Binance Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/binance/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 04 Nov 2026 06:39:05 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 รวมเหตุการณ์การโจรกรรมบนคริปโตฯ ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก https://thestandard.co/biggest-crypto-hacks-in-history/ Wed, 04 Nov 2026 06:39:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1275102 ภาพจำลองแฮกเกอร์กำลังขโมยเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์โจรกรรม […]

The post รวมเหตุการณ์การโจรกรรมบนคริปโตฯ ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองแฮกเกอร์กำลังขโมยเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์โจรกรรมทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกคริปโต กับแพลตฟอร์มเทรดคริปโตเบอร์หนึ่งของโลกอย่าง Binance ซึ่งถูกแฮ็กสินทรัพย์ไปมูลค่ามากถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2 แสนล้านบาท ก่อนที่ Binance จะหาสินทรัพย์มาชดเชยให้กับผู้ลงไปได้แล้วกว่า 90%

 

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่ใช่การโจรกรรมครั้งแรกของโลกคริปโต เพราะที่ผ่านมาก็เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง อย่างปี 2022 ก็เคยมีเหตุการณ์โจรกรรมจากภายใน (Internal Fraud) โดยผู้ก่อตั้งอย่าง Sam Bankman-Fried ของ FTX มูลค่ากว่า 400 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 12,400 ล้านบาท จนนำไปสู่การล่มสลายของแพลตฟอร์ม

 

หรือหากมองย้อนกลับมาที่แพลตฟอร์มของบ้านเราเองอย่าง Bitkub ที่เป็นข่าวใหญ่ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยบริษัทเคยโดนแฮ็กเหรียญภายในแพลตฟอร์มไปมูลค่ามากถึง 1,700 ล้านบาท ในช่วงปี 2021

 

ในบทความนี้ ทางทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปสำรวจเหตุการณ์การโจรกรรมบนโลกคริปโตที่มีมูลค่ามากที่สุด 10 อันดับแรก

 


 

ภาพจำลองแฮกเกอร์กำลังขโมยเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี 1

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

 

อ้างอิง:

The post รวมเหตุการณ์การโจรกรรมบนคริปโตฯ ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเบื้องหลังแฮ็ก Binance 6.3 พันล้านดอลลาร์ ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ทำไมเกาหลีเหนือถึงอยู่เบื้องหลัง? https://thestandard.co/binance-crypto-heist-north-korea/ Mon, 02 Nov 2026 08:07:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1274383 ภาพประกอบแล็ปท็อปและกราฟิกความปลอดภัยทางไซเบอร์เกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซี

ลูกค้า Binance ถอนสินทรัพย์ออกจากแพลตฟอร์มสุทธิสูงถึง 3 […]

The post เปิดเบื้องหลังแฮ็ก Binance 6.3 พันล้านดอลลาร์ ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ทำไมเกาหลีเหนือถึงอยู่เบื้องหลัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแล็ปท็อปและกราฟิกความปลอดภัยทางไซเบอร์เกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซี

ลูกค้า Binance ถอนสินทรัพย์ออกจากแพลตฟอร์มสุทธิสูงถึง 3.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังบริษัทถูกโจมตีทางไซเบอร์ จนสูญเสียสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นเหตุโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่บริษัทเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น พร้อมยืนยันรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด

 

 

แม้ Binance สามารถจัดหาสินทรัพย์มาชดเชยส่วนที่ถูกโจรกรรมได้ราว 95% แต่ประเด็นสำคัญอย่างผู้อยู่เบื้องหลังการโจรกรรมยังต้องติดตามผลการสอบสวน โดยล่าสุด สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า กลุ่ม TraderTraitor หน่วยแฮ็กเกอร์ที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลเกาหลีเหนือ เป็นผู้ก่อเหตุ ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ของบริษัทติดตามธุรกรรมบล็อกเชนหลายแห่ง

 

เหตุการณ์นี้ทำให้เกาหลีเหนือกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังเป็นประเทศที่ถูกตัดขาดจากระบบเศรษฐกิจโลกและมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินตราต่างประเทศ อีกทั้งยังถูกกล่าวหาว่า ใช้อาชญากรรมทางไซเบอร์เป็นช่องทางหารายได้เพื่อสนับสนุนกองทัพและพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์

 

THE STANDARD ชวนแกะรอยเหตุโจรกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สกุลเงินดิจิทัลว่า แฮ็กเกอร์เจาะระบบ Binance ได้อย่างไร เหตุใดหลักฐานจึงชี้ไปที่เกาหลีเหนือ แล้วเงินที่ได้จากการโจรกรรมทางไซเบอร์มีความเชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของรัฐบาลเปียงยางอย่างไร

 

เกิดอะไรขึ้นกับ Binance?

 

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุโจรกรรมครั้งประวัติศาสตร์ใน Binance หลังแฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงกระเป๋าเงินดิจิทัล และเคลื่อนย้ายสินทรัพย์มูลค่า 6.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ออกไปผ่านบล็อกเชน 10 เครือข่ายภายใน 20 นาที

 

หลังจากนั้น Binance ประกาศระงับบริการฝากและถอนสินทรัพย์ชั่วคราว เพื่อให้ทีมงานตรวจสอบความปลอดภัยของระบบ พร้อมประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนเพื่อติดตามและกู้คืนสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไป

 

Binance ระบุผลการตรวจสอบเบื้องต้นว่า การโจมตีอาจเริ่มต้นจากคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปของวิศวกรรายหนึ่งที่ถูกเจาะระบบ ทำให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงระบบที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ และส่งคำสั่งถอนสินทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต

 

อย่างไรก็ตาม การสอบสวนในเวลาต่อมาพบว่า การโจมตีมีขอบเขตกว้างกว่าที่ประเมินไว้ในตอนแรก โดยริชาร์ด เทง (Richard Teng) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ Binance ชี้ว่า มีระบบที่ถูกเจาะมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่กระบวนการโจมตีมีความซับซ้อน และยังไม่สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้โดยตรง รวมถึงไม่พบหลักฐานว่ากุญแจส่วนตัว (Private Key) รั่วไหล

 

ส่วน TRM Labs ระบุว่า แฮ็กเกอร์อาจเข้าถึงระบบลงลายมือชื่อดิจิทัล (Signing System) ของ Binance ซึ่งใช้ในการอนุมัติและยืนยันธุรกรรม ก่อนอาศัยช่องทางดังกล่าวสั่งโอนสินทรัพย์ออกจากกระเป๋าเงินของบริษัท โดยหนึ่งในวิธีการที่ถูกตั้งข้อสงสัย คือ การใช้สิทธิ์อนุญาตพิเศษเพื่อเปลี่ยนการทำงานของ Hot Wallet ให้สามารถโอนสินทรัพย์ไปยังบัญชีที่ผู้โจมตีควบคุมได้โดยอัตโนมัติ

 

TRM Labs ยังประเมินว่า รูปแบบการโจมตีดังกล่าวบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่แฮ็กเกอร์จะสามารถเข้าควบคุมระบบอนุมัติธุรกรรมของ Binance ได้ในระดับหนึ่ง แม้บริษัทจะยังไม่ได้ยืนยันสาเหตุที่แท้จริงของการเจาะระบบครั้งนี้

 

ใครอยู่เบื้องหลังการโจรกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์?

 

น่าสนใจว่า หลังเกิดเหตุ บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนหลายแห่งต่างชี้ว่า เกาหลีเหนืออาจอยู่เบื้องหลังการโจรกรรมครั้งนี้ โดย TRM Labs, Chainalysis และ Pangolin Intelligence ต่างประเมินว่า TraderTraitor หน่วยแฮ็กเกอร์ระดับหัวกะทิของเกาหลีเหนือเป็นผู้ก่อเหตุ พร้อมชี้หลักฐานว่า ลักษณะของการโจมตีมีรูปแบบสอดคล้องกับเหตุโจรกรรมที่เคยเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือในอดีต

 

ต่อมาในวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา FBI ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า กลุ่ม TraderTraitor ของเกาหลีเหนือเป็นผู้ก่อเหตุโจรกรรมสินทรัพย์จาก Binance พร้อมเรียกร้องให้บริษัทและผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัลร่วมมือกันสกัดกั้นธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง

 

ขณะนี้ มีรายงานว่า บริษัทหลายแห่งในกลุ่มอุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัลได้ร่วมมือกันอายัดสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปมูลค่าราว 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่แฮ็กเกอร์พยายามเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ไปยังช่องทางต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

 

ด้านบริษัท Chainalysis ตรวจพบการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ผ่านบล็อกเชนหลายเครือข่าย รวมถึง Bitcoin และ Ethereum ขณะที่ยังพบว่า ผู้โจมตีใช้รูปแบบการฟอกเงินที่บริษัทไม่เคยพบมาก่อน ส่วน Pangolin Intelligence ประเมินว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์อาจเตรียมใช้เครือข่ายองค์กรฟอกเงิน เพื่อเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลที่ขโมยมาให้กลายเป็นเงินสด

 

อนึ่ง พฤติกรรมดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับเหตุโจรกรรมแพลตฟอร์ม Bybit ในปี 2025 โดย FBI ระบุว่า แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือเร่งโอนย้ายและกระจายสินทรัพย์ที่ขโมยมา ก่อนแลกเปลี่ยนเป็น Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลประเภทอื่นๆ โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือการเปลี่ยนสินทรัพย์เหล่านั้นเป็นเงินสด

 

ขณะเดียวกัน สำนักงานอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ (US Secret Service) เปิดเผยว่า กำลังทำงานร่วมกับบริษัทเอกชน รวมถึง Circle ซึ่งเป็นผู้ออกเหรียญ Stablecoin อย่าง USDC เพื่อติดตาม อายัด และกู้คืนสินทรัพย์ที่ถูกโจรกรรมจาก Binance

 

ทำไมเกาหลีเหนือจึงเลือกโจมตีอุตสาหกรรมคริปโต?

 

เซียรัน มาร์ติน (Ciaran Martin) อดีตผู้อำนวยการศูนย์ความมั่นคงทางไซเบอร์แห่งชาติของสหราชอาณาจักร (National Cyber Security Centre: NCSC) วิเคราะห์ว่า สาเหตุที่เกาหลีเหนือเลือกมุ่งเป้าไปยังอุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัล เป็นเพราะธนาคารทั่วไปได้พัฒนาระบบป้องกันภัยไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนและรัดกุมมากขึ้น

 

เขาอธิบายว่า อุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัลมีความเสี่ยงมากกว่า แม้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ระบบรักษาความปลอดภัยและการกำกับดูแลยังพัฒนาได้ไม่ทัน โดยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลที่สร้างความเสียหายครั้งละหลายร้อยล้านถึงพันล้านดอลลาร์สหรัฐมากกว่า 30 ครั้ง ขณะที่ธนาคารทั่วไปแทบไม่พบความเสียหายในระดับเดียวกัน โดยมีธนาคารที่สูญเสียเงินมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการโจมตีทางไซเบอร์ในช่วงเวลาเดียวกันไม่เกิน 1 แห่ง

 

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลยังมีลักษณะแตกต่างจากแพลตฟอร์มซื้อขายหุ้นทั่วไป เนื่องจากมักทำหน้าที่เก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลแทนผู้ใช้งาน ทำให้กลายเป็นแหล่งรวมสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลที่อาจตกเป็นเป้าหมายของแฮ็กเกอร์

 

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งข้อสังเกตว่า การพัฒนาของ AI อย่างรวดเร็ว อาจช่วยให้กลุ่มอาชญากรไซเบอร์มีเครื่องมือใหม่ๆ ใช้ในการโจมตี

 

เกาหลีเหนือสร้างกองทัพแฮ็กเกอร์อย่างไร?

 

สิ่งที่น่าสนใจ คือ แม้เกาหลีเหนือจะเป็นประเทศที่จำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวด และประชาชนทั่วไปแทบไม่มีโอกาสใช้งานอินเทอร์เน็ต แต่รัฐบาลกลับให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อย่างมาก

 

รายงานหลายฉบับระบุว่า เกาหลีเหนือพัฒนาขีดความสามารถด้านปฏิบัติการไซเบอร์อย่างเป็นระบบ โดยคัดเลือกนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีความสามารถโดดเด่นเข้าสู่หน่วยแฮ็กเกอร์ เช่น Lazarus Group ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานลาดตระเวนทั่วไป (Reconnaissance General Bureau: RGB) หรือหน่วยข่าวกรองของเกาหลีเหนือ

 

สำหรับผลงานของกลุ่มแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือที่ผ่านมา หนึ่งในเหตุการณ์โจรกรรมครั้งสำคัญ คือ การโจมตี Sony Pictures ในปี 2014 หลังบริษัทสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ตลกเรื่อง The Interview ที่นำแสดงโดย เซท โรเกน (Seth Rogen) และมีเนื้อหาเกี่ยวกับแผนการลอบสังหารคิมจองอึน

 

กลุ่ม Lazarus ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อเหตุ โดยการโจมตีครั้งนี้ทำให้ข้อมูลภายใน Sony Pictures รั่วไหล หนึ่งในนั้นคือประเด็นฉาวโฉว่า นักแสดงหญิงชื่อดังอย่าง เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (Jennifer Lawrence) และเอมี อดัมส์ (Amy Adams) ได้รับค่าตอบแทนจากภาพยนตร์เรื่อง American Hustle น้อยกว่านักแสดงชายที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน

 

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ Sony Pictures เคยพยายามยกเลิกการฉายภาพยนตร์ The Interview ก่อนเปลี่ยนการตัดสินใจ หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากเกาหลีเหนือ แต่ในท้ายที่สุด บริษัทได้เผยแพร่ภาพยนตร์ผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงนำเข้าฉายในโรงภาพยนตร์จำนวนหนึ่ง

 

เงินที่ขโมยมาเกี่ยวข้องอย่างไรกับโครงการนิวเคลียร์?

 

ต้องเข้าใจก่อนว่า เกาหลีเหนือเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก หลังเผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตรของนานาชาติมาอย่างยาวนาน โดยข้อมูลของ UN ระบุว่า ประชากรเกาหลีเหนือราว 40% ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ขณะที่เด็กเกือบ 1 ใน 5 มีภาวะเตี้ยแคระแกร็นจากการขาดสารอาหารเรื้อรัง

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลคิมจองอึนพัฒนาขีดความสามารถทางทหารอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่า เกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 50 หัว ขณะที่ยังส่งกำลังทหารกับอาวุธไปสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน

 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ระบุว่า หน่วยแฮ็กเกอร์ของเกาหลีเหนือเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลเปียงยาง ขณะที่คณะผู้เชี่ยวชาญ UN ประเมินว่า เงินที่ได้จากการโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลอาจคิดเป็นครึ่งหนึ่งของรายได้จากเงินตราต่างประเทศทั้งหมดของเกาหลีเหนือ

 

นอกจากนี้ ประเทศหนึ่งที่ไม่ได้เปิดเผยชื่อยังประเมินว่า เงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่เกาหลีเหนือขโมยมา อาจถูกนำไปใช้สนับสนุนโครงการอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction: WMD) หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของเงินทุนทั้งหมดที่ใช้ในโครงการดังกล่าว

 

แม้ตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นการประเมิน แต่ก็สะท้อนถึงความกังวลของประชาคมระหว่างประเทศว่า รายได้จากอาชญากรรมทางไซเบอร์ อาจกลายเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญที่ช่วยให้เกาหลีเหนือสามารถดำเนินโครงการทางทหารต่อไปได้ แม้จะเผชิญมาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มงวด

 

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เกาหลีเหนือยังถูกกล่าวหาว่า พึ่งพากิจกรรมผิดกฎหมายเพื่อหารายได้ให้ประเทศ ตั้งแต่การปลอมแปลงธนบัตรสหรัฐฯ ชนิดราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีคุณภาพสูงจนได้รับฉายาว่า Supernotes ในช่วงทศวรรษ 1990 ไปจนถึงการผลิตและลักลอบส่งออกยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนชนิดผลึก หรือยาไอซ์ในช่วงทศวรรษ 2000

 

ภาพ: DC Studio / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เปิดเบื้องหลังแฮ็ก Binance 6.3 พันล้านดอลลาร์ ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ทำไมเกาหลีเหนือถึงอยู่เบื้องหลัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
FBI ชี้เกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลังเหตุแฮ็ก Binance มูลค่ากว่า 6.3 พันล้านดอลลาร์ ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโต https://thestandard.co/fbi-blames-north-korea-binance-hack/ Sun, 01 Nov 2026 07:35:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1274081 โลโก้ Binance บนหน้าจอสมาร์ทโฟน

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร […]

The post FBI ชี้เกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลังเหตุแฮ็ก Binance มูลค่ากว่า 6.3 พันล้านดอลลาร์ ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Binance บนหน้าจอสมาร์ทโฟน

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ (31 ต.ค.) ระบุว่า เกาหลีเหนือเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์ต่อ Binance กระดานซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่ที่สุดในโลก และขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลไปมากกว่า 6.3 พันล้านดอลลาร์

 

FBI ระบุว่าได้ทำงานร่วมกับหน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ (USSS) และฝ่ายสืบสวนคดีอาญาของกรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS-CI) และพบว่ากลุ่ม TraderTraitor แปลงสินทรัพย์ที่ขโมยไปเป็น Ethereum เป็นหลัก หน่วยงานคาดว่าขั้นต่อไปกลุ่มนี้จะนำเงินไปฟอกผ่านบริการ DeFi (Decentralized Finance หรือการเงินแบบกระจายศูนย์ที่ไม่มีตัวกลาง) และบริการแลกเปลี่ยนเหรียญแบบทันที (Instant Swap) ก่อนส่งต่อเข้าสู่กระบวนการฟอกเงินขั้นถัดไป

 

ฝั่ง Binance เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า บริษัทจัดหาเงินมาครอบคลุมความเสียหายได้แล้วราว 90% จากมูลค่ารวม 6.3 พันล้านดอลลาร์ และมีแผนเปิดให้ผู้ใช้ถอนเงินได้อีกครั้งภายในวันอาทิตย์ (1 พ.ย.) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำมั่นว่าจะชดใช้ลูกค้าเต็มจำนวน วันเสาร์ที่ผ่านมา Binance โพสต์บนโซเชียลมีเดียยืนยันอีกครั้งว่าบริษัทจะรับผลกระทบทั้งหมดไว้เอง ผู้ใช้จะไม่สูญเสียเงิน

 

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเหตุครั้งนี้เป็นการแฮ็กที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโต และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น เหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้อุตสาหกรรมที่กำลังพยายามผลักดันคริปโตเข้าสู่กระแสหลัก

 

ประวัติการโจมตีของแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือ

 

แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือมีประวัติโจมตีกระดานเทรดคริปโตมาแล้วหลายครั้ง FBI และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์เคยกล่าวหาว่ากลุ่มนี้อยู่เบื้องหลังการปล้นคริปโตครั้งใหญ่หลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่นเหตุโจมตี Bybit มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว และการขโมยคริปโตมูลค่าราว 620 ล้านดอลลาร์ในปี 2022

 

TraderTraitor เป็นหน่วยแฮ็กระดับหัวกะทิของเกาหลีเหนือ และเป็นกลุ่มเดียวกับที่ FBI เคยระบุว่าอยู่เบื้องหลังเหตุแฮ็ก Bybit

 

เมื่อวันศุกร์ (30 ต.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ กำลังตรวจสอบว่าเกาหลีเหนือเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตี Binance หรือไม่ ทรัมป์เปรียบเทียบกับสมัยก่อนที่คนใช้วิธีเซ็นเช็คแล้วถอนเงินแบบดั้งเดิม โดยบอกว่าแฮ็กเกอร์กลุ่มนี้ต่างออกไป และเมื่อถูกขโมยไปแล้วก็จะไม่ได้เห็นเงินนั้นอีก พร้อมยอมรับว่ารู้สึกมาตลอดว่าเรื่องนี้ค่อนข้างอันตราย

 

ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์ส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ อาจเปิดช่องทางเจรจากับเกาหลีเหนือรอบใหม่ และบอกว่าอาจได้พบกับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือภายในปีนี้ อย่างไรก็ดี เมื่อต้นเดือนนี้เขากลับลดความคาดหวังลง โดยบอกว่า “ไม่แน่ใจว่ามีใครขอพบ”

 

อ้างอิง:

The post FBI ชี้เกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลังเหตุแฮ็ก Binance มูลค่ากว่า 6.3 พันล้านดอลลาร์ ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
Binance ชดเชยแล้ว 90% ของมูลค่าความเสียหายจากการแฮ็ก 6.3 พันล้านดอลลาร์ เตรียมเปิดถอนเงินวันที่ 1 พ.ย. นี้ https://thestandard.co/binance-covers-90-percent-hack/ Sun, 01 Nov 2026 02:44:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1273955 ภาพโลโก้ Binance บนหน้าจอสมาร์ทโฟน

Binance กระดานเทรดคริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป […]

The post Binance ชดเชยแล้ว 90% ของมูลค่าความเสียหายจากการแฮ็ก 6.3 พันล้านดอลลาร์ เตรียมเปิดถอนเงินวันที่ 1 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ Binance บนหน้าจอสมาร์ทโฟน

Binance กระดานเทรดคริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคมว่า บริษัทจัดหาสินทรัพย์มาชดเชยได้แล้ว 90% ของมูลค่าโทเคนราว 6.3 พันล้านดอลลาร์ ที่ถูกขโมยไปจาก Hot Wallet (กระเป๋าเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลาเพื่อรองรับการฝาก-ถอนของลูกค้า) ในเหตุการณ์ที่ประกาศออกมาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม ซึ่งถือเป็นการโจรกรรมคริปโตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้

 

 

Binance ระบุว่าจะเดินหน้าซื้อโทเคนส่วนที่เหลือผ่านตลาดและช่องทางซื้อขายนอกตลาด (Over-the-Counter: OTC) ต่อไป จนกว่ามูลค่าที่ชดเชยจะครบ 100% สำหรับโทเคนทุกตัว

 

“BTC, ETH, USDT, BNB, SOL, USDC, XRP, USD1, RLUSD และ ZEC ทั้งหมดมีสินทรัพย์หนุนหลังครบ 100% แล้ว” Binance ระบุในแถลงการณ์ “Binance จะเป็นผู้รับภาระผลกระทบทางการเงินจากเงินที่ถูกขโมยไปครั้งนี้ ไม่ใช่ผู้ใช้งานของเรา”

 

ส่วนที่ยังขาดอีก 10% เป็นโทเคนที่อยู่นอก 10 อันดับแรก ซึ่ง Binance ระบุว่ามีสภาพคล่องต่ำกว่า จึงอาจต้องใช้เวลานานกว่าในการจัดหาให้ได้ตามจำนวนที่ต้องการ

 

สำหรับแหล่งเงินที่ใช้เติมสินทรัพย์คืน Binance ระบุว่ามาจากกองทุน Secure Asset Fund for Users (SAFU) ซึ่งเป็นกองทุนสำรองเพื่อคุ้มครองผู้ใช้งาน เงินบางส่วนจากกองทุนประกันของธุรกิจ Futures และเงินทุนสำรองของบริษัท (Corporate Treasury)

 

“พันธสัญญาของเรายังคงเหมือนเดิม Binance จะชดเชยผลกระทบทางการเงินจากเงินที่ถูกขโมยในเหตุการณ์นี้อย่างเต็มจำนวน และเราจะพิสูจน์พันธสัญญานี้ต่อไปผ่านความคืบหน้าที่วัดผลได้ การรายงานอย่างโปร่งใส และการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม” Binance ระบุ

 

บริษัทระบุว่า หมุดหมายถัดไปคือการกลับมาเปิดให้บริการถอนเงินแก่ผู้ใช้งานภายในวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน โดยขึ้นอยู่กับผลการตรวจสอบด้านความปลอดภัย ขณะที่การสอบสวนการโจมตียังดำเนินต่อไป ทั้งนี้ Binance ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบสวนกับ CNBC โดยให้อ้างอิงแถลงการณ์ล่าสุดของบริษัทแทน

 

ยังไม่ชัดว่าถูกเจาะอย่างไร แต่มีร่องรอยโยงเกาหลีเหนือ

 

จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าการโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ในช่วงแรก Binance ระบุว่าเหตุการณ์อาจเกี่ยวข้องกับ “แล็ปท็อปของวิศวกร DevOps (ทีมที่ดูแลทั้งการพัฒนาและการปฏิบัติการระบบ) ที่ถูกเจาะระบบ ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึง Service Container และส่งคำสั่งถอนเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต”

 

อย่างไรก็ตาม Richard Teng ซีอีโอร่วมของ Binance ระบุในภายหลังว่า การโจมตีครั้งนี้มีกระบวนการที่ซับซ้อนกว่านั้น ไม่ใช่เพียงการนำสิทธิ์เข้าถึงของวิศวกรคนเดียวไปใช้ในทางที่ผิด ขณะที่ Binance ยังโพสต์บน X ในเวลาต่อมาว่า การสอบสวนพบจุดที่ถูกเจาะระบบเพิ่มเติม แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นจุดใด

 

ผู้อยู่เบื้องหลังก็ยังไม่ชัดเจนเช่นกัน แต่ TRM Labs บริษัทด้านข่าวกรองบล็อกเชนและการสืบสวนด้วย AI ชี้ว่าแฮ็กเกอร์จากเกาหลีเหนืออาจเป็นผู้ก่อเหตุ

 

“ลักษณะหลายประการของการโจมตีครั้งนี้ตรงกับการโจรกรรมที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือก่อนหน้านี้ รวมถึงการแฮ็ก Bybit และการแฮ็ก KelpDAO เมื่อเดือนเมษายน 2026 ได้แก่ การถอนเงินจำนวนเล็กน้อยผ่าน Tornado Cash เพื่อเติมเงินให้กระเป๋าของผู้ปฏิบัติการ การเตรียมการที่เริ่มต้นนานก่อนการโจรกรรม และการได้ลายเซ็นมาล่วงหน้าก่อนนำมาใช้ทั้งหมดในคราวเดียว” TRM Labs ระบุ (Tornado Cash เป็นบริการผสมเหรียญที่มักถูกใช้ปกปิดเส้นทางธุรกรรม)

 

ฝากเงินไว้บน Exchange ปลอดภัยแค่ไหน

 

Tyler Moore ศาสตราจารย์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จาก University of Tulsa ซึ่งติดตามสินทรัพย์ประเภทนี้มากว่าทศวรรษกล่าวว่า “ผมคิดว่ามันอันตรายอย่างยิ่ง คุณควรระวังอย่างมากในการทิ้งเงินจำนวนมากไว้บน Exchange เพราะไม่มีกลไกคุ้มครองใดๆ ในตัวเมื่อการแฮ็กที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เหล่านี้เกิดขึ้น”

 

ในขณะที่ลูกค้าธนาคารในสหรัฐฯ ยังพึ่งพา Federal Deposit Insurance Corporation (FDIC) ซึ่งคุ้มครองเงินฝากสูงสุด 250,000 ดอลลาร์ต่อผู้ฝากต่อธนาคาร หากสถาบันการเงินล้ม Moore ชี้ว่าไม่มีความคุ้มครองในลักษณะเดียวกันสำหรับเงินที่สูญหายจาก Exchange คริปโต

 

จุดอ่อนอยู่ที่แพลตฟอร์ม Offshore

 

ประเด็นสำคัญคือ เหตุการณ์ของ Binance เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม Offshore (แพลตฟอร์มที่ให้บริการนอกเขตการกำกับดูแลของสหรัฐฯ) ขณะที่ Exchange แบบรวมศูนย์ในสหรัฐฯ ของ Binance ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ไม่ได้ประสบปัญหาลักษณะเดียวกัน

 

แพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสหรัฐฯ อย่าง Coinbase และ Robinhood ก็ไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน แม้หุ้นของทั้งสองบริษัทจะปรับตัวลงในวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคมหลังเกิดเหตุ

 

Michael Selig ประธาน Commodity Futures Trading Commission (CFTC) หน่วยงานกำกับดูแลตลาดอนุพันธ์ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ กล่าวในรายการ Squawk on the Street ของ CNBC เมื่อวันศุกร์ว่า การที่เหตุการณ์เหล่านี้เกิดบนแพลตฟอร์ม Offshore เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตระหนัก

 

“แพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่มีมาตรการป้องกันแบบเดียวกับที่เรามีในตลาดการเงินของเรา เราต้องการเสนอทางเลือกระดับรัฐบาลกลางให้ Exchange เหล่านี้เข้ามาจดทะเบียนกับ CFTC ซึ่งจะทำให้พวกเขาต้องอยู่ภายใต้มาตรการป้องกันด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แบบเดียวกับที่ตลาดของเรามีอยู่ในปัจจุบัน” Selig กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม Brett Falk ศาสตราจารย์และผู้อำนวยการ Crypto and Society Lab แห่ง University of Pennsylvania มองว่ากฎระเบียบของสหรัฐฯ อาจไม่สามารถป้องกันเหตุการณ์แบบที่เกิดกับ Binance ได้ เนื่องจากการแฮ็กครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกับแล็ปท็อปของวิศวกร DevOps ที่ถูกเจาะระบบ ตามที่ Binance ระบุในช่วงแรก

 

“กฎระเบียบส่วนใหญ่ไม่ได้ลงไปถึงชุดซอฟต์แวร์เฉพาะที่ต้องใช้ในการยืนยันตัวตนบุคคล” Falk กล่าว

 

อ้างอิง:

The post Binance ชดเชยแล้ว 90% ของมูลค่าความเสียหายจากการแฮ็ก 6.3 พันล้านดอลลาร์ เตรียมเปิดถอนเงินวันที่ 1 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเทคฯ ทองคำ และบิตคอยน์ ปรับฐานในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Nasdaq มูลค่าหาย 2 ล้านล้านดอลลาร์ ทองคำต่ำสุดรอบ 1 ปี https://thestandard.co/nasdaq-gold-bitcoin-october-selloff/ Sat, 31 Oct 2026 05:05:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1273729 กราฟตลาดหุ้นสีแดงและธนบัตรดอลลาร์สหรัฐสะท้อนภาพการปรับฐานของตลาดการเงิน

ตลาดการเงินโลกกำลังจะเดือนตุลาคม โดยที่สินทรัพย์อย่างหุ […]

The post หุ้นเทคฯ ทองคำ และบิตคอยน์ ปรับฐานในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Nasdaq มูลค่าหาย 2 ล้านล้านดอลลาร์ ทองคำต่ำสุดรอบ 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟตลาดหุ้นสีแดงและธนบัตรดอลลาร์สหรัฐสะท้อนภาพการปรับฐานของตลาดการเงิน

ตลาดการเงินโลกกำลังจะเดือนตุลาคม โดยที่สินทรัพย์อย่างหุ้นเทคโนโลยี ทองคำ และบิตคอยน์ ต่างปรับตัวลงพร้อมกัน ท่ามกลางความกังวลว่าเม็ดเงินลงทุนด้าน AI มหาศาลจะสร้างผลตอบแทนได้ทันหรือไม่ บวกกับแรงขายทำกำไรที่ลามไปทั่วตลาด

 

 

Nasdaq มูลค่าหายกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์

 

ดัชนี Nasdaq 100 ร่วงลงแล้วกว่า 5.8% ในเดือนตุลาคม คิดเป็นมูลค่าตลาดที่หายไปมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ หลังผลประกอบการของบริษัท Big Tech ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามหนักขึ้นต่อการทุ่มงบลงทุน AI โดยเฉพาะเมื่อ Meta, Alphabet และ Amazon.com ต่างปรับเพิ่มประมาณการรายจ่ายลงทุน (CapEx) ขึ้นอีก ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นทำให้การลงทุนด้วยเงินกู้มีราคาแพงและหาเหตุผลรองรับได้ยากขึ้น

 

Alphabet ร่วงกว่า 12% ในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นการดิ่งลงรายวันมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังรายได้ธุรกิจโฆษณาค้นหาซึ่งเป็นธุรกิจหลักน่าผิดหวัง และกระแสเงินสดถูกเผาผลาญเร็วขึ้นอย่างมาก ก่อนจะปรับตัวลงต่อในวันศุกร์ ด้าน Meta ประกาศแผนระดมทุนสูงเป็นประวัติการณ์ 9.75 หมื่นล้านดอลลาร์ จุดกระแสกังวลเรื่องการลดสัดส่วนผู้ถือหุ้น (Dilution) ส่วน Amazon ลดลง 1.4% หลังผลประกอบการไตรมาส 3 ต่ำกว่าคาดทั้งรายได้และกำไร พร้อมคงเป้ารายจ่ายลงทุนปี 2026 ไว้ที่ 2.2 แสนล้านดอลลาร์ และมีกระแสเงินสดอิสระติดลบเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน

 

มีเพียง Microsoft และ SpaceX ที่สวนกระแส ด้วยผลประกอบการที่สะท้อนว่าการลงทุน AI เริ่มให้ผลตอบแทนแล้ว อย่างไรก็ตาม Microsoft มีรายงานว่าเตรียมออกหุ้นกู้ระดับลงทุนได้ในสหรัฐฯ ราว 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ครั้งแรกในรอบกว่า 9 ปี ตอกย้ำแนวโน้มที่บริษัท AI พึ่งพาการก่อหนี้มากขึ้น จนความกังวลเริ่มลามไปถึงตลาดตราสารหนี้ ซึ่งต้นทุนการประกันความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้พุ่งขึ้น

 

J.P. Morgan คาดว่ารายจ่ายลงทุน AI ทั่วโลกจะแตะ 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 โดยเฉพาะปี 2026 ปีเดียวคาดว่าจะสูงถึง 9 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ Morgan Stanley ประเมินว่ารายจ่ายลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI จะทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีหน้า

 

Intel ดิ่ง 29% แรงสุดตั้งแต่ทศวรรษ 1970

 

ในวันศุกร์ที่ผ่านมา (30 ตุลาคม) หุ้น Intel ร่วงลง 29% มากที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 หลังให้แนวโน้มไตรมาสนี้ต่ำกว่าคาด โดยคาดกำไรต่อหุ้นที่ 0.25 ดอลลาร์ และรายได้ 1.5-1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 0.43 ดอลลาร์ และ 1.71 หมื่นล้านดอลลาร์ สาเหตุมาจากตลาด PC ที่ซบเซาจากต้นทุนหน่วยความจำและชิ้นส่วนที่พุ่งสูง และเหตุระเบิดที่โรงงานในอิสราเอลเมื่อต้นเดือน ซึ่งทำให้ต้องหยุดการผลิตเป็นเวลานานและสูญเสียรายได้ราว 600 ล้านดอลลาร์ใน 2 ไตรมาส โดยผู้บริหารคาดว่าตลาด PC จะชะลอตัวต่อไปอย่างน้อยถึงครึ่งแรกของปีหน้า

 

การดิ่งลงครั้งนี้ทำให้มูลค่าหุ้น 10% ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ถืออยู่หายไปราว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนหุ้นที่ Nvidia ถืออยู่มูลค่าลดลงราว 6 พันล้านดอลลาร์ แม้ก่อนประกาศงบหุ้น Intel จะพุ่งขึ้นมาแล้วราว 150% ในปีนี้ แรงขายยังลามไปทั้งกลุ่มชิป โดย Qualcomm ร่วง 11%, Broadcom ลดลงกว่า 5% และ Nvidia ลดลง 4%

 

ในวันเดียวกัน ดัชนี Nasdaq Composite ปิดลบ 2.9% ที่ราว 25,437 จุด ส่วน S&P 500 ลดลง 1.8% สู่ 7,580.07 จุด ซึ่งเป็นการลดลงรายวันมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน และ Dow Jones ลดลง 1.1% สู่ 51,770.31 จุด

 

Matt Orton หัวหน้านักยุทธศาสตร์ตลาดของ Raymond James มองว่าเหตุการณ์นี้ยังไม่ใช่ “จุดชำระบัญชี” ของตลาด แต่เป็นจังหวะที่นักลงทุนควรทบทวนว่าการถือครองหุ้นกลุ่มนี้ยังกระจุกตัวสูง แม้ปัจจัยพื้นฐานจะยังแข็งแกร่ง

 

ทองคำหลุด 3,900 ดอลลาร์ เงินดิ่งกว่า 6%

 

แรงเทขายในตลาดหุ้นกดดันให้เกิดการขายสินทรัพย์เพื่อเสริมสภาพคล่องลามมาถึงโลหะมีค่า ราคาทองคำสปอตลดลง 141.60 ดอลลาร์ หรือ 3.52% สู่ราว 3,879.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนโลหะเงินดิ่ง 6.06% สู่ราว 49.02 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ขณะที่ราคาทองคำแท่งในประเทศเปิดตลาดเช้านี้ (31 ตุลาคม) ร่วงลง 1,550 บาทต่อบาททองคำ ลดลงมาอยู่ที่ 62,000 บาทต่อบาททองคำ ส่งผลให้ราคาทองคำในปีนี้ ปรับตัวลดลง 2,750 บาท จากปีก่อนหน้า

 

ทองคำยังร่วงลงแม้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีจะลดลงสู่ราว 4.93% และความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซจะทวีขึ้นหลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีอีกครั้ง สะท้อนว่าแรงขายล้างพอร์ตและแนวโน้มนโยบายการเงินที่เข้มงวดมีน้ำหนักมากกว่าแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

 

ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นยังเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ โดยน้ำมันดิบเบรนต์สัญญาเดือนธันวาคมปิดที่ 117.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้งเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นราว 13.6% ขณะที่ WTI ปิดที่ 104.12 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 15.2% ในเดือนเดียว ประกอบกับดัชนี Core PCE เดือนกันยายนเร่งขึ้นสู่ 3.1% ทำให้ตลาดยังคาดการณ์ว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม หลังการประชุมล่าสุดที่คงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75-4.00% มีกรรมการ 2 คนโหวตให้ขึ้นดอกเบี้ยทันที 0.25%

 

บิตคอยน์ทั้งเดือนลบกว่า 7% หลัง Binance ถูกแฮ็ก 6.3 พันล้านดอลลาร์

 

ฝั่งตลาดคริปโตเผชิญแรงเทขายหนักเช่นกัน หลัง Binance กระดานเทรดคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถูกแฮ็กสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 6.3 พันล้านดอลลาร์เมื่อวันพฤหัสบดี ฉุดราคาบิตคอยน์ซึ่งช่วงต้นวันเพิ่งพุ่งเข้าใกล้ 82,000 ดอลลาร์จากตัวเลข GDP สหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง ให้ร่วงลงไปแตะ 76,320 ดอลลาร์ ต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม

 

แม้ราคาจะพยายามฟื้นตัวขึ้นไปใกล้ 79,000 ดอลลาร์ในวันศุกร์ แต่ก็ถูกแรงขายกดกลับลงมา โดยล่าสุดซื้อขายอยู่ที่ราว 77,255 ดอลลาร์ ลดลง 4.7% ในรอบวัน ทำให้บิตคอยน์มีแนวโน้มปิดเดือนตุลาคมด้วยการลดลงกว่า 7% และขาดทุนตั้งแต่ต้นปีกว่า 11% มูลค่าตลาดของบิตคอยน์ลดลงเหลือ 1.55 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าตลาดคริปโตทั้งระบบอยู่ที่ราว 2.7 ล้านล้านดอลลาร์

 

ความผันผวนรุนแรงทำให้เกิดการล้างพอร์ต (Liquidation) ในตลาดคริปโตรวม 1.66 พันล้านดอลลาร์ในรอบ 24 ชั่วโมง ส่วนใหญ่เป็นสถานะ Long ถึง 1.45 พันล้านดอลลาร์ เฉพาะบิตคอยน์ถูกล้างพอร์ตราว 556 ล้านดอลลาร์ โดย 83% หรือราว 464 ล้านดอลลาร์เป็นสถานะ Long ตามข้อมูลของ Coinglass

 

Ryan Kirkley ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ Global Settlement Network มองว่าการที่กระดานเทรดใหญ่ที่สุดในโลกต้องพึ่งการอายัดฉุกเฉินและคำสัญญาชดใช้ความเสียหายเพื่อควบคุมเหตุการณ์ระดับหลายพันล้านดอลลาร์ ถือเป็นปัญหาร้ายแรงของอุตสาหกรรมที่กำลังขอให้นักลงทุนสถาบันนำเงินเข้ามามากขึ้น พร้อมชี้ว่าภัยคุกคามที่แท้จริงของวงการคริปโตไม่ได้มาจากฝั่งกฎหมาย แต่มาจากอาชญากรรมไซเบอร์และ AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว

 

อ้างอิง:

The post หุ้นเทคฯ ทองคำ และบิตคอยน์ ปรับฐานในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Nasdaq มูลค่าหาย 2 ล้านล้านดอลลาร์ ทองคำต่ำสุดรอบ 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. สั่งเกาะติดเหตุภัยไซเบอร์ หลัง Binance ถูกแฮ็ก กำชับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลบริหารความเสี่ยงเข้มงวด พร้อมเตือนนักลงทุนระวังมิจฉาชีพฉวยโอกาสสวมรอยหลอกโอนเงิน https://thestandard.co/sec-monitors-binance-cybersecurity-incident/ Fri, 30 Oct 2026 09:32:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1273571 โลโก้สำนักงาน ก.ล.ต. และแพลตฟอร์มศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล Binance

ก.ล.ต. ติดตามกรณีเหตุการณ์ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ขอ […]

The post ก.ล.ต. สั่งเกาะติดเหตุภัยไซเบอร์ หลัง Binance ถูกแฮ็ก กำชับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลบริหารความเสี่ยงเข้มงวด พร้อมเตือนนักลงทุนระวังมิจฉาชีพฉวยโอกาสสวมรอยหลอกโอนเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้สำนักงาน ก.ล.ต. และแพลตฟอร์มศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล Binance

ก.ล.ต. ติดตามกรณีเหตุการณ์ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของแพลตฟอร์ม Binance ในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เผยผลประสานผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตในไทย เบื้องต้นยังไม่พบผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อทรัพย์สินของลูกค้า เนื่องจากมีเกณฑ์กำกับดูแลการจัดเก็บสินทรัพย์และจำกัดการเชื่อมต่อระบบภายนอกอย่างเคร่งครัด ส่วนธุรกรรมที่อาจเชื่อมโยงกับ Binance ในต่างประเทศยังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมสั่งการ 4 มาตรการด่วนให้ผู้ประกอบการเฝ้าระวัง เตือนผู้ลงทุนให้ติดตามข้อมูลผ่านช่องทางทางการ ระวังมิจฉาชีพแอบอ้างเหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อหลอกลวงให้โอนสินทรัพย์

 

 
 

ก.ล.ต. เกาะติดเหตุภัยไซเบอร์ Binance นอก ยันพอร์ตไทยยังปลอดภัย

 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยผ่านเอกสารข่าวฉบับที่ 233/2569 ประจำวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ว่า จากกรณีที่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Incident) เกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล Binance ในต่างประเทศ ทาง ก.ล.ต. ได้เข้าติดตามสถานการณ์ทันที และได้ประสานงานกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศไทย เพื่อประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อทรัพย์สินของลูกค้าอย่างเร่งด่วน

 

จากการรวบรวมข้อมูลรายงานของผู้ประกอบธุรกิจในไทยในขณะนี้ ยังไม่พบผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อทรัพย์สินของลูกค้าที่อยู่ภายใต้การดูแลของผู้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย เนื่องจากผู้ประกอบการไทยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์การเก็บรักษาทรัพย์สินของ ก.ล.ต. ซึ่งกำหนดให้ใช้ระบบจัดเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง (Cold Storage) และจำกัดปริมาณทรัพย์สินที่เก็บไว้ในระบบที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายภายนอก (Hot Wallet) เพื่อลดโอกาสเกิดความเสียหายจากการโจมตีทางไซเบอร์

 

สำหรับสินทรัพย์บางส่วนที่อาจมีธุรกรรมเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์ม Binance ในต่างประเทศ ผู้ประกอบธุรกิจรายงานว่ากำลังติดตามสถานการณ์และประสานงานอย่างใกล้ชิด โดยข้อเท็จจริงและขอบเขตความเสียหาย (ถ้ามี) ยังอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบ

 

เตือนภัยมิจฉาชีพสวมรอย ย้ำเช็กรายชื่อผู้ให้บริการถูกกฎหมาย

 

ก.ล.ต. ระบุเพิ่มเติมว่า เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม Binance ในต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ไทย การดำเนินการตรวจสอบของ ก.ล.ต. ในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การคุ้มครองผู้ประกอบธุรกิจและทรัพย์สินของผู้ลงทุนที่ใช้บริการผ่านศูนย์ซื้อขายที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศไทยเป็นหลัก

 

พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. ได้ออกประกาศเตือนผู้ลงทุนในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี 3 ข้อสำคัญ

 

  • ติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการ: ให้ติดตามประกาศจากผู้ให้บริการและ ก.ล.ต. เป็นหลัก หลีกเลี่ยงการตื่นตระหนกจากข่าวลือในโซเชียลมีเดีย
  • ระวังมิจฉาชีพฉวยโอกาส: ระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่อาจแอบอ้างเหตุการณ์ระบบขัดข้องหรือภัยไซเบอร์ของ Binance ส่งลิงก์ปลอม หลอกให้อัปเกรดกระเป๋าเงิน หรือหลอกให้โอนทรัพย์สินไปยังที่ปลอดภัย
  • ใช้บริการเฉพาะแพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาต: ผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ได้ที่เว็บไซต์ www.sec.or.th หรือสอบถามและแจ้งเบาะแสได้ที่ โทร. 1207 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

Binance TH ให้บริการตามปกติ เว้น ‘ถอน’ สินทรัพย์ดิจิทัล

 

ทางด้านบริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด (Binance TH) ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เผยแพร่ข้อความ ระบุว่า สืบเนื่องจากแถลงการณ์ก่อนหน้าเกี่ยวกับข่าวเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยของ Binance บริษัทฯ ขอแจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานะการให้บริการบนแพลตฟอร์ม Binance TH ดังนี้

 

  1. บริการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ให้บริการได้ตามปกติ
  2. บริการฝาก-ถอนเงินบาท ให้บริการได้ตามปกติ
  3. บริการฝากสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ได้รับผลกระทบและให้บริการได้ตามปกติ
  4. บริการถอนสินทรัพย์ดิจิทัล ทีมงานได้ดำเนินการตรวจสอบระบบในเบื้องต้นแล้วเสร็จและยังไม่พบความผิดปกติใดๆ

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อความมั่นใจสูงสุดในความปลอดภัย บริษัทฯ ยังคงระงับเฉพาะบริการถอนสินทรัพย์ดิจิทัลไว้เป็นการชั่วคราวในระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม และจะเปิดให้บริการอีกครั้งโดยเร็วที่สุด โดยจะแจ้งให้ทราบทันทีเมื่อเปิดให้บริการ

 

สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าบน Binance TH ยังคงปลอดภัย บริษัทฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และแจ้งความคืบหน้าให้ทราบผ่านช่องทาง Official ของ Binance TH ทั้งนี้ บริษัทฯ ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้

The post ก.ล.ต. สั่งเกาะติดเหตุภัยไซเบอร์ หลัง Binance ถูกแฮ็ก กำชับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลบริหารความเสี่ยงเข้มงวด พร้อมเตือนนักลงทุนระวังมิจฉาชีพฉวยโอกาสสวมรอยหลอกโอนเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Binance เผยถูกแฮ็กราว 6.3 พันล้านดอลลาร์ TRM Labs ชี้กลุ่มแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลัง ด้าน Binance TH ยันส่วนของไทยปลอดภัย แต่ขอระงับฝากถอนชั่วคราว https://thestandard.co/binance-hacked-billions-crypto-theft/ Fri, 30 Oct 2026 05:03:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1273452 โลโก้ Binance บนสมาร์ทโฟน

Binance กระดานเทรดคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก โพสต์บน X ว่ […]

The post Binance เผยถูกแฮ็กราว 6.3 พันล้านดอลลาร์ TRM Labs ชี้กลุ่มแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลัง ด้าน Binance TH ยันส่วนของไทยปลอดภัย แต่ขอระงับฝากถอนชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Binance บนสมาร์ทโฟน

Binance กระดานเทรดคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก โพสต์บน X ว่าเงินทุนราว 6.3 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.1 แสนล้านบาท ได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นการแฮ็กครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมคริปโต และกดดันให้ราคาเหรียญดิจิทัลร่วงลงทั้งตลาด

 

 

Binance ระบุว่าได้ร่วมมือกับพันธมิตรด้านบล็อกเชนอายัดสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบแล้วราว 3 พันล้านดอลลาร์บนเชน และระงับการฝากถอนทั้งหมดเป็นการชั่วคราว บริษัทยืนยันว่าจะชดเชยความเสียหายทั้งหมด และเงินของผู้ใช้ยังปลอดภัย

 

ด้าน Bloomberg รายงานว่า TRM Labs บริษัทด้านข่าวกรองบล็อกเชน ประเมินว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นฝีมือของ TraderTraitor หน่วยแฮ็กเกอร์ระดับแนวหน้าของเกาหลีเหนือ โดยอ้างอิงข้อมูลข่าวกรองทั้งบนเชนและนอกเชน และเรียกเหตุการณ์นี้ว่าการโจรกรรมคริปโตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้

 

สถิติเดิมเป็นของเหตุการณ์ที่กระดานเทรด Bybit ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ซึ่งคนร้ายขโมยโทเคนไปเกือบ 1.5 พันล้านดอลลาร์

 

Binance TH ยัน กระเป๋าเงินของลูกค้าปลอดภัย แยกกระเป๋าเป็นอิสระจากกัน

 

ด้าน Binance TH แถลงการณ์เกี่ยวกับข่าวเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยของ Binance

 

บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด เปิดเผยว่า สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าบน Binance TH ยังคงปลอดภัย เนื่องจากกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลแบบออฟไลน์ (Cold Wallet) ของ Binance TH มีการแยกออกจากกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลของ Binance อย่างเป็นอิสระ โดย Binance TH ดำเนินงานภายใต้นิติบุคคลและระบบการจัดเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลของตนเอง

 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นมาตรการป้องกันเชิงรุก บริษัทฯ ขอแจ้งระงับบริการฝากและถอนสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นการชั่วคราว ในขณะที่ทีมงานผู้เชี่ยวชาญกำลังดำเนินการตรวจสอบระบบความปลอดภัยโดยละเอียด โดยบริการอื่นๆ บนแพลตฟอร์มยังคงสามารถใช้งานได้ตามปกติ และบริษัทฯ จะเร่งดำเนินการเปิดให้บริการฝาก-ถอนทันทีที่การตรวจสอบเสร็จสิ้น

 

กองทุน SAFU และการอายัด Stablecoin

 

Binance มีกองทุนสำรองฉุกเฉินชื่อ Secure Asset Fund for Users (SAFU) ตั้งขึ้นในปี 2018 เพื่อคุ้มครองลูกค้าในสถานการณ์รุนแรง ตามข้อมูลที่ Binance เปิดเผยเมื่อปี 2024 กองทุนนี้มีขนาดราว 1 พันล้านดอลลาร์ แต่มูลค่าผันผวนตามสภาพตลาด

 

ผู้ออก Stablecoin รายใหญ่สองรายก็เร่งอายัดเหรียญที่เกี่ยวข้องเช่นกัน Paolo Ardoino ซีอีโอของ Tether โพสต์บน X ว่าบริษัทอายัด USDT ไปแล้วกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ที่เกี่ยวพันกับเหตุการณ์ ขณะที่ Jeremy Allaire ผู้บริหาร Circle Internet Group ระบุว่าอายัดเหรียญของ Circle ไปแล้ว 800 ล้านดอลลาร์

 

Ari Redbord หัวหน้าฝ่ายนโยบายระดับโลกของ TRM Labs กล่าวว่าคนร้ายทำงานด้วยความเร็วและขนาดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เครื่องมือติดตามเส้นทางเงินก็ตามทันในระดับเดียวกัน ผู้ออก Stablecoin อายัดเงินได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง และนักสืบตามรอยเงินข้ามเชนได้แบบเรียลไทม์

 

ราคา Bitcoin ร่วงต่ำสุดนับจากเดือนกันยายน

 

Bitcoin ปรับตัวลง 3% ช่วงท้ายตลาดสหรัฐฯ และร่วงต่ออีก 3% ในช่วงการซื้อขายฝั่งเอเชีย หลุดระดับ 77,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน เหรียญอื่นๆ ก็ถูกเทขายตามกัน

 

Fredrick Collins ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มข้อมูลคริปโต Velo Data มองว่าข่าวนี้เป็นแรงกดดันหลักต่อราคา Binance มีขนาดใหญ่มากในวงการ ความเชื่อมั่นที่สั่นคลอนต่อ Binance จึงกระทบความเชื่อมั่นต่อทั้งอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเมื่อนักลงทุนกังวลอยู่แล้วกับขีดความสามารถด้านไซเบอร์ของ AI ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

 

ด้าน Tian Zeng ซีอีโอของกองทุนเฮดจ์ฟันด์คริปโต Third Eye เห็นว่าเหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายอย่างหนักให้วงการ เพราะการเจาะระบบสำเร็จยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยิ่งน่ากังวลในยุคที่โมเดล AI ใหม่ๆ ออกมาแทบทุกสองสัปดาห์

 

Polymarket และสถาบันการเงินเอเชียก็โดนด้วย

 

ในวันเดียวกัน Polymarket แพลตฟอร์มซื้อขาย Event Contract (สัญญาที่อิงผลลัพธ์ของเหตุการณ์) ระงับการซื้อขายบนกระดานระหว่างประเทศนาน 1 ชั่วโมง หลังพบว่าผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ภายนอกถูกเจาะระบบ Bubblemaps แพลตฟอร์มวิเคราะห์บล็อกเชน ระบุว่าผู้ใช้กว่า 700 รายถูกดูดเงินรวม 2.7 ล้านดอลลาร์ โฆษกของ Polymarket ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อตัวเลขดังกล่าว

 

เหตุด้านความปลอดภัยยังลามไปนอกวงการคริปโต สำนักข่าว Yonhap รายงานว่า Daishin Securities ของเกาหลีใต้เปิดเผยว่าข้อมูลลูกค้าราว 38,000 รายรั่วไหลในสัปดาห์นี้ และ Mirae Asset Global Investments รายงานว่าถูกแฮ็ก ส่วนที่ญี่ปุ่น แฮ็กเกอร์ขู่เมื่อวันอังคารว่าจะปล่อยข้อมูลของเทรดเดอร์ที่ใช้บริการคลาวด์ของ GMO Internet Group สำหรับการซื้อขายฟอเร็กซ์

 

อ้างอิง:

The post Binance เผยถูกแฮ็กราว 6.3 พันล้านดอลลาร์ TRM Labs ชี้กลุ่มแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลัง ด้าน Binance TH ยันส่วนของไทยปลอดภัย แต่ขอระงับฝากถอนชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดประวัติ ‘สมิทธ์ พนมยงค์’ ซีเอฟโอผู้คุมการเงินคนใหม่ของ ‘กัลฟ์’ แทน ‘ยุพาพิน’ คาดลาออกไปนั่งบอร์ดแบงก์ใหญ่ https://thestandard.co/smith-banomyong-appointed-gulf-cfo/ Mon, 26 Oct 2026 06:12:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1271836 สมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินคนใหม่ของกัลฟ์

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ประก […]

The post เปิดประวัติ ‘สมิทธ์ พนมยงค์’ ซีเอฟโอผู้คุมการเงินคนใหม่ของ ‘กัลฟ์’ แทน ‘ยุพาพิน’ คาดลาออกไปนั่งบอร์ดแบงก์ใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินคนใหม่ของกัลฟ์

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ประกาศแต่งตั้ง สมิทธ์ พนมยงค์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน (CFO) แทน ยุพาพิน วังวิวัฒน์ ที่แจ้งลาออกจากทุกตำแหน่งในบริษัท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งคาดว่าเตรียมไปรับตำแหน่งกรรมการ (บอร์ด) ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

 

 

สมิทธ์ไม่ใช่คนนอกสำหรับกลุ่มกัลฟ์ เพราะร่วมงานกับบริษัทมาตั้งแต่ปี 2561 และเคยคุมสายงานการเงินของ GULF มาก่อน การรับตำแหน่ง CFO ครั้งนี้จึงเท่ากับการกลับมาดูแลงานการเงินอีกครั้ง หลังจากใช้เวลาหลายปีบริหารพอร์ตการลงทุนและบริษัทในเครือที่ขยายตัวทั้งด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และโทรคมนาคม ก่อนหน้านั้น สมิทธ์เป็นผู้บริหารที่มีชื่อเสียงในแวดวงตลาดทุน ในฐานะซีอีโอของ บลจ.ไทยพาณิชย์ ระหว่างปี 2557 – 2561 และยังเคยเป็นอดีตกรรมการ คณะกรรมการตลาดเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อปี 2561

 

ก่อนเข้ารับตำแหน่ง CFO สมิทธ์ดำรงตำแหน่ง Executive Officer ของบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี 2567 ควบคู่กับการนั่งกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร กรรมการบริหาร และกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC

 

ประวัติการศึกษา

 

ปริญญาโท Master of Science (Economics), The London School of Economics and Political Science (LSE) ประเทศอังกฤษ

 

ปริญญาตรี Bachelor of Arts (Economics), Reed College ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ (วิศวกรรมอุตสาหการ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

เส้นทางการทำงาน จากตลาดทุนสู่กลุ่มกัลฟ์

 

ก่อนเข้าสู่กลุ่มกัลฟ์ สมิทธ์ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด ระหว่างปี 2557-2561

 

ในปีเดียวกัน สมิทธ์ยังมีบทบาทในองค์กรด้านตลาดเงินและตลาดทุนหลายแห่ง ได้แก่ประธานสมาคมบริษัทจัดการลงทุน กรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และกรรมการในคณะกรรมการตลาดเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

 

ช่วงทำงานภายใต้กลุ่มกัลฟ์

 

  • 2561-2563: รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และตำแหน่งเดียวกันในบริษัท กัลฟ์ เจพี จำกัด
  • 2563: รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจระหว่างประเทศ
  • 2563-2567: รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารสินทรัพย์ธุรกิจในเครือและการลงทุน
  • 2567-ปัจจุบัน: Executive Officer บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

 

ระหว่างคุมสายงานบริหารสินทรัพย์และการลงทุน สมิทธ์เคยกล่าวถึงการขยายธุรกิจของ GULF ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทั้งการลงทุนใน INTUCH และ THCOM รวมถึงความร่วมมือกับ Binance

 

สมิทธ์ยังนั่งเป็นกรรมการในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมของกลุ่มกัลฟ์จำนวนมาก ครอบคลุมเกือบทุกธุรกิจของกลุ่ม ตัวอย่างเช่นบริษัท กัลฟ์ แอลเอ็นจี จำกัด, บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด, บริษัท จีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ จำกัด, Jackson Generation, LLC และ Gulf Energy (Vietnam) Limited Liability Company และเคยเป็นกรรมการ Borkum Riffgrund 2 Offshore Wind Farm GmbH & Co. oHG ระหว่างปี 2563-2566

 

ตำแหน่งกรรมการในบริษัทจดทะเบียน

 

  • 2564-ปัจจุบัน: กรรมการ และกรรมการบริหาร ADVANC โดยเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2564
  • 2564-ปัจจุบัน: กรรมการ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
  • 2567-ปัจจุบัน: กรรมการ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)

 

การฝึกอบรม

 

  • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง (วตท.) รุ่นที่ 20 สถาบันวิทยาการตลาดทุน
  • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน (วพน.) รุ่นที่ 15 สถาบันวิทยาการพลังงาน
  • หลักสูตรวิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.) รุ่นที่ 2
  • Director Accreditation Program (DAP) รุ่นที่ 76/2551 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย
  • Corporate Governance for Capital Market Intermediaries (CGI) รุ่นที่ 0/2557

 

สมิทธ์เข้ามารับช่วงต่อจากยุพาพิน ซึ่งหนังสือแจ้งตลาดฯ ระบุว่าลาออกเนื่องจาก “มีความจำเป็นต้องไปปฏิบัติภารกิจอื่น” ยุพาพินเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่อยู่เบื้องหลังการระดมทุนของ GULF ในช่วงที่บริษัทขยายตัวอย่างรวดเร็ว

 

ย้อนไปในปี 2568 TRIS ปรับเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรของกัลฟ์จาก A+ เป็น AA- พร้อมปรับเพิ่มอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน จาก A เป็น AA- แนวโน้มคงที่

 

กัลฟ์ภายใต้การนำด้านการเงินของยุพาพินได้รับรางวัล Issuer of The Year จากงาน ThaiBMA Best Bond Awards 2025 ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย

 

ในปี 2565 กัลฟ์ระดมทุนผ่านหุ้นกู้ได้ 35,000 ล้านบาทตามเป้า โดยแบ่งเสนอขายเป็น 2 ครั้งในเดือนเดียวกัน และเปิดขายให้ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก นอกเหนือจากฐานนักลงทุนสถาบันและรายใหญ่เดิม ช่วงเวลาเดียวกัน บริษัทยังเตรียมเสนอขายหุ้นกู้ดิจิทัล 2 รุ่น อายุ 4 ปีและ 7 ปีควบคู่กับหุ้นกู้แบบปกติ

 

นอกจากนี้ ในระหว่างที่ยุพาพินดำรงตำแหน่ง CFO ยังมีเหตุการณ์สำคัญทางธุรกิจ เช่น การควบรวมกิจการระหว่างกัลฟ์กับ อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) ซึ่งยุพาพินเชื่อว่าจะสร้างซินเนอร์ยี่ 4 ด้าน หนุนมาร์เก็ตแคปของบริษัทใหม่ เสริมฐานะการเงิน ดันเครดิตเรตติ้ง และทำให้การบริหารธุรกิจคล่องตัวขึ้น ดีลนี้มีผลเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 และทำให้บริษัทบันทึกกำไรจากการรวมธุรกิจ 56,120 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ เมื่อปี 2568 ยุพาพินได้รับรางวัลAsia’s Best CFO จากเวที Asian Excellence Award 2025 ครั้งที่ 15

The post เปิดประวัติ ‘สมิทธ์ พนมยงค์’ ซีเอฟโอผู้คุมการเงินคนใหม่ของ ‘กัลฟ์’ แทน ‘ยุพาพิน’ คาดลาออกไปนั่งบอร์ดแบงก์ใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Binance เข้าซื้อหุ้น Circle มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ขยายการใช้งาน USDC บนแพลตฟอร์ม https://thestandard.co/binance-invests-circle-usdc/ Wed, 23 Sep 2026 11:08:06 +0000 https://thestandard.co/binance-invests-circle-usdc/ ภาพประกอบข่าว Binance ซื้อหุ้น Circle มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อดันการใช้งาน USDC

Binance ประกาศลงทุน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน Circle ขยา […]

The post Binance เข้าซื้อหุ้น Circle มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ขยายการใช้งาน USDC บนแพลตฟอร์ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว Binance ซื้อหุ้น Circle มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อดันการใช้งาน USDC

Binance ประกาศลงทุน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน Circle ขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ 5 ปี มุ่งเน้นการส่งเสริม USDC ในระดับโกลบอล

 

Binance ประกาศเข้าซื้อหุ้น Class A ของ Circle Internet Group, Inc. (NYSE: CRCL) มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการเสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง (private placement) ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดของหุ้น CRCL ก่อนการปิดดีล 5%

 

พร้อมทั้งขยายและต่อสัญญาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อโปรโมท USDC บนแพลตฟอร์มของ Binance โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดเกิดใหม่ โดยสัญญาฉบับใหม่นี้มีระยะเวลา 5 ปี

 

ทั้งนี้ Circle จะเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการถือครองและการใช้งาน USDC

 

ริชาร์ด เท็ง Co-CEO ของ Binance กล่าวว่า “Circle ได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะหนึ่งในผู้ออกสินทรัพย์ดิจิทัลที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลก ครอบคลุมทั้ง USDC, Arc และโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังปฏิวัติรูปแบบวิธีการโอนย้ายมูลค่าข้ามพรมแดน การลงทุน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐและพันธสัญญาที่มีระยะเวลา 5 ปีของเราครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระยะยาว เรากำลังร่วมกันสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่เปิดกว้าง มีความโปร่งใส และมีการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างถูกต้อง เงินดอลลาร์ดิจิทัลที่มีเสถียรภาพและน่าเชื่อถือไม่ควรเป็นเอกสิทธิ์ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนที่มีโทรศัพท์สามารถเข้าถึงได้ และนี่คืออนาคตที่ความร่วมมือนี้มุ่งมั่นจะสร้างให้เกิดขึ้นจริง”

 

ด้าน เจเรมี อัลแลร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Circle กล่าวว่า “Binance ได้สร้างหนึ่งในแพลตฟอร์มการใช้งานสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดและมีไดนามิกมากที่สุดในโลก จนกลายเป็นซูเปอร์แอปด้านการเงินที่ใหญ่ที่สุดบนโลกอินเทอร์เน็ต และก้าวขึ้นเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลกสำหรับการใช้งานดอลลาร์สเตเบิลคอยน์ (dollar stablecoins) การร่วมมือกันในครั้งนี้ เราเล็งเห็นโอกาสอันยอดเยี่ยมในการใช้ประโยชน์จาก USDC เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสกุลเงินดอลลาร์ สนับสนุนการออมและการลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์สินทรัพย์ดิจิทัลที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรม ตลอดจนเข้าถึงผู้คนและภาคธุรกิจในตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก”

 

The post Binance เข้าซื้อหุ้น Circle มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ขยายการใช้งาน USDC บนแพลตฟอร์ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอดใช้ Stablecoin พุ่งทั่วโลก Binance แนะไทยเร่งผลักดัน ขณะที่ ธปท.-ก.ล.ต. กำลังจะคุมเข้ม https://thestandard.co/stablecoin-thailand-binance-regulation/ Thu, 13 Aug 2026 11:59:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1241630 ภาพ Richard Teng ซีอีโอ Binance คู่กับเหรียญ Stablecoin USDT พร้อมข้อความแสดงมูลค่าการใช้ที่พุ่งสูงขึ้น

Richard Teng ซีอีโอ Binance ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลา […]

The post ยอดใช้ Stablecoin พุ่งทั่วโลก Binance แนะไทยเร่งผลักดัน ขณะที่ ธปท.-ก.ล.ต. กำลังจะคุมเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Richard Teng ซีอีโอ Binance คู่กับเหรียญ Stablecoin USDT พร้อมข้อความแสดงมูลค่าการใช้ที่พุ่งสูงขึ้น

Richard Teng ซีอีโอ Binance ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัล หากเร่งผลักดันนโยบาย stablecoin และ tokenization แต่ในทางกลับกัน ก.ล.ต. และ ธปท. กำลังเดินหน้าออกเกณฑ์คุมเข้มธุรกรรม stablecoin ด้วยความกังวลเรื่องการฟอกเงินและการเลี่ยงระบบโอนเงินข้ามพรมแดน

 

ข้อมูลจาก Visa Onchain Analytics สะท้อนว่ามูลค่าธุรกรรมการใช้ stablecoin พุ่งทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 37 ล้านล้านบาท ในช่วง 30 วันล่าสุด ขณะที่ธุรกรรม stablecoin ขนาด retail ซึ่งเป็นตัวแทนการใช้งานของคนทั่วไป มีมูลค่าราว 7.2 พันล้านดอลลาร์ในรอบ 30 วันล่าสุด สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทจากที่พักเงินของนักเทรด ไปสู่เงินที่ใช้จ่ายจริงมากขึ้น

 

ด้าน Mercuryo เผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2026 ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ธุรกรรมแลกเปลี่ยนกลับเป็นเงินสกุลท้องถิ่น (off-ramp) บนแพลตฟอร์มที่เป็น USDC และ USDT มีสัดส่วน 57% ของธุรกรรมทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 25% ในปีก่อนหน้า ขณะที่สัดส่วนต่อมูลค่ารวมเพิ่มจาก 30% เป็น 56%

 

ที่โดดเด่นกว่านั้นคือจำนวนธุรกรรม off-ramp ของ stablecoin เพิ่มขึ้น 446% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่นเพิ่มขึ้นเพียง 38% และราว 80% ของการเติบโตทั้งหมดมาจาก stablecoin

 

Arthur Firstov ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจของ Mercuryo ระบุว่าการรับเงินเดือนเป็นคริปโทกำลังเคลื่อนจากขอบไปสู่กระแสหลัก โดยให้เหตุผลว่าสำหรับแรงงานในประเทศที่เงินเฟ้อสูง การรับเงินเดือนเป็น stablecoin ช่วยรักษาอำนาจซื้อ ขณะที่บางส่วนใช้เพื่อการโอนเงินกลับประเทศด้วยต้นทุนต่ำ

 

สอดคล้องกับรายงาน Crypto Payroll ปี 2025 ของ Rise ที่พบว่า 25% ของธุรกิจใช้คริปโทในการจ่ายเงินเดือนแล้ว โดย Rise ระบุว่าประมวลผลเงินเดือนไปกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ และมากกว่าครึ่งของการถอนเงินของแรงงานเกิดขึ้นในรูป stablecoin ครอบคลุมกว่า 190 ประเทศ

 

ความต้องการกระจุกตัวเป็นพิเศษในตลาดที่ค่าเงินไม่มีเสถียรภาพหรือมีต้นทุนการโอนเงินสูง โดยข้อมูล Chainalysis ที่ถูกอ้างในรายงานปี 2026 ของ Rise ระบุว่าบราซิลประเทศเดียวรับมูลค่าคริปโทราว 3.188 แสนล้านดอลลาร์ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2024 ถึงมิถุนายน 2025 โดยราว 90% เชื่อมโยงกับ stablecoin

 

Binance ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ในบริบทนี้เอง Richard Teng ซีอีโอร่วม (Co-CEO) ของ Binance กล่าวว่า สินทรัพย์ดิจิทัลได้เปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์เฉพาะกลุ่มไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระดับโลกแล้ว โดยปีนี้เห็นการบรรจบกันระหว่างการเงินดั้งเดิมกับโลกคริปโทอย่างชัดเจน

 

Teng ระบุว่าภายหลังสหรัฐฯ มีความชัดเจนทางกฎหมายเรื่อง stablecoin ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และ stablecoin ได้กลายเป็นเครื่องมือโอนเงินข้ามประเทศที่รวดเร็วในระดับทันที ด้วยต้นทุนเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับระบบธนาคารตัวแทน

 

สำหรับประเทศไทย Teng ประเมินว่าผู้กำกับดูแลไทยมีวิสัยทัศน์และออกเกณฑ์ที่ชัดเจน ซึ่งช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นและการคุ้มครองผู้ใช้ พร้อมระบุว่าไทยมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัล หากภาครัฐเร่งผลักดันนโยบายด้านนวัตกรรม stablecoin การทำ tokenization และสิทธิประโยชน์ทางภาษี

 

อย่างไรก็ตาม Teng ยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดสำคัญ คือปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่อนุญาตให้ใช้ stablecoin สกุลเงินต่างประเทศอย่าง USDT หรือ USDC ในการชำระค่าสินค้าและบริการทั่วไป ซึ่งทีมงานอยู่ระหว่างประสานงานหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

หน่วยงานกำกับไทยอาจคุมเข้ม stablecoin มากขึ้น

 

ทว่าทิศทางของหน่วยงานกำกับดูแลไทยในเวลานี้ดูจะสวนทางกับข้อเสนอดังกล่าว

 

ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประชุมหารือกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อวางกรอบการกำกับดูแลธุรกรรม stablecoin ท่ามกลางความกังวลว่าสินทรัพย์ดิจิทัลอาจถูกใช้ในการฟอกเงิน ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเลี่ยงการควบคุมการโอนเงินข้ามพรมแดน

 

ตามรายงาน ก.ล.ต. คาดว่าจะออกหลักเกณฑ์ภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยกำหนดให้เริ่มบังคับใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2027 ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การกำกับดูแลที่ครอบคลุมมากขึ้น ตามการใช้งาน stablecoin ที่แพร่หลายขึ้นในระบบการเงินไทย

 

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังปริมาณธุรกรรมของ stablecoin รายใหญ่อย่าง USDT และ USDC ในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนผู้กำกับดูแลเห็นความจำเป็นต้องพิจารณามาตรการป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิดเพิ่มเติม

 

ก่อนหน้านี้ ธปท. และ ก.ล.ต. ได้เริ่มตรวจสอบร่วมกันในธุรกรรม USDT มูลค่าสูง โดยมีรายงานว่าพบผู้ขาย USDT บนแพลตฟอร์มในไทยราว 40% เป็นชาวต่างชาติที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศ ซึ่งตามหลักเกณฑ์แล้วไม่ควรทำธุรกรรมในไทย

 

ขณะเดียวกัน ธปท. ยังเตรียมใช้มาตรการต่อต้านการฟอกเงินชุดใหม่ในไตรมาส 4 ปี 2026 ซึ่งกำหนดให้ผู้ฝากเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต้องแสดงหลักฐานที่มาของเงิน โดยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเศรษฐกิจนอกระบบที่ครอบคลุมทั้งเงินสด การค้าทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ไทยเลือกทาง ‘เปิดหน้าบ้าน ปิดหลังบ้าน’?

 

อย่างไรก็ดี การตีความว่าไทยกำลัง ‘ต่อต้าน’ stablecoin คงไม่ถูกต้องนัก เพราะในเวลาเดียวกัน ธปท. ก็กำลังเดินหน้าสร้าง stablecoin ของตัวเอง

 

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ระบุเมื่อปลายเดือนมิถุนายนว่า การศึกษาออกแบบ stablecoin ที่หนุนหลังด้วยเงินบาทอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะภายในสิ้นปี 2026 และคาดว่าจะประกาศหลักเกณฑ์อย่างเป็นทางการภายในปี 2026 หรือต้นปี 2027

 

กรอบเบื้องต้นกำหนดให้ stablecoin ดังกล่าวต้องหนุนหลังด้วยเงินบาทเต็มจำนวนในอัตรา 1:1 โดยเก็บสินทรัพย์สำรองในบัญชีแยกที่สถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาต ผู้ถือเหรียญมีสิทธิ์ไถ่ถอนเป็นเงินบาทได้ตลอดเวลา และสินทรัพย์สำรองจะถูกคุ้มครองไม่ให้นำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น

 

ที่สำคัญคือ ธปท. วางแผนทดสอบในแซนด์บ็อกซ์โดยจำกัดการใช้งานเฉพาะการชำระดุลระหว่างธนาคารพาณิชย์ก่อน แล้วจึงค่อยประเมินผลก่อนขยายสู่การค้าปลีก โดยเน้นย้ำว่าออกแบบเพื่อประสิทธิภาพการชำระเงินและการชำระดุล ไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร

 

พร้อมกันนี้ ธปท. ยังเข้มงวดกับการชำระเงินข้ามพรมแดนที่ไม่ผ่านระบบ โดยกำหนดให้การชำระเงินผ่าน QR code ส่วนบุคคลในไทยต้องทำเป็นเงินบาทเท่านั้น และระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ถึงพฤษภาคม 2026 ได้ระงับบัญชีที่เชื่อมโยงกับการโอนเงินหยวนแบบ P2P ไปแล้วราว 5,000 บัญชี

 

ภาพ: lilgrapher/ Shutterstock

The post ยอดใช้ Stablecoin พุ่งทั่วโลก Binance แนะไทยเร่งผลักดัน ขณะที่ ธปท.-ก.ล.ต. กำลังจะคุมเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียน Coldcard กับบั๊กอายุ 5 ปีที่ดูดเงินไปแล้วกว่า 115 ล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/coldcard-bug-bitcoin-stolen/ Mon, 03 Aug 2026 08:14:45 +0000 https://thestandard.co/coldcard-bug-bitcoin-stolen/ Coldcard

ประเด็นร้อนแรงบนโลกสินทรัพย์ดิจิทัลเวลานี้คือเรื่องราวข […]

The post ถอดบทเรียน Coldcard กับบั๊กอายุ 5 ปีที่ดูดเงินไปแล้วกว่า 115 ล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Coldcard

ประเด็นร้อนแรงบนโลกสินทรัพย์ดิจิทัลเวลานี้คือเรื่องราวของ Hardware Wallet ยี่ห้อ Coldcard ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น ‘ตู้เซฟที่ปลอดภัยที่สุดของบิตคอยน์’ แต่ล่าสุดกลับกำลังถูกโจรกรรมครั้งใหญ่ โดยบิตคอยน์กว่า 1,800 BTC มูลค่าราว 115 ล้านดอลลาร์ ถูกดูดออกจากกระเป๋ากว่า 5,200 ใบ ทั้งที่กระเป๋าเหล่านั้นเก็บอยู่ในอุปกรณ์ที่ไม่เคยต่ออินเทอร์เน็ต บางใบอยู่ในตู้นิรภัยธนาคารด้วยซ้ำ

 

 

สำนักข่าว Bloomberg เปิดเผยเรื่องราวของ โจนาธาน กูดแมน ชายชาวแคนาดาที่เก็บกุญแจบิตคอยน์ของเขาไว้ใน Coldcard ที่วางอยู่ในตู้นิรภัยธนาคาร ไม่เคยเสียบเข้าคอมพิวเตอร์ ไม่เคยเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ตรงตามตำราความปลอดภัยทุกบรรทัดที่วงการคริปโตสอนกันมาสิบกว่าปี

 

หลังกระแสข่าวว่า Coldcard มีช่องโหว่ในอุปกรณ์รุ่นที่เขาใช้ เมื่อกูดแมนเปิดดูกระเป๋าเงินดิจิทัลของตัวเองกลับพบรายการถอนเงินต่อเนื่องภายในเวลาราว 7 นาที ทำให้บิตคอยน์ราว 18.25 BTC หรือราว 38 ล้านบาท ถูกขโมยออกไป

 

สิ่งที่เกิดขึ้นกับกูดแมนไม่ใช่การถูกแฮ็กในความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจ ไม่มีใครแตะอุปกรณ์ของเขา ไม่มีอีเมลฟิชชิง ไม่มีมัลแวร์ ผู้โจมตีไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร สิ่งที่พวกเขาทำคือ คำนวณกุญแจของเขาขึ้นมาใหม่จากศูนย์ ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป

 

บั๊กที่ซ่อนอยู่ภายใต้โค้ดตั้งแต่ 5 ปีก่อน

 

ต้นตอของเรื่องคือโค้ดบรรทัดหนึ่งที่ถูกคอมมิตเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2021 และถูกส่งออกไปพร้อมเฟิร์มแวร์ Coldcard เวอร์ชัน 4.0.x ในเดือนเดียวกัน

 

หัวใจของกระเป๋าคริปโตทุกใบคือ seed phrase หรือชุดคำภาษาอังกฤษ 12 หรือ 24 คำ ที่เป็นรากของกุญแจส่วนตัวทั้งหมด ความปลอดภัยของมันตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวคือ ชุดคำนั้นต้องสุ่มจริง มาตรฐาน BIP-39 กำหนดให้มีความสุ่ม (entropy) ที่ระดับ 128 บิต ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใหญ่เกินกว่าคอมพิวเตอร์ทั้งโลกรวมกันจะไล่เดาได้

 

แต่ตามรายงานทางวิศวกรรมของ Block Inc. บริษัทของแจ็ค ดอร์ซีย์ ซึ่งเป็นผู้ค้นพบและเปิดเผยช่องโหว่นี้ ข้อผิดพลาดในการเชื่อมต่อโค้ดทำให้กระบวนการสร้าง seed ถูกส่งไปยัง ตัวสร้างเลขสุ่มเทียมแบบซอฟต์แวร์ (PRNG) แทนที่จะเป็นชิปสร้างเลขสุ่มของฮาร์ดแวร์ STM32 ตามที่ออกแบบไว้ ผลลัพธ์คือค่าที่ได้ถูกกำหนดโดยตัวแปรที่คาดเดาได้ เช่น หมายเลขประจำเครื่อง (UID) สถานะตัวจับเวลา และประวัติการเรียกใช้ก่อนหน้า

 

ตัวเลขที่ตามมาคือหัวใจของหายนะครั้งนี้ Coinkite ยอมรับเองว่า seed ที่สร้างบนเครื่องรุ่น Mk3 มี entropy ใช้งานจริงเหลือราว 40 บิต ส่วนรุ่น Mk4, Mk5 และ Q ซึ่งมี secure element ช่วยเสริมความสุ่มบางส่วน เหลือราว 72 บิต

 

40 บิต หมายความว่าอะไร?

 

หมายความว่า จำนวนความเป็นไปได้ทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านล้านชุด ซึ่งฟังดูมหาศาลสำหรับมนุษย์ แต่สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ นั่นคืองานที่ทำเสร็จได้ภายในสุดสัปดาห์เดียว ผู้โจมตีเพียงไล่สร้าง seed ที่เป็นไปได้ทั้งหมดแบบออฟไลน์ แปลงเป็นแอดเดรสบิตคอยน์ แล้วเทียบกับแอดเดรสที่มีเงินอยู่จริงบนบล็อกเชนสาธารณะ

 

“มันเปิดโปงความเชื่อผิดๆ ที่ว่าคริปโตของคุณอยู่ออฟไลน์” อาเนริน ฟลินน์ ซีอีโอบริษัทเทคโนโลยีความมั่นคงไซเบอร์ Failsafe กล่าว เขาอธิบายว่าอุปกรณ์มีหน้าที่แค่สร้างรหัสผ่านให้ ถ้าคณิตศาสตร์ที่อยู่ข้างใต้พัง รหัสผ่านนั้นก็ถูกย้อนรอยได้

 

การโจมตีเปลี่ยนรูปแบบไป 4 ระลอก

 

Galaxy Research เป็นผู้ทำแผนที่การโจมตีบนเชนอย่างละเอียดที่สุด และสิ่งที่พวกเขาพบคือรูปแบบที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ในแต่ละระลอก

 

ระลอกที่ 1 (30 กรกฎาคม) ดูดบิตคอยน์ออกไป 1,082.65 BTC จาก 1,196 แอดเดรส ภายใน 41 นาที Chainalysis ซึ่งวิเคราะห์ชุดธุรกรรมคนละชุด ระบุว่าผู้โจมตีเลือกเจาะกระเป๋าใบใหญ่ก่อน โดยกวาดไปกว่า 30 ล้านดอลลาร์ในสิบนาทีแรก พฤติกรรมที่บ่งชี้ว่ารายชื่อกุญแจที่มีช่องโหว่ถูกไล่คำนวณเตรียมไว้ล่วงหน้าเงียบๆ ก่อนลงมือ

 

ระลอกที่ 2 Galaxy ไม่ได้เผยแพร่รายละเอียดแยก แต่จากยอดรวมสะสมสามารถอนุมานได้ว่าอยู่ที่ราว 76 BTC จากราว 1,477 แอดเดรส

 

ระลอกที่ 3 (31 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม) มีอีก 207.73 BTC หายไปจาก 1,912 แอดเดรส เฉลี่ยแล้วเหลือแค่ราวหนึ่งในสิบเหรียญต่อเหยื่อหนึ่งราย

 

ระลอกที่ 4 (3 สิงหาคม) อเล็กซ์ ธอร์น หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Galaxy Digital โพสต์เตือนบน X ขณะที่ธุรกรรมยังค้างอยู่ใน mempool ซึ่งต่างจากสามระลอกแรกที่ถูกวิเคราะห์หลังเหตุการณ์จบไปแล้ว

 

ตัวเลขชุดแรกคือ 388.93 BTC จาก 218 ธุรกรรม 462 แอดเดรส ไปยังปลายทางที่เพิ่งสร้างใหม่ 216 แห่ง ภายในบล็อก 960,778 ถึง 960,792 กินเวลาราวสองชั่วโมงครึ่ง ก่อนจะปรับขึ้นเป็น 448.7 BTC จาก 709 แอดเดรส หลังหักรายการที่ตรวจสอบแล้วว่าไม่ใช่

 

สิ่งที่ธอร์นชี้ว่าสำคัญกว่าตัวเลขคืออัตราเร็ว เขาวัดได้ 13.8 ธุรกรรมต่อบล็อก เทียบกับ 0.3 ต่อบล็อกในช่วงควบคุมก่อนเกิดเหตุ สูงกว่าปกติราว 45 เท่า

 

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ระลอก 4 ไม่มีกระเป๋ากลางสำหรับรวมเงินเลย เหยื่อทุกรายถูกจับคู่กับปลายทางใหม่แบบหนึ่งต่อหนึ่ง มีเพียงปลายทางเดียวเท่านั้นที่รับเงินสองครั้ง รูปแบบนี้ต่างจากระลอก 1 และ 2 อย่างสิ้นเชิง และใกล้เคียงระลอก 3 มากกว่า

 

จาก 4,585 แอดเดรสในสามระลอกแรก มีถึง 3,122 แอดเดรสที่สูญเสียน้อยกว่า 0.1 BTC ขณะที่ 288 แอดเดรสที่เสียมากกว่า 1 BTC รวมกันคิดเป็นราว 960 BTC ของยอดทั้งหมด

 

ฝั่งบริษัทยอมรับผิด แต่แก้ย้อนหลังไม่ได้

 

Coinkite ออกประกาศเตือนครั้งแรกในวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม โดยระบุว่าผู้ที่สร้าง seed บนเครื่อง Mk3 เวอร์ชัน 4.0.1 (มีนาคม 2021) หรือหลังจากนั้นควรถือว่าเงินของตนมีความเสี่ยง ก่อนขยายขอบเขตครอบคลุมรุ่น Mk4, Mk5 และ Q ในเวลาต่อมา และปล่อยเฟิร์มแวร์ฉุกเฉินสำหรับทุกรุ่นในวันที่ 31 กรกฎาคม

 

ขอบเขตที่ได้รับผลกระทบตามรายงานของ Block ครอบคลุม Mk2 และ Mk3 เวอร์ชัน 4.0.0 ถึง 4.1.9, Mk4 และ Mk5 ทุกเวอร์ชันก่อน 5.6.0 (Edge ก่อน 6.6.0X), และ Q ทุกเวอร์ชันก่อน 1.5.0Q (Edge ก่อน 6.6.0QX) ส่วน Mk1 อยู่นอกขอบเขต และผลิตภัณฑ์อื่นของบริษัทอย่าง TAPSIGNER, OPENDIME และ SATSCARD ใช้ฐานโค้ดคนละชุดจึงไม่ได้รับผลกระทบ

 

โรดอลโฟ โนวัค ซีอีโอของ Coinkite ออกมาขอโทษต่อสาธารณะในวันศุกร์ ระบุว่าบริษัทรับผิดชอบเต็มที่ต่อบั๊กเฟิร์มแวร์ครั้งนี้ และยอมรับว่ากระบวนการตรวจสอบภายในล้มเหลว บริษัทยังหยุดการจัดส่งและทำลายสต็อกอุปกรณ์ที่ยังมีช่องโหว่ทั้งหมด

 

ประเด็นที่โนวัคพูดถึงและควรค่าแก่การจับตาคือ เขาตั้งข้อสังเกตว่าช่องโหว่นี้อาจถูกค้นพบด้วยความช่วยเหลือของปัญญาประดิษฐ์ โดยเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “ความจริงอันหนักหน่วงของยุค AI” และเตือนว่าการตรวจสอบโค้ดด้วย AI สามารถขุดบั๊กที่ซ่อนตัวมานานได้เร็วกว่าผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยที่มีประสบการณ์

 

Galaxy ระบุว่าได้ส่งรายชื่อแอดเดรสต้องสงสัยของผู้โจมตีราว 600 แอดเดรสให้หน่วยงานสืบสวนกลาง บริษัทด้านคอมไพลแอนซ์ และเครือข่ายผู้สืบสวนไซเบอร์ข้ามอุตสาหกรรมแล้ว

 

ด้าน ฉางเผิง จ้าว ผู้ก่อตั้ง Binance ออกมาเตือนผู้ใช้อย่างตรงไปตรงมาว่าอย่าไว้ใจฮาร์ดแวร์วอลเล็ตแบบไร้เงื่อนไข ขณะที่นักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถามเปิดเผยว่าคาถา “not your keys, not your coins” จำเป็นต้องมีวรรคที่สองว่าด้วยที่มาของเฟิร์มแวร์และการตรวจสอบ entropy หรือไม่

 

ตัวเลขจาก TRM Labs ช่วยวางเรื่องนี้ในบริบทที่กว้างขึ้น รายงานที่เผยแพร่เมื่อเดือนก่อนระบุว่าครึ่งแรกของปี 2569 มูลค่าคริปโตที่ถูกขโมยรวม 972 ล้านดอลลาร์ น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของ 2.3 พันล้านดอลลาร์ในครึ่งแรกของปี 2568 แต่ จำนวนครั้งของการโจมตีกลับเพิ่มเป็น 207 ครั้ง สูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกในรอบหกเดือนใดๆ

 

อารี เรดบอร์ด หัวหน้าฝ่ายนโยบายระดับโลกของ TRM ชี้ว่าการโจมตีที่โครงสร้างพื้นฐานและกุญแจคิดเป็นราว 15% ของจำนวนเหตุการณ์ แต่คิดเป็นถึง 76% ของมูลค่าความเสียหาย ซึ่ง “Coldcard แสดงให้เห็นว่า self-custody เป็นการย้ายความเสี่ยง ไม่ใช่การกำจัดความเสี่ยง”

 

ผู้ใช้ควรทำอย่างไร

 

คำแนะนำจากทั้ง Coinkite และ Galaxy Research ตรงกันคือ ใครก็ตามที่ยังถือเงินอยู่ในกระเป๋าแบบลายเซ็นเดียว (single-signature) ที่สร้าง seed บนเฟิร์มแวร์ที่ได้รับผลกระทบ โดยไม่ได้เพิ่ม entropy จากภายนอกหรือใช้ BIP-39 passphrase ที่แข็งแรง ควรดำเนินการตามลำดับนี้

 

  • ติดตั้งเฟิร์มแวร์ที่แก้ไขแล้ว
  • สร้าง seed ใหม่ทั้งชุดบนอุปกรณ์ที่ปลอดภัย
  • ตรวจสอบสำเนาสำรอง
  • ส่งธุรกรรมทดสอบจำนวนน้อยและยืนยันว่าใช้จ่ายได้
  • ย้ายยอดเงินทั้งหมด

 

ภาพ: BlackJack3D / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ถอดบทเรียน Coldcard กับบั๊กอายุ 5 ปีที่ดูดเงินไปแล้วกว่า 115 ล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tokenization เทคโนโลยีบล็อกเชน ช่วยปลดล็อกเงินทุนธุรกิจ https://thestandard.co/thesecretsauce-summit-2025-4/ Tue, 23 Sep 2025 08:23:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1121825 what-is-tokenization-blockchain-business

Tokenization เทคโนโลยีบล็อกเชนที่จะช่วยปลดล็อกเงินทุนธุ […]

The post Tokenization เทคโนโลยีบล็อกเชน ช่วยปลดล็อกเงินทุนธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
what-is-tokenization-blockchain-business

Tokenization เทคโนโลยีบล็อกเชนที่จะช่วยปลดล็อกเงินทุนธุรกิจให้ผู้ประกอบการทุกคนได้

 

เวที Future of Entrepreneur is On-Chain วิถีใหม่ปลดล็อกเงินทุนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน โดย นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ (BINANCE TH) ได้ฉายภาพอนาคตการระดมทุนให้ผู้ประกอบการไทยที่เข้าถึงง่ายและได้ผลบนเทคโนโลยีบล็อกเชนด้วย Tokenization

 

Tokenization คือการแปลงสินทรัพย์จริง (คอนโด ภาพวาด กระเป๋าหรู หุ้น สิทธิสะสมแต้ม) เป็นโทเคนบนบล็อกเชน สามารถแบ่งเป็นชิ้นเล็ก ๆ ได้ ทำให้คนทั่วไปเข้าถึงและซื้อขายได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งโปร่งใส ปลอดภัย และซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ช่วยระดมทุนให้ธุรกิจ

 

  1. การรอชำระเงินจากลูกค้าหลายเดือนทำให้สภาพคล่องติดขัด การ Tokenize ใบแจ้งหนี้ ก็สามารถขายให้กับนักลงทุนรายย่อยและเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วขึ้น

 

  1. ธุรกิจที่มีทรัพย์สินแต่ขาดเงินหมุน เช่น โรงแรมที่มีห้องว่าง สามารถออก Token ขายล่วงหน้า เปลี่ยนห้องที่ไม่ได้ใช้ให้เป็นกระแสเงินสดได้ทันที

 

  1. ร้านอาหารหรือร้านกาแฟสามารถ Tokenize โปรแกรมสะสมแต้ม ทำให้ลูกค้าได้สิทธิพิเศษที่แลกเปลี่ยนหรือซื้อขายได้จริง สร้างความผูกพันระยะยาว

 

กรณีศึกษา

 

  1. St. Regis Aspen Resort รีสอร์ตหรูมูลค่า 180 ล้านดอลลาร์ Tokenize หุ้นส่วน 10% ให้นักลงทุนรายย่อยมีสิทธิร่วมเป็นเจ้าของและได้ปันผล พร้อมส่วนลดเข้าพักจริง

 

  1. Andy Warhol – 14 Electric Chairs ภาพวาดมูลค่า 5.6 ล้านดอลลาร์ถูก Tokenize กว่า 30% ทำให้นักลงทุนรายย่อยทั่วโลกซื้อ “ส่วนหนึ่ง” ของศิลปะระดับโลกได้

 

  1. Nike x RTFKT ออกรองเท้าดิจิทัลคู่กับ “Digital Twin Token” ที่เป็นทั้งใบรับรองความแท้และกุญแจเข้าถึงสิทธิพิเศษ เช่น ซื้อรุ่นใหม่ก่อนใครและเข้าชุมชนแฟนคลับ

 

แก้ Pain Point ให้ผู้ประกอบการ

 

Tokenization ให้ประโยชน์ผู้ประกอบการทั้งสภาพคล่อง การระดมทุน และการตลาดที่สร้างสัมพันธ์ลูกค้า นักลงทุนยังเข้าถึงสินทรัพย์ราคาสูงได้ผ่านการลงทุนย่อย ๆ

 

Tokenization เกิดขึ้นแล้วในหลายอุตสาหกรรม McKinsey คาดการณ์ว่าจะเติบโตกว่า 10 เท่า แตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030 การเข้าใจและทดลองใช้ Tokenization ตั้งแต่วันนี้จึงเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลกธุรกิจในอนาคต

The post Tokenization เทคโนโลยีบล็อกเชน ช่วยปลดล็อกเงินทุนธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปากีสถานตั้ง ‘CZ Binance’ เป็นที่ปรึกษาคริปโต! หวังเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ด้านนักวิเคราะห์เตือน เสี่ยงกระทบ FATF https://thestandard.co/pakistan-cz-binance-crypto-advisor/ Tue, 15 Apr 2025 08:04:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1064746

การแต่งตั้ง Zhao Changpeng ผู้ก่อตั้ง Binance เป็นที่ปร […]

The post ปากีสถานตั้ง ‘CZ Binance’ เป็นที่ปรึกษาคริปโต! หวังเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ด้านนักวิเคราะห์เตือน เสี่ยงกระทบ FATF appeared first on THE STANDARD.

]]>

การแต่งตั้ง Zhao Changpeng ผู้ก่อตั้ง Binance เป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ให้กับสภาคริปโตของปากีสถานที่ตั้งขึ้นใหม่ สร้างความกังวลอย่างมาก เนื่องจากเขาเคยถูกจำคุกในสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วจากข้อหาฟอกเงิน

 

เศรษฐีพันล้านสัญชาติแคนาดาเชื้อสายจีนและผู้ก่อตั้งตลาดแลกเปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ให้กับ Pakistan Crypto Council (PCC) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 

 

Zhao ลาออกจากตำแหน่งซีอีโอของ Binance ในปี 2023 หลังจากบริษัทถูกปรับเป็นเงิน 4.3 พันล้านดอลลาร์เมื่อถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานละเมิดกฎหมายต่อต้านการฟอกเงินและมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

 

PCC ก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคมเพื่อสร้างกรอบการกำกับดูแลสำหรับอุตสาหกรรมคริปโต หลังจากได้รับการแต่งตั้ง Zhao หรือที่รู้จักกันในนาม CZ ได้มีการประชุมแยกกับนายกรัฐมนตรี Shahbaz Sharif และรองนายกรัฐมนตรี Ishaq Dar

 

Muhammad Aurangzeb รัฐมนตรีการคลังของปากีสถานและประธาน PCC เรียกการแต่งตั้ง Zhao ว่าเป็น ช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ แถลงการณ์ทางการระบุ “เรากำลังส่งข้อความชัดเจนถึงโลกว่า ปากีสถานเปิดรับนวัตกรรม

 

“ปากีสถานมีนักลงทุนที่ซื้อขายและลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีมากกว่าจำนวนนักลงทุนในตลาดหุ้นปากีสถานประมาณ 3-4 เท่า” Shoaib Lalani ผู้ก่อตั้ง FinPocket แพลตฟอร์มการลงทุนในปากีสถาน กล่าวกับสำนักข่าว Nikkei Asia 

 

“หากมีการนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง (PCC) อาจช่วยปรับปรุงธรรมาภิบาลและให้การคุ้มครองนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย” เขากล่าวเสริม

 

การแต่งตั้ง Zhao ได้สร้างความตื่นตระหนกในชุมชนการเงินและธุรกิจเนื่องจากประวัติที่เป็นที่ถกเถียง เขาถูกจำคุกเป็นเวลา 4 เดือนในสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วหลังจากยอมรับสารภาพว่าละเมิดกฎหมายต่อต้านการฟอกเงิน

 

Ikram ul Haq ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและภาษี เรียกการตัดสินใจของรัฐบาลว่าน่าตกใจ “มันแสดงให้เห็นถึงการขาดความสามารถในการตรวจสอบประวัติ หรือความพยายามโดยเจตนาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว” เขากล่าว “นี่ยืนยันอีกครั้งว่าเจ้าหน้าที่รัฐและผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งในปากีสถานทำงานเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์สาธารณะ”

 

อย่างไรก็ตาม Ahsan Hamid Durrani ผู้อำนวยการบริหารของ Policy Research Center ในอิสลามาบัด กล่าวว่า นี่เป็นการตัดสินใจที่คำนวณมาแล้ว “แม้ว่าชื่อเสียงระดับโลกของ CZ จะมีข้อถกเถียง แต่บทบาทของเขาในการกำหนดระบบนิเวศคริปโตทั่วโลกนั้นยากที่จะมองข้าม” Durrani กล่าว “มีบุคคลไม่กี่คนที่มีเครือข่าย ความเข้าใจทางเทคนิค และประสบการณ์อย่างที่เขามี”

 

เจ้าหน้าที่รัฐบาลรายหนึ่งบอกกับ Nikkei โดยขอไม่เปิดเผยชื่อว่า บทบาทของ Zhao กับ PCC เป็นเพียงที่ปรึกษาไม่ใช่ผู้กำกับดูแล และเขาจะไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ “การมีส่วนร่วมของ Zhao ควรถูกมองว่าเป็นสัญญาณที่แสดงว่าปากีสถานต้องการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก โดยไม่ได้หมายความว่าจะลดมาตรฐานหรือความเข้มงวดในการควบคุมดูแลแต่อย่างใด” เจ้าหน้าที่กล่าวเสริม

 

ผู้สังเกตการณ์เกรงว่าการที่ Zhao ถูกตัดสินความผิดในสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อสถานะของปากีสถานในกรอบการทำงานของ Financial Action Task Force (FATF) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับโลกที่ต่อต้านการฟอกเงิน

 

ปากีสถานเคยถูกจัดให้อยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง (Grey List) ของ FATF สามครั้งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ล่าสุดปากีสถานอยู่ในบัญชี Grey List ตั้งแต่ปี 2018 ถึง 2022 ซึ่งการอยู่ในบัญชีนี้ทำให้เศรษฐกิจปากีสถานสูญเสียมูลค่า 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2008 ถึง 2021 ตามรายงานวิจัยโดย Naafey Sardar รองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่วิทยาลัย St. Olaf ในสหรัฐฯ

 

แม้จะมีความกังวล แต่ล่าสุดปากีสถานได้เริ่มโครงการริเริ่มหลายอย่างเพื่อควบคุมและรวมนวัตกรรมคริปโตเคอร์เรนซีเข้ากับกรอบการเงินแห่งชาติ นอกจากการก่อตั้ง PCC แล้ว ปากีสถานยังได้แต่งตั้ง Bilal bin Saqib ผู้ประกอบการเทคโนโลยีชาวปากีสถาน-อังกฤษ เป็น ‘ที่ปรึกษาหลัก’ ให้กับรัฐมนตรีการคลัง

 

Saqib กล่าวหลังจากได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนที่แล้วว่า ปากีสถานมีผู้ใช้คริปโตจำนวนมากอยู่แล้ว “ชาวปากีสถานประมาณ 15-20 ล้านคนถือครองคริปโตในปัจจุบัน ประเทศมีธุรกรรมคริปโตมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นเราต้องการทำให้สิ่งนี้ถูกกฎหมาย เราต้องการมีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนเพื่อที่เราจะสามารถดึงดูดการลงทุนและปล่อยให้ระบบนิเวศเติบโตในปากีสถาน” เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามสำคัญว่าปากีสถานมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับคริปโตเคอร์เรนซีหรือไม่ ด้วยการจัดอันดับที่ 97 ในความเร็วอินเทอร์เน็ตมือถือและ 142 ในความเร็วบรอดแบนด์ทั่วโลก โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่อ่อนแอของปากีสถานยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำคริปโตมาใช้ ขณะที่การขาดแคลนไฟฟ้าโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนยังคงส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค และราคาพลังงานยังคงสูง

 

ความท้าทายที่น่ากังวลอีกประการคือการใช้คริปโตโดยกลุ่มติดอาวุธ Tehreek-e-Taliban Pakistan (TTP) กลุ่มติดอาวุธต้องห้ามที่ทำสงครามกับรัฐตั้งแต่ปี 2007 ได้ประกาศแผนระดมทุนผ่านคริปโตเคอร์เรนซี โดยกระตุ้นให้ผู้สนับสนุนใช้ Binance สำหรับการบริจาค

 

ภาพ: Koshiro K/Shutterstock

อ้างอิง:

The post ปากีสถานตั้ง ‘CZ Binance’ เป็นที่ปรึกษาคริปโต! หวังเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ด้านนักวิเคราะห์เตือน เสี่ยงกระทบ FATF appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: คริปโตปีนี้เป็นขาขึ้นแล้วจริงหรือไม่ แล้วมือใหม่ควรลงทุนอย่างไร? I NEW GEN INVESTOR (HL) https://thestandard.co/new-gen-investor-ep-48-2/ Sun, 06 Apr 2025 06:00:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1060632 new-gen-investor-ep-48-2

สายไปหรือยังที่จะลงทุนในคริปโต? ปี 2025 ตลาดคริปโตยังคง […]

The post ชมคลิป: คริปโตปีนี้เป็นขาขึ้นแล้วจริงหรือไม่ แล้วมือใหม่ควรลงทุนอย่างไร? I NEW GEN INVESTOR (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
new-gen-investor-ep-48-2

สายไปหรือยังที่จะลงทุนในคริปโต? ปี 2025 ตลาดคริปโตยังคงเต็มไปด้วยโอกาสและความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจให้ดี ก่อนที่คุณจะตัดสินใจลงทุน มาค้นหาสิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับตลาดคริปโตในปีนี้ ทั้งแนวโน้มการเติบโต ความเสี่ยง และกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไร

NEW GEN INVESTOR เอพิโสดนี้ เฟิร์น-ศิรัถยา อิศรภักดี ชวน นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล CEO ของ Binance TH มาทำความเข้าใจโลกของการลงทุนคริปโตให้มากขึ้น

 

รับชมคลิปเต็มๆ ได้ที่

 

 

ติดตามรายการ NEW GEN INVESTOR ทุกวันเสาร์ เวลา 10.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

The post ชมคลิป: คริปโตปีนี้เป็นขาขึ้นแล้วจริงหรือไม่ แล้วมือใหม่ควรลงทุนอย่างไร? I NEW GEN INVESTOR (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัฏจักรของคริปโตรอบนี้จะยาวนานแค่ไหน? ในวันที่ผู้คนกำลังเปิดรับมากขึ้น https://thestandard.co/crypto-cycle-mainstream-adoption/ Fri, 28 Feb 2025 04:10:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1045951

โลกของคริปโตไม่ต่างจากประวัติศาสตร์ที่ทิ้งร่องรอยให้ผู้ […]

The post วัฏจักรของคริปโตรอบนี้จะยาวนานแค่ไหน? ในวันที่ผู้คนกำลังเปิดรับมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

โลกของคริปโตไม่ต่างจากประวัติศาสตร์ที่ทิ้งร่องรอยให้ผู้ลงทุนหน้าใหม่ศึกษาและติดตาม 

 

วัฏจักรของคริปโต โดยเฉพาะเหรียญที่มีมูลค่ามากที่สุดอย่างบิทคอยน์ จะเห็นว่ามีรูปแบบที่เห็นได้ชัดบางอย่างคือ ‘ตลาดกระทิง (Bull Market)’ ที่จะเกิดขึ้นทุกๆ ช่วงเวลาประมาณ 4 ปี ไล่ตั้งแต่ปี 2013, 2017, 2021 จนมาถึง 2024

 

 

และในทุกๆ ตลาดกระทิงเราจะเห็นราคาของบิทคอยน์เพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่อยู่ตลอด คำถามสำคัญคือ แล้วตลาดกระทิงรอบนี้จะจบลงที่ตรงไหน?

 

บทความนี้จะพาทุกคนไปสำรวจสถานการณ์ปัจจุบัน โอกาสที่รออยู่ และความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงและเข้าใจโลกของคริปโตได้ดีมากยิ่งขึ้น

 

ตลาดกระทิงรอบนี้อาจยาวกว่าที่ผ่านมา

 

หลังจากราคาบิทคอยน์พุ่งทำสถิติใหม่ปิดทะลุ 100,000 ดอลลาร์ ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม ปี 2024 อิงจากข้อมูลของ CoinMarketCap ทำให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มกลับมาสนใจคริปโตอีกครั้ง ทั้งคนที่ติดตามบิทคอยน์มาอย่างยาวนาน รวมถึงคนที่ไม่เคยสนใจบิทคอยน์ หรือคนที่อาจจะลังเลก็เริ่มให้การยอมรับบิทคอยน์และคริปโตมากขึ้น

 

หนึ่งในคำถามที่หลายคนสงสัยคือ แล้วขาขึ้นรอบนี้จะนานแค่ไหน? จากงานใหญ่ล่าสุดของวงการคริปโตไทย ‘Street of the Future’ ที่จัดโดย Binance TH by Gulf Binance เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา สรวิศ ศรีนวกุล CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Band Protocol เชื่อว่า “เราจะได้เห็นวัฏจักรขาขึ้นที่ยาวนานมากกว่าที่ผ่านๆ มา”

 

อีก 4 ปีถัดจากนี้ ในยุคสมัยของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ค่อนข้างสนับสนุนคริปโตผ่านการผ่อนปรนและปลดล็อกกฎหมายที่เป็นข้อจำกัด ถือเป็นปัจจัยหนุนสำคัญ รวมทั้งการที่นักลงทุนสถาบันให้การยอมรับมากขึ้น

 

ข้อมูลจาก Bitwise ระบุว่า ตลอดทั้งปี 2024 จะเห็นว่า Bitcoin ETF มีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิถึง 3.68 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท

 

 

ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานของคริปโตก็พัฒนามาค่อนข้างไกล อย่างเช่นการพัฒนาของ Blockchain Oracle หรือเรียกสั้นๆ ว่า Oracle ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contracts) กับข้อมูลภายนอกเครือข่าย ก็มีการพัฒนา Layer 2 ขึ้นมาช่วย ทำให้ประมวลผลธุรกรรมต่างๆ ได้เร็วขึ้น และค่าธรรมเนียมต่ำลง ช่วยให้แพลตฟอร์มต่างๆ เชื่อมต่อกันได้มากขึ้น

 

 

Nicholas Larsen จาก International Banker วิเคราะห์ว่า ปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้คริปโตมีแนวโน้มจะวิ่งขึ้นไปต่อได้มาจากนโยบายของทรัมป์ที่ต้องการจะทำให้สหรัฐฯ เป็น ‘เมืองหลวงคริปโตของโลก’ จนทำให้บริษัทอย่าง Charles Schwab เชื่อว่าบิทคอยน์มีโอกาสจะไปถึง 1 ล้านดอลลาร์ได้ หากได้รับการสนับสนุนด้านกฎระเบียบที่เหมาะสม

 

เช่นเดียวกับความเห็นของ Marion Laboure นักวิเคราะห์ของ Deutsche Bank ที่เชื่อว่าการสนับสนุนของทรัมป์จะช่วยให้ตลาดกระทิงในปัจจุบันดำเนินต่อไป

 

อีกประเด็นที่น่าติดตามคือความเห็นของนักลงทุนสถาบันทั่วโลกว่าจะเพิ่มการถือครองคริปโตมากขึ้นหรือไม่

 

Larry Fink ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BlackRock บอกว่า มีการพูดคุยกันว่าควรจะเพิ่มน้ำหนักบิทคอยน์ในพอร์ตลงทุนหรือไม่ ทั้งตัวเลข 2% หรือ 5% และหากทุกคนลงทุนโดยอิงตามน้ำหนักนี้ ก็มีโอกาสจะทำให้ราคาบิทคอยน์พุ่งไปถึงระดับ 500,000-700,000 ดอลลาร์

 

ความเสี่ยงยังอยู่ แต่หน้าตาอาจเปลี่ยนไป

 

ตลาดคริปโตในปัจจุบันยังคงมีความผันผวนและความเสี่ยงอยู่เช่นเดิม แต่ด้วยพัฒนาการที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้รูปแบบของความเสี่ยงและสภาพแวดล้อมในตลาดเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร

 

Victor Ji ผู้ร่วมก่อตั้ง Manta Network มองว่าตลาดคริปโตในปัจจุบันมีความชัดเจนมากขึ้นในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของกฎเกณฑ์ในการควบคุม ซึ่งเปิดให้นักลงทุนสถาบันเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น รวมทั้งการเข้ามามีส่วนร่วมของบริษัทต่างๆ มากขึ้น

 

 

สำหรับความเสี่ยงที่จะส่งผลต่อทั้งตลาด (Systematic Risk) หากเปรียบเทียบกับวัฏจักรขาขึ้นในรอบก่อน ช่วงปี 2020 จะเห็นว่าความเสี่ยงในลักษณะนี้ลดลงมาก โดยเฉพาะการใช้อัตราทดหรือการปล่อยกู้ที่ค่อนข้างง่ายจนนำไปสู่การล้มละลายของบริษัทอย่าง Genesis แต่ปัจจุบันการปล่อยกู้ในโลกคริปโตถูกควบคุมเข้มงวดขึ้นมาก

 

หรือแม้แต่ความเสี่ยงจากการควบคุมดูแลให้บริษัทต่างๆ จัดการกับทรัพย์สินของลูกค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีกลไกในการตรวจสอบและป้องกันความเสี่ยง รวมทั้งบทลงโทษสำหรับผู้กระทำความผิด

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญอย่างหนึ่งในปัจจุบันคือคริปโตเริ่มเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริงมากขึ้น และเชื่อมโยงกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ มากขึ้นเช่นกัน หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เกิดชะลอตัวรุนแรงก็จะส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโตโดยรวมได้

 

คริปโตกำลังได้ ‘การยอมรับ’ มากขึ้น

 

แล้วอนาคตของคริปโตจะเป็นอย่างไรต่อไป และจะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของผู้คนทั่วไปมากขึ้นหรือไม่ ในมุมนี้ U-Chyung ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Lumia บอกว่า ผู้คนอาจไม่ทันรู้สึกตัวว่าเรากำลังเปิดรับคริปโตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการที่คริปโตถูกนำมาเป็นสื่อกลางในการชำระเงินมากขึ้น หรือการใช้งาน Stablecoin ที่มากขึ้น

 

ที่ผ่านมาผู้คนอาจพูดถึงเรื่องของการทำกำไรจากคริปโตเป็นหลัก แต่ตอนนี้คริปโตเริ่มเข้ามาอยู่ในธุรกิจต่างๆ ทำให้เราเห็นบริษัทอย่าง Stripe เข้าซื้อธุรกิจ Stablecoin อย่าง Bridge (มูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการทำธุรกรรม รวมถึงการทำ Tokenization กับสินทรัพย์ในโลกจริง ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ต่างๆ ที่มีราคาสูงเช่นอสังหาริมทรัพย์ได้ง่ายขึ้น

 

 

นอกจากนี้ เราจะได้เห็นเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทในโลกคริปโตมากขึ้น โดยเฉพาะการทำงานในฐานะ AI Agents ด้านการวิเคราะห์ตลาด การซื้อขายอัตโนมัติ และการจัดการพอร์ตการลงทุน รวมถึงการเกิดเหรียญ Crypto AI

 

ไม่เพียงการนำมาใช้งานจริงมากขึ้น แต่ในแง่ของผู้ที่มีอำนาจในการผลักดันคริปโต หรือกำหนดนโยบายและวางกฎเกณฑ์ก็ดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจจากข้อมูลของ Stand With Crypto และ Coinbase ระบุว่า สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน มีผู้ที่สนับสนุนคริปโตมากกว่าผู้ที่ไม่สนับสนุนอย่างชัดเจน

 

 

Franklin Templeton บริษัทจัดการสินทรัพย์ระดับโลกเชื่อว่าบิทคอยน์จะก้าวขึ้นมาเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งสะสมมูลค่าดิจิทัลในปีนี้ หลังจากรัฐบาลและสถาบันต่างๆ ให้การรับรองมากขึ้น หลายประเทศจะเพิ่มบิทคอยน์เป็นทุนสำรอง

 

ปี 2025 จะเป็นปีที่เปลี่ยนแปลงจาก ‘การเก็งกำไรไปสู่การใช้งาน’ เนื่องจากเทคโนโลยีพื้นฐานของคริปโตกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบการเงินและการดำเนินงานทั่วโลก

 

ตลอดวัฏจักรขาขึ้นและขาลงของคริปโต 10 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าคริปโตกำลังได้รับการยอมรับมากขึ้น ทั้งในแง่สินทรัพย์สำหรับใช้ลงทุนและเทคโนโลยีเบื้องหลังที่ถูกนำมาใช้งานจริง หลังจากนี้เชื่อว่าจำนวนผู้ใช้งานคริปโตจะค่อยๆ เติบโตขึ้น แต่สำหรับคนที่เพิ่งจะเข้าสู่โลกคริปโต โดยเฉพาะในตลาดกระทิง สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ลืมคือวัฏจักรมีทั้งขึ้นและลง เพราะฉะนั้นการคำนึงถึงความเสี่ยงอยู่เสมอจึงเป็นทักษะสำคัญที่ต้องมีเช่นกัน

 

คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

The post วัฏจักรของคริปโตรอบนี้จะยาวนานแค่ไหน? ในวันที่ผู้คนกำลังเปิดรับมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
มุก Joke จาก Meme Coins กลายเป็นการลงทุนจริงจังได้ด้วยพลังคอมมูนิตี้ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/meme-coins-to-serious-investment/ Fri, 14 Feb 2025 07:20:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1041399

ในโลกของคริปโทเคอร์เรนซีที่มีเหรียญมากมาย ประเภทของเหรี […]

The post มุก Joke จาก Meme Coins กลายเป็นการลงทุนจริงจังได้ด้วยพลังคอมมูนิตี้ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในโลกของคริปโทเคอร์เรนซีที่มีเหรียญมากมาย ประเภทของเหรียญกลุ่มหนึ่งที่ได้รับความสนใจและถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายก็คือเหรียญมีม (Meme Coins) ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากเรื่องตลกขบขันบนโลกอินเทอร์เน็ต แต่กลับกลายเป็นปรากฏการณ์โด่งดังจนสามารถสร้างมูลค่าตลาดได้หลายพันล้านดอลลาร์ในแบบที่บางคนอาจคาดไม่ถึง

 

เหรียญมีมในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 340 เหรียญ และมีมูลค่ารวมกว่า 6.4 หมื่นล้านดอลลาร์ (ข้อมูล ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568) แต่อะไรทำให้เรื่องตลกขบขันบนโลกอินเทอร์เน็ตที่ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบของเหรียญคริปโตมีมูลค่าได้มากขนาดนี้ และสำหรับใครที่อยากตบเท้าเข้ามา ‘ศึกษาและลงทุน’ เราควรมองเหรียญมีมเป็นเรื่องจริงจังขนาดไหน? 

 

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นพูดคุยบนเวที ‘Meme Coins: The joke that became serious’ ในงาน Street of the Future ที่จัดโดย BINANCE TH อีเวนต์ใหญ่ใจกลางสยาม ที่ทีมงาน THE STANDARD WEALTH มีโอกาสเข้าไปฟังและถอดความคิดมาให้ทุกคนได้ติดตาม เพื่อหาคำตอบว่านักลงทุนรุ่นใหม่ๆ ควรพิจารณาเหรียญมีมในมุมไหนบ้าง

 

เหรียญมีม: ความตลกที่สร้างมูลค่าได้

 

เหรียญมีมได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องตลกและวัฒนธรรมบนอินเทอร์เน็ต ที่รวมความสนใจของผู้คนที่คล้ายกันและอยากส่งต่อให้กับผู้อื่นผ่าน Meme Coins ซึ่งเหรียญมีมนั้นแตกต่างจาก Bitcoin ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อต้องการปฏิวัติระบบการเงิน

 

ถ้าเอ่ยถึงเหรียญมีมที่ยืนยาวและมีมูลค่ามากที่สุดในปัจจุบัน ก็คงจะลืมนึกถึง Dogecoin (DOGE) เหรียญรูปสุนัขสายพันธุ์ชิบะไปไม่ได้ เพราะ DOGE คือเหรียญมีมอันดับ 1 และเป็นเหรียญคริปโตที่ครองมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 8 ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ตามการจัดเรียงของเว็บ CoinMarketCap

 

 

DOGE ถูกสร้างขึ้นในปี 2013 โดย Billy Markus และ Jackson Palmer ด้วยเหตุผลที่เขาต้องการจะเติมสีสันให้กับวงการคริปโตที่ก่อนหน้านี้มีแต่เรื่องซีเรียสและซับซ้อน ซึ่งผลงานของพวกเขาก็เริ่มได้รับความนิยมจากชุมชน โดย DOGE ถูกใช้สำหรับการให้ทิปออนไลน์และกิจกรรมการกุศล ต่อมาในช่วงปี 2021 Elon Musk ก็ผลักดัน DOGE เป็นที่รู้จัก และเปลี่ยนเหรียญที่มีจุดเริ่มต้นจากเรื่องตลกให้กลายเป็นส่วนสำคัญในตลาดคริปโทเคอร์เรนซี

 

ด้วยลักษณะที่ดูเข้าถึงง่าย เหรียญมีมจึงกลายเป็นหนึ่งทางเลือกของนักลงทุนหลายกลุ่ม ในขณะที่เหรียญใหม่ๆ ก็เข้ามาในตลาดเพิ่มมากขึ้น ในงาน Street of the Future ของ BINANCE TH เองก็มีโปรเจกต์เหรียญมีมที่มาร่วมงาน ได้แก่ MOODENG SOL (เหรียญหมูเด้งบนบล็อกเชน Solana), MEMELAND, และ PNUT เป็นต้น

 

ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษาของ FWX และอาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาบนเวทีอธิบายปรากฏการณ์ของเหรียญมีมที่นักลงทุนหลายคนให้ความสำคัญอย่างน่าสนใจว่า “เหรียญมีมเปรียบได้กับศิลปะ ที่บางคนก็แค่ชอบในผลงาน และนั่นคือวิธีที่งานศิลปะนั้นๆ มีคุณค่า เหมือนกับการเดี่ยวไมโครโฟนเล่าเรื่องตลก ที่อาจดูไม่จริงจังแต่มันก็สร้างคุณค่าในสังคมได้ในตัวมันเอง”

 

ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษาของ FWX และอาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

ความไม่ซีเรียสของเหรียญมีม ที่บางคนกลับเลือกจะ ‘ซีเรียส’ กับมัน

 

แม้ว่ากลุ่มคนบางกลุ่มจะมองเหรียญมีมเป็นเรื่องที่ไม่มีสาระ แต่กับอีก 2 ผู้ร่วมเสวนาบนเวทีที่เลือกทำงานอย่างจริงจังเพื่อพัฒนาระบบนิเวศของเหรียญมีมอย่าง Antoine Rousseaux ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์ม Handsome Finance และ Ray Chan ซีอีโอของ Memeland ต่างมองว่าเหรียญมีมนั้นมีคุณสมบัติพิเศษ 2 อย่างที่น่าดึงดูดในแบบที่การลงทุนดั้งเดิมไม่สามารถทำได้ จนทั้งสองคนตัดสินใจที่จะมองเหรียญมีมด้วยความจริงจัง

 

1. ความสามารถในการสร้างผลกำไร: Antoine มองว่าการที่เหรียญมีมถูกใช้เป็นเครื่องมือเก็งกำไรนั้นเป็นประเด็นที่ต้องยอมรับ โดยเหรียญอย่าง Dogecoin คือจุดสร้างกระแสด้วยราคาที่พุ่งขึ้นกว่า 12,000% ในช่วงกลางปี 2021 แต่เขากล่าวเสริมว่า “ในบางกรณีตลาดหุ้นก็คือการเก็งกำไรเช่นกัน หากคุณอยากสร้างรายได้ คุณก็ต้องจริงจังกับมัน ดังนั้นการเก็งกำไรไม่ใช่เรื่องผิด”

 

อย่างไรก็ตาม การเก็งกำไรนั้นมาพร้อมความเสี่ยงเสมอ โดย Antoine ย้ำว่า อย่าลงทุนด้วยเงินที่เสียไม่ได้ และการศึกษาค้นคว้าข้อมูลก่อนลงทุนนั้นยังเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

 

Antoine Rousseaux ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์ม Handsome Finance

 

2. พลังของคอมมูนิตี้: Ray Chan ซีอีโอของ Memeland เล่าว่า การเลือกมองเหรียญมีมแค่มิติของการ ‘เก็งกำไร’ อาจจะไม่ได้สรุปศักยภาพของเหรียญอย่างรอบด้าน เพราะ Ray มีเป้าหมายในบริษัทของเขาที่อยากจะทำให้เหรียญมีมถูกใช้ประโยชน์มากขึ้น ไม่ใช่แค่ไว้เก็งกำไร แต่เป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมคอมมูนิตี้

 

Ray เชื่อว่าเหรียญมีมเป็นมากกว่าเครื่องมือทางการเงิน สิ่งนี้คือปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่สร้างคอมมูนิตี้นั้นๆ หรือดึงผู้คนที่สนใจสิ่งเดียวกันเข้ามารวมตัวกันเป็นชุมชน แบ่งปันเรื่องราวและความรู้สึก

 

“เมื่อพวกเขาชนะ พวกเขาชนะด้วยกัน และเมื่อแพ้ พวกเขาก็แบ่งปันความรู้สึกนั้นด้วย” Ray กล่าวพร้อมอธิบายว่า นี่คือพลังที่คอมมูนิตี้สร้างขึ้น ซึ่งนำไปสู่กิจกรรมในโลกความจริง เช่น การบริจาคเพื่อการกุศล การระดมทุน และแม้แต่การใช้จ่ายสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับคุณค่าคอมมูนิตี้นั้นๆ

 

Ray Chan ซีอีโอของ Memeland

 

อะไรที่นักลงทุนควรเข้าใจก่อนกระโจนลงทุนในเหรียญมีม?

 

อีกหนึ่งคำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนที่จะเข้ามาในตลาดนี้ก็คือ แล้วเราจะแยกเหรียญมีมที่มีแนวโน้มประสบความสำเร็จจากที่มีอยู่ทั้งหมดในตลาดได้อย่างไร

 

อุดมศักดิ์เผยว่า มี 3 ปัจจัยสำหรับนักลงทุนที่ควรใช้พิจารณาโปรเจกต์เหรียญมีมดังนี้

 

  1. สภาพคล่อง หรือ Liquidity ซึ่งเป็นปัจจัยที่บ่งชี้ว่าเหรียญมีปริมาณการซื้อขายและการทำธุรกรรมที่เพียงพอหรือไม่ 
  2. เรื่องราว หรือ Story ที่เป็นเหมือนสิ่งยึดเหนี่ยวของชุมชน เหมือนกับที่ Ray กล่าวไว้บนเวทีว่า “หนึ่งในธรรมชาติของมนุษย์คือความต้องการที่จะมีความเชื่อในบางสิ่งบางอย่างเสมอ” 
  3. การกระจายตัว หรือ Distribution ที่จะเป็นตัวกำหนดว่าเหรียญสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานและนักลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน 

 

อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนของเหรียญมีมยังคงเป็นความท้าทาย เนื่องจากเหรียญประเภทนี้มักพึ่งพา ‘กระแส’ อาจไม่สามารถคงอยู่เป็นระยะเวลานานได้ สภาพคล่องก็มักจะไหลไปตามเหรียญอื่นที่กำลังเป็นที่นิยม ณ เวลานั้นๆ เช่น MELANIA เหรียญมีมที่เปิดตัวโดยสตรีหมายเลข 1 อย่าง Melania Trump ที่เหรียญของเธอสูญมูลค่าไปแล้วกว่า 81%

 

ความผันผวนของตลาดเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ฉะนั้นการ DYOR: Do Your Own Research และการซื้อขายแลกเปลี่ยนบนแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือจะเป็นการคุ้มครองผู้ลงทุนได้ในระดับหนึ่ง

 

แต่ Ray ยังยืนยันจากมุมมองของเขาว่า “แม้เหรียญมีมบางตัวอาจล้มหายไป แต่ประเภทของเหรียญมีมในภาพรวมจะอยู่ตลอดไป”

 

 

บทบาทของเหรียญมีมในโลกการเงินอนาคต

 

ท่ามกลางความไม่แน่นอน เหรียญมีมยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อไปด้วยแรงผลักดันจากพลังของคอมมูนิตี้ โดยธุรกิจอย่าง Memeland เริ่มหาวิธีการผนวกเหรียญมีมเข้ากับระบบการชำระเงินอย่าง MemePay ซึ่งถือเป็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงจากเหรียญที่เน้นความตลกไปสู่เหรียญที่จะเกิดการใช้งานจริง 

 

ทั้งนี้ อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เหรียญมีมจะยังเติบโตและมีพัฒนาการใหม่ๆ เพิ่มขึ้นได้แน่ แต่คำถามคือเติบโตต่อไปแบบไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ เหรียญมีมให้พื้นที่และคุณค่าที่สินทรัพย์การลงทุนอื่นทำไม่ได้ นั่นคือการหลอมรวมพลังของการรับรู้ถึงการมีอยู่ของสกุลเงินดิจิทัลในวงกว้าง ผสานความตลก โลกการเงิน และพลังของคอมมูนิตี้เข้าไว้ด้วยกันในแบบโลกเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

 

 

คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาข้อมูลและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

The post มุก Joke จาก Meme Coins กลายเป็นการลงทุนจริงจังได้ด้วยพลังคอมมูนิตี้ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
P2P: โอกาสของอนาคตการเงิน หรือกับดักที่แฝงมากับตลาดคริปโต? https://thestandard.co/p2p-finance-future/ Fri, 07 Feb 2025 11:39:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1039516 p2p-finance-future

ในช่วงที่ตลาดคริปโตกำลังเฟื่องฟู การซื้อขายแบบ P2P (Pee […]

The post P2P: โอกาสของอนาคตการเงิน หรือกับดักที่แฝงมากับตลาดคริปโต? appeared first on THE STANDARD.

]]>
p2p-finance-future

ในช่วงที่ตลาดคริปโตกำลังเฟื่องฟู การซื้อขายแบบ P2P (Peer-to-Peer) กลายเป็นประเด็นร้อนที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐประกาศมาตรการควบคุมที่มีผลบังคับในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ทว่าการควบคุม P2P ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย หลายประเทศในเอเชียเองก็มีแนวทางการจัดการที่แตกต่างกัน อย่างญี่ปุ่นเลือกที่จะห้าม P2P โดยสิ้นเชิง และเน้นการซื้อขายผ่าน Exchange ที่ได้รับอนุญาต ขณะที่สิงคโปร์อนุญาตแต่มีการควบคุมที่เข้มงวด ส่วนเกาหลีใต้ก็กำหนดว่าการเทรดประเภทนี้ต้องผ่านระบบธนาคารที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

 

ความเข้าใจกลไกและบทบาท P2P ในตลาดคริปโต

 

P2P เป็นการทำธุรกรรมการเงินโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ที่อาศัย ‘ความเชื่อใจกัน’ มีความคล้ายคลึงกับ ‘การซื้อขายสินค้าโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย’ โดยเริ่มจากการตกลงราคา และเลือกวิธีการชำระเงินโดยมีการจ่ายเป็นสกุลเงินบนใช้คริปโต

 

ต่อมา P2P ได้รับความนิยมอย่างมากในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล เนื่องจากมีความสะดวกและยืดหยุ่น ซึ่งการซื้อ-ขายประเภทนี้ทำให้ผู้คนสามารถเลือกทำธุรกรรมกับใครก็ได้ และกำหนดราคาที่พอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย และยังสามารถทำให้การทำธุรกรรมทางการเงินข้ามประเทศสามารถเกิดได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

 

นอกจากการแลกเปลี่ยนระหว่างบุคคล P2P ยังสามารถทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มตัวกลาง ซึ่งแต่ละรูปแบบมีความเสี่ยงต่างกัน อย่างไรก็ตามการแลกเปลี่ยน P2P กลับถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำผิดกฎหมาย ถูกใช้ในการหลอกลวง หรือหาประโยชน์ของผู้ไม่หวังดีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วง Bull Market เช่น การใช้สลิปปลอม การสวมรอยบัญชี และการใช้บัญชีม้าเพื่อฟอกเงิน นำไปสู่การอายัดบัญชีผู้ใช้งาน ซึ่งแท้จริงแล้วแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการต่างมีมาตรการป้องกันให้กับผู้ใช้ แต่บางรายเลือกที่จะทำธุรกรรมแบบ P2P นอกกระดานเทรด

 

รูปแบบการหลอกลวง P2P ที่ต้อง ‘พึงระวัง’

 

การหลอกลวงที่มิจฉาชีพพยายามโน้มน้าวเหยื่อให้ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรงนอกแพลตฟอร์ม Exchange ผ่านระบบ P2P นั้นอาจมีหลายรูปแบบ แต่โดยทั่วไปแล้วจะมีองค์ประกอบคล้ายคลึงกัน ดังนี้: 

 

  • เริ่มต้นติดต่อเข้ามาในช่องทางออนไลน์: มิจฉาชีพจะติดต่อกับเหยื่อผ่านแพลตฟอร์มการส่งข้อความ (Chat) หรือออนไลน์คอมมูนิตี้ ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อบนโซเชียลมีเดีย โดยแอบอ้างเป็นผู้ค้าหรือบริษัทที่ถูกกฎหมายที่เสนออัตรา P2P ที่น่าดึงดูด พร้อมอ้างว่ามีประวัติการทำธุรกรรมที่ขาวสะอาด และจำนวนการทำธุรกรรมสูง
  • สร้างความไว้วางใจ: มิจฉาชีพจะทุ่มเวลาสร้างความสัมพันธ์กับเหยื่อ โดยมักจะแชร์เอกสารปลอม ประวัติการทำธุรกรรมปลอม นอกจากนี้มิจฉาชีพยังทำธุรกรรมสำเร็จหลาย ๆ ครั้งกับเหยื่อก่อนเพื่อล่อให้ตายใจ จนสุดท้ายเหยื่อสูญเงินก่อนโตในที่สุด
  • ชวนไปเทรดนอกกระดาน: หลังเหยื่อไว้วางใจแล้ว มิจฉาชีพจะเสนอให้ทำธุรกรรมนอกแพลตฟอร์ม และโน้มน้าวให้เหยื่อปล่อยเหรียญคริปโตโดยตรง
  • ขั้นหลอกลวง: มิจฉาชีพจะเสนอให้เหยื่อทำธุรกรรมด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่จูงใจ เมื่อเหยื่อตกหลุมพรางจนโอนสกุลเงินดิจิทัลไปยังกระเป๋าเงินของมิจฉาชีพ ก็จะไม่สามารถติดต่อได้อีกต่อไป ส่งผลให้เหยื่อสูญเหรียญคริปโตและไม่มีทางกู้คืนได้

 

วิธีหลีกเลี่ยงการหลอกลวงผ่าน P2P

 

  • เลือกเทรดกับผู้ให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม และผู้ประกอบการที่ ก.ล.ต. รับรองเท่านั้น: ดำเนินธุรกรรมผ่านผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจาก ก.ล.ต. (สามารถคลิกดูรายชื่อได้ที่ https://market.sec.or.th/LicenseCheck/views/DABusiness?dealer) 
  • ระวังข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง: หากข้อเสนอ P2P ที่คุณได้รับดูดีเกินจริง ให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น
  • หมั่นเรียนรู้ด้วยตัวเอง (DYOR): ขยันติดตามและศึกษาข้อมูลข่าวสารเพื่อให้รู้เท่าทันกับกลลวงที่มีการอัปเดตตลอด เพราะ ‘ความรู้’ เป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ไม่หลงไปพัวพันกับมิจฉาชีพและขบวนการฉ้อโกง

 

Binance TH ในฐานะผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากสำนักงาน ก.ล.ต. มองว่าการกำกับดูแล P2P เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล และบริษัทพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตลาด และเพิ่มความคุ้มครองให้กับนักลงทุนรายย่อย อันเป็นการส่งเสริมการพัฒนาระบบการเงินที่ยั่งยืน พร้อมย้ำแนวทางที่ BINANCE TH ปกป้องผู้ใช้บริการในไทย ดังนี้

 

  1. การยืนยันตัวตน
  • การยืนยันตัวตนแบบ Know-Your-Customer: BINANCE TH กำหนดให้ผู้ใช้ทุกคนต้องทำการยืนยันตัวตน (KYC) ก่อน จึงจะสามารถซื้อขายบนแพลตฟอร์มได้ วิธีนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายนั้นปฏิบัติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • ระบบ Reputation: ระบบนี้จะเปิดให้ผู้ใช้มอบคะแนนและวิจารณ์คู่ค้าในการซื้อขายได้ ช่วยให้สามารถระบุผู้ซื้อขายที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงการหลอกลวงได้
  1. มอบความรู้และสร้างความเข้าใจ
  • มอบความรู้แก่ผู้ใช้งาน: BINANCE TH Academy เป็นแหล่งข้อมูลเพื่ออัปเดตความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับคนไทย รวมถึงประเด็นการหลอกลวงและวิธีหลีกเลี่ยง เพื่อเป็นแนวทางการซื้อขายที่ปลอดภัย
  • การแจ้งเตือนการหลอกลวง (Scam Alerts): มีการอัปเดตผู้ใช้งานเป็นประจำเพื่อให้รู้เท่าทันกับกลลวงประเภทใหม่ๆ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับมาตรการป้องกัน การแจ้งเตือนนี้ยังช่วยให้ผู้ใช้ตื่นตัวและรับทราบข้อมูลภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นตลอดเวลาในโลกคริปโต
  1. ช่องทางการสื่อสารที่ปลอดภัย
  • แชตในแอป (Chat Support): แพลตฟอร์ม BINANCE TH มีฟีเจอร์แชตในแอปที่พร้อมให้ความช่วยเหลือกับผู้ใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง
  1. ใช้เทคโนโลยีตรวจจับ
  • การตรวจจับการฉ้อโกงด้วย AI: ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ขั้นสูง (LLM) เพื่อตรวจสอบการแชต P2P เพื่อหาสัญญาณพฤติกรรมฉ้อโกง และช่วยเหลือผู้ใช้
  • การประมวลผลภาพคอมพิวเตอร์เพื่อการตรวจสอบ POP (Computer Vision for POP Verification)ใช้โมเดลการประมวลผลภาพคอมพิวเตอร์ด้วย AI เพื่อประเมินเอกสารหลักฐานการชำระเงินโดยอัตโนมัติ และตรวจจับกรณีที่เอกสารถูกดัดแปลง ซึ่งเป็นสัญญาณทั่วไปของการพยายามหลอกลวง

 

การเปลี่ยนแปลงนี้จะนำไปสู่ระบบนิเวศทางการเงินที่แข็งแรงในระยะยาว BINANCE TH พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมคริปโตไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง เพื่อสร้างอนาคตทางการเงินที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับทุกคน

The post P2P: โอกาสของอนาคตการเงิน หรือกับดักที่แฝงมากับตลาดคริปโต? appeared first on THE STANDARD.

]]>
คริปโตกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย https://thestandard.co/crypto-thailand-lifestyle/ Tue, 04 Feb 2025 11:42:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1037798

ถ้าย้อนกลับไป 4-5 ปีก่อน คำว่า ‘คริปโต’ (Crypto) อาจเป็ […]

The post คริปโตกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้าย้อนกลับไป 4-5 ปีก่อน คำว่า ‘คริปโต’ (Crypto) อาจเป็นเรื่องที่ฟังดูไกลตัวสำหรับคนไทยจำนวนมาก แต่มาวันนี้หลายคนเริ่มคุ้นชินกับคริปโต หรือแม้แต่เทคโนโลยีเบื้องหลังอย่างบล็อกเชน (Blockchain) มากขึ้นเรื่อยๆ

 

ถามว่ามากขึ้นแค่ไหน? หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจคือ ไทยเป็น 1 ใน 20 ประเทศที่ผู้คนยอมรับ (Adoption) คริปโตมากที่สุดในโลก รั้งอันดับ 16 จากรายงาน The 2024 Global Crypto Adoption Index ของ Chainalysis

 

และหากคิดเป็นสัดส่วนต่อคนไทยทั้งประเทศ นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ซีอีโอของ BINANCE TH บอกว่า “ตอนนี้การยอมรับคริปโตของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 12% ซึ่งมากกว่าสัดส่วนของทั่วโลกแค่ 1%”

 

Binance TH

 

แม้ตัวเลข 12% อาจยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่กระแสคริปโตก็กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนหน้าใหม่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาด ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นผลมาจากราคาของเหรียญต่างๆ โดยเฉพาะบิทคอยน์ที่พุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ที่กว่า 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3.5 ล้านบาท ช่วงปลายปีก่อน ทำให้ความสนใจต่อคริปโตกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

และถ้าไปดูสถิติใน Google Trend ก็จะเห็นว่าคนไทยเสิร์ชคำว่าบิทคอยน์หรือคริปโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

Binance TH

\ Binance TH

 

ไม่เพียงแค่ความสนใจบนโลกออนไลน์ แต่งานใหญ่ล่าสุดของวงการคริปโตไทย ‘Street of the Future’ ที่จัดโดย BINANCE TH by Gulf BINANCE สะท้อนความตื่นตัวของผู้สนใจหน้าใหม่ต่อวงการคริปโตเป็นอย่างดี THE STANDARD WEALTH เห็นประเด็นอะไรบ้างที่ทุกคนควรรู้ มาดูกัน!

 

Binance TH

 

การเปลี่ยนภูมิทัศน์โลกการเงินปัจจุบันกับการมาถึงยุค Web 3.0 เป็นอย่างไร?

 

Web 3.0 ได้รับการพูดถึงบ่อยมากในงาน สิ่งนี้คืออะไร?

 

สิ่งนี้คือวิวัฒนาการของโลกอินเทอร์เน็ตที่แอดวานซ์ขึ้นไปอีกขั้น จากความสามารถในการอ่าน โต้ตอบ สร้างคอนเทนต์ บนอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย ผู้ใช้งานทุกคนจะสามารถเข้าถึงและแก้ไขข้อมูลได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น จุดสำคัญของการทำงานรูปแบบนี้คือ Decentralized หรือการเก็บข้อมูลแบบกระจายออกจากศูนย์กลาง ภายใต้การทำงานบนเทคโนโลยีบล็อกเชน ผู้ใช้งานทุกคนที่อยู่ในสเตจนี้จะมีสิทธิ์ถือครองแก่ผู้ใช้งาน เช่น การเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนตัวและสินทรัพย์ดิจิทัลของตัวเอง ฉะนั้นสินทรัพย์ดิจิทัลเสมือนเป็นภาพสะท้อนการมาของยุค Web 3.0 อย่างชัดเจน

 

Binance TH

 

คริปโตกำลังเชื่อมโยงกับชีวิตของเรามากแค่ไหน?

 

ถ้าใครตามข่าวอุตสาหกรรมคริปโตในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่าไทยเริ่มสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการอนุญาตให้กองทุนรวมสามารถลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้ หรือแม้แต่แนวคิดที่จะทดลองให้มีการใช้งานคริปโตในชีวิตประจำวัน

 

สิ่งที่จะตามมาภายหลังการปลดล็อกจากนโยบายภาครัฐ ต่อไปการยอมรับคริปโตของคนไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเด็นที่ควรทำควบคู่กันคือ ‘การเตรียมความพร้อมของผู้คนสู่วิถีโลกการเงินยุคใหม่’ ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับคริปโตจะเป็นภูมิคุ้มกันสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจในแต่ละไซเคิล เช่นเดียวกับบุคลากรที่จะเข้ามาขับเคลื่อนวงการ การเกิดอีเวนต์จากภาคเอกชนรูปแบบนี้จึงเป็นหลักฐานชั้นดีที่สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องคริปโตไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นรูปแบบทางการเงินที่มาแน่ๆ และประเทศไทยยังมีช่องให้พัฒนาและเติบโตอีกมาก

 

“ตอนนี้หลายคนเริ่มเข้าใจแล้วว่าคริปโตไม่ใช่แค่การพยายามทำกำไรอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีเรื่องของความเสี่ยง พื้นฐานของเทคโนโลยีที่ต้องเข้าใจ รวมถึงการ Do Your Own Research (DYOR)”

 

Binance TH

 

มีมคอยน์ (Meme Coin) สินทรัพย์ที่อยู่ในบทสนทนาตลอดกาล ด้วยการสร้างมูลค่าจากไวรัล

 

ตลาดเหรียญมีมฮอตตลอดกาล จากการเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่เล่นกับกระแส การสร้างเรื่องราวเรียกคะแนนจากนักลงทุน หนึ่งในกอสซิปตลอดงานทั้ง 2 วัน คือการเก็งสถานการณ์เหรียญทรัมป์ ‘TRUMP’ บนบล็อกเชน Solana ก่อนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งราคาพุ่งสูงพอดิบพอดีระหว่างการจัดงาน Street of the Future ก่อนจะเข้ากระดานเทรด BINANCE TH เป็นที่เรียบร้อยในช่วงเวลาต่อมา

 

เหรียญมีมไม่มีการจำกัดปริมาณการผลิตอย่างบิทคอยน์ มีราคาถูกกว่า และเป็นที่รู้จักได้ง่ายกว่าการศึกษาเหรียญประเภทอื่น จึงจุดประกายความต้องการลงทุนในเหรียญประเภทนี้ทั้งนักลงทุนหน้าเก่าและหน้าใหม่ในตลาด ในฝั่งผู้ผลิต ผู้พัฒนาก็เติบโตพร้อมกับตลาด ทั้งนี้ โปรเจกต์ระดับโลกที่มาร่วมงาน ได้แก่ Memeland, MOODENG/SOL (เหรียญหมูเด้ง), PNUT (ได้รับแรงบันดาลใจจากกระรอกที่ถูกช่วยเหลือโดยศูนย์สัตว์พึ่งพิง) ฯลฯ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงผู้คน แปรเปลี่ยนเป็นคอมมูนิตี้จากหลากหลายประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนระดับโลกอย่าง BINANCE TH ที่เปิดกว้างทางการลงทุนให้แก่ผู้ใช้งานคนไทย ด้วยการมีสกุลเหรียญดิจิทัลมากที่สุดในตลาดเป็นจำนวนมากกว่า 350 เหรียญ (ณ วันที่ 18 มกราคม 2025) และยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง

 

Binance TH

 

การเร่งสร้างบุคลากรต้นน้ำเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ปัจจุบันคอร์สสำหรับเรียนรู้เรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลมีแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งก็รวมถึง BINANCE TH Academy ที่จับมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในไทย เพื่อให้ความรู้เหล่านี้ เช่น คอร์สระยะสั้นที่จัดขึ้นผ่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยอื่นๆ อีกหลายแห่ง ตลอดปี 2024 มีผู้ผ่านหลักสูตรของอะคาเดมีมากกว่า 50,000 คน ครอบคลุมทั้งนักศึกษา คณาจารย์ และบุคคลทั่วไป

 

โอกาสในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการลงทุนอีกต่อไป แต่ขยายประเด็นไปสู่ ‘โอกาสทางอาชีพ’ ทั้งนักพัฒนา นักวิเคราะห์ข้อมูล นักวิจัย หรือแม้แต่สายงานการตลาด เพราะปัจจุบันมีโปรเจกต์ใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอด

 

ยิ่งไปกว่านั้นอุตสาหกรรมนี้ยังสร้างบุคลากรเข้าสู่ตลาดได้ไว จะเห็นว่า Gen Z หรือ Gen Alpha หลายคนกลายเป็นเจ้าของผู้ผลิตเหรียญสำคัญเข้าสู่วงการ

 

Vishal Sacheendran, Head of Regional Markets ของ BINANCE มองในทิศทางเดียวกันว่า การยอมรับคริปโตในระดับโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 1% ไปสู่ 10% ได้นั้นต้องอาศัย 2 ปัจจัยที่สำคัญ คือ กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนของแต่ละประเทศ และการให้ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นในระบบการศึกษา รวมทั้งการให้ความรู้กับผู้ที่มีอำนาจในการกำกับดูแลหรือแม้แต่รัฐบาล

 

Binance TH

 

นอกเหนือจากการให้ความรู้ในห้องเรียน ในมุมของ นที เทพโภชน์ ที่ปรึกษาสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย บอกว่า คอมมูนิตี้ในไทยขยายตัวขึ้นมาก โดยเฉพาะในหัวเมืองต่างๆ เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ และถ้ามองย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 จะเห็นการเติบโตที่ชัดเจน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการ Educate ตลาดและผลักดันวงการสินทรัพย์ดิจิทัลไทย

 

การปรากฏตัวของอีเวนต์ที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ย่อมมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอมมูนิตี้ ให้ความรู้ และเป็นพื้นที่ให้ผู้คนทั้งที่เป็นคริปโตเนทีฟหรือบุคคลทั่วไป พบปะ แลกเปลี่ยน แบ่งปันมุมมองระหว่างกัน เพื่อให้ทุกคนก้าวทันกับโลก Web 3.0 ที่มาถึง และทันเกมโลกการเงินที่กำลังจะเปลี่ยนไป

 

Binance TH

 

การเดินทางของคริปโตมาถึงจุดนี้ไม่ได้เป็นเพียงกระแสหรือปรากฏการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังหลอมรวมเข้ากับ ‘ไลฟ์สไตล์ของคนไทย’ มากขึ้นเรื่อยๆ ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คอมมูนิตี้คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนปรับตัวและเดินหน้าสู่อนาคตได้อย่างมั่นคง โดยมี ‘ความปลอดภัย’ และ ‘ความโปร่งใส’ เป็นที่ตั้งสำคัญ และคริปโตไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องการลงทุน แต่คือการสร้างสังคมที่พร้อมเปิดรับความเปลี่ยนแปลง และเข้าใจถึงโอกาสที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ

คำถามคือ คุณพร้อมที่จะก้าวไปบนเส้นทางสายนี้แล้วหรือยัง?

 

คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาข้อมูลและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

The post คริปโตกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เส้นทาง ‘รถไฟเหาะ’ ของ Bitcoin หลังปี 2020 https://thestandard.co/bitcoin-rollercoaster-journey-post-2020/ Mon, 30 Dec 2024 00:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1023647 bitcoin-rollercoaster-journey-post-2020

นอกเหนือจาก AI ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2024 อีกหนึ่ […]

The post เส้นทาง ‘รถไฟเหาะ’ ของ Bitcoin หลังปี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>
bitcoin-rollercoaster-journey-post-2020

นอกเหนือจาก AI ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2024 อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ฟื้นตัวและกลับมาพุ่งได้แรงก็คือคริปโตเคอร์เรนซี นำโดยเหรียญอันดับ 1 อย่าง Bitcoin (BTC) ที่นับตั้งแต่ต้นปีนี้เติบโตมาแล้วกว่า 140% หรือเกือบ 1.5 เท่า

 

การดีดตัวสูงขึ้นของ Bitcoin ในปีนี้มาจากหลายปัจจัย ทั้งการอนุมัติกองทุน Spot Bitcoin ETFs ที่เกิดขึ้นในเดือนมกราคม ซึ่งเปิดช่องให้เงินทุนสถาบันหรือนักลงทุนที่ไม่ต้องการจัดเก็บสินทรัพย์ดังกล่าวด้วยตัวเองสามารถเข้าถึงความเคลื่อนไหวของราคา Bitcion ได้ หรือการคว้าชัยของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังจะกลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดี ก็ผลักให้ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้น

 

ก่อนที่จะจบปี 2024 THE STANDARD WEALTH ขอรวบรวมเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับ Bitcoin นับตั้งแต่การระบาดของโควิดในช่วงปี 2020 ว่าเส้นทาง ‘รถไฟเหาะ’ ของคริปโตเคอร์เรนซีอันดับ 1 มีความเคลื่อนไหวอย่างไร และในปี 2025 มีโอกาสและความเสี่ยงอะไรรอสินทรัพย์อย่าง Bitcoin อยู่

 

สำหรับในปี 2025 ทิศทางที่ Bitcoin จะยังเติบโตต่อมีความเป็นไปได้สูง

 

สำหรับในปี 2025 ทิศทางที่ Bitcoin จะยังเติบโตต่อมีความเป็นไปได้สูง โดย นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ (Binance TH) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุน Bitcoin คือการเข้ามาลงทุนโดยนักลงทุนสถาบันและผู้จัดการสินทรัพย์ขนาดใหญ่ที่จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปีหน้า

 

รวมถึงข้อเสนอของทรัมป์ที่จะพิจารณาให้ Bitcoin

เป็นสินทรัพย์สำรองเชิงกลยุทธ์ของสหรัฐฯ

 

“ภายใต้การนำของทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดี สหรัฐฯ

จะมีมุมมองที่เอื้อต่อสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งพัฒนาการเชิงบวกด้านกฎระเบียบของสหรัฐฯ

อาจกลายเป็นแนวทางให้ประเทศอื่นสามารถปรับใช้กรอบการทำงานที่ชัดเจน และสนับสนุนตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น” นิรันดร์กล่าว

 

นอกจากนี้ นิรันดร์ยังเผยถึงสถิติที่น่าสนใจสำหรับ Bitcoin นั่นก็คือวัฏจักร 4 ปี

ซึ่งหากมองตามประวัติศาสตร์ ปี 2025 อาจเป็นปีที่ราคาของ Bitcoin เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

แต่แน่นอนว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในวัฏจักรที่ผ่านมา มิได้เป็นตัวการันตีว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นซ้ำอีกกับวัฏจักรปัจจุบัน ฉะนั้นนักลงทุนต้องทำความเข้าใจ ศึกษา

และประเมินความเสี่ยงที่รับได้ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

อีกความเสี่ยงที่จะมองข้ามไม่ได้คือ ‘การตัดสินใจที่คาดเดาไม่ได้’ ของทรัมป์ เพราะแม้ว่าเขาจะมีทีท่าสนับสนุน Bitcoin แต่การที่เขายังไม่ขึ้นดำรงตำแหน่งและนโยบายที่ยังไม่ถูกใช้จริง ปัจจัยเหล่านี้ก็ยังเป็นประเด็นที่นักลงทุนต้องระมัดระวังอยู่ รวมทั้งความผันผวนของราคาในระยะสั้นด้วย

 

นิรันดร์เชื่อว่า Milestone หรือหมุดหมายสำคัญของ Bitcoin ในปี 2025 จะอยู่ที่ความชัดเจนด้านกฎระเบียบของสหรัฐฯ และการได้รับการยอมรับจากบริษัทชั้นนำระดับโลก ซึ่งจะช่วยยกระดับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในปัจจุบันไปสู่การเป็นส่วนสำคัญในระบบการเงินโลกอย่างแท้จริง

 

อย่างไรก็ตาม การยอมรับ Bitcoin เป็นวงกว้างยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น และมีคนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ยอมรับ เนื่องจากคนกลุ่มดังกล่าวอาจมองว่า Bitcoin เป็นแค่สินทรัพย์เก็งกำไร ซึ่งนิรันดร์ชี้แจงประเด็นนี้ว่าเป็นความเข้าใจผิดที่ได้ยินบ่อยที่สุด 

 

“Bitcoin ถูกใช้งานในหลายประเทศที่มีมูลค่าสกุลเงินไม่เสถียร ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษามูลค่าและทำธุรกรรมทางการเงิน อีกทั้ง Bitcoin

ยังสามารถโอนมูลค่าแบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องใช้ตัวกลาง ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนระบบการเงินโลก” นิรันดร์กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

The post เส้นทาง ‘รถไฟเหาะ’ ของ Bitcoin หลังปี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Binance TH เตือน กลลวงมิจฉาชีพพุ่งแรงตามตลาดคริปโตเคอร์เรนซี https://thestandard.co/binance-th-warning-crypto-scams/ Tue, 17 Dec 2024 09:46:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1020551 binance-th-warning-crypto-scams

ท่ามกลางตลาดคริปโตเคอร์เรนซีและสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลัง […]

The post Binance TH เตือน กลลวงมิจฉาชีพพุ่งแรงตามตลาดคริปโตเคอร์เรนซี appeared first on THE STANDARD.

]]>
binance-th-warning-crypto-scams

ท่ามกลางตลาดคริปโตเคอร์เรนซีและสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำโดยราคา Bitcoin ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นไปแตะจุดสูงสุดใหม่ที่ 105,208 ดอลลาร์สหรัฐ (ณ วันที่ 16 ธันวาคม) นี่จึงเป็นจังหวะที่นักลงทุนหน้าใหม่เริ่มตบเท้าเข้าสู่ตลาดมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสของเหล่ามิจฉาชีพที่จะใช้สถานการณ์เชิงบวกนี้มาหลอกลวงเช่นกัน 

 

Binance TH by Gulf Binance แพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยเปิดเผยตัวเลขแนวโน้มสำคัญในวงการคริปโตและความเสี่ยงการถูกหลอกลวงจากสหรัฐฯ ตามรายงานของ VPNRanks เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ที่กำลังสะท้อนมาถึงความเสี่ยงของตลาดประเทศไทย ดังนี้

 

– มูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงคริปโตอาจสูงถึง 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 

 

– ความเสียหายเฉลี่ยต่อเหยื่อในสหรัฐฯ สามารถสูงได้ถึง 39,000 ดอลลาร์สหรัฐ

 

– หากจำแนกมูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงประเภทต่างๆ สามารถแบ่งเป็นวิธีการแอบอ้างตัวตน คาดว่าจะสร้างมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 154 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, วิธีการ Romance Scam คาดว่าจะสร้างมูลค่าความเสียหายประมาณ 167 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และวิธีการหลอกลงทุน คาดว่าจะสร้างความเสียหายสูงสุดถึง 888 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025

 

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในประเทศไทยเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะใน Cycle นี้ที่จะเพิ่มจำนวนนักลงทุนหน้าใหม่ในตลาด โดย Statista เผยว่า ตั้งแต่ต้นปีมีจำนวนบัญชีเปิดใหม่มากถึง 1.2 แสนบัญชี และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ Binance TH by Gulf Binance จึงเห็นถึงความเสี่ยงจากเหล่ามิจฉาชีพที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์จากนักลงทุน และขอหยิบยกรูปแบบกลโกงเพื่อป้องกันให้ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพและสามารถลงทุนได้อย่างปลอดภัย

 

3 วิธีการหลอกลวง

 

  1. เสนอบริการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง ระวังการติดต่อจากบุคคลที่เสนอตัวเป็น ‘คนกลาง’ ในการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล หรืออาจแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัทซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมักเสนอผลตอบแทนสูงเกินจริง สุดท้ายจะหลอกลวงให้โอนเงินไปให้ โดยไม่ได้รับสินทรัพย์จริง

 

  1. หลอกรักผ่านแอปหาคู่ มิจฉาชีพจะสร้างโปรไฟล์ที่น่าสนใจเพื่อให้หลงเชื่อ จากนั้นจะชักชวนให้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล พึงระวังคนที่เพิ่งรู้จักในแอปหาคู่มาชวนลงทุนคริปโต ที่จะหลอกให้รักแล้วหลอกให้สูญเงินในที่สุด

 

  1. แอปพลิเคชันปลอม ระวังแอปพลิเคชันปลอมที่เลียนแบบแอปพลิเคชันของบริษัทซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลก่อนดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใดๆ ให้ตรวจสอบที่มาของแอปพลิเคชันให้ดี

 

‘DYOR’ หรือ Do Your Own Research คือกุญแจสำคัญสู่การลงทุนสกุลเงินดิจิทัล

 

การลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลหรือคริปโตเคอร์เรนซีกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับหลายคน แต่ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนไปกับเหรียญใดเหรียญหนึ่ง การศึกษาข้อมูลด้วยตนเอง (DYOR) นั้นสำคัญมาก

 

เพราะในโลกของคริปโตเต็มไปด้วยข้อมูลมากมาย บางส่วนเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แต่บางส่วนก็อาจเป็นเพียงการโปรโมตหรือข่าวปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อหลอกล่อให้นักลงทุนตัดสินใจผิดพลาด หากไม่ศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ อาจนำไปสู่การสูญเสียเงินลงทุนได้ และสิ่งที่นักลงทุนทั้งเก่าและใหม่ต้องตระหนักไว้เสมอคือ ‘อย่าไว้ใจใครง่ายๆ ต้องหมั่นศึกษาข้อมูลก่อนลงทุนในโลกคริปโต’

 

หากพลาดท่าตกเป็นเหยื่อ Binance TH แนะนำว่า

 

– แจ้งความทันที รวบรวมหลักฐานทั้งหมด เช่น หลักฐานการโอนเงิน ข้อความสนทนา และแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ หรือแจ้งความออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือติดต่อกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้ที่สายด่วน 1441 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

 

– แจ้งผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่โดนแอบอ้างชื่อให้ทราบ เพื่อดำเนินการตามมาตรการ และป้องกันไม่ให้ผู้อื่นตกเป็นเหยื่อรายต่อไป

 

– ระวังการโดนหลอกซ้ำจากบริการติดตามทวงคืนเงิน มิจฉาชีพมักใช้โอกาสนี้หลอกลวงซ้ำซ้อนในช่วงเวลาที่เหยื่อขาดสติจากการสูญเงินก้อนแรก ดังนั้นต้องระมัดระวังบริการที่อ้างว่าสามารถช่วยติดตามเงินคืน เพราะอาจเป็นการหลอกลวงซ้ำสองได้

 

 

The post Binance TH เตือน กลลวงมิจฉาชีพพุ่งแรงตามตลาดคริปโตเคอร์เรนซี appeared first on THE STANDARD.

]]>