดูแลอย่างแน่นอน โดยทางบริษัทได้เตรียมแพ็กเกจและบริการไว้รองรับให้สามารถเตรียมพร้อมการเปลี่ยนผ่านของงานได้ทัน

 

โดยเดวินยอมรับว่า การตัดสินใจดังกล่าวนับว่ายากสำหรับเขา แต่อย่างไรก็ตามเขาสร้างบริษัทนี้มาด้วยมุมมองของวัฏจักรคริปโตว่ามีขาขึ้นและลง ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นไปเพื่อการเตรียมพร้อมเหล่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม เดวินยังชี้ว่า เขายังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของ NFTs ว่าจะเป็นหนึ่งในตลาดที่จะมีการเติบโตสูงที่สุดในโลก 

 

ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาบริษัทที่เกี่ยวข้องกับคริปโตอื่นๆ ก็มีการไล่พนักงานออกในสัดส่วนใกล้เคียงกัน เช่น Coinbase และ Compass Mining ที่ระดับ 18 และ 15% ตามลำดับ  

 

หรือแม้แต่ BlockFi แพลตฟอร์มปล่อยกู้บน DeFi ก็เพิ่งไล่พนักงานออกไป 20% ในเดือนมิถุนายน และกู้เงินจาก FTX กว่า 250 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 7.5 พันล้านบาท เพื่อให้มีสภาพคล่องเพียงพอ

 

นอกจากนั้น OpenSea ยังได้รับผลกระทบจากการที่มีข่าวว่าพนักงานมีการใช้ข้อมูลภายในสำหรับการเก็งกำไร NFTs และมีการรั่วไหลของข้อมูลลูกค้าในเดือนที่ผ่านมา รวมไปถึงการลาออกของผู้ร่วมก่อตั้ง OpenSea จากบอร์ดบริหาร เพื่อไปทำงานในด้านอื่นอีกด้วย

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post OpenSea มาร์เก็ตเพลส NFTs ประกาศปลดพนักงานกว่า 20% ท่ามกลางตลาดขาลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อินฟลูเอนเซอร์ด้านการเงิน’ กำลังเติบโตแรง! จากการย่อยเนื้อหาด้านการเงินให้เข้าใจง่าย บางรายทำเงินได้มากกว่า 16 ล้านบาทต่อปี จากการรับจ้างแบรนด์ https://thestandard.co/finfluencer/ Sun, 07 Nov 2021 10:55:31 +0000 https://thestandard.co/?p=557108 อินฟลูเอนเซอร์ด้านการเงิน

ในปัจจุบัน นอกจากอินฟลูเอนเซอร์ด้านไลฟ์สไตล์ ความงาม รี […]

The post ‘อินฟลูเอนเซอร์ด้านการเงิน’ กำลังเติบโตแรง! จากการย่อยเนื้อหาด้านการเงินให้เข้าใจง่าย บางรายทำเงินได้มากกว่า 16 ล้านบาทต่อปี จากการรับจ้างแบรนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินฟลูเอนเซอร์ด้านการเงิน

ในปัจจุบัน นอกจากอินฟลูเอนเซอร์ด้านไลฟ์สไตล์ ความงาม รีวิวสินค้าแล้ว อินฟลูเอนเซอร์ที่มาแรงไม่แพ้กันนั่นคือ ด้านการเงิน หรือที่เรียกว่า ‘ฟินฟลูเอนเซอร์ (Finfluencer)’ 

 

ที่น่าสนใจคือ ฟินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้สามารถอธิบายคอนเซปต์ของ Passive Income, ภาษี, การลงทุน ที่ย่อยออกมาได้อย่างเข้าใจง่าย มีการใช้กราฟิก เอฟเฟกต์เสียงต่างๆ เพื่อช่วยอธิบายให้กลุ่มคนอย่างมิลเลนเนียลและ Gen Z เข้าใจการเงินได้ง่ายขึ้น อย่างคนที่โด่งดังในสหรัฐฯ มากที่สุดคนหนึ่งเลยคือ ออสติน แฮงวิตซ์ 

 

โดยฟินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้ถูกมองว่า เป็นตัวช่วยที่ดีในอุตสาหกรรมการเงิน บริษัทการเงินต่างๆ เล็งเห็นถึงวิธีที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้รวดเร็วและแม่นยำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ด้วยการพาร์ตเนอร์กับฟินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้

 

การระบาดใหญ่ครั้งนี้ทำให้คนบางกลุ่มมีเงินและมีเวลาเหลือเฟือ ส่งผลให้มีชั่วโมงการใช้แอปฯ ด้านการเงินเพิ่มขึ้นถึง 90% ในสหรัฐอเมริกาเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในขณะที่การดาวน์โหลดแอปฯ ดังกล่าวก็เพิ่มขึ้น 20% ด้วยเช่นกัน (ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ App Annie) นอกจากนั้นชั่วโมงการใช้แอปฯ เพื่อซื้อ-ขายหุ้นผ่านสมาร์ทโฟนก็พุ่งขึ้นถึง 135% อีกด้วย

 

ฟินฟลูเอนเซอร์อย่าง แฮงวิตซ์ เคยทำอาชีพด้านการเงินแบบดั้งเดิม โดยทำงานในฝ่ายการควบรวมและซื้อกิจการในบริษัทเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ซึ่งการเข้ามาทำวิดีโอ TikTok ถือเป็นงานเพื่อหารายได้เสริมของเขา แต่ในตอนนี้เขากลับเป็นที่นิยมอย่างมาก สำหรับสตาร์ทอัพและบริษัทการเงินต่างๆ ที่ต้องการเข้าถึงผู้ติดตามถึง 495,000 คนของเขา ซึ่งบางบริษัทถึงกับจ้างเขาเพื่อขอคำปรึกษาด้านการตลาด พาเขามานั่งคุยกับซีอีโอ รวมถึงเชิญเขาให้เข้ามาเป็นคณะกรรมการในบริษัทเลยทีเดียว

 

แฮงวิตซ์เรียกเก็บเงินราว 4,500-8,000 ดอลลาร์ หรือราว 150,000-266,000 บาทต่อ 1 โพสต์บนหน้า TikTok ของเขา เขาเล่าว่าแพลตฟอร์มอย่าง Fundrise ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ จ่ายเงินให้เขาทุกเดือนเพื่อโพสต์วิดีโอ 2 วิดีโอบน TikTok และยังเสนอโบนัสรายเดือนให้เขามากถึง 2,000 ดอลลาร์ หรือ 66,000 บาท ตามจำนวนผู้ที่เข้ามาใช้แพลตฟอร์มจากการโปรโมตของเขา 

 

นอกจากนั้นอีกบริษัทอย่าง BlockFi ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล เสนอให้เขา 25 ดอลลาร์ หรือ 833 บาทต่อคน ที่เข้าไปยังแพลตฟอร์มผ่านโค้ดเฉพาะของเขา รวมถึงแอปฯ ซื้อขายหุ้นอย่าง Public.com ก็เสนอให้เขาเป็นสมาชิกรายเดือนฟรี และยังมอบหุ้นของบริษัทให้เขาถืออีกด้วย โดยแลกกับการที่เขาใช้แผนภูมิหุ้นของ Public.com แทนของ Yahoo Finance ในวิดีโอของเขา

 

ทั้งนี้ แฮงวิตซ์ไม่ได้เปิดเผยว่าเขาได้รายได้ต่อปีเท่าไร แต่ยอมรับว่าได้มากกว่า 500,000 ดอลลาร์ หรือราว 16 ล้านบาทต่อปี และกล่าวว่า “ผมลาออกจากงานประจำไปเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว เพื่อมาเป็นฟินฟลูเอนเซอร์แบบเต็มตัว” รวมถึงเปิดเผยว่าเขาสามารถมีพอร์ตลงทุนประมาณ 1.3 ล้านดอลลาร์ หรือ 43 ล้านบาท ได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 แล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากหุ้นที่บริษัทต่างๆ เสนอให้เขาด้วย

 

โซเชียลมีเดียสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ หากเป็นคนที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก และเป็นผู้ที่มีความสามารถในการดึงให้ผู้ติดตามไปใช้สินค้าและบริการที่ได้รับสปอนเซอร์ โดยครีเอเตอร์สามารถทำเงินได้ตั้งแต่ 100-1,500 ดอลลาร์ หรือ 3,000-50,000 บาทสำหรับโฆษณาแบบ Swipe Up ในสตอรีของ Instagram และสำหรับโพสต์ 1 โพสต์ในฟีดของพวกเขาจะได้เงินสูงขึ้นเป็น 1,000-10,000 ดอลลาร์ หรือ 33,000-333,000 บาท (ข้อมูลจาก ไบรอัน แฮนลีย์ ซีอีโอของ Bullish Studio บริษัทจัดหาอินฟลูเอนเซอร์) 

 

นอกจากนั้นบน TikTok โพสต์หนึ่งโพสต์สามารถทำเงินได้ตั้งแต่ 2,500-20,000 ดอลลาร์ หรือ 83,000-666,000 บาท ขึ้นอยู่กับความนิยมในวิดีโอ และจำนวนผู้ติดตามของครีเอเตอร์นั้นๆ

 

ฟินฟลูเอนเซอร์ที่โด่งดังอีกคนคือ เฮลีย์ แซคส์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Mrs. Dow Jones มีผู้ติดตาม 215,000 คนบน Instagram เธออธิบายถึงเรื่องดอกเบี้ยทบต้น โดยเปรียบเทียบกับเรื่องราวของเหล่าดาราเซเลบต่างๆ ซึ่งอธิบายออกมาได้เข้าใจและควบคู่ไปกับมุกตลกมากมาย 

 

แซคส์ วัย 30 ปี เริ่มต้นอาชีพของเธอด้วยการเป็นนักแสดงตลก โดยทำงานให้กับพิธีกรโทรทัศน์อย่าง เดวิด เลตเทอร์แมน และโปรดิวเซอร์อย่าง ลอร์น ไมเคิลส์ ในรายการ Saturday Night Live ซึ่งเธอเล่าว่า การเรียนรู้เรื่องเงินนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับเธอ แต่วิธีหนึ่งที่จะทำให้เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเธอมากขึ้น คือการนำเนื้อหาไปเปรียบเทียบกับเรื่องราวในวงการบันเทิงและการนินทาคนดัง ด้วยไอเดียดังกล่าว เธอจึงเปิดตัวเป็นฟินฟลูเอนเซอร์ในนาม Mrs. Dow Jones ในปี 2017 และผู้ติดตามของเธอก็เฟื่องฟูขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

โดย 4 ปีหลังจากเปิดตัว Mrs. Dow Jones เธอได้เซ็นสัญญากับเอเจนซีที่มีความสามารถ รวมถึงสร้างทีมงาน ผู้ช่วยและผู้จัดการ มาช่วยเธอในการเจรจาข้อตกลงมูลค่า 6 หลักกับแบรนด์ต่างๆ และเธอยังได้ร่วมมือกับบริษัทด้านการลงทุนชื่อดังอย่าง Wealthfront ไปเมื่อ 2 ปีก่อน

 

อย่างไรก็ตาม การโปรโมตผ่านฟินฟลูเอนเซอร์ทางโซเชียลมีเดียเป็นวิธีการเข้าถึงลูกค้าได้รวดเร็วและแม่นยำก็จริง แต่ข้อเสียของมันคือ หากมีการให้ข้อมูลที่ผิดๆ ไปแล้วละก็ ข้อมูลนั้นจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้เหล่าวัยรุ่นและคนที่ยังเป็นมือใหม่ในด้านการลงทุนสูญเสียเงินเป็นจำนวนมากได้ นอกจากนั้นยังมีการหลอกลวงให้เข้ามาลงทุนโดยเอาผลกำไรในอนาคตมาล่อเกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดียมากมายอีกด้วย

 

นั่นเป็นเหตุผลที่ TikTok เข้มงวดกับกฎเกณฑ์ที่ประกาศออกมาในเดือนพฤษภาคม โดยกล่าวว่าจะดำเนินการกับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่โพสต์วิดีโอที่ได้รับการสปอนเซอร์จากบริษัทด้านการเงินโดยไม่มีป้ายกำกับที่ชัดเจนว่าถูกสปอนเซอร์ ทั้งนี้บริษัทต่างๆ ยังคงสามารถจ้างฟินฟลูเอนเซอร์ต่อไปได้ แต่ข้อจำกัดที่เกิดขึ้นใหม่นี้มีเพื่อให้แน่ใจว่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์นั้นมีความโปร่งใสในการทำคอนเทนต์

 

และตั้งแต่นั้นมาบริษัทการลงทุนอย่าง Betterment ก็ได้ย้ายฟินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ จาก TikTok ไปยัง Instagram และ Instagram Reels รวมถึงได้ยกเลิกข้อตกลงในการโปรโมตผ่าน TikTok กับแฮงวิตซ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และบริษัทการลงทุนอย่าง Wealthfront ก็กล่าวว่ากำลังเพิ่มการโปรโมตในช่องทางอื่นๆ เช่น YouTube และ Instagram มากขึ้น แทนการโปรโมตผ่าน TikTok อีกด้วย

 

โดยบริษัท Betterment กล่าวว่าทางบริษัทจะตรวจสอบสคริปต์บทพูดอย่างรอบคอบก่อนที่จะโปรโมต ส่วนบริษัท Wealthfront กล่าวว่าเรามีการตรวจสอบประวัติของฟินฟลูเอนเซอร์อย่างละเอียดว่าเป็นประวัติปลอมหรือไม่ หรือเคยมีประวัติการฉ้อโกงมาก่อนหรือไม่อีกด้วย

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ‘อินฟลูเอนเซอร์ด้านการเงิน’ กำลังเติบโตแรง! จากการย่อยเนื้อหาด้านการเงินให้เข้าใจง่าย บางรายทำเงินได้มากกว่า 16 ล้านบาทต่อปี จากการรับจ้างแบรนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ให้ไมล์หรือเงินเชยไปแล้ว! บัตรเครดิตใบใหม่ของ Visa เสนอการให้คะแนนสะสมเป็น Bitcoin ใช้จริงต้นปี 2021 https://thestandard.co/visa-offers-bitcoin-reward-points/ Thu, 03 Dec 2020 01:54:17 +0000 https://thestandard.co/?p=428067 ให้ไมล์หรือเงินเชยไปแล้ว! บัตรเครดิตใบใหม่ของ Visa เสนอการให้คะแนนสะสมเป็น Bitcoin ใช้จริงต้นปี 2021

ปกติแล้วการใช้จ่ายในบัตรเครดิตมักจะได้รับคะแนนสะสมเป็นเ […]

The post ให้ไมล์หรือเงินเชยไปแล้ว! บัตรเครดิตใบใหม่ของ Visa เสนอการให้คะแนนสะสมเป็น Bitcoin ใช้จริงต้นปี 2021 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ให้ไมล์หรือเงินเชยไปแล้ว! บัตรเครดิตใบใหม่ของ Visa เสนอการให้คะแนนสะสมเป็น Bitcoin ใช้จริงต้นปี 2021

ปกติแล้วการใช้จ่ายในบัตรเครดิตมักจะได้รับคะแนนสะสมเป็นเงินสดหรือไมล์ของสายการบิน แต่บัตรเครดิตใบใหม่ของ Visa กลับเสนอเป็น Bitcoin แทน 

 

Visa ได้ร่วมมือกับ BlockFi เริ่มต้นระบบ Cryptocurrency สำหรับ ‘บัตรเครดิต Bitcoin Rewards Visa’ ซึ่งมีค่าธรรมเนียมรายปี 200 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6,000 บาท ผู้ใช้จะได้รับ 1.5% ของการซื้อคืนในรูปแบบของสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก

 

ผู้ถือบัตรจะได้รับโบนัส 250 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7,500 บาท ใน Bitcoin หลังจากใช้จ่าย 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 90,000 บาท ขึ้นไปภายในสามเดือนแรกของการเป็นเจ้าของบัตรเครดิต

 

เบื้องต้นได้มีการเปิดให้ลงทะเบียนแล้วสำหรับผู้ถือบัญชี BlockFi ทั้งรายเดิมและรายใหม่ แต่ผู้ใช้ BlockFi ในปัจจุบันสามารถเข้าถึงได้ก่อน เนื่องจากสามารถลงทะเบียนสมัครและรับบัตรเครดิตใหม่ได้ก่อนใคร ส่วนบุคคลทั่วไปจะสมัครได้ในช่วงเดือนมกราคมปี 2021 

 

บัตรเครดิตใบนี้ “เป็นจุดเริ่มต้นที่ง่าย ทำให้ผู้บริโภคสามารถสะสม Bitcoin ผ่านการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน” BlockFi กล่าวในแถลงการณ์

 

“เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะเพิ่มบัตรเครดิตในชุดผลิตภัณฑ์ของเรา และขยายการเข้าถึงของ Bitcoin ไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างขึ้น” Zac Prince ซีอีโอและผู้ก่อตั้งของ BlockFi กล่าวในแถลงการณ์ “บัตรใบนี้ทำให้ง่าย และปราศจากความเสี่ยงสำหรับผู้ที่จะได้รับหรือเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินทรัพย์ประเภทใหม่ โดยไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายหรือการลงทุน”

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Visa ให้ความสนใจใน Bitcoin ในเดือนเมษายน บริษัทบัตรเครดิตได้ร่วมมือกับบริษัทสตาร์ทอัพ Fold เพื่อเสนอผลตอบแทนที่เป็น Bitcoin ในเดือนกุมภาพันธ์ Visa และ Coinbase ได้ประกาศใช้ Coinbase Card ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้จ่าย Bitcoin โดยใช้บัตรเดบิต Visa

 

Bitcoin ได้เพิ่มขึ้น 166% ในปีนี้ และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใกล้ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 600,000 บาท ในสัปดาห์ที่แล้ว โดยได้รับแรงหนุนจากการซื้อเข้าของสถาบันและนักลงทุนที่มองหาการป้องกันความเสี่ยงจากการลดค่าเงินกระดาษแบบเดิม แต่นี่ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วนี่เป็นคุณค่าที่ควรเก็บไว้ หรือกำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่กันแน่ เพราะราคาค่อนข้างขึ้นลงแบบผันผวน

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post ให้ไมล์หรือเงินเชยไปแล้ว! บัตรเครดิตใบใหม่ของ Visa เสนอการให้คะแนนสะสมเป็น Bitcoin ใช้จริงต้นปี 2021 appeared first on THE STANDARD.

]]>