BH Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/bh/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 15 Jan 2026 02:16:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จุดเปลี่ยนประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’ ใครได้ ใครเสียประโยชน์ เมื่อเบี้ยถูกลง แต่คนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้น https://thestandard.co/health-insurance-shift-copayment/ Thu, 15 Jan 2026 01:09:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1165336 จุดเปลี่ยน ประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’

คนไทยต้องแบกค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น เพราะ ‘ประกันสุขภาพแบ […]

The post จุดเปลี่ยนประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’ ใครได้ ใครเสียประโยชน์ เมื่อเบี้ยถูกลง แต่คนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดเปลี่ยน ประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’

คนไทยต้องแบกค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น เพราะ ‘ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย’ จะไม่มีอีกต่อไป นี่คือความกังวลลล่าสุดของเหล่าผู้บริโภคที่มีประกันอยู่แล้ว และคนที่กำลังจะตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพเล่มแรก หลังจากต้นสัปดาห์นี้ บริษัท AIA ประเทศไทย ผู้นำตลาดประกัน ประกาศยุติการขาย AIA Health Happy แผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย (สูงสุด 25 ล้านบาท) ที่ครองใจตลาดมาอย่างยาวนาน โดยมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้ ตามรอยบริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิตที่ประกาศยุติการขายแผนประกันโรคร้ายแรงยอดฮิตอย่าง iCare (คุ้มครอง 5 กลุ่มโรคร้ายแรง) ในวันที่ 31 มกราคม 2569 นี้

 

การประกาศยกเลิกแผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายของสองยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมประกัน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกมานาน ‘ค่ารักษาพยาบาล’ (Medical Inflation) ของไทยที่พุ่งสูงขึ้นเฉลี่ย มากกว่า 10% ต่อปี และพฤติกรรมการเคลมประกัน ที่ไม่เหมาะสมของผู้เอาประกัน ส่งผลกระทบยังลามไปถึง sentiment ตลาดหุ้นไทย กดดันให้เกิดแรงขาย ในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนกังวล แนวโน้มรายได้ที่อาจลดลงจากผู้ป่วยที่พึ่งพากรมธรรม์เหมาจ่าย

 

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ การเกิดขึ้นของประกันร่วมจ่าย (Copayment) จะเป็นตัวพลิกเกมอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทประกันแห่ยกเลิกการขายประกันสุขภาพ แบบเหมาจ่ายในตลาดเลยหรือไม่, ส่งผลกระทบต่อรายได้กลุ่มโรงพยาบาลแค่ไหน, ค่าเบี้ยที่ถูกลง แลกกับการร่วมแบกรับความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาล ผู้บริโภคได้ประโยชน์จริงไหม?

 

THE STANDARD WEALTH ชวนร่วมหาคำตอบไปกับ ทอมมี่ – พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคชัวเรียล บิสซิเนส โซลูชั่น จำกัด (ABS) และ อดีตนายกสมาคมนักคณิต ศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย และภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)

 

Copayment ดึงเบี้ยถูกลง ใครได้ – เสียประโยชน์

 

พิเชฐ มองว่า ในมุมของบริษัทประกัน ‘ประกันร่วมจ่าย’ (Copayment) ถูกนำมาใช้ให้ความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ค่าครองชีพ และค่ารักษา พยาบาลสูงขึ้น และป้องกันการโกงการเคลมค่ารักษา โดยกำหนดเงื่อนไข การเคลมระหว่างโรงพยาบาลคู่สัญญาในเครือข่ายและโรงพยาบาลนอกเครือข่าย ในกรณีของบริษัท AIA แผนประกันร่วมจ่ายตั้งแต่บาทแรกที่เสนอให้ คปภ.พิจารณานั้น กำหนดเงื่อนไขการร่วมจ่ายออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

 

1. หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลคู่สัญญาของ AIA จะไม่ต้องร่วมจ่ายค่ารักษา

 

2. หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญา จะต้องร่วมจ่ายค่ารักษา

 

ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขการเคลมดังกล่าว จะทำให้บริษัทประกันบริหารค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น รู้ต้นทุนค่ารักษาที่แท้จริง เพราะมีระบบตรวจจับเคลม จากฐานข้อมูลโรงพยาบาลคู่สัญญา

 

จึงสามารถตรวจสอบได้ว่า โรงพยาบาลประเมินค่ารักษาเกินจริงไหม ผู้เอาประกัน

 

มีพฤติกรรมการเคลมที่ไม่เหมาะสมมากน้อยแค่ไหน เมื่อควบคุมค่าใช้จ่ายการเคลมได้ บริษัทจึงให้เบิกเคลมเต็มจำนวนได้ เมื่อเทียบกับโรงพยาบาลนอกเครือข่าย ซึ่งบริษัทประกันไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้มากนัก กระบวนการฉ้อโกงเคลมจึงเกิดขึ้นบ่อย

 

ส่วนในมุมของผู้บริโภค แม้ Copayment จะทำให้ผู้บริโภคมีความสะดวกน้อยลง แต่จะช่วยลดการฉ้อโกงการเคลมในระบบ และส่งผลทางอ้อมให้เบี้ยประกันเฉลี่ย

 

ของกรมธรรม์แต่ละบุคคลถูกลงได้

 

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือ ก่อนหน้านี้ที่มีปัญหาเบี้ยประกันสุขภาพแพงขึ้น เพราะมีคนกลุ่มน้อย เช่น 100 คนจาก 1 ล้านคน ฉ้อโกงเคลมเป็นจำนวนเงินมหาศาล ส่งผลให้คนส่วนใหญ่ที่เหลือต้องแบกรับภาระเบี้ยประกันที่แพงขึ้นตามไปด้วย ตามคอนเส็ปต์ของประกันที่เน้น ‘เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข’

 

“ระบบ Copayment เปรียบเสมือนกฎของร้านบุฟเฟต์ที่ว่า กินเหลือต้องปรับ เพื่อป้องกันไม่ให้คนกินทิ้งขว้างหรือใช้บริการเกินความจำเป็น ”

 

นอกจากนี้การหันมาทำประกันร่วมจ่าย อาจเป็นกุศโลบาย ของบริษัทประกัน ที่จะดึงโรงพยาบาลนอกเครือข่ายมาเป็นคู่สัญญาร่วมกันมากขึ้น

 

ปิดฉาก ‘ประกันสุขภาพเหมาจ่าย’ ทุกพื้นที่มีแต่ Copayment ?

 

กลุ่มคนที่ซื้อประกันสุขภาพเป็นคนกลุ่มเดิม ประเทศไทยมีความแตกต่างทางรายได้ค่อนข้างสูง คนที่ไม่มีกำลังซื้ออยู่แล้วก็จะไม่ซื้อ คนที่ซื้อกรมธรรม์อยู่แล้วก็จะต่ออายุของกรมธรรม์เล่มเดิม แต่คนที่ไม่เคยมีกรมธรรม์เลย ก็อาจจะต้องพิจารณาประกัน ท่ีมีเงื่อนไข Copayment มากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้บริโภคยังมีตัวเลือกจากบริษัทประกันอื่นๆ เพราะตลาดยังแข่งขันกันเองอยู่ ไม่ใช่ทุกบริษัทที่ต้องมีประกันรูปแบบ Copayment ดังนั้นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายจะไม่หายไปจากตลาด

 

“ผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้น โดยสามารถเปรียบเทียบได้ว่า ประกันที่มี Copayment อาจจะเบี้ยถูกกว่าประกันรูปแบบไม่มี Copayment ถ้าใครไม่ชอบประกันรูปแบบนี้ ก็ไปหาซื้อประกันตัวอื่นได้ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทประกันเจ้าไหน บริหารต้นทุน ค่าเคลมได้ดีกว่า บริษัทนั้นก็มีแนวโน้มที่จะคิดเบี้ยประกันลูกค้าถูกกว่า เป็นหน้าที่ของผู้บริโภคที่จะต้องเลือกว่าตัวเองจะเข้าไปอยู่กลุ่มไหน”

 

ทั้งนี้ระบบ Copayment เป็นสิ่งที่ใช้กันทั่วโลกมานานกว่า 10 ปีแล้ว (เช่น ในฮ่องกง) แต่ประเทศไทยค่อนข้างล่าช้ากว่าที่อื่น เนื่องจากความเข้าใจของประชาชน และข้อกังวลจากหน่วยงานกำกับดูแล

 

ประกันสุขภาพ Copayment เหมาะกับใคร

 

คนที่กำลังซื้อน้อยหรือไม่อยากจ่ายเบี้ยสูง การเลือกประกันรูปแบบ Copayment ก็เป็นทางเลือกที่ดี สำหรับคนที่ไม่อยากทุ่มเงินไปกับประกัน อาจกันเงินบางส่วนไว้เอง ยกตัวอย่างเช่น ปกติจ่ายเบี้ยประกัน 30,000 บาทต่อปี อาจปรับเบี้ยลดลงเหลือ 25,000 แล้วเก็บเงิน 5,000 ไว้เป็นค่ารักษาเพิ่มเติม จากวงเงินประกัน

 

หุ้นโรงพยาบาลถูกถล่มขาย

 

ตั้งแต่ต้นปี 2569 ที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลเป็นหนึ่งในกลุ่ม ที่ถูกเทขายมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในตลาดหุ้นไทย กดดันให้ดัชนีกลุ่มการแพทย์​ (HELTH) ร่วงลงมา 8.16% (ณ วันที่ 13 มกราคม) โดยหุ้นใหญ่สุด 3 อันดับแรกอย่าง กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) -8.8% โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) -13.3% และบางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) -9.6%

 

สาเหตุหนึ่งที่กดดันหุ้นโรงพยาบาลก็เป็นผลจากความกังวลว่า การที่ AIA กำลังจะยุติประกันเหมาจ่าย จะทำให้ลูกค้าและรายได้ของโรงพยาบาลลดลง

 

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งในวันนี้ (14 มกราคม) หลังจากร่วงลงมา 3 วันทำการติดต่อกัน

 

โบรกชี้หุ้นโรงพยาบาล ‘ร่วงหนักเกินเหตุ’

 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า นักลงทุนอาจกังวลว่าเมื่อไม่มีประกันแบบเหมาจ่าย ปริมาณการรักษาจะลดลง แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าผลกระทบอาจไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิด

 

อย่างหุ้น BDMS, BH และ BCH โดยเฉลี่ยมีฐานลูกค้าจากประกันประมาณ 30% ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำประกันมาก่อนหน้านี้ เมื่อบริษัทประกันเลิกขายประกันแบบเหมาจ่าย ลูกค้าที่อาจจะลดลงคือกลุ่มลูกค้าอายุน้อยที่ยังไม่มีประกัน ซึ่งผลกระทบไม่น่าจะเกิน 5% ของสัดส่วนรายได้จากประกันที่โรงพยาบาลได้รับ

 

“โครงสร้างประชากรไทยเป็นสูงอายุอยู่แล้ว คนอายุ 30-40 ปีขึ้นไป มีประกันอยู่แล้ว ส่วนลูกค้าที่ทำประกันกลุ่มใหม่อาจจะลดลงไปบ้าง แต่ราคาหุ้นในกระดานลงมา เหมือนกับว่าลูกค้า 30% นี้จะหายไปทั้งหมด อีกส่วนที่คนอาจยังรู้น้อยคือ จริงๆ แล้ว

 

หุ้น BH มีปัจจัยลบเฉพาะตัวคือ อาจจะหลุดจาก MSCI (ประกาศ 11 กุมภาพันธ์นี้) ทำให้ราคาหุ้นร่วงในช่วงที่มีข่าวประกัน จนเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่” ภาดลกล่าว

 

ภาดลกล่าวต่อว่า ปัจจุบันหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลบางตัว เช่น BDMS ราคาต่ำกว่าช่วงโควิด ซึ่งตอนนั้นโรงพยาบาลปิด แต่ตอนนี้ยังสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทุกวัน ขณะที่หุ้นอย่าง BCH ให้เงินปันผลเกือบ 6%

 

“คุณจะหาช่วงเวลาแบบนี้ได้กี่ครั้งเชียว ที่หุ้นปัจจัย 4 ให้เงินปันผลเกือบ 6%”

The post จุดเปลี่ยนประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’ ใครได้ ใครเสียประโยชน์ เมื่อเบี้ยถูกลง แต่คนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาหุ้น BH ทำสถิติสูงสุดใหม่ ดันมูลค่าบริษัททะลุ 2 แสนล้านบาท แรงหนุนจากลูกค้าชาวอาหรับแห่เข้ารับบริการ https://thestandard.co/bh-stock-price-hits-new-record-high/ Thu, 17 Aug 2023 08:17:43 +0000 https://thestandard.co/?p=830395 หุ้น BH

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) พุ […]

The post ราคาหุ้น BH ทำสถิติสูงสุดใหม่ ดันมูลค่าบริษัททะลุ 2 แสนล้านบาท แรงหนุนจากลูกค้าชาวอาหรับแห่เข้ารับบริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น BH

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) พุ่งแตะระดับ 266 บาท ถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท และเป็นจุดสูงสุดในรอบเกือบ 8 ปี ทำให้มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2.1 แสนล้านบาท โดยสถิติราคาสูงสุดเดิมเกิดขึ้นเมื่อปี 2558 ที่ระดับ 260 บาท 

 

ราคาหุ้นของ BH พลิกกลับมาเป็นขาขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2563 ก่อนที่กำไรของโรงพยาบาลจะเริ่มเติบโตอย่างก้าวกระโดดหลังโควิดเมื่อปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 4.9 พันล้านบาท ขณะที่กำไรในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ทำได้ 3.3 พันล้านบาท สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 

 

บล.กรุงศรี พัฒนสิน ระบุว่า กำไรของ BH มีแนวโน้มแข็งแกร่งหนุนจากอุปสงค์คงค้างจำนวนมากของผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง และการปรับขึ้นราคา 6.6% ขณะเดียวกัน BH ได้รับการตอบรับที่ดีจากการเปิดให้บริการใหม่ และการจัดโปรโมชันของศูนย์โรคเฉพาะทาง 3 แห่ง 

 

ด้วยกำไรไตรมาส 2 ที่ทำได้สูงกว่าคาด ทำให้ บล.กรุงศรี พัฒนสิน ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปีนี้ขึ้น 14% เป็น 6.7 พันล้านบาท ส่วนปีหน้าปรับขึ้น 15% เป็น 7.2 พันล้านบาท และปี 2568 ปรับขึ้น 16% เป็น 7.6 พันล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่า Consensus 15%

 

ล่าสุด BH จะขยายฐานลูกค้าใน 10 ประเทศใหม่ และเพิ่มสำนักงานส่งต่อผู้ป่วยเป็น 83 แห่ง จาก 55-60 แห่ง ก่อนโควิดระบาด ครอบคลุม 47 ประเทศ นอกจากนี้ เรายังคาดว่าบริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากลูกค้าจีน หลังจากรัฐบาลจีนผ่อนคลายข้อจำกัดในการเดินทางออกนอกประเทศ และคาดว่าผู้ป่วยเมียนมาจะเพิ่มขึ้นหลังจากมีการผ่อนคลายข้อจำกัดในการออกวีซ่าและหนังสือเดินทาง

 

นอกจากนี้ BH จะเพิ่มจำนวนเตียงผู้ป่วยเป็น 497 เตียง ในไตรมาส 3 ปีนี้ และ 506 เตียงในไตรมาส 4 จากเดิม 471 เตียงในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา โดยมีอัตราการครองเตียง 80% เพื่อรองรับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น และจะเพิ่มจำนวนเตียงที่สุขุมวิทซอย 1 อีก 59 เตียง ภายในปลายปี 2567 หรือกลางปี 2568

 

ผลประกอบการที่เติบโตต่อเนื่องของ BH หลังผ่านวิกฤตโควิด ทำให้ราคาหุ้น BH เป็นหุ้นในกลุ่มการแพทย์ที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในปีนี้ราว 20% รองจากหุ้น บมจ.โรงพยาบาลมหาชัย (M-CHAI) ที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในกลุ่มกว่า 130% 

 

ด้าน บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุว่า แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 3 มีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ จากรายได้ที่คาดว่าจะเติบโตเป็นเลขสองหลักอยู่ระหว่าง 23-47% ปัจจัยหนุนการเติบโตคือ คนไข้ต่างชาติเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง และขยายตลาดใหม่ เช่น รัสเซีย และประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง รวมถึงอินเดีย รวมทั้งรายได้จากโรคซับซ้อนมากขึ้น และการปรับขึ้นค่าบริการ รวมทั้งการขยายจำนวนเตียง

 

นอกจากนี้ การเปิดโรงพยาบาลใหม่ที่ภูเก็ตหนุนการเติบโตในระยะยาว เป็นโรงพยาบาลขนาด 150 เตียง ใช้เงินลงทุน 4.3 พันล้านบาท ปัจจุบันได้ซื้อที่ดินแล้ว กำลังรอการอนุมัติ EIA คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในไตรมาส 2 หรือไตรมาส 3 ปี 2568

The post ราคาหุ้น BH ทำสถิติสูงสุดใหม่ ดันมูลค่าบริษัททะลุ 2 แสนล้านบาท แรงหนุนจากลูกค้าชาวอาหรับแห่เข้ารับบริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มการแพทย์ – เติบโตในระดับปกติอย่างแข็งแรงในปี 2566 https://thestandard.co/medical-stocks-focus/ Fri, 30 Dec 2022 06:24:03 +0000 https://thestandard.co/?p=730964

เกิดอะไรขึ้น: ใน 3Q65 การดำเนินงานในแง่ของรายได้จากการใ […]

The post หุ้นกลุ่มการแพทย์ – เติบโตในระดับปกติอย่างแข็งแรงในปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

ใน 3Q65 การดำเนินงานในแง่ของรายได้จากการให้บริการที่ไม่เกี่ยวกับโควิดของโรงพยาบาลเอกชนทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ BDMS, BH, BCH และ CHG ได้ฟื้นตัวสู่ระดับก่อนเกิดโควิด ซึ่งเกิดจากการเติบโตของคนไข้ไทย (จากการกลับมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ) และคนไข้ต่างชาติ (จากการเปิดประเทศที่ทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้น) 

 

หลังจากปี 2565 ที่เป็นปีของการฟื้นตัว เชื่อว่าการดำเนินงานของกลุ่มการแพทย์จะกลับสู่ระดับปกติในปี 2566 เมื่อหักการให้บริการที่เกี่ยวกับโควิดออก InnovestX Research คาดว่ารายได้ของกลุ่มการแพทย์จะเติบโตได้ 16%YoY ในปี 2566 (จากการเติบโตที่ 34%YoY ในปี 2565) ซึ่งจะมาจากธุรกิจหลักอย่างการให้บริการในโรงพยาบาลตามการเติบโตของความต้องการทางการแพทย์ การขยายจำนวนเตียง และการให้บริการแบบเฉพาะทางมากขึ้น 

 

หากรวมการให้บริการที่เกี่ยวกับโควิดในปี 2564-65 แล้ว รายได้ของกลุ่มการแพทย์จะลดลง 2%YoY ในปี 2566 (จากการเติบโตที่ 16%YoY ในปี 2565) โดยคาดว่า BDMS และ  BH จะมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นในปี 2566 จากการให้บริการที่ไม่เกี่ยวกับโควิด และรายได้จากคนไข้ต่างชาติที่แข็งแกร่ง ซึ่งสามารถชดเชยการลดลงของการให้บริการที่เกี่ยวกับโควิดได้ ในขณะที่ BCH และ CHG จะมีรายได้ที่ลดลงในปี 2566 จากฐานสูงของการให้บริการที่เกี่ยวกับโควิดในช่วงครึ่งแรกของปี 2565

 

ทั้งนี้ โรงพยาบาลเอกชนยังคงมีการขยายจำนวนเตียงต่อเนื่อง ซึ่งไม่คิดว่าจะมีผลกระทบเชิงลบอย่างเป็นนัยสำคัญจากภาวะ Oversupply ของจำนวนเตียง อ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขในปี 2565 โรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยมีจำนวนเตียงรวม 3.9 หมื่นเตียง หรือคิดเป็น 23% ของจำนวนเตียงทั้งหมดในประเทศไทย  จากข้อมูลของโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ ที่ได้รวบรวมมานั้น สะท้อนว่าจำนวนเตียงใหม่ของโรงพยาบาลเอกชนจะเพิ่มขึ้นเพียง 3% ในปี 2566 1% ในปี 2567 และ 4% ในปี 2568 เป็นต้นไป การเกิดขึ้นของโรคโควิด ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งนำไปสู่การที่โรงพยาบาลเอกชนพัฒนาการให้บริการนอกกลุ่มโรงพยาบาล (Non-Hospital Business) มากขึ้น เช่น บริการด้านสุขภาพผ่านระบบดิจิทัล และธุรกิจ Wellness เพื่อสนับสนุนการเติบโตในอนาคต 

 

กระทบอย่างไร: 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มการแพทย์ (SETHELTH) ปรับลดลง 1.10%MoM ขณะที่  SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 1.88%MoM

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566:

การเติบโตของการให้บริการที่ไม่เกี่ยวกับโควิด และการให้บริการคนไข้ต่างชาติจะเป็นปัจจัยสำคัญของการเติบโตของกำไรของกลุ่มการแพทย์ในปี 2566 InnovestX Research เลือก BDMS เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มการแพทย์ (ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2566 ที่ 34 บาทต่อหุ้น) จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยกำไรปกติจะกลับมาอยู่เหนือระดับก่อนเกิดโควิดได้ที่ 1.2 หมื่นล้านบาทในปี 2565 และจะเติบโตได้อีก 12%YoY ในปี 2566 ซึ่งเป็นการเติบโตสูงสุดของกลุ่ม ส่วนราคาหุ้น BDMS ซื้อขายที่ระดับ PE ปี 2566 ที่ 34 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตช่วงปี 2558-62 ที่ 41 เท่า

 

สำหรับความเสี่ยงที่ต้องติดตาม

  1. Upside คือ การมีผู้ป่วยเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยชาวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้รายได้และอัตรากำไรปรับตัวเพิ่มขึ้น 
  2. ปัจจัยเสี่ยง คือ การแข่งขันที่รุนแรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

The post หุ้นกลุ่มการแพทย์ – เติบโตในระดับปกติอย่างแข็งแรงในปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาธิต วิทยากร ขายหุ้น BH เกลี้ยงพอร์ต จำนวน 8.39% ผ่านรายการบิ๊กล็อต https://thestandard.co/satit-viddayakorn-bh-sold/ Tue, 23 Aug 2022 04:50:04 +0000 https://thestandard.co/?p=670655 สาธิต วิทยากร

รายงานจากสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า สาธิต วิทยากร ซึ่งปัจจ […]

The post สาธิต วิทยากร ขายหุ้น BH เกลี้ยงพอร์ต จำนวน 8.39% ผ่านรายการบิ๊กล็อต appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาธิต วิทยากร

รายงานจากสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า สาธิต วิทยากร ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล หรือ PRINC ได้รายงานการขายหุ้น BH จำนวน 66.79 ล้านหุ้น คิดเป็น 8.3935% หรือทั้งหมดของจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ 

 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยแบบรายงานการได้มา/จำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2565 สาธิต วิทยากร จำหน่ายหุ้นของ บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หรือ BH จำนวน 66.79 ล้านหุ้น หรือ 8.3935% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ ส่งผลให้จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการจำหน่ายคิดเป็น 0% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


โดยราคาหุ้น BH เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมนั้น ปิดการซื้อขายที่ 186.50 บาท ลดลง 7 บาท หรือ 3.62% ขณะที่ราคาหุ้นล่าสุดวันนี้ (23 สิงหาคม) ซื้อขายที่ 205 บาท เพิ่มขึ้น 10.50 บาท หรือ 5.40%

 

ทั้งนี้ ณ วันปิดสมุดทะเบียน 14 มีนาคม 2565 สาธิต วิทยากร เป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ของ BH โดยถือครองหุ้นจำนวน 140.19 ล้านหุ้น หรือ 17.64% 

 

ปัจจุบัน สาธิต วิทยากร ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล หรือ PRINC 

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า ปัจจุบัน สาธิต วิทยากร มีการถือหุ้นในบริษัท ดังนี้

 

  1. PRINC ถือหุ้น 828.78 ล้านหุ้น หรือ 21.76% 
  2. BDMS ถือหุ้น 122.68 ล้านหุ้น หรือ 7.94%
  3. BCH ถือหุ้น17.60 ล้านหุ้น หรือ 0.71%
  4. RS ถือหุ้น 6.90 ล้านหุ้น หรือ 0.67%
  5. GFPT ถือหุ้น 6.82 ล้านหุ้น หรือ 0.54%
  6. SEAFCO ถือหุ้น 5.60 ล้านหุ้น หรือ 1.83%
  7. PM ถือหุ้น 4 ล้านหุ้น หรือ 0.67%
  8. SAT ถือหุ้น 3 ล้านหุ้น หรือ 0.71%
  9. NTV ถือหุ้น 1.84 ล้านหุ้น หรือ 1.16%
  10. AH ถือหุ้น ​​1.65 ล้านหุ้น หรือ 0.51%
  11. TASCO ถือหุ้น 850,000 หุ้น หรือ 0.55%
  12. SORKON ถือหุ้น 801,030 หุ้น หรือ 2.48%
  13. RAM ถือหุ้น 550,000 หุ้น หรือ 4.58%

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post สาธิต วิทยากร ขายหุ้น BH เกลี้ยงพอร์ต จำนวน 8.39% ผ่านรายการบิ๊กล็อต appeared first on THE STANDARD.

]]>
PRINC ชี้แจงกรณีผู้บริหารลงทุนในหุ้น BH ไม่ขัดแย้งทางผลประโยชน์ ยืนยันไม่มีส่วนร่วมในการบริหาร https://thestandard.co/price-explaining-manager-invest-on-bh-stocks/ Wed, 20 Jan 2021 12:15:40 +0000 https://thestandard.co/?p=445419 PRINC ชี้แจงกรณีผู้บริหารลงทุนในหุ้น BH ไม่ขัดแย้งทางผลประโยชน์ ยืนยันไม่มีส่วนร่วมในการบริหาร

จากกรณีที่ สาธิต วิทยากร กรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บม […]

The post PRINC ชี้แจงกรณีผู้บริหารลงทุนในหุ้น BH ไม่ขัดแย้งทางผลประโยชน์ ยืนยันไม่มีส่วนร่วมในการบริหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
PRINC ชี้แจงกรณีผู้บริหารลงทุนในหุ้น BH ไม่ขัดแย้งทางผลประโยชน์ ยืนยันไม่มีส่วนร่วมในการบริหาร

จากกรณีที่ สาธิต วิทยากร กรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล (PRINC) ได้เข้าลงทุนในหุ้นของ บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) และขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ BH ทั้งนี้ PRINC ชี้แจงว่า บริษัทไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเข้าลงทุนใน BH และได้รับการแจ้งจากสาธิตว่าการเข้าซื้อหุ้น BH ข้างต้น มีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนเท่านั้น ไม่มีการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการธุรกิจของ BH แต่อย่างใด

 

นอกจากนี้ นโยบายการประกอบธุรกิจของ PRINC ซึ่งมุ่งเน้นการขยายธุรกิจโรงพยาบาลในต่างจังหวัดที่ยังขาดแคลนการให้บริการด้านการแพทย์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้ปานกลาง และให้บริการในราคาที่กลุ่มเป้าหมายสามารถจ่ายได้ เห็นได้ชัดว่าแม้ PRINC และ BH จะอยู่ในธุรกิจเดียวกัน แต่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในด้านทำเลที่ตั้ง รวมถึงอยู่คนละตลาด และมีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน

 

ส่วน BH จากข้อมูลที่ทราบทั่วไป มีโรงพยาบาลตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครเพียงแห่งเดียว และมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้สูง จึงไม่ใช่ธุรกิจที่แข่งขันกันอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นธุรกิจที่ PRINC และ BH ดำเนินอยู่ ณ ปัจจุบัน จึงไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กันโดยตรง  

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post PRINC ชี้แจงกรณีผู้บริหารลงทุนในหุ้น BH ไม่ขัดแย้งทางผลประโยชน์ ยืนยันไม่มีส่วนร่วมในการบริหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สาธิต วิทยากร’ เข้าซื้อหุ้น BH ล็อตสองจาก BDMS อีก 11% https://thestandard.co/acquires-second-lot-bh-shares-from-bdms-11-percents-more/ Tue, 22 Dec 2020 03:08:29 +0000 https://thestandard.co/?p=434326 ‘สาธิต วิทยากร’ เข้าซื้อหุ้น BH ล็อตสองจาก BDMS อีก 11%

จากแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) โ […]

The post ‘สาธิต วิทยากร’ เข้าซื้อหุ้น BH ล็อตสองจาก BDMS อีก 11% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สาธิต วิทยากร’ เข้าซื้อหุ้น BH ล็อตสองจาก BDMS อีก 11%

จากแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) โดย ก.ล.ต. พบว่า บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ได้ทำรายการจำหน่ายหุ้น บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) จำนวน 90.21 ล้านหุ้น คิดเป็น 11.3369% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ทั้งนี้การขายหุ้น BH ของ BDMS ในครั้งนี้เป็นการขายให้กับ สาธิต วิทยากร ประธานกรรมการบริหาร บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล (PRINC) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เข้าซื้อหุ้น BH ส่วนแรกไปแล้วจำนวน 90.5 ล้านหุ้น

 

ซึ่งภายหลังการเข้าทำรายการในครั้งนี้ ทำให้ BDMS ไม่เหลือสัดส่วนการถือหุ้นใน BH อีกเลย ขณะที่ สาธิต วิทยากร จะเข้ามาถือหุ้นรวม 180.79 ล้านหุ้น คิดเป็น 22.72% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ‘สาธิต วิทยากร’ เข้าซื้อหุ้น BH ล็อตสองจาก BDMS อีก 11% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชนิดา โสภณพนิช’ ทุ่ม 108 ล้านบาท ซื้อหุ้น BH นอกตลาด ต่ำกว่าราคากระดาน 11% https://thestandard.co/chanida-spent-108-million-baht-to-buy-bh-shares/ Sat, 19 Dec 2020 03:28:16 +0000 https://thestandard.co/?p=433315 ‘ชนิดา โสภณพนิช’ ทุ่ม 108 ล้านบาท ซื้อหุ้น BH นอกตลาด ต่ำกว่าราคากระดาน 11%

จากรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล […]

The post ‘ชนิดา โสภณพนิช’ ทุ่ม 108 ล้านบาท ซื้อหุ้น BH นอกตลาด ต่ำกว่าราคากระดาน 11% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชนิดา โสภณพนิช’ ทุ่ม 108 ล้านบาท ซื้อหุ้น BH นอกตลาด ต่ำกว่าราคากระดาน 11%

จากรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของ ก.ล.ต. เมื่อ 18 ธันวาคม 2563 พบว่า ชนิดา โสภณพนิช ในฐานะคู่สมรสของ ชอง โท กรรมการ ของ บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ได้เข้าซื้อหุ้น BH จำนวน 1 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 108 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 108 ล้านบาท ทำให้จำนวนการถือครองหุ้นรวมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2,745,000 ล้านหุ้น 

 

ทั้งนี้ การเข้าซื้อดังกล่าวเป็นการทำรายการนอกตลาดหลักทรัพย์ ผ่าน บล.บัวหลวง ซึ่งราคาเฉลี่ยที่เข้าซื้อต่ำกว่าราคากระดานของ BH ราว 11% โดยล่าสุด ราคาหุ้น BH ปิดที่ 120 บาท ลดลงจากวันก่อนหน้า 5.1% 

 

สำกรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นของ BH เกิดขึ้นมาต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนหน้านี้ หลังจากที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่าง บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เทขายหุ้น BH ที่ถืออยู่ 22.97% ออกมาทั้งหมด 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ‘ชนิดา โสภณพนิช’ ทุ่ม 108 ล้านบาท ซื้อหุ้น BH นอกตลาด ต่ำกว่าราคากระดาน 11% appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาธิต วิทยากร ทุ่ม 9.3 พันล้าน ซื้อหุ้น BH จากหมอเสริฐ จ่อเก็บส่วนที่เหลือเพิ่ม https://thestandard.co/satit-wittayakorn-invests-9-3-billion-baht-to-buy-bh-shares/ Wed, 25 Nov 2020 11:19:36 +0000 https://thestandard.co/?p=425124 สาธิต วิทยากร ทุ่ม 9.3 พันล้าน ซื้อหุ้น BH จากหมอเสริฐ จ่อเก็บส่วนที่เหลือเพิ่ม

สาธิต วิทยากร ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท พริ้นซิเพิล […]

The post สาธิต วิทยากร ทุ่ม 9.3 พันล้าน ซื้อหุ้น BH จากหมอเสริฐ จ่อเก็บส่วนที่เหลือเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาธิต วิทยากร ทุ่ม 9.3 พันล้าน ซื้อหุ้น BH จากหมอเสริฐ จ่อเก็บส่วนที่เหลือเพิ่ม

สาธิต วิทยากร ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) (PRINC) เปิดเผยถึงกรณีข่าวพริ้นซิเพิล แคปิตอล เข้าลงทุนซื้อหุ้น บมจ. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) จำนวน 90.5 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 103 บาท รวมมูลค่า 9,321.50 ล้านบาท จาก บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) และยังสนใจส่วนที่เหลืออีก 11.34 % ของทาง BDMS ที่ถืออยู่ใน BH ด้วยนั้น

 

“ในข้อเท็จจริง ตนซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่พริ้นซิเพิล แคปิตอล ได้เป็นผู้เข้าทำสัญญาซื้อหุ้นโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จากกลุ่ม หมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เป็นการซื้อในนามส่วนตัวในรูปแบบ ‘Friendly Deal’ เป็นการซื้อเพื่อลงทุน และเชื่อมั่นในศักยภาพของ BH” ดร.สาธิต กล่าว

 

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการประสานงานกับสถาบันการเงิน กลุ่มปราสาททองโอสถ และกลุ่มโสภณพนิช ในเรื่องขั้นตอนการจัดหาแหล่งเงินทุนมาซื้อหุ้นจำนวนดังกล่าว โดยจะมีการชำระเงินค่าซื้อหุ้นโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 9,300 ล้านบาทเศษ

 

ส่วนแผนความร่วมมือทางธุรกิจของ PRINC กับทาง Bumrungrad ยังคงเป็นไปตามแผนก่อนหน้านี้ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อหุ้นในนามส่วนตัว ที่ผ่านมาร่วมมือกับ Bumrungrad Health Network ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศรักษาโรคเฉพาะทางในด้านต่างๆ เช่น โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ที่เปิดศูนย์กระดูกสันหลัง Absolute Spine Care และศูนย์ข้อเข่าและข้อสะโพก Joint Surgery Center รองรับการขยายตัวกลุ่มผู้ใช้บริการในพื้นที่สมุทรปราการ (บางนา) และกรุงเทพฝั่งตะวันออก ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดี

 

ในส่วน PRINC ยังคงเป้าหมายขยายธุรกิจโรงพยาบาลให้ครบ 20 แห่ง และเปิดคลินิกทั่วประเทศ 100 แห่ง ภายในระยะ 2 ปีข้างหน้า (ปี 2565) เพื่อสร้างเครือข่ายการให้บริการครอบคลุมระหว่างภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงพยาบาลในเครือข่ายที่เปิดดำเนินการแล้วรวม 11 แห่ง ใน 10 จังหวัด ได้แก่ โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ, โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 1 และโรงพยาบาล พริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2 จังหวัดนครสวรรค์, โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี, โรงพยาบาลพิษณุเวช จังหวัดพิษณุโลก, โรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์, โรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร จังหวัดพิจิตร, โรงพยาบาลศิริเวชลำพูน จังหวัดลำพูน, โรงพยาบาลวิรัชศิลป์ จังหวัดชุมพร, โรงพยาบาลพริ้นซ์ ศรีสะเกษ จังหวัดศรีษะเกษ และ โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post สาธิต วิทยากร ทุ่ม 9.3 พันล้าน ซื้อหุ้น BH จากหมอเสริฐ จ่อเก็บส่วนที่เหลือเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS ขายหุ้น BH อาจไม่กระทบการดำเนินงาน แต่ต้องติดตามแผนธุรกิจของ BH หลังเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่ https://thestandard.co/bdms-sell-bh-share-may-not-effect-the-operations/ Wed, 25 Nov 2020 10:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=425042 BDMS ขายหุ้น BH อาจไม่กระทบการดำเนินงาน แต่ต้องติดตามแผนธุรกิจของ BH หลังเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่

วานนี้ (24 พฤศจิกายน) บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) แจ […]

The post BDMS ขายหุ้น BH อาจไม่กระทบการดำเนินงาน แต่ต้องติดตามแผนธุรกิจของ BH หลังเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS ขายหุ้น BH อาจไม่กระทบการดำเนินงาน แต่ต้องติดตามแผนธุรกิจของ BH หลังเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่

วานนี้ (24 พฤศจิกายน) บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าได้ทำสัญญาซื้อขายหุ้นที่บริษัทถืออยู่ออกทั้งหมด 22.71% ใน บมจ. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ที่ราคา 103 บาท โดย BDMS จะรับรู้กำไรสุทธิหลังจากภาษีจำนวน 1.1 พันล้านบาทในไตรมาส 4 ปี 2563 จากการขายเงินลงทุนในครั้งนี้ 

 

โดยธุรกรรมนี้จะทำรายการผ่านกระดานซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ (Big Lot) เป็น 2 รายการ คือ รายการแรกทำเสร็จไปแล้วในช่วงเช้าวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 จำนวน 90.5 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 103 บาท มูลค่า 9.3 พันล้านบาท โดยเป็นรายการที่ BDMS ขาย BH ล็อตแรกให้กับ ดร.สาธิต วิทยากร ซีอีโอของ PRINC ส่วนที่เหลืออีก 90.2 ล้านหุ้น หรือ 11.34% คาดจะซื้อขายแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2563 

 

กระทบอย่างไร:

วานนี้ราคาหุ้น BDMS ปรับตัวลง 2.2%DoD สู่ระดับ 22.50 บาท เช่นเดียวกับราคาหุ้น BH ที่ปรับตัวลง 6.9%DoD สู่ระดับ 115.00 บาท สำหรับวันนี้ (25 พฤศจิกายน) ราคาหุ้น BDMS ลดลงเล็กน้อย 0.44% สู่ระดับ 22.40 บาท ขณะที่ราคาหุ้น BH เพิ่มขึ้น 5.22%DoD สู่ระดับ 116.00 บาท (ข้อมูลราคา ณ เวลา 12.30 น.)

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS มองว่า การขายหุ้น BH ของ BDMS ครั้งนี้จะไม่กระทบต่อผลการดำเนินงานในระยะสั้นของทั้งสองอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากก่อนหน้านี้ BDMS เข้าลงทุนใน BH ในฐานะที่เป็นการลงทุนทางการเงินตั้งแต่ปี 2555 และไม่ได้มีคณะกรรมการบริษัทของ BH ที่มาจากการ BDMS 

 

ในเบื้องต้น BDMS ได้วางแผนว่าจะนำเงินที่ได้จากการขายเงินลงทุนครั้งนี้ไปเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงิน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เช่น การลงทุนในโรงพยาบาลเพิ่ม เป็นต้น แต่หากอิงสมมติฐานว่า BDMS จะนำเงินไปชำระคืนหนี้ทั้งหมด จะช่วยให้ BDMS สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยได้ 612 ล้านบาท 

 

มุมมองระยะยาว:

สำหรับประเด็นที่น่าติดตามต่อไปคือ กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของ BH หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ที่มีสัดส่วนการถือหุ้น 22.71% ซึ่งแม้ล่าสุด ดร.สาธิต วิทยากร เผยว่า การเข้าซื้อ BH ครั้งนี้เป็น Friendly deal และไม่มีจุดประสงค์ในการเข้าไปบริหารหรือเป็นคณะกรรมการแต่อย่างใด แต่คาดหวังจะใช้ศักยภาพทางการแพทย์ในระดับตติยภูมิของทาง BH ที่มีในการช่วย PRINC ซึ่งมีโรงพยาบาลเครือข่ายส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด (ปัจจุบันมีโรงพยาบาลเครือข่ายรวม 11 แห่ง ใน 10 จังหวัด) ให้ได้รับการบริการอย่างทั่วถึง เช่น ส่งต่อเคสรักษามายังส่วนกลางของบำรุงราษฎร์ แต่อย่างไรก็ตาม จากนี้เราคงต้องติดตามว่าจะมี Synergy ที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่ายดังที่คาดหวังกันมากน้อยแค่ไหน  

 

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการของทั้ง BDMS และ BH ในไตรมาส 4 ปี 2563 SCBS คาดว่า จะยังหดตัวลง YoY เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่เดินทางมาจากต่างประเทศยังคงอ่อนแอ แต่จะปรับตัวดีขึ้น QoQ โดยได้ปัจจัยหนุนจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยในประเทศที่เริ่มกลับมาเข้ารับการรักษาตามปกติ 

 

ทั้งนี้ ในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 BDMS มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 30% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่ BH มีสัดส่วนดังกล่าว 66% จึงทำให้ SCBS คาดว่า ผลประกอบการของทั้งสองบริษัทจะค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้นตามการผ่อนปรนข้อจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ

 

ข้อมูลเพิ่มเติม:

%YoY คือ % การเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาเดียวกันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

%QoQ คือ % การเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post BDMS ขายหุ้น BH อาจไม่กระทบการดำเนินงาน แต่ต้องติดตามแผนธุรกิจของ BH หลังเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิเคราะห์สาเหตุ BDMS ทิ้งหุ้น BH ยกล็อต | HIGHLIGHT 25 พฤศจิกายน 2563 https://thestandard.co/morning-wealth-25112020-7/ Wed, 25 Nov 2020 05:53:23 +0000 https://thestandard.co/?p=424853

วิเคราะห์สาเหตุ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือ BDMS เทขายห […]

The post ชมคลิป: วิเคราะห์สาเหตุ BDMS ทิ้งหุ้น BH ยกล็อต | HIGHLIGHT 25 พฤศจิกายน 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • วิเคราะห์สาเหตุ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือ BDMS เทขายหุ้น บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หรือ BH ที่ถืออยู่ทั้งหมด 22.71% คิดเป็นมูลค่า 1.86 หมื่นล้านบาท

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: วิเคราะห์สาเหตุ BDMS ทิ้งหุ้น BH ยกล็อต | HIGHLIGHT 25 พฤศจิกายน 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์สาเหตุ BDMS ทิ้งหุ้น BH ยกล็อต! https://thestandard.co/analysis-of-why-bdms-dropped-lots-of-bh-shares/ Tue, 24 Nov 2020 13:04:56 +0000 https://thestandard.co/?p=424628 วิเคราะห์สาเหตุ BDMS ทิ้งหุ้น BH ยกล็อต!

จากกรณีที่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เทขายหุ้น บมจ. […]

The post วิเคราะห์สาเหตุ BDMS ทิ้งหุ้น BH ยกล็อต! appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์สาเหตุ BDMS ทิ้งหุ้น BH ยกล็อต!

จากกรณีที่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เทขายหุ้น บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ที่ถืออยู่ทั้งหมด 22.71% คิดเป็นมูลค่า 1.86 หมื่นล้านบาท 

 

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ BDMS เคยพยายามที่จะเสนอซื้อหุ้นทั้งหมด (Tender Offer) ของ BH ที่ราคา 125 บาท ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา BDMS ได้ตัดสินใจยกเลิกแผนดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ผู้ถือหุ้นใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งของ BH คือ ตระกูล ‘โสภณพนิช’ ดูเหมือนจะไม่อยากปล่อยหุ้นที่ตัวเองถือออกไปอยู่เช่นกัน โดยตัดสินใจให้ บมจ.ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ใช้สิทธิแปลงสภาพหุ้นกู้ที่ถืออยู่ส่วนหนึ่ง และเข้ามาถือหุ้น BH เพิ่มเติมอีกเกือบ 10% ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นรวมกันของกลุ่มโสภณพนิช เพิ่มขึ้นแซงหน้า BDMS ในที่สุด

 

ส่วนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น BDMS และ BH หลังรายงานธุรกรรมดังกล่าวพบว่า ปรับลดลงรุนแรงทั้ง 2 หุ้น โดย BDMS ลดลง 0.50 บาท หรือ 2.17% มาอยู่ที่ระดับ 22.50 บาท ส่วน BH ลดลง 8.50 บาท หรือ 6.88% มาอยู่ที่ 115 บาท

 

ถกล บรรจงรักษ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ BDMS พยายามจะเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน BH แต่ก็ติดปัญหาที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมของ BH เมื่อดีลที่ต้องการจะเข้าเป็นพันธมิตรไม่สำเร็จ ประกอบกับภาพธุรกิจที่เปลี่ยนไป ทั้งการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ผลกระทบจากการถูกดึงตัวบุคลากร และลูกค้าต่างชาติที่ลดลงไปจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

 

“ด้วยสาเหตุเหล่านี้ บวกกับราคาหุ้น BH ที่ปรับตัวขึ้นมา จึงเป็นจังหวะที่ดีในการขาย เปิดโอกาสให้ BDMS สามารถนำเงินไปลงทุนขยายโรงพยาบาลอื่นๆ ในเครือของตัวเองได้มากขึ้น ขณะเดียวกันดีลนี้ยังมีกำไรประมาณ 1,100 ล้านบาท ซึ่งน่าจะบันทึกเข้ามาได้ทันในไตรมาส 4 นี้”

 

ในความเป็นจริงแล้ว ราคาหุ้น BH ที่ปรับตัวขึ้นมาก่อนหน้านี้ถือว่าแรงเกินกว่าพื้นฐาน เมื่อพิจารณาจากความเห็นของ Consensus ราคาเหมาะสมอยู่ที่ราว 110 บาท ขณะที่ราคาหุ้น BH ขยับขึ้นไปถึง 125 บาท ด้วยข่าวดีจากพัฒนาการของวัคซีน ซึ่งทาง BDMS ก็น่าจะเห็นว่าการขายในจังหวะที่ราคาเกินพื้นฐานน่าจะเป็นจังหวะที่ดี ทั้งนี้ รายละเอียดการซื้อขายในครั้งนี้จะมีการเปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้

 

ในมุมของ BDMS ซึ่งอยู่ในธุรกิจโรงพยาบาลเช่นกัน แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่ด้วยเครือโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่า BH ซึ่งมีเพียงแค่สาขาเดียว เมื่อถูกกระทบจึงค่อนข้างเบากว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำขาย BH ด้วยราคาที่เกินพื้นฐาน ส่วน BDMS แนะนำซื้อ จาก Sentiment เชิงบวกจากการขายหุ้น BH ในครั้งนี้

 

ด้าน บล.โนมูระ พัฒนสิน ประเมินว่า BDMS น่าจะได้กำไรจากการขายหุ้น BH ทั้งหมดประมาณ 2,367 ล้านบาท และบันทึกกำไรหลังหักภาษีราว 1,114 ล้านบาท ผ่านงบการเงินปี 2563 จากที่ BDMS มีต้นทุนของ BH ราว 89.30 บาท

 

ส่วนผลกระทบด้านส่วนแบ่งกำไรจาก BH คาดว่าประมาณการกำไรของ BDMS จะลดลงราว 3-4% และกระทบราคาเป้าหมายประมาณ 0.80 บาท อิงจากราคาเป้าหมายที่ 25.30 บาท

 

ในเบื้องต้น ประเมินความเป็นไปได้ของผู้ถือหุ้นใหม่ของ BH ใน 2 กรณี คือ

 

1. ให้น้ำหนักมากกว่า 80% น่าจะเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่อีกรายอย่างตระกูลโสภณพนิช ทั้งนี้ เรามองเป็นปัจจัยบวกในระยะยาว เนื่องจากคาดไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระมัดระวังในระยะถัดไปคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นครั้งนี้จะนำไปสู่การเกิด Tender Offer และออกจากตลาดหรือไม่

 

2. ให้น้ำหนักน้อยกว่า 20% เป็นผู้ถือหุ้นรายใหม่ เรามองเป็นปัจจัยลบต่อราคาหุ้นมากกว่ากรณีแรก เนื่องจากอาจมีผลต่อการบริหารงานในอนาคตของกลุ่ม BH

 

ถอดรหัส BDMS ทิ้งหุ้น BH ยกล็อต!

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post วิเคราะห์สาเหตุ BDMS ทิ้งหุ้น BH ยกล็อต! appeared first on THE STANDARD.

]]>