BioNTech Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/biontech/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 01 Feb 2023 04:36:53 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Moderna ยื่นฟ้อง Pfizer และ BioNTech ละเมิดสิทธิบัตรวัคซีนโควิด mRNA https://thestandard.co/moderna-pfizer-mrna-patent-lawsuit/ Sat, 27 Aug 2022 05:45:02 +0000 https://thestandard.co/?p=672724 Pfizer

Moderna ยื่นฟ้อง Pfizer และ BioNTech โดยกล่าวหาว่าทั้งส […]

The post Moderna ยื่นฟ้อง Pfizer และ BioNTech ละเมิดสิทธิบัตรวัคซีนโควิด mRNA appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pfizer

Moderna ยื่นฟ้อง Pfizer และ BioNTech โดยกล่าวหาว่าทั้งสองบริษัทละเมิดสิทธิบัตรเทคโนโลยี mRNA ของตนเอง ด้าน Pfizer เผย ไม่คิดว่าจะโดนฟ้อง มั่นใจไม่ผิด พร้อมเดินหน้าสู้คดี

 

Moderna ระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (26 สิงหาคม) ว่า “Moderna เชื่อว่าวัคซีนป้องกันโควิดของ Pfizer และ BioNTech ซึ่งมีชื่อว่า Comirnaty ละเมิดสิทธิบัตรที่ Moderna ยื่นจดระหว่างปี 2010-2016 ซึ่งครอบคลุมเทคโนโลยี mRNA พื้นฐานของ Moderna เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนา Spikevax ซึ่งเป็นวัคซีน mRNA ของ Moderna โดย Pfizer และ BioNTech ลอกเลียนแบบเทคโนโลยีนี้เพื่อผลิตวัคซีน Comirnaty โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก Moderna”

 

ด้าน Pfizer เปิดเผยในแถลงการณ์ตามการรายงานของ CNN ว่าไม่คาดคิดว่าจะถูกฟ้องร้อง

 

“Pfizer และ BioNTech ยังไม่ได้ตรวจสอบคำร้องทั้งหมด แต่เรารู้สึกประหลาดใจกับการฟ้องร้องนี้ เนื่องจากวัคซีนโควิดของ Pfizer และ BioNTech ใช้เทคโนโลยี mRNA ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ BioNTech และพัฒนาร่วมกันโดย BioNTech และ Pfizer เรายังคงเชื่อมั่นในทรัพย์สินทางปัญญาของเราที่ใช้ในการผลิตวัคซีน Pfizer และ BioNTech และจะต่อสู้กับข้อกล่าวหานี้อย่างเต็มที่”

 

ทั้งนี้ ในแถลงการณ์ของ Moderna ยังระบุด้วยว่าบริษัทไม่ได้มีเป้าหมายที่จะนำวัคซีนของ Pfizer ออกจากตลาด หรือห้ามไม่ให้วางขายในอนาคต อีกทั้งไม่ได้ต้องการที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากการขายวัคซีนของ Pfizer ให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงการขายวัคซีนให้กับประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง 92 ประเทศที่ทำสัญญาจองล่วงหน้า Advance Market Commitment (AMC 92) ภายใต้โครงการ COVAX ขององค์การอนามัยโลก และจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายสำหรับกิจกรรมใดๆ ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 8 มีนาคม 2022 ซึ่งเป็นวันที่บริษัทกำหนดให้เป็นวันสิ้นสุดการระบาดใหญ่

 

คริสโตเฟอร์ มอร์เทน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แสดงความเห็นว่า สิ่งที่ Moderna ต้องการจริงๆ คือการตัดกำไรของคู่แข่ง

 

“หนึ่งในสองผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดกำลังขอศาลให้แบ่งรายได้ของคู่แข่งให้กับตน และนั่นเป็นเรื่องที่น่าสนใจทั้งสำหรับ Moderna และผู้ถือหุ้นของบริษัท และสำหรับ Pfizer และผู้ถือหุ้นของบริษัท” มอร์เทนกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ CNN

 

ขณะที่ ลอว์เรนซ์ กอสติน อาจารย์ด้านกฎหมายสาธารณสุข มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กล่าวว่า การฟ้องร้องดังกล่าวเป็นสัญญาณว่า Moderna กำลังพยายามที่จะควบคุมเทคโนโลยีวัคซีน mRNA แม้ว่าบริษัทยืนยันรับรองว่าไม่ได้ต้องการที่จะจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าวก็ตาม

 

นอกจากนี้ Moderna ยังยกตัวอย่างกรณีที่ Pfizer ละเมิดสิทธิบัตรของบริษัท โดยกล่าวว่า Pfizer ดัดแปลง mRNA ด้วยวิธีการทางเคมีที่เหมือนกันกับวัคซีน Spikevax ของ Moderna พร้อมทั้งระบุว่า Pfizer และ BioNTech ลอกเลียนแบบวิธีการของ Moderna ในการเข้ารหัสโปรตีนหนามความยาวเต็มสายที่ห่อหุ้มด้วยอนุภาคนาโนไขมัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ของ Moderna เป็นผู้พัฒนาวิธีการนี้ขึ้นเมื่อครั้งที่บริษัทผลิตวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาที่เป็นสาเหตุของโรคเมอร์ส (Middle East Respiratory Syndrome: MERS) เมื่อหลายปีก่อนที่จะเกิดโควิด

 

วัคซีนชนิด mRNA ของ Moderna และ Pfizer ถือเป็นวัคซีนหลักที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ฉีดให้กับประชาชนเพื่อต่อสู้กับโควิด โดยที่วัคซีนของ Pfizer ถูกใช้ในสัดส่วนที่มากกว่า ทั้งนี้ ข้อมูล ณ เช้าวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม ตามเวลาสหรัฐฯ ระบุว่า วัคซีนของ Pfizer ถูกใช้ไป 360,175,884 ล้านโดส ในสหรัฐอเมริกา ขณะที่วัคซีน Moderna มีจำนวนอยู่ที่ 229,236,868 โดส

 

ภาพ: Getty Images

อ้างอิง:

The post Moderna ยื่นฟ้อง Pfizer และ BioNTech ละเมิดสิทธิบัตรวัคซีนโควิด mRNA appeared first on THE STANDARD.

]]>
Moderna ยื่นฟ้อง Pfizer และ BioNTech ข้อหาละเมิดสิทธิบัตร ‘เทคโนโลยี mRNA’ ที่ใช้พัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด https://thestandard.co/moderna-sues-pfizer-and-biontech/ Fri, 26 Aug 2022 14:26:07 +0000 https://thestandard.co/?p=672659 Moderna ยื่นฟ้อง

Moderna ได้ยื่นฟ้อง Pfizer และ BioNTech ในข้อหาละเมิดสิ […]

The post Moderna ยื่นฟ้อง Pfizer และ BioNTech ข้อหาละเมิดสิทธิบัตร ‘เทคโนโลยี mRNA’ ที่ใช้พัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Moderna ยื่นฟ้อง

Moderna ได้ยื่นฟ้อง Pfizer และ BioNTech ในข้อหาละเมิดสิทธิบัตรในการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิดตัวแรกที่ได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกา โดยอ้างว่าพวกเขาลอกเลียนแบบเทคโนโลยีที่ Moderna พัฒนาขึ้นในช่วงหลายปีก่อนเกิดโรคระบาดใหญ่

 

การฟ้องร้องดังกล่าวได้ยื่นที่ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในรัฐแมสซาชูเซตส์ และจะมีการยื่นฟ้องแยกต่างหากในศาลภูมิภาคดุสเซลดอร์ฟในเยอรมนี

 

“เรากำลังยื่นฟ้องเพื่อปกป้องเทคโนโลยี mRNA ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่เราเป็นผู้บุกเบิก ซึ่งมีการลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์และจดสิทธิบัตรในช่วงทศวรรษก่อนการระบาดใหญ่ของโควิด” สตีเฟน บันเซล ผู้บริหารระดับสูงของ Moderna กล่าว

 

Moderna บริษัท 10 ปี ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ เป็นผู้ริเริ่มเทคโนโลยีวัคซีน RNA (mRNA) ซึ่งช่วยให้สามารถพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิดได้อย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในขณะที่ BioNTech ซึ่งตั้งอยู่ในเยอรมนีก็ได้พัฒนาร่วมกับ Pfizer บริษัทยายักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ

 

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ใช้วัคซีนโควิดในกรณีฉุกเฉินให้กับ Pfizer-BioNTech เป็นรายแรกในเดือนธันวาคม 2020 จากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมาก็อนุญาตให้ Moderna

 

Moderna อ้างว่า Pfizer-BioNTech คัดลอกเทคโนโลยี mRNA ที่ Moderna จดสิทธิบัตรระหว่างปี 2010-2016 โดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะเดียวกัน Moderna กล่าวว่า ไม่ได้สั่งห้ามเพื่อบังคับให้วัคซีนของ Pfizer และ BioNTech ยุติการขาย แต่กำลังจะขอความเสียหายทางการเงินที่ไม่ระบุรายละเอียดจากการขายวัคซีนที่เริ่มหลังวันที่ 8 มีนาคม 2022 

 

นอกจากนี้ Moderna จะไม่แสวงหาความเสียหายจากการขายบางอย่างภายใต้กฎหมายของสหรัฐอเมริกาที่อนุญาตให้ผู้ผลิตของรัฐบาลกลางใช้เทคโนโลยีที่ได้รับการคุ้มครองสิทธิบัตรโดยไม่ได้รับอนุญาต กฎหมายยังกำหนดให้เจ้าของสิทธิบัตรสามารถขอค่าชดเชยสำหรับการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาจากรัฐบาลแทนผู้ผลิต

 

สื่อต่างประเทศมองว่า การดำเนินคดีสิทธิบัตรไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยการโต้เถียงกันเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องปกติในอุตสาหกรรมยา

 

เทคโนโลยี mRNA สามารถสร้างยอดขายได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์สำหรับผู้ผลิตวัคซีนโควิด ใครก็ตามที่ถือสิทธิ์ในสิทธิบัตรเทคโนโลยีจะสามารถสร้างรายได้จากบริษัทอื่นที่ต้องการใช้ 

 

หาก Moderna ชนะคดีสิทธิบัตรจะทำให้ Pfizer และ BioNTech ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์จากการขายวัคซีนให้กับ Moderna กระนั้นการฟ้องร้องอาจจะต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่จะสิ้นสุด

 

อ้างอิง:

The post Moderna ยื่นฟ้อง Pfizer และ BioNTech ข้อหาละเมิดสิทธิบัตร ‘เทคโนโลยี mRNA’ ที่ใช้พัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
FDA สหรัฐฯ อนุมัติการฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นจาก Pfizer ให้กับเด็กอายุ 12-15 ปี หลังฉีดเข็ม 2 ไปแล้ว 5 เดือน https://thestandard.co/usa-fda-approved-pfizer-booster-dose-for-12-15-years-old/ Tue, 04 Jan 2022 07:44:42 +0000 https://thestandard.co/?p=578750 วัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นจาก Pfizer

วานนี้ (3 มกราคม) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (F […]

The post FDA สหรัฐฯ อนุมัติการฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นจาก Pfizer ให้กับเด็กอายุ 12-15 ปี หลังฉีดเข็ม 2 ไปแล้ว 5 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นจาก Pfizer

วานนี้ (3 มกราคม) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) มีมติเห็นชอบการฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้น (Booster Shot) จาก Pfizer-BioNTech ให้กับเด็กอายุ 12-15 ปี รวมถึงย่นระยะเวลาการเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นหลังเข้ารับวัคซีน Pfizer-BioNTech เข็มที่ 2 จาก 6 เดือน เหลือ 5 เดือน ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์สายพันธุ์โอไมครอนและสายพันธุ์เดลตาภายในประเทศ

 

ในขณะที่ผู้ที่เข้ารับวัคซีน Moderna จะเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นหลังจากฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ไปแล้ว 6 เดือนตามเดิม ส่วนผู้ที่เข้ารับวัคซีน Johnson & Johnson สามารถเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นได้หลังจากเข้ารับวัคซีนเข็มแรกไปแล้วอย่างน้อย 2 เดือน

 

นอกจากนี้ FDA สหรัฐฯ ยังอนุมัติการฉีดวัคซีนให้กับเด็กอายุ 5-11 ปีที่เพิ่งเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะและมีปัญหาด้านระดับภูมิคุ้มกัน ให้สามารถเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นได้ โดยคณะกรรมการศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐฯ (CDC) จะพิจารณาประเด็นเดียวกันในวันพุธที่ 5 มกราคมนี้

 

ทางด้าน อัลเบิร์ต บัวร์ลา ซีอีโอของ Pfizer ระบุว่า เรายังคงเดินหน้าฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เนื่องจากเราเชื่อว่านี่จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการรักษาระดับภูมิคุ้มกันของคนในสังคมต่อโรคระบาดนี้ และลดอัตราการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลภายหลังการติดเชื้ออีกด้วย

 

CDC รายงานว่า ขณะนี้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 5 ขึ้นไปในสังคมอเมริกันราว 205 ล้านราย หรือคิดเป็นเกือบ 66% เข้ารับวัคซีนครบโดสแล้ว ในจำนวนนี้ราว 33.4% เข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้ว

 

บทความที่เกี่ยวข้อง: 

 

ภาพ: Pete Bannan / MediaNews Group / Daily Times via Getty Images

อ้างอิง:

The post FDA สหรัฐฯ อนุมัติการฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นจาก Pfizer ให้กับเด็กอายุ 12-15 ปี หลังฉีดเข็ม 2 ไปแล้ว 5 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดข้อมูลวัคซีน Pfizer-BioNTech สำหรับเด็ก 5-11 ปี ผลข้างเคียงเป็นอย่างไร https://thestandard.co/pfizer-biontech-for-5-11-years-old-children-specification/ Mon, 20 Dec 2021 12:36:13 +0000 https://thestandard.co/?p=573738 Pfizer-BioNTech

วันนี้ (20 ธันวาคม) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) […]

The post เปิดข้อมูลวัคซีน Pfizer-BioNTech สำหรับเด็ก 5-11 ปี ผลข้างเคียงเป็นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pfizer-BioNTech

วันนี้ (20 ธันวาคม) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อนุญาตการฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech ในเด็กอายุ 5-11 ปีเป็นยี่ห้อแรก โดยฉีด 2 เข็มห่างกัน 3 สัปดาห์ แต่ขนาดวัคซีนที่ใช้จะลดลงเหลือ 10 ไมโครกรัม หรือคิดเป็น 1 ใน 3 เท่าของขนาดวัคซีนที่ฉีดในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ THE STANDARD รวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้ปกครองดังนี้

 

วัคซีน Pfizer-BioNTech เป็นวัคซีนชนิด mRNA ได้รับการขึ้นทะเบียนครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วในผู้ใหญ่อายุ 16 ปีขึ้นไป ต่อมาได้รับอนุญาตให้ขยายกลุ่มอายุเป็น 12 ปีขึ้นไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2564 และขยายลงมาถึง 5 ปีขึ้นไปเมื่อเดือนตุลาคม 2564 ปัจจุบันในสหรัฐฯ มีเด็กอายุ 5-11 ปี ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม ประมาณ 6 ล้านคน คิดเป็น 2.5% ของผู้ได้รับวัคซีนทั้งหมด

 

วัคซีน Pfizer-BioNTech สำหรับเด็กอายุ 5-11 ปี มีขนาดการใช้ 10 ไมโครกรัม ในขณะที่วัยรุ่นและผู้ใหญ่จะฉีด 30 ไมโครกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ตารางการฉีด 2 เข็มห่างกัน 21 วัน การศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนพบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่อายุ 16-25 ปี และมีประสิทธิผลป้องกันอาการป่วยเท่ากับ 90.7% ซึ่งศึกษาในช่วงที่มีการระบาดของสายพันธุ์เดลตา

 

สำหรับความปลอดภัย จากการติดตามผู้เข้าร่วมการวิจัยประมาณ 3,000 ราย ไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรงรวมถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ส่วนผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยภายใน 7 วันหลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ประกอบด้วยอาการเฉพาะที่ ได้แก่ ปวดบริเวณที่ฉีด 77.5% บวม 6.8% รอยแดง 5.7% และอาการทั่วไป เช่น อ่อนเพลีย 65.6% ปวดศีรษะ 60.9% ปวดกล้ามเนื้อ 40.8% ไข้ 17.2% 

 

นอกจากสหรัฐฯ ยังมีอีกหลายประเทศที่อนุมัติการฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech ในเด็ก 5-11 ปีแล้ว เช่น องค์การยาแห่งสหภาพยุโรปเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2564 สิงคโปร์เมื่อ 11 ธันวาคม 2564 ในขณะที่บางประเทศอนุมัติการฉีดวัคซีน Sinovac เช่น จีน (อายุ 3-17 ปี) เมื่อเดือนมิถุนายน 2564, ชิลี (อายุ 6-11 ปี) เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อนุมัติวัคซีน Sinopharm (อายุ 3-17 ปี)

 

 

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

อ้างอิง:

The post เปิดข้อมูลวัคซีน Pfizer-BioNTech สำหรับเด็ก 5-11 ปี ผลข้างเคียงเป็นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pfizer เตรียมทดลองวัคซีนเข็มที่ 3 ในเด็กเล็ก หลังผลการศึกษาพบวัคซีนขนาดเด็ก 2 เข็มแรกไม่สร้างภูมิคุ้มกันตามที่คาดหวัง https://thestandard.co/pfizer-booster-dose-experiment/ Sun, 19 Dec 2021 02:39:55 +0000 https://thestandard.co/?p=573059 Pfizer

Pfizer เปิดเผยว่า การทดลองวัคซีนโควิด-19 สำหรับเด็กในกล […]

The post Pfizer เตรียมทดลองวัคซีนเข็มที่ 3 ในเด็กเล็ก หลังผลการศึกษาพบวัคซีนขนาดเด็ก 2 เข็มแรกไม่สร้างภูมิคุ้มกันตามที่คาดหวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pfizer

Pfizer เปิดเผยว่า การทดลองวัคซีนโควิด-19 สำหรับเด็กในกลุ่มเด็กอายุ 2-5 ปี แสดงให้เห็นว่า วัคซีนไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันตามที่คาดหวังในเด็กวัยนี้ บริษัทจึงเตรียมที่จะปรับปรุงการทดลองด้วยการเพิ่มวัคซีนเข็ม 3 ที่มีการลดขนาดวัคซีนลง

 

บริษัทตัดสินใจเพิ่มวัคซีนเข็มที่ 3 สำหรับการทดลองในเด็กและทารกที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี หลังจากที่คณะที่ปรึกษาอิสระภายนอกได้ตรวจสอบข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน และพบว่าวัคซีนขนาดเด็กจำนวน 2 โดสของ Pfizer/BioNtech ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันที่คาดหวังในเด็กอายุ 2-5 ปี ถึงแม้ผลการทดลองพบว่า วัคซีนขนาดเด็กสามารถสร้างภูมิคุ้มกันในกลุ่มเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 2 ปีก็ตาม

 

“การศึกษาจะรวมการประเมินวัคซีนเข็มที่ 3 ขนาด 3 ไมโครกรัม ซึ่งจะฉีดให้แก่เด็กหลังจากฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ไปแล้วอย่างน้อย 2 เดือน เพื่อสร้างการป้องกันระดับสูงในกลุ่มเด็กอายุน้อยเหล่านี้” บริษัทระบุในแถลงการณ์

 

Pfizer ลดขนาดวัคซีนสำหรับเด็กลง โดยกำหนดไว้ที่ 30 ไมโครกรัมสำหรับกลุ่มอายุ 12 ปีขึ้นไป และลดขนาดลงเหลือ 10 ไมโครกรัมสำหรับเด็กอายุ 5-11 ปี และกำลังจะลดให้เหลือ 3 ไมโครกรัมต่อโดสสำหรับเด็กเล็ก

 

การศึกษาในระยะแรกพบว่า การให้วัคซีนขนาดเล็กจะก่อให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งในเด็ก และลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง แต่ข้อมูลในระหว่างการศึกษา ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลและความปลอดภัย สามารถดูได้โดยไม่ต้องให้รายละเอียดแก่บริษัทหรือผู้วิจัย บ่งชี้ว่าการให้วัคซีนขนาดเล็กนี้ไม่ได้สร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่คาดหวังในเด็กอายุ 2-5 ปี

 

“การตัดสินใจที่จะประเมินวัคซีนเข็ม 3 ในขนาด 3 ไมโครกรัมสำหรับเด็กอายุ 6 เดือนถึงต่ำกว่า 5 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการเลือกขนาดวัคซีนที่เหมาะสมอย่างรอบคอบเพื่อประเมินความเสี่ยงเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ” กล่าวเสริม

 

“หากการศึกษาวัคซีน 3 ขนาดประสบความสำเร็จ Pfizer และ BioNTech คาดว่าจะส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อสนับสนุนการอนุมัติการใช้งานฉุกเฉิน (EUA) สำหรับเด็กอายุ 6 เดือนถึงต่ำกว่า 5 ปีในช่วงครึ่งแรกของปี 2022”

 

นอกจากนี้ บริษัทยังจะทำการทดลองวัคซีนเข็มที่ 3 ในกลุ่มเด็กโตที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ฉีดวัคซีนกระตุ้น โดยเด็กอายุ 5-11 ปี และ 12-15 ปี จะได้รับการฉีดเข็มที่ 3 ขนาดเต็มในการทดลอง

 

ดร.แอนโทนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ กล่าวกับ CNN ว่า การปรับแผนการทดลองดังกล่าวของ Pfizer อาจหมายถึงความล่าช้าในการอนุมัติวัคซีนสำหรับเด็กเล็กไปเป็นช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า จากเดิมที่คาดหวังว่าจะสามารถอนุมัติให้ใช้ฉุกเฉินได้ในไตรมาสแรก แต่ก็เป็นเรื่องจำเป็น เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยสำหรับเด็กๆ

 

ภาพ: Jakub Porzycki / NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง: 

The post Pfizer เตรียมทดลองวัคซีนเข็มที่ 3 ในเด็กเล็ก หลังผลการศึกษาพบวัคซีนขนาดเด็ก 2 เข็มแรกไม่สร้างภูมิคุ้มกันตามที่คาดหวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกยังมีหวังไหม ทางรอดจากโควิดอยู่ตรงไหน ประมวลภาพรวมวัคซีนโควิดปี 2021 และก้าวต่อไปในปี 2022 https://thestandard.co/coronavirus-now-and-next-2022/ Thu, 16 Dec 2021 11:05:02 +0000 https://thestandard.co/?p=572242 โควิด

เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ที่ผู้คนทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตแ […]

The post โลกยังมีหวังไหม ทางรอดจากโควิดอยู่ตรงไหน ประมวลภาพรวมวัคซีนโควิดปี 2021 และก้าวต่อไปในปี 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิด

เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ที่ผู้คนทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่เป็นต้นเหตุของโรคโควิด ซึ่งส่งผลกระทบเลวร้ายเป็นวงกว้างทั้งในด้านเศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกประเทศ

 

ความหวังสำคัญที่ทั่วโลกรอคอยมาตลอดคือวัคซีน ซึ่งที่ผ่านมามีหลายกลุ่มวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชนที่ประสบความสำเร็จขั้นต้นในการพัฒนาวัคซีนโควิดที่มีประสิทธิภาพออกมาได้ ขณะที่หลายประเทศพยายามจัดหาวัคซีนมาฉีดให้ประชาชน เพื่อยับยั้งการแพร่ะบาดให้บรรเทาลง

 

แน่นอนว่า ณ ปัจจุบัน สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิดยังไม่มีทีท่าจะยุติลง แม้ว่าหลายประเทศจะเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้จำนวนมาก แต่ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง มาจากการกลายพันธุ์ของไวรัส ที่ก่อให้เกิดโควิดสายพันธุ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะเดลตา และโอไมครอน ที่กำลังระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

 

สำหรับคำถามสำคัญที่เชื่อว่า แทบทุกคนกำลังต้องการคำตอบ คือโลกยังมีความหวังแค่ไหนสำหรับการเร่งยุติการระบาดของโควิดด้วยวัคซีน และการพัฒนาวัคซีนโควิด ตอนนี้ก้าวไปถึงจุดไหนแล้ว?

 

ทั่วโลกมีวัคซีนกี่ตัว และพัฒนาไปถึงไหน

การพัฒนาวัคซีนโควิด เดินหน้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมปี 2020 หลังจากที่โลกเริ่มตระหนักถึงอันตรายของโควิดอย่างจริงจัง โดยบริษัทผู้ผลิตวัคซีนและยาระดับโลก ตลอดจนมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หันมาทุ่มเทความพยายามในการพัฒนาวัคซีนโควิดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวัคซีนหลายตัว อาทิ Pfizer-BioNTech, Moderna, AstraZeneca, Sinopharm และ Sinovac เริ่มมีการอนุมัติใช้งานฉุกเฉินในช่วงกลางปีถึงปลายปี 2020 ก่อนที่จะใช้งานเป็นวงกว้างในหลายประเทศช่วงปีนี้ 

 

จนถึงปัจจุบัน ทั่วโลกมีวัคซีนโควิดที่ผ่านการอนุมัติใช้งานแพร่หลายแล้วมากกว่า 10 ตัว โดยวัคซีนที่ผ่านการอนุมัติขององค์การอนามัยโลกหรือ WHO ปัจจุบัน มี 8 ตัว ได้แก่  

 

  1. วัคซีน mRNA-1273 ของ Moderna
  2. วัคซีน BNT162b2 (Comirnaty) ของ Pfizer–BioNTech
  3. วัคซีน Janssen Ad26.COV2.S ของ Johnson & Johnson
  4. วัคซีน AZD1222 ของ Oxford / AstraZeneca
  5. วัคซีน Covishield ของ Serum Institute of India (ใช้สูตรของ Oxford / AstraZeneca)
  6. วัคซีน Covaxin ของ Bharat Biotech 
  7. วัคซีน BBIBP-CorV (Vero Cells) ของ Sinopharm (Beijing)
  8. วัคซีน CoronaVac ของ Sinovac

 

นอกจากนี้ ยังมีวัคซีนตัวอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการประเมินของ WHO หรือมีการอนุมัติใช้แล้วในบางประเทศ เช่น Sputnik V ของรัสเซีย, Novavax ของสหรัฐฯ,  Sanofi-GSK, AD5-nCOV (Convidecia) ของ CanSino และวัคซีน WIBP-CorV ของ Sinopharm

 

สำหรับวัคซีนโควิดนั้นแบ่งออกเป็น 4 ชนิดหลักๆ ได้แก่ วัคซีนแบบ mRNA, Viral Vector, วัคซีนเชื้อตาย (Inactivated Vaccine) และวัคซีนที่ทำจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ (Protein Subunit Vaccine)

 

โดยวัคซีนของ Pfizer-BioNTech และ Moderna ถือเป็นวัคซีน mRNA ที่ถูกจับตามองจากทั่วโลกในระยะแรกๆ เนื่องจากประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโควิดที่สูงกว่า 90% 

 

ส่วนวัคซีนอื่นๆ เช่น AstraZeneca พบว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่า 76%, Covishield 78%, Covaxin 64%, BBIBP-CorV (Sinopharm) 78%, CoronaVac (Sinovac) 66% ส่วนวัคซีน Sputnik V ของรัสเซีย มีรายงานอ้างประสิทธิภาพสูงกว่า 91% แต่ยังมีข้อกังขาเรื่องความคลาดเคลื่อนของข้อมูล

 

ปัจจุบัน ทีมวิจัยวัคซีนโควิดทั้งของภาครัฐและเอกชน ยังคงเดินหน้าการพัฒนาและทดลองวัคซีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีน และการใช้งานในประชากรกลุ่มอายุต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอายุน้อย ซึ่งที่ผ่านมา มีหลายบริษัท อาทิ Pfizer, Moderna และ Sinovac ที่พยายามทำการทดลองให้วัคซีนในเด็กและวัยรุ่น ตั้งแต่อายุ 6 เดือนไปจนถึง 17 ปี

 

ขณะที่ Pfizer นั้นประสบผลสำเร็จในการทดลองทางคลินิกเฟส 2/3 ที่แสดงให้เห็นว่า วัคซีนนั้นปลอดภัยและมีประสิทธิภาพป้องกันโควิดสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 5-11 ปี ก่อนจะได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ให้ใช้งานวัคซีนในกรณีฉุกเฉินสำหรับเด็กอายุ 5-11 ปี ได้เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

 

อัตราฉีดวัคซีนและการจัดหาวัคซีน

ที่ผ่านมา แทบทุกประเทศต่างมีการจัดเตรียมแผน เพื่อเร่งดำเนินการจัดหาและฉีดวัคซีนให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางเป้าหมายหลักคือลดจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยหนัก เพื่อไม่ให้เกิดภาวะผู้ป่วยล้นในโรงพยาบาลต่างๆ จนส่งผลให้เกิดความตึงเครียดในระบบสาธารณสุข และลดผลกระทบต่างๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งแผนฉีดวัคซีนของประเทศส่วนใหญ่จะเริ่มจากกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ผู้สูงอายุและผู้มีปัญหาสุขภาพ ตามด้วยกลุ่มผู้ใหญ่ที่อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ตามด้วยกลุ่มเด็กและวัยรุ่น อายุ 12-17 ปี และกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี 

 

สำหรับการจัดหาและกระจายวัคซีนนั้น พบว่าจนถึงตอนนี้ ยังคงมีปัญหาด้านความไม่เท่าเทียมระหว่างประเทศรายได้สูงและรายได้ต่ำ ซึ่งข้อมูลเมื่อเดือนธันวาคมปี 2020 พบว่า ประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีการสั่งซื้อวัคซีนโควิดรวมกว่า 10,000 ล้านโดส ในจำนวนนี้มากกว่าครึ่ง เป็นคำสั่งซื้อจากประเทศร่ำรวยที่มีประชากรรวมกัน คิดเป็นประมาณ 14% ของทั้งโลก 

 

ข้อมูลจาก ourworldindata.org ที่เปิดเผยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พบว่า อัตราฉีดวัคซีนทั่วโลกกว่า 76% นั้นมาจากประเทศรายได้สูงและรายได้ปานกลาง ขณะที่ข้อมูลล่าสุดของ มิเชล บาเชเลต์ ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มประชากรผู้ใหญ่ในประเทศรายได้ต่ำ มีอัตราฉีดวัคซีนโดสแรกอยู่ที่ราว 8% เท่านั้น ซึ่งสวนทางกับประเทศรายได้สูง ที่มีอัตราฉีดวัคซีนให้ประชากรผู้ใหญ่สูงกว่า 65% 

 

ปัญหาความไม่เท่าเทียมในการจัดหาวัคซีนระหว่างประเทศรายได้สูงและรายได้ต่ำยิ่งเห็นชัดมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศยากจนแถบทวีปแอฟริกา อย่างเอธิโอเปีย ไนจีเรีย และแทนซาเนีย ที่มีประชากรได้ฉีดวัคซีนเข็มแรกเพียงไม่ถึง 2% ในขณะที่หลายประเทศรายได้สูง อย่าง สหรัฐฯ และประเทศยุโรป กำลังเดินหน้าแผนฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 หรือเข็มกระตุ้น (Booster Shot) ให้แก่ประชาชนของตนเอง

 

อย่างไรก็ตาม WHO พยายามเป็นหัวหอกในการแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมด้านวัคซีน โดยเป็นผู้นำในการตั้งโครงการแบ่งปันวัคซีน COVAX ซึ่งแรกเริ่มนั้นมีการตั้งเป้าจัดส่งวัคซีนแก่ประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง ให้ได้ 2 พันล้านโดสภายในสิ้นปี แต่จนถึงตอนนี้ เป้าหมายนั้นถูกปรับลดลงแล้วมากกว่าครึ่ง เหลือเพียง 800 ล้านโดสหรืออาจน้อยกว่านั้น สาเหตุหลักคาดว่ามาจากการที่ประเทศผู้บริจาครายใหญ่ เช่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป จัดส่งวัคซีนได้ค่อนข้างช้า ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์ใหม่ และการระบาดระลอกใหม่ในหลายประเทศ เช่น ในยุโรป ทำให้ความต้องการใช้วัคซีนมีเพิ่มมากขึ้น

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันทั่วโลกมีอัตราการฉีดวัคซีนโควิดสูงกว่า 8.5 พันล้านโดส หรือคิดเป็นประชากรโลก 4.4 พันล้านคน หรือประมาณ 57% ที่ได้ฉีดวัคซีนโควิดอย่างน้อย 1 โดส (ข้อมูลถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2021) โดย ourworldindata.org ชี้ว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีอัตราฉีดวัคซีนให้ประชาชนครบโดสสูงสุดอยู่ที่ 90% ตามด้วย คิวบา, โปรตุเกส, ชิลี, สิงคโปร์, จีน, เกาหลีใต้ และกัมพูชา ส่วนไทยอยู่อันดับที่ 20 โดยมีประชาชนฉีดวัคซีนครบโดสแล้วกว่า 61% 

 

โควิดสายพันธุ์ใหม่จุดเปลี่ยนของการพัฒนาวัคซีน

สิ่งหนึ่งที่ส่งผลให้โควิดเป็นโรคระบาดที่สร้างความกังวล และยังไม่รู้ว่าจะคลี่คลายได้เมื่อไร คือการกลายพันธุ์ของไวรัสที่มีมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่แล้วอย่างน้อย 14 สายพันธุ์ โดย WHO ได้แบ่งประเภทของโควิดสายพันธุ์ต่างๆ ออกเป็น 3 กลุ่ม ตามลำดับความร้ายแรง ได้แก่

 

  1. กลุ่มเชื้อกลายพันธุ์ที่น่ากังวล (Variants of Concern: VC) ปัจจุบันมีเชื้อโควิด 5 สายพันธุ์ที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่ อัลฟา, เบตา,แกมมา, เดลตา และล่าสุดคือโอไมครอน
  2. กลุ่มเชื้อกลายพันธุ์ที่น่าสนใจ (Variants of Interest: VOI) ปัจจุบันมีเชื้อโควิดสายพันธ์แลมบ์ดาและมิว
  3. กลุ่มเชื้อกลายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าติดตาม (Variants Under Monitoring: VUM) ปัจจุบันมีเชื้อโควิด 7 สายพันธ์ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่ AZ.5, C.1.2, B.1.617.1, B.1.526, B.1.525, B.1.630 และ B.1.640

 

สำหรับสายพันธุ์โควิดที่สร้างความกังวลอย่างมากในปีนี้คือ เดลตา หรือ B.1.617.2 ที่พบครั้งแรกในอินเดียตั้งแต่ช่วงปลายปี 2020 และมีอัตราแพร่เชื้อที่รวดเร็วกว่าสายพันธุ์อัลฟามากถึง 40-60% 

 

โดยเดลตากลายมาเป็นสายพันธุ์หลักที่ก่อให้เกิดการระบาดรุนแรงในหลายประเทศ และปัจจุบันมีมากกว่า 179 ประเทศที่กำลังเผชิญการระบาดของโควิดสายพันธุ์นี้ ขณะที่วัคซีนที่มีอยู่หลายตัว เช่น Pfizer, Moderna และ AstraZeneca ยังมีประสิทธิภาพในการต้านทานโควิดเดลตา ซึ่งงานวิจัยหลายฉบับแสดงให้เห็นว่า การฉีดวัคซีน 2 เข็มยังสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในการป้องกันเชื้อโควิดเดลตา และป้องกันการเกิดอาการป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงแม้ว่าระดับภูมิคุ้มกันจะน้อยลงเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ ก่อนหน้า

 

ส่วนอีกสายพันธุ์ที่กำลังสร้างความกังวลไปทั่วโลกคือ โอไมครอน ที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งงานวิจัยเบื้องต้นพบว่า มีอัตราการแพร่ระบาดที่รวดเร็วกว่าเดลตา และปัจจุบันพบผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 80 ประเทศ 

 

ความรุนแรงของโอไมครอนนั้น จากการวิเคราะห์ในขั้นต้นคาดว่าจะไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์ก่อนหน้า ซึ่งข้อมูลจากแพทย์ในแอฟริกาใต้ชี้ว่า ผู้ติดเชื้อโอไมครอนส่วนใหญ่ไม่มีอาการป่วยรุนแรง แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า สัดส่วนของผู้ติดเชื้ออาการรุนแรงที่มีจำนวนน้อยนั้น อาจเพิ่มมากขึ้นจนน่ากังวล หากมีผู้ติดเชื้อโอไมครอนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ทั้งนี้ โควิดโอไมครอนมีการกลายพันธุ์มากกว่า 50 ตำแหน่ง ซึ่ง 32 ตำแหน่งเกิดขึ้นในส่วนโปรตีนหนาม ที่ไวรัสใช้ในการเกาะติดเซลล์ร่างกายมนุษย์และทำให้ติดเชื้อ โดยการกลายพันธุ์จำนวนมากนี้ นอกจากจะทำให้การแพร่ระบาดง่ายขึ้น ยังอาจส่งผลให้หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น และลดทอนประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสของวัคซีนที่มีอยู่ 

 

ขณะที่ผู้พัฒนาวัคซีนหลายราย ต่างเร่งทำการทดลองเพื่อดูประสิทธิภาพของวัคซีนในการต้านทานโอไมครอน ซึ่งส่วนใหญ่พบว่า การฉีดวัคซีนเพียง 2 โดสนั้นไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันสลายไวรัสได้ในระดับที่มากพอ และอาจจำเป็นต้องปรับสูตรการฉีดวัคซีนเพิ่มจาก 2 โดสเป็น 3 โดส

 

การใช้วัคซีนเข็มกระตุ้น

การแพร่ระบาดของโควิดที่ยังคงไม่คลี่คลาย และเริ่มกลับมาทวีความรุนแรงอีกระลอกในหลายประเทศ เช่น ในทวีปยุโรป ประกอบกับสถานการณ์โควิดสายพันธุ์ใหม่ ทำให้ตอนนี้มีอย่างน้อย 36 ประเทศ ที่ตัดสินใจเริ่มต้นแผนฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้แก่ประชาชน ท่ามกลางความหวังเพื่อบรรเทาสถานการณ์ และช่วยฟื้นฟูภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาหนักตลอดระยะเวลาการระบาดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา 

 

โดยอิสราเอล ถือเป็นประเทศแรกที่เริ่มฉีดวัคซีน mRNA เป็นเข็มกระตุ้นให้แก่ประชาชน เริ่มจากกลุ่มผู้สูงอายุ ก่อนจะขยายไปยังกลุ่มอายุเกิน 12 ปีขึ้นไป

 

ขณะที่สหรัฐฯ ได้อนุมัติการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้แก่ประชาชนกลุ่มผู้ใหญ่ทุกคนที่อายุเกิน 18 ปีขึ้นไป ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่วนสหราชอาณาจักร ได้เริ่มเสนอฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้แก่ประชาชนกลุ่มอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ฉีดวัคซีนเข็ม 2 แล้วอย่างน้อย 3 เดือน และกลุ่มอายุเกิน 16 ปีที่มีปัญหาสุขภาพ ซึ่งนอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเทศ อาทิ ตุรกี, เยอรมนี, ออสเตรีย, แคนาดา และฝรั่งเศส ที่เดินหน้าแผนฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นอย่างจริงจัง 

 

อย่างไรก็ตาม WHO แสดงความกังวลที่หลายประเทศเริ่มต้นเดินหน้าแผนฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ในขณะที่ยังมีประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัคซีน ซึ่งข้อแนะนำล่าสุดของ WHO ยังคงสนับสนุนให้มีการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเฉพาะในกลุ่มผู้มีปัญหาสุขภาพ หรือผู้ที่ได้รับวัคซีนเชื้อตาย ซึ่งมีระดับภูมิคุ้มกันลดน้อยจนไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้

 

ยาต้านโควิด อีกความหวังพลิกเกมโควิด?

นอกเหนือจากวัคซีนแล้ว อีกหนทางในการรับมือกับวิกฤตแพร่ระบาดของโควิด คือการใช้ยาเม็ดต้านโควิด (Antiviral Pill) ในการรักษาผู้ติดเชื้อโควิดไม่ให้เกิดอาการป่วยรุนแรง โดยช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มีการเปิดตัวยาเม็ดต้านโควิดอย่างน้อย 2 ตัว จากบริษัทยารายใหญ่ของสหรัฐฯ ที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการรักษาผู้ติดเชื้อได้อย่างเห็นผล ได้แก่

 

  1. โมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) พัฒนาโดยบริษัท Merck & Co. ร่วมกับ Ridgeback Biotherapeutics มีประสิทธิภาพช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตสำหรับผู้ป่วยโควิด ประมาณ 50% ปัจจุบันได้รับการอนุมัติใช้งานในสหราชอาณาจักร

 

  1. แพ็กซ์โลวิด (Paxlovid) พัฒนาโดยบริษัท Pfizer ผลทดลองทางคลินิกเฟสที่ 2/3 ชี้ว่า มีประสิทธิภาพลดความเสี่ยงในการเกิดอาการป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตได้ 89% หากทานยาภายใน 3 วันหลังมีอาการ และ 88% หากทานยาภายใน 5 วันหลังมีอาการ ซึ่ง Pfizer ได้ยื่นขออนุมัติใช้งานในกรณีฉุกเฉินต่อ FDA แล้ว

 

ขณะที่ล่าสุดมีหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย ได้ดำเนินการสั่งซื้อยาต้านโควิดทั้ง 2 ตัว โดย Merck & Co. ได้ลงนามขายยาโมลนูพิราเวียร์ที่ใช้ในการทดลอง ให้กับรัฐบาลประเทศต่างๆ แล้วกว่า 7 ล้านเม็ด และมีการทำข้อตกลง อนุญาตให้ 105 ประเทศทั่วโลก สามารถผลิตยาและจำหน่ายได้ในราคาถูก แต่ยังไม่ครอบคลุมถึงไทย

 

ส่วนยาแพ็กซ์โลวิดที่ยังอยู่ระหว่างการทดลอง ยังไม่มีข้อมูลการสั่งซื้อจากประเทศต่างๆ โดย Pfizer ได้อนุญาตให้ประเทศที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง 95 ประเทศ สามารถผลิตและจำหน่ายยาแพ็กซ์โลวิดได้ในราคาถูกด้วย แต่ไม่รวมไทยเช่นกัน

 

เทรนด์วัคซีนปีหน้า และความหวังในการยับยั้งวิกฤตโควิด

สำหรับในปีหน้านั้น ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า มีความเป็นไปได้ที่โควิดจะสูญเสียสถานะของการระบาดใหญ่ หรือ Pandemic ได้ในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง เนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนทั่วโลกที่เพิ่มสูงมากขึ้น ประกอบกับการมีเครื่องมืออื่นๆ ที่ช่วยลดจำนวนผู้ป่วยหนัก เช่น ยาต้านโควิด

โดยโควิดอาจกลายมาเป็นโรคประจำถิ่นหรือ Endemic หรือโรคระบาดตามฤดูกาล ที่ค่อยๆ ลดความรุนแรงลง และกลายเป็นโรคระบาดที่อยู่ในชีวิตของผู้คน เช่นเดียวกับโรคระบาดใหญ่อื่นๆ ในอดีต อาทิ ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดสเปน หรือไข้หวัดหมู

ซึ่งเทรนด์การฉีดวัคซีนที่อาจเกิดขึ้นในปีหน้า คือเราอาจต้องฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็นประจำทุกปี คล้ายกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ โดยตัววัคซีนเองก็น่าจะมีการพัฒนาเวอร์ชันใหม่ต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับโควิดที่มีการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่ๆ ขณะที่คาดว่ากลุ่มเด็กจะได้รับการฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้นในปีหน้า

 

นอกจากนี้ การใช้ชีวิตของมนุษย์ทั่วโลกนั้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับโควิดมากขึ้น โดยการตรวจเชื้อโควิดในอนาคตจะมีราคาถูกลงและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และเมื่อโควิดกลายเป็นโรคประจำฤดูกาล การสวมใส่หน้ากากอนามัยและการล้างมือบ่อยๆ รวมถึงการรักษาระยะห่างของผู้คนในชีวิตประจำวัน จะไม่เป็นเรื่องแปลกอีกต่อไป 

 

ภาพ:Photo Illustration by Carol Smiljan/NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง:

The post โลกยังมีหวังไหม ทางรอดจากโควิดอยู่ตรงไหน ประมวลภาพรวมวัคซีนโควิดปี 2021 และก้าวต่อไปในปี 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
งานวิจัยออกซ์ฟอร์ดชี้ สูตรวัคซีนโควิด 2 โดส กระตุ้นภูมิคุ้มกันไม่พอต้านโอไมครอน https://thestandard.co/oxford-research-2-coronavirus-vaccine-doses/ Tue, 14 Dec 2021 06:55:15 +0000 https://thestandard.co/?p=571157 วัคซีนโควิด

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดของอังกฤษ เผยแพร่ผลก […]

The post งานวิจัยออกซ์ฟอร์ดชี้ สูตรวัคซีนโควิด 2 โดส กระตุ้นภูมิคุ้มกันไม่พอต้านโอไมครอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัคซีนโควิด

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดของอังกฤษ เผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยล่าสุดเมื่อวานนี้ (13 ธันวาคม) พบว่า สูตรการฉีดวัคซีนโควิด 2 โดสนั้นไม่สามารถกระตุ้นการสร้างแอนติบอดีหรือภูมิคุ้มกันที่ช่วยสลายไวรัสได้มากพอที่จะต้านทานเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอนได้ ซึ่งอาจเป็นข้อบ่งชี้ถึงสาเหตุที่จำนวนผู้ฉีดวัคซีนแล้วหรือหายป่วยจากโควิดแล้วติดเชื้อโควิดโอไมครอนเพิ่มมากขึ้น

 

โดยงานวิจัยดังกล่าวซึ่งยังไม่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ ได้ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างเลือดของกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการฉีดวัคซีนทั้ง AstraZeneca และ Pfizer-BioNTech ขณะที่นักวิจัยยังไม่พบหลักฐานว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้วแต่มีระดับภูมิคุ้มกันสลายไวรัส (Neutralising Antibodies) ต่ำกว่าในการต้านทานโอไมครอน จะก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรง จนถึงขั้นต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลหรือเสียชีวิต

 

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจาร์ยแมทธิว สเนป จากออกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเขียนรายงานวิจัยฉบับนี้ กล่าวว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานวิจัยทั้งหมด ซึ่งนอกจากนี้จะมีการทดลองเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันที่ต้องอาศัยเซลล์ด้วย

 

“ข้อมูลเหล่านี้สำคัญ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพ พวกเขาเพียงแต่ดูที่เรื่องภูมิคุ้มกันสลายไวรัสหลังจากฉีดโดสที่ 2 แต่ไม่ได้บอกเราเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันที่ต้องอาศัยเซลล์ ซึ่งจะมีการทดลองด้วยเช่นกัน” เขากล่าว

 

งานวิจัยฉบับนี้ถูกเผยแพร่เพียง 1 วันหลังจากที่นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน แห่งสหราชอาณาจักร ออกมาเตือนว่าการฉีดวัคซีนเพียง 2 เข็มนั้นไม่เพียงพอสำหรับการป้องกันเชื้อโอไมครอน พร้อมทั้งเตรียมเสนอให้ประชาชนอายุเกิน 18 ปีขึ้นไป เข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเริ่มจากสัปดาห์นี้ 

 

ซึ่งท่าทีดังกล่าวเป็นไปตามผลวิเคราะห์ของสำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (UK Health Security Agency: UKHSA) ที่ถูกเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพบว่าการฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นนั้นช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิดได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ภาพ: Photo Illustration by Pavlo Gonchar/SOPA Images/LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post งานวิจัยออกซ์ฟอร์ดชี้ สูตรวัคซีนโควิด 2 โดส กระตุ้นภูมิคุ้มกันไม่พอต้านโอไมครอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรดาผู้ผลิตวัคซีนโควิดเดินหน้าศึกษา ‘เชื้อออมิครอน’ เตรียมพร้อมพัฒนาวัคซีน รับมือการกลายพันธ์ุ https://thestandard.co/vaccine-maker-investigate-omicron-type-coronavirus/ Sat, 27 Nov 2021 11:40:00 +0000 https://thestandard.co/?p=564999 เชื้อออมิครอน

วานนี้ (26 พฤศจิกายน) บรรดาผู้ผลิตวัคซีนโควิดรายใหญ่ ไม […]

The post บรรดาผู้ผลิตวัคซีนโควิดเดินหน้าศึกษา ‘เชื้อออมิครอน’ เตรียมพร้อมพัฒนาวัคซีน รับมือการกลายพันธ์ุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชื้อออมิครอน

วานนี้ (26 พฤศจิกายน) บรรดาผู้ผลิตวัคซีนโควิดรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Pfizer-BioNTech, Moderna, Johnson & Johnson และ AstraZeneca เดินหน้าศึกษา ‘เชื้อออมิครอน’ (B.1.1.529) เตรียมพร้อมพัฒนาวัคซีน รับมือการกลายพันธ์ุ หลังองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้เชื้อโคโรนาไวรัสกลายพันธ์ุ สายพันธุ์ออมิครอน เป็นสายพันธ์ุระดับที่น่ากังวล (Variants of Concern: VOC) ตัวใหม่

 

โดยทีมผู้ผลิตและพัฒนาวัคซีน Pfizer-BioNTech เผยว่า พวกเขากำลังศึกษาและตรวจสอบเชื้อไวรัสกลายพันธุ์สายพันธ์ุใหม่ดังกล่าว และพร้อมที่จะปรับปรุงพัฒนาวัคซีนโดยเร็วหากมีความจำเป็น คาดว่าจะสามารถพัฒนาวัคซีน mRNA ได้ภายใน 6 สัปดาห์ และเริ่มเตรียมจัดส่งและกระจายวัคซีนได้ภายใน 100 วัน หลังจากที่ระบุข้อมูลเฉพาะของเชื้อกลายพันธุ์นี้ได้ ขณะที่ผู้ผลิตและพัฒนาวัคซีนอีก 3 รายใหญ่ก็เริ่มศึกษาเชื้อออมิครอนเช่นเดียวกัน

 

เบื้องต้นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดของแอฟริกาใต้ระบุ ไวรัสกลายพันธุ์ชนิดใหม่นี้มีตำแหน่งการกลายพันธ์ุของยีนมากถึง 50 ตำแหน่ง ซึ่งถือว่ามากผิดปกติอย่างยิ่ง โดยจะแตกต่างไปอย่างมากจากเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยของจีน ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ว่าการกลายพันธ์ุที่ผิดปกตินี้จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนโควิดที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน 

 

โดยประสิทธิภาพของวัคซีนโควิดในการป้องกันการติดเชื้อจะค่อยๆ ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประสิทธิภาพในการป้องกันการมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตภายหลังการติดเชื้อยังคงอยู่ในเกณฑ์สูง ซึ่งงานศึกษาในวารสารวิทยาศาสตร์ชี้ วัคซีน Pfizer-BioNTech มีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อลดลงจาก 86% มาอยู่ที่ 43% จากเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนตุลาคม ขณะที่วัคซีน Moderna มีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อลดลงจาก 89% มาอยู่ที่ 58% และวัคซีน J&J ลดลง 86% มาอยู่ที่ 13% หลายประเทศจึงอนุมัติการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการรับมือการกลายพันธ์ุของเชื้อไวรัสที่มีแนวโน้มจะรับมือยากขึ้นไปเรื่อยๆ ทุกขณะ

 

บทความที่เกี่ยวข้อง: 

 

ภาพ: Photo Illustration by Pavlo Gonchar / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post บรรดาผู้ผลิตวัคซีนโควิดเดินหน้าศึกษา ‘เชื้อออมิครอน’ เตรียมพร้อมพัฒนาวัคซีน รับมือการกลายพันธ์ุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟินแลนด์เป็นประเทศล่าสุดแถบสแกนดิเนเวียที่จำกัดการใช้วัคซีน Moderna ไม่ฉีดให้ผู้ชายอายุต่ำกว่า 30 ปี หวั่นเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ https://thestandard.co/finland-prohibit-moderna-under-30-years-old-man/ Fri, 08 Oct 2021 03:10:49 +0000 https://thestandard.co/?p=546011 Moderna

วานนี้ (7 ตุลาคม) ทางการฟินแลนด์เตรียมจำกัดการใช้วัคซีน […]

The post ฟินแลนด์เป็นประเทศล่าสุดแถบสแกนดิเนเวียที่จำกัดการใช้วัคซีน Moderna ไม่ฉีดให้ผู้ชายอายุต่ำกว่า 30 ปี หวั่นเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Moderna

วานนี้ (7 ตุลาคม) ทางการฟินแลนด์เตรียมจำกัดการใช้วัคซีน Moderna โดยจะไม่ฉีดให้กับผู้ชายที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี แนะให้เข้ารับวัคซีนจาก Pfizer-BioNTech แทน หวั่นเสี่ยงพบผลข้างเคียงที่พบได้ยากอย่างกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) ฟินแลนด์จึงเป็นประเทศล่าสุดในแถบสแกนดิเวีย ต่อจากสวีเดนและเดนมาร์ก ที่มีการปรับแผนการใช้วัคซีน mRNA กับผู้คนภายในประเทศ

 

มิกา เซลมิเนน ผู้อำนวยการสถาบันด้านสุขภาพของฟินแลนด์ระบุว่า ทางการจะฉีดวัคซีนโควิดจาก Pfizer-BioNTech ให้กับผู้ชายที่เกิดตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นไป หลังทางการขยายกลุ่มช่วงอายุให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปมีสิทธิ์เข้ารับวัคซีนโควิดได้ โดยอ้างถึงผลการทดสอบที่ยังไม่ได้รับการเผยแพร่ที่ทำในฟินแลนด์ สวีเดน เดนมาร์ก และนอร์เวย์ ที่พบว่าผู้ชายที่อายุต่ำกว่า 30 ปีที่เข้ารับการฉีดวัคซีน Spikevax จาก Moderna มีความเสี่ยงมากกว่าวัคซีนตัวอื่นเล็กน้อยในการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

 

สถาบันด้านสุขภาพของฟินแลนด์เผยว่า การศึกษาดังกล่าวจะได้รับการเผยแพร่ภายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ เบื้องต้นได้ส่งข้อมูลไปยัง European Medicines Agency (EMA) เรียบร้อยแล้ว เพื่อประเมินและวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม

 

โดยเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้มีคำสั่งให้บริษัทผู้ผลิตวัคซีนโควิดอย่าง Pfizer-BioNTech และ Moderna เพิ่มคำเตือนในเอกสารกำกับยาถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดอาการไม่พึงประสงค์อย่างกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericarditis) ซึ่งจะแสดงอาการในช่วงไม่กี่วันหลังจากเข้ารับวัคซีนโดสที่ 2 ย้ำยังคงมีความเสี่ยงน้อยมากๆ 

 

ขณะที่คณะกรรมการด้านความปลอดภัยของยุโรปอย่าง EMA ก็เคยระบุเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเป็นภาวะที่พบได้น้อยมากๆ หลังจากการเข้ารับวัคซีน Spikevax จาก Moderna และวัคซีน Comirnaty จาก Pfizer-BioNTech ซึ่งส่วนใหญ่มักจะพบในผู้ชายวัยรุ่น หลังจากเข้ารับโดสที่ 2 ไปแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านสุขภาพทั้งในสหรัฐฯ ในสหภาพยุโรป และองค์การอนามัยโลก (WHO) ต่างยังคงเน้นย้ำถึงความสำคัญและข้อได้เปรียบของเทคโนโลยี mRNA ที่ใช้ในวัคซีนของทั้ง Moderna และ Pfizer-BioNTech ในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด ที่ยังคงมีความเสี่ยงมากกว่าผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาหลังการเข้ารับวัคซีนโควิด

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

ภาพ:  Dinendra Haria / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post ฟินแลนด์เป็นประเทศล่าสุดแถบสแกนดิเนเวียที่จำกัดการใช้วัคซีน Moderna ไม่ฉีดให้ผู้ชายอายุต่ำกว่า 30 ปี หวั่นเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิจัยเผย วัคซีน Pfizer ต้านเชื้อเดลตาได้ 93% หลังฉีดเข็ม 2 ไปแล้ว 1 เดือน ก่อนเหลือ 53% หลัง 4 เดือน ชี้ยังลดโอกาสนอนโรงพยาบาลได้ดี https://thestandard.co/researcher-say-pfizer-vaccine-could-fight-delta/ Tue, 05 Oct 2021 03:14:59 +0000 https://thestandard.co/?p=544065 Pfizer

วานนี้ (4 ตุลาคม) นักวิจัยเผยว่า วัคซีนโควิดชนิด mRNA จ […]

The post นักวิจัยเผย วัคซีน Pfizer ต้านเชื้อเดลตาได้ 93% หลังฉีดเข็ม 2 ไปแล้ว 1 เดือน ก่อนเหลือ 53% หลัง 4 เดือน ชี้ยังลดโอกาสนอนโรงพยาบาลได้ดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pfizer

วานนี้ (4 ตุลาคม) นักวิจัยเผยว่า วัคซีนโควิดชนิด mRNA จาก Pfizer-BioNTech มีประสิทธิภาพต้านการติดเชื้อโควิดกลายพันธุ์สายพันธ์เดลตาได้ 93% หลังฉีดเข็ม 2 ไปแล้ว 1 เดือน ก่อนที่จะลดลงเหลือ 53% หลังผ่านไป 4 เดือน เมื่อเทียบกับสายพันธุ์กลายพันธุ์อื่นๆ ประสิทธิภาพหลังจากฉีดเข็ม 2 ไปแล้ว 1 เดือนจะอยู่ที่ 97% ก่อนที่จะลดลงเหลือ 67% หลังผ่านไป 4 เดือน

 

โดยทำการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจากประวัติการรักษาสุขภาพกว่า 3.4 ล้านรายของระบบสุขภาพ Kaiser Permanente Southern California ระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม 2020 – 8 สิงหาคม 2021 โดยมีสัดส่วนผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธ์ุเดลตาเพิ่มสูงขึ้นจาก 0.6% ในเดือนเมษายนมาเป็นเกือบ 87% ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 

จากรายงานการวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร The Lancet วานนี้ ยืนยันว่า วัคซีน Pfizer ยังมีประสิทธิภาพสูง สามารถลดความเสี่ยงการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือมีอาการโคม่าจากการติดเชื้อกลายพันธุ์สายพันธ์ต่างๆ ได้สูงกว่า 90% แม้จะได้รับวัคซีนครบโดสไปแล้วอย่างน้อย 6 เดือน

 

ทางด้าน ดร.ลูอิส โจดาร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางด้านการแพทย์ของ Pfizer ระบุว่า ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และสาเหตุอาจไม่ได้มาจากเชื้อเดลตาหรือไวรัสกลายพันธ์ุชนิดอื่นที่สามารถหลบหลีกการป้องกันของวัคซีนได้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า วัคซีน BNT162b2 จาก Pfizer มีประสิทธิภาพในการต้านโควิดกลายพันธ์ุที่น่ากังวล (VOC) ทุกสายพันธุ์ รวมถึงเชื้อเดลตาได้

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

ภาพ: Thiago Prudencio / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post นักวิจัยเผย วัคซีน Pfizer ต้านเชื้อเดลตาได้ 93% หลังฉีดเข็ม 2 ไปแล้ว 1 เดือน ก่อนเหลือ 53% หลัง 4 เดือน ชี้ยังลดโอกาสนอนโรงพยาบาลได้ดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pfizer และ BioNTech เผยผลการทดสอบวัคซีนโควิดในเด็กอายุ 5-11 ปี ระบุวัคซีนปลอดภัย เตรียมยื่นขออนุญาตใช้งานต่อหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก https://thestandard.co/pfizer-biontech-reveal-results-of-the-covid-vaccine-test-in-children-5-11-years-old/ Tue, 21 Sep 2021 01:56:17 +0000 https://thestandard.co/?p=538686 vaccine test

Pfizer และ BioNTech ผู้พัฒนาวัคซีนโควิด เปิดเผยเมื่อวัน […]

The post Pfizer และ BioNTech เผยผลการทดสอบวัคซีนโควิดในเด็กอายุ 5-11 ปี ระบุวัคซีนปลอดภัย เตรียมยื่นขออนุญาตใช้งานต่อหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
vaccine test

Pfizer และ BioNTech ผู้พัฒนาวัคซีนโควิด เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (20 กันยายน) ว่าวัคซีนของทางบริษัทกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันได้อย่างแข็งแกร่งในเด็กอายุ 5-11 ปี และกำลังวางแผนที่จะขออนุญาตใช้วัคซีนในเด็กช่วงอายุดังกล่าวต่อหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และที่อื่นๆ ทั่วโลกโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งวางแผนที่จะส่งข้อมูลจากการทดลองระยะที่ 3 ไปตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่มีการตรวจสอบ (Peer-Reviewed Publication) ต่อไป

 

โดยทั้งสองบริษัทระบุว่าวัคซีนสร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันในเด็กอายุ 5-11 ปี ในการทดลองทางคลินิกระยะที่ 2 และ 3 ที่มีผู้เข้าร่วม 2,268 คน และการตอบสนองดังกล่าวไม่ด้อยไปกว่าที่มีการบันทึกไว้ในการศึกษาก่อนหน้าในผู้ที่มีอายุ 16-25 ปี ขณะที่ข้อมูลด้านความปลอดภัยโดยทั่วไปก็คล้ายกันกับในกลุ่มอายุที่สูงขึ้นเช่นกัน

 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เด็กอายุ 5-11 ปี จะได้รับวัคซีนจำนวนสองเข็มที่มีปริมาณโดสละ 10 ไมโครกรัม ซึ่งคิดเป็นหนึ่งในสามของขนาดโดสในบุคคลอายุ 12 ปีขึ้นไป ในระยะเวลาห่างกัน 21 วัน และการทดลองนี้ยังมีลักษณะที่ต่างจากการทดลองทางคลินิกที่กระทำในผู้ใหญ่ โดยไม่ได้ออกแบบมาเพื่อวัดประสิทธิภาพของวัคซีนโดยการเปรียบเทียบจำนวนผู้ป่วยโควิดในผู้รับวัคซีนกับผู้ที่ได้รับยาหลอกเป็นหลัก แต่การทดลองนี้เปรียบเทียบปริมาณแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ที่ถูกทำให้เกิดโดยวัคซีนในเด็ก เทียบกับการตอบสนองในผู้รับวัคซีนที่มีอายุมากกว่าในการทดลองกลุ่มผู้ใหญ่

 

การแถลงดังกล่าวยังระบุการคาดการณ์ว่า น่าจะได้รับข้อมูลว่าวัคซีนใช้งานได้ดีเพียงใดในเด็กกลุ่มอายุ 2-5 ปี และ 6 เดือน-2 ปี อย่างเร็วที่สุดในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

 

โฆษกของ Pfizer ระบุว่า ทั้งสองบริษัทอาจเปิดเผยประสิทธิภาพ (Efficacy) ของวัคซีนจากการทดลองในภายหลัง แต่ยังไม่มีผู้ป่วยโควิดเพียงพอในหมู่ผู้เข้าร่วมการทดลองที่จะทำให้ตัดสินประสิทธิภาพได้ ทั้งนี้ ในผู้ใหญ่ ประสิทธิภาพของวัคซีนอยู่ที่ราวร้อยละ 95 แต่ Pfizer ก็บอกว่าประสิทธิภาพนี้จะลดลงเมื่อรับวัคซีนเข็มที่สองผ่านไปแล้วหลายเดือน ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ คาดว่าจะอนุมัติวัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับชาวอเมริกันที่สูงอายุและที่มีความเสี่ยงสูงในต้นสัปดาห์นี้

 

ส่วนผลข้างเคียงนั้น ทั้งสองบริษัทระบุว่าวัคซีนทนต่อผลข้างเคียงได้ดี โดยมีผลข้างเคียงโดยทั่วไปคล้ายกับที่พบในผู้ร่วมการทดลองที่มีอายุ 16-25 ปี วัคซีนชนิด mRNA ของ Pfizer-BioNTech นั้นถูกระบุโดยหน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งว่ามีความเชื่อมโยงกับอาการหัวใจอักเสบในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชายที่มีอายุน้อย แต่ Pfizer ระบุว่าไม่พบการเกิดอาการหัวใจอักเสบในผู้ร่วมการทดลองนี้

 

ขณะที่แหล่งข่าวระบุกับ Reuters ว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับสูงของสหรัฐฯ เชื่อว่าหน่วยงานกำกับดูแลจะสามารถตัดสินใจได้ว่าวัคซีนมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในเด็กเล็กหรือไม่ภายในสามสัปดาห์หลังจากมีการยื่นคำขอใช้งานในกรณีฉุกเฉิน ก่อนหน้านี้หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ และสำนักงานอาหารและยา (FDA) ก็ได้อนุมัติการใช้วัคซีน Pfizer-BioNTech ในกรณีฉุกเฉินสำหรับเด็กอายุ 12-15 ปีไปแล้ว

 

ภาพ: Jens Schlueter / Getty Images

อ้างอิง:

The post Pfizer และ BioNTech เผยผลการทดสอบวัคซีนโควิดในเด็กอายุ 5-11 ปี ระบุวัคซีนปลอดภัย เตรียมยื่นขออนุญาตใช้งานต่อหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เด็กและวัยรุ่นจำเป็นต้องฉีดวัคซีนโควิดหรือไม่ ต่างประเทศฉีดยี่ห้ออะไรบ้าง https://thestandard.co/young-and-teenage-coronavirus-vaccination/ Wed, 08 Sep 2021 09:45:51 +0000 https://thestandard.co/?p=534468 วัคซีนโควิด

หมายเหตุ: ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด 20 กันยายน 2564   ว […]

The post เด็กและวัยรุ่นจำเป็นต้องฉีดวัคซีนโควิดหรือไม่ ต่างประเทศฉีดยี่ห้ออะไรบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัคซีนโควิด

หมายเหตุ: ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด 20 กันยายน 2564

 

วัคซีนโควิดเกือบทั้งหมดเริ่มวิจัยในผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ยกเว้นวัคซีน Pfizer-BioNTech ที่เริ่มวิจัยในผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป จากนั้นถึงวิจัยในเด็กและวัยรุ่นที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีลงมา ปัจจุบันหลายประเทศฉีดวัคซีนจนครอบคลุมผู้ใหญ่ในประเทศแล้ว โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 60-65 ปีขึ้นไป ก็เริ่มถึงคิวเด็กและวัยรุ่นว่าจำเป็นต้องฉีดวัคซีนหรือไม่ และถ้าต้องฉีดควรฉีดยี่ห้ออะไร 

 

การพิจารณาความจำเป็นของการฉีดวัคซีนโควิดให้กับเด็กและวัยรุ่นเหมือนกับการพิจารณาในผู้ใหญ่นั่นคือ การชั่ง ‘ประโยชน์-ความเสี่ยง’ ที่จะได้รับ โดยอาจพิจารณาทั้งประโยชน์โดยตรงจากการป้องกันความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน และประโยชน์ทางอ้อม เช่น การเปิดโรงเรียน ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาวะโภชนาการและพัฒนาการทางสังคมด้วย ส่วนความเสี่ยงคือผลข้างเคียงของวัคซีน

 

ความรุนแรงของการติดเชื้อในเด็ก

 

เด็กสามารถติดเชื้อโควิดได้ แต่ส่วนใหญ่มีอาการน้อยและโอกาสเสียชีวิตต่ำมาก ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังของสหภาพยุโรประหว่างมกราคม-มิถุนายน 2564 พบว่าผู้ติดเชื้อเด็กที่นอนโรงพยาบาลต่ำกว่า 1% และอัตราป่วยเสียชีวิตประมาณ 0.01% โดยเด็กที่มีอาการรุนแรงมักมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคระบบทางเดินอาหาร โรคระบบประสาท โรคหัวใจและปอด โดยเฉพาะโรคหอบหืด รวมถึงภาวะอ้วน 

 

ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC) ระหว่างเดือนมีนาคมถึงสิงหาคม 2564 พบว่าเด็กและวัยรุ่นมีอัตราการนอนโรงพยาบาลด้วยโควิดประมาณ 50 รายต่อ 1 แสนคน โดยกลุ่มอายุที่มีอัตราการนอนโรงพยาบาลสูงสุดคือ 0-4 ปี (70 ราย) และวัยรุ่น 12-17 ปี (60 ราย) และมีอัตราการนอนโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการระบาดของสายพันธุ์เดลตา

 

ส่วนประเทศไทย ข้อมูลจากการวิเคราะห์เบื้องต้นของกองระบาดวิทยาในการระบาดระลอกใหม่ตั้งแต่เดือนเมษายน-สิงหาคม 2564 กลุ่มอายุ 0-11 ปีมีอัตราป่วยประมาณ 1,500 รายต่อ 1 แสนคน ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 2 รองจากกลุ่มอายุ 18-40 ปี (1,770 ราย) ในขณะที่เด็กอายุ 12-17 ปีอัตราป่วยน้อยกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง (860 ราย) แต่อัตราป่วยเสียชีวิตต่ำกว่ามาก โดย

 

  • เด็กอายุ 0-11 ปี มีอัตราป่วยเสียชีวิต 0.003%
  • วัยรุ่น 12-17 ปี มีอัตราป่วยเสียชีวิต 0.026%
  • เทียบกับผู้สูงอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป มีอัตราป่วยเสียชีวิตสูงสุดเท่ากับ 12.8%

 

ในการระบาดระลอกนี้มีเด็กและวัยรุ่นเสียชีวิตทั้งหมด 15 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2564) อายุมัธยฐานเท่ากับ 14 ปี โดยอายุน้อยที่สุด 2 เดือน และมากที่สุด 17 ปี โรคประจำตัวที่พบได้แก่ มะเร็ง (20%) สมองพิการ (Cerebral palsy, 20%) ลมชัก (20%) และเบาหวาน (13%) ดังนั้นจะเห็นว่าเด็กและวัยรุ่นมีความเสี่ยงต่ำต่ออาการรุนแรง โดยเฉพาะเด็กที่ไม่มีโรคประจำตัว

 

อย่างไรก็ตามเด็กพบภาวะแทรกซ้อนที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ คือ ‘กลุ่มอาการอักเสบของอวัยวะหลายระบบในเด็ก’ หรือ MIS-C (Multisystem inflammatory syndrome in children หรือ PIMS-TS) เป็นภาวะที่มีการอักเสบของหัวใจและหลอดเลือด ปอด ไต สมอง ผิวหนัง ตา หรือทางเดินอาหารหลังจากติดเชื้อโควิด ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่เป็นภาวะที่พบไม่บ่อย (น้อยกว่า 1%)

 

สำหรับแหล่งของการติดเชื้อ เด็กส่วนใหญ่ติดเชื้อมาจากภายในครอบครัว โดยผู้ใหญ่เป็นผู้ติดเชื้อรายแรก (Index Case) แต่เด็กสามารถแพร่เชื้อต่อให้กับผู้อื่นได้ เพราะไวรัสที่ตรวจพบในโพรงจมูกมีปริมาณใกล้เคียงหรือมากกว่าผู้ใหญ่ จึงมีความกังวลว่าเด็กจะเป็นพาหะนำเชื้อไปติดให้กับคนอื่นในบ้าน นอกจากนี้ยังมีรายงานพบการระบาดในโรงเรียน ซึ่งอาจติดเชื้อมาจากครูหรือนักเรียนด้วยกันเองก็ได้

 

วัคซีนที่มีการศึกษาในเด็ก

 

วัคซีน Pfizer-BioNTech เป็นวัคซีนยี่ห้อแรกที่ได้รับอนุมัติในกรณีฉุกเฉินให้ใช้ในผู้มีอายุมากกว่า 12 ปี โดยได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา (FDA) เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 โดยมีผลการวิจัยระยะที่ 3 ซึ่งศึกษาในอาสาสมัครอายุ 12-15 ปี จำนวน 2,260 คน ระหว่างเดือนตุลาคม 2563 ถึงมีนาคม 2564 ตีพิมพ์ในวารสาร The New England Journal of Medicine (NEJM) เมื่อเดือนพฤษภาคม พบว่า

 

  • ไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง
  • ระดับภูมิคุ้มกันที่สามารถยับยั้งไวรัสสูงเกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มอายุ 16-25 ปี
  • ประสิทธิผลในการป้องกันอาการป่วย 100%

 

สำหรับผลข้างเคียงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ส่วนใหญ่พบหลังจากการฉีดวัคซีนชนิด mRNA เข็มที่ 2 ภายใน 1 สัปดาห์ พบในกลุ่มอายุน้อย (12-30 ปี) และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังอาการหลังจากได้รับวัคซีนของ CDC พบการรายงานภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีอัตราการรายงานหลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ดังนี้

 

  • กลุ่มอายุ 12-15 ปี พบ 20.9 รายต่อ 1 ล้านโดส 
  • กลุ่มอายุ 16-17 ปี พบ 34.0 รายต่อ 1 ล้านโดส
  • กลุ่มอายุ 18-24 ปี พบ 18.5 รายต่อ 1 ล้านโดส
  • กลุ่มอายุ 25-29 ปี พบ 7.2 รายต่อ 1 ล้านโดส
  • กลุ่มอายุ 30-39 ปี พบ 3.4 รายต่อ 1 ล้านโดส

 

แต่เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ในการป้องกันโรคกับความเสี่ยงของผลข้างเคียงจากวัคซีนแล้ว คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคสหรัฐฯ (ACIP) เห็นว่าวัคซีนมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงในทุกกลุ่มอายุ จึงยังคงแนะนำให้ฉีดวัคซีน Pfizer ตามเกณฑ์อายุเดิม และจะมีการติดตามผลข้างเคียงรุนแรงต่อไป ซึ่งอาจมีการประเมินความเสี่ยงใหม่หากมีข้อมูลเพิ่มเติม

 

ปัจจุบันบริษัท Pfizer อยู่ระหว่างการวิจัยความปลอดภัยและประสิทธิผลของวัคซีนในกลุ่มอายุ 6 เดือนถึง 11 ปี ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564 โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ อายุ 5-11 ปี (คาดว่าจะยื่นขออนุมัติในกรณีฉุกเฉินจาก FDA ภายในเดือนกันยายนนี้), 2-5 ปี และ 6 เดือนถึง 2 ปี (คาดว่าจะสามารถสรุปผลได้ในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน)

 

วัคซีน Moderna เป็นวัคซีนยี่ห้อที่สองที่ได้รับการอนุมัติในกรณีฉุกเฉินให้ใช้ในผู้มีอายุ 12 ปีขึ้นไปจากองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 ต่อจากวัคซีน Pfizer ที่ได้รับการอนุมัติไปเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยมีผลการวิจัยระยะที่ 3 ซึ่งศึกษาในอาสาสมัคร 3,732 คน ในสหรัฐฯ เมื่อเดือนธันวาคม 2563 ตีพิมพ์ในวารสาร NEJM เมื่อเดือนสิงหาคม พบว่า

 

  • ประสิทธิผลในการป้องกันอาการป่วย 100% 
  • ประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อ 39.2% 
  • ผลข้างเคียงไม่รุนแรงและหายได้เองภายในไม่กี่วัน 

 

แต่เนื่องจากจำนวนอาสาสมัครวัยรุ่นที่น้อย ทำให้งานวิจัยนี้ยังไม่สามารถตรวจพบผลข้างเคียงใหม่ที่พบได้น้อย หรือประมาณความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่ทราบแล้วได้ เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ อย่างไรก็ตามภาพรวมความปลอดภัยทั้งหมดที่ศึกษาในผู้ใหญ่ได้รับการยืนยันในวัยรุ่น และเห็นว่าประโยชน์ที่ได้รับมีมากกว่า โดยเฉพาะการป้องกันความเสี่ยงจากอาการรุนแรง

 

ล่าสุดวัคซีน Moderna ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในผู้มีอายุ 12-17 ปีในแคนาดาเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ฟิลิปปินส์เมื่อวันที่ 3 กันยายน ตามมาด้วยออสเตรเลียเมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา

 

วัคซีน Sinovac เป็นวัคซีนยี่ห้อที่สองที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในวัยรุ่นในชิลีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2564 ต่อจากวัคซีน Pfizer แต่ในครั้งนี้คณะกรรมการเสียงข้างมากอนุมัติให้ใช้ในเด็กอายุ 6 ขวบขึ้นไป ในขณะที่เสียงข้างน้อยเห็นว่าควรอนุมัติในวัยรุ่น 12 ปีขึ้นไป เพราะข้อมูลยังไม่เพียงพอ การอนุมัติในครั้งนี้จะทำให้ชิลีเป็นประเทศที่มีการฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรมากที่สุดประเทศหนึ่ง

 

วัคซีนนี้มีข้อมูลผลการวิจัยระยะที่ 1-2 ในเด็กและวัยรุ่น 552 คน อายุระหว่าง 3-17 ปี ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2563 ตีพิมพ์ในวารสาร Lancet Infectious Diseases เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2564 พบว่าวัคซีนขนาด 3.0 ไมโครกรัมสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่สามารถยับยั้งไวรัสได้สูงกว่าขนาด 1.5 ไมโครกรัม และมีความปลอดภัย ผลข้างเคียงเล็กน้อยถึงปานกลาง และไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง

 

ก่อนหน้านี้เมื่อต้นเดือนมิถุนายน จีนได้อนุมัติวัคซีน Sinovac ในกรณีฉุกเฉินให้ใช้ในผู้มีอายุ 3-17 ปี แต่ยังไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลออกมาเพิ่มเติม ในขณะที่องค์การกำกับดูแลด้านสาธารณสุขของบราซิล (Anvisa) ยังไม่อนุมัติการใช้วัคซีน Sinovac ในกลุ่มอายุ 3-17 ปีตามที่สถาบัน Butantan เสนอ เพราะข้อมูลที่ยื่นประกอบยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าวัคซีนมีประสิทธิผลและความปลอดภัยในกลุ่มอายุดังกล่าว

 

วัคซีน Sinopharm เป็นวัคซีนยี่ห้อที่สองที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในเด็กในจีนเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ต่อจากวัคซีน Sinovac ซึ่งวัคซีนทั้งสองสามารถฉีดในเด็กตั้งแต่อายุ 3 ปีขึ้นไป โดยบริษัท Sinopharm กล่าวในช่วงที่ได้รับการอนุมัติว่าจากงานวิจัยระยะที่ 1-2 ในมณฑลเหอหนานพบว่า วัคซีนสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันหลังได้รับวัคซีนเข็มที่สอง และมีความปลอดภัย 

 

นอกจากนี้บริษัทยังได้ดำเนินการวิจัยในอาสาสมัคร 900 คน อายุระหว่าง 3-17 ปี ในเมืองอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2564 เพื่อประเมินประสิทธิผลของวัคซีน ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ประกาศว่าจะเริ่มฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 3-17 ปี โดยชี้แจงว่าการตัดสินใจนี้มาจากการวิจัยทางคลินิกและการประเมินอย่างรอบคอบ แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียด

 

คำแนะนำการฉีดวัคซีนในประเทศไทย

 

ปัจจุบันวัคซีนโควิดที่ได้รับการอนุมัติในกรณีฉุกเฉินในไทย มี 2 ยี่ห้อที่คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รับรองในวัยรุ่นอายุ 12 ปีขึ้นไป คือ วัคซีน Pfizer และ Moderna (เมื่อวันที่ 16 กันยายน) โดยเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2564 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ได้ออกคำแนะนำการฉีดวัคซีนโควิด สำหรับเด็กและวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป (ฉบับที่ 2) ว่า

 

  • แนะนำให้ฉีดวัคซีนโควิดในเด็กและวัยรุ่นอายุ 16-น้อยกว่า 18 ปีทุกคน หากไม่มีข้อห้ามในการฉีด เพราะเป็นกลุ่มอายุที่กำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีการดำเนินชีวิตใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ และมีข้อมูลเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนมากเพียงพอ
  • สำหรับเด็กอายุ 12-น้อยกว่า 16 ปี แนะนำให้ฉีดในกรณีเป็นกลุ่มเสี่ยงต่ออาการรุนแรง ซึ่งมีโรคประจำตัว ได้แก่ 1. โรคอ้วน* 2. โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง รวมทั้งโรคหอบหืด 3. โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง 4. โรคไตวายเรื้อรัง 5. โรคมะเร็งและภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ 6. โรคเบาหวาน 7. กลุ่มโรคพันธุกรรมทั้งกลุ่มอาการดาวน์ เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางระบบประสาทอย่างรุนแรง เด็กที่มีพัฒนาการช้า

 

*โรคอ้วน หมายถึง ดัชนีมวลกายมากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร หรือมีน้ำหนัก 70 กิโลกรัมขึ้นไปในเด็กอายุ 12-13 ปี, น้ำหนัก 80 กิโลกรัมขึ้นไปในเด็กอายุ 13-15 ปี, น้ำหนัก 90 กิโลกรัมขึ้นไปในเด็กอายุ 15-18 ปี หรือเด็กอ้วนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น

 

นอกจากนี้ยังแนะนำให้งดออกกำลังกายอย่างหนัก หรือการทำกิจกรรมอย่างหนักเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ภายหลังจากการฉีดวัดซีนโควิด เนื่องจากมีรายงานการเกิดผลข้างเคียงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบภายหลังการฉีดวัคชีนชนิด mRNA แต่มีโอกาสต่ำมาก หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หายใจเหนื่อยหรือหายใจไม่อิ่ม ใจสั่นหน้ามืด เป็นลม ควรรีบไปพบแพทย์

 

วันเดียวกัน (7 กันยายน) ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประชาสัมพันธ์โครงการ VACC 2 School ฉีดวัคซีนบริจาค Sinopharm ให้กับเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 10-18 ปี ผ่านการเปิดรับสมัครทางสถานศึกษา ทางราชวิทยาลัยฯ ควรให้ข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิผลของวัคซีนเพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้ปกครอง ส่วน อย. ชี้แจงว่าบริษัทที่นำเข้าเพิ่งยื่นขออนุญาตเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 2 กันยายน

 

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของ อย. และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก พิจารณาแล้วเมื่อวันที่ 10 กันยายน มีมติยัง ‘ไม่อนุมัติ’ วัคซีน Sinopharm ในเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป เนื่องจากยังขาดข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิผลของวัคซีน ซึ่งต้องศึกษาในการวิจัยระยะที่ 3 จึงขอให้บริษัทยื่นข้อมูลเหล่านี้เพิ่มเติม รวมถึงข้อมูลขนาดวัคซีนในเด็กเล็ก ซึ่งต้องใช้ปริมาณต่างจากผู้ใหญ่ด้วย

 

โดยสรุปวัคซีนโควิดมีข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนในเด็กและวัยรุ่นมากขึ้น วัคซีน Pfizer และ Moderna ซึ่งเป็นวัคซีนชนิด mRNA มีข้อมูลการวิจัยถึงระยะที่ 3 และได้รับการอนุมัติในกรณีฉุกเฉินในสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ส่วนวัคซีนชนิดเชื้อตายได้รับการอนุมัติในจีน ชิลี (สำหรับ Sinovac) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (สำหรับ Sinopharm) ถึงแม้ข้อมูลที่เผยแพร่ในสื่อจะยังเป็นการวิจัยระยะที่ 1-2

 

สำหรับไทยอนุมัติ 2 ยี่ห้อ คือ วัคซีน Pfizer และ Moderna ซึ่งราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยแนะนำให้ฉีดในวัยรุ่นอายุ 16-17 ปีทุกคน ส่วนอายุ 12-15 ปี เฉพาะกลุ่มที่มีโรคประจำตัว เพราะเป็นกลุ่มเสี่ยงต่ออาการรุนแรง จึงได้รับประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงจากผลข้างเคียง อย่างไรก็ตามหากมีข้อมูลจากงานวิจัยออกมามากขึ้น การอนุมัติวัคซีนและคำแนะนำก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

อ้างอิง:

The post เด็กและวัยรุ่นจำเป็นต้องฉีดวัคซีนโควิดหรือไม่ ต่างประเทศฉีดยี่ห้ออะไรบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เงินบาท’ เปิดตลาดเช้าวันนี้แข็งค่าต่อเนื่องแตะ 32.88 ต่อดอลลาร์ นักลงทุนเปิดรับความเสี่ยง คาดหวังเศรษฐกิจโลกฟื้น https://thestandard.co/thai-baht-rising-32-88-per-dollar/ Wed, 25 Aug 2021 03:41:51 +0000 https://thestandard.co/?p=528790 เงินบาท

เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (25 สิงหาคม) ที่ระดับ 32.88 บ […]

The post ‘เงินบาท’ เปิดตลาดเช้าวันนี้แข็งค่าต่อเนื่องแตะ 32.88 ต่อดอลลาร์ นักลงทุนเปิดรับความเสี่ยง คาดหวังเศรษฐกิจโลกฟื้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินบาท

เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (25 สิงหาคม) ที่ระดับ 32.88 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.92 บาทต่อดอลลาร์ ในขณะที่ตลาดเงินเริ่มเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น (Risk-On)

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ผู้เล่นในตลาดการเงินโดยรวมเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น (Risk-On) จากความหวังการฟื้นตัวของเศษฐกิจโลก หลังแนวโน้มการระบาดของโควิดสายพันธุ์เดลตาเริ่มดูไม่น่ากังวลมากนัก จากประเด็นทางการจีนรายงานไม่พบผู้ติดเชื้อ และสหรัฐฯ ประกาศอนุมัติการใช้วัคซีน Pfizer-BioNTech อย่างเต็มรูปแบบ 

 

นอกจากนี้ บรรยากาศในตลาดการเงินยังถูกหนุนด้วยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาด เช่น บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ Best Buy หรือ JD.com กับ Pinduoduo ของจีน

 

“ภาพตลาดเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นได้หนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต่างปรับตัวสูงขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ โดยดัชนี S&P 500 ปิด +0.15% นอกจากนี้หุ้นเทคฯ ต่างปรับตัวสูงขึ้น จากรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาแข็งแกร่ง หนุนให้ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปิดตลาด +0.52%”

 

ส่วนในฝั่งยุโรป ตลาดหุ้นยุโรปก็ได้รับอานิสงส์จากบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาด โดยดัชนี STOXX50 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.04% นำโดยการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคฯ Adyen +2.3% และ Infineon Tech. +2.0%

 

นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่ม Cyclical ก็ยังคงปรับตัวขึ้นช่วยพยุงตลาดไว้ เช่น กลุ่มยานยนต์ Volkswagen +2.1% และ BMW +2% ขณะที่กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยยังเผชิญแรงกดดันจากความกังวลว่าทางการจีนอาจเข้ามาจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และความมั่งคั่งมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อยอดขายของบริษัทสินค้าแบรนด์เนม ที่กว่า 30% ของยอดขายมาจากจีน Louis Vuitton -1.9%, Adidas -0.8% และ Inditex -0.7%

 

ในฝั่งตลาดบอนด์ ผู้เล่นในตลาดเริ่มทยอยขายทำกำไรสถานะถือครองบอนด์ หลังจากที่ตลาดเริ่มกลับมาอยู่ในโหมดเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ทำให้สินทรัพย์ปลอดภัยมีความจำเป็นน้อยลง กดดันให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นกว่า 4bps สู่ระดับ 1.30% ซึ่งเรามองว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจแกว่งตัวใกล้ระดับ 1.30% เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างรอจับตามุมมองของ Fed ต่อแนวโน้มการปรับลด QE ซึ่งรวมถึงอัตราการปรับลดวงการทำ QE ในงานประชุมวิชาการประจำปีของ Fed ที่แจ็กสันโฮล ในวันพรุ่งนี้จนถึงสุดสัปดาห์

 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังผู้เล่นในตลาดทยอยขายทำกำไรสถานะถือครองเงินดอลลาร์ตามความต้องการหลุมหลบภัย (Safe Haven Asset) ที่ลดลง โดยล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 92.91 จุด หนุนให้สกุลเงินหลัก อาทิ เงินยูโร (EUR) แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.175 ดอลลาร์ต่อยูโร นอกจากนี้การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และความหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงช่วยหนุนให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันดิบเบรนท์และน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ต่างปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 70.4 และ 67.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามลำดับ

 

สำหรับวันนี้ ตลาดจะติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ผ่านการประเมินดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (Ifo Business Climate) โดยตลาดมองว่าปัญหาการระบาดของโควิดสายพันธุ์เดลตาในยุโรปอาจทำให้ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจลดลง สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมนีเดือนสิงหาคมที่จะลดลงสู่ระดับ 100 จุด

 

อย่างไรก็ดี เรามองว่าความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่ลดลงไม่ได้น่ากังวลมากนัก เนื่องจากการระบาดในยุโรปแม้จะมียอดผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ทว่ายอดผู้ป่วยหนัก นอนโรงพยาบาล หรือยอดผู้เสียชีวิต กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเร่งไปมาก ทำให้รัฐบาลในยุโรปยังไม่จำเป็นจะต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวด

 

นอกเหนือจากการติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว เรามองว่าตลาดจะรอจับตางานประชุมวิชาการของ Fed ที่แจ็กสันโฮล เพื่อติดตามมุมมองของ Fed ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ภายหลังสหรัฐฯ เผชิญการระบาดของโควิดสายพันธุ์เดลตาที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการปรับลด QE ของ Fed ได้

 

ในส่วนแนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่าเงินบาทในระยะสั้นมีแรงหนุนในฝั่งแข็งค่าจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่เริ่มเปลี่ยนไปต่อสถานการณ์การระบาดทั่วโลก กดดันให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลง ขณะเดียวกัน แนวโน้มการระบาดในไทยที่ดูเหมือนจะผ่านจุดเลวร้ายสุดไปแล้วนั้นก็เริ่มดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติทยอยกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้น ซึ่งอาจจะช่วยหนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ในระยะสั้น

 

ทั้งนี้ เรามองว่าการแข็งค่าของเงินบาทอาจจะชะลอลงเมื่อใกล้กับระดับแนวรับสำคัญใกล้ โซน 32.80 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นกรอบราคาที่ฝั่งผู้นำเข้าต่างรอทยอยแลกซื้อเงินดอลลาร์ โดยเราคาดว่าจะทยอยเห็นโฟลว์ซื้อเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้นำเข้าในช่วงปลายเดือน ทำให้เงินบาทอาจทรงตัวในระดับราคาดังกล่าวได้

 

อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าเงินบาทยังมีโอกาสผันผวนและกลับไปอ่อนค่าลงจากปัญหาการระบาดของโควิดที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะดีขึ้นจริง รวมถึงแนวโน้มเงินดอลลาร์ที่อาจกลับไปแข็งค่าขึ้นได้บ้าง หาก Fed มีการส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อแนวโน้มการทยอยลด QE ในปีนี้ ซึ่งเรามองว่าประเด็น Fed ทยอยลดการอัดฉีดสภาพคล่องหรือลด QE อาจส่งผลต่อการจัดพอร์ตของนักลงทุน ทำให้บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจทยอยลดการลงทุนในภูมิภาค EM Asia ชั่วคราว เนื่องจากอาจกลัวผลกระทบจากการประกาศปรับลด QE ของ Fed จะเหมือนเหตุการณ์ QE Taper Tantrum ในปี 2013

 

มองกรอบเงินบาทวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.85-33 บาทต่อดอลลาร์

The post ‘เงินบาท’ เปิดตลาดเช้าวันนี้แข็งค่าต่อเนื่องแตะ 32.88 ต่อดอลลาร์ นักลงทุนเปิดรับความเสี่ยง คาดหวังเศรษฐกิจโลกฟื้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
FDA อนุมัติการใช้งานวัคซีน Pfizer-BioNTech ‘เต็มรูปแบบ’ แล้ว สำหรับผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป https://thestandard.co/fda-approved-pfizer-biontech/ Tue, 24 Aug 2021 03:30:51 +0000 https://thestandard.co/?p=528352 Pfizer-BioNTech

วานนี้ (23 สิงหาคม) ตามเวลาท้องถิ่น คณะกรรมการอาหารและย […]

The post FDA อนุมัติการใช้งานวัคซีน Pfizer-BioNTech ‘เต็มรูปแบบ’ แล้ว สำหรับผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pfizer-BioNTech

วานนี้ (23 สิงหาคม) ตามเวลาท้องถิ่น คณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) อนุมัติการใช้งานวัคซีนโควิดชนิด mRNA จาก Pfizer-BioNTech เต็มรูปแบบแทนการใช้เป็นกรณีฉุกเฉินแล้ว นับเป็นวัคซีนตัวแรกที่ได้รับอนุมัติให้ใช้งานเป็นการทั่วไปได้ในสหรัฐฯ 

 

โดย FDA ได้พิจารณาข้อมูลการศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนในกลุ่มตัวอย่างราว 44,000 ราย ที่สะท้อนว่าวัคซีน Comirnaty ของ Pfizer-BioNTech นี้ มีประสิทธิภาพในการต้านโควิดอยู่ที่ราว 91% ลดลงเล็กน้อยจากประสิทธิภาพ 95% จากข้อมูลเมื่อครั้งที่ FDA อนุมัติให้ใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉินเมื่อเดือนธันวาคม 2020 ส่งผลให้วัคซีนโควิดที่เริ่มแรกได้รับการอนุมัติการใช้งานเป็นกรณีฉุกเฉิน โดยใช้ฉีด 2 โดส ห่างกันราว 3 สัปดาห์นี้ ได้รับการอนุมัติการใช้งานเต็มรูปแบบกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ขณะที่กลุ่มผู้ที่มีอายุ 12-15 ปี และสำหรับการให้วัคซีนเข็มที่ 3 ในบุคคลที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ยังคงใช้เป็นกรณีฉุกเฉินอยู่ (EUA)

 

สำนักข่าวต่างประเทศอย่าง BBC รายงานว่า การอนุมัติการใช้งานในครั้งนี้ใช้เวลาไม่ถึง 4 เดือน นับตั้งแต่ Pfizer-BioNTech ยื่นเรื่องขออนุมัติการใช้งานทั่วไปในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นับเป็นการพิจารณาและอนุมัติการใช้วัคซีนที่ใช้ระยะเวลารวดเร็วที่สุดของ FDA ในรอบกว่า 100 ปี

 

ทางด้าน โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชี้ว่า การอนุมัติดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันการฉีดวัคซีนในสังคมอเมริกัน พร้อมโพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ระบุว่า การอนุมัติใช้งานเต็มรูปแบบจะช่วยเพิ่มความมั่นใจว่า วัคซีนมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

 

“ผมอยากจะให้องค์กรต่างๆ ในภาคเอกชน ยกระดับด้วยการกำหนดเงื่อนไขในการเข้ารับวัคซีนของบรรดาลูกจ้างและพนักงานในองค์กร ที่จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้ารับวัคซีนได้อีกหลายล้านราย

 

“ถ้าคุณยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ก็ถึงเวลาแล้ว”

 

เจเน็ต วูดค็อก รักษาการกรรมาธิการของ FDA กล่าวในทำนองเดียวกันว่า แม้ประชาชนนับล้านจะได้รับวัคซีนโควิดไปแล้ว แต่ FDA ทราบดีว่าสำหรับบางคน การอนุมัติวัคซีนของ FDA ในขณะนี้อาจสร้างความมั่นใจเพิ่มขึ้นที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีน 

 

ขณะที่ The New York Times รายงานว่าผู้เชี่ยวชาญหลายคนคาดว่าการอนุมัติอย่างเต็มรูปแบบดังกล่าวจะโน้มน้าวให้ร้อยละ 5 ของประชากรที่ยังไม่ได้รับวัคซีนมารับวัคซีนมากขึ้น ซึ่ง ดร.โทมัส ดอบส์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐมิสซิสซิปปี ซึ่งเป็นรัฐที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเชื้อสายพันธุ์เดลตาชี้ว่า ถึงกระนั้นจำนวนผู้คนในสัดส่วนดังกล่าวก็ยังถือว่ามาก และเขาเชื่อว่าการอนุมัติครั้งนี้จะช่วยขจัดคำกล่าวที่ผิดพลาดที่บอกว่าวัคซีนเป็น ‘สิ่งทดลอง’ ขณะที่ผลการสำรวจจาก Kaiser Family Foundation ระบุว่าบุคคลที่ยังไม่ได้รับวัคซีน 3 ใน 10 คน บอกว่าพวกเขา ‘มีแนวโน้ม’ ที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติเต็มรูปแบบ

 

The New York Times ระบุว่าการอนุมัติครั้งนี้จะทำให้ข้อกำหนดด้านวัคซีนจำนวนมากเริ่มขึ้นโดยโรงพยาบาล วิทยาลัย บริษัท และองค์กรอื่นๆ ด้านสายการบิน United Airlines เพิ่งประกาศว่าพนักงานจะต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนภายใน 5 สัปดาห์หลังจากได้รับการอนุมัติโดย FDA ขณะที่รัฐออริกอนก็ใช้มาตรการคล้ายกัน โดยระบุว่าผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพและพนักงานในโรงเรียนทุกคนในรัฐจะต้องฉีดวัคซีนให้ครบภายใน 6 สัปดาห์ หลังจากวัคซีนได้รับอนุมัติจาก FDA หรือกรณีที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมที่จะบังคับฉีดวัคซีนกับทหารที่ประจำการอยู่กว่า 1.3 ล้านนาย หลังวัคซีนของ Pfizer-BioNTech ได้รับอนุมัติเต็มรูปแบบ

 

จนถึงขณะนี้มีประชากรชาวอเมริกันที่ได้รับวัคซีน Pfizer-BioNTech ไปแล้วกว่า 92 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 54 ของผู้ที่ได้รับวัคซีนทั้งหมด และกลุ่มที่เหลือส่วนใหญ่รับวัคซีนของ Moderna

 

CNBC รายงานเมื่อ 20 สิงหาคมว่า การอนุมัติอย่างเต็มรูปแบบจะทำให้วัคซีนของ Pfizer-BioNTech จะยังคงมีจำหน่ายในตลาดหลังจากการระบาดใหญ่สิ้นสุดลง และบริษัทจะสามารถโฆษณาวัคซีนให้กับผู้บริโภคได้โดยตรง

 

ทั้งนี้ หน่วยงานกำกับดูแลยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบการยื่นขออนุมัติใช้งานวัคซีนเต็มรูปแบบของวัคซีน Moderna ซึ่งการตัดสินใจอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ ส่วนวัคซีนของ Johnson & Johnson นั้นคาดว่าจะมีการยื่นขออนุมัติใช้งานเต็มรูปแบบในเร็วๆ นี้

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

ภาพ: Thiago Prudencio / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post FDA อนุมัติการใช้งานวัคซีน Pfizer-BioNTech ‘เต็มรูปแบบ’ แล้ว สำหรับผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย. สหรัฐฯ รับรองการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ให้กับผู้มีปัญหาด้านภูมิคุ้มกันบกพร่องแล้ว https://thestandard.co/united-states-fda-approved-coronavirus-booster-shot/ Fri, 13 Aug 2021 07:57:48 +0000 https://thestandard.co/?p=524770 วัคซีน

วานนี้ (12 สิงหาคม) ตามเวลาท้องถิ่น คณะกรรมการอาหารและย […]

The post อย. สหรัฐฯ รับรองการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ให้กับผู้มีปัญหาด้านภูมิคุ้มกันบกพร่องแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัคซีน

วานนี้ (12 สิงหาคม) ตามเวลาท้องถิ่น คณะกรรมการอาหารและยา (FDA) หรือ อย. สหรัฐอเมริกา มีมติรับรองการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น (Booster Shot) ให้กับผู้มีปัญหาด้านภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ที่เพิ่งเข้ารับการปลูกถ่ายอวัยวะแล้ว หลังโควิดสายพันธุ์เดลตาแพร่ระบาดอย่างหนัก และมีผู้เข้ารับวัคซีนครบโดสแล้วจำนวนไม่น้อยติดเชื้อโควิด

 

ถึงแม้ผู้ผลิตและพัฒนาวัคซีน mRNA อย่าง Pfizer-BioNTech จะระบุว่า วัคซีนโควิดของตนมีประสิทธิภาพสูงถึง 84% ซึ่งลดลงจากช่วงที่มีประสิทธิภาพสูงสุดถึง 96% ภายหลังจากที่เข้ารับวัคซีนโดสที่ 2 ไปแล้วราว 4 เดือน แต่กระนั้น Pfizer รวมถึง Moderna เองก็เผยถึงความเป็นไปได้ที่อาจมีความจำเป็นที่จะต้องฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับพลเมืองของตน อีกทั้งอาจจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปีเช่นเดียวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่

 

ทางด้าน ดร.แอนโทนี เฟาชี หัวหน้าที่ปรึกษาทางด้านการแพทย์ของทำเนียบขาวระบุว่า สหรัฐอเมริกาอาจจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น (Booster Shot) ให้กับพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศเร็วๆ นี้หรือในไม่ช้า เพื่อให้แน่ใจว่าพลเมืองจะมีภูมิคุ้มกันมากพอในการต้านและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิดที่แพร่ระบาดมานานกว่า 1 ปี 7 เดือนแล้ว

 

หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ทางการสหรัฐฯ จะต้องอนุมัติการใช้วัคซีนโควิดโดยสมบูรณ์ หรือยกระดับการอนุมัติการใช้วัคซีนโควิดเป็นกรณีฉุกเฉิน ก่อนที่จะมีการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับพลเมืองส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ โดยแนวทางการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นนี้ รัฐบาลที่ใช้วัคซีนหลักเป็นวัคซีน mRNA อย่างอิสราเอลและเยอรมนีก็ดำเนินมาตรการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับกลุ่มเสี่ยงภายในประเทศแล้ว ซึ่งแนวทางนี้จะยิ่งทำให้วัคซีน mRNA เป็นที่ต้องการของตลาด และสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับบริษัทผู้ผลิตและพัฒนาวัคซีนไปอีกสักระยะหนึ่ง

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

ภาพ: myboys.me / Shutterstock

อ้างอิง:

The post อย. สหรัฐฯ รับรองการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ให้กับผู้มีปัญหาด้านภูมิคุ้มกันบกพร่องแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เปิดไทม์ไลน์วัคซีน Pfizer ‘หมอบุญ’ บทสรุปเป็นอย่างไร https://thestandard.co/morning-wealth-05082021-3/ Thu, 05 Aug 2021 06:24:10 +0000 https://thestandard.co/?p=521769

เปิดไทม์ไลน์การจัดหาวัคซีนชนิด mRNA Pfizer ของ BioNTech […]

The post ชมคลิป: เปิดไทม์ไลน์วัคซีน Pfizer ‘หมอบุญ’ บทสรุปเป็นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • เปิดไทม์ไลน์การจัดหาวัคซีนชนิด mRNA Pfizer ของ BioNTech จำนวน 20 ล้านโดสของ นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) ล่าสุดเป็นอย่างไร
  • เรื่องต้องรู้ก่อนลงทุนใน Ant Group คนไทยลงทุน ANT Group ได้หรือไม่ ตอบทุกคำถามกับ ชยนนท์ รักกาญจนันท์ จาก FINNOMENA
  • หุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาดิ่งหนัก กลุ่มพลังงานฉุดดัชนีต่ำ 1,200 จุด เกิดอะไรขึ้น?

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เปิดไทม์ไลน์วัคซีน Pfizer ‘หมอบุญ’ บทสรุปเป็นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘หมอบุญ’ งานเข้า ‘ตลท.-ก.ล.ต.’ บี้แจงข้อมูลวัคซีน Pfizer | Morning Wealth 5 สิงหาคม 2564 https://thestandard.co/morning-wealth-05082021/ Thu, 05 Aug 2021 01:34:06 +0000 https://thestandard.co/?p=521616

‘หมอบุญ’ งานเข้า ‘ตลท.-ก.ล.ต.’ บี้แจงข้อมูลวัคซีน Pfize […]

The post ชมคลิป: ‘หมอบุญ’ งานเข้า ‘ตลท.-ก.ล.ต.’ บี้แจงข้อมูลวัคซีน Pfizer | Morning Wealth 5 สิงหาคม 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • ‘หมอบุญ’ งานเข้า ‘ตลท.-ก.ล.ต.’ บี้แจงข้อมูลวัคซีน Pfizer
  • เจาะรายละเอียดดีลจัดหาวัคซีนชนิด mRNA Pfizer ของ BioNTech จำนวน 20 ล้านโดสของ นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) ล่าสุด ตลท. และ ก.ล.ต. เร่งให้ชี้แจงข้อเท็จจริง เป็นอย่างไร
  • วิเคราะห์ผลการประชุม กนง. (4 สิงหาคม) และสัญญาณเศรษฐกิจจากแบงก์ชาติ กับ ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ‘หมอบุญ’ งานเข้า ‘ตลท.-ก.ล.ต.’ บี้แจงข้อมูลวัคซีน Pfizer | Morning Wealth 5 สิงหาคม 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัคซีน Pfizer 1.5 ล้านโดส ที่สหรัฐฯ บริจาคให้ไทย จัดเก็บที่ ซิลลิค ฟาร์มา เตรียมกระจายภายในสิงหาคมนี้ https://thestandard.co/pfizer-vaccine-1-5-million-doses-keep-at-zuellig-pharma/ Fri, 30 Jul 2021 09:33:58 +0000 https://thestandard.co/?p=519423 Pfizer

วันนี้ (30 กรกฎาคม) หลังรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้บริจาควัคซ […]

The post วัคซีน Pfizer 1.5 ล้านโดส ที่สหรัฐฯ บริจาคให้ไทย จัดเก็บที่ ซิลลิค ฟาร์มา เตรียมกระจายภายในสิงหาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pfizer

วันนี้ (30 กรกฎาคม) หลังรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้บริจาควัคซีน Pfizer จำนวน 1.5 ล้านโดสให้กับประเทศไทยเมื่อช่วงเช้า ในเวลาต่อมา บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา ประเทศไทย จำกัด ผู้ให้บริการจัดจำหน่ายวัคซีนและยาเย็นชั้นนำของประเทศไทย ได้มีจดหมายประชาสัมพันธ์แจ้งว่า บริษัทได้ให้บริการกับกรมควบคุมโรคในการจัดเก็บและกระจาย วัคซีน Pfizer-BioNTech ชนิด mRNA จำนวน 1.5 ล้านโดส ทั่วประเทศไทยภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมระบุว่า

 

บริษัทขอนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการจัดเก็บ การกระจายยา วัคซีน เวชภัณฑ์ และเครื่องมือแพทย์ มาใช้ในการให้บริการที่ดีและมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงวัคซีนโควิด โดยบริษัทได้รับความไว้วางใจจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในการจัดเก็บและกระจายวัคซีน Pfizer-BioNTech ชนิด mRNA จำนวน 1.5 ล้านโดส

 

สำหรับวัคซีน Pfizer-BioNTech ชนิด mRNA จะต้องเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิระหว่าง -80 ถึง -60 องศาเซลเซียส ซึ่งบริษัท ซิลลิค ฟาร์มา ประเทศไทย เป็นผู้ให้บริการด้านการเก็บรักษายาเย็นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และมีศักยภาพในการจัดเก็บควบคุมรักษาอุณหภูมิของวัคซีนได้ตั้งแต่อุณหภูมิ -80 ถึง -60 องศาเซลเซียส, อุณหภูมิต่ำกว่า -25 ถึง -15 องศาเซลเซียส, อุณหภูมิ 2 ถึง 8 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิ 15 ถึง 25 องศาเซลเซียส รวมถึงนำนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ชนิดพิเศษมาใช้เพื่อควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในมาตรฐานตลอดการจัดส่งจนถึงสถานพยาบาล

 

“บริษัทภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการกระจายวัคซีน ซึ่งจะช่วยปกป้องคนไทยจากสถานการณ์โควิด และเป็นเพื่อไปตามพันธกิจของบริษัทในการทำให้คนไทยเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้มากที่สุด” พักตร์นลิน บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซิลลิค ฟาร์มา ประเทศไทย กล่าว

The post วัคซีน Pfizer 1.5 ล้านโดส ที่สหรัฐฯ บริจาคให้ไทย จัดเก็บที่ ซิลลิค ฟาร์มา เตรียมกระจายภายในสิงหาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต้นฉบับงานวิจัยจากสหราชอาณาจักรชี้ การเว้นระยะห่าง 8 สัปดาห์ระหว่างเข็มแรกและสองของวัคซีน Pfizer-BioNTech เหมาะที่สุดในการสู้เชื้อโควิดสายพันธุ์เดลตา https://thestandard.co/united-kingdom-research-about-right-time-between-dose-of-pfizer-biontech/ Sat, 24 Jul 2021 06:41:48 +0000 https://thestandard.co/?p=516910 Pfizer-BioNTech

ต้นฉบับผลการศึกษาใหม่ที่ยังไม่ผ่านการพิจารณาตรวจสอบ (Pe […]

The post ต้นฉบับงานวิจัยจากสหราชอาณาจักรชี้ การเว้นระยะห่าง 8 สัปดาห์ระหว่างเข็มแรกและสองของวัคซีน Pfizer-BioNTech เหมาะที่สุดในการสู้เชื้อโควิดสายพันธุ์เดลตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pfizer-BioNTech

ต้นฉบับผลการศึกษาใหม่ที่ยังไม่ผ่านการพิจารณาตรวจสอบ (Peer Review) จากสหราชอาณาจักรชี้ว่า การเว้นระยะห่างระหว่างการฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech เข็มแรกและเข็มที่สองเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ถือเป็นช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดเมื่อกล่าวถึงการสร้างการตอบสนองของภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อสายพันธุ์เดลตา

 

ต้นฉบับผลการศึกษานี้จัดทำโดยคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ร่วมกับมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล มหาวิทยาลัยเชฟฟีลด์ และมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม และงานชิ้นนี้ได้รับงบสนับสนุนจากรัฐบาลสหราชอาณาจักร ผู้ศึกษาเปรียบเทียบการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในหมู่คนทำงานของระบบสาธารณสุขแห่งชาติ (NHS) จำนวน 503 คน ที่ได้รับวัคซีนสองเข็มด้วยระยะห่างระหว่างเข็มที่แตกต่างกันในช่วงปลายปี 2020 ถึงต้นปี 2021 ซึ่งเป็นช่วงที่เชื้อสายพันธุ์อัลฟากำลังระบาดอย่างรวดเร็ว (ในจำนวนนี้ 44% เคยได้รับเชื้อโควิดมาแล้ว) ระดับแอนติบอดีของพวกเขาถูกตรวจวัดเมื่อหนึ่งเดือนหลังรับวัคซีนเข็มที่สอง

 

ผลการศึกษาชี้ว่า หากเว้นระยะห่างระหว่างเข็มของการฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech เพียงสั้นๆ (ราว 3-4 สัปดาห์ โดยค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 24 วัน ซึ่งการเว้นระยะคล้ายกันนี้เคยเป็นคำแนะนำของสหราชอาณาจักรมาก่อน) จะเกิดสร้างแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์หลังรับวัคซีนครบสองเข็มได้น้อยกว่าการเว้นระยะที่ยาวกว่า (ราว 6-14 สัปดาห์ โดยค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 70 วัน) แต่หากเว้นระยะยาวกว่า ระดับของแอนติบอดีระหว่างเข็มแรกและเข็มที่สองก็จะลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการ แต่ในทางกลับกันก็จะทำให้ระดับของแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ต่อเชื้อสายพันธุ์เดลตาและสายพันธุ์ที่น่ากังวลอื่นๆ หลังรับวัคซีนครบสองเข็มสูงกว่าการเว้นในระยะสั้น ทั้งนี้ แอนติบอดีลบล้างฤทธิ์จะเกาะกับไวรัสและยับยั้งไม่ให้เซลล์ติดเชื้อ

 

ส่วนระดับของ T-Cell ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันอีกชนิดหนึ่ง ยังคงสูงอยู่ในช่วงเว้นระหว่างการรับวัคซีนเข็มแรกและเข็มที่สอง แต่การเว้นระยะที่ยาวกว่าจะทำให้ระดับของ T-Cell โดยรวมต่ำลง 1.6 เท่าหลังรับวัคซีนเข็มที่สอง เทียบกับการเว้นระยะแบบสั้นกว่า ซึ่งแม้จะพบเช่นนั้น แต่ผลการศึกษาก็ระบุว่าการเว้นระยะที่ยาวกว่าจะทำให้มีสัดส่วนของ ‘Helper T-Cell’ สูงขึ้น ซึ่งสำคัญต่อการจดจำของภูมิคุ้มกันในระยะยาว และช่วยสร้างแอนติบอดีเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

 

รายงานของผู้ศึกษายังเน้นย้ำจุดสำคัญว่า จากข้อมูลในการศึกษาทั่วโลก ทั้งการเว้นระยะห่างระหว่างเข็มแบบสั้นหรือยาวก็ล้วนสร้างการป้องกันโควิดในการใช้งานจริงได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นการเน้นย้ำความสำคัญของการฉีดวัคซีนให้ครบสองเข็ม และการศึกษานี้ยังระบุไว้ด้วยว่าระดับของแอนติบอดีและ T-Cell จะผันแปรอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละคน ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับพันธุกรรม การมีเงื่อนไขทางสุขภาพประจำตัว และการสัมผัสกับเชื้อไวรัสโควิดหรือไวรัสอื่นๆ ในอดีต สิ่งนี้เป็นพื้นฐานของความสำคัญที่ว่า ทุกคนควรได้รับวัคซีนโควิดสองโดส เพื่อเพิ่มการป้องกันของตนเองให้สูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสายพันธุ์ที่น่ากังวล

 

ผู้ศึกษาระบุต่อไปว่า การติดตามผลในระยะ 6-12 เดือน ถือเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อตรวจสอบการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในระยะยาว เช่นเดียวกับการตอบคำถามที่ว่ามันจะแปรเปลี่ยนเป็นอัตราการติดเชื้อที่ต่ำลงหรือรุนแรงน้อยลงหรือไม่

 

BBC รายงานว่า ศ.ซูซานนา ดูนาชี หัวหน้านักวิจัยร่วมในโครงการ PITCH จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งทำการวิจัยในครั้งนี้ ระบุว่าการรับวัคซีนสองเข็มย่อมดีกว่าเข็มเดียว แต่ระยะเวลาของเข็มที่สองนั้นค่อนข้างยืดหยุ่น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์​ ซึ่งสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันดังกล่าวเธอระบุว่า ช่วงระยะเว้น 8 สัปดาห์เป็นช่วงที่เหมาะสมสำหรับเธอ เพราะผู้คนต้องการรับวัคซีนครบสองเข็ม และขณะเดียวกันก็มีการระบาดของเชื้อสายพันธุ์เดลตาโดยทั่วไป

 

ส่วน ดร.รีเบกกา เพย์น หนึ่งในผู้เขียนงานชิ้นนี้จากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลบอกว่า การศึกษาในครั้งนี้ให้หลักฐานที่ยืนยันได้ว่า การเว้นระยะห่างระหว่างวัคซีนสองเข็มทั้งสองรูปแบบสร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งต่อโควิด หลังจากรับวัคซีนครบสองเข็มแล้ว

 

“ตอนนี้เราจำเป็นต้องดำเนินการศึกษาติดตามผลเพิ่มเติม เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญทางคลินิกของการค้นพบของเรา” เพย์นระบุ

 

ด้านนาดิม ซาฮาวี รัฐมนตรีด้านวัคซีนของสหราชอาณาจักร ระบุว่าการค้นพบจากโครงการ PITCH ในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมาก ไม่เพียงแต่สำหรับสหราชอาณาจักร แต่สำหรับโลก ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจกลไกที่อยู่เบื้องหลังการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของเราต่อโควิด และความสำคัญของการได้รับวัคซีนทั้งสองเข็ม ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรเพิ่งมีการประกาศลดระยะเว้นระหว่างวัคซีนสองเข็มสำหรับผู้ใหญ่ทุกคน จาก 12 สัปดาห์ เหลือ 8 สัปดาห์ โดยซาฮาวีบอกว่า คำแนะนำในเรื่องนี้ได้รับการนำมาปฏิบัติเพื่อปกป้องผู้คนจากเชื้อสายพันธุ์เดลตา และการศึกษาล่าสุดนี้เป็นหลักฐานเพิ่มเติมว่าการเว้นระยะระหว่างเข็มแบบนี้ส่งผลให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง และสนับสนุนการตัดสินใจดังกล่าว เขายังขอให้ผู้ใหญ่ทุกคนรับวัคซีนให้ครบสองเข็มเพื่อป้องกันตัวเองและคนรอบข้าง และรัฐบาลกำลังวางแผนที่จะให้วัคซีนเข็มกระตุ้นต่อประชากรกลุ่มเปราะบางที่สุดตั้งแต่เดือนกันยายนนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการป้องกันจะยังคงอยู่

 

ทั้งนี้ วัคซีนของ Pfizer-BioNTech คิดเป็น 1 ใน 3 ของวัคซีนที่ถูกใช้ไปในสหราชอาณาจักร

 

ภาพ: Jens Schlueter / Getty Images

อ้างอิง: 

The post ต้นฉบับงานวิจัยจากสหราชอาณาจักรชี้ การเว้นระยะห่าง 8 สัปดาห์ระหว่างเข็มแรกและสองของวัคซีน Pfizer-BioNTech เหมาะที่สุดในการสู้เชื้อโควิดสายพันธุ์เดลตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
งานวิจัยระบุวัคซีน Pfizer-BioNTech หรือ AstraZeneca สองเข็มมีประสิทธิผลป้องกันโควิดแบบมีอาการจากสายพันธุ์เดลตาใกล้เคียงสายพันธุ์อัลฟา แต่เข็มเดียวประสิทธิผลไม่ถึง 50% https://thestandard.co/pfizer-biontech-astrazeneca-two-doses/ Fri, 23 Jul 2021 03:41:15 +0000 https://thestandard.co/?p=516220 Pfizer BioNTech AstraZeneca

วารสารวิชาการทางการแพทย์ The New England Journal of Med […]

The post งานวิจัยระบุวัคซีน Pfizer-BioNTech หรือ AstraZeneca สองเข็มมีประสิทธิผลป้องกันโควิดแบบมีอาการจากสายพันธุ์เดลตาใกล้เคียงสายพันธุ์อัลฟา แต่เข็มเดียวประสิทธิผลไม่ถึง 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pfizer BioNTech AstraZeneca

วารสารวิชาการทางการแพทย์ The New England Journal of Medicine เผยแพร่ผลการวิจัยที่ผ่านการพิจารณาตรวจสอบ (Peer Review) แล้วของหน่วยงานสาธารณสุขอังกฤษ (Public Health England: PHE) ที่ศึกษาประสิทธิผลจากการใช้งานจริง (Effectiveness) ในการป้องกันการเจ็บป่วยจากโควิดแบบมีอาการที่เกิดจากเชื้อสายพันธุ์เดลตาและอัลฟา ในช่วงที่เชื้อสายพันธุ์เดลตาเริ่มมีการระบาด โดยมีผู้ร่วมการศึกษาเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่ในสหราชอาณาจักรกว่า 19,000 คน

 

เริ่มจากประสิทธิผลในการป้องกันการเจ็บป่วยจากโควิดแบบมีอาการที่เกิดจากเชื้อสายพันธุ์ ‘เดลตา’ กันก่อน ผลการศึกษาพบว่า หลังรับวัคซีนของ Pfizer-BioNTech หนึ่งเข็ม ประสิทธิผลดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 35.6 แต่เมื่อได้รับครบสองเข็ม ประสิทธิผลอยู่ที่ร้อยละ 88 และหลังรับวัคซีนของ Oxford-AstraZeneca 1 เข็ม ประสิทธิผลดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 30 แต่เมื่อได้รับครบสองเข็ม ประสิทธิผลอยู่ที่ร้อยละ 67

 

ส่วนประสิทธิผลในการป้องกันการเจ็บป่วยจากโควิดแบบมีอาการที่เกิดจากเชื้อสายพันธุ์อัลฟานั้น ผลการศึกษาพบว่า หลังรับวัคซีนของ Pfizer-BioNTech หนึ่งเข็ม ประสิทธิผลดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 47.5 แต่เมื่อได้รับครบสองเข็ม ประสิทธิผลอยู่ที่ร้อยละ 93.7 และหลังรับวัคซีนของ Oxford-AstraZeneca หนึ่งเข็ม ประสิทธิผลดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 48.7 แต่เมื่อได้รับครบสองเข็ม ประสิทธิผลอยู่ที่ร้อยละ 74.5

 

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อและระยะเวลาติดตามผลไม่เพียงพอต่อการประมาณค่าประสิทธิผลของวัคซีนต่อการติดเชื้อที่มีอาการรุนแรง ซึ่งรวมถึงการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและการเสียชีวิต

 

ทั้งนี้ข้อมูลในการใช้งานจริงจากอิสราเอลก่อนหน้านี้ระบุว่า ประสิทธิผลของวัคซีน Pfizer-BioNTech ในการป้องกันการติดเชื้อและการเจ็บป่วยแบบมีอาการอยู่ที่ร้อยละ 64 ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่ยังมีประสิทธิผลในการป้องกันการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและอาการป่วยรุนแรงได้ร้อยละ 93 โดยทางกระทรวงบอกว่า “การลดลงนี้เกิดขึ้นพร้อมกันกับการแพร่กระจายของสายพันธุ์เดลตาในอิสราเอล”

 

ผู้ทำการศึกษาระบุว่า ประสิทธิผลของวัคซีนเมื่อเปรียบเทียบระหว่างสายพันธุ์เดลตาและอัลฟามีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเมื่อรับวัคซีนครบสองเข็ม แต่ในกรณีการรับวัคซีนเข็มเดียว ความแตกต่างของประสิทธิผลจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นเช่นนี้ในทั้งวัคซีน Pfizer-BioNTech และวัคซีนของ Oxford-AstraZeneca และบอกว่าการค้นพบนี้จะสนับสนุนความพยายามในการเพิ่มการรับวัคซีนสองเข็มให้มากที่สุดในหมู่ประชากรกลุ่มเสี่ยง

 

ส่วนสำนักข่าวต่างประเทศอย่าง Reuters และ Insider ระบุในทิศทางสอดคล้องกันว่า การศึกษานี้ย้ำว่าถ้าต้องการการป้องกันที่ดี ก็จำเป็นต้องได้รับวัคซีนครบสองเข็ม

 

ภาพ: Vincenzo Izzo / LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post งานวิจัยระบุวัคซีน Pfizer-BioNTech หรือ AstraZeneca สองเข็มมีประสิทธิผลป้องกันโควิดแบบมีอาการจากสายพันธุ์เดลตาใกล้เคียงสายพันธุ์อัลฟา แต่เข็มเดียวประสิทธิผลไม่ถึง 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>